<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>My Experiences in America</title>
	<atom:link href="http://www.thaiinamerica.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thaiinamerica.com</link>
	<description>เล่าเรื่องอเมริกา ชีวิตคนไทยในอเมริกา วีซ่า การทำงาน การท่องเที่ยว ในอเมริกา</description>
	<pubDate>Thu, 16 Jun 2011 05:48:04 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.5</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>ชิปของจากอเมริกากลับไทย ตอนที่ 3 Ship Household Effect from America to Thailand</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2011/06/ship-stuff-back-to-thailand/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2011/06/ship-stuff-back-to-thailand/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 16 Jun 2011 05:39:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<category><![CDATA[ขนของทางเรือกลับไท]]></category>

		<category><![CDATA[ขนของทางเรือจากอเม]]></category>

		<category><![CDATA[ค่าใช้จ่ายในการชิป]]></category>

		<category><![CDATA[ชิบของจากอเมริกาทำ]]></category>

		<category><![CDATA[ชิปของกลับไทย]]></category>

		<category><![CDATA[ชิปของจากอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[ชิปของแพงไหม]]></category>

		<category><![CDATA[ด่านลาดกระบัง]]></category>

		<category><![CDATA[ตู้คอนเทนเนอร์]]></category>

		<category><![CDATA[ย้ายของกลับไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=313</guid>
		<description><![CDATA[Cheap calls to Thailand

// &#8211;&#62;

มาเล่าเรื่องการขนของทางเรือจากอเมริกากลับไทยกันต่อ ตอนนี้ตอนสุดท้ายแล้วค่ะ หลังจากมาถึงเมืองไทย เราก็โทรไปบริษัทเรือที่กรุงเทพซึ่งจะดูแลต่อจากบริษัททัี่แอลเอ โอเคแจ้งให้เขารู้ว่าเรากลับแล้ว เบอร์มือถือเบอร์อะไร เบอร์บ้านเบอร์อะไร ซึ่งเรามาถึงก่อนที่ตู้จะมาถึงนานพอควร เพราะของใช้เวลาประมาณเดือนหนึ่งประมาณอาทิตย์กว่าๆก่อนที่เรือจะเข้าทางบริษัทคือบริษัทไทรอัมส์ก็โทรมาถามว่าเราจะออกของเองหรือให้บริษัทชิปปิ้งที่ทำร่วมกับเขาออกของให้ แล้วจะให้ลากตู้ทั้งตู้ไปที่บ้านเลยหรือจะย้ายของจากตู้ใส่รถบรรทุกเข้าไป ตรงนี้สำคัญเพราะถ้าบางบ้านอยู่ในซอยแคบ หรือสายไฟฟ้าต่ำๆ จะลากตู้ไปลำบาก เพราะรถที่ใช้ลากตู้ไปมันใหญ่พอควร ซึ่งถ้าซอยแคบก็ต้องขนของใส่รถประมาณหกล้อหรือรถกระบะที่สามารถเข้าออกได้สะดวกว่า เราเองตัดสินใจทั้งสองเรื่องอยู่ระยะหนึ่ง ตอนแรกก็ลองให้บริษัทชิปปิ้งที่ร่วมกับบริษัทนี้เสนอราคามา เขาเสนอมา 23000 กว่า คือรวมทุกอย่างคือ door to doorเราไม่ต้่องไปทำอะไรเลยรอรับของอย่างเ้ดียวเลย คือรวมค่าธรรมเนียมทุกอย่าง ค่าบริการทางพิธีการ ค่ารถลากมาที่บ้าน แต่ไม่รวมคนงานที่จะยกของลงจากรถเข้าบ้าน ซึ่งเป็นเรืองจำเป็นเพราะของเยอะสองคนเรายกไม่ไหว บวกอย่างที่บอกตู้จะสูงจากพื้นสี่เมตรซึ่งทำให้ขนยากเข้าไปอีก ก็ยังไม่ตกลงทันทีเพราะไม่แน่ใจว่าแพงเกินไปรึป่าว จริงๆแล้วคุณอาแท้ๆเราทำงานกรมศุลแล้วก็มีเพื่อนที่เป็นหัวหน้านายตรวจที่ลาดกะบัง ไปคุยกับอาว่าราคานี้แพงไหมเขาบอกว่าค่อนข้างแพง หรือจะออกของเองแต่อาผู้ชายก็บอกจริงอยู่ที่เพื่อนนายตรวจช่วยให้เรื่องตอนตรวจของผ่านง่ายๆ แต่เอกสารอื่นๆที่ต้องทำต้องกรอกมันเยอะ แล้วต้องเดินไปจุดโน้นจุดนี้ เราก็เอยังไงดี ลองปรึกษาเพื่อนอีกคนที่ทำชิปปิ้ง เขาก็บอกว่าค่อนข้างแพงแต่ว่าถ้าไม่คิดอะไรมากอาจแพงกว่าสองสามพันเพื่อความสะดวกก็ช่างมันเถอะ แต่เขาก็สามารถช่วยหาชิปปิ้งอื่นๆให้ได้ซึ่งคิดว่าถูกกกส่านี้ แต่พวกค่าธรรมเนียมอื่นๆที่มันต้องจ่ายอยู่แล้วยังไงก็เท่ากัน เช่นพวกค่ายกตู้ขึ้นลง และอื่นๆที่เราก็จำไม่ได้และไม่อยากจำ  สุดท้ายก็เลยลองโทรไปคุยกับบริษัทเรือคือไทรอัมส์ เขาบอกออกของเองก็ได้หรือจะเอาชิ้งปิ้งอื่นที่หเองก็ได้ แต่ว่าจะต้องจ่ายค่ามันจำตู้คอนเทนเนอร์ให้กับบริษัท NYK ซึ่งเป็นเจ้าของตู่อีกสองหมื่น
แล้วก็ต้องไปตามคืนเอาเองซึ่งอาจเป็นสองอาทิตย์หรือเป็นเดือน แต่ถ้าใช้ชิปปิ้งที่ทำร่วมกับเขาคือบิษัททรานส์สปีด บริษัทเขาจะรับผิดชอบตรงค่ามัดจำตู้ให้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.kqzyfj.com/click-4320384-10772019" target="_top">Cheap calls to Thailand</a><img src="http://www.ftjcfx.com/image-4320384-10772019" width="1" height="1" border="0"/><br />
<script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7158311723822940";
/* 728x90, created 10/18/08 */
google_ad_slot = "1982738672";
google_ad_width = 650;
google_ad_height = 90;
//-->
// &#8211;&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script><br />
มาเล่าเรื่องการขนของทางเรือจากอเมริกากลับไทยกันต่อ ตอนนี้ตอนสุดท้ายแล้วค่ะ หลังจากมาถึงเมืองไทย เราก็โทรไปบริษัทเรือที่กรุงเทพซึ่งจะดูแลต่อจากบริษัททัี่แอลเอ โอเคแจ้งให้เขารู้ว่าเรากลับแล้ว เบอร์มือถือเบอร์อะไร เบอร์บ้านเบอร์อะไร ซึ่งเรามาถึงก่อนที่ตู้จะมาถึงนานพอควร เพราะของใช้เวลาประมาณเดือนหนึ่งประมาณอาทิตย์กว่าๆก่อนที่เรือจะเข้าทางบริษัทคือบริษัทไทรอัมส์ก็โทรมาถามว่าเราจะออกของเองหรือให้บริษัทชิปปิ้งที่ทำร่วมกับเขาออกของให้ แล้วจะให้ลากตู้ทั้งตู้ไปที่บ้านเลยหรือจะย้ายของจากตู้ใส่รถบรรทุกเข้าไป ตรงนี้สำคัญเพราะถ้าบางบ้านอยู่ในซอยแคบ หรือสายไฟฟ้าต่ำๆ จะลากตู้ไปลำบาก เพราะรถที่ใช้ลากตู้ไปมันใหญ่พอควร ซึ่งถ้าซอยแคบก็ต้องขนของใส่รถประมาณหกล้อหรือรถกระบะที่สามารถเข้าออกได้สะดวกว่า เราเองตัดสินใจทั้งสองเรื่องอยู่ระยะหนึ่ง ตอนแรกก็ลองให้บริษัทชิปปิ้งที่ร่วมกับบริษัทนี้เสนอราคามา เขาเสนอมา 23000 กว่า คือรวมทุกอย่างคือ door to doorเราไม่ต้่องไปทำอะไรเลยรอรับของอย่างเ้ดียวเลย คือรวมค่าธรรมเนียมทุกอย่าง ค่าบริการทางพิธีการ ค่ารถลากมาที่บ้าน แต่ไม่รวมคนงานที่จะยกของลงจากรถเข้าบ้าน ซึ่งเป็นเรืองจำเป็นเพราะของเยอะสองคนเรายกไม่ไหว บวกอย่างที่บอกตู้จะสูงจากพื้นสี่เมตรซึ่งทำให้ขนยากเข้าไปอีก ก็ยังไม่ตกลงทันทีเพราะไม่แน่ใจว่าแพงเกินไปรึป่าว จริงๆแล้วคุณอาแท้ๆเราทำงานกรมศุลแล้วก็มีเพื่อนที่เป็นหัวหน้านายตรวจที่ลาดกะบัง ไปคุยกับอาว่าราคานี้แพงไหมเขาบอกว่าค่อนข้างแพง หรือจะออกของเองแต่อาผู้ชายก็บอกจริงอยู่ที่เพื่อนนายตรวจช่วยให้เรื่องตอนตรวจของผ่านง่ายๆ แต่เอกสารอื่นๆที่ต้องทำต้องกรอกมันเยอะ แล้วต้องเดินไปจุดโน้นจุดนี้ เราก็เอยังไงดี ลองปรึกษาเพื่อนอีกคนที่ทำชิปปิ้ง เขาก็บอกว่าค่อนข้างแพงแต่ว่าถ้าไม่คิดอะไรมากอาจแพงกว่าสองสามพันเพื่อความสะดวกก็ช่างมันเถอะ แต่เขาก็สามารถช่วยหาชิปปิ้งอื่นๆให้ได้ซึ่งคิดว่าถูกกกส่านี้ แต่พวกค่าธรรมเนียมอื่นๆที่มันต้องจ่ายอยู่แล้วยังไงก็เท่ากัน เช่นพวกค่ายกตู้ขึ้นลง และอื่นๆที่เราก็จำไม่ได้และไม่อยากจำ  สุดท้ายก็เลยลองโทรไปคุยกับบริษัทเรือคือไทรอัมส์ เขาบอกออกของเองก็ได้หรือจะเอาชิ้งปิ้งอื่นที่หเองก็ได้ แต่ว่าจะต้องจ่ายค่ามันจำตู้คอนเทนเนอร์ให้กับบริษัท NYK ซึ่งเป็นเจ้าของตู่อีกสองหมื่น<br />
แล้วก็ต้องไปตามคืนเอาเองซึ่งอาจเป็นสองอาทิตย์หรือเป็นเดือน แต่ถ้าใช้ชิปปิ้งที่ทำร่วมกับเขาคือบิษัททรานส์สปีด บริษัทเขาจะรับผิดชอบตรงค่ามัดจำตู้ให้ เราก็อ้าวบอกทำเองได้เอาเจ้าอื่นได้แต่ยุ่่งยากกว่า ต้องมีเงินมัดจำต้องตามเงินคืนเอง เราก็เอไม่บังคับก็กึ่งๆละนะ สุดท้ายเราเลยตกลงห้บริษัททรานส์สปีดออกของให้ เพราะอยากให้ได้ของแล้วจบขี้เกียจต้องไปนั่งตามเงินมัดจำสอง่หมื่นคืนอีก<br />
สรุปก็จ่ายค่าดำเนินการออกของแล้วส่งของถึงบ้านเลยสองหมื่นสามกว่าๆ </p>
<p>เราเองก็ให้อาที่ทำงานกรมศุลฝากเพื่อนที่เป็นนายตรวจให้ช่วยดูแลคือแบบไม่ต้องมาขอค่าใต้โต๊ะอะไร เพราะชิปปิ้งย้ำเหลือเกินว่าปกติต้องโดนจ่ายใต้โต๊ะทุกราย แล้วเขาบอกค่าใช้จ่ายตรงนี้ไม่มีใบเสร็จเรื่องของเรื่องคือบางทีชิปปิ้งไม่ได้จ่ายอะไรนายตรวจจริงๆก็มีแต่มาอ้างกับลูกค้าว่าจ่ายเท่านั้นเท่านี้ แล้วไม่มีใบเสร็จเราก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม อาเราที่ทำงานกรมศุลก็บอกจริงๆของเรามันไม่มีภาษีอะไรอยู่แล้วเพราะมันของใช้แล้ว เขาไม่มาเรียกอะไรหรอก พวกชิปปิ้งบางทีก็มั่วกับลูกค้าเอาเงินเพิ่ม เราเลยบอกชิปปิ้งไปว่าเรารู้จักคนข้างในไม่มีต้องมาจ่ายใต้โต๊ะอะไรหรอกไม่ต้องห่วงแล้วเราไม่มีของผิดกฎหมายอะไรทั้งนั้นทุกอย่างถูกต้อง ตอนแรกเราก็ว่าเราจะไปออกของกับชิปปิ้งด้วย แต่พอหนึ่งวันก่อนขะออกของเราก็ถามชิปปิ้งว่าจะไปกี่โมงบอกด้วยจะได้ไปเจอกัน ปรากฎไม่โทรกลับเลย เราเองก็เบื่อที่จะโทรตามเพราะคุยยากเหลือเกินบอกโทรกลับไม่โทร อาเราบอกว่าเพื่อนที่อยู่ที่ด่านลาดกระบังบอกว่าไม่ต้องมาหรอกเพราะมันร้อน เดินหลายจุด ก็ให้ชิปปิ้งทำไปเราก็จ่ายเงินแล้วเดี๋ยวเขาดูให้ สรุปก็เลยไม่ไป  ชิปปิ้งไม่โทรไม่อะไรบอกเราเลย สายๆสิบโมงกว่าบริษัทชิปปิ้งคือคนที่เป็นคนบนริการลูกค้าไม่ใช้คนที่เป็นชิปปิ้งไปออกของโทรหาเราบอกว่า ที่ด่านบอกไม่เห็นรู้เรื่องว่ามีคนรู้จักอะไรฝากเรื่องไว้ บอกให้เราโทรไปหาน้องชิ้งปิ้งเลย  เราก็เอแล้วทำไมตาชิ้ปปิ้งก็มีเบอร์เราทำไมมีเรื่องด่วนไม่โทรหาเราโดยตรงต้องโทรไปที่ออฟฟิตให้คนออฟฟิตโทรหาเรา แล้วเราโทรหาเขาอีกรอบ บอกตรงๆว่ารำคาญการสื่อสารของชิปปิ้งคนนี้มาก<br />
เราก็โทรไปถามอาบอกว่าที่ประตูห้าบอกไม่รู่เรื่อง อาก็โทรให้อีกทีแล้วก็บอกชื่อเจ้าหน้าที่ให้ชิปปิ้งไปคุย แล้วก็เงียบหายไปอีก เราก็เบื่อจะโทรตามจนสักบ่ายสอง อาเราเป็นคนโทรมาบอกว่าเพื่อนบอกว่าเขาปล่อยตู้เราออกมาแล้วเสร็จเรียบร้อย<br />
แต่ชิปปิ้งอะไม่โทรมาบอกอะไรเราทั้งสิ้น เราเลยเป็นคนโทรไปถามเค้าก็บอกว่าเรียบร้อย เสร็จแล้วเราก็คุยกับคนที่เราติดต่อด้วยประจำที่บริษัทเรื่องการเอาตู้มาส่งก็คือคอนเฟิร์มอีกที คือจะเอาตู้เข้ามาเช้าวันรุ่งขึ้นประมาณสิบโมงเช้า ซึ่งเราก็นัดคนงาน<br />
ที่จะมาช่วยขนสิบโมงเช้า</p>
<p>ปรากฎว่าแปดโมงเช้ามีโทรศัพท์เข้ามาบอกว่าผมเป็นคนขับรถนะครับตู้มาอยู่ปากซอยแล้ว ตอนนั้นยังนอนอยู่เลย เราก็อ้าวไหนบอกสิบหรือสิบเอ็ดโมง ปรากฎว่าเขาเอาตู้มาจอดตรงปากซอยตรงข้างๆบ้านเพื่อนบ้านตั้งแต่สี่ทุ่มคืนก่อน พอเช้าพอดีตรงนั้นเป็นอู่เขาต้องใช้ที่ก็เลยมาไล่ เราก็ต้องไปบอกให้มาจอดตรงหน้าบ้านเรา แล้วก็ต้องรีบโทรตามขนงานให้ม่ก่อนเวลา เราก็งงๆถ้าจะมาดึกก็บอกกันก่อนก็ได้เพราะจะได้เอาคนมาถูกเวลากลายเป็นบอกมาเวลาหนึ่งมาก่อนซะมากมาย  คนรถบอกเขากลังของหายเฃยขับรถออกมาเลยแล้วมาจอดนอน ซอยบ้านเรารถสวนกันเข้าออกได้ แต่เนื่องจากถนี่มันใหญ่มาก แล้วฝั่งตรงข้ามเพื่อนบ้านเอารถมาจอดนอกบ้านยอีก เวลารถเข้าออกจะแคบพอควร เราก็แบบว่าเกรงใจเพื่อนบ้านมาก ระหว่างรอคนงานก็เปิดตู้ออกมา ปรากฎ่วาทุกอย่างสภาพเหมือนเดิมจากตอนที่อกจากอเมริกาไม่มีอะไรเคลื่อนเลฃยแม้แต่น้อยคือมาไงถึงอย่างนั้น ไม่น่าเชื่อจริงๆตอนแรกกลัวว่ากว่าจะึงแพคไ้อาจไม่ีอาจมีของแตกหักบ้าง ปรากฎว่าไม่มีอะไรเลย บวกกับกรมศุลคือนายตรวจไม่ได้เปิดของไม่ได้แกะไม่ได้เปิดกล่องอะไรดูทั้งสิ้น อิอิ วีไอพี มีคนรู้จักก็ดีอย่างงี้เนอะ คือสรุปทุกอย่างอยู่ในสภาพเดิมอย่างที่แพคมาเลย เรากับแฟนก็ยิ้มในความสำเร็จเพราะแพคมากับมือ  คนงานสามคนที่จ้างมาถึงก็เริ่มขนของที่เหลือไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จ ให้รถกลับไป&#8230;เป็นอันว่าทุกอย่างเรียบร้อยไม่มีอะไรแตกหักเสียหาย ของได้ครบทุกชิ้น วันรุ่งขึ้นบริษัทชิปปิ้งก็ให้คนเอาพาสปอร์ตตัวจริงมาคืน อ้อลืมบอกไปเราต้องท้ิงพาสปอร์ตไว้ให้เขาใช้ในการออกของค่ะ สรุปแล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็ตกอยู่ประมาณหนึ่งแสนบาท จะว่าแพงก็แพงแต่ก็ได้ของทั้งหมดมาใช้ที่นี่ แต่จริงๆถ้าไม่เหมาตู้ก็จะถูกกว่านี้ แต่ก็นั่นแหละถ้ามีเฟอร์นิเจอชิ้นๆใหญ่ๆที่ขนาดๆไม่ได้ตามที่เขากำหนดเหมาตู้ก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า ทั้งนี้ถ้าเพื่อนท่านไหนคิดว่าจะต้องชิปของกลับบ้านก็ลองเปรียบเทียบราคา บริการจากหลายเจ้า ถามให้ชัดทั้งค่าใช้จ่านที่ต้นทางและปลายทางค่ะ ที่สำคัญถ้าแพคเองของเยอะเตรียมแพคไว้แต่เนิ่นจะได้ไม่เหนือยแบบเราที่มาแพคเสร็จจริงๆก็ตีสามของวันที่จะต้องขนของซะแล้ว<br />
<a href="http://www.thaiinamerica.com/2011/06/shipping-from-america-to-thai/"><br />
ชิปของจากอเมริกากลับไทยตอนที่หนึ่ง</a><br />
<a href="http://www.thaiinamerica.com/2011/06/shipping-from-america-to-thailand/">ชิปของจากอเมริกากลับไทยตอนที่สอง</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2011/06/ship-stuff-back-to-thailand/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ชิปของจากอเมริกากลับไทย ตอนที่ 2 Ship Household Effect from America to Thailand</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2011/06/shipping-from-america-to-thailand/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2011/06/shipping-from-america-to-thailand/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 13 Jun 2011 14:07:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<category><![CDATA[ขนของกลับไทย]]></category>

		<category><![CDATA[ขนของทางเรือ]]></category>

		<category><![CDATA[ชิปของกลับไทย]]></category>

		<category><![CDATA[ชิปของจากอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[ชิปปิ้ง]]></category>

		<category><![CDATA[ด่านลาดกระบัง]]></category>

		<category><![CDATA[ย้ายของจากอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[เหมาตู้คอนเทนเนอร์]]></category>

		<category><![CDATA[shipping]]></category>

		<category><![CDATA[Thai shipping company in America]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=312</guid>
		<description><![CDATA[Cheap calls to Thailand

// &#8211;&#62;

มาเล่าเรืื่องการขนของจากอเมริกากลับไทยกันต่อ หลังจากที่ตกลงแล้วว่าจะชิปของทั้งหมดจากอเมริกากลับไทย คือตกลงวันที่จะให้เอาตู้คอนเทนเนอร์มารับของที่บ้านรวมทั้งไดรับใบเสนอราคาเรียบร้อย คราวนี้งานหนักคือการแพคของทั้งหมด เพื่อนที่ทำงานชิปป้งแนะนำว่าให้ถ่ายรูปไว้ให้หมดทั้งก่อนแพคและหลังแพคเพื่อยืนยันว่าของใช้แล้วจริงๆเพราะปกติคนไทยที่ไปอยู่ต่างประเทศอย่างน้อยหกเดือนจะมีสิทธิที่จะขนข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวคือของที่ใช้แล้วเข้ามาโดยไม่ต้องเสียภาษี เพื่อก็บอกถ่ายก่อนแพคและหลังแพค
เพราะนอกจากเรื่องภาษีก็เป็นการยืนยันด้วยว่าก่อนจะลงเรือของอยู่ในสภาพดีไม่ชำรุด แล้วก็ต้องทำรายการของทั้งหมดให้ดีให้ละเอียดประมาณหนึ่ง เพราะตรงนี้ตอนออกของที่เมืองไทยต้องใช้และการแพคก็ต้องระวังการแตกหักกระแทกเพราะเรือไม่เหมือนรถหรือเครื่องบินันมีคลื่นมีลม ของก็อาจจะโคลงแคลงกระแทกกันเสียหายได้แถมอยู่ในเรือเป็นเดือน อ้อลืมบอกไป
การขนของทางเรือจากอเมริกากลับไทย ของเราออกจากท่าเรือที่โอ๊คแลนดืไปไทยใช้เวลาหนึ่งเดือน ของเราทั้งหมดหนึ่งร้อยสามสิบชิ้น คือเราจะให้หมายเลขของทุกอย่าง คือถ้าอยู่ในกล่องก็จะให้หมายเลขกล่องนั้น ถ้าเป็นชิ้นใหญ่ไม่อยู่ในหีบห่อ
ก็ให้หมายเลขเช่นกัน แล้วก็ระบุเลยว่าหมายเลขนั้นๆคืออะไร ที่ของแต่ละชิ้นก็จะติดหมายเลขกำกับด้วย ก็ทำใส่ Excel เลย จนอแพคนี่เหนือยจริงๆแฟนชะล่าใจไม่รีบคิดว่าทัน ปรากฎว่าจนคืนก่อนที่ตู้จะมาก็ไม่เสร็จ สรุปว่าคืนนั้นแพคถึงตีสี่เลยคือไม่ได้นอนเลย
เพราะมันต้องห่อน ต้องป้องกันอย่างดีในระดับหนึ่ง พวกเฟอร์นิเจอร์ก็ต้องป้องกันตามมุมทุกมุม มีพลาสติกห่อทุกชิ้น แล้วก็ทำกันเองหมดทุกชิ้น เหนือมากๆ รวมทั้งต้องหาซื้อพวกเชือก อุปกรณ์ในการช่วยดึงรั้งของในตู้ไม่ให้มันเคลื่อนด้วย เพราะถ้ารั้งไม่ดีของก็จะเลือนไปเลื่อนมาชนกันกระแทกันเสียหายได้นึกสภาพเรือที่มันต้องโยนตัวตามคลื่นแล้วกัน ตรงนี้เราเองก็ต้องหาข้อมูลคือทั้งคุยกับบริษัทที่เราจ้างแล้วก็เพื่อนที่ทำชิปปิ้งในไทย ว่าควรแพคแบบไหน สภาพในตู้เป็นไง มีจุดมีห่วงมีที่ล็อกของอะไรยังไง ตู้สูงจากพื้นกี่เมตร ตู้มามีอุปกรณืในการยกของ ขนของให้หรือไม่เพราะเราแพคเอง ทำเอง แล้วเหมาตู้มันยุ่งกว่าแค่ขนของเป็นกล่องเพราะแบบนั้นเขาเอาของเราไปเวลาโหลดลงตู้หรือเรือเขาจะทำให้แต่เราเหมาตู้ทำเองหมด
สรุปก็ได้ความว่าตู้จะสูงจากพื้นสี่เมตรซึ่งสูงทีเดียวและไม่มีอุปกรณ์หรือสะพานอะไรช่วยทั้งสิ้น ซึ่งตรงนี้ยากพอควรในการขนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆเข้าตู้ และข้อมูล่อมาคือในตู้จะมีเป็นห่วง คือมีฮุคทุกๆน่าจะหนึ่งเมตรซึ่งเราสามาถใช้เชือกมัดรังของให้มันอยู่กับที่ได้เพื่อป้องกันการกระแทก ดังนั้นเรากับแฟนก็โอเคตอนแพคแพคเองแต่ตอนจะโหลดของเข้าตู้นี่คงทำเองไ่หว ก็เลยจ้างบริษัทที่ทำพวกขนย้ายของจ้างพนักงานยกแล้วก็จัดแพคของเข้าตู้มาสามคน ราคาก็อยู่ประมาณสองร้อยเหรียญสำหรับแรงงานสามคนในเวลาสองชั่วโมงประมาณสองวันก่อนวันนัดหมายบริษัทที่จะลากตู้คอนเทนเนอร์มาที่บ้านก็โทรมาคอนเฟริมอีกครั้ง แล้วก็ต้องย้ำเรื่องการเข้าออก และที่จอดรถเพราะรถลากตู้มันยาวและให่ทีเดียว คือถ้าถนนแคบหรือมีรถจอดเยอะก็จะลำบากมาก ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่ต้องระวังถ้าคิดจะเหมาตู้แต่ของเราก็ไม่มีปัญหาเพราะหน้าบ้านกว้างและถนนใหญ่ทีเดียว  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.kqzyfj.com/click-4320384-10772019" target="_top">Cheap calls to Thailand</a><img src="http://www.ftjcfx.com/image-4320384-10772019" width="1" height="1" border="0"/><br />
<script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7158311723822940";
/* 728x90, created 10/18/08 */
google_ad_slot = "1982738672";
google_ad_width = 650;
google_ad_height = 90;
//-->
// &#8211;&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script><br />
มาเล่าเรืื่องการขนของจากอเมริกากลับไทยกันต่อ หลังจากที่ตกลงแล้วว่าจะชิปของทั้งหมดจากอเมริกากลับไทย คือตกลงวันที่จะให้เอาตู้คอนเทนเนอร์มารับของที่บ้านรวมทั้งไดรับใบเสนอราคาเรียบร้อย คราวนี้งานหนักคือการแพคของทั้งหมด เพื่อนที่ทำงานชิปป้งแนะนำว่าให้ถ่ายรูปไว้ให้หมดทั้งก่อนแพคและหลังแพคเพื่อยืนยันว่าของใช้แล้วจริงๆเพราะปกติคนไทยที่ไปอยู่ต่างประเทศอย่างน้อยหกเดือนจะมีสิทธิที่จะขนข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวคือของที่ใช้แล้วเข้ามาโดยไม่ต้องเสียภาษี เพื่อก็บอกถ่ายก่อนแพคและหลังแพค<br />
เพราะนอกจากเรื่องภาษีก็เป็นการยืนยันด้วยว่าก่อนจะลงเรือของอยู่ในสภาพดีไม่ชำรุด แล้วก็ต้องทำรายการของทั้งหมดให้ดีให้ละเอียดประมาณหนึ่ง เพราะตรงนี้ตอนออกของที่เมืองไทยต้องใช้และการแพคก็ต้องระวังการแตกหักกระแทกเพราะเรือไม่เหมือนรถหรือเครื่องบินันมีคลื่นมีลม ของก็อาจจะโคลงแคลงกระแทกกันเสียหายได้แถมอยู่ในเรือเป็นเดือน อ้อลืมบอกไป<br />
การขนของทางเรือจากอเมริกากลับไทย ของเราออกจากท่าเรือที่โอ๊คแลนดืไปไทยใช้เวลาหนึ่งเดือน ของเราทั้งหมดหนึ่งร้อยสามสิบชิ้น คือเราจะให้หมายเลขของทุกอย่าง คือถ้าอยู่ในกล่องก็จะให้หมายเลขกล่องนั้น ถ้าเป็นชิ้นใหญ่ไม่อยู่ในหีบห่อ<br />
ก็ให้หมายเลขเช่นกัน แล้วก็ระบุเลยว่าหมายเลขนั้นๆคืออะไร ที่ของแต่ละชิ้นก็จะติดหมายเลขกำกับด้วย ก็ทำใส่ Excel เลย จนอแพคนี่เหนือยจริงๆแฟนชะล่าใจไม่รีบคิดว่าทัน ปรากฎว่าจนคืนก่อนที่ตู้จะมาก็ไม่เสร็จ สรุปว่าคืนนั้นแพคถึงตีสี่เลยคือไม่ได้นอนเลย<br />
เพราะมันต้องห่อน ต้องป้องกันอย่างดีในระดับหนึ่ง พวกเฟอร์นิเจอร์ก็ต้องป้องกันตามมุมทุกมุม มีพลาสติกห่อทุกชิ้น แล้วก็ทำกันเองหมดทุกชิ้น เหนือมากๆ รวมทั้งต้องหาซื้อพวกเชือก อุปกรณ์ในการช่วยดึงรั้งของในตู้ไม่ให้มันเคลื่อนด้วย เพราะถ้ารั้งไม่ดีของก็จะเลือนไปเลื่อนมาชนกันกระแทกันเสียหายได้นึกสภาพเรือที่มันต้องโยนตัวตามคลื่นแล้วกัน ตรงนี้เราเองก็ต้องหาข้อมูลคือทั้งคุยกับบริษัทที่เราจ้างแล้วก็เพื่อนที่ทำชิปปิ้งในไทย ว่าควรแพคแบบไหน สภาพในตู้เป็นไง มีจุดมีห่วงมีที่ล็อกของอะไรยังไง ตู้สูงจากพื้นกี่เมตร ตู้มามีอุปกรณืในการยกของ ขนของให้หรือไม่เพราะเราแพคเอง ทำเอง แล้วเหมาตู้มันยุ่งกว่าแค่ขนของเป็นกล่องเพราะแบบนั้นเขาเอาของเราไปเวลาโหลดลงตู้หรือเรือเขาจะทำให้แต่เราเหมาตู้ทำเองหมด</p>
<p>สรุปก็ได้ความว่าตู้จะสูงจากพื้นสี่เมตรซึ่งสูงทีเดียวและไม่มีอุปกรณ์หรือสะพานอะไรช่วยทั้งสิ้น ซึ่งตรงนี้ยากพอควรในการขนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆเข้าตู้ และข้อมูล่อมาคือในตู้จะมีเป็นห่วง คือมีฮุคทุกๆน่าจะหนึ่งเมตรซึ่งเราสามาถใช้เชือกมัดรังของให้มันอยู่กับที่ได้เพื่อป้องกันการกระแทก ดังนั้นเรากับแฟนก็โอเคตอนแพคแพคเองแต่ตอนจะโหลดของเข้าตู้นี่คงทำเองไ่หว ก็เลยจ้างบริษัทที่ทำพวกขนย้ายของจ้างพนักงานยกแล้วก็จัดแพคของเข้าตู้มาสามคน ราคาก็อยู่ประมาณสองร้อยเหรียญสำหรับแรงงานสามคนในเวลาสองชั่วโมงประมาณสองวันก่อนวันนัดหมายบริษัทที่จะลากตู้คอนเทนเนอร์มาที่บ้านก็โทรมาคอนเฟริมอีกครั้ง แล้วก็ต้องย้ำเรื่องการเข้าออก และที่จอดรถเพราะรถลากตู้มันยาวและให่ทีเดียว คือถ้าถนนแคบหรือมีรถจอดเยอะก็จะลำบากมาก ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่ต้องระวังถ้าคิดจะเหมาตู้แต่ของเราก็ไม่มีปัญหาเพราะหน้าบ้านกว้างและถนนใหญ่ทีเดียว  เมื่อวันนัดหมายมาถึงรถลากตู้มาตรงเวลามากจริงๆมาก่อนเวลาด้วยประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งก็ดีคือเขาใช้เวลาพอสมควรในการถอดจอดให้เข้าที่เข้าทางเพราะรถมันใหญ่ พนักงานที่นัดไว้ให้มาขนก็มาตรงเวลา รวมๆทุกอย่างก็ดูดีเป็นไปตามแผน ตู้คอนเทนเนอร์สูงจากพื้นเยอะทีเดียวอย่างทีบอกแต่คนที่จ้างมาก็แบบฝรั่งตัวควายๆใหญ่ๆทั้งสามคน เรามีเวลาโหลดของสองชั่วโมงคือต้องโหลดให้เสร็จสองชั่วโมง ไม่งั้นต้องเสียค่าชั่วโมงให้รถลากอีกชั่วโมงละเจ็ดสิบห้าเหรียญ บวกเสียค่าแรงคนยกของเพิ่มด้วยตอนเอาของเข้าตู้ตลอดงานแฟนก็ถ่ายรูปไว้ตลอด และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องถ่ายรูปไว้คือหมายเลขตู้คอนเทนเนอร์ แล้วก็สภาพตู้ อะไรต่างๆ  สุดท้ายทุกอย่างเป็นไปด้วยดี โหลดของรวมทั้งมัด ยึดด้วยเชือกอะไรต่างๆ เสร็จภายในสองชั่วโมงของเราไม่เต็มตู้มีแค่ครึ่งตู้เอง พนักงานที่มาโหลดของให้จัดของแบบสูงคือสูงเต็มเพดาน ทำให้เต็มแค่ครึ่งตู้แล้วก็เอาเชือกรัั้งไว้เป็นตาข่าย จริงๆเราก็ไม่รู้ว่าวิธีจัดของแบบนี้ถูกไม๊ เพราะจริงๆ ทั้งคนจากบริษัทชิปป้งและเพื่อนเราที่ไทยบอกว่ากรณีของไม่เต็มตู้ให้พยายามอย่าจัดสูงคือพยายามให้ของเต็มพื้นที่ตู้แนวราบเพื่อป้องันให้ของมันไม่เลืื่อนตอนอยู่ในเรือ แต่คนที่จ้างดันจัดแบบตรงข้ามคือเต็มฝั่งด้านใน ด้านนอกนี่ไม่มีอะไรเลย ตอนนั้นก็นะลุ้นดเอาอีกเดือนข้างหน้าตอนของมาไทยว่าของจะมาสภาพไหนจะแบบเชือกขาด ของกระแทกกันเสียหายหรืออย่างไร ตอนนั้นเราก็เอาละเดือนหน้าก็รู้ พอทุกอย่างเรียบร้อยคนขับเขาจะเอาซีลมาปิดคือเอาซีลมาคล้องคือแปลว่าตู้นี้จะไม่มีการเปิดจนถึงเมืองไทยเพรราะเราเหมาตู้แล้ว เราต้องจดหมายเลขซีลไว้ สำคัญมาก จริงๆถ่ายรูปไว้เลยละ ขนขับก็จะมีใบรับของให้อีกระบุหมายเลขตู้ หมายเลขซีล ชื่อบริษัทชิปปิ้ง<br />
อะไรต่างๆ เสร็จแล้วเราก็อีเมล์รายละเอียดคือเบอร์ตู้ เบอร์ซีล รวมทั้งไฟล์รายการเอกสาร ชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์เราที่เมืองไทยไปให้บริษัทชิปปิ้งคือ บริษัทสยามฯ เพื่อให้เขาออก BL มาให้ บ่ายๆเขาก็ส่ง BL มาให้เราทางอีเมล์ื ส่วนเรื่องค่าชิปปิ้ง เราจ่ายหลังจากที่เราได้ BL แล้วคือโหลดของแล้ว แล้วก็ส่งเช็คให้เขาก่อนวันที่กำหนดว่าเรือจะออกจากท่าที่อเมริกาวันหนึ่งก็ก่อนเราจะกลับเมืองไทย เพราะถ้ากลับไทยแล้วจะจ่ายลำบากเพราะบริษัทเขาอยู่แอลเอ ก็แฟร์ดีไม่มีมัดจำอะไรทั้งนั้นจ่ายเมื่อเราขนของเราลงตู้แล้วจบ หลังจากเขาได้เช็คเขาก็ส่งใบเสร็จรับเงินมาให้เราทางอีเมล์เช่นเดิม รวมๆเราก็ือว่าบริษัทสยามใช่ได้โอเคทีเดียว คือไม่มีปัญหาอะไร คุณแฟรงค์ที่ดูแลคิดว่าเป็นเจ้าของนั่นแหละ การพูดจาแกอาจจะแบบไม่่ค่อยหวานอะไรคือดูแบบคนแกคุณลุงประมาณนั้น ไม่รู้สิเดาจากเสียง แล้วก็อาจแบบโทรกลับช้า หรือดูไม่รีบแบบเรื่อยๆ แต่สรุปทุกอย่างก็เป็นไปตามที่นัดหมายตกลงกันเรียบร้อย ค่าใช้จ่ายในการชิปของจากอเมริกากลับไทย คือจากท่าเรือที่โอ๊คแลนด์ไปถึงด่านลาดกระบังแบบเหมาตู้่เล็กอย่างที่บอก $2400 กว่า แต่นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เมืองไทยอีกเมื่อเรือไปถึงแล้ว</p>
<p>บริษัทสยามอินเตอร์ที่อยู่แอลเอ เขาจะดูแลเราตอนของออกจากอเมริกา แต่พอของไปถึงเมืองไทยแล้วก็จะมีบริษัมอีกบริษัทหนึ่งคือบริษัทไทรอัมส์ คือบริษัทในกรุงเทพ เป็นคนดูแลต่อีกที จริงๆถ้าเข้าไปดูเว็ปของบริษัทสยามฯเขาจะเขียนระบุไว้แล้วว่าบริษัทในไทยที่ดูแลชื่ออะไร ติดต่ออย่างไร เอาละเมื่อของมาถึงเมืองไทยแล้วจะต้องทำอะไรบ้างเสียค่าใช้จ่ายเท่าไร<br />
เอาไว้มาเล่าให้ฟังตอนต่อไปซึ่งเป็นตอนจบของเรื่องนี้ค่ะ</p>
<p><a href="http://www.thaiinamerica.com/2011/06/shipping-from-america-to-thai/">อ่านเรื่องชิปของจากอเมริกากลับไทยตอนที่ 1</a></p>
<p><a href="http://www.thaiinamerica.com/2011/06/shipping-from-america-to-thai/">อ่านเรื่องชิปของจากอเมริกากลับไทยตอนที่ 3</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2011/06/shipping-from-america-to-thailand/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Shipของจากอเมริกากลับไทย ตอนที่ 1 Ship Personal Household Effects from America to Thailand</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2011/06/shipping-from-america-to-thai/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2011/06/shipping-from-america-to-thai/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Jun 2011 15:27:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<category><![CDATA[ค่าชิปของกลับไทย]]></category>

		<category><![CDATA[ชิปของ]]></category>

		<category><![CDATA[ชิปปิ้ง]]></category>

		<category><![CDATA[บริษัทชิปปิ้งไทยใน]]></category>

		<category><![CDATA[ย้ายของจากอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[ส่งของกลับไทย]]></category>

		<category><![CDATA[ส่งของจากอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[ส่งของทางเรือ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=311</guid>
		<description><![CDATA[Cheap calls to Thailand

// &#8211;&#62;

การชิปของจากอเมริกากลับเมืองไทย หรือการขนของทางเรือจากอเมริากลับไทย เอาข้อมูลมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นข้อมูล
สำหรับหลายๆที่ต้องการย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย ว่าเอจะขนทางไหนดี ยุ่งยากไม๊ ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร
หลัึงจากตัดสินใจแล้วว่าเราทั้งคู่คือตัวเราและสามีจะย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยถาวร รวมทั้งเคลียอะไรต่างๆทางนี้เรียบร้อยแล้ว
คราวนี้ก็มานั่งคิดว่าจะเอาไงดีกับของที่มีอยู่ โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่ๆพวกเฟอร์นิเจอร์ ตู้เตียง ซึ่งเอาจริงๆแล้วเราสองคนก็ไม่ได้มีของมากมายอะไรตอนนั้นทางเลือกคือขายเฟอร์นิเจอร์ไปซะ แต่ปรากฎว่าเราก็เสียดายทั้งคู่เพราะของที่มีอายุแค่ปีกว่า คือใหม่มากๆ ถ้าขายก็ขาดทุนเต็มๆหรือพูดง่ายๆเหมือนยกให้ฟรีๆด้วยซ้ำอีกอย่างเฟอร์นอเจอร์ที่ใช้ก็หาที่เมืองไทยยากหรือไม่งั้นก็แพงมาๆ ตอนนั้นเลยคิดว่าอือขนกลับทั้งหมด แฟนก็วางงบไว้ว่าไม่เกินห้าพันเหรียญ ซึ่งเป็นเงินเยอะมากๆทีเดียวสำหรับเรา
แต่ถ้างบในราคานี้คือขนทุกสิ่งที่มีที่นี่กลับปใช้ที่ไทย ก็ถือว่าคุ้มเพราะไม่ต้องซื้อใหม่ เพราะอย่างที่บอกบางอย่างหาไม่ได้ด้วยหรือแพงมากๆ ว่าแล้วแฟนก็เริ่มติดต่อบริษัทชิปปิ้ง ปรากฎว่ายุ่งยากมากต้องบอกก่อนว่าเป็นริษัทฝรั่ง หลายๆที่บอกว่าถ้าจะขนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆจะแพงมากๆ และหลายๆที่บอกเขาไม่ทำให้ สุดท้ายมีรายหึ่งบริษัทฝรั่งก็เข้ามาดูของที่บ้านเพื่อประเมินราคา วันต่อมาบอกราคา ขนทุกสิ่งกลับไทยอยู่ที่เจ็ดพันกว่าเหรียญเกือบแปดพัน โอโหฟังราคาแล้วแทบจะเป็นลม เขาบอกราคานี้คือเขามาแพคทุกอย่างให้ที่บ้านเลย คือเราไม่ต้องทำอะไรเลย ไปถึงไทยเราก็ถามว่าแล้วถ้าเราแพคเองละ ได้ไม๊ เขาบอกไม่ได้เพาะเขากลัวของจะชำรุดระหว่างทาง ต้องแพคโดยมืออาชีพ สรุปคือราคาลดไม่ได้ บริษัทนี้ชือ North American อะไรนี่ละจำไม่ได้
จริงๆแล้วเรากับแฟนก็คือถอดใจแล้วว่าคงชิปของทั้งหมดกลับไทยไม่ไหวละ เพราะแพงมากมาย แล้วก็คิดว่าจะเก็บของส่วนใหญ่ไว้ใน Storage ก่อนซึ่งก็ตกเดือนละร้อยเหรียญอย่างต่ำ แล้วก็เอาขึ้นเครื่องบวกส่งทางอากาศเท่าที่ทำได้เฉพาะของจำเป็นจริงๆก่อน
ใจเราจริงๆตอนนัี้นก็ไม่อยากให้เช่า Storage เพราะเสียดายเงินต้องจ่ายทุกเดือน เดือนละร้อยกว่า จริงๆก็คิดว่าตัดใจขายของทิ้งดีกว่าแต่แฟนไม่อยากขาย เราก็เข้าใจเพราะซื้อมาก็แพงขายไปก็เหมือนขายทิ้ง ยังใหม่ๆอยู่ด้วย
ตอนหลังเพื่อนคนไทยที่โน่นก็แนะนำว่าทำไมไม่ลองหาชิปปิ้งบริษัทคนไทยละ เราเองตอนแรกให้แฟนหาเขาก็หาแต่บริษัทฝรั่งคือเขา
เสริชหาด้วยภาษาอังกฤษก็เจอแต่แพงๆอย่างที่บอก เราเลยมาเสริชเองโดยเสริชในเนตนี่ละแต่ใช้ภาษาไทย คราวนี้ก็เลยได้ชื่อบริษัทคนไทยที่เราส่งของทางเรือจากเมกากลับไปไทยมาสองสามที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.kqzyfj.com/click-4320384-10772019" target="_top">Cheap calls to Thailand</a><img src="http://www.ftjcfx.com/image-4320384-10772019" width="1" height="1" border="0"/><br />
<script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7158311723822940";
/* 728x90, created 10/18/08 */
google_ad_slot = "1982738672";
google_ad_width = 650;
google_ad_height = 90;
//-->
// &#8211;&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script></p>
<p>การชิปของจากอเมริกากลับเมืองไทย หรือการขนของทางเรือจากอเมริากลับไทย เอาข้อมูลมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นข้อมูล<br />
สำหรับหลายๆที่ต้องการย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย ว่าเอจะขนทางไหนดี ยุ่งยากไม๊ ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร<br />
หลัึงจากตัดสินใจแล้วว่าเราทั้งคู่คือตัวเราและสามีจะย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยถาวร รวมทั้งเคลียอะไรต่างๆทางนี้เรียบร้อยแล้ว<br />
คราวนี้ก็มานั่งคิดว่าจะเอาไงดีกับของที่มีอยู่ โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่ๆพวกเฟอร์นิเจอร์ ตู้เตียง ซึ่งเอาจริงๆแล้วเราสองคนก็ไม่ได้มีของมากมายอะไรตอนนั้นทางเลือกคือขายเฟอร์นิเจอร์ไปซะ แต่ปรากฎว่าเราก็เสียดายทั้งคู่เพราะของที่มีอายุแค่ปีกว่า คือใหม่มากๆ ถ้าขายก็ขาดทุนเต็มๆหรือพูดง่ายๆเหมือนยกให้ฟรีๆด้วยซ้ำอีกอย่างเฟอร์นอเจอร์ที่ใช้ก็หาที่เมืองไทยยากหรือไม่งั้นก็แพงมาๆ ตอนนั้นเลยคิดว่าอือขนกลับทั้งหมด แฟนก็วางงบไว้ว่าไม่เกินห้าพันเหรียญ ซึ่งเป็นเงินเยอะมากๆทีเดียวสำหรับเรา<br />
แต่ถ้างบในราคานี้คือขนทุกสิ่งที่มีที่นี่กลับปใช้ที่ไทย ก็ถือว่าคุ้มเพราะไม่ต้องซื้อใหม่ เพราะอย่างที่บอกบางอย่างหาไม่ได้ด้วยหรือแพงมากๆ ว่าแล้วแฟนก็เริ่มติดต่อบริษัทชิปปิ้ง ปรากฎว่ายุ่งยากมากต้องบอกก่อนว่าเป็นริษัทฝรั่ง หลายๆที่บอกว่าถ้าจะขนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆจะแพงมากๆ และหลายๆที่บอกเขาไม่ทำให้ สุดท้ายมีรายหึ่งบริษัทฝรั่งก็เข้ามาดูของที่บ้านเพื่อประเมินราคา วันต่อมาบอกราคา ขนทุกสิ่งกลับไทยอยู่ที่เจ็ดพันกว่าเหรียญเกือบแปดพัน โอโหฟังราคาแล้วแทบจะเป็นลม เขาบอกราคานี้คือเขามาแพคทุกอย่างให้ที่บ้านเลย คือเราไม่ต้องทำอะไรเลย ไปถึงไทยเราก็ถามว่าแล้วถ้าเราแพคเองละ ได้ไม๊ เขาบอกไม่ได้เพาะเขากลัวของจะชำรุดระหว่างทาง ต้องแพคโดยมืออาชีพ สรุปคือราคาลดไม่ได้ บริษัทนี้ชือ North American อะไรนี่ละจำไม่ได้</p>
<p>จริงๆแล้วเรากับแฟนก็คือถอดใจแล้วว่าคงชิปของทั้งหมดกลับไทยไม่ไหวละ เพราะแพงมากมาย แล้วก็คิดว่าจะเก็บของส่วนใหญ่ไว้ใน Storage ก่อนซึ่งก็ตกเดือนละร้อยเหรียญอย่างต่ำ แล้วก็เอาขึ้นเครื่องบวกส่งทางอากาศเท่าที่ทำได้เฉพาะของจำเป็นจริงๆก่อน<br />
ใจเราจริงๆตอนนัี้นก็ไม่อยากให้เช่า Storage เพราะเสียดายเงินต้องจ่ายทุกเดือน เดือนละร้อยกว่า จริงๆก็คิดว่าตัดใจขายของทิ้งดีกว่าแต่แฟนไม่อยากขาย เราก็เข้าใจเพราะซื้อมาก็แพงขายไปก็เหมือนขายทิ้ง ยังใหม่ๆอยู่ด้วย</p>
<p>ตอนหลังเพื่อนคนไทยที่โน่นก็แนะนำว่าทำไมไม่ลองหาชิปปิ้งบริษัทคนไทยละ เราเองตอนแรกให้แฟนหาเขาก็หาแต่บริษัทฝรั่งคือเขา<br />
เสริชหาด้วยภาษาอังกฤษก็เจอแต่แพงๆอย่างที่บอก เราเลยมาเสริชเองโดยเสริชในเนตนี่ละแต่ใช้ภาษาไทย คราวนี้ก็เลยได้ชื่อบริษัทคนไทยที่เราส่งของทางเรือจากเมกากลับไปไทยมาสองสามที่ เนื่องจากตอนที่จะขนของกลับเรามาอยู่ที่ Sacramento ดังนั้นเราจึงเลือกบริษัททีอยู่ในแคลิฟอเนีย พยายามดูที่อยู่ในซานฟรานเพราะใกล้หน่อยแต่ไม่มี เลยลองโทรไปบริษัท<br />
ที่อยู่ในแอลเอ บริษัทนี้ชื่อ Saim International ก็โทรไปถามลายละเอียด ปรากฎว่าถ้าเราจะขนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆพวกตู้เตียงนี้เขาไม่รับนอกจากเราจะเหมาตู้คอนเทนเนอร์ทั้งตู้ถ้าอน่างนั้นได้ และถ้าขนของไม่เต็มตู้เราต้องขับรถเอาของไปส่งที่จุดรับคือที่แอลเอ ซึ่งมันไกลมากถ้าขับจากซาคราเมนโตก็หกชั่วโมงได้  แต่ถ้าเราเหมาตู้คอนเทนเนอร์เขาจะเอาตู้มาส่งถึงบ้านเลยคือมีรถลากตู้มาถึงที<br />
และกรณีเรามีเฟอร์นิเจอร์ใหญ่ๆยังไงก็ต้องเหมาตู้อยู่แล้ว เพราะเวลาชิปของถ้าไม่เต็ตู้เค้าจะมีขนาดกำหนดเลยว่าต้องกว้างยาวสูงเท่าไร ทั้งนี้ก็แล้วแต่สายเรือแล้วแต่บริษัทด้วย บางทีกลายเป็นว่าถ้าจะเอาพวกเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆกลับถ้าไม่เหมาตู้ราคาจะแพงกว่าด้วยซ้ำ และอย่างที่บอกเขาก็ไม่รับด้วยศ้ำไปเพราะขนาดอะไรต่างๆไม่ได้  สรุปก็เลยลองให้เค้าเสนอราคาเหมาตู้ขนาดตู้เล็กคือยี่สิบฟุต ปรากฎเค้าคิด 2400 รวมทุกอย่างคือตั้งแต่เอาตู้มาส่งหน้าบ้านจนถึงเรือไปถึงที่ด่านลาดกระบัง กรุงเทพ เรากับแฟนก็รู้สึกว่าราคามันโอเคมาก เพราะเมื่อเทียบกับเจ้าแรกที่เสนอมาตั้งเจ็ดพันกว่าเหรียญคือถูกกกว่ากันครึ่งๆเลย แต่ทั้งนี้ของบริษัทสยามอินเตอร์นี่เราจะต้องแพคของเองทุกอย่าง ดังนั้นถ้าของชำรุดก็คือความผิดเราเต็มๆ เขาไม่รับผิดชอบและก็ไม่มีประกันอะไรทัั้งสิ้น ซึ่งตรงนี้ตอนแรกเราก็เอแปลกๆไม๊นะ ก็เลยลองโทรไปถามเพื่อนที่เมืองไทยที่ทำชิปปิ้งอยู่ เขาบอกปกติเพราะพวกของในครัวเรือนที่เป็นของใช้แล้วปกติเขาจะไม่ประกันให้เพราะมันประเมินราคา มูลค่ากันยากสรุปก็เลยตกลงใจว่าจะชิปของทั้งหมดจากอเมริกากลับไทยทางเรือโดยเหมาตู้คอนเทนเนอร์ตู้เล็กไป เพราะดูแล้วถ้าทุกอย่างโอเคได้ของครบก็คุ้มค่าส่งแน่นอนเพราะของทุกอย่างรวมกันมันเกินกว่านั้นเยอะถ้าต้องซื้อใหม่ที่ไทย..จะเป็นยังไงต่อไป จะยุ่งยากอะไรขนาดไหน มาติดตามตอนต่อไปค่ะ<br />
<a href="http://www.thaiinamerica.com/2011/06/shipping-from-america-to-thailand/"><br />
อ่านชิปของกลับไทยตอนที่ 2</a><br />
<a href="http://www.thaiinamerica.com/2011/06/shipping-from-america-to-thai/">อ่านชิปของกลับไทยตอนที่ 3</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2011/06/shipping-from-america-to-thai/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกา ตอนที่ห้า</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2011/05/work-in-america-2/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2011/05/work-in-america-2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 01 May 2011 04:23:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เกี่ยวกับงาน]]></category>

		<category><![CDATA[america]]></category>

		<category><![CDATA[ทำงานร้านอาหาร]]></category>

		<category><![CDATA[ทำงานเสริฟ]]></category>

		<category><![CDATA[ทำงานในอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[ร้านอาหารไทย]]></category>

		<category><![CDATA[ร้านไทย]]></category>

		<category><![CDATA[อเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[Thai Restaurant]]></category>

		<category><![CDATA[U.S.A]]></category>

		<category><![CDATA[work in america]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=310</guid>
		<description><![CDATA[Cheap calls to Thailand

// &#8211;&#62;

ทำงานเสริฟในอเมริกาตอนที่ห้าแล้วค่ะ โอเคมาโม้ ไม่ใช่มาเล่าประสบการณ์ให้ฟังกันต่อ วันนี้มาว่าด้วยเรื่องถ้าอยากทำงานเสริฟในร้านอาหารไทยในอเมริกาต้องเตรียมตัวอะไรหรือเขาทำอะไรบ้าง ยากไม๊ ภาษาต้องได้ประมาณไหน รวมๆเอาเป็นว่าควรจะพูดและฟังได้ในระดับโอเค คือศัพท์ง่ายๆทั่วไปๆ ฟังเข้าใจว่าลูกค้าพูดะไร เพราะจริงๆถ้าไม่เคยมาอยู่ที่นี่มาก่อนมาแรกๆมักจะฟังคนที่นี่ไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะฝรั่งพูดภาษาอังกฤษกับคนไทยพูดมันต่างกัน ดังนั้นปกติหลายๆร้านถ้าแบบว่าเรามาใหม่
ภาษายังไม่ค่อยได้ เขาก็อาจรับแต่ว่าไม่ให้เรารับออเดอร์ คืออาจให่เป็นบัสคือเก็บโต๊ะ วางจาน เติมน้ำ เสริฟอาหารก่อน จนเริ่มชิน ซึ่งปกติแล้วถึงภาษาจะโอเคแต่ถ้าไม่เคยทำงานเสริฟมาก่อนเขาก็มักจะให้เป็นบัส หรือเป็นฟูดส์รันเนอร์ก่อนหรืออาจจะได้ทำงานในครัว แล้วพอเริ่มชินกับระบบ หน้าตาอาหาร การออกอาหารก็ค่อยๆขยับมารับออเดอร์
นอกจากนั้นปกติคนทำงานหน้าร้านคือคนเสริฟต้องรับโทรศัพท์ด้วย ทั้งโทรมาสั่งอาหาร โทรมาจองโต๊ะ โทรมาถามทาง สมัครงานอื่นๆ แน่นอนคุยโทรศัพท์ยิ่งยากกว่าคุยกันตัวเป็นแต่นั่นแหละถ้าเราจะทำเสริฟเราก็ต้องพูดคุย โต้ตอบกับลูกค้าทางโทรศัพท์ได้ อย่างที่เคยเล่าไปแล้วตอนเรามาอเมริกาใหม่สมัครงานตามร้านอาหารยากมาก เพราะซื่อบอกเขาไปตรงๆว่าไม่เคยทำงานเพิ่งมาได้สองอาทิตย์ เอาละถ้าเขาไม่ขาดคนจริงๆเขาไม่อยากรับหรอก เพราะหนึ่งเพิ่งมาภาษายังไม่น่าจะดี สองเพิ่งมาไม่เข้าใจวัฒนธรรมการกินอาหารของคนที่นี่มากนัก เพราะถึงแม้จะขายอาหารไทยแต่การเสริฟอะไรที่นี่ไม่เหมือนที่บ้านเรา นิสัยใจคอลูกค้าก็ต่างจากบ้านเรา ดังนั้นเวลาไปสมัครงานเจ้าของร้านมักจะชอบถามว่ามาอยู่อเมริกานานแค่ไหนแล้ว เพราะถ้ามานานหน่อยก็แปลว่าเขาใจวัฒนธรรม เข้าใจภาษามากขึ้น
เราเองบอกได้เลยมันเกี่ยวจริงๆ อยู่ไปเรื่อยได้ไปทานร้านอาหารที่นี่ทั้งร้านไทยและร้่านชาติอื่นๆเราจะอ๋อการบริการ การพูดคุยกับลูกค้า กาเสริฟ และอื่นๆของที่นี่เขาทำกันอย่างไร บอกได้เลยว่าไม่เหมือนบ้านเรา รายละเอียดค่อยมาบอกอีกทีและแน่นอนอยู่มานานภาษาย่อมน่าจะดีตามระยะเวลาที่อยู่ ฮ่าๆแต่ว่าอันนี้ไม่เสมอไปบางคนอยู่มานานมากแต่ยังไม่ไปถึงไหนก็เยอะทีเดียว
อีกอย่างที่ต้องเรียนรู้ถ้าจะทำงานร้านอาหารที่อเมริกาโดยเฉพาะเสริฟคือควรเรียนรู้เรื่องไวน์ อย่างน้อยๆเปิดไวน์ให้เป็นเรียนรู้ไวน์เด่นๆทั้งขาวทั้งแดง เพราะคนที่นี่นิยมสั่งไวน์โดยเฉพาะดินเนอร์ จริงๆถ้ายิ่งมีความรู้เรื่องบาเทนเดอร์ ผสมเหล้าได้ ทำค็อกเทลได้นี่สบายเลย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.kqzyfj.com/click-4320384-10772019" target="_top">Cheap calls to Thailand</a><img src="http://www.ftjcfx.com/image-4320384-10772019" width="1" height="1" border="0"/><br />
<script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7158311723822940";
/* 728x90, created 10/18/08 */
google_ad_slot = "1982738672";
google_ad_width = 650;
google_ad_height = 90;
//-->
// &#8211;&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script><br />
ทำงานเสริฟในอเมริกาตอนที่ห้าแล้วค่ะ โอเคมาโม้ ไม่ใช่มาเล่าประสบการณ์ให้ฟังกันต่อ วันนี้มาว่าด้วยเรื่องถ้าอยากทำงานเสริฟในร้านอาหารไทยในอเมริกาต้องเตรียมตัวอะไรหรือเขาทำอะไรบ้าง ยากไม๊ ภาษาต้องได้ประมาณไหน รวมๆเอาเป็นว่าควรจะพูดและฟังได้ในระดับโอเค คือศัพท์ง่ายๆทั่วไปๆ ฟังเข้าใจว่าลูกค้าพูดะไร เพราะจริงๆถ้าไม่เคยมาอยู่ที่นี่มาก่อนมาแรกๆมักจะฟังคนที่นี่ไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะฝรั่งพูดภาษาอังกฤษกับคนไทยพูดมันต่างกัน ดังนั้นปกติหลายๆร้านถ้าแบบว่าเรามาใหม่<br />
ภาษายังไม่ค่อยได้ เขาก็อาจรับแต่ว่าไม่ให้เรารับออเดอร์ คืออาจให่เป็นบัสคือเก็บโต๊ะ วางจาน เติมน้ำ เสริฟอาหารก่อน จนเริ่มชิน ซึ่งปกติแล้วถึงภาษาจะโอเคแต่ถ้าไม่เคยทำงานเสริฟมาก่อนเขาก็มักจะให้เป็นบัส หรือเป็นฟูดส์รันเนอร์ก่อนหรืออาจจะได้ทำงานในครัว แล้วพอเริ่มชินกับระบบ หน้าตาอาหาร การออกอาหารก็ค่อยๆขยับมารับออเดอร์</p>
<p>นอกจากนั้นปกติคนทำงานหน้าร้านคือคนเสริฟต้องรับโทรศัพท์ด้วย ทั้งโทรมาสั่งอาหาร โทรมาจองโต๊ะ โทรมาถามทาง สมัครงานอื่นๆ แน่นอนคุยโทรศัพท์ยิ่งยากกว่าคุยกันตัวเป็นแต่นั่นแหละถ้าเราจะทำเสริฟเราก็ต้องพูดคุย โต้ตอบกับลูกค้าทางโทรศัพท์ได้ อย่างที่เคยเล่าไปแล้วตอนเรามาอเมริกาใหม่สมัครงานตามร้านอาหารยากมาก เพราะซื่อบอกเขาไปตรงๆว่าไม่เคยทำงานเพิ่งมาได้สองอาทิตย์ เอาละถ้าเขาไม่ขาดคนจริงๆเขาไม่อยากรับหรอก เพราะหนึ่งเพิ่งมาภาษายังไม่น่าจะดี สองเพิ่งมาไม่เข้าใจวัฒนธรรมการกินอาหารของคนที่นี่มากนัก เพราะถึงแม้จะขายอาหารไทยแต่การเสริฟอะไรที่นี่ไม่เหมือนที่บ้านเรา นิสัยใจคอลูกค้าก็ต่างจากบ้านเรา ดังนั้นเวลาไปสมัครงานเจ้าของร้านมักจะชอบถามว่ามาอยู่อเมริกานานแค่ไหนแล้ว เพราะถ้ามานานหน่อยก็แปลว่าเขาใจวัฒนธรรม เข้าใจภาษามากขึ้น<br />
เราเองบอกได้เลยมันเกี่ยวจริงๆ อยู่ไปเรื่อยได้ไปทานร้านอาหารที่นี่ทั้งร้านไทยและร้่านชาติอื่นๆเราจะอ๋อการบริการ การพูดคุยกับลูกค้า กาเสริฟ และอื่นๆของที่นี่เขาทำกันอย่างไร บอกได้เลยว่าไม่เหมือนบ้านเรา รายละเอียดค่อยมาบอกอีกทีและแน่นอนอยู่มานานภาษาย่อมน่าจะดีตามระยะเวลาที่อยู่ ฮ่าๆแต่ว่าอันนี้ไม่เสมอไปบางคนอยู่มานานมากแต่ยังไม่ไปถึงไหนก็เยอะทีเดียว</p>
<p>อีกอย่างที่ต้องเรียนรู้ถ้าจะทำงานร้านอาหารที่อเมริกาโดยเฉพาะเสริฟคือควรเรียนรู้เรื่องไวน์ อย่างน้อยๆเปิดไวน์ให้เป็นเรียนรู้ไวน์เด่นๆทั้งขาวทั้งแดง เพราะคนที่นี่นิยมสั่งไวน์โดยเฉพาะดินเนอร์ จริงๆถ้ายิ่งมีความรู้เรื่องบาเทนเดอร์ ผสมเหล้าได้ ทำค็อกเทลได้นี่สบายเลย เพราะงานบาร์เทนเดอร์มีความต้องการและรายได้ดี แต่ว่าต้องภาษาอังกฤษดีๆด้วย เพราะต้องคุยกับลูกค้าเก่งหน่อยถ้าจะเป็นบาร์เทนเดอร์หรุ่ง โอเคแน่นอนเวลาไปสมัครงานเค้าก็มักจะถามแน่ๆว่าเคยทำงานร้านอาหารมาไม๊ถ้าเคยก็จะหางานได้ง่ายเพราะเขาขี้เกียจฝึกคน แต่ถ้าร้านเขาขาดคนเขาก็รับและฝึกเอา ทั้งนี้เขาก็ดูหน่วยก้่านอะไรต่างๆประกอบด้วยอายุก็สำคัญมาก บางคนคิดว่าโอ้ยอเมริกาเค้าไม่มาสนใจเรื่องอายุ แต่นี่มันงานร้านไทยค่ะ  ส่วนมากเขาก็ไม่อยากได้คนอายุเยอะ แต่แน่นอนหลายๆที่เขาก็มีคนอายุเยอะทำเสริฟกันเยอะ แต่ส่วนมากคือเขาทำมาตั้งแต่อายุไม่มาก บางคนเขาทำกันนานๆเป็นสิบปี<br />
หรือบางคนอายุมากๆอาจจะสี่สิบขึ้นแต่เขาได้งานเพราะรู้จักมีคนฝากงานหรือโชคดีแบบร้านหาคนไม่ได้จริงๆ แต่งานในครัวจะอีกอย่างอายุเยอะๆกันซะส่วนมาก แหมนะคนเสริฟเขาก็อยากได้เด็กๆมากกว่า เพราะงานมันต้องทำอะไรเร็ว แล้วมันก็อาจจะนะช่วยดึงดูดลูกค้าด้วยอะ เท่าที่เราทำมาเราเองก็ไม่เด็กสามสิบกว่า เราบอกตรงๆงานเสริฟมันไม่ค่อยเหมาะถ้าเราอายุเยอะๆแล้วเพราะมันต้องยืนนานๆ คือถ้ายุ่งแทบไม่ได้นั่ง ทั้งเดิน ทั้งยก คือมันใช้กายภาพมาก แล้วการยืนเดินต่อกันหลายๆชั่วโมงมันไม่เป็นนั้นไม่ดีต่อหลังหลายๆคนที่ทำงานแบบนี้มักปวดหลัง บางคนเขาจะใส่รองเท้าพวกซัพพอร์ตก็ช่วยได้อยู่ แต่นะระยะยาวไม่ดีแน่ๆ แล้วมันไม่ใช่เดินอย่างเดียวต้องยกของหนักๆ บางทีแก้วเป็นลังๆ ยกหลายๆรอบ ไหนจะต้องกวาด ถู อีก คือมันหนักพอควร เราเองก็ไม่ค่อยชอบหรอกให้ทำเต็มที่ปีหนึ่งก็เกินพอแล้ว ฮ่าๆเอาจริงๆทำไปห้าเดือนเองพอแล้วกลับมาทำงานอย่างที่เคยๆที่เมืองไทยดีกว่า แก่แล้วสังขารไม่ไหว</p>
<p>บางคนมีกรีนการ์ดก็คิดว่าจะทำให้ร้านอยากรับมากขึ้น เอาจริงๆแล้วนะร้านไทยเขาไม่ค่อยแคร์เรื่องมีหรือไม่มีกรีนการ์ดเท่าไร นอกจากร้านดังๆ ใหญ่เขาจะรับแต่คนที่ทำงานอย่างถูกต้อง<br />
แต่ร้านทั่วๆไปเขาไม่ค่อยแคร์ เขาแคร์ว่ามีประสบการณ์รึไม่มากกว่าแล้วก็ดูบุคลิกอะไรต่างๆด้วย เพราะจริงๆคนชาติอื่นๆที่เขาเป็นซิติฌว่นด้วยซ้ำ อันนี้โดยเฉพาะเมืองที่เราทำมีคนลาว คนม้ง<br />
คนเวียดนาม เยอะแยะ แล้วส่วนมากพวกนี้เกิดที่นี่ด้วยซ้า คือเป็นซิติเซ่นพูดภาษาอังกฤษเพราะมันเกิดที่นี่ ก็มาเสริฟร้านอาหารไทยกันเยอะแยะ ดันั้นถ้าคิดว่าโอ้ยฉันมีกรีนการ์ดแล้วเขาจะตื่นเต้นรับนั้นก็ไม่ใช่เสมอไปสำหรับเราอย่างที่บอกสมัครงานตอนมาใหม่ๆยากมาก แต่รอบที่สองนี้ง่ายเพราะเวลาสมัครก็บอกเลยว่าเคยทำมาแล้ว ซึ่งก็จริงแต่ว่า อิอิทำแค่สามเดือนเอง นั่นแหละก็ถือว่ามีประสบการณ์ สองภาษาโอเคแน่ๆอยู่มาสามปี จบโทที่นี่อีกอย่างอายุสามสิบกว่า แต่ว่าหน้าเด็กค่ะ เอ้าไม่ได้ชมตัวเองนะ เพราะมีแต่คนคิดว่าเรายี่สิบกว่าๆทั้งนั้น เพราะไม่อ้วนละมั้งเลยดูไม่แก่ สมัครรอบสองเลยแบบว่าได้ง่ายๆเลย ได้หลายร้านด้วยสิ แต่สุดท้ายก็ทำร้านเดียว</p>
<p>อีกอย่างลูกค้าที่นี่เวลาสั่งอาหารไทยชอบสั่งเป็นหมายเลข เพราะเขาแบบว่าไม่คุ้นกับชื่ออาหารไทยก็กลัวจะอ่านออกเสียงผิด ก็เลยจะแบบเอาเบอร์หนึ่งสอง สาม สี่ดังนั้นถ้าจำรายการในเมนูได้ว่าอะไรเบอร์หนึ่ง เบอร์สิบ อะไรงี้จะง่ายในการทำงาน เราเองจำได้บ้าง แต่ทั้งหมดไม่ได้เวลารับออเดอร์จะแนบโบวชัวรายการอาหารไว้ในโฟลเดอร์เล็กเวลาลูกค้าสั่งเบอร์เราก็จดได้ลูกรายการ แล้วจะบอกว่าลูกค้าร้อยละแปดสิบสั่งเบอร์ทั้งนั้น มันง่ายสำหรับเขา </p>
<p>สำหรับร้านที่เราทำอย่างที่บอกร้านไม่ได้ขายดีมากดังนั้นคนเสริฟก็จะทำมันทุกอย่าง คือพาลูกค้าไปโต๊ะ เสริฟน้ำ รับออเดอร์ เก็บจาน จัดโต๊ะ เก็บเงิน รับโทรศัพท์แพคอาหารใส่กล่อง ตรวจตราของว่าครบไม๊ เติมของพวกกล่องกลับบ้าน เครื่องปรุง ชงชากาแฟ หันมะนาวที่ใส่ในน้ำ กวาด ถู ดูแลความสะอาดทั่วๆไปหน้าร้านเช็ดกระจก ปัดฝุ่น อ้อพับผ้าเช็ดปาก ฮ่าๆที่สำคัญไหว้พระถวายน้ำ อาหารพระเจ้าที่อีกด้วย เย็นกวาด ถู เก็บของเข้าตู้เย็น ปิดบัญชี แบ่งทิป จิปาถะ แต่ถ้าไปร้านใหญ่ๆ<br />
ขายีเขาจะมีคนเสริฟ มีบัส มีรันเนอร์ มีโฮส มีแคชเชีย์ ผู้จัดการ อะไรก็ว่าไป ขึ้นกับระบบของแต่ละร้าน การทำงานเสริฟต้องทำอะไรเร็วๆ อย่าช้า เพราะถึงลูกค้าจะน้อยก็ทำอะไรให้เร็ว ไม่มีลูกค้าก็อย่ายืนหรือนั่งเล่นเฉยๆ หาอะไรทำ เช่น เช็ดโน่น เช็ดนี่ เช็คของอะไรขาดไม๊ เบีย์ในตู้เย็นเต็มไม๊ โดยเฉพาะช่วงทำงานใหม่ๆสำคัญมากๆเพราะถ้าเราแบบเฉื่อยๆไม่สนใจอะไร ไม่ทำงานนอกเหนือหน้าที่บ้าง เจ้าของไม่ชอบ เพืื่อนร่วมงานก็ไม่ชอบ ดังนั้นช่วงแรกๆและจริงๆตลอดไปก็ดีพยายามทำอะไรให้มีประโยชน์ดูแลความเรียบร้อยของร้าน จานวางสวยไม๊ จาน แก้วที่วางสะอาดไม๊ เก้าวางเรียบร้อยไม๊ เพราะมีพอสมควรที่แบบเจ้าของไม่ให้ทำต่อเพราะดูแล้วไม่ค่อยเวิร์ค   พิมพ์จนเมื่อยมื่อแล้ววันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกันเนอะ</p>
<p><a href="http://www.thaiinamerica.com/2011/04/story-from-thai-restaurant-in-us/">เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 1</a></p>
<p><a href="http://www.thaiinamerica.com/2011/04/ทำงานในอเมริก/">เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 2</a></p>
<p>เ<a href="http://www.thaiinamerica.com/2011/04/thai-restaurant-in-california/">รื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 3</a></p>
<p><a href="http://www.thaiinamerica.com/2011/04/work-in-america/">เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 4</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2011/05/work-in-america-2/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกา ตอนที่สี่</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2011/04/work-in-america/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2011/04/work-in-america/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Apr 2011 04:20:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เกี่ยวกับงาน]]></category>

		<category><![CDATA[ทำงานร้านอาหาร]]></category>

		<category><![CDATA[ทำงานในอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[ร้านอาหารไทย]]></category>

		<category><![CDATA[หางานในอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[เสริฟในอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[Thai Restaurant]]></category>

		<category><![CDATA[thai restaurant in usa]]></category>

		<category><![CDATA[thai waiter]]></category>

		<category><![CDATA[thai waitress]]></category>

		<category><![CDATA[work in america]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=309</guid>
		<description><![CDATA[Cheap calls to Thailand

// &#8211;&#62;

มาเล่าเรื่องการการทำงานในร้านอาหารไทยในอเมริกากันต่อโดยวันนี้จะขอเมาท์ลุกค้าให้ฟังบ้าง แน่นอนในความคิดของฝรั่งหรือคนชาติอื่นๆเวลาคิดถึงอาหารไทยจะคิดถึงความเผ็ด อาหารรสจัด รวมทั้งเป็นอาหารที่แบบว่า healthy คือไม่เหมือนอาหารฝรั่งที่แบบเนื้อ นม มันเยอะๆ คนจะมองว่าอาหารไทยจะดีต่อสุขภาพแบบสมุนไพรเยอะผักเยอะดังนั้นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่ชอบมาทานอาหารไทยจะเป็นพวกที่ค่อนข้างจะชอบอาหารรสเผ็ด และอีกกลุ่มคือกลุ่มที่รักษาสุขภาพคือพวกนี้ส่วนมากจะไม่ทานเนื้อสัตว์ ตรงนี้บอกได้เลยว่า
ตอนนี้คนอเมริกันเยอะมากๆที่มาทานอาหารไทยแล้วจะแบบไม่เอาเนื้อ ผักกับเต้าหู้ ข้าวก็ต้องข้าวกล้อง เยอะมากๆและนี่ก็เป็นที่มาของลูกค้าบางคนที่ปัญหาเยอะเอามากๆ กว่าจะสั่งได้หรือเสร็จนี่เสียเวลานานมาก ที่ต้องพูดว่าเสียเวลาเพราะเราต้องดูแลลูกค้าโต๊ะอื่นๆด้วย แต่บางทีเสียเวลามากเกินไปกับลูกค้าที่ปัญหาเยอะ แต่สว่นมากเราจะม่ได้รำคาญหรืออะไรมาก ถ้าแบบปัญหาเยอะ
แต่ว่าพูดจาดี แต่มันก็จะมีบางจำพวกที่ปัญหาเยอะมาก แล้วขี้โมโห โกรธ ดูถูก ทั้งๆที่ตัวเองนั่นแหละกินยากปัญหามาก พอไม่ได้ดังใจก็พูดจาไม่ไดีเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง
ปกติการดูแลหรือเทคออเดอร์ของลูกค้าที่โต๊ะใหญ่ๆจะยากและใช้เวลาเยอะ ปัญหาเยอะกว่าดูแลโต๊ะที่มากันสองคนสามคนเยอะมาก คือดูแลลูกค้าโต๊ะสองคนสามโต๊ะจะเร็วและง่ายกว่าต้องดูแลโต๊ะหกคนเจ็ดคนมาก มีวันหนึ่งมีโต๊ะแปดคนเข้ามาเราก็ดูแลพอดี แปดคนก็วุ่นวายมากอยู่แล้ว ดั๊นมีผู้หญิงคนหนึ่งในโต๊ะที่แบบเรื่องมากแล้วก็ร้ายสุดๆ คือคนอื่นเค้าก็สั่งตรงไปตรงมา เอาอะไรไม่เอาอะไรก็บอกมา แม่คนนี้มาถึงบอกว่าเธอไม่กินอะไรที่มี gluten แล้วจริงๆไอ้ glutenคือมันแบบว่ากว้างมากและไม่ชัดว่า
อะไรบ้างแน่ๆที่มีหรือไม่มีส่วนผสมของไอ้กลูตินเนี่ย แต่ที่อเมริกาคืออาหารบางอย่างที่ซื้อตามซุปเปอร์พวกกล่องๆบางทีเขาจะระบุว่า gluten free ซึ่งเอาจริงๆฝรั่งบางคนก็ไม่รู้แน่ๆว่าอะไรบ้างที่มีกลูติน เอาละแม่คนนี้ก็บอกฉันไม่กินกลูติน แล้วก็ถามว่ามีเมนูไหนบ้างที่ไม่มีกลูติน โอแม่คุณนี่มันร้านอาหารไทยนะจ๊ะไม่ใช่อาหารกล่อง เราก็เลยบอกว่าเอางี้บอกมาเป็นส่วนผสมเลยดีกว่าไม๊
ว่าอะไรที่ทานไม่ได้ โอโหที่นี่แม่มองหน้าแบบกวนทรีนและดูถูกสุดๆแล้วถามว่า  Do you speak English? คือตั้งแต่แรกหน้าชีก็บอกบุญไม่รับคือหน้าตาแบบเลิศเชิดหยิ่ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.kqzyfj.com/click-4320384-10772019" target="_top">Cheap calls to Thailand</a><img src="http://www.ftjcfx.com/image-4320384-10772019" width="1" height="1" border="0"/><br />
<script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7158311723822940";
/* 728x90, created 10/18/08 */
google_ad_slot = "1982738672";
google_ad_width = 650;
google_ad_height = 90;
//-->
// &#8211;&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script></p>
<p>มาเล่าเรื่องการการทำงานในร้านอาหารไทยในอเมริกากันต่อโดยวันนี้จะขอเมาท์ลุกค้าให้ฟังบ้าง แน่นอนในความคิดของฝรั่งหรือคนชาติอื่นๆเวลาคิดถึงอาหารไทยจะคิดถึงความเผ็ด อาหารรสจัด รวมทั้งเป็นอาหารที่แบบว่า healthy คือไม่เหมือนอาหารฝรั่งที่แบบเนื้อ นม มันเยอะๆ คนจะมองว่าอาหารไทยจะดีต่อสุขภาพแบบสมุนไพรเยอะผักเยอะดังนั้นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่ชอบมาทานอาหารไทยจะเป็นพวกที่ค่อนข้างจะชอบอาหารรสเผ็ด และอีกกลุ่มคือกลุ่มที่รักษาสุขภาพคือพวกนี้ส่วนมากจะไม่ทานเนื้อสัตว์ ตรงนี้บอกได้เลยว่า<br />
ตอนนี้คนอเมริกันเยอะมากๆที่มาทานอาหารไทยแล้วจะแบบไม่เอาเนื้อ ผักกับเต้าหู้ ข้าวก็ต้องข้าวกล้อง เยอะมากๆและนี่ก็เป็นที่มาของลูกค้าบางคนที่ปัญหาเยอะเอามากๆ กว่าจะสั่งได้หรือเสร็จนี่เสียเวลานานมาก ที่ต้องพูดว่าเสียเวลาเพราะเราต้องดูแลลูกค้าโต๊ะอื่นๆด้วย แต่บางทีเสียเวลามากเกินไปกับลูกค้าที่ปัญหาเยอะ แต่สว่นมากเราจะม่ได้รำคาญหรืออะไรมาก ถ้าแบบปัญหาเยอะ<br />
แต่ว่าพูดจาดี แต่มันก็จะมีบางจำพวกที่ปัญหาเยอะมาก แล้วขี้โมโห โกรธ ดูถูก ทั้งๆที่ตัวเองนั่นแหละกินยากปัญหามาก พอไม่ได้ดังใจก็พูดจาไม่ไดีเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง</p>
<p>ปกติการดูแลหรือเทคออเดอร์ของลูกค้าที่โต๊ะใหญ่ๆจะยากและใช้เวลาเยอะ ปัญหาเยอะกว่าดูแลโต๊ะที่มากันสองคนสามคนเยอะมาก คือดูแลลูกค้าโต๊ะสองคนสามโต๊ะจะเร็วและง่ายกว่าต้องดูแลโต๊ะหกคนเจ็ดคนมาก มีวันหนึ่งมีโต๊ะแปดคนเข้ามาเราก็ดูแลพอดี แปดคนก็วุ่นวายมากอยู่แล้ว ดั๊นมีผู้หญิงคนหนึ่งในโต๊ะที่แบบเรื่องมากแล้วก็ร้ายสุดๆ คือคนอื่นเค้าก็สั่งตรงไปตรงมา เอาอะไรไม่เอาอะไรก็บอกมา แม่คนนี้มาถึงบอกว่าเธอไม่กินอะไรที่มี gluten แล้วจริงๆไอ้ glutenคือมันแบบว่ากว้างมากและไม่ชัดว่า<br />
อะไรบ้างแน่ๆที่มีหรือไม่มีส่วนผสมของไอ้กลูตินเนี่ย แต่ที่อเมริกาคืออาหารบางอย่างที่ซื้อตามซุปเปอร์พวกกล่องๆบางทีเขาจะระบุว่า gluten free ซึ่งเอาจริงๆฝรั่งบางคนก็ไม่รู้แน่ๆว่าอะไรบ้างที่มีกลูติน เอาละแม่คนนี้ก็บอกฉันไม่กินกลูติน แล้วก็ถามว่ามีเมนูไหนบ้างที่ไม่มีกลูติน โอแม่คุณนี่มันร้านอาหารไทยนะจ๊ะไม่ใช่อาหารกล่อง เราก็เลยบอกว่าเอางี้บอกมาเป็นส่วนผสมเลยดีกว่าไม๊<br />
ว่าอะไรที่ทานไม่ได้ โอโหที่นี่แม่มองหน้าแบบกวนทรีนและดูถูกสุดๆแล้วถามว่า  Do you speak English? คือตั้งแต่แรกหน้าชีก็บอกบุญไม่รับคือหน้าตาแบบเลิศเชิดหยิ่ง ดูถูกคนตั้งแต่แรกแล้วละเราก็ไม่พูดอะไร เอ้าถ้ากรูไม่พูดภาษาไทยกับมรึงคงจะรู้เรื่องมั้ง เพื่อนในโต๊ะมันก็แบบงงว่าอีนี้อะไรนักหนา ลืมบอกลูกค้าคนตนนี้แบบฝรั่งคนขาวนี่ละ อายุน่าประมาณสี่สิบ ดูเนี้ยบๆ แต่งหน้าจัดๆคอแข็งๆชีก็บอกฉันไม่กินอะไรที่เป็น Soy sauce แล้วก็อะไรที่มีส่วนผสมของดอกไม้ เราก็บอกพวกแกงอะไรไม๊ละค่ะ เพราะแกงไม่มี soy sauce ชีต่อไม่ละฉันไม่ชอบเคอรี่มีอย่างอื่นไม๊ ต้มยำไม๊ค่ะ ไม่ต้มยำฉันก็ไม่ชอบ ผัดไทยไม๊ค่ะ เบื่อไม่ละ โอโหนึกในใจไปกินบ้านมรึงไป๊อีบ้า อยู่ดีๆมันก็บอกเอาอันนี้ คือกุ้งผัดพริกเผา ก็สั่งเราก็ไปเช็คกลับในครัวว่าตกลงจานนี้มันมีส่วนผสมของซอสถั่วเหลืองไม๊<br />
จริงๆคนในครัวเค้าก็ไม่แน่ใจหรอก น้องในครัวก็ดูี่ขวดพริกเผาบอกพี่ๆ มันบอกมีส่วนผสมถั่วเหลืองอะ โอเคเราก็ไปบอกชีว่าจานนี้มีส่วนผสมของซอสถั่วเหลือง คราวนี้มันแบบว่าหน้าเป็นตรีนเลย แล้วก็สบถ shit something wrong with this restaurant.<br />
เรานึกในใจไม่หรอกมรึงแหละที่มีปัญหา หน้าตาก็ดีทำไมหยาบคายจังวะ ต้องขอโทษด้วยที่เขียนถึงลูกค้าแบบไม่สุภาพนักแต่ต้องบอกว่าวันที่โดนวันนั้นนะโกรธมาก แต่ต่อหน้ามันเราก็ไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรหรือทำหน้าปกติ แต่ในใจนี่โหไม่อยากจะมองหน้ามันเล้ย<br />
แล้วชีก็บอกขอเมนูมาดูอีกที เราก็เอามาให้แล้วก็ท้ิ่วงให้เขาได้เลือก กลับไปใหม่ มันหน้าหงิก เราก็พยายามช่วยเลือกก็จะเปิดเมนูให้ดู มันก็แบบตะคอกไม่ดงไม่ดูแล้ว อะไรกันวะก็มรึงขอเมนูไปดู เอาผัดไท แล้วก็ด่าอีก shit shit shit<br />
โอเคก็ไปเพิ่มรายการมัน เพราะคนอื่นๆในโต๊ะนะเขาสั่งเจกันไปแล้ว ที่นี้อาหารคนอื่นก็ออกก่อน เพราะเขาสั่งไปนานแล้ว ตัวมีปัญหากว่าจะสั่งได้ทีหลังที่นี่โอโหด่าค่ะ this restaurant bad shit fu.k คือมันไม่ได้ด่าต่อหน้าเราตรงทำแบบพูดลอยๆ โอโหบอกตรงๆไม่เคยเจอลูกค้าแบบนี้มาก่อนเล้ย ดูหน้าตาก็น่าจะมีการศึกษา มีงานทำดีๆ ทำไมร้ายนักก็ไม่รู้ แต่อย่างว่านะ เรามันก็คนไทย ทำงานเสริฟ เขาก็คงจะดูถูกว่าเรามันกระจอก โง่เป็นธรรมดา โถๆจริงๆไทยที่มาเสริฟนะอาจมีการศึกษาสูงกว่า ขับรถแพงกว่าคุณป้าก้ได้นะค่ะ วันนั้นเซ็งจิตมาก มานั่งคิดเอทำไมต้องมาโดนคนแบบนี้ดูถูกด้วยวะ มีปริญญาโทสองใบ ไม่ต้องมาทำงานก็มีเงินกิน<br />
อยู่เมืองไทยก็มีงานดีๆทำ ทำไมต้องมาอยู่ในสถานการณ์ให้เขาจิกด่าด้วย วันนั้นกลับบ้านก็เล่าให้แฟนฟัง แฟนบอกมีคนอย่างนี้ด้วยเหรอ เขาถามเป็นคนแบบไหน เราบอกฝรั่งหน้าตา แต่งตัวก็ดูดีนะ เขาบอกไม่ต้องทำแล้ว โหถามว่าพูดภาษาอังกฤษได้รึป่าวนี่แรงมากนะเขาโกรธแทนเรา เราก็เออไม่ชอบก็โกรธนะ แต่ว่าก็ดีกว่าอยู่บ้านว่างๆ คนดีๆก็เยอะกว่าคนไม่ดี ก็เพิ่งมาเจอคนนี้ละที่ร้ายมาก แฟนบอกเขาเป็นฝรั่ง gluten เอาจริงๆเขาก็ไม่แน่ใจว่าตกลงมันคืออะไรจริงๆมันคืออะไรที่เป็น wheat ซึ่งจริงๆผสมในอาหารหลายๆอย่างมากๆ ซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจ แต่กระแสตอนนี้คนบ้าเรื่องสุขภาพมันบ้ามันกลัวกันเวอร์ แล้วที่นี้คุณมาทานอาหารนอกบ้านมันยากมากที่จะบอกว่ามีหรือไม่มีเพราะส่วนผสมเล็กๆน้อยๆ ทั้งจากซอสต่างๆมันอาจจะมี อือก็นี่ละถ้าใครคิดว่าคนอเมริกันเขาไม่ดูถูกเรื่องอาชีพ คนทำงานอาชีพอะไรก็เหมือนกัน ขอบอกว่าไม่จริงๆคนชาติไหนมันก็แบ่งมันก็ดูถูก คนมีสูงมีต่ำ มีเกรดทั้งนั้นละ ไม่ต่างจากคนไทยหรอก เพียงแต่เราทำงานของเราฝรั่ง่มากเขาก็จะโอภาปราศัยตามแบบเขาไปตามเรื่อง</p>
<p>โอเคมาเล่าเรื่องรายที่สองบ้างรายนี้ก็แบบว่ากินยาก มาถึงก็บอกเออช่วยแนะนำหน่อย เขากินยากคือเนื้อสัตว์ไม่กินเลย กะทิไม่กิน อะไรที่มีส่วนผสมของน้ำมันก็ไม่ได้น้ำปลาก็ไม่ได้ ถั่วก็ไม่ได้ ไข่ นม ไม่ได้ เราก็อ้ึงนึกไม่ออกไปแป๊ปนึ่ง ตายแล้วจะกินอะไรได้เนี่ย สรุปก็เลยแนะนำให้กินปอเปี้ยะสด Fresh Rolls ที่นี่แล้วก็แบบว่าไม่ใส่ซอส คือเอาแบบแป้งห่อผักรวมๆแค่นั้น แล้วก็ข้าวกล้อง เธอก็กินแค่นั้นจริงๆ แต่คนนี้เขาดีคือโอเคเค้าทานยากแต่ว่าพูดจาดี คือเขารู้ตัวว่าเขากินยาก คือมันไม่ใช่ร้านเราผิด<br />
เขาจะแบบขอโทษ ขอบคุณที่เราเขาใจแล้วก็ช่วยเขาเลือก พอทานเสร็จเราก็คุยกับเขาถามว่าแล้วอย่างนี้ปกติทานอะไร เพราะทานอาหารนอกบ้านมันยาก เขาบอกใช่ยากมากๆเลยดังนั้นปกติเขาจะต้มผักกินที่บ้านเป็นหลักเลย นั่นคืออาหารประจำ เล่า่อว่าเมื่อก่อนเธออ้วนมาก สุขภาพไม่ค่อยดี หลังจากทานแต่ผักต้มแบบนี้ก็ผอมอย่างที่เห็นแล้วสุขภาพก็ดีขึ้นด้วย ซึ่งเราว่าโอเคก็ดีเนอะ<br />
แต่ให้เราทำคงไม่ไหว ชีวิตกินแต่ผักต้มทุกวัน ผัด ทอดอะไรก็ไม่ได้ น่าเบื่อตายเลย แต่เขาทำได้เราก็นับถือในความตั้งใจและอดทนจริงๆ เพราะใช้ชีวิตกินอยู่แบบนี้มันยากจังเลย</p>
<p>ที่เล่ามาเป็นแค่เรื่องราวบางส่วนที่เจอแล้วก็จำได้ ไอ้การทำงานบริการนี่มันต้องใจเย็นและอดทนพอสมควรเพราะลูกค้านั้นหลากหลายจริงๆ แต่เราว่าข้อดีอย่างหนึ่งในการบริการลูกค้าที่พูดคนละภาษากับเราก็คือ<br />
เวลาเรานินทาเขา บ่นหรือว่ายังไงเขาก็ไม่เข้าใจ อิอิอย่างน้อยก็ยังได้บ่นๆ ด่าๆดังๆแบบไม่ต้องเกรงใจใครละว้า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2011/04/work-in-america/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกา ตอนที่ 3</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2011/04/thai-restaurant-in-california/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2011/04/thai-restaurant-in-california/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 21 Apr 2011 00:20:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เกี่ยวกับงาน]]></category>

		<category><![CDATA[คนไทยในต่างแดน]]></category>

		<category><![CDATA[ซาคราเมนโต]]></category>

		<category><![CDATA[ซานฟรานซิสโก]]></category>

		<category><![CDATA[ทำงานในอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[ทิป]]></category>

		<category><![CDATA[ร้านอาหารไทย]]></category>

		<category><![CDATA[ร้านอาหารไทยในซาคร]]></category>

		<category><![CDATA[ร้านอาหารไทยในซานฟ]]></category>

		<category><![CDATA[ร้านไทยในอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[หางานในเอมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[หางานในแคลิฟอเนีย]]></category>

		<category><![CDATA[อเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[เสริฟในร้านอาหารไท]]></category>

		<category><![CDATA[เสริฟในอเมริกา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=308</guid>
		<description><![CDATA[มาเล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตการทำงานในร้านอาหารไทยในอเมริกากันต่อ สำหรับพนักงานเสริฟแน่นอนต้องเจอลูกค้ามากหน้าหลายตากันทุกวันวันนี้เลยขอมาเมาท์เรื่องเกี่ยวกับลูกค้ากันบาง ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าลูกค้าในร้านอาหารไทยในอเมริกากับลูกค้าคนไทยอย่างเราในเมืองไทยนั้นพฤติกรรมต่างกันในหลายๆเรื่อง ที่อเมริกาโดยเฉพาะในแคลิฟอเนียเองนี่ด้วยความที่มีหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายวัฒนธรรมมาก หลากหลายที่มาที่ไปคือมีทั้งฝรั่งที่เป็นคนอเมริกันคือฝรั่งที่เกิดที่นี่ โตที่นี่ มีทั้งคนเอเชียซึ่งเอเชียเองก็หลากหลายมากๆ ทั้งจีน เกาหลี ลาว เวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรือลากไปชนกลุ่มน้อยๆ เช่น ม้ง เมี้ยน มากมาย
ไหนจะแขกอีกทั้งแขกอินเดีย แขกซิกส์ แขกตะวันออกกลาง คือทั้งแขกฮินดู ทั้งแขกมุสลิม ไหนจะคนจากทางยุโรปทั้งตะวันตก ตะวันออก แล้วไหนจะคนดำอีกละ ต้องบอกอีกครั้งว่าที่ต้องเขียนแยกเชื้อชาติ สีผิว ออกมานี่ไม่ใช่จะเป็นการเยียดผิดหรือดูถูกดูแคลนเชื้อชาติแต่อย่างไร เพราะเราเองก็เอเชียเป็นแค่เด็กเสริฟต่ำต้อยไหนเลยจะมีสิทธิไปดูถูกดูแคลนใครเขาได้ เขาจะดูถูกเราซะมากกว่า แต่ที่ต้องพูดแยกเชื้อชาตินั้นเพราะพฤติกรรมรวมๆของลูกค้าแต่ละกลุ่มมีอะไรต่างกันให้เห็น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเราที่เห็น
อันนี้คือพนักงานเสริฟรวมๆเค้าก็พูดแบบเดียวกัน
เรื่องที่เห็นกันชัดๆถึงความต่างแน่นอนต้องเป็นเรื่องการให้ทิป แหมๆก็นะค่ะออาชีพเสริฟในร้านอาหารไทยในอเมริกานะค่าแรงไม่ได้เยอะนี่ค่ะ จะหมู่จะจ่าก็วัดกันที่ทิปนี่แหละนะจะไม่ให้พวกเราให้ความสำคัญได้อย่างไร อย่างที่บอกว่าปกติมาตรฐานการให้ทิปที่อเมริกาคือสิบห้าเปอร์เซ็น แต่ในความเป็นจริงๆนั้นไม่ใช่ทุกโต๊ะจะให้ในเรทนี้กันหมดเพราะไอ้ที่ไม่ให้นั้นเยอะทีเดียว ที่เป็นที่ลำลือและร้องยี้หรือพอเห็นเดินเข้าร้านมาแล้วก็ไม่ต้องหวังว่าจะให้ทิปดีๆมีดังต่อไปนี้ ขอเริ่มที่แขกก่อนเลยโดยเฉพาะแขกออกแนวอินเดีย
คือจริงๆอาจปากีหรืออื่นๆแต่คือหน้าแบบอินเดียคืออาบังที่ชอบกินแกงเผ็ดๆนี่แหละ ไม่ต้องหวังมาก ตั้งอต่เรามาทำใหม่ๆแล้วคนที่เขาทำงานกันมานานๆจะบอกโอ้ยพวกอาบังนี่ขี้เหนียวมากไม่ต้องหวังเลย แล้วพอมาเจอกับตัวก็จริงแฮะ คือต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ทุกคนแต่เอาเป็นว่า 90% ของที่เจอง้ั้นจริงๆ คือพวกนี้ส่วนมากหน้าที่การงานดี แต่งตัวดีทำงานออฟฟิต
มาบางทีสองคนสามีภรรยา สั่งแกงถ้วยเดียวแต่ว่าอัดข้าวสามสี่ออเดอร์ คือเน้นข้าว น้ำดื่มไม่มีสั่ง ให้น้ำเปล่าก็กินน้ำเปล่านี่ละไม่มีทางสั่งน้ำอะไรอย่างอื่นให้เปลือง อิ่มกลับบ้านแค่สิบเหรียญกว่าๆ
ส่วนมากให้ทิปคือเศษเงินทอนเศษเหรียญไม่ถึงเหรียญนึง บางคนไม่ให้เลย ใจดีหน่อยอาจทิ้งไว้ให้เหรียญนึง แล้วที่เจอส่วนมากกินสกปรกคือแกงอะไรงี้แบบหกเลอะเทอะมากๆ บวกที่เจอแขกจะเรื่องมากแบบว่าเสริฟน้ำให้ฟรีก็ขอใหม่ไม่กินน้ำแข็ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มาเล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตการทำงานในร้านอาหารไทยในอเมริกากันต่อ สำหรับพนักงานเสริฟแน่นอนต้องเจอลูกค้ามากหน้าหลายตากันทุกวันวันนี้เลยขอมาเมาท์เรื่องเกี่ยวกับลูกค้ากันบาง ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าลูกค้าในร้านอาหารไทยในอเมริกากับลูกค้าคนไทยอย่างเราในเมืองไทยนั้นพฤติกรรมต่างกันในหลายๆเรื่อง ที่อเมริกาโดยเฉพาะในแคลิฟอเนียเองนี่ด้วยความที่มีหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายวัฒนธรรมมาก หลากหลายที่มาที่ไปคือมีทั้งฝรั่งที่เป็นคนอเมริกันคือฝรั่งที่เกิดที่นี่ โตที่นี่ มีทั้งคนเอเชียซึ่งเอเชียเองก็หลากหลายมากๆ ทั้งจีน เกาหลี ลาว เวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรือลากไปชนกลุ่มน้อยๆ เช่น ม้ง เมี้ยน มากมาย<br />
ไหนจะแขกอีกทั้งแขกอินเดีย แขกซิกส์ แขกตะวันออกกลาง คือทั้งแขกฮินดู ทั้งแขกมุสลิม ไหนจะคนจากทางยุโรปทั้งตะวันตก ตะวันออก แล้วไหนจะคนดำอีกละ ต้องบอกอีกครั้งว่าที่ต้องเขียนแยกเชื้อชาติ สีผิว ออกมานี่ไม่ใช่จะเป็นการเยียดผิดหรือดูถูกดูแคลนเชื้อชาติแต่อย่างไร เพราะเราเองก็เอเชียเป็นแค่เด็กเสริฟต่ำต้อยไหนเลยจะมีสิทธิไปดูถูกดูแคลนใครเขาได้ เขาจะดูถูกเราซะมากกว่า แต่ที่ต้องพูดแยกเชื้อชาตินั้นเพราะพฤติกรรมรวมๆของลูกค้าแต่ละกลุ่มมีอะไรต่างกันให้เห็น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเราที่เห็น<br />
อันนี้คือพนักงานเสริฟรวมๆเค้าก็พูดแบบเดียวกัน</p>
<p>เรื่องที่เห็นกันชัดๆถึงความต่างแน่นอนต้องเป็นเรื่องการให้ทิป แหมๆก็นะค่ะออาชีพเสริฟในร้านอาหารไทยในอเมริกานะค่าแรงไม่ได้เยอะนี่ค่ะ จะหมู่จะจ่าก็วัดกันที่ทิปนี่แหละนะจะไม่ให้พวกเราให้ความสำคัญได้อย่างไร อย่างที่บอกว่าปกติมาตรฐานการให้ทิปที่อเมริกาคือสิบห้าเปอร์เซ็น แต่ในความเป็นจริงๆนั้นไม่ใช่ทุกโต๊ะจะให้ในเรทนี้กันหมดเพราะไอ้ที่ไม่ให้นั้นเยอะทีเดียว ที่เป็นที่ลำลือและร้องยี้หรือพอเห็นเดินเข้าร้านมาแล้วก็ไม่ต้องหวังว่าจะให้ทิปดีๆมีดังต่อไปนี้ ขอเริ่มที่แขกก่อนเลยโดยเฉพาะแขกออกแนวอินเดีย<br />
คือจริงๆอาจปากีหรืออื่นๆแต่คือหน้าแบบอินเดียคืออาบังที่ชอบกินแกงเผ็ดๆนี่แหละ ไม่ต้องหวังมาก ตั้งอต่เรามาทำใหม่ๆแล้วคนที่เขาทำงานกันมานานๆจะบอกโอ้ยพวกอาบังนี่ขี้เหนียวมากไม่ต้องหวังเลย แล้วพอมาเจอกับตัวก็จริงแฮะ คือต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ทุกคนแต่เอาเป็นว่า 90% ของที่เจอง้ั้นจริงๆ คือพวกนี้ส่วนมากหน้าที่การงานดี แต่งตัวดีทำงานออฟฟิต<br />
มาบางทีสองคนสามีภรรยา สั่งแกงถ้วยเดียวแต่ว่าอัดข้าวสามสี่ออเดอร์ คือเน้นข้าว น้ำดื่มไม่มีสั่ง ให้น้ำเปล่าก็กินน้ำเปล่านี่ละไม่มีทางสั่งน้ำอะไรอย่างอื่นให้เปลือง อิ่มกลับบ้านแค่สิบเหรียญกว่าๆ<br />
ส่วนมากให้ทิปคือเศษเงินทอนเศษเหรียญไม่ถึงเหรียญนึง บางคนไม่ให้เลย ใจดีหน่อยอาจทิ้งไว้ให้เหรียญนึง แล้วที่เจอส่วนมากกินสกปรกคือแกงอะไรงี้แบบหกเลอะเทอะมากๆ บวกที่เจอแขกจะเรื่องมากแบบว่าเสริฟน้ำให้ฟรีก็ขอใหม่ไม่กินน้ำแข็ง อันนี้จริงๆแขกส่วนมากจะไม่ชอบกินน้ำแข็งไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน  แล้วก็จะกินมังสวิรัติเยอะมาก บางทีจุกจิิกมากไอ้นี่ก็กินไม่ได้ ไอ้นั่นก็กินไม่ได้ กว่าจะสั่งกันเสร็จใช้เวลาเยอะ สุดท้ายไม่ให้ทิปอีก  แล้วพวกนี้เวลาสั่งพวกแกงจะสั่งแบบเผ็ดสุดๆ<br />
บางทีทำเผ็นสุดของร้านยังไม่พอขอพริกเพิ่มอีก พอกินเผ็ดก็น้ำก็กินเยอะ เติมน้ำให้ไม่รู้กี่รอบๆ สุดท้ายก็นั่นแหละคือเราบริการดีทุกคนละแต่เค้าไม่ให้ทิปหรือน้อยมากๆดังนั้นคนเสริฟที่นี่ส่วนใหญ่เห็นแขกเข้ามาก็จะเซ็งๆเพราะเรื่องเยอะแต่ทิปน้อยมากๆ</p>
<p>อีกกลุ่มที่เข้ามากินข้าวแล้วอย่าได้หวังทิปจากเขาก็คนดำนี่ละค่ะ พวกนี้แปลกมากคือเกิดก็เกิดที่นี่แต่ก็ไม่รู้ทำไมทำไมชอบทำตัวอะไรให้คนเขาไม่ยอมรับ คือจะว่าคนเขาดูถูกก็ใช่แต่พวกนี้บางทีทำตัวได้เหลือทนจริงๆ พอมาอยู่ถึงเข้าใจว่าทำไมคนเขาดูถูกทำไมคนเค้าไม่ชอบ ไม่ใช่เรื่องผิวอะไรหรอกเรื่องพฤติกรรมล้วนๆ ต้องบอกอีกแล้วว่าคนแอฟริกันอเมริกัน<br />
ที่เขาดีๆก็มีเยอะ แต่เท่าที่เจอส่วนมากโอ้โหบรรยายไม่ถูก มีทั้งประเภทไม่มีปัญหาก็ทำให้มันมีปัญหา หาเรื่องด่าเพื่อจะได้กินฟรี หาเรื่องบ่นจะได้มีข้ออ้างว่าทำไมให้ทิปน้อยหรือไม่ให้ เสียงดัง กินเลอะเทอะ ขอโน่นขอนี่ บางทีมากินตอนร้านใกล้ปิด กินเสร็จขอห่อกลับบ้าน ขอน้ำจิ้มเพิ่ม ขอช้อนส้อมพลาสติกเพิ่ม ไม่ให้ทิปสักบาท เจอโต๊ะหนึ่งสั่งข้าวกล้อง Brown Rice มา เอามาให้เสร็จขอเปลี่ยนเป็นข้าวสวยโอเคเปลี่ยนให้ พอเก็บเงินเราก็เปลี่ยนแล้วจากข้าวกล้องเป็นข้าวสวย มาโวยบอกว่าไม่เปลี่ยนข้าวกล้องยังอยู่ เราบอกอยู่แค่ออเดอร์เดียวเพราะของเพื่อนคุณไง<br />
มันก็อ๋อ ถามเพื่อนว่าออเดอร์เหรอไม่รู้ เออไม่รู้ได้ไงนั่งกินกันอยู่สามคนเป็นชั่วโมงบอกไม่รู้ เสร็จบอกแต่ทำไมข้าวสวยมีสองออเดอร์ มันกินคนเดียว เราบอกคนเดียวที่ไหนก็เพื่อนอีกคนสั่งข้าวสวยด้วย ตลกมากนั่งกินกันจนหมดไม่รู้ได้ไงว่าเพื่อนก็สั่งข้าว ตอนแรกทำโวยวายเสียงดังสรุปก็กินมาสามสิบเหรียญให้ทิปมาเหรียญหนึ่ง </p>
<p>อีกพวกที่เป็นที่เลืองชื่อของความงกคือคนม้ง พวกนี้รุ่นหลังหลังๆเกิดที่นี่ด้วยซ้ำแต่นิสัยไม่เปลี่ยน เพื่อนบางคนไม่ชอบม้งเพราะม้งบางทีชอบบอกคนอื่นว่าตัวเป็นคนไทย<br />
พวกนี้แรกเริ่มมาจากการเป็นเรฟูจิ อยู่ตามภูเขาอาจในไทยหรือลาวหรือพม่า แต่ตอนเข้ามาอเมริกาพวกนี้ไม่บอกแน่นอนว่าเป็นไทยเพราะมาได้ต้องบอกว่าเป็นคนลาว คนม้งเรื่องคนม้งนี่เพื่อนที่เขาทำงานเสริฟที่นี่มานาน บอกโอ้ยพวกนี้ฤทธิ์เยอะ งกมาก เรื่องมาก บางทีมากินโต๊ะใหญ่ๆสั่งอาหารเพียบ แต่ไม่ว่าจะกินสักกี่บาทก็ไม่มีที่จะให้ทิปแม้แต่บาทเดียว ขอโน่นขอนี่เพิ่มตลอด กินสกปรกด้วย<br />
เราเองก็ไม่ค่อยเจอ เพื่อนบอกเห็นหน้าปุ๊ปรู้เลยว่าม้ง  ต่อมามีวันหนึ่งมีลูกค้าเข้ามาคู่หนึ่งเพื่อนบอกนี่ละม้ง ดูนะไม่ให้หรอกทิป เราก็แหมเขาอาจให้ก็ได้นะ พวกนี้ชอบสั่งส้มตำ ลาบข้าวเหนียว ปรากฎพอกินเสร็จจริงอย่างที่เพื่อนบอกไม่ให้สักบาทจริงๆ เพื่อนบอกเป็นไงละเห็นฤทธิ์ม้งรึยัง ฮ่าๆเรานี้ขำเลย</p>
<p>สำหรับฝรั่งอเมริกันปกติจะให้ทิปโอเคคือตามเรทและบางโต๊ะใจดีมากแบบให้เยอะเกินจำเป็นก็เยอะ บางทีดูไม่ยากเลยโต๊ะแบบผู้ใหญ่ๆหน่อย พูดจาดีๆ สั่งไวน์ส่วนมากจะใหทิปดีแต่ก็ไม่เสมอไป เคยเจอโต๊ะหนึ่งวัยรุ่นเลย คนดำกับคนขาว กินไม่เยอะมากโหเสร็จให้ทิปสามสิบเปอร์เลยก็มี มีอีกวันผู้ชายสองคนกลางคนไม่ได้บริการอะไรมากมาย ไม่เรื่องมากเลย กินเร็วนั่งไม่นานกินแค่ยี่สิบเหรียญให้ทิปเรามาสิบเหรียญคือให้ทิปห้าสิบเปอร์เซ็นเลย เพื่อนบอกสงสัยมันชอบแกแน่ๆเลย แต่เราว่าไม่เพราะเขาไม่ได้มีท่าทีอะไรเลย อีกวันหนึ่งคู่รักวันรุ่นเด็กๆอยู่เลย ผู้ชายคนดำแต่คือดูรู้ว่ามีการศึกษา ทำงานออฟฟิต กินก๋วยเตี๋ยวแค่ไม่ถึงยี่สิบ จ่ายเครดิตการ์ดก็เขียนบวกทิปให้ ปรากฎว่าตอนไปเก็บจาน ควักเงินสดให้เราอีกสิบเหรียญเรางงมาก ถามว่า Are you sure? เขาก็บอกใช่เอาไปเลย งงมากคือให้เบิ้ลเลย คือมันจะมีอะไรแปลกๆ บางคนก็ไม่ให้เลย หรือให้ทุเรศมากแบบไม่อายเลยว่าคนเขาจะมองอะไรยังไง เราเองกลับมาบ้านหลังทำงานชอบเล่าให้สามีฟังเรื่องลูกค้าแปลกๆ แฟนชอบถามคนประเภทไหนไม่ให้ทิป แปลกไม่รู้รึว่าประเทศนี้เขามีวัฒนธรรมกันยังไง แล้วไม่กลัวเหรอว่าคราวหน้าไปกินจะได้บริการแย่ๆ หรือท้องเสีย เราบอกโอ้ยเยอะเลยละพวกไม่ให้ แคร์ซะที่ไหนคนพวกนีี้ว่าใครจะคิดยังไงกับเขาขอประหยัดเงินเป็นพอ แต่บางคนก็แบบให้เวอร์มาก เคยเจออีกรายกินยี่สิบเหรียญให้ทิปสิบห้าเหรียญ ฮ่าดีแฮะ หรือบางทีลูกค้าสั่งทูโกคือสั่งห่อกลับบ้านซึ่งจริงๆไม่ต้องให้ทิปเลยก็ได้แต่บางรายให้ทิปเยอะเลยเยอะกว่าคนนั่งในร้านซะอีกนะ</p>
<p>ยังมีเรื่องเล่าอีกมากยังไงก็ติดตามตอนต่อไปนะค่ะ </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2011/04/thai-restaurant-in-california/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกา ตอนที่สอง</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2011/04/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2011/04/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 13 Apr 2011 04:21:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เกี่ยวกับงาน]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิตในอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[ทำงานในอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[ร้านอาหารไทย]]></category>

		<category><![CDATA[เสริฟในอเมริกา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=307</guid>
		<description><![CDATA[Cheap calls to Thailand

// &#8211;&#62;

เล่าเรื่องชีวิตการทำงานในร้านอาหารไทยในอเมริกากันต่อ สำหรับวันนี้มาเล่่าเกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆกันบ้าง
อย่างที่รู้ว่าคนทำงานเสริฟรายได้จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับทิป เพราะปกติร้านไทยจะให้ค่าแรงต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำแน่ๆ
คือเท่าที่เห็นมักจะให้อยู่ชั่วโมงละห้าเหรียญ บางร้านในบางรัฐอาจไม่ให้ค่าแรงเลยคือจะได้จากทิปล้วนๆ ดูแล้วเหมือนธุรกิจนี้น่าจะไปได้ดีเพราะเหมือนได้คนมาทำงานให้ฟรีๆ เพราะทิปมันก็มาจากลูกค้าทั้งนั้น แต่ถึงค่าแรงหรือค่าชั่วโมงจะน้อยแต่ถ้าได้ร้านที่ลูกค้าเยอะๆก็สามารถมีรายได้ในระดับที่น่าพอใจสำหรับหลายๆคนๆ
มาตรฐานคนอเมริกันจะให้ทิปที่สิบห้าเปอร์เซ็นของราคารวม แต่ถ้าถามว่าลูกค้าให้ทิปกันสิบห้าเปอร์เซ็นทุกโต๊ะไม๊ ตอบว่าไม่ไม่ให้เลยก็ยังมี หรือให้มาต่ำกว่าสิบห้าเปอร์เซ็นมากๆก็มี ใจดีเวอร์ให้มาห้้าสิบเปอร์เซ็นก็มีอีก เรื่องความแปลกของลูกค้าจะเอาไว้เล่าในตอนต่อไป
ถามว่าปกติพนักงานเสริฟเค้าได้ทิปกันชิพละเท่าไร อันนี้นั้นแล้วแต่ร้านจริงๆ อย่างที่เราทำซึ่งร้านมันขายไม่ค่อยดี บางวันชิพกลางวันอาจได้ทิปไม่ถึงสิบเหรียญก็มี คิดดูเถอะได้ทิปประมาณสิบบวกค่าแรงอีกสิบห้า รวมแล้วยี่สิบห้าเหรียญ
นี่คือน้อยมาก แต่บางวันโชคดีขายดีกลางวันก็อาจได้สามสิบเหรียญสำหรับทิป เพราะทำกันสองคน บวกกับเราต้องแบ่งทิปให้คนครัวอีกสิบเปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นปกติที่ทุกร้านจะทำคือทิปที่ได้แบ่งในครัวสิบเปอร์เซ็นที่เหลือก็หารกันสำหรับคนที่เสริฟข้างนอก บางร้านอาจให้คนครัวเยอะกว่านี้แต่ปกติก็ไม่เกินสิบห้าเปอร์เซ็น เพราะคนในครัวจะได้ค่าชั่วโมงมากกว่าคนเสริฟ
สำหรับดินเนอร์แน่นอนต้องขายได้มากกว่าเเพราะชั่วโมงมากกว่า และราคาอาหารแพงกว่่า ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่าร้านไทยที่นี่มักมี Lunch Special ซึ่งราคาจะถูกกกว่าอาหารเย็น เท่าที่เคยได้มากสุดก็แปดสิบเหรียญคือทำกันสองคน แล้วก็ทั้งยุ่งทั้งเหนือยแบบไม่ได้หยุดลืมหูลืมตา คือเหนือยมากๆจะได้สักเจ็ดสิบแปดสิบไม่รวมค่าแรงกลับบ้าน วันที่ขายดีๆอย่างนี้รวมค่าแรงรวมทำสองชิพก็ได้เกือบๆสองร้อย ไม่เคยได้มากไปกว่านี้เพราะร้านที่เราทำอย่างที่บอกขายไม่ค่อยดี ในขณะที่คนที่เขาทำงานร้านดังๆที่ขายดีๆ แค่ดินเนอร์เขาก็ได้ทิปกันเกือบสองร้อยหรือเกินกว่านั้น นั่นคือร้านขายดีจริงๆ รวมๆต่อวันที่เราคำนวณเฉลี่ยรายได้ต่อวันรวมทุกอย่างถ้าทำทั้งวันก็อยู่ที่เก้าสิบเหรียญ มันขึ้นๆลงแต่นี่คือค่าเฉลี่ย
สิ่งที่ดีของการทำงานร้านอาหารคือกินฟรีด้วย วันไหนมาทำงานก็กินฟรี แถมเอาแฟนมากินด้วย เพราะอาหารเหลือเฝืออยู่แล้วก็ถือว่าประหยัดค่าอาหาร ดังนั้นถ้าถามว่ามาทำงานร้านอาหารรายได้ดีไม๊ ขึ้นกับร้านและความพอใจของแต่ละคน แต่รวมๆค่าเฉลี่ยของคนทำงานร้านอาหารถ้าอยากมีเงินเก็บก็ต้องประหยัด และทำงานเยอะ ประเภททำทุกวันหรือทำมันหกวัน กินฟรี อยู่ที่พักถูกๆก็จะมีเก็บ แต่ถามว่าโหปีนึงจะเก็บได้เป็นล้านไม๊ตอบเลยว่ายาก นอกจากเฮงได้ ร้านที่มันขายระเบิดทุกวัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.kqzyfj.com/click-4320384-10772019" target="_top">Cheap calls to Thailand</a><img src="http://www.ftjcfx.com/image-4320384-10772019" width="1" height="1" border="0"/><br />
<script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7158311723822940";
/* 728x90, created 10/18/08 */
google_ad_slot = "1982738672";
google_ad_width = 650;
google_ad_height = 90;
//-->
// &#8211;&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script></p>
<p>เล่าเรื่องชีวิตการทำงานในร้านอาหารไทยในอเมริกากันต่อ สำหรับวันนี้มาเล่่าเกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆกันบ้าง<br />
อย่างที่รู้ว่าคนทำงานเสริฟรายได้จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับทิป เพราะปกติร้านไทยจะให้ค่าแรงต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำแน่ๆ<br />
คือเท่าที่เห็นมักจะให้อยู่ชั่วโมงละห้าเหรียญ บางร้านในบางรัฐอาจไม่ให้ค่าแรงเลยคือจะได้จากทิปล้วนๆ ดูแล้วเหมือนธุรกิจนี้น่าจะไปได้ดีเพราะเหมือนได้คนมาทำงานให้ฟรีๆ เพราะทิปมันก็มาจากลูกค้าทั้งนั้น แต่ถึงค่าแรงหรือค่าชั่วโมงจะน้อยแต่ถ้าได้ร้านที่ลูกค้าเยอะๆก็สามารถมีรายได้ในระดับที่น่าพอใจสำหรับหลายๆคนๆ</p>
<p>มาตรฐานคนอเมริกันจะให้ทิปที่สิบห้าเปอร์เซ็นของราคารวม แต่ถ้าถามว่าลูกค้าให้ทิปกันสิบห้าเปอร์เซ็นทุกโต๊ะไม๊ ตอบว่าไม่ไม่ให้เลยก็ยังมี หรือให้มาต่ำกว่าสิบห้าเปอร์เซ็นมากๆก็มี ใจดีเวอร์ให้มาห้้าสิบเปอร์เซ็นก็มีอีก เรื่องความแปลกของลูกค้าจะเอาไว้เล่าในตอนต่อไป</p>
<p>ถามว่าปกติพนักงานเสริฟเค้าได้ทิปกันชิพละเท่าไร อันนี้นั้นแล้วแต่ร้านจริงๆ อย่างที่เราทำซึ่งร้านมันขายไม่ค่อยดี บางวันชิพกลางวันอาจได้ทิปไม่ถึงสิบเหรียญก็มี คิดดูเถอะได้ทิปประมาณสิบบวกค่าแรงอีกสิบห้า รวมแล้วยี่สิบห้าเหรียญ<br />
นี่คือน้อยมาก แต่บางวันโชคดีขายดีกลางวันก็อาจได้สามสิบเหรียญสำหรับทิป เพราะทำกันสองคน บวกกับเราต้องแบ่งทิปให้คนครัวอีกสิบเปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นปกติที่ทุกร้านจะทำคือทิปที่ได้แบ่งในครัวสิบเปอร์เซ็นที่เหลือก็หารกันสำหรับคนที่เสริฟข้างนอก บางร้านอาจให้คนครัวเยอะกว่านี้แต่ปกติก็ไม่เกินสิบห้าเปอร์เซ็น เพราะคนในครัวจะได้ค่าชั่วโมงมากกว่าคนเสริฟ<br />
สำหรับดินเนอร์แน่นอนต้องขายได้มากกว่าเเพราะชั่วโมงมากกว่า และราคาอาหารแพงกว่่า ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่าร้านไทยที่นี่มักมี Lunch Special ซึ่งราคาจะถูกกกว่าอาหารเย็น เท่าที่เคยได้มากสุดก็แปดสิบเหรียญคือทำกันสองคน แล้วก็ทั้งยุ่งทั้งเหนือยแบบไม่ได้หยุดลืมหูลืมตา คือเหนือยมากๆจะได้สักเจ็ดสิบแปดสิบไม่รวมค่าแรงกลับบ้าน วันที่ขายดีๆอย่างนี้รวมค่าแรงรวมทำสองชิพก็ได้เกือบๆสองร้อย ไม่เคยได้มากไปกว่านี้เพราะร้านที่เราทำอย่างที่บอกขายไม่ค่อยดี ในขณะที่คนที่เขาทำงานร้านดังๆที่ขายดีๆ แค่ดินเนอร์เขาก็ได้ทิปกันเกือบสองร้อยหรือเกินกว่านั้น นั่นคือร้านขายดีจริงๆ รวมๆต่อวันที่เราคำนวณเฉลี่ยรายได้ต่อวันรวมทุกอย่างถ้าทำทั้งวันก็อยู่ที่เก้าสิบเหรียญ มันขึ้นๆลงแต่นี่คือค่าเฉลี่ย</p>
<p>สิ่งที่ดีของการทำงานร้านอาหารคือกินฟรีด้วย วันไหนมาทำงานก็กินฟรี แถมเอาแฟนมากินด้วย เพราะอาหารเหลือเฝืออยู่แล้วก็ถือว่าประหยัดค่าอาหาร ดังนั้นถ้าถามว่ามาทำงานร้านอาหารรายได้ดีไม๊ ขึ้นกับร้านและความพอใจของแต่ละคน แต่รวมๆค่าเฉลี่ยของคนทำงานร้านอาหารถ้าอยากมีเงินเก็บก็ต้องประหยัด และทำงานเยอะ ประเภททำทุกวันหรือทำมันหกวัน กินฟรี อยู่ที่พักถูกๆก็จะมีเก็บ แต่ถามว่าโหปีนึงจะเก็บได้เป็นล้านไม๊ตอบเลยว่ายาก นอกจากเฮงได้ ร้านที่มันขายระเบิดทุกวัน  และต้องบอกว่าได้ทิปเยอะก็แปลว่ายิ่งต้องเหนือยมาก เพราะแปลว่ายุ่ง ลูกค้าเยอะ มันเหนื่อยจริงๆ เพราะต้องทำอะไรให้เร็ว เร็วทุกอย่าง คิดเร็วด้วย ยุ่งมากๆนี่เครียด ไม่รู้จะเริ่มอะไรก่อนคนโน้นก็เร่ง คนนี่ก็รอ และงานมันต้องเดิน ต้องยืนนานๆคือเกินสิบชั่วโมงในกรณีทำทั้งวัน บวกทั้งยกทั้งแบกแก้วเป็นลังๆ ลังละสิบกว่าใบ ร้านปิดกวาดถูอีกต่างหาก นั่นแหละจะได้เงินเยอะๆ กลับบ้านก็ปวดันทั้งตัว คนที่ทำมานานๆมักมีปัญหาเรื่องหลังเพราะการยืนเดินต่อๆกันหลายๆชั่วโมงมันไม่เป็นผลดีต่อหลังเราแน่ๆ แต่เรื่อง side works นั้นแล้วแต่ร้าน บางร้านคนเสริฟต้องกวาดถู บางร้านไม่กวาดถูแต่ต้องล้างห้องน้ำ ท้ิงขยะ ล้างกระจก หรือต้องช่วยห่อพวกปอเปี้ยะด้วยอะไรด้วย แต่คืองานมันไม่ใช่แค่เสริฟแล้วจบ คือส่วนมากมันต้องทำความสะอาดด้วย ปิดบัญชีด้วย ฟิลของ ฟิลเหล้าเบียร์ด้วย  อีกอย่างก็อีกแหละขึ้นกับระบบการทำงานของแต่ละร้าน บางร้าน wait รับออเดอร์ ดูแลลูกค้าอย่างเดียว แล้วมี Buss ช่วยเก็บโต๊ะ เสริฟอาหารเก็บจาน<br />
บางรา้นมี Host คอยต้อนรับพาแขกไปนั่งอีก รับโทรศัพท์ด้วย แต่ร้านที่เราทำ คือทำมันทุกอย่างบาวันทำคนเดียวเลย ทั้งรับออเดอร์ ทั้งเสริฟ ทั้วเก็บ รับโทรศัพท์ ห่อทูโก ทุกอย่างในหนึ่งเดียว วันไหนเกิดคนเยอะนี่คือทำไม่ทันเลยละ เพราะมันมีคนเดียว</p>
<p>น้องบางคนที่เขาทำร้านที่ขายดีๆ มีเงินเก็บซื้อบ้านได้ ก็คือผ่อนบ้านได้เลย แต่ถามว่าเขาชอบทำไม๊ก็ไม่หรอก แต่ก็ทำเพราะได้เงินโอเค งานอย่างอื่นก็ไม่มีวุฒิไม่้จะทำอะไร เพราะมาจากเมืองไทยก็ไม่จบอะไรมา มาถึงก็ทำงานไม่ได้เรียนอะไรเพิ่ม หรือหลายๆคนทำงานในครัว เสริฟมาพักใหญ่เก็บเงินได้พอควรเห็นช่องทางก็ขยับมาเปิดร้านตัวเองก็มากมาย แต่จะรุ่งหรือจะร่วงอันน้ันอีกเรื่องนึง แต่เท่าที่เห็นร้านที่ดังๆขายดีๆ ส่วนมากจะเป็นพวกลูกคนมีตังค์อยู่แล้ว หรือคนมีการศึกษาดีมาเปิด พวกนี้บางทีมาเรียนโท มาเรียนต่อ มาทำงานเสริฟเล่นๆ  แล้วเห็นช่องทาง เข้าใจธุรกิจบ้างแล้วบวกกับมีเงินก็เปิด ขายดีก็ขยายสาขา เอาญาติที่เมืองไทยมาหุ้นมาขยายสาขาเพิ่ม คือพวกที่ขายดีก็หยุดไม่อยู่ ขยายมันเรื่อยๆ มีเจ้าของร้านหนึ่งร้านนี้ขายดี มีหลายร้านแต่ใช้คนละชื่อ เจ้าของก็ทำงานบริษัทดังในเมืองไทย early retired มาได้เงินก้อนใหญ่ก็มาเมกา เริ่มมาหาประสบการณ์ในครัว แล้วก็มาเสริฟต่อ<br />
แต่คือเขาลองทำเพราะอยากเรียนรู้ธุรกิจ พอรู้ระบบแล้วก็เปิดของตัวเอง เจ้าของร้านอีกประเภทที่เจอคือเป็นลูกจ้างมานานอาจจะทำในครัวหรือทำเสริฟมานาน เก็บเงินได้ก็เอ้าเปิดบ้าง เคยเจอร้านหนึ่งแบบว่านะคนมือใหม่หัดทำธุรกิจ ก็บนมันทุกชั่วโมง คนน้อยจัง ลูกค้าทำไมไม่มี ตอนรับเราเข้ามาทำก็บอกให้มาทำร้านเขาเลยไปออกจากร้านเก่า ปรากฎพอทำ บางวันโทรมาแหละก่อนถึงเวลาทำงานตครึ่งชั่วโมง โอ้ยวันนี้ลูกค้าน้อยมากเลยขายไม่ได้ไม่ต้องมานะ เจอมาสามครั้งเราก็เลยโอเคทำกันเองละกัน ใครเขาจะมาทำงานกับคุณ เราเองยังดีเพราะจริงๆไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่คนที่เขาต้องทำงานจริงๆ เดี๋ยวให้มาเดี๋ยวโทรมาแล้วไม่ต้องมา ใครเขาจะมาทำเขาก็ไปทำร้านอื่นกันหมด พวกเจ้าของแบบหลังนี้คือยังไม่เข้าใจธุรกิจมันก็อย่างนี้มีขึ้นมีลง แต่ว่าจะมาประหยัดกับค่าแรงแค่ยี่สิบเหรียญแล้วสุดท้ายไม่มีคนทำงานให้ แล้วก็บ่นทุกชั่วโมงว่าคนไม่มี แต่เดี๊่ยวก็หน้าบานว่าลูกค้าเยอะอะไรงั้น ในขณะที่ร้านที่เราทำเจ้าของเขาเป็นนักธุรกิจ เขาไม่ค่อยมากังวลมากกับคนเยอะคนน้อยรายวันรายชั่วโมงดูที่ภาพรวม เพราะแน่นอนทำธุรกิจไม่ใช่งานประจำที่มันจะแบบว่าดีทุกวัน แต่สิ่งที่เขาต้องคิดคือถ้าเขาจะประหยัดกับค่าแรงคนแค่ยี่สิบ แต่ถ้าเกิดมันขายดีแล้วบริการไม่ทัน ตรงนี้กระทบมาก เพราะลูกค้าเมื่อไม่ประทับใจอาจไม่กลับมาใช้บริการอีกเลย ในขณะที่ร้านที่ยังไม่เข้าใจก็โอเคฉันขอประหยัดไอ้เงินเล็กๆน้อยๆ เพราะช่วงเช้าขายไม่ดีตอนเย็นก็เดาว่าคงไม่ดีอีกแต่หารู้ไม่ว่าเช้าขายไม่ได้ไม่ได้แปลว่าเย็นจะขายไม่ดีซะที่ไหน ปรากฎเย็นขายดีทำไม่ทัน คราวนี้ก็บ่นอีก โอ้ยหาคนมาทำงานยากจัง เฮ้อๆ คิดแล้วก็ขำดี เอาละตอนหน้าจะมาเล่าเรื่องลูกค้าแปลกให้ฟังกันบ้าง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2011/04/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกา 1</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2011/04/story-from-thai-restaurant-in-us/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2011/04/story-from-thai-restaurant-in-us/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Apr 2011 07:12:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เกี่ยวกับงาน]]></category>

		<category><![CDATA[คนไทยในอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[ทำงานในอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[ร้านอาหารไทยในอเมร]]></category>

		<category><![CDATA[อเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[เสริฟในอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[work at thai restaurant]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=306</guid>
		<description><![CDATA[Cheap calls to Thailand

// &#8211;&#62;

หลังจากทีเคยแอบมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการทำงานในร้านอาหารไทยในเอมริกาให้ฟังไปบ้างเมื่อสามปีที่ผ่านมา
ตอนนี้ขอกลับมาเล่าสู่กันฟังใหม่เพราะรู้สึกว่ามันมีเรื่องขำๆ แต่สำหรับคนที่ต้องเจอด้วยตัวเองอาจเป็นเรื่องตลกร้ายซะมากกว่า
แต่ก็นั่นแหละพอเรื่องมันผ่านไปกลับมานั่งคิดถึงที่ไรก็ขำทุกที เรื่องที่จะเล่าส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่เจอกับตัวเอง
รวมทั้งเรื่องที่เพื่อนที่ทำงานด้วยกันเจอมาแล้วก็เอามานั่งเมาท์กันตอนกินข้าวหรือตอนว่างๆไม่มีอะไรทำนั่นแหละ
ตัวเราเองใช่ว่าชอบทำงานร้านอาหารไทยมากมาย หลังจากเป็นแม่บ้านแล้วก็เป็นนักเรียนมาสามปี เรียนจบโทปุ๊ปก็เริ่มสมัครงาน
แต่ทว่าโชคไม่เข้าข้างก็สมัครงานไปได้สองเดือนก็ยังไม่ได้งานซะที เพราะอเมริกาช่วงนั้นคือช่วงที่เขียนนี่ละมันเศรษฐกิจยังแย่
บวกกับเมืองที่เราย้ายมาอยู่เพราะบ้านมันถูกก็ดันเป็นเมืองที่งานไม่ค่อยมี จะสมัครงานเมืองอื่นไกลๆก็ไม่ได้เพราะก็แปลว่า
สามีก็ต้องย้ายไปกับเราด้วย จริงๆมันก็ย้ายได้แต่ย้ายบ้านมันไม่สนุกนะสิ แถมเพิ่งย้ายมาที่เมืองนี้ได้ไม่นานจะย้ายอีกก็กระไร
เราจากที่บอกรอมาเดือนกว่าๆ เราก็เฮ้อไปสมัครงานร้านอาหารไทยไปพลางๆช่วงรองานดีกว่าเนอะ อยู่บ้านเฉยๆก็
ไม่มีประโยชน์ มีแต่ใช้ไม่มีเพิ่ม ก็เลยเริ่มสมัคร แฟนก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะอยากทำก็ทำ เขาไม่ได้สนใจเงินที่เราหาได้นิดๆหน่อย
บวกเขาก็ไม่อายหรือมานั่งแคร์ว่าโอ้ยเมียฉันต้องมาทำงานร้านอาหารเสียหน้าหรืออะไร 
ต้องบอกก่อนว่าไม่ขอระบุชื่อเมืองหรือชื่อร้านเพราะไม่อยากกระทบหรือพาดพิงใคร เอาคร่าวๆเป็นเมืองขนาดกลางๆ
ในแคลิฟอเนียตอนกลางๆค่อนๆไปทางเหนือ ก็ไม่ได้บ้านนอกอะไร แต่ก็ไม่ใช่เมืองดังหรือสวยงามอะไรเช่นกัน แต่สิ่งที่เรางงคือ
หางานร้านอาหารไทยที่เมืองนี้ง่ายมากเลย ไม่รู้สิเพราะตอนมาอเมริกาใหม่ๆสมัครงานที่ร้านในซานฟรานนี่ยากมากๆอย่างที่เคยเล่าไปแล้วแต่ที่นี่โอ้วเร็วมากๆ และคนตามร้านก็ดูแบบว่าเป็นมิตรมีน้ำใจกว่าที่เคยเจอมาในซานฟรานมากมาย อาจเพราะคนไทยไม่มากมายเหมือนซานฟรานละมั้งอันนี้ก็ไม่รู้ เริ่มเลยเราก็เดินเข้าไปสมัครร้านหนึ่งที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด เจ้าของน่ารักมากเด็กๆอยู่เลย
บอกร้านเขาเงียบมาก ทำกันเองเลยไม่จ้างใคร แต่เขาอยากช่วยและเผอิญมีร้านอื่นโทรมาถามเขาว่ามีคนแนะนำไม๊ ร้านต้องการคน
เขาก็ให้เบอร์โทรกับชื่อเจ้าของร้านนั้นๆมา ให้มาสามร้าน บอกให้เลือกเอาแล้วก็ให้บอกไปเลยว่าเขาชื่อนี้แนะนำมา ใจดีจัง
เราก็เอาเลยโทรไปร้านแรก ก็โอเคนัดมาคุยก็ไปเจอที่ร้านแต่เผอิญร้านค่อนข้างไกลบ้านแต่ก็รับปากละว่าจะทำ ตอนนั้นใกล้สิ้นปี เจ้าของร้านบอกว่าเดี๋ยวปีใหม่เรียกมาทำเพราะวันที่คุยเป็นวันคริสมาสต์พอดี เราก็ยังโทรไปอีกร้านก็เจอเจ้าของก็นัดมาคุยที่ร้าน คุยกันหลักๆต้องบอกก่อนว่าเราว่าจุดหนึ่งที่ทำให้เขารับเราง่ายเพราะเราบอกว่าเคยทำงานร้านอาหารมาก่อนที่ซานฟราน คือเรามีประสบการณ์ เขาจะรับง่าย ถ้าบอกไม่เคยทำอันนี้ยากหน่อย นอกจากเขาหาคนไม่ได้แล้วดูหน่วยก้านโอเคก็รับแหละ ซึ่งเราก็เคยทำมาแล้วจริงๆเพียงแต่ไม่ได้ทำมานานหรือประสบการณ์เยอะมากมาย เราเองก็บอกเขาตามตรงว่าเราเพิ่งจบโทมาก็หางานออฟฟิตด้วย แต่ก็ไม่อยากอยู่บ้านรอเฉยๆ เพิ่งย้ายมาด้วยอยากมีเพื่อน เจ้าของร้านเป็นผู้หญิงดูแบบกันเองตรงๆดี เขาบอกโอ้ยย้ายมาเมืองนี่งานออฟฟิตหายาก แต่เราอาจโชคดีก็ได้ แล้วก็พูดต่ออือร้านเขาไม่ใช่ร้านที่ขายดีมากนะ คือบางวันก็เงียบ
ดังนั้นบางวันก็อาจไม่ได้เงินมากมาย เราเองก็บอกไปว่าจริงๆเราก็ไม่ได้อะไรเรื่องเงินมาก ทำเพราะอย่างน้อยก็ได้เงินนิดหน่อยไว้ใช่ส่วนตัว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.kqzyfj.com/click-4320384-10772019" target="_top">Cheap calls to Thailand</a><img src="http://www.ftjcfx.com/image-4320384-10772019" width="1" height="1" border="0"/><br />
<script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7158311723822940";
/* 728x90, created 10/18/08 */
google_ad_slot = "1982738672";
google_ad_width = 650;
google_ad_height = 90;
//-->
// &#8211;&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script></p>
<p>หลังจากทีเคยแอบมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการทำงานในร้านอาหารไทยในเอมริกาให้ฟังไปบ้างเมื่อสามปีที่ผ่านมา<br />
ตอนนี้ขอกลับมาเล่าสู่กันฟังใหม่เพราะรู้สึกว่ามันมีเรื่องขำๆ แต่สำหรับคนที่ต้องเจอด้วยตัวเองอาจเป็นเรื่องตลกร้ายซะมากกว่า<br />
แต่ก็นั่นแหละพอเรื่องมันผ่านไปกลับมานั่งคิดถึงที่ไรก็ขำทุกที เรื่องที่จะเล่าส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่เจอกับตัวเอง<br />
รวมทั้งเรื่องที่เพื่อนที่ทำงานด้วยกันเจอมาแล้วก็เอามานั่งเมาท์กันตอนกินข้าวหรือตอนว่างๆไม่มีอะไรทำนั่นแหละ<br />
ตัวเราเองใช่ว่าชอบทำงานร้านอาหารไทยมากมาย หลังจากเป็นแม่บ้านแล้วก็เป็นนักเรียนมาสามปี เรียนจบโทปุ๊ปก็เริ่มสมัครงาน<br />
แต่ทว่าโชคไม่เข้าข้างก็สมัครงานไปได้สองเดือนก็ยังไม่ได้งานซะที เพราะอเมริกาช่วงนั้นคือช่วงที่เขียนนี่ละมันเศรษฐกิจยังแย่<br />
บวกกับเมืองที่เราย้ายมาอยู่เพราะบ้านมันถูกก็ดันเป็นเมืองที่งานไม่ค่อยมี จะสมัครงานเมืองอื่นไกลๆก็ไม่ได้เพราะก็แปลว่า<br />
สามีก็ต้องย้ายไปกับเราด้วย จริงๆมันก็ย้ายได้แต่ย้ายบ้านมันไม่สนุกนะสิ แถมเพิ่งย้ายมาที่เมืองนี้ได้ไม่นานจะย้ายอีกก็กระไร<br />
เราจากที่บอกรอมาเดือนกว่าๆ เราก็เฮ้อไปสมัครงานร้านอาหารไทยไปพลางๆช่วงรองานดีกว่าเนอะ อยู่บ้านเฉยๆก็<br />
ไม่มีประโยชน์ มีแต่ใช้ไม่มีเพิ่ม ก็เลยเริ่มสมัคร แฟนก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะอยากทำก็ทำ เขาไม่ได้สนใจเงินที่เราหาได้นิดๆหน่อย<br />
บวกเขาก็ไม่อายหรือมานั่งแคร์ว่าโอ้ยเมียฉันต้องมาทำงานร้านอาหารเสียหน้าหรืออะไร </p>
<p>ต้องบอกก่อนว่าไม่ขอระบุชื่อเมืองหรือชื่อร้านเพราะไม่อยากกระทบหรือพาดพิงใคร เอาคร่าวๆเป็นเมืองขนาดกลางๆ<br />
ในแคลิฟอเนียตอนกลางๆค่อนๆไปทางเหนือ ก็ไม่ได้บ้านนอกอะไร แต่ก็ไม่ใช่เมืองดังหรือสวยงามอะไรเช่นกัน แต่สิ่งที่เรางงคือ<br />
หางานร้านอาหารไทยที่เมืองนี้ง่ายมากเลย ไม่รู้สิเพราะตอนมาอเมริกาใหม่ๆสมัครงานที่ร้านในซานฟรานนี่ยากมากๆอย่างที่เคยเล่าไปแล้วแต่ที่นี่โอ้วเร็วมากๆ และคนตามร้านก็ดูแบบว่าเป็นมิตรมีน้ำใจกว่าที่เคยเจอมาในซานฟรานมากมาย อาจเพราะคนไทยไม่มากมายเหมือนซานฟรานละมั้งอันนี้ก็ไม่รู้ เริ่มเลยเราก็เดินเข้าไปสมัครร้านหนึ่งที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด เจ้าของน่ารักมากเด็กๆอยู่เลย<br />
บอกร้านเขาเงียบมาก ทำกันเองเลยไม่จ้างใคร แต่เขาอยากช่วยและเผอิญมีร้านอื่นโทรมาถามเขาว่ามีคนแนะนำไม๊ ร้านต้องการคน<br />
เขาก็ให้เบอร์โทรกับชื่อเจ้าของร้านนั้นๆมา ให้มาสามร้าน บอกให้เลือกเอาแล้วก็ให้บอกไปเลยว่าเขาชื่อนี้แนะนำมา ใจดีจัง</p>
<p>เราก็เอาเลยโทรไปร้านแรก ก็โอเคนัดมาคุยก็ไปเจอที่ร้านแต่เผอิญร้านค่อนข้างไกลบ้านแต่ก็รับปากละว่าจะทำ ตอนนั้นใกล้สิ้นปี เจ้าของร้านบอกว่าเดี๋ยวปีใหม่เรียกมาทำเพราะวันที่คุยเป็นวันคริสมาสต์พอดี เราก็ยังโทรไปอีกร้านก็เจอเจ้าของก็นัดมาคุยที่ร้าน คุยกันหลักๆต้องบอกก่อนว่าเราว่าจุดหนึ่งที่ทำให้เขารับเราง่ายเพราะเราบอกว่าเคยทำงานร้านอาหารมาก่อนที่ซานฟราน คือเรามีประสบการณ์ เขาจะรับง่าย ถ้าบอกไม่เคยทำอันนี้ยากหน่อย นอกจากเขาหาคนไม่ได้แล้วดูหน่วยก้านโอเคก็รับแหละ ซึ่งเราก็เคยทำมาแล้วจริงๆเพียงแต่ไม่ได้ทำมานานหรือประสบการณ์เยอะมากมาย เราเองก็บอกเขาตามตรงว่าเราเพิ่งจบโทมาก็หางานออฟฟิตด้วย แต่ก็ไม่อยากอยู่บ้านรอเฉยๆ เพิ่งย้ายมาด้วยอยากมีเพื่อน เจ้าของร้านเป็นผู้หญิงดูแบบกันเองตรงๆดี เขาบอกโอ้ยย้ายมาเมืองนี่งานออฟฟิตหายาก แต่เราอาจโชคดีก็ได้ แล้วก็พูดต่ออือร้านเขาไม่ใช่ร้านที่ขายดีมากนะ คือบางวันก็เงียบ<br />
ดังนั้นบางวันก็อาจไม่ได้เงินมากมาย เราเองก็บอกไปว่าจริงๆเราก็ไม่ได้อะไรเรื่องเงินมาก ทำเพราะอย่างน้อยก็ได้เงินนิดหน่อยไว้ใช่ส่วนตัว แล้วก็อยากมีเพื่อนอยู่บ้านก็เบื่อพี่เขาก็บอกอืองั้นก็ดี ร้านเขาส่วนมากที่ทำอยู่ก็อยู่กันด้วยใจ เพราะเงินไม่ไดดีอะไร สรุปบอกให้มาทำวันรุ่งขึ้นเลย โอ้ยเร็วมากแต่ขอว่าให้ทำฟรีคือทดลองให้สามชิพ คือดูว่าเราทำได้ไม๊ แล้วเราเองโอเคไม๊ที่จะทำงานกับเขา เราก็โอเคแค่สามชิพเอง สรุปและแล้วก็ได้กลับมาทำงานร้านอาหารไทยอีกครั้งแบบสมัครปุ๊ปได้ปั๊ป คราวนี้ไม่เหมือนตอนมาอเมริกาใหม่ๆที่ท้ังภาษาอังกฤษก็ไม่ดี ยังไม่เข้าใจวัฒนธรรมของคนที่นี่ ยังไม่เข้าใจรูปแบบการทานอาหารของคนที่นี่ แต่รอบนี้เฮ้ออยู่มาสามปีกว่าแล้ว โอ้ยรู้หมดแล้ว พอมาถึงตอนนี้เราเข้าใจเลยว่าทำไมตอนที่มาอเมริกาใหม่แล้วซื่อๆเซ้อๆไปสมัครงานร้านอาหารไทย แล้วบอกว่าพี่ค่ะหนู่เพิ่งมาจากเมืองไทยได้สองอาทิตย์ ไม่มีประสบการณ์ค่ะ ทำอะไรก็ได้ค่ะ แล้วมันไม่มีคนรับ  เข้าใจแล้วว่าทำไมเค้าถามว่าอยู่เมกามากี่ปี เพราะร้านอาหารไทยในเมืองไทยกับร้านไทยในอเมริกามันไม่เหมือนกัน เอาละไอ้ความที่มันไม่เหมือนกันนี่ละที่มันทำให้มีเรื่องเล่า เรื่องแปลกๆอะไรมากมาย เราเองไม่ได้ชอบทำงานร้านอาหารแต่สิ่งที่เราชอบคือได้เจอคนแปลกๆ แปลกแบบที่เฮ้ยมีคนแบบนี้ด้วยเหรอ มันบ้ารึป่าว หรือมันไม่อายเลยเนอะ&#8230;แล้วเผอิญเป็นคนชอบฟัง ชอบเล่า ชอบสังเกตุมันยิ่งสนุกไปกันใหญ่ ว่าแล้วก็อย่าลืมมาฟังตอนต่อไปกันนะค่ะ </p>
<p><a href="http://www.thaiinamerica.com/2011/04/ทำงานในอเมริก/">เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 2</a></p>
<p>เ<a href="http://www.thaiinamerica.com/2011/04/thai-restaurant-in-california/">รื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 3</a></p>
<p><a href="http://www.thaiinamerica.com/2011/04/work-in-america/">เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 4</a></p>
<p><a href="http://www.thaiinamerica.com/2011/05/work-in-america-2/">เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 5</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2011/04/story-from-thai-restaurant-in-us/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ขอสัญชาติอเมริกัน Apply for U.S.Citizenship</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2011/03/uscitizenship/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2011/03/uscitizenship/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Mar 2011 03:20:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[กรีนการ์ด]]></category>

		<category><![CDATA[ขอซิติเซ่น]]></category>

		<category><![CDATA[ขออเมริกันซิติเซ่น]]></category>

		<category><![CDATA[สัญชาติอเมริกัน]]></category>

		<category><![CDATA[อเมริกันซิติเซ่น]]></category>

		<category><![CDATA[อเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[naturalization]]></category>

		<category><![CDATA[U.S.citizenship]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=305</guid>
		<description><![CDATA[Cheap calls to Thailand

// &#8211;&#62;

การยืนขอสัญชาติอเมริกัน Apply for U.S.Citizenship or Naturalization  การขออเมริกันซิติเซ่น สำหรับ้ที่ถือกรีนการ์ดมาครบห้าปีสำหรับกรีนการ์ดประเภทอื่นๆ และสำหรับผู้ที่ได้กรีนการ์ดการแต่งงานกับอเมริกันซิติเซ่นหลังจากถือกรีนการ์ดสามปีก็สามารถขอได้ ตัวเราเองได้กรีนการ์ดจากการแต่งงานดังนั้นครบสามปีก็สามรถยื่นขอเป็นอเมริกันซิติเซ่นได้แล้ว และจริงๆแล้วสามารถยื่นเรื่องก่อนที่จะครบกำหนดการถือกรีนการ์ดครบสามปีหรือห้าปีได้ล่วงหน้าเก้าสิบวัน กรณีของเราเองเราจะถือกรีนการ์ดครบสามปีในวันที่ยี่สิบแปดมกราคม ดังนั้นตั้งแต่ปลายๆเดือนพฤศจิกาเราก็มีสิทธิที่จะยื่นเรื่องได้แล้วแต่กว่าแต่เราก็ไม่ได้รีบร้อนก็เตรียมเอกสารเรื่อยๆ พอเตรียมเอกสารครบก็ยื่นเรื่องไปวันที่สิบสองธันวาคม ทีนี้มาดูกันว่าเอกสารทีต้องยื่นไปมีอะไรบ้าง
N-400Application for Naturalization N-400 downlad ได้ที่  http://www.uscis.gov/files/form/n-400.pdf
- ค่าธรรค่าธรรมเนียม $680 รวมค่าถ่ายรูปพิมพ์ลายนิ้วมือแล้ว
- สำเนากรีนการ์ดทั้งหน้า หลัง
- รูปถ่ายรูปถ่าย ขนาดพาสปอร์ต สองรูป เขียนชื่อด้วยดินสอหลังรูป
- ถ้ามีการเปลี่ยนชื่อแสดงเอกสารการเปลี่ยนชื่อ
- สำเนาใบเกิดของคู่สมรสที่เป็นอเมริกันซิติเซ่นหรือเอกสารการได้สัญชาติอเมริกันของคู่สมรส
- สำเนาทะเบียนสมรส ถ้าคนใดคนหนึ่งเคยแต่งงานมาแล้วหรือทั้งคู่แสดงเอกสารการหย่าขาดจากคู่สมรสที่ผ่านมา
- หลักฐานการเสียภาษีสามปีย้อนหลัง
- ถ้ามีการย้ายที่อยู่ในช่วงเวลาสามปีหรือห้าปีหลังจากได้กรีนการ์ดแสดงเอกสารยื่นยันที่อยู่ เช่นสำเนาสัญญาเช่าทั้งหมด
หรือเอกสารอื่นๆที่แสดงว่าเราพักอาศัยในที่อยู่ที่อ้าง
- กรณีมีบุตรสำเนาใบเกิดของบุตร
นอกจากนั้นก็จะมีเอกสารอื่นๆตามแต่สถานการ์ของแต่ละคน แต่ตัวเราก็ส่งไปเท่านี้
สำหรับรายละเอียดของเอกสารที่ต้องยื่นทั้งหมดอ่านที่ http://www.uscis.gov/files/article/attachments.pdf
หลังจากส่งเรื่องไปได้ประมาณห้าวันก็ได้รับอีเมล์ รวมทั้งSMSจาก ว่าได้รับเอกสารของเราแล้ว ตรงนี้เราสามารถขอให้ USCIS ส่งข้อความยืนยันทางอีเมล์หรือโทรศัทพ์มือถือได้โดยกรอกแบบฟอร์มแล้วส่งไปพร้อมกับเอกสารอื่นๆ หลังจากนั้นสามวันก็ใบเสร็จว่าได้รับเรื่องเราแล้ว รวมทั้งได้รับเช็คเรียบร้อยพร้อมทั้งรหัสเคสของเราซึ่งเราสามารถใช้รหัสตัวนี้เช็คสถานใบสมัครของเราว่าดำเนินการไปไหนแล้วได้ทางเว็ปไซต์ของ USCIS @ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.kqzyfj.com/click-4320384-10772019" target="_top">Cheap calls to Thailand</a><img src="http://www.ftjcfx.com/image-4320384-10772019" width="1" height="1" border="0"/><br />
<script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7158311723822940";
/* 728x90, created 10/18/08 */
google_ad_slot = "1982738672";
google_ad_width = 650;
google_ad_height = 90;
//-->
// &#8211;&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script></p>
<p>การยืนขอสัญชาติอเมริกัน Apply for U.S.Citizenship or Naturalization  การขออเมริกันซิติเซ่น สำหรับ้ที่ถือกรีนการ์ดมาครบห้าปีสำหรับกรีนการ์ดประเภทอื่นๆ และสำหรับผู้ที่ได้กรีนการ์ดการแต่งงานกับอเมริกันซิติเซ่นหลังจากถือกรีนการ์ดสามปีก็สามารถขอได้ ตัวเราเองได้กรีนการ์ดจากการแต่งงานดังนั้นครบสามปีก็สามรถยื่นขอเป็นอเมริกันซิติเซ่นได้แล้ว และจริงๆแล้วสามารถยื่นเรื่องก่อนที่จะครบกำหนดการถือกรีนการ์ดครบสามปีหรือห้าปีได้ล่วงหน้าเก้าสิบวัน กรณีของเราเองเราจะถือกรีนการ์ดครบสามปีในวันที่ยี่สิบแปดมกราคม ดังนั้นตั้งแต่ปลายๆเดือนพฤศจิกาเราก็มีสิทธิที่จะยื่นเรื่องได้แล้วแต่กว่าแต่เราก็ไม่ได้รีบร้อนก็เตรียมเอกสารเรื่อยๆ พอเตรียมเอกสารครบก็ยื่นเรื่องไปวันที่สิบสองธันวาคม ทีนี้มาดูกันว่าเอกสารทีต้องยื่นไปมีอะไรบ้าง<br />
N-400Application for Naturalization N-400 downlad ได้ที่  http://www.uscis.gov/files/form/n-400.pdf<br />
- ค่าธรรค่าธรรมเนียม $680 รวมค่าถ่ายรูปพิมพ์ลายนิ้วมือแล้ว<br />
- สำเนากรีนการ์ดทั้งหน้า หลัง<br />
- รูปถ่ายรูปถ่าย ขนาดพาสปอร์ต สองรูป เขียนชื่อด้วยดินสอหลังรูป<br />
- ถ้ามีการเปลี่ยนชื่อแสดงเอกสารการเปลี่ยนชื่อ<br />
- สำเนาใบเกิดของคู่สมรสที่เป็นอเมริกันซิติเซ่นหรือเอกสารการได้สัญชาติอเมริกันของคู่สมรส<br />
- สำเนาทะเบียนสมรส ถ้าคนใดคนหนึ่งเคยแต่งงานมาแล้วหรือทั้งคู่แสดงเอกสารการหย่าขาดจากคู่สมรสที่ผ่านมา<br />
- หลักฐานการเสียภาษีสามปีย้อนหลัง<br />
- ถ้ามีการย้ายที่อยู่ในช่วงเวลาสามปีหรือห้าปีหลังจากได้กรีนการ์ดแสดงเอกสารยื่นยันที่อยู่ เช่นสำเนาสัญญาเช่าทั้งหมด<br />
หรือเอกสารอื่นๆที่แสดงว่าเราพักอาศัยในที่อยู่ที่อ้าง<br />
- กรณีมีบุตรสำเนาใบเกิดของบุตร<br />
นอกจากนั้นก็จะมีเอกสารอื่นๆตามแต่สถานการ์ของแต่ละคน แต่ตัวเราก็ส่งไปเท่านี้<br />
สำหรับรายละเอียดของเอกสารที่ต้องยื่นทั้งหมดอ่านที่ http://www.uscis.gov/files/article/attachments.pdf</p>
<p>หลังจากส่งเรื่องไปได้ประมาณห้าวันก็ได้รับอีเมล์ รวมทั้งSMSจาก ว่าได้รับเอกสารของเราแล้ว ตรงนี้เราสามารถขอให้ USCIS ส่งข้อความยืนยันทางอีเมล์หรือโทรศัทพ์มือถือได้โดยกรอกแบบฟอร์มแล้วส่งไปพร้อมกับเอกสารอื่นๆ หลังจากนั้นสามวันก็ใบเสร็จว่าได้รับเรื่องเราแล้ว รวมทั้งได้รับเช็คเรียบร้อยพร้อมทั้งรหัสเคสของเราซึ่งเราสามารถใช้รหัสตัวนี้เช็คสถานใบสมัครของเราว่าดำเนินการไปไหนแล้วได้ทางเว็ปไซต์ของ USCIS @ <a href="http://www.uscis.gov/files/article/attachments.pdf">http://www.uscis.gov/portal/site/uscis</a><br />
ผ่านไปสองอาทิตย์ก็ได้จดหมายนัดพิมพ์ลายนิ้วมือในอีกประมาณหนึ่งเดือนข้างหน้า พอดีแฟนอ่านในอินเตอร์เนตเจอว่า<br />
ไม่จำเป็นต้องไปตามวันที่กำหนดก็ได้ คือไปก่อนวันกำหนดได้ ซึ่งอาจทำให้การกำเดินการเร็วขึ้น เราก็เลยไปพิมพ์ลายนิ้วมือและถ่ายรูปในวันรุ่งขึ้นเลย ซึ่งจริงๆเร็วกว่าวันที่ได้นัดเกือบหนึ่งเดือน ตอนไปก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะอนุญาตไหมเพราะเท่าที่อ่านมา<br />
นั้นขึ้นแต่ละสำนักงาน คือบางเมืองก็อาจให้บางเมืองก็ไม่ให้ เราว่าคงขึ้นกับว่าเขามีคิวแน่นไหมด้วยเป็นหลัก<br />
ของเราไปที่ซาคราเมนโต ก็เขาไปปรากฎว่าเงียบเชียว ก็บอกเจ้าหน้าที่ว่ามาพิมพ์ลายนิ้วมือ แล้วก็บอกว่าจริงๆวันที่ได้<br />
นัดไม่ใช่วันนี้ คือมาเร็ว เขาบอกไม่เป็นไร เราก็เอาใบนัดให้เขาไป จะบอกว่าวันที่เราไปมีคนที่ไปมีเราคนเดียวเอง<br />
คือไม่ต้องรอคิวเลย เร็วมาก และในวันที่พิมพ์ลายนิ้วมือนี่แหละ เขาจะให้คู่มือเตรียมสอบซิติเซ่นมาให้เรา รวมทั้งมีซีดี<br />
ซึ่งเป็นเนื้อหาเดียวกันเพื่อใช้ฟังด้วย แต่จริงๆแล้วคู่มือและข้อสอบทั้งหมดสามารถดาวโหลดหรือ่านตรงได้จากเว็ป<br />
ของอยู่แล้ว http://www.uscis.gov/portal/site/uscis/menuitem.749cabd81f5ffc8fba713d10526e0aa0/?vgnextoid=f472639cf4b6a210VgnVCM100000082ca60aRCRD&#038;vgnextchannel=5efcebb7d4ff8210VgnVCM10000025e6a00aRCRD</p>
<p>หลังจากนั้นเราก็เริ่มอ่านหนังสือเตรียมสอบ จริงๆอ่านมาจากเว็ปไซตของUSCIS ์มาก่อนแล้ว และจริงๆแล้วจะบอกว่าสอบง่ายมากๆเลยคือจะเป็นคำถามกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสหรัฐ รวมๆของระบอบการเมืองการปกครอง สิทธิหน้าที่ของพลเมือง<br />
และความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอเมริกา ที่บอกว่าง่ายเพราะถ้าอ่านเล่มที่เขาให้มายังไงก็ผ่าน เพราะเขาจะถามคำถามสิบคำถาม<br />
จากคำถามที่อยู่ในคู่มือทั้งหมดหนึ่งร้อยคำถาม คือจะไม่มีการถามอะไรนอกเรื่องหรือนอกเหนือจากร้อยคำถามที่อยู่ในลิส<br />
จากสิบคำถามที่เขาจะถาม ตอบถูกแค่หกคำถามก็ผ่านแล้ว ก็แปลว่าตอบได้หกคำถามจากร้อยคำถามก็ผ่านแล้วละ จะไม่<br />
ง่ายได้ยังไง  นอกนั้นเขาจะให้เราอ่านประโยคที่กำหนด ถ้าอ่านประโยคแรกได้ก็ผ่าน ถ้าแรกไม่ได้มาสองอ่านได้ก็ผ่าน<br />
ถ้าสองไม่ได้อีกก็ตก เสร็จแล้วก็ให้เขียนประโยคสั้นๆ ถ้าผ่านสามส่วนนี้ก็ถือว่าผ่าน ซึ่งง่ายมากๆเลย คนภาษาอังกฤษพอได้<br />
ก็ไม่น่าจะมีปัญหา คือไม่ต้องเก่งอะไรเลยว่างั้น</p>
<p>แต่สิ่งที่เราว่าเป็นจุดสำคัญมากกว่าไอ้ตัวข้อทดสอบซึ่งง่ายมากๆคือ ตอนแรกเลยที่เขาจะสัมภาษณ์เกี่ยวกับตัวเรานี่แหละ<br />
ดังนั้นควรอ่านเตรียมตัวว่ากรอกข้อมูลอะไรไปบ้าง เพราะเขาจะเช็คว่าเราพูดตรงกับ้ข้อมูลที่ให้ไว้ไหม โกหกอะไรไม๊<br />
รวมทั้งเป็นการทดสอบภาษาอังกฤษของเราไปด้วยในตัว ของเราโดนถามตั้งแต่ตอนเข้าอเมริกาครั้งแรกว่าเขามาวีซ่าอะไร<br />
อย่ามั่วตอบเด็ดขาดเพราะเขามีข้อมูลในมือทั้งหมดตั้งแต่เราเข้ามาไล่มาขอกรีนการ์ด ไล่มายันขอซิติเซ่น<br />
คนที่สัมภาษณ์เราเป็นคนจีน ฟังสำเนียงแล้วไม่น่าจะเกิดที่นี่ ก็โอเคไม่ได้โหด อะไร</p>
<p>โอเคมาไล่เล่าเรื่องการสัมภาษณ์ดีกว่า เราก็สัภาษณ์ที่ซาคราเมนโต คิวไม่เยอะมาก ตอนไปมีรอสักสิบคนได้<br />
เราก็แต่งตัวสุภาพไป กางเกงผ้า เชิ้ตแขนยาว แต่พอไปโอ้ยเจ้าที่นี่มันแต่งตัวกันสบายเหลือเกิน ยีนส์ เสื้อยืดกันเชียว<br />
คนที่สัมภาษณ์เราก็ใส่ยีนส์ เข้าไปปุ๊ปเขาจะให้ ยกมือขวาเพื่อสาบานว่าจะพูดความจริง เขาก็จะพูดเป็นภาษาอังกฤษละ<br />
เราก็ตอบสั้นว่า I do ก็จบ เขาก็เชิญให้นั่ง แล้วก็ขอกรีนการ์ด และบัตรID พาสปอร์ต ของเราไป<br />
แล้วก็เริ่มเปิดแฟ้มรวมทั้งแบบฟอร์มที่เราส่งไปไล่ไปเป็นข้อๆทีเ้ดียว เช่น เคยเปลี่ยนชื่อไม๊ ตอนนี้ทำงานที่ไหน อะไร<br />
แต่งงานครั้งแรกไม๊ สามีชื่อะไร ทำไมย้ายบ้าน ออกนอกประเทศมากี่ครั้ง ออกไปทำอะไร พอดีครั้งหนึ่งเราออกไปห้าเดือนคือกลับเมืองไทยนั่นแหละกลับไปห้าเดือนกว่าก็โดนถามยาวหน่อย แต่เตรียมตัวมาแล้วมีเหตุผลดีอยู่แล้วก็โอเค ซึ่งจริงยังไงก็ต้องให้ผ่านละเพราะเราไม่ได้อยู่เกินหกเดือน จ่ายภาษีตรบไม๊ แต่งงานเมื่อไรเข้าประเทศครั้งแรกใช้วีซ่าอะไร เข้ามาเมือไร แล้วก็ถามพวกเป็นคอมมิวนิสต์ไม๊ นาซีไม๊ เคยโดนับไม๊ คือมันก็คือไล่ตาม เป็นคำถามที่อยู่ในแบบฟอร์มที่ส่งไปนั่นและ จบก็เข้าการทดสอบ<br />
เราตอบถูกหกคำถามรวด เค้าก็เลยไม่ถามคำถามที่เจ็ด คำถามที่เราโดนถามคือ<br />
- ทำไมธงชาติมีสิบถามแถบ<br />
- เพลงประจำชาติชื่ออะไร<br />
- เกิดเตุการณ์อะไรวันที่ 11 กันยา<br />
- มหาสมุทรที่อยู่ฝั่งตะวันตกคืออะไร<br />
- ซิติเซ่นสามารถเลือกประธานาธิบดีได้เมื่ออายุเท่าใด<br />
- หน้าที่อะไรที่ต้องเป็นยูเอส ซิติเซ่นเท่านั้นถึงทำได้</p>
<p>จบแล้วก็ให้อ่านประโยค How many senators do we have? โอเคอ่านถูก เขาก็ให้เขียนประโยคที่เขาอ่าน<br />
We have one hundred senators โอเคเขียนถูก เสร็จก็ให้เราเซ็นชื่อในแบบฟอร์มนั่นแหละ แล้วก็พรินซ์เอกสาร<br />
มาใบหนึ่งระบุว่าเราผ่านการสัมภาษณ์และทดสอบ เมื่อวันนี้กับเจ้าหน้าที่คนนี้ โดยเคสเราได้รับการเสนอเพื่ออนุมัติ<br />
เขาบอกต้องส่งให้เจ้าหน้าที่อีกคนตรวจดู ถ้าไม่พบอะไรผิดพลาด เราก็จะได้รับจดหมายแจ้งให้ไปปฎิญาณตนภายในสองอาทิตย์<br />
เสร็จแล้วก็ให้แผนที่ของสถานที่ที่จะต้องไปปฎิญาณตน แล้วก็บอกต่อว่าน่าจะเป็นวันที่ สิบหก มีนา ก็คือประมาณสองอาทิตย์กว่าๆจากนี้เพราะเขามีกำหนดการณ์แน่นอนอยู่แล้ว แต่ก็บอกเราอีกทีว่าไม่คอนเฟริมนะ ยังไงรอจดหมายแจ้งอย่างเป็นทางการดีกว่า</p>
<p>สรุปการสัมภาษณ์และสอบใช้เวลาประมาณยี่สิบนาทีอันนี้ไม่รวมตอนรอคิวประมาณเกือบๆชั่วโมง ถือว่าเร็วดีทีเดียว แต่ถามว่ามีคนสอบไม่ผ่านไม๊ตอบว่ามีก็วันที่เรารอสัมภาษณ์นี่แหละมีรายหนึ่งน่าจะเป็นคนเวียดนาม ออกมาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็พูดเสียงดังเชียวว่า ไปอ่านหนังสือมาใหม่แล้วค่อยมาสอบที่หลัง โหประจานกันชัดๆบอกกันในห้องก็ไม่ได้เนอะ แต่เราว่าคนไม่ผ่านนี่คงแบบภาษาอังกฤษอ่อนมากๆจริงๆ หรือไม่อ่านอะไรมาเลยจริงๆเท่านั้นแหละถึงไม่ผ่าน แต่ถ้าไม่ผ่านรอบรอบแรกเค้าก็จะเรียกมาสอบรอบสอง แต่ถ้ารอบสองไม่ผ่านอีกนี่ก็สมัครใหม่เลย เข้าเรื่องต่อ</p>
<p>หลังห้าวัน เราก็ได้จดหมายนัดวันไปปฏิญาณตนแล้วซึ่งก็เป็นตามวันที่เจ้าหน้าที่บอกไว้คร่าวๆคือวันที่สิบหก มีนาคม ซึ่งปกติที่ซาคราเมนโตหรือเมืองอื่นๆเค้าะจัดพิธีปฏิญาณเดือนละครั้ง สรุปแล้วใช้เวลาทั้งหมดเริ่มจากวันที่ส่งเอกสารเข้าไปสามเดือนครึ่ง ถือว่าเร็วทีเดียว รวมๆง่ายและเร็วกว่าที่คิดไว้เยอะเลย หลังจากได้จดหมายนัดก็รอสองอาทิตย์ก็ครบกำหนดไปปฏิญาณตน<br />
หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Naturalization Oath Ceremony ที่ซาคราเมนโตจัดที่ Memorial Auditorium อยู่ใน Downtown ซาคราเมนโตเค้านัดให้ไปแปดโมงครึ่งตอนเช้า คือเช้าจังเลย พอไปถึงแถวยาวมากๆ ยาวล้นฟุตบาท เราก็เอต้องเค้าแถวรออะไรเนี่ยคือยังไม่ได้เข้าไป วันนั้นพาครอบครัวเพื่อนไปได้ แต่ครอบครัวเพื่อนเค้าจะให้<br />
นั่งด้านบน หรือคนละฝั่งคือแยกกันระหว่างคนมาปฏิญาณกับญาติ สรุปก็ต่อแถวไปเพื่อไปเช็คว่าเรามาแล้ว ซึ่งจริงๆ Certificate พร้อมแล้วตั้งแต่แรกแต่เขาไม่ให้เลย ตอนแรกเค้าจะเก็บกรีนการ์ด คืนไปก่อน แล้วก็ให้เราเข้าห้องเพื่อปฎิญาณ วันนั้นมีคนได้ซิติเซ่นทั้งหมด 1090 คนเรียกว่าเต็มหอประชุมเลยละ คนเยอะกว่าที่เราคิดไว้เยอะเลย จริงๆแล้วในส่วนการปฎิญาณจริงๆสั้นมาก<br />
แค่ห้านาทีเองนอกนั้นคือไร้สาระ แบบขำๆ มีคนมาเล่าประสบการณ์อะไรงั้น เขาจะบอกว่า วันนี้มีคนจากประเทศไหนก็คนที่ได้ซิติเซ่นวันนี้ ปรากฎว่ามีคนไทย 25 คน เยอะสุดคือแม๊กซิกันสองร้ยนิดๆ รองมาฟิลิปปินส์และอินเดีย ร้อยยี่สิบ ลาวก็ตั้งแปดสิบ และประเทศอื่นๆเกือบทั่วทุกมุมโลกละมั้ง แคนาดา อังกฤษ รัสเซีย เอธิโอเปีย อะไรมีหมดละ เสร็จจากในห้องก็ต้องมาเข้าแถวอีกรอบเพื่อรับ Certificate ก็ไม่รู้เท่าไมไม่ให้ตั้งแต่เข้าแถวรอบแรก ก็ต่อแแถวไปอีก พอรับเสร็จต่อแถวอีกแล้วคราวนี้เพื่ออัพเดท SSN ซึ่งจริงๆก็มีกันอยู่แล้วแต่ เขาให้กรอกเอกสารเพื่ออัพเดทสถานะว่าตอนนี้เราเป็นซิติเซ่นแล้ว หลังจากนั้นก็จบได้กระดาษมาหนึ่งใบมีรูปมีชื่อ เราว่าโอเครับมีคุณสมบัติครบถ้วน เย้ I am American แล้วโว้ย ไม่ได้ดีใจอะไรมาก แต่ดีใจเพราะจะได้กลับเมืองไทยซะที เท่าไมเหรอ เพราะคนที่ถือกรีนการ์ดออกนอกประเทศอเมริกาได้ไม่เกินหกเดือน แต่ถ้าเป็นซิติเซ่นจะไปอยู่ไหนก็ได้ แล้วก็กลับเข้ามาได้แน่ๆ<br />
วันนั้นไม่เห็นมีใครแบบว่าร้องไห้ โอฉันเป็นอเมริกันแล้ว ไม่มีให้เห็นแต่มันก็แน่นอนเป็นวันที่รอคอยสำหรับหลายๆคน รวมทั้งเราเองด้วย มาสรุปไทม์ไลน์กันอีกที<br />
ส่ง 2 ธันวาคม<br />
ได้รับใบเสร็จตอบรับเอกสาร 14 ธันวาคม<br />
9 มกรา ได้รับจดหมายนัดไปพิมพ์ลายนิ้วมือ<br />
จดมหายนัดไปพิมพ์ลายนิ้วมือ 1 กุมภา แต่ไปวันที่ 10 มกรา<br />
ได้รับจดหมายนัดสัมภาษณ์และสอบ 23 มกรา<br />
สัมภาษณ์ 24 กุมภาพนธ์้<br />
1 มีนาคม ได้จดหมายนัดไปปฏิญาณตน<br />
16 มีนาคม ปฎิญาณตน รับ Certificate โอเคเป็นอเมริกันแล้วเรา</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2011/03/uscitizenship/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>อยู่เมืองไทยดีหรืออยู่อเมริกาดี</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2011/01/living-in-thailand-vs-america/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2011/01/living-in-thailand-vs-america/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 29 Jan 2011 05:58:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เกี่ยวกับงาน]]></category>

		<category><![CDATA[คนไทยในอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[คนไทยในอเมิรกา]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิตในอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[ทำงานในอเมิรกา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=304</guid>
		<description><![CDATA[Cheap calls to Thailand

// &#8211;&#62;

กลับเมืองไทยหรืออยู่ที่อเมริกาต่อไป เหมือนว่าเรื่องนี้เคยเขียนผ่านๆมารอบหนึ่งแต่กลับมาเขียนใหม่อีกรอบ
เพราะเวลาทำงานกับน้องๆเพื่อนๆ พี่ๆ มีเวลาว่างทีไรก็มักจะวนกลับเข้ามาเรื่องนี้ สำหรับตัวเราเองนั้นตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร และก็เป็นเหมือนเพื่อนๆหลายๆคนที่คุยกัน สรุปแล้วไม่มีมีที่ไหนสมบูรณ์แบบทุกที่มีปัญหาแต่ปัญหาคนละเรื่องคนจะจุด เลือกที่ไหนมันคงขึ้นกับว่าเรื่องไหนเป็นประเด็นหลักสำหรับแต่ละคนมากกว่าเราแต่ละคนจะให้น้ำหนักกับปัจจัยต่างๆที่ไม่เหมือนกัน 
หลายๆคนบอกว่าอยู่เมืองนอกปลอดภัยกว่า เมืองไทยวุ่นวายปัญหาการเมือง ชุมนุมเสื้อแดงเสื้อเหลือง ก็บอกว่าเมืองไทยไม่ปลอดภัยเราเองไม่รู้ถ้าเทียบเมืองไทยกับประเภทในยุโรปเพราะไม่เคยอยู่ แต่ถ้าเทียบกับอเมริกา เราเองไม่คิดว่าอเมริกาจะปลอดภัยอะไรมากมายถึงจะไม่มีปัญหาการเมืองแบบบ้านเรา ยกตัวอย่างตอนอยู่ซานฟรานซิสโก เพื่อนสองคนที่ถูกทำร้ายในที่สาธารณะกลางวันแสกๆ รวมทั้งรายที่ถูกจี้กลางวันแสกๆรถที่จอดริมถนนก็เห็นจนชินตาประเภทที่โดนทุบกระจกขโมยของ เพื่อนอีกคนอยู่อพาตเมนท์เกรดดี มีลานจอดรถแบบที่ต้องมีรีโมทเข้าออก คนในอพาตเมนท์ยังถูกขโมยรถ แก๊งต่างๆก็มีมากมาย ที่ที่เราเคยอยู่ก็เคยโดนคนแอบปีนรั้วเข้ามาจะขโมยของตอนเช้ามืด พอย้ายมาซาคราเมนโต ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคลิฟอเนียขับรถขึ้นมาทางเหนือของซานฟราน
ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง เมืองนี้เป็นเมืองที่มีเรฟูจี อาศัยเยอะ พวกคนลาว คนม้ง ค้นเมี้ยน คนกัมพูชาและอื่นๆเยอะมาก วันหนึ่งไปบ้านน้องที่ทำงานด้วยกัน น้องคนหนึ่งชี้รูขนาดประมาณสองนิ้วตรงฝาผนังให้เราดู บอกว่าเป็นรูกระสุน เราเองก็นึกว่าพูดเล่น แต่เขาบอกจริงๆเพราะประมาณหนึ่งปีที่ผ่านมา มีแก๊งคนดำยิงกันตายที่หน้าบ้านเขาตายสองศพหน้าบ้านเลย รถคนตายก็เสียหลักพุ่งชนรั้วบ้านพัง อีกรายไปหาเพื่อนที่บ้านไม่เห็นรถเพื่อนจอดอยู่ก็นึกว่าเพื่อนไม่อยู่บ้าน เลยโทรเข้าไปมือถือเพื่อนบอกก็อยู่บ้านนี่ไงน้องคนนี้เลยถามอ้าวอยู่บ้านแล้วรถไปไหน เท่านั้นแหละเจ้าของบ้านออกมา เฮ้ยรถกรูไปไหน สรุปรถโดนขโมยทั้งๆที่ตัวเองอยู่ในบ้านนั่นแหละ แต่สงสัยกันว่าน่าจะเป็นตอนกำลังอาบน้ำ  น้องอีกคนที่รู้จักก็เช่นกันรถถูกขโมยทั้งๆที่รถนั้นเก่าและโทรม สรุปมันขโมยไปขับเล่นซะงั้น  มาที่อังกฤษกันบ้างน้องอีกคนไปเรียนภาษาอยู่ลอนดอน เขาบอกย่านที่พักนี่ถือว่าดีเลยทีเดียวมีคืนหนึ่่งเขาก็ไปปาตี้กับเพื่อนกลับบ้านมาประมาณตีหนึ่งไม่มีอะไร ปรากฎว่าตอนเช้ามีตำรวจมาเคาะหน้าบ้าน เพราะมีผู้หญิงสาวถูกฆ่าตายตรงถนนหน้าบ้านที่น้องเขาพักอยู่นั่นแหละ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.kqzyfj.com/click-4320384-10772019" target="_top">Cheap calls to Thailand</a><img src="http://www.ftjcfx.com/image-4320384-10772019" width="1" height="1" border="0"/><br />
<script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7158311723822940";
/* 728x90, created 10/18/08 */
google_ad_slot = "1982738672";
google_ad_width = 650;
google_ad_height = 90;
//-->
// &#8211;&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script><br />
กลับเมืองไทยหรืออยู่ที่อเมริกาต่อไป เหมือนว่าเรื่องนี้เคยเขียนผ่านๆมารอบหนึ่งแต่กลับมาเขียนใหม่อีกรอบ<br />
เพราะเวลาทำงานกับน้องๆเพื่อนๆ พี่ๆ มีเวลาว่างทีไรก็มักจะวนกลับเข้ามาเรื่องนี้ สำหรับตัวเราเองนั้นตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร และก็เป็นเหมือนเพื่อนๆหลายๆคนที่คุยกัน สรุปแล้วไม่มีมีที่ไหนสมบูรณ์แบบทุกที่มีปัญหาแต่ปัญหาคนละเรื่องคนจะจุด เลือกที่ไหนมันคงขึ้นกับว่าเรื่องไหนเป็นประเด็นหลักสำหรับแต่ละคนมากกว่าเราแต่ละคนจะให้น้ำหนักกับปัจจัยต่างๆที่ไม่เหมือนกัน </p>
<p>หลายๆคนบอกว่าอยู่เมืองนอกปลอดภัยกว่า เมืองไทยวุ่นวายปัญหาการเมือง ชุมนุมเสื้อแดงเสื้อเหลือง ก็บอกว่าเมืองไทยไม่ปลอดภัยเราเองไม่รู้ถ้าเทียบเมืองไทยกับประเภทในยุโรปเพราะไม่เคยอยู่ แต่ถ้าเทียบกับอเมริกา เราเองไม่คิดว่าอเมริกาจะปลอดภัยอะไรมากมายถึงจะไม่มีปัญหาการเมืองแบบบ้านเรา ยกตัวอย่างตอนอยู่ซานฟรานซิสโก เพื่อนสองคนที่ถูกทำร้ายในที่สาธารณะกลางวันแสกๆ รวมทั้งรายที่ถูกจี้กลางวันแสกๆรถที่จอดริมถนนก็เห็นจนชินตาประเภทที่โดนทุบกระจกขโมยของ เพื่อนอีกคนอยู่อพาตเมนท์เกรดดี มีลานจอดรถแบบที่ต้องมีรีโมทเข้าออก คนในอพาตเมนท์ยังถูกขโมยรถ แก๊งต่างๆก็มีมากมาย ที่ที่เราเคยอยู่ก็เคยโดนคนแอบปีนรั้วเข้ามาจะขโมยของตอนเช้ามืด พอย้ายมาซาคราเมนโต ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคลิฟอเนียขับรถขึ้นมาทางเหนือของซานฟราน<br />
ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง เมืองนี้เป็นเมืองที่มีเรฟูจี อาศัยเยอะ พวกคนลาว คนม้ง ค้นเมี้ยน คนกัมพูชาและอื่นๆเยอะมาก วันหนึ่งไปบ้านน้องที่ทำงานด้วยกัน น้องคนหนึ่งชี้รูขนาดประมาณสองนิ้วตรงฝาผนังให้เราดู บอกว่าเป็นรูกระสุน เราเองก็นึกว่าพูดเล่น แต่เขาบอกจริงๆเพราะประมาณหนึ่งปีที่ผ่านมา มีแก๊งคนดำยิงกันตายที่หน้าบ้านเขาตายสองศพหน้าบ้านเลย รถคนตายก็เสียหลักพุ่งชนรั้วบ้านพัง อีกรายไปหาเพื่อนที่บ้านไม่เห็นรถเพื่อนจอดอยู่ก็นึกว่าเพื่อนไม่อยู่บ้าน เลยโทรเข้าไปมือถือเพื่อนบอกก็อยู่บ้านนี่ไงน้องคนนี้เลยถามอ้าวอยู่บ้านแล้วรถไปไหน เท่านั้นแหละเจ้าของบ้านออกมา เฮ้ยรถกรูไปไหน สรุปรถโดนขโมยทั้งๆที่ตัวเองอยู่ในบ้านนั่นแหละ แต่สงสัยกันว่าน่าจะเป็นตอนกำลังอาบน้ำ  น้องอีกคนที่รู้จักก็เช่นกันรถถูกขโมยทั้งๆที่รถนั้นเก่าและโทรม สรุปมันขโมยไปขับเล่นซะงั้น  มาที่อังกฤษกันบ้างน้องอีกคนไปเรียนภาษาอยู่ลอนดอน เขาบอกย่านที่พักนี่ถือว่าดีเลยทีเดียวมีคืนหนึ่่งเขาก็ไปปาตี้กับเพื่อนกลับบ้านมาประมาณตีหนึ่งไม่มีอะไร ปรากฎว่าตอนเช้ามีตำรวจมาเคาะหน้าบ้าน เพราะมีผู้หญิงสาวถูกฆ่าตายตรงถนนหน้าบ้านที่น้องเขาพักอยู่นั่นแหละ ตำรวจก็ประมาณมาถามแบะแสว่ามีใครเห็นเหตุการณ์หรืออะไรหรือไม่ น้องคนนี้บอกเขาขนลุกเลย เพราะผู้หญิงคนนั้นถูกฆ่าตายประมาณแค่หนึ่งชั่วโมงหลังจากที่น้องเขากลับเข้าบ้านเขาบอกพี่ถ้าหนูกลับช้าอีกชั่วโมง ศพนี้อาจเป็นหนูก็ได้ น้องบอกคิดว่าอยู่ย่านที่ปลอดภัยแล้วนะเนี่ย สรุปที่เล่ามาก็เพียงจะบอกว่าทุกที่มันล้วนแต่มีอันตรายแอบแฝงอยู่ด้วยกันทั้งนั้นเราเองก็อยู่เมืองไทยมาจนอายุสามสิบกว่าจะมาอเมริกา ก็ผ่านก็เห็นเรื่องประท้วงหรือเรื่องอะไรที่ไม่ดีที่มันเกิดขึ้นแต่ก็ไม่เคยเจอปัญหาอะไรจริงกับตัวเอง หรือคนใกล้ตัวเราเอง  รวมๆยอมรับว่าภาพรวมๆที่คนเห็นเมืองไทยมันดูมีความปลอดภัยน้อยกว่าจริงๆ แต่เราเองจุดหนึ่งเชื่อในเรื่องของกรรม อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดอยู่ที่ไหนถ้ามันจะเจอมันก็ต้องเจอสุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี เรื่องตายไม่กลัว แต่ตอนใช้ชีวิตขออยู่ในที่ที่อยู่แล้วมีความสุข ตรงกับรสนิยมเป็นพอ</p>
<p>เรายังจำคำพูดของพี่คนไทยที่เป็นลูกค้าเราในซานฟรานได้ พี่เขาบอกว่าเขาอยู่ที่ไหนก็ได้ อยู่ไทยก็ได้ อยู่อเมริกาก็ได้ เขาว่ามันก็มีข้อดีข้อเสียต่างๆกัน แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับเขาคือสิ่งที่เราทำมากกว่า พูดง่ายๆก็คือเรื่องโอกาส พี่คนนี้เขาทำงานที่อเมริกามาเป็นสิบกว่าปีเพราะเขาจบมาในช่วงดอทคอมบูมจบปุ๊ปมีบริษัทมารับเลย เขาบอกเขาอยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีเพราะเขาได้ทำงานที่เขาชอบเขามีเพื่อนร่วมงานที่ดี มันก็อยู่มาเรื่อยๆ  ส่วนเพื่อนเราสมัยมัธยมปลายก็มาจบโทที่ Colorado ด้านสื่อสารเพราะเขาจบตรีนิเทศน์จากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเมืองไทย จบมาก็โอเคได้ OPT ก็หางานทำในรัฐเดิมนั้นแหละเพราะตอนนั้นเขามีแฟน ปรากฎก็หางานในสายที่เรียนมาไม่ได้เพราะส่วนใหญ่ที่เพื่อนเขาเจอคือบอกบริษัทบอกว่างานด้านนี้เขาต้องการ native speaker เพราะมันต้องใช้ทักษะในด้านภาษามาก จริงๆเพื่อนคนนี้ภาษาอังกฤษถือว่าดีมากทีเดียวแต่ก็นั่นแหละ ด้วยจังหวะและอะไรอื่นๆตรงนั้น เวลานั้นเขาก็ไม่ได้งานตามที่เขาเรียนมา สุดท้ายก็ไปได้งาน admin บริษัทเอกชนทำได้ปีหนึ่ง จริงๆบริษัทก็จะต่อใบทำงานให้แต่เขาไม่เอาเพราะมันไม่ใช่งานในสาขาที่ต้องการ สรุปก็กลับมาทำงานเมืองไทย คุยกันเขาบอกคิดดูเหมือนถ้าทำที่นั่นดูได้เงินมากกว่า แต่ว่างานที่เขามาทำเมืองไทยมันท้าทาย มันมีคุณค่ากว่ามากมาย เขาก็กลับมาเมืองไทยทั้งๆที่ตอนนั้นแฟนก็ยังอยู่ที่นั่น แต่สุดท้ายตอนนี้ก็แต่งงานกับคนใหม่ที่เจอที่เมืองไทยไปเรียบร้อยแล้ว  เรื่องหางานนี่เราฟังและอ่าน รวมทั้งจากประสบการณ์ของตัวเองมามากพอควร จริงๆมันขึ้นกับจังหวะและโอกาสรวมทั้งสถานที่ด้วยจริงๆ เพราะหลายๆคนจบปริญญาโทที่นี่มาแต่เขาก็หาทำทำดีๆไม่ได้ ในขณะที่บางคนจบตรีจากเมืองไทยมาปรากฎว่าหางานทำดีๆได้ เคยอ่านเจอในเว็ปบอร์ดที่หนึ่ง คนที่จบตรีจากเมืองไทยแล้วได้งานบรษัท แต่เขาก็ไม่ได้บอกนะว่างานประเภทไหน ก็เขียนประมาณอะไรกันจริงเหรอจบโทที่นี่หางานไม่ได้อะไรประมาณนั้น แล้วก็เขียนต่อบอกว่าคนอเมริกันจบโทน้อยจะตายประมาณว่าคนที่จบโทที่นี่แล้วไม่ได้งานนี่คงมีอะไรผิดปกติมั้งหรือโง่อะไรประมาณนั้น เราอ่านแล้วก็เออข้าพเจ้าเองก็จบโทที่เมกาก็สมัครงานมาเดือนกว่าจะสองเดือนก็ไม่ได้งานเหมือนกันค่ะ ตกลงข้าพเจ้านี่แย่มากเหรอ แต่เราก็รู้ตัวเราอยู่ว่ามันจิ๊งไม่จริงนะค่ะ ซึ่งคำตอบคือจริงๆไม่ใช่หรอกสาขาที่จบต่างกัน เมืองที่อยู่ต่างกัน จังหวะ ประสบการณ์ ทุกอย่าง มันไม่ใช่คนนี้ได้คนนั้นต้องได้เหมือนกันซะที่ไหน และมันก็ไม่ได้แปลว่าคนที่ไม่ได้เขาไม่เก่งหรืออะไรด้วย บางคนอาจพยายามแบบว่าให้กำลังใจว่าโอ้ยคนโน้นคนนี้เขาได้นะ คือให้กำลังใจและหวังดีแต่ลืมคิดไงว่าคนที่มันหาไม่ได้แล้วมาอ่านมาฟังแบบนี้ก็แบบเออกรูคงแย่มากมั้งถึงหาได้เนี้ย เพราะรู้สึกว่าคนอื่นๆเขาก็ได้กันทั้งนั้น</p>
<p>แต่บางคนที่มาอยู่อเมริกานานๆ ที่แบบมาทำงานร้านอาหารหรืออะไรประมาณนี้ คือมาตั้งแต่จบปริญญาตรีใหม่ๆ คือมาตอนอายุไม่มาก อยู่โน่นฐานะกลางๆ มาทำงานที่นี่ห้าหกปีจนอายุก็อาจจะประมาณสามสิบ ก็เริ่มกลัวการที่ต้องกลับไปเมืองไทย เพราะพวกนี้บางทีมาแบบอยู่ยาวเพราะไม่ได้กลับบ้านเลย ไม่ก็จะรู้สึกมีอะไรบางอย่างที่ต่อไม่ติดกลับเมืองไทยคุยกับหลายๆคนบอกว่าจริงๆอยากกลับบ้าน และก็ไม่ใช่ว่าชอบอยู่ที่นี่อะไรมาก แต่ว่าอยู่นี่ทำงานแล้วมันเก็บตังค์ได้มากกว่า หลายๆคนทำงานหกวัน อยู่กินประหยัด ส่วนมากกินอาหารฟรีที่ร้านที่ทำ แชร์บ้านแชร์ห้อง ก็ทำงานทุกวันมันก็ไม่ค่อยมีเวลาใช้เงิน ก็เก็บเงินได้มาก ส่งให้ที่บ้านด้วย หลายๆคนอยากกลับแต่เขาก็นึกไม่ออกว่ากลับเมืองไทยแล้วจะกลับไปทำอะไร เพราะมาก็ตอนเพิ่งจบแล้วมาที่นี่ก็ทำแต่งานร้านอาหาร บางคนก็คิดว่าจะเก็บเงินเยอะแล้วไปเปิดกิจการอะไรที่เมืองไทย แต่บางคนที่ทำงานประเภทพวกช่างก่อสรา้งหรืออื่นๆที่อยู่เมืองไทยเขาได้ค่าจ้างน้อยมาก เขาก็เลือกที่อเมริกาเพราะเขาได้เงินมากกว่าส่งทางบ้านได้ด้วย เราว่าคนกลุ่มนี้น่าขื่นชม บางคนอายุไม่มาก แต่ความรับผิดชอบ รักครอบครัวเหลือหลาย เสียสละจริงๆ คนกลุ่มนี้จะเห็นชัดว่าทำไมเขาเลือกที่จะอยู่เมืองนอก เพราะกลับไปบางคนก็บ้านที่เมืองไทยก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี โอกาศอะไรก็ไม่เห็น อยู่นี่ส่วนมากทำงานตามร้านอาหารภาษีก็ไม่ได้เสียกันด้วยก็เหมือนยิ่งเก็บเงินได้เยอะ ถ้าไม่คิดอะไรมากก็อยู่ทำงานเก็บเงิน ช่วยครอบครัวที่เมืองไทยด้วย</p>
<p>แต่หลายๆคนที่เรารู้จักคือเพื่อนเรานี่แหละ ประเภทคนชั้นกลางระดับบนหน่อยที่ครอบครัวมีพร้อมที่เมืองไทย ส่วนมากเรียนจบโทแล้วก็กลับ ไม่ค่อยมีใครอยากอยู่เพราะมันลำบากกว่า  และเอาจริงๆกลับไปเมืองไทยส่วนมากก็ได้งานดีๆ ชีวิตสบายกันทุกคนเพราะเมืองไทยส่วนมากถ้ามีดีกรีจากเมืองนอกมาก็มักหางานดีๆไม่ยาก เพื่อนของเพื่อนอีกทีจบโทที่นี่ได้งานที่ซานฟรานซิสโก ทำไปแล้วก็ไม่ค่อยชอบ เพราะรวมๆเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ค่อยได้ จริงๆไม่เชิงว่าเข้ากันไม่ได้แต่ประมาณว่า บางทีไม่เข้าใจมุกฝรั่ง ไม่ get ไม่ขำอะไรประมาณนั้นอยู่ไปเขาก็ไม่ค่อยจะสนุกก็ตัดสินใจว่าครบปีหนึ่งก็กลับบ้านดีกว่า ในขณะที่บางคนก็ชื่นชมชื่นชอบวัฒนธรรมฝรั่ง มากมาย อะไรก็ดีเข้าจริตไปหมด อย่างนั้นก็แฮ๊ปปี้ได้อยู่ในสิ่งที่ชอบ แต่ประเภทหลังนี้บางคนจะชอบไปก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่บางคนประเภทมองคนไทยคนอื่นๆที่เขาไม่ชอบแบบตัวเองว่าก็คงไม่เก่งหรือภาษาไม่ดีหรือไม่มั่นใจในตัวเองซะอีกก็เลยอยู่กับฝรั่งไม่ได้ ทั้งๆที่จริงๆมันไม่ใช่มันเป็นเรื่องความถูกจริตหรือไม่ถูกจริตของคนที่มันมีต่างกันไปต่างหาก </p>
<p>สำหรับตัวเราเองถ้าเรามีโอกาสได้งานที่เราชอบที่นี่เราก็คงเลือกอยู่ที่นี่สักพัก เพราะมันก็เป็นสิ่งท้าทายในการมีโอกาศทำงานในองค์กรต่างวัฒนธรรม แต่ถ้าไม่ได้งานที่เราชอบเราก็คงเลือกที่จะกลับไปหางานในเมืองไทยเพราะเราไม่เคยมีปัญหาในการหางานดีๆทำในเมืองไทย ประสบการณ์และลู่ลางก็มีอยู่แล้ว เพราะเองไม่ไดผูกพันหรือรู้สึกว่าอเมริกาดีกว่าเมืองไทยมาตั้งแต่ต้น<br />
ในขณะเดียวกันมันก็มีอะไรหลายๆอย่างที่เมืองไทยที่เราไม่ชอบ เราชอบอากาศเย็นๆที่อเมริกา แต่ในขณะเดียวกันเราไม่ชอบขับรถ อยู่อเมริกามีแค่สองสามเมืองที่อยู่ได้โดยไม่มีรถแต่ค่าครองชีพก็แพงมากมาย อยู่กรุงเทพก็ขับรถก็ได้ ไม่อยากขับก็มีแท็กซี่ และขนส่งมวลชนทางเลือกอื่นๆ ในขณะที่เมืองส่วนใหญ่ในอเมริกาไม่มีรถเหมือนไม่มีแขนขาไปไหนไม่ได้เลย เราเกลียดรถติดและมลพิษในกรุงเทพ แต่เราก็ชอบหาอะไรกิน ดูโน่นดูนี่ตามร้านข้างถนน ตามตลาดนัด อยู่ที่นี่เงียบเหงาน่าเบื่อ ร้านอาหารก็ซ้ำๆกันทุกที่ทุกเมือง ยิ่งอยู่ในเมืองขนาดเล็กขนาดกลางนี่ยิ่งน่าเบื่อ  กินอาหารนอกบ้านแพง แล้วก็ไม่อร่อยสักเท่าไร ความบันเทิงโอ้ยไม่ต้องพูดบ้านเรากินขาด เพราะเราเองมันพวกมนุษย์เมือง จะให้ชื่นชมธรมชาติป่าเขาทุกวันก็ไหวอยู่แต่จริงๆขอเลือกขอดูผู้คนแต่งตัวสวยๆงามๆ คนแปลกๆ จะน่าสนใจกว่า ไอ้ครั้นจะไปอยู่นิวยอร์กย่านดีๆก็ไม่มีปัญญาอีกเพราะแพง และตัวเราเองชอบอยู่กับคนไทยมากกว่า<br />
มันเป็นอะไรที่พูดยาก ไม่ใช่เรื่องภาษาอย่างเดียว เรารู้สึกว่าคนไทยดูนิ่งกว่า อาจเป็นเพราะเราเองไม่ใช่คนชอบ Greeting หรือแสดงออกอะไรแบบที่ฝรั่งเขาชอบด้วยมั้ง แต่สุดท้ายเราว่าสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีมากกว่าเวลาอยู่เมืองไทยคือเรารู้สึกว่าเรามีคุณค่ามากกว่า เราเก่ง เรามีความสามารถ เป็นที่ยอมรับมากกว่า เราว่าความรู้สึกที่ภูมิใจในตัวเองและรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า<br />
มันสำคัญมากๆ มากกว่าเงินทองซะอีก เรื่องเพื่อนหรือครอบครัวก็เป็นอีกประเด็นแต่สำหรับเราเราไม่ค่อยติดเพื่อนหรือครอบครัวมากมาย เราขอเลือกที่ใจเราตัดสินมากกว่า แต่การได้อยู่กับครอบครัวและเพื่อนมันก็ทำให้เราอุ่นใจมากกว่าด้วย เพราะเพื่อนคนหนึ่งที่นี่อยู่เมืองไทยมีงานทำดี ครอบครัวมีฐานะ แต่เขาเป็นสาวประเภทสอง เขาชอบอยู่ที่อเมริกาเพราะใน ID เรียกเขาว่า MISS<br />
อยู่ที่นี่คนส่วนมากไม่รู้ว่าเขาเป็นผู้ชายมาก่อน เพื่อนบอกอยู่เมืองไทยชีวิตเขาสบาย แต่เกลียดคนไทย ไปซื้อของก็ชอบชมกึ่งกัดว่าสวยเหมือนผู้หญิงเลยนะค่ะ อะไรประมาณนั้น เขาบอกไม่พูดอะไรเลยได้ไม๊ แต่มาอยู่อเมริกาไม่มีคำพูดแสลงหูแบบนั้น และเขาก็ได้เป็นผู้หญิงเต็มตัวที่นี่ คือเขาได้รับการเติมเต็มตอบสนองความต้องการทางจิตใจที่นี่ เป็นสิ่งที่ไม่เคยได้จากเมืองไทย  ทั้งๆที่กินอยู่ลำบากมากกว่าในเมืองไทย แต่สุขใจสำคัญกว่าเราเองเราก็ขอเลือกสุขใจเหมือนกันเพียงแต่จะเป็นทางเลือกตรงข้ามกับเพืื่อน ตอนนี้ถึงแม้จะยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าจะอยู่ที่ไหน ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่อึดอัดใจพอสมควร แต่ ณ วันนี้ก็ขอถือคติว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด<br />
เรารู้ว่าเราพยายามแล้วถ้าไม่ได้ก็คือไม่ได้ มีอะไรทำได้ก็ทำไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า อยู่ตรงนี้วันนี้ ทำสิ่งนี้จะชอบหรือไม่จะใช่หรือไม่ตกลงทำแล้วก็ต้องทำให้ดีสุด ไม่ให้ใครว่าได้ว่าหนักก็ไม่เอาเบาก็ไม่สู้ และสุดท้ายก็บอกตัวเองว่าอย่าเอาชีวิตของเราไปเทียบกับชีวิตคนอื่นๆ เราย่อมรู้ตัวเราเองดีที่สุดว่าเราเป็นใคร เป้าหมายในชีวิตของเราคืออะไร </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2011/01/living-in-thailand-vs-america/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>

