ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 3
plew August 30th, 2009
ต่อจากตอนที่แล้วเรื่องการซื้อ Condominium in San Francisco หลังจากจัดส่งเอกสารการขอกู้ตามที่ lender ที่ร่วมกับโครงการขอมาเราก็รอ สามวันหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ที่ติดต่อด้วยประจำก็ส่งอีกเมล์เอกสารการขอกู้มาให้เซ็นทุกอย่างก็ทำผ่านเนตทั้งหมดแต่นี่เฉพาะเงินกู้ก้อนใหญ่เพราะเขาจะแบ่งเงินกู้เป็นสองก้อนอย่างที่เล่าไว้ก่อนหน้า หลังจากนั้นอาทิตย์หนึ่งได้ก็ส่งเรื่องการกู้ขอเงินก้อนเล็กมาให้ ซึ่งทั้งหมดทำให้เรารู้ว่าจริงๆแล้ว prefer lender ที่ร่วมกับ developer นั้นไม่ใช่แบงค์และไม่ใช่คนให้กู้แต่เป็น broker หรือเป็นแค่นายหน้าที่ติดต่อแบงค์อื่นๆอีกที เรากับแฟนก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีแล้วว่าทำไมไม่บอกมาตรงๆว่าเป็นโบรกเกอร์ คือจริงๆแฟนเป็นลูกค้า Citybank และเคยคุยกับ Citybank ไว้คร่าวๆ แต่โครงการบอกแบงค์ปกติคือแบงค์ใหญ่ไม่ให้กู้เพราะยอดขายโครงการไม่ถึง 50 % บางแบงค์ถึงขนาดต้องยอดขายโครงการเกิน 75%ถึงจะปล่อยกู้ เรายังงงถามแฟนว่าไอ้การแบ่งกู้เป็นสองก้อนนี่มันได้จริงเหรอเพราะโฉนดมันก็มีใบเดียวแล้วเงินสองก้อนคือสองแบงค์ ตอนแรกสองก้อนเราคิดว่าแบงค์เดียวกันแต่พอผลออกมามันคนละแบงค์กันเลย แล้วหลักประกันมีอันเดียว คือมันแปลกๆมากในสายตา แต่เราก็ไม่รู้เรื่องระบบแบงค์ของที่นี่ แต่เอเจนท์และเซลล์บอกว่าทำได้ก็โอเค ที่แปลกมากคือแบงค์ที่โบรกเกอร์ติดต่อให้เรากู้เงินก้อนเล็กคือเหมือนสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นของกองทัพ และจริงๆคนที่จะกู้ต้องเป็นสมาชิกที่ที่ทำงานในกองทัพหรือมีญาติพี่น้องทำอยู่ แต่แฟนไม่มีเลย เราก็ถามว่าแล้วมันยังไงเราไม่ได้เป็นครอบครัวทหารอะไรกู้ได้จริงเหรอ แล้วทำไมโบรกเกอร์(ที่เราคิดว่ามันเป็นแบงค์มาตลอด) ติดต่อแบงค์นี่ ก็ได้แต่สงสัยทำอะไรไม่ได้ก็เดินหน้าต่อไป
หลังจากนั้นก็รอแล้วก็รอๆๆๆ เซลล์บอกเดือนหนึ่งเข้าอยู่ได้ปิดเรื่องได้แน่ๆ เราสองคนรอจนหนึ่งอาทิตย์จะครบกำหนดในสัญญาที่ทำก็โทรไปถามมันเกิดอะไรขึ้นแล้วอย่างนี้จะย้ายเข้าอยู่ทันต้นเดือนกรกฎาตามที่ตกลงกันไหมเนี่ย เซลล์บอกว่าตอนนี้ทางแบงค์ทุกแบงค์เข้มงวดเรื่องการปล่อยกู้มากขึ้นทุกรายก็ช้าเหมือนกันหมด บวกกับดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำลงมาก คืออยู่ในช่วง 4.9 – 5.5 ซึ่วถือว่าต่ำทำให้มีคน refinance บ้านกันเยอะมากทำให้อะไรๆก็อืดและช้าเป็นเท่าตัว เซลล์บอกให้เราเซ็นเอกสารขอขยายสัญญาออกไปอีกก็เซ็นไป แล้วก็โทรไปคุยกับโบรกเกอร์ว่าทำไมมันช้า ติดอะไรหรือไม่ เขาก็บอกเคสเราน่าจะผ่านอยู่แล้ว แล้วจะเร่งตามเรื่องให้ หลังจากนั้นก็ขอเอกสารเพิ่มเติมในการขอกู้อีกหลายรายการ ไม่เข้าใจทำไมไม่ขอมาให้ครบตั้งแต่แรก เพราะแบงค์เองก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าเอกสารอะไรบ้างทีต้องใช้ รอไปอีกจนสิ้นเดือนกรกฎาซึ่งตอนนั้นเราอยู่ที่บ้านพี่สาวแฟนที่ Santa Cruz เฝ้าบ้านให้เขาแต่ครอบครัวเขาจะกลับมา 4 กรกฎา เราก็ต้องกลับมาซานฟราน ซึ่งจริงๆก็มีอพาตเมนท์อยู่แต่จริงๆมันเป็นออฟฟิตบวกห้องเก็บของมากกว่าที่อยู่ จริงๆแล้วก่อนหน้านั้นเราสองคนกลับไปอยู่เมืองไทยมาหกเดือน ตอนใกล้กลับพี่สาวแฟนก็ขอให้ไปช่วยดูแลแมวที่บ้านเขาสามเดือน แฟนเลยตกลงและคิดว่าจะซื้อคอนโดในซานฟรานซึ่งเขาก็คิดว่าก่อนพี่สาวกลับมาเราก็คงซื้อคอนโดเรียบร้อยและย้ายเขาอยู่ซึ่งน่าจะเป็นแผนที่ดี ซึ่งเดิมทีเราเองไม่อยากจะซื้อบ้านหรืออะไรที่นี่หรอกเพราะคิดว่าอยากกลับไปอยู่เมืองไทยหลังจากเรียนจบซะมากกว่า แต่แฟนอยากซื้อเพราะราคามันลงมามากและเขาอยากลงทุน บอกเอาเงินฝากไว้ในแบงค์ก็ได้ดอกเบี้ยน้อย เพราะถ้าไม่คิดจะซื้อบ้านเราสองคนก็หาอพาตเมนท์หรือเช่าคอนโดดีๆอยู่เดือนละสาม สี่พันก็ได้แบบดีๆทำเลดีๆ ไม่ต้องมารอและก็ไม่ต้องขับรถไปมาซานตาครูซ ซานฟรานบ่อยๆ
หลังจากสัญญาเดิมและที่เซ็นเพิ่มสิ้นสุดคือมันเกินกำหนดไปแล้ว เรากับแฟนก็คุยกันว่าจะเอายังไงก็ต้องย้ายกลับซานฟราน แล้วมันก็ไม่มีที่จะอยู่ จริงๆมีแต่มันไม่สะดวกเอามากๆเพราะกล่องและอุปกรณ์อะไรๆเยอะไปหมด จะหาอพาตเมนท์ดีๆรอก็ลำบากเพราะปกติเขาต้องทำสัญญาเช่าเป็นปี คือมันครึ่งกลางๆคอนโดก็ไม่รู้จะได้ย้ายเข้าอยู่เมื่อไร เอเจนท์ที่เราหามาช่วยก็คือไม่ได้ช่วยอะไรเลย สรุปจากวันที่เสนอราคารอมาจนสิ้นเดือนกรกฎาก็เกือบเดือนครึ่งเข้าไปแล้ว เราก็คุยกันว่าเอายังไงดีเพราะ ทั้งเซลล์และโบรกเกอร์เงินกู้ก็บริการไม่ได้เรื่อง ไม่โทรตามไม่โทรถามก็เงียบหาย ไม่เคยส่งข่าวว่าอะไรไปถึงไหน โทรไปถามก็บอกแต่ว่าทำอะไรไม่ได้ปัญหาอยู่ที่แบงค์ปล่อยกู้ยากมากขึ้น ปลายเดือนแฟนเลยโทรไปบอกว่าถ้าเข้าอยู่ภายในวันที่ 4 กรกฎา ไม่ได้ก็จะขอยกเลิกสัญญาและขอเงิน 2% คืน
เซลล์ที่ขายให้เราตอนมาดูคอนโดและตอนจองก็ดูน่ารักบริการดี แต่หลังจากนั้นก็แบบไม่ค่อยสนใจ ไม่เคยพูดแม้คำว่าขอโทษหรืออะไรที่ทำให้เรารู้สึกดีว่าโอเคคุณเห็นใจในสถานการณ์ของเราเพราะเรารีบเข้าอยู่และเราก็บอกคุณตั้งแต่ต้นว่าเรารีบแต่คุณบอกไม่มีปัญหาและ lender ก็ทำงาน super fast จริงแล้วตรงข้ามกับที่พูดทุกอย่าง แฟนบอกจะขอยกเลิกเธอก็ตอบแบบไม่แคร์ก็ทำจดหมายเข้ามาแล้วจะเสนอ developer ว่าเขาว่าไงเธอตัดสินใจไม่ได้ เราก็รู้ว่าเธอตัดสินใจไม่ได้แต่อย่างน้อยพูดจาให้ดูแคร์ลูกค้าบ้าง เธอมักพูดว่ายูนิตนี้ราคานี้ที่เราซื้อมีคนอยากซื้อเยอะแยะ นี่มรึงจะขายของรึป่าววะเนี่ย โถขายไปได้ไม่ถึง 30% ทำมาพูดแบบนี้แทนที่จะรักษาลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อแล้วและตั้งหน้าตั้งตาขายไอ้ของที่เหลือดันมาพูดแบบนี้ หายไปสามวันเธอก็โทรมาบอกว่าเจ้าของโครงการให้ส่วนลดเราอีก $6000 ถ้าเรายังคงอยู่ในสัญญา เราบอกตรงๆเรานะอยากให้แฟนยกเลิกมันซะเพราะหกพันเงินไม่ได้เยอะเลย และที่สำคัญเราสองคนโดยเฉพาะเขาต้องนั่งปวดหัวทุกวันคิดว่าจะเอาไงดี ไหนจะเรื่องเอกสารกู้ที่ขอเพิ่มอยู่นั่น ไหนจะต้องโทรตามอีกแบงค์ที่ให้กู้อีกก้อนอีก คือไม่โทรตามก็เงียบทุกคน เสียเวลาที่ใช้หาเงินมานั่งตามจิกตามบ่น ส่งเอกสาร กรอกเอกสาร ทั้งที่เราเป็นลูกค้าซื้อคอนโดราคา..ขนาดนี้เศรษฐกิจแบบนี้ราคาแบบนี้ไม่ใช่จะหาคนซื้อง่ายๆ เหมือนช่วงบูมๆ ราคาคอนโดที่นี่ออกไปนอกเมืองซานฟรานขับรถแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้บ้านหลังใหญ่ๆแล้ว ยิ่งออกไปเมืองบ้านนอกๆแค่เงินดาวน์คอนโดก็ซื้อได้แล้ว เราเคยบอกเขาว่าทำไมไม่ซื้อบ้านนอกเมืองหน่อยถูกกว่าตั้งเยอะ เขาบอกเขาไม่ชอบ ถ้าไม่อยู่ในซานฟรานซิสโก ก็ฮาวายเท่านั้นที่เขาจะอยู่และอีกที่ก็เมืองไทยใกล้ๆรถไฟฟ้าหรือติดทะเล สุดท้ายแฟนก็บอกว่าไหนๆเค้าก็แสดงอะไรว่ายังแคร์ลูกค้าถึง $6000 จะไม่ใช่ส่วนลดเยอะอะไรแต่ก็โอเคยอมรอต่อ เราก็ไม่รู้ลึกๆเขาคงเสียดายเพราะมันก็เหมือนเดินมาครึ่งทางแล้ว เซลล์ก็เอาอีกแล้วบอกว่าประมาณไม่เกินสองอาทิตย์น่าจะเรียบร้อย เพราะคุยกับทางแบงค์บอกว่าใกล้อนุมัติแล้ว…ยังไม่จบติดตามตอนสุดท้าย
I first came to America in March of 2007. I am now living here as a permanent resident. I hope this journal of my American experience will be of use to you. Thank you for your comments and suggestions.




























