My Experiences in America เล่าเรื่องอเมริกา ชีวิตคนไทยในอเมริกา วีซ่า การทำงาน การท่องเที่ยว ในอเมริกา

Thai in America I first came to America in March of 2007. I am now living here as a permanent resident. I hope this journal of my American experience will be of use to you. Thank you for your comments and suggestions.

ออแพร์ในอเมริกา Au Pair in America

plew January 11th, 2011

Cheap calls to Thailand


เป็นออแพร์AuPairในอเมริกา หรือการมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กในอเมริกาเป็นอีกวิธีหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการมาทำงานหรือมาหาประสบการณ์ในอเมริกาและโดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้มีฐานะทางการเงินในระดับที่จะขอวีซ่ามาเรียนหรือขอวีซ่าท่องเที่ยว สำหรับเรื่องที่นั่งเขียนอยู่ตอนนี้ เป็นเรื่องราวของน้องคนไทยสองคนที่มาเจอที่นี่เล่าประสบการณ์ของเขาให้ฟัง เพราะตัวเราเองก็ไม่ได้เคยเป็นออแพร์มาก่อน เคยได้ยินเกี่ยวกับการมาเป็นออแพร์ แต่ก็ไม่รู้รายละเอียดมากมาย จนกระทั่งได้มารู้จักน้องคนไทยที่เขามาอเมริกาโดยมาเป็นออแพร์หรือมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กนั่นเอง

ออร์แพร์ Au Pair เป็นภาษาฝรั่งเศสแต่จริงๆแปลว่าอะไรก็ไม่แน่ใจแต่ถ้าให้เดาก็คงแปลว่าผู้ช่วยดูแลเด็กอะไรอย่างนั้น น้องที่รารู้จักบอกว่ามาแบบออแพร์นั้นขอวีซ่าง่าย บวกกับค่าใช้จ่ายไม่แพง คือหนึ่งพันเหรียญจะเป็นเงินไทยเท่าไรก็แล้วแต่ค่าเงินในช่วงนั้นๆ ตอนนั้นน้องเขามาเขาจ่ายให้เอเจนท์ไปสี่หมื่นๆ ซึ่งเขาบอกถือว่าถูกมากๆเพราะมาแล้วก็ทำงานได้เงิน ตอนนี้รู้สึกว่าอยู่ที่ $195.75 ต่อสัปดาห์บวกกินอยู่กับเจ้าของบ้านหรือโฮสเสร็จสรรพ แต่การจะสมัครมาเป็นออแพร์ได้ต้องจบการศึกษาอย่างน้อยปริญญาตรีและมีชั่วโมงหรือมีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กสองร้อยชั่วโมง เราก็ถามน้องเขาว่าอ้าวแล้วไปเอาประสบการณืมาจากที่ไหนละ เขาบอกไม่ยากก็ไปสมัครตามโรงเรียนอนุบาล ปกติเอเจนท์ที่เราสมัครกับเขาก็จะแนะนำให้อยู่แล้วว่าโรงเรียนนั้นๆ ซึ่งจะมีคนที่อยากไปออแพร์ไปสมัครประจำ ซึ่งโรงเรียนเขาก็ไม่เสียอะไรได้คนมาช่วยงานฟรี เสร็จครบชั่วโมง โรงเรียนก็จะออกจดหมายรับรองให้ หลังจากนั้นน้องเขาก็โอเคบินมาอเมริกาแรก เลยก็ต้องไปที่บริษัทก่อนคือไปอบรมก่อน ของน้องเขาบินมาคนเดียว เขาบอกเอเจนท์ที่เขามาด้วยเล็กๆปกติที่ใหญ่จะมาพร้อมกันหลายคน เขามาคนเดียว จังหวะที่มาเผอิญมีโฮสที่ต้องการคนด่วนหลังจากดูประวัติและโอเคกันทั้งสองฝ่ายแล้วน้องเขาก็บินจากตัวบริษัทที่วอชิงตันดีซี มาเมืองหนึ่งในแคลิฟอเนียซึ่งเป็นบ้านที่รับน้องเขามาทำงาน

น้องบอกจริงๆการมาเป็นออแพร์ไม่ใช่ง่าย ต้องอดทนเพราะต้องมาอยู่กับคนที่เราไม่รู้จักแถมต่างวัฒนธรรมต่างภาษาเด็กที่มาโครงการส่วนใหญ่ก็มักจะเพิ่งเรียนจบไม่นานเพราะเขาจำกัดอายุต้องไม่เกินยี่สิบเจ็ดปี ส่วนมากไม่เคยมาต่างประเทศมาก่อน
ดังนั้นระยะแรกๆนั้นยากที่เดียวในการปรับตัว ภาษาก็ยังไม่แข็งแรง บางคร้ังก็ทำตัวไม่ถูก สิ่งที่สำคัญมากคือถ้าได้โฮสดีเข้ากันได้ก็ถือว่าโชคดีมาก แต่บางคนและหลายคนโชคร้ายไปเจอครอบครัวที่ไม่ดีหรือทำงานด้วยกันไม่ได้ น้องบอกมีเยอะเลยที่พอเราเข้าไปทำงานที่บ้านโฮสหรือเจ้าของบ้านทำไปเขาไม่ชอบเราเขาก็ส่งตัวเรากลับแล้วขอเด็กใหม่จากบริษัท กรณีแบบนี้เราต้องหาโฮสใหม่ Rematchให้ได้ภายในสองอาทิตย์ ถ้าหาไม่ได้ก็ต้องกลับบ้านคือส่งกลับไทย ซึ่งหลายๆคนก็หาไม่ได้ต้องกลับบ้านเพราะโฮสเขาก็มีตัวเลือกของเขาพอควร คือต่างคนต่างต้องดูโปรไฟล์ของกันและกันต้องพอใจกันทั้งสองฝ่ายถึงจะโอเคมาทำงานด้วยกัน
น้องคนหนึ่งเขาโชคดีได้โฮสดีเขาก็ทำจนจบโครงการ หลังจากนั้นโฮสยังช่วยสปอนเซอร์ในการขอวีซ่านักเรียนให้อีกก็คือโชคดีมาก ตอนนี้น้องเขาก็อยู่ในอเมริกาด้วยวีซ่านักเรียน จนตอนนี้ก็เข้าปีที่ห้าแล้ว แต่อีกรายเข้ากันไม่ได้โฮสส่งตัวกลับน้องเขาก็ต้องตัดสินใจระหว่างกลับเมืองไทยหรือโดดวีซ่าเลยคือเป็นโรบนฮูดเลยว่างั้น สรุปเขาเลือกโดดแล้วก็มาทำงานร้านอาหารไทย เพราะเหมือนแบบตอนมาก็อยากมาแล้วก็เสียเงินเสียทอง มาก็ไกล จะกลับเลยก็เสียดายเงิน เสียดายโอกาศ รวมทั้งก็อายคนที่เมืองไทยด้วยว่าเอมาไม่เท่าไรก็กลับ เหมือนล้มเหลวก็โดดมันเลย รายหลังที่โดดเขาบอกเข้ากันไม่ได้จริงๆ บวกเด็กที่เลี้ยงค่อนข้างโตด้วยคือเก้าขวบเด็กก็คือดื้อแล้วพูดอะไรก็ไม่ฟังไม่เชื่อ รวมทั้งการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกันกับพ่อแม่เด็กด้วย

คนแรกที่โอเคอยู่ได้กับโฮสแต่รวมๆเขาก็บอกก็ไม่ได้สบาย อึดอัดใจอยู่บ้างเพราะก็ต้องอยู่บ้านคนอื่น เวลามีแขกมาก็ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะพูดอะไร มาคุยดีไม๊หรือหลบในห้องดี ที่บ้านไปไหนไปเที่ยวอะไรก็ต้องไปด้วยเพราะต้องไปดูแลเด็ก วัฒนธรรมอะไรก็ต่างกัน ทำตัวไม่ถูก เรานี่เข้าใจเลยเพราะเรามาใหม่ๆเราก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน เพราะฝรั่งนี่ชอบแบบทักทายกันเวอร์เหลือเกินทั้งกอดทั้งหยอดคำหวานกันสุดๆ คนแบบเราหรือแบบน้องเขาที่ประมาณเงียบๆกเหมือนมันขัดๆอยู่พอควร สรุปแล้วมันก็ไม่ง่ายและต้องอดทนมากทีเดียว แต่น้องคนนี้เขาบอกโชคดีเพราะครอบครัวนี้เป็นฟิลิปปินส์เลยเข้ากันได้ไม่ยากนักเพราะก็เอเชียด้วยกัน เราเองยอมรับในความอดทนของเด็กพวกนี้ มากันตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ แต่ละคนก็จบมหาวิทยาลัยดีๆกัน ตอนนี้มาอยู่ที่นี่หลังจากไม่ได้เป็นออแพร์แล้วก็ทำงานกันเกือบทุกวัน เก็บเงินส่งให้ที่บ้าน เก็บเงินจ่ายค่าเทอม ดูแลตัวเองทุกอย่าง เอาละนี่ก็เป็นชีวิตอีกแบบของคนไทยในอเมริกา
Cheap calls to Thailand

ค่าครองชีพในกรุงเทพ VS ค่าครองชีพในอเมริกา

plew December 3rd, 2010

Cheap calls to Thailand


เคยเขียนเรื่องค่าครองชีพในซานฟรานซิสโกไปแล้ว พอดีเพิ่งกลับไปเมืองไทยมาสามเดือน (2010) มีหลายๆประเด็น
ที่รู้สึกว่าน่าสนใจ เลยอยากเขียนเปรียบเทียบค่าครองชีพในเมืองไทยซึ่งก็เฉพาะในกรุงเทพกับค่าครองชีพในอเมริกา
ซึ่งนที่นี้คือแคลิฟอเนียอีกสักครั้งหนึ่ง

เราเองไปๆมาๆกรุงเทพ ซานฟรานซิสโกทุกปี กลับไปเมองไทยทีก็ห้า หกเดือน แต่กลับมาเมองไทยรอบหลังสุดนี้ (2010)
มีความรู้สึกว่าค่าครองชีพ ข้าวของแพงขึ้น มาวันแรกๆรู้สึกว่ามันไม่ได้ถูกกว่าเอมริกาสักเท่าไรเลย จากเดิมที่รู้สึกว่าเมืองไทย
ถูกกว่ามาก มาแรกๆรู้สึกว่าอาหารแพงขึ้น โอเคเราพักย่านซอยอารีย์ซึ่งก็แน่นอนว่าอาหารการกินไม่ถูก ร้านปกติก็ประมาณ
จานละสี่สิบบาท ซึ่งถ้ากินอาหารพวกนี้คือร้านธรรมดา ร่้านก๋วยเตี๋ยว ร้านข้างถนน อาหารยังถูกกว่าอเมริกามากอยู่ แต่ถ้ากิน
ร้านดีๆ ขึ้นมาโอเคไม่ได้หรูมากมาย เช่นร้านตามห้าง ร้านในวิลล่ามาเก็ต ร้านในพารากอน หรือฌซ้นทรัลเวิล์ด ปุ๊ปอันนี้
แพงเกือยเท่าร้านในอเมริกาทีเดียว รวมๆยังถูกกว่าแต่เริ่มใกล้เคียงทีเดียว โดยเฉพาะช่วงที่เรากลับไปค่าเงินบาทแข็งมาก
คือหนึ่งเหรียญเหลือแค่ประมาณยี่สิบเก้าบาท จากเมืื่อปีที่แล้วยังเกือบสี่สิบบาท ยิ่งทำให้อะไรๆก็แพงขึ้นมาอีก แต่ถึงไม่รวมเรื่องค่าเงินบาทที่แข็ง อาหารตามศูนย์การค้า หรือร้านอาหารดีๆ หมายถึงไม่ไดหรูเลิศอะไรมากก็เรียกว่าแพง ไปทานเบเกอรี่ในวิลล่ามาเก็ต ซอยอารีย์เป็นเครปจานเล็กๆก็ร้อยสี่สิบบาท ก็เท่ากับประมาณห้าเหรียญ ซึ่งราคาเท่ากับเอมริกาเลยหรือจะถูกกว่าก็ประมาณหนึ่งหรือสองเหรียญ
ยิ่งถ้าไปซื้อผัก ซื้อของมาทำอาหารเอง แล้วไปซื้อในซุ๊ปเปอร์มาเก็ตในห้างด้วยแล้ว ตอนนั้นเรารู้สึกเลยว่าแพง วันหนึ่ง
ทำต้มยำกุ้ง เห็ดฟางประมาณหกหัวเล็กอยู่ที่เกือบสามสิบบาท มะนาวลูกละห้าบาท ผักชีกำเล็กมากๆสิบบาท วันนั้นรวมทั้งหมด
รวมกุ้งขนาดกลางๆประมาณหกตัว ต้มยำก็ตกประมาณสองร้อยบาท ไม่รวมค่าเสียเวลาที่ต้องมาทำเอง ไปทานอาหารในซอยอารีย์
ราคาแต่ละอย่างสองร้อยกว่าบาทขึ้นไปทั้งนั้น ตอนนั้นรู้สึกเลยว่าของแพงจัง
ยังนึกเลยว่าคนที่ทำงานรายได้ไม่มากนักจะมีเงินพอใช้ยังไงเนี่ย ขนาดคนที่เอาเงินดอลล่ามาใช้ยังรู้สึกว่าแพงเลย

รวมๆก็ต้องยอมรับจริงๆว่าค่าครองชีพในกรุงเทพแพงขึ้นหรือนี่อาจจะเป็นเทรนที่เมืองใหญ่ๆทั่วโลกจะเริ่มมีค่าครองชีพในอัตราที่ไม่ท้ิงกันเท่าไรแล้วของกินรวมๆยังถูกกว่า แต่ของใช้หลายๆอย่างอเมริกาถูกกว่า เช่นพวกแชมพู โลชั่น ยาสีฟัน อเมริกาถูกกกว่า ยกตัวอย่างแชมพูที่ถูกๆในอเมริกาขวดใหญ่ๆจัมโบ้สามารถซื้อได้ในราคา 79 Cent หรือยาสีฟันหลอดใหญ่ๆก็ซื้อได้ในราคา 99 cent ถ้าใช้รถไฟฟ้าบ่อยๆก็จะยิ่งรู้สึกว่าค่ารถแพงทีเดียว เพราะสามสี่สถานนีก็สามสี่สิบบาทแล้ว ไปโน่นไปนี่หลายๆรอบหมดร้อยกว่าบาท ในขณะที่ค่ารถไฟที่ซานฟรานถ้าซื้อตั๋วราคาสองเหรียญสามารถไปไหนมาไหนสายไหนก็ได้กี่รอบก็ได้ภายในสองชั่วโมงหรือนานกว่านั้น

เรื่องที่ราคาที่พัก โรงแรม รีสอร์ทต่างๆตอนนี้ก็รู้สึกเลยว่าแพงขึ้นมาก หาโรงแรมที่พอใช้ได้ ย้ำว่าพอใช้ได้ไม่ได้หรูอะไรเลย
ย่านๆชลบุรี ระยองต่ำกว่าพันหนึ่งยากมากๆ ขนาดช่วงที่ไปไม่ใช่ช่วงนักท่องเที่ยวเยอะเลย เท่าที่เจอคือประมาณพันห้า พันหกขึ้น
โรงแรมธรรมดาเลยแต่ติดหาดไม่รวมอาหารเช้า ไม่มีอินเตอร์เนตอะไรทั้งสิ้น ถ้าโรงแรมดีๆหน่อยห้าพันขึ้นถึงเป็นหมื่นต่อคืน
อย่างที่รู้กัน ราคานี้ไม่ต่างกับไปฮาวายเลยนะเนี่ย ยอมรับว่าไปเที่ยวรอบนี้ค่าที่พักแพงมากๆ อ้อลืมเล่าได้ไปพักที่สัตหีบที่พักของ
ทหารอากาศห้องห่วยแตกมากๆคืนละพันห้า แอร์ไม่เย็น บอกมีน้ำอุ่นแต่เครื่องไม่ทำงาน ทีวีบอกมีแต่ดูไม่ได้เพราะต้องใช้รหัส แล้วเจ้าหน้าที่ก็จำรหัสไม่ได้ ยุงเข้าเพราะมุ้งลวดขาดมีรู ห้องแบบนี้ห้าร้อยก็หรูแล้ว แต่อย่างว่าตอนนี้จะหาอะไรต่ำกว่าพันหนึ่งนั้นยากอย่างที่รู้ๆกันโรงแรมในอเมริกาเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยกว่าเหรียญก็ประมาณสามสี่พันบาท เช่นฮฮลิเดย์อิน เอ็กเพรสที่เราพักบ่อยก็จะประมาณนี้ รวมอาหารเช้าและอินเตอร์เนตด้วยห้องดี เครื่องนอนอะไรต่างๆดีมากๆ

ที่เล่ามาข้างบนเป็นอารมร์ตอนอยู่เมืองไทย ที่เรารู้สึกว่าของมันแพงขึ้น ช่วงเดียวกันเพื่อนอีกคนก็มาจากซานฟรานเหมือนกัน
คุยกันก็รู้สึกเหมือนกันว่ของจังนิเมืองไทยเราตอนนี้ หลังจากนั้นก็มีอันต้องกลับมาอเมริกาตามระเบียบ พอมาถึงที่นี่ก็เริ่มจากการ
กินอาหารฟาสฟูด ก็พวกแม็คโดนัลอะไรประมาณนั้นนะแหละ ต้องบอกก่อนว่าแม็คโดนัลในอเมริกาน่าจะเป็นอาหารที่ถูกที่สุดแล้วมั้ง
แต่เทียบกับแม็คโดนัลในย้านเราไม่ได้ แม็คบ้านเราสะอาดสวยงาม บริการดีกว่ามาก อาหารก็ดีกว่าอย่างว่าแม็คในย้านเรามัน
ถ้เทียบกับอาหารอื่นๆมันไม่ได้ถูก แต่ที่นี่แม็คนี่ถูกที่สุดหมายถึงพวกร้านแฮมเบอร์เกอร์พวกนี้เป็นอาหารที่ถูกที่สุด แต่ในรา้นนี่ส่วนมากสกปรกแล้วก็มีคนน่ากลัวๆมากินเยอะ โอเคสองคนกินแฮมเบอร์เกอร์คนละชิ้น โค้กใหญ่หนึ่งแก้วกินด้วยกัน ไม่รวมเฟรนไฟ อยู่ที่ประมาณแปดถึงสิบเหรียญก็ตีซะว่าสามร้อยบาท ตอนนั้นทำให้เรากลับมาคิดถึงเมืองไทยอีกครั้ง อยากกลับบ้านทำไมต้องกลับมาที่นี่ด้วยนี่ ตอนอยู่เมืองไทยก็รู้สึกว่าของมันไม่ถูกยังใจแต่พอกลับมาแล้วก็นะ สามร้อยบาทถ้าลงไปซื้อลาบ น้ำตก ข้าวเหนียว ข้างล่างตึกที่อยู่ ก็ไม่ประมาณไม่เกินสองร้อยได้น้ำตกอร่อยๆ คอหมูย่างนุ่ม แจ่วแซบๆกับข่าวเหนียว อร่อยแล้วก็ดีกว่าแม็คบ้าๆนี่ตั้งเยอะอะ นี่ละหนอคนเราตอนอยู่ก็บ่นว่าแพง แต่ตอนจากมาแล้วก็เข้าใจ

เอาเป็นว่ารวมๆเราว่าค่าครองชีพในเมืองไทยเราตอนนี้หมายถึงกรุงเทพนะ รวมๆยังถูกกว่าอเมริกาแน่ๆ แต่ระยะห่างมันแคบลงมาก มันไม่ได้ถูกกว่าแบบเป็นเท่า สองเท่าเหมือนเดิมโดยเฉพาะพวกของใช้ อาหารบ้านเราแพงขึ้นแต่มีความหลากหลายมีหลายเกรดหลายระดับให้เลือก ถ้่ากินร้านถูกๆข้างถนนก็ไม่แพงมากแล้วก็อร่อย ในขณะที่อเมริกาไ่ม่มีตัวเลือกหลากหลาย
แบบบ้านเรา ถูกๆอาหารฟาสฟูดคนหนึ่งก็ประมาณสามถึงห้าเหรียญขึ้น กินในร้านสองคนก็ยี่สิบขึ้นไป ยี่สิบนี่คือร้านธรรมดา สั่งไม่เยอะมาก ก็แปลว่าออกมากินข้าวในร้านอย่างน้อยๆก็หก เจ็ดร้อยถ้าทำอาหารกินเอง อันนี้น่าคิด เพราะของบางอย่างที่โน่นก็ถูกกกว่า หรือบางอย่างใกล้เคียงกัน เราว่าถ้าอยู่กรุงเทพแล้วซื้อกับข้าวในห้างอันนี้ทำให้ราคาใกล้เคียงกับอเมริกาเลยละแต่ถ้าซื้อข้างนอกก็ยังเห็นช่องว่างที่ชัดเจนอยู่

อีกอย่างที่ลืมพูดไปคือเรื่องค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ อินเตอร์เนตอะไรต่างๆ บางทีเรารู้สึกว่าค่าไฟ บวกก็าซในอเมริกา สำหรับบางคนที่ไม่เคยอยู่ที่นี่อาจไม่รู้ว่าเครื่องไฟฟ้าบางอย่างที่นี่ใช้ก๊าซ เช่นฮีทเตอร์ หรือเครืองซักผ้า แต่บางบ้านก็อาจใช้ไฟฟ้า แต่ฮีทเตอร์ส่วนมากจะใช้ก๊าซเพราะถ้าใช้ไฟฟ้านี่คงอ่วม แก๊ซทำอาหารก็จะมาจากท่อไม่ใช่แบบซื้อเป็นถังๆแบบบ้านเรา รวมๆเท่าที่เราอยู่มาค่าใช้จ่ายพวกนี้เหมือนจะถูกกกว่าเมืองไทยหรือใกล้กัน เพราะเมืองไทยถ้าเปิดแอร์ขนาดมีเครื่องเดียวยังตกสองพันบาท ที่นี่รวมๆประมาณห้าสิบเหรียญหมายถึงน้ำ ก๊าซ ไฟ อาจเพราะราอยู่ซานฟรานปกติแถบไม่เคยเปิดฮีทเตอร์เลยเพราะมันไม่ได้หนาวอะไรมากมายนักวลาอยู่ในบ้าน ค่าอินเทอร์เนตที่นี่สามสิบเหรียญต่อเดือน เป็นเคเบิล ถ้ารวมเคเบิลทีวี 175 ช่องก็ประมาณเจ็ดสิบห้าเหรียญ
ซึ่งเราว่าใกล้เคียงกับบ้านเรา โอ้ยยังมีเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกมากมาย เช่นพวกประกันรถ ประกันสุขภาพที่ต้องจ่ายแล้วก็แพงด้วยที่นี่
เราเสียค่าเบี้ยประกันสุขภาพเดือนละสองร้อยกว่าเหรียญกับแฟนสองคนก็สี่ร้อยกว่าเหรียญ แถมที่เสียทุกเดือนถ้าไปหาหมอแล้วค่าใช้จ่ายไม่ถึงพันเหรียญก็ต้องจ่ายเอง มันจะคุ้มก็เมื่อป่วยเยอะๆ ทุกวันนี้จ่ายมาสามปีแล้วไม่เคยไปหาหมอเลย ค่าประกันรถตกเดือนละประมาณสองร้อยเหรียญต่อเดือน มันก็ขึ้นกับรถด้วย แต่ราคานี้คือมันแพงมากๆ คิดแล้วกันว่าต่อปีมันเท่าไร สรุปแล้วเราว่ารวมๆยังไงอยู่กรุงเทพก็ยังถูกกว่าอยู่มืองขนาดกลางๆของที่นี่ที่แบบก็ไม่เชิงบ้านนอก มันก็มีอะไรละแต่เทียบกับเมืองใหญ่ๆไม่ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องความสนุกหรือความบันเทิงแต่หมายถึงโอกาศในการหางานดีๆด้วย ซึ่งเมืองใหญ่มันจะมีงานมากกว่า กรุงเทพถ้าเทียบกับซานฟรานนี่คนละเรื่องถูกกกว่ามากมาย ถ้าเทียบกับนิวยอร์กหรืออะไรยิ่งไปกันใหญ่ รวมๆแล้วถ้าเทียบกับเมืองที่เป็นมหานครด้วยกันกรุงเทพก็ยังมีค่าครองชีพที่ถือว่าโอเคทีเดียว

นำอาหารเข้ามาในอเมริกา

plew November 24th, 2010


บินมาอเมริกานำอาหารเข้ามาได้หรือไม่ ด่านตรวจที่สนามบินที่อเมริกาจะอนุญาตให้นำอาหารเข้ามาหรือไม่
เป็นอีกคำถามหนึ่งที่หลายคนสงสัย วันนี้เลยเอาเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง เนื่องจากบินกลับมาจากเมืองไทยรอบนี้
(Nov 2010) บอกได้เลยว่าการตรวจเรื่องอาหารที่นำเข้ามาเข้มงวดมากๆ เลยอยากเอาประสบการณ์ที่เพิ่งเจอ
มาเล่าสู่กันฟัง สำหรับหลายๆคนที่กำลังจะเดินทางมาที่นี่จะได้เตรียมตัวและเตรียมใจ

เข้าเรื่องเลยเราบินจากกรุงเทพมาต่อเครืองที่โซล แล้วมาลงที่สนามบินซานฟรานซิสโก ต้องบอกก่อนว่าเราเป็นกรีนการ์ด
บินไป มารุงเทพ ซานฟรานมาไม่รู้กี่รอบแล้ว แล้วก็เอาอาหารคือกลับมาตลอด ปกติจะเอาพวกผงปรุงรสสำเร็จรูปที่เป็นซองๆ
พวกโลโบ้ พวกคนอร์ อะไรพวกนั้น แล้วก็พวกเครื่องปรุงพวกซอสอะไรต่างๆ แล้วก็มาม่า ก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย
พอผ่านเจ้าหน้าก็จะถามว่ามีอาหารติดมาด้วยหรือไม่เราก็บอกมีแต่เป็นพวกเครื่องปรุง ซอสต่างๆ ไม่ผัก ผลไม้ ถั่วหรืออะไร
ซึ่งพวกพืช ผัก ผลไม้ ถั่วอะไรต่างๆ พวกนั้นมันของต้องห้ามอยู่แล้ว พอบอกว่มีแต่เคื่องปรุงเค้าก็จะบอกโอเคให้ผ่านมาเลย
ทุกครั้งไม่เคยโดนเปิดเลย ซึ่งเราก็บอกตามความจริง เป็นอย่างนี้ทุกครั้งไม่เคยเจออะไร

แต่และแล้วครั้งล่าสุดที่บอก เราก็เอาของแบบเดิมๆมา แล้วก็มีหมูแผ่นมาด้วย คราวนี้เจ้าหน้าที่ก็ถามว่ามีอาหารไหม
เรากับแฟนก็บอกไปตามเดิมว่ามีคือเครื่องปรุง คราวนี้ไม่ว่าจะเอาอาหารอะไรมาก็ตามจะต้องเอากระเป๋าผ่านเครื่องแสกนเลย
ทุกคน เสร็จผ่านเครื่องแสกนจะโดนเปิดกระเป๋าแล้วค้นอย่างละเอียดยิบ จริงๆเพราะมีผู้หญิงฝรั่งบอกว่าเอาช๊อกโกแล็ตมา
ก็โดนแสกนแล้วก็เปิกระเป๋า คือตรงเครื่องแสกนเขาจะถามว่ามีอาหารอะไรมา ถ้ามีอาหารที่เขาเข้มงวดในการนำเข้าจะ
ได้เหตุผลอะไรเรา็ไม่รู้ เขาก็จะบอกตรงฝ่ายเปิดกระเป๋าที่อยู่ติดกันนั่นแหละว่ารายนี้มีของอะไรก็ว่าไปมาด้วย

ของเราพอบอกว่ามีเครื่องปรุง หลังจากนั้นเขากเห็นว่าเราบินเข้ามาจากเมืองไทย ก็ถามต่อว่ามีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาด้วยไม๊
แฟนก็บอกไปตามความจริงว่ามีแล้วก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นปัญหาอะไรเพราะเอามาประจำทุกรอบ แต่คราวนี้เจ้่หน้าที่ตรงเครื่องแสกน
รีบตะโกนบอกตรงจุดเปิดกระเป๋าเลยว่าสองคนนี้เอาบะหมี่กึงสำเร็จรูปเข้ามา งงมากมาม่านี่มันอัตรายยังไงเหรอนี่
พอกระป๋าออกมาจากเครื่องแสกนก็โดนเปิด คนเปิดถามว่ามีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาด้วยใช้ไม๊ เราก็บอกใ่ช่ คราวนี้แกก็เปิด
และอ่านตรงแพคตรงฉลากอย่างละเอียด เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะอ่านเพื่อนหาอะไร ที่เราเอามาเป็นมาม่ารสต้มยำกุ้งแบบซอง
ธรรมดานี่แหละ อ่านๆแล้วก็ว่าง เสร็จแล้วก็อ่านฉลากของซอสทุกๆขวดที่เราเอาเข้ามา เครื่องปรุงทุกซองที่เอามา
ใช้เวลาพอสมควรที่เดียว สุดท้ายก็บอกของเราโอเคไม่มีปัญหา เฮ้อโล่งอก

แต่คนข้างๆที่โดนตรวจเหมือนกันดูเหมือนจะเป็นคนจีนอันนั้นโดนเลย เจ้าหน้าที่ถามว่ามีเนื้อสัตว์มาด้วยหรือเปล่า เขาก็บอกว่า
ไม่มี ปรากฎว่า ตม.เปิดไปเปิดมาเจอเหมือนเป็นอาหารใส่กล่องคงเป็นอาหารอะไรสักอย่างเปิดดูมีเนื้อสัตว์อยู่ด้วย
ตม.ก็โวยเลยว่าไหนบอกไม่มีเนื้อสัตว์ไง นี่อะไร ผู้ชายคนนั้นบอกไม่มีเนื้อสัตว์ ตม.บอกนี่ไงฉันยังเห็นมัน หมายถึงไขมัน
อยู่ชัดๆนี่ไง แล้วก็พูดต่อว่าการโกหกแบบนี้ต้องโดนรับ $350 ผู้ชายคนนั้นกลัวใหญ่เลย สุดท้ายเราไม่รู้ว่าโดนปรับจริงไม๊
แต่อาหารนั้นเอาเข้ามาไม่ได้แน่ๆก็ต้องถูกยึดไว้ เอาเองแอบถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะจริงๆแล้วดันเอาหมูสวรรค์มาด้วย
นะสิ ไม่ได้อยากเลยเพื่อซื้อมาให้แล้วก็ยัดเยียดให้เอามาเราก็ไม่คิดว่าจะมีปัญหาเพราะของมันก็สุกแล้วแพคมาอย่างดี
ถ้าโดนเปิดเจอนี่แย่เลย แต่โชคดีเราเอาหมูสวรรค์ใส่ไว้ในกระเป็าเสืื้อผ้า แยกออกมาจากอาหารอื่นๆกระเป๋าใบนั้นไม่โดนเปิด
แต่จริงๆมันก็ผ่านเครื่องแสกนด้วย แต่ว่าตม.ไม่เห็นเอง หรือเห็นแต่ไม่รู้มั่งว่ามันเป็นหมู หุหุ รอดไปอย่างหวุดหวิด

ดังนั้นใครคิดว่าจะเอาของกินติดเข้ามาในเอมริกาก็ระวังด้วยค่ะ อย่าเอาของที่มีเนื้อสัตว์เข้ามา อบแห้งก็ไม่ได้ ม่าม่า
ที่แบบแอบมีผักอบแห้ง เนื้อสัตว์อบแห้งขอให้ระวัง อย่าเอาของอะไรที่มีเนื้อสัตว์เป็นชิ้นๆมาจะดีกว่า ผัก ผลไม้ก็รู้อยู่แล้ว
ถั่วงาอะไรก็อย่า หรืออาหารอื่นๆก็เหอะเอามาได้จริงแต่ต้องเสียเวลาโดนตรวจอีก เราเองบอกตรงๆบินเข้าบินออกอเมริกา
ทีไร ถึงแม้จะบินภายในประเทศเองก็ตามหงุดหงิดทุกครั้ง มันยุ่งยากมากกว่าประเทศอื่นๆเขา เราเองบินในประเทศนี่แหละ
โดนเข้าเครื่องที่แบบมีลมเป่าแล้วก็โดนค้นตัวมาแล้วรอบหนึ่ง น่าเบื่อมากๆ ตอนนี้ต้องบอกเลยว่าที่สนามบินที่นี่ตอนนี้ เข้มมาก
ขนาดแฟนเราเองเป็นซิติเซ่นตอนเข้ามานี่โดนซองพาสปอร์ตซะละเอียด ดูเทียบหน้ากับพาสปอร์ตหลายรอบ โดนทุกคน
บางคนในรูปไม่ใส่แว่น ตัวจริงใส่แว่นอะไรงี้ โดนดูแล้วดูอีก แฟนเราที่บอกเป็นซิติเซ่นยังโดนถาม ไปอยู่ประเทศไทยมานานแค่ไหน
แฟนบอก สามเดือน ถามต่อ ไปทำอะไรสามเดือน เฮ้ยอะไรกันวะเนี่ย อยากจะรู้ไปซะทุกเรื่องเลยเหรอ แล้วไง
สุดท้ายก็ต้องให้เข้าเพราะเขาเป็นซิติเซ่นแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ไปทำอะไรที่ไหนต้องรายงานทั้งหมด นี่นะประเทศที่มีสิทธิ
เสรีภาพเป็นประเทศประชาธิปไตยต้นแบบ แต่ก็อย่างว่ากลัวเรื่องก่อการร้ายซะจน..ก็พอจะเข้าใจแต่ว่าเซ็ง

เที่ยวเกาะกูด Koh Kood Trip, Thailand

plew November 3rd, 2010



ได้ยินชื่อเกาะกูด Ko Kood มาประมาณสอง สามปีที่ผ่านมา (เชยเดิมๆรู้จักแต่เกาะช้าง) เกาะขนาดกลางๆในจังหวัดตราดที่อยู่ไกลสุดในชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของประเทศไทยเรา เรียกว่าติดน่านน้ำกัมพูชาเลยละ เท่าที่อ่านที่ฟังมีแต่คนบอกว่าสวยและเป็นธรรมชาติอยู่มาก น้ำทะเลสวย ใส จนได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นอันดามันภาคตะวันออกเลยทีเดียว กลับมาเมืองไทยรอบนี้จึงเป็นทริปที่ตั้งใจว่าจะต้องขอไปยลด้วยตัวเองสักครั้ง และต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ เรื่องราวเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเกาะกูดของเราเองในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2010 นี้ค่ะ เข้าเรื่องกันเลยค่ะ

เริ่มแรกเลยก็คงต้องเริ่มที่การจองรีสอร์ทที่พักกันก่อนเลย เราเองก็ศึกษาข้อมูลมาพอสมควรรีสอร์ทดังๆที่คนแนะนำกันเยอะก็กัปตันฮุค ปีเตอร์แพน,อเวย์, เกาะกูดรีสอร์ท,เกาะกูดคาบาน่า,ฌานตา จากการเข้าไปในเว็ปไซต์ของแต่ละที่ที่เข้าตาเราก็จะมีปีเตอร์แพน แล้วก็ฌานตา Shantaa Resort Ko Kood ซึ่งทั้งสองที่ราคาเรียกว่าเท่ากันเลยละ โปรแกรมอะไรต่างๆก็เหมือนๆกัน แต่อยู่คนละหาด เราก็ติดต่อโดยตรงทั้งสองที่ ปรากฎว่าฌานตาส่งข้อมูลอะไรๆมาให้เราทางอีเมล์ ในขณะที่ปีเตอร์แพนบอกว่าจะส่งแต่ไม่ส่ง คือเราจองค่อนข้างกระชั้นเนื่องจากขับรถเที่ยวไปเรื่อยๆจนระยองแล้วค่อยโทรมาจองที่เกาะกูดคือไปแบบอยากพักที่ไหนก็พัก สรุปก็เลยเลือกฌานตา รีสอร์ทไปโดยปริยาย
เราเองเลือกซื้อเป็นแพคเกจ สามวันสองคืน ซึ่งจะรวมอาหารแปดมื้อ รวมค่าเรือสปีดโบทไปกลับ โปรแกรมพาเที่ยวบนเกาะแล้วก็ดำน้ำไปด้วยแล้ว เพราะมีความรู้สึกว่าจะได้ไม่ต้องมานัั่งกังวลหรือมาประหยัดเรื่องอาหารการกินให้วุ่นวาย บนเกาะกูดก็ใช่จะเหมือนพัทยาที่มีร้านกินนอกโรงแรมเยอะแยะ สรุปก็เลยจ่ายแพคเกจไปคนละ 6900 บาท ก็จะเป็นวิลล่าธรรมดา ไม่ใช่แบบสวีทที่มีจากุชชีอะไรกับเขา ซึ่งถ้าเป็นสวีทจะอยู่ที่ 8,900 สำหรับราคานี้ก็ไม่ต่างกับปีเตอร์แพน เพราะก่อนกลับเราได้คุยกับน้องพนักงานที่รีสอร์ทก็บอกฌานตา ปีเตอร์แพน ทิงเกอร์เบล เกาะกูดรีสอร์ทจะเป็นเกรดเดียวกันคือเกรดบน ถ้าพวกเกาะกูดคาบาน่า กัปตันฮุค อเวย์จะลงมาต่ำกว่าหน่อย ห้องธรรมดาก็อาจตกในช่วง 5800 สำหรับสามวันสองคืน แล้วก็จะมีที่ถูกๆกว่านี้ลงไปอีก แต่ถ้าจะเอาหรูสุดๆก็ต้องไปใช้ของซิกเซนส์โน่นเลย

เดินทางจากตราดไปเกาะกูดต้องไปขึ้นเรือที่ท่าเรือแหลมศอก รีสอร์ทนัดขึ้นเรือเก้าโมงเช้า แฟนเป็นคนมีปัญหาในการตื่นเช้า ตอนนั้นอยู่ที่ระยอง รีสอร์ทบอกใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงจากระยองขับมาท่าเรือแหลมศอก แฟนดูแล้วเขาตื่นไม่ทันแน่เพราะต้องตื่นตี่สี่ ตีห้า ทางฌานตาก็แนะนำโรงแรมในตัวเมืองตราดให้ชื่อ ริมคลองบูทีค เราก็ขับมาจากระยอง บ้านแพใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงเพราะขับไม่เร็ว โรงแรมหาไม่ยากอยู่ไม่ไกลจากตลาดเท่าไร มาถึงก็ค่อนข้างประทับใจโรงแรมใหม่น่ารักมีแค่ห้าหกห้องได้ เจ้าของบริการดีมากๆ ในโซนนั้นก็จะมีเกสเฮ้าส์ที่อื่นๆเป็นย่านที่เขาเรียนว่า old town ดูออกแนวเท่ๆดีแฟนชอบมาก ในห้องก็สะดวกสบาย สะอาด บวกมี wifi ให้ใช้ฟรีด้วย คืนละแปดร้อยบาท ร้านอาหารของโรงแรมเดินไปนิดนึงร้านน่ารัก อาหารก็อร่อยโอเคราคาโอเคเลยไม่แพง คือเดิมทีแฟนกลัวมากว่าโรงแรมในตัวตราดจะไม่ดี แบบเก่าๆน่ากลัว แต่พอมาที่นี่เขาชอบมาก ที่นอนอะไรต่างๆนอนสบายเยี่ยมเลย แล้วก็ไม่ต้องตื่นเช้าตรู ก็แบบสบายๆ ถ้าใครจะขับรถไปเที่ยวเกาะกูดแล้วขี้เกียจตื่นเช้ามากหรือกลัวตกเรือ ก็แนะนำว่ามาพักที่นี่ก็ได้

ตื่นเช้าก็ออกเดินทางจากโรงแรมในตราดขับไปแหลมศอกประมาณ 24 กิโล ก็ประมาณยี่สิบนาที จากตัวเมืองตราดขับมาไม่ยากเพราะแค่ตรงแล้วก็เลี้ยวซ้ายจากนั้นก็ตรงอย่างเดียวจนสุดทะเล เจอท่าเรือชื่อ ศิริไวท์ ก็นั่นเลย เราต้องจอดรถท้ิงไว้คิดคืนละห้าสิบบาท ที่จอดก็ดอเคมีหลังคาก็ดูปลอดภัยดี วันที่เราไปโชคไม่ค่อยดีเพราะลมค่อนข้างแรงคือลมหนาวจากจีนเข้ามาพอดี อากาศเย็นเลยละ ก็กลัวๆเล็กน้อยเพราะคลื่นแรง ลมแรง ปกติถ้าไม่ซื้อแพคเกจค่าเรือเร็วอยู่ที่เที่ยวละหกร้อยบาทต่อคนใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง แต่ตอนเราไปอากาศไม่ดีก็ปาไปชั่วโมงครึ่งได้ ณานตาเป็นรีสอร์ทไม่ใหญ่มีแค่สามสิบกว่าห้อง เลยไม่เรือของตัวเอง เรือที่เราไปเป็นของบริษัทชื่อ ซีพี ถ้าเป็นรีสอร์ทใหญ่ๆพวกกัปตันฮุ๊คอะไรพวกนั้นเขาจะมีเรือของเขาเอง เนื่องจากอย่างที่บอกว่ลมแรงมาก เรือนี่กระแทกกระทั้นตลอด เราเองตอนแรกว่าจะพาแม่มาด้วยยังโล่งอกที่สุดท้ายแม่ไม่ได้มาเพราะเราว่ามันไม่ค่อยจะเหมาะกับคนแก่สักเท่าไร เพราะนั่งเรือนานทีเดียว ถ้าเป็นเรือไม่นี่สามชั่วโมง สี่ชั่วโมง เราว่าความไกลตรงนี้เป็นข้อเสียอย่างหนึ่งของการไปเกาะกูดเลยละ เพราะขนาดสปีดโบ๊ดยังเป็นชั่วโมง ขามามีผู้หญิงเมาเรืออาเจียนตลอดทาง น่าสงสาร ดังนั้นใครคิดว่าจะมาเที่ยวเกาะกูดก็ต้องทำใจตรงนี้หรือกินยากันไว้ก่อนเลย และถ้าโชคไม่ดีอย่างเรานั่งเรือมาจะน่ากลัวทีเดียว

มาถึงรีสอร์ทก็มีคนมารับ ตอนแรกมาถึงก็แอบตกใจเพราะไม่เห็นหาด ไม่เห็นอะไรดูมันรกๆไม่สวย เราก็เอเลือกรีสอร์ทผิดซะละมั้งนี่
รถก็ขับไปนิดนึงก็ถึงตัวรีสอร์ทจริงๆ ก็โเคดูดีขึ้นมาแล้ว มาถึงพนักงานก็มาต้อนรับมีน้ำดื่มสุนไพร ผ้าเย็ดมาให้ พนักงานน่ารักอัธยาศัยดี เสร็จแล้วก็พาเราไปที่ห้องพัก ซึ่งที่นี่จะเป็นแบบวิลล่าคือแต่ละหลังห่างๆกันพอควรเงียบสงบ เป็นส่วนตัวดี เข้ามาในห้องซึ่งเป็นแบบธรรมดาที่ฌานตาจะมีสองแบบคือแบบวิลล่าธรรมดา กับสวีทซึ่งจะมีจากุชชี่ ในห้องน่ารักดีมีเตียงควีนไซส์สองเตียง มีเครื่องเล่นซีดี ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีตู้เย็น แอร์เปิดได้ห้าโมงคึ่งตอนเย็นถึงแปดโมงครึ่งตอนเช้า มีตู้เซฟให้ มีผลไม้ต้อนรับ พัดลมน่ารักๆ ร่ม รองเท้าแตะ เสื่อ ไฟฉาย ไดร์ป่าผม อุปกรณ์อาบน้ำครบละ ที่ถูกใจแฟนมากคือห้องน้ำเพราะเป็นแบบกึ่งๆ outdoor คือจะมีหลังคาส่วนหนึ่งอีกส่วนเป็นสวนมีต้นไม้มีที่นั่งด้วยเป็นส่วนขนาดย่อมๆ แล้วก็มี outdoor shower ที่ทำจากกะลามะพร้าวน่ารักดี
แต่ตรงนี้จะไม่มีน้ำอุ่น น่ำอุ่นจะมีตรงที่อาบน้ำในส่วนที่มหลังคา สรุปห้องสวยน่ารัก มีอุปกรณ์ที่ต้องการครบครัน ขาดแต่ทีวีแต่เป็นแนวคิดของทางรีสอร์ทที่ต้องการให้แบบเป็นการพักผ่อนแบบสงบๆจริงๆ

ช่วงที่เราไปคือพฤศจิกาอากาศดีคืออากาศเย็นๆ แดดไม่แรงมาก ถ้าใครอ่านรีวิวเรื่องรีสอร์ทในเกาะกูดมาก่อนเขาจะพูดว่าฌานตารีสอร์ทไม่ติดหาด คือจริงๆแล้วพื้นที่ของรีสอร์ทติดหาด แต่หาดส่วนใหญ่จะเป็นหิน และตัวรีสอร์ทเองสรา้งไว้บนเนิน คือห่างจากริมทะเลมาพอควร แต่ก็แค่เดินตามทางเดินในรีสอร์ทนัั่นแหละนิดเดียวก็ถึงหาดเล็กๆ แต่ว่าสวยมาก น้ำใส ทรายสวยละเอียดนุ่มเท้้ามาก คือเล็กแต่สวยเลยละ หาดตรงฌานตาชื่อว่าอ่าวตะเภา คือตรงหาดที่อยู่ในรีสอร์ทจะติดกับสะพานถ้าเราเดินข้ามสะพานไปก็เป็นหาดใหญ่เลยละทีนี่ สวย ห่างไปนิดนึ่งก็จะเป็นที่ตั้งของเกาะกูดคาบาน่า ซึ่งเขาว่าตอนนี้ไม่ค่อยดี เพราะห้องเก่าไม่ค่อยปรับปรุง แต่ถ้าถามความเห็นเรา เราว่าหาดเล็กในรีสอร์ทน่าเล่นมากที่สุดสวย คลื่นไม่แรงด้วย สรุปก็คือแฟนก็บอกดีมากที่เลือกที่นี่เพราะหาดสวย

เสร็จแล้วก็ไปทานอาหารกลางวัน โหประทับใจอาหารดีมาก อร่อย สดจริงๆ มื้อนึ่งจะเสริฟอาหารห้าอย่าง มื้อแรกมีต้มยำทะเล ปลาทอดแช่น้ำปลา ไข่เจียวกุ้ง ลาบทะเล อีกอย่างจำไม่ได้แล้วละ เติมได้ แต่เราสองคนที่เขาจัดมาให้ก็ทานไม่หมดแล้วค่ะ ให้อาหารอย่างดีจริงๆ คือตอนแรกเราก็ไม่แน่ใจว่าแพคเกจอาหารอาจจะแบบแอบประหยัดนิดนึ่งแต่จริงๆไม่เลยอาหารคุณภาพมากๆ กุ้งใหญ่ สด ปลา ปู อะไรทั้งอย่างใหญ่ สด จาน ชามร้อนก็เกรดดี การจัดตกแต่งอาหารก็แบบโรงแรมห้าดาวเลยละ บริการดีมากๆ เสร็จแล้วมีผลไม้สดให้ทานอีก ประมาณสีีโมงเย็นก็มานั่งกินของว่างอีกมีกล้วยหอมทอดกับไอศครีม สุดยอด กินทั้งวัน

จริงๆทริปรวมพาเที่ยวทั่วเกาะ แต่ก็มีออปชั่นคือจะขับมอเตอร์ไซต์เองก็ได้ เราก็เลยเลือกขับมอเตอร์ไซต์กันเอง รถใหม่เลยก็ขับไม่ยาก ทางก็โอเคไม่หลง ก็ขับไปน้ำตกคลองเจ้า แต่รถไปไม่ถึงต้องเดินเท้าต่อพอสมควร ก็น้ำตกก็สวยดี แต่เราไม่ได้ตื่นเต้นอะไร ขี้เกียจเล่นก็ขับรถต่อไป มาเจอคลองเจ้าซึ่งเป็นคลองที่เชื่อมกับทะเล สวยดีน้ำใสพอควรต้นไม้ น้ำเขียวมรกต ตรงนั้นก็จะมีอเวย์ รีสอร์ท ซึ่งติดกับคลองเจ้า เลยเห็นคนพักเยอะพอควร พายเรือคายัคกันหลายลำ ขับไปอีกนิดเป็นหาดคลองเจ้าก็จะมี รีสอร์ทอื่นๆเช่น ปีเตอร์แพน ทิงเกอร์เบล ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกันกับกัปตันฮุค ตรวนี้รีสอร์ทจะติดหาด แต่เราว่าหาดสวยสู้ตรงรีสอร์ทเราไม่ได้ เพราะหน้่หาดสั้นๆ แล้วคลื่นก็แรงกว่า แต่รวมๆก็สวยดี

จริงๆระหว่างทางก็จะมีเกสเฮ้าส์ รีสอร์ทเล็ๆอื่นๆที่อาจไม่ค่อยได้ยินชื่อ แล้วก็โฮมสเต ของชาวบ้าน มีร้านอาหารของชาวบ้านบ้าง ร้านขายของชำ ก็ไม่ไดเปลี่ยวหรือเงียบเหงามากนัก แต่ก็ยังเป็นธรรมชาติ ดูเดิมอยู่มาก ซึ่งเราถือว่าเป็นข้อดีของที่นี่ ขับได้ไม่นานก็เริ่มขี้เกียจเพราะอยากเล่นน้ำก็กลับมาที่รีสอร์ทมาพายเรือเล่น อุปกรณ์เรือคายัค อะไรต่างๆฟรีอยู่แล้ว รวมมีน้ำดื่ม ผ้าเช็ดตัวอะไรต่างๆเสื่อ โน่นนี่ที่หน้าหาดบริการ อย่างที่บอกที่นี่น้ำใสมาก สะอาด สวยไม่แพ้ทะเลทางภาคใต้จริงๆละ แล้วก็ยังเป็นธรรมชาตอยู่มากๆเลย ว่ายน้ำเสร็จอาบน้ำก็ทานอาหารเย็นก็เช่นเคยอาหารทะเลสดๆ กินกันอิ่มแปล้เช่นเคย ตบท้ายด้วยข้าวเหนียวมะม่วง เป็นอย่างนี้ทั้งสองคืนคือกินอาหารทะเลกันจนเบื่อเลยละ แต่ที่ประทับใจคือบริการพนักงานบริการดีมาก สุภาพ ดูแล้วเทรนมาดี ลืมบอกไปฌานตาแขกส่วนมากจะเป็นคนยุโรปพวกสวีเดน ฝรั่งเศสจะมีเรา แล้วก็อีกคู่หนึ่งที่เป็นคนไทยนอกนั้นฝรั่งหมด แต่ฝรั่งเค้าจะไม่ได้แบบซื้อแพคเกจแบบเรา แล้วก็พักกันยาว ไม่รู้เพราะแขกฝรั่งเยอะรึป่าวเลยรู้สึกว่าบริการ เครื่องมือ จานชาม อาหารอะไรต่างๆดูได้มาตรฐานดีมากๆเลย เพราะที่ผ่านไปรีสอร์ทอื่นพวกอเวย์หรือกัปตันฮุ๊คส่วนมากจะเป็นลูกค้าไทย แบบมากลุ่มใหญ่ๆ

วันที่สองจริงๆแล้วต้องไปดำน้ำแต่โชคร้ายคือลมแรงๆเรืออกไม่ได้ ทางรีสอร์ทเลยให้ทางเลือกว่าจะเอาเงินส่วนนี้คืนหรือจะนวดไทย เรากับแฟนก็เลยเอานวดแทนก็ได้นวดไทยกันตรงศาลาริมๆทะเลคนละหนึ่งชั่วโมงก็สบายๆดี ตัวไม่ดำด้วย สุดท้ายวันกลับ อย่างที่บอกฌานตาไม่มีเรือเร็วของตัวเอง ทำให้วุ่นวายนิดนึงเพราะขากลับลมแรงมากด้วย เรือที่ใช้ขามาเขาไม่ออก สุดท้ายเขาก็จัดให้เรากลับกับเรือของกัปตันฮุ๊ค ก็นั่งรถจากรีสอร์ทเราไปกับตันฮุ๊ค เจ้าหน้าที่ีสอร์ทก็มาส่งนั่งคุยกัน เกี่ยวกับรีสอร์ทโน่นนี่ น้องที่รีสอร์ทก็น่าักไม่มีโจมตีรีสอร์ทอื่นๆ เขาบอกก็ดี คล้ายๆกัน อาหารการกิน ที่พักแต่ละทีไม่ต่างกันมาก เรือของกัปตันฮุ๊คใหญ่ทีเดียวคนเต็มเรือ คนไทยทั้งหมด แต่เราว่าเรือขามาจะใหม่กว่านะ กัปตันฮุคก็เป็นรีสอร์ทที่ดังที่สุดในหมู่คนไทยละมั้ง เนื่องจากเรามาที่หลังที่นั่งตรงด้านหลังเรือเต็มแล้วต้องนั่งด้านหน้าๆสุด เรือออกได้ไม่ไกล เรารู้สึกเลยว่านั่งข้างหน้ามันทรมานมากเพราะมันจะกระแทกแรงตลอด ยิ่งวันนั้นลมแรง คลื่นแรงด้วย ทรมาน บวกน่ากลัว ต้องนอมรับว่าขากลับน่ากลัวกว่าขามาอีก เรือลอยแล้วก็กระแทกตลอด ผู้หญิงร้องวี๊ดกันเป็นแถว มีเด็กเล็กด้วย ต้อหาที่ข้างหลังให้เด็กย้ายเพราะมันไม่ไหวจริง ๆ สู้สึกที่โชคดีที่สุดร้ายก็รอดมาได้ มันดูเสี่ยงอยู่ทีเดียว
แฟนเรากลับมาหลัง ทั้งคอปวดไปหมด ดังนั้ถ้าใครจะไปเกาะกูดขอให้เช็คสภาพอากาศดีๆไม่งั้นต้องนั่งทรมานในเรือเป็ันชั่วโมง สุดท้ายขับรถกลับกรุงเทพทางมอเตอร์เวย์เสียไปเก้าสิบบาท ใช้เวลาประมาณสี่ชั่วโมง

สุดท้ายเราเกาะกูดน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนรักทะเลที่ชอบความสงบ เป็นธรรมชาติ อาหารทะเลสดๆ บริการดีๆ เราว่าน่ามา เราเองอยากกลับไปอีกครั้ง แต่ประสบการณ์นั่งเรือไปกลับที่ค่อนข้างน่ากลัว ทำให้เราลังเลนิดนึง

ปล.มีปัญหากับการอัพโหลดรูปค่ะ จริงๆถ่ายรูปมาเยอะเลยเดี๋ยวยังไงจะลองอัพโหลดดูอีกที

เรียนต่อที่เยอรมัน Further Study in Germany

plew September 16th, 2010

วันนี้ขอเล่าเรื่องประเทศอื่นบ้าง พอดีกลับเมืองไทยก็เลยได้มีโอกาศเจอรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยที่เคยทำงานด้วยกัน ไม่ได้เจอกันมาเกือบสิบปีแล้ว แต่ก็ได้อัพเดทเรื่องราวกันทาง facebook นี่ละ เข้าเรื่องเลยรุ่นน้องคนนี้เดิมเขาเป็นอาจารย์อยู่มหาวทิยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งแล้วก็ได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทและเอกที่เยอรมัน เดิมทีเขาก็จบโทมาแล้ว แต่ที่เยอรมันไม่ยอมต้องให้เรียนโทซ้ำอีก ซึ่งตอนนี้เขาจบแล้วได้เกียรตินิยมอีกต่างหาก ตอนที่เจอกันเขาก็เริ่มเรียนปริญญาเอกไปได้ประมาณปีหนึ่งแล้ว โอเคนี่ก็ธรรมดาแต่เรื่องที่ทำให้เราสนใจคือค่าเรียนต่างหาก

รุ่นน้องบอกค่าเรียนปริญญาเอกกฎหมายที่เธอเรียนอยู่ตกเพียงแค่เทอมละ สองร้อยกว่ายูโร เรางงมากว่าทำไมมันถูกยังงั้น เราบอกทำไมละแกก็เป็นนักเรียนอินเตอร์ไม่ใช่ประชาชนเขาแกยังจ่ายถูกขนาดนี้เลยเหรอ เพื่อนบอกทุกคนไม่ว่าใครถ้ามาเรียนได้จ่ายเท่ากัน แถมราคาที่บอกเทอมละสองร้อยกว่าๆนี่รวมค่ารถเมล์อีกด้วยคือขึ้นรถเมล์ไปไหนก็ฟรีตลอด เรานี่ร้องเลยอยากไปอยู่บ้างอะไรจะดีขนาดนั้น เพื่อนบอกใช่ๆเพราะเยอรมันเป็นประเภทรัฐสวัสดิการ มหาวิทยาลัยทั้งหมดเป็นของรัฐ เราถามต่่อแล้วเยอรมันจะได้อะไรกับการให้เด็กต่างชาติมาเรียนถูกๆละ เพื่อนบอกก็ได้การถ่ายทอดวัฒนธรรม การครอบงำ ความชื่นชมยกย่องไง เราเออก็จริงนะ น้องบอกเขาเองก็เหมือนเป็นอะไรที่แบบผูกพันกับประเทศนี้ไปแล้วอะไรอย่างงั้น เราก็บอกบ้าง พี่นะเป็นกรีนการ์ดเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐที่อเมริกาก็ได้สิทธิในการจ่ายค่าเทอมในราคา Resident แล้วนะพี่ยังจ่ายเทอมละเกือบสามพันกว่าเหรียญแนะนี่เรียนโทนะ เอกแพงกว่านี่อีกอะ ค่ารถเมล์ไม่ต้องพูดอะไม่มีสิทธิพิเศษอะไรกับนักเรียนเลย จ่ายราคาปกติอะ ตั๋วเดือนก็ตกเจ็ดสิบเหรียญอะ ภาษีสามีก็จ่ายมากมายทุกปีนะ โอเคไม่เยอะเท่าประเทศในยุโรปหรอกแต่ก็ไม่ได้น้อยกว่าเท่าไรเลย แล้วทำไมมันไม่มีสวัสดิการดีๆแบบเยอรมันมั่งละ

รุ่นน้องบอกใช่เยอรมันเรียนถูกมากแต่ว่าคนที่จะมาเรียนก็ต้องฝึกภาษาที่สามคือต้องเรียนเป็นภาษาเยอรมันไง มันยากตรงนี้ เพราะหลักสูตรถ้าสอนเป็นภาษาอังกฤษก็จะแพงขึ้นอีกมากมายเลย แต่รุ่นน้องเราตอนนี้หลังจากมาอยู่ได้สามปีเขาบอกภาษาเยอรมันเขาดีกว่าภาษาอังกฤษแล้ว เดิมๆภาษาอังกฤษเขาก็ดีอยู่แล้ว เลยกลายเป็นได้สามภาษาไปเลย น่าอิจฉาจริงๆ เราก็ถามต่อว่าเขาต้องทำงานพิเศษอะไรป่าว เขาบอกไม่เลยเขาเรียนอย่างเดียว เพราะทุนที่ได้มาอะมันเกินพอ เพราะค่าเทอมถูก ค่ารถไม่ต้องจ่าย กินอยู่ก็ไม่ได้แพงมาก ดังนั้นมันเหลืออยู่แล้ว เรางี้ร้องเข้าไปอีก โหเด็กมาเรียนอเมริกานี่ไม่ทำงานไม่พอหรอกเพราะทุนที่ได้ค่าเทอมก็หมดแล้วมั้ง แหมทำไมไม่ได้สามีเป็คนยุโรปนะเรา พูดเล่นนะ แต่กลับมาบ้านยังคุยกับแฟนเลยว่าทำไมอเมริกามันไม่ดีอย่างนี้บ้างละ
จริงอยู่หลายคนอาจบอกว่ายุโรปพวกรัฐสวัสดิการเก็บภาษีแพงมาก แต่ว่าอเมริกาก็เก็บแพงไม่ได้น้อยกว่าเท่าไรเลย แต่เทียบสวัสดิการแล้วมันเทียบกันไม่ติด

น้องเขาบอกเมืองที่เขาอยู่ชื่อเมืองบอนด์ เป็นเมืองเล็กๆ เขาบอกปลอดภัยมาก กลับบ้านดึกๆเดินกลางคืนตีหึ่งตีสองก็ไม่น่ากลัวเลยไม่มีอะไีร โหทำงี้ที่ซานฟรานนี่ไม่ได้เลยนะ อย่าว่าแต่ตีหนึ่งเลย เช้าๆ บ่ายๆ เย็น หลายๆย่านก็ไม่ปลอดภัยแล้ว น้องก็เล่าต่อคนที่นั่นแบบดูสบายๆ คนก็สุภาพ อัธยาศัยดี แล้วก็ดูเขาไม่เครียด ไม่เร่งรีบมาก อาจเพราะรู้ว่าถ้าไม่มีงานอะไรยังไงรัฐก็เลี้ยงคือไม่เดือดร้อนละ เขาบอกถ้าเป็นแถบสแกนดิเนเวียร์ยิ่งสวัสดิการดีเข้าไปอีกแต่คนทำงานก็จ่ายภาษีแพงมากๆ เช่นกัน โอ้ยทำไมฉันไม่เกิดในประเทศแบบนี้เนีย ถึงจะหนาวไปหน่อยก็เหอะนะ อิจฉา อิจฉา

โทรศัพท์มือถือในอเมริกา Buy a Cell Phone in the US.

plew July 22nd, 2010

Cheap calls to Thailand

วันนี้มานั่งเขียนเกี่ยวกับเรื่องโทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ในอเมริกากันบ้าง สาเหตุที่เขียนเพราะมีเพื่อนๆในเมืองไทย แบบว่าอยากฝากเราซื้อ iPhone คือถามกันมาหลายคนเกี่ยวกับเรื่องการซื้อเครื่อง iPhone or Blackberry จากอเมริกากลับไปเมืองไทย เพราะส่วนมากจะคิดว่าซื้อเครืื่องโทรศัพท์มือถือที่นี่ถูกกกว่าเมืองไทย ซึ่งจะว่าไปมันก็จริง แต่ก็มีหลายๆอย่างที่มันต่างจากเมืองไทยมากๆที่หลายๆคนไม่เข้าใจ เราเองจริงๆสำหรับเพื่อนก็ยินดีที่จะหิ้วเข้าไปให้แต่มันก็ไม่ใช่ง่ายๆอย่างที่เพื่อนคิด เพราะอะไร

อย่างแรกที่นี่เวลาซื้อเครื่องคือซื้อโทรศัพท์มักหรือเป็นปกติจะต้องซื้อกับผู้ให้บริการเครือข่าย จะไปแบบว่าซื้อเครื่องเปล่าแบบเสรีอย่างเมืองไทยไม่มี แล้วปกติพวกผู้ให้บริการมักจะพยายามหรือบังคับเลยละให้เราต้องมีสัญญาผูกพันส่วนมากจะสองปีว่าจะต้องใช้บริการกับเขา ไม่งั้นค่าเครืืื่องโทรศัพท์จะแพงๆมาก ในขณะที่ถ้าเราเซ็นสัญญาคือจะใช้บริการกับเขาสองปีจะได้เครื่องฟรีในหลายๆรุ่น หรือได้เครื่องในราคาถูกกกว่ามากถ้าเทียบกับไม่มีสัญญา และเครื่ืื่องที่นี่ซื้อมาเครื่ืื่องจะล็อคคือล็อกให้ใช้ได้แค่สำหรับเครื่อข่ายนั้นๆ ถ้าจะปลดก็ต้องขอให้บริษัทส่งรหัสปลดมาให้ ซึ่งดูเหมือนง่ายคือก็ขอให้เขาส่งรหัสมาเราก็ปลดล็อกได้ แต่ในความจริงที่โดนกับตัวเอง ตอนกลับเมืองไทย เราก็อยากใช้เครื่องเดิมกับวิมในเมืองไทย ก็โทรไปขอรหัสปลดล็อกกับ TMobile ซึ่งเป็นเครือข่ายที่เราใช้บริการอยู่ ขอก่อนไปสามอาทิตย์ได้ ก็ไม่ส่งมา ก็โทรไปตามส่งมาให้ปรากฎว่าก็ยังล็อกอยู่แจ้งไป ส่งรหัสใหม่มาให้ก็ยังไม่สามารถปลดล็อกได้อยู่ดี จนเราถอดใจกลับเมืองไทยก็ซื้อเครื่องถูกๆมาใช้ไปพลางๆ ตอนนี้กำลังจะกลับบ้านอีกรอบ ก็ให้แฟนไปติดต่ออีกเพราะแฟนก็อยากใชเครื่ืื่องที่เขามีระหว่างที่อยู่เมืองไทย คราวนี้ TMobile บอกว่าไม่สามารถรับปากได้ว่าจะหารหัสให้เราได้ไหมเพราะเขาต้องขอไปที่บริษัทที่ผลิตเครื่อง เราก็เซ็งๆ เราว่าจริงๆเขาไม่อยากให้เราปลดมากกว่าละมั้ง สรุปไปแจ้งขอมาสองอาทิตยืแล้วก็เงียบหายไปตามระเบียบ เราเองก็ไม่ใช่คนมีความรู้เรืื่องโทรศัพท์ไม่งั้นคงหาวามารปลดเองได้ ถ้าเป็นเมืองไทยคงมีร้านที่รับปลดได้อยู่

สรุปก็คือที่นี่มันไม่ได้เสรีเหมือนเมืองไทยที่มีตลาดมือถือมากมายทั้งมือหนึ่งมือสอง หรือซื้อเครื่องกับศูนย์ก็ไม่มีการล็อกเครื่องแต่อย่างใด เครื่องมือสองนะมีแต่ก็คือซื้อตามอินเตอร์เนตพวก ebay มันไม่มีแบบ MBK หรือตลาดมือถือมือสองอื่นๆแบบเมืองไทย หรือร้านขายมือสองเราก็ไม่เคยเห็นจริงๆ เพราะเราเองถ้าจะซื้อบางรุ่นเช่น iPhone ที่ไม่มีสัญญาเราก็ซื้อ ebay เช่นกัน พูดเรืื่อง iPhone แล้วก็ต่อเลยเพราะเป็นอะไรทีี่เพื่อนถามกันเยอะ อยากให้ซื้อมา ประเภทซื้อที่นี่เท่าไร ยังไง ถูกไม๊ iphone เอาจริงๆเลย ถ้าซื้อที่นี่มีผู้ให้บริการรายเดียวที่มี deal กับ apple คือ At&t ซื้อไอโฟนโดนบังคับให้มีสญญาสองปีกับ At&t ราคาเครื่องก็อยู่ประมาณ $199
iPhone 4 ตอนนี้ เครื่อข่ายอื่นๆที่นี่เช่นที่เราใช้ไม่สามารถใช้ไอโฟนได้ อย่างถูกต้อง จริงๆเราเองก็ใช้แต่เราซื้อเครื่องที่ปลดล็อกแล้วจากอีเบย์ 3gs มาก็ประมาณสามร้อยกว่าเหรียญเป็นมือสอง ซึ่งมันแพงกว่ามากถ้าเทียบกับซื้อตรงจากแอปเปิ้ลหรือ At&t แต่ว่าเราไม่ต้องการมีสัญญาสองปีนี่นาทำไงได้ เครื่องมือหนึ่งไม่ล็อกตามอีเบย์ก็อยู่ราวๆ $500-600 สำหรับ 3gs iPhone4 ก็จะแพงไปเป็นแปดร้อยถึงพันเหรียญ ซึ่งถ้าซื้อทางเนตเมืองไทยก็สั่งได้เช่นกัน เพียงแต่ผู้ขายบางรายอาจไม่ส่งของอินเตอร์คือส่งแค่ในประเทศ ดังนั้นก็ลองดูว่าราคาขนาดนี้ถูกกกว่าซื้อในเมืองไทยไม๊ เราเองก็ไม่ทราบว่าคนที่ขายเครื่องใหม่ไม่ล็อกเขาเอาเครื่องไอโฟนมาจากไหน แต่คนธรรมดาอย่างเรา หาไม่ได้ก็คือหาได้ทางเนตแล้วจ่ายแพงสถานเดียว คิดดูซื้อมีสัญยาแค่ร้อยเก้าเก้า แต่ไม่ล็อกปาเข้าไปพันหนึ่ง

บางคนอาจได้ข่าวเช่นกันว่าในอนาคตไม่รู้้แค่ไหน iphone จะสามารถใช้กับเครื่อข่ายอื่นๆมากขึ้นอันนี้หมายถึงในอเมริกา ที่คนพูดกันมากคือ verizon ซึ่งเป็นเครือข่ายที่นิยมมากที่นี่เพราะสัญญาณแรงแต่ว่ามันเป็นแบบ CDMA คือไม่ใช่ซิม ใชจูนอย่างเดียว ก็มีเสียงเรียกร้องมากอยากให้ไอโฟนใช้ได้กับเครือข่ายนี้ แต่เราว่าสุดท้ายมันก็ต้องมีสัญญาอีกอยู่ดีละ เพราะมันเป็นระบบของโทรศัพท์ที่อเมริกา ที่ชอบบังคับผูกมัดผู้บริโภค บางคนถามว่ามาอเมริกาควรเอามือถือจากเมืองไทยมาไม๊หรือมาซื้อที่นี่ จริงๆมันก็แล้วแต่นะ แต่ว่าถ้ามาอยู่แค่ไม่นานไม่กี่เดือนเอาเครื่องมาด้วยก็ดี กลับไปก็ไม่ต้องเสียเวลาเอาเครื่องที่นี่ไปปลดล็อก ก็แค่ซื้อซิมแล้วก็จ่ายเติมเงินเอา เพราะส่วนมากพวกเป็นแพลนๆที่นี่มักจะผูกพันยาว แต่ถ้าคิดมาอยู่ยาวๆก็มาซื้อที่นี่ก็ได้เพราะถ้าทำสัญยาพวกสองปี จะได้เครื่องราคาถูกกว่าเมืองไทย หรือได้เครื่องฟรีๆ ถ้าถามว่าค่าโทรศัพท์ของที่นี่กับเมืองไทยที่ไหนถูกกกว่าอันนี้หมายถึงมือถือ เราว่าพอๆกัน แต่ถ้าแบบเป็นครอบครัวที่นี่มักมีแพลนแบบครอบครัวห้าเบอร์อะไรประมาณนั้น โทรหากันฟรีตลอด หรือได้เครื่องกี่เครื่องฟรีแล้วแต่โปรโชมั่นก็ถูก แต่ตัวเราเองกับแฟนก็ตกเดือนละห้าสิบเหรียญต่อคนก็ประมาณพันห้าโทรได้กี่นาทีจำไม่ได้ เราว่ารวมๆก็ไม่ต่างจากเมืองไทย

ซ่อมนาฬิกาในอเมริกา..ขอครั้งเดียวพอ

plew July 4th, 2010



เรื่องที่จะเล่าวันนี้คงเป็นอีกหนึ่งความประทับใจทีี่ยากจะลืมจากประสบการณ์ที่ได้จากการอยู่ที่นี่ “อเมริกา” เริ่มเรื่องดีกว่าปกติเราเองเป็นคนที่ชอบนาฬิกามากๆแต่ก็ไม่ได้มีมากมาย เรื่องก็คือนาฬิกาเราเรือนหนึ่งถ่านหมด บวกกับเพิ่งถอยนาฬิกาใหม่มาอีกเรือนซื้อทางอินเตอร์เนตมันก็เลยต้องเอาไปตัดสายเพราะเรามันพวกไซส์เล็ก ข้อมือเล็กมากๆ ก็เลยมีนาฬิกาสองเรื่อนที่ต้องทำ เราเองก็ไม่เคยซ่อมนาฬิกาอะไรที่นี่มาก่อน ถ้าเป็นเมืองไทยก็บ่อยเลยพวกเปลี่ยนถ่าน อะไรนิดๆหน่อยๆ แฟนเราเองเป็นคนไม่ใส่นาฬิกาเขาก็เลยไม่รู้เหมือนกันว่าซ่อมที่ไหนดี จริงๆเราอยู่ดาวทาวน์ซานฟรานซิสโก มันก็น่าจะหาร้านซ่อมไม่ยาก แฟนก็เสริชหาในเนตว่ามีที่ไหนใกล้ ก็ปรากฎว่าส่วนมากก็ไปทางด้านยูเนี่ยนแสควร์ จริงๆถ้าเทียบกับกรุงเทพเทียบกันไม่ได้เพราะกรุงเทพเราร้านซ่อมมากมายทั้งริมถนนท้ั้งในร้าน ในห้าง หรือศูนย์ แต่ที่นี่น้อยทั้งๆที่ซานฟรานมันก็เมืองไม่ใช่เงียบๆ เรากับแฟนก็เอร้านอื่นๆก็ไม่รู้ยังไง ก็นึกถึง Macy’s ขึ้นมา สาขายูเนียนแสควร์ซีึ่งเป็นสาขาใหญ่คนตรึม แฟนกับเราบอก Macy น่าจะดีเพราะซ่อมในห้าง และก็ไม่ต้องหาให้วุ่นเพราะคุ้นกับห้างอยู่แล้ว ก็ไป Macy’s

ไปถึงก็มีพนักงานผู้หญิงน่าจะเป็นลาติโน เราก็ถามตัดสายเรือนเท่าไร เปลี่ยนถ่านเท่าไร เขาก็ขอดูนาฬิกา ก็บอกตัดสาย $40 เปลี่ยนถ่านอีก $60 เรากับแฟนมองหน้ากันเลย โหแม่เจ้าแค่เนี้ยแพงมากๆ ตอนนั้นคิดถึงเมืองไทยขึ้นมาอีกแล้ว แม่เจ้าเราเปลี่ยนถ่านบ่อยๆ ถ่านแบบดีของสวิสใช้ได้สองปีเลยมั้งแค่สามร้อยบาทไทย เราก็ว่าแพงแล้วน่า นี่พันห้าพันหกบาท ตัดสายก็เป็นพันบาท บ้าฉิบ แต่แฟนก็บอกร้านอื่นก็คงไม่ถูกกว่ากันเท่าไร แล้วอือข้างนอกก้ไม่รู้ว่าจะทำดีป่าว ขี้เกียจเดินหาด้วย ก็ตกลงทำ เราก็ถามว่านานไหม เธอบอกสิบนาทีก็เสร็จให้เรารอไม่ต้องไปไหนเพราะตัดสายแล้วจะได้ลองดูด้วยว่าพอดีไหม เราก็สิบนาทีรอไม่มีปัญหา เธอก็เอาเข้าไปทำ เราก็งงนิดหน่อยเพราะดูหน้าตาคิดว่าแค่มารับเรื่อง คิดเงิน คิดว่ามีคนอืื่นทำ เพราะดูหน้าตาไม่น่าจะทำเป็น แต่ก็ไม่ได้อะไร ปรากฎว่าสิบนาทีก็แล้ว สิบห้าก็แล้วเราก็เห็นทำอยู่ สรุปประมาณสี่่สิบห้านาทีที่เรารออยู่ตรงนั้น ตอนทำเราก็เห็นเพราะมันเป็นห้องกระจก เราไม่เห็นเธอใส่แว่นขยายหรือไม่รู้เรียกว่าอะไรที่ช่างซ่อมนาฬิกาเขาจะใส่ตอนซ่อม เพราะบางชิ้นส่วนมันเล็กมากๆ

เธอออกมาพร้อมนาฬิกาสองเรือนของเราก็ลองเรือนตัดสาย จริงๆมันใหญ่ไปข้อหนึ่งได้ แต่เราก็เออเผืื่ออ้วนก็โอเค จริงๆเราเองไม่ได้เป็นคนเรื่องมากจู้จี้อะไร ที่นี่เรือนเปลี่ยนถ่านเธอก็วางไว้บอกเสร็จแล้ว แล้วก็เดินไปเครื่องเตรียมจะคิดเงิน เราก็หยิบนาฬิกาเรือนเปลี่ยนถ่านมาดูปรากฎว่ามันไม่ได้ตั้งเวลาเพราะเวลามันผิดไปมากๆ คือคนละเรื่องเลย เราก็ไม่ได้คิดอะไร ก็คิดว่าคงลืมตั้งมั้ง ก็ส่งให้แฟนบอกตั้งเวลาซิ ปรากฎว่าแฟนยังไม่ได้ทำอะไร แค่จับเม็ดมะยมแค่นั้น เม็ดมะยมหยุดลงมากองกับพื้นเลย แฟนกับเราก็งงเลย เพราะปกติถ้านาฬิกาไม่พังเม็ดมะยมมันแข็งมาก ไม่มีทางจะหลุดมาง่ายๆนอกจากอะไรบางอย่างมันหักข้างใน หรือใช้เครื่องมือดึงมันแรงๆออกมา เราก็บอกเฮ้ยอะไรเนี่ย สองคนพนักงานผู้หญิงที่เป็นคนทำกับผู้ชายคงเป็นหัวหน้าออกมาดูแล้วเอานาฬิกาเข้าไปเช็ค มันออกมาบอกนาฬิกาพัง คุณสองคนทำอะไร มันโทษเราว่าเราเป็นคนทำนาฬิกาเราเองพัง ทั้งๆที่เราแตะแค่ไม่ถึงนาทีด้วยมือเปล่า

แฟนบอกก็ดูซินาฬิกาไม่ได้ตั้งเวลาก็เอามาดูแค่จับเม็ดมะยมไม่ได้ดึงอะไรเลยก็หลุด มันก็บอกนาฬิกาตั้งเวลามาแล้ว เราบอกดูซิดูซินี่หรือตั้งเวลามาแล้ว เพราะเวลามันคนละเรื่อง ไอ้คนผู้ชายบอกผมเห็นเขาตั้งนะ หมายถึงผู้หญิง เราบอกแน่ใจเหรอว่าเห็น มันก็เงียบ เพราะมันชัดๆอยู่ว่าไม่ได้ตั้ง มันก็บอกเราไปเปลี่ยนเวลารึป่าว เราบอก ฉันก็ยืนอยู่ตรงนี้ ก็อยู่ด้วยกันกับแม่คนซ่อม แค่เธอหันหลังไปเครื่องคิดเงินไม่ถึงนาทีฉันจะทำมันพังเลยรึ ตอนแรกแฟนเราพูด แต่ด้วยความโกรธที่มันไม่ยอมรับว่ามันทำนาฬิกาเราพัง แล้วยังโทษลูกค้าอีก บวกไม่แสดงความรับผิดชอบหรือขอโทษอะไร เรางี้พรั่งพรูสุด ที่ทำให้เราโกรธมากๆคือ แฟนเราถามแล้วยังไงนี่ใครจะซ่อม มันบอกมันไม่ซ่อม มันไม่รับผิดชอบ ต้องส่งไปซ่อมสำนักงานใหญ่ แล้วแฟนถามใครจ่ายมันบอกมันไม่จ่าย เราปี๊ดแตกมากๆ ค่ราวนี้เราพูดเองเลย เราบอกนาฬิกาเรือนนี้เราซื้อมาไม่ใช่ถูกๆ โอเคมันไม่ใช่ rolex หรือ Cartier หรือสุดยอดไฮเอนด์อะไร แต่มันก็เป็นแบรนด์ดีคนทำนาฬิกาก็ต้องรู้ ซื้อมาเป็นพันเหรียญ ซื้อมามือหนึ่งในห้างมีใบรับประกันครบ ไม่เคยเปลี่ยนถ่านมาก่อน ไม่เคยเปิด ไม่เคยซ่อม เพราะอายุแค่ไม่ถึงสองปี บวกใส่น้อยมากเก็บอย่างดี นี่เป็นการเปิดเปลี่ยนถ่านครั้งแรก เพราะฉนั้นก่อนมานาฬิกาเราสภาพเกินร้อยเปอร์เซ็น แล้วถ้าคุณซ่อมนาฬิกาเป็น คุณเป็นมืออาชีพคุณก็รู้อยู่แล้วว่าไอ้เม็ดมะยมนะมันไม่ใช่จะกระชากหลุดกันด้วยมือเปล่า เพราะการใช้งานจริงๆเวลาตั้งนาฬิกามันก็ต้องดึงแรงพอสมควรเลยละสำหรับนาฬิกาเกรดนี้ ใครเขาจะมาทำหลวมแบบเรือนละหลักสิบเหรียญหรือแม้นาฬิกาถูกๆใช้มือเปล่าดึงมันยังไม่หลุดเลย ซ่อมนาฬิกาเป็นจริงหรือ มันก็อึื้ง แต่ก็ยังไม่ขอโทษ

เถียงกันนานมาก เสียงดังด้วย คนเดินในห้างก็มอง เพราะมันไม่ยอมรับท่าเดียวว่ามันผิด แล้วก็พูดซ้ำๆว่าเราเป็นคนทำพัง สุดท้ายแฟนบอกงั้นจะไปฟ้อง Macy หรือร้องเรียนให้หมด มันบอกจริงๆร้านนี้ไม่ใช่ของ Macy โดยตรงเป็นร้้านมาเช่าที่แต่ก็มีหลายสาขาสำนักงานใหญ่อยู่ Ohio พอขู่มากๆมันก็เริ่มอ่อนลงบอกจะส่งไปซ่อมที่สำนักงานใหญ่แล้วเราไม่ต้องเสียเงิน ใช่้เวลาหกอาทิตย์ ซึ่งมันนานมากๆ ก็เขียนใบรับงานแฟนก็ให้ระบุเลยว่าเป็นการซ่อมฟรีเพราะพนักงานทำพังเอง ตอนนั้นก็ไม่รู้จะทำยังไงก็โอเคหกอาทิตย์ วันนั้นเซ็งมากๆ จริงๆนาฬิกาเรือนนี้ แฟนซื้อให้เซอร์ไพรส์หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน เพราะเขารู้ว่าเราชอบไปเดินห้างด้วยกันเราก็ดูบ่อยๆ แต่ไม่ได้คิดจะซื้อเพราะเสียดายเงิน แต่แฟนก็ซื้อมาให้ จนได้

หลังจากนั้นหกอาทิตย์พอดี ก็คือไม่ได้รับการติดต่อใดๆ เราก็ให้แฟนโทรไปตามว่าไปรับได้รึยัง ปรากฎว่าโทรไปผู้หญิงรับไม่รู้คนที่ทำพังรึป่าว ก็ให้แฟนเรารอสายนานมากๆ สุดท้ายบอกขอค้นเรื่องสิบห้านาทีจะโทรกลับ ปรากฎว่าสิบห้าก็แล้วชั่วโมงก็แล้วก็ไม่โทรกลับ แฟนก็โทรกลับไป เอาอีกให้รอสายนานมาก สุดท้ายบอกนาฬิกาไม่ได่อยู่ที่นี่ หาไม่เจอ ไม่รู้ตอนนี้อยู่ที่ี่ไหน แฟนเราด่า ด่า ด่า เลยแล้วก็บอกจะฟ้องแล้ว ทุกหน่วยงานที่ฟ้องได้ เอาเรื่องให้ถึงที่สุด มันก็ได้แต่บอกมันไม่รู้ว่าจะทำยังไงจริงๆ วางสายมาเราบอกเขาทำงานกันยังไงใบรับ เลขรับงานก็มีเขาไม่มีระบบจะเช็คงานอะไรเลยรึว่าตอนนี้ของมันไปอยู่ที่ไหน พูดได้แต่ไม่รู้ไม่รู้ท่าเดียว โทรไปเช็คที่สำนักงานใหญ่ก็ไม่โทร ไม่ทำอะไรทั้งนั้น คือไม่รู้ว่ามันโง่หรือมันเลว ต้องขอด่าแรงๆหน่อยเพราะสุดยอดจริงๆ ไม่คิดมั้งว่าคนที่เป็นเจ้าของจะรู้สึกยังไง ว่าตอนนี้นาฬิกาอาจจะหายไปแล้วด้วยซ้ำ

แฟนก็เลยเสริชหาชื่อบริษัทแล้วกดเบอร์โทรไปที่สำนักงานใหญ่ โทรไปไม่มีคนรับ ตัดเข้าเครื่องตอบรับตลอด กดประมาณเจ็ดรอบสุดท้ายไปติดที่ฝ่ายบุคคลรับแล้วก็บอกว่าจะโอนไปฝ่ายบริการ โอนไปก็ไปเข้าเครื่องตอบรับอีก น่าโมโหมากๆ โทรไปใหม่ไปเจอฝ่ายบุคคลอีก แฟนบอกถ้าคร่าวนี้โอนไปแล้วไม่มีคนรับหรือไปเข้าเครื่องตอบรับอีกคร่าวนี้เป็นเรื่องนะ ไม่งั้นเรียกคนที่ใหญ่ที่สุดในนั้นมาคุยเดี๋ยวนี้ คร่าวนี้มันก็โอนไปที่ผู้หญิงที่เป็นคนดูแลเรื่องนี้ แม่มทำไมไม่โอนให้แต่แรกไม่เข้าใจ ผู้หญิงที่ดูแลเรื่องรับสายก็ขอเลขรับงานก็ให้ไป เธอบอกนาฬิกายังซ่อมไม่เสร็จ เพราะไอ้โน้นก็พัง ไอ้นี่ก็พัง เรายืนฟังแฟนคุยโทรศัพท์ตลอด งงมากๆ แฟนบอกอะไรกันนี่ ตกลงไอ้สองคนที่ Macy มันทำอะไรกับนาฬิกาเพราะจริงๆเดิมมันไม่ได้เป็นอะไร ต่อมามันทำเม็ดมะยมพัง คร่าวนี้บอก เสียหลายรายการ แล้วก็บอกว่าหกอาทิตย์เสร็จซึ่งมันก็นานมากอยู่แล้ว นี่โทรมาบอกไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไร ไม่รอแล้วให้จ่ายค่าชดใช้เท่ากับราคานาฬิกา เพราะไม่รู้ว่าซ่อมมาแล้วสภาพจะเหมือนเดิมไหม ขอเรียกว่ามันแล้วกัน มันก็บอก กำลังรออะไหล่อยู่ยังไม่ได้ ขอเวลาอีกหนึ่งอาทิตย์ถ้าไม้ได้จะคืนเงิน แล้วอีกอาทิตย์จะโทรมาแจ้งความคืบหน้า

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปเช่นเดิม ไม่มีหมาตัวไหนโทรมาทั้งสิ้น ต้องโทรไปด่าอีกตามเคย ปรากฎว่ามันบอกอะไหล่ยังไม่มา แต่จะมาในอีกสามวันแน่ๆ รับรอง แฟนเราบอกเอาละ ให้เวลาแค่สิ้นเดือนคือประมาณสองอาทิตย์ต้องได้รับน่ฬิกาในสภาพสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็น ไม่งั้นต้องชดใช้ค่าเสียหาย ถ้าไม่ได้นาฬิกาหรือเช็คภายในสิ้นเดือน จะร้้องเรียนไปทุกที่แล้วเขียนประจานในอินเตอร์เนตด้วย มันก็รับปาก

อีกสามวันสิ้นเดือนผู้หญิงคนเดิมที่สำนักงานใหญ่ก็โทรมาฝากข้อความว่านาฬิกาเสร็จแล้ว ส่งไปแล้วจะได้รับภายในวันนั้นวันนี้ แล้วบอกว่าจะให้ผู้จัดการสาขาที่ Macy โทรมาบอกเราถ้านาฬิกามาถึง ครบวันที่บอกว่านาฬิกาควรมาถึง เพราะระบบการส่งพัสดุมันเช็คได้อยู่แล้วว่าของไปถึงไหน ปรากฎก็ไม่มีหมาตัวไหนโทรมาอีกเช่นเคย เราก็รอจนบ่ายของอีกวันก็ไม่มีใครโทร เราเลยให้แแฟนโทรไป แฟนเบื่อมากไม่อยากโทร คร่าวนี้โทรไปผู้หญิงที่แมซี่รับบกว่าให้มารับได้เสร็จแล้ว เราก็เป็นคนไปรับเอง เรางี้ไม่อยากไปเลยเพราะไม่อยากที่ต้องเจอหน้าไอ้สองคนที่ Macy ไปคนเดียวก็เจอผู้หญิงอีกคนคนใหม่ก็เอานาฬิกามาให้ ตรวจดูก็โอเค ไอ้ผู้ชายอยู่ในร้านไม่ยอมมองหน้าเราเลย เออฉันก็เกลียดแกเหมือนกันว้อย ไม่มีคำขอโทษใด ช่างมันได้นาฬิกากลับมาก็ดี
สรุปแค่เอานาฬิกาไปเปลี่ยนถ่านธรรมดา มันทำนาฬิกาพังเลย แล้วใช้เวลาซ่อมสองเดือนกว่าๆ ไม่ขอซ่อมอะไรที่นี่อีกแล้ว วัฒนธรรม พังแล้วท้ิง เพราะจากประสบการณ์ทั้งเครื่องซักผ้า เฟอร์นิเจอร์ มันซ่อมไม่ได้ซักอย่าง บวกแพงมหาโหด ฮ่า ฮ่า Welcome to America เซ็งเป็ด

เรียนปริญญาโทในอเมริกาใช้เงินปีละเท่าไร Tuition and Fees for Graduate School in the U.S.

plew June 16th, 2010

Cheap calls to Thailand


เรียนต่อปริญญาโทในอเมริกาใช้เงินประมาณเท่าไร เป็นคำถามที่มีเพื่อนๆถามเข้ามาบ่อยๆ วันนี้เลยขอลงมือเขียนเรื่องค่าเทอม ค่าหน่วยกิตและก็ค่าธรรมเนียมต่างๆ ของหลักสูตรปริญญาโทในอเมริกา เราเลือกหาข้อมูลมาให้เฉพาะ Universty ใน San francisco San Francisco Bay Area เพราะตัวเองก็เรียนอยู่ที่ San francisco State ก็ขอเลือกเฉพาะที่ที่ใกล้ตัวหน่อย จริงๆแล้วข้อมูลที่เอามาแปะไว้สามารถหาได้จากเว็ปไซตฺของแต่ละมหาวิทยาลัยโดยตรงเลย แต่อย่างที่บอกมีถามกันมาหลายครั้ง ก็เลยเอามาลงไว้เพื่อเป็นไอเดียในการประมาณการค่าใช้จ่ายสำหรับคนที่คิดว่าอยากมาเรียนต่อโทที่นี่ เราเน้นที่ปริญญาโท หรือ Graduate School เพราะคิดว่าน่าจะเป็นอะไรที่คนสนใจเยอะกว่า เดาเอาเอง แต่จริงๆปริญญาโทกับตรีค่าใช้จ่ายต่อปีหรือต่อเทอมก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก เริ่มเลยดีกว่า

San Francisco State University (California State Universities อื่นๆก็ใช้อัตราเดียวกันค่ะ)
0 to 6.0 Units 6.1 or more Units
State University Fee** $1,440.00 $2,481.00
Plus Local Fees:

Student Body Center Fee*** $117.00
Student Body Association Fee $42.00
Student Health Service Fee $111.00
IRA-General Fee $50.00
IRA-Athletics $67.00
Health Facilities Fee $3.00
Campus Service Card Fee $2.00
Total Registration Fees* (part time 1-6 units)$3024.0 (Fulltime morthan 6 unit)$5214.00
สำหรับคนที่ไม่ใช่ California Resident จากค่าใช้จ่ายข้างบนต้องบวกไปอีกหน่วยกิตละ $357 and if applicable nonresident tuition of $372/unit.
*Graduate students in the College of Business will be charged a Graduate Program Fee at a rate of $700 (for 0 to 6.0 units) or $1,200 (for 6.1 or more units) and a MBA/MSBA Professional Fee at a rate of $210 per semester unit in addition to State University fee, local fees and if applicable nonresident tuition.
ข้อมูลจากhttp://www.sfsu.edu/~bursar/student/fees/grad_fees.html

UC Berkeley (University of California)
Nonresidents
If you are not a resident of California, you will need to know the current requirements for establishing legal residency. In most cases, graduate students can qualify for legal residency by their second year of graduate school, thereby significantly reducing their tuition and fees (by approximately $15,000* for academic programs or approximately $12,200* for professional programs).
*Subject to change
International Students
International students in F-1 and J-1 status cannot establish California residency and should expect to pay nonresident tuition every semester of graduate study. Doctoral candidates, however, may be eligible for a nonresident tuition waiver for three calendar years after advancement to doctoral candidacy.
Fees** Resident Nonresident
University Registration Fee $450.00 $450.00
Educational Fee 3,918.00 4,089.00
Berkeley Campus Fee 214.25 214.25
Class Pass Fee - Transit 68.00 68.00
Health Insurance Fee 966.00 966.00
Nonresident Tuition Fee N/A 7,347.00
** California State University(CSU) และ University of Califrnia เป็นสถาบันของรัฐทั้งคู่แต่ภาพรวม UC จะอยู่ใน Rank เหนือกว่าคือจะมีหลักศุตรปริญญาเอกมากกว่า จะเน้นมเป็นวิชาการมากกว่า ในขณะที่ CSU จะมีหลักศุตรปริญญาเอกไม่มาก เน้นผลิตวิชาชีพมากกว่าวิชาการ UC จะค่าใช้จ่ายแพงกว่า และหลายๆที่เช่น UC Berkeley ปริญญาโทจะมีแต่เรียนเต็มเวลาคือเรียนกลางวัน และจะเน้นโท ควบเอก และ Berkeley ถือเป็นยูที่ดีอันดับต้นในแคลิฟอเนีย สูสีกับ Standford

เริ่มที่มหาวิทยาลัยเอกชนบ้างจะได้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบ
Academy of ART University of San Francisco
ที่นี่เป็นที่นิยมของคนไทยมากๆ คนเอเชียเรียนเยอะมากๆ แคมปัสเจอได้ทุกมุมในซานฟรานซิสโก
Tuition Academic Year 2010-2011
Full Time Undergraduate & Graduate
(12-18 credits per semester Undergraduate; 9-18 credits per semester Graduate)

Annual $31,900

Undergraduate
(per credit) Graduate
(per credit)
Part Time & Over 18 cr. $1,329 $1,556
Non-matriculated $930 $1,089
MFA C/P/S
Low-residency Program $995

Annual Technology Fee for all students $300
Anytime/Anywhere Creativity Program
Students should expect to set aside additional funds for mandatory Anytime-Anywhere Creativity Laptop Program. For more information and computer requirements by major, visit this page.

Tuition Rates for Summer 2010 Sessions
Undergraduate Liberal Arts courses (per credit) $483
Undergraduate Foundation classes (per credit) $900
All Graduate classes - except MFA (per credit) $900
MFA C/P/S Low-residency Program (12 credits) $11,940

Summer Housing
MFA C/P/S–2 bedroom unit (per week) $220
MFA C/P/S–1 bedroom unit (per week) $230
Reservation deposit $100
Damage deposit $100

Annual Student Residence - Academic Year 2010-2011
Double Room (within an apartment) $7,800
Single Room (within an apartment)
Single Studio Apartment $8,400
$8,800

Application fee
US Citizen/Permanent Resident $60
International $75
Reapplication Fee
(For students who have applied to UArts within past calendar year) $10

Other fees
Late Payment Fee $60
Bad Check Fee $25
Late Registration Fee $35

University of San Francisco
University of San Francisco เป็นมหาวิทยาลัยคริสเตียนอยู่ในตัวเมืองซานฟรานซิสโกเช่นกัน รวมๆก็เป็นยูระดับกลางๆ
GRADUATE TUITION:
Arts and Sciences: $1,095
Exceptions:
Chemistry, Biology, Theology $965
MSFA (Professional) $12,495
Business
MBA $1,195
MBAE $22,125
MGEM $12,000
Nursing
Masters $1,055
Doctoral $1,055
Professional Studies $930
Education
Masters $995
Institute for Catholic Educational Leadership $485
EARCOS $485
Credential Programs $815
TED Catholic School $485
Doctoral $1,100
Institute for Catholic Educational Leadership $540
Law
Full-time (JD and LLM) $19,360
Part-time (JD per unit) $1,385
Part-time (LLM per unit) $1,548

Fees (Mandatory) Per Unit/Lab
Course/Exam Semester
ASUSF (traditional undergraduates only) $80
Muni Pass (traditional undergraduates only)* $110
Health Insurance (refer to Health Insurance Policy)* $526/fall
$713/spring

GBSA (MBA students only) $100
SBAC (Full-time Law students only) $35
SBAC (Part-time Law students only, per unit) $1.75
ข้อมูลจาก http://www.usfca.edu/tuition2011/
ข้อมูลจากhttp://www.uarts.edu/admission/tuition.html
Stanford University
แสตนฟอร์ด ไม่ได้อยู่ในซานฟรานซิสโก อยู่ทางใต้ของซานฟรานซิสโก ขับรถก็ประมาณ ยี่สิบนาที เป็นยูระดับแนวหน้าของแคลิฟอเนียและอเมริกา
Regular tuition for the academic year, payable Autumn, Winter, and Spring quarters, is as follows:
Tuition Category Tuition
Undergraduate $12,900
Graduate 11-18 units $12,900
Graduate 8,9,10-unit rate $8,390
Each graduate unit above 18 $860
Graduate Division in Engineering $13,740
Graduate Engineering 8,9,10-unit rate $8,930
Each graduate Engineering unit above 18 $916
Graduate School of Business (first year)* $17,706
Graduate School of Business (second year)* $17,107
School of Medicine (M.D. Program—FY 2011 and beyond)* $14,732
School of Medicine (M.D. Program—FY 2010 and earlier)* $15,531
Law School $14,960
Permit to Attend for Services Only $3,900
TGR (Terminal Graduate Registration)** $2,517
TMR (Terminal Medical Registration)** $2,330
*Ph.D. students in the Biomedical Sciences and in Graduate Business are assessed the regular graduate tuition rate.
**TGR and TMR students may carry 1, 2, or 3 units at the assessed rate.
Document fee
A Document Fee of $200 is assessed once upon first admission to Stanford as an undergraduate or graduate student, including Law, GSB, and Medicine students. Non-degree option (NDO) students, such as summer session and non-degree seeking SCPD students, are assessed a $100 Document Fee.
http://studentaffairs.stanford.edu/registrar/students/tuition-fees_10-11

ชีวิตและการทำงานในอเมริกา Immigrants in the US.

plew May 24th, 2010

Cheap calls to Thailand


เมื่อวานเพิ่งได้มีโอกาศเจอเพื่อนคนจีนที่ไม่ได้เจอกันมาปีกว่าๆ เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนคนแรกๆที่เรารู้จักในซานฟรานซิสโก มาเจอกันที่
city college ตอนสมัยที่เพิ่งมาอยู่อเมริกาใหม่ๆนั่งเรียนภาษาอังกฤษ แบบฟรีด้วยกัน มาถึงตอน ในกลุ่มที่สนิทกันก็มีประมาณสามสี่คน เราเป็นคนไทยคนเดียวนอกนั้นจีนหมดเลย แต่สิ่งที่เหมือนกันคือเข้ามาในอเมริกาในเวลาไล่เลี่ยกันมาก คือเข้ามาช่วงปี2007 ในตอนนนั้นทุกคนก็ยังใหม่กับที่นี่ ยังงง ยังไม่ชินกลับสภาพความเป็นอยู่และวัฒนธรรมที่ต่างจากรากเหง้าเดิมๆของตัวเอง ดังนั้นถึงจะต่างชาติต่างภาษาแต่ในวันนั้นเราก็เป็น Immigrants เหมือนกันคือมีกรีนการ์ด ความรู้สึก ความกลัว ความเบื่อๆ ความเหงาที่มีไม่ต่างกันมากนัก

เพื่อนคนนี้จริงๆอายุเด็กกว่าเราเกือบสิบปีได้ แค่ยี่สิบต้นๆ เอง หลังจากแยกย้ายกันจากการเรียนภาษาอังกฤษ เธอก็ไปได้งานบริษัททัวร์ของคนจีนย่านๆชานเมืองซานฟรานซิสโก แล้วก็ทำงานเรื่อยมาจนทุกวันนี้ก็สองปีได้แล้ว วันนี้เพื่อนเรามีรถขับแล้ว ซื้อเองป้ายแดงจากน้ำพักน้ำแรงการทำงาน เธอยังอยู่อพาตเมนท์เดิมกับแม่ เป็นห้องแบ่งเช่าในบ้านคนจีนด้วยกัน เจ้าของอยู่ชั้นบน ชั้นล่างมีสองห้องให้่เช่าเพื่อนเราห้องนึ่งอีกห้องนึงก็คนเช่าอีกราย เธอก็บ่นๆว่าห้องที่เธออยู่ไม่ดีเล็กมากๆ แต่มันถูกเดือนละห้าร้อยเหรียญ ตอนนี้แม่อยู่ด้วย เพื่อนบอกอยากอยู่คนเดียวแต่เธอสองคนกับแม่ก็จะไปเช่าห้องสองห้องก็ไม่ไหว เราก็ฟัง บวกเพลิดเพลินกับติ่มซ่ำ เพืื่อนพามากินติมซ่ำร้านอร่อย เพราะเราเรียกร้องเนื่องจากอยู่ซานฟรานมาก็สองปีกว่าไม่เคยเจอติมซ่ำอร่อยๆซะที วันนี้สมใจ อร่อยและถูกด้วย เข้าเรื่องอพาตเมนท์ต่อ.. เธอบอกงานที่ทำกับบริษัทคนจีนตอนนี้ได้เดือนละพันแปดร้อยเหรียญ โดนหักภาษีก็เหลือห้าได้ ทำงานอาทิตย์ละหกวันบ้าง ห้าวันบ้าง ค่าใช้จ่ายอื่นๆก็พวกประกันรถที่ต้องจ่ายรายเดือน เราถามเออแล้วประกันสุขภาพละ เธอบอกเธอไม่มี เรานี่ร้องเลย เฮ้ยมันเสี่ยงนะ เพราะเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาค่าหมอที่นี่มันแพงถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัวได้เลยถ้าไม่มีประกัน แถมขับรถทุกวันด้วย เพืื่อนบอกเธอก็รู้แต่มันจ่ายไม่ไหว ก็คือทั้งแม่และตัวเองก็ไม่มีประกันสุขภาพทั้งคู่ ก็หวังว่าจะไม่เจ็บไม่ป่วยอะไรแรงๆ ส่วนตัวแม่เธอก็ทำงานร้านขนมปังของคนเวียดนาม เพราะแม่ก็พูดภาษาอังกฤษแทบไม่ค่อยได้ ได้ค่าแรงชัวโมงละห้าเหรียญไม่มีอะไรอื่นๆ รวมๆก็ได้เดือนละแปดร้อยเหรียญ ดังนั้นการจะไปหาเช่าห้องดีจึงลำบากทีเดียว แต่รวมๆเธอก็มีความสุขดีตามอัตภาพ

แต่ที่เราฟังแล้วงงมากๆคือ เธอบอกเธอกับแม่ซื้อบ้านที่ Sacramento เราก็ว้าว เธอบอกซื้อมาหกหมื่นเหรียญ บ้านสามห้องนอน
สองห้องน้ำ มีสนามมีที่จอดรถ เราก็เฮ้ยบ้านอะไรทำไมมันถูกจังสามห้องนอนหกหมื่นเหรียญ แต่ก็อย่างที่รู้ๆว่าราคาบ้านในอเมริกาตกลงมาอย่างมากมายก็เลยทำให้มีโอกาศมาถึงคนหลายๆคนที่เมื่อก่อนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีบ้าน แต่เธอบอกว่าบ้านที่ซื้ออยู่ในย่านที่ไม่ค่อยดีนัก คนที่อยู่ย่านนั้นก็จะดูไม่ค่อยโอเคเท่าไร พูดไปเดี๋ยวบางคนมาอ่านจะหาว่าดูถูกคนอื่นอีก แต่อันนี้เพื่อนบอก เธอกับแม่ซื้อเพื่อแค่ลงทุนแล้วก็จ้างเอเจนท์ปล่อยเช่าไปหักกลบอะไรๆก็มีรายได้ประมาณสามสี่ร้อยเหรียญ และก็หวังว่าอนาคตบ้านจะราราขึ้นแล้วก็ปล่อยขาย ที่ซื้อมาก็จ่ายสดเป็นเงินจากพ่อที่ยังอยู่ในเมืองจีน เราฟังแล้วก็เออเข้าใจละว่าทำไมคนจีนที่มาอยู่ที่นี่ถึงค่อนข้างจะประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดีขึ้นๆกันเร็วจัง น่าชื่นชมขยันทำงาน รู้จักเก็บ รู้จักลงทุน เทาที่เราเห็นที่รู้จักคนเอเชียที่มาอยู่ที่นี่คนจีน คนเวียดนาม แต่คนไทยนี่ไม่รู้นะ ประสบความสำเร็จก้นดีทีเดียวคือชีวิตพัฒนาขึ้นดีขึ้น อาจเพราะคนจีนมีความเป็นนักธุรกิจชอบค้าขายในสายเลือดรึป่าว ครอบครัวเพื่อนเราคนที่หลายๆคนที่รู้จัก ดูเขาแบบจนๆ กินประหยัด ใช้ประหยัด ไม่ติดหรูอะไร แต่มีบ้านที่ซื้อไว้แล้วปล่อยให้ฝรั่งมาเช่าซะด้วยซ้ำ เพื่อนเราที่เรียนโทด้วยกันก็ฝรั่งก็เพิ่งได้ห้องเช่าใหม่ก็บอกเจ้าของเป็นคนจีน เพื่อนอีกคนที่ย้ายไปอยู่ที่ฟิลาเดลเฟียได้ปีหนึ่งก็เพิ่งซื้อบ้านที่โน่นราคาแสนเหรียญ และก็กำลังจะเข้าจะโอนเข้ามาวิทยาลัยเทอมหน้านี้ ชื่นชมเพราะเพื่อนคนนี้เดิมตอนอยู่ซานฟรานใหม่ๆจนมากๆ ทำงานเก็บเงิน แล้วก็เรียน เพราะพ่อ กับแม่ก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ทำงานหั่นปลา ก็ได้ค่าแรงน้อยมากๆ แต่เพียงสองปีกว่าๆ วันนี้เห็นความเปลี่ยนแปลงจริงๆ เรารู้สึกดีนะเพราะพวกเราที่เมื่อสองปีก่อนยังใหม่กับที่นี่ วันนี้ทุกคนมีพัฒนาการ มีงาน มีบ้าน มีรถ เราเองซะอีกงานไม่มี แต่ว่าเอาละก็เรียนใกล้จบแล้ว อีกเทอมเดียวก็จะได้ปริญญาโทที่นี่อีกหนึ่งใบ ภาษาอังกฤษก็ดีขึ้นมากมาย อิอิ เพื่อนบอกอิจฉาเพราะภาษาเราดีขึ้นมากๆ หลังจากไม่ได้คุยกันมาเป็นปี เพราะใช้แต่อีเมล์ แต่เพื่อนเราดูเหมือนภาษาจะแย่ลง คุยกันทำบากพอควร เพราะเขาทำงานกับคนจีน เพื่อนและคนแวดล้อมก็คนจีนหมด และก็ไม่มีเวลาไปเรียนหนังสือ แต่นี่ละเราว่าไม่ว่าพื้นฐานหรือที่มาของเราจะเป็นอย่างไร เพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่ถ้ายังสู้ ขยันทำงาน ไม่รอโชคชะตา ฟ้าละขิต หรือเรียกร้องแต่ความช่วยเหลือจากสังคมและคนรอบข้าง รู้จักเก็บ รู้จักใช้ รู้จักพอ ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ปล.สำหรับเพื่อนที่เข้ามาอ่านเรื่องนี้ย้ำว่านี่เป็นเรื่องราวของคนที่เข้ามาอยู่อย่างถูกกฎหมายค่ะ คือมีกรีนการ์ด ดังนั้นโอกาศในการหางานทำ หรือจ่ายค่าเทอมในอัตราถูก จะต่างกับคนที่เข้ามาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวซึ่งจริงๆไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย

เที่ยวบินกรุงเทพ-ซานฟรานซิสโก: Flights From San Francisco to Bangkok

plew May 17th, 2010



ห่างหายจากการอัพเดทบล็อกไปนานเลย เพราะยุ่งๆกับเรื่องเรียนบวกกับไม่มีมุขจะเขียนด้วยแหละ แต่พอดีสองเดือนก่อนเสริชหาข้อมูล เปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินจากซานฟรานซิสโกไปกรุงเทพ แล้วก็กรุงเทพกลับไปซานฟราน จริงๆแล้วสำหรับตัวเองก็ไม่ใช่ว่าเพิ่งเดินทาง เดินทางไปๆมาๆมาแล้วก็หลายรอบ แต่ว่าที่ผ่านมาไม่เคยได้ลองเปรียบเทียบหลายๆสายการบินแบบจริงๆจังๆ เพิ่งมาได้ทำก็รอบบนี้นี้ละ (หมายเหตุหน่อยตอนนี้เรื่องนี้อยู่เมืองไทยวุ่นวายสุดๆ แต่ก็นั่นแหละนะ บ้านเรายังไงก็ต้องกลับไปอยู่ดีละ) หลายรอบที่ผ่านมาเราใช้บริการ EVA, China Air, Cathay Pacific ทั้งสามสายการบินเราก็ว่ารับได้ ราคาก็ไม่ต่างกันมากนักขึ้นอยู่กับช่วงเวลา และโปรโมชั่นด้วย แต่รวมๆ Cathay ค่อนข้างจะดีกว่าอีวาแอร์และไชน่าอยู่พอควร ราคาก็แทบไม่ต่างอย่างที่บอก แถมบางจังหวะคาร์เธย์จะถูกกกว่าด้วยบางครั้ง บอกก่อนว่าเราใช้บริการชั้นประหยัดนี่แหละ ยังไม่วาสนานั่งคลาสแพงซะที เสียดายตังค์

Cathay เบาะจะนั่งสบายกว่าอีว่าและไชน่า และระยะห่างระหว่างแถวจะมากกว่าคือยืดแข้งยืดขาได้มากกว่า ทุกที่นั่งมีจอทีวีส่วนตัว มีหนังเยอะ เกมส์ เพลงโอเคเลยทีเดียว อาหารก็ใช้ได้แต่เราว่าอาหารทั้งสามสายก็ไม่ต่างกันเท่าไร บริการบนเครื่องอื่นๆไม่ต่างกันมากเช่นกัน ทั้งสามสายต้องต่อเครื่อง Cathay ต่อที่ฮ่องกง เวลาต่อเครื่องเดินไกลทีเดียว ไชน่ากับอีว่าต่อเครื่องที่ไทเป เราว่าอีว่าดีตรงที่ต่อเครื่องเดินไปอีกเกตไม่ไกลนัก แต่เราเบื่อทั้งสองสายตอนไฟลท์ยาวไม่มีจอส่วนตัว ต้องดูจอรวม ไม่รู้ตอนนี้ปรับปรุงรึยัง ราคารวมๆทั้งสามสายยู่ที่ประมาณหนึ่งพันเหรียญอันนี้ืคือไปกลับ ถ้าจังหวะดีๆอาจได้แปดหรือเก้าร้อย เวลาจองให้เช็คราคาหลายๆวัน เพราะบางทีเืล่อนขึ้นหรือลงแค่วันเดียวราคาต่างกันเป็นร้อยเหรียญก็มี อีกข้อดีของทั้งสามสายนี้คือมีเวลาตารางบินให้เลือกมากหน่อย ทั้งสามสายจะบินเกือบตรงข้ามแปซิฟิกตรงไปฮ่องกง หรือไทเป ที่เขียนตรงนี้ไม่ใช่อะไรเดิมทีเราคิดทุกสายก็คงบินรูทเดียวกันจริงๆแล้วไม่ใช่ ซึ่งตรงนี้มีผลต่อชั่วโมงบินโดยรวมด้วย รวมๆก็อยู่ช่วงสิบเก้าชั่วโมง

ก่อนจองตั๋วรอบนี้เราก็คิดถึงการบินไทยขึ้นมา แต่เรารู้อยู่แล้วว่าการบินไทยไม่มีบินมาซานฟรานซิสโกมีแต่บินไปแอลเอ แต่ก็ลอง แป็บ หาๆดูปรากฎว่าจากซานฟรานเราบินการบินไทยกลับกรุงเทพได้ แต่ต้องนั่งเครื่องยูไนเต็ดหรือเดลต้าไปลงที่แอลเอซึ่งเค้าร่วมกับการบินไทยแล้วนั่งการบินไทยตรงไปกรุงเทพเลย เราเองก็เกือบจองแล้ว เพราะตอนแรกก็ดูว่าเออนั่งจากซานฟรานไปแอลเอก็แป็ปเดียวเอง จากนั้นก็บินยาว ตอนแรกโทรไปถามการบินไทยที่แอลเอ ราคาแพงมากพันแปดพันเก้า พนักงานบอกจองกับเอเจนท์จะถูกกกว่ามาก เขาก็ให้เบอร์เอเจนท์สองเจ้าที่เป็นคนไทยอยู่ในแอลเอ ก็โทรไปถามเจ้าแรกแพงกว่าและบอกว่าต้องนอนค้างแอลเอเพราะต่อเครื่องไม่ทัน เราก็งงเพราะจริงๆเราหาในเว็ปไซต์ขายตั๋วอื่นๆก็ต่อเครื่องทันทั้งนั้น ก็ลองโทรไปอีกที่ชื่อสตาร์ทัวร์ ใส่ขื่อบริษัทให้เพราะเค้าพูดจาดีบริการดี เค้าบอกมีไฟลท์ต่อเครื่องทันเลยรอต่อเครื่องแค่สองชั่วโมงราคาอยู่ที่พันสองเกือบพันสามร้อยเหรียญ เราก็เอยังไงดี เพราะราคาก็แพงกว่าคาร์เธย์ซึ่งจองได้แค่พันหนึ่งกว่าๆ แต่เค้าก็ว่าการบินไทยบริการดีกว่า ก็เกือบจองแล้ว ปรากฎว่ามาเช็คกับแฟนเครื่องที่การบินไทยใช้ในไฟลท์ที่เราจะไปเป็นเครื่องเก่าไม่มีทีวีส่วนตัว บวกรวมชั่วโมงบินนานกว่าสายอื่นๆ เพราะบินขากแอลเอจะตัดลงไปทางใต้ของแปซิฟิกแล้วเข้ากรุงเทพซึ่งระยะทางยาวกว่า บวกการบินไทยเครื่องออกค่ำ ไปถึงกรุงเทพอีกวัน ขณะที่สายอื่นๆถงกรุงเทพประมาณห้าทุ่ม บวกเอเจนท์บอกต้องรีบจ่ายเพราะการบินไทยจะขึ้นราคาเดือนหน้า ตอนนี้เขาก็ขึ้นราคาแล้วจริงๆ

ตอนนั้นก็ยงไม่ปลงใจเลือกที่ไหน ก็หาตามเว็ปขายตั๋วใหญ่ๆหลายที่เช่น Expedia, vayama ก็มาเจออีกสายการบินที่ไม่ได้เคยคิดมาก่อนก็คือ Korean Air วันที่เรากำหนดโคเรียนแอร์จะราคาถูกที่สุดคืออยู่ที่ เก้าร้อยหกสิบเหรียญไปกลับ แล้วเราก็บินสองคนมันก็แบบว่าประหยัดไปเยอะทีเดียว แต่เราก็ไม่เคยใช้บริการมาก่่อนไม่รู้ดีป่าว และข้อเสียของการบินไปกลับกรุงเทพ ซานฟรานกับ Korean Air คือขาบินกลับจากกรุงเทพมาซานฟราน รอเปลี่ยนเครื่องนานมากๆ คือประมาณเก้า ถึงสิบชั่วโมง ทีเดียว บวกถ้าเปลี่ยนตั๋วหรือเลื่อนวันเดินทางต้องเสียคนละหนึ่งร้อยเหรียญ ในขณะที่สายการบินอื่นๆเช่น อีว่า ไชนา หรือการบินไทยจะไม่ชาร์ตตรงนี้ สำหรับ Korean Air สายการบินนี้ก็ชัดเจนจากซานฟรานไปต่อเครื่องที่โซล แล้วก็ไปกรุงเทพ ที่แฟนชอบคือชั่วโมงบินน้อยกว่าพวกที่บินไปฮ่องกง หรือไทเป เพราะสายนี้จะบินขึ้นไปทางใกล้ขั้วเหนือแล้วลงมาที่เกาหลี เพราะเกาหลีเค้าก็เป็นประเทศโซนบนๆอยู่แล้ว สายการบินอื่นๆเช่นเจแปน หรืออื่นๆที่บินจากซานฟรานไปต่อเครื่องที่โตเกียว ญี่ปุ่นจะใช้เส้นทางเดียวกัน คือบินขึ้นทางเหนือแล้วลงมานิดนึงจอดที่โซลหรือโตเกียว สองประเทศนี้มันใกล้กันจะตาย พวกสายพวกนี้จะใช้เวลาสั้นกว่าประมาณชั่วโมงกว่าๆ แต่เจแปน แอร์ไลน์ก็ราคาแพง แฟนเคยใช้บริการบอกดี แต่ประหยัดเงินไว้ดีกว่า

นอกจาก Korean Air หรือ Japan ก็มี United air กับ Delta ที่มีเที่ยวบินจากซานฟราน กรุงเทพ ทั้งสามสายต่อเครื่องที่นาริตะ โตเกียว ราคาของยูไนเต็ดกับเดลต้า จริงๆไม่แพงด้วยใกล้เคียงกับอีว่า ไชน่าเลย คือพันหนึ่ง พันสอง แต่เรากับแฟนบอกตรงๆเข็ดบริการของสายการบินอเมริกัน ไม่รู้สิสายอินเตอร์อาจจะดี แต่ในประเทศนี่ห่วยมาก เลยไม่อยากใช้ นอกจากนี้ก็มีฟิลิปปินส์ แต่มีแต่คนบอกว่าห่วยที่สุดแล้ว ก็ควรจะตัดอกไป ที่เหลือก็มีสายการบินอื่นๆที่ต้องต่อเครื่องสองต่อ เช่นสิงคโปร์ แอร์ไลน์ เดิมทีเราสนใจเพราะอย่างที่รู้ๆว่าเป็นหนึ่งในสุดยอสายการบิน แต่ว่าจากซานฟรานไปกรุงเทพ ต้องเปลี่ยนเครื่องที่สิงคโปร์หนึ่งรอบ แล้วก็มาเปลี่ยนที่อีกเมืองเราไม่รู้ว่าเป็นสนามบินในจีนหรือที่ไหน ดูแล้วก็ไม่ไหวต้องมาเปลี่ยนเยอะ แถมค่าตั๋วก็แพงด้วย ของอิมิเรตก็เช่นกันเปลี่ยนสอง สามรอบบวกค่าตั๋วแพงมัก มัก เมื่อไรจะรวยนะเราจะได้นั่งชั้นหรูๆ สบายๆซะที ก็บินกลับเมืองไทยทีนะนานเกือบยี่สิบชั่วโมง อีกอย่างที่ควรเช็คคือหลายๆสายการบอนก็จะโฆษณาว่าหรูเลิศ แต่จองแล้วบางทีเครื่องรุ่นที่เราบินอาจไม่มีอะไรเลย หรือเก่าตกรุ่น ดูโฆษณาบอกมีจอส่วนตัวเก้าอี้นั่งสบายเอาจริงได้เครื่องรุ่นเก่า ก็ต้องแอบเซ็งเพราะผิดหวัง

ยังไงใครกำลังดูๆเรื่องตั๋วอยู่แนะนำให้ดูไว้เนิ่น เปรียบเทียบหลายเว็ป หลายสาย แล้วก็หลายๆวันถ้ามีทางเลือก ก็จะประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้พอสมควร ยิ่งโลกเรามันยุ่งวุ่นวายเข้าไปทุกวันเงินทองก็หายากเข้าไปทุกที เอหรือโลกมันจะใกล้จะแตกแล้วก็ไม่รู้นิ

« Prev - Next »