My Experiences in America เล่าเรื่องอเมริกา ชีวิตคนไทยในอเมริกา วีซ่า การทำงาน การท่องเที่ยว ในอเมริกา

Thai in America I first came to America in March of 2007. I am now living here as a permanent resident. I hope this journal of my American experience will be of use to you. Thank you for your comments and suggestions.

นักเรียนไทยในอเมริกาโดนจับฐานไม่เข้าเรียน แอบทำงาน

plew April 5th, 2010


Save up to 90% with Rebtel for International Calls

จริงรู้เรื่องนี้มาพักหนึ่งแต่พึ่งได้อ่านด้วยตัวเองเลยขออนุญาตมาแปะไว้เผื่อเพื่อนๆบางคนยังไม่ได้อ่าน
เผยนาทีระทึก “นศ.ไทยในฟลอริด้า” ถูกปืนเรเซอร์จ่อหัว! ฐานไม่เข้าเรียนให้ครบตามเกณฑ์วีซ่า

รายงานโดย อรสา ศรีสุขเสริม ผู้สื่อข่าวพิเศษมติชน จากฟลอริดา สหรัฐฯ

จากกรณีที่สำนักงานสอบสวน ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ไอซีอี.) ประจำสำนักงานเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา (Immigration and Customs Enforcement: ICE) เข้าจับนักเรียนไทยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ จำนวน 52 คน เป็นชาย 24 คน หญิง 28 คน ทั้งหมดถูกตั้งข้อหา กระทำผิดสถานะของวีซ่านักเรียนเอฟ วัน ( F-1) ซึ่งเรียกว่า วีซ่า ไวโอเลชั่น (Visa violation) ใน 3 กรณีแตกต่างกันไปแต่ละคน

กรณีที่ 1 นักเรียนไม่เข้าเรียนให้ครบ 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตามเงื่อนไขผู้ที่ถือวีซ่าเอฟ วัน ต้องเข้าเรียนเต็มเวลาสม่ำเสมอ กรณีที่ 2 ไม่อนุญาตให้นักเรียนทำงาน และกรณีที่ 3 นักเรียนอยู่ในประเทศเกินกว่าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้การอนุญาตไว้ เรียกว่า โอเวอร์สเตย์ (overstayed ) โดยทางการสหรัฐเรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่าเป็น “การทลายการฉ้อฉลของโรงเรียนและนักเรียนครั้งใหญ่ที่สุด”

การจับกุมครั้งนี้ นอกจากมีนักเรียนไทยแล้ว ยังมีนักเรียนต่างชาติอื่นๆ เช่น ญึ่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย ตุรกี โคลัมเบีย สาธารณรัฐโดมินิกัน เตอร์กมินิสถาน คาร์กีซสถาน ฮอนดูรัส ซีเรีย เวเนซูเอลา และบราซิล อีกกว่า 50 คน ถูกจับกุมเช่นกัน ล้วนเป็นนักเรียนที่มีรายชื่อลงทะเบียนเรียนที่สถาบันสอนภาษาอังกฤษ ชื่อ “ฟลอริด้า แลงเควจ อินสทิทิวท์” (Florida Language Institute) คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ “โรงเรียนสีชมพู” เนื่องจากตัวอาคารทาสีชมพู และเก็บค่าเล่าเรียนถูกกว่าที่อื่น คิดราคา คอร์สละ 3 เดือน 1,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 32,000 บาท) ขณะนี้โรงเรียนดังกล่าวได้ถูกสั่งปิดกิจการและเจ้าของโรงเรียนถูกทางการสหรัฐดำเนินคดี ตั้งข้อหาไม่ปฏิบัติตามระเบียบของสถาบันการศึกษา ฉ้อโกงรัฐ เป็นจำนวนเงินกว่า 2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยให้นักเรียนลงทะเบียนเพื่อรักษาสถานภาพ และยินยอมให้นักเรียนเซ็นชื่อเข้าเรียนโดยไม่ต้องเข้าเรียนจริงได้

ความคืบหน้าล่าสุด นักเรียนไทยทั้งหมดที่ถูกจับกุมได้ถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่สถานกักกัน ชื่อ บราเวิร์ด ทรานซิชั่นแนล เซ็นเตอร์ (Broward Transitional Center) เมืองปอมปาโน่ บีช รัฐฟลอริดา ถึงปัจจุบันทั้งหมดยังไม่ได้รับการประกันตัวแต่อย่างใด และมีนักเรียนบางส่วนที่มีรายชื่อลงทะเบียนเรียนอยู่ในโรงเรียนดังกล่าว แต่ยังอยู่ในระหว่างติดตามเพื่อจับกุมตัวได้เดินทางกลับประเทศแล้วกว่า 15 คน ซึ่งนักเรียนกลุ่มนี้ไม่ได้ถูกตั้งข้อหาและได้แจ้งความจำนงผ่านสถานทูต ด้วยเกรงว่าหากถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐตรวจพบอาจถูกจับไปควบคุมตัวเช่นเดียวกับนักเรียนที่โดนจับกุมก่อนหน้า และขณะนี้ยังมีผู้แจ้งความจำนงขอกลับประเทศไทยและขอคำแนะนำมายังสถานทูต เพื่อให้ข้อมูลในกรณีนี้โดยเฉพาะอยู่เป็นจำนวนมาก

นางภัทราวรรณ เวชศาสตร์ อัครราชทูตที่ปรึกษา ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ให้สัมภาษณ์ว่า สถานทูตไทยได้รับข้อมูลเรื่องการบุกจับนักเรียนจาก นางกัญญา มูลศิริ นายกสมาคมไทย-อเมริกันแห่งฟลอริด้าภาคใต้ จึงมายังเมืองไมอามี พร้อมคณะเจ้าหน้าสถานทูตไทย เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือแก่นักเรียนไทย เนื่องจากการจับกุมครั้งนี้เป็นการจับกุมโดยความร่วมมือระหว่างกองตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐและกระทรวงความมั่นคงภายใน (Department of Homeland Security) ซึ่งได้ติดตามสืบสวนสอบสวนตามรายชื่อนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนในโรงเรียนดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว

อัครราชทูตที่ปรึกษา กล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือนักเรียนไทยที่ถูกจับกุมตัวว่า ขณะนี้ถูกตั้งข้อหาคนละ 2-3 ข้อหาแตกต่างกันไป และหลายคนได้ติดต่อทนายความเพื่อเป็นตัวแทนในการดำเนินการทางศาลแล้ว โดยสถานทูตได้เข้ามาให้ข้อมูลด้านการติดต่อและพิจารณาคัดเลือกทนายความ ซึ่งสถานทูตได้นำรายชื่อทนายความที่ว่าความให้ฟรีหรือคิดค่าบริการในราคาไม่แพงมาให้กับนักเรียน ขณะเดียวกันญาติและผู้เกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียนบางคนก็ได้ดำเนินการว่าจ้างทนายความไว้ให้กับนักเรียนแล้ว ซึ่งขณะนี้รอเพียงการขอประกันตัวและเข้าพบผู้พิพากษาเพื่อรับการพิจารณาคดีเป็นรายบุคคล คาดว่าคงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง

ขั้นแรกนี้นางภัทราวรรณ กล่าวว่า สถานทูตได้ให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินการทางศาลกับนักเรียนไทยว่า มีสองทางเลือกที่นักเรียนจะพิจารณาตัดสินใจด้วยตัวเองว่า ทางเลือกหนึ่ง จะเซ็นเอกสารยอมรับผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งถ้ายินยอมเซ็นรับผิด ทนายความก็จะส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาอนุมัติและส่งตัวกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุดโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับ แต่จะไม่สามารถกลับเข้ามาสหรัฐอีกเป็นเวลาสิบปี

อีกทางเลือก จะต่อสู้คดีหรือไม่ แบ่งเป็น 3 กรณี หนึ่ง หากนักเรียนมีเอกสารหลักฐานการเข้าเรียนตามเกณฑ์ที่วีซ่าเอฟ วันกำหนด ประกอบกับเป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้กับชุมชน เป็นผู้มีความประพฤติดี มีเอกสารรับรองจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียนมานำเสนอต่อศาล ก็จะได้รับการยกเลิกข้อกล่าวหา สอง หากต่อสู้คดีและมีความผิด สามารถแจ้งความจำนงขอกลับประเทศไทยโดยสมัครใจ ซึ่งนักเรียนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางเอง กรณีนี้นักเรียนอาจไม่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้ามาสหรัฐเป็นเวลา 3-10 ปี ขึ้นอยู่กับข้อกล่าวหาที่ได้รับ และสาม หากต่อสู้คดีและศาลตัดสินว่ามีความผิด จะถูกบังคับกลับ (Orderly Deportation) ซึ่งศาลจะออกค่าใช้จ่ายให้ แต่จะไม่ได้รับอนุมัติวีซ่าให้กลับเข้ามาสหรัฐ เป็นเวลา 10 ปีเช่นกัน ทั้งนี้นักเรียนไทยยื่นความจำนงขอต่อสู้คดีเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเห็นว่า ยังพอมีหลักฐานนำเสนอเพื่อแก้กล่าวหา

นางภัทราวรรณ กล่าวต่อไปว่า ก่อนหน้านี้สถานทูตได้เดินทางมาเยี่ยมเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักเรียน และช่วยเหลือดูแลขอความร่วมมือกับทางการสหรัฐในเรื่องสถานที่กักกันให้อยู่ในสภาพดี พบว่า สถานกักกันมีสภาพสะอาดเรียบร้อย จัดแบ่งสถานที่พักแยกระหว่างหญิง-ชาย ที่พักหญิงแบ่งเป็นห้องละ 5 คน ชายห้องละ 6-8 คน แต่ละห้องมีโทรทัศน์ เครื่องเล่นซีดี ภายในบริเวณสถานกักกันมีสนามกีฬาเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ อาทิ บาสเก็ตบอล ฟุตบอล วอลเลย์บอล ฯลฯ มีห้องสวดมนต์สำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลาม มีอาหารให้บริการ 3 มื้อ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรจะได้รับ

“นอกจากนี้ ทางสถานฑูตยังได้เจรจาขอให้สถานกักกันจัดหาอาหารไทยเพื่อให้บริการแก่นักเรียนไทยในบางมื้อด้วย โดยมีนักเรียนไทยบางคนขออาสาสมัครเข้าไปเป็นพ่อครัว ปรุงอาหารไทยให้เพื่อนๆในสถานกักกันได้รับประทาน เพื่อเป็นการ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ไม่ฟุ้งซ่าน” นางภัทราวรรณ กล่าว

อัครราชทูตที่ปรึกษา กล่าวด้วยว่า ในการประสานขอความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สหรัฐครั้งนี้ ทางการไทยไม่สามารถแทรกแซงทางการเมืองได้ ตามสนธิสัญญาเวียนนา ว่าด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากมีญาติและผู้เกี่ยวข้องกับนักเรียนขอร้องให้สถานทูตเจรจาขอลดหย่อนผ่อนโทษให้กับนักเรียน ผู้กระทำความผิด แต่เนื่องจากข้อกล่าวหาที่นักเรียนไทยได้รับนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายอย่างชัดเจน สถานฑูตจึงทำได้เพียงขอความร่วมมือให้เจ้าหน้าที่สหรัฐ ตรวจสอบเอกสารของนักเรียนแต่ละคนอย่างเร่งด่วนเพื่อให้การดำเนินการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด ด้วยไม่ต้องการให้นักเรียนไทยต้องถูกกักตัวอยู่เป็นเวลานาน

สำหรับกฎระเบียบการเข้าเยี่ยมนักเรียนในสถานกักกันนั้น จากการสอบถามนางกัญญา มูลศิริ นายกสมาคมไทย-อเมริกันแห่งฟลอริด้าภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้จะเข้าเยี่ยมนักเรียนต้องโทรศัพท์ นัดหมายเวลาจากนักเรียน โดยโทรศัพท์ฝากข้อความ ชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ไว้ที่เบอร์ของสถานกักกัน เมื่อนักเรียนได้รับข้อความขอนัดพบแล้วจะโทรกลับเพี่อยืนยันการเข้าพบอีกครั้ง ระเบียบการเข้าพบทำได้กลุ่มๆละ 2-3 คน ครั้งละ 45 นาที โดย วันเสาร์เปิดให้เข้าเยี่ยมนักเรียนหญิง ส่วนวันอาทิตย์ให้เข้าเยี่ยมนักเรียนชาย ห้ามนำสิ่งของเครื่องใช้เข้าไปให้ผู้ถูกกักกัน ทุกคนจะต้องสวมชุดสีเทาเหมือนกัน

นางกัญญา กล่าวต่อว่า สมาคมไทย-อเมริกันแห่งฟลอริด้าภาคใต้ ได้รวบรวมเงินเพื่อให้ผู้ถูกกักกันไว้ใช้ในเบื้องต้น จำนวนคนละ 20 ดอลล่าร์สหรัฐ โดยใส่เงินไว้ในบัตรมันนี่ ออร์เดอร์ (Money Order) ซึ่งผู้ถูกกักกันสามารถกดเงินใช้ได้เฉพาะในวันพุธ ครั้งละ 50 ดอลล่าร์ต่อสัปดาห์เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานอื่นร่วมให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นด้วย อาทิ นางมาเรีย ดี.ซาลิโอล (Maria D.Sariol) กงสุลกิตติมศักดิ์ ,ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในฟลอริด้าภาคใต้ ฯลฯ รวมถึงความช่วยเหลือจากสมาคม Asian – American Federation of Florida ซึ่งมีสมาชิกกว่า 60 สมาคมย่อยๆ อาทิ สมาคมจากเวียดนาม จีน เกาหลี พม่า อินโดนีเซีย ได้พิจารณาเสนอให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย โดยเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านคำแนะนำปรึกษาแบบเป็นหมู่คณะ

ด้านสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำประเทศสหรัฐอเมริกา และสถานกงสุลไทย ได้มีหนังสือแจ้งเตือนใปยังกลุ่มนักเรียน นักศึกษาไทย เรื่อง ขอให้ระมัดระวังตรวจสอบสถานะการพำนักในสหรัฐฯ ระบุว่า ตามที่นักเรียนไทย 52 คนที่เคยลงทะเบียนเรียน หรือกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนสอนภาษา Florida Language Institute มลรัฐฟลอริด้า ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ควบคุมตัวในข้อหาเกี่ยวกับการเข้าเมือง คือ ไม่เข้าเรียนเต็มเวลาตามประเภทวีซ่านักเรียน เอฟ1 (F1) หรือทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือพำนักอยู่ในสหรัฐฯเกินกำหนดเวลาที่อนุญาต และโรงเรียนดังกล่าวถูกปิดไปแล้วนั้น สถานกลสุลใหญ่ฯ ขอให้นักเรียนไทยระมัดระวังหมั่นตรวจสอบสถานะการพำนักในสหรัฐฯของตนเอง และปฏิบัติตามเงื่อนไขของสถานะวีซ่าอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องต่างๆ ตามคำเตือนและเงื่อนไขของทางการสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น ถูกจับกุมคุมขัง หรือส่งตัวออกนอกประเทศ

นายรวมพล ไตรสารศีร อายุ 35 ปี อาชีพเชฟอาหารญี่ปุ่น ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่ภรรยาถูกจับกุมตัวไปต่อหน้าต่อตาลูกชายวัยขวบเศษว่า ตนเตรียมตัวจะเดินทางไปแอตแลนต้า โดยขับรถไปที่ออแรนโดแล้วจะขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวนิวยอร์คต่อ ซึ่งมีแผนจะไปรับแม่ของภรรยาที่จะเดินทางมาจากประเทศไทยที่นั่น ในระหว่างเส้นทางตนได้จอดพัก ณ จุดพักรถเพื่อเข้าห้องน้ำ ขณะกำลังเดินมาที่รถมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายเดินมาประกบ เมื่อมองไปที่รถก็เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสองนายยืนประกบอยู่ข้างรถที่มีภรรยาและลูกชายนั่งอยู่ แล้วเจ้าหน้าที่ก็ถามตนว่าเป็นใคร ชื่ออะไร มีบัตรอะไรมาแสดงตัวบ้าง พร้อมทั้งแจ้งว่ามาตามหาคนชื่อนี้ เอ่ยชื่อภรรยาแล้วถามตนว่า รู้จักหรือไม่ หลังจากนั้นภรรยาก็ถูกควบคุมตัวไปในรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อพาตัวไปค้นหลักฐานการลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียนดังกล่าว ตนขับรถพาลูกตามรถตำรวจไปจนถึงบ้าน เจ้าหน้าที่ก็ให้ตนรอข้างนอกและให้ภรรยาพาเข้าไปรื้อเอกสารโดยไม่ยอมปลดกุญแจมือ แล้วในที่สุดภรรยาตนก็ถูกนำตัวไปยังสถานกักกันของ จนขณะนี้ก็ยังไม่ได้ปล่อยตัวออกมา และยังไม่ให้ประกันตัวใดๆทั้งสิ้น ทั้งๆที่จับตัวภรรยาผมไปเป็นรายแรกตั้งแต่วันที่26 กุมภาพันธ์แล้ว ตอนนี้ลูกผมก็ร้องหาแม่ทุกวันเลย

นายกฤษณ์พล ชัยสวัสดิ์ เพื่อนของผู้ที่ถูกจับกุมตัวไปโดยเจ้าหน้าที่ ไอซ์ กล่าวว่า เพื่อนของตนถูกจับกุมตัวไปจากบ้านพร้อมกัน 4 คน โดยเจ้าหน้าที่บุกมาที่บ้านกว่าสิบคน เข้าดำเนินการจับกุมด้วยวิธีค่อนข้างรุนแรงคือเอาปืนที่มีเรเซอร์จ่อหัว จับใส่กุญแจมือ เมื่อตรวจหลักฐานแล้วพบว่าเป็นนักเรียนที่ลงทะเบียนในโรงเรียนนี้ก็จับตัวขึ้นรถไป โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาจะพาไปที่ไหน แต่เนื่องจากเพื่อนๆผมโดนจับเป็นกลุ่มก็ไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไหร่ เพราะเมื่อผมไปเยี่ยมหลังจากที่รู้ว่าเขาเอาตัวไปไว้ที่ปอมปาโน บีช ก็เห็นว่าพวกเพื่อนๆกำลังใจดีมาก ที่น่าสงสารก็เห็นจะเป็นคนที่ไม่มีเพื่อนหรือญาติเลย อาจจะเพิ่งมาจากเมืองไทยและเลือกเรียนที่โรงเรียนนี้ ยังไม่รู้จักใครเท่าไหร่ เมื่อเข้าไปอยู่ในสถานกักกันเลยต้องโดนไปนอนห้องเดียวกับคนชาติอื่นๆ

นางสาวรัชฎาภรณ์ สมัครกิจ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเพื่อนซึ่งถูกจับกุม ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในสถานกักกันว่า เพื่อนของตนเลือกเรียนที่นี่เพราะปัจจัยหลักคือราคาถูก ซึ่งเพื่อนก็เข้าเรียนตลอด ขณะนี้ได้รับจดหมายตอบรับให้เข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยหลายแห่งแล้ว เพราะสามารถสอบโทเฟล (TOEFL)ผ่านแล้ว แต่ก็ต้องมาถูกจับกุมตามรายชื่อที่เจ้าหน้าที่ได้มาจากโรงเรียน ตนไม่เข้าใจว่า ทำไมเด็กนักเรียนกลายเป็นคนผิด เพราะความจริงแล้วโรงเรียนสามารถออกใบ ไอ ทเวนตี้(I-20)ให้เด็กนักเรียนได้ ซึ่งเท่ากับทางการได้ตรวจสอบมาตรฐานของโรงเรียนแล้ว

“ขณะนี้เพื่อนกำลังติดต่อทนาย ซึ่งทนายก็บอกว่ามีเปอร์เซ็นต์ที่จะพ้นข้อกล่าวหา เพราะเพื่อนมีความตั้งใจที่จะเรียนจริง มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ว่าพยายามเรียนและสอบเพื่อสมัครเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโทในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ไม่ใช่เรียนแต่ภาษาอยู่ 2-3 ปีแล้วยังไม่พัฒนาไปถึงไหน มัวทำอะไรอยู่ ตอนนี้เพื่อนรู้จากทนายแล้วว่ามีโอกาสรอด กำลังใจเขาก็ดีขึ้น แต่เขาก็ถามว่าเมื่อไหร่เขาจะได้ออกจากสถานกักกัน เพราะทนายบอกว่า เจ้าหน้าที่มีสิทธิกักตัวไว้ได้ถึง 180 วัน”นางสาวรัชฏาภรณ์ กล่าว

นายเอ (นามสมมุติ) นักเรียนไทยผู้หนึ่งซึ่งลงทะเบียนเรียนในโรงเรียนที่ถูกสั่งปิดดังกล่าว เป็นคนหนึ่งที่ทางการสหรัฐติดตามจับกุมอยู่ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนจบปริญญาตรีมาจากมหาวิทยาลัยเอกชนมีชื่อแห่งหนึ่ง ลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียนนี้มาแล้วสองรอบ รอบแรกเมื่อปี 2007 แล้วจึงเดินทางกลับประเทศไทย หลังจากนั้นเดินทางกลับมาสหรัฐอีกครั้งเมื่อต้นปี 2010 จึงลงเรียนเป็นรอบที่สอง ซึ่งโรงเรียนก็ออกใบ ไอ- ทเวนตี้ (I-20)ให้ ตนก็ไม่เคยไปเรียน ไม่เคยไปเช็คชื่อ ได้แต่ไปสอบตอนกลางภาค และปลายภาค ข้อสอบก็ง่ายๆ ทั้งโรงเรียนตนเคยเห็นครูอยู่ 2-3 คน ที่ว่าโรงเรียนนี้มีนักเรียน 500-600 คน ตนคิดว่าไม่น่าจะถึงหรอก แต่ตนก็ไม่ทราบเพราะในหนึ่งเทอมตนไปโรงเรียนแค่สองครั้งเท่านั้น

“ผมคิดว่าเด็กนักเรียนไทยที่มาลงทะเบียนเรียนที่นี่ ก็เพื่อจะได้ทำงาน ไม่ได้ตั้งใจจะเรียนอะไรจริงจัง เพราะส่วนใหญ่ก็ย้ายมาจากโรงเรียนอื่น พอรู้ว่าที่นี่ราคาไม่แพงและไม่เช็คชื่อก็แนะนำกันมาลงเรียนที่นี่จะได้มีเวลาทำงานหาเงินได้อย่างเต็มที่ เด็กที่ลงเรียนอย่างพวกผมก็พยายามจะทำให้ถูกกฎหมาย โดยแจ้งความประสงค์ในการเข้าประเทศว่าจะมาเรียน และโรงเรียนนี้ก็ทำให้พวกผมอยู่ได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งผมว่าไม่ยุติธรรมเพราะพวกผมพยายามจะทำให้ถูกต้องตามกฎหมายกลับถูกไล่จับ แต่พวกที่โดดเรือมากลับไม่ถูกจับ” นายเอกล่าว

เมื่อถามถึงการใช้ชีวิตหลังจากเกิดกรณีกวาดจับนักเรียนที่กระทำผิดสถานะของวีซ่า เอฟ-วัน นายเอ กล่าวว่า ตนก็คงไม่หนีไปไหน เพราะตอนนี้ย้ายบ้านจากที่เคยแจ้งไว้กับโรงเรียนแล้ว ตอนนี้มีเพื่อนร่วมชะตากรรมหลายสิบคน แต่ละคนก็พยายามหาทางออกเพื่อจะได้อยู่ต่อ ซึ่งก็ติดต่อทนายเพื่อขอคำปรึกษาไว้บ้างแล้วแต่ถ้าจะถูกจับกุมและส่งกลับประเทศก็ยินยอม แล้วคงจะค่อยๆ หาทางกลับเข้ามาใหม่

ข้อมูลจากมติชน http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1269941655&grpid=&catid=02

Save up to 90% with Rebtel for International Calls

โทรกลับเมืองไทยถูกและสะดวกมากๆ: Cheap Calls to Thailand

plew April 3rd, 2010


Save up to 90% with Rebtel for International Calls

วันนี้มาเขียนเรื่องโทรศัพท์จากต่างประเทศกลับเมืองไทย ที่มาเขียนเรื่องนี้เพราะสองอาทิตย์ก่อนเพื่อนที่อยู่อังกฤษซึ่งก็คุยกันประจำอยู่แล้วแนะนำบริการโทรศัพท์ทางไกลต่างประเทศแบบถูกและสะดวกมากๆมาให้ คือ Rebtel.com Cheap International Calls with Rebtel - Save up to 90%Use Rebtel instantly to save money on long distance calling!

เราก็เออฟังดูน่าสนใจเพราะปกติเราเองใช้ Skype เวลาโทรกลับบ้านซึ่งต้องต่อคุยทางคอมพิวเตอร์แล้วก็เสียนาทีละเกือบ $0.25 โทรคุยกับเพื่อนบางทีหมดไปเลยสิบเหรียญ ก็เลยคิดว่าเออลองตัวนี้ดูสิเพราะยังไงเขาก็ให้ทดลองใ้ฟรีก่อนอยู่แล้ว เราก็เลยเข้าไปทดลองตามลิงค์ที่เพื่อนส่งมา เพราะถ้าเราคลิกจากลิงค์ที่เพื่อนส่งมาให้เพื่อนจะได้ค่าแนะนำโทรฟรีสิบเหรียญถ้าเราแอดเงินกับบริษัท เราลองโทรฟรีก่อนใช้งานก็ไม่ยากเริ่มแรกก็ลงทะเบียน user password อะไรปกติแล้วเขาจะให้เรากรอกว่าเบอร์อะไรที่เราจะในการโทรออกเพราะเขาจะได้แปลงเบอร์ที่เราจะโทรไปให้เป็นรหัสพื้นที่เดียวกัน
เราก็ใส่เบอร์มือถือเราไป เสร็จแล้วเราก็กรอกเบอร์ที่เมืองไทยที่เราจะโทรไปก็ใส่รหัสให้ครบ เขาจะมีช่องให้ใส่ชื่อหรือรายละเอียดของคนที่เราจะโทรไปหาเหมือน address book พอใส่เบอร์เมืองไทยแป๊ปเดียวเว็ปก็แปลงเบอร์เมืองไทยให้เป็นเบอร์ซานฟรานเลย แล้วก็บอกว่าต่อไปนี้ถ้าต้องการโทรหาคนนี้ที่เมืองไทยก็กดเบอร์นี้ได้เลยเป็นเบอร์ประจำ เออดีแฮะเราก็กดเมมไว้ในมือเราเลยเหมือนบันทึกเบอร์ปกติเลย แล้วก็กดโทรออกจากมือถือ แรกเลยจะมีเสียงที่ต่างจากการโทรในท้องที่ปกติคือขอกว่าเรากำลังโอนสายให้คุณหลังจากนั้นคือเร็วมากวินาทีได้ก็เหมือนรอสายทั่วไปคือแม่เราก็รับสายคุยกันแม่บอกเสียงชัดดี เราก็เลยเออดีแฮะเพราะแปลว่ายังงี้เราจะอยู่ข้างนอกอะไรที่ไหนเราก็โทรหาแม่ได้ไม่ต้องกลับบ้านมาโทรจากคอมเหมือนเคย จริงแล้วSkypeก็ดีและโทรคอมกับคอมฟรีด้วยซ้ำแต่ว่าแม่เรานั้นใช้คอมไม่เป็นปกติถ้าน้องชายอยู่ก็จะต่อให้แม่ แต่ตอนนี้น้องไม่ค่อยอยู่บ้านเราก็ต้องโทรเข้าโทรศัพท์บ้านซึ่งมันไม่ฟรีเหมือนคอมกับคอม

ดูแล้วว่าโอเคเราเลยตัดสินใจเติมเงินเลยเติมไปสิบเหรียญเพราะเป็นขั้นต่ำก็เลือกได้สิบหรือยี่สิบห้า เติมเงินก็ง่ายใช้บัตรเครดิต หรือ paypal ก็ได้เติมเสร็จเขาก็จะส่งใบเสร็จยืนยันมาให้ทางอีเมล์ และในบัญชีของเราก็จะมีรายละเอียดเงินคงเหลือ และรายละเอียดการโทรว่าโทรไปไหนก็นาที นาทีละเท่าไร รวมเป็นเงินเท่าไร โทรกลับเมืองไทยอยู่ที่แค่$0.08 ซึ่งถูกมากๆเลย แต่ที่เราชอบคือความสะดวกมากกว่าบัตรโทรอื่นๆอาจราคาใกล้เคียงแต่เราว่ามันไม่สะดวกเพราะต้องกดรหัสและก็ต้องซื้อบัตร เคยมีบัตรโทรศัพท์ไทยเจ้าหนึ่งมาลองให้เราโทรฟรี แบบว่าสัญญาณห่วยมากๆขาดๆหายๆตลอด ยุ่งยากต้องโทรเข้าศูนย์ก่อนแล้วก็กดรหัสตาม บางทีโทรเข้าศูนย์ก็ไม่ได้เลย Skypeดีกว่าอีก แต่ว่าเสียที่ต้องโทรจากคอม พอเติมเงินเราก็แอดเบอร์เพื่อน เบอร์ญาติเพิ่มไปอีกแล้วก็แมมไว้ในมือถือเลย เพราะมันแปลงเป็นเบอร์ซานรานหมดแล้ว ตอนนี้จะโทรหาใครก็กดโทรง่ายๆ แถมทางเว็ปจะส่งไฟล์เบอร์ใหม่ที่เราแอดมาให้ทางเมล์พอกดดาวโหลดไฟล์ที่แนบมามันจะตรงเข้าไปใน address bookในคอมเราเลยพร้อมกรอกรายละเอรียดชื่อ เบอร์ตามที่เราให้ไว้กับทางเว็ปไซต์ เราแค่กดเซฟก็เสร็จเลย ดังนั้นเลยอยากแนะนำเพื่อนที่ต้องใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้ลองดู เพราะไม่ใช้แค่อเมริกา ไทย แต่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลก

Save up to 90% with Rebtel for International Calls

เรียนปริญญาโทในอเมริกายากง่ายแค่ไหน

plew January 31st, 2010



เรียนต่อในอเมริกายาหรือง่ายขนาดไหน เคยเล่าเรื่องนี้ไปคร่าวๆตอนที่ตัวเองเปิดเทอมใหม่ตอนนี้ผ่านมาหนึ่งเทอมขึ้นเทอมที่สองแล้วสำหรับการเรียนต่อปริญญาโทในเอมริกา ท้าวความนิดแล้วกันสำหรับคนที่อาจเพิ่งเข้ามาอ่านเราเองเรียนปริญยาโทอยู่ที่ San Francisco State University ในด้าน Instructional Technology ซึ่งคดว่าจะจบในสามเทมอเพราะอัดไปเทอมละสี่ตัว จบเร็วๆจะได้มาห่งานทำเป็นเรื่องเป็นราวซะที

มาว่ากันเรื่องความยากง่ายในการเรียนดีกว่า เทอมที่ผ่านมาเราได้ A ทุกวิชาเกรดเฉลี่ย 4.00 เต็ม โอแม่เจ้าเกิดมาเรียนมาก็เยอะคือจนแก่ขนาดนี้ไม่เคยที่ได้เต็มขนาดนี้ แบบเอทุกวิชาเนี่ยไม่เคยจริงๆ ทั้งๆที่เราก็เป็นเด็กที่ค่อนข้างตั้งใจเรียน เรียนโอเคในระดับหนึ่ง แต่ในเมืองไทยเอทุกวิชาหรือ แทบจะเป็นไปไม่ได้ ก็หรูจะแย่ เนี่ยอะไรเนี่ย งงมากๆ แต่ตอนนี้หายงงแล้ว เพราะจริงๆจะบอกว่าไม่ได้เก่งอะไรเลย ธรรมดามากๆ เพียงแต่หลักเกณฑ์ การให้เกรดของที่นี่อาจจะเฉพาะแค่ยูที่เราเรียน ยูอื่นเราไม่แน่ใจมันไม่ได้เหมือนกับบ้านเรา ที่นี่สาขาที่เราเรียนคนได้เอในแต่ละวิชาเยอะคือจริงๆแล้ว ถ้าเข้าเรียนครบ ส่งงานครบตามกำหนดเวลา ได้มาตรฐานที่เขากำหนด ให้ความร่วมมือคือเดินตามเส้นทางไม่นอกลู่นอกทางแล้วละก็ส่วนมากจะเอกันทั้งนั้น เขาไม่ได้มาเน้นมากว่าใครทำดีกว่าใครมากมาย ใครไอเดียกระฉูดหรือมาตรฐานดูแล้วสูงกว่าไม่ใช่ คือที่ผ่านมายกตัวอย่างเช่นเราเรียนการผลิตและตัดต่อวิดิโอ คืองานออกมาจะเห็นเลยว่าบางคนดีกว่าบางคนอย่างชัดเจน แต่สุดท้ายได้เกรดเท่ากันเพราะส่งงานครบเหมือนกัน มาเรียนครบเหมือนกัน บางคนงานโปรเจคออกมาดีมากกว่าคนอื่นแต่ไม่ค่อยมาเรียนส่งงานสาย ไม่ค่อยร่วมมือก็ไม่ได้เอ ทั้งๆที่จริงๆทักษะดีกว่า ตอนแรกที่เราเริ่มเรียนเราตั้งใจทำงานหนักมาก เพราะอยากให้งานออกมาดีดีกว่ามาตรฐาน แต่สุดท้ายตอนนี้ก็เเริ่มเนื่อยๆเพราะทำดีกว่าเขาก็ได้เอเท่ากันอยู่ดีแหละ จริงๆทำดีดีแล้วมันได้กับตัวเราเองเกรดไม่ใช่จุดหลักใหญ่ ตอนแรกเราก็ทำใจไม่ค่อยได้นิดนึงที่คนที่ทำงานออกมาดูชัดเจนว่าด้อยกว่าเราแต่ได้เกรดเท่ากัน แต่ตอนนี้ชินซะแล้ว

เพราะที่นี่เขามองเรื่องความตั้งใจที่จะเรียนมากกว่าความเก่งที่มีติดตัวมาก่อนหรือพวกพรสวรรค์ คือไม่เก่งแต่พยายาม ตั้งใจก็ได้เกรดดี เราเองเทอมที่ผ่านมาส่งงานตรงตามเวลาส่งก่อนด้วยซ้ำ มาเรียนทุกครั้งไม่เคยขาด ไม่เคยสาย ทำงานมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดด้วย ยอมรับว่างานเยอะมาก เหมือนจะได้เกรดง่ายๆแต่การที่ลงเรียนสี่ตัวและทำงาน บวกอ่านหนังสือตามเวลาที่กำหนด หนักเอาการคือมันไม่ถึงกับไม่มีเวลากิน นอน เพียงแต่อาจไม่มีเวลาเที่ยวหรือทำอะไรไร้สาระมากนัก จริงๆเทอมละสามตัวจะกำลังดีสบายๆ ตรงนี้จะต่างกับการเรียนการสอนในบ้านเรา ตัวเรางเองจบโทมาก่อนแล้วจากมหาวิทลัยปิดของรัฐแห่งหนึ่ง การได้เอยากคือคนได้เอน้อยมาก คืออาจารย์จะมองที่ตัวงานที่ส่งจริงๆถึงจะตั้งใจทุ่มเทแต่งานออกมาไม่ดีก็ไม่มีสิทธิได้เอ คือขยันแต่ไม่ค่อยฉลาดจะไม่ค่อยเข้าตากรรมการคืออาจารย์ในเมืองไทย บวกอาจารย์ในเมืองไทย เอาเป็นว่ามหาวิทย่ลัยที่เราเรียน ซึ่งถือว่าเป็นระดับต้นๆของประเทศ อาจารย์แบบไม่ค่อยจะแคร์หรือให้กำลังใจนักศึกษาเท่าไร เน้นโหดซะมากกว่า เวลาให้นักศึกษาก็ไม่ค่อยมีเพราะทำงานนอกซะมากมมาย เรื่องความเป็นกันเองหายาก บางคนก็ดีแต่ส่วนมากไม่ค่อย คือระยะห่างของความเป็นนักเรียน กับอาจารย?ในเมืองไทยมันสูง ตอนเราเรียนโทเมืองไทยกว่าจะได้เอคือยากจริงๆบางวิชาว่าทำดีแล้วตอบดีแล้วยังไม่ได้เลย

แต่ที่นี่ตรงข้าม อาจารย?จะเป็นกันเองมาก ทุ่มเท เตรียมการสอนดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่มองว่าการสอนเป็นงานพาร์ตไทม์เพราะเงินเดือนน้อย รู้สักว่าเขารักในอาชีพดี ให้กำลังใจนักศึกษา ไม่เก่งไม่เป็นไรแต่ขอให้สู้เป็นใช้ได้ คือพยายามและมีวินัยในการเรียน ดังนั้นจะถามว่าเรียนโทที่นี่ยากไหมจริงๆแล้วไม่ได้ยากมาก แต่เมื่อเทียบกันเอาเป็นว่าไม่รวมเรื่องอุปสรรคของการใช้ภาษาอังกฤษ ก็คิดว่าถ้าไม่เดินออกนอกลู่นอกทางจบแน่นอน แต่งานจะเยอะกว่าเรียนเมืองไทยอันนี้เทียบเท่าที่เราเคยผ่านมาที่นี่จะมีงานทุกอาทิตย์ ไม่รวมหนังสือที่ต้องอ่าน เพราะต้องเตรียมตัวเพื่อจะได้มีอะไรในหัวมาคุยมาพูดในห้อง เพราอเมริกาเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมการแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียนมากๆ ดังนั้นถ้าไม่อ่านมาก็แย่ คือคนไทยภาษาก็สู้เขาไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งไม่มีอะไรในหัวยิ่งจบ เฉพาะนั้นตลอดภาคเรียนแทบไม่มีเวลาว่างเลย ผิดกับเมืองไทบที่อาจมีงานไม่กี่ชิ้นเป็นชิ้นใหญ่ๆตอนใกล้ปิเทอมอะไรประมาณนั้น แต่ที่นี่มีชิ้นล็กทุกครั้งบวกชิ้นใหญ่อีกต่างห่าง

มาเข้าเรื่องที่หลายๆคนกลัวในการมาเรียนเมืองนอกคือเรื่องภาษาอังกฤษบ้าง เท่าที่ผ่านมาเราว่าไม่ได้ถึกับยากมากอย่างที่เรากลัว แรกๆอาจเกร็งๆบ้างแต่นานๆไปจะดีขึ้นตามลำดับทั้งการฟังและพูด อ่านและเขียนก็เช่นกัน อ่านตำราภาษาอังกฤษเล่มใหญ่แรกๆจะอ่านช้ามาก อ่นซ้ำๆแล้วซ้ำอีก แต่ตอนนี้แค่เทอมเดียวเองชินแล้วอ่านเร็วแล้ว ไม่รู้สึกว่าต่างกับการอ่านหนังสือภาษาไทยเท่าไรเลย เริ่มเหมือนกับอ่านภาษาไทยแล้วละ การเขีบนก็เช่นกันอ่านบ่อยๆฟังบ่อยๆจะช่วยเรื่องสำนวนการเขียนได้มาก จริงๆแล้วการมาเรียนปริญญาโทหรือเรียนอะไรที่มันเป็นเรื่องเป็นราวจะช่วยให้ทักษะทางภาษาพัฒนาเร็วกว่าการไปเรียนครอ์สภาษาอังกฤษธรรมดาด้วยซ้ำเพราะเราจะมีจุดมหายชัดเจนว่าต้องการเขียนอะไร อ่านอะไร เนื้อหาที่อ่านก็มากกว่าและหลากหลายมากกว่า บวกเป็นการใช้ภาษาในการสื่อสารแบบที่เขาจะไม่มามองว่าเราเป็นนักเรียนมาเรียนภาษาอังกฤษหรือมองว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง เค้าจะพูดเร็วปกติมันจะทำให้เราต้องบังคับตัวเองให้ฟังและสื่อสารกับเขาให้ได้ เราเองเห็นพัฒนาการด้านภาษาของตัวเองชัดเจนจากที่เคยเรียนภาษาแบบเรียนภาษจริงๆที่ครูก็มองว่าเราเป็นคนต่างชาติ ความเร็วหรือสำนวนต่างๆจะต่างกันบ้างกับเวลาที่ฝรั่งเค้าคุยกันจริงๆ บวกการเรียนปริญญาโทการเขียนเป็นเรื่องสำคัญเพราะงานเขียนส่วนใหญ่เป็นงานวิชาการทำให้เราต้องระวังในการใช้ภาษา รวมทั้งแกรมม่า การสะกด เครื่องหมายวรรคตอนอะไรต่างๆมากมายขึ้น ศัพท์แสงจะใช้แบบพื้นๆบ้่นๆตลอดไปก็ไม่ดีไม่เหมาะกับคนที่เรียนปริญญาโท มันบังคับให้เราต้องใช้ความพยายามมากขึ้นซึ่งทำให้ภาษาอังกฤษเราดีขึ้นมากในเวลาแค่ไม่กี่เดือน สรุปคือภาษาอังกฤษไม่ได้ใช่อุปสรรรคแต่ก็แนะนำว่าเตรียมตัวคือพยายามให้ภาษาอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ก่นมาเรียนจะได้ไม่เครียดมากเกินไป แนะนำให้มี Longman Dic ไว้ในคอมพิวเตอร์ เป็น dictionary ที่ดีมาก ช่วยเรื่องการเขียนได้มากทีเดียว

รวมๆเรียนต่อปริญญาโท หรือตรี หรือเอกในอเมริกาก็ไม่ได้ยากไปกว่าการเรียนในเมืองไทยมากนัก อาจต้องปรับตัวในตอนแรกๆบ้างถ้าขยันเอาใจใส่ไม่เกินความสามารถ ขอย้ำว่าคนไทยเราเก่งไม่แพ้ฝรั่ง ไม่แพ้จริง ๆฝรั่งไม่ใช่จะเก่งจะฉลาดทุกคน โอเคเรื่องภาษาเราอาจสู้เขาไม่ได้แน่ๆ แต่เรื่องความคิดอะไรอื่นๆเราสู้ได้สบายๆ เราพิสูจน์มาแล้ว หลายๆวิชาเราทำได้กว่ากว่าเพื่อนฝรั่งอีก สาขาที่เราเรียนเคยมีคนไทยเราไม่รู้จักมาเรียนแล้วก็หายไป คือเรียนไม่จบไม่รู้ว่าเหตุผลอะไร เราต้องทำให้เขาเห็นว่าคนไทยไม่เหมือนกันทุกคน ที่เก่งและมีความรับผิดชอบมีอยู่มากมาย สุดท้ายเรียนที่ไหนก้แล้วแต่อย่าลืมช่วยกันเอาความรู้กลับไปพัฒนาประเทศเรา ประเทศเขามันไปไกลแล้ว (เริ่มถดถอย) เอ้าคนไทยสู้ๆ

ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อในอเมริกา

Times Square Countdown to 2010

plew January 23rd, 2010



เรื่องนิวยอร์กยังไม่จบมาเล่าต่อ ตอนนี้ถือเป็นช็อตเด็ดสุดสำหรับการไปทัวร์นิวยอร์กครั้งนี้ (ครั้งแรกและอาจเป็นครั้งสุดท้าย) คือการไปนับถอยหลังสู่่ปี 2010 หรือ Times Square Countdown to 2010 นั่นเอง จริงๆแล้วถือว่าเป็นสิ่งที่ตอนแรกที่จะไปนิวยอร์กตั้งใจว่าจะทำและอยากจะมีประสบการณ์ แหมทุกปีตั้งแต่อยู่เมืองไทยสิ้นปี ปีใหมทีไรทีวีทุกช่องจะต้องมีข่าว มีภาพการ countdown ที่ไทม์แสควร์ทุกปี ดูทุกปีไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้ไปอยู่ตรงนั้น วินาทีนั้นกับเขาด้วย แต่ก่อนจะเล่ารายละเอียดต้องบอกเลยว่าให้ไปอีกไม่เอาแล้ว ครั้งเดียวก็เกินพอจริงๆ

จริงๆก่อนไปบอกเพื่อนที่เคยอยู่นิวยอร์กมาก่อนและเคยไปเาท์ดาวน์มาก่อนบอกว่าเออปีนี้จะไปนะ เพื่อนบอกคิดดีแล้วเหรอ เพื่อนบอกมันทำมาแล้วครั้งหนึ่งและไม่คิดจะไปอีกในชีวิตนี้ เราก็โหมันจะขนาดนั้นเชียวหรือ ก็ฟังๆแต่ในใจฉันเอานแน่ละ เราไปถึงนิวยอร์กวันที่ 30 ก็วันหนึ่งก่อนเคาท์ดาวน์ เพื่อนแฟนที่ทำงานอยู่ NBC New York ก็เตือนอีกแล้วว่าจะไปจริงหรือ ถ้าจะไปต้องไปแต่วันคือบ่ายสามโมงก็ต้องไปได้แล้ว จริงๆก็เหมือนที่เพื่อนเราบอกว่าต้องไปตั้งแต่วันๆเลย บางคนไปแต่เช้าด้วยซ้ำไปจองที่ แต่เรากับแฟนก็แบบว่าฟังๆก็ไม่ได้อะไร ประมาณไมค่อยเชื่อเท่าไร วันที่ 31 เพื่อนแฟนที่อยู่ NBC ก็โทรมาตอนสามโมงเย็นถามว่าเราอยู่ไหน เรายังอยู่โรงแรมอยู่เลย เขาบอกถ้าจะเคาท์ดาวน์ต้องออกไปได้แล้วเพราะตำรวจจะปิดถนนบริเวณงานช่วงบ่ายๆสี่ ห้าโมงนี่แหละแล้วจะเข้าไม่ได้ เรากับแฟนก็ฟังแต่ก็ยังโอ้เอ้ ออกไปก็ห้าโมงกว่าๆ ประกอบกับเป็นช่วงหน้าหนาวห้าโมงเย็นก็มึดเหมือนสามทุ่มแล้ว จริงๆแล้วบริเวณที่จัดงานคือเวทีหลักนั้นอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเราเลย แต่มองไม่เห็นเพราะตึกเยอะบังหมด เวทีจะอยู่ช่วงถนน 7ave. ตัดกับ 42 -43 ave. เราพักอยู่ 6 ave and 46ave.ก็เดินไปปรากฎว่าตำรวจกั้นไปไม่เข้าไม่ให้เข้าจริงๆ เราก็ต้องเดินไปบล็อกต่อไปก็ปิดอีก คนก็โวยวาย ส่วนใหญ่ก็นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งนั้นที่ตั้งใจมาเคาท์ดาวน์ แต่พูดยังไงตำรวจก็ไม่ให้เข้า ทำได้คือเดินลงไปเรื่อย ตำรวจบอกต้องลองเดินไปเรื่อยๆคือไกลจากเวทีออกไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอบล็อกที่ยังเปิดอยู่ เพราะเขาจะไล่ปิดเป็นบล็อกๆไตั้งแต่ตรงที่ใกล้เวทีลงมา คือเพื่อไม่ให้แต่และบล็อกถนนมีคนแน่นจนเกินไปที่รักษาความปลอดภัย

เราเดินตามฝูงชนจนมาบล็อกที่ 53 ave. ซึ่งก็เหมือนจะกั้นแต่คนก็เดินเข้ามาได้ตำรวจไม่ได้ว่าอะไร ก็เป็นอันว่าผ่านเข้าได้ พอถึงเส้นที่เป็นเส้นที่จัดงาน ทั้งที่ก็ห่างจากเวทีมาประมาณสิบบล็อกได้ ก็มีด่านตำรวจอีกคือเส้นนั้นคือเส้นกลางทั้งเส้นจะมีเหล็กกั้นตลอดแนวเลย แต่ละบล็อกก็จะมีตำรวจตรวจ ถ้ามีกระเป๋าเป๋นี่ไม่ให้เข้าเลย พอเข้าไปได้คือตรงกลางถนนเลยเขาปิดถนนนั้นตลอดสาย คนแน่นมากขนาดไกลจากเวทีมากพอควร ตอนนั้นหนาวและฝนตกพรำ่ตลอด เราก็ยืนสักพักดูนาฬิกา โหต้องยืนคนแน่นๆอย่าวนี้อีกเกือบแปดชั่วโมงไม่ไหวะมั้ง เพราะมันหนาวและคือยืนจริงๆของกิน น้ำอะไรไม่ได้เอาติดมาเลย ยืนประมาณครึ่งชั่วโมงเริ่มมีคนที่ถอดใจเบียดแทรกๆออกมา หลายกลุ่ม เพราะมันไม่มีอะไรจะทำยืนจริงๆไม่ได้ยินอะไรจากเวทีเลย เห็นไกลๆ ไม่มีทีวีจอใหญ่อะไรให้ดู คือคนก็พยายามสรา้งบรรยากาศกันเอง เรากับฟนก็เออแปดชั่ว​โมงมันไม่ไหวแน่ๆนานเกินไปยืนกันตายเลย เลยตัดสินใจเบียดออกมาพร้อมกับอีกกลุ่มเราก็ตามน้ำมาด้วย

ตัดสินใจถูกที่เดินออกมาเพราะมันอีกชั่วโมงกว่าจะถึงเวลา เลยมานั่งกินข้าวร้านแถวนั้น จริงๆตำรวจกั้นทุกจุดแต่ถ้าบอกโอเคไปกินข้าวร้านนั้นตรงหรือมีข้ออ้างอื่นๆเขาก็จะให้เข้า ร้านอาหารแน่นมากๆถึงมากที่สุดเพราะหลายคนเหมือนกันคือมานั่งฆ่าเวลารอเวลา อาหารก็แพงมากๆ อีกร้ายแค่ช๊อกกาแลตร้อนไม่อร่อยเลยห้าเหรียญคิดว่าบวกราคาเฉพาะวันนี้ไปด้วย กินฏฆ่าเวลาก็แล้วก็ยังเหลืออีกหกชั่วโมงนั่งต่อก็น่าเกลียดเพราะอาหารก็หมดแล้ว เดินออกมาแต่มาเดินตรงฟุตบาทไม่ใช่ตรงกลางถนนที่ปิดนน ดีกว่ามากที่ยืนรอตรงฟุตบาทเเพราะหลบฝนตามชายคาตึกหน้าโรงแรมได้ เพราะฝนก็ยังตกตลอดเวลาจริงๆ ดูคนที่อยู่ตรงกลางถนนที่มีเหล็กกั้นก็สงสารเพราะยืนกางร่มหรือไม่ก็ตากฝนรอกันนานหลายชั่วโมง คนก็แน่นอะไรให้ดูก็ไม่มีเพราะมันห่างเวทีเกินไป เราเองถึงยืนตรงฟุตบาทหลบฝนหน้าโรงแรมแต่ยืนรวมๆหกชั่วโมงทั้งหนาวทั้งเมื่อย แต่สิ่งที่สังเกตได้คือคนรอบๆตัวพูดภาษาอื่นๆมากกว่าภาษาอังกฤษ คือนักท่องเที่ยวทั้งนั้น คนในท้องที่ไม่มีใครเขามาหรอก คนรัสเซียเยอะมากๆ สรุปคือรอกับรอแล้วก็รอจนนั่นแหละ เริ่มนับถอยหลังนาทีสุดท้าย คราวนี้ทุกคนก็ไม่กลัวฝนแล้วออกมาจากชายคามาร่วมนับถอยหลัง พอนับถึงหนึ่ง หลังจากนั้นลูกบอลก็ดรอปลงมาที่ตัวเลข ธรรมเนียมคือเขาก็จะจูบกันอะไรประมาณนั้น เสียงกรี๊ดดังสนั่น แล้วก็แค่นั้นจริงๆรอมาหกชั่วโมงเพื่อรอดูแค่เสี้ยวนาที ถึงบอกว่าไม่เอาอีกแล้ว ดูทีวีอยู่บ้านเห็นเยอะกว่าอีกแต่ก็นั่นแหละนะ เราว่าตอนเสร็จแล้วเดินกลับโรงแรมน่าจะเป็นจุดที่สนุกที่สุดเพราะทุกคนดูมีความสุขทักทายกันสวัสดีปีใหม่ทั้งที่ไม่รู้จัก ตำรวจก็ยิ้มทั้งๆที่ทำงานมาหนักทั้งคืน คนเดินควักไขว่ตลอดเส้นทาง ร้านขายอาหารริมถนนก็ขายดิบขายดี เอ้าจบแล้ว จบดื้อๆอย่างนี้แหละ

ทัวร์เทพีเสรีภาพ: Inside The Statue of Liberty,NY

plew January 18th, 2010



พาเที่ยวนิวยอร์กต่อค่ะ วันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างที่ต้องไปเยี่ยมชมใน New York จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ต้องไปชมเทพีเสรีภาพ Statue of Liberty และถ้าจะให้สุดยอดก็คือต้องเข้าไปดูข้างในตัวเทพีและปีนไปชมวิวที่มงกุฎเทพีเสรีภาพ Climb to the Liberty’s crown ซึ่งปกติในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนจำกัดมากๆที่สามารถปีนให้ขึ้นถึงมงกุฎได้ และก็ไม่ใช่จะเปิดให้ปีนหรือไต่บันได้เข้าไปดูตับไตไส้ผุงของเทพีเสรีภาพได้ทุกวัน บางช่วงที่ปิดก็มีบ่อยๆทีเดียว ว่าแล้วเราก็เป็นผู้โชคดี รึป่าวนะ ที่ได้มีโอกาสปีนไปสู่สุดที่เกือบสูงสุดในเทพีเสรีภาพ Statue of Liberty

เราสองคนจองตั๋วเพื่อเข้าชมภายในและปีนขึ้นไปตรงมงกูฎของเทพีล่วงหน้าสองเดือน ได้คิวมาวันที่ 6 มกราคม ค่าตั๋วคนละประมาณ $25 โทษทีจำไม่ได้แน่แต่อยู่ในช่วงยี่สิบต้นๆนี่แหละ ก็จองทางอินเตอร์เนต ค่าตั๋วรวมผ่านขึ้นไปถึงมงกุฎและรวมค่าเรือเฟอร์รี่ไปกลับจากแมนฮัตตันไปเกาะเสรีภาพ Liberty Island คือเกาะนั้นก็มีเธออยู่คนเดียวนี่แหละ คือมีเทพีและศูนย์บริการนักท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์ ร้านขายของ ก็แค่เกาะเล็กๆ ใช้เวลาเดินทางข้ามเรือรวมๆประมาณสิบถึงสิบห้านาทีได้ สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วๆไปที่ต้องการแค่ข้ามเรือมาถ่ายรูปมาพิพิธภัณฑ์นั้นมาได้ตามปกติไม่ต้องจอง แต่ถ้าจะเข้ามาดูภายในตัวเทพีและปีนไปตรงมงกุฎตรงนี้ต้องจองอย่างที่บอกเป็นเดือนๆ

เราพักโรงแรมในย่านไทม์แสควร์การเดินทางไปขึ้นเรือเฟอรี่ข้ามไปเกาะเสรีภาพ Liberty Island ก็นั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานี South Ferry ออกจากสถานีก็จะเห็นเลยว่ามันประมาณริมน้ำก็จะเห็นเรือจอดชัดเจน เดินทางไม่ยาก แต่จุดที่ต้องบอกคือตอนนี้มาเที่ยวนิวยอร์กไปที่ไหนที่ไหนก็ต้องผ่านจุดตรวจ เครื่องแสกน x-ray ทุกที่ ดังนั้นแนะนำว่าเดินทางไปพวกสถานที่สำคัญต่างๆไม่มีเป๋หรือกระเป๋าอะไรจะดีที่สุด จะผ่านเร็วกว่า ตอนไปดูเทพีนี่ขอบอกว่ารำคาญมากๆ เพราะตอนแค่จะไปขึ้นเรือก็ผ่่านด่านตรวจ ด่านเอ็กซเรย์กระเป๋าหนึ่งจุด พอไปถึงที่เกาะจะเข้าไปเอาแค่คนที่จะไปดูแค่ฐานในส่วนพิพิธภัณฑ์นี่ก็ต้องผ่านเครืองแสกนอีกจุด ที่สำคัญคือเขาห้ามไม่ให้มีกระเป๋าใดๆเด็ดขาดถึงจะเป็นกระเป๋าสะพายใบเล็กๆก็ไม่ได้ ต้องใส่ล็อกเกอร์ซึ่งก็เสียเงินด้วยหนึ่งเหรียญ สำหรับคนที่มีตั๋วปีนขึ้นไปถึงมงกุฎยิ่งเข้มงวดหนักห้ามแม้กระทั่งะเอากระเป๋าสตางค์อะไรติดตัวมาเลย ห้ามมีเหรียญมีอะไรในกระเป๋าเสื้อหรือกางเกง และก็ต้องใส่ริสแบนด์ด้วย บอกตรงๆว่าเที่ยวนิวยอร์กครั้งนี้แอบหงุดหงิดบ้างเพราะมันตรวจทุกที่จริงๆต้องถอดแจ๊คเกตเปิดกระเป๋าให้ดูตลอด ซึ่งทำให้ใช้เวลานานเข้าไปอีกในการเที่ยวชมแต่ละที่ เพราะคนก็เยอะอยู่แล้ว

วันที่เราไปหนาวมากลมแรง แต่วิวสวยแค่รอบๆเกาะก็สวยแล้ว เพราะมองข้ามฝั่งไปแมนฮัตตันจะได้ซิตี้วิว พาโนรามิคของแมนฮัตตันสวยเหมาะกับการถ่ายรูปมากๆ อย่างที่บอกว่ามันหนาวมากๆเราก็ใส่แจ๊คเกตอย่างหนา แล้วก็ใส่เข้าไปปีนเทพีด้วย ทั้งหมดจนถึงมงกุฎต้องเดินเท้าคือเดินบันไดรวมทั้งสิ้น 354 ขั้น ไม่มีลิฟให้ใช้คือเขามีลิฟละแต่เขาไม่ให้เราใช้้เฉพาะมีเหตุฉุกเฉินเท่านั้น ข้างในตัวเทพีก็คือมืดๆ เริ่มแรกบันไดก็ยังปกติดีไม่แคบมาก แต่ขอบอกว่าแค่ฐานก็เริ่มเหนื่อยแล้ว แต่พอผ่านฐานขึ้นมาแทบลมจับเพราะว่าคราวนี้เป็นบันไดวนและแคบมากๆคือพอแค่คนเดียวคือเรียงหนึ่งเท่านั้น คนอ้วนๆนี่ลำบากเลยแถมวนอีก เราบอกตรงๆเราเป็นคนที่เกลียดบันไดวนมาก กลัวด้วยยิ่งสูงๆแคบๆนี่ยิ่งกลัว แต่ก็ทำไงได้มาถึงขนาดนี้แล้วใจจริงอยากถอยมากเพราะกลัวบันไดวนเป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งใกล้จุดสูงสุดบันไดก็ยิ่งแคบลงมาอีก ทรมานมาก เราเข้าใจเลยว่าทำไมเค้าไม่อนุญาตให้มีกระเป๋าติดตัวมาหรือเหรียญอะไรพวกนี้เพราะเรื่องความปลอดภัยและความสะดวกในการปีนบันไดที่แคบมากๆนี่เอง ขนาดเราใส่แจ๊คเก็ตมาด้วยเราว่ามันยังทำให้ลำบากเลยเพราะทำให้ตัวเราใหญ่ขึ้น แต่เค้าก็ไม่ได้เร่งรัดอะไรเดินไปพักๆหยุดๆก็ได้แต่ว่ามันก็แคบนะจะหยุดก็ยังไงเนี่ย

พอถึงจุดตรงมงกุฎก็จะเป็นจุดชมวิวที่เป็นเหมือนหน้าต่างมองออกไปเห็นวิวสวยมาก แต่ว่ามันแค่นั้นแหละ เดินแทบแย่กลัวก็กลัวตอนลงก็บันได้แคบๆเหมือนเดิมอีกแล้ววนด้วย แต่นะนี่สัญลักษณ์ของอเมริกาเชี่ยวนะถือว่าเรามาถึงนิวยอร์กแน่ๆแล้วเอาไปโม้ได้ หลายคนอาจสงสัยว่าตรงมงกุฎนี่มันยังไม่สูงสุดนี่ต้องคบเพลิงสิถึงจะเป็นจุดสูงสุด ใช่แล้วแต่ตรงแขนที่ถือคบเพลิงเค้าไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้น และยิ่งแคบเข้าไปอีกคราวนี้เป็นบันไดลิงเลยละ ให้ขึ้นเราก็คงไม่ขึ้นละแค่นี้ก็ลมแทบจับแล้ว เอาเป็นว่าดูวิดีโอจะได้พอเห็นภาพ ใช้ความพยายามในการถ่ายมากเพราะแค่เดินก็จะแย่แล้ว สุดท้ายขอเตือนใครไปนิวยอร์กถ้ากลัวความสูง ไม่ชอบที่แคบ สุขภาพไม่ดีเท่าไร ก็อย่าไปปีนมันเลย เพราะจริงๆวิวข้างนอกก็สวยอยู่แล้วค่ะ

รถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก New York Subway

plew January 14th, 2010


มาเล่าเรื่องไปเที่ยวนิวยอร์กให้ฟังต่อ วันนี้มาเรื่องของรถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก MTA New York City Subway บ้างดีกว่า อย่างที่เล่าไปแล้วว่าการเดินทางในนิวยอร์กโดยเฉพาะในแมนฮัตตันสะดวกมากๆเพราะมีรถไฟใต้ดินไปถึงทุกที่ แฮะเราเองก็แค่นักท่องเที่ยวจากที่เที่ยวๆในนิวยอร์กมาสิบวันก็ด้ไนั่งรถไฟใต้ดินสี่ห้าเที่ยว เพราะว่าโรงแรมดันยอุ๋ใจกลางเลยใช้เดินสะมากกว่า แต่ก็ได้นั่งรถไฟใต้ดินจากบริเวณไทม์แสควร์ไปสะพานบรู๊คลิน,ไปต่อเรือเฟอร์รี่ไปเกาะเทพีเสรีภาพและก็นั่งไปทานข้าว ไปดูหนังย่าน West Side

สถานนีรถไฟใต้ดินที่นี่ถี่ดีมากๆคือเกือบทุกๆสองสามบล็อกเลยละมั้ง ในฐานะที่เราไม่ใช่คนท้องที่เราคิดว่าการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในนิวยอร์กไม่ได้ยากอะไร ถึงแม้ว่าจะมีหลายสายมาก จำไม่ได้ตั้งแต่ บางจุดอาจต้องลงและเปลี่ยนรถแต่ก็ไม่ได้ยากเกินไป รวมทั้งสามารถตรวจสอบเส้นทางได้จากอินเตอร์เนตง่ายๆ http://www.mta.info/ ราคาตั๋วคือเที่ยวเดียวเที่ยวละ $2.25 ตั๋ววัน $8 ถ้านั่งเยอะๆเที่ยวเยอะๆซื้อตั๋ววันดีกว่าคุ้มกว่า และไ่ต้องเสียเวลาต่อคิดซื้อตั๋วที่เครื่อง นอกจากนั้นก็พวกบัตรเติมเงิน ตั๋วเดือนสำหรับคนที่อยู่ที่นั่นเพราะถูกกว่าและไม่ต้องเสียเวลาซื้อทุกวัน เพื่อนฝรั่งที่อยู่นิวยอร์กบอกเขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามีตั๋วแบบเที่ยวเดียวที่เราซื้อเพราะซื้อแบบบัตรเติมเงินตลอด การซื้อตั๋วที่เครื่องหน้าสถานีใช้เวลาพอสมควร มาว่าเรืื่องการซื้อตั๋วดีกว่าเพราะต้องซื้อจากเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติเท่านั้น ซึ่งใช้เวลายุ่งยากนิดหน่อย เพราะหลายๆเครื่องที่เจอรวนๆ โดยเฉพาะถ้าใช้การ์ดหรือบัตรเครดิต เดบิตรูด เพราะเครื่องไม่อ่านบัตรซะงั้น ไม่ใช่บัตรเราคนเดียวคนอื่นก็เป็น ใช้เงินสดจะดีกว่า แต่พอดีเราไม่มีเหรียญไม่มีแบงค์พอเลยใช้บัตรเครดิต เครื่องจ่ายตั๋วบางเครื่องรับแต่เหรียญและบัตร ถ้าใครส่งสัยว่าซื้อตั๋วยากไหม ลองดูในวิดีโอได้เลยค่ะ

ข้อควรระวังในการใช้รถไฟใต้ดินในนิวยอร์กนอกจากต้องเลือกเส้นทางให้ถูกต้อง สายให้ถูกต้องแล้วต้องดูด้วยว่าบางขบวนเป็นรถด่วน Express train ซึ่งจอดแค่บางสถานี สถานีที่ต้องการลงอาจไม่จอดแล้วต้องเลยไปไกลเลย ต้องระวัง แต่ทุกๆสถานีก็จะมีการประกาศก่อนเสอมว่าสถานีต่อไปเป็นสถานีอะไร ทรานเฟอร์ไปสายไหนๆอะไรได้หรือไม่ก็ถือว่าไม่ได้ยากลำบากนักสำหรับนักท่องเที่ยว แต่โดยรวมๆในรถก็ถือว่าโอเคถึงแม้จะเก่าแต่ก็ไม่ได้สกปรกมากมาย ดูสะอาดกว่าซานฟรานซิสโกซะอีก สถานีส่วนมากก็เก่าๆ บางสถานีที่คนน้อยๆก็ดูน่ากลัวพอสมควร เพราะมันเงียบแล้วก็ดูแบบสกปรกๆ ทำให้อดคิดถึงพวกหนังฆาตกรรมหรือประเภทที่ฆ่ากันในสถานีรถไฟหรือในรถในรถไฟใต้ดินในนิวยอร์กขึ้นมาทันที แล้วมันก็มีหนังประเภทที่เกี่ยวกับความอันตรายของรถใต้ดินอยู่หลายเรื่องนี่นา ที่น่าสังเกตคือไม่เห็นมียามหรือตำรวจคอยดูแลตามสถานีเลย นอกจากสถานีหลักๆใหญ่อย่าง Grand Station,NY

มีวันหนึ่งนั่งรถไฟก็ประมาณเย็นๆคนน้อยมากในโบกี้ที่เรานั่งมีเรากับแฟนและก็ผู้ชายอีกคนดูน่ากลัว เราว่าโอกาศที่จะเกิดเหตุการไม่ดีก็เป็นไปได้ทีเดียวเพราะบางขบวนหลายโบกี่มากและมันก็เงียบมากๆ ไม่อยากคิด แต่จริงแล้วก็คงไม่มีอะไรร้ายๆเกิดขึ้นบ่อยๆแบบในหนังหรอกมั้ง แต่สรุปแล้วรวมๆก็สะดวก รวดเร็วดี วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนแล้วจะกลับมาเล่าเรื่องราวส่วนอื่นๆของนิวยอร์กในตอนต่อไป

พาเที่ยวนิวยอร์ก Trip To New York

plew January 13th, 2010


วันนี้จะพาไปเที่ยวนิวยอร์ก New York, USA.ค่ะ เพิ่งมีโอกาศได้ไปเยือนมหานครแห่งสีสัน เมื่อวันที่ ธันวาคม ที่ผ่านมา ฉ็อดเด็ดคือ Countdown at Times Square,NY เพราะเคยแต่ดูทีวีทุกปีฝันว่าจะได้ร่วมสักครั้ง ตอนนี้ฝันเป็นจริงแล้ว ขอครั้งเดียวในีวิตพอไม่เอาอีกแล้ว เข็ดค่ะ สำหรับวันนี้เอาภาพรวมๆของนิวยอร์กกันก่อนดีกว่าจริงๆแล้วนิวยอร์กซิตี้ กินพื้นที่กว้างพอสมควรแต่สว่นที่เป็นสีสันสำหรับนักท่องเที่ยว Manhattan เพราะมีสถานที่ที่มีชื่อเสียงก็ล้วนแต่อยู่ในแมนฮัตตันแทบทั้งนั้น เข้าเรื่องดีกว่า

ทริปนี้เรานั่งรถไฟจากวอชิงตันดีซี Washington,DC คือรถไฟแอมแทรค Amtrak Trainเ ข้ามานิวยอร์ก ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง ตั๋วแพงเอาการทีเดียวขนาดแค่ชั้นธรรมดาตกคนละ $128 แต่รวมนั่งสบายไม่อึดอัด ข้อดีกว่าการนั่งเครื่องบินคือได้ผ่านเมือง รัฐต่างๆระหว่างทางจากดีซีมานิวยอร์ก เช่น ฟิลาเดลเฟีย นิวเจอร์ซี่ และอื่นๆจำชื่อไม่ได้แล้ว รถไฟจะมาหยุดที่สถานนีเพนท์ Penn Station,NY ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากไทม์แสควร์ Times Square,NY คือประมาณสิบบล็อกได้ โรงแรมที่เราจองไว้อยุ่ในย่าน Time Square นี่แหละ เราก็เดินลากกระเป๋ามาเรื่อยๆจนถึงโรงแรมก็สบายๆไม่ได้ไกลมากมาย แต่คนเยอะมากเพราะมาถึงวันที่สามสิบ ธัันวาคม ซึ่งมันเป็นช่วงใกล้ปีใหม่และCountdown 2010 ก็อย่างที่รู้ว่าเคาท์ดาวน์ที่ไทมน์แสควนิวยอร์กนี่คือสุดยอดของโลกแรก (ไม่รู้ทำไม) แว็ปแรกที่สัมผัสนิวยอร์กคือเอออลังการดีเพราะตึกเยอะมาก คนเยอะมากร้านค้าตลอดแนว แสงไฟจากป้ายโฆษณาวู๊ปว๊าปไปหมด ตื่นเต้น พอมาถึงไทม์แสควร์ยิ่งว้าวเลย ป้ายโฆษณาสีสันตระการตาจริงๆ

โรงแรมที่เราพักชื่อ Apple Core Times Square Hotel ที่จองโรงแรมนี้เพราะทำเลดีอยู่ใกล้จุดสำคัญๆ ดังๆ สองบล็อกจากใจกลางไทม์แสควร์ สองบล็อกจาก Rockefeller Center ไม่ไกลจาก Grand Station, Central park แหล่งช๊อปและของกิน ราคาห้องอยู่ที่เฉลี่ยต่อคืนเพราะคืนเคาท์ดาวน์แพงกว่าปกติ ขนาดเราจองล่วงหน้าเดือนกว่า สองเดือนยังเกือบหาห้องไม่ได้โรงแรมเต็มหมด ที่ไม่เต็มบางทีก็แพงมากๆห้าร้อยกว่าเหรียญขึ้น โชคดีที่ได้ที่นี่ สภาพโรงแรมรวมๆก็ไม่ได้ดีอะไร เก่า เสียงจากคนข้างห้องได้ยินถึงกันหมด นอนไม่ค่อยจะหลับ เพราะได้ยินคนข้างห้องและข้างบนตลอด แถมควันบุหรี่อีกขนาดเป็นโรงแรมที่ห้ามสูบบุหรี่นะเนี่ยแต่กลิ่นนี่คลุ้งเลย ดังนั้นถ้ามีทางเลือกอื่นก็ไม่แนะนำที่นี่ค่ะ ถึงแม้ทำเลจะดีสุดยอดก้เหอะ คือโรงแรมค่อนข้างห่วยว่างั้นเหอะ แต่เราตอนนั้นไม่มีทางเลือก

อาหารการกินที่นี่แพง ถ้าเทียบกับซานฟรานซิสโกคือทุกอย่างแพงกว่าประมาณเหรียญ สองเหรียญ วันแรกเรามาถึงกินไก่ปิ้งรถเข็นริมถนนเป็นอาหารอิสลามไม้ละเจ็ดเหรียญ แพงขนาดแค่ของริมถนนนะเนี่ย แปลกคือที่นี่มีรถเข็นที่ขายอาหารอิสลามประเภทเมดิเตอร์เรเนี่ยนเยอะมาก หรือไม่ก็ฮ๊อตดอก คือขายเหมือนๆกัน คนขายก็จะเป็นพวกแขกตะวันออกกลาง ที่นิวยอร์กคนแขกตะวันออกกลางเยอะมาก ผิดกลับแคลิฟอเนียที่คนเอเชีย คนสเปนิชหรือแม๊กซิกันเยอะ เราก็กินอาหารรถเข็นนี่สองมื้อมีพวกกุ้ง ไก่ราดข้าว ก็ใช้ได้อร่อยดีก็ประมาณแปดเหรียญ แต่อาหารยอดฮิตเพราะเยอะมากไปตรงไหนก็มีคือสลัดบาร์ ส่วนมากก็แบบตักๆใส่กล่อง เพราะมีโต๊ะให้นั่งน้อยมาก คือร้านที่ขายสลัดบาร์เยอะจริงๆ ราคาก็แพงเอาการขนาดธรรมดาไม่ได้อร่อยเลย เราตัักก็ไม่ได้เยอะเสียประมาณสิบสอง สิบสี่เหรียญตลอด ดูเหมือนคนที่นี่เค้าจะแบบกินอะไรง่ายๆเร็วๆ ถ้าจะเอาอาหารถูกๆก็คงต้อง
แม็คโดนัลนั่ลแหละถูกสุดแล้ว ร้านอื่นๆแพงพาสต้าธรรมดาไม่มีเนื้อสัตว์อะไรเลยก็สิบสี่เหรียญ แล้วร้านส่วนใหญ่ก็เป็นแบบแฟนไชน์ร้านเดิมๆ เหมือนๆซ้ำๆกันทุกถนนตรง มีวันหนึ่งเห็นชีสเค้กน่ากินสั่งชิ้นเล็กๆโดนไปสิบเหรียญ แพงจริงๆ

นอกนั้นสิ่งที่ขัดใจคือซุปเปอร์มาเก็ตใหญ่ๆไม่มีเลย มีแต่แบบเหมือนร้านชำร้านที่ขายสลัดแล้วก็มีของเล็กๆน้อยๆขายที่สำคัญไม่ติดป้ายราคา จ่ายถึงรู้ เท่าที่เจอซุปเปอร์มาเก็ตใหญ่ๆก็สองที่ที่หนึ่งใกล้กับเซ็นทรัลพาร์ค อีกที่ก็แถวลินคอนเซ็นเตอร์ แต่ว่าของราคาแพง อย่างที่บอกแพงซานฟรานประมาณสองเหรียญขณะที่ซื้อของเหมือนกันเลย ดังนั้นมาเที่ยวที่นี่ต้องทำใจเรื่องค่าใช้จ่าย

การเดินทางค่อนข้างสะดวกมากทีเดียวส่วนใหญ่เนื่องจากเราพักใจกลางเมืองอยู่แล้วก็เดินเป็นหลักเพราะสถานที่หลักๆไม่ได้ไกลจากกันเดินง่ายไม่หลงเพราะชื่อถนนส่วนมากเป็นตัวเลขก็จำตัวเลขที่ตัดกันก็เดินไม่หลงแล้ว ถนนหลักที่เป็นแหล่งช็อปปิ้งคนแน่นคือ 5 Ave. ไทม์แสควก็ถนน 7 Ave. เราพักที่ถนน 6 Ave. ถนนที่ตัดกันจุดหักที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวก็ช่วงสามสิบกว่าถึงห้าสิบกว่าๆ นอกจากเดินสะดวกไม่ไกลแล้วถ้าจะไปจุดื่อๆก็นั่งรถไฟใต้ดินไปได้ทุกที ราคาเที่ยวละ $2.25 ถ้าตั๋ววันก็ $8 คุ้มถ้านั่งหลายๆเที่ยว แต่ราคารถไฟต่อเที่ยวถือว่าแพงทีเดียว เพราะซานฟรานซิสโกที่เราว่าแพงแล้วแค่$2และใช้ได้กี่เที่ยวก็ได้ภายในสองถึงสามสี่ชั่วโมงแล้วแต่ช่วงเวลา แต่ที่นี่คือเที่ยวเดียวจริงๆ แต่ถ้าไม่อยากเดินหรือนั่งรถไฟก็แท็กซี่ซึ่งเป็นที่นิยมของคนที่นี่ แท็กซี่เยอะและคนก็เรียกเยอะด้วยเช่นกัน ที่ได้ใช้ขับไปประมาณสิบกว่าๆบล๊อกก็เจ็ด แปดเหรียญ บวกทิปอีก

ภาพรวมของนิวยอร์กก็เป็นเมืองที่มีตึกระฟ้ามากมาย มีตึกที่มีการออกแบบสวยๆจะมีตึกที่มีโดมหรือหลังคาแหลมๆสวยๆเยอะดี สวยมากโดยเฉพาะกลางคืน แต่ก็เหมือนเมืองใหญ่ๆทั่วไปคือคนเยอะ และไม่ค่อยสะอาดเท่าไรขยะมีให้เห็นตามถนน คนก็ดูรีบๆ ที่แปลกคือเราคิดว่าฝรั่งจะเคารพกฎจราจรแต่ที่นี่คนจะไม่รอสัญญาณไฟในการข้ามถนน คือมีจังหวะก็ไปทั้งๆที่เป็นสัญญาณห้ามข้าม ต่างกับซานฟรานซิสโกที่นส่วนใหญ่เลยจะรอจนได้สัญญาณถึงจะข้ามถึงจะไม่มีรถก็เหอะ แต่ที่นี่ตรงข้ามตำรวจเองก็ดูไม่ได้สนใจหรือจะห้ามปรามอะไร เราเองก็ตามน้ำเช่นกัน อิอิกไม่ต่างจากกรุงเทพบ้านเราเลย

สำหรับเรื่องช๊อปปิ้งเราไม่ตื่นเต้นอะไรเพราะแบรนด์ส่วนใหญ่ก็แบรนด์ที่เหมือนกันที่มันก็มีเกือบทุกเมืองใหญ่ๆในอเมริกาพวก หรือแบรนด์ไฮเอนด์ก็คือๆกัน เพียงแต่ที่นี่ร้านเดียวกันแต่มันแบบมีหลายสาขาเช่นเจอมาสี่ ห้าร้านในทำเลใกล้กันๆ ร้านที่เป็นโลโคลหรือยูนิคไม่ค่อยเห็นเท่าไรเลย พอดีเรามาในช่วงหน้าหนาว(มาก) ใครจะมาเที่ยวที่นี่หน้่หนาวก็หาพวกเฟอร์ พวกอะไรขนสัตว์ติดมาหน่อยเพราะคนที่นี่เขานิยมใส่พวกเสื้อคลุม แจ็คเก็ต หรือหมวก ผ้าพันคอที่เป็นคนสัตว์จริงๆ สวยดี เราไม่มีกับเขาเลย จริงๆแฟนก็บอกเราก่อนหน้านี่ว่าคนนิวยอร์กชอบใส่เฟอร์ แต่แฟนบอกไม่อยากให้ซื้อเขาไม่ชอบและคนในซานฟรานก็ค่อนข้างแอนตี้การใช้ผลิตภัณฑ์จากพวกขนสัตว์ด้วย แต่มันก็สวยดีน่า อยากใส่กับเขามั่ง

อากาศในช่วงปลายธันวา มกรา คือหนาวมากทีเดียวประมาณติดลบเก้าองศาเซลเซียส บางวันฝนตกด้วย บางวันก็มีหิมะแต่ไม่จัดมาก โชคดีเราไม่เจอพายุอะไรแรง ดังนั้นถ้าใครจะมาเที่ยวยิวยอร์กในช่วงหน้าหนาวแบบนี้ก็เตรียมเสื้อผ้ามาให้พร้อม แจ๊คเก็ตดีๆหนาๆ หมวกอุ่น ถุงเท้าดีๆ เพราะขนาดเราว่าเราใส่อย่างหนาแถมหลายชั้นแล้วเดินสักสองชั่วโมงนี่เริ่มไม่ไหวต้องหาร้านเข้าไปหลบสักพัก มือขนาดใส่ถุงมือหนาๆยังชา เท้าก็เริ่มชาๆ ช่วงเวลาที่เขาบอกน่าเที่ยวนิวอย์กที่สุดคือช่วงสิงหา เพราะอากาศดี บาวช่วงที่นี่ก็ร้อนมากพอๆกับเมืองไทย สำหรับวันนี้เรื่องรวมๆทั่วๆไปของนิวยอร์กคงเอาไว้เท่านี้ แล้วจะมาเล่าเจาะลึกเป็นจุดๆ เป็นที่ๆตอนต่อไปค่ะ

ต่ออายุกรีนการ์ดสองปีเป็นสิบปี Removal of the Conditional Green Card

plew December 23rd, 2009



การขอถอนเงืืื่อนไขจากกรีนการ์ดแบบสองปีเป็นกรีนการ์ดสิบปีสำหรับคนที่ได้กรีนการ์ดจากการแต่งงานกับคนอเมริกันโดยได้กรีนการ์ดก่อนจะแต่งงานกันครบหนึ่งปี็จะได้กรีนการ์ดแบบมีเงื่อนไขคือมีอายุแค่สองปี หรือ conditional green card ซึ่งต้องใช้แบบฟอร์ม I-751 ในการ remove the condition

วันนี้มาแชร์ประสบการณ์เรื่องนี้เพราะเมื่อวาน 22 ธันวา 2009 เพิ่งได้กรีนนการ์ดใบใหม่คือ
กรีนการ์ดสิบปีมาหมาดๆ แถมรูปบนบัตรยังสวยเหมือนเดิม อันนี้สำคัญมากๆ 555 ซึ่งรวมๆแล้วเราใช้เวลาแค่เดือนครึ่งหลังจากส่งแบบฟอร์มไปเอง ซึ่งยอมรับว่างงเพราะมันเร็วจังแฮะ แต่ก็ดีแล้วละ ตอนนี้เราได้ใบใหม่ทั้งๆที่ใบเก่ายังไม่หมดอายุเลยค่ะ ใบเก่าหมดอายุ 28 มกราคม 2010 ก็เดือนหน้า แปลกดีตอนนี้เลยมีกรีนการ์ดสองใบเลย มาเล่าขั้นตอนให้ฟังดีกว่า

อย่างที่บอกไว้ข้างบนกรีนการ์ดใบเก่าเราจะหมดอายุ 28 มกราคม 2010 ซึ่งในการขอต่อหรือถอนเงื่อนไขกรีนการ์ดสองปีสามารถส่งเรื่องไปได้เก้าสิบวันก่อนที่บัตรเดิมจะหมดอายุลง เราก็คำนวณแล้วว่าประมาณเกือบๆปลายเดือนตุลาคม เราก็ส่งไปได้เพราะเคยอ่านบางคนบอกเขาใช้เวลาประมาณหกเดือน หรือบางคนสามเดือนสี่เดือนกว่าจะได้ใบใหม่ เราก็เตรียมเอกสารคือ
- แบบฟอร์ม I-751 ซึ่งง่ายมากๆ สั้นๆแค่หน้าเดียวเอง บวกค่าธรรมเนียม $545
- จดหมายจากคนรู้จักสองคนยืนยันว่าเราคงสภาพความเป็นสามี ภรรยากันจริง สองฉบับนี้เราก็ให้พ่อแฟนกับแม่เลี้ยงแฟนนั่นแหละเซ็นให้ ง่ายๆเลยในจดหมายต้องระบุชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด สถานที่เกิด ที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ของคนที่เซ็นยืนยันให้เรา ก็เขียนไปสั้นๆห้าบรรทัดได้
- สำเนาการจ่ายภาษีร่วมกันปีล่าสุด
- สำเนาอื่นๆที่มีชื่อร่วมกันเช่นสัญญาเช่าบ้าน
- เอกสารพวกประกันรถและอื่นๆ
- บัญชีเงินฝากที่เปิดร่วมกัน
- เอกสารการจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินที่เราไปเที่ยวมามีชื่อสองคนบินด้วยกัน
- รูปถ่ายในรอบสองปีที่ผ่านมา เราก็ใส่ไปทริปละสองรูปไม่ได้ส่งรูปไปมากมายแต่ก็เรียงว่ารูปนี้ที่เราไปไหนกันมาซึ่งก็หลายที่อยู่

เท่านี่เองหลังจากนั้นก็ส่งไปที่ USCIS Laguna Niguel CA. วันที่ 26 ตุลาคม 2009 ปรากฎว่าตลกมาก ทาง USCIS ตีเอกสารเรากลับมา บอกว่าเราส่งเอกสารเร็วเกินไปยังไม่ครบเก้าสิบวัน ทั้งที่ในเอกสารที่เขารับไว้ก็คือประทับตราลงรับ 28 ตุลาคม 2009 ซึ่งมันก็เก้าสิบวันพอดี โอเคอาจเร็วไปวันหนึ่งหรืออะไรก็ไม่รู้ละ แหมเก็บไว้หน่อยก็ไม่ได้ส่งเร็วแค่วันหนึ่งเองนะช่างเที่ยงตรงจริงเลย แต่ว่าเขาเย็บเอกสารที่เราส่งไปเข้าชุดให้เรียบร้อยเลย หลังจากนั้นสองวันเราเลยต้องเสียเงินส่งไปรษณีย์ไปใหม่อีก ขำๆ ก็ส่งไปใหม่วันที่ 30 ตุลาคม จากนั้นก็รอ

จนวันที่ 9 พฤศจิกายน คือประมาณหนึ่งอาทิตย์หลังจากส่งไปก็ได้ใบเสร็จรับเงินซึ่งใบนี้สคัญมากต้องเก็บไว้ดีๆเพราะมันคือเอกสารที่ต่ออายุสถานการเป็น green card ของเราออกไปอีกหนึ่งปี คือถึงเรายังไม่ได้บัตรใหม่ระหว่างที่บัตรเดิมเรามดอายุไปเราใช้เอกสารตัวนี้คือ I-797C แทนไปได้ในระยะเวลาหนึ่งปีซึ่งบัตรใหม่ปกติก็ได้กันก่อนหนึ่งปีอยู่แล้ว จากนั้นอีกเกือบอาทิตย์ก็ได้จดหมายนัดไปพิมพ์ลายนิ้วมือและถ่ายรูป เราไปพิมพ์ลายนิ้วมือวันที่ 10 ธันวาคม 2009 ที่ผ่านมานี่เอง ถัดมาอีกอาทิตย์หนึ่งวันที่ 21 ธันวาคม 2009 ก็ได้รับจดหมายแจ้งว่าเรื่องผ่านแล้วจะส่งบัตรมาให้ภายในหกสิบวัน เราก็โอเคดีผ่านแล้วไม่ต้องสัมภาษณ์ะไร ปรากฎว่าวันรุ่งขึ้นบัตรใบใหม่ก็ส่งมา วู้กะว่าต้องรอประมาณเดือนสองเดือน อะไรนี่วันเดียวมาแล้ว สรุปเราใช้เวลาจากที่ส่งไป 30 ตุลาคม 2009 เราได้บัตรใหม่วันที่ 22 ธันวาคม 2009 ไม่ถึงสองเดือน แล้วก็ไม่ได้ส่งเอกสารอะไรไปมากมายเลยก็ง่ายๆดีค่ะ แต่ราคาห้าร้อยกว่านี่ก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน วันนี้ก็แค่นี้ค่ะ เรื่องที่ต้องระวังก็คือนับวันส่งดีๆจะได้ไม่ต้องโดนตีกลับมาเหมือนเรานะ

อาหารไทยในอเมริกา Thai Food in America

plew December 19th, 2009

คนต่างชาติ ฝรั่ง ญี่ปุ่น และอื่นๆเขาคิดยังไงกับอาหารไทยคนต่างชาติทีพูดถึงก็เป็นคนในอเมริกานี่แหละบังเอิญว่าที่ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่มีผู้คนมาจากหลากหลายชาติ จริงๆก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่แล้วว่าอาหารไทยเรานั้นเป็นหนึ่ง top ten world cuisine เป็นอาหารที่มีอัตราการเติบโตคือเป็นที่นิยมเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แค่ใน San Francisco เองเกือบสองร้อยร้านเห็นจะได้ เยอะมากสำหรับเมืองที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่โตอย่างซานฟรานซิสโก

ที่มาเขียนเรื่องอาหารไทยอีกครั้งเพราะเทอมที่ผ่านมาเราลงเรียนวิชาการผลิตถ่ายทำวีดีโอเพื่อการเรียนการสอนหรือ Instructional Videography และหนึ่งในวิดีโอที่เราทำงานส่ง Thai cooking Show โดยทำต้มข่าไก่ Thai coconut chicken soup โชว์ ปรากฎว่าคนในห้องรวมทั้งอาจารย์ด้วยขอให้เราทำต้มข่าไก่มาในปาตี้วันปิดเทอม ทุกคนสนใจอยากได้สูตรอยากทำ ส่วนมากรู้จักอาหารไทยอยู่แล้ว กินตามร้านบ่อยๆ โดยเฉพาะต้มข่าไก่นี่รู้จักกันอยู่แล้วแทบทั้งนั้น แหมน่าภูมิใจจริงๆที่เรามีวัฒนธรรมและเทคนิคในการทำอาหารที่อร่อยและที่สำคัญใช้เวลาไม่นานในการทำ ทุกคนในห้องบอกเขาคิดว่าอาหารไทยใช้เวลาในการทำนานพอดูวีดีโอเขาบอกว้าวไม่เชื่อเชื่อเลยว่าอาหารไทยที่อร่อยๆจะใช้เวลาในการทำไม่นาน คือถ้าเทียบกับอาหารฝรั่งที่แบบใช้เวลาในการอบหรือเคี่ยวนานๆ

พืชผัก สมุนไพรของเราก็เป็นที่สนใจมากๆ หลายคนสงสัยว่าข่า ตะไคร้นะกินได้ไหม รสชาติเป็นอย่างไร เรื่องบางเรื่องที่เราคิดว่าง่ายๆเช่นน้ำมะพร้าว ต่างกับกะทิยังไง ขอบอกว่าฝรั่งบางคนงงมากระหว่างน้ำมะพร้าวกับน้ำกะทิ coconut milk, coconut cream,coconut juice เหมือนหรือต่างกันอย่างไร อีกเรื่องที่ต่างกันในการทำอาหารคือไทยเราปกติเราไม่ค่อยมีสูตรตายตัวหรือเน้นการชั่งตวงหรือจับเวลา เราแบบใช้ความเคยชิน บวกชิมแล้วปรุงปรุงแล้วชิมกันซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ฝรั่งนี่คือเขาต้องการรู้แน่ๆววัดออกมาว่ากี่ช้อน กี่ถ้วย เราบอกรอจนไก่สุก เขาก็อยากรู้ว่ามันนานกี่นาทีไก่ถึงจะสุกอะไรประมาณนั้น
โดยส่วนตัวเคยทำต้มข่าไก่นี่แหละให้ญี่ปุ่น กับฝรั่งทานทุกคนบอกว่าอร่อย มีอีกหลายเมนูที่มีคนขอให้เราสอนเช่นผัดไทย และพวกแกง แต่ว่าเราทำผัดไทยไม่เก่งทำออกมาไม่อร่อย ฝรั่งคนต่างชาติคิดว่าผัดไทน่าจะทำง่ายกว่าต้มข่า เขาก็งงว่าทำไมเเราทำผัดไทไม่เป็น เราบอกทำนะทำได้แต่มันไม่อร่อย และจริงๆในเมืองไทยก็เหอะหาผัดไทที่อร่อยๆจริงๆไม่ใช่ง่ายบางทีก็มันเกิน บางทีก็แห้งเกิน แหมพูดแล้วก็คิดถึงผัดไทตรงใกล้แบงค์ชาติซะแล้ว

ว่าแล้วเอาวีดีโอที่เราทำมาโชว์ให้ดูดีกว่า ได้เพื่อนสาวแสนสวยมาช่วยแสดง ใครว่างอย่าลืมช่วยกันเขาไปคอมเมนท์ กระตุ้นเรตติ้งกันด้วยนะจ๊ะ



http://www.youtube.com/watch?v=LCeAuU4el7c

วีซ่าท่องเที่ยวอเมริกา US.Visitor Visa

plew December 13th, 2009



มาว่าเรื่องการขอวีซ่าท่องเที่ยวอเมริกา B-2 visa อีกสักครั้งเพราะดูเหมือนจะมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องวีซ่าเข้ามาเรื่อยๆ จริงๆแล้วเราเองก็ไม่ใช่เซียนหรือนักกฎหมายอะไร เพียงแต่อ่านและฟังประสบการณ์ของคนโน้นคนนี้มาพอสมควรบวกกับประสบการณ์ของตัวเอง เข้าเรื่องดีกว่านะแต่วันนี้จะเล่าเรื่องการขอวีซ่าเข้าอเมริกาจากต่างประเทศอื่นๆที่ไม่ใช่ระเทศไทย

ที่กลับมาเขียนเรื่องวีซ่าอีกครั้งเพราะเผอิญได้คุยกับเพื่อนที่อยู่ที่อังกฤษและเพื่อนก็ขอวีซ่าเพื่อจะมาเที่ยวที่นิวยอร์กสิบวัน ผลคือไม่ผ่านค่ะ เคสนี้คือเข้ายื่นขอในอังกฤษ ขอมากันสองคนสามีภรรยา คือตัวผู้ชายเป็นนักศึกษาปริญญาเอกคือได้ทุนมาจากมหาวิทยาลัยชื่อดั
ของรัฐ ดังนั้นเขาก็มีสถานะเป็นข้าราชการหรือพนักงานของมหาวิทยาลัย และทางมหาวิทยาลัยก็จะส่งค่าใช้จ่ายรายเดือนเข้าบัญชีอยู่แล้ว ส่วนผู้หญิงขายของทาง eBay ก็มีรายได้โอเค ตอนที่ขอทั้งคู่มีเงินในบัญชีประมาณหกเจ็ดพันปอนด์ แล้วก็เที่ยวมาทั่วยุโรปแล้วละ และเป็นอดีตนักเรียนอังกฤษด้วยกันทั้งคู่คือจบโทและกำลังเรียนเอก ผลคืออย่างที่บอกไม่ได้เพื่อเรานี่บ่นดูสิขอไปแค่สิบวันไม่ได้ เหตุผลที่ US.Embassy in UK. บอกคือเขาคิดว่าสองคนนี้ไม่มีเงินพอที่จะเที่ยวในเมริกาถึงจะแค่สิบวันก็เหอะนะ เหอะๆขำมากเพราะจริงๆสองคนนี้บ้านรวยอะ ผู้ชายตอนเด็ดกๆก็ใชช้ชีวิตใน New York คือเรียนที่นั่นมาหลายปี และจริงๆเค้าก็จะไปแค่สิบวันจริงๆ หลักๆคือสองคนมีเงินในบัญชีที่อังกฤษหกพันปอนด์และเค้าก็ถามว่าแฟนเป็นข้าราชการคือเป็นอาจารย์เงินเดือนเท่าไร ก็คือมันน้อยละแหมเงินเดือนข้าราชการไทยพอคำนวณเป็นดอลล่าห์มันก็แค่หลักร้อยเหรียญอะ แล้วไอ้เพื่อนเราก็ดันขายของอีเบย์แบบเค้าคงมองว่ามันหลักลอยไปมั้งแต่จริงๆมันรายได้ดีเลยทีเดียวเพราะมันขายของแบรนดืเนมไฮเอนด์ ดูๆไปก็ไม่รู้เจ้าหน้าที่สถานทูตฉลาดรึป่าวเพราะรายที่แบบจริงๆมาแอบทำงานดันได้มากันตรึม อย่างข้าพเจ้าเองเป็นต้นมาแล้วก็อยู่ยาวแต่งงานอีก แต่ไอ้คนมาเที่ยวจริงๆบวกมีตังค์อะดันไม่ได้มา

รายที่สองเป็นเพื่อแต่ท่านบวชเป็นพระ พระท่านไปจำพรรษาที่ออสเตรเลีย ท่านก็ให้เพื่อนคนไทยที่มีกรีนการ์ดและสามีที่เป็นซิติเซ่นทำเรื่องเชิญให้ไปเยี่ยมประมาณไปสวดไปทำพิธีทางศาสนาที่อเมริกาโดยมีจดมาย statement และแนบพร้อมสำเนาพาสปอร์ตมาได้ รายนี้ขอที่ออสเตรเลียน่าจะปีกวาได้แล้ว ท่านก็ได้วีซ่าสิบปีมาอย่างง่ายๆ ทั้งๆที่สมัยก่อนที่ท่านเป็นโยมเคยมาอยู่เกินวีซ่าซานฟรานมาด้วยว้ำแต่ก็ยังได้

หลังจากนั้นพระเพื่อนเราก็ขอให้เราช่วยพระอีกรูปหนึ่งที่ออสเตรเลียเพราะท่านอยากมาอเมริกา ก็ขอให้เรากับแฟนทำจดหมายพร้อมอย่างที่เพื่อนท่านอีกคนเคยทำให้ท่านแล้วสำเร็ว เราก็ทำให้ท่านก็ส่งไปให้พระอีกรูปที่ออสเตรเลย ปรากฎว่าไม่ได้ค่ะ ทั้งๆที่ก็จดหมายเอกสารเหมือนกันทุกอย่างแต่คนละคนแล้วเรากับแฟนรายการเดินบัญชีดีกว่าคนที่เคยทำให้พระเพื่อนเราด้วยซ้ำ เจ้าหน้าที่สถานทูตที่่ออสเตรเลยบอกให้พระรูปนั้นมายื่นขอในเมืองไทย พระท่านก็เลยไม่เอาแล้ว

เอาเป็นว่าลองอ่านดูเป็นข้อมูล มีหลายคำถามประมาณว่ามีคุณสมบัติแบนี้มีเงินแค่นี้จะได้วีซ่าไหม คือไม่ว่าถามใครคงได่แต่คาดคะเนเพราะบางคนดูมีอะไรเหมือนกันมากๆ แต่คนหนึ่งไเด้อีกคนไม่ได้ จุดที่ต่างแน่ๆคือช่วงเวลา บวกดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ที่สัมภาษณ์เรา
หลายคนถามว่าถ้ามีญาติพี่น้องที่อยู่ที่โน้นโดยเฉพาะมีกรีนการ์ดหรือเป็นวิติเซ่นควรจะบอกหรือไม่ เป็นผลดีหรือผลเสีย ตอบยากอีกเช่นกัน เพราะข้อเสียคือทำให้คเา้มองได้ว่าเราจะไปแล้วกลับแต่ข้อดีมันก็มีคือมีคนสปอนเซอร์ค่าใช้จ่ายที่อยู่ที่โน่น แต่นั่นไม่ใช่จุดสำคัญที่สุดสำคัยกว่าคือตัวเรา รายได้หน้าที่การงาน เหตุผลที่จะไป และคงต้องบอกเหมือนเดิมว่าไม่ลองก็ไม่รู้นะ ถ้าไม่ได้ก้อย่าไปอะไรเลยอเมริกาก็ไม่ได้วิเศษไปกว่าเมืองไทยเราเองรอเรียนจบก็ขอกลับไปอยู่เมืองไทยดีกว่า หรือเรื่องเที่ยวก็มีประเทศอื่นๆอีกไม่รู้กี่ประเทศทั่วโลก

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

« Prev - Next »