My Experiences in America เล่าเรื่องอเมริกา ชีวิตคนไทยในอเมริกา วีซ่า การทำงาน การท่องเที่ยว ในอเมริกา

Thai in America I first came to America in March of 2007. I am now living here as a permanent resident. I hope this journal of my American experience will be of use to you. Thank you for your comments and suggestions.

รถไฟใต้ดินในซานฟรานซิสโก San Francisco Municipal Transportation

plew December 12th, 2009



รถไฟใต้ดินในซานฟรานซิสโกหรือที่เรียกว่า Muni or San Francisco Municipal Transportation เอวันนี้ทำไมกลับมาเล่าเรื่องรถไฟใต้ดินมีอะไรน่าสนใจนักหนา ฮ่าๆๆจริงๆแล้วมันเป็นความเก็บกดซะมากกว่า เพราะตั้งแต่เปิดเทอมไปเรียนปริญญาโทที ก็ต้องนั่งรถไฟ เพราะเราอยู่ดาวทาวนืแต่ยูนะประมาณชานเมือง จากเมื่อก่อนที่เดินมันซะเป็นหลักเพราะอะไรๆก็ใกล้เพราะอยู่กลางเมือง พอไปเรียนต้องอาศัยบริการขนส่งมวลชน เพราะไม่มีใบขับขี่อะ นี่เองทำให้เราคิดถึงรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดินในกรุงเทพบ้านเรามากๆ ทำไมนะเหรอก็เพราะความอุบาทว์ ขอใช้คำนี้นะของรถไฟใต้ดินที่นี่ละสิ ขอเริ่มบ่นเลยแล้วกันนะ

อย่างแรกที่ห่วยคือความไม่คงเส้นคงวาไม่มีตารางอะไรที่แน่นอนไม่มีระยะเวลารอ เคยรอรถใต้ดินที่นี่นานกว่าสี่สิบห้านาทีกว่าจะมา สรุปคือไปเรียนสายทั้งๆที่มารอรถเกือบชั่วโมง ที่นี่มีรถไปหลายสายที่แย่คือบาางสายมาแล้วมาอีกมรทุกสองนาทีแต่ไอ้สายที่เราใช้อย่างที่บอกอาจต้องรอนานสิบห้าหรืออย่างที่บอกมากกว่าครึ่งชั่วโง ถ้าโชคร้ายขบวนก่อนเพิ่ิงออกไป ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมบางสายคือในห้านาทีมาสี่ขบวนได้ คือระบบการจัดตารางรถเขาห่วยมากๆ มีวันหนึ่งคือที่นี่เขาจะมีระบบบอกว่าอีกกี่นาทีรถสายที่เรารอจะมา ปรากฎว่าบอกว่าอีกห้านาทีจะมา รอไปไม่ม่ เปลี่ยนใหม่บอกอีกเจ็ดนาที ก้ไม่มาิีก สรุปเกือบชั่วโมงอย่างที่บอก อีกวันหนึ่งตรงสถานีประกาศบอกว่าสายที่จะเทียบเป็นสายนี้ พอขึ้นไปเป็นคนละสายซะงั้น รีบออกแทบไม่มัน งงไม่ละค่ะ

ในช่วงประมาณสามเดือนที่ผ่านมาก็เกิดอุบัติเหตุรถไฟใต้ดินชนกันที่นี่ เราก็งงว่ามันชนยังไงเพราะคดว่ารถใต้ดินมันควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ แต่มาวันหนึ่งถึงบางอ้อ เพราะเราก็นั่งสายเดิมตามปแกติก็รู้เส้นทางแล้วว่ามันต้องไปทางไหน จ฿ู่ๆรถก็เลี้ยวไปอีกทางหนึ่งซะดื้อๆ จนคนในรถต้องตะโกนบอกคนขับทุบกระจกเรียกว่าเฮ้ยนี่มันสายเอ็มนะเฟ้ยไม่ใช่สายแอล เท่านั้นแหละคนขับรู้ตัวหยุดรถคือถ้าไม่บอกมันก็ยังไม่รู้ว่ามันมาผิดทาง เราเลยถึงบางอ้อว่าอ้าวตกลงคนขับมันควบคุมนี่หว่าไม่ใช่คอมอะ วันนี้เลยเสียเวลาไปอีกมากพอดู เพราะรถต้องมาชะงักในเส้นทางของสายอื่น แล้วไอ้รถเจ้าของเส้นทางก็มาจ่อตูดรถไฟคันเรา สรุปไปไหนไม่ได้ครับ ชะงักกระทบไปหมด ตรงหยุดสายอื่นๆที่กำลังจะเข้าสถานี แล้วก็ให้คันที่จ่อก้นคันเราถอยหลัง แล้วคันเราก็ถึงกลับไปเส้นทางที่ถูกต้องได้ คนขับเป็นู้หญิงผิวดำดูมึนไม่มีขอโทษผู้โดยสารสักคำ เอ้อมิน่าละอย่างนี้นี่เองถึงชนกันอย่างจังมาหลายเดือนที่ผ่านมา

นอกจากความงงไม่ค่อยได้เรื่องมนการบริหารจัดการระบบแล้ว ในรถก็สกปรก ขอบอกว่ารถไฟฟ้าบ้านเราโสภากว่ามากจงภูมิใจ บางคนก้เอาน้ำ เอาขนมมากินบางคนนั่งกินข้าวกล่องก็มีเหม็นซะ แถมชุ่ยขยะก็ทิ้งมันไว้ในรถนั่งแหละ บวกบางครั้งกลิ่นฉี่แรงมากๆ เรามั่นใจเลยว่าต้องมีคนเลวๆมันฉี่ในรถตอนคนน้อยๆ มีวันหนึ่งคนที่นั่งข้างหลังเรากินพวกขนมห่อๆพลาสติกเสร็จแล้วมันก็ยัดขยะไว้ซอกเก้าเอ้าอี้ที่เรานั่ง เฮ้ยไม่ได้สนใจเลยว่าใครจะคิดยังไง นี่แหละความสิวิไลของที่นี่ ใครที่คิดว่าอเมริกาวิเศษกว่าเมืองไทยคิดผิดคิดใหม่ได้นะ

นอกจากนั้นขอบอกว่ารถเมลืรถไฟที่นี่เต็มไปด้วยคนผิดปกติ คนเผี้ยนแปลกๆ บ้าๆ บวกโสโครกเห็นจริงๆ นึกจะตะโกนก็ตะโกน บางทีหน้าตาแต่งตัวดีแต่เห็นก่ตัวสุดๆ คนเค้ายืนเต็มรถแน่นชีนังเขาขาพาดไว้ที่อีกทีหนึ่งแล้วก็อ่านหนังสือแบบโลกนี้มีกรูคนเดียว คนอื่นจะไม่มีที่จะยืนก็ไม่สน เฮ้ยไม่ใช่เจอแค่ครั้งสองครั้งแต่เจอบ่อยๆค่ะอาการแบบนี้ บางคนก็นั่งเก้าอี้ด้านนอกไม่ขยับต้องไปบอกว่าขอเข้าไปนั่งหน่อยได้ไม๊ถึงขยับไม่งั้นไม่สนจ๊ะ เราก็อยากให้เขาห้ามพวกน้ำดื่มและของกินในรถแบบเมืองไทยเพราะมันช่วยเรื่องความสะอาดได้มาก

เรื่องความปลอดภัยบนรถก็ขอบอกว่ากลัวเหมือนกันเพราะบางวันเลิกเรียนสี่ทุ่ม แถมมีคนเคยูกแทงทั้งเจ็บและตายบนรถไฟนี่แหละ โดนคนบ้าแทงเอาแถมจับไม่ได้ด้วย มีกล้องในรถแต่ไม่ทำงาน แค่กล้องหลอกๆอะ เอาไว้ขู่เฉยๆ เซ็งเป็ด บางทีนั่งกลับมาเพราเราสถานีสุดท้ายดึกๆบางทีเงียบมีเรากับผู้ชายอีกคนอะไรประมาณนั้นเรานี่คือต้องแอบๆมองมันตลอดว่ามันจะทำอะไรป่าวอะ ไม่อยากถูกแทงตายบนรถ เอ้อค่ารถสองเหรียญก้ไม่ใช่น้อยน่าจะพัฒนายริการและความปลอดภัยให้ดีกว่านี้ ว่าแล้วก็ยังต้องทนใช้บริการมันไปจนกว่าจะเรียนจบ

Academy of Art University San Francisco

plew November 4th, 2009



Academy of Art University San Francisco สาเหตุที่อยากเขียนถึงสถาบันนี้ Academy of Art เพราะมีเพื่อนๆหลายคนมีคำถามเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนี้่เช่นดีไหม ค่าเทอมแพงไหม อะไรปีะมาณนั้น ประกอบกับบังเอิญอาจารย์ที่สอน Graphic ที่เราเรียนที่ San Francisco State เธอก็สอนที่ Academy ด้วยพอดีมีโอกาศคุยกับจารย์เป็นการส่วนตัวเลยได้ข้อมูลมาบางส่วน อย่างที่บอกว่าเราเองไม่ได้เรียนที่ Academy of Art เราเรียนที่ SFSU แรกๆก็เคยสนใจที Academy เหมือนกันสนใจด้าน Fashion แต่ว่าแฟนเราเองซึ่งเป็นคนที่นี่เขาเรียนจบ SFSU และทำงานในซานฟรานมาเป็นสิบปี เขาบอกเขาไม่อยากให้เรียนที่นี่เพราะไม่เคยเห็นใครพูดว่าที่นี่ดีหรือมีนักเรียนที่จบแล้วมีชื่อเสียงอะไร เพราะเขาเองก็ทำงานด้าน graphic design
และงานถ่ายภาพ บวกกับ Academy มีโฆษณาทางทีวีทุกวัน บ่อยมากๆด้วย ทำให้แฟนเรายิ่งคิดในแง่ลบๆ ว่าถ้าดีจริงคงไม่ต้องโฆษณาขนาดนี้ ดูแปลก อีกอย่างที่นี่มันจะมีแคมปัสเยอะมากๆ คือจะเป็นตึกใหญ่ ตึกเล็กแทบทุกย่านของซานฟรานเลยก็ว่าได้จะต้องเห็นตึกของ Academy ตอนนี้เขามีมากกว่า 30 แคมบัส (เป็นตึกๆ)กระจายทั่วซานฟราน ดูรายละเอียดตามลิงค์ http://www.academyart.edu/map.html บวกรถบัสที่วิ่งให้เห็นทุกวัน คือมันจะไม่เหมือนยูอื่นๆที่แบบใหญ่ๆมีสนาม มีรั้วอะไรประมาณนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นตึกที่อยู่ริมถนน

เราเองตอนนั้่นสนใจเพราะดูมันเป็นยูเฉพาะทางดี แต่ก็ลองsearch คอมเมนท์ดูว่าคนที่เคยเรียนพูดถึงหรือคิดยังไงกับที่นี่ ก็ดูแล้ว reviews ออกมาไม่ค่อยดีเท่าไร
ลองอ่านคอมเมนท์ืชที่ http://www.yelp.com/biz/academy-of-art-university-san-francisco-2 บวกแพงเอาการ เลยไม่ได้เรียนที่นี่ ลองดูข้อมูลค่าหน่วยกิตดู

Tuition Rates (On-Site / Online)
Undergraduate Tuition (3 units per class) $740 per unit
Graduate Tuition (3 units per class) $840 per unit
For example, starting in the Fall of 2009, a typical undergraduate tuition for an academic year would be $740 for each unit, over 24 units, which is a total yearly tuition of $17,760.

Estimated Expenses per Year (Fall ‘09/Spring ‘10 [Undergraduate])
Tuition ($740/unit) $17,760
Registration/Student Activity Fee $145
Course Fees* (average) $800
Materials/Supplies (average) $1,638
Total $20,343
from http://www.academyart.edu/admissions/tuition_rates.html
(คนมันจนอะนะ) เราเลยเลือก San francisco State ในฐานะที่มีกรีนการ์ดเราจ่ายถูกกกว่าไปเรียน academy หลายๆเท่าตัว แต่ที่เราอยากรู้มากคือทำไมคนไทยมาเรียนยูนี้กันเยอะจัง รวมทั้งคนที่ยังไม่ได้มาเรียนก็สนใจกันเยอะ ทั้งๆที่ academy ถ้าดู rank สำหรับ art school แล้วไม่ติด 1 ใน 50 ด้วยซ้ำ
http://grad-schools.usnews.rankingsandreviews.com/best-graduate-schools/top-fine-arts-schools/rankings หมายถึงทั้งอเมริกาไม่ใช่แค่ California ข้อนี้ก็ยังหาคำตอบไม่พบ
แต่เดาว่าคงทำ marketing เก่ง ดังนั้นนักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่เอเชียและต่างชาติมากกว่าคนพื้นที่

เท่าที่คุยกับอาจารย์ที่เธอก็สอนกราฟฟิก ดีไซน์ที่ academy มาสิบปีได้แล้ว อาจารย์บอกใช่นักเรียนไทยเยอะมากมายจริงๆ อีกชาติที่เยอะคืออินโดนีเชีย และที่มาแรงมากคือนักเรียนจากจีนแผ่นดินใหญ่ อาจารยน์บอกเมื่อก่อนไต้หวันเยอะ ตอนนี้จีนแท้ๆมาเพียบเลย ภาษาอังกฤษก็อ่อนมากๆ อาจารย์บอกแต่ที่นี่เขาบริการนักศึกษามากมาย คือถ้าอาจารย์ที่สอนดูแล้วว่านักเรียนภาษาอังกฤษอ่อนแอมากฟังสอนไม่เข้าใจสามารถขออาจารย์ภาษาอังกฤษที่สอน ESL มาประกบตัวต่อตัวหรือกระทั่งทำตัวคล้ายล่ามได้เลย เราก็โอ้วแม่เจ้าอะไรมันจะบริการสุดยอดขนาดนั้นอะเนี่ย (แต่ไม่มีตังค์อะ)
เราว่านี่เป็นอีกจุดขายหนึ่งของเขาจะว่าเป็นข้อดี หรือด้อยแล้วแต่คน เพราะที่นี่เข้าค่อนข้างง่าย TOEFL แค่ส่งแต่ไม่มีคะแนนขั้นต่ำ คะแนนต่ำก็มาเรียนภาษากับเขาได้เลยมีรองรับ ในขณะที่ยูทั่วๆไปเช่นที่เราเรียนถึงไม่ใช่ยูดัง แต่โทเฟิลอย่างน้อยก็ต้องผ่านเกณฑ์ ไม่งั้นไม่รับแน่นอน

สรุปเราเองก็ไม่รู้ว่า Academy of Art ดีไหม แต่อาจารย์ที่สอนเราซึ่งสอนที่ academy ด้วยเธอก็สอนดีมากทีเดียว อาจารย์เราบอกที่ยูนี้เขาเน้นให้เด็กทำงานได้จริง อาจารย์จะพาเด็กไปดูงานอะไรนอกสถานที่ก็สะดวกมากเพราะมีรถบัสมากมาย คือเขาเน้นบริการมากกว่ายูรัฐ สรุปแล้วเราว่าเรียนที่ไหนก็คงไม่ต่างกันมากมาย (ถ้าไม่ใช่ยูท็อปจริงๆ) อยู่ที่ตัวเราเองมากกว่า บวกกับงบประมาณคือเงินในกระเป๋าก็สำคัญมากมาก ข้อมูลรวมทั้งลิงค์ต่างๆที่ใส่ไว้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบในการตัดสินใจ

Swensen สาขาแรกในโลก The original Swensen Ice Cream

plew September 22nd, 2009



The original Swensen Ice Cream ไม่รู้ว่ารู้กันรึป่าวเนอะว่าไอศครีมซเวนเซ่นที่มีสาขามากมายในเมืองไทยแถมป็นแบรนด์
ไอศครีมที่เป็นที่นิยมในเมืองไทยมากที่สุดเจ้าหนึ่งเลยทีเดียว แหมเราเองก็เป็นแฟนมาตั้งแต่อนุบาลจนตอนนี้อายุปาเข้าไปรุ่นแม่ซะแล้ว
Swensen มีต้นกำเนิดมาจาก san francisco นี่เอง แฮะๆอยู่ซานฟรานมาสองปีเพิ่งได้มีโอกาศไปชิมต้นตำรับ Swensen ของแท้ดังเดิมมาเมื่อวานนี้เอง จริงๆรู้มาตั้งแต่มาที่นี่ใหม่ๆแล้วว่า ซเวนเซ่นสาขาแรกดั้งเดิมอยู่ที่นี่ แต่แค่ผ่านไม่ได้แวะเข้าไปกินซะทีจนเมื่อวานนี่แหละถึงได้ลองแล้วก็เอามาโม้ต่อให้ฟัง

Swensen สาขาแรกหรือ original ในซาฟรานแตกต่างจากซเวนเซ่นในบ้านเรามากมาย ที่นี่เป็นร้านเล็กไม่มีที่นั่ง คือซื้อแล้วก็ไปกินข้างนอกใส่โคน ใส่ถ้วยกระดาษเอา ตึกก็เป็นตึกเก่าๆ
เป็นอาคารแบบวิคตอเรีย ในร้านก็ดูเก่าๆสมกับเป็นสาขาแรกจริงๆ หน้าร้านจะมีป้ายที่เป็นป้ายดั้งเดิมของซเวนเซ่นเลย คือถ้าติดภาพซเวนเว่นในเมืองไทยอาจจะเอ้มันใช่ swensen จริงรึป่าวเนี่ย

เมนูที่นี่ก็ไม่แฟนซีแบบบ้านเราที่มีชื่อมากมายจนจำไม่หมด ที่นี่มีแต่ซันเดย์และก็ประมาณไอศครีมบวกท็อปปิ้งพวกฮอทฟัตหรือถั่วและครีม คือพื้นๆจริงๆ จะเอา coit tower, Gold rush อะไรนะไม่มีหรอก หรือเอาเป็นก้อนๆเป็นรสๆใส่ถ้วย ใส่โคน
รสชาตินี่ก็ขอบอกว่าคนละเรื่องกันเลยกับซเวนเซนในบ้านเรา ที่นี่ดังรสวนิลา เราลองสั่งวนิลาที่นี่รสจะเข้มข้นกว่าของบ้านเรา ไอศครีมจะมันจะข้นกว่าคือเป็นนมเป็นเนยหนักกว่า พูดยากว่าอันไหนอร่อยกว่ากันเราว่าแล้วแต่คนชอบ

จริงๆแล้วหลังจากที่เจ้าของเดิมของซเวนเซ่นขายแบรนด์นี้ไปคือขายชื่อไปทำแฟรนไชน์ เขาขอที่จะเก็บร้านแรกสาขานี้บนถนน Union ST. & Hyde ST. San francisco ให้เป็นเหมือนเดิม ดังนั้นร้านนี้จะไม่เหมือนซเวนเซ่นสาขาอื่นๆ
ที่เป็นแฟรนไชน์ทั่วโลกที่เหมือนกันหรือใกล้เคยงกัน แต่ที่นี่เป็นซเวนเซ่นร้านเดียวที่ไม่ใช่แฟรนไชน์ แปลกดีเนอะ สาขาแรกสาขาต้นกำเนิดเป็นสาขาเดียวที่ไม่เหมือนชาวบ้านเขา เพราะยังคงรักษารูปแบบเดิมไว้ รวมทั้งไอศครีมก็เป็น homemade จริงๆที่ยังทำในร้านนี้เลย ที่เดิมที่เริ่มทำตั้งแต่เปิดร้านโน้น

ไม่น่าเชื่อว่า Swensen เริ่มกิจการตั้งแต่ 1948 ผู้ก่อตั้งซเวนเซ่นเสียชีวิตเมื่อ 1995 ก็ไม่นานเท่าไรเนอะ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเจ้าของก็ทำไอศครีมในร้านนี่แหละจนทุกวันนี้ เพราะฉนั้นไอศครีมที่ร้านต้นตำรับไม่ได้แบบทำแบบ mass ทีละเยอะๆหรือออกมาจากโรงงาน เอ้าว่าแล้วก็ดูรูปกันเลยดีกว่าจะได้เห็นภาพ

เรียนปริญญาโทในอเมริกา VS เรียนในปริญญาโทเมืองไทย

plew September 9th, 2009


เรียนปริญญาโทในอเมริกา Study Master Degree in the USA กับเรียนโทในเมืองไทยอันไหนจะยากกว่ากันและมันเหมือนหรือต่างกันแค่ไหน เปิดเทอมมาได้สามอาทิตย์ แหมสามอาทิตย์จริงๆก็เรียนไปได้ไม่นาน แต่เฮ้อเหมือนเรียนมาเป็นปีเลยแฮะ ทำไมนะเหรอก็ assigments นะเยอะนะซิมีงานทุกครั้ง มีเอกสารมีหนังสือที่ต้องอ่านทำสรุป วิเคราะห์และกลับมาพูดในห้องหรือวิเคราะห์ในชั่วโมงหน้าตลอด อ่านแต่ละคร้ังก็ไม่ใช่น้อยสามสิบสี่สิบหน้า แหมไอ้เราอ่านภาษาอังกฤษก็ยังไม่เร็วดังใจเหมือนอ่านภาษาไทยมันเลยยิ่งไปกันใหญ่

สำหรับตัวเองด้วยความที่เรียนโทจากเมืองไทยมาแล้วแต่ก็เจ็ด แปดปีที่แล้่ว ยอมรับเลยว่าเรียนที่นี่งานเยอะกว่า ต้องอ่านหนังสือมากกว่า ของเราไม่ถึงกับมีงานทุกครั้ง มีเป็นงานใหญ๋ๆเลยมากกว่า แต่ที่นี่งานเล็กทุกครั้ง บวกงานโปรเจคใหญ๋อีก เราไม่รู้มหาวิทยาลัยอื่นๆที่นี่เป็นไงแต่ที่นี่เอาเรื่อง ทั้งๆที่อย่างที่บอก San francisco State ก็ไม่ใช่ยูเด่นดังมากมาย ก็ยูธรรมดา ไม่อยากคิดถ้าไปเรียนยูท๊อปมันจะขนาดไหนนะเนี่ย

เราเองมานั่งคิดเอเราลงเยอะเกินไปรึป่าวนะเพราะลงไปสี่ตัว จริงๆอาจารย์ก็บอกว่าสามกำลังดี สี่จะหนักๆหน่อย แต่เราอยากจบเร็วในปีครึ่งก็อัดและคิดว่าน่าจะโอเค แต่ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจแล้ว แต่ยังไงเทอมนี้ลงแล้วก็ต้องเอาให้รอดทั้งสี่ตัวนั่นแหละ ก็ต้องยอมหนักสักหน่อย อาจารย์ที่นี่ขอบอกว่าเขาแบบตั้งใจสอนมากๆ มาสอนตรงเวลาเลิกตรงเวาลาไม่มีเข้าสายเลิกเร็ว งานที่สั่งต้องส่งตรงเวลา และเพื่อนร่วมห้องทุกคนไม่มีใครแบบลืมทำหรือทำไม่เสร็จ ทุกคนเขาแบบตั้งใจกันมาก ยกมือแสดงความคิดเห็นกันตลอด ไอ้เราก็คนไทยนะไม่อยากหรอกไอ้ที่ต้องพูดแสดงความคิดเห็น ยิ่งต้องพูดภาษาอังกฤษด้แต่ทำไงได้ละเพื่อความอยู่รอดก็ต้องแข่งยกกับเขาด้วย พูดผิดพูดถูกก็ต้องพูดแล้วละ ขืนขี้อายไปไม่รอดแน่ๆ ที่นี่เช็คชื่อทุกครั้งคะแนนการมีส่วนร่วมสำคัญมากทีเดียว ตารางเรียน เอกสารหนังสือ รายงาน งานต่างๆที่ต้องส่งต้องทำ ต้องอ่าน ต้องคอยเช็คจากเว็ปไซต์ตลอด เรียกว่า Ilearn
แต่ละวิชาที่เราลงก็จะมีลิงค์เข้าไป จะบอกอาจารย์ไม่บอก หรือไม่รู้ไม่ได้เป็นหน้าที่ที่ต้องเข้าไปเช็คและทำตามที่อาจารย์เขียนไว้ในนั้น

นอกจาก text Book ที่ต้องอ่านแล้ว ก็ต้องเข้าไปพร้ินเอกสารตามลิงค์หรือเอกสารเพิ่มเติมที่อาจารย์กำหนดอีกมากมายคืออ่านแทบไม่หวาดไม่ไหว เยอะบวกกับนะภาษาอังกฤษเราก็ใช่จะดีอะไรมันก็เลยกลายเป็นสองเด้ง ทั้งเยอะแถมอ่านไม่ได้เร็วอย่างเขา อ่านเสร็จก็ต้องมาเขียนมาสรุปอีก ไหนจะเรื่องความคิด ความเข้าใจและไหนจะเรื่องภาษาอีก สองเด้งจริงๆ เกือบทุกวิชาหลังจากจบคลาสแต่ละครั้งต้องสรุปสิ่งที่เรียนหรือประเด็นที่เราสนใจเขียนเใน blog แล้วโพสในเว็ปของ department ไม่รวมงานจริงๆที่ต้องอ่านแล้วทำอะไรบางอย่างแล้วส่งชั่วโมงหน้่า เขาบังคับให้เราอ่าน ให้เราคิดเยอะจริงๆ อันนี้ราเองยอมรับว่าระบบการศึกษาเขาคุณภาพดีจริงๆ ไม่ใช่ยูแบบหาเงินอยากได้เงิน จบง่ายๆสบายๆ หรือฟังๆแล้วก็กลับบ้านจบกันไปวันหนึ่ง แต่ว่าเหนื่อยอะ

เรียนที่นี่ถ้าไมมีพริ้นเตอร์นี่สงสัยจะลำบาก เพราะเอกสารที่ต้องอ่านต้องลิงค์กับเนตเยอะ จะอ่านจากหน้าจอก็ไม่ไหวจริงๆสามสิบสี่่สิบหน้า อินเตอร์เนตที่บ้านไม่มีก็แย่มากๆ เพราะใช้เยอะ แค่เข้าไปอ่านตางรางเรียนกำหนดส่งงาน เอกสารอื่นๆมันอยู่ในเนตหมดเลย ว่าเรื่องอินเตอร์เนตก็มาพูดเรื่องคอมพิวเตอร์ซะหน่อย จริงๆแล้วเพราะสาขาที่เราเรียนมันจะเเป็นรื่องการการออกแบบ การดีไซต์และพวก multimedia และการทำเว็ป ซึ่งที่นี่จะใช้ Mac Computer ในการเรียนการสอนทั้งหมด ไม่มีแมคก็ต้องซื้อไม่งั้นก็ต้องมาทำงานที่ lab ที่มหาวิทยาลัย เพราะอาจารย์เขาก็พูดตรงๆว่าถ้าจะมาทำงานทางด้านเว็ป งาน multimedia ที่นี่เขาใช้ Mac Computer กันทั้งนั้นสำหรับธุรกิจนี้ในอเมริกา PC มันไม่ใช่สำหรับที่นี่ เราเองก็ต้องลงทุนซื้อแมคใหม่ รวมทั้งโปรแกรมที่ต้องเอามาลงซึ่งโชคดีที่ซื้อได้ในราคานักเรียน แต่ถึงจะราคานักเรียนรวมแล้วก็สาม สี่ร้อยเหรัยญ บวก text book ที่แพงเอาการเล่มละ สามสิบ สี่สิบ จนถึงเกือบร้อยเหรียญ แพงจริงๆ บางเล่มมือสองตาม amazon ก็มีแต่ราคาก็ไม่ต่างจากของใหม่เท่าไหร่เลย
แต่ทำไงได้ก็ดันมาเลือกสาขาที่มันต้องใช้อุปกรณ์ ต้องใช้ซอฟแวร์

สรุปแล้วสำหรับมือใหม่อย่างเราบอกได้เลยว่าเรียนที่นี่ยากกว่่า ไม่เฉพาะอุปสรรคเรื่องภาษาที่ทำให้เราต้องทำงานเป็นสองเท่าของคนอื่่นเขา แต่ตัวงานที่มอบหมาย งานที่ต้องอ่าน การต้องมีส่วนร่วมในห้องเรียน เยอะกว่าเรียนในบ้านเราอย่างเห็นได้ชัด
ว่าแล้วก็ขอจบแค่นี้ก่อน ต้องไปอ่านหนังสือต่อแล้วละ ว่างๆจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะจ๊ะ

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาตอนจบ

plew September 1st, 2009


เรื่องประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาตอนสุดท้ายแล้ว ต่อจากภาคสาม หลังจากโอเคตกลงว่ายอมรอต่อไป เราก็ต้องกลับซานฟรานซิสโกเพราะครอบครัวพี่สาวแฟนกลับมาจากเมืองจีนแล้ว ก็ต้องมาอยู่ในอพาตเมนท์กึ่งออฟฟิตกึ่งห้องเก็บของ ตัวเราเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก แต่แฟนนี่บ่นทุกวัน บ่นเรื่องคอนโดทุกวัน บ่นเรื่องการกู้ทุกวัน บ่นเรื่องทำไมต้องมาอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ทุกวัน บ่นที่นอนไม่สบาย บ่นทุกเรื่อง และเกือบทุกวันต้องโทรคุยกับเจ้าหน้าที่แบงค์บ้าง เรื่องประกันบ้าง เพราะแบงค์กำหนดว่าต้องมีการทำประกันคอนโด และอื่น หลังจากที่เซลล์บอกว่าแบงค์ที่กู้เงินก้อนแรกใกล้อนุมัติแล้ว เราก็ต้องตามเงินก้อนสองที่อีกแบงค์ ซึ่งเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ของทหาร อันนี่ยิ่งทำงานยอดห่วย แฟนโทรไปหาสามครั้งไม่เคยอยู่ที่โต๊ะ ฝากให้โทรกลับไม่เคยโทรกลับ ส่งอีเมล์อีกหลายครั้งไม่เคยเมล์กลับ จนสุดท้ายต้องโทรไปวี๊ดบึ้มต้องโทรไปแบบตะคอกถึงได้เรื่อง วันรุ่งขึ้นโทรกลับมาบอกต้องการเอกสารเพิ่มอีกเจ็ดรายการและบางรายการคือเอกสารการกู้กลับแบงค์หลัก แฟนก็วีนกลับไปว่าคุณต้องการเอกสารเพิ่มทำไมไม่ติดต่อมาละ ทำไมต้องให้ลูกค้าคอยโทรตาม โทรก็ไม่รับ ไม่โทรกลับ แล้วเมื่อไรจะรู้ผลว่าจะผ่านไม่ผ่าน หล่อนก็บอกไม่แน่ใจ แฟนบอกเขาไม่มีเวลารออย่างไม่มีกำหนด ไม่งั้นก็จะยกเลิกเรื่องกู้ เธอบอกถ้าส่งเอกสารที่ขอมาครบประมาณสองอาทิตย์น่าจะรู้
แฟนก็โทรไปหาโบรกเกอร์ที่ประสานงานกับแบงค์แรกเพื่อขอเอกสารเพื่อส่งให้แบงค์ที่สอง ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นลาพักร้อนอาทิตย์หนึ่ง โทรไปหาเจ้าหน้าที่แบงค์โดยตรงก็ดันลาพักร้อนเหมือนกันอีก กว่าจะได้เอกสารส่งให้แบงค์ที่สองก็เสียเวลาไปอีก แต่ที่ทำให้หงุดหงิดใจมากกว่าเดิมและเริ่มไม่แน่ใจว่าเรื่องกู้ผ่านจะผ่านก็คือ หลังจากที่ได้เอกสารการกู้จากแบงค์ที่หนึ่งเพื่อส่งไปให้แบงค์ที่สองทำให้พบว่า ข้อมูลผิดพลาดอย่างที่ไม่น่าจะผิดในหลายจุด คือชื่อคนกู้ก็ผิดแล้วผิดแบบเป็นคนละชื่อกันเลย นามสกุลถูก แถมเลขที่ยูนิตที่ซื้อก็ผิดอีก ตลกมากๆข้อมูลพื้นฐานแท้ๆยังผิด ส่งไปให้แบงค์ที่สองก็แจ้งว่าประเมินราคคอนโดที่แบงค์แรกทำไม่ครอบคลุมข้อมูลที่เขาต้องการต้องทำประเมินใหม่ เราต้องเสียค่าประเมินอีกห้าร้อยเหรียญ รวมสองครั้งก็พันหนึ่งแล้วแค่ค่าประเมิน แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไปอีก

เราก็รอแฟนก็บ่นเพราะเขาไม่ชอบอยู่ที่อพาตเมนท์ออฟฟิต หลายๆคืนเขาขอไปนอนโรงแรมแก้เซ็ง รอมาอีกเกือบเดือนเกือบสิ้นเดือนกรกฎา ก็ไม่รู้คำตอบอีก เราก็บอกแฟนว่าเราไม่อยากได้ไม่อยากซื้อแล้ว ยกเลิกเหอะจะได้ไปหาอพาตเมนท์และย้ายเข้าจะได้ไม่ต้องมานั่งรอๆๆ เพราะไม่รู้จะยังไง หรือถ้าอยากซื้อจริงๆก็คิดอีกที คอนโดมีเยอะแยะ จริงๆตั้งแต่บอกเซลล์ว่าจะขอยกเลิกสัญญาครั้งแรกเราก็ไปดูอพาตเมนท์กันมาแล้ว แต่แฟนก็ใจอ่อนยอมเพราะส่วนลดเพิ่มและเชื่อเซลล์ที่บอกว่าประมาณสองอาทิตย์น่าจะเข้าอยู่ได้ ก็โทรไปหาเซลล์บอกว่าถ้าต้นเดือนสิงหาย้ายเข้าอยู่ไม่ได้ก็คงต้องยกเลิกจริงๆเพราะมันนานสามเดือนกว่าเข้าไปแล้ว
เซลล์โทรกลับมาบอกว่าไม่มีทางที่ developer จะยอมให้เราย้ายเข้าก่อนเรื่องกู้เรียบร้อยแน่ แต่เธอบอกว่าพรุ่งนี้แบงค์จะโทรมาบอกข่าวดีกับเราเรื่องกู้ วันรุ่งขึ้นโบรกเกอร์โทรมาบอกว่าเรื่องกู้อนุมัติแล้ว ดังนั้นก็แปลว่าเราก็ยกเลิกสัญญาไม่ได้แล้ว เราก็ถามว่าแล้วอนุมัติแล้วมีหลักฐานมีจดหมายอะไรแจ้งหรือไม่แล้วจะโอนเงินให้โครงการเมื่อไร ไม่มีคำตอบเอกสารอะไรก็ไม่มี มีแต่เพียงคำบอกของโบรกเกอร์ สรุปก็รอต่ออีกทั้งๆที่เข้าเดือนสิงหาแล้ว หลังจากนั้นก็รอเหมือนเดิมอะไรก็เงียบไปอีกอาทิตย์ก็ไม่มีวี่แววว่าเรื่องจะจบ หลังจากหนึ่งอาทิตย์ทางโบรกเกอร์แจ้งขอเอกสารประกอบการกู้เพิ่มอีก คราวนี้ละเราทั้งคู่โมโหมากเพราะแปลว่าที่เคยบอกว่าเรื่องอนุมัติแล้วนะโกหกทั้งเพ และเอกสารที่ขอก็เกินความสามารถที่จะหาให้ได้เพราะเล่นขอเอกสารจากลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทในอังกฤษให้ส่งเอกสารการโอนเงินเข้าบัญชีของแฟนที่อเมริกา เป็นอะไรที่มากเกินไปเพราะจริงๆเอกสารบัญชีที่เราส่งไปมันก็แสดงชัดอยู่แล้วว่าเงินโอนเข้ามาจากที่ไหนบ้าง นี่ยังขอเอกสารของต้นทางที่เป็นคนโอนมาอีก ซึ่งมันไม่ใช่หน้าที่อะไรของบริษัททางโน้นที่ต้องแสดงเอกสารแบบนี้กับแบงค์ในอเมริกาเลย แฟนก็ไม่ไอยากไปยุ่งกับบริษัทลูกค้าด้วย เราสองคนเริ่มรู้สึกว่ามันมากเกินไปซะแล้ว เขาเสียเวลาที่จะทำเงินมาใช้ในการตามเรื่องคอนโดไม่รู้เท่าไร เพราะเราเองก็ช่วยอะไรไม่ได้มากหรือช่วยไม่ได้เลยด้วยซ้ำ คือสามเดือนกว่าที่ผ่านมาแฟนไม่มีสมาธิที่จะทำงานจริงๆของเขาจริงจัง เพราะมานั่งเตรียมเอกสาร มานั่งบ่น นั่งคุยโทรศัพท์ ตามจิกคนโน้นคนนี้ และที่เบื่อคือการโกหกซ้ำซากสาม สี่ครั้งว่าเรื่องจะจบเรื่องจะจบแต่คือไม่จบ โบรกเกอร์บอกที่ตอนแรกบอกว่าอนุมัติคืออนุมัติแบบมีเงื่อนไข ตลกมากๆแบบนี้เขาไม่เรียกว่าอนุมัติหรอก อนุมัติคือไม่ต้องอะไรแล้วเตรียมจ่ายเงินแล้ว เรายังบ่นกับแฟนเลยว่าแบงค์เมืองไทยทำงานดีกว่านี้อีก เราเองก็เคยกู้ซื้อบ้านในเมืองไทยก็ใช่ว่าจะทำงานดีมากมายแต่ดีกว่าที่นี่มาก ได้ไม่ได้เขาบอกปกติสองสามอาทิตย์ก๊รู้แล้ว ไม่ได้ไม่ว่าแต่อย่ามาดึงเรื่องแบบนี้เสียเวลา แถมขอเอกสารเพิ่มรายอาทิตย์ เอกสารอะไรที่ต้องการต้องมีลิสอยู่แล้วว่าคนทำงานแบบนี้ต้องใช้อะไร คนทำอิสระใช้อะไร หรือเกณฑ์ไหนขอได้ไม่ได้ แต่ที่นี่ตรงข้ามเลย เราสองคนเหมือนถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำอีก ดีใจได้สามวันว่าเรื่องจบแต่ไม่จบ สั่งที่นอนใหม่แล้วด้วย ซื้อของเล็กน้อยๆแล้ว วางแผนเรื่องการตกแต่งแล้ว โชคดียังไม่ได้สั่งเฟอร์นิเจอร์ด้วยนะ

สุดท้ายเลยมานั่งคุยกัน เราบอกเลยว่าเราขอให้เขายกเลิกสัญญาซะเถอะ แฟนถามแน่ใจนะไม่เสียดายเหรอ เราบอกไม่เลยถึงเราจะชอบห้อง ชอบอะไรหลายๆของคอนโดนี้ แต่มันมาไกลเกินไปและกลายเป็นว่าเราทั้งคู่ก็มีประสบการณ์ลบๆกับที่นี่ไปแล้ว รวมทั้งถ้าเก็บเงินดาวน์และที่ต้องผ่อนทุกเดือนบวกค่าส่วนกลาง บวกประกัน ไปซื้อบ้านใหม่ในเมืองไทยดีๆสบายๆแถมเงินเหลืออีกเยอะเลย ซึ่งมันคือสิ่งที่เราต้องการมากกว่า สุดท้ายเลยบอกเซลล์ว่าขอยกเลิก โดยก็เอาคำของเธอนั่นแหละที่บอกว่ามีคนรอซื้อห้องนี้ราคานี้เยอะแยะ ก็บอกเอาเลยเอาไปขายคนอื่นขอเงินจองสองหมื่นกว่าเหรียญคืนมา เซลล์ก็คงเส้นคงวามากไม่เคยพูดอะไรให้เรารู้สึกดีหรืออยากจะซื้อมันต่อ กลับพูดว่าเป็นความผิดของเราสองคนว่าไม่รีบส่งเอกสารให้แบงค์ซึ่งจริงๆแล้วมันตรงข้ามเลย เราเป็นฝ่ายโทรตามตลอด แถมยังโทษเราอีกว่าเพราะแฟนเราเป็น self employed เลยใช้เวลานาน ถ้าเป็นลูกจ้างทำงานบริษัทก็จะง่ายกว่านี้ เอาก็รู้ตั้งแต่แรกว่าเขาทำงานอิสระถ้าคิดว่ากู้ยากก็น่าจะบอกตั้งแต่แรก แต่นี่ตรงข้ามเพราะการจะจองซื้อคอนโดที่นี่ก่อนอื่นเลยต้องยื่นเอกสารเพื่อทำ pre approve ก่อนเลย ตอนที่ยื่นครั้งแรกนะบอกว่ารายได้เท่านี้กู้ได้ตั้งแปดเก้าแสนเหรียญซะด้วยซ้ำ สรุปก็คือเรายกเลิกสัญญา เรื่องตลกยังไม่จบเพราะหลังจากวันที่เราเซ็นยกเลิกสัญญาแล้ว แฟนก็อีเมล์ไปบอกโบรกเกอร์เงินกู้ว่าขอบคุณที่ช่วยมาตลอดแต่เรายกเลิกสัญญาแล้ว จริงๆเราคิดว่าเซลล์คงโทรบอกกันแล้ว แต่ผลคือทางโบรกเกอร์โทรกลับมาว่ายกเลิกเมื่อไรเขาไม่รู้อะไรเลย แล้วก็บอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะโทรมาหาทางออกอีกที

วันรุ่งขึ้นโบรกเกอร์ก็โทรมาบอกว่าแบงค์แรกอนุมัติทุกอย่างพร้อมจ่ายเงินแล้ว และไม่ต้องส่งเอกสารอะไรเพิ่มอีกแล้ว เรางงอะไรของมันวะตอนแรกบอกขอเอกสารเพิ่ม พอเรายกเลิกบอกไม่เอาแล้วตกลงมันใช้มาตรฐานอะไรในการทำงานกันแน่ แต่แบงค์ที่สองเขาติดต่อเองไม่ได้เราต้องโทรไปถาม ซึ่งเขาบอกปกติถ้าแบงค์แรกผ่านแบงค์สองก็จะผ่าน และเราจะเข้าอยู่ได้ประมาณอีกสองอาทิตย์ แฟนก็ลังเลอีกบอกกับเขาว่าโอเคจะโทรไปถามแบงค์ที่สอง คราวนี้เราเองบอกแฟนเลยว่าขอร้องละยังไม่เข็ดหรือไง พอเถอะเพราะหลังจากที่เราเซ็นยกเลิกเราสองคนก็รู้สึกโล่งมากๆ อย่าเดินเข้าไปวังวนเดิมแล้วมานั่งบ่นกันอีกเลย ขี้เกียจไปนอนโรงแรมแล้วด้วยจะได้หาที่อื่นอยู่เป็นเรื่องเป็นราวซะที เขาก็เหมือนเสียดายเราก็ถามแล้วเชื่อเขาเหรอพูดอย่างนี้มากี่รอบแล้วละ เขาเลยเมล์กลับไปว่าโอเคเราจบจริงๆแล้วไม่รออีกแล้ว

ตอนนี้เราสองคนย้ายเข้ามาอยู่คอนโดใหม่อีกแห่งหนึ่งซึ่งจริงๆแล้วดีกว่าคอนโดแรกที่เราจะซื้อมากมาย แต่ไม่ได้คิดถึงที่นี่แต่แรกเพราะเราคิดว่ามันค่อนข้างจะหรูและแพงเกินไปสำหรับเรา แต่เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจอย่างที่รู้ๆกันทำให้คอนโดขายยากเพราะเรื่องแบงค์ไม่ปล่อยกู้ด้วยกับโครงการใหม่ที่ยอดขายยังต่ำ ทำให้มีโครงการ Lease to own ที่เราก็รู้มาก่อนหน้า หลังจากดูห้องตกลงราคาวันศุกร์วันอังคารย้ายเข้าได้เลยทำงานเร็วมาก ห้องใหม่ตึกใหม่มือหนึ่งเหมือนกัน แถม amenities ครบทุกอย่างเพราะเป็นคอนโดระดับห้าดาวที่ราคายูนิตที่แพงที่สุดของที่นี่ราคาสุสูงที่สุดใน west coast และเป็นคอนโดใหม่ที่หรูที่สุดในซานฟรานซิสโก พอย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เราสองคนก็เริ่มรู้สึกดีใจที่ไม่ได้ซื้อที่เดิม ถึงแม้จะได้ห้องเล็กกว่าที่เดิม (เพราะห้องใหญ่ที่นี่เกินล้านเหรียญขึ้นไป) แต่ทุกอย่างวัสดุ อุปกรณ์ บริการดีกว่าในทุกๆด้าน เพราะที่เดิมไม่มี facilities อะไรเลย ถ้าเศรษฐกิจไม่แย่แบบนี้เราก็คงไม่มีโอกาศได้อยู่คอนโดระดับนี้แน่ๆ เรื่องขำยังไม่จบหลังจากเราย้ายมาอยู่ที่ใหม่ได้อาทิตย์หนึ่งแบงค์ก็อีเมล์มาแบบเป็นทางการว่าเงินกู้อนุมัติจะให้โอนอะไรอย่างไร ตลกดีสรุปเขาก็ยังไม่เคยทำงานประสานหรือเช็คข้อมูลอะไรกันเลย เราถามแฟนว่าเสียดายไหมเนี่ย เขาบอกไม่ดีแล้วเพราะอยู่ที่ใหม่ดีกว่าเยอะและเราก็รู้ว่าสรุปเรากู้ผ่าน เราถามแล้วจะไม่บอกแบงค์เหรอว่าเรายกเลิกสัญญาแล้ว เขาบอก my turn พวกเขาต้องเป็นฝ่ายโทรตามเราบ้างแล้วละ

จากเรื่องทั้งหมดที่เจอมาส่วนหนึ่งก็เป็นความพลาดของเราสองคนที่เลือกคอนโดนี้ เพราะตอนแรกไม่รู้เลยว่าคอนโดที่ขายไม่ถึง 50% แบงค์ไม่อยากปล่อยกู้ เราคิดว่าซื้อคอนโดใหม่จะเข้าอยู่ได้เร็วกว่าคอนโดมือสองจริงๆแล้วตรงข้ามเพราะคอนโด resale แบงค์ปล่อยกู้ง่ายกว่าเพราะตึกมันขายหมดแล้ว ยิ่งซื้อบ้านเดียวยิ่งง่ายกว่าคอนโด อีกข้อแฟนคิดว่าจะซื้อบ้านต้องมีเอเจนท์จริงแล้วไม่จำเป็นทำเองได้ แต่ถ้าขายจำเป็นมากกว่า และการไม่มีเอเจนท์ทำให้เราต่อรองราคาได้ดีกว่าเพราะคนขายไม่ต้องจ่ายคอมมิสชั่นให้เอเจนท์ สุดท้ายสิ่งที่คนในวงการอสังหาริมทรัพย์พูดเชื่อได้แค่ 50%หรือต่ำกว่านั้น ไม่ว่าที่นี่หรือเมืองไทยไม่ต่างกัน ว่าแล้วก็มาลุ้นคอนโดที่กรุงเทพต่อว่าเสร็จแล้วมันจะเหมือนที่โฆษณาไว้สักกี่เปอร์เซ็น

ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 1

ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 2

ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 3

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 3

plew August 30th, 2009


ต่อจากตอนที่แล้วเรื่องการซื้อ Condominium in San Francisco หลังจากจัดส่งเอกสารการขอกู้ตามที่ lender ที่ร่วมกับโครงการขอมาเราก็รอ สามวันหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ที่ติดต่อด้วยประจำก็ส่งอีกเมล์เอกสารการขอกู้มาให้เซ็นทุกอย่างก็ทำผ่านเนตทั้งหมดแต่นี่เฉพาะเงินกู้ก้อนใหญ่เพราะเขาจะแบ่งเงินกู้เป็นสองก้อนอย่างที่เล่าไว้ก่อนหน้า หลังจากนั้นอาทิตย์หนึ่งได้ก็ส่งเรื่องการกู้ขอเงินก้อนเล็กมาให้ ซึ่งทั้งหมดทำให้เรารู้ว่าจริงๆแล้ว prefer lender ที่ร่วมกับ developer นั้นไม่ใช่แบงค์และไม่ใช่คนให้กู้แต่เป็น broker หรือเป็นแค่นายหน้าที่ติดต่อแบงค์อื่นๆอีกที เรากับแฟนก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีแล้วว่าทำไมไม่บอกมาตรงๆว่าเป็นโบรกเกอร์ คือจริงๆแฟนเป็นลูกค้า Citybank และเคยคุยกับ Citybank ไว้คร่าวๆ แต่โครงการบอกแบงค์ปกติคือแบงค์ใหญ่ไม่ให้กู้เพราะยอดขายโครงการไม่ถึง 50 % บางแบงค์ถึงขนาดต้องยอดขายโครงการเกิน 75%ถึงจะปล่อยกู้ เรายังงงถามแฟนว่าไอ้การแบ่งกู้เป็นสองก้อนนี่มันได้จริงเหรอเพราะโฉนดมันก็มีใบเดียวแล้วเงินสองก้อนคือสองแบงค์ ตอนแรกสองก้อนเราคิดว่าแบงค์เดียวกันแต่พอผลออกมามันคนละแบงค์กันเลย แล้วหลักประกันมีอันเดียว คือมันแปลกๆมากในสายตา แต่เราก็ไม่รู้เรื่องระบบแบงค์ของที่นี่ แต่เอเจนท์และเซลล์บอกว่าทำได้ก็โอเค ที่แปลกมากคือแบงค์ที่โบรกเกอร์ติดต่อให้เรากู้เงินก้อนเล็กคือเหมือนสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นของกองทัพ และจริงๆคนที่จะกู้ต้องเป็นสมาชิกที่ที่ทำงานในกองทัพหรือมีญาติพี่น้องทำอยู่ แต่แฟนไม่มีเลย เราก็ถามว่าแล้วมันยังไงเราไม่ได้เป็นครอบครัวทหารอะไรกู้ได้จริงเหรอ แล้วทำไมโบรกเกอร์(ที่เราคิดว่ามันเป็นแบงค์มาตลอด) ติดต่อแบงค์นี่ ก็ได้แต่สงสัยทำอะไรไม่ได้ก็เดินหน้าต่อไป
หลังจากนั้นก็รอแล้วก็รอๆๆๆ เซลล์บอกเดือนหนึ่งเข้าอยู่ได้ปิดเรื่องได้แน่ๆ เราสองคนรอจนหนึ่งอาทิตย์จะครบกำหนดในสัญญาที่ทำก็โทรไปถามมันเกิดอะไรขึ้นแล้วอย่างนี้จะย้ายเข้าอยู่ทันต้นเดือนกรกฎาตามที่ตกลงกันไหมเนี่ย เซลล์บอกว่าตอนนี้ทางแบงค์ทุกแบงค์เข้มงวดเรื่องการปล่อยกู้มากขึ้นทุกรายก็ช้าเหมือนกันหมด บวกกับดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำลงมาก คืออยู่ในช่วง 4.9 – 5.5 ซึ่วถือว่าต่ำทำให้มีคน refinance บ้านกันเยอะมากทำให้อะไรๆก็อืดและช้าเป็นเท่าตัว เซลล์บอกให้เราเซ็นเอกสารขอขยายสัญญาออกไปอีกก็เซ็นไป แล้วก็โทรไปคุยกับโบรกเกอร์ว่าทำไมมันช้า ติดอะไรหรือไม่ เขาก็บอกเคสเราน่าจะผ่านอยู่แล้ว แล้วจะเร่งตามเรื่องให้ หลังจากนั้นก็ขอเอกสารเพิ่มเติมในการขอกู้อีกหลายรายการ ไม่เข้าใจทำไมไม่ขอมาให้ครบตั้งแต่แรก เพราะแบงค์เองก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าเอกสารอะไรบ้างทีต้องใช้ รอไปอีกจนสิ้นเดือนกรกฎาซึ่งตอนนั้นเราอยู่ที่บ้านพี่สาวแฟนที่ Santa Cruz เฝ้าบ้านให้เขาแต่ครอบครัวเขาจะกลับมา 4 กรกฎา เราก็ต้องกลับมาซานฟราน ซึ่งจริงๆก็มีอพาตเมนท์อยู่แต่จริงๆมันเป็นออฟฟิตบวกห้องเก็บของมากกว่าที่อยู่ จริงๆแล้วก่อนหน้านั้นเราสองคนกลับไปอยู่เมืองไทยมาหกเดือน ตอนใกล้กลับพี่สาวแฟนก็ขอให้ไปช่วยดูแลแมวที่บ้านเขาสามเดือน แฟนเลยตกลงและคิดว่าจะซื้อคอนโดในซานฟรานซึ่งเขาก็คิดว่าก่อนพี่สาวกลับมาเราก็คงซื้อคอนโดเรียบร้อยและย้ายเขาอยู่ซึ่งน่าจะเป็นแผนที่ดี ซึ่งเดิมทีเราเองไม่อยากจะซื้อบ้านหรืออะไรที่นี่หรอกเพราะคิดว่าอยากกลับไปอยู่เมืองไทยหลังจากเรียนจบซะมากกว่า แต่แฟนอยากซื้อเพราะราคามันลงมามากและเขาอยากลงทุน บอกเอาเงินฝากไว้ในแบงค์ก็ได้ดอกเบี้ยน้อย เพราะถ้าไม่คิดจะซื้อบ้านเราสองคนก็หาอพาตเมนท์หรือเช่าคอนโดดีๆอยู่เดือนละสาม สี่พันก็ได้แบบดีๆทำเลดีๆ ไม่ต้องมารอและก็ไม่ต้องขับรถไปมาซานตาครูซ ซานฟรานบ่อยๆ
หลังจากสัญญาเดิมและที่เซ็นเพิ่มสิ้นสุดคือมันเกินกำหนดไปแล้ว เรากับแฟนก็คุยกันว่าจะเอายังไงก็ต้องย้ายกลับซานฟราน แล้วมันก็ไม่มีที่จะอยู่ จริงๆมีแต่มันไม่สะดวกเอามากๆเพราะกล่องและอุปกรณ์อะไรๆเยอะไปหมด จะหาอพาตเมนท์ดีๆรอก็ลำบากเพราะปกติเขาต้องทำสัญญาเช่าเป็นปี คือมันครึ่งกลางๆคอนโดก็ไม่รู้จะได้ย้ายเข้าอยู่เมื่อไร เอเจนท์ที่เราหามาช่วยก็คือไม่ได้ช่วยอะไรเลย สรุปจากวันที่เสนอราคารอมาจนสิ้นเดือนกรกฎาก็เกือบเดือนครึ่งเข้าไปแล้ว เราก็คุยกันว่าเอายังไงดีเพราะ ทั้งเซลล์และโบรกเกอร์เงินกู้ก็บริการไม่ได้เรื่อง ไม่โทรตามไม่โทรถามก็เงียบหาย ไม่เคยส่งข่าวว่าอะไรไปถึงไหน โทรไปถามก็บอกแต่ว่าทำอะไรไม่ได้ปัญหาอยู่ที่แบงค์ปล่อยกู้ยากมากขึ้น ปลายเดือนแฟนเลยโทรไปบอกว่าถ้าเข้าอยู่ภายในวันที่ 4 กรกฎา ไม่ได้ก็จะขอยกเลิกสัญญาและขอเงิน 2% คืน
เซลล์ที่ขายให้เราตอนมาดูคอนโดและตอนจองก็ดูน่ารักบริการดี แต่หลังจากนั้นก็แบบไม่ค่อยสนใจ ไม่เคยพูดแม้คำว่าขอโทษหรืออะไรที่ทำให้เรารู้สึกดีว่าโอเคคุณเห็นใจในสถานการณ์ของเราเพราะเรารีบเข้าอยู่และเราก็บอกคุณตั้งแต่ต้นว่าเรารีบแต่คุณบอกไม่มีปัญหาและ lender ก็ทำงาน super fast จริงแล้วตรงข้ามกับที่พูดทุกอย่าง แฟนบอกจะขอยกเลิกเธอก็ตอบแบบไม่แคร์ก็ทำจดหมายเข้ามาแล้วจะเสนอ developer ว่าเขาว่าไงเธอตัดสินใจไม่ได้ เราก็รู้ว่าเธอตัดสินใจไม่ได้แต่อย่างน้อยพูดจาให้ดูแคร์ลูกค้าบ้าง เธอมักพูดว่ายูนิตนี้ราคานี้ที่เราซื้อมีคนอยากซื้อเยอะแยะ นี่มรึงจะขายของรึป่าววะเนี่ย โถขายไปได้ไม่ถึง 30% ทำมาพูดแบบนี้แทนที่จะรักษาลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อแล้วและตั้งหน้าตั้งตาขายไอ้ของที่เหลือดันมาพูดแบบนี้ หายไปสามวันเธอก็โทรมาบอกว่าเจ้าของโครงการให้ส่วนลดเราอีก $6000 ถ้าเรายังคงอยู่ในสัญญา เราบอกตรงๆเรานะอยากให้แฟนยกเลิกมันซะเพราะหกพันเงินไม่ได้เยอะเลย และที่สำคัญเราสองคนโดยเฉพาะเขาต้องนั่งปวดหัวทุกวันคิดว่าจะเอาไงดี ไหนจะเรื่องเอกสารกู้ที่ขอเพิ่มอยู่นั่น ไหนจะต้องโทรตามอีกแบงค์ที่ให้กู้อีกก้อนอีก คือไม่โทรตามก็เงียบทุกคน เสียเวลาที่ใช้หาเงินมานั่งตามจิกตามบ่น ส่งเอกสาร กรอกเอกสาร ทั้งที่เราเป็นลูกค้าซื้อคอนโดราคา..ขนาดนี้เศรษฐกิจแบบนี้ราคาแบบนี้ไม่ใช่จะหาคนซื้อง่ายๆ เหมือนช่วงบูมๆ ราคาคอนโดที่นี่ออกไปนอกเมืองซานฟรานขับรถแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้บ้านหลังใหญ่ๆแล้ว ยิ่งออกไปเมืองบ้านนอกๆแค่เงินดาวน์คอนโดก็ซื้อได้แล้ว เราเคยบอกเขาว่าทำไมไม่ซื้อบ้านนอกเมืองหน่อยถูกกว่าตั้งเยอะ เขาบอกเขาไม่ชอบ ถ้าไม่อยู่ในซานฟรานซิสโก ก็ฮาวายเท่านั้นที่เขาจะอยู่และอีกที่ก็เมืองไทยใกล้ๆรถไฟฟ้าหรือติดทะเล สุดท้ายแฟนก็บอกว่าไหนๆเค้าก็แสดงอะไรว่ายังแคร์ลูกค้าถึง $6000 จะไม่ใช่ส่วนลดเยอะอะไรแต่ก็โอเคยอมรอต่อ เราก็ไม่รู้ลึกๆเขาคงเสียดายเพราะมันก็เหมือนเดินมาครึ่งทางแล้ว เซลล์ก็เอาอีกแล้วบอกว่าประมาณไม่เกินสองอาทิตย์น่าจะเรียบร้อย เพราะคุยกับทางแบงค์บอกว่าใกล้อนุมัติแล้ว…ยังไม่จบติดตามตอนสุดท้าย

ซื้อบ้านในอเมริกาภาค1
ซื้อบ้านในอเมริกาภาค2

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 2

plew August 22nd, 2009


เล่าต่อเรื่องการซื้อ Condominium in San Francisco หลังจากที่ได้ต่อรองราคาและ offer ราคาไปให้ developer พิจารณาแล้วหลังจากผ่านไปอาทิตย์หนึ่ง ซึ่งเดิมเซลล์บอกว่าสองวันก็รู้ เซลล์ก็โทรมาบอกว่าราคาที่เสนอไป (จริงเซลล์นั่นแหละบอกว่าราครานี้โอไหม) ต่ำเกินไป developer ขอเพิ่มอีกเกือบๆสามหมื่นเหรียญและถ้าเป็นราคาสุดท้ายต่อรองไม่ได้แล้ว เรากับแฟนก็ผิดหวังมากๆ เพราะตกลงมันลดราคาจาก price list แค่หมื่นกว่าๆเหรียญเอง ห่างจากราคาที่เซลล์บอกให้เราเสนอสี่หมื่นกว่าเหรียญเริ่มไม่ค่อยประทับใจเซลล์คนนี้แล้ว ซึ่งจริงๆราคาที่บอกว่าสุดท้ายมันค่อนข้างจะเกินจากงบประมาณที่เรากับแฟนต้องการจะซื้ออยู่พอสมควรแต่ก็ยังอยู่ในช่วงราคาที่จ่ายได้ แต่เมื่อลองเทียบกับคอนโดอื่นแล้วที่นี่ก็ยังถือว่าราคาดีอยู่เมื่อเทียบกับขนาดและทำเล รวมทั้ง finishing ต่างที่ให้ เซลล์บอกให้เข้ามาคุยกันอีกครั้ง ก่อนไปเรากับแฟนก็คุยกันว่าถ้าราคานี้โครงการน่าจะให้อะไรเราเพิ่มเติมบ้างเช่นม่านหรืออัพเกรดพื้น แต่พอไปจริงๆขออะไรไม่ให้ซักอย่าง (ทั้งๆที่ขายไม่ใช่ง่ายเพราะเศรษฐกิจแบบนี้) เดิมทีเราคิดว่าจะไม่เอาที่จอดรถเพราะเราไม่มีรถและถ้าไม่เอาที่จอดก็ลดไปอีก $60000 แต่สุดท้ายทั้งเอเจนท์และเซลล์ก็บอกว่าถ้าไม่มีที่จิดอาจทำให้มีปัญหาในการขายต่อภายหลังสรุปเราจึงตกลงที่ราคาที่ว่า เราสองคนถามเซลล์ว่าหลังจากนี้ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงวจะเข้าอยู่ได้ เซลล์บอกเดือนเดียวเท่านั้นแหละ เราบอกดีเพราะเรารีบอยากเข้าอยู่ต้นเดือนกรกฎา ตอนนั้นที่ตกลงกันเป็นต้นเดือนเมษา ก็โอเคปรับราคา แล้วก็ต้องมาเรื่องกู้ ซึ่งช่วงนั้นก็คือช่วงนี้แหละ 2009 แบงค์ที่นี่ปล่อยกู้ยากมากขึ้นมากมาย เพราะปัญหาหนี้เสียบ้านที่รู้ๆกันอยู่ว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจอเมริกาพังนั่นแหละ โดยเฉพาะคอนโดด้วยแล้วแบงค์ใหญ่ไม่อยากปล่อยพวก Wells Fargo หรือ Bank of America จะปล่อยกู้ให้คอนโดเฉพาะคอนโดที่มียอดขายเกินกว่า 50% เท่านั้น ซึ่งเงื่อนไขใหม่นี้ก่อปัญหาใหญ่ให้กับคอนโดที่เพิ่งสร้างเสร็จในซานฟรานซิสโกเกือบทุกแห่งเพราะคอนโดใหม่ที่เพิ่งเสร็จในปี 2009 ล้วนมียอดขายกันไม่ถึงสี่สิบด้วยซ้ำ โครงการที่เราจะซื้อตอนนั้นมียอดขายแค่ยี่สิบกว่าเปอร์เซ็น มันเหมือนซ้ำเติมตลาดยังไงก้ไม่รู้ นี่เองเป็นผลทำให้หลายๆคอนโดที่เพิ่งสร้างเสร็จต้อวเปลี่ยนแผนจากขายมาเป็นให้เช่า เพราะถึงขายได้แต่ยังๆไม่ถึงห้าสิบก็ไม่มีแบงค์ไหนจะให้ลูกค้ากู้อยู่ดี หลายๆที่เลยมีโครงการ lease to own คือเช่าอยู่ไปแต่ถ้าอยากซื้อที่หลังเงิน 50% ของค่าเช่าที่จ่ายไปแล้วก็มาลงเป็นค้าห้องได้เลย ดังนั้นหลายๆโครงการจึงต้องกู้กับเฉพาะแบงค์ที่เป็น prefer lender ที่ยอมร่วมกับโครงการเท่านั้น ซึ่งก็เป็นสถาบันการเงินเล็กๆ ซึ่งแบบเราสองคนก็ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน

เซลล์บอกว่าแบงค์หรือสถาบันปล่อยกู้รายนี้ทำงานเร็วสองสามอาทิตย์ก็รู้ผลแล้ว เราก็โอเค อีกปัญหาหนึ่งคือถ้าเงินดาวน์ไม่ถึงคือต่ำกว่า 20% ของราคาซื้อขายจะต้องจ่าย insurance เพิ่มอีกเดือนละประมาณ $300 ซึ่งเราก็ไม่อยากจ่าย คือประเด็นนี้ตอนตกลงราคาเราก็บอกกับเซลล์ว่าถ้าไอ้ราคาสุดท้ายที่เขาบอกนะ เราสองคนไม่มีเงินสดดาวน์พอ 20% และเราก็ไม่อยากจ่าย insurance เพิ่มอีกสองสามร้อยเหรียญต่อเดือน เซลล์บอกไม่มีปัญหาเขาสามารถทำเรื่องกู้เป็นสองก้อนเพื่อให้เรามีเงินดาวน์ถึงยี่สิบเปอร์เซ็น คือก้อนหนึ่ง 417,000 ซึ่งปกติถ้ากู้ไม่เกินนี้จะได้ดอกเบี้ยต่ำด้วย ส่วนที่เหลือก็ทำอีกส่วน เราสองคนก็งงว่าทำได้ด้วยเหรอแบบนี้นะ เธอบอกได้ทำให้ลูกค้ารายอื่นๆก่อนหน้ามาแล้ว เอเจนท์อขงเราก็บอกทำได้ เราก็เลยโอเคที่ราคานั้นไป จ่ายเงินทำสัญญา 2% ของราคาขาย แล้วก็คุยกับแบงค์ที่ร่วมกับโครงการซึ่งจะมานั่งที่สำนักงานขายอย่างกับทำงานที่นี่จนเรากับแฟนก็งงว่ามันทำกับแบงค์หรือทำกับเซลล์กันแน่

เสร็จเรื่องสัญญาก็คุยกับเจ้าหน้าที่แบงค์เลยเพราะเขาก็อยู่ตรงนั้น ว่าต้องใช้เอกสารอะไรบ้างเขาก็บอกมาก็ขอพวก taxes return เอกสารการเดินบัญชี สมุดบัญชีอะไรพวกนั้น แฟนบอกเออดีดูไม่ยุ่งยากอย่างที่คิดเพราะเขาก็ไม่เคยขอกู้มาก่อนเลยเหมือนกัน เซลล์ก็นัดลงเวลาในสัญญาเสร็จสรรพว่าจะเข้าอยู่จะปิดบัญชีโฉนดเมื่อไรก็คือ 45 วันหลังจากวันทำสัญญา ซึ่งเราสองคนก็ดีใจเพราะจะเรียบร้อยประมาณเกือบปลายๆเดือนมิถุนาก็แปลว่าเราสามารถเข้าอยู่ต้นเดือนกรกฎาอย่างที่เราต้องการ วันถัดมาแฟนก็รีบส่งเอกสารตามที่แบงค์ขออย่างรวดเร็ว ก็กะว่าจะได้จบเรื่องเร็วๆ แต่ผลจะเป็นอย่างไรติดตามตอนที่สาม

ซื้อบ้านในอเมริกาตอน 1

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกา Purchase a House in America

plew August 17th, 2009


ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในอเมริกามันช่างเรื่องเยอะและยุ่งยากได้ขนาดนี้ เขาว่าเมื่อก่อนคือก่อนที่จะเกิดวิกฤติในอเมริกา (2008-2009) การซื้อบ้านที่นี่ง่ายมากๆ เราก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จแต่แม่สามีบอกตอนเขาซื้อบ้านหลังแรกตอนแต่งงานเมื่อสีสิบปีก่อนที่ San Jose จ่ายเงินจองแค่ $250 ก็ย้ายเข้าอยู่ได้เลย ขอกู้ก็ง่ายแบบหายห่วง แต่ว่าวันนี้ประสบการณ์ที่เราได้รับจากการตัดสินใจซื้อคอนโดใจกลาง San Francisco มันตรงกันข้ามกันเลยสาเหตุมาจากปัจจัยหลายๆอย่างประกอบกัน เข้าเรื่องโม้เลยดีกว่า

อย่างที่เล่าซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า San Francisco เป็นเมืองที่ราคาอสังหาริมทรัพย์แพงอันดับสอง สามของอเมริกา แฟนเราเองซึ่งอยู่ที่นี่มาสิบปีก็ไม่เคยที่จะคิดซื้อบ้านเป็นของตัวเอง สำหรับคนที่อยู่เมืองนี้เป็นเรื่องปกติมากที่จะเช่าอยู่เพราะถ้ากู้ซื้อเองเงินดาวน์ก็สูงบวกผ่อนแต่ละเดือนแพงกว่าเช่า บวกภาษีบวกค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เรียกว่า HOA หรือ Home owner association อีก และราคาคอนโด บ้านที่นี่เรียกว่าอาจสูงเกินเอื้อมสำหรับคนชั้นกลางทั่วๆไป (ถ้าซื้อบ้านที่อยู่นอกซานฟรานราคายังต่างกันมากถึงจะขับรถไม่ถึงครึ่งชั่วโมง) บวกกับ San Francisco มีระบบ Rent Control คือรัฐจะควบคุมการขึ้นค่าเช่าว่าในแต่ละปีจะขึ้นได้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นคือขึ้นค่าเช่าได้น้อยมากๆ ดังนั้นคนที่เช่าและอยู่ระยะยาวจะคุ้มมาก

แต่เนื่องจากปัญหาวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกา (2008-2009) อย่างที่รู้ๆกันซึ่งทำให้ราคาบ้าน คอนโดต่างๆตกลงมามากบางที่ 40% ในซานฟรานอยู่ประมาณเฉลี่ย 25% หรือมากกว่านั้น ทำให้สามีเราเองเห็นว่ามันน่าจะเป็นโอกาศที่ดีในการจะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองซะที เพราะเดิมทีทำเลที่เราต้องการคือในกลางซานฟรานซิสโกและต้องเป็นย่านที่ดีปลอดภัย สะดวกใกล้แหล่งช๊อปแหล่งกิน ซึ่งบ้านไม่มีขายในย่านนี้มีแต่ Condo เดิมทีคอนโดในย่านนี้สองห้องนอนประมาณ 1000 Esq. ตกไม่ต่ำกว่า $800,000 ขึ้น คือปกติเป็นล้านเหรียญขึ้น หนึ่งห้องนอนก็ในช่วง 600,000 ขึ้นไป คือคอนโดธรรมดาถ้าหรูขึ้นสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้นก็แพงขึ้น ชั้นสูงขึ้นก็แพงขึ้นไปอีกตามปกติ แต่ในช่วงคือต้นปี 2009 ที่เพิ่งผ่านนมานี่แหละ สามารถหาสองห้องนอนสองห้องน้ำได้ในราคาต่ำกว่า $700,000 แฟนจึงตัดสินใจที่จะซื้อคอนโด เพราะอยู่ในราคาที่จ่ายได้และคิดว่าน่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า (ถ้าราคาไม่ตกลงไปอีก)

เราสองคนก็ตระเวนดูและบวกหาข้อมูลทางอินเตอร์เนตพอดีในช่วงนั้นมีคอนโดใหม่ขึ้นในทำเลที่เราต้องการอยู่สามที่บวกกับคอนโดเก่าซึ่งน่าจะสนใจอีกหลายที่ เนื่องจากไม่เคยมีประสบการณ์ในการซื้อบ้านในอเมริกามาก่อน แฟนคิดว่าน่าจะมีเอเจนท์มาช่วย ตัวเราเองก็ค้านไปว่าซื้อไม่น่าจะจำเป็น ถ้าขายละน่าจะต้องมี แต่แฟนก็ยืนกรานว่าควรจะมีเพราะเราไม่มีประสบการณ์และการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่นี่ยุ่งยากเอกสารเยอะ เราจึงติดต่อเอเจนท์ซึ่งจริงๆก็คือเจ้าของบ้านที่แฟนเช่าทำออฟฟิตอยู่นั่นเอง กฎของที่นี่คือเอเจนท์ต้องมาแสดงตัวและลงทะเบียนกับลูกค้าตั้งอต่ครั้งแรกที่มาดูอสังหาริมทรัพย์ถึงจะได้คอมมิสชั่นเต็ม 2.5%ของราคาซื้อขาย
ปกติเอเจนท์จะแนะนำว่ามีรายการอะไรที่ขายอยู่ที่ตรงกับความต้องการของเราทั้งทำเลและราคาอะไรต่างๆแต่ว่าเนื่องจากเราสองคนก็สำรวจข้อมูลคร่าวๆมาก่อนแล้วเราก็รู้ว่ามีตึกไหนบ้างคือคอนโดที่เราสนใจ หลังจากที่ดูทั้งโครงการใหม่และเก่าก็ตัดสินใจที่โครงการคอนโดใหม่ที่หนึ่ง

ขั้นตอนการซื้อคอนโดในอเมริกาค่อนข้างจะยุ่งยากเอกสารเยอะกว่าการซื้อบ้านและคอนโดในเมืองไทยจริงๆ ที่รู้เพราะตัวเองเคยเป็นทั้งคนซื้อคอนโดและขายคอนโดในกรุงเทพมาก่อน คอนโดในกรุงเทพในแนวรถไฟฟ้ามีที่ไหนบ้างคิดว่าจำได้เกือบหมด เรียกว่าบ้าคอนโดก็ว่าได้เป็นอะไรที่ตอนนี้ก็ยังเข้าไปเช็คอัพเดทอยู่เกือบทุกวันทั้งคอนโดที่กรุงเทพและที่ ซานฟรานซิสโก หลังจากเราเลือกแล้วว่าโอเคห้องไหนแบบไหนชั้นไหนที่เราชอบก็ถึงขั้นตอนของการ make an offer คือ ปกติโครงการจะมี price list อยู่ เราก็เสนอราคาที่เราพอใจจะซื้อไป ซึ่งในช่วงนี้แน่นอนต่ำกว่าราคาที่ตั้งไว้แน่ๆ แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจดีๆแทบจะต้องแข่งราคากันเลย เซลล์ก็จะบอกว่าราคาที่เราเสนอเป็นไปได้หรือไม่ รวมทั้งส่วนลดอื่นๆ เช่น ยกเว้นการจ่ายค่าส่วนกลางหรือ HOA ปีหรือสองปี ต้องบอกว่าค่า HOA หรือค่าส่วนกลางของคอนโดใน ซานฟรานซิสโกนั้นแพงมากเอาการ คือตึกที่ไม่มีอะไรคือไม่มีสระว่ายน้ำไม่มีฟิตเนสก็ตกเดือนละประมาณ $400 กว่าขึ้นไปแล้วแต่ขนาดห้อง ตึกที่เราจะซื้อไม่มีอะไรเหมือนกันไม่มีสระ ไม่มีฟิตเนสมีแต่พื้นที่นั่งเล่น บาบีคิวอย่างเดียวห้องที่เราจะซื้อต้องจ่ายค่าส่วนกลางเดือนละ $698 เรียกว่าแพงกว่าค่าเช่าอพาตเมนท์ของหลายๆคนซะอีก ถ้ารวมเงินที่ต้องผ่อนแต่ละเดือน บวกประกัน บวกค่าไฟ ก็ $4000 กว่าๆต่อเดือนซึ่งถือว่าเป็นรายจ่ายประจำที่ไม่ใช่น้อยเลย เยอะเลยละสำหรับคนชั้นกลางทั่วไป

หลังจากต่อรองราคากันเซลล์ก็ลดจากราคาที่ตั้งไว้ $40000 บวกกับยกเว้นค่าส่วนกลางสองปี แล้วก็ให้เราเซ็นเอกสารซึ่งก็คือสัญญาซื้อขายและวางเงินจอง 2% ของราคาที่เสนอ เซ็นเอกสารเยอะมากแต่นี่ยังไม่ได้แปลว่าเราจะได้ราคานี้ เซลล์ต้องเอาราคาที่เราเสนอไปให้ Developer พิจารณาว่าโอเคหรือไม่ซึ่งเซลล์บอกว่าสามวันจะรู้ผล เอเจนท์ของเราบอกน่าจะโอเคเพราะถ้าเซลล์คิดว่าเป็นไปไม่ได้ไม่น่าจะเสียเวลาเตรียมเอกสารมากมาย เราก็หวังอย่างนั้น รอคำตอบสามวันก็ยังเงียบนี่แค่เรื่องว่าราคาโอเคไหมนะ กว่าจะรู้ว่าราคาตกลงได้ไหมก็อาทิตย์หนึ่ง ผลเป็นอย่างไรมาติดตามอ่านตอนต่อไป

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 2

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 3
ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 4

California State University

plew August 3rd, 2009


ปัญหาเศรษฐกิจในอเมริกาดูท่าจะยังไม่กระเตื้องขึ้นมาในเร็ววัน (วันที่เขียน สิงหา 2009) หลังจากที่เคยบ่นไปรอบหนึ่งแล้วกับปัญหางบประมาณในรัฐแคลิฟอเนียที่มันกระทบต่อสถาบันการศึกษาในระดับวิทยาลัยและสูงขึ้นไปของรัฐใน แคลิฟอเนียทั้ง Cal State ทั้งหมดและ Community colleges ที่โดนตัดงบประมาณอย่างมากมายอย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่า Cal State ได้ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมของ California resident 10% เมื่อเดือนพฤษภาคม 2009 ที่ผ่านมา และปรับคลาสเรียนใหม่หมดซึ่งเพิ่งประกาศตารางเรียนใหม่เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2009 ที่ผ่านมา ลงทะเบียนเลื่อนออกมาต้นเดือนสิงหา ในขณะที่ fall semester จะเริ่มวันที่ 25 สิงหานี้

แต่เรื่องตลกที่ไม่ค่อยตลกก็คือ Cal State ซึ่งรวมถึง San Francisco State University ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมอีกครั้งเมื่อ 21 กรกฎคม 2009 อีก 20% รวมค่าธรรมเนียมที่ขึ้นเป็น 30% ตัวเองจ่ายไปก่อนหน้าตั้งแต่เดือนเมษาก็มีอีเมล์ให้ไปจ่ายเพิ่มคือจาก $2200 จาก $2800 เพิ่มมาอีก $600 ก็ต้องเข้าไปจ่ายเพิ่ม จริงๆแล้วส่วนตัวคิดว่าการขึ้นค่าเทอมเป็นเรื่องปกติมากๆ แต่นี่ประกาศขึ้นถึงสองรอบในรอบเดือนครึ่ง ซึ่งที่มันดูไม่มืออาชีพคือทำไมไม่ประกาศก่อนจะเปิดภาคเรียนใหม่ก่อนที่จะถึงกำหนดจ่าย นี่เขาจ่ายกันไปแล้วต้องมาเสียเวลาไปจ่ายเพิ่มอีก (จ่ายออนไลน์ได้แต่เสียค่าธรรมเนียม $50) ดูเหมือนทำอะไรแบบไม่มีแผนจริงๆ
งบประมาณโดยปกติแล้วรู้กันล่วงหน้าก่อนอยู่แล้วว่าจะได้ทำไรเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการวางแผนโดยปกติรู้กันล่วงหน้าก่อนปีงบประมาณเดิมจะสิ้นสุดอยู่แล้ว เรื่องงบประมาณระดับรัฐเช่นนี้มาปรับกันรายเดือนเป็นเรื่องที่แสดงถึงการขาดประสิทธิภาพในการทำงานอย่างรุนแรงในสายตาของเรา นี่ปรับขึ้นถึงสองครั้งห่างกันเดือนกว่า ส่วนตัวยอมรับว่าลึกๆรู้สึกผิดหวังกับการทำงานและระบบการบริหารจัดการของที่นี่ซึ่งก่อนหน้าเราคิดว่านี่ละประเทศที่ดีที่สุดประเทศหนึ่ง เป็นมหาอำนาจในเกือบทุกๆด้าน มันคงเลิสเลอมีประสิทธิภาพกว่าบ้านเราเมืองไทย แต่หลังจากอยู่ที่นี่สัมผัสอะไรมากขึ้นบอกตรงๆว่ามันชักไม่ใช่อย่างที่คิด (ไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว)

นอกจากขึ้นค่าเทอมแล้วในภาคการศึกษาหน้าปริญญาโทของ SFSU จะงดรับนักศึกษาใหม่เกือบทุกภาควิชา ที่ยังเปิดรับก็จะมี MBA และ Computer sciences ส่วน MBA นั้นไม่ต้องสงสัยว่าทำไมยังเปิดรับเพราะค่าเทอมแพงกว่าสาขาอื่นอยู่แล้ว เราเองก็รอดตัวที่ได้ตอบรับให้เรียนเทอมนี้ ถ้าช้าอีกนิดก็อด แหมจะไปเรียนเอกชนก็เห็นจะไม่ไหวเพราะแพงเหลือทน นอกนั้นครู อาจารย์ เจ้าหน้าที่ก็ไม่รับเพิ่ม เงินเดือนไม่ขึ้นหรือลด รวมทั้งอาจตัดบริการนักศึกษาอื่นๆด้วย ก็หวังว่าจะยังคงรักษามาตรฐานด้านการศึกษาไว้ได้ ลองอ่านนี่ดู

There is no way to soften this message: The California fiscal crisis has taken a devastating toll on public higher education. While the governor and legislature have yet to pass a budget for the coming year, the best estimate is that the California State University system will face a $584 million cut.

The CSU Board of Trustees has worked to close that gap through a variety of measures that include a hiring freeze, freeze on salaries and travel restrictions. At yesterday’s meeting of the Board of Trustees, two other measures were approved, both of which will have an impact on you and your studies.
The additional student fees increase will help to close about $157 million of the $584 million budget gap, but it is not enough. The CSU is also seeking to make reductions in its payroll totaling $273 million. The CSU has proposed furloughs for all employees of two days a month, and discussions with bargaining units are underway. CSU executives, management and non-represented employees will begin furloughs of two days per month, beginning August 1. Employees are not paid for furlough days, and are not allowed to work on furlough days. Each campus can develop its own plan for scheduling furloughs, and SF State’s plan will aim to minimize the impact on the academic schedule as much as possible.
With these measures in place, the CSU system will still be $183 million short of what is needed to offer full services and a full schedule for all of its students. The CSU Chancellor has instructed each campus to develop a plan to handle the remaining gap. At SF State, that results in an additional $11.9 million we must cut from our expenses, on top of the fee increases and salary reductions outlined above. All campus services and functions will be affected in some way; the area most noticeable to students will be in the course schedule.

Deans and department chairs have been working throughout the summer to prioritize which courses will be taught this fall, with the aim of serving the greatest number of students and helping seniors to graduate. This has been an extremely difficult task. We will be offering 428 fewer course sections than last fall–a total of 3,075 sections. The spring schedule will be as reduced, if not worse.

City College of San Francisco ก็แน่นอนได้รับผลกระทบเราเองไปถามที่ campus ที่เคยเรียน ESL ฟรี ปรากฎว่าคลาสก็ลดลงไปมาก และพยายามจัดตารางบังคับให้นักเรียนเลือกเรียนได้แค่วิชาเดียวโดยจัดตารางให้เป็นเวลาเดียวกัน ESL จากเก้าระดับ ตอนนี้เหลือแค่แปดระดับ ที่พูดเรื่องนี้เพราะมีเพื่อนๆหลายคนเข้าไปอ่านเรื่อง ESL ที่เราเคยเขียนไว้ปีก่อน หลายคนสนใจเพราะฟรี วันนี้ต้องบอกว่ามันอาจไม่เหมือนก่อนซะแล้ว ถ้ามีตังค์และตั้งใจจะเรียนจริงจังโดยเฉพาะอยากเรียนต่อแนะนำว่าเสียตังคืเรียนจริงจังจะดีกว่า

การพนันออนไลน์ Online Gambling

plew August 1st, 2009



การพนันออนไลน์ online gambling หรือเว็ปไซต์ที่เปิดให้มีการเล่นพนันออนไลน์เปิดเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา คาสิโนออนไลน์ online casinos หรือการเล่นการพนันบ่อนออนไลน์ต่างจากการเล่นพนันในบ่อนจริงอยู่มากทีเดียว ที่เห็นชัดเจนคือการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เล่นกับเจ้ามือมีน้อยมากหรือไม่มีเลยด้วยซ้ำ จริงๆแล้วคาสิโนหรือการพนันในบ่อนออนไลน์ไม่มีเจ้ามือจริงๆ คอมพิวเตอร์จะควบคุมเกมส์ทั้งหมด คนที่เคยผ่านการเล่นการพนันเช่น poker หรือ blackjack ทั้งในบ่อนจริงและออนไลน์จะเห็นชัดว่ามีความต่างคือเล่นออนไลน์จะรู้สึกว่าอะไรๆคือเกมส์มันเร็วกว่าเล่นกันตัวเป็นๆเพราะการเล่นพนันออนไลน์มันไม่มีการพูดคุยสนทนาหรืออะไรที่มาขั้นจังหวะให้เกมส์ช้าลงเหมือนเล่นในบ่อนจริงๆ Online casinos ในปัจจุบันมีเกมส์หลายหลายรูปแบบให้เลือกไม่ว่าจะเป็น slot machine ที่ใส่กราฟฟิกและแอฟเฟคต่างๆให้ได้อารมณ์เหมือนกับการได้โยกสล๊อตแมทชีนของจริงเลยทีเดียว video poker หรือ blackjack ผู้เล่นต้องมีการตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกไพ่เหมือนการเล่นของจริงซึ่งก็มีผลต่อการได้เสียของแต่ละเกมส์จริงๆ

นอกจากนั้นมีหลายๆเว็ปไซต์ที่เปิดให้มีการแทงการพนันด้านการกีฬาประเภทต่างๆหรือ online sports betting แทบทุกประเภท ไม่เฉพาะแค่พนันฟุตบอลหรือม้าแข่ง ซึ่งก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการพนันออนไลน์ บ่อนออนไลน์พวกนนี้เปิดให้มีการแทงไม่เฉพาะกีฬา ยังรวมถึงผลการเลือกตั้งหรือผลการแข่งขันเรียลริตี้เกมส์ดชซ์อีกด้วย บางเว็ปไซต์จะมีการให้แต้มให้ราคาที่ดีกว่าบ่อนจริงๆทั่วๆไปเพราะการเปิดบ่อนออนไลน์นั้นมีค่าบริหารจัดการที่ถูกกกว่าบ่อนจริงมากจึงสามารถให้ราคาที่ดีกว่า บางเว็ปก็จะมีการสร้างเกมส์การแข่งขันจากคอมพิวเตอร์ซึ่งใช้ Java script ในการเขียนโปรแกรม ผู้เล่นสามารถดาวโหลดโปรแกรม casino’s software เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์และเล่นกับโปรแกรมอีกตัว บางเว็ปไซต์ให้เฉพาะดาวโหลดและเล่นตอนนั้นๆเลย บางที่สามารถทดลองเล่นฟรีก่อนได้โดยมีบัญชีเงินหลอกๆให้ลองเล่นขำๆ แต่โดยปกติก็จะมีความแตกต่างระหว่างการเล่นแบบฟรีๆแบบทดลองกับแบบที่มีการแท่งได้เสียกันจริงๆ หลายๆคนพบว่าเกมส์ทดลองเล่นมักเล่นได้บ่อยๆเหมือนโชคดีมีขึ้น แต่ของจริงมักไม่ใช่อย่างนั้น
Learn how to play Blackjack! It’s easy with Casino-on-Net’s flash tutorial
การพนันออนไลน์ถูกกฎหมายหรือไม่ ในการลงทะเบียนเพื่อเล่นการพนันออนไลน์ คุณจะต้องยยอมรับเงื่อนไข ข้อตกลงต่างๆของเวปไซต์นั้น การตรวจสอบว่าพื้นที่ที่คุณอาศัยอยู่สามารถเล่นการพนันออนไลน์ได้อย่างถูกกฎหมายหรือไม่ รวมทั้งอายุขั้นต่ำของผู้สามารถเล่นการพนันได้นั้นเป็นความรับผิดชอบของผู้เลนไม่ใช่ของเว็ปไซต์ ดังนั้นถ้าคุณเล่นการพนันออนไลน์ทั้งๆที่คุณอยู่ในพื้นที่หรือประเทศที่ถือว่าการพนันออนไลน์ผิดกฎหมายและทางเว็ปตรวจสอบภายหลังและพบเรื่องนี้ถึงแม้จะเล่นชนะการมีสิทธิโดนตัดสิทธิในการรับเงินได้ ปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมายเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ในแต่ละพื้นที่หรือในแต่ละประเทศที่ต่างกันทำให้ยุ่งยากในการตีความหรือจัดการว่าอะไรถูกกฎหมายหรือไม่ถูกกฎหมาย สหรัฐอเมริกาการพนันหรือการโอนเงินการพนันทางอิเล็กทรอนิคถือว่าผิดกฎหมายซึ่งในแง่นี้ก็รวมถึงอินเทอร์เนตด้วย ดังนั้นถ้าคาสิโนออนไลน์ในเนเอร์แลนด์จะฝ่าฝืนกฎหมายของสหรัฐทันทีถ้าคนในประเทสสหรัฐเข้ามาเล่นการพนันในเวปไซต์นั้น แต่ว่าในขณะเดียวกันสหรัฐเองก้ไม่ได้มีอำนาจที่จะไปดำเนินคดีใดๆกับองค์กรหรือพลเมืองของประเทศอื่น รวมทั้งคนที่เข้ามาเล่นเองส่วนใหญ่แล้วก็แทบไม่มีใครถูกดำเนินคดีเช่นกัน ดังนั้นเหมือนกับว่ามีกฎหมายแต่ไม่สามารถจัดการหรือนำใครมาลงโทษได้จริงๆ แต่อย่างไรก็ตามเจ้ากฎหมายที่ว่าก็อาจมีผลได้ในกรณีที่ตัวคาสิโนต้องการที่จะโกงหรือไม่จ่ายเงินกับผู้ที่เล่นได้ และปรากฎว่าผู้เล่นได้รายนั้นอาศัยในประเทศที่ห้ามการพนันออนไลน์คาสิโนก็สามารถใช้เหตุผลนี้ในการไม่จ่ายเงินได้และคนเล่นเองก็ไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิดใดๆได้เพราะตัวเองก็ทำผิดกฎหมายของประเทศตัวเอง ทำให้มันมีอะไรที่เหลี่ยมๆกันอยู่เนื่องจากการยอมรับหรือไม่ยอมรับการพนันออนไลน์ในแต่ละประเทศที่ต่างกันนนี่เอง

ในบางประเทศที่อนุญาตให้เล่นพนันออนไลน์ได้อย่างถูกกฏหมายหรือนุญาตให้เปิดคาสิโนออนไลน์ได้จะมีกฎหรือแนวทางปฏิบัติที่ที่เข้มงวดเพื่อให้แน่ใจว่าคาสิโนเหล่านั้นดำเนินการอย่างถูกต้อง เช่นควบคุมว่าคาสิโนต้องจ่ายเงินในกรณีที่ผู้เล่นเล่นได้ และตรวจสอบว่าการให้เงินเดิมพันในเกมส์ต่างๆถูกต้องเหมาะสมในแต่ละเกมส์ คาสิโนออนไลน์ของออสเตรเลียและฟินแลนด์เป็นที่รู้กันว่าจะปฎิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด แต่ในขณะที่คาสิโนของบางประเทศจะไม่เค่รงครัดนักเช่นอาจมีการเอาเปรียบผู้เล่นหรือตุกติกมากกว่า ในปัจจุบันมีคาสิโนออนไลน์เป็นจำนวนมากดังนั้นก่อนเล่นควรหาข้อมูลถึงกฎหรือการปฏิบัติของแต่ละแห่งของตัดสินใจ

จ่ายเงินในคาสิโนออนไลน์อย่างไร การเล่นการพนันออนไลน์อาจมีความยุ่งยากบ้างในสหรัฐรวมทั้งประเทสอื่นๆที่การพนันออนไลน์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย การเล่นสามารถ้บัตรเครดิตในการเติมเงินในบัญชีกับคาสิโนออนไลน์ แต่บัตรเครดิตของอเมริกาจะไม่อนุญาตให้มีการทำรายการในกรณีที่สามารถเห็นได้ว่าเป็นการทำรายการในการเล่นการพนันออนไลน์
ซิกแซกอาจทำโดยการเปิดบัญชีกับธนาคารในต่างประเทศแต่ก็อาจต่างจ่ายค่าธรรมเนียมต่างๆแพงขึ้น นอกจากนั้นบริการโอนเงินออนไลน์ที่คล้ายกับ paypal แต่สามารถใช้ในการโอนเงินเพื่อเล่นการพนันออนไลน์ได้ ซึ่งต่างจาก paypal ซึ่งไม่อนุญาตให้ทำรายการประเภทนี้ อีกวิธีคือการสั่งจ่ายเงินไปให้คาสิโนแต่วิธีนี้ใช้เวลานานและบางคาสิโนก็ไม่รับชำระเงินด้วยวิธีนี้
ไม่ใช่ว่าธนาคารในต่างประเทศหรือบริการโอนเงินทางอินเตอร์เนตทุกเจ้าจะไว้ใจได้ทั้งหมด ควรจะทำการตรวจสอบก่อนว่าธนาคารหรือผู้ให้บริการนั้นๆทำธุรกิจมานานมากน้อยแค่ไหน บริษัทที่ยืนหยัดให้บริการมานานกว่าย่อมน่าเชื่อถือมากกว่าและจะดีกว่าถ้าคุณสามารถติดต่อพูดคุยกับพนักงานจริงๆไม่ใช่เครื่องตอบรับ นอกจากนั้นในการใช้บริการโอนเงินในครั้งแรกควรทำรายรายการในจำนวนเงินที่น้อยๆเพื่อใช้ในการตรวจสอบดูเพื่อความแน่ใจอีกครั้งถ้าบริการเป็นที่น่าพอใจและไม่มีปัญหาครั้งต่อไปก็สามารถเพิ่มจำนวนเงินที่มากขึ้นตามลำดับ
Learn how to play Poker at the Best Poker School on the Net!กลโกงต่างๆในการเล่นการพนันออนไลน์ การเล่นการพนันออนไลน์ทำให้การโกงหรือการตุกติกต่างๆซับซ้อนมากขึ้นไปอีก ในการเล่น blackjack คาสิโนจะถือว่ามีการโกงถ้าผู้เล่นนับไพ่หรือใช้หลักการคำนวณทางคณิตศาสตร์เข้ามาช่วยให้ชนะ ในการเล่นในคาสิโนจริงผู้เล่นที่ชำนาญในการนับคำนวณไพ่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการซ่อนหรือแสดงท่าทีต่างๆในการเล่นไม่ให้เจ้ามือจับพิรุธได้ แต่ในการเล่นออนไลน์ไม่มีใครมาคอยจับตาดูเราไม่ว่าจะมีการจดหรือแม้กระทั่งใช้โปรกแกรมคอมพิวเตอร์มาช่วยคำนวณ คาสิโนออนไลน์บางแห่งมีชาร์ตการคำนวณแสดงให้ผู้เล่นเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นการโกงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายจนไม่ถือว่าเป็นการโกงแต่อย่างใด ในทางตรงข้ามวิธีการบางอย่างที่ใช้โกงในการเล่นบ่อนจริงไม่สามารถใช้ในการเล่นออนไลน์ได้ เช่นการมาร์กไพ่ การที่จะสามารถโกงในการเล่นคาสิโนออนไลน์ต้องใช้ในความสามารถในการเขียนโปรแกรม แก้ไขโปรแกรมการแฮคเข้าไปในฐานข้อมูล วึ่งในความเป็นจริงทำได้ยากคือยากที่จะรอดพ้นจากการตรวจพบ หรือหากทำได้จริงเช่นการแก้ดิมพันหรือแต้มต่อต่างๆก็จะมีผลต่อผู้เล่นทุกคนไม่ใช่เฉพาะคนที่เข้าไปแก้ไขบางอย่างเพื่อโกงเท่านั้น และอีกอย่างผู้ดูแลระบบสามารถตรวจพบได้อย่างรวดเร็วในกรณีที่มีความผิดปกติเกิดขึ้น


« Prev - Next »