My Experiences in America เล่าเรื่องอเมริกา ชีวิตคนไทยในอเมริกา วีซ่า การทำงาน การใช้ชีวิต การท่องเที่ยว ในอเมริกา

Thai in America I first came to America in March of 2007. I am now living here as a permanent resident. I hope this journal of my American experience will be of use to you. Thank you for your comments and suggestions.

สถานที่ท่องเที่ยวในซานฟรานซิสโก San Francisco Attractions : Pier 39 & Fisherman Wharf

plew June 19th, 2008

Embarcadero San Francisco อย่างที่บอกว่าเป็นถนนที่มีสถานที่ท่องเที่ยวดังๆของซานฟรานซิสโกหลายแห่ง แต่ที่จะแนะนำวันนี้คือ Pire 39 และ Fisherman’s Wharf จริงแล้วทั้งสองที่คือPire 39 และ Fisherman’s Wharf อยู่เชื่อมกันเลย ถ้าเดินหรือขึ้นรถจาก Ferry Building ก็จะถึงเพียร์ 39 ก่อน เดินต่อมาเรื่อยๆก็ฟิชเชอร์แมนวาฟ ทั้งสองที่จะมีนักเที่ยวจำนวนมากเกือบทุกวัน เพราะเป็นจุดที่สามารถซื้อซิตี้ทัวร์ มีทัวร์และรถนำเที่ยว เรือข้ามฟากบริการมากมายหลายเจ้าในแหล่งนี้ ที่สำคัญคือเป็นจุดที่จะซื้อทัวร์ นั่งเรือเฟอร์รี่ไปอาลคาทราส Altatraz ซึ่งเป็นสถานที่ที่เป็นที่นิยมมากของนักท่องเที่ยว อยากไปอาลคาทราสก็มานั่งเรือที่เพียร์ 39 นี่แหละ Alcatraz เป็นอดีตเรือนจำที่ตั้งอยู่บนเกาะ ซึ่งอดีตเป็นที่ขุมขังนักโทษที่มีชื่อเสียงหลายคน ว่ากันว่าเป็นเรือนจำ คุกที่สุดโหดยากที่จะแหกคุกหนีออกไป อาลคาทราสอยู่ไม่ห่างจากฝั่งซานฟรานซิสโกมากนักประมาณสองถึงสามกิโลเมตร นั่งเรือเฟอร์รี่ออกไปประมาณสิบห้านาที

ย่านเพียร์ 39 จะมีร้านอาหารมากมาย ชื่อก็บอกแล้วว่าเพียร์ มีเรือจอดอยู่เป็นจำนวนมาก จุดเด่นอีกอย่างคือมีสิงโตทะเล จำนวนมากอาศัยอยู่บริเวณนี้ก็สงเสียงดังตลอดเวลา มาเพียร์ 39 ก็หนีไม่พ้น กิน ซื้อของฝาก ถ่ายรูป ไม่มีอะไรมาก แต่ถ้าใครชอบอควาเรียม ก็มีอวาเรียมอยู่บริเวณนี้ จำไม่ได้แน่ว่าเท่าไร แต่อยู่ในช่วง 15 ถึง 20 เหรียญ อควาเรียมที่นี่ไม่ใหญ่มากนัก คิดแล้วก็แพงอยู่เพราะไม่ได้มีอะไรให้ดูมากมาย

เดินต่อมาหน่อยก็ฟิชเชอร์แมนวาฟ จริงๆก้คล้ายๆกันคือ มีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกจำนวนมาก แต่วิวสวยเพราะติดทะเล แต่ปกติบริเวณริมทะเลจะลมแรง หนาวกว่าบริเวณอื่นๆ
สิ่งที่เราโปรดปรานมากที่สุดเวบามาฟิชเชอร์แมนวาฟ คือ ที่ ghirardell Square ซึ่งเป็นร้านช๊อกโกแล๊ตเก่าแก่ที่ถือกำเนิดที่ซานฟรานซิสโก มาที่นี่ก็สามารถซื้อช๊อกโกแล็ตเป็นของฝาก
แต่ที่ชอบคือ Hot Chocolate ที่นี่อร่อยมากอร่อยกว่าสตาบัคเยอะเลย นอกจากนั้นก็มีไอศครีมบรการด้วย นอกจากช๊อกโกแล็ตอร่อยแล้ว อาคารยังสวยเนื่องเป็นตึกเก่า เวลาพระอาทิตย์ตกถ่ายรูปสวยมาก นอกจากนั้นเคเบิลคาร์ยังมาสุดท้ายบริเวณนี้ด้วย สามารถรอเคเบิลคาร์ตรงจุดนี้และนั่งกลับเข้าเมืองได้

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

สถานที่ท่องเที่ยวในซานฟรานซิสโก : San Francisco Attractions : Embarcadero

plew June 14th, 2008

San Francisco Ferry Buildingนนสายสำคัญและสวยมากที่สุดสายหนึ่งในซานฟรานซิสโกคงหนีไม่พ้น Embarcadero ซึ่งเป็นถนนสายที่วิ่งเรียบ San Francisco Bay พูดง่ายๆเป็นถนนวิ่งเรียบน้ำตลอดสาย
Embarcadero มีสถานที่ท่องเที่ยวดังๆของที่ตั้งอยู่ ไม่ว่าจะ Ferry Building, Fisherman’s Wharf and Pier 39, Coit Tower นอกจากจะมีสถานที่ที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวบนถนนเส้นนี้แล้วทัศนียภาพของถนนเส้นนี้สวยงาม ฝั่งหนึ่งเป็นอ่าว ซึ่งจะเห็น Bay Bridge ซึ่งเป็นอีกสะพานที่ใช้ข้ามจากฝั่ง ซานฟรานซิสโกไปโอ๊คแลนด์ เบย์บริดจ์ในช่วงพระอาทิตย์ตกก็สวยงามไม่แพ้ โกลเดนเกตบริดจ์เช่นกัน จริงๆแล้วเบย์บริดจ์นั้นยาวและกว้างกว่าโกลเดนเกตบริดจ์เสียอีก รวมทั้งสร้างในระยะเวลาไล่เลี่ยกันแต่ไม่โด่งดังเป็นที่รู้จักมากนัก

นอกจากจะขนาบไปด้วยผืนน้ำแล้ว อีกฝั่งของถนนเป็นตึกอถาคารที่มีความสวยงาม วิวอาคารตึกรามจากถนนนี้ถือเป็นวิวของเมืองซานฟรานที่สวยมากมุมหนึ่งจะเห็นตึกปิรามิด ซึ่งก็คือตึก TransAmerica และ Coit Tower รวมทั้งร้านอาหารสวยๆเรียงราย ในจำนวนนั้นมีร้านอาหารไทยร้านหนึ่งซึ่งถือว่าอาจจะเป็นร้านอาหารไทยที่ดังที่สุดของที่นี่คือ “ร้านโอชา” ซึ่งเรียกว่ามีคนแน่นตลอดทุกวัน เดินเล่นบนถนนสายนี้ค่อนข้างมีความลอดภัยไม่มีคนจรจัด ถนนสะอาด เพลินตา ถ้าใครไม่ชอบเดินถนนสายนี้มีรถไฟรางโบราณ รวมทั้งรถไฟรุ่นใหม่ให้บริการหลายสาย เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวดังๆเยอะอย่างที่บอกบนถนนสายนี้

ถ้าเริ่มเดินจากถนน Market แล้วมาชน Embarcadero สถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกที่จะเจอคือ Ferry Building จริงๆแล้วถ้าจะมาที่นี่แนะนำว่าให้มาวันเสาร์ อาทิตย์ เพราะเฉพาะเสาร์อาทิตย์ที่นี่จะมีตลาดนัดที่ที่นี่เขาเรียกว่า Farmer Market คือเจ้าของฟร์ามเอามาขายกันเอง มีทั้งผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารมากมาย ซึ่งตอนนี้เป็นที่นิยมของคนที่นี่ เพราะเขาเชื่อว่ามันสด สะอาด อร่อย เป็นธรรมชาติ ปลอดภัยจากสารเคมี มากกว่าไปซื้อในซุปเปอร์มาเก็ต แต่ราคาเหรอแพงกว่าในซุปเปอร์มาเก็ตอีก แต่สนุกดีเพราะมีของให้เลือกซื้อ เลือกกิน แต่ต้องมาแต่วันเพราะตลาดวายตั้งแต่บ่ายสองครึ่ง ถ้ามาวันธรรมดาหรือมาช่วงเย็น ค่ำก็จะเงียบเหงาไม่มีอะไรมาก นอกจากร้านอาหารซึ่งมีอยู่ไม่กี่ร้าน และตัวตึกเอง ซึ่งเหมาะแค่ถ่ายรูปไว้ดู แต่ไม่มีอะไรอื่นๆให้ทำ เพราะฉนั้นมาเสาร์ อาทิตย์ช่วงเช้าดีที่สุด ร้านค้าผู้คนจะคึกคักมาก


คลิกดูรูปถ่ายที่ Embarcadero
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

สถานที่ท่องเที่ยวในซานฟรานซิสโก : San Francisco Attractions : Market Street & Union Square (2)

plew June 7th, 2008



มาเที่ยวซานฟรานซิสโกกัน ย่าน Market Street & Union Square กันต่อ สิ่งที่แนะนำว่าต้องใช้บริการคือ Cable Car ซึ่งจุดเริ่มต้นอยู่ตรง Market & Powell Street จริงๆแล้วเคเบิลคาร์มีสายอื่นอีกแต่สายที่แนำนำคือ Powell & Hyde ซึ่งจะไปสุดท้ายที่ Fisherman Warf ที่แนำนำเพราะเคเบิลคาร์สายนี้ผ่านสถานที่เด่นๆสวยๆ เยอะมาก เส้นทางไม่ยาว วิ่งขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จะผ่านไชน่าทาวน์
อลาโมดแสควร์ ซึ่งมีอาคารบ้านแบบวิตอเรีย สวยมาก รวมทั้งถนนลอมบาด Lombard ซึ่งเป็นอีกจุดที่นิยมของนักท่องเที่ยว เพราะมีถนนแคบ ชันและคดเคี้ยว ซึ่งเป็นจุดเด่นของซานฟรานซิสโก
คือถนนที่นี่จะขึ้นๆลง ๆเหมือนขับรถขึ้นภูเขา แต่ลอมบาดจะเป็นจุดที่ชันที่สุดและสวยที่สุด ซึ่งถ้าเราชอบจุดไหนก็แวะลงได้ แต่แนะนำว่านั่งไปให้สุดก่อน เพราะจะได้รู้ว่ามีอะไรที่เราชอบ และค่อยมาไหมทีหลัง ที่สำคัญสุดสายเป็นฟิชเชอร์แมนวาฟ ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่จะเล่าเกี่ยวกับ Fisherman Warf ทีหลัง สุดทางขากลับก็นั่งสายเดิมกลับมาที Market Street ง่ายมาก ไม่จำเป็นต้องซื้อทัวร์ หรือมีคนพาไป รับรองไม่หลง ค่ารถเคเบิลคาร์ ณ วันนี้ 5.5 เหรียญ ต่อคนต่อเที่ยว ไปกลับก็ 11 แพงเอาการ แต่ไม่ควรพลาดเด็ดขาด บางวันนักท่องเที่ยวรอขึ้นเคเบิลคาร์ กันแถวยาวถึงยาวมาก เพราะฉนั้นหลีกเลี่ยงวันเสาร์ อาทิตย์จะดีเพราะคนจะเยอะขึ้นมาอีก

นอกจากนั้นตลอดถนนมาร์เกตมีร้านรวงต่างๆมากมาย ทั้งสองฝั่ง แต่แนะนำว่าให้เดินเฉพาะตั้งแต่ Market and Fifth ขึ้นไป สี่ สาม สอง หนึ่ง ออยาเดินลงไป หก เจ็ด แปด… เพราะไม่มีอะไร และอาจรวมทั้งออกจะน่าเกลียดและไม่ปลอดภัยนัก Market ตัดกับ Powell เดินขึ้นไปเรื่อยๆจะไปยูเนี่ยนแสควร์ และตลอดทางจะมีร้านค้าดังๆมากมาย ทั้งไฮแอนด์แบรนด์ และแบรนด์ดังๆของที่นี่ สามารถเดินวนเป็นสี่เหลี่ยม ขึ้นๆลงๆได้ตลอด ร้านค้ามากมาย คงไม่ต้องบรรยายว่ามีร้านอะไรบ้างมันเยอะมาก แต่ถ้าชอบเดินในห้างเดินในตึกก็แนะนำให้เดินใน Westfield San Francisco Center ซึ่งอยู่ริมถนน Market Street & Fifth หาง่าย ในนั้นจะมีร้านแบรนด์ดังๆ เหมือนข้างนอกถนน ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องสำอาง โรงหนัง ร้านอาหาร ฟูดส์คอร์ด ซึ่งอยู่ใต้ดิน รวมทั้งยังมีห้างสรรพสินค้าหรูสองห้างอยู่ในนั้นแต่คนละวิงค์ คือ Bloomingdale และ Nordstrom ซึ่งทั้งสองห้างของจะค่อนข้างไฮแอนด์ หรู แพง จริงๆถ้าไม่อยากเดินตากลม ตากแดด เดินใน Westfield Center ก็เหนื่อยแล้ว ที่สำคัญในส่วนพลาซ่าชั้นบนสุด ชั้นสี่ เป็นจุดที่สวยเพราะจริงๆที่นี่เป็นตึกเก่า ชั้นสี่เป็นโดม และมีที่นั่งพัก สวยมาก

อย่างที่บอกว่าจริงๆแล้วซานฟรานเป็นเมืองไม่ใหญ่ ถ้าเดินจาก Market ขึ้นไปเรื่อย ผ่านถนน สี่ สาม สองหนึ่ง ก็จะไปชนน้ำคือ ริมน้ำ ซึ่งเป็นถนนเอ็มบัคคาเดโรว์ ซึ่งเป็นถนนเลียบซานฟรานซิสโกเบย์นั่นเอง ถนนนี้ก็เป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวมากมายเช่น ฟิชเชอร์แมนวาฟ เฟอร์รี่บิวดิ้ง เพียร์ 39 จริงๆแล้วถ้าไม่ขี้เกียจเดินสามารถเดินถึงกันได้หมด ถ้าเดินไปพักไป สามารถทำได้ ตัวเองทำมาแล้ว หรือจะนั่งรถเมล์ก็สะดวก จริงๆมาที่นี่ไม่จำเป็นต้องซื้อทัวร์ ไปเองได้ แต่จะเล่าเกี่ยวกับเอ็มบัคคาเดโรว์ต่างหากเพราะมีสถานที่เด่นมากมายบนถนนนี้

อย่างที่บอกตอนต้นๆว่าเดินเล่น Market Street แนะนำให้เดินขึ้น สี่ สาม สองหนึ่ง แต่ถ้าอยากไปดู San Francisco City Hall ก็ต้องเดินลงไป หก เจ็ด แปดก็จะเจอ City Hall ซึ่งสวยและสามารถเดินชม ถ่ายรูปภายในได้ แต่ต้องบอกก่อนว่า สวยแต่รอบๆมีคนจรจัดเยอะ อย่างที่บอกว่า เดินลงไปถนนหก เจ็ด ลงไปเรื่อยๆ มันไม่ค่อยโสภา ร้านหรูไม่มี คนจรจัดเตรตามถนน เสียดายมาก เพราะซิตี้ฮฮลที่นี่สวย แต่ตัวเองไม่จำเป็นก็ไม่ค่อยอยากเดินไปย่านนั้น นึกออกไม๊ ถนนเดียวกัน แต่ฝั่งหนึ่งสวยหรู อีกฝั่งคนละเรื่องเลย ห่างกันไม่กี่เมตร แต่ถ้าเดินไปช่วงกลางวันก็ไม่น่าจะอันตรายอะไร

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

สถานที่ท่องเที่ยวในซานฟรานซิสโก San Francisco Attraction : Market Street & Union Square

plew June 4th, 2008

Video Market Street San Francisco

ล่าเรื่องเกี่ยวกับซานฟรานซิสโกมาหลายตอนด้วยกันวันนี้ขอเข้าสู่เรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง..นั่นคือเรื่องเที่ยวนั่นเองเพราะอย่างที่บอกไว้ว่าซานฟรานเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเมืองหนึ่งของอเมริกา เป็นเมืองที่มีทัศนียภาพสวยงาม เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งจากในสหรัฐอเมริกาเอง และจากประเทศต่างๆทั่วโลก ที่นี่นับว่าเป็นเมืองที่มีความเป็น International มากเมืองหนึ่ง
อันเตอร์ยังไเง นักท่องเที่ยวรวมทั้งผู้คนที่อยู่ที่นี่ หลากหลายทั้งเชื้อชาติ วัฒนธรรม ทั้งฝรั่ง อเมริกันเอง ยุโรป รัสเซีย อเมริกากลาง อเมริกาใต้ เอเชีย จีน แขก มีครบ

สำหรับวันนี้เอาใจคนชอบช๊อปปิ้งกันก่อนเลย สถานที่ท่องเที่ยวแรกที่อยากแนะนำคือ Market Street & Union Squaer เพราะย่านนี้ถือเป็นย่านดาวทาวน์ที่นักท่องเที่ยวต้องมารายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า ร้านรวงชื่อดังต่างๆมากมาย รวมทั้งโรงแรม ร้านอาหารมีให้เลือกหลากหลาย นอกจากนั้นยังเป็นจุดศูนย์กลางการคมนาคม ทั้งรถเมล์ รถไฟใต้ดินรถไฟราง และที่สำคัญเป็นจุดเริ่มต้นของ Cable car ที่ถนน Powell ซึ่งเป็นไฮไลท์สำคัญของที่นี่ที่ไม่ควรพลาด

มาเรื่องช๊อปปิ้งกันก่อนเลย ขอเริ่มที่คนที่ชอบ นิยมของถูก ของลดราคา ก่อน ที่แรกแนะนำให้ไปที่ ROSS ซึ่งอยู่บน Market Street ตัดกับ Forth Street อยู่ตรงหัวมุม เห็นเด่นชัด ที่นี่เป็นแหล่งช๊อปสุดโปรดของตัวเอง และของคนที่ชอบซื้อ แต่งบประมาณไม่มาก ที่นี่ของถูกมากถึงมากที่สุด มีทั้งเสื้อผ้าหญิง ชาย รองเท้า กระเป๋า กระเป๋าเดินทาง เครื่องประดับ แว่นกันแดด ถุงเท้า ถุงน่อง อุปกรณ์เครื่องครัว เครื่องใช้ในบ้าน ที่นอน สารพัดบรรยายไม่หมด แต่รับประกันความถูก แต่ของส่วนใหญ่เป็นประเภทตกรุ่นมาแล้ว ไม่ใช่คอลเล็กชั่นใหม่ ซิง แต่ถ้าตาดี โชคดีก็มีสิทธิได้ของที่ขายในห้างราคาเต็มๆ ได้เหมือนกัน เคยเจอมากับตัวเอง เสื้อแซกที่นี่สิบหกเหรียญ ไปเดินอีกห้างเหมือนเปี๊ยบ ขายราคาเต็มสี่สิบกว่าเหรียญ ของส่วนใหญ่ถูกว่าราคาป้ายมากกว่าห้าสิบเปอร์เซ็น และมีให้เลือกหลากหลาย
แบรนด์ส่วนใหญ่ก็แบรนด์อเมริกา Polo Tommy DKNY Guess Puma Adidass Roxy และอื่นๆอีกมากมายจริงๆ ยิ่งคนชอบขุด ชอบคุ้ยแล้ว ขอบอกว่าสนุก เพราะหยิบจับ โยน ลอง ได้ตามอำเภอใจแต่ของอาจหายากซักหน่อย ต้องค่อยๆดู ค่อยๆเลือก ตาดีได้ ตาร้ายอาจได้ของมีตำหนิ เจอของที่ชอบแนะนำว่าให้ซื้อ เพราะมาอีกวันอาจหมด เพราะบางแบบมีของน้อย หมดแล้วหมด คนช๊อปที่นี่เยอะ
ร้านแบบเดียวกับ ROSS เช่น Marshalls อยู่ที่ Market Stree & Fifth Street และที่ Berlington Howard & Fifth Street จริงๆก็มีที่อื่นแต่ออกไปไกลจากย่านนี้ แต่ที่ที่แนะนำมานี่ของเยอะสุดแล้ว อ๋อต้องย้ำว่าร้านปิดเร็วมาก สำหรับคนไทย ปิดทุ่มหนึ่ง ยกเว้นวันเสาร์ปิดสองทุ่ม ร้านและห้างที่นี่ส่วนใหญ่ทุ่มสองทุ่มก็ปิดกันหมดแล้ว

สำหรับคนที่มีกระตังค์มากหน่อย ชอบของอินเทรนด์ ไม่ตกรุ่น แต่ก็ไม่แพงจับใจไฮโซมากนัก ก็แนะนำ Macy Union Square เลย ที่นี่ก็มีของลดราคาทุกวัน แต่ไม่ถูกเท่าพวก ROSS แต่แน่นอน รวมๆของสวยกว่าหาของง่ายกว่า แต่ก็แพงกว่าชัวร์ ช๊อปที่นี่ก็สนุกเพราะพนักงานไม่ตาม ไม่ยุ่ง เลือกดูเลือกลองตามใจ ไม่มีคนมาตามจุกจิกกวนใจ ยกเว้นเครื่องสำอางซึ่งตามไม่แพ้เมืองไทยเหมือนกัน ที่นี่ก็มีแบรนด์ให้เลือกหลากหลายแยกสองตึก ตึกชาย ตึกหญิงอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ที่นี่มีร้านอาหารดังคือ Cheese Cake Factory อยู่บนชั้นบนสุดของตึกแผนกสตรี อาหารอร่อย Cake อร่อย แต่คนแน่น บางทีต้องรอคิวนานมาก ราคาไม่แพงมากแต่ก็ไม่ถูก แต่สำหรับคนไทยกินอะไรที่นี่ก็แพงไปหมดอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากกินถูกชั้นใต้ดินตึกเดียวกันก็มีอาหารอร่อย แนะนำพิซ่า อร่อยและไม่แพง …..วันนี้ค้างไว้แค่นี้ก่อน ยังมีอะไรให้เดินช๊อปอีกมากมายในย่านนี้Union Square, one of San Francisco’s main retail and cultural centers, also refers to the actual park bordered by Geary, Powell, Post and Stockton streets. Set aside as a park in 1850 and named before the start of the Civil War as a tribute to the frequent demonstrations in support of the Union troop, the park got a major renovation and restoration in 2002.

อ่านเรื่องเที่เกี่ยวข้อง

อเมริกาน่าอยู่กว่าเมืองไทยจริงไม๊ Is It True that Staying in America Is Better Than Staying in Thailand

plew June 1st, 2008


สำหรับหลายๆท่านที่ได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับซานฟรานซิสโกตั้งแต่ต้นต้องขอย้ำอีกทีว่า ข้อสรุปทั้งหมดข้างต้นต้องขอย้ำว่าเป็นมุมมองที่ได้จากการสัมผัสของตัวเอง คนอื่นมาที่นี่อาจมีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่สำหรับตัวเองในภาพรวมที่นี่ถือว่าเป็นสถานที่ที่น่าอยู่และไม่ยากในการปรับตัวมากเกินไปนัก แต่ความจริงก็คือมันไม่มีที่ไหนสมบูรณ์แบบทั้งบ้านเราและที่นี่ต่างมีทั้งข้อดีและข้อด้อย อยู่ที่ว่าที่ไหนมันตอบสนองความต้องการของเรามากกว่า สำหรับที่นี่จุดเด่นที่เราคิดว่าดีกว่าเมืองไทยมากๆคือการใช้รถใช้ถนน ที่นี่รถไม่ติด การข้ามถนนที่นี่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง คนใช้รถจะให้ทางกับคนเดินเท้าก่อนเสมอ หยุดเป็นหยุด ไม่มีมากั๊กๆจะหยุดก็ไม่หยุดแบบบ้านเรา คนข้ามต้องรอให้รถว่างแต่ที่นี่ตรงข้าม มีคนเดินข้ามเขาหยุดทันทีไม่มีบีบแตรไล่ และที่นี่ให้ความสำคัญกับคนพิการ ฟุตบาททุกที่จะมีทางสำหรับรถเข็นให้ใช้งานได้สะดวก รถเมล์ก็มีระบบรองรับสำรับคนใช้รถเข็น ห้องน้ำทุกทีก็มีเฉพาะสำหรับคนพิการ รวมทั้งมีที่จอดรถกว้างพิเศษสำหรับคนใช้วีลแชร์ด้วย รถเมล์ของเขาก็มีความปลอดภัยกว่ามาก ไม่มีการขับแข่ง ขับเร็ว จอดก็จอดนาน ไม่ต้องรีบเพราะกลัวรถไม่รอแบบบ้านเรา ถนนหนทางส่วนใหญ่ค่อนข้างสะอาดกว่า อากาศมีมลภาวะน้อยกว่า รัฐบาลและคนเขาค่อนข้างให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมสูงกว่า ถ้ามีการขุดเจาะ ทำถนน หรือทางเท้า เขาจะเน้นเรื่องการส่งสัญญาณเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นมากกว่าบ้านเราเยอะ ภาพรวมดูเหมือนว่าเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้ชีวิตจะดีกว่า

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากให้ประเทศไทยเราเอาอย่างคือเรื่องโอกาสในการทำงาน อันนี้หมายถึงถ้าเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฏหมาย เขาค่อนข้างให้ความเท่าเทียมในโอกาสการทำงานมากกว่า เมืองไทยเราถ้าอายุเกินสามสิบห้าแล้วต้องออกมาหางานใหม่นั้นชักไม่ง่าย หลายบริษัทในหลายตำแหน่งระบุเลยอายุเกินเท่านี้ไม่รับ และบ้านเราเน้นเรื่องคุณวุฒิการศึกษาเอามากๆ รวมทั้งหลายแห่งให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาเป็นอันดับแรก สมัครงานต้องแนบรูปถ่ายก่อนเลย แต่ที่นี่ไม่ใช่สมัครงานไม่ต้องเลยไม่ต้องแนบเอกสารอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องมีรูป ไม่ต้องสำเนาใดๆ ตำแหน่งงานต้นๆคนอายุมากๆก็ทำได้ เขาไม่ปิดกั้น ตัวอย่างง่ายๆถ้าเป็นพวกร้านฟาสฟูดบ้านเรามีแต่คนอายุน้อยๆทำ ถ้าอายุมากหน่อยก็เป็นผู้จัดการ แต่ที่นี่บางคนอายุเกือบหกสิบยังทำแคชเชียร์หรือขายของในห้างสรรพสินค้าสบายๆ ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่มีงานนี้สำหรับเด็กจบใหม่ คนแก่ไม่รับปกครองยาก ถ้าเป็นเมืองไทยหมดสิทธิ์ สาวๆเท่านั้น คนแกก็นอนอยู่บ้านแล้วกัน นั่นเป็นสิ่งที่เราอยากให้เมืองไทยเป็นอย่างงั้นบ้าง ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ วุฒิไม่ได้ อายุมากเกินไป ไม่สวย โหงวเฮ้งไม่ดี

แต่ถ้าถามต่อว่าแล้วถ้าเทียบกับเมืองไทยบ้านเราละ ตรงนี้นานาจิตตังจริงๆ เพราะตัวเองก่อนมา เพื่อนๆรอบตัวที่เคยมาอยู่ที่นี่พูดเหมือนกันว่ามาอเมริกาแล้วไม่อยากกลับเมืองไทย อเมริกาดีกว่าน่าอยู่กว่า และหลายครอบครัวที่รู้จักก็เรียกว่าอพยพยกครอบครัวมาอยู่ที่นี่กันอย่างถาวร ตั้งใจจะเอาเป็นถิ่นตายกันเลยทีเดียว แต่สำหรับตัวเองแล้ว ยังไงก็ไม่มีที่ไหนดีกว่าเมืองไทยแน่นอน ไม่รู้สิ กลับเมืองไทยแล้วกลับมาที่นี่ใหม่ๆ รู้สึกว่าคิดถึงเมืองไทยมาก มีความรู้สึกว่ามันสะดวกสบายมากกว่า สบายใจกว่าสำหรับตัวเอง ถึงมันจะร้อนและรถติดก็ตามที แต่บ้านเราสนุกกว่าเยอะ มีอาหารอร่อยๆให้ทานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ราคาก็แสนจะถูก เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวก็ไปให้เขานวด อยากเสริมสวยก็ไป ราคาสบายๆ แต่ถ้าเป็นที่นี่ต้องคิดให้หนักเพราะมันแพงมาก จะใช้บริการให้คนเอาอกเอาใจอย่างอยู่บ้านเราบ่อยๆคงไม่ได้ อย่าพูดว่าบ่อยเลยแค่ครั้งเดียวยังลำบากใจที่จะควักเงินในกระเป่ามาจ่าย จะดูหนังสักเรื่องก็คนละเกือบสี่ร้อยบาทเก้าอี้ธรรมดา โรงธรรมดา แถมไม่ระบุที่นั่งต้องแย่งกันเอาเองต้องรีบเข้าไปในโรงจองที่นั่งตั้งแต่ไก่โห่เพื่อให้ได้ที่นั่งดีๆ ร้านรวง ห้างสรรสินค้าทุ่มสองทุ่มก็ปิดซะแล้ว ที่นี่ทุ่มสองทุ่มถนนก็เงียบไม่เหมือนบ้านเราคึกคักยันสว่างนั่นแหละ
ดังนั้นการเดินถนนในยามค่ำคืนที่นี่มันน่ากลัวเพราะมันเงียบจริงๆ ไม่มีร้านขายก๋วยเตี๋ยวข้างถนนแบบบ้านเรา ในความคิดตัวเองแล้วการมีร้านขายของข้างถนนในยามค่ำคืนมันช่วยให้คนเดินถนนดึกๆกลับบ้านดึกๆปลอดภัยมากขึ้น เพราะมันสว่างและไม่เปลี่ยว ใครจะเกลียดของแผงลอยข้างถนนเราไม่รู้ แต่เรารักสุดหัวใจเลยแหละ พูดง่ายๆบ้านเรามันหาความสบาย ความบันเทิงมาบำรุงบำเรอตัวเองได้ง่ายกว่า ดีกว่า และที่สำคัญถูกกว่าเยอะ คนที่นี่มาเจอกองทัพร้านอาหารในย่านเกษตร นวมินทร์บ้านเราแล้วจะหนาว นี่แหละ Amazing Thailand ขอสรุปว่า “รักเธอประเทศไทย สุดยอด” .


อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

โซนอันตรายในซานฟรานซิสโก Dangerous Zone in San Francisco

plew May 30th, 2008

็Homeless people in San Francisco
นอกจากความแพงแล้วสิ่งที่ไม่น่าพิสมัยที่นี่คือมีคนจรจัดให้เห็นทั่วไปตามท้องถนน โดยเฉพาะบริเวณดาวทาวน์และรอบๆดาวทาวน์ ว่ากันว่าย่านที่อันตรายจะอยู่ในโซนตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง ถนนที่น่ากลัวที่สุดคือ Sixth Street เนื่องจากมีคนจรจัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนดำ และอาจมีประเภทส่งยาค้ายา รวมอยู่ด้วย ย่านนี้ทั้งสกปรก และน่ากลัว ไม่เหมาะที่คนดีๆจะไปพักอาศัย ส่วนย่านที่น่าอยู่ก็จะเป็นด้านตรงข้ามตะวนตกเฉียงเหนือ ที่นี่ดูเหมือนจะมีคนจรจัดมากกว่าบ้านเรา บ้านเรายังอยู่กันเป็นจุด แต่ที่นี่มันเยอะ บางทีก็นอน เดินเตร่ตามถนน ตามป้ายรถเมล์ทั่วไป เดินๆอยู่ก็ตะโกนโวยวาย หรือพวกอาการครบสามสิบสองดีแต่เที่ยวเดินขอเศษตังค์ก็เยอะมาก ก็มันส์ดีเหมือนกัน พวกนี้จะเดินลากรถเข็นตามฟุตบาทข้าวของรกรุงรังเต็มรถ มีเหตุการณ์ที่น่ากลัวเหตุการณ์หนึ่ง เพื่อนของแฟนซึ่งเป็นผู้หญิงเดินทางกลับบ้านหลังจากเลิกงาน ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณห้าโมงเย็น เส้นทางที่เธอเดินก็คือถนนมาร์เกต ซึ่งเป็นถนนสายหลักและไม่ใช่ย่านอันตรายแต่อย่างใด ระหว่างทางที่เดินมีชายจรจัดนั่งอยู่ข้างรถเข็นขยะของเขาบนฟุตบาท เธอก็เดินผ่านไปปกติ สักพักชายคนนั้นวิ่งตรงเข้ามาเธอ และต่อยเธอที่ใบหน้าและหน้าท้องจนเธอล้มคว่ำลงไป โดยไม่มีใครเข้ามาช่วย แล้วมันก็วิ่งหนีไป เธอไปทำงานไม่ได้หนึ่งอาทิตย์เพราะตาเขียวช้ำมาก เธอบอกเธอไม่เคยเกลียดคนจรจัดมาก่อนเลยแม้แต่น้อย แต่วันนี้เห็นแล้วอยากจะฆ่า ประมาณนั้น ถนนบางสาย บางย่านเป็นที่รู้กันว่าเป็นแหล่งรวมของคนจรจัด เป็นแหล่งอันตรายที่ไม่ควรผ่านไปถ้าไม่จำเป็นเพราะทั้งอันตราย สกปรก และมันมีย่านแย่ๆแบบนี้หลายจุดซะด้วย สำหรับตัวเองบอกได้เลยว่ามันแย่จริงๆเพราะเคยต้องเดินผ่านบริเวณเหล่านั้น แต่โชคดีมันเป็นเวลากางวันและไม่ได้เดินคนเดียว แต่บอกได้เลยว่าทั้งน่ากลัว ทั้งเหม็น ทั้งสกปรก เคยถามแฟนว่าทำไมที่นี่มีคนจรจัดเยอะจังเขาบอกไม่รู้แต่ที่เท่าที่รู้คนจรจัดเกือบร้อยเปอร์เซ็นคือคนสติไม่ดีอีกส่วนที่เหลือคือโคตรขี้เกียจว่างั้นเหอะ แต่สำหรับตัวเองคิดว่าสาเหตุหนึ่งที่มีคนจรจัดอยู่มากซึ่งบางคนก็ไม่ใช่ว่าบ้าหรือพิการแต่ขี้เกียจซะมากกว่า นั่นเป็นเพราะที่นี่ เขาจะมีองค์กรซึ่งส่วนมากเป็นโบสถ์ ซึ่งบริการอาหารฟรี บางที่มีที่อยู่ฟรีด้วยให้กับคนพวกนี้ทุกวัน ดังนั้นเขารู้ว่ายังไงก็ไม่อดตายมาสถานที่ที่บอกมีข้าวกินทุกวัน มีที่ให้นอนอีกต่างหาก งานไม่ต้องทำสบายไป ถ้าใครเคยไปชมภาพยนตร์เรื่อง The persuit of happiness คงพอจะนึกออกนั่นแหละอย่างในหนังเลยละ จริงๆองค์ กรเหล่านั้นวัตถุประสงค์เขาดี คือช่วยเหลือคนยากไร้ตกทุกข์ได้ยาก แต่บางทีของดีมันกลับกลายเป็นดาบสองคมได้เหมือนกัน นอกจากนั้นบางกลุ่มก็ตั้งใจที่จะไม่ทำงานเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐ โดยอ้างว่าป่วยทำงานอะไรไม่ได้ทำนองนั้น คนขี้เกียจมีทุกที่ในโลกละค่ะ
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
San Francisco has more shopping carts than Walmart. They are almost always accompanied by homeless people who use the carts to carry around every possession they own. The homeless problem is out of control in San Francisco. This is the dark side of San Francisco. If you haven’t been to SF recently, you should be prepared for this before your visit. The situation is far worse than in most other US cities. The homeless are everywhere in SF - even places that are considered safe areas. Most homeless people, however, are harmless. Some Do and Don’ts: Steer clear of the screamers and yellers. You don’t want to take your chances by messing with them. Use your own judgment in giving handouts. San Franciscans are very opinionated about the homeless problem. Some believe people should not give handouts because it increases the dependency of the homeless, and they won’t hesitate to express their opinion. If you are asked for a handout, whether you decide to give or not, express a kind greeting. All deserve respect and it is only by a stroke of luck that some of us are not out there standing in their shoes (myself included)


ค่าครองชีพในซานฟรานซิสโก The Cost of Living in San Francisco

plew May 28th, 2008

ร่ายข้อดีเของซานฟรานซิสโกมาซะยาว หลายคนฟังอาจจะหมั้นไส้ แหมอะไรจะดีขนาดนั้น สำหรับตัวเองทุกที่ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่าไทยหรืออเมริกาก็ล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น มันไม่มีที่ไหนสมบูรณ์ สำหรับซานฟรานซิสโก ในทัศนนะของตัวเองก็มีข้อเสียอยู่เช่นกัน ด้วยจากความที่เป็นมันเมืองที่น่าอยู่และสะดวกสบายนี่แหละ มันจึงทำให้ที่นี่เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงตามไปด้วย จริงๆแล้วในภาพรวมรัฐแคลิฟอเนียเองก็เป็นรัฐที่มีค่าครองชีพสูงกว่ารัฐอื่นๆอยู่แล้ว มีเพื่อนใหม่ซึ่งเป็นคนอเมริกันเชื้อสายจีนบอกว่า ถ้าอยู่ที่ซานฟรานซิสโกได้ก็อยู่ได้ทุกที่ในอเมริกานั่นแหละ ตรงนี้หมายความว่าถ้ามีปัญญามีเงินพอที่จะอยู่ที่นี่ได้ก็ไม่มีเมืองไหนแพงกว่านี้อีกแล้วยกเว้นนิวยอร์ก ซึ่งจริงๆแล้วความแพงก็ใกล้เคียงกันมาก

เพื่อนต่างชาติบางคนย้ายมาจากรัฐอื่นบอกเหมือนกันว่าเขารู้สึกว่าค่าใช้จ่ายที่นี่แพงกว่ารัฐเดิมที่เขาอยู่ ในทางตรงข้ามหลายๆครอบครัวย้ายจากแคลิฟอเนียไปอยู่รัฐอื่นที่ค่าครองชีพถูกกว่า เช่น เท็กซัส มีเพื่อนคนหนึ่งไปเรียนต่อและทำงานอยู่ที่ ออสติน เท็กซัส เล่าว่าตอนนี้มีคนย้ายมาจากแคลิฟอเนียเยอะมาก เขาขายบ้านหลังเล็กๆที่ซานฟรานซิสโก แล้วมาซื้อคฤหาสหลังโตที่นี่ได้เลย หลายคนคงอยากรู้ว่าที่แพงมันแพงยังไง เวลาเราซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ รวมทั้งอาหารที่นี่ต้องบวกภาษีไปอีกแปดจุดห้าเปอร์เซ็นจากราคาขาย ซึ่งแปดจุดห้าถือว่าเยอะถ้าเทียบกับเมืองอื่นๆ อย่างที่เล่าให้ฟังตอนต้นว่าคนที่นี่ส่วนใหญ่อยู่อาพต์เมนท์ คือเช่าอยู่ซะมากกว่าซื้อเป็นของตัวเอง เพราะการซื้ออสังหาริมทรีพย์ในซานฟรานซิสโกนั้นแพงมาก อพาตเมนท์ที่นี่แบบสตูดิโอส่วนมากไม่ต่ำกว่าพันเหรียญนี่แบบธรรมดาเลยไม่ได้หรูหราอะไร ถ้ามีห้องนอน หนึ่งห้องนอน สองห้องนอน ก็สองพันกว่า สามพันเหรียญขึ้นไป ถ้าเอาหรูๆ อยู่ในย่านดีๆก็แพงกว่านั้น ล่าสุดลองเข้าไปถามอพาตเมนท์หรูแห่งใหม่ย่านดาวทาวน์ สองห้องนอนเริ่มต้นเกือบเจ็ดพันเหรียญต่อเดือน อีกที่เป็นห้องสตูดิโอเกือบสามพันเหรียญต่อเดือน อันนี้แค่ค่าห้องเฉยๆยังไม่รวมค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นคนที่มีรายได้ไม่มากจึงต้องแชร์อพาตเมนท์กันอยู่เพราะจ่ายคนเดียวมันก็ไม่ไหวจริงๆ

บางคนบอกเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้หมดไปกับค่าเช่านี่แหละ ถามว่าถ้าจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือบ้านซื้อคอนโดที่นี่ละมันจะเท่าไร เอาแค่คอนโดก่อนแล้วกันคอนโดใหม่ย่านดาวทาวน์หนึ่งห้องนอน พื้นที่น่าประมาณหกสิบตารางเมตร ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆเริ่มต้นที่ ห้าแสนเหรียญ ก็ประมาณเกือบยี่สิบล้านบาท ถ้าเป็นเมืองไทยสามารถซื้อคอนโดในย่านกลางกรุง สุดหรู สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม พื้นที่ใหญ่กว่านี้เสองเท่า พูดง่ายๆคอนโดมิเนียมที่นี่อย่างต่ำก็ห้าแสนเหรียญ บ้านไม่ต้องพูดถึงหลักล้านเหรียญขึ้นไป นี่คือคอนโดแบบธรรมดาพื้นๆ แบบหรูๆไม่ต้องพูดถึง

เพื่อนคนจีนที่เรียนภาษาด้วยกันตอนนี้ก็ย้ายไปอยู่ที่อีกเมืองคือ ฟิลาเดลเฟีย เพราะทนค่าเช่าอพาตเมนท์ที่แสนแพงไม่ไหว เนื่องจากครอบครัวเธอรายได้น้อย
สามคนพ่อ แม่ ลูก แค่สองพันเหรียญกว่า โดนค่าเช่าไปครึ่งหนึ่งคือพันเหรียญ ประยัดกันสุดๆ ตอนนี้ย้ายไปฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย เช่าบ้านทั้งหลังสามห้องนอน
มีสนามหน้าบ้านหลังบ้าน เดือนละแค่หกร้อยเหรียญ แต่ที่นี่ซานฟราน อพาตเมนท์หนึ่งห้องนอน เล็ก และไกลจากดาวทาวน์พันเหรียญ คิดดูแล้วกันว่าต่างกันขนาดไหน

San Francisco’s cost of living remains one of the highest in the country, due in part to the tight labor market and the high cost of housing, food and other consumer goods.

It is reported that Bay Area residents possess the third-highest discretionary income in the United States. This is due to the high percentage of an educated work force and the concentration of jobs in high-paying industries.

According to the Association of Bay Area Governments (ABAG), between 2000 and 2020, San Francisco will experience additional growth with an increase in household income by 23 percent - roughly $76,400 to $94,300 annually. ABAG cites the contrasting cities of Oakland, in the East Bay, and Atherton, on the peninsula in the heart of Silicon Valley. The ratio of 1995 average household income in Atherton to that in Oakland was 6 to 1; by 2020, it is projected to widen to 8 to 1. Though the scale is smaller, the pattern is the same between Tiburon, in Marin, and South San Francisco. In 1995, the average income in Tiburon was 2.5 times that of South San Francisco; by 2020 it is projected to grow to 3.5 times.



อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ซานฟรานซิสโก เมืองแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม San Francisco The International City

plew May 25th, 2008

China Town San Francisco
Watch Muni Train
นอกจากนั้นที่นี่มีระบบขนส่งมวลชนที่ดี หลากหลายและราคาไม่แพงไม่จำเป็นต้องขับรถ มีทั้งรถเมล์ประจำทาง รถไฟราง รถเคเบิล รถไฟใต้ดิน ซึ่งถือว่าราคาไม่แพง ตั๋วสำหรับรถเมล์และรถไฟราง หนึ่งเหรียญห้าสิบเซ็น แต่พิเศษตรงที่ตั๋วใบนี้เก็บไว้ใช้ได้สามชั่วโมงหรือมากกว่าแล้วแต่ระบุ ใช้ขึ้นรถสายไหนไปไหน กี่เที่ยวไม่จำกัดภายในสามชั่วโมง ตัวเองขึ้นรถเมล์ครั้งแรกไม่ทราบก็ทิ้งตั๋วไปเฉย นอกจากนั้นสำหรับคนที่ต้องเดินทางประจำสามารถซื้อตั๋วเดือนเดือนละสี่สิบเหรียญ ใช้ได้ทั้งเดือนไม่จำกัดเที่ยวและใช้ได้กับรถทุกประเภท ทั้งรถเมล์ รถราง เคเบิล รวมทั้งใต้ดิน คิดแล้วถูกกว่าตั๋วเดือนรถไฟฟ้าบ้านเราอีก ระบบขนส่งมวลชนถือเป็นจุดสำคัญของที่นี่ เพราะมีไม่กี่เมืองในอเมริกาที่มีระบบขนส่งมวลชนที่ดี ส่วนมากต้องมีรถส่วนตัวเท่านั้นคือต้องขับรถไม่มีรถเมล์ สำหรับตัวเองหลักๆจะใช้เดินซะมากกว่า นั่นถือเป็นข้อดีอีกข้อหนึ่ง เพราะที่นี่เป็นเมืองไม่ใหญ่แต่ละจุดมันไม่ไกลกันมาก เดินถึงกันได้และมันไม่เปลี่ยว เพราะอย่างที่บอก มันไม่มีพื้นที่ว่างให้เปลี่ยว ตึก อาคารมันเต็มตลอดสองข้างทาง ที่สำคัญเนื่องจากอากาศมันไม่ร้อนจึงเดินไกลได้ไม่เหนื่อยมาก ถ้าให้เดินแบบนี้ในกรุงเทพคงต้องขอยอมแพ้เพราะเดินไปได้ไม่เท่าไหร่ เหงื่อก็โทรมซะแล้ว

ประการต่อมาที่ทำให้ที่นี่เป็นเมืองน่าอยู่ เนื่องจากเป็นเมืองที่มีทัศนียภาพที่สวยงามนั่นเอง ความสวยที่ว่าทั้งเกิดจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและอาคารบ้านเรือน ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่ติดทะเล นั่นคือมาสมุทรแปซิฟิก เป็นเมืองที่มีชายฝั่งยาวทั้งด้านที่ติดมหาสมุทรแปซิฟิกและด้านที่ติดกับอ่าวซานฟรานซิสโก เป็นที่กล่าวขวัญว่า เป็นเมืองที่โรแมนติคที่สุดในอเมริกา นอกจากนั้นยังมีสะพานที่สวยที่สุดในโลกนั่นก็คือ โกลเดนเกตบริดจ์ ซึ่งเป็นสะพานที่ทอดข้ามอ่าวซานฟรานซิสโกบริเวณที่เชื่อมต่อมหาสมุทรแปซิฟิก สำหรับตัวเองเห็นภาพของสะพานโกลเดนเกต ก็ยังนึกในใจว่าไม่เห็นจะสวยอะไรมากมาย แต่พอได้เห็นกับตาตัวเองแล้วต้องยอมรับว่ามันสวยมาก ที่บอกว่าสวยมากคือทั้งตัวสะพานเองประกอบกับทัศนียภาพรอบๆ มันลงตัว สีแดงของสะพาน สีฟ้าเข้มของน้ำทะเล สีฟ้าอ่อนของขอบฟ้า สีเขียวของต้นไม้และภูเขา สีรุ้งของอาคารบ้านเรือนที่เรียงตัวอย่างเหมาะเจาะเมื่อข้ามฝั่งมาอีกฝากของสะพานแล้วมองกลับไปที่ซานฟรานซิสโก จะได้มุมที่สวยที่สุดของซานฟรานซิสโก เป็นเมืองที่น่ารักจริงๆ นอกจากข้อได้เปรียบทางธรรมชาติแล้วอาคารบ้านเรือนที่นี่มีความโด่ดเด่น เนื่องจากอาคารรุ่นเก่าส่วนใหญ่ที่มีอยู่เป็นสไตล์วิคตอเรีย สีสันหลากหลาย ทำให้ดูคลาสสิก ประกอบกับพื้นที่ส่วนใหญ่ที่นี่เหมือนอยู่บนเขา ถนนหนทางบ้านเรือนจึงเรียงรายขึ้นลง ดูมีมิติ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่สำคัญที่ทำให้ที่นี่ดูสวยแปลกตากว่าที่อื่น

ข้อดีอีกข้อที่ชัดเจนคือที่นี่เป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง ดูเหมือนว่าผู้คนที่นี่ยอมรับในความหลากหลายและความแตกต่าง เป็นเมืองที่มีเสรีภาพและความเท่าเทียมสูงแห่งหนึ่ง หลายคนคงทราบว่าที่นี่โด่งดังเรื่องเป็นแหล่งรวมของเพศที่สาม รักร่วมเพศคนที่นี่ยอมรับและใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข เพราะจริงๆแล้วคนอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับคนรักร่วมเพศ และมีการต่อต้านมากๆในเมืองอื่นๆ แต่เรื่องเกย์นี่ยังไงก็ขอบอกว่าประเทศไทยเราชนะเลิศ เสรีกว่าเยอะ เอ้าเข้าเรื่องต่อ อย่างที่บอกว่าที่นี่มีความหลากหลาย จะพบว่ามีคนเอเชียอย่างเราเป็นจำนวนมาก ดังนั้นมาที่นี่เราจะดูธรรมดามากๆ สัดส่วนของคนขาว คนดำ คนเอเชีย ไม่แตกต่างกันมาก และที่นี่ก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการเหยียดสีผิว สุดท้ายที่ทำให้ที่นี่น่าอยู่ก็คือความสะดวกสบาย ความบันเทิงต่างๆที่ครบครันทั้งแหล่งช๊อปปิ้ง แหล่งบันเทิง ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ มีให้เลือกมากมายหลายหลายประเภท

The San Francisco Municipal Transportation Agency (SFMTA) is governed by the SFMTA Board of Directors. It is composed of the San Francisco Municipal Railway and the Department of Parking and Traffic. Proposition E passed by the San Francisco voters in November 1999 amended the City Charter, calling for the creation of the SFMTA by consolidating Muni and DPT by July 1, 2002. The incorporation is intended to support the City’s Transit First Policy.

The SFMTA’s Muni is one of America’s oldest public transit agencies, the largest in the Bay Area and seventh largest system in the United States. It currently carries more than 200 million riders annually. Operating historic streetcars, modern light rail vehicles, diesel buses, alternative fuel vehicles, electric trolley coaches and the world famous cable cars, Muni’s fleet is among the most diverse in the world

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องกับซานฟรานซิสโก

ซานฟรานซิสโก เมืองที่น่าอยู่มากที่สุดเมืองหนึ่งในอเมริกา San Francisco City

plew May 22nd, 2008

San Francisco Sunset

Video San Francisco

ซานฟรานซิสโกจริงๆเป็นเมืองไม่ใหญ่เล็กกว่ากรุงเทพบ้านเรา อันนี้หมายถึงถ้านับที่เป็นซานฟรานซิสโกจริงๆ ไม่นับเมืองรอบๆ ที่หลายคนไม่รู้ก็เหมาว่ามันก็ซานฟรานซิสโกนั่นแหละ บางคนมาที่นี่จริงๆอยู่นอกเมืองเขาก็บอกว่าเขาอยู่ซานฟราน เพราะบอกชื่อเมืองที่เขาอยู่จริงๆเราก็ไม่รู้จัก หรือแอลเอก็เช่นกันบางคนคืออยู่ในละแวกนั้นแต่จริงๆมันคืออีกเมืองใกล้ แต่ถ้าเขาบอกชื่อเมืองนั้นซึ่งมันเป็นเมืองที่ไม่มีชื่อเสียงเราก็งง มันตรงไหนกันละ เพราะคนไทยเราส่วนมากก็จะรู้จักแต่เมืองใหญ่ๆของเขา

ว่ากันว่าคนส่วนใหญ่ถ้าคิดถึงซานฟรานซิสโกจะคดถึงสามสิ่งต่อไปนี้เป็นสามอันดับแรก หนึ่งคือ สะพานโกลเดนเกต สองเคเบิลคาร์ สามหมอกเพราะที่นี่ถือเป็นเมืองที่มีหมอกจัดมากโดยเฉพาะบริเวณสะพานโกลเดนเกต ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่อยู่ในรัฐแคลิฟอเนียตอนกลางค่อนไปทางเหนือ ด้านตะวันตกติดมหาสมุทรแปซิฟิก ด้านตะวันออกติดอ่าวซานฟรานซิสโก San Francisco Bay จึงทำให้เมืองต่างที่อยู่รายรอบอ่าวซานฟรานซิสโกอาทิ ซานฟรานซิสโก โอ๊คแลนด์ เบริกลีย์ มารีน ซานโอเซ ซานตาครูส และเมืองเล็กๆอื่นในบริเวณนี้เรียกโดยรวมว่า San Francisco Bay Area รัฐแคลิฟอเนียถือเป็นรัฐที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่สามรองจาก อาลาสก้าและเท็กซัส เมืองใหญ่หลักๆที่มีความเป็น City และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของแคลิฟอเนีย คือ ซานฟรานซิสโก และลอสแองเจลลิส แต่ถ้าเทียบกันแล้ว ลอสแองเจลลิสจะกินพื้นที่กว้างกว่าซานฟรานซิสโกอยู่มาก ในขณะที่ซานฟรานซิสโก จะมีความหนาแน่นของอาคารบ้านเรือน สูงกว่าแอลเอมากเช่นกัน เนื่องจากซานฟรานซิสโกถือเป็นเมืองที่มีความหนาแน่นเป็นอันดับสองของสหรัฐอเมริการองจากนิวยอร์กนั่นเอง หนาแน่นในที่นี่คือแทบไม่มีพื้นที่ว่างหลงเหลือให้เห็น อาคาร บ้านเรือนส่วนใหญ่ปลูกติดๆกัน บ้านหลังใหญ่ สนามกว้างแบบในหนังฝรั่งที่เราดูแทบไม่มี คนส่วนใหญ่อยู่อพาร์ตเมนท์หรือคอนโดมิเนียม บ้านก็มันเป็นลักษณะคล้ายทาวเฮาส์บ้านเรานั่นแหละ หลายคนบอกตรงกันว่าที่นี่ถือได้ว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่มากที่สุดเมืองหนึ่งของอเมริกา ตัวเองได้เจอพี่สาวคนไทยคนหนึ่งที่ทำงานที่นี่มาสิบปี เขาบออกว่าโชคดีมากนะที่แฟนพามาอยู่ที่นี่ ที่นี่ดีที่สุดแล้ว ทำไมหลายคนจึงบอกตรงกันว่าที่นี่เป็นเมืองที่น่าอยู่มากที่สุดเมืองหนึ่งในอเมริกา หลายคนที่รู้จักย้ายมาจากรัฐอื่น เมืองอื่น บางคนย้ายมาจากไมอามี รัฐฟลอริดา บางคนย้ายมาจากอัลลาบามา ก็บอกเหมือนกันว่าที่นี่น่าอยู่กว่าเยอะ ว่ากันว่าที่นี่เป็นเมืองแห่งเสรีภาพ เป็นจุดเริ่มต้นของฮิปปี้ก็เริ่มต้นจากที่นี่เช่นเดียวกัน คนที่แสวงหาสีสันและเสรีภาพจากแหล่งอื่นๆในอเมริกามักนิยมย้ายมาอยู่ที่นี่

ในทัศนะของตัวเองต่อซานฟรานซิสโก มองว่ามีข้อดีในหลายๆด้าน เนื่องจากที่นี่มีภูมิอากาศที่ไม่สุดโต่ง ที่นี่ไม่ทีหิมะ ช่วงหน้าหนาวอากาศไม่หนาวจัดนานๆจะมีติดลบซะที แถมโดยรวมแถบไม่มีฝนตกหนักเลยที่นี่ ฝนที่นี่ต่างจากบ้านเรามันเหมือนเป็นละอองน้ำซะมากกว่าและช่วงมีฝนตกก็แค่ประมาณสองเดือน และไม่ได้ตกทุกวันแบบบ้านเรา ในช่วงหน้าร้อนอากาศก็ไม่ร้อนจะอุ่นๆ ออกจะเย็นสบายด้วยซ้ำสำหรับคนไทยที่คุ้นเคยต่ออากาศร้อนสุดๆอย่างเรา พูดง่ายๆคือที่นี่ไม่มีความแตกต่างของฤดูกาลที่ชัดเจน โดยรวมมันจะเย็นตลอดปี ก็ประมาณใส่แจ๊คเก็ตบางๆเดินเล่นสบายๆ

San Francisco is a popular international tourist destination renowned for its steep rolling hills, eclectic mix of Victorian and modern architecture, and famous landmarks, including the Golden Gate Bridge, Alcatraz Island, the cable cars, Coit Tower, and Chinatown. The city is also known for its diverse, cosmopolitan population, including large and long-established Asian American and LGBT communities. While the climate includes chilly summer fog, the winters are mild.

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
วันแรกในซานฟรานซิสโก The first time in San Francisco

ซานฟรานวิสโก แคลิฟอเนีย

ซานฟรานซิสโกภาคสอง

ระบบขนส่งมวลชนในซานฟรานซิสโก

หาที่พักในซานฟรานซิสโก

ข้อมูลการท่องเที่ยวซานฟรานซิสโก


ระหว่างรอกรีนการ์ดสามารถเดินทางออกนอกประเทศอเมริกาได้หรือไม่ Travel Document for Green card

plew May 17th, 2008


หลังจากยื่นเอกสารเพื่อขอกรีนการ์ดและอยู่ระหว่างการดำเนินการของ USCIS เราสามารถเดินทางออกนอกสหรัฐได้หรือไม่หรือต้องรอจนกว่าจะได้กรีนการ์ดเรียบร้อยแล้ว จึงออกนอกประเทศและกลับเข้าไปใหม่ได้

คำตอบถือหลังจากไฟล์เอกสารทั้งหมดเพื่อขอกรีนการ์ดและยังไม่ได้คืออยู่ระหว่างรอ เราสามารถเดินทางออกนอกประเทศสหรัฐได้ แต่ต้องยื่นเรื่องขอเอกสารที่อนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศและกลับเข้ามาได้ในขณะที่ยังไม่มีกรีนการ์ด ซึ่งเรียกว่า USCIS Form I-131, Application for Travel Document หรือ Advance Parole ซึ่งถ้ารู้แน่ๆว่าต้องเดินทางออกนอกสหรัฐหลังจากยื่นขอกรีนการฺดให้ยื่นแบบฟอร์มนี้ไปพร้อมกันเลยทีเดียว วิธีกรอกแบบฟอร์ม พร้อมมีจดหมายบรรยายถึงสาเหตุความจำเป็นต่างๆที่ต้องเดินทางออกนอกสหรัฐ แต่จริงๆแล้วจะว่าไปถึงเรายื่นขอกรีนการ์ดในอเมริกาเราจะออกนอกประเทศเขาเมื่อไรก็ได้ แต่ไอ้ตอนจะกลับไปใหม่นี่แหละ ถ้าไม่มี Travel Document ก็กลับเข้าไปไม่ได้ เพราะถึงแม้เราจะมีวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียนที่ยังไม่หมดอายุ และหลังจากที่คุณดำเนินการขอกรีนการ์ดแล้ว วีซ๋าเดิมที่มีอยู่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป และถ้าขืนไม่มีเอกสารอนุญาตตัวนี้แล้วเดินทางกลับมาโดยวีซ่าเดิม โอกาสที่จะโโนยกเลิกใบวฃสมัคร ทั้งหมดเพื่อขอกรีนการ์ดมีสูงมากๆ คือต้องดำเนินการใหม่ทั้งหมด

ถามต่อว่าแล้วใช้เวลานานเท่าไรหลังจากส่งแบบฟอร์มแล้วจะได้หนังสืออนุญาตตัวนี้ คำตอบคือประมาณสามเดือน แต่ถ้าแบบฟอร์มที่ขอกรีนการ์ดไม่สมบูรณ์ เอกสารแนบไม่ครบก็จะทำให้เอกสารตัวนี้ล่าช้าไปอีกจริงแล้วอยากแนะนำว่าหลังจากยื่นขอกรีนการ์ด อันนี้หมายถึงถ้าแต่งงานและทำเรื่องที่อเมริกา ถ้าไม่จำเป็นจริงๆก็รอให้ได้กรีนการ์ดให้เรียบร้อยร้อยก่อนดีกว่า เพราะปกติกรีนการ์ดจากการแต่งงานถ้าเอกสารครบถ้วน ถูกต้องใช้เวลาประมาณหกเดือนก็ได้กรีนการ์ดแล้ว แต่กรณีตัวเองอยากกลับเมืองไทย เพราะจริงๆไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้คิดว่าจะแต่งงานแบะขอกรีนการ์ดที่นี่ มาวีซ๋าท่องเที่ยวและซื้อตั๋วไปกลับ อยากกลับเพราะตั๋วกลับมันจะหมดอายุก็เสียดายค่าตั๋วและมีอะไรหลายอย่างที่อต้องกลับไปทำที่เมืองไทย ก็เลยต้องกรอกแบบฟอร์มและเสียเงินเพิ่มตอนนั้นค่าธรรมเนียมขอ Travel Document อยู่ประมาณสองรอ้ยเหรีญยตอนนี้ราคาก็ขึ้นไปอีกเท่าตัวแล้ว

กรณีของตัวเองมีเรื่องวุ่นวายมากกว่ากรณีปกติ เพราะเนื่องจากตั๋วใกล้หมดอายุเต็มทีเราต้องเดินทางกลับเมืองไทยก่อนที่จะได้ Travel Document ตอนแรกเราก็กลัวว่าถ้าเราเดินทางออกนอกประเทศก่อนได้เอกสารจะเป็นปัญหาหรือไม่ เพราะจากการค้นข้อมูลทางอินเตอร์เนตและสอบถามจากสำนักงานทนายความที่รู้จักกัน เขาบอกว่าควรรอให้ได้เอกสารก่อนจึงเดินทางออกนอกประเทศสหรัฐและกลับมาใหม่อย่างไม่มีปัญหาแต่ปัญหาคือตอนนั้นเรารอไม่ได้เพราะตั๋วมันจะหมดอายุก็เลยคิดว่าลองดู ยังไงเราก็ส่งแบบฟอร์มไปแล้ว พอได้เอกสารก้ให้คนที่นี่ส่งไปให้ที่เมืองไทยและใช้เอกสารตอนเข้าอเมริกาอีกครั้ง ตอนนั้นคิดว่าลองเสียงดูน่าจะมีโอกาสทั้งได้และไม่ได้ สุดท้ายให้แฟนลองโทรไปถามที่ USCIS โดยตรงเจ้าหน้าที่ก็บอกออกไปได้แต่ตอนกลับต้องมีใบนี้ถึงเข้าได้ เราก็เลยไป แล้วฝากให้เพื่อนที่นี่ช่วยเช็คเมล์ถ้าได้เอกสารเมื่อไรก็เมล์ส่งให้เราที่เมืองไทย

สรุปคือทำได้ แต่มันทำให้ชีวิตวุ่นวายและเสียเงินเพิ่มโโยใช่เหตุ เช่นค่าส่งเอกสารและความกังวลต่างๆที่ตามมา แต่ทำให้เรารู้ว่ามันทำได้ ไม่ได้ยากหรือเคร่งครัดอย่างที่คิด

ลองอ่านข้อมูลตัวนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลตรงจาก USCIS
What is a Travel Document and Who Needs One?
If you are not a U.S. citizen, you may need permission to return to the United States after traveling abroad. This permission is granted through a travel document. Travel documents are also given to people who want to travel, but cannot get a passport from their country of nationality.
Where Can I Find the Law?
The legal foundation for requiring these travel documents comes from the Immigration and Nationality Act (INA). INA § 211 discusses documents required to admit aliens and control their travel. INA § 212 states that any immigrant who does not have the correct travel documents will not be admitted to the United States.The specific eligibility requirements for travel documents are found in Title 8 of the Code of Federal Regulations (CFR). 8 CFR § 223 describes the purpose, processing, and validity and effect on admissibility of all three documents.
How to File
The alien must file USCIS Form I-131, Application for Travel Document, complete with supporting documentation, photos and applicable fees. This form can be downloaded from our Forms and Fees page. See the application for specific filing instructions.
หารายละเอียดเพิ่มเติมที่ เว็ปไซต์ USCIS

ิอ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ขอกรีนการ์ดอเมริกา
กรีนการ์ดอเมริกา 2

ค่าธรรมเนียมขอกรีนการ์ดอเมริกา

ขอกรีนการ์ดต้องตรวจเลืดหรือไม่
เอกสารที่ใช้ประกอบการขอกรีนการ์ด Green card by Marriage

« Prev - Next »