My Experiences in America เล่าเรื่องอเมริกา ชีวิตคนไทยในอเมริกา วีซ่า การทำงาน การท่องเที่ยว ในอเมริกา

Thai in America I first came to America in March of 2007. I am now living here as a permanent resident. I hope this journal of my American experience will be of use to you. Thank you for your comments and suggestions.

Hyatt Regency San Francisco Review

plew July 28th, 2009


วันนี้มาแนะนำโรงแรมในซานฟรานซิสโก โรงแรมที่จะมาแนะนำวันนี้คือ Hyatt Regency San Francisco ซึ่งตั้งอยู่บน
Embarcadero St.ซึ่งเป็นถนนที่อยู่หน้า San Francisco bay ได้มีโอกาสไปพักที่นี่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2009 จริงๆแล้วเนื่องในโอกาสแต่งงานครบสองปี เราพักที่นี่สามคืนโดยค่าห้องคืนละ $90 ซึงถือว่าถูกทีเดียวสำหรับโรงแรมเกรดนี้ ทำเลแบบนี้ ที่จองได้ราคาค่อนข้างถูกเพราะแฟน Bid ห้องกับ priceline.com ซึ่งเป็นเว็ปจองโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน รถเช่าต่างๆ แต่จะว่าไปจองกับ Priceline ก็เสี่ยงอยู่เหมือนกันเพราะเราเลือกโรงแรมไม่ได้ เวลา bid ก็ทำได้แค่ระบุว่าต้องการโรงแรมระดับกี่ดาว เมืองอะไร ย่านไหน ถนนอะไร รหัสไปรษณีย์อะไรประมาณนั้น ราคาที่จะบิด แฟนใส่ไป $90 โรงแรมสี่หรือห้าดาว ใน financial district SF ซึ่งจริงๆเขาอยากได้ Hyatt นั่นแหละ แต่ว่ามันก็มีโรงแรมอื่นๆในย่านนี้ แต่ผลออกมาโชคดีได้ Hyatt ริมน้ำสมใจ เพราะจริงๆเราเดินผ่านและเข้าไปแว๊ปๆในล๊อบบี้อยู่บ้างแต่ไม่เคยพักแต่แฟนเคยมาทานอาหารที่ห้องอาหารบนชั้นบนสุดมาครั้งหนึ่ง สรุปก็ได้พักในโรงแรมห้าดาวในราคาสามดาว แถมตอนนั้นเป็นช่วง high นักท่องเที่ยวเยอะมากก็ถือว่ายิ่งโชคดีเพราะปกติโรงแรมจะราคาแพงขึ้นในช่วงหน้าร้อนแบบนี้

ห้องที่ได้อยู่ชั้น 7 ห้องเราหันเข้าหา market st. แต่เนื่องจากโรงแรมอยู่หัวมุมถนนระหว่าง market กับ Embarcadero ถ้ามองออกจากหน้าต่างก็จะเห็น Bay และ Ferry Building ด้วย ห้องที่ได้ก็ standard ห้องไม่ใหญ่มากแต่ก็สบายๆ วิวโอเคไม่ได้สุดยอด แหมก็ห้องถูกๆน่ะนะ ภายในห้องภาพรวมถือว่าโอเคเตียง king size นอนสบายสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องเกือบครบแต่ไม่มีหมวกคลุมผมบวกเสื้อคลุมอาบน้ำให้ นอกนั้นมีครบ ถ้าเทียบในห้องกับ intercontinental แล้ว Hyatt สู่ไม่ได้เพราะเก่ากว่าเยอะ แต่รวมถือว่าสะอาดโอเคดี

แต่สิ่งที่สุดยอดของโรงแรมนี้คงหนีไม่พ้นทำเลที่สุดยอดจริงๆติดหน้า bay ตรงข้ามกับ ferry building ซึ่งมีทั้งอาหารและ farmer market เชื่อมกับ Embarcadero Center ซึ่งเป็นแหล่งช๊อปอีกที่ซึ่งมีทั้งร้านค้า แฟชั่น ร้านอาหาร โรงหนัง และอื่นๆ แถมเชื่อมกับ financial district ใจกลางธุรกิจของที่นี่ หน้าโรงแรมก็มี cable car อีกด้วย จะเดินไปช็อปปิ้งย่าน market Union square ก็เดินสบายๆ หรือจะนั่งรถไฟบนดิน ใต้ดินไปจุดอื่นๆก็สะดวกเพราะสถานนีอยู่หน้าโรงแรมเลย คือสะดวกและใกล้ทุกอย่างจริงๆ แถมวิวก็สุดยอดยิ่งถ้าได้ห้องหันเข้าหาทาง embarcadero ชั้นสูงๆหน่อยยิ่งสุดยอดเลยเป็นจุดที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่ง เรื่องทำเลต้องยกให้จริงๆ

นอกจากนั้นตัวอาคารก็เป็นอะไรที่สวยถึงจะเก่าแต่มันมีเอกลักษณ์ของตัวเอง เราชอบเพราะมันไม่ดูเป็นตึกถือๆตรงๆ มันดูมีมิติ ข้างในล็อบบี้ก็สวยน่าเพราะเป็นเอเทรียมเปิดโล่ง ภาพยนตร์หลายๆเรื่องที่มาถ่ายที่ซานฟรานก็มักจะมีบางซีนในโรงแรมนี้ด้วย เพราะลิฟท์ที่นี่และล็อบบี้ที่นี่มันแปลกไม่เหมือนโรงแรมอื่นๆ ดูรุปเอาแล้วกันเนอะ สำหรับ Facilities อื่นๆเราไม่ได้ใช้เลยแต่ก็ปกติมีฟิตเนส อ้อมีห้องอาหารหมุนอยู่ชั้นบนสุด แต่ว่าตอนนี้ถ้าจะขึ้นไปทานต้องอัพเกรดอะไรกับโรงแรมถึงจะขึ้นไปได้ เราเลยขอบายดีกว่าไม่อยากจ่ายเพิ่ม แต่เมื่อก่อนห้องอาหารจะเปิดสำหรับบุคคลทั่วไปๆแต่ตอนนี้เฉพาะ member และแขกที่ upgrade เท่านั้น
สรุปแล้วก็เป็นอีกโรงแรมในซานฟรานซสโกที่อยากแนะนำสำหรับใครที่กำลังมองหาโรงแรมที่นี่ ถ้ามีงบประมาณสักหน่อยถือว่าคุ้มเพราะสะดวกเป็นย่านดัง และเชื่อมต่อไปจุดอื่นๆได้สะดวก อยู่ในย่านที่ปลอดภัย และห้องก็มาตราฐานระดับ Hyatt

http://sanfranciscoregency.hyatt.com

InterContinental Hotel San Francisco Review

plew July 23rd, 2009


หาโรงแรมที่พักในซานฟรานซิสโก วันนี้มาแนะนำโรงแรมดีๆใจกลางซานฟรานซิสโก จริงๆแล้วตัวเราเองอยู่ในซานฟรานซิสโกอยู่แล้วจึงไม่มีโอกาสจะได้พักในโรงแรมที่นี่ แต่เนื่องในโอกาศเบื่อๆเซ็งๆ (เบื่อเพื่อนบ้าน) แฟนเลยไปเปิดห้องที่ InterContinental San Francisco ที่ตั้งอยู่บนถนน Howard ST. เลขที่สวยด้วย 888 จริงๆแล้ว Intercontinental SFนี่อยู่ใกล้กับอพาตเมนท์เรามากเลยแค่สองบล็อกเอง ปกติต้องเดินผ่านหน้าโรงแรมทุกวันเวลาที่ออกไปข้างนอก ตลกดีไม่คิดว่าอยู่ดีๆจะได้มาพักที่นี่ เพราะเดินห้านาทีถึงเลย

InterContinental San Francisco เป็นโรงแรมที่ถือว่าอยู่ในทำเลที่ดีมาก สะดวกห่างจาก Market ST. ซึ่งเป็นเหมือนศุนย์กลางของเมืองนี้แค่สองสามบล็อก แถมติดกับ Mascone Center ซึ่งเป็นสถานที่ Convention Hall ที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่ ดังนั้นปกติโรงแรมนี้ก็จะมีคนที่มาสัมมนามาพักเป็นจำนวนมาก ที่นี่ถือว่าเป็นโรงแรมระดับหรูและที่สำคัญ ใหม่แกะกล่อง เพิ่งเปิดได้ไม่ถึงสองปี (วันที่เขียน 7/2009) เราเดินผ่านที่นี่ตั้งแต่ยังสร้างไม่เสร็จเมื่อปี 2007 ดังนั้นถ้าใครมาเที่ยวและมีงบพอสมควรแนะนำจริงๆ เอาจริงๆแล้วพักที่นี่ก็ไม่ได้แพงมากมายกว่าโรงแรมทั่วไป วันที่เราพักอยู่ที่ $189 แต่เพราะว่ามันเป็นช่วง High season เดือนกรกฎาคม 2009 ซึ่งเป็นช่วงซัมเมอร์นักท่องเที่ยวตอนนั้นแน่นมากในซานฟรานซิสโก ถ้าเป็นช่วงปกติหรือจองผ่านตามเว็ปไซต์ไม่ถึงแน่ๆ บางคนที่เจอจ่ายประมาณ 120 โรงแรมแย่กว่านี้ก็ถูกกกว่าไม่เท่าไร ที่แนะนำเพราะมันใหม่ ดังนั้นทุกอย่างสะอาด ทันสมัย สะดวกสบายๆที่สำคัญคือทำเลดีและสะดวกมากๆเพราะใกล้ทุกอย่าง

เราได้ห้องพักในชั้น 21 แต่หันเข้าหาทางใต้ของ Market ST. เห็นวิวเมืองถ้ายืนตรงหน้าต่างเลยจะเห็น Bay ด้วย วิวอาจไม่สวยเท่าไรด้านนี้แต่ก็โอเคสำหรับเรา ห้องสะอาดและสะดวกสบายมาก ห้องน้ำก็ใหญ่อ่างอาบน้ำไม่เล็กเกินไปแบบบางที่ คือมีทุกอย่างที่เราต้องการคือทั้งสบู แชมพู ครีมนวด โลชั่น (หอมดีด้วย) หมวกคลุมผม ยางมัดผม สำลี คอตตอลบัดส์ ไดร์เป่าผม เสื้อคลุมอาบน้ำ ที่ขัดรองเท้า เตารีด ตู้เซฟ โทรศัพท์ก็ไฮเทคเป็นแบบมีภาพ คือห้องทันสมัยมาก รายละเอียดเล็กๆทั้งสวิชไฟ โคมไฟดูดีหมด ที่เราชอบคือหน้าห้องสัญญาณที่บอก maid ให้ทำความสะอาดหรือห้ามรบกวนเป็นปุ่มกด ไม่ต้องเอาป้ายไปแขวนแบบโรงแรมรุ่นเก่าๆ ทีวีก็จอแบนกี่นิ้วจำไม่ได้แต่ใหญ่ เตียงคิงไซต์นอนสบายมาก ห้องกระจกพื้นถึงเพดาน ภายในห้องตกแต่งแบบเรียบ ทันสมัยสบายตา ไม่แฟนซีจนรกรุงรัง ขนาดห้องก็ใหญ่กำลังดี (ห้องที่เราพักแบบธรรมดา) แก้วน้ำ กระติกน้ำแข็งอะไรต่างดูดีหมด

นอกจากนั้นสิ่งอำนวยความสะดวกๆอื่นๆครบ ฟิตเนสใช้ได้ 24 ชั่วโมง แถมมีแอปเปิ้ลให้กินด้วย ผ้าเช็ดหน้า น้ำดื่ม นิตยสาร อุปกรณ์ก็ทันสมัยมีทีวีและมีหูฟังให้เสร็จสรรพ บวกสระว่ายน้ำและจากุชชี่ในร่มด้วย สปาก็มีให้บริการ เทอเรสนั่งพักผ่อน อาบแดด บวกห้องห้องอาหารข้างล่างตรงล็อบบี้ Luce ก็ดูดีจังเลย (แต่ไม่ได้กินอะแพง) สรุปแล้วแนะนำมากๆเลย เพราะเท่าที่เทียบกับ Hyatt San Francisco (จะเขียนเรื่อง Hyatt อีกที) ซึ่งราคาพอๆกันกับที่นี่ เราว่าที่นี่น่าพักกว่าคือในห้องดีกว่าไฮแอทและใหม่กว่ามากมายสิ่งของอำนวยคตวามสะดวกในห้องครบกว่า แต่ถ้าพูดเรื่องวิวแล้ว Hyatt กินขาดเพราะติด Bay บวกกับในส่วนตัวตึกและล็อบบี้ด้านล่าง Hyatt ก็ดูเด่นกว่าเพราะแฟนซีกว่าและใหญ่กว่า Intercontinental จะออกแนวเรียบๆทันสมัย สรุปแล้วชอบที่นี่มากกว่า ดูรูปข้างล่างจะเห็นภาพชัดขึ้น

I’ve stayed at the Intercontinental San Francisco , in July 2009 which was during the summer high season with nice weather and so many tourists, so the price was pretty high. We paid $189 per night, but I think usually if we book online or in a time that is not too busy it will cost around $150 per night.
Actually, I had walked by this hotel almost every day because I stay only 2 blocks from the hotel and I had been seeing it while it was being built in 2007. So, it’s a brand new hotel which has been opened only about 2 years.

We were pleasantly surprised with its amenities and luxury. The room was extremely comfortable, and came with all the things we need such as bath robes and ample towels and pillows, a giant flat screen television, and a comfortable king size bed. The room has a modern clean look with a full floor to ceiling glass window. We had a nice city view from the 21th floor, and the location was convenient in the heart of San Francisco which is easy access to everything. The hotel staff and concierge were very friendly and helpful.

The amenities were impressive with good equipment and a 24 hour fitness room, indoor swimming pool and Jacuzzi, outdoor terrace. We would stay there again without any hesitation and I highly recommend it for everyone.

http://www.intercontinentalsanfrancisco.com/


ซื้อตั๋วเครื่องบินไปอเมริกา Buy Tickets to America

plew July 20th, 2009


เรื่องโดย Araya

ขอเล่าประสบการณ์ ของตัวเองให้ฟังนะคะ เพื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ด้วยความที่มี วีซ่าท่องเที่ยวอยู่แล้ว และ เคยมาอเมริกาบ้างแล้ว ตอนตัดสินใจจะมาแต่งงานที่นี่ พี่มาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว พร้อมทั้งขอวีซ่านักท่องเที่ยวให้ลูกสาวซีงก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร วีซ่าที่ลูกสาวได้ก็ได้ สิบปี ดังนั้นตอนที่ซื้อตั๋วฯ มาลงที่ซานฟรานฯ ก็ซื้อตั๋วแบบเที่ยวเดียวสองใบ คือตัวเองใบ ลูกสาวใบ โดยที่เอเจนซี่ที่ซื้อตั๋วฯด้วยไม่ได้บอกอะไร ตกลงซื้อกันด้วยราคา สองหมื่นแปด สองคนก็ห้้าหมื่นสี่ บาท จ่ายไปด้วยวีซ่าการ์ดของแฟนพี่(คนอเมริกัน) ดูๆก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะพี่ชื้อตั๋วล่วงหน้าประมาณ หนึ่งเดือนก่อนเดินทาง

วันเดินทาง พี่ไปสนามบิน ตั้งแต่เที่ยง เนื่องจากเป็นการจากเมืองไทย ย้ายถิ่นฐาน เพื่อนๆ เลยไปส่งกันเยอะ เครื่องออกประมาณห้าโมงเย็น แต่สายการบิน เปิดให้เช็คตั๋ว และ โหลดสัมภาระ ประมาณบ่ายสองโมง คือก่อนประมาณ สามชั่วโมงก่อนบิน ปรากฎว่าที่เคาท์เตอร์สายการบินบอกพี่ว่า วีซ่าของพี่และลูกสาวเป็นวีซ่าท่องเที่ยว แต่ตั๋วเป็นวันเวย์ ไม่ใช่ตั๋วไป-กลับ เพราะฉะนั้น เวลาจะเข้าอเมริกา พี่จะมีปัญหาตรงอิมมิเกรชั่น เขาจะขอดูตั๋วเที่ยวกลับของพี่ แล้ว ที่เคาท์เตอร์สายการบิน ก็ถามพี่ว่าพี่ไปอเมริกาทำไม พีก็บอกว่า ก็พาลูกไปเที่ยว แต่ยังไม่รุ้ว่า จะกลับจากที่ไหน แบบว่า เราอาจจะบินข้ามไปเที่ยว แล้วกลับอีกทางก็ได้ หลังจากพูดคุยกันซักพัก สายการบิน บอกว่า แล้วแต่พี่นะ เพราะเขาเห็นมาเยอะว่าอาจมีัปัญหาไม่ได้เข้าประเทศและถูกส่งกลับเลย เพราะเราไปด้วยวีซ่าท่องเที่ยว พี่ตอนนั้นสติแตก เหลือเวลา สามชั่วโมง ฉันควรทำอย่างไรดีเนี่ย เขาบอกพี่ว่าให้รีบโทรกลับไปที่เอเยนต์ที่พี่ซื้อตั๋ว โชคดีที่วันนั้นไม่ใช่วันเสาร์อาทิตย์เป็นวันจันทร์ ดังนั้น พี่จึงโทรกลับไปที่เอเจนต์ บอกเขาว่าต้องการซื้อตั๋วกลับเพิ่ม ซึ่งเขาบอกทำไม่ได้พี่ พี่ถามว่าทำไมทำไม่ได้ แล้วควรต้องทำอย่างไร เขาบอกว่าต้องทำเรื่องยกเลิกตั๋วใบนี้ และซื้อตั๋วไป-กลับใหม่ ส่วนเรื่องตั๋วใบเก่า พี่ต้องทำเรื่องขอคืนเงิน

งงมั๊ยคะ พี่ไม่ได้ยกเลิกตั๋ว พี่ซื้อเพิ่มด้วยซ้ำ ตั๋วเก่าก็จ่ายเงินไปแล้ว แต่ไม่ได้คืนทันที ตั๋วใหม่ ก็ต้องจ่ายทันทีไม่งั้นก็ไม่ได้ไป แถมราคาตั๋วไป-กลับวันนั้น ใบละ สี่หมื่นสอง สองคนแม่ลูก ก็แปดหมื่นสี่ ต่อรองไม่ได้เลย พี่ไม่มีทางเลือก จ่ายไป (ครั้งที่แล้วที่ซื้อตั๋วไปกลับนั้น เจ้าเดียวกันนี่แค่ สามหมื่นแปดเอง เฮ้อ)

มาดูเมื่อเดือนทางถึงสนามบิน เจ้าหน้าที่ถามพี่ว่าพี่มาทำไม พี่บอกมาเยี่ยมน้องสาว เพราะมีน้องสาวอยู่ที่นี่ และก็มาเยียมหลายครั้งแล้ว เขาบอกพี่ว่าพี่เพิ่งเดินทางออกไปเมื่อ สามเดือนก่อน ทำไมกลับมาเี่ที่ยวอีก (พี่ไม่เคยโอเวอร์สเตย์นะคะ) พี่บอกว่าก็ครั้งนี้พาลูกสาวมาเที่ยว เขาถามอีกว่า อ้าวแล้วที่ทำงานยูไม่ว่าอะไรหรือ เพราะลางานปีนึงหลายครั้ง พี่ก็บอกไปว่า พี่ รีไทร์แล้ว เค้าถามอีกหลายอย่างซัก เกี่ยวกับลูกประมาณถามกลับไปกลับมาถึงอายุลูก และรายละเอียดของลูกสาว กลัวเราไม่ใช้แม่จริง (ลูกใช้นามสกุลของสามีเก่าคะ) และสุดท้าย ท้ายสุด เค้าถามกลับเมื่อไร พี่บอกเดือนนึง เขาจึงขอดูตั๋วฯ วันกลับ กรรมละซิ เพราะพี่ไม่มี เนื่องจากใช้โทรศัพท์ไปเปลี่ยน แต่ได้เลขที่ตั๋วฯ โดยจดมาไว้กับตั๋วเก่าที่เอเยนต์ส่งเมลล์มาให้ซึ่งในใบนั้นเป็นรายละเอียดของตั๋วฯใบเ่ก่าที่เป็นวันเวย์ พี่บอกเค้าไปว่า พี่ไม่ได้ Print มา คราวนี้เขาถามเลย อ้าวแล้วยูรู้ได้ไงว่ากลับวันไหน พี่เลยบอกวันที่ไป จำได้ซิคะ (เพิ่งจ่ายเงินไปหยกๆ) และก็บอกให้เขาเช็คเลขที่ตั๋ว ใบนี้ที่เราได้เลขที่ มาจากเอเยนต์ ในที่สุด แกก็ให้ผ่านมา พี่ไม่เคยเสียเวลานานขนาดนั้นตอนการบินมาเที่ยวครั้งก่อนๆเลย

พอมาถึงบ้านที่นี่ รีบโทรกลับไปเรื่องตั๋วฯ เดิมที่ซื้อและได้ยกเลิกไปตามคำแนะนำของเอเจ้นท์ เธอบอกว่า พี่ไม่ต้องห่วงหนูทำเรื่องให้ โดยปรกติแล้วมันต้องใช้เวลาสามเดือน (หา !! สามเดือน) เพราะหนูต้องทำเรื่องส่งไปที่ สายการบิน นั้น แล้วต้องรอเขาเรื่องคืนเงิน พี่คะ อีกเรื่องคะ พี่อาจไม่ได้คืนเต็มจำนวนนะคะ (อ้าว !!! เฮ้ย ทำไมอะ ง ง คะ ง ง) ทำไมพี่จะไม่ได้คืนละคะ พี่ยกเลิกตั๋วเพราะพี่ซื้อตั๋วใบอื่น (ที่เป็นตั๋วแพงกว่าเดิมด้วย) ไม่ได้ยกเลิกการเดินทาง นะคะ (เฮ้อ กรรม คะ กรรม) เสียงเจ้าหน้าที่ บอกกลับมาว่า พี่คะ ไม่ได้คะ ฏฏคะ มันเป็นกฏ

หนึ่งเดือนต่อมา พี่ก็โทรไปถาม ความคืบหน้า กับเจ้าหน้าที่คนเดิม อ้อ พี่คนนั้นเค้าออกไปแล้วคะ แต่ไม่เป็นไรนะคะ น้องทำเรื่องต่อให้ อ้าว แล้วพี่จะได้คืนเมื่อไรละคะ พี่ไม่ต้องห่วงคะ สามเดือนคะสามเดือน xxxx :<ตอนนั้นเซ็งคะ แถมกำลังปรับตัวกับการอยู่ที่นี่ด้วย จริงๆ ก็นอกจากเรื่องเงินแล้ว มันโกรธอะคะ แถมไม่ใช่เงินของเรา เค้าจ่ายให้ เราก็ค่อนข้างเกรงใจสามี ตั๋วฯ ไปกลับ ที่ซื้อมายังเหลือตั๋วกลับอยู่ใช่มั๋ยคะ ซึ่งตอนนั้นคิดว่าคงต้องทิ้งไปด้วย เพราะถ้าทำเรื่องขอปรับสถานะวีซ่า ที่นี่ ตั๋วฯซึ่งใช้ได้หกเดือน ต้องหมดเวลาอยู่แล้ว

เดือนที่สองก็เลยทำลืมๆไป พอใกล้หมดเดือนที่สาม เอาวะ โทรไปตามอีกครั้ง โทรไปอีกที ส่งเรื่องไปแล้วคะ หนูทำอะไรไม่ได้แล้วคะ เพราะเรื่องอยู่ทางโน้น ต้องรอให้ทางสายการบินเค้าคืนเงินมาก่อน รอคะรอ พี่ก็รอนะคะ เลยสามเดือนไปหนึ่งอาทิตย์ไม่มีการติดต่อกลับมาอีก คราวนี้ พี่บอกกับสามีว่าเอายังไงกันดี จริงๆ ในตอนแรก สามีพี่บอกว่า ถ้าเป็นที่อเมริกา ถ้ายูไม่ได้ใช้ตั๋วฯ นั้น เขาต้องคืนเงินทันที ในที่สุด สามีโทรกลับไปแจ้ง ที่บัตรเครดิต ของเค้า แจ้งรายละเอียด อย่างที่พี่ว่า เขาถามคำเดียวยูไม่ได้ใช้ตั๋วนั้นใช่มั๊ย สามีบอกว่าใช่ เขาบอกว่า ปรกติแล้ว เค้าจะยกเลิกการเรียกเก็บบิลใบนี้ให้ได้เลย แต่นี่ผ่านไปเกือบสามเดือน แถมข้ามปีอีกรบกวนให้ทางเราช่วยกรอกแบบฟอร์มการขอคืนเงิน หรือปฎิเสธการจ่ายเงินบิลนี้ใ้ห้เขาด้วย (เป็นบัตรวีซ่าของธนาคารที่นี่นะคะ) โอเค เราก็ทำไป ไม่มีทางเลือก หลังจากทำเรื่องจากทางนี้ไป ก็ทำใจ คะ

หลังจากที่เลิกกลุ้ม แฟนบอกว่าเค้าไม่มายหรอก ช่างมัน พี่ก็อะ นะ รู้สึกผิดเล็กๆ เงินห้าหมื่นสี่ สำหรับพี่ มันเยอะอะ ครึ่งแสนเชียวนา วันนึงหลังจากนั้นไม่นาน มีอีเมลล์มาถึงพี่ บอกว่า เค้าเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัท เอเยนท์ตั๋ว ที่พี่ซื้อ แล้วเจ้าหน้าที่คนที่ที่เรือ่งคนที่สองอะ ก็ออกไปแล้ว บริษัทฯ นี่้ ก็เปลี่ยนเจ้าของแล้ว เธอมารับหน้าที่ใหม่ และเธอเห็นเรื่องของพี่ที่ทางสายการบิน ส่งเช็คมาให้แล้ว ต้องการโอนกลับเข้าบัญชีให้พี่ พี่รีบโทรกลับไป เธอก็บอกรายละเอียด ไปเรื่อยๆ จน ถึง … แต่ แต่ คะ แต่ พี่คะ ไม่ได้คืนหมดนะคะ ได้คืนสี่หมื่นคะ (จากห้าหมื่นสี่) และอยากขอให้ทางพี่ โทรแจ้งยกเลิกเรื่องที่ทำไว้กับทางธนาคารบัตรวีซ่าของพี่ด้วยคะ โอเคมั๊ยคะ พี่ฟังแล้ว อืม อ้อ ติดต่อฉันมาเพราะทางธนาคารทางนี้แจ้งไปนั่นเอง ไปปรึกษาสามีว่าเอาไง รบต่อมั๋ย เขาบอกช่างมันเหอะ ถ้าเป็นที่นี่เขาไม่ยอม แต่ก็อะนะ ก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย พี่ก็เลยแจ้งกลับไปว่า ก็ได้ เขาถามว่าให้คืนกลับอย่างไร ส่งเช็คไปที่ไหน พี่บอกก็ทำเรื่องเดบิตกลับเข้าไปในบัตรวีซ่า ก็ได้ จะได้สะดวก ก็ไม่ได้อยู่เมืองไทย ส่งเช็คมาที่นี่ เป็นเช็คธนาคารไทย ก็ยุ่งยากอีกพี่ว่า คิดว่าจะจบนะคะ ยังคะ ยังไม่จบ น้องคนนั้นโทรกลับมาบอกว่า เจ้าของใหม่ซึ่งเป็นคนต่างชาติให้ขอที่อยู่ใหม่พี่และจะส่งเช็คมาให้ พี่บอกอ้าว ทำไมอะ เธอบอกไม่รู้ เหมือนกัน พี่เลยบอกว่าเอางี้ ให้มาคุยกับแฟนพี่เองแล้วกัน แล้วพี่ก็รีบมาบอกแฟนพี่ว่า พี่ว่าเป็นเพราะธนาคารเขานั่นแหละ ที่ส่งเรื่องไปกระตุ้น ถ้าจะทำอะไร ต้องปรึกษากับแบงค์ที่นี่ก่อนนะ เค้าก็โอเค หลังคุยกัน แฟนพี่โทรไปปรึกษาธนาคารของเขา เขาบอกก็ทำหลักฐานไว้ ให้คอนฟิร์มข้อตกลงกันทางอีเมลล์ อะไรประมาณนี้ ในที่สุด พี่ก็ได้คืนเงินบางส่วน แต่ เป็นการโอนเดบิตกลับให้กับบัตรเครดิต ของแฟนพี่ งงมั๊ย
ครั้งนี้ไม่ตามแล้วไม่ถามแหระ ได้เงินคืนแล้วก็ช่างมัน จบๆ ซะที เรื่องครั้งนี้พี่ไม่ได้โทษว่าเป็นความผิดของใครคนใดคนนึง พี่ลองกลับมาทบทวน ก็พอสรุปกันตัวเองนะ ประมาณนี้

เอเยนต์ที่พี่ซื้อ พี่ใช้บริการหลายครั้ง และทุกครั้งไม่เคยมีปัญหา อาจจะเป็นเพราะความคุ้นเคย ทำให้ ตอนที่พี่บอกเขาว่าคราวนี้พี่มาอยู่อเมริกาเลยเพราะจะแต่งงาน ขอซื้อแค่ตั๋วไป เที่ยวเดียว เขาเลยไม่ได้ซักอะไร อาจจะคิดว่า พี่ขอวีซ่า คู่หมั้นไป เลยไม่ได้แนะนำอะไร เงินที่คืนไม่หมด อาจเป็นเพราะหักค่าคอมมิสชั่นไปแล้วไม่อยากคืน (ก็ได้สองค่าคอมฯจากตั๋วเก่าและตัี๋วใหม่เลยนะเนี่ย)
พี่นะควรให้สามีถามกับธนาคารบัตรเครดิตของเขาตั้งแต่แรก (ตอนนั้นไม่รู้ทำไม ไม่ได้คิดเรื่องนี้)
ก็นะคะ ลองอ่านดูเป็นอุทธาหรณ์ เพื่อใครจะได้ประโยชน์ไปบ้างคะ

ค่าครองชีพในแคลิฟอเนีย Cost of Living in California

plew July 13th, 2009


ค่าครองชีพในแคลิฟอเนีย วันนี้เล่าและบ่นเรื่องค่าครองชีพในการใช้ชีวิตในอเมริกาอีกแล้ว ตัวเราเองอยู่ในซานฟรานซิสโก
แคลิฟอเนีย ซึ่งก็อย่างที่เล่าไปหลายรอบว่าซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพแพงเป็นอันดับสอง สาม ของสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว สำหรับแคลิฟอเนียเองก็เป็นรัฐที่มีค่าครองชีพแพงกว่ารัฐอื่นๆโดยรวม อาจจะด้วยอากาศที่ไม่สุดโต่ง คือไม่หนาวจัดไม่ร้อนจัด ทำให้ดึงดูดผู้คนให้ย้ายเข้ามาอยู่ในรัฐกันนี้กันเยอะ

เข้าเรื่องดีกว่าตัวเราเองก็อยู่ที่นี่มาก็ระยะหนึ่งแล้วแต่บางครั้งก็ยังทำใจไม่ค่อยได้กับค่าใช้จ่ายบางอย่างที่มันแพงแบบ ‘อะไรกันฟะเนี่ย’ ล่าสุดหลังจากกลับจากเมืองไทยและไปอยู่ Santa Cruz มาสามเดือนก็เลยไม่ได้นั่งรถเมล์ที่ซานฟราน กลับมาก็เลยได้รับข่าวดีเกี่ยวกับการขึ้นค่ารถเมล์ รถไฟจาก $1.50 เป็น $2 ขึ้นมาเมื่อต้นเดือนกรกฏา 2009 นี่แหละ ตั๋วเดือนก็ขึ้นมาเป็น $55 จากเท่าไรไม่แน่ใจประมาณ 40 ได้ เพราะไม่เคยใช้ นี่ก็ใกล้เปิดเทอมก็ต้องซื้อตั๋วเดือนแล้วก็ต้องจ่าย 55 เหรียญแล้วสิ

เหตุการณ์ต่อมาด้วยความป้ำๆเป๋อๆดันทำน้ำยาล้างเล็บหกบนโต๊ะเครื่องแป้งที่เป็นไม้ ผลคือสีทีเคลือบด้านบนมันก็ด่างเป็นวงกว้างเลยทีเดียว ก็เลยต้องหาคนมาซ่อม แค่ touching คือเอากระดาษทรายขัดตรงรอยแล้วทาน้ำยาเคลือบใหม่ ออกมาก็โอเคดีกว่าเดิมแต่ถ้าดูดีๆยังเห็นรอยอยู่ดี ทำแค่ไม่ถึงชั่วโมง $150 ช่างบอกถ้าจะ refinishing ใหม่คือขัดหน้าโต๊ะทั้งบานคือเฉพาะส่วนบนที่เป็นรอยไม่รวมด้านอื่นๆนะคิด $600 แม่เจ้า! แค่ซ่อมด้านเดียวไม่ได้ใหญ่ด้วย หมื่นกว่าบาท แฟนบอกงั้นซื้อใหม่ดีกว่าละมั้งเนี่ย

ต่อจากนั้นเครื่องซักผ้าที่อายุแค่สามปีก็เสีย เสียงดังมากเวลาหมุน แฟนก็พยายามหาช่างมาซ่อม กว่าจะหาได้คือสาม สี่วัน ไม่ค่อยมีคนรับซ่อม บางทีโทรก็ไม่มีคนรับสาย สุดท้ายมีเจ้าหนึ่งรับโทรกลับมาหลังจากแฟนโทรไปทิ้งข่้อความไว้สามวันก่อน ค่าใช้จ่ายนะค่ะแค่มาที่บ้านมาดูว่าเสียตรงไหนยังไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นจ่ายก่อนแล้ว $65 ทีเหลือขึ้นกับอาการ พอดีวันที่ช่างว่างเราสองคนไม่ว่างเลยให้เพื่อนบ้านดูให้เพราะแกก็มาใช้เครื่องซักผ้าเราทุกอาทิตย์ (แฟนใจดีเกินเหตุให้เพื่อนบ้านมาใช้เครื่องซักผ้าท อบผ้าได้อาทิตย์ละครั้ง ฟรีตลอดรายการ) ช่างโทรบอกแฟนว่าซ่อมเสร็จแล้ว เราสองคนดีใจเฮ้ยดีวะเสียแค่ $65 เองถูกดีกว่าที่คิด ปรากฎว่ากลับมาลองใช้เครื่อง โอ้อาการเหมือนเดิมทุกอย่างมันไม่ได้ซ่อมอะไรเลย แฟนโทรไปต่อว่าแล้วก็เปลี่ยนเจ้าใหม่ เราบอกเอ้าทำไมไม่ให้มันมาแก้ละ เขาบอกไม่เอาแล้วดูแล้วไม่มืออาชีพ เราบอกดีเนอะงานแบบนี้ทำเป็นบอกว่ารับซ่อม แค่ขับรถมานิดนึงได้ 65 เหรียญแล้วก็ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ เราว่ามันไม่แฟร์เลย น่าจะจ่ายตอนที่คุณทำเสร็จแล้ว แบบนี้เราก็ทำได้โอเคมาดูอาการค่าเดินทางจ่ายก่อนเลย มาแล้วบอกโทษทีเกินเยียวยาจบกินฟรีเลยงานง่ายๆดี

เจ้าใหม่นี่เหมารวมเลยไม่ว่าอาการแบบไหนยังไงคิด $214 ค่าซ่อมเครื่องซักผ้านะเนี่ย สรุปเสียไปสามร้อยกว่า เราว่าอยู่ที่นี่ของเสียทิ้งไปเลยซื้อใหม่ดีกว่าเพราะค่าแรง ค่าซ่อมมันแพงโครตๆ แฟนบอกถ้าซ่อมบ้านซ่อมระบบประปา ไฟฟ้า ยิ่งแพงกว่านี้อีก

ความเคราะห์ร้ายยังไม่หมดแฟนจอดรถเกินเวลาไปสองครั้งเสียครั้งละ $50 โดนตำรวจเรียกฐานขับรถเร็วเกินพิกัดโดนไปอีก $200 เรานี่เข้าใจเลยว่าทำไมคนที่นี่เขาเคารพกฏจราจรกันดีจังเนอะ เพราะค่าปรับมันแพงนี่เอง แฟนบอกอีค่าปรับนะยังเรื่องจิ๊บจ๋อยแต่การโดนใบสั่งมันสร้างปัญหากับประกันเพราะถ้าโดนจะทำให้เบี้ยประกันพุ่งสูงกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ยิ่งโดนบ่อยเบี้ยก็ยิ่งทวีคูณ

ค่าจอดรถในซานฟรานซิสโกก็ถือว่าค่อนข้างแพงถ้าจอดทั้งวันก็ตกประมาณ 25-40 รายเดือนก็ประมาณ 250 -350 เนื่องจากที่พักอาศัยอพาตเมนท์จำนวนมากไม่มีที่จอดรถให้ จอดข้างถนนก็ไม่ใช่ทุกจุดจะจอดได้และไม่ปลอดภัยต่อรถด้วย คอนโดหรืออพาตเมนท์บางทีก็ให้ที่จอดแค่คันเดียวถ้ามีมากกว่าหนึ่งคันก็ต้องไปเช่าเพิ่ม เพราะที่นี่คนส่วนใหญ่อยู่อพาตเมทน์หรือคอนโด บ้านที่เป็นบ้านจริงมีน้อย จอดรถข้างถนนก็ต้องหยอดมิเตอร์แทบทุกจุด ล่าสุดเนื่องจากตระเวนดูคอนโดที่นี่คือย่านดาวทาวน์ซานฟรานซิสโก บางแห่งให้เลือกได้ถ้าซื้อห้องแต่ไม่เอาที่จอดรถจะลดราคาไป $100,000 ไม่ได้พูดเล่น ค่าที่จอดรถหนึ่งคันใต้ดินราคา $100,000 บางจุดที่เป็นใจกลางอย่าง financial district $200,000 ก็มี เฮ่อๆ ราคาที่จอดรถที่นี่มันแทบจะซื้อคอนโด ซื้อบ้านนอกเมืองหรือในรัฐถูกๆได้เลย ขนาดที่ว่าตอนนี้ราคาอสังหาริมทรัพย์ตกไปกว่า 25% แล้วนะเนี่ย…คิดถึงเมืองไทยจังเลย

ผลจากวิกฤตเศรษฐกิจในอเมริกาต่อสถาบันการศึกษาของรัฐในแคลิฟลอเนีย

plew July 5th, 2009


ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐอเมริกา (2009) ที่ปัจจุบันดูเหมือนว่าจะทรงตัว คือได้ดิ่งลงสู่ก้นเหวคือถึงจุดต่ำสุดไปแล้ว ดังนั้นไม่น่าจะมีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว ในรอบปีสองปีที่ผ่านมาตัวเราเองค่อนข้างโชคดีที่ครอบครัวจริงๆคือสามีไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจแต่อย่างใด มองไปที่คนรอบตัวที่นี่ทุกคนก็ปกติดี ยังมีงานทำ ยังมีบ้านอยู่ ยังมีเงินใช้จ่ายหาความสุขใส่ตัวตามอัตภาพ แต่ว่าวันนี้หลังจากเข้าอินเตอร์เนตเพื่อไปเช็คข้อมูลเตรียมตัวลงทะเบียนเรียนใน fall 2009 ซึ่งจะเปิดภาคเรียนในเดือนสิงหาคมนี้ ก็ต้องอึ้งไปเลยเพราะผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจที่คิดว่าไม่ได้กระทบกับเราตรงๆตอนนี้มันโดนเข้าแล้ว เกริ่นนิดหนึ่ง จริงๆก็เล่าไปแล้วในโพสก่อนๆ คือเราได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนปริญญาโทที่ San Francisco State University
เดิมทีหลังจากได้จ่ายค่าเทมอแล้ว ทางมหาวิทยาลัยก็แจ้งว่าเราสามารถลงทะเบียนได้ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2009 คือรายละเอียดทุกอย่างสามารถ log in เข้าไปเช็คข้อมูลทางเนตได้หมด มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรืออัพเดทเข้าก็จะแจ้งทางเนตซึ่งสร้างเป็นหน้าข้อมูลของนักศึกษาแต่ละคน

วันนี้เข้าไปเช็คเรื่องวิชาที่จะลงอีกรอบซึ่งจริงๆก็เลือกไว้ตั้งแต่เดือนก่อน แต่กะว่าจะเข้าไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาก่อนจะลงทะเบียนเลยเข้าไปเช็คตอนเช้าวันนี้ 5 กรกฎาคม 2009 พอเข้าไปปุ๊ปก็มีตัวหนังสือสีแดงที่ทำให้รู้ทันทีว่าเป็นเรื่องสำคัญระบุว่า
“Because of the budget problems in the State of California, SFSU has had to cancel a number of Fall 2009 classes. We are in the process of finalizing the fall class schedule which will be available beginning July 24, 2009. Because the final class schedule will not be available until July 24, Final priority registration will now take place from August 3-14, 2009”

ตารางเรียนของ fall 09 ที่ประกาศไว้ที่นักศึกษาได้วางแผนไว้ รวมทั้งนักศึกษาเก่าจำนวนมากได้ลงทะเบียนไปก่อนหน้าถูกยกเลิกทั้งหมด มหาวิทยาลัยดึงข้อมูลออกจากอินเทอร์เนตทั้งหมด วันเปิดเรียนคือ 25 สิงหาคม 2009 แต่กว่าตารางเรียนใหม่จะออกก็ 24 กรกฎา โน่น เรานักเรียนใหม่ลงทะเบียนได้ 4 สิงหา ไม่อยากจะคิดถึงจำนวน classes ที่จะลดลง ทีนี่แหละต้องแย่งกันลงเด็กเก่าเด็กใหม่

จริงๆเรื่องที่ Gov. Schwarzenegger ตัดงบด้านการศึกษารู้มาตั้งแต่ปีที่แล้วตอนที่ยังไม่กลับเมืองไทย ตอนนั้นยังเรียนภาษาที่ City College SF เพราะเพื่อนที่เรียนด้วยกันเข้าก้ไปประท้วงที่หน้าสำนักงานของคุณคนเหล็กเนี่ย เพราะ community colleges ก็ถูกตัดงบไปมากและต้องลดจำนวน classes มากเช่นกัน สิ่งที่หลายๆคนทนไม่ได้และตั้งข้อสงสัยคือคุณคนเหล็กจะตัดงบการศึกษาแต่จะเอาไปพัฒนาคนคุก พวกนักโทษที่มีปัญหาทางจิต แมร่งเอ๊ยตัดงบช่วยคนดีเอาไปพัฒนาคนคุก แต่ตอนนั้นเราเองไม่ได้ไปร่วมกับเขาเพราะต้องไปที่ Sacramento และตอนนั้นก้ไม่รู้สึกอะไรเท่าไรเพราะตอนนั้นมันเรียนฟรีอะ

จริงๆแล้วสองอาทิตย์ก่อนไปเอาตารางเรียนแบบ Non credit ที่ city college ก็กะว่าจะเรียนภาษาฟรีควบคู่กับแถการเรียนโทไปด้วย เราก็เห็นชัดว่า classes มันหายไปเยอะพอควร ESL เดิมมีถึงระดับ 9 ตอนนี้ถูกตัดเหลือแค่ระดับ 8 สูงสุด ก็เราเรียนผ่าน 8 ไปแล้วอะ แถม specific classes พวกฟัง พูด อ่าน เขียน เขาจัดตารางให้มันอยู่ในวัน เวลา เดียวกันหมดเลย คือคุณเลือกเรียนได้แค่ตัวเดียว จากเมื่อก่อนที่เราเรียนคือสองเทอมที่แล้ว มันไม่ตรงเราสามารถลงทั้งอ่าน ทั้งเขียน ได้หลายตัว แต่อันนี้เราก็เข้าใจนะเพราะมันเรียนฟรีจริงๆ ถ้าจะตัดของฟรีไปบ้างก็ไม่ได้ดูเลวร้ายมากนัก แต่นี่ Cal State เรียนเสียเงินนะ โอเคถึงมันจะถูกกว่าเอกชนมากมายก็เหอะ อีกประเด็นที่งงคือทางมหาลัยก็น่าจะรู้มาก่อนเรื่องงบประมาณทำไมไม่วางแผนกันล่วงหน้าละ ทำไมมาเปลี่ยนแปลงกันกระทันหัน หรือมันเพิ่งรู้จริงๆอันนี้ก็เดาๆไม่ถูก เพราะเดือนก่อนมหาวิทยาลัยก็พูดเรื่องปัญหาถูกตัดงบประมาณและต้องขึ้นค่าเทอมใน Fall 09 10% ลองอ่านอันนี้ดู

“While we recognize the severity of the state’s fiscal crisis, the budget does not provide the resources the system needs to meet the needs of our students and fund our operations,” said CSU Chancellor Charles B. Reed. “This will impact our ability to maintain quality and services for our 450,000 current students, and we have already been forced to reduce incoming student enrollment levels for this fall.”
สุดท้ายในฐานะ resident อย่างเราก็หวังว่าอะไรๆที่นี่ “อเมริกา”มันจะขยับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และหวังว่ามาตราฐานในการศึกษาใน Cal State จะยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เพราะไงตอนนี้มันก้ไม่ใช่ยูเด่น ดัง อะไรกับเขาอยู่แล้ว

แต่งงานกับฝรั่ง Married to a Westerner

plew June 26th, 2009


แต่งงานกับฝรั่ง เอาอีกแล้วมาเล่าเรื่องในมุ้งกันอีกแล้ว เฮอะๆๆ ไม่ใช่จริงๆแล้วอยากคุยกันเรื่องการใช้ชีวิตและการปรับตัวในการใช้ชีวิตคู่กับคนต่างชาติค่ะ มานั่งเขียนเรื่องๆผัวๆเมียๆอีกแล้วก็เพราะว่างนี่แหละวันๆก็อยู่กับคอมนั่งอ่านโน่นอ่านนี่ไปเรื่อย ก็เลยไปอ่านเจอเรื่องของสาวไทยที่แต่งงานกับฝรั่งแล้วฝรั่งก็แบบว่าทนไม่ได้กับพฤติกรรมหรือวัฒนธรรมอะไรบางอย่างของคนไทยแล้วก็เอามาพูดถึงความไม่ดีหรือความซวยของตัวเองที่ดันมาแต่งงานกับผู้หญิงไทย ที่ไปอ่านเจอมาเป็นผู้ชายอังกฤษนะ เขาสรุปพฤติกรรมหลายๆอย่างของผู้หญิงไทยที่ทำให้เขาทนไม่ได้ดังนี้ ขี้เกียจทำงานบ้าน,ทำอาหารไทยประจำจนบ้านเหม็นตลบไปหมด,เอาแต่ดูละครน้ำเน่า,ชอบเมาท์กับเพื่อนแถมบางคนติดไพ่งอมแงม,ไม่สนใจจะพัฒนาตัวเอง ภาษาไม่กระดิก,ใช้เงินเก่ง,ต้องส่งเงินไปให้ที่บ้าน จุนเจือครอยครัวทุกเดือน และอื่นๆ..

อ่านเสร็จก็มานั่งคุยกับแฟน เผอิญเราสองคนชอบอ่านโน่นนี่และมาถกมาเล่าสู่กันฟังประจำ แฟนเราก็บอกเออเมื่อก่อนเขาก็ได้ยินผู้ชายอเมริกันที่เขารู้จักก็บ่นๆเรื่องผู้หญิงไทยให้เขาฟังคล้ายกันเรื่องขี้เกียจและติดการพนัน ใช้เงินฟุ่มเฟือย และเรื่องขอเงินส่งทางบ้านและอื่นๆอีกมากมาย ที่ฟังมามีแต่ลบๆ เฮ้อ! เขาก็บอกเขาโชคดีเพราะเราสองคนไม่มีปัญหาอะไรเลย (ทะเลาะกันนิดๆหน่อยๆนะมีแน่ๆ) โม้เรื่องชีวิตตัวเองให้ฟังดีกว่า เรากับสามีแต่งงานกันที่อเมริกาโดยที่เราไม่มีญาติหรือเพื่อนจากเมืองไทยมาเลยซักคน แต่งกันแบบเรียบและถูกที่สุดมีแค่ครอบคัรวแฟนรวมแล้วสิบสองคน แต่งริมทะเล ไม่เสียค่าสถานที่ใดๆ แต่งหน้าเองทำผมเอง เพราะจริงๆทั้งเขาทั้งเราไม่แคร์เลยเรื่องงานแต่งและไม่ชอบด้วยแต่ก็ทำไปพอเป็นพิธีเพราะต้องทำแล้วก็เรื่องกรีนการ์ดด้วยที่เราต้องมีเรื่องรูปแต่งงาน และแม่เขาก็อยากให้จัดจริงๆแม่เขาอยากให้จัดใหญ่ๆกว่านี้แต่เราสองคนไม่เอา ถ้าเลือกได้เลือกไม่จัดอะไรเลย เผอิญเป็นพวกแปลกๆนิดๆไม่ชอบพิธีการไม่ชอบมาปั้นหน้ายิ้มรับแขก ขึ้นไปพูดบนเวทีหรือฉายวิดีโอประวัติชีวิตอะไรทั้งนั้น และเราว่ามันไม่มีผลอะไรกับชีวิตคู่ของเราเลยแม้แต่น้อย ก่อนแต่งโทรบอกแม่ บอกอาที่บ้านทุกคนก็เออโอเคจบไม่มีใครว่าอะไร อาถามว่ามาเมืองไทยจะจัดงานอีกไหมเราบอกไม่ละ กินข้าวกันพอ ก็ไม่มีใครว่าอะไร สบายๆ เพราะครอบครัวเราก็ไม่ใช่คนมีหน้ามีตาใหญ่โตที่จะต้องแคร์ว่าใครจะคิดอย่างไร ทุกคนก็รู้ว่าเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว (แก่แล้ว) และเขาก็รู้ว่าแฟนเป็นดีจบ

จริงๆก่อนแต่งแฟนเราถามด้วยซ้ำเรื่องสินสอด เพราะเค้ารู้ธรรมเนียมไทย เค้าค่อนข้างคุ้นเคยกับเมืองไทยเพราะไปเที่ยวเมืองไทยทุกปีมาเป็นสิบปี แต่เราเองบอกว่าไม่ต้องหรอก จริงๆคนอื่นๆอาจหาว่าเราไม่รักษาธรรมเนียมประเพณีหรืออะไร แต่ส่วนตัวไม่สนใจจริงๆแล้วคิดว่ามันไร้สาระ แม่ก็ไม่ว่าอะไร ดีใจซะอีกที่เราแต่งกับคนนี้เพราะแม่ชอบมากตั้งแต่เจอกันที่เมืองไทยครั้งแรก แต่งงานมาเราก็ไม่เคยขอส่งเงินให้ทางบ้าน ไม่ใช่ว่าอกตัญญูหรืออะไร แต่เราเป็นแม่บ้านไม่ได้ทำงาน เราว่ามันไม่แฟร์เลยที่เค้าเลี้ยงเราแล้วยังต้องมาเลี้ยงดูครอบครัวเราด้วย เพราะขนาดพ่อ แม่ ญาติพี่น้องเขาเองแท้ๆเขายังไม่ได้ส่งเงินให้เลยก็ฝรั่งเขาเป็นอย่างนั้น ทุกคนดูแลตัวเอง และจริงๆเฮอะที่บ้านเราไม่ได้ลำบากด้วย มีงานทำกันหมด แม่ก็ไม่อยากได้เงินแฟนเราด้วย ไม่เคยมีใครพูดเรื่องเงิน ทั้งๆที่แฟนเราซะอีกถามเราเองว่าเออส่งเงินให้แม่ไม๊เราบอกไม่ต้องแม่มี แต่เวลาเรากลับบ้านก็ให้แม่ก็เป็นเงินเก็บของเรา ซื้อของไปให้พาไปเที่ยว ถือว่าโชคดีมากของเราทั้งคู่เพราะครอบครัวทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเลย ครอบครัวทางแฟนก็ดีมากไม่มีดูถูกหรืออะไร มีแต่ช่วยเหลือ ดังนั้นคู่เราก็ตัดปัญหาเรื่องครอบครัวญาติพี่น้องออกไปได้

เรื่องการใช้จ่ายเรื่องเงินๆทองๆเราสองคนก็ไม่มีปัญหาเพราะแฟนเป็นคนค่อนข้างสปอตและชอบใช้เงิน จริงๆแล้วเขาใช้เงินเก่งกว่าเราและเราเองโดยพื้นฐานเป็นคนค่อนข้างจะประหยัดค่อนไปทางขี้เหนียวซะด้วยซ้ำ เราจะเป็นคนเตือนเขาห้ามเขาเรื่องการซื้อของซะมากกว่าเพราะเขาเป็นคนซื้อง่ายจ่ายเร็ว เขาบอกเงินมีไว้ใช้ แต่เรามีความสุขที่มีเงินเก็บเยอะๆ เขาบอกดีที่มีเรามาอยู่ด้วยช่วยเบรค เราเป็นคนชอบออกไปเดินดูของดูบ่อยเลยแต่ไม่ซื้อชอบไปรื้อไปลองหยิบๆจับแล้วไม่เอา ไปด้วยกันเขาจะบอกซื้อๆไปเหอะ เราบอกไม่แค่นี้สนุกแล้ว เราสองคนก็เลยไม่มีเรื่องทะเลาะกันเรื่องการใช้เงิน แต่ก็มีบางอย่างที่เขาขอคือไม่ให้เรายุ่งเรื่องงานของเราไม่ได้มีความลับอะไร คือเขาไม่ชอบให้ถามจุกจิกหรือกังวลเกี่ยวกับธุรกิจของเขาถ้ามีปัญหาอะไรเขาก็จะบอกเอง

เรื่องอาหารการกินก็โชคดีเหลือหลายเพราะแฟนชอบกินอาหารไทย แถมชอบเมนูเหมือนเราเลย ก็ไม่ต้องมาปรับตัวเรื่องอาหาร อาหารฝรั่งเราก็ทานได้ไม่มีปัญหาแต่ปกติทำอาหารไทยกันมากกว่า เราเองเคยบอกกับแฟนว่าจริงๆถ้าเขาไม่ใช่ฝรั่งที่รู้จักเมืองไทย ชอบเมืองไทย ชอบอาหารไทย เข้าใจวัฒนธรรมไทย เราไม่แต่งด้วยหรอก นี่พูดจริงๆเพราะไม่เคยชอบฝรั่งมาก่อนในชีวิตไม่เคยคิด และรวมๆถ้านิสัยฝรั่งจัดๆอย่างที่เจอที่นี่เราไม่ชอบด้วย แต่เผอิญเข้าไม่เหมือนฝรั่งทั่วไป เขาไม่แรง ไม่โวยวายค่อนข้างเรียบร้อย ขี้เกรงใจ มารยาทก็คล้ายๆคนไทย เราเลยปรับตัวกันไม่ยาก มีเพื่อนบางคนมีแฟนอเมริกันที่แบบอาหารไทยนี่ไม่แตะเลยไม่อยากลองด้วย ภาษาไทยไม่คิดไม่สนใจอยากพูดแม้แต่ฝึกคำว่าสวัสดี คือมาเจอกันที่นี่ อันนี้ก็ต้องปรับกันเยอะหน่อยเพราะฝรั่งบางคนหรือจริงๆส่วนใหญ่ไม่รู้จักวัฒนธรรมไทยเลยแม้แต่น้อยและไม่คิดจะรู้ด้วย มีคนรู้จักอีกคนมีแฟนฝรั่งที่เจอที่นี่ก็บอกไม่รู้ทำไงให้เขาเข้าใจวาถ้าแต่งงานกับคนไทยต้องมีสินสอด สุดท้ายไม่รู้ว่าจบยังไงเพราะถ้าจะจบได้คงต้องมีฝ่ายหนึ่งยอมรับฝ่ายชายยอมให้หรือครอบครัวฝ่ายหญิงยอมที่จะไม่มีสินสอด

เรื่องเขาเล่ามาอีกต่อสาวไทยแต่งงานกับคนอังกฤษ แต่งงานแล้วก็มีลูกสองผู้หญิงเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกทำงานบ้าน อยู่อย่างนั้นซักพักผู้หญิงก็แบบเบื่อบอกว่าอยู่กับลูกอ่อนสองคนทั้งวันก็เครียดก็เลยออกไปช๊อปปิ้ง ซื้อของค่อนข้างแพง เพราะจริงๆผู้หญิงก็ยังติดเที่ยวยังอยากสนุกเพราะอายุยังน้อยตอนมีลูก ผู้ชายก็บ่นว่าทำไมใช่เงินเยอะ เขาทำงานเหนื่อยนะ ผู้หญิงก็บอกโอเคงั้นยูก็มาเลี้ยงลูกซิฉันไปทำงานเองก็ได้ ฉันอยู่บ้านเลี้ยงลูกมันก้เหนื่อยนะแล้วก็น่าเบื่อด้วย เพราะผู้หญิงก็มีการศึกษา ผู้ชายก็บอกไม่เอาเขาจะทำงาน โอเคเขาจะทำงานหนักขึ้นก็ได้ ก็คือผู้ชายก็ไม่อยากอยู่บ้านเลี้ยงลูก จะจ้างพี่เลี้ยงที่นั่นก็แพงมาก ไปทำงานแล้วเอาเงินมาจ้างพี่เลี้ยงก็เกือบหมดไม่คุ้ม และก็อย่างที่รู้ว่าค่าครองชีพต่างๆก็แพงจะทำตัวอย่างเมืองไทยไม่ได้ อยู่กันไปก็มีเรื่องกันเดิมๆ สุดท้ายผู้หญิงได้งานต่างเมืองเป็นงานที่ดีด้วยและอยากทำงานเพราะเบื่อการเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ก็ถึงทางตันคือหย่าเพราะฝ่ายหญิงเลือกงาน ลูกก็อยู่กับแม่สามี

อีกรายมาอเมริกาเพราะตั้งใจจะหาสามีโดยตรง พอมีผู้ชายมาชอบมาคบก็คิดแต่ว่าอยากให้เขาจริงจังด้วย อยากให้เขาซัพพอร์ต อยากได้ผู้ชายมีฐานะหน่อย อยากให้เขาแต่งงานด้วย ขอกรีนการ์ดให้ ย้ายไปอยู่กับแฟนฝรั่งได้ปีหนึ่งก็มีอันต้องเลิกผู้ชายขอให้ย้ายออกไป สาเหตุเพราะยังไปมีอะไรกับผู้ชายคนก่อน แฟนจับได้เลยโกรธไปกินเหล้า กับบ้านดึกๆ ผู้หญิงก็เลยกลายเป็นฝ่ายสติแตกบ้าง ตามและโทรจิก พูดจาไม่ดี โวยวายใส่เขา แถมโทรไปฟ้องแม่ผู้ชายอีก หนักเข้าผู้ชายทนไม่ได้ ฝ่ายหญิงบอกที่แอบไปมีอะไรกับคนอื่นเพราะผู้ชายไม่ค่อยได้เรื่องเรื่องบนเตียง เธอบอกเธอก็สวยเซ็กซี่นะ ไปไหนมาไหนเธอก็แต่งตัวสวยไม่เคยให้อายใคร เราฟังๆก็เออไอ้คนมันจะอยู่กันมีความสุข เขาจะอยากอยู่กับเรารึป่าวเรื่องสวยเซ็กซี่มันไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก เรื่องนั้นมันแค่ดึงให้คนสองคนเข้ามาหากัน สวยนะดีแต่ถ้าสวยแล้วงี่เง่าก็ไม่มีใครทนหรอก ผู้หญิงบางคนก็ตั้งความหวัง อยากได้โน่นได้นี่ไปซะทุกอย่าง แต่ลืมไปว่าแล้วตัวเองมีอะไรให้เขาบ้าง รักเขาจริงหรืออยากแต่งงานแล้วขอกรีนการ์ดบางทีฟังแล้วก็งง

สรุปแล้วการแต่งงานสร้างชีวิตคู่ไม่ใช่เรื่องง่าย คนชาติเดียวกันภาษาเดียวกันแท้ๆยังมีปัญหาร้อยแปดจะนับประสาอะไรกับการแต่งงานกับคนต่างชาติต่างวัฒนธรรมซึ่งทำให้ต้องมีอะไรที่ต้องเรียนรู้และปรับต้องเปลี่ยนกันมากขึ้นไปอีก ยิ่งต้องแต่งงานแล้วย้ายถิ่นฐานด้วยแล้วยิ่งต้องปรับมากขึ้น ใช้ทั้งหัวใจและเหตุผลไปพร้อมๆกันก่อนจะตัดสินใจ ตัดสินใจไปแล้วแต่งไปแล้วก็ไม่มีใครรู้อนาคตว่าจะลงเอยอย่างไร สุขมากหรือเศร้ามากกว่ากัน ได้ดังใจหรือไม่ได้ดังใจ อนาคตไม่มีใครรู้ แต่สิ่งที่ทำได้คือทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด รับผิดชอบ เอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่าเห็นแก่ตัว อยากให้เขาดีเราก็ดีกับเขา อย่าหลอกตัวเอง ทำผิดยอมรับและแก้ไข ไม่ใช่อะไรก็ฉันไม่ผิด เขาผิด อย่าคาดหวังจนเกินไป เฮ้อๆที่เขียนมานี่คือเตือนตัวข้าพเจ้าเองด้วยแหละ..

โรงแรมถูกๆในซานฟรานซิสโก Cheap Hotels in San francisco

plew June 17th, 2009


โรงแรม ที่พักในซานฟรานซิสโก เนื่องจากมีเพื่อนๆหลายๆท่านมักจะเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับการหาที่พัก โรงแรมราคาประหยัดๆ
พูดง่ายๆก็คือถูกๆในซานฟรานซิสโก บอกตรงๆว่าเนื่องจากตัวเองนับแต่วันแรกที่มาที่ซานฟรานก็ไม่เคยพักโรงแรมเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เพราะมีที่พักอยู่แล้ว เคยพักครั้งเดียวแต่เป็นโรงแรมใกล้ๆสนามบินซานฟรานซิสโก พักที่ Holiday Inn Express และถึงแม้จะอยู่ที่นี่เราก็คือบอกได้แค่ว่าโรงแรมไหนทำเลดี เดินทางสะดวก ใกล้แหล่งท่องเที่ยว แต่ถ้าถามว่าข้างในโอเคไหมเนี่ยบอกไม่ได้เพราะไม่เคยพัก ไม่รู้ว่าห้องเป็นไง บริการเป็นไง แหมก็เราไม่ใช่นักท่องเที่ยวนี่นา

วันนี้เลยมานั่งรวบรวมข้อมูลโรมแรมราคาถูกคือต่ำกว่า $100/คืน จริงๆแล้วข้อมูลมันก็อยู่ในอินเทอร์เนตนั่นแหละ แต่คัดๆออกมา
เฉพาะโรงแรมที่อยู่ในย่านดาวทาวน์ union square,market st.,civic center ที่เลือกย่านนี้ออกมาเพราะมันค่อนข้างจะสะดวก
เนื่องจากเป็นศูนย์กลาง เป็นแหล่งช๊อปปิ้ง ร้านอาหาร ของกินของใช้ รถเมล์ รถไฟ ที่ใช้เดินทางไปในจุดอื่นๆได้สะดวก คัดออกมาเพราะบางคนที่ไม่คุ้นที่นี่อาจไม่แน่ใจว่าทำเลอันไหนมันใกล้ไกล จริงๆแล้วนอกจากทำเลดาวทาวน์ ยูเนียนแสควร์ ทำเลย่าน
Fisherman Warft ก็เป็นบริเวณที่มีโรงแรมเยอะ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมอีกแห่ง ซึ่งก็สวยเพราะติดทะเล ของกินก็เยอะ
แต่ของช็อปจะไม่เยอะเท่าดาวทาวน์ หรือถ้าอยากหาถูกลงก็ต้องพักนอกเมืองเช่นโรงแรมย่านแอร์พอร์ต แต่มันก็ต้องเดินทางเข้าๆออก
บวกค่ารถเข้าไปอีกก็ไม่รู้ว่าจะช่วยประหยัดได้จริงไม๊

โรงแรมที่เลือกๆมานี้ อยู่ในระดับสามดาวลงมา ก็ต้องยอมรับสภาพว่าไม่ดีนักอย่างที่รู้ๆว่าของดีราคาถูกนั้นหายากยิ่ง ราคาที่ใส่ไว้นั้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา ช่วงที่ราคาห้องจะแพงจะเป็นช่วงซัมเมอร์ของที่นี่คือประมาณมิถุนายนถึงสิงหาคม หรือบางช่วงที่มีสัมมนาใหญ่คนเยอะๆ ก็ทำให้ราคาแพงขึ้นมาหรือหาห้องยากมากทีเดียว นอกจากนั้นเวลาเข้าพักโรงแรมราคาที่พนักงานแจ้งต้องบวกกับภาษีโรงแรมเข้าไปอีก 14% ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่ภาษีแพงมากทีเดียว นิวยอร์กแค่ 5%
และบวกกับทิปเข้าไปอีก แฟนเราฝรั่งเวลาเราไปเที่ยวเมืองอื่นๆไปพักโรงแรมก็จะวางเงินไว้ $1 ให้maid ทุกวันจนเช็คเอาท์ เขาบอกเมดจะได้ทำความสะอาดดีๆและไม่ขโมยของ โอเคลองดูรายชื่อโรงแรมด้านล้างไว้เป็นข้อมูล

The Mosser Hotel San Francisco $79 ***
54 Fourth Street San Francisco CA 94103

Grant Plaza Hotel San Francisco $69**
465 Grant Avenues San Francisco CA 94108

Renoir Hotel San Francisco &66***
45 Mc Allister Street San Francisco CA 94102

Vertigo Hotel San Francisco $95***
940 Sutter Street San Francisco CA 94109

Cathedral Hill Hotel San Francisco $78**
1101 Van Ness Avenue San Francisco CA 94109

Holiday Inn Civic Center San Francisco $82***
50 Eighth Street San Francisco CA 94103

Good Hotel San Francisco $76**
112 7th Street San Francisco CA 94130

Best Western Americania Hotel San Francisco$93***
121 7th Street San Francisco CA 94103

Hotel Majestic San Francisco $79*
1500 Sutter Street San Francisco CA 94109

Beresford Hotel San Francisco $84**
635 Sutter Street San Francisco CA 94102

The Opal San Francisco Hotel $65**
1050 Van Ness Avenue San Francisco CA 94109

Civic Center Inn San Francisco $86*
790 Ellis Street San Francisco CA 94109

Rodeway Inn Civic Center San Francisco $90*
860 Eddy Street San Francisco CA 94109

Travelodge San Francisco Central $74*
1707 Market Street & Valencia San Francisco CA 94103

Hotel Bijou San Francisco $99***
111 Mason San Francisco CA 94102

AAE San Francisco Mithila Hotel $73**
972 Sutter Street At Hyde San Francisco CA 94109

Beresford Arms Hotel San Francisco $99***
701 Post Street San Francisco CA 94109

Super 8 Motel San Francisco Union Square Area $80**
415 OFarrell Street San Francisco CA 94102

Hotel Whitcomb $99 ***
1231 Market Street San Francisco, CA 94103

The Powell Hotel $90***
28 Cyril Magnin StreetSan Francisco, CA 94102

Hotel Fusion $69***
140 Ellis Street San Francisco, CA 94102

Hotel Rex $89***
562 Sutter StreetSan Francisco, CA 94102

Hotel Carlton $97***
1075 Sutter Street San Francisco, CA 94109

Adante Hotel $58**
610 Geary Street San Francisco, CA 94102

The Pickwick Hotel $99***
85 Fifth Street San Francisco, CA 94103

ทำไมผู้หญิงไทยอยากมีสามีฝรั่ง Why Thai Girls Want to Marry Western Guys

plew June 5th, 2009


มีแฟนหรือมีสามีเป็นชาวต่างประเทศ รู้สึกว่านับวันสาวๆไทยเราจะนิยมมีแฟนหรือแต่งงานกับชาวต่างชาติโดยเฉพาะคนขาวหรือฝรั่งกันมากขึ้น อันนี้รวมตัวเองด้วย และไหนจะคนรอบตัวเพื่อนๆเราเอง เพื่อนของเพื่อนอีกมากมาย แต่ก็ไม่วายบางทีอ่านกระทู้ตามอินเทอร์เนตทีไรก็ยังมีคนประเภทที่ชอบมองว่าผู้หญิงไทยที่มีแฟนฝรั่งหรือแต่งงานกับฝรั่งจะต้องเป็นประเภทผู้หญิงไม่ค่อยดี หรือการศึกษาน้อย พื้นฐานไม่ดี เห็นแก่เงิน ไม่สวยมั่งละ ตัวดำบ้างละ หาแฟนคนไทยด้วยกันไม่ได้บ้างละ บางทีอ่านแล้วแสลงใจยังไงชอบกล หรือเจอกับตัวก็มีบางทีกลับบ้านที่เมืองไทย ไปซื้อของด้วยกันกับแฟน คนขายก็จะประมาณแบบอุ๊ยมากับฝรั่งซื้อแพงๆไปเลย ซื้อไปเลยเยอะๆ แหมฝรั่งเงินเยอะอย่างโน้นอย่างนี้ แฟนเราเองบอกเอาเลยซื้อเลย เราซิเป็นคนบอกไม่ละมันแพง แหมพวกแม่ค้าก็ทำเป็นกระซิบกระซาบซื้อๆไปเหอะฝรั่งเขาซื้อให้เอาของมันไปเหอะ โง่ไปได้ ..

จริงๆแล้วผู้หญิงที่เขามีแฟนฝรั่งหรือแต่งงานกับฝรั่งที่เป็นคนดีๆ มีการมีงานทำ มีการศึกษา เยอะแยะ ไม่ได้ชมตัวเองนะ เราเองอยู่เมืองไทยก็มีแฟนคนไทย หน้าที่การงาน การศึกษาเราก็ดี บ้านช่องเราก็มีของเราเอง ไม่แต่งงานก็หากินเลี้ยงตัวเองได้ เพื่อนๆสมัยเรียนมัธยมปลายด้วยกัน เรามารู้ข่าวเมื่อที่หลังก็แต่งงานกับฝรั่งไปหลายคน ทุกคนมีการศึกษาดี จบจากมหาวิทยาลัยที่เขาว่าดีที่สุดในเมืองไทยกันทั้งนั้น บ้านก็ฐานะดี ดูดีมีชาติตระกูลทุกคน แต่เขาแต่งงานด้วยความรัก แต่งงานกับคนที่เขารักไม่ใช่เพราะเป็นฝรั่งหรืออะไร และไม่ใช่เพราะเงิน

และถึงแม้จะมีสาวๆหลายคนอยากมีแฟนฝรั่งหรือแต่งงานกับฝรั่งเพราะอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราก็ว่าอันนี้มันก็ไม่ได้ผิดปกติอะไร ใครๆก็อยากสบายอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยกันทั้งนั้น จริงไม๊ แต่ถ้าประเภทไปลวงไปปอกลอกเอาแต่เงิน ทำตัวไม่ดี ขี้เกียจตัวเป็นขน อันนี้ก็ขอประนามเช่นกันเพราะมันทำให้เสื่อมเสียชื่อผู้หญิงไทย คนดีๆเขาก็พลอยหมองไปด้วย

จริงๆก็ไม่ใช่แต่เฉพาะผู้หญิงไทยที่ปันใจให้กับหนุ่มฝรั่ง สาวๆในเอเชียหลายๆประเทศเขาก็เป็นเหมือนกัน เพื่อนของสามีเราเองเป็นคนญี่ปุ่น บ้านช่องเงินทองที่ญี่ปุ่นก็มี แฟนเราเคยถามเธอนานแล้วว่ามาอเมริกาทำไม ก็ญี่ปุ่นนะรวยกว่าอเมริกันซะอีก เธอบอกอยากแต่งงาน เพราะตัวเธออายุค่อนข้างมากคือเฉียด 40 แล้ว ก็ยังหาแฟนไม่ได้ ผู้ชายญี่ปุ่นก็ไม่ต่างจากผู้ชายไทยที่ชอบเด็กๆเอ๊าะๆสาวๆ สาวแกนั้นถ้าไม่สวย ไม่รวย ไม่มีอะไรเด่นๆเป็นพิเศษหรือโชคดีจริงๆโอกาสน้อย และคนรุ่นเดียวกันที่มันดีๆก็โดนงาบไปหมดแล้ว เธอเลยมาอเมริกา สุดท้ายก็สมใจได้แต่งงานกับพ่อหม้ายอายุรุ่นราวคราวเดียวกันมีความสุขกันดี เพื่อนของแฟนอีกคนคนนี้ก็มีแฟนเป็นผู้ญิงญี่ปุ่น ลูกสอง เค้าก็ไม่ได้รังเกียจอะไรที่ผู้หญิงมีลูกมาแล้ว ทั้งๆที่ผู้ชายนะโสดหน้าตาดีอีกต่างหาก เฮอะๆถ้าเป็นหนุ่มๆหล่อๆหน้าตาดีๆ คนไทยถามหน่อยเถอะมันจะเอาไม๊คนมีลูกมาแล้วนะ ถ้าไม่ใช่สวยเลิศอย่างสิเรียมหรือมาช่า หรือไม่มีตังค์เป็นถุงเป็นถัง แม้แต่พี่สาวแท้ๆของสามีเราก็มีลูกมาแล้วสองหลังหย่ากับแฟนคนแรก ก็แต่งงานใหม่กับหนุ่มโสด แถมรวยและหน้าที่การงานดีอีกต่างหาก แต่งกันมาสิบห้าปีแล้วเค้าก็มีความสุขกันดีมีลูกเพิ่มอีกสอง ลูกเก่าลูกใหม่รักกันดีหมด แม่สามีเราเองก็มีลูกมาแล้วสี่คนยังแต่งงานใหม่กับหนุ่มโสดเช่นกัน และผู้ชายก็ดีกับลูกๆทุกคนไม่มีเรื่องน้ำเน่าแบบละครไทย ไม่ใช่แค่คนใกล้ตัวหรอกเพราะเยอะมากที่ทั้งผู้หญิงและชายอเมริกันที่แต่งงานแล้วหย่าบวกมีลูกติดแต่งงานใหม่กับคนดีๆ และครอบครัวทั้งลูกเค้าลูกเราก็ดูเค้าเข้ากันได้ดีไม่มีปัญหาแบบบ้านเรา

ตัวอย่างข้างบนหรือค่านิยมของสังคมเอเชียหรือสังคมไทยก็รู้ๆกันอยู่ว่าปัจจุบันหรือแม้กระทั่งอดีตผู้ชายไทยมีโอกาสเลือกหรือเป็นฝ่ายเลือกซะมากกว่า จะด้วยความที่ผู้หญิงมันมากกว่าอย่างที่เขาว่ากัน และผู้ชายหลายๆเปอร์เซ็นก็เป็นเกย์เป็นแต๋วกันไปหมด ผู้หญิงที่ไม่ได้สวยไม่เลิศแต่ก็อยากมีครอบครัวนี่นา แม้กระทั่งคนที่ผ่านชีวิตคู่มาแล้วเขาก็อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ๆกับใครซักคน แล้วผู้ชายไทยส่วนใหญ่ก็ชอบแต่ขาว สวย หมวย เซ็กส์ หรือที่มันเอาก็หาดีไม่ได้ เช่นไม่รับผิดชอบ เมาทั้งปีทั้งชาติ เจ้าชู้ไปเรื่อย เขาก็หาฝรั่งสิค่ะ ตัวเราเองมาอยู่ที่นี่ก็ระยะหนึ่ง เราเห็นความแตกต่างหลายๆอย่างของผู้ชายตะวันตกกับผู้ชายไทย เอาเป็นว่ารวมๆเท่าที่สังเกตุนะ บางคนไม่ใช่อย่างนี้ก็มี คนฝรั่งเขาไม่ค่อยอะไรกับอดีตสักเท่าไร และไม่ค่อยมานั่งแคร์ว่าสังคมจะคิดยังไง เช่นอายเพื่อนที่จะแต่งงานกับแม่หม้ายลูกติดหรือกลัวคนจะคิดว่าไม่มีปัญญาหาสาวโสดหรือโง่หรืออะไรประมาณนั้น แฟนเราบอกว่าฝรั่งเค้ามองว่าทุกคนมีสิทธิที่จะทำผิดพลาดและเราควรให้โอกาศเขาไม่ใช่เอาอดีตมาตัดสิน แต่แฟนเราบอกถ้าเขาเลือกได้เขาก็เลือกคนโสดไม่มีลูกจะดีกว่า อ้าวซะงั้น… แต่ว่านี่ไม่ได้มาเชียร์ให้มาหาแฟนฝรั่งกันนะ เพราะจริงๆแล้วฝรั่งไม่ดีก็เยอะ ผู้ชายไทยดีๆก็มี (แต่ไม่เจอเอง) มองเป็นคนๆไปดีกว่า

แรคคูนกับสกังค์ Raccoon and Skunk

plew May 31st, 2009


มีสัตว์อะไรบ้างในอเมริกาที่เมืองไทยบ้านเราไม่มี เอาประเภทที่หาได้ง่ายๆเหมือนหนูสกปรกที่เดินป๋วยเปื้อนในบ้านเราก็คงต้องเจ้าแรคคูน Raccoon นี่แหละ เอาเป็นว่าวันนี้มาเรื่องเบาๆน่ารักๆ กันอย่างเรื่องของเจ้าสัตว์ที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูแต่จริงๆแล้วไม่ใช่
อย่างแรคคูนกับสกังค์กันบ้างดีกว่า

ตัวเราเองอยู่อเมริกามาก็ปีกว่าแต่เนื่องจากอยู่ในเมืองคือซานฟรานซิสโก แถมอยู่ในย่านใกล้ดาวทาวน์ซึ่งตึกรามบ้านช่องหนาแน่น เลยทำให้ไม่ค่อยได้เห็นแรคคูนหรือสกังค์จะจะซะที เคยเห็นแรคคูนก็แว็ปๆตอนกลางคืน จนได้มีโอกาศมาพักที่บ้านพี่สาวแฟนใน Santa Cruz ซึ่งเป็นเมืองทางใต้ของซานฟรานขับรถประมาณชั่วโมงครึ่ง เรามาอยู่เฝ้าบ้านให้เค้าสามเดือน ซานตาครูสเป็นเมืองขนาดกลางๆออกแนวบ้านนอกนิดๆตึกสูงๆไม่มี บ้านก็เป็นบ้านมีบริเวณ คือพูดง่ายๆก็ยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก บ้านที่เรามาพักต้นไม้เยอะบวกกับมีพื้นที่หลังบ้านกว้างเอามากๆเป็นไร่เลยละ นี่เองทำให้เป็นเราได้มีโอกาศเห็นเจ้าแรคคูนกับสกังค์อย่างจะจะเป็นครั้งแรก

เดิมทีก่อนมาที่นี่เราเคยได้ยินชื่อแรคคูนกับสกังค์บ่อยๆ นึกถึงแรคคูนส่วนมากเป็นภาพในกาตูนร์ซึ่งเราก็คิดว่ามันน่ารักน่ากอดดี หางเป็นพวงสีดำขาว ตาเหมือนแพนด้า สกังค์คนไทยเราก็เคยได้ยินว่ากลิ่นมันเหม็นแต่เหม็นยังไงก็ไม่รู้เพราะไม่เคยได้กลิ่นมันจริงๆนี่นาดูแค่ในกาตูนร์อะ

เนื่องจากที่บ้านนี้เลี่ยงแมว ทำให้มีจานอาหารเม็ดของแมววางอยู่ในสวนหลังบ้าน วันหนึ่งประมาณสี่ทุ่ม ซึ่งเป็นวันแรกที่เราได้เห็นสกังค์ของจริงเป็นครั้งแรก มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นหางพวงๆสองตัวรุมกินอาหารแมวอย่างเมามัน เราบอกแฟนมาแอบดูมัน สกังค์เองจริงๆก็เป็นสัตว์ที่ดูน่ารักดี ตัวดูจะใหญ่กว่าแมวนิดหน่อยแต่หางเป็นช่อใหญ่สีดำขาวสวยมาก ตัวสีดำแต่มีขีดขาวตรงกลางดูเทห์เหมือนพังค์ประมาณนั้น แต่หน้าตามันยาวๆดูไม่ค่อยน่ารักเท่าไร แถมไม่กลัวคนด้วยมันเห็นเรามองมันก็เฉยๆกินต่อปาดินสอใส่ก็ไม่สนกินต่อ สำหรับกลิ่นนั้นก็เหม็นอย่างที่เคยได้ยินมา แต่มันเหม็นแบบก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนซากศพหรืออะไร กลิ่นคล้ายๆถั่ว หรือคล้ายๆคนกินถั่วเยอะและผายลมออก หรือค้ลายๆกลิ่นตดพูดง่ายๆ เอแต่เหมือนคนสักสามสิบคนตดพร้อมๆกัน เพราะบางวันเปิดประตูออกมากลิ่นงี้ฉุนเชี่ยว แฟนเราเล่าให้ฟังว่าอย่าทำให้มันโกรธมันจะสเปรย์กลิ่นเหม็นใส่ หมาของเพื่อนเขาเคยโดนมันสเปรย์ใส่ อาบน้ำล้าง โกนขนออกก็ไม่หายติดกลิ่นเหม็นอย่างนั้นสองปีถึงจะหาย น่ากลัวมาก

มาที่แรคคูนบ้างเจ้านี้เห็นจะจะใกล้ๆเลย มันมากินข้าวแมวที่วางไว้หน้าประตู แรคคูนตัวใหญ่กว่าแมวพอควร ตัวอ้วนกลมน่ารัก หางเป็นพวงขาวดำ แต่หน้ามันจะยาวๆคล้ายๆหมาจิ้งจอง แต่มีสีดำครอบตาแบบแพนด้า เราได้ดูมันกินข้าวใกล้ เจ้าตัวนี้มันจะใช้สองขาหน้าคือใช้มือหยิบอาหารเข้าปาก คล้ายๆลิงไงไม่รู้ แล้วกินเสร็จมันก็ทำความสะอาดมือ บางคนบอกว่ามันชอบล้างมือด้วยหลังมันกินอาหารเสร็จ เราเคยถามแฟนว่าเอแรคคูนนี่น่ารักดีทำไมไม่มีใครอมันมาเลี้ยง เขาก็หัวเราะบอกก็จริงๆแต่มันอันตรายเล็บมันคมและมันก็ไม่เชื่อง

เวลาแรคคูนหรือสกังค์มา แมวนี่คือหลบหรือไม่ก็ยืนตัวแข็งไม่สู้กัน แมวคงรู้ว่าสองตัวนี้แข็งแรงกว่าก็ต้องปล่อยให้มากินอาหารของตัวเอง สองพวกนี้จะออกหากินตอนกลางคืนกลางวันไม่เคยเห็นมันเลยไม่รุ้ไปแอบที่ไหน หลังๆอยู่บ้านนี้ระยะหนึ่งชักเบื่อเพราะเห็นบ่อย บางทีก็แอบนึกว่าเหมือนอยู่ในสวนสัตว์ไงไม่รู้เพราะสัตว์เยอะเหลือเกิน

เรื่องน่าเศร้าของที่นี่ก็ต่างจากบ้านเรา ปกติบ้านเราตัวที่นอนตายตามข้างถนนจะเป็นน้องหมา น้องแมว หรือหนูเป็นหลักแต่ที่นี่ก็เจ้าแรคคูนกับสกังค์นี่แหละ นอนตายตามข้างถนนทั่วไป แต่มีวันหนึ่งเห็นแล้วตกใจคือกวางนอนแข็งตายขาชี้อยู่กึ่งกลางถนน งงบวกสงสารไปพร้อมกัน แหมอเมริกานี่ช่างคงความเป็นธรรมชาติไว้ได้ดีเหลือเกิน..

ทำอาหารไทยให้ฝรั่งทาน Thai Food for the Western

plew May 23rd, 2009


อาหารไทยเราอย่างที่ทราบๆกันดีว่าโดงดังและเป็นที่ชื่นชอบของพวกฝรั่งรวมทั้งชาติเอเชียเราด้วยกันก็ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อาหารไทยนี่อร่อยแถมดีต่อสุขภาพอีกอีกด้วยเพราะเครื่องเคราที่มาจากสมุนไพรมากมาย แต่จากการมาสัมผัสด้วยตนเองในอเมริกา ทั้งจากการเป็นคนที่ต้องทำอาหารไทยให้ฝรั่งทาน หลักๆก็คือสามีเราเองนี่แหละ รวมทั้งเพื่อนๆฝรั่งบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง อีกประสบการณ์ก็คือการทานอาหารไทยในร้านอาหารไทยในอเมริกานี่แหละ ทำให้เราสังเกตว่าเอจริงๆไม่ต้องสังเกตหรอกค่ะมันเห็นๆกันอยู่ ว่าอาหารไทยที่จะทำหรือจะเสริฟให้ฝรั่งหรือคนต่างชาติ โดยเฉพาะคนที่ไม่คุ้นเคยกับอาหารรสจัดด้วยแล้ว ค่อนข้างแตกต่างจากอาหารไทยต้นตำหรับแท้ๆในบ้านเราอยู่พอสมควร

ประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเองเลย แฟนชอบกินต้มข่าไก่มาก แต่ว่าเวลาเสริฟเขาอยากให้เราแยกพวกเครื่องสมุนไพรพวกข่า ตะไคร้ โดยเฉพาะพริกออกให้ด้วย โดยเฉพาะพริกถ้าไม่ได้ปั่นยังเป็นชิ้นๆ ฝรั่งบางครั้งเขาไม่ค่อยดูก่อนจะตักเข้าปากหรือเพราะบางทีไม่รู้ว่ามันเผ็ดหรือแยกไม่ออกระหว่างสีเขียวที่เป็นพริกกับผักชีโรยก็ตักเข้าปากเคี้ยว โดนเข้าไปร้องจ๊ากเลยทีเดียว หลังจากนั้นเราระวังมากคือเอาพริกออกก่อนเสริฟเลย แล้วคำว่าเผ็ดน้อยของฝรั่งนี่คือเผ็ดน้อยจริงๆแถบจะไม่เผ็ด ตามร้านไทยพวกต้มยำต่างๆรสจะค่อนข้างอ่อนคืออ่อนมากๆสำหรับคนไทย เรียกว่ารสเด็กเลยละ บวกกับค้าชอบให้หวานด้วย คือจะชอบต้มยำที่ออกหวานนิดๆไม่เปรี้ยวจัดหรือเค็มแรงๆ แบบที่คนไทยชอบ

สำหรับต้มข่าหรือ Coconut Soup ที่บอกไปแล้วว่าฝรั่งชอบมาก ต้มข่าที่ขายกันในร้านไทยหรือเราเองทำให้ฝรั่งจะข้นๆมากกว่า คือของเราคนไทยจะใสกว่าเพราะข้นมากมันเลี่ยนแต่ฝรั่งชอบข้นๆ เราทำแทบไม่ผสมน้ำเลยกะทิล้วนแต่ฝรั่งบอกนี่แหละชอบเลย เมนูอื่นๆพวกแกงต่างๆก้ไม่ต่างคือรสจะอ่อนลงมากเมื่อเทียบกับไทยแท้ๆ

สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดถึงความแตกต่างของร้านอาหารไทยในอเมริกากับร้านอาหารไทยในบ้านเราคือวิธีเสริฟ ร้านไทยในอเมริกาเขาจะพยายามปรับเอารูปแบบการทานอาหารการเสริฟแบบฝรั่งมาใช้กับการเสริฟอาหารไทย ฝรั่งจะต้องมี appetizer เสริฟก่อน แล้วตามด้วย soup แล้วก็ Entrée ซึ่งอันนี้บอกตรงๆว่าขัดหูขัดตาและขัดใจเรามากๆ เพราะอะไรยกตัวอย่าง เราไปกับฝรั่งหรือตอนเราทำร้านอาหารไทย ฝรั่งสั่งป่อเปี๊ยทอด ต้มยำไก่ ผัดเปรี้ยวหวานแล้วก็ข้าวป่าว วิธีที่นี่เขาจะเสริฟป่อเปี๊ยก่อน โอเคอันนี้ไม่ว่ากัน แล้วเขาก็จะรอจนป่อเปี๊บเกือบหมดหรือหมดเขาก็จะเสริฟต้มยำ ซึ่งเขาถือว่ามันเป็นซุป โดยยังไม่เสริฟข้าว ก้ให้นั่งซดต้มยำไปป่าวๆจนหมด แล้วก้เก็บต้มยำออกไป สุดท้ายเหลือเปรี้ยวหวานเขาก็ถือว่าอันนี้ละ Entrée เขาก็เอามาพร้อมข้าวป่าว สุดท้ายคือเหลือกับอย่างเดียวที่กินกับข้าว มีบางเคสที่เจอหนักกว่านี้ สั่งไล่เลี่ยงไปมีของทอด มีต้มยำ มีผัดไทย มีข้าว เสริฟไปสุดท้ายเอาผัดไทยเสริฟมาพร้อมข้าว แต่ต้มยำนะหมดไปแล้ว นึกได้ไงว่าผัดไทยนี่ Entrée เซ็งเป็ดเลย คือถ้าเราไปกับแฟนซึ่งเขาคุ้นกับอาหารไทยและการเสริฟแบบไทย เราจะบอกเลยเอามาพร้อมกันเลย เพราะร้านส่วนใหญ่เลยเขาจะทำอาหารไล่ออกมาอย่างที่บอก
เรื่องอาหารจานเดียวของบ้านเราเช่นผัดไทย ข้าวผัด ผัดซีอิ้วพวกนี้เช่นกัน ร้านส่วนใหญ่ทำมันแบบเป็นกับข้าวอย่างหนึ่ง ทั้งๆที่มันเป็นอาหารจานเดียวที่ไม่ต้องกินกับข้าว แล้วเขาทำกันจานใหญ่มากแบบกินได้สองคนสบายๆแถมอาจเหลือด้วย สั่งผัดไทยทีไรลมเสียเพราะจานใหญ่มากๆ แถมรสจืดเค็มเป็นหลัก รสพริกป่น รสมะนาวไม่ต้องพูดเลย ฝรั่งหลายคนก็กินผัดไทยกับข้าวเปล่ากันเลย แถมสั่งผัดไทหรือผัดซีอิ้วที่นี่ไม่เคยให้ช้อนมาด้วยให้แต่ส้อมทั้งๆที่ช้อนเขาก็มี ก็คือต้องขอเขาอีกที มะนาวไม่ต้องพูดต้องขอ ขอแล้วก้ได้มะนาวเหลืองหรือ Lemon แต่เราต้องการ Lime หรือมะนาวเขียว ซึ่งไม่ใช่ที่นี่จะไม่มีขายแต่จริงๆมีขายทั่วไปเลยละ

อีกเมนูที่ฮิตเหลือเกินที่นี่คือสะเต๊ะค่ะ ของบ้านเราส่วนมากจะเป็นหมู ถ้าร้านอิสลามก็เนื้อ แล้วก็ไม้เล็กๆจิ๊ดเดียว แต่พอมาขายฝรั่งตัวโต สะเต๊ะที่นี่ก็ขยายขนาดตามคนกินคือที่นี้ทำไม้ใหญ่เลย น้ำจิ้มส่วนใหญ่จะให้แค่น้ำจิ้มถั่วหรือ peanut sauce ที่ฝรั่งชอบกันเหลือเกิน น้ำจิ้มอาจาดไม่เคยเจอร้านไหนเสริฟเลยนะเท่าที่ทานมา

เราเองก็เข้าใจว่าเขาอยากให้มันแบบเข้ากับวัฒนธรรมฝรั่งไง แต่บางทีเขาลืมไปว่าไอ้ซุปแบบไทยเรานะ มันรสจัดกว่าซุปแบบฝรั่งมากมาย ถึงแม้จะทำให้มันอ่อนแล้วมันก็ยังไม่อ่อนเหมือนกับซุปแบบฝรั่งที่ส่วนประกอบหลักๆคือนม เนย แล้วซุปไทยเราคือพวกต้มยำ ต้มข่าที่ฝรั่งชอบสั่งนะ มันอร่อยกว่าเมื่อกินกับข้าวสวยร้อนๆ แล้วสุดท้ายคุณให้เขานั่งกินข้าวจานควายๆกับกับข้าวที่เหลืออย่างเดียว แฟนเรายังบอกเลยร้านไทยน่าจะเสริฟอาหารคือเสริฟสไตล์ไทย ฝรั่งเขารับได้ แถมเขายังชอบเพราะมันเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมไปด้วยไม่ใช่แค่การกินอาหาร แฟนเราก็ยกตัวอย่างร้านพวกอาหาร Middle East เขาก็จะเสริฟในแบบของเขาไม่มีการจัดลำดับการเสริฟอะไรแบบฝรั่งเลย เขาเสริฟแบบเดียวกับที่เขาเสริฟในบ้านเขาแต่โอเค รสชาติของอาหารก็ต้องปรับบ้างให้เข้ากับรสนิยมอเมริกัน แฟนเราก็คิดอย่างเราเขาบอกร้านอาหารไทยน่าจะ Educate ลูกค้าได้บอกได้เลยอือซุปไทยนะรสจัดคนไทยนิยมทานพร้อมข้าว คนไทยเราทานกลับข้าวหลายๆอย่างพร้อมกันโดยทานกับข้าว เขาบอกบางทีฝรั่งไปทานอาหารต่างชาติเขาก็ชอบที่ได้บรรยากาศหรืออะไรที่มันเป็นของแท้ๆอะ ได้ทั้งอาหารอร่อยและเรียนรู้วัฒนธรรมไปพร้อมกันเลย แต่ทั้งนี้ก็ย้ำอีกทีว่าอันนี้ความเห็นส่วนตัวนะจ๊ะ
แหมบ่นมาซะยาวจริงๆแล้วคงเพราะคิดถึงอาหารไทยแบบรสชาติดั้งเดิม ไอ้ทำกินเองนะได้อยู่หรอกแต่บางทีทำเองกินเองทุกวันมันก็เบื่อ ก็อยากหาอาหารไทยรสแบบไทยแท้นอกบ้านกินบ้าง แต่ว่ายังหาร้านที่โดนไม่เจอเลยค่ะเศร้า..

« Prev - Next »