My Experiences in America เล่าเรื่องอเมริกา ชีวิตคนไทยในอเมริกา วีซ่า การทำงาน การท่องเที่ยว ในอเมริกา

Thai in America I first came to America in March of 2007. I am now living here as a permanent resident. I hope this journal of my American experience will be of use to you. Thank you for your comments and suggestions.

แวะเยี่มชม web site ใหม่ Marriage Green Card Information

รถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก New York Subway

plew January 14th, 2010


มาเล่าเรื่องไปเที่ยวนิวยอร์กให้ฟังต่อ วันนี้มาเรื่องของรถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก MTA New York City Subway บ้างดีกว่า อย่างที่เล่าไปแล้วว่าการเดินทางในนิวยอร์กโดยเฉพาะในแมนฮัตตันสะดวกมากๆเพราะมีรถไฟใต้ดินไปถึงทุกที่ แฮะเราเองก็แค่นักท่องเที่ยวจากที่เที่ยวๆในนิวยอร์กมาสิบวันก็ด้ไนั่งรถไฟใต้ดินสี่ห้าเที่ยว เพราะว่าโรงแรมดันยอุ๋ใจกลางเลยใช้เดินสะมากกว่า แต่ก็ได้นั่งรถไฟใต้ดินจากบริเวณไทม์แสควร์ไปสะพานบรู๊คลิน,ไปต่อเรือเฟอร์รี่ไปเกาะเทพีเสรีภาพและก็นั่งไปทานข้าว ไปดูหนังย่าน West Side

สถานนีรถไฟใต้ดินที่นี่ถี่ดีมากๆคือเกือบทุกๆสองสามบล็อกเลยละมั้ง ในฐานะที่เราไม่ใช่คนท้องที่เราคิดว่าการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในนิวยอร์กไม่ได้ยากอะไร ถึงแม้ว่าจะมีหลายสายมาก จำไม่ได้ตั้งแต่ บางจุดอาจต้องลงและเปลี่ยนรถแต่ก็ไม่ได้ยากเกินไป รวมทั้งสามารถตรวจสอบเส้นทางได้จากอินเตอร์เนตง่ายๆ http://www.mta.info/ ราคาตั๋วคือเที่ยวเดียวเที่ยวละ $2.25 ตั๋ววัน $8 ถ้านั่งเยอะๆเที่ยวเยอะๆซื้อตั๋ววันดีกว่าคุ้มกว่า และไ่ต้องเสียเวลาต่อคิดซื้อตั๋วที่เครื่อง นอกจากนั้นก็พวกบัตรเติมเงิน ตั๋วเดือนสำหรับคนที่อยู่ที่นั่นเพราะถูกกว่าและไม่ต้องเสียเวลาซื้อทุกวัน เพื่อนฝรั่งที่อยู่นิวยอร์กบอกเขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามีตั๋วแบบเที่ยวเดียวที่เราซื้อเพราะซื้อแบบบัตรเติมเงินตลอด การซื้อตั๋วที่เครื่องหน้าสถานีใช้เวลาพอสมควร มาว่าเรืื่องการซื้อตั๋วดีกว่าเพราะต้องซื้อจากเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติเท่านั้น ซึ่งใช้เวลายุ่งยากนิดหน่อย เพราะหลายๆเครื่องที่เจอรวนๆ โดยเฉพาะถ้าใช้การ์ดหรือบัตรเครดิต เดบิตรูด เพราะเครื่องไม่อ่านบัตรซะงั้น ไม่ใช่บัตรเราคนเดียวคนอื่นก็เป็น ใช้เงินสดจะดีกว่า แต่พอดีเราไม่มีเหรียญไม่มีแบงค์พอเลยใช้บัตรเครดิต เครื่องจ่ายตั๋วบางเครื่องรับแต่เหรียญและบัตร ถ้าใครส่งสัยว่าซื้อตั๋วยากไหม ลองดูในวิดีโอได้เลยค่ะ

ข้อควรระวังในการใช้รถไฟใต้ดินในนิวยอร์กนอกจากต้องเลือกเส้นทางให้ถูกต้อง สายให้ถูกต้องแล้วต้องดูด้วยว่าบางขบวนเป็นรถด่วน Express train ซึ่งจอดแค่บางสถานี สถานีที่ต้องการลงอาจไม่จอดแล้วต้องเลยไปไกลเลย ต้องระวัง แต่ทุกๆสถานีก็จะมีการประกาศก่อนเสอมว่าสถานีต่อไปเป็นสถานีอะไร ทรานเฟอร์ไปสายไหนๆอะไรได้หรือไม่ก็ถือว่าไม่ได้ยากลำบากนักสำหรับนักท่องเที่ยว แต่โดยรวมๆในรถก็ถือว่าโอเคถึงแม้จะเก่าแต่ก็ไม่ได้สกปรกมากมาย ดูสะอาดกว่าซานฟรานซิสโกซะอีก สถานีส่วนมากก็เก่าๆ บางสถานีที่คนน้อยๆก็ดูน่ากลัวพอสมควร เพราะมันเงียบแล้วก็ดูแบบสกปรกๆ ทำให้อดคิดถึงพวกหนังฆาตกรรมหรือประเภทที่ฆ่ากันในสถานีรถไฟหรือในรถในรถไฟใต้ดินในนิวยอร์กขึ้นมาทันที แล้วมันก็มีหนังประเภทที่เกี่ยวกับความอันตรายของรถใต้ดินอยู่หลายเรื่องนี่นา ที่น่าสังเกตคือไม่เห็นมียามหรือตำรวจคอยดูแลตามสถานีเลย นอกจากสถานีหลักๆใหญ่อย่าง Grand Station,NY

มีวันหนึ่งนั่งรถไฟก็ประมาณเย็นๆคนน้อยมากในโบกี้ที่เรานั่งมีเรากับแฟนและก็ผู้ชายอีกคนดูน่ากลัว เราว่าโอกาศที่จะเกิดเหตุการไม่ดีก็เป็นไปได้ทีเดียวเพราะบางขบวนหลายโบกี่มากและมันก็เงียบมากๆ ไม่อยากคิด แต่จริงแล้วก็คงไม่มีอะไรร้ายๆเกิดขึ้นบ่อยๆแบบในหนังหรอกมั้ง แต่สรุปแล้วรวมๆก็สะดวก รวดเร็วดี วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนแล้วจะกลับมาเล่าเรื่องราวส่วนอื่นๆของนิวยอร์กในตอนต่อไป

พาเที่ยวนิวยอร์ก Trip To New York

plew January 13th, 2010


วันนี้จะพาไปเที่ยวนิวยอร์ก New York, USA.ค่ะ เพิ่งมีโอกาศได้ไปเยือนมหานครแห่งสีสัน เมื่อวันที่ ธันวาคม ที่ผ่านมา ฉ็อดเด็ดคือ Countdown at Times Square,NY เพราะเคยแต่ดูทีวีทุกปีฝันว่าจะได้ร่วมสักครั้ง ตอนนี้ฝันเป็นจริงแล้ว ขอครั้งเดียวในีวิตพอไม่เอาอีกแล้ว เข็ดค่ะ สำหรับวันนี้เอาภาพรวมๆของนิวยอร์กกันก่อนดีกว่าจริงๆแล้วนิวยอร์กซิตี้ กินพื้นที่กว้างพอสมควรแต่สว่นที่เป็นสีสันสำหรับนักท่องเที่ยว Manhattan เพราะมีสถานที่ที่มีชื่อเสียงก็ล้วนแต่อยู่ในแมนฮัตตันแทบทั้งนั้น เข้าเรื่องดีกว่า

ทริปนี้เรานั่งรถไฟจากวอชิงตันดีซี Washington,DC คือรถไฟแอมแทรค Amtrak Trainเ ข้ามานิวยอร์ก ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง ตั๋วแพงเอาการทีเดียวขนาดแค่ชั้นธรรมดาตกคนละ $128 แต่รวมนั่งสบายไม่อึดอัด ข้อดีกว่าการนั่งเครื่องบินคือได้ผ่านเมือง รัฐต่างๆระหว่างทางจากดีซีมานิวยอร์ก เช่น ฟิลาเดลเฟีย นิวเจอร์ซี่ และอื่นๆจำชื่อไม่ได้แล้ว รถไฟจะมาหยุดที่สถานนีเพนท์ Penn Station,NY ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากไทม์แสควร์ Times Square,NY คือประมาณสิบบล็อกได้ โรงแรมที่เราจองไว้อยุ่ในย่าน Time Square นี่แหละ เราก็เดินลากกระเป๋ามาเรื่อยๆจนถึงโรงแรมก็สบายๆไม่ได้ไกลมากมาย แต่คนเยอะมากเพราะมาถึงวันที่สามสิบ ธัันวาคม ซึ่งมันเป็นช่วงใกล้ปีใหม่และCountdown 2010 ก็อย่างที่รู้ว่าเคาท์ดาวน์ที่ไทมน์แสควนิวยอร์กนี่คือสุดยอดของโลกแรก (ไม่รู้ทำไม) แว็ปแรกที่สัมผัสนิวยอร์กคือเอออลังการดีเพราะตึกเยอะมาก คนเยอะมากร้านค้าตลอดแนว แสงไฟจากป้ายโฆษณาวู๊ปว๊าปไปหมด ตื่นเต้น พอมาถึงไทม์แสควร์ยิ่งว้าวเลย ป้ายโฆษณาสีสันตระการตาจริงๆ

โรงแรมที่เราพักชื่อ Apple Core Times Square Hotel ที่จองโรงแรมนี้เพราะทำเลดีอยู่ใกล้จุดสำคัญๆ ดังๆ สองบล็อกจากใจกลางไทม์แสควร์ สองบล็อกจาก Rockefeller Center ไม่ไกลจาก Grand Station, Central park แหล่งช๊อปและของกิน ราคาห้องอยู่ที่เฉลี่ยต่อคืนเพราะคืนเคาท์ดาวน์แพงกว่าปกติ ขนาดเราจองล่วงหน้าเดือนกว่า สองเดือนยังเกือบหาห้องไม่ได้โรงแรมเต็มหมด ที่ไม่เต็มบางทีก็แพงมากๆห้าร้อยกว่าเหรียญขึ้น โชคดีที่ได้ที่นี่ สภาพโรงแรมรวมๆก็ไม่ได้ดีอะไร เก่า เสียงจากคนข้างห้องได้ยินถึงกันหมด นอนไม่ค่อยจะหลับ เพราะได้ยินคนข้างห้องและข้างบนตลอด แถมควันบุหรี่อีกขนาดเป็นโรงแรมที่ห้ามสูบบุหรี่นะเนี่ยแต่กลิ่นนี่คลุ้งเลย ดังนั้นถ้ามีทางเลือกอื่นก็ไม่แนะนำที่นี่ค่ะ ถึงแม้ทำเลจะดีสุดยอดก้เหอะ คือโรงแรมค่อนข้างห่วยว่างั้นเหอะ แต่เราตอนนั้นไม่มีทางเลือก

อาหารการกินที่นี่แพง ถ้าเทียบกับซานฟรานซิสโกคือทุกอย่างแพงกว่าประมาณเหรียญ สองเหรียญ วันแรกเรามาถึงกินไก่ปิ้งรถเข็นริมถนนเป็นอาหารอิสลามไม้ละเจ็ดเหรียญ แพงขนาดแค่ของริมถนนนะเนี่ย แปลกคือที่นี่มีรถเข็นที่ขายอาหารอิสลามประเภทเมดิเตอร์เรเนี่ยนเยอะมาก หรือไม่ก็ฮ๊อตดอก คือขายเหมือนๆกัน คนขายก็จะเป็นพวกแขกตะวันออกกลาง ที่นิวยอร์กคนแขกตะวันออกกลางเยอะมาก ผิดกลับแคลิฟอเนียที่คนเอเชีย คนสเปนิชหรือแม๊กซิกันเยอะ เราก็กินอาหารรถเข็นนี่สองมื้อมีพวกกุ้ง ไก่ราดข้าว ก็ใช้ได้อร่อยดีก็ประมาณแปดเหรียญ แต่อาหารยอดฮิตเพราะเยอะมากไปตรงไหนก็มีคือสลัดบาร์ ส่วนมากก็แบบตักๆใส่กล่อง เพราะมีโต๊ะให้นั่งน้อยมาก คือร้านที่ขายสลัดบาร์เยอะจริงๆ ราคาก็แพงเอาการขนาดธรรมดาไม่ได้อร่อยเลย เราตัักก็ไม่ได้เยอะเสียประมาณสิบสอง สิบสี่เหรียญตลอด ดูเหมือนคนที่นี่เค้าจะแบบกินอะไรง่ายๆเร็วๆ ถ้าจะเอาอาหารถูกๆก็คงต้อง
แม็คโดนัลนั่ลแหละถูกสุดแล้ว ร้านอื่นๆแพงพาสต้าธรรมดาไม่มีเนื้อสัตว์อะไรเลยก็สิบสี่เหรียญ แล้วร้านส่วนใหญ่ก็เป็นแบบแฟนไชน์ร้านเดิมๆ เหมือนๆซ้ำๆกันทุกถนนตรง มีวันหนึ่งเห็นชีสเค้กน่ากินสั่งชิ้นเล็กๆโดนไปสิบเหรียญ แพงจริงๆ

นอกนั้นสิ่งที่ขัดใจคือซุปเปอร์มาเก็ตใหญ่ๆไม่มีเลย มีแต่แบบเหมือนร้านชำร้านที่ขายสลัดแล้วก็มีของเล็กๆน้อยๆขายที่สำคัญไม่ติดป้ายราคา จ่ายถึงรู้ เท่าที่เจอซุปเปอร์มาเก็ตใหญ่ๆก็สองที่ที่หนึ่งใกล้กับเซ็นทรัลพาร์ค อีกที่ก็แถวลินคอนเซ็นเตอร์ แต่ว่าของราคาแพง อย่างที่บอกแพงซานฟรานประมาณสองเหรียญขณะที่ซื้อของเหมือนกันเลย ดังนั้นมาเที่ยวที่นี่ต้องทำใจเรื่องค่าใช้จ่าย

การเดินทางค่อนข้างสะดวกมากทีเดียวส่วนใหญ่เนื่องจากเราพักใจกลางเมืองอยู่แล้วก็เดินเป็นหลักเพราะสถานที่หลักๆไม่ได้ไกลจากกันเดินง่ายไม่หลงเพราะชื่อถนนส่วนมากเป็นตัวเลขก็จำตัวเลขที่ตัดกันก็เดินไม่หลงแล้ว ถนนหลักที่เป็นแหล่งช็อปปิ้งคนแน่นคือ 5 Ave. ไทม์แสควก็ถนน 7 Ave. เราพักที่ถนน 6 Ave. ถนนที่ตัดกันจุดหักที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวก็ช่วงสามสิบกว่าถึงห้าสิบกว่าๆ นอกจากเดินสะดวกไม่ไกลแล้วถ้าจะไปจุดื่อๆก็นั่งรถไฟใต้ดินไปได้ทุกที ราคาเที่ยวละ $2.25 ถ้าตั๋ววันก็ $8 คุ้มถ้านั่งหลายๆเที่ยว แต่ราคารถไฟต่อเที่ยวถือว่าแพงทีเดียว เพราะซานฟรานซิสโกที่เราว่าแพงแล้วแค่$2และใช้ได้กี่เที่ยวก็ได้ภายในสองถึงสามสี่ชั่วโมงแล้วแต่ช่วงเวลา แต่ที่นี่คือเที่ยวเดียวจริงๆ แต่ถ้าไม่อยากเดินหรือนั่งรถไฟก็แท็กซี่ซึ่งเป็นที่นิยมของคนที่นี่ แท็กซี่เยอะและคนก็เรียกเยอะด้วยเช่นกัน ที่ได้ใช้ขับไปประมาณสิบกว่าๆบล๊อกก็เจ็ด แปดเหรียญ บวกทิปอีก

ภาพรวมของนิวยอร์กก็เป็นเมืองที่มีตึกระฟ้ามากมาย มีตึกที่มีการออกแบบสวยๆจะมีตึกที่มีโดมหรือหลังคาแหลมๆสวยๆเยอะดี สวยมากโดยเฉพาะกลางคืน แต่ก็เหมือนเมืองใหญ่ๆทั่วไปคือคนเยอะ และไม่ค่อยสะอาดเท่าไรขยะมีให้เห็นตามถนน คนก็ดูรีบๆ ที่แปลกคือเราคิดว่าฝรั่งจะเคารพกฎจราจรแต่ที่นี่คนจะไม่รอสัญญาณไฟในการข้ามถนน คือมีจังหวะก็ไปทั้งๆที่เป็นสัญญาณห้ามข้าม ต่างกับซานฟรานซิสโกที่นส่วนใหญ่เลยจะรอจนได้สัญญาณถึงจะข้ามถึงจะไม่มีรถก็เหอะ แต่ที่นี่ตรงข้ามตำรวจเองก็ดูไม่ได้สนใจหรือจะห้ามปรามอะไร เราเองก็ตามน้ำเช่นกัน อิอิกไม่ต่างจากกรุงเทพบ้านเราเลย

สำหรับเรื่องช๊อปปิ้งเราไม่ตื่นเต้นอะไรเพราะแบรนด์ส่วนใหญ่ก็แบรนด์ที่เหมือนกันที่มันก็มีเกือบทุกเมืองใหญ่ๆในอเมริกาพวก หรือแบรนด์ไฮเอนด์ก็คือๆกัน เพียงแต่ที่นี่ร้านเดียวกันแต่มันแบบมีหลายสาขาเช่นเจอมาสี่ ห้าร้านในทำเลใกล้กันๆ ร้านที่เป็นโลโคลหรือยูนิคไม่ค่อยเห็นเท่าไรเลย พอดีเรามาในช่วงหน้าหนาว(มาก) ใครจะมาเที่ยวที่นี่หน้่หนาวก็หาพวกเฟอร์ พวกอะไรขนสัตว์ติดมาหน่อยเพราะคนที่นี่เขานิยมใส่พวกเสื้อคลุม แจ็คเก็ต หรือหมวก ผ้าพันคอที่เป็นคนสัตว์จริงๆ สวยดี เราไม่มีกับเขาเลย จริงๆแฟนก็บอกเราก่อนหน้านี่ว่าคนนิวยอร์กชอบใส่เฟอร์ แต่แฟนบอกไม่อยากให้ซื้อเขาไม่ชอบและคนในซานฟรานก็ค่อนข้างแอนตี้การใช้ผลิตภัณฑ์จากพวกขนสัตว์ด้วย แต่มันก็สวยดีน่า อยากใส่กับเขามั่ง

อากาศในช่วงปลายธันวา มกรา คือหนาวมากทีเดียวประมาณติดลบเก้าองศาเซลเซียส บางวันฝนตกด้วย บางวันก็มีหิมะแต่ไม่จัดมาก โชคดีเราไม่เจอพายุอะไรแรง ดังนั้นถ้าใครจะมาเที่ยวยิวยอร์กในช่วงหน้าหนาวแบบนี้ก็เตรียมเสื้อผ้ามาให้พร้อม แจ๊คเก็ตดีๆหนาๆ หมวกอุ่น ถุงเท้าดีๆ เพราะขนาดเราว่าเราใส่อย่างหนาแถมหลายชั้นแล้วเดินสักสองชั่วโมงนี่เริ่มไม่ไหวต้องหาร้านเข้าไปหลบสักพัก มือขนาดใส่ถุงมือหนาๆยังชา เท้าก็เริ่มชาๆ ช่วงเวลาที่เขาบอกน่าเที่ยวนิวอย์กที่สุดคือช่วงสิงหา เพราะอากาศดี บาวช่วงที่นี่ก็ร้อนมากพอๆกับเมืองไทย สำหรับวันนี้เรื่องรวมๆทั่วๆไปของนิวยอร์กคงเอาไว้เท่านี้ แล้วจะมาเล่าเจาะลึกเป็นจุดๆ เป็นที่ๆตอนต่อไปค่ะ

ต่ออายุกรีนการ์ดสองปีเป็นสิบปี Removal of the Conditional Green Card

plew December 23rd, 2009



การขอถอนเงืืื่อนไขจากกรีนการ์ดแบบสองปีเป็นกรีนการ์ดสิบปีสำหรับคนที่ได้กรีนการ์ดจากการแต่งงานกับคนอเมริกันโดยได้กรีนการ์ดก่อนจะแต่งงานกันครบหนึ่งปี็จะได้กรีนการ์ดแบบมีเงื่อนไขคือมีอายุแค่สองปี หรือ conditional green card ซึ่งต้องใช้แบบฟอร์ม I-751 ในการ remove the condition

วันนี้มาแชร์ประสบการณ์เรื่องนี้เพราะเมื่อวาน 22 ธันวา 2009 เพิ่งได้กรีนนการ์ดใบใหม่คือ
กรีนการ์ดสิบปีมาหมาดๆ แถมรูปบนบัตรยังสวยเหมือนเดิม อันนี้สำคัญมากๆ 555 ซึ่งรวมๆแล้วเราใช้เวลาแค่เดือนครึ่งหลังจากส่งแบบฟอร์มไปเอง ซึ่งยอมรับว่างงเพราะมันเร็วจังแฮะ แต่ก็ดีแล้วละ ตอนนี้เราได้ใบใหม่ทั้งๆที่ใบเก่ายังไม่หมดอายุเลยค่ะ ใบเก่าหมดอายุ 28 มกราคม 2010 ก็เดือนหน้า แปลกดีตอนนี้เลยมีกรีนการ์ดสองใบเลย มาเล่าขั้นตอนให้ฟังดีกว่า

อย่างที่บอกไว้ข้างบนกรีนการ์ดใบเก่าเราจะหมดอายุ 28 มกราคม 2010 ซึ่งในการขอต่อหรือถอนเงื่อนไขกรีนการ์ดสองปีสามารถส่งเรื่องไปได้เก้าสิบวันก่อนที่บัตรเดิมจะหมดอายุลง เราก็คำนวณแล้วว่าประมาณเกือบๆปลายเดือนตุลาคม เราก็ส่งไปได้เพราะเคยอ่านบางคนบอกเขาใช้เวลาประมาณหกเดือน หรือบางคนสามเดือนสี่เดือนกว่าจะได้ใบใหม่ เราก็เตรียมเอกสารคือ
- แบบฟอร์ม I-751 ซึ่งง่ายมากๆ สั้นๆแค่หน้าเดียวเอง บวกค่าธรรมเนียม $545
- จดหมายจากคนรู้จักสองคนยืนยันว่าเราคงสภาพความเป็นสามี ภรรยากันจริง สองฉบับนี้เราก็ให้พ่อแฟนกับแม่เลี้ยงแฟนนั่นแหละเซ็นให้ ง่ายๆเลยในจดหมายต้องระบุชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด สถานที่เกิด ที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ของคนที่เซ็นยืนยันให้เรา ก็เขียนไปสั้นๆห้าบรรทัดได้
- สำเนาการจ่ายภาษีร่วมกันปีล่าสุด
- สำเนาอื่นๆที่มีชื่อร่วมกันเช่นสัญญาเช่าบ้าน
- เอกสารพวกประกันรถและอื่นๆ
- บัญชีเงินฝากที่เปิดร่วมกัน
- เอกสารการจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินที่เราไปเที่ยวมามีชื่อสองคนบินด้วยกัน
- รูปถ่ายในรอบสองปีที่ผ่านมา เราก็ใส่ไปทริปละสองรูปไม่ได้ส่งรูปไปมากมายแต่ก็เรียงว่ารูปนี้ที่เราไปไหนกันมาซึ่งก็หลายที่อยู่

เท่านี่เองหลังจากนั้นก็ส่งไปที่ USCIS Laguna Niguel CA. วันที่ 26 ตุลาคม 2009 ปรากฎว่าตลกมาก ทาง USCIS ตีเอกสารเรากลับมา บอกว่าเราส่งเอกสารเร็วเกินไปยังไม่ครบเก้าสิบวัน ทั้งที่ในเอกสารที่เขารับไว้ก็คือประทับตราลงรับ 28 ตุลาคม 2009 ซึ่งมันก็เก้าสิบวันพอดี โอเคอาจเร็วไปวันหนึ่งหรืออะไรก็ไม่รู้ละ แหมเก็บไว้หน่อยก็ไม่ได้ส่งเร็วแค่วันหนึ่งเองนะช่างเที่ยงตรงจริงเลย แต่ว่าเขาเย็บเอกสารที่เราส่งไปเข้าชุดให้เรียบร้อยเลย หลังจากนั้นสองวันเราเลยต้องเสียเงินส่งไปรษณีย์ไปใหม่อีก ขำๆ ก็ส่งไปใหม่วันที่ 30 ตุลาคม จากนั้นก็รอ

จนวันที่ 9 พฤศจิกายน คือประมาณหนึ่งอาทิตย์หลังจากส่งไปก็ได้ใบเสร็จรับเงินซึ่งใบนี้สคัญมากต้องเก็บไว้ดีๆเพราะมันคือเอกสารที่ต่ออายุสถานการเป็น green card ของเราออกไปอีกหนึ่งปี คือถึงเรายังไม่ได้บัตรใหม่ระหว่างที่บัตรเดิมเรามดอายุไปเราใช้เอกสารตัวนี้คือ I-797C แทนไปได้ในระยะเวลาหนึ่งปีซึ่งบัตรใหม่ปกติก็ได้กันก่อนหนึ่งปีอยู่แล้ว จากนั้นอีกเกือบอาทิตย์ก็ได้จดหมายนัดไปพิมพ์ลายนิ้วมือและถ่ายรูป เราไปพิมพ์ลายนิ้วมือวันที่ 10 ธันวาคม 2009 ที่ผ่านมานี่เอง ถัดมาอีกอาทิตย์หนึ่งวันที่ 21 ธันวาคม 2009 ก็ได้รับจดหมายแจ้งว่าเรื่องผ่านแล้วจะส่งบัตรมาให้ภายในหกสิบวัน เราก็โอเคดีผ่านแล้วไม่ต้องสัมภาษณ์ะไร ปรากฎว่าวันรุ่งขึ้นบัตรใบใหม่ก็ส่งมา วู้กะว่าต้องรอประมาณเดือนสองเดือน อะไรนี่วันเดียวมาแล้ว สรุปเราใช้เวลาจากที่ส่งไป 30 ตุลาคม 2009 เราได้บัตรใหม่วันที่ 22 ธันวาคม 2009 ไม่ถึงสองเดือน แล้วก็ไม่ได้ส่งเอกสารอะไรไปมากมายเลยก็ง่ายๆดีค่ะ แต่ราคาห้าร้อยกว่านี่ก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน วันนี้ก็แค่นี้ค่ะ เรื่องที่ต้องระวังก็คือนับวันส่งดีๆจะได้ไม่ต้องโดนตีกลับมาเหมือนเรานะ

อาหารไทยในอเมริกา Thai Food in America

plew December 19th, 2009

คนต่างชาติ ฝรั่ง ญี่ปุ่น และอื่นๆเขาคิดยังไงกับอาหารไทยคนต่างชาติทีพูดถึงก็เป็นคนในอเมริกานี่แหละบังเอิญว่าที่ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่มีผู้คนมาจากหลากหลายชาติ จริงๆก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่แล้วว่าอาหารไทยเรานั้นเป็นหนึ่ง top ten world cuisine เป็นอาหารที่มีอัตราการเติบโตคือเป็นที่นิยมเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แค่ใน San Francisco เองเกือบสองร้อยร้านเห็นจะได้ เยอะมากสำหรับเมืองที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่โตอย่างซานฟรานซิสโก

ที่มาเขียนเรื่องอาหารไทยอีกครั้งเพราะเทอมที่ผ่านมาเราลงเรียนวิชาการผลิตถ่ายทำวีดีโอเพื่อการเรียนการสอนหรือ Instructional Videography และหนึ่งในวิดีโอที่เราทำงานส่ง Thai cooking Show โดยทำต้มข่าไก่ Thai coconut chicken soup โชว์ ปรากฎว่าคนในห้องรวมทั้งอาจารย์ด้วยขอให้เราทำต้มข่าไก่มาในปาตี้วันปิดเทอม ทุกคนสนใจอยากได้สูตรอยากทำ ส่วนมากรู้จักอาหารไทยอยู่แล้ว กินตามร้านบ่อยๆ โดยเฉพาะต้มข่าไก่นี่รู้จักกันอยู่แล้วแทบทั้งนั้น แหมน่าภูมิใจจริงๆที่เรามีวัฒนธรรมและเทคนิคในการทำอาหารที่อร่อยและที่สำคัญใช้เวลาไม่นานในการทำ ทุกคนในห้องบอกเขาคิดว่าอาหารไทยใช้เวลาในการทำนานพอดูวีดีโอเขาบอกว้าวไม่เชื่อเชื่อเลยว่าอาหารไทยที่อร่อยๆจะใช้เวลาในการทำไม่นาน คือถ้าเทียบกับอาหารฝรั่งที่แบบใช้เวลาในการอบหรือเคี่ยวนานๆ

พืชผัก สมุนไพรของเราก็เป็นที่สนใจมากๆ หลายคนสงสัยว่าข่า ตะไคร้นะกินได้ไหม รสชาติเป็นอย่างไร เรื่องบางเรื่องที่เราคิดว่าง่ายๆเช่นน้ำมะพร้าว ต่างกับกะทิยังไง ขอบอกว่าฝรั่งบางคนงงมากระหว่างน้ำมะพร้าวกับน้ำกะทิ coconut milk, coconut cream,coconut juice เหมือนหรือต่างกันอย่างไร อีกเรื่องที่ต่างกันในการทำอาหารคือไทยเราปกติเราไม่ค่อยมีสูตรตายตัวหรือเน้นการชั่งตวงหรือจับเวลา เราแบบใช้ความเคยชิน บวกชิมแล้วปรุงปรุงแล้วชิมกันซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ฝรั่งนี่คือเขาต้องการรู้แน่ๆววัดออกมาว่ากี่ช้อน กี่ถ้วย เราบอกรอจนไก่สุก เขาก็อยากรู้ว่ามันนานกี่นาทีไก่ถึงจะสุกอะไรประมาณนั้น
โดยส่วนตัวเคยทำต้มข่าไก่นี่แหละให้ญี่ปุ่น กับฝรั่งทานทุกคนบอกว่าอร่อย มีอีกหลายเมนูที่มีคนขอให้เราสอนเช่นผัดไทย และพวกแกง แต่ว่าเราทำผัดไทยไม่เก่งทำออกมาไม่อร่อย ฝรั่งคนต่างชาติคิดว่าผัดไทน่าจะทำง่ายกว่าต้มข่า เขาก็งงว่าทำไมเเราทำผัดไทไม่เป็น เราบอกทำนะทำได้แต่มันไม่อร่อย และจริงๆในเมืองไทยก็เหอะหาผัดไทที่อร่อยๆจริงๆไม่ใช่ง่ายบางทีก็มันเกิน บางทีก็แห้งเกิน แหมพูดแล้วก็คิดถึงผัดไทตรงใกล้แบงค์ชาติซะแล้ว

ว่าแล้วเอาวีดีโอที่เราทำมาโชว์ให้ดูดีกว่า ได้เพื่อนสาวแสนสวยมาช่วยแสดง ใครว่างอย่าลืมช่วยกันเขาไปคอมเมนท์ กระตุ้นเรตติ้งกันด้วยนะจ๊ะ



http://www.youtube.com/watch?v=LCeAuU4el7c

วีซ่าท่องเที่ยวอเมริกา US.Visitor Visa

plew December 13th, 2009



มาว่าเรื่องการขอวีซ่าท่องเที่ยวอเมริกา B-2 visa อีกสักครั้งเพราะดูเหมือนจะมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องวีซ่าเข้ามาเรื่อยๆ จริงๆแล้วเราเองก็ไม่ใช่เซียนหรือนักกฎหมายอะไร เพียงแต่อ่านและฟังประสบการณ์ของคนโน้นคนนี้มาพอสมควรบวกกับประสบการณ์ของตัวเอง เข้าเรื่องดีกว่านะแต่วันนี้จะเล่าเรื่องการขอวีซ่าเข้าอเมริกาจากต่างประเทศอื่นๆที่ไม่ใช่ระเทศไทย

ที่กลับมาเขียนเรื่องวีซ่าอีกครั้งเพราะเผอิญได้คุยกับเพื่อนที่อยู่ที่อังกฤษและเพื่อนก็ขอวีซ่าเพื่อจะมาเที่ยวที่นิวยอร์กสิบวัน ผลคือไม่ผ่านค่ะ เคสนี้คือเข้ายื่นขอในอังกฤษ ขอมากันสองคนสามีภรรยา คือตัวผู้ชายเป็นนักศึกษาปริญญาเอกคือได้ทุนมาจากมหาวิทยาลัยชื่อดั
ของรัฐ ดังนั้นเขาก็มีสถานะเป็นข้าราชการหรือพนักงานของมหาวิทยาลัย และทางมหาวิทยาลัยก็จะส่งค่าใช้จ่ายรายเดือนเข้าบัญชีอยู่แล้ว ส่วนผู้หญิงขายของทาง eBay ก็มีรายได้โอเค ตอนที่ขอทั้งคู่มีเงินในบัญชีประมาณหกเจ็ดพันปอนด์ แล้วก็เที่ยวมาทั่วยุโรปแล้วละ และเป็นอดีตนักเรียนอังกฤษด้วยกันทั้งคู่คือจบโทและกำลังเรียนเอก ผลคืออย่างที่บอกไม่ได้เพื่อเรานี่บ่นดูสิขอไปแค่สิบวันไม่ได้ เหตุผลที่ US.Embassy in UK. บอกคือเขาคิดว่าสองคนนี้ไม่มีเงินพอที่จะเที่ยวในเมริกาถึงจะแค่สิบวันก็เหอะนะ เหอะๆขำมากเพราะจริงๆสองคนนี้บ้านรวยอะ ผู้ชายตอนเด็ดกๆก็ใชช้ชีวิตใน New York คือเรียนที่นั่นมาหลายปี และจริงๆเค้าก็จะไปแค่สิบวันจริงๆ หลักๆคือสองคนมีเงินในบัญชีที่อังกฤษหกพันปอนด์และเค้าก็ถามว่าแฟนเป็นข้าราชการคือเป็นอาจารย์เงินเดือนเท่าไร ก็คือมันน้อยละแหมเงินเดือนข้าราชการไทยพอคำนวณเป็นดอลล่าห์มันก็แค่หลักร้อยเหรียญอะ แล้วไอ้เพื่อนเราก็ดันขายของอีเบย์แบบเค้าคงมองว่ามันหลักลอยไปมั้งแต่จริงๆมันรายได้ดีเลยทีเดียวเพราะมันขายของแบรนดืเนมไฮเอนด์ ดูๆไปก็ไม่รู้เจ้าหน้าที่สถานทูตฉลาดรึป่าวเพราะรายที่แบบจริงๆมาแอบทำงานดันได้มากันตรึม อย่างข้าพเจ้าเองเป็นต้นมาแล้วก็อยู่ยาวแต่งงานอีก แต่ไอ้คนมาเที่ยวจริงๆบวกมีตังค์อะดันไม่ได้มา

รายที่สองเป็นเพื่อแต่ท่านบวชเป็นพระ พระท่านไปจำพรรษาที่ออสเตรเลีย ท่านก็ให้เพื่อนคนไทยที่มีกรีนการ์ดและสามีที่เป็นซิติเซ่นทำเรื่องเชิญให้ไปเยี่ยมประมาณไปสวดไปทำพิธีทางศาสนาที่อเมริกาโดยมีจดมาย statement และแนบพร้อมสำเนาพาสปอร์ตมาได้ รายนี้ขอที่ออสเตรเลียน่าจะปีกวาได้แล้ว ท่านก็ได้วีซ่าสิบปีมาอย่างง่ายๆ ทั้งๆที่สมัยก่อนที่ท่านเป็นโยมเคยมาอยู่เกินวีซ่าซานฟรานมาด้วยว้ำแต่ก็ยังได้

หลังจากนั้นพระเพื่อนเราก็ขอให้เราช่วยพระอีกรูปหนึ่งที่ออสเตรเลียเพราะท่านอยากมาอเมริกา ก็ขอให้เรากับแฟนทำจดหมายพร้อมอย่างที่เพื่อนท่านอีกคนเคยทำให้ท่านแล้วสำเร็ว เราก็ทำให้ท่านก็ส่งไปให้พระอีกรูปที่ออสเตรเลย ปรากฎว่าไม่ได้ค่ะ ทั้งๆที่ก็จดหมายเอกสารเหมือนกันทุกอย่างแต่คนละคนแล้วเรากับแฟนรายการเดินบัญชีดีกว่าคนที่เคยทำให้พระเพื่อนเราด้วยซ้ำ เจ้าหน้าที่สถานทูตที่่ออสเตรเลยบอกให้พระรูปนั้นมายื่นขอในเมืองไทย พระท่านก็เลยไม่เอาแล้ว

เอาเป็นว่าลองอ่านดูเป็นข้อมูล มีหลายคำถามประมาณว่ามีคุณสมบัติแบนี้มีเงินแค่นี้จะได้วีซ่าไหม คือไม่ว่าถามใครคงได่แต่คาดคะเนเพราะบางคนดูมีอะไรเหมือนกันมากๆ แต่คนหนึ่งไเด้อีกคนไม่ได้ จุดที่ต่างแน่ๆคือช่วงเวลา บวกดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ที่สัมภาษณ์เรา
หลายคนถามว่าถ้ามีญาติพี่น้องที่อยู่ที่โน้นโดยเฉพาะมีกรีนการ์ดหรือเป็นวิติเซ่นควรจะบอกหรือไม่ เป็นผลดีหรือผลเสีย ตอบยากอีกเช่นกัน เพราะข้อเสียคือทำให้คเา้มองได้ว่าเราจะไปแล้วกลับแต่ข้อดีมันก็มีคือมีคนสปอนเซอร์ค่าใช้จ่ายที่อยู่ที่โน่น แต่นั่นไม่ใช่จุดสำคัญที่สุดสำคัยกว่าคือตัวเรา รายได้หน้าที่การงาน เหตุผลที่จะไป และคงต้องบอกเหมือนเดิมว่าไม่ลองก็ไม่รู้นะ ถ้าไม่ได้ก้อย่าไปอะไรเลยอเมริกาก็ไม่ได้วิเศษไปกว่าเมืองไทยเราเองรอเรียนจบก็ขอกลับไปอยู่เมืองไทยดีกว่า หรือเรื่องเที่ยวก็มีประเทศอื่นๆอีกไม่รู้กี่ประเทศทั่วโลก

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

รถไฟใต้ดินในซานฟรานซิสโก San Francisco Municipal Transportation

plew December 12th, 2009



รถไฟใต้ดินในซานฟรานซิสโกหรือที่เรียกว่า Muni or San Francisco Municipal Transportation เอวันนี้ทำไมกลับมาเล่าเรื่องรถไฟใต้ดินมีอะไรน่าสนใจนักหนา ฮ่าๆๆจริงๆแล้วมันเป็นความเก็บกดซะมากกว่า เพราะตั้งแต่เปิดเทอมไปเรียนปริญญาโทที ก็ต้องนั่งรถไฟ เพราะเราอยู่ดาวทาวนืแต่ยูนะประมาณชานเมือง จากเมื่อก่อนที่เดินมันซะเป็นหลักเพราะอะไรๆก็ใกล้เพราะอยู่กลางเมือง พอไปเรียนต้องอาศัยบริการขนส่งมวลชน เพราะไม่มีใบขับขี่อะ นี่เองทำให้เราคิดถึงรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดินในกรุงเทพบ้านเรามากๆ ทำไมนะเหรอก็เพราะความอุบาทว์ ขอใช้คำนี้นะของรถไฟใต้ดินที่นี่ละสิ ขอเริ่มบ่นเลยแล้วกันนะ

อย่างแรกที่ห่วยคือความไม่คงเส้นคงวาไม่มีตารางอะไรที่แน่นอนไม่มีระยะเวลารอ เคยรอรถใต้ดินที่นี่นานกว่าสี่สิบห้านาทีกว่าจะมา สรุปคือไปเรียนสายทั้งๆที่มารอรถเกือบชั่วโมง ที่นี่มีรถไปหลายสายที่แย่คือบาางสายมาแล้วมาอีกมรทุกสองนาทีแต่ไอ้สายที่เราใช้อย่างที่บอกอาจต้องรอนานสิบห้าหรืออย่างที่บอกมากกว่าครึ่งชั่วโง ถ้าโชคร้ายขบวนก่อนเพิ่ิงออกไป ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมบางสายคือในห้านาทีมาสี่ขบวนได้ คือระบบการจัดตารางรถเขาห่วยมากๆ มีวันหนึ่งคือที่นี่เขาจะมีระบบบอกว่าอีกกี่นาทีรถสายที่เรารอจะมา ปรากฎว่าบอกว่าอีกห้านาทีจะมา รอไปไม่ม่ เปลี่ยนใหม่บอกอีกเจ็ดนาที ก้ไม่มาิีก สรุปเกือบชั่วโมงอย่างที่บอก อีกวันหนึ่งตรงสถานีประกาศบอกว่าสายที่จะเทียบเป็นสายนี้ พอขึ้นไปเป็นคนละสายซะงั้น รีบออกแทบไม่มัน งงไม่ละค่ะ

ในช่วงประมาณสามเดือนที่ผ่านมาก็เกิดอุบัติเหตุรถไฟใต้ดินชนกันที่นี่ เราก็งงว่ามันชนยังไงเพราะคดว่ารถใต้ดินมันควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ แต่มาวันหนึ่งถึงบางอ้อ เพราะเราก็นั่งสายเดิมตามปแกติก็รู้เส้นทางแล้วว่ามันต้องไปทางไหน จ฿ู่ๆรถก็เลี้ยวไปอีกทางหนึ่งซะดื้อๆ จนคนในรถต้องตะโกนบอกคนขับทุบกระจกเรียกว่าเฮ้ยนี่มันสายเอ็มนะเฟ้ยไม่ใช่สายแอล เท่านั้นแหละคนขับรู้ตัวหยุดรถคือถ้าไม่บอกมันก็ยังไม่รู้ว่ามันมาผิดทาง เราเลยถึงบางอ้อว่าอ้าวตกลงคนขับมันควบคุมนี่หว่าไม่ใช่คอมอะ วันนี้เลยเสียเวลาไปอีกมากพอดู เพราะรถต้องมาชะงักในเส้นทางของสายอื่น แล้วไอ้รถเจ้าของเส้นทางก็มาจ่อตูดรถไฟคันเรา สรุปไปไหนไม่ได้ครับ ชะงักกระทบไปหมด ตรงหยุดสายอื่นๆที่กำลังจะเข้าสถานี แล้วก็ให้คันที่จ่อก้นคันเราถอยหลัง แล้วคันเราก็ถึงกลับไปเส้นทางที่ถูกต้องได้ คนขับเป็นู้หญิงผิวดำดูมึนไม่มีขอโทษผู้โดยสารสักคำ เอ้อมิน่าละอย่างนี้นี่เองถึงชนกันอย่างจังมาหลายเดือนที่ผ่านมา

นอกจากความงงไม่ค่อยได้เรื่องมนการบริหารจัดการระบบแล้ว ในรถก็สกปรก ขอบอกว่ารถไฟฟ้าบ้านเราโสภากว่ามากจงภูมิใจ บางคนก้เอาน้ำ เอาขนมมากินบางคนนั่งกินข้าวกล่องก็มีเหม็นซะ แถมชุ่ยขยะก็ทิ้งมันไว้ในรถนั่งแหละ บวกบางครั้งกลิ่นฉี่แรงมากๆ เรามั่นใจเลยว่าต้องมีคนเลวๆมันฉี่ในรถตอนคนน้อยๆ มีวันหนึ่งคนที่นั่งข้างหลังเรากินพวกขนมห่อๆพลาสติกเสร็จแล้วมันก็ยัดขยะไว้ซอกเก้าเอ้าอี้ที่เรานั่ง เฮ้ยไม่ได้สนใจเลยว่าใครจะคิดยังไง นี่แหละความสิวิไลของที่นี่ ใครที่คิดว่าอเมริกาวิเศษกว่าเมืองไทยคิดผิดคิดใหม่ได้นะ

นอกจากนั้นขอบอกว่ารถเมลืรถไฟที่นี่เต็มไปด้วยคนผิดปกติ คนเผี้ยนแปลกๆ บ้าๆ บวกโสโครกเห็นจริงๆ นึกจะตะโกนก็ตะโกน บางทีหน้าตาแต่งตัวดีแต่เห็นก่ตัวสุดๆ คนเค้ายืนเต็มรถแน่นชีนังเขาขาพาดไว้ที่อีกทีหนึ่งแล้วก็อ่านหนังสือแบบโลกนี้มีกรูคนเดียว คนอื่นจะไม่มีที่จะยืนก็ไม่สน เฮ้ยไม่ใช่เจอแค่ครั้งสองครั้งแต่เจอบ่อยๆค่ะอาการแบบนี้ บางคนก็นั่งเก้าอี้ด้านนอกไม่ขยับต้องไปบอกว่าขอเข้าไปนั่งหน่อยได้ไม๊ถึงขยับไม่งั้นไม่สนจ๊ะ เราก็อยากให้เขาห้ามพวกน้ำดื่มและของกินในรถแบบเมืองไทยเพราะมันช่วยเรื่องความสะอาดได้มาก

เรื่องความปลอดภัยบนรถก็ขอบอกว่ากลัวเหมือนกันเพราะบางวันเลิกเรียนสี่ทุ่ม แถมมีคนเคยูกแทงทั้งเจ็บและตายบนรถไฟนี่แหละ โดนคนบ้าแทงเอาแถมจับไม่ได้ด้วย มีกล้องในรถแต่ไม่ทำงาน แค่กล้องหลอกๆอะ เอาไว้ขู่เฉยๆ เซ็งเป็ด บางทีนั่งกลับมาเพราเราสถานีสุดท้ายดึกๆบางทีเงียบมีเรากับผู้ชายอีกคนอะไรประมาณนั้นเรานี่คือต้องแอบๆมองมันตลอดว่ามันจะทำอะไรป่าวอะ ไม่อยากถูกแทงตายบนรถ เอ้อค่ารถสองเหรียญก้ไม่ใช่น้อยน่าจะพัฒนายริการและความปลอดภัยให้ดีกว่านี้ ว่าแล้วก็ยังต้องทนใช้บริการมันไปจนกว่าจะเรียนจบ

Academy of Art University San Francisco

plew November 4th, 2009



Academy of Art University San Francisco สาเหตุที่อยากเขียนถึงสถาบันนี้ Academy of Art เพราะมีเพื่อนๆหลายคนมีคำถามเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนี้่เช่นดีไหม ค่าเทอมแพงไหม อะไรปีะมาณนั้น ประกอบกับบังเอิญอาจารย์ที่สอน Graphic ที่เราเรียนที่ San Francisco State เธอก็สอนที่ Academy ด้วยพอดีมีโอกาศคุยกับจารย์เป็นการส่วนตัวเลยได้ข้อมูลมาบางส่วน อย่างที่บอกว่าเราเองไม่ได้เรียนที่ Academy of Art เราเรียนที่ SFSU แรกๆก็เคยสนใจที Academy เหมือนกันสนใจด้าน Fashion แต่ว่าแฟนเราเองซึ่งเป็นคนที่นี่เขาเรียนจบ SFSU และทำงานในซานฟรานมาเป็นสิบปี เขาบอกเขาไม่อยากให้เรียนที่นี่เพราะไม่เคยเห็นใครพูดว่าที่นี่ดีหรือมีนักเรียนที่จบแล้วมีชื่อเสียงอะไร เพราะเขาเองก็ทำงานด้าน graphic design
และงานถ่ายภาพ บวกกับ Academy มีโฆษณาทางทีวีทุกวัน บ่อยมากๆด้วย ทำให้แฟนเรายิ่งคิดในแง่ลบๆ ว่าถ้าดีจริงคงไม่ต้องโฆษณาขนาดนี้ ดูแปลก อีกอย่างที่นี่มันจะมีแคมปัสเยอะมากๆ คือจะเป็นตึกใหญ่ ตึกเล็กแทบทุกย่านของซานฟรานเลยก็ว่าได้จะต้องเห็นตึกของ Academy ตอนนี้เขามีมากกว่า 30 แคมบัส (เป็นตึกๆ)กระจายทั่วซานฟราน ดูรายละเอียดตามลิงค์ http://www.academyart.edu/map.html บวกรถบัสที่วิ่งให้เห็นทุกวัน คือมันจะไม่เหมือนยูอื่นๆที่แบบใหญ่ๆมีสนาม มีรั้วอะไรประมาณนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นตึกที่อยู่ริมถนน

เราเองตอนนั้่นสนใจเพราะดูมันเป็นยูเฉพาะทางดี แต่ก็ลองsearch คอมเมนท์ดูว่าคนที่เคยเรียนพูดถึงหรือคิดยังไงกับที่นี่ ก็ดูแล้ว reviews ออกมาไม่ค่อยดีเท่าไร
ลองอ่านคอมเมนท์ืชที่ http://www.yelp.com/biz/academy-of-art-university-san-francisco-2 บวกแพงเอาการ เลยไม่ได้เรียนที่นี่ ลองดูข้อมูลค่าหน่วยกิตดู

Tuition Rates (On-Site / Online)
Undergraduate Tuition (3 units per class) $740 per unit
Graduate Tuition (3 units per class) $840 per unit
For example, starting in the Fall of 2009, a typical undergraduate tuition for an academic year would be $740 for each unit, over 24 units, which is a total yearly tuition of $17,760.

Estimated Expenses per Year (Fall ‘09/Spring ‘10 [Undergraduate])
Tuition ($740/unit) $17,760
Registration/Student Activity Fee $145
Course Fees* (average) $800
Materials/Supplies (average) $1,638
Total $20,343
from http://www.academyart.edu/admissions/tuition_rates.html
(คนมันจนอะนะ) เราเลยเลือก San francisco State ในฐานะที่มีกรีนการ์ดเราจ่ายถูกกกว่าไปเรียน academy หลายๆเท่าตัว แต่ที่เราอยากรู้มากคือทำไมคนไทยมาเรียนยูนี้กันเยอะจัง รวมทั้งคนที่ยังไม่ได้มาเรียนก็สนใจกันเยอะ ทั้งๆที่ academy ถ้าดู rank สำหรับ art school แล้วไม่ติด 1 ใน 50 ด้วยซ้ำ
http://grad-schools.usnews.rankingsandreviews.com/best-graduate-schools/top-fine-arts-schools/rankings หมายถึงทั้งอเมริกาไม่ใช่แค่ California ข้อนี้ก็ยังหาคำตอบไม่พบ
แต่เดาว่าคงทำ marketing เก่ง ดังนั้นนักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่เอเชียและต่างชาติมากกว่าคนพื้นที่

เท่าที่คุยกับอาจารย์ที่เธอก็สอนกราฟฟิก ดีไซน์ที่ academy มาสิบปีได้แล้ว อาจารย์บอกใช่นักเรียนไทยเยอะมากมายจริงๆ อีกชาติที่เยอะคืออินโดนีเชีย และที่มาแรงมากคือนักเรียนจากจีนแผ่นดินใหญ่ อาจารยน์บอกเมื่อก่อนไต้หวันเยอะ ตอนนี้จีนแท้ๆมาเพียบเลย ภาษาอังกฤษก็อ่อนมากๆ อาจารย์บอกแต่ที่นี่เขาบริการนักศึกษามากมาย คือถ้าอาจารย์ที่สอนดูแล้วว่านักเรียนภาษาอังกฤษอ่อนแอมากฟังสอนไม่เข้าใจสามารถขออาจารย์ภาษาอังกฤษที่สอน ESL มาประกบตัวต่อตัวหรือกระทั่งทำตัวคล้ายล่ามได้เลย เราก็โอ้วแม่เจ้าอะไรมันจะบริการสุดยอดขนาดนั้นอะเนี่ย (แต่ไม่มีตังค์อะ)
เราว่านี่เป็นอีกจุดขายหนึ่งของเขาจะว่าเป็นข้อดี หรือด้อยแล้วแต่คน เพราะที่นี่เข้าค่อนข้างง่าย TOEFL แค่ส่งแต่ไม่มีคะแนนขั้นต่ำ คะแนนต่ำก็มาเรียนภาษากับเขาได้เลยมีรองรับ ในขณะที่ยูทั่วๆไปเช่นที่เราเรียนถึงไม่ใช่ยูดัง แต่โทเฟิลอย่างน้อยก็ต้องผ่านเกณฑ์ ไม่งั้นไม่รับแน่นอน

สรุปเราเองก็ไม่รู้ว่า Academy of Art ดีไหม แต่อาจารย์ที่สอนเราซึ่งสอนที่ academy ด้วยเธอก็สอนดีมากทีเดียว อาจารย์เราบอกที่ยูนี้เขาเน้นให้เด็กทำงานได้จริง อาจารย์จะพาเด็กไปดูงานอะไรนอกสถานที่ก็สะดวกมากเพราะมีรถบัสมากมาย คือเขาเน้นบริการมากกว่ายูรัฐ สรุปแล้วเราว่าเรียนที่ไหนก็คงไม่ต่างกันมากมาย (ถ้าไม่ใช่ยูท็อปจริงๆ) อยู่ที่ตัวเราเองมากกว่า บวกกับงบประมาณคือเงินในกระเป๋าก็สำคัญมากมาก ข้อมูลรวมทั้งลิงค์ต่างๆที่ใส่ไว้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบในการตัดสินใจ

Swensen สาขาแรกในโลก The original Swensen Ice Cream

plew September 22nd, 2009



The original Swensen Ice Cream ไม่รู้ว่ารู้กันรึป่าวเนอะว่าไอศครีมซเวนเซ่นที่มีสาขามากมายในเมืองไทยแถมป็นแบรนด์
ไอศครีมที่เป็นที่นิยมในเมืองไทยมากที่สุดเจ้าหนึ่งเลยทีเดียว แหมเราเองก็เป็นแฟนมาตั้งแต่อนุบาลจนตอนนี้อายุปาเข้าไปรุ่นแม่ซะแล้ว
Swensen มีต้นกำเนิดมาจาก san francisco นี่เอง แฮะๆอยู่ซานฟรานมาสองปีเพิ่งได้มีโอกาศไปชิมต้นตำรับ Swensen ของแท้ดังเดิมมาเมื่อวานนี้เอง จริงๆรู้มาตั้งแต่มาที่นี่ใหม่ๆแล้วว่า ซเวนเซ่นสาขาแรกดั้งเดิมอยู่ที่นี่ แต่แค่ผ่านไม่ได้แวะเข้าไปกินซะทีจนเมื่อวานนี่แหละถึงได้ลองแล้วก็เอามาโม้ต่อให้ฟัง

Swensen สาขาแรกหรือ original ในซาฟรานแตกต่างจากซเวนเซ่นในบ้านเรามากมาย ที่นี่เป็นร้านเล็กไม่มีที่นั่ง คือซื้อแล้วก็ไปกินข้างนอกใส่โคน ใส่ถ้วยกระดาษเอา ตึกก็เป็นตึกเก่าๆ
เป็นอาคารแบบวิคตอเรีย ในร้านก็ดูเก่าๆสมกับเป็นสาขาแรกจริงๆ หน้าร้านจะมีป้ายที่เป็นป้ายดั้งเดิมของซเวนเซ่นเลย คือถ้าติดภาพซเวนเว่นในเมืองไทยอาจจะเอ้มันใช่ swensen จริงรึป่าวเนี่ย

เมนูที่นี่ก็ไม่แฟนซีแบบบ้านเราที่มีชื่อมากมายจนจำไม่หมด ที่นี่มีแต่ซันเดย์และก็ประมาณไอศครีมบวกท็อปปิ้งพวกฮอทฟัตหรือถั่วและครีม คือพื้นๆจริงๆ จะเอา coit tower, Gold rush อะไรนะไม่มีหรอก หรือเอาเป็นก้อนๆเป็นรสๆใส่ถ้วย ใส่โคน
รสชาตินี่ก็ขอบอกว่าคนละเรื่องกันเลยกับซเวนเซนในบ้านเรา ที่นี่ดังรสวนิลา เราลองสั่งวนิลาที่นี่รสจะเข้มข้นกว่าของบ้านเรา ไอศครีมจะมันจะข้นกว่าคือเป็นนมเป็นเนยหนักกว่า พูดยากว่าอันไหนอร่อยกว่ากันเราว่าแล้วแต่คนชอบ

จริงๆแล้วหลังจากที่เจ้าของเดิมของซเวนเซ่นขายแบรนด์นี้ไปคือขายชื่อไปทำแฟรนไชน์ เขาขอที่จะเก็บร้านแรกสาขานี้บนถนน Union ST. & Hyde ST. San francisco ให้เป็นเหมือนเดิม ดังนั้นร้านนี้จะไม่เหมือนซเวนเซ่นสาขาอื่นๆ
ที่เป็นแฟรนไชน์ทั่วโลกที่เหมือนกันหรือใกล้เคยงกัน แต่ที่นี่เป็นซเวนเซ่นร้านเดียวที่ไม่ใช่แฟรนไชน์ แปลกดีเนอะ สาขาแรกสาขาต้นกำเนิดเป็นสาขาเดียวที่ไม่เหมือนชาวบ้านเขา เพราะยังคงรักษารูปแบบเดิมไว้ รวมทั้งไอศครีมก็เป็น homemade จริงๆที่ยังทำในร้านนี้เลย ที่เดิมที่เริ่มทำตั้งแต่เปิดร้านโน้น

ไม่น่าเชื่อว่า Swensen เริ่มกิจการตั้งแต่ 1948 ผู้ก่อตั้งซเวนเซ่นเสียชีวิตเมื่อ 1995 ก็ไม่นานเท่าไรเนอะ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเจ้าของก็ทำไอศครีมในร้านนี่แหละจนทุกวันนี้ เพราะฉนั้นไอศครีมที่ร้านต้นตำรับไม่ได้แบบทำแบบ mass ทีละเยอะๆหรือออกมาจากโรงงาน เอ้าว่าแล้วก็ดูรูปกันเลยดีกว่าจะได้เห็นภาพ

เรียนปริญญาโทในอเมริกา VS เรียนในปริญญาโทเมืองไทย

plew September 9th, 2009


เรียนปริญญาโทในอเมริกา Study Master Degree in the USA กับเรียนโทในเมืองไทยอันไหนจะยากกว่ากันและมันเหมือนหรือต่างกันแค่ไหน เปิดเทอมมาได้สามอาทิตย์ แหมสามอาทิตย์จริงๆก็เรียนไปได้ไม่นาน แต่เฮ้อเหมือนเรียนมาเป็นปีเลยแฮะ ทำไมนะเหรอก็ assigments นะเยอะนะซิมีงานทุกครั้ง มีเอกสารมีหนังสือที่ต้องอ่านทำสรุป วิเคราะห์และกลับมาพูดในห้องหรือวิเคราะห์ในชั่วโมงหน้าตลอด อ่านแต่ละคร้ังก็ไม่ใช่น้อยสามสิบสี่สิบหน้า แหมไอ้เราอ่านภาษาอังกฤษก็ยังไม่เร็วดังใจเหมือนอ่านภาษาไทยมันเลยยิ่งไปกันใหญ่

สำหรับตัวเองด้วยความที่เรียนโทจากเมืองไทยมาแล้วแต่ก็เจ็ด แปดปีที่แล้่ว ยอมรับเลยว่าเรียนที่นี่งานเยอะกว่า ต้องอ่านหนังสือมากกว่า ของเราไม่ถึงกับมีงานทุกครั้ง มีเป็นงานใหญ๋ๆเลยมากกว่า แต่ที่นี่งานเล็กทุกครั้ง บวกงานโปรเจคใหญ๋อีก เราไม่รู้มหาวิทยาลัยอื่นๆที่นี่เป็นไงแต่ที่นี่เอาเรื่อง ทั้งๆที่อย่างที่บอก San francisco State ก็ไม่ใช่ยูเด่นดังมากมาย ก็ยูธรรมดา ไม่อยากคิดถ้าไปเรียนยูท๊อปมันจะขนาดไหนนะเนี่ย

เราเองมานั่งคิดเอเราลงเยอะเกินไปรึป่าวนะเพราะลงไปสี่ตัว จริงๆอาจารย์ก็บอกว่าสามกำลังดี สี่จะหนักๆหน่อย แต่เราอยากจบเร็วในปีครึ่งก็อัดและคิดว่าน่าจะโอเค แต่ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจแล้ว แต่ยังไงเทอมนี้ลงแล้วก็ต้องเอาให้รอดทั้งสี่ตัวนั่นแหละ ก็ต้องยอมหนักสักหน่อย อาจารย์ที่นี่ขอบอกว่าเขาแบบตั้งใจสอนมากๆ มาสอนตรงเวลาเลิกตรงเวาลาไม่มีเข้าสายเลิกเร็ว งานที่สั่งต้องส่งตรงเวลา และเพื่อนร่วมห้องทุกคนไม่มีใครแบบลืมทำหรือทำไม่เสร็จ ทุกคนเขาแบบตั้งใจกันมาก ยกมือแสดงความคิดเห็นกันตลอด ไอ้เราก็คนไทยนะไม่อยากหรอกไอ้ที่ต้องพูดแสดงความคิดเห็น ยิ่งต้องพูดภาษาอังกฤษด้แต่ทำไงได้ละเพื่อความอยู่รอดก็ต้องแข่งยกกับเขาด้วย พูดผิดพูดถูกก็ต้องพูดแล้วละ ขืนขี้อายไปไม่รอดแน่ๆ ที่นี่เช็คชื่อทุกครั้งคะแนนการมีส่วนร่วมสำคัญมากทีเดียว ตารางเรียน เอกสารหนังสือ รายงาน งานต่างๆที่ต้องส่งต้องทำ ต้องอ่าน ต้องคอยเช็คจากเว็ปไซต์ตลอด เรียกว่า Ilearn
แต่ละวิชาที่เราลงก็จะมีลิงค์เข้าไป จะบอกอาจารย์ไม่บอก หรือไม่รู้ไม่ได้เป็นหน้าที่ที่ต้องเข้าไปเช็คและทำตามที่อาจารย์เขียนไว้ในนั้น

นอกจาก text Book ที่ต้องอ่านแล้ว ก็ต้องเข้าไปพร้ินเอกสารตามลิงค์หรือเอกสารเพิ่มเติมที่อาจารย์กำหนดอีกมากมายคืออ่านแทบไม่หวาดไม่ไหว เยอะบวกกับนะภาษาอังกฤษเราก็ใช่จะดีอะไรมันก็เลยกลายเป็นสองเด้ง ทั้งเยอะแถมอ่านไม่ได้เร็วอย่างเขา อ่านเสร็จก็ต้องมาเขียนมาสรุปอีก ไหนจะเรื่องความคิด ความเข้าใจและไหนจะเรื่องภาษาอีก สองเด้งจริงๆ เกือบทุกวิชาหลังจากจบคลาสแต่ละครั้งต้องสรุปสิ่งที่เรียนหรือประเด็นที่เราสนใจเขียนเใน blog แล้วโพสในเว็ปของ department ไม่รวมงานจริงๆที่ต้องอ่านแล้วทำอะไรบางอย่างแล้วส่งชั่วโมงหน้่า เขาบังคับให้เราอ่าน ให้เราคิดเยอะจริงๆ อันนี้ราเองยอมรับว่าระบบการศึกษาเขาคุณภาพดีจริงๆ ไม่ใช่ยูแบบหาเงินอยากได้เงิน จบง่ายๆสบายๆ หรือฟังๆแล้วก็กลับบ้านจบกันไปวันหนึ่ง แต่ว่าเหนื่อยอะ

เรียนที่นี่ถ้าไมมีพริ้นเตอร์นี่สงสัยจะลำบาก เพราะเอกสารที่ต้องอ่านต้องลิงค์กับเนตเยอะ จะอ่านจากหน้าจอก็ไม่ไหวจริงๆสามสิบสี่่สิบหน้า อินเตอร์เนตที่บ้านไม่มีก็แย่มากๆ เพราะใช้เยอะ แค่เข้าไปอ่านตางรางเรียนกำหนดส่งงาน เอกสารอื่นๆมันอยู่ในเนตหมดเลย ว่าเรื่องอินเตอร์เนตก็มาพูดเรื่องคอมพิวเตอร์ซะหน่อย จริงๆแล้วเพราะสาขาที่เราเรียนมันจะเเป็นรื่องการการออกแบบ การดีไซต์และพวก multimedia และการทำเว็ป ซึ่งที่นี่จะใช้ Mac Computer ในการเรียนการสอนทั้งหมด ไม่มีแมคก็ต้องซื้อไม่งั้นก็ต้องมาทำงานที่ lab ที่มหาวิทยาลัย เพราะอาจารย์เขาก็พูดตรงๆว่าถ้าจะมาทำงานทางด้านเว็ป งาน multimedia ที่นี่เขาใช้ Mac Computer กันทั้งนั้นสำหรับธุรกิจนี้ในอเมริกา PC มันไม่ใช่สำหรับที่นี่ เราเองก็ต้องลงทุนซื้อแมคใหม่ รวมทั้งโปรแกรมที่ต้องเอามาลงซึ่งโชคดีที่ซื้อได้ในราคานักเรียน แต่ถึงจะราคานักเรียนรวมแล้วก็สาม สี่ร้อยเหรัยญ บวก text book ที่แพงเอาการเล่มละ สามสิบ สี่สิบ จนถึงเกือบร้อยเหรียญ แพงจริงๆ บางเล่มมือสองตาม amazon ก็มีแต่ราคาก็ไม่ต่างจากของใหม่เท่าไหร่เลย
แต่ทำไงได้ก็ดันมาเลือกสาขาที่มันต้องใช้อุปกรณ์ ต้องใช้ซอฟแวร์

สรุปแล้วสำหรับมือใหม่อย่างเราบอกได้เลยว่าเรียนที่นี่ยากกว่่า ไม่เฉพาะอุปสรรคเรื่องภาษาที่ทำให้เราต้องทำงานเป็นสองเท่าของคนอื่่นเขา แต่ตัวงานที่มอบหมาย งานที่ต้องอ่าน การต้องมีส่วนร่วมในห้องเรียน เยอะกว่าเรียนในบ้านเราอย่างเห็นได้ชัด
ว่าแล้วก็ขอจบแค่นี้ก่อน ต้องไปอ่านหนังสือต่อแล้วละ ว่างๆจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะจ๊ะ

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาตอนจบ

plew September 1st, 2009


เรื่องประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาตอนสุดท้ายแล้ว ต่อจากภาคสาม หลังจากโอเคตกลงว่ายอมรอต่อไป เราก็ต้องกลับซานฟรานซิสโกเพราะครอบครัวพี่สาวแฟนกลับมาจากเมืองจีนแล้ว ก็ต้องมาอยู่ในอพาตเมนท์กึ่งออฟฟิตกึ่งห้องเก็บของ ตัวเราเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก แต่แฟนนี่บ่นทุกวัน บ่นเรื่องคอนโดทุกวัน บ่นเรื่องการกู้ทุกวัน บ่นเรื่องทำไมต้องมาอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ทุกวัน บ่นที่นอนไม่สบาย บ่นทุกเรื่อง และเกือบทุกวันต้องโทรคุยกับเจ้าหน้าที่แบงค์บ้าง เรื่องประกันบ้าง เพราะแบงค์กำหนดว่าต้องมีการทำประกันคอนโด และอื่น หลังจากที่เซลล์บอกว่าแบงค์ที่กู้เงินก้อนแรกใกล้อนุมัติแล้ว เราก็ต้องตามเงินก้อนสองที่อีกแบงค์ ซึ่งเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ของทหาร อันนี่ยิ่งทำงานยอดห่วย แฟนโทรไปหาสามครั้งไม่เคยอยู่ที่โต๊ะ ฝากให้โทรกลับไม่เคยโทรกลับ ส่งอีเมล์อีกหลายครั้งไม่เคยเมล์กลับ จนสุดท้ายต้องโทรไปวี๊ดบึ้มต้องโทรไปแบบตะคอกถึงได้เรื่อง วันรุ่งขึ้นโทรกลับมาบอกต้องการเอกสารเพิ่มอีกเจ็ดรายการและบางรายการคือเอกสารการกู้กลับแบงค์หลัก แฟนก็วีนกลับไปว่าคุณต้องการเอกสารเพิ่มทำไมไม่ติดต่อมาละ ทำไมต้องให้ลูกค้าคอยโทรตาม โทรก็ไม่รับ ไม่โทรกลับ แล้วเมื่อไรจะรู้ผลว่าจะผ่านไม่ผ่าน หล่อนก็บอกไม่แน่ใจ แฟนบอกเขาไม่มีเวลารออย่างไม่มีกำหนด ไม่งั้นก็จะยกเลิกเรื่องกู้ เธอบอกถ้าส่งเอกสารที่ขอมาครบประมาณสองอาทิตย์น่าจะรู้
แฟนก็โทรไปหาโบรกเกอร์ที่ประสานงานกับแบงค์แรกเพื่อขอเอกสารเพื่อส่งให้แบงค์ที่สอง ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นลาพักร้อนอาทิตย์หนึ่ง โทรไปหาเจ้าหน้าที่แบงค์โดยตรงก็ดันลาพักร้อนเหมือนกันอีก กว่าจะได้เอกสารส่งให้แบงค์ที่สองก็เสียเวลาไปอีก แต่ที่ทำให้หงุดหงิดใจมากกว่าเดิมและเริ่มไม่แน่ใจว่าเรื่องกู้ผ่านจะผ่านก็คือ หลังจากที่ได้เอกสารการกู้จากแบงค์ที่หนึ่งเพื่อส่งไปให้แบงค์ที่สองทำให้พบว่า ข้อมูลผิดพลาดอย่างที่ไม่น่าจะผิดในหลายจุด คือชื่อคนกู้ก็ผิดแล้วผิดแบบเป็นคนละชื่อกันเลย นามสกุลถูก แถมเลขที่ยูนิตที่ซื้อก็ผิดอีก ตลกมากๆข้อมูลพื้นฐานแท้ๆยังผิด ส่งไปให้แบงค์ที่สองก็แจ้งว่าประเมินราคคอนโดที่แบงค์แรกทำไม่ครอบคลุมข้อมูลที่เขาต้องการต้องทำประเมินใหม่ เราต้องเสียค่าประเมินอีกห้าร้อยเหรียญ รวมสองครั้งก็พันหนึ่งแล้วแค่ค่าประเมิน แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไปอีก

เราก็รอแฟนก็บ่นเพราะเขาไม่ชอบอยู่ที่อพาตเมนท์ออฟฟิต หลายๆคืนเขาขอไปนอนโรงแรมแก้เซ็ง รอมาอีกเกือบเดือนเกือบสิ้นเดือนกรกฎา ก็ไม่รู้คำตอบอีก เราก็บอกแฟนว่าเราไม่อยากได้ไม่อยากซื้อแล้ว ยกเลิกเหอะจะได้ไปหาอพาตเมนท์และย้ายเข้าจะได้ไม่ต้องมานั่งรอๆๆ เพราะไม่รู้จะยังไง หรือถ้าอยากซื้อจริงๆก็คิดอีกที คอนโดมีเยอะแยะ จริงๆตั้งแต่บอกเซลล์ว่าจะขอยกเลิกสัญญาครั้งแรกเราก็ไปดูอพาตเมนท์กันมาแล้ว แต่แฟนก็ใจอ่อนยอมเพราะส่วนลดเพิ่มและเชื่อเซลล์ที่บอกว่าประมาณสองอาทิตย์น่าจะเข้าอยู่ได้ ก็โทรไปหาเซลล์บอกว่าถ้าต้นเดือนสิงหาย้ายเข้าอยู่ไม่ได้ก็คงต้องยกเลิกจริงๆเพราะมันนานสามเดือนกว่าเข้าไปแล้ว
เซลล์โทรกลับมาบอกว่าไม่มีทางที่ developer จะยอมให้เราย้ายเข้าก่อนเรื่องกู้เรียบร้อยแน่ แต่เธอบอกว่าพรุ่งนี้แบงค์จะโทรมาบอกข่าวดีกับเราเรื่องกู้ วันรุ่งขึ้นโบรกเกอร์โทรมาบอกว่าเรื่องกู้อนุมัติแล้ว ดังนั้นก็แปลว่าเราก็ยกเลิกสัญญาไม่ได้แล้ว เราก็ถามว่าแล้วอนุมัติแล้วมีหลักฐานมีจดหมายอะไรแจ้งหรือไม่แล้วจะโอนเงินให้โครงการเมื่อไร ไม่มีคำตอบเอกสารอะไรก็ไม่มี มีแต่เพียงคำบอกของโบรกเกอร์ สรุปก็รอต่ออีกทั้งๆที่เข้าเดือนสิงหาแล้ว หลังจากนั้นก็รอเหมือนเดิมอะไรก็เงียบไปอีกอาทิตย์ก็ไม่มีวี่แววว่าเรื่องจะจบ หลังจากหนึ่งอาทิตย์ทางโบรกเกอร์แจ้งขอเอกสารประกอบการกู้เพิ่มอีก คราวนี้ละเราทั้งคู่โมโหมากเพราะแปลว่าที่เคยบอกว่าเรื่องอนุมัติแล้วนะโกหกทั้งเพ และเอกสารที่ขอก็เกินความสามารถที่จะหาให้ได้เพราะเล่นขอเอกสารจากลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทในอังกฤษให้ส่งเอกสารการโอนเงินเข้าบัญชีของแฟนที่อเมริกา เป็นอะไรที่มากเกินไปเพราะจริงๆเอกสารบัญชีที่เราส่งไปมันก็แสดงชัดอยู่แล้วว่าเงินโอนเข้ามาจากที่ไหนบ้าง นี่ยังขอเอกสารของต้นทางที่เป็นคนโอนมาอีก ซึ่งมันไม่ใช่หน้าที่อะไรของบริษัททางโน้นที่ต้องแสดงเอกสารแบบนี้กับแบงค์ในอเมริกาเลย แฟนก็ไม่ไอยากไปยุ่งกับบริษัทลูกค้าด้วย เราสองคนเริ่มรู้สึกว่ามันมากเกินไปซะแล้ว เขาเสียเวลาที่จะทำเงินมาใช้ในการตามเรื่องคอนโดไม่รู้เท่าไร เพราะเราเองก็ช่วยอะไรไม่ได้มากหรือช่วยไม่ได้เลยด้วยซ้ำ คือสามเดือนกว่าที่ผ่านมาแฟนไม่มีสมาธิที่จะทำงานจริงๆของเขาจริงจัง เพราะมานั่งเตรียมเอกสาร มานั่งบ่น นั่งคุยโทรศัพท์ ตามจิกคนโน้นคนนี้ และที่เบื่อคือการโกหกซ้ำซากสาม สี่ครั้งว่าเรื่องจะจบเรื่องจะจบแต่คือไม่จบ โบรกเกอร์บอกที่ตอนแรกบอกว่าอนุมัติคืออนุมัติแบบมีเงื่อนไข ตลกมากๆแบบนี้เขาไม่เรียกว่าอนุมัติหรอก อนุมัติคือไม่ต้องอะไรแล้วเตรียมจ่ายเงินแล้ว เรายังบ่นกับแฟนเลยว่าแบงค์เมืองไทยทำงานดีกว่านี้อีก เราเองก็เคยกู้ซื้อบ้านในเมืองไทยก็ใช่ว่าจะทำงานดีมากมายแต่ดีกว่าที่นี่มาก ได้ไม่ได้เขาบอกปกติสองสามอาทิตย์ก๊รู้แล้ว ไม่ได้ไม่ว่าแต่อย่ามาดึงเรื่องแบบนี้เสียเวลา แถมขอเอกสารเพิ่มรายอาทิตย์ เอกสารอะไรที่ต้องการต้องมีลิสอยู่แล้วว่าคนทำงานแบบนี้ต้องใช้อะไร คนทำอิสระใช้อะไร หรือเกณฑ์ไหนขอได้ไม่ได้ แต่ที่นี่ตรงข้ามเลย เราสองคนเหมือนถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำอีก ดีใจได้สามวันว่าเรื่องจบแต่ไม่จบ สั่งที่นอนใหม่แล้วด้วย ซื้อของเล็กน้อยๆแล้ว วางแผนเรื่องการตกแต่งแล้ว โชคดียังไม่ได้สั่งเฟอร์นิเจอร์ด้วยนะ

สุดท้ายเลยมานั่งคุยกัน เราบอกเลยว่าเราขอให้เขายกเลิกสัญญาซะเถอะ แฟนถามแน่ใจนะไม่เสียดายเหรอ เราบอกไม่เลยถึงเราจะชอบห้อง ชอบอะไรหลายๆของคอนโดนี้ แต่มันมาไกลเกินไปและกลายเป็นว่าเราทั้งคู่ก็มีประสบการณ์ลบๆกับที่นี่ไปแล้ว รวมทั้งถ้าเก็บเงินดาวน์และที่ต้องผ่อนทุกเดือนบวกค่าส่วนกลาง บวกประกัน ไปซื้อบ้านใหม่ในเมืองไทยดีๆสบายๆแถมเงินเหลืออีกเยอะเลย ซึ่งมันคือสิ่งที่เราต้องการมากกว่า สุดท้ายเลยบอกเซลล์ว่าขอยกเลิก โดยก็เอาคำของเธอนั่นแหละที่บอกว่ามีคนรอซื้อห้องนี้ราคานี้เยอะแยะ ก็บอกเอาเลยเอาไปขายคนอื่นขอเงินจองสองหมื่นกว่าเหรียญคืนมา เซลล์ก็คงเส้นคงวามากไม่เคยพูดอะไรให้เรารู้สึกดีหรืออยากจะซื้อมันต่อ กลับพูดว่าเป็นความผิดของเราสองคนว่าไม่รีบส่งเอกสารให้แบงค์ซึ่งจริงๆแล้วมันตรงข้ามเลย เราเป็นฝ่ายโทรตามตลอด แถมยังโทษเราอีกว่าเพราะแฟนเราเป็น self employed เลยใช้เวลานาน ถ้าเป็นลูกจ้างทำงานบริษัทก็จะง่ายกว่านี้ เอาก็รู้ตั้งแต่แรกว่าเขาทำงานอิสระถ้าคิดว่ากู้ยากก็น่าจะบอกตั้งแต่แรก แต่นี่ตรงข้ามเพราะการจะจองซื้อคอนโดที่นี่ก่อนอื่นเลยต้องยื่นเอกสารเพื่อทำ pre approve ก่อนเลย ตอนที่ยื่นครั้งแรกนะบอกว่ารายได้เท่านี้กู้ได้ตั้งแปดเก้าแสนเหรียญซะด้วยซ้ำ สรุปก็คือเรายกเลิกสัญญา เรื่องตลกยังไม่จบเพราะหลังจากวันที่เราเซ็นยกเลิกสัญญาแล้ว แฟนก็อีเมล์ไปบอกโบรกเกอร์เงินกู้ว่าขอบคุณที่ช่วยมาตลอดแต่เรายกเลิกสัญญาแล้ว จริงๆเราคิดว่าเซลล์คงโทรบอกกันแล้ว แต่ผลคือทางโบรกเกอร์โทรกลับมาว่ายกเลิกเมื่อไรเขาไม่รู้อะไรเลย แล้วก็บอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะโทรมาหาทางออกอีกที

วันรุ่งขึ้นโบรกเกอร์ก็โทรมาบอกว่าแบงค์แรกอนุมัติทุกอย่างพร้อมจ่ายเงินแล้ว และไม่ต้องส่งเอกสารอะไรเพิ่มอีกแล้ว เรางงอะไรของมันวะตอนแรกบอกขอเอกสารเพิ่ม พอเรายกเลิกบอกไม่เอาแล้วตกลงมันใช้มาตรฐานอะไรในการทำงานกันแน่ แต่แบงค์ที่สองเขาติดต่อเองไม่ได้เราต้องโทรไปถาม ซึ่งเขาบอกปกติถ้าแบงค์แรกผ่านแบงค์สองก็จะผ่าน และเราจะเข้าอยู่ได้ประมาณอีกสองอาทิตย์ แฟนก็ลังเลอีกบอกกับเขาว่าโอเคจะโทรไปถามแบงค์ที่สอง คราวนี้เราเองบอกแฟนเลยว่าขอร้องละยังไม่เข็ดหรือไง พอเถอะเพราะหลังจากที่เราเซ็นยกเลิกเราสองคนก็รู้สึกโล่งมากๆ อย่าเดินเข้าไปวังวนเดิมแล้วมานั่งบ่นกันอีกเลย ขี้เกียจไปนอนโรงแรมแล้วด้วยจะได้หาที่อื่นอยู่เป็นเรื่องเป็นราวซะที เขาก็เหมือนเสียดายเราก็ถามแล้วเชื่อเขาเหรอพูดอย่างนี้มากี่รอบแล้วละ เขาเลยเมล์กลับไปว่าโอเคเราจบจริงๆแล้วไม่รออีกแล้ว

ตอนนี้เราสองคนย้ายเข้ามาอยู่คอนโดใหม่อีกแห่งหนึ่งซึ่งจริงๆแล้วดีกว่าคอนโดแรกที่เราจะซื้อมากมาย แต่ไม่ได้คิดถึงที่นี่แต่แรกเพราะเราคิดว่ามันค่อนข้างจะหรูและแพงเกินไปสำหรับเรา แต่เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจอย่างที่รู้ๆกันทำให้คอนโดขายยากเพราะเรื่องแบงค์ไม่ปล่อยกู้ด้วยกับโครงการใหม่ที่ยอดขายยังต่ำ ทำให้มีโครงการ Lease to own ที่เราก็รู้มาก่อนหน้า หลังจากดูห้องตกลงราคาวันศุกร์วันอังคารย้ายเข้าได้เลยทำงานเร็วมาก ห้องใหม่ตึกใหม่มือหนึ่งเหมือนกัน แถม amenities ครบทุกอย่างเพราะเป็นคอนโดระดับห้าดาวที่ราคายูนิตที่แพงที่สุดของที่นี่ราคาสุสูงที่สุดใน west coast และเป็นคอนโดใหม่ที่หรูที่สุดในซานฟรานซิสโก พอย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เราสองคนก็เริ่มรู้สึกดีใจที่ไม่ได้ซื้อที่เดิม ถึงแม้จะได้ห้องเล็กกว่าที่เดิม (เพราะห้องใหญ่ที่นี่เกินล้านเหรียญขึ้นไป) แต่ทุกอย่างวัสดุ อุปกรณ์ บริการดีกว่าในทุกๆด้าน เพราะที่เดิมไม่มี facilities อะไรเลย ถ้าเศรษฐกิจไม่แย่แบบนี้เราก็คงไม่มีโอกาศได้อยู่คอนโดระดับนี้แน่ๆ เรื่องขำยังไม่จบหลังจากเราย้ายมาอยู่ที่ใหม่ได้อาทิตย์หนึ่งแบงค์ก็อีเมล์มาแบบเป็นทางการว่าเงินกู้อนุมัติจะให้โอนอะไรอย่างไร ตลกดีสรุปเขาก็ยังไม่เคยทำงานประสานหรือเช็คข้อมูลอะไรกันเลย เราถามแฟนว่าเสียดายไหมเนี่ย เขาบอกไม่ดีแล้วเพราะอยู่ที่ใหม่ดีกว่าเยอะและเราก็รู้ว่าสรุปเรากู้ผ่าน เราถามแล้วจะไม่บอกแบงค์เหรอว่าเรายกเลิกสัญญาแล้ว เขาบอก my turn พวกเขาต้องเป็นฝ่ายโทรตามเราบ้างแล้วละ

จากเรื่องทั้งหมดที่เจอมาส่วนหนึ่งก็เป็นความพลาดของเราสองคนที่เลือกคอนโดนี้ เพราะตอนแรกไม่รู้เลยว่าคอนโดที่ขายไม่ถึง 50% แบงค์ไม่อยากปล่อยกู้ เราคิดว่าซื้อคอนโดใหม่จะเข้าอยู่ได้เร็วกว่าคอนโดมือสองจริงๆแล้วตรงข้ามเพราะคอนโด resale แบงค์ปล่อยกู้ง่ายกว่าเพราะตึกมันขายหมดแล้ว ยิ่งซื้อบ้านเดียวยิ่งง่ายกว่าคอนโด อีกข้อแฟนคิดว่าจะซื้อบ้านต้องมีเอเจนท์จริงแล้วไม่จำเป็นทำเองได้ แต่ถ้าขายจำเป็นมากกว่า และการไม่มีเอเจนท์ทำให้เราต่อรองราคาได้ดีกว่าเพราะคนขายไม่ต้องจ่ายคอมมิสชั่นให้เอเจนท์ สุดท้ายสิ่งที่คนในวงการอสังหาริมทรัพย์พูดเชื่อได้แค่ 50%หรือต่ำกว่านั้น ไม่ว่าที่นี่หรือเมืองไทยไม่ต่างกัน ว่าแล้วก็มาลุ้นคอนโดที่กรุงเทพต่อว่าเสร็จแล้วมันจะเหมือนที่โฆษณาไว้สักกี่เปอร์เซ็น

ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 1

ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 2

ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 3

« Prev - Next »