plew June 1st, 2008

สำหรับหลายๆท่านที่ได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับซานฟรานซิสโกตั้งแต่ต้นต้องขอย้ำอีกทีว่า ข้อสรุปทั้งหมดข้างต้นต้องขอย้ำว่าเป็นมุมมองที่ได้จากการสัมผัสของตัวเอง คนอื่นมาที่นี่อาจมีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่สำหรับตัวเองในภาพรวมที่นี่ถือว่าเป็นสถานที่ที่น่าอยู่และไม่ยากในการปรับตัวมากเกินไปนัก แต่ความจริงก็คือมันไม่มีที่ไหนสมบูรณ์แบบทั้งบ้านเราและที่นี่ต่างมีทั้งข้อดีและข้อด้อย อยู่ที่ว่าที่ไหนมันตอบสนองความต้องการของเรามากกว่า สำหรับที่นี่จุดเด่นที่เราคิดว่าดีกว่าเมืองไทยมากๆคือการใช้รถใช้ถนน ที่นี่รถไม่ติด การข้ามถนนที่นี่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง คนใช้รถจะให้ทางกับคนเดินเท้าก่อนเสมอ หยุดเป็นหยุด ไม่มีมากั๊กๆจะหยุดก็ไม่หยุดแบบบ้านเรา คนข้ามต้องรอให้รถว่างแต่ที่นี่ตรงข้าม มีคนเดินข้ามเขาหยุดทันทีไม่มีบีบแตรไล่ และที่นี่ให้ความสำคัญกับคนพิการ ฟุตบาททุกที่จะมีทางสำหรับรถเข็นให้ใช้งานได้สะดวก รถเมล์ก็มีระบบรองรับสำรับคนใช้รถเข็น ห้องน้ำทุกทีก็มีเฉพาะสำหรับคนพิการ รวมทั้งมีที่จอดรถกว้างพิเศษสำหรับคนใช้วีลแชร์ด้วย รถเมล์ของเขาก็มีความปลอดภัยกว่ามาก ไม่มีการขับแข่ง ขับเร็ว จอดก็จอดนาน ไม่ต้องรีบเพราะกลัวรถไม่รอแบบบ้านเรา ถนนหนทางส่วนใหญ่ค่อนข้างสะอาดกว่า อากาศมีมลภาวะน้อยกว่า รัฐบาลและคนเขาค่อนข้างให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมสูงกว่า ถ้ามีการขุดเจาะ ทำถนน หรือทางเท้า เขาจะเน้นเรื่องการส่งสัญญาณเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นมากกว่าบ้านเราเยอะ ภาพรวมดูเหมือนว่าเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้ชีวิตจะดีกว่า
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากให้ประเทศไทยเราเอาอย่างคือเรื่องโอกาสในการทำงาน อันนี้หมายถึงถ้าเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฏหมาย เขาค่อนข้างให้ความเท่าเทียมในโอกาสการทำงานมากกว่า เมืองไทยเราถ้าอายุเกินสามสิบห้าแล้วต้องออกมาหางานใหม่นั้นชักไม่ง่าย หลายบริษัทในหลายตำแหน่งระบุเลยอายุเกินเท่านี้ไม่รับ และบ้านเราเน้นเรื่องคุณวุฒิการศึกษาเอามากๆ รวมทั้งหลายแห่งให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาเป็นอันดับแรก สมัครงานต้องแนบรูปถ่ายก่อนเลย แต่ที่นี่ไม่ใช่สมัครงานไม่ต้องเลยไม่ต้องแนบเอกสารอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องมีรูป ไม่ต้องสำเนาใดๆ ตำแหน่งงานต้นๆคนอายุมากๆก็ทำได้ เขาไม่ปิดกั้น ตัวอย่างง่ายๆถ้าเป็นพวกร้านฟาสฟูดบ้านเรามีแต่คนอายุน้อยๆทำ ถ้าอายุมากหน่อยก็เป็นผู้จัดการ แต่ที่นี่บางคนอายุเกือบหกสิบยังทำแคชเชียร์หรือขายของในห้างสรรพสินค้าสบายๆ ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่มีงานนี้สำหรับเด็กจบใหม่ คนแก่ไม่รับปกครองยาก ถ้าเป็นเมืองไทยหมดสิทธิ์ สาวๆเท่านั้น คนแกก็นอนอยู่บ้านแล้วกัน นั่นเป็นสิ่งที่เราอยากให้เมืองไทยเป็นอย่างงั้นบ้าง ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ วุฒิไม่ได้ อายุมากเกินไป ไม่สวย โหงวเฮ้งไม่ดี
แต่ถ้าถามต่อว่าแล้วถ้าเทียบกับเมืองไทยบ้านเราละ ตรงนี้นานาจิตตังจริงๆ เพราะตัวเองก่อนมา เพื่อนๆรอบตัวที่เคยมาอยู่ที่นี่พูดเหมือนกันว่ามาอเมริกาแล้วไม่อยากกลับเมืองไทย อเมริกาดีกว่าน่าอยู่กว่า และหลายครอบครัวที่รู้จักก็เรียกว่าอพยพยกครอบครัวมาอยู่ที่นี่กันอย่างถาวร ตั้งใจจะเอาเป็นถิ่นตายกันเลยทีเดียว แต่สำหรับตัวเองแล้ว ยังไงก็ไม่มีที่ไหนดีกว่าเมืองไทยแน่นอน ไม่รู้สิ กลับเมืองไทยแล้วกลับมาที่นี่ใหม่ๆ รู้สึกว่าคิดถึงเมืองไทยมาก มีความรู้สึกว่ามันสะดวกสบายมากกว่า สบายใจกว่าสำหรับตัวเอง ถึงมันจะร้อนและรถติดก็ตามที แต่บ้านเราสนุกกว่าเยอะ มีอาหารอร่อยๆให้ทานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ราคาก็แสนจะถูก เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวก็ไปให้เขานวด อยากเสริมสวยก็ไป ราคาสบายๆ แต่ถ้าเป็นที่นี่ต้องคิดให้หนักเพราะมันแพงมาก จะใช้บริการให้คนเอาอกเอาใจอย่างอยู่บ้านเราบ่อยๆคงไม่ได้ อย่าพูดว่าบ่อยเลยแค่ครั้งเดียวยังลำบากใจที่จะควักเงินในกระเป่ามาจ่าย จะดูหนังสักเรื่องก็คนละเกือบสี่ร้อยบาทเก้าอี้ธรรมดา โรงธรรมดา แถมไม่ระบุที่นั่งต้องแย่งกันเอาเองต้องรีบเข้าไปในโรงจองที่นั่งตั้งแต่ไก่โห่เพื่อให้ได้ที่นั่งดีๆ ร้านรวง ห้างสรรสินค้าทุ่มสองทุ่มก็ปิดซะแล้ว ที่นี่ทุ่มสองทุ่มถนนก็เงียบไม่เหมือนบ้านเราคึกคักยันสว่างนั่นแหละ
ดังนั้นการเดินถนนในยามค่ำคืนที่นี่มันน่ากลัวเพราะมันเงียบจริงๆ ไม่มีร้านขายก๋วยเตี๋ยวข้างถนนแบบบ้านเรา ในความคิดตัวเองแล้วการมีร้านขายของข้างถนนในยามค่ำคืนมันช่วยให้คนเดินถนนดึกๆกลับบ้านดึกๆปลอดภัยมากขึ้น เพราะมันสว่างและไม่เปลี่ยว ใครจะเกลียดของแผงลอยข้างถนนเราไม่รู้ แต่เรารักสุดหัวใจเลยแหละ พูดง่ายๆบ้านเรามันหาความสบาย ความบันเทิงมาบำรุงบำเรอตัวเองได้ง่ายกว่า ดีกว่า และที่สำคัญถูกกว่าเยอะ คนที่นี่มาเจอกองทัพร้านอาหารในย่านเกษตร นวมินทร์บ้านเราแล้วจะหนาว นี่แหละ Amazing Thailand ขอสรุปว่า “รักเธอประเทศไทย สุดยอด” .
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
plew May 30th, 2008

นอกจากความแพงแล้วสิ่งที่ไม่น่าพิสมัยที่นี่คือมีคนจรจัดให้เห็นทั่วไปตามท้องถนน โดยเฉพาะบริเวณดาวทาวน์และรอบๆดาวทาวน์ ว่ากันว่าย่านที่อันตรายจะอยู่ในโซนตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง ถนนที่น่ากลัวที่สุดคือ Sixth Street เนื่องจากมีคนจรจัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนดำ และอาจมีประเภทส่งยาค้ายา รวมอยู่ด้วย ย่านนี้ทั้งสกปรก และน่ากลัว ไม่เหมาะที่คนดีๆจะไปพักอาศัย ส่วนย่านที่น่าอยู่ก็จะเป็นด้านตรงข้ามตะวนตกเฉียงเหนือ ที่นี่ดูเหมือนจะมีคนจรจัดมากกว่าบ้านเรา บ้านเรายังอยู่กันเป็นจุด แต่ที่นี่มันเยอะ บางทีก็นอน เดินเตร่ตามถนน ตามป้ายรถเมล์ทั่วไป เดินๆอยู่ก็ตะโกนโวยวาย หรือพวกอาการครบสามสิบสองดีแต่เที่ยวเดินขอเศษตังค์ก็เยอะมาก ก็มันส์ดีเหมือนกัน พวกนี้จะเดินลากรถเข็นตามฟุตบาทข้าวของรกรุงรังเต็มรถ มีเหตุการณ์ที่น่ากลัวเหตุการณ์หนึ่ง เพื่อนของแฟนซึ่งเป็นผู้หญิงเดินทางกลับบ้านหลังจากเลิกงาน ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณห้าโมงเย็น เส้นทางที่เธอเดินก็คือถนนมาร์เกต ซึ่งเป็นถนนสายหลักและไม่ใช่ย่านอันตรายแต่อย่างใด ระหว่างทางที่เดินมีชายจรจัดนั่งอยู่ข้างรถเข็นขยะของเขาบนฟุตบาท เธอก็เดินผ่านไปปกติ สักพักชายคนนั้นวิ่งตรงเข้ามาเธอ และต่อยเธอที่ใบหน้าและหน้าท้องจนเธอล้มคว่ำลงไป โดยไม่มีใครเข้ามาช่วย แล้วมันก็วิ่งหนีไป เธอไปทำงานไม่ได้หนึ่งอาทิตย์เพราะตาเขียวช้ำมาก เธอบอกเธอไม่เคยเกลียดคนจรจัดมาก่อนเลยแม้แต่น้อย แต่วันนี้เห็นแล้วอยากจะฆ่า ประมาณนั้น ถนนบางสาย บางย่านเป็นที่รู้กันว่าเป็นแหล่งรวมของคนจรจัด เป็นแหล่งอันตรายที่ไม่ควรผ่านไปถ้าไม่จำเป็นเพราะทั้งอันตราย สกปรก และมันมีย่านแย่ๆแบบนี้หลายจุดซะด้วย สำหรับตัวเองบอกได้เลยว่ามันแย่จริงๆเพราะเคยต้องเดินผ่านบริเวณเหล่านั้น แต่โชคดีมันเป็นเวลากางวันและไม่ได้เดินคนเดียว แต่บอกได้เลยว่าทั้งน่ากลัว ทั้งเหม็น ทั้งสกปรก เคยถามแฟนว่าทำไมที่นี่มีคนจรจัดเยอะจังเขาบอกไม่รู้แต่ที่เท่าที่รู้คนจรจัดเกือบร้อยเปอร์เซ็นคือคนสติไม่ดีอีกส่วนที่เหลือคือโคตรขี้เกียจว่างั้นเหอะ แต่สำหรับตัวเองคิดว่าสาเหตุหนึ่งที่มีคนจรจัดอยู่มากซึ่งบางคนก็ไม่ใช่ว่าบ้าหรือพิการแต่ขี้เกียจซะมากกว่า นั่นเป็นเพราะที่นี่ เขาจะมีองค์กรซึ่งส่วนมากเป็นโบสถ์ ซึ่งบริการอาหารฟรี บางที่มีที่อยู่ฟรีด้วยให้กับคนพวกนี้ทุกวัน ดังนั้นเขารู้ว่ายังไงก็ไม่อดตายมาสถานที่ที่บอกมีข้าวกินทุกวัน มีที่ให้นอนอีกต่างหาก งานไม่ต้องทำสบายไป ถ้าใครเคยไปชมภาพยนตร์เรื่อง The persuit of happiness คงพอจะนึกออกนั่นแหละอย่างในหนังเลยละ จริงๆองค์ กรเหล่านั้นวัตถุประสงค์เขาดี คือช่วยเหลือคนยากไร้ตกทุกข์ได้ยาก แต่บางทีของดีมันกลับกลายเป็นดาบสองคมได้เหมือนกัน นอกจากนั้นบางกลุ่มก็ตั้งใจที่จะไม่ทำงานเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐ โดยอ้างว่าป่วยทำงานอะไรไม่ได้ทำนองนั้น คนขี้เกียจมีทุกที่ในโลกละค่ะ
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
San Francisco has more shopping carts than Walmart. They are almost always accompanied by homeless people who use the carts to carry around every possession they own. The homeless problem is out of control in San Francisco. This is the dark side of San Francisco. If you haven’t been to SF recently, you should be prepared for this before your visit. The situation is far worse than in most other US cities. The homeless are everywhere in SF - even places that are considered safe areas. Most homeless people, however, are harmless. Some Do and Don’ts: Steer clear of the screamers and yellers. You don’t want to take your chances by messing with them. Use your own judgment in giving handouts. San Franciscans are very opinionated about the homeless problem. Some believe people should not give handouts because it increases the dependency of the homeless, and they won’t hesitate to express their opinion. If you are asked for a handout, whether you decide to give or not, express a kind greeting. All deserve respect and it is only by a stroke of luck that some of us are not out there standing in their shoes (myself included)
plew May 28th, 2008

ร่ายข้อดีเของซานฟรานซิสโกมาซะยาว หลายคนฟังอาจจะหมั้นไส้ แหมอะไรจะดีขนาดนั้น สำหรับตัวเองทุกที่ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่าไทยหรืออเมริกาก็ล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น มันไม่มีที่ไหนสมบูรณ์ สำหรับซานฟรานซิสโก ในทัศนนะของตัวเองก็มีข้อเสียอยู่เช่นกัน ด้วยจากความที่เป็นมันเมืองที่น่าอยู่และสะดวกสบายนี่แหละ มันจึงทำให้ที่นี่เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงตามไปด้วย จริงๆแล้วในภาพรวมรัฐแคลิฟอเนียเองก็เป็นรัฐที่มีค่าครองชีพสูงกว่ารัฐอื่นๆอยู่แล้ว มีเพื่อนใหม่ซึ่งเป็นคนอเมริกันเชื้อสายจีนบอกว่า ถ้าอยู่ที่ซานฟรานซิสโกได้ก็อยู่ได้ทุกที่ในอเมริกานั่นแหละ ตรงนี้หมายความว่าถ้ามีปัญญามีเงินพอที่จะอยู่ที่นี่ได้ก็ไม่มีเมืองไหนแพงกว่านี้อีกแล้วยกเว้นนิวยอร์ก ซึ่งจริงๆแล้วความแพงก็ใกล้เคียงกันมาก
เพื่อนต่างชาติบางคนย้ายมาจากรัฐอื่นบอกเหมือนกันว่าเขารู้สึกว่าค่าใช้จ่ายที่นี่แพงกว่ารัฐเดิมที่เขาอยู่ ในทางตรงข้ามหลายๆครอบครัวย้ายจากแคลิฟอเนียไปอยู่รัฐอื่นที่ค่าครองชีพถูกกว่า เช่น เท็กซัส มีเพื่อนคนหนึ่งไปเรียนต่อและทำงานอยู่ที่ ออสติน เท็กซัส เล่าว่าตอนนี้มีคนย้ายมาจากแคลิฟอเนียเยอะมาก เขาขายบ้านหลังเล็กๆที่ซานฟรานซิสโก แล้วมาซื้อคฤหาสหลังโตที่นี่ได้เลย หลายคนคงอยากรู้ว่าที่แพงมันแพงยังไง เวลาเราซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ รวมทั้งอาหารที่นี่ต้องบวกภาษีไปอีกแปดจุดห้าเปอร์เซ็นจากราคาขาย ซึ่งแปดจุดห้าถือว่าเยอะถ้าเทียบกับเมืองอื่นๆ อย่างที่เล่าให้ฟังตอนต้นว่าคนที่นี่ส่วนใหญ่อยู่อาพต์เมนท์ คือเช่าอยู่ซะมากกว่าซื้อเป็นของตัวเอง เพราะการซื้ออสังหาริมทรีพย์ในซานฟรานซิสโกนั้นแพงมาก อพาตเมนท์ที่นี่แบบสตูดิโอส่วนมากไม่ต่ำกว่าพันเหรียญนี่แบบธรรมดาเลยไม่ได้หรูหราอะไร ถ้ามีห้องนอน หนึ่งห้องนอน สองห้องนอน ก็สองพันกว่า สามพันเหรียญขึ้นไป ถ้าเอาหรูๆ อยู่ในย่านดีๆก็แพงกว่านั้น ล่าสุดลองเข้าไปถามอพาตเมนท์หรูแห่งใหม่ย่านดาวทาวน์ สองห้องนอนเริ่มต้นเกือบเจ็ดพันเหรียญต่อเดือน อีกที่เป็นห้องสตูดิโอเกือบสามพันเหรียญต่อเดือน อันนี้แค่ค่าห้องเฉยๆยังไม่รวมค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นคนที่มีรายได้ไม่มากจึงต้องแชร์อพาตเมนท์กันอยู่เพราะจ่ายคนเดียวมันก็ไม่ไหวจริงๆ
บางคนบอกเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้หมดไปกับค่าเช่านี่แหละ ถามว่าถ้าจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือบ้านซื้อคอนโดที่นี่ละมันจะเท่าไร เอาแค่คอนโดก่อนแล้วกันคอนโดใหม่ย่านดาวทาวน์หนึ่งห้องนอน พื้นที่น่าประมาณหกสิบตารางเมตร ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆเริ่มต้นที่ ห้าแสนเหรียญ ก็ประมาณเกือบยี่สิบล้านบาท ถ้าเป็นเมืองไทยสามารถซื้อคอนโดในย่านกลางกรุง สุดหรู สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม พื้นที่ใหญ่กว่านี้เสองเท่า พูดง่ายๆคอนโดมิเนียมที่นี่อย่างต่ำก็ห้าแสนเหรียญ บ้านไม่ต้องพูดถึงหลักล้านเหรียญขึ้นไป นี่คือคอนโดแบบธรรมดาพื้นๆ แบบหรูๆไม่ต้องพูดถึง
เพื่อนคนจีนที่เรียนภาษาด้วยกันตอนนี้ก็ย้ายไปอยู่ที่อีกเมืองคือ ฟิลาเดลเฟีย เพราะทนค่าเช่าอพาตเมนท์ที่แสนแพงไม่ไหว เนื่องจากครอบครัวเธอรายได้น้อย
สามคนพ่อ แม่ ลูก แค่สองพันเหรียญกว่า โดนค่าเช่าไปครึ่งหนึ่งคือพันเหรียญ ประยัดกันสุดๆ ตอนนี้ย้ายไปฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย เช่าบ้านทั้งหลังสามห้องนอน
มีสนามหน้าบ้านหลังบ้าน เดือนละแค่หกร้อยเหรียญ แต่ที่นี่ซานฟราน อพาตเมนท์หนึ่งห้องนอน เล็ก และไกลจากดาวทาวน์พันเหรียญ คิดดูแล้วกันว่าต่างกันขนาดไหน
San Francisco’s cost of living remains one of the highest in the country, due in part to the tight labor market and the high cost of housing, food and other consumer goods.
It is reported that Bay Area residents possess the third-highest discretionary income in the United States. This is due to the high percentage of an educated work force and the concentration of jobs in high-paying industries.
According to the Association of Bay Area Governments (ABAG), between 2000 and 2020, San Francisco will experience additional growth with an increase in household income by 23 percent - roughly $76,400 to $94,300 annually. ABAG cites the contrasting cities of Oakland, in the East Bay, and Atherton, on the peninsula in the heart of Silicon Valley. The ratio of 1995 average household income in Atherton to that in Oakland was 6 to 1; by 2020, it is projected to widen to 8 to 1. Though the scale is smaller, the pattern is the same between Tiburon, in Marin, and South San Francisco. In 1995, the average income in Tiburon was 2.5 times that of South San Francisco; by 2020 it is projected to grow to 3.5 times.
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
plew May 25th, 2008

Watch Muni Train
นอกจากนั้นที่นี่มีระบบขนส่งมวลชนที่ดี หลากหลายและราคาไม่แพงไม่จำเป็นต้องขับรถ มีทั้งรถเมล์ประจำทาง รถไฟราง รถเคเบิล รถไฟใต้ดิน ซึ่งถือว่าราคาไม่แพง ตั๋วสำหรับรถเมล์และรถไฟราง หนึ่งเหรียญห้าสิบเซ็น แต่พิเศษตรงที่ตั๋วใบนี้เก็บไว้ใช้ได้สามชั่วโมงหรือมากกว่าแล้วแต่ระบุ ใช้ขึ้นรถสายไหนไปไหน กี่เที่ยวไม่จำกัดภายในสามชั่วโมง ตัวเองขึ้นรถเมล์ครั้งแรกไม่ทราบก็ทิ้งตั๋วไปเฉย นอกจากนั้นสำหรับคนที่ต้องเดินทางประจำสามารถซื้อตั๋วเดือนเดือนละสี่สิบเหรียญ ใช้ได้ทั้งเดือนไม่จำกัดเที่ยวและใช้ได้กับรถทุกประเภท ทั้งรถเมล์ รถราง เคเบิล รวมทั้งใต้ดิน คิดแล้วถูกกว่าตั๋วเดือนรถไฟฟ้าบ้านเราอีก ระบบขนส่งมวลชนถือเป็นจุดสำคัญของที่นี่ เพราะมีไม่กี่เมืองในอเมริกาที่มีระบบขนส่งมวลชนที่ดี ส่วนมากต้องมีรถส่วนตัวเท่านั้นคือต้องขับรถไม่มีรถเมล์ สำหรับตัวเองหลักๆจะใช้เดินซะมากกว่า นั่นถือเป็นข้อดีอีกข้อหนึ่ง เพราะที่นี่เป็นเมืองไม่ใหญ่แต่ละจุดมันไม่ไกลกันมาก เดินถึงกันได้และมันไม่เปลี่ยว เพราะอย่างที่บอก มันไม่มีพื้นที่ว่างให้เปลี่ยว ตึก อาคารมันเต็มตลอดสองข้างทาง ที่สำคัญเนื่องจากอากาศมันไม่ร้อนจึงเดินไกลได้ไม่เหนื่อยมาก ถ้าให้เดินแบบนี้ในกรุงเทพคงต้องขอยอมแพ้เพราะเดินไปได้ไม่เท่าไหร่ เหงื่อก็โทรมซะแล้ว
ประการต่อมาที่ทำให้ที่นี่เป็นเมืองน่าอยู่ เนื่องจากเป็นเมืองที่มีทัศนียภาพที่สวยงามนั่นเอง ความสวยที่ว่าทั้งเกิดจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและอาคารบ้านเรือน ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่ติดทะเล นั่นคือมาสมุทรแปซิฟิก เป็นเมืองที่มีชายฝั่งยาวทั้งด้านที่ติดมหาสมุทรแปซิฟิกและด้านที่ติดกับอ่าวซานฟรานซิสโก เป็นที่กล่าวขวัญว่า เป็นเมืองที่โรแมนติคที่สุดในอเมริกา นอกจากนั้นยังมีสะพานที่สวยที่สุดในโลกนั่นก็คือ โกลเดนเกตบริดจ์ ซึ่งเป็นสะพานที่ทอดข้ามอ่าวซานฟรานซิสโกบริเวณที่เชื่อมต่อมหาสมุทรแปซิฟิก สำหรับตัวเองเห็นภาพของสะพานโกลเดนเกต ก็ยังนึกในใจว่าไม่เห็นจะสวยอะไรมากมาย แต่พอได้เห็นกับตาตัวเองแล้วต้องยอมรับว่ามันสวยมาก ที่บอกว่าสวยมากคือทั้งตัวสะพานเองประกอบกับทัศนียภาพรอบๆ มันลงตัว สีแดงของสะพาน สีฟ้าเข้มของน้ำทะเล สีฟ้าอ่อนของขอบฟ้า สีเขียวของต้นไม้และภูเขา สีรุ้งของอาคารบ้านเรือนที่เรียงตัวอย่างเหมาะเจาะเมื่อข้ามฝั่งมาอีกฝากของสะพานแล้วมองกลับไปที่ซานฟรานซิสโก จะได้มุมที่สวยที่สุดของซานฟรานซิสโก เป็นเมืองที่น่ารักจริงๆ นอกจากข้อได้เปรียบทางธรรมชาติแล้วอาคารบ้านเรือนที่นี่มีความโด่ดเด่น เนื่องจากอาคารรุ่นเก่าส่วนใหญ่ที่มีอยู่เป็นสไตล์วิคตอเรีย สีสันหลากหลาย ทำให้ดูคลาสสิก ประกอบกับพื้นที่ส่วนใหญ่ที่นี่เหมือนอยู่บนเขา ถนนหนทางบ้านเรือนจึงเรียงรายขึ้นลง ดูมีมิติ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่สำคัญที่ทำให้ที่นี่ดูสวยแปลกตากว่าที่อื่น
ข้อดีอีกข้อที่ชัดเจนคือที่นี่เป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง ดูเหมือนว่าผู้คนที่นี่ยอมรับในความหลากหลายและความแตกต่าง เป็นเมืองที่มีเสรีภาพและความเท่าเทียมสูงแห่งหนึ่ง หลายคนคงทราบว่าที่นี่โด่งดังเรื่องเป็นแหล่งรวมของเพศที่สาม รักร่วมเพศคนที่นี่ยอมรับและใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข เพราะจริงๆแล้วคนอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับคนรักร่วมเพศ และมีการต่อต้านมากๆในเมืองอื่นๆ แต่เรื่องเกย์นี่ยังไงก็ขอบอกว่าประเทศไทยเราชนะเลิศ เสรีกว่าเยอะ เอ้าเข้าเรื่องต่อ อย่างที่บอกว่าที่นี่มีความหลากหลาย จะพบว่ามีคนเอเชียอย่างเราเป็นจำนวนมาก ดังนั้นมาที่นี่เราจะดูธรรมดามากๆ สัดส่วนของคนขาว คนดำ คนเอเชีย ไม่แตกต่างกันมาก และที่นี่ก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการเหยียดสีผิว สุดท้ายที่ทำให้ที่นี่น่าอยู่ก็คือความสะดวกสบาย ความบันเทิงต่างๆที่ครบครันทั้งแหล่งช๊อปปิ้ง แหล่งบันเทิง ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ มีให้เลือกมากมายหลายหลายประเภท
The San Francisco Municipal Transportation Agency (SFMTA) is governed by the SFMTA Board of Directors. It is composed of the San Francisco Municipal Railway and the Department of Parking and Traffic. Proposition E passed by the San Francisco voters in November 1999 amended the City Charter, calling for the creation of the SFMTA by consolidating Muni and DPT by July 1, 2002. The incorporation is intended to support the City’s Transit First Policy.
The SFMTA’s Muni is one of America’s oldest public transit agencies, the largest in the Bay Area and seventh largest system in the United States. It currently carries more than 200 million riders annually. Operating historic streetcars, modern light rail vehicles, diesel buses, alternative fuel vehicles, electric trolley coaches and the world famous cable cars, Muni’s fleet is among the most diverse in the world
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องกับซานฟรานซิสโก
plew May 22nd, 2008

Video San Francisco
ซานฟรานซิสโกจริงๆเป็นเมืองไม่ใหญ่เล็กกว่ากรุงเทพบ้านเรา อันนี้หมายถึงถ้านับที่เป็นซานฟรานซิสโกจริงๆ ไม่นับเมืองรอบๆ ที่หลายคนไม่รู้ก็เหมาว่ามันก็ซานฟรานซิสโกนั่นแหละ บางคนมาที่นี่จริงๆอยู่นอกเมืองเขาก็บอกว่าเขาอยู่ซานฟราน เพราะบอกชื่อเมืองที่เขาอยู่จริงๆเราก็ไม่รู้จัก หรือแอลเอก็เช่นกันบางคนคืออยู่ในละแวกนั้นแต่จริงๆมันคืออีกเมืองใกล้ แต่ถ้าเขาบอกชื่อเมืองนั้นซึ่งมันเป็นเมืองที่ไม่มีชื่อเสียงเราก็งง มันตรงไหนกันละ เพราะคนไทยเราส่วนมากก็จะรู้จักแต่เมืองใหญ่ๆของเขา
ว่ากันว่าคนส่วนใหญ่ถ้าคิดถึงซานฟรานซิสโกจะคดถึงสามสิ่งต่อไปนี้เป็นสามอันดับแรก หนึ่งคือ สะพานโกลเดนเกต สองเคเบิลคาร์ สามหมอกเพราะที่นี่ถือเป็นเมืองที่มีหมอกจัดมากโดยเฉพาะบริเวณสะพานโกลเดนเกต ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่อยู่ในรัฐแคลิฟอเนียตอนกลางค่อนไปทางเหนือ ด้านตะวันตกติดมหาสมุทรแปซิฟิก ด้านตะวันออกติดอ่าวซานฟรานซิสโก San Francisco Bay จึงทำให้เมืองต่างที่อยู่รายรอบอ่าวซานฟรานซิสโกอาทิ ซานฟรานซิสโก โอ๊คแลนด์ เบริกลีย์ มารีน ซานโอเซ ซานตาครูส และเมืองเล็กๆอื่นในบริเวณนี้เรียกโดยรวมว่า San Francisco Bay Area รัฐแคลิฟอเนียถือเป็นรัฐที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่สามรองจาก อาลาสก้าและเท็กซัส เมืองใหญ่หลักๆที่มีความเป็น City และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของแคลิฟอเนีย คือ ซานฟรานซิสโก และลอสแองเจลลิส แต่ถ้าเทียบกันแล้ว ลอสแองเจลลิสจะกินพื้นที่กว้างกว่าซานฟรานซิสโกอยู่มาก ในขณะที่ซานฟรานซิสโก จะมีความหนาแน่นของอาคารบ้านเรือน สูงกว่าแอลเอมากเช่นกัน เนื่องจากซานฟรานซิสโกถือเป็นเมืองที่มีความหนาแน่นเป็นอันดับสองของสหรัฐอเมริการองจากนิวยอร์กนั่นเอง หนาแน่นในที่นี่คือแทบไม่มีพื้นที่ว่างหลงเหลือให้เห็น อาคาร บ้านเรือนส่วนใหญ่ปลูกติดๆกัน บ้านหลังใหญ่ สนามกว้างแบบในหนังฝรั่งที่เราดูแทบไม่มี คนส่วนใหญ่อยู่อพาร์ตเมนท์หรือคอนโดมิเนียม บ้านก็มันเป็นลักษณะคล้ายทาวเฮาส์บ้านเรานั่นแหละ หลายคนบอกตรงกันว่าที่นี่ถือได้ว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่มากที่สุดเมืองหนึ่งของอเมริกา ตัวเองได้เจอพี่สาวคนไทยคนหนึ่งที่ทำงานที่นี่มาสิบปี เขาบออกว่าโชคดีมากนะที่แฟนพามาอยู่ที่นี่ ที่นี่ดีที่สุดแล้ว ทำไมหลายคนจึงบอกตรงกันว่าที่นี่เป็นเมืองที่น่าอยู่มากที่สุดเมืองหนึ่งในอเมริกา หลายคนที่รู้จักย้ายมาจากรัฐอื่น เมืองอื่น บางคนย้ายมาจากไมอามี รัฐฟลอริดา บางคนย้ายมาจากอัลลาบามา ก็บอกเหมือนกันว่าที่นี่น่าอยู่กว่าเยอะ ว่ากันว่าที่นี่เป็นเมืองแห่งเสรีภาพ เป็นจุดเริ่มต้นของฮิปปี้ก็เริ่มต้นจากที่นี่เช่นเดียวกัน คนที่แสวงหาสีสันและเสรีภาพจากแหล่งอื่นๆในอเมริกามักนิยมย้ายมาอยู่ที่นี่
ในทัศนะของตัวเองต่อซานฟรานซิสโก มองว่ามีข้อดีในหลายๆด้าน เนื่องจากที่นี่มีภูมิอากาศที่ไม่สุดโต่ง ที่นี่ไม่ทีหิมะ ช่วงหน้าหนาวอากาศไม่หนาวจัดนานๆจะมีติดลบซะที แถมโดยรวมแถบไม่มีฝนตกหนักเลยที่นี่ ฝนที่นี่ต่างจากบ้านเรามันเหมือนเป็นละอองน้ำซะมากกว่าและช่วงมีฝนตกก็แค่ประมาณสองเดือน และไม่ได้ตกทุกวันแบบบ้านเรา ในช่วงหน้าร้อนอากาศก็ไม่ร้อนจะอุ่นๆ ออกจะเย็นสบายด้วยซ้ำสำหรับคนไทยที่คุ้นเคยต่ออากาศร้อนสุดๆอย่างเรา พูดง่ายๆคือที่นี่ไม่มีความแตกต่างของฤดูกาลที่ชัดเจน โดยรวมมันจะเย็นตลอดปี ก็ประมาณใส่แจ๊คเก็ตบางๆเดินเล่นสบายๆ
San Francisco is a popular international tourist destination renowned for its steep rolling hills, eclectic mix of Victorian and modern architecture, and famous landmarks, including the Golden Gate Bridge, Alcatraz Island, the cable cars, Coit Tower, and Chinatown. The city is also known for its diverse, cosmopolitan population, including large and long-established Asian American and LGBT communities. While the climate includes chilly summer fog, the winters are mild.
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
วันแรกในซานฟรานซิสโก The first time in San Francisco
ซานฟรานวิสโก แคลิฟอเนีย
ซานฟรานซิสโกภาคสอง
ระบบขนส่งมวลชนในซานฟรานซิสโก
หาที่พักในซานฟรานซิสโก
ข้อมูลการท่องเที่ยวซานฟรานซิสโก
plew May 17th, 2008
หลังจากยื่นเอกสารเพื่อขอกรีนการ์ดและอยู่ระหว่างการดำเนินการของ USCIS เราสามารถเดินทางออกนอกสหรัฐได้หรือไม่หรือต้องรอจนกว่าจะได้กรีนการ์ดเรียบร้อยแล้ว จึงออกนอกประเทศและกลับเข้าไปใหม่ได้
คำตอบถือหลังจากไฟล์เอกสารทั้งหมดเพื่อขอกรีนการ์ดและยังไม่ได้คืออยู่ระหว่างรอ เราสามารถเดินทางออกนอกประเทศสหรัฐได้ แต่ต้องยื่นเรื่องขอเอกสารที่อนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศและกลับเข้ามาได้ในขณะที่ยังไม่มีกรีนการ์ด ซึ่งเรียกว่า USCIS Form I-131, Application for Travel Document หรือ Advance Parole ซึ่งถ้ารู้แน่ๆว่าต้องเดินทางออกนอกสหรัฐหลังจากยื่นขอกรีนการฺดให้ยื่นแบบฟอร์มนี้ไปพร้อมกันเลยทีเดียว วิธีกรอกแบบฟอร์ม พร้อมมีจดหมายบรรยายถึงสาเหตุความจำเป็นต่างๆที่ต้องเดินทางออกนอกสหรัฐ แต่จริงๆแล้วจะว่าไปถึงเรายื่นขอกรีนการ์ดในอเมริกาเราจะออกนอกประเทศเขาเมื่อไรก็ได้ แต่ไอ้ตอนจะกลับไปใหม่นี่แหละ ถ้าไม่มี Travel Document ก็กลับเข้าไปไม่ได้ เพราะถึงแม้เราจะมีวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียนที่ยังไม่หมดอายุ และหลังจากที่คุณดำเนินการขอกรีนการ์ดแล้ว วีซ๋าเดิมที่มีอยู่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป และถ้าขืนไม่มีเอกสารอนุญาตตัวนี้แล้วเดินทางกลับมาโดยวีซ่าเดิม โอกาสที่จะโโนยกเลิกใบวฃสมัคร ทั้งหมดเพื่อขอกรีนการ์ดมีสูงมากๆ คือต้องดำเนินการใหม่ทั้งหมด
ถามต่อว่าแล้วใช้เวลานานเท่าไรหลังจากส่งแบบฟอร์มแล้วจะได้หนังสืออนุญาตตัวนี้ คำตอบคือประมาณสามเดือน แต่ถ้าแบบฟอร์มที่ขอกรีนการ์ดไม่สมบูรณ์ เอกสารแนบไม่ครบก็จะทำให้เอกสารตัวนี้ล่าช้าไปอีกจริงแล้วอยากแนะนำว่าหลังจากยื่นขอกรีนการ์ด อันนี้หมายถึงถ้าแต่งงานและทำเรื่องที่อเมริกา ถ้าไม่จำเป็นจริงๆก็รอให้ได้กรีนการ์ดให้เรียบร้อยร้อยก่อนดีกว่า เพราะปกติกรีนการ์ดจากการแต่งงานถ้าเอกสารครบถ้วน ถูกต้องใช้เวลาประมาณหกเดือนก็ได้กรีนการ์ดแล้ว แต่กรณีตัวเองอยากกลับเมืองไทย เพราะจริงๆไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้คิดว่าจะแต่งงานแบะขอกรีนการ์ดที่นี่ มาวีซ๋าท่องเที่ยวและซื้อตั๋วไปกลับ อยากกลับเพราะตั๋วกลับมันจะหมดอายุก็เสียดายค่าตั๋วและมีอะไรหลายอย่างที่อต้องกลับไปทำที่เมืองไทย ก็เลยต้องกรอกแบบฟอร์มและเสียเงินเพิ่มตอนนั้นค่าธรรมเนียมขอ Travel Document อยู่ประมาณสองรอ้ยเหรีญยตอนนี้ราคาก็ขึ้นไปอีกเท่าตัวแล้ว
กรณีของตัวเองมีเรื่องวุ่นวายมากกว่ากรณีปกติ เพราะเนื่องจากตั๋วใกล้หมดอายุเต็มทีเราต้องเดินทางกลับเมืองไทยก่อนที่จะได้ Travel Document ตอนแรกเราก็กลัวว่าถ้าเราเดินทางออกนอกประเทศก่อนได้เอกสารจะเป็นปัญหาหรือไม่ เพราะจากการค้นข้อมูลทางอินเตอร์เนตและสอบถามจากสำนักงานทนายความที่รู้จักกัน เขาบอกว่าควรรอให้ได้เอกสารก่อนจึงเดินทางออกนอกประเทศสหรัฐและกลับมาใหม่อย่างไม่มีปัญหาแต่ปัญหาคือตอนนั้นเรารอไม่ได้เพราะตั๋วมันจะหมดอายุก็เลยคิดว่าลองดู ยังไงเราก็ส่งแบบฟอร์มไปแล้ว พอได้เอกสารก้ให้คนที่นี่ส่งไปให้ที่เมืองไทยและใช้เอกสารตอนเข้าอเมริกาอีกครั้ง ตอนนั้นคิดว่าลองเสียงดูน่าจะมีโอกาสทั้งได้และไม่ได้ สุดท้ายให้แฟนลองโทรไปถามที่ USCIS โดยตรงเจ้าหน้าที่ก็บอกออกไปได้แต่ตอนกลับต้องมีใบนี้ถึงเข้าได้ เราก็เลยไป แล้วฝากให้เพื่อนที่นี่ช่วยเช็คเมล์ถ้าได้เอกสารเมื่อไรก็เมล์ส่งให้เราที่เมืองไทย
สรุปคือทำได้ แต่มันทำให้ชีวิตวุ่นวายและเสียเงินเพิ่มโโยใช่เหตุ เช่นค่าส่งเอกสารและความกังวลต่างๆที่ตามมา แต่ทำให้เรารู้ว่ามันทำได้ ไม่ได้ยากหรือเคร่งครัดอย่างที่คิด
ลองอ่านข้อมูลตัวนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลตรงจาก USCIS
What is a Travel Document and Who Needs One?
If you are not a U.S. citizen, you may need permission to return to the United States after traveling abroad. This permission is granted through a travel document. Travel documents are also given to people who want to travel, but cannot get a passport from their country of nationality.
Where Can I Find the Law?
The legal foundation for requiring these travel documents comes from the Immigration and Nationality Act (INA). INA § 211 discusses documents required to admit aliens and control their travel. INA § 212 states that any immigrant who does not have the correct travel documents will not be admitted to the United States.The specific eligibility requirements for travel documents are found in Title 8 of the Code of Federal Regulations (CFR). 8 CFR § 223 describes the purpose, processing, and validity and effect on admissibility of all three documents.
How to File
The alien must file USCIS Form I-131, Application for Travel Document, complete with supporting documentation, photos and applicable fees. This form can be downloaded from our Forms and Fees page. See the application for specific filing instructions.
หารายละเอียดเพิ่มเติมที่ เว็ปไซต์ USCIS
ิอ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ขอกรีนการ์ดอเมริกา
กรีนการ์ดอเมริกา 2
ค่าธรรมเนียมขอกรีนการ์ดอเมริกา
ขอกรีนการ์ดต้องตรวจเลืดหรือไม่
เอกสารที่ใช้ประกอบการขอกรีนการ์ด Green card by Marriage
plew May 12th, 2008
เอกสารแสดงรายรับ รายได้เงินเดือนของ Citizen ย้อนหลังอย่างน้อยหนึ่งปี ถ้ามีย้อนสามปียิ่งดี
เอกสารการจ่ายภาษีของ Zitizen ย้อนหลังอย่างน้อยหนึ่งปี หรือถ้ามีสามปียื้อนหลังยิ่งดี
เอกสาร หรือสรุปประวัติการทำงานของ citizen ในรอบห้าปีที่ผ่านมา
ทั้งสามตัวนี้กรณีมีสปอนเวอร์ร่วม สปอนเวอร์ต้องแสดงเอกสารทั้งหมดเหมือนคู่สมรสที่เป็นคนอเมริกัน
สูติบัตรของ Citizen สำเนาต้องเซ็นรับรองโดยผู้มีอำนาจลงนาม
สำเนาสูติบัตรของคนไทย พร้อมแปลและลงนามรับรองโดยสำแปล
สำเนาพาสปอร์ต
เอกสารอื่นเช่นสถานะเงินฝากในบัญชี เอกสารรับรองสถานะทางการเงินจากธนาคาร
เอกสารทั้งหมดของคนไทยต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษและเซ็นรับรองโดยสำนักแปล
ผลการตรวจสุขภาพจากแพทย์ที่อยู่ในเครือข่ายของ USCIS
เอกสารที่แสดงถึงความสัมพันธ์
ทะเบียนสมรสตัวจริง
ภาพถ่ายงานแต่งงาน
เอกสารต่างๆเกี่ยวกับการแต่งงานเพื่อแสดงว่าแต่งงานจริงๆไม่ได้จ้าง เช่นกรณีตัวเองเรามีเอกสารใบเสร็จรับเงิน
ค่าแหวนแต่งงาน แหวนหมั้นว่ามันมีราคาแพงพอสมควร แสดงให้เห็นว่าถ้าแต่งหลอกๆคงไม่ลงทุนซื้อ
แหวนแพงขนาดนี้ ของชำร่วยงานแต่ง การ์ดเชิญ
หลักฐานแสดงการติดต่อ คบหากันก่อนแต่งงาน เช่นจดหมาย ภาพถ่าย
จดหมายจากพยานที่รู้เห็นระหว่างที่คบหาดูใจกันก่อนการแต่งงาน บรรยายว่าทั้งคู่คบหากันจริง
ตั้งแต่เมื่อไร อย่างไร พยานลงนามจริง
เอกสารการเปิดบัญชีร่วมกัน หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือลงทุนร่วมกัน
สรุปคือเอกสารที่แสดงให้เห็นว่ามีความผูกพันกัน อยู่กันจริงๆไม่ได้แต่งหลอกๆ
เอกสารพวกนี้ยิ่งมีมากยิ่งดี เป็นการยืนยันให้หนักแน่นขึ้นว่าอยู่กันจริงๆ ส่งไปพร้อมกับแบบฟอร์มที่พิมพ์
และลงนามให้เรียบร้อยแล้ว ยิ่งเอกสารสมบูรณ์ เอกสารประกอบครบถ้วน ตอนสัมภาษณ์จะผ่านง่ายไม่ต้องถามอะไรกันมาก
เพราะเอกสารมันยืนยันชัดเจนอยู่แล้ว
กรณีตัวเองเราแต่งงานกันจริงๆ เรามีเอกสารทั้งหมดหมาย ภาพถ่ายก่อนและหลังการแต่งงาน ภาพถ่ายกับครอบครัว
เอกสารการเปิดบัญชีร่วมกัน มีพยานรู้เห็นการคบหากัน ชัดเจน พอตอนสัมภาษณ์แทบไม่ถามอะไรมากเลย
ก็ผ่านสบายๆ
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
แต่งงานในอเมริกา Marriage in America
จดทะเบียนสมรสที่อเมริกา
ถือวีซ่าท่องเที่ยวแต่งงานในอเมริกาได้้หรือไม่
ขอกรีนการ์ดอเมริกา
กรีนการ์ดอเมริกา 2
ค่าธรรมเนียมขอกรีนการ์ดอเมริกา
ขอกรีนการ์ดต้องตรวจเลืดหรือไม่
Obtaining Green Cards through Marriage can be complicated. Every year over 450,000 thousand United States citizens marry foreign-born individuals and petition for them to obtain a permanent residency (Green Card) in the United States. Spouses of U.S. citizens are considered “immediate relatives” under immigration laws; therefore they are excluded from all numerical quota limitations. This means that there are an unlimited number of Green Cards available to foreign nationals who marry U.S. citizens. The process of completing and submitting a request for a Green Card through marriage to a United States citizen can be both costly and confusing. The Green Card through Marriage Application Guide is a step-by-step immigration marriage guide to help you file your Green Card application as efficiently and quickly as possible. If the foreign national is currently outside the United States, it is possible to obtain a K-1 Fiancée and Fiancé Visa so the foreign national can come to the United States to marry the U.S. citizen once he or she arrives in the country.
plew May 10th, 2008
ขอกรีนการ์ดต้องตรวจเลือด ตรวจร่างกายหรือไม่ คำตอบคือใช่ต้องตรวจเลือด ตรวจร่างกาย และไม่ใช่ว่าจะไปตรวจที่คลินิคหรือโรงพยาบาลไหนก็ได้ทุกที่
ไม่ใช่คุณต้องไปตรวจเฉพาะโรงพยาบาลหรือคลีนิคที่อยู่ในเครื่อข่ายที่รับรองของ USCIS เท่านั้น ซึ่งรายชื่อคลีนิคหรือโรงพยาบาลที่ USCIS รับรอง
ก็สา มารถหาได้จากเวปไซต์ของ USCIS
ถามต่อว่าต้องตรวจอะไรกันบ้าง ก็เจาะเลือดตรวจเอดส์ ตรวจซิฟิลส ตัวเองโดนเจาะเลือดไปสองเข็มใหญ่ แทบเป็นลม นอกจากนั้นก็ทำ
Skin Test เพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกันในร่างกายพื้นฐาน เช่น ภูมิคุ้มกันโปลิโอ ไข้ทรพิษ ซึ่งปกติเราจะได้รับวัคซีนเหล่านี้มาแล้วตั้งแต่เด็ก
ตรงนี้แนะนำว่าถ้าใครมีประวัติการได้รับวัคซีนเหล่านี้ก็นำติดมาด้วยเพราะจะได้ไม่ต้อง Skin test อีก แต่ถ้าไม่มีประวัติการฉีดวัคซีนมา
แสดงก็ต้องตรวจและถ่าผลออกมาวาเราไม่มีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆที่เค้ากำหนด เราก็ต้องไดรับการฉีดวัคซีนเหล่านั้นใหม่ทั้งหมด นึกดูก็แล้วกัน
ว่าทั้งถูกเจาะเลือดสองเข็มโตๆ และฉีดยาอีก สำหรับตัวเองก็ทำสกินเทส ผลออกมาโอเคคือมีภูมิอยู่แล้วเลยไม่ต้องฉีดวัคซีนใหม่
คำถามต่อมาคือปกติใช้เวลากี่วันถึงจะได้รับผลการตรวจ อยู่ที่ประมาณสามวันถึงสิบวันแล้วแต่คลีนิค ตัวเองจจริงๆอยู่ที่ซานฟรานซิสโก
แต่ต้องเดินทางไปฮาวายเพื่อฮันนีมูน สอบถามหลายคลีนิคที่อยู่ในเครื่อข่ายที่นี่บอกใช้เวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์ และแถมต้องเดินทางไปตรวจสองครั้ง
เพราะตรวจครั้งหนึ่งแล้วต้องรออะไรบางอย่างแล้วไปตรวจอีกอย่าง เรารอไม่ได้ต้องเดินทางติดต่อคลีนิคที่ฮาวายเกาะเมาวี
บอกใช้เวลาสามวันเสร็จ มาครั้งเดียวอีกสามวันมารับผลเลย ค่าใช้จ่ายตกอยู่ที่ประมาณสองรอ้ยเหรียญ ถูกกว่าที่ซานฟรานซิสโกอีก
คลีนิคที่นี่ส่วนใหญ่คิดที่เกือบสี่ร้อยเหรียญ สรุปเลยตรวจร่างกายที่ฮาวาย
หลังจากตรวจร่างกายได้ผลเรียบร้อยทางคลีนิคจะกรอกแบบฟอร์มทั้งหมดของ USCIS และแพทย์ผู้ตรวจลงนาม เขาปิดผนึกประทับตรา ให้เรา
ซึ่งเราเอาทั้งซองนั้นส่งไปกับแบบฟอร์มทั้งหมด อย่าเกาะออกมาเด็ดขาด ผลต้องอยู่ในซองปิดผนึก เป็นอันเรียบร้อย เราไม่ต้องกรอกข้อมูลใดๆเกี่ยวกับ
ผลการตรวจสุขภาพทั้งสิ้น
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ขอกรีนการ์ดอเมริกา
กรีนการ์ดอเมริกา 2
ค่าธรรมเนียมขอกรีนการ์ดอเมริกา
A medical exam is required for most 1-485 (adjustment of status) applicants. Medical examinations verify good health and admissibility to the US on medical grounds. It can also identify medical conditions that require follow-up medical care after adjustment of status to permanent residence Dr immigration to the US. Medical examination must be conducted by a USCIS designated civil surgeon. You can find one either by calling the National Customer Service Center at 1- 800-375-5283 Dr online. They are licensed and experienced doctors who receive special and on-going immigration oriented medical training and policy updates. A medical examination performed by a doctor NOT approved by USCIS will not be recognized. Results of the medical examination are reported in the Form 1-6931 Medical Examination of Aliens Seeking Adjustment of Status. Many civil surgeons have that form with them. Results of the medical examination are valid for 1 year before you file 1-485. After you file 1-4851 they are valid forever as long as 1-485 is pending. Thereforel medical examination can be done well in advance.
plew May 9th, 2008
ในช่วงเวลาที่เราดำเนินการเรื่องเอกสารทั้งหมดเพื่อขอกรีนการ์ดตอนนั้นเป็นช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2007 และเราต้องทำทุกอย่างให้เรียบร้อย
และส่งเอกสารทั้งหมดไปที่สำนักงานใหญ่ USCIS ที่ชิคาโก ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2007 เพราะอะไรนะเหรอ เพราะหลังจาก 31 กรกฎาคม 2007
ค่าธรรมเนียมทั้งหมดในการดำเนินการขอกรีนการ์ด จะขึ้นราคาเท่าตัว ณ วันที่เขียนบทความนี้ค่าธรรมเนียมก็ขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว ในช่วงที่เราดำเนินการ
ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้ USCIS อยู่ที่ประมาณหนึ่งพันเหรียญ ตอนนี้ขึ้นไปเท่าตัวก็ตกประมาณสองพันเหรียญ สองพันที่ว่าแค่ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่าย
ให้รัฐบาลอเมริกันอย่างเดียว ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่นค่าใช้จ่ายในการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด หรือคนที่ต้องการจ้างทนายดำเนินการให้ก็บวกไปอีก
เราสองคนตัดสินใจว่ายังไงก็ต้องส่งเอกสารไปที่ชิคาโกให้ทันในเดือนกรกฏา 2007 ทั้งๆที่จริงๆบอกตรงๆว่าฉุกละหุกมาก เรียกว่าเส้นยาแดงผ่าแปด
เลยทีเดียว ตอนนั้นเราคิดว่าถ้าไม่ทันจริงๆเราก็จะกลับเมืองไทยแล้วคิดกันอีกที แต่สรุปคือทัน อย่างที่บอกว่าเฉียดฉิวมาก จริงๆแล้วการนดำเนินการ
ขอกรีนการ์ดจากการแต่งงานก็ไม่ได้ยาก หรือวุ่นวายอะไรอย่างที่คิด ถ้าภาษาอังกฤษได้ก้ไม่ยาก แต่มันน่าเบื่อตรงที่ต้องรวบรวมเอกสาร ถ้าคนที่เก็บ
เอกสารส่วนตัวเป็นระเบียบและมีครบถ้วน ก็สบายๆเลย แต่กรณีของคู่เรามันยุ่ง วุ่นวายตรงที่หลังจากเราแต่งงานคือวันที่ 7 กรกฎาคม 2007
อีกห้าวันถัดมาเราต้องเดินทางไปฮันนีมูนที่ฮาวาย เพราะแม่สามีจองทุกอย่างให้เราเรียบร้อย เราต้องฮันนีมูนที่ฮาวายสามอาทิตย์ก็คือสิ้นเดือนกรกฏา
พอดี ก่อนไปฮาวายเอกสารบางตัวก็ยังไม่เสร็จ เช่นทะเบียนสมรสซึ่งต้องรอประมาณอาทิตย์เป็นอย่างน้อย และเอกสารเรื่องสปอนเซอร์ร่วมก็ไม่เรียบร้อย
ตรวจร่างกาย เจาะเลือดก็ยังไม่ได้ทำ แต่เราไม่มีทางเลือกเราต้องไปฮาวาย สรุปเราแบกเอกสารเรื่องกรีนการ์ดทั้งหมดไปทำต่อที่ฮาวาย และให้เพื่อนทางนี้
ไปรับทะเบียนสมรสที่ซิตี้ฮอล ซานฟราน แล้วเมล์ส่งไปให้เราที่โรงแรมในฮาวาย น้องเขยที่เป็นสปอนเซอร์ร่วมพอทำเอกสารเสร็จก็ต้องส่งเอกสารไปให้
เราที่ฮาวายเช่นกันเราต้องเสร็จทุกอย่างที่ฮาวายและส่งเอสารทั้งหมดไปที่ชิคาโก ภายในสิ้นเดือนกรกฎา 2007 เพื่อให้ทันค่าธรรมเนียมเดิม
ใครจะอยากจ่ายแพงอีกเท่าตัวละ มันก็เป็นการฮันนีมูนที่วุ่นวายพอสมควร เราต้องเช็คว่าทะเบียนสมรสได้รึยัง ตามเอกสารที่ขาด แต่เราก็มีความสุข
และสนุกมากกับการมาฮันนีมูนที่ฮาวาย…ยังไม่จบติดตามตอนต่อไป
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ขอกรีนการ์ดอเมริกา Green Card America
กรีนการ์ดอเมริกา 2
Fee increases, scheduled to take effect in June, would raise the cost of applying for a green card from $325 to $905 and citizenship from $330 to $595 - generating about $1 billion more a year than the agency now has in its annual budget. In an exclusive interview with The Miami Herald last week, Emilio Gonzalez - director of U.S. Citizenship and Immigration Services - promised that the higher fee revenue will help end chronic delays, move offices in run-down buildings to comfortable new facilities, replace paper applications that must be mailed with electronic forms that can be filed online and turn rude or inattentive employees into well-trained customer-friendly staffers.
plew May 6th, 2008
แบบฟอร์มทั้งหมดที่ต้องกรอกเพื่อขอกรีนการ์ด เราเตรียมไว้เรียบร้อยก่อนวันแต่งงาน ขาดเอกสารเพียงบางอย่างคือใบทะเบียนสมรสตัวจริง
ซึ่งจะได้หลังจากแต่งงานประมาณสองอาทิตย์ เนื่องจาต้องส่งกลับไปที่ซิตี้ฮอล รวมทั้งรอเอกสารเรื่อง Co sponcer หลายคนรอาจส่งสัยว่า
Co sponcer คือใครอีกคนที่ไม่คู่สมรสของเราที่ร่วมแสดงเอกสารเรื่องรายได้และเอกสารการจ่ายภาษีของเขา เพื่อให้การรับรอง สนับสนุนเรา
ในการเปลี่ยนสถานะเข้ามาอยู่ในอเมริกา เพราะจริงๆที่เรียกกันว่า ขอกรีนการ์ด Green Card ก็คือการ adjust status จากการ
เป็นบุคคลที่ถือวีซ่าเพื่อพำนักในอเมริกาเป็นการชั่วคราว มาเป็นผูที่เข้ามาอยู่อาศัยในอเมริกาอย่างถาวรนั่นเอง เป็น Rescident ยังไม่ใช่ Citizen
หรือพลเมืองของเขา
ว่าเรื่องผู้เป็นสปอนเวอร์ร่วม หรือ Co sponcer กันต่อ ทำไมต้องมีสปอนเซอร์ร่วมด้วยละ ต้องมีกรณีที่คู่สมรสที่เป็นคนอเมริกันของเราเขามีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์
หรือจ่ายภาษีต่ำกว่าที่เขากำหนด รายได้ขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณสองหมื่นเหรียญต่อปี จริงๆแล้วตอนนั้นแฟนมีรายได้มากกว่านั้นเยอะ
แต่เราต้องการให้แน่ใจว่ามันไม่มีปัญหาเรื่องนี้แน่ๆ เลยทำสปอนเซอร์ร่วมไปด้วย เพราะแฟนรายได้ถึงแต่เขาไม่ได้ทำงานประจำ
คือทำงานอิสระ ดังนั้นรายได้จึงไม่แน่นอน ขึ้นๆลงๆ เอกสารใบเสร็จรับเงินต่างๆบางทีก็หายไปบ้าง ไม่ง่ายเหมือนคน
ทำงานประจำที่มีหนังสือรับรองรายได่จากบริษัท ซึ่งแบบนั้นจะชัดเจนและง่ายกว่า เราเลยใน้องเขยเขาซึ่งเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์
ทำงานบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งเป็นสปอนเซอร์ร่วม สปอนเซอร์ร่วม ต้องแสดงกรอกเอกสารเหมือนตัวคู่สมรสเราทุกอย่าง ต้องแสดง
หลักฐานการจ่ายภาษีย้อนหลังหนึ่งปี และแสดงรายรับ
ส่วนตัวเราเองซึ่งเป็นคนต้องการเปลี่ยนสถานะ ก้ไม่อะไรยุ่งยาก กรอกแบบฟอร์ม ซึ่งเป็นข้อมูลทั่วไป แต่ตอนนั้นไม่ได้เอาสูติบัตรมาด้วย
ต้องให้น้องชายแสกนส่งไฟล์มาให้ ซึ่งโอเคไม่จำเป็นต้องใช้ตัวจริง หลังจากนั้นต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งก็ส่งแปลทางอินเทอร์เนต
ร้านที่แปลก็เป็นร้านในเมืองไทยเรานี่แหละ แปลสูติบัตรใบเล็กๆใบเดียวจำได้ว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณหกสิบเหรียญ ตอนแรกเขาแปลและเซ็น
รับรองแต่ส่งเป็นไฟล์มา ปรากฎว่าเราเช็คดู มันต้องใช้ตัวจริง สูติบัตรต้องแปลและเซ้นรับรองโดยผู้แปล ส่งส่งฉบับที่ลงนามรับรองใบจริงเท่านั้น
เอกสารอื่นๆสำหรับคนไทยไม่มีแล้วก็แค่พาสปอร์ต กับสูติบัตรแน่แหละ ต้องคนที่เปลี่ยนนะไม่ยุ่งยากหรอก แต่คนที่ยุ่งยากคือคู่สมรสแฟนของเราที่เป็นคนอเมริกัน
มากกว่า จริงๆการขอกรีนการ์ด เขาไม่ได้สนใจตัวคนขอสักเท่าไร เขาสนใจตัวคนสปอนเซอร์มากกว่า ว่ามีปัยหา มีรายได้เพียงพอที่จะเอาคนเข้ามาเพิ่มใน
ประเทศเขาหรือไม่
A lawful permanent resident is a foreign national who has been granted the privilege of permanently living and working in the United States. If you want to become a lawful permanent resident based on the fact that you have a relative who is a citizen of the United States, or a relative who is a lawful permanent resident, you must go through a multi-step process.
-
The USCIS must approve an immigrant visa petition, I-130 Petition for Alien Relative, for you. This petition is filed by your relative (sponsor) and must be accompanied by proof of your relationship to the requesting relative.
-
The Deparment of State must determine if an immigrant visa number is immediately available to you, the foreign national, even if you are already in the United States. When an immigrant visa number is available, it means you can apply to have one of the immigrant visa numbers assigned to you. You can check the status of a visa number in the Department of State’s Visa Bulletin.
-
If you are already in the United States, you may apply to change your status to that of a lawful permanent resident after a visa number becomes available to you. This is one way you can apply to secure an immigrant visa number. If you are outside the United States when an immigrant visa number becomes available, you must then go to the U.S. consulate servicing the area in which you reside to complete your processing. This is the other way to secure an immigrant visa number.