ออแพร์ในอเมริกา Au Pair in America
plew January 11th, 2011
Cheap calls to Thailand
เป็นออแพร์AuPairในอเมริกา หรือการมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กในอเมริกาเป็นอีกวิธีหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการมาทำงานหรือมาหาประสบการณ์ในอเมริกาและโดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้มีฐานะทางการเงินในระดับที่จะขอวีซ่ามาเรียนหรือขอวีซ่าท่องเที่ยว สำหรับเรื่องที่นั่งเขียนอยู่ตอนนี้ เป็นเรื่องราวของน้องคนไทยสองคนที่มาเจอที่นี่เล่าประสบการณ์ของเขาให้ฟัง เพราะตัวเราเองก็ไม่ได้เคยเป็นออแพร์มาก่อน เคยได้ยินเกี่ยวกับการมาเป็นออแพร์ แต่ก็ไม่รู้รายละเอียดมากมาย จนกระทั่งได้มารู้จักน้องคนไทยที่เขามาอเมริกาโดยมาเป็นออแพร์หรือมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กนั่นเอง
ออร์แพร์ Au Pair เป็นภาษาฝรั่งเศสแต่จริงๆแปลว่าอะไรก็ไม่แน่ใจแต่ถ้าให้เดาก็คงแปลว่าผู้ช่วยดูแลเด็กอะไรอย่างนั้น น้องที่รารู้จักบอกว่ามาแบบออแพร์นั้นขอวีซ่าง่าย บวกกับค่าใช้จ่ายไม่แพง คือหนึ่งพันเหรียญจะเป็นเงินไทยเท่าไรก็แล้วแต่ค่าเงินในช่วงนั้นๆ ตอนนั้นน้องเขามาเขาจ่ายให้เอเจนท์ไปสี่หมื่นๆ ซึ่งเขาบอกถือว่าถูกมากๆเพราะมาแล้วก็ทำงานได้เงิน ตอนนี้รู้สึกว่าอยู่ที่ $195.75 ต่อสัปดาห์บวกกินอยู่กับเจ้าของบ้านหรือโฮสเสร็จสรรพ แต่การจะสมัครมาเป็นออแพร์ได้ต้องจบการศึกษาอย่างน้อยปริญญาตรีและมีชั่วโมงหรือมีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กสองร้อยชั่วโมง เราก็ถามน้องเขาว่าอ้าวแล้วไปเอาประสบการณืมาจากที่ไหนละ เขาบอกไม่ยากก็ไปสมัครตามโรงเรียนอนุบาล ปกติเอเจนท์ที่เราสมัครกับเขาก็จะแนะนำให้อยู่แล้วว่าโรงเรียนนั้นๆ ซึ่งจะมีคนที่อยากไปออแพร์ไปสมัครประจำ ซึ่งโรงเรียนเขาก็ไม่เสียอะไรได้คนมาช่วยงานฟรี เสร็จครบชั่วโมง โรงเรียนก็จะออกจดหมายรับรองให้ หลังจากนั้นน้องเขาก็โอเคบินมาอเมริกาแรก เลยก็ต้องไปที่บริษัทก่อนคือไปอบรมก่อน ของน้องเขาบินมาคนเดียว เขาบอกเอเจนท์ที่เขามาด้วยเล็กๆปกติที่ใหญ่จะมาพร้อมกันหลายคน เขามาคนเดียว จังหวะที่มาเผอิญมีโฮสที่ต้องการคนด่วนหลังจากดูประวัติและโอเคกันทั้งสองฝ่ายแล้วน้องเขาก็บินจากตัวบริษัทที่วอชิงตันดีซี มาเมืองหนึ่งในแคลิฟอเนียซึ่งเป็นบ้านที่รับน้องเขามาทำงาน
น้องบอกจริงๆการมาเป็นออแพร์ไม่ใช่ง่าย ต้องอดทนเพราะต้องมาอยู่กับคนที่เราไม่รู้จักแถมต่างวัฒนธรรมต่างภาษาเด็กที่มาโครงการส่วนใหญ่ก็มักจะเพิ่งเรียนจบไม่นานเพราะเขาจำกัดอายุต้องไม่เกินยี่สิบเจ็ดปี ส่วนมากไม่เคยมาต่างประเทศมาก่อน
ดังนั้นระยะแรกๆนั้นยากที่เดียวในการปรับตัว ภาษาก็ยังไม่แข็งแรง บางคร้ังก็ทำตัวไม่ถูก สิ่งที่สำคัญมากคือถ้าได้โฮสดีเข้ากันได้ก็ถือว่าโชคดีมาก แต่บางคนและหลายคนโชคร้ายไปเจอครอบครัวที่ไม่ดีหรือทำงานด้วยกันไม่ได้ น้องบอกมีเยอะเลยที่พอเราเข้าไปทำงานที่บ้านโฮสหรือเจ้าของบ้านทำไปเขาไม่ชอบเราเขาก็ส่งตัวเรากลับแล้วขอเด็กใหม่จากบริษัท กรณีแบบนี้เราต้องหาโฮสใหม่ Rematchให้ได้ภายในสองอาทิตย์ ถ้าหาไม่ได้ก็ต้องกลับบ้านคือส่งกลับไทย ซึ่งหลายๆคนก็หาไม่ได้ต้องกลับบ้านเพราะโฮสเขาก็มีตัวเลือกของเขาพอควร คือต่างคนต่างต้องดูโปรไฟล์ของกันและกันต้องพอใจกันทั้งสองฝ่ายถึงจะโอเคมาทำงานด้วยกัน
น้องคนหนึ่งเขาโชคดีได้โฮสดีเขาก็ทำจนจบโครงการ หลังจากนั้นโฮสยังช่วยสปอนเซอร์ในการขอวีซ่านักเรียนให้อีกก็คือโชคดีมาก ตอนนี้น้องเขาก็อยู่ในอเมริกาด้วยวีซ่านักเรียน จนตอนนี้ก็เข้าปีที่ห้าแล้ว แต่อีกรายเข้ากันไม่ได้โฮสส่งตัวกลับน้องเขาก็ต้องตัดสินใจระหว่างกลับเมืองไทยหรือโดดวีซ่าเลยคือเป็นโรบนฮูดเลยว่างั้น สรุปเขาเลือกโดดแล้วก็มาทำงานร้านอาหารไทย เพราะเหมือนแบบตอนมาก็อยากมาแล้วก็เสียเงินเสียทอง มาก็ไกล จะกลับเลยก็เสียดายเงิน เสียดายโอกาศ รวมทั้งก็อายคนที่เมืองไทยด้วยว่าเอมาไม่เท่าไรก็กลับ เหมือนล้มเหลวก็โดดมันเลย รายหลังที่โดดเขาบอกเข้ากันไม่ได้จริงๆ บวกเด็กที่เลี้ยงค่อนข้างโตด้วยคือเก้าขวบเด็กก็คือดื้อแล้วพูดอะไรก็ไม่ฟังไม่เชื่อ รวมทั้งการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกันกับพ่อแม่เด็กด้วย
คนแรกที่โอเคอยู่ได้กับโฮสแต่รวมๆเขาก็บอกก็ไม่ได้สบาย อึดอัดใจอยู่บ้างเพราะก็ต้องอยู่บ้านคนอื่น เวลามีแขกมาก็ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะพูดอะไร มาคุยดีไม๊หรือหลบในห้องดี ที่บ้านไปไหนไปเที่ยวอะไรก็ต้องไปด้วยเพราะต้องไปดูแลเด็ก วัฒนธรรมอะไรก็ต่างกัน ทำตัวไม่ถูก เรานี่เข้าใจเลยเพราะเรามาใหม่ๆเราก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน เพราะฝรั่งนี่ชอบแบบทักทายกันเวอร์เหลือเกินทั้งกอดทั้งหยอดคำหวานกันสุดๆ คนแบบเราหรือแบบน้องเขาที่ประมาณเงียบๆกเหมือนมันขัดๆอยู่พอควร สรุปแล้วมันก็ไม่ง่ายและต้องอดทนมากทีเดียว แต่น้องคนนี้เขาบอกโชคดีเพราะครอบครัวนี้เป็นฟิลิปปินส์เลยเข้ากันได้ไม่ยากนักเพราะก็เอเชียด้วยกัน เราเองยอมรับในความอดทนของเด็กพวกนี้ มากันตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ แต่ละคนก็จบมหาวิทยาลัยดีๆกัน ตอนนี้มาอยู่ที่นี่หลังจากไม่ได้เป็นออแพร์แล้วก็ทำงานกันเกือบทุกวัน เก็บเงินส่งให้ที่บ้าน เก็บเงินจ่ายค่าเทอม ดูแลตัวเองทุกอย่าง เอาละนี่ก็เป็นชีวิตอีกแบบของคนไทยในอเมริกา
Cheap calls to Thailand
I first came to America in March of 2007. I am now living here as a permanent resident. I hope this journal of my American experience will be of use to you. Thank you for your comments and suggestions.