Archive for the 'เกี่ยวกับงาน' Category

สมัครงานในอเมริกา ภาค2

plew February 5th, 2009


มาเล่าต่อเรื่องการสมัครงานในอเมริกา หลังจากเราได้กรีนการ์ด ..หลังจากไปสัมภาษณ์ที่ Banana Republic ได้สามวัน คนที่สัมภาษณ์เราก็โทรมาบอกว่า “ตกลงเราเสนองานให้คุณในตำแหน่ง Sale Assistant” ให้ค่าแรงชั่วโมงละ 9.4 เหรียญ ตอนนั้นดีใจมาก ไม่ใช่เพราะเงินหรืออะไร แต่มันสมัครแล้วสัมภาษณ์งานกับฝรั่งครั้งแรกก็ได้งานเลย อิอิ..แต่ว่าสรุปก็ไปทำไม่ได้เพราะเขาต้องการให้ไปเริ่มงานในสัปดาห์ถัดไป แต่เรากับแฟนได้จองตั๋วเครื่องบินและจองที่พักทุกอย่างเพื่อไปเที่ยวที่ฟลอริด้า เพราะจริงๆเราสมัครไปนานกว่าเดือนกว่าเขาจะเรียกสัมภาษณ์ ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะยังไงก็จองทุกอย่างไปก่อนวันสัมภาษณ์แล้ว และเรากับแฟนไปฟลอริดาสามอาทิตย์ เขาก็บอกเขาคงรอเราสามอาทิตย์ไม่ได้เพราะเขาต้องการคนด่วน สรุปก็ไม่ได้ทำ แต่จริงๆแล้วค่าแรงชั่วโมงละ 9.4 ถือว่าน้อยทีเดียว เพราะเราไปทำ part time คนที่เป็น part time เขาให้ทำประมาณไม่เกิน 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และร้านพวกนี้ร้อยทั้งร้อยรับแต่ part time เพราะเขาไม่ต้องมานั่งให้สวัสดิการอะไรกับเรา คือค่าแรงขั้นต่ำสุดไม่มีอะไรผูกมัด แต่จริงๆงานพวกนี้คนส่วนใหญ่ก็ทำกันไม่นานเหมือนกัน

แฟนเราบอกดีแล้วไม่ต้องไปทำหรอกเสียเวลา แค่ชั่วโมงละ 9 เหรียญไม่มีความหมายอะไร แถมต้องสียภาษีด้วย เอาเวลาไปเรียนแล้วหางานที่มันดีๆจะดีกว่าหรืออยู่บ้านทำงานบ้าน ทำกับข้าวดีกว่า เราก็เซ็งนิดหน่อยเพราะจริงๆที่อยากทำไม่ใช่เรื่องเงินแต่อยากมีประสบการณ์ มีเพื่อนและมีสังคมใหม่ๆ เรียนรู้อะไรใหม่ๆมากกว่า แฟนก็ไม่รู้ทำไมไม่ค่อยอยากให้ทำงาน เขาบอกเออถ้าเป็นเขาไม่ต้องทำงานแล้วมีเงินใช้ เขาจะดีใจมาก แล้วทำไมเราอยากไปทำ

หลังจากกลับจากฟลอริด้าก็ยังไม่มีที่อื่นๆเรียกอีก ก็สมัครซ้ำไปอีก สักพัก Macy’s ก็ส่งอีเมล์มาเรียกไปสัมภาษณ์ เราก็ต้องอีเมล์กลับไปตกลงแล้วเลือกเวลากับสถานที่ที่เราสะดวก ตอนนั้นสมัครตำแหน่งสต๊อกไปเพราะไม่ได้มั่นใจในภาาอังกฤษของตัวเองเอาซะเลย ตื่นเต้นอีกเช่นเคย พอไปถึงที่ปรากฎว่ามีคนมารอสัมภาษณ์อีกห้าก็เป็นคนดำหนึ่ง ฝรั่งวัยรุ่นอีกสอง แล้วก็ป้าๆฝรั่งอีกสอง เราเอเชียคนเดียวคิอเป็นคนต่างชาติคนเดียว เอเชียที่เกิดที่นี่ก็เยอะแยะ วันนั้นเราไม่รู้มาก่อนเลยว่าจะเป็นการสัมภาษณ์แบบกลุ่ม และไม่เคยสัมภาษณ์อะไรแบบกลุ่มมาก่อนเลยแม้ในเมืองไทย ก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นไง เขาก็ให้เราทั้งหมดหกคนนั่งเรียงหน้ากระดานกันบนโต๊ะยาว เขาบอกเขาต้องการคนที่ Active ดังนั้นเวลาเขาถามก็ต้องแย่งกันตอบ ใครช้าก็คือไม่ได้ตอบอะไรเลย แล้วคนไทยที่มาอยู่ได้หกเดือนจะไปพูดเร็วกว่าคนที่เกิดและโตที่นี่ได้ยังไงละเนี่ย สรุปรู้สึกแย่มาก บางครั้งเราพยายามตอบเร็วกว่าคนอื่นแต่ด้วยภาษาเราไม่ได้เริ่ดเขาฟังเขาก็แบบไม่อยากเพราะมันก็เอ่อๆอ่า คิดดูเหอะต้องแข่งตอบกับคนที่มันพูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ นักศึกษาที่ประมาณหางานพิเศษทำ ป้าๆก็พวกเคยทำงานห้างมาก่อน บอกตรงๆรู้เลยว่าเขาจะรับเราทำไมอะ แต่จริงๆเขาไม่แฟร์เลย เพราะคนทั้งหมดสมัครเซลล์แต่เราสมัครสต๊อกแล้วดันมาให้เราสัมภาษณ์กับเซลล์ ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือเขาจะมีการเรียกชื่อทุกคน ทุกคนเขาชื่อฝรั่งเขาอ่านได้หมด พอถึงเราเขาไม่พูดชื่อเขาเรียก ยู หยาบคายมาก ทุกคนเรียกชื่อมาเราไม่เรียกชื่อเราบอกตรงๆสะกดภาษาอังกฤษตรงตัวอ่านง่ายเลย หลังจากนั้นก็ให้รอ สักพักก็เรียกเรากับป้าอีกคนเข้าไป แล้วบอกเราไม่มีตำแหน่งสำหรับคุณสองคน ตรงได้ใจดีมากๆเลย

คือจริงๆรู้แล้วละว่าไม่ได้หรอกเพราะพูดไม่ทันเขา พูดไปก็นะภาษาอังกฤษแบบบ้านๆ แต่วันนั้นมันทำให้เราเสียความมั่นใจในตัวเองมากเลย แล้วก็เศร้านิดๆ เพราะตอนเราพยายามตอบทั้งคนสัมภาษณ์และคนที่มาสัมภาษณ์คนอื่นมองเราแบบเออหยุดพูดเหอะประมาณนั้น.. ออกมาอยากร้องไห้คือเหมือนไร้สาระนะ แต่มันรู้สึกว่าเราเหมือนคนโง่ไงไม่รู้ เฮ้ยถ้าอยู่เมืองไทยไม่เคยคิดเลยว่าต้องมาสมัครงานแบบนี้ แต่วันนี้แค่งานแค่นี้เราต้องมาแข่งกับคนที่นี่ซึ่งไม่ได้คิดว่าเขาเก่งกว่าเราแต่เขาพูดภาษาอังกฤษได้เขาก็ดีกว่าเราร้อยเท่าแล้ว ก็เซ็งๆเศร้าเพราะบางทีคนเรามันก็มีอีโก้บางอย่างอยู่ลึกๆ หลังจากวันนั้นก็เศร้าวันเดียวแหละ แล้วก็สมัครงานต่อก็สมัครทางเนตเหมือนเดิม สมัครร้านเดิมๆซ้ำบ้าง เดินไปข้างนอกผ่านร้านอะไรติดป้ายรับสมัครก็สมัคร ก็ไม่ท้อก็ยังสู้ต่อ ต่อมาร้าน Gap กับ Banana อีกสาขาก็เรียกไปสัมภาษณ์อีก แต่ตอนนั้นเราก็เริ่มชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นคือเราต้องเรียนภาษาอังกฤษการเรียนมาก่อน เวลาเราสัมภาษณ์เราก็บอกเลยว่าได้แค่วันนี้ เวลานี้เท่านั้น ตอนสองครั้งแรกอยากได้งานก็บอกวันไหน เวลาไหนก็ทำทั้งนั้นเพราะมันอยากได้งาน

สัมภาษณ์อีกครั้งที่ Banana แต่คนละสาขา คนสัมภาษณ์น่ารักมากๆเป็นคนแคนาดา ผู้หญิง เขาบอกเขาเคยมาเมืองไทยชอบเมืองไทยมาก ชอบอาหารไทยมาก เป็นกันเองสุดๆ เขาก็บอกเขาเข้าใจคนที่เป็น Immigrant เพราะเขาก็เป็นเพียงแต่เขาไม่มีปัญหาเรื่องภาษา เพราะแคนาเดียนก็พูดอังกฤษ ตอนนั้นทุกอย่างโอเคเขาบอกภาษาอังกฤษเราดีไม่น่าเชื่อว่าอยู่ไม่ถึงปี แต่วันเวลาว่างไม่ตรงกันก็เลยไม่ได้ทำ ที่ Gap ซึ่งก็บริษัทเดียวกันกับ banana แต่การสัมภาษณ์ก็แบบกลุ่มคือเรียกมาหลายคนพร้อมกันแต่ดีกว่า Macy’s ตรงที่ไม่ต้องแย่งกันพูดเขาถามทีละคนและสุภาพกว่าเยอะ แต่กระนั้นเราก็ไม่ชอบอยู่ดีเพราะอีกสามคนก็คนเมกันที่เกิดที่นั่น เราก็ตอบได้โง่สุด ภาษาอังกฤษห่วยที่สุดตามเคยอีกแล้วอายเขาก็บางทีมันนึกคำพูดไม่ออก คิดนานคนอื่นก็รำคาญ คือสัมภาษณ์ตัวต่อตัวมันดีกว่าเพราะเราเกร็งน้อยกว่า สรุปที่ Gap ก็ไม่ได้ คือสามวันหลังจากสัมภาษณ์เขาส่งจดหมายมาบอกว่า “ขอบคุณที่มาสัมถาษณ์แต่เรายังไม่มีตำแหน่งที่เหมาะสมกับคุณในเวลานี้” นี่เป็นบางส่วนของประสบการณ์สมัครงานในอเมริกาของเรา

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

สมัครงานในอเมริกา

plew January 26th, 2009


สมัครงานในอเมริกา หลังจากเราได้ green card แล้วก็ Social Number แล้ว (จริงๆเรื่องนี้ก็ผ่านมานานแล้วแต่เพิ่งขยันมาเขียน) ก็ไฟแรงอีกแล้วอยากทำงาน แต่คราวนี้บอกตัวเองเลยว่า NOT Thai Restaurants ไม่เอาแล้วจ้าลากันที ก็คิดสมัครงานกับบริษัทฝรั่งหรือร้านของฝรั่งเท่านั้น อะก็มีกรีนการ์ดแล้วนิหว่าทางเลือกก็มีมากขึ้น ว่าแล้วก็เริ่มคิดว่าจะสมัครอะไรดี จากวุฒิปริญญาโท ที่ติดตัวมาจากเมืองไทยนั้นก็ลืมไปได้เลยเพราะไม่ได้ทำให้เราหางานในออฟฟิตอย่างที่เราทำในเมืองไทยได้ (เราทำด้านประชาสัมพันธ์) เพราะอย่างแรกเราไม่วุฒิจากที่นี่ หรืจบอินเตอร์อะไร ภาษาอังกฤษก็ไม่ดีเลิศมากมาย ดังนั้นงานที่อิมมิแกรนด์อย่างเราจะทำได้ก็พวกงาน entry level พวกทำงานในซุปเปอร์มาเก็ต ขายของตามร้าน เสริฟ ประมาณนั้น แต่จริงๆตอนนั้นคือยากทำงานในร้านที่ขายเสื้อผ้าหรือพวกแฟชั่นมากที่สุด เพราะคิดว่ามันก็ดูสะอาดดี และก็ไม่น่ายาก จริงๆเลยก็กะว่าทำพวกงานสต็อกไม่คิดว่าจะเป็น เซล เพราะยอมรับว่ายังไม่มั่นใจในภาษาอังกฤษของตัวเองเท่าไร เพราะจริงๆ ณ วันนั้นเราก็ไม่ได้อยู่อเมริกานานมากมาย อยู่มาหกเดือนกลับมาเมืองไทยห้าเดือนกลับไปตอนนั้นประมาณหนึ่งเดือน (บางคนอยู่มาห้าปีภาษายังไม่ไปถึงไหนก็มาก สิบปียังขั้นอนุบาลก็เยอะ ไม่น่าเชื่อ) แต่มั่นใจว่าสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานได้แน่ๆ

ก็เริ่มจากเข้าเวปไซต์ร้านที่เรารู้จัก รวมทั้งเป็นลูกค้า เช่น Ross, Macy, H&M,Banana, Gap, Old Nay จริงๆแล้วสามที่หลังคือ Old navy, Banana และ Gap มันบริษัทเดียวกัน นอกจากนั้นร้านอะไรที่เรารู้จักพวกซุปเปอร์มาเก็ตก็สมัครเช่น Whole Food, Safeway, Container Store ก็สมัคร ส่วนมากสมัครทางเวไซต์ และจริงๆที่นี่งานเกือบทั้งหมดสมัครทางเวปต์ทั้งนั้น เพราะจากการถามเพื่อนๆที่เขาทำงานอยู่ (ไม่ใช่คนไทย) เขาก็บอกสมัครทางเวปไซต์กันไม่ค่อยเดิน walk in เราก็สมัครไปประมาณสิบที่ได้ บางที่เช่นสตาบัคก็เดินไปถาม แต่แค่สาขาเดียวเขาบอกเต็ม จริงๆไม่อยากทำดด้วยเพราะอยากทำงานในร้านแฟชั่นมากกว่า

ตอนกรอกใบสมัครก็คิดอยู่ว่าจะกรอกไงดีคือจะกรอกไหมว่าเรามีวุฒิปริญญาโทจากเมืองไทย ทั้งที่สมัครงานระดับล่างสุด Reference อะไรก็ไม่มี แต่สุดท้ายก็กรอกก็กรอกทั้งวุฒิและประสบการณ์ทั้งหมดที่เคยทำเมืองไทย ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลยกับงานที่สมัคร เพราะสมัครงานเสต็อก งานขายของตามห้าง เคยทำซะทีไหนตอนอยู่บ้าน ก็กรอกหมดเพราะถ้าไม่กรอกก็ไม่มีอะไรเขียน จริงๆทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่ามันดีหรือไม่ดี เพราะเพื่อนคนไทยบางคนเขาบอกเขากรอกแค่ว่าจบมัธยมเพราะเขาอายว่าจบปริญญาทำไมยัง.. แต่เราก็คิดว่าเราให้ข้อมูลที่เป็นความจริง บางทีใบสมัครยาวมากแถมมีแบบทดสอบอีกด้วยทั้งแบบทดสอบทางจิตวิทยา และแบบทดสอบทักษะที่ต้องใช้ในการทำงานเบื้องต้น บางที่เสียเวลาเป็นชั่วโมงในกรอกจนเครื่องแฮงไปเลยก็มาต้องมากรอกใหม่ และส่วนใหญ่ไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง เพราะใบสมัครหลายหน้ามาก แต่ก็ทำไงได้ บริษัทใหญ่ๆจะให้เรากำหนด Username password ไว้เลยและมีข้อมูลการสมัครงานของเรา พร้อมข้อมูลเบื้องต้นของเราในฐานข้อมูลของเขา เพราะบางครั้งเราสมัครบริษัทเดียวกันแต่หลายตำแหน่งหรือหลายสาขา หรือสมัครตอนนี้ไม่ได้ อีกสามเดือนมาสมัครใหม่ก้ไม่ต้องเสียเวลากรอกข้อมูลใหม่หมด เพราะเขามีข้อมูลเบื้องต้นของเราหมดแล้ว ก็สะดวกดี เพราะบางช่วงไม่มีตำแหน่งที่เราต้องการ แต่เราก็สร้าง profile ของเราไว้ก่อนประมาณนั้น

หลังจากสมัครไปได้สักหนึ่งอาทิตย์ก็มีที่ Container Store อีเมล์กลับมาว่าไม่มีตำแหน่งที่เหมาะกับเรา ก็เป็นอันแห้ว หลังจากนั้นเป็นเดือนก็ไม่มีอะไรติดต่อเข้ามาเลย ผ่านเดือนไปไม่กี่วัน Banana Republic ก็โทรมา ตรงนี้จะบอกว่าการคุยโทรศัพท์กับฝรั่งนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ ไม่ใช่เราคนเดียว เพื่อนต่างชาติอื่นๆเขาก็บอกเหมือนกันบางทีเราไม่เข้าใจไม่ชัดในบางสิ่งที่เขาพูด เพราะคุยโทรศัพท์ยากกว่าคุยกันตัวต่อตัวเยอะ แต่โชคดีว่าวันนั้นเราไม่ได้รับสายเขาเลยฝากข้อความไว้ ข้อดีของการที่ไม่ได้รับและฟังข้อความคือ เรากลับมาฟังใหม่ได้หลายๆรอบไง แล้วให้แฟนช่วยฟังด้วย เสร็จแล้วเราก็โทรกลับ มันทำให้เรามีเวลาเตรียมตัวตอนโทรกลับด้วยว่าพูดยังไงดี เพราะเรารู้แล้วว่าเขาโทรมาทำไม ตอนนั้นเขาฝากข้อความไว้ว่าให้ไปสัมภาษณ์ มีสองวันให้เลือก เราก็รู้แล้วว่าต้องพูดไงตอนโทรกลับไป ไม่ต้องมา Pardon Pardon กันหลายๆรอบ นิสัยเรื่องการใช้โทรศัพท์ของคนไทยจะต่างกับคนอเมริกัน เพราะที่นี่ถ้าไม่รับสายหรือปิดเครืื่ื่องร้อยทั้งร้อยจะฝากข้อความเสียงไว้ ไม่เหมือนคนไทยเราไม่รับก็โทรใหม่ไม่ค่อยฝากข้อความ หรือไม่ค่อยฟัง Voice mail เป็นอะไรที่สำคัญมากของคนที่นี่ หลายคนจะไม่รับสายที่ไม่คุ้นเลยแล้วค่อยมาฟังข้อความเอาทีหลัง

สรุปเราก็ได้นัดสัมภาษณ์งานครั้งแรกในอเมริกา กับบริษัทฝรั่งในประเทศฝรั่งและกับคนฝรั่ง (ตื่นเต้นดิครั้งแรกในชีวิต) ที่ Banana Republic สาขา Grant Ave. San Francisco ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่มากสาขาหนึ่งในซานฟราน วันสัมภาษณ์เราก็เอจะแต่งตัวไงดี จะแต่งให้ด฿ดีเลยจะเวอร์ไหม ซ่อมซ่อเลยก็ไม่ดีอีก คือตำแหน่งที่สมัครมันงานห่วยๆ สมัครเป็น Host ที่ยืนหน้าร้านคอยสวัสดี ทักทายคนที่มาซื้อประมาณนั้น สรุปก็ใส่กางเกงผ้า เสื้อคอเต่าสีดำทั้งตัวพร้อมแจ๊คเก็ตไปสัมภาษณ์ เนื่องจากร้านไม่ไกลจากที่พักก็เลยเดินไป เข้าไปในร้านบอกมาสัมภาษณ์ เขาก็พาลงไปชชั้นใต้ดินของร้านซึ่งเป็นออฟฟิต ใหญ่กว่าที่เราคิดไว้ ไม่คิดว่าแค่ร้านขายเสื้อ ไม่สำนักงานใหญ่จะมีพนักงานเยอะขนาดนั้น แยกออกเป็นแผนกๆ พนักงานก็น่ารักดี ยิ้มแย้ม ทักทายทั้งที่เจอกันเป็นครั้งแรก คนที่เราสัมภาณษ์ด้วย เป็นฝรั่งผู้ชายอายุน่าจะรุ่นเดียวกับเรานี่ละ ก็สามสิบกว่าๆน่าจะได้ หน้าตาดี แต่งตัวเนี้ยบสมกับทำงานในร้านแฟชั่น แต่ดูก็รู้ว่าเกย์ชัวร์ สุภาพมากเลย เขาก็ถามว่าโอโหเราจบโทจากเมืองไทยเหรอ เราบอกใช่ เขาก็บอกแต่งานที่ทำมันอาจแตกต่างจากสิ่งที่เคยทำมาก่อน เราก็บอกเราเข้าใจ ไม่เกี่ยงถึงงานมันจะแค่ระดับล่างๆ จริงๆเราสมัครเป็น Host แต่คุยไปคุยไป เขาบอกมีตำแหน่ง Sale ว่างในแผนกเสื้อผ้าชาย ซึ่งตัวเขาเองเป็นผู้จัดการแผนก เขาคิดว่าเราน่าจะทำได้ และงานน่าสนใจกว่า เราก็อือๆออ คุยกันประมาณครึ่งชั่วโมง ส่วนใหญ่ก็ถามเกี่ยวกับตัวเราและก็คุยเรื่องงานให้ฟัง สุดท้ายเขาถามว่ามีอะไรจะถามไหม เราก็เลยถามไปว่า คุณคิดว่าภาษาอังกฤษของฉันนะดีพอที่จะทำงานที่นี่ได้ไหม เขาก็ยิ้มบอก โอเคเลยเขามั่นใจว่าเราทำได้ สุดท้ายก็บอกว่าอีกสามวันจะติดต่อไป ถ้าเกินสามวันไม่ติดต่อก็เป็นอันรู้กันว่าไม่ได้งาน หลังจากเสร็จการสัมภาษณ์รู้สึกโล่งมาก เพราะคือยอมรับว่าตื่นเต้นบวกกลัวนิดๆ เพราะมันครั้งแรกจริงๆในบริษัทฝรั่ง กับคนฝรั่ง คือเคยสัมภาษณ์งานกับฝรั่งในเมืองไทย แต่สถานการณ์มันไม่ใช่แบบนี้ แต่สุดท้ายก็ทำให้เรามั่นใจมากขึ้นว่าเราทำได้ แล้วคนที่สัมภาษณ์เขาสุภาพมากๆ คือบางทีเราก็พูดอึกอักคือนึกไม่ออกว่าจะใช้คำว่าอะไร ยังไงเขาก็ไม่ได้แสดงอาการเบื่ออะไร คือดูให้กำลังใจเราดีว่าพูดออกมาเหอะ ประมาณนั้น แต่ผลการสัมภาษณ์จะเป็นอย่างไร เราได้งานรึป่าว มาติดตามตอนต่อไปค่ะ

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ทำงานนวดในอเมริกา ภาคสี่

plew April 18th, 2008


// –>
// –>
// –> ลูกค้าประจำอีกราย คนนี้เป็นลูกค้าที่น่ารักมากที่สุด เธอเป็นคนอเมริกันเชื้อสายปากีสถาน ตอนคุยกันทางโทรศัพท์ เราก็บอกไม่ได้เช่นกันว่าเธอเป็นคนปากีสถาน เพราะสำเนียงก็อเมริกันแท้ๆอีกแล้ว เธอมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุห้าขวบ เจอกันครั้งแรกเราก็เฮ้ยแขกวะ จะดีไม๊เนี่ย จะสกปรกไม๊ คืออันนี้บอกตรงๆว่าคนไทยเราส่วนใหญ่อาจมีทัศนคติที่ไม่ดีนักต่อคน “แขก” อันนี้คือเรื่องจริงที่เรารู้ๆกันอยู่ อาจไม่ใช่คนไทยทุกคนแต่เท่าที่จำความได้ โตมาขนาดนี้ส่วนใหญ่มีทัศนคติไม่ดีทั้งนั้น คิดถึงแขกก็นึกถึงความเหม็นก่อนเลย เราเองเกิดมาก็ไม่เคยมีเพื่อนแขกอินเดีย แขกปากีมาก่อน แต่ลูกค้าคนที่เธอเป็นคนนิสัยดีมากๆ มานวดอาทิตย์ละครั้ง แรกๆเธอก็มานวดที่อพาร์ตเมนท์เรา หลังๆเราไปนวดให้เธอที่บ้านเพราะบ้านเธอไม่ไกลจากเรามากนัก เวลาเรานวดให้จะถามตลอดว่าเหนื่อยไหม ไปนวดที่บ้านเธอก็หาน้ำหาท่าให้ดื่ม ชวนกินข้าวเย็นอีกต่างหาก นวดกันบ่อยจนเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง เธออายุมากกว่าเราสามปี เธอทำงานดีถือว่าเป็นคนมีฐานะดีที่เดียว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีน้ำใจกับคนทำงานกระจอกๆอย่างเรา ทุกครั้งที่นวดเสร็จเธอจะขับรถมาส่งที่บ้าน แถมยังถามว่าจะไปซื้อของอะไรไหม จะไปส่งแล้วกลับด้วยกันจะได้ไม่ต้องเดินแบกกลับบ้าน เธอบอกบ้านเธอต้อนรับเราเสมออยากมานั่งมานอนเล่นก็มาได้ตลอด แถมยังชวนเราไปนั่งกินข้าวตามร้านอาหารด้วยกันอีก เธอบอกเธออยากเลี้ยงข้าวเรา

มีเหตุการณ์ณ์หนึ่งที่ประทับใจมากๆ ตอนนั้นเราบอกเธอว่าจะแต่งงานแล้วกับคนอเมริกัน เธอก็ถามเราใหญ่ประมาณว่าแน่ใจนะว่าเขาเป็นคนดี “ยูไว้ใจใครมากๆไม่ได้ ยูใหม่ที่นี่ เขาทำงานอะไร รู้จักกันนานแค่ไหน” เพราะเธอได้ยินข่าวผู้หญิงต่างชาติที่ถูกหลอกมาเยอะ พอวันแต่งงานเธอก็โทรมาเช็คว่าเราโอเคไหม ทุกอย่างราบรื่นไหม หลังจากนั้นเราบอกเธอว่าเราจะไปฮันนีมูนที่ฮาวายสามอาทิตย์ พอเราไปถึงฮาวายได้วันหนึ่งเธอก็โทรมาถามว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีไม๊ เธอโทรมาเพื่อให้แน่ใจว่าเราโอเคไม่โดนหลอก บอกตรงๆว่าซึ้งมากเลย เธอบอกเราบ่อยๆว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้บอกไม่ต้องเกรงใจเธอยินดีช่วย โทรหาเธอได้เสมอ ตั้งแต่เรามาอยู่ที่นี่เราเจอคนไทยที่นี่ เจอคนที่ทำงานร่วมกัน แต่ไม่เคยเจอใครที่มีน้ำใจกับเราอย่างนี้มาก่อน ถ้าไม่นับแฟนของเรา คนมาไกลพลัดถิ่นอย่างเรา ไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติ แต่กลับมาได้รับน้ำใจกับคนแปลกหน้า คนต่างชาติ และเป็นคนที่เราเคยมีทัศนคติที่ไม่ดีมาก่อน ที่เริ่มต้นจากการเป็นลูกค้า รู้กันกันแค่หลักเดือน แต่กลับมีน้ำใจห่วงใยเรายิ่งกว่าบางคนที่รู้จักกันมาเป็นปีซะอีก

น้ำใจที่เราได้รับมันทำให้รู้สึกว่าโลกใบนี้มันยังมีมุมดีๆ ยังมีคนดีๆอยู่อีกมากมาย ดีใจที่ตัดสินใจทำงานนี้ ถึงมันจะดูเป็นงานที่ไม่ได้มีหน้าตา เป็นงานใช้แรง ไม่ได้ใช้สมอง ดูเป็นคนกระจอกๆคนหนึ่ง แต่เราได้รับอะไรมากมาย นอกจากการมีรายได้เล็กๆน้อยๆเข้ามาซึ่งมันทำให้ชีวิตเรามีคุณค่ามากขึ้น สิ่งที่สำคัญไปกว่าเงินคือประสบการณ์ การรู้จักคน การได้คุย ได้ฟัง ได้แลกเปลี่ยน ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ สองชั่วโมงที่มือเราทำงาน แต่ในขณะเดียวกันเราได้ความรู้มากมายจากคนที่เป็นลูกค้า รับรู้ถึงทัศนคติของคนต่างชาติต่างภาษา แต่สิ่งที่สำคัญมากที่สุด คือ มิตรภาพนั่นเอง

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกา Thai Massage Therapist in America

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกา ภาคสอง

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกาภาคสาม

Currently there are no state requirements and regulations in effect in the state you have selected. However, this does NOT necessarily imply that there are no laws in effect at all.

In some states such as CA and GA for example a variety of license requirements within the different municipalities exist. California licensing is regulated by city or county.

To learn about the rules and regulations regarding massage/bodywork contact the local authority in your area, the court house, police station, town hall, etc. Also, most teaching institutions such as massage schools are aware of the regulations in effect. Other sources of information would be the AMTA www.amtamassage.org and ABMP www.abmp.com.

ทำงานนวดในอเมริกา ภาคสาม

plew April 16th, 2008



// –>
// –>
// –>

ลูกค้ารายที่สองที่อยู่ในความทรงจำ คนนี้เป็นพี่สาวคนไทยค่ะ แรกเลยพี่เค้าโทรมาฝากข้อความไว้เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษเขาดีมากสำเนียงดี เราก็โทรกลับก็พูดภาษาอังกฤษกลับไป พี่เขาบอกคนไทยค่ะ ก็เฮ้ยคนไทยโทรมา ดีเหมือนกันได้ลูกค้าคนไทยจะได้คุยกันง่ายหน่อย และมันก็มีข้อดีอื่นๆตามมาเพราะพี่เขาเป็นคนไทยที่ไม่เหมือนคนไทยคนอื่นๆที่เราเจอที่นี่ จากการที่ได้คุยกับพี่เขามันทำให้เรารู้สึกว่าคนไทยที่เก่งๆ ก็มีนะ แล้วจริงๆมันก็มีทางเลือกอื่นๆนอกจากการทำงานร้านอาหาร พี่สาวคนนี้อายุประมาณสี่สิบ เธออยู่ที่นี่มาเกือบยี่สิบปี เราไปนวดให้ที่อพาตเมนท์เธอ เธออยู่อพาร์ตเมนท์ หรูและแพงแห่งหนึ่งในซานฟรานซิสโก เริ่มแรกคือมาเรียนต่อปริญญาโท ด้วยความที่มีพื้นฐานทางภาษาดีมาก่อนแล้ว เนื่องจากที่บ้านให้ความสำคัญส่งเสริมให้พูดภาษาอังกฤษ พี่เขาจบมัธยมจากโรงเรียนคอนแวนต์ชื่อดังในกรุงเทพ หลังจากนั้นก็จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐแห่งหนึ่ง พอจบก็มาเรียนต่อปริญญาโทด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ซาคราเมนโต ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐแคลิฟอเนียนั่นเอง ไม่ไกลจากซานฟรานซิสโกมากนัก เรานวดไปก็ถามไป พี่เขาก็เล่าไป เธอเล่าต่อ ช่วงที่เธอเรียนจบนั้น เป็นช่วงที่บริษัทต่างๆต่างต้องการเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เธอจึงได้งานทำที่ซานฟรานซิสโกทันทีหลังเรียนจบ และทำจนทุกวันนี้รวมแล้วกว่าสิบปี เราถามต่อว่าแล้วพี่อยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีมีเพื่อนคนไทยมั่งไม๊ พี่เขาบอก “ไม่มีเลย พี่ไม่ค่อยเจอคนไทยเลยนะ ที่ทำงานก็ไม่มีคนไทยซักคน” เราบอกต่อ ไม่มีอะไรพี่คนไทยในซานฟรานเยอะจะตาย แกบอกเหรอพี่อยู่มาไม่เจอนอกจากเวลาไปกินข้าวที่ร้านอาหารไทย อันนั้นเจอแน่ๆ เราก็คุยต่อ “รู้ไม๊หนูคุยกับคนไทยที่นี่ ถามเขาว่าคนไทยที่มาอยู่ที่นี่เขาทำงานอะไรกันบ้างนอกจากงานร้านอาหาร เขาบอกไม่มีหรอกส่วนใหญ่ก็ทำงานร้านอาหารกันทั้งนั้นแหละ ดีที่สุดแล้ว” พี่เขาก็ขำ “จริงเหรอเขาว่างั้นเหรอ ไม่จริงหรอกดูพี่ดิพี่ยังทำงานอย่างอื่นเลย พี่เคยทำงานร้านอาหารเหมือนกันสมัยเรียนแต่ทำแค่แป๊ปเดียวเพราะอยากลอง แล้วก็ไม่ได้กลับไปทำอีกเลย คนไทยทำงานดีๆก็มี ลุงพี่ก็ทำงานด้านบัญชีอยู่ที่นิวยอร์ก” เราถามต่อแต่ถ้าคนไทยอย่างเราจะหางานทำดีๆที่นี่ ต้องจบมีดีกรีจากที่นี่ใช่ไม๊ พี่เขาก็บอกใช่ เพราะถ้าเราเรียนที่นี่เราจะคุ้นเคยกับระบบการคิดการทำงานแบบอเมริกัน เราก็คุยต่อแต่บางคนเขาก็จบที่นี่นะแต่เขาก็ยังอยากทำงานร้านอาหารอยู่ดีแหละ พี่แกก็ขำๆ เราก็เล่าต่อบางคนจบปริญญาโทจากเมืองไทยก็ไม่อยากทำงานดีๆในเมืองไทย อยากมาทำงานเสริฟที่นี่ เขาบอกอยู่อเมริกาดีกว่าอยู่เมืองไทยเยอะ พี่แกบอกว่า “สำหรับพี่จริงๆพี่อยู่ที่ไหนก็ได้ พี่อยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีก็จริง แต่พี่ไม่เคยคิดว่าที่นี่ดีกว่า พี่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนมันขึ้นกับว่าเราทำอะไรมากกว่า พี่อยู่ที่นี่เพราะพี่ชอบงานที่พี่ทำ ชอบบริษัทที่ทำ พี่จึงอยู่ที่นี่ แต่ถ้าให้พี่อยู่ที่นี่แล้วทำงานเสริฟพี่คงไม่ ไม่แน่ถ้าพี่กลับเมืองไทยแล้วพี่ได้ทำงานสนุกๆแบบนี้พี่ก็อยู่เมืองไทยได้ ทุกที่มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียแหละ” หลังจากนวดเสร็จเรียบร้อยพี่เขาบอกว่า “เมมเบอร์พี่ไว้แล้วใช่ไม๊ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็โทรมานะไม่ต้องเกรงใจ” ฮ้า ดีใจจังไดรู้จักคนดีๆเพิ่มอีกหนึ่งคน

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกา Thai Massage Therapist in America

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกา ภาคสอง
ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกาภาคสี่

California’s “Massage” Definition from Bill 1388:

(a) “Massage” means the application of a system of structured touch, pressure, movement, and holding to the soft tissues of the human body with the intent to enhance or restore the health and well-being of the client. The practice includes the external application of water, heat, cold, lubricants, salt scrubs, or other topical preparations; use of devices that mimic or enhance the actions of the hands; and determination of whether massage therapy is appropriate or contraindicated, or whether referral to another health care practitioner is appropriate. For purposes of this chapter, massage and bodywork are interchangeable.

(b) “Massage Therapist,” “Bodyworker,” “Bodywork Therapist,” or “Massage and Bodywork Therapist” means a person who is licensed by the Board of Massage Therapy under subdivision (c) of Section 4604 and administers massage for compensation.

(c) “Massage Practitioner,” “Bodywork Practitioner,” or “Massage and Bodywork Practitioner” means a person who is licensed by the Board of Massage Therapy under subdivision (b) of Section 4604 and administers massage for compensation.


ทำงานนวดในอเมริกา ภาคสอง

plew April 14th, 2008



วันแรกในการทำงานนวดแผนไทย ลูกค้าคนแรกในชีวิตเขาเป็นชายอเมริกันเชื้อสายจีน รูปร่างเล็กและดูสะอาดสะอ้าน ตอนที่เขาโทรมานัดครั้งแรกเราบอกไม่ได้ว่าเขาเป็นคนจีนเพราะสำเนียงอเมริกันแท้ๆ เขาเกิดที่นี่ พอเจอตัวจริงเราก็บอกแหมดีใจที่ได้ลูกค้าเอเชียเหมือนกัน และก็ดีใจอย่างที่พูดจริงๆ เพราะเขาตัวเล็กจะได้นวดง่ายๆหน่อยไม่ต้องใช้แรงมาก ลูกค้าคนแรกคนนี้ได้กลายเป็นลูกค้าประจำที่มานวดอย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง รวมทั้งถือเป็นเพื่อนใหม่ที่เรารู้จักที่นี่ เขาเป็นคนอัธยาศัยดี คุยเก่ง ที่สำคัญชอบการนวดเป็นชีวิตจิตใจลองนวดมาแล้วทุกแบบ ทั้งไทย จีน สวีดิช มีนวดแบบไหนแกเอาหมด เขาเคยซื้อสปาทัวร์มาเมืองไทยเพื่อมานวดที่บ้านเราอีกต่างหาก ลูกค้ารายนี้เป็นลูกค้าประจำก็จริงแต่ก็เหมือนทั้งรักทั้งเกลียด บางทีโทรมานัดเราไม่อยากรับ เพราะมีบางอย่างที่เราไม่ชอบเอามากๆ แต่ถามว่าไม่ชอบแล้วทำไมรับละ เพราะต่อมาแฟนเริ่มไม่ชอบให้เราทำนวด เพราะลูกค้ามาที่บ้านเขากลัวอันตราย ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ไว้ใจได้ไหม ทำให้ต่อมาเราต้องรับเฉพาะลูกค้าประจำ ลูกค้าเก่าที่เคยมาแล้วเท่านั้น

ลูกค้าประจำรายนี้ดีหมดอัธยาศัยดี น่ารักเป็นกันเอง เสียอย่างเดียวเหมือนแอบโรคจิตเล็กๆ วันแรกมาเขาก็ถามเราว่าต้องใส่เสื้อผ้าหรือไม่ เราก็บอกต้องใส่ มีให้เปลี่ยน เขาบอกเขาไม่ชอบไม่สบายขอนุ่งผ้าเช็ดตัวได้ไม๊ ที่อื่นที่เขาเคยไปก็ไม่ใส่อะไรเลยก็ได้ มันสบายดี ตอนเขามานวดไทยที่เมืองไทยก็ไม่ใส่อะไรเลย เราก็ชักยังไงดีวะ ลูกค้าคนแรกในชีวิต อยากได้เงินด้วยก็เลยบอก โอเคได้ เราก็ให้เขาเปลี่ยนเสื้อผ้า สักพักเขาบอกพร้อมแล้ว โผล่เข้าไปตกใจ แต่ทำเป็นเฉยๆ ก็แกนอนแก้ผ้าอยู่อะ แต่นอนคว่ำนะ แต่แค่ข้างหลังก็แปลกๆแล้ว เฮ้ยมีผู้ชายแปลกหน้ามานอนแก้ผ้าอยู่ตรงหน้าแถมต้องนวดมันอีก เราก็เอาวะเพื่อเงิน ก็นวดๆไปตามขั้นตอนที่เตรียมมา พอจบข้างหลังต้องพลิกมาด้านหน้านี่ดิ เต็มๆครับ แกไม่สนใจนอนเฉย ผ้าเช็ดตัวก็ไม่อยากจะเอามาปิด ดูเขามองเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไอ้เรามันตกกระไดพลอยโจนมาขนาดนั้นก็นวดๆมันไป ทำไม่สนใจมันซะ คือไม่สนใจอยู่แล้วละ แต่มันแปลกๆอะอยู่ตรงหน้า แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี เขาแก้ผ้าก็จริงแต่ไม่ได้พยายามลวนลามอะไรทั้งสิ้น ไม่มีการพยายามถูกเนื้อต้องตัวอะไร สรุปคือปลอดภัย นวดไปนวดมาคือเขามาทุกอาทิตย์ เราก็ชักรู้ อ้อหมอนี่มันไม่แมน ประมาณเกย์ สำอางมาก พอเริ่มชินก็เออแก้ก็แก้ไป มันไม่ได้ทำอะไรเรา ทุกอย่างปลอดภัยดีเพียงแต่ต้องทนดูอะไรที่ไม่อยากดูเท่านั้น

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกา Thai Massage Therapist in America

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกาภาคสาม

ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกาภาคสี่ี่

Professional, educated, therapeutic massage therapists prefer that laws be enacted that will regulate massage therapy. They want these laws for three reasons:

1. To remove the stigma massage has of being merely a sensual / sexual activity.
2. To create barriers to entry. These barriers to entry profit three groups:
* Massage therapists: keeping casual individuals out of the massage business helps maintain therapists billing rates. Nothing wrong with that.
* Massage schools: requiring all therapist be formally trained certainly helps the schools get more paying students.
* Massage associations: Many of the organizations spearheading the need for laws regulating massage are the national massage associations, who, by no coincidence, would like those laws to stipulate that in order to practice therapeutic massage you must belong to a national association. Go figure, eh?
3. And finally, on the less cynical side, massage laws will ensure that people who use massage for health and wellness will get the most competent, professional, ethical, and effective treatment possible.

Of particular note, the ruling passed in British Columbia as covered here at the Healing and Law site. Basically, the college in B.C. wanted to regulate massage, but the province turned them down because massage is inherently benign. That is, massage causes no harm so what’s to regulate?

It’s all so very complex and confusing and frustrating…and it won’t be getting any clearer or easier any time soon.

ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกา Thai Massage Therapist in America

plew April 13th, 2008



จากงานร้านอาหารมาทำงานนวดไทย หลังจากทำงานในร้านอาหารไทยได้ซักพักก็ต้องหยุด เนื่องจากเหตุผลหลายประการ หลักๆคือเดินทางท่องเที่ยวตามที่ตั้งใจและตกลงกับแฟนไว้ ไปทีก็เกือบเดือนไม่ออกเองเขาก็คงเชิญให้ออกอยู่แล้ว นอกจากนั้นเงินที่ได้มันค่อนข้างจะน้อยเอามากๆ เพราะแกเล่นให้ฝึกงานต่อไปทั้งๆที่ทำงานได้หมดแล้ว ในเมื่อยังฝึกงานเงินที่ได้ก็แค่ครึ่งของที่คนอื่นเขาได้ คิดแล้วมันไม่คุ้มกับการต้องกลับบ้านดึกๆเที่ยงคืน ตีหนึ่ง จะเจอเหตุร้ายเมื่อไรก็ไม่รู้ และหลังจากเราฝึกงานได้สองอาทิตย์ เขาก็รับเด็กเข้ามาฝึกงานอีกสามสี่คน เราดูแล้วมันก็แปลกๆ ไหนบอกคนเต็มไง กลายเป็นหาคนมาใช้งานค่าแรงถูกๆอีกเพียบ ทนไม่ได้ก็ออกไป ว่าแล้วตัดสินใจว่าคงไม่ทำต่อแล้วที่นี่ หลังจากนั้นก็เดินทางท่องเที่ยวตามแผน

หลังจากกลับมาจากการเดินทาง ก็คิดถึงการหางานใหม่ทำ แต่บอกตัวเองว่าคงไม่สมัครอีกแล้วร้านอาหารไทย เบื่อง้อแล้ว พอที มั่นใจว่ามันต้องมีอะไรอย่างอื่นสิที่เราจะหาเงินได้ ก่อนหน้านี้เคยถามเพื่อนร่วมงาน ซึ่งบางคนอยู่ที่นี่มาเป็นสิบปี ว่าคนไทยที่อยู่ที่นี่เขาทำงานอะไรกันอีกนอกจากงานร้านอาหาร ทุกคนบอกเหมือนกัน โอ๊ยคนไทยเขาก็ทำงานร้านอาหารกันแหละ ดีสุดแล้ว งานอื่นไม่รู้คนไทยที่เขารู้จักทุกคนก็ทำงานร้านอาหาร หรือเปิดร้านอาหารมันซะเอง เราก็กลับมานั่งคิด ไม่จริงมั้งมันน่าจะมีอย่างอื่นน่า หลังจากนั้นเริ่มเปิดหางานทางอินเตอร์เนตดู แต่ดูแล้วคงทำไม่ได้เพราะเรามันไม่มีใบทำงาน ไม่มีกรีนการ์ดอะไร คือจริงๆมาเที่ยวมันทำงานไม่ได้อยู่แล้ว สมัครงานร้านค้าอื่นๆก็ไม่กล้ากลัวโดนจับ เปิดไปเปิดมาเจอเวปไซต์หนึ่งเป็นเวปที่คนในพื้นที่จะเข้ามาโพสเพื่อประกาศให้บริการในด้านต่างๆ หรือประกาศซื้อขาย สำหรับคนที่อยู่ในโซนย่าน San Francisco Bay เปิดๆดูว่าเขาทำอะไร เขาขายอะไรกันบ้าง สำหรับตัวเองเรื่องขายของคงไม่เพราะไม่มีอะไรจะขาย คิดไปคิดมาทำงานนวดดีกว่า นวดไทยนี่แหละ ไม่ต้องลงทุนอะไร ใช้แรงและทักษะอย่างเดียว ให้ลูกค้ามาที่อพาตเมนท์เลย เราไม่ต้องเสียค่ารถเดินทาง ไม่ต้องเสียค่าเช่าร้านอะไร ว่าแล้วเราก็เริ่มลงมือโพสโฆษณารับนวดแผนไทย ซึ่งเวปไซต์ที่ว่าให้บริการลงประกาศต่างๆฟรีอยู่แล้ว

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า เรียนนวดมาเหรอ ฮ้าๆๆ ป่าวเลยครับ ไม่เคยเรียนอะไรทั้งนั้น แต่อาศัยเคยไปนวดแล้วก็ชอบ เวลาไปนวดเราก็จะพยายามจำว่าเขาทำอะไรยังไง แล้วก็เอากลับมานวดให้คนใกล้ตัว ซึ่งก็ชมกันเปาะว่านวดเก่ง (จริงๆไม่รู้ว่าโกหกหรือป่าว) สรุปก็ใช้ครูพักลักจำ บวกใช้ความรู้สึกของตัวเองคือนวดให้คนอื่นในแบบที่เราชอบ ตรงไหนเราเมื่อย เราปวดบ่อยๆ ก็คิดว่าคนทั่วๆก้คงไม่ต่างกัน ร้านหลายที่เคยไปนวดมาก่อนแต่ละร้านก็มีวิธีที่ต่างกันบ้าง เราก็จำเอาแบบที่เราชอบมาประยุกต์รวมกัน เป็นแบบของเราเอง ที่พูดมาถึงตรงนี้ขอบอกว่ามันไม่ใช่ความคิดที่ดีนักที่จะหาเงินด้วยการนวด โดยที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาเป็นเรื่องเป็นราว เพราะจริงๆการนวดก็มีความเสียงอยู่มากโดยเฉพาะที่อเมริกา ถ้าเราเกิดทำลูกค้าบาดเจ็บขึ้นมา อาจโดนฟ้องหมดตัวก็เป็นได้ เพราะคนที่นี่ไม่เหมือนคนไทย เขาฟ้องกันทุกเรื่อง ฟ้องกันเป็นเรื่องปกติ

ปกติแล้วสำหรับคนที่จะทำงานนวด คือนวดจริงๆ ไม่ใช่นวดแอบแฝง และโดยเฉพาะทำงานในร้านใหญ่ๆดี หรือในโรงแรม สำหรับที่นี่แคลิฟอเนียต้องมีใบอนุญาตจากรัฐ คือต้องผ่านการอบรมและผ่านการทดสอบ ถ้าเป็นเจ้าของกิจการหรือทำอิสระที่สำคัญต้องทำประกัน อย่างที่บอกคนที่นี่ชอบฟ้อง เกิดทำเขาเจ็บหรือไม่เจ็บแต่แกล้งเจ็บแล้วฟ้องขึ้นมา ไม่มีประกันละก้ออาจหมดตัวได้เลย ประกันจึงจำเป็นมากสำหรับคนที่ยึดอาชีพนี้ เท่าที่ฟังมาเขาบอกคนไทยไม่ค่อยอยากเปิดร้านนวดที่นี่ สักเท่าไร เพราะเบื่อปัญหาการโดนฟ้อง แต่สำหรับตัวเองบอกตรงๆว่าที่ทำตอนนั้นเพราะอยากหาอะไรทำ และก็อยากพิสูจน์ว่ามนมีอะไรอย่างอื่นให้ทำนอกจากงานร้านอาหาร ดังนั้นจึงรับลูกค้าเพียงวันละไม่เกินสองคน

หลังจากลงโฆษณาในอินเตอร์เนตได้สองวันปรากฏว่ามีคนสนใจโทรมาเพื่อจองเวลานวดจำนวนมาก มากกว่าสิบคนต่อวัน ตอนนั้นบอกตรงๆว่าไม่คิดว่าจะมีคนสนใจเยอะขนาดนั้น เพราะจริงๆมีคนโพสรับนวดในเวปไซต์นี้เยอะมากๆ เรียกว่าเป็นหลักร้อยทั้งที่เป็นร้านเป็นเรื่องเป็นราว และคนทำอิสระแบบเดียวกัน ตอนนั้นถ้าจะทำจริงจังคงรวยไปแล้วนวดแค่สักสามคนก็ได้เกือบหมื่นบาทไทยแล้ว แต่เรามันไม่ใช่มืออาชีพจึงทำแค่คนสองคน เรียกว่าได้รับการตอบรับเกินความคาดหมายมากๆ หลังจากนั้นก็มีคนโทรเข้ามาเพื่อนัดหมายอย่างต่อเนื่องทุกวัน สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีคนสนใจเยอะน่าจะเนื่องจากราคา เพราะเราเล่นตัดราคาคนอื่นเขากระจุย คือคิดเป็นรายชั่วโมงก็ถูกว่าเขาเกือบครึ่ง ถ้าเทียบกับร้านใหญ่ๆที่มีนวดไทยถูกกว่ามากกว่าครึ่งเสียอีก แต่สำหรับเราถึงจะถูกกว่าชาวบ้านเขากว่าครึ่งแต่เงินที่ได้ถือว่าเยอะมากทีเดียวกับการทำงานวันละแค่สองชั่วโมง ไม่เสียค่ารถ ไม่ต้องแต่งหน้าทำผม ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าสวยๆ ลูกค้ามาหาเราถึงที่ สองชั่วโมงจบได้เงินเยอะกว่าทำงานร้านอาหารแปดชั่วโมงอีก ตอนนั้นบอกตัวเอง เออคิดถูกที่เลิกทำงานร้านอาหาร เป็นนายตัวเอง ไม่ต้องง้องานใคร ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนจับผิด อยากทำก็ทำไม่อยากทำก็ไม่รับ แถมได้พูดภาษาอังกฤษมากกว่าอีก รวมทั้งได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆและเพื่อนใหม่ๆ อีกด้วย

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกา ภาคสอง

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกาภาคสาม

ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกาภาคสี่

Massage and the Law:

First and foremost, anyone can do massage without training or a license.

HOWEVER, if you charge a fee for massage services, you may be required to obtain a business license and, in addition, you may be required to take formal training ranging from a few hundred to several thousand hours.
Designations for Massage Therapists:

Here are some of the designations given to massage therapists…

* Licensed Massage Therapist
* Registered Massage Therapist
* Certified Massage Therapist
* Massage Practitioner
* Massage Apprentice


ทำงานเสริฟในร้านอาหารไทยในอเมริกา

admin October 27th, 2007


นักศึกษาส่วนที่ไปเรียนต่อที่อเมริกาหรือคนไทยที่กะไปขุดทองที่อเมริกา งานแรกที่คิดจะมองหาก็ไม่พ้นการทำงานในร้านอาหารไทย โยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนซึ่งน่าจะมีทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษไม่เลวร้ายนัก ก็มักคิดถึงงานเสริฟ waiter waitress นักศึกษาหลายคนส่วนใหญ่ที่สามารถไปเรียนเมืองนอกเมืองนาได้ก็ล้วนแต่เป็นผู้มีอันจะกินทั้งนั้น แล้วจะทำได้ม๊เนี้ย แล้วไปทำงานร้านอาหารไทยไปทำงานเสริฟเนี่ยเขาต้องทำอะไรบ้าง และควรมีทักษะอะไร บ้างละ มาฟังกันเลย

หลักๆเลยถ้าจะทำงานรับ order ภาษาอังกฤษต้องได้ ต้องฟังได้ พูดได้ แต่ถามว่าต้องเก่งภาษามากไม๊ไม่ต้องเก่งมากก็พอได้ เพราะจริงๆศัพท์มันก็วนไปวนมา แล้วเราก็ไม่ได้คุยกับลูกค้าอะไรมากมาย บางครั้งลูกค้าก็จิ้มในเมนูด้วยซ้ำว่าเอาอันนี้แหละ แต่ถ้าภาษาดีก็ได้เปรียบ ดังนั้นเตรียมฝึกภาษาไว้ก่อนเลย

สิ่งสำคัญต่อมาความเร็ว ต้องเดินให้เร็ว เดินช้าจะถูกเพื่อนร่วมงานจิกกัด หาว่าเราขี้เกียจ ไม่คล่อง บางทีคนก็โครตน้อยแต่ก็ต้องทำเดินเร็วตลอดเวลา กึ่งเดินกึ่งวิ่งนี่จะดีมาก คือยุ่งไม่ยุ่งก็เดินให้เร็ว อันนี้เจอมากับตัวเอง ไปทำเราก็เดินปกติ แบบไม่ได้เดินช้าอะไรเลย บางทีลูกค้าก็ไม่มีก็ต้องทำเป็นเดินเร็วอยู่ดี เอ้าเวอร์ๆเข้าไปก่อนแล้วกันไม่งั้นอาจโดนเพื่อนร่วมงานแอบฟ้องนายได้ว่าเดินช้า

ต้องแบกจานได้ทีละเยอะๆๆๆๆ ฮ้าจริงๆมันมีวิธีซ้อนจานที่ทำให้เราเก็บจานได้ทีละมากๆ ถ้าแบกจานได้น้อยอาจโดนข้อหาทำงานไม่เป็น บางร้านใจร้ายคนเขาไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อนสอนก็ไม่สอน แต่บอกทำไม่ได้ ทำใจ

จำรายการอาหารในเมนูได้ทั้งหมด หน้าตาอาหารแบบนี้เรียกว่าอะไร รวมทั้งถ้าจำราคาได้ด้วยจะดีมาก สำคัญนะจ๊ะ

หาความรู้เกี่ยวกับเรื่องไวน์ ไวน์มีกี่แบบ รวมทั้งวิธีการเปิดขวดไวน์ การรินไวน์ รินเบียร์ รวมทั้งเรื่องเครื่องดื่มน้ำเมาทั้งหลาย เพราะหลายร้านจะมีบาร์ด้วย ดังนั้นถ้ามีความรู้เรื่องนี้จะช่วยได้มาก

ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษทางโทรศัพท์ เพราะหลายร้านจะมีบริการส่งถึงบ้าน รับออร์เดอร์ทางโทรศัพท์ ก็ฝึกฝนตรงนี้ไว้

หลายๆร้านพนักงานทำทุกอย่างทั้งรับออร์เดอร์ เสริฟ ยก เก็บโต๊ะ เก็บตังค์ ปิดบัญชี รวมทั้งเทขยะในห้องน้ำ เช็คสต๊อก อือ คนเป็นคุณหนูก็ต้องทำใจ แต่บางร้านเขาจะแบ่งหน้าที่ชัดเจน รับออร์เดอร์และบริการลูกค้าอย่างเดียว คนยกอาหารก็ยกเสริฟอย่างเดียว คนเก็บโต๊ะจัดโต๊ะก็ทำอย่างเดียว ถ้าร้านใหญ่ๆเขาจะทำแบบหลัง ร้านเล็กๆก็แบบแรก 55555 แล้วแต่ดวงตอนนี้งานที่อเมริกาก็หาไม่ง่าย โอกาสจะเลือกร้านดีๆคงไม่ง่ายนักยิ่งถ้าเป็นหน้าใหม่ด้วยแล้วได้ร้านไหนก็ทำไปก่อน

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ประสบการณืสมัครงานร้านอาหารไทยในอเมริกา

ประสบการณืสมัครงานร้านอาหารไทย ภาคสอง

หางานทำในอเมริกา

คุยกับเจ้าของร้านอาหารไทยในอเมริกา

คุยกับเจ้าของร้านอาหารไทยในอเมริกา ภาคสอง

ประสบการณืสมัครงาน้รานอาหารไทยในอเมริกา

ทำงานร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก

ทำงานร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก ภาคสอง

รายได้จาการทำงานร้านอาหารไทยในอเมริกา


ทำงานร้านอาหารไทยในอเมริการายได้ดีจริงไม๊

admin September 29th, 2007


ถ้าถามว่าทำงานในร้านอาหารไทยในอเมริกามันได้เงินเยอะจริงไม๊ อันนี้คงจริงเพราะค่าเงินมากกว่า บางคนบอกทำงานที่นี่คือทำงานร้านอาหารได้เงินเป็นหลักแสน (เมื่อเปลี่ยนเป็นเงินไทย) นั่นหมายความว่าต้องได้เดือนละไม่ต่ำกว่าสามพันเหรียญต่อเดือน หมายความว่าต้องทำได้วันละไม่น้อยกว่าวันละร้อยเหรียญ และต้องทำงานทุกวัน ทุกวันในที่นี้คือตั้งแต่เช้าจนดึก ไม่ใช่ทำแค่กะเดียวเพราะถ้าทำกะเดียวยากมากที่จะได้ถึงร้อยเหรียญ ได้เงินคงเยอะแต่ทำงานหนักและทำทุกวัน แต่ในความเป็นจริงอันนี้หมายถึงที่ซานฟราน ยากมากที่จะได้ทำงานทุกวัน เพราะคนไทยเยอะ ส่วนมากก็แบ่งๆวัน แบ่งๆกะกันไป ดังนั้น บางคนอาจทำสามวัน สองวัน คงมีบางคนที่ได้ทำทุกวันทำเต็มวันแต่ยากมากสำหรับคนมาใหม่ ยิ่งตอนนี้คนไทยเยอะ ยิ่งยากที่ได้ยินมาบางคนได้งานแค่วันเดียวต่อวันก็มี ดังนั้นไม่ต้องคิดว่าจะรวย แค่พอใช้ที่นี่ยังไม่พอเลย ต้องขอเงินพ่อ แม่ที่เมืองไทยแหละถึงอยู่ได้ แต่มีเพื่อนหลายคนทำงานร้านอาหารไทยแต่รัฐอื่น เช่นที่ ออสติน เท็กซัส แอลเอ หรือนิวยอร์ก ส่วนมากที่ฟังก็ได้คนละประมาณร้อยกว่าเหรียญต่อวัน ร้อยกว่าที่ว่าก็ร้อยต้นๆ แต่มีคนหนึ่งอยู่ชิคาโกบอกได้สองร้อยต่อวัน แต่ก็คือต้องทำวันละสองกะ

ดังนั้นจึงสรุปได้ยากว่ามันได้เงินเยอะจริงไม๊ เพระบางคนก็ได้เยอะจริงแต่บางคนก็ไม่ (อย่างตัวเองเป็นตัวอย่าง ได้น้อยมาก) แต่ต้องย้ำว่าคนที่เขาบอกว่าได้เดือนแสน สองแสน ที่นี่คือต้องทำงานเกือบทุกวัน เช้าจนดึก ก็ถ้าคิดว่าคุ้มมันก็คุ้ม มีเพื่อนคนไทยที่เคยอยู่แอลเอคนหนึ่งบอกว่า ทำงานเสริฟในร้านอาหารไทยนะดีกว่าไปทำงานแบงค์นั่งร์เตอร์ หรือทำออฟฟิตในอเมริกาอีก เขาว่าได้เงินเยอะกว่า เขาบอกบางคนเคยทำเสริฟแล้วได้งานในออฟฟิตบ้าง ธนาคารบ้าง ทำได้ไม่นานก็ลาออก กลับมาทำร้านอาหารเหมือนเดิม เพราะร้านอาหารรายได้ดีกว่า สำหรับในคววามคิดตัวเองคิดว่าเขามองอะไรแค่มุมเดียว คือเทียบกันทำงานออฟฟิตใหม่เงินน้อยกว่าทำงานร้านอาหาร แต่เขาลืมคิดว่าจริงๆแล้วชั่วโมงการทำงานมันต่างกัน ทำร้านอาหารได้เยอะกว่าแต่ชั่วโมงในการทำงานก็เยอะกว่า ทำงานออฟฟิตปกติสามโมงเช้าเลิกห้าถึงหกโมง แต่ร้านอาหารสิบโมงเช้าถึงอย่างน้อยสี่ทุ่ม เพื่อนคนนี้บอกต่ออีกว่าทำงานร้านอาหารได้กินฟรีอีกต่างหากอือก็จริงนะตรงนี้ไม่เถียง แต่ทำงานร้านอาหารกี่ปี่มันก็ได้เท่านี้เงินเดือนมันไม่ขึ้น นอกจากขยับไปเป็นผู้จัดการหรือเปิดร้านมันซะเอง แต่ทำงานบริษัทเงินเดือนมันยังขยับขึ้นบ้าง อันนี้ก็นานาจิตตัง เพื่อนคนนี้เขาบอกเขาชอบทำร้านอาหารเพราะได้เงินทุกวัน ทำเสร็จก็ได้ ไม่ต้องรอสิ้นเดือน เสร็จก็จบๆกันไปวันๆ เราก็งง เพราะจริงๆเขาจบประกาศนียบัตรที่นั่น ถ้าคิดหาอื่นคงพอได้บ้างแต่เขาไม่คิดอยากหา มุ่งมั่นทำงานเสริฟอย่างเดียว

หลายๆคน มีวุฒิการศึกษาสูงๆ ก็บอกอยากทำงานเสริฟ บางคนคิดจะยึดเป็นงานหลัก เพื่อนคนหนึ่งบอก ฝรั่งไม่เหมือนคนไทย เขาไม่มาดูถูกเด็กเสริฟว่าต่ำต้อย ทุกคนเท่าเทียมกัน อาชีพอะไรก็เหมือนกัน ไม่เหมือนคนไทย ก่อนที่จะมาเจอกับตัวเองจริงๆก็เชื่อ อือฝรั่งเขาคงคิดไม่เหมือนคนไทยเนอะ อาชีพอะไรก็เหมือนกัน เขาคงไม่ดูถูก แต่จะบอกว่าเพื่อนหลายคนที่มีความคิดแบบนี้ คือจริงๆเขามาอเมริกาเขาไม่ได้มีสังคมกับฝรั่งเลย ไม่ได้มีเพื่อนฝรั่ง เจอฝรั่งก็ผ่านๆประมาณลูกค้าในร้าน เพราะเคยถามเขาว่ามีเพื่อนฝรั่ง หรือไปปาร์ตี้อะไรกับเขาบ้างไม๊ เขาบอก ไม่ก็ทำงานในร้านเกือบทุกวันเลิกก็ดึก เพื่อนก็คนไทยในร้านด้วยกันแหละ แต่ดันบอกเข้าใจว่าฝรั่งเขาคิดอะไร อือคุณว่าจริงไม๊ที่ฝรั่งเขาคิดว่าทำอาชีพอะไรก็เหมือนกัน คนทำงานเสริฟในร้านอาหารกับคนทำงานในออฟฟิตเหมือนกัน มาเล่าให้ฟังตอนต่อไปดีกว่า ว่าฝรั่งเขาคิดยังไง ทำไมรู้ละ เพราะจริงๆตัวเองอยู่อเมริกา แทบไม่ได้สังคมกับคนไทยด้วยกันเท่าไร ชีวิตส่วนใหญ่ก็กับแฟน ซึ่งเป็นคนอเมริกัน รวมทั้งเพื่อนและครอบครัวของเขาซึ่งเป็นอเมริกัน ดังนั้นจึงทำให้รู้มากกว่าหลายคนที่อยู่อเมริกามานานแต่ไม่เคยสังคมจริงจังกับคนอเมริกันจริงๆ คุยก็ผิวเผินประมาณนั้น ทิ้งไว้แค่นี้ก่อนพบกันตอนต่อไปค่ะ
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทำงานร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก

ทำงานร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก ภาคสอง

รายได้จาการทำงานร้านอาหารไทยในอเมริกา


รายได้จากการทำงานร้านอาหารไทยในอเมริกา

admin September 28th, 2007


วันแรกในการทำงานในร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก อย่างที่บอกเจ้าของร้านรับเข้าทำงานโดยบอกว่าให้มาฝึกงานก่อน วันแรกทำงานตั้งแต่ประมาณสี่โมงครึ่งถึงห้าทุ่ม ได้ตังค์เท่าไรนะ เศร้าค่ะ ได้สิบห้าเหรียญ คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณห้าร้อย ตอนนั้นก็อือเข้าใจนะเพราะว่าเรามาฝึกงานและมันไม่มีทางเลือกเพราะร้านอื่นก็เต็มและไม่เปิดโอกาสให้เลย แต่ตอนกลับถึงบ้านก็คิดนิดหน่อยคือเงินเดือนที่ได้ในการทำงานในเมืองไทยมันมากกว่าที่ได้จากที่นี่อีกงานก็ดีกว่าคืองานมันคนละเรื่องกันเลย ใครบอกทำงานในเมกาได้เงินเยอะ โกหก คิดในใจ

เจอแฟน เขาก็ถามเป็นไงทำงานวันแรกได้เงินเท่าไร อายค่ะ เออสิบห้าอะ เขาก็อือก็ไม่เป็นไรนิ ก็ถือว่าได้ประสบการณ์ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง เราอายเพราะก่อนมาที่นี่คุยกับแฟนบอกอยากมาทำงานเก็บเงิน เพราะเพื่อนบอกทำงานเสริฟรายได้ดี เขาได้กันร้อยกว่าเหรียญขึ้นไปอย่างต่ำก็แปดสิบ แต่ความจริงคือสิบห้าเหรียญ แต่เราก็พยายามพูดให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นว่า อือแต่เราได้กินอาหารฟรีนะ กินเต็มที่เลยถ้าคิดรวมอาหารที่เขาให้กินยี่สิบกว่าเหรียญ

ฟังมาถึงตอนนี้หลายๆคนอาจสงสัยว่าแล้วตกลงทำงานร้านอาหารมันรายได้ดีจริงไม๊ ตรงนี้บอกเลยว่าบางคนก็ดีจริงแต่บางคนก็ไม่ ขึ้นอยู่กับว่าทำงานร้านไหน ร้านขายดีไม๊และพนักงานเยอะไม๊ เพราะรายได้ส่วนใหญ่มาจากทิป ค่าแรงส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณชั่วโมงละห้าเหรียญ บางร้านไม่ให้เลย แต่ได้เยอะหรือไม่ก็ตรงทิป ถ้าร้านเงียบก็เศร้าไป หรือบางร้านขายดีแต่คนทำงานเยอะก็แบ่งเยอะ ตัวหารเยอะก็ไม่ดีอีก

ร้านที่ทำอยู่คนอื่นๆที่เขาทำจริงๆคือไม่ได้ฝึกงานอย่างเรา เขาได้ประมาณไม่เกินร้อยเหรียญ อันนี้คือทำทั้งวันนะค่ะ คือทำสองกะ เช้าสิบโมงเช้าถึงอย่างน้อยสี่ ห้าทุ่ม ถ้าทำกะเดียวไม่มีทางเลย บางคนทำแค่ตอนเช้าได้ไม่ถึงสี่สิบเหรียญก็มี หรือบางคนทำแต่บ่ายก็ได้ไม่มากบางวันอาจแค่สี่สิบ ขายดีมากๆก็แค่เจ็ดสิบ

คืออย่างที่บอกก่อนมาฟังคนอื่นเล่าบอกบางทีได้วันละสองร้อย ที่ซานฟรานบอกเลยว่ายาก เอาแค่ให้ได้ถึงร้อยก็เก่งแล้ว และถามว่าเงินที่ได้มันเยอะมีถ้าเทียบกับงานที่ทำ ชั่วโมงการทำงาน คือคุณต้องทำทั้งวันเช้าจนดึก ถึงจะได้เกือบร้อย หรือร้อยนิดๆ ที่นี่ส่วนมากต่ำกว่าร้อย บางร้านอาจร้อยกว่า แต่ไม่เห็นใครบอกได้ถึงสองร้อยเลย แต่ถ้าคำนวณเป็นเงินไทยมันก้เยอะอยู่เจ็ดสิบแปดสิบคิดเป็นเงินไทยก็เยอะ แต่ต้องคิดถึงค่าใช้จ่ายที่นี่มันแพง และทำงานมันรายวัน ไม่ทำก็ไม่ได้ หยุดก็ไม่ได้เงิน อย่างเราทำงานบริษัทมันยังมีวันหยุด วันลา หยุด ลาก็ได้ตังค์ แต่ทำงานแบบนี้หยุดคือไม่ได้ตังค์ ทำไมพูดถึงตรงนี้ เพราะก่อนมาที่นี่คุยกับเพื่อนคนไทยที่ทำงานร้านอาหารไทยในแอลเอ เขาบอกว่าทำงานร้านอาหารไทยดีกว่าทำงานแบงค์ในอเมริกาหรืองานออฟฟิตอีก จริงไม๊ มาคุยกันตอนต่อไป

งานร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก (2)

admin September 20th, 2007


มาเล่าต่อเรื่องการทำงานร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก เด็กที่ทำงานเสริฟส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่มาเรียนภาษา และมาเรียนต่อปริญญาโท อายุส่วนใหญ่ประมาณยี่สิบต้นๆทั้งนั้น ดังนั้นเราจึงกลายเป็นพี่ไปโดยปริยายเนื่องจากเลขสามนำหน้าไปแล้ว (แต่หน้ายังเด็กอยู่นะ) ในร้านที่ทำหลายคนเป็นเด็กเอแบค (เด็กมหาลัยเดียวกับเราไม่มีเลยอะ) เขาจึงสนิทกันค่อนข้างเร็ว เพราะบางคนเป็นเพื่อนกันมาก่อนตั้งแต่เมืองไทย น้องอีกกลุ่มเป็นเด็กม.กรุงงเทพ มากันสามคนมาเรียนภาษาด้วยกัน พักด้วยกัน ทำงานด้วยกัน อือไม่เหงาดี

เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ซึ่งเป็นรุ่นน้อง และผู้หญิงทั้งหมด ปัญหาที่เกิดกับคนมาใหม่อย่างเราคือ คนเก่า ที่ทำมาก่อนเราคนหนึ่งพูดอย่างอีกคนพูดอย่าง นึกออกไม๊คนนี้บอกต้องทำอย่างนี้นะ พอเราทำอีกคนเห็นบอกทำอย่างนี้ไม่ได้นะผิด เราก็งงสิ แล้วจะให้ทำยังไงละ แล้วร้านที่ทำช่วงเรามาฝึกงานคือมาฝึกทุกวัน แต่คนที่ทำประจำในแต่ละวันไม่ซ้ำหน้า คือวันจันทร์ก็คนหนึ่ง วันอังคารก็อีกคน เปลี่ยนไปเรื่อย มาเจอคนหนึ่งก็บอกอย่างหนึ่ง มาเจออีกคนก็บอกอีกอย่าง ทำตามคนหนึ่งอีกคนบอกผิด คือมันมั่ว เอาแค่เรื่องง่ายๆแค่ตักข้าวใส่หม้อคนหนึ่งบอกเอาถ้วยตักเลยเร็วดี พอเราเอาถ้วยตัก อีกคนมาเจอบอกทำงั้นได้ไงเดี๋ยวมันสกปรก พอเอาทับพีตักอีกคนมาเห็นบอก โอ้ยงี้ช้าตายเลย บางทีงงเฮ้ยแค่ตักข้าวอะไรนักหนาตักยังไงก็เอาเหอะให้มันเสร็จก็พอ

ถามตอว่าแล้วทำไมเราต้องเกรงใจคนทำงานเก่าๆมากมาย ทั้งๆที่เจ้าของร้านบอกไม่ต้องไปฟังมากคนเก่าบางทีก็สอนผิดๆ แต่ที่ต้องเกรงใจเพราะ จริงๆเจ้าของร้านนี้เขาไม่อยู่ร้านเท่าไร ดังนั้นเขาไม่รู้หรอกว่าเราทำงานเป็นไง แต่เขาจะใช้วิธีถามจากเพื่อนร่วมงาน ถ้าเพื่อนร่วมงานไม่พอใจ แล้วบอกคุณทำงานไม่ดีก็จบ

เรื่องนี้โดนกับตัวเองมาแล้ว จึงซึ้งน้ำใจคนไทยด้วยกันมากๆ ในวันที่มาทำงานเป็นวันแรก แทบไม่มีใครสอนงานบอกแค่หน้าที่มีอะไร คือทำงานได้ห้าชั่วโมง ร้านใกล้ปิด เจ้าของร้านก็มาก็นั่งกันพร้อมหน้า เจ้าของร้านก็ถามพี่คนหนึ่งซึ่งคนนี้เป็นหลานสาวเจ้าของร้านว่าเราทำงานเป็นไง เขาตอบ อ๋อเขาทำไม่ได้ ทำช้า เรางงงง มากเฮ้ยมาทำวันแรก เราทำเต็มที่แน่นอนมันทำไม่เร็วหรอก สอนงานก็ไม่สอน วันแรกบอกเราทำไม่ได้ มานั่งคิดถ้าเป็นคุณมีคนมาทำงานวันแรก เค้าไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน คุณจะตอบว่าไง วันนั้นคือเค้าพูดต่อหน้าเลย เราก็รู้ว่าเราทำงานไม่เก่งแน่ๆในวันแรก แต่บอกให้ทำอะไรทำทุกอย่าง ไม่มีบอกไม่ได้หรืออิดออดเลย นี่แหละเพื่อนร่วมงานคนไทย


จริงๆเรื่องนี้ก่อนได้งานคุยกับเพื่อนของเพื่อนที่ทำงานร้านอาหารไทยที่นี่ เขาก็เตือนเรามาว่าอย่าไว้ใจใครเด็ดขาด อย่าไปเล่าอะไรให้ใครฟังมาก นี่หมายถึงคนไทยในร้านที่ทำงานด้วยกัน เขาบอกเขาเจอมาเยอะ เขาคบๆไปไม่สนิทกับใครมากมาย ไม่เล่าไม่บอกอะไรใคร ถ้าไม่ได้เป็นเพื่อนหรือสนิทกันมาก่อนจริงๆ เขาบอกโดยเฉพาะคนทำงานในครัวยิ่งหนัก ส่วนใหญ่การศึกษาน้อย ชอบนินทาพูดลับหลังให้เราเสียหาย แต่พูดถึงตรงนี้บอกก่อนว่าอันนี้เพื่อนเตือนมา จริงๆไม่มีเจตนาจะบอกว่าคนไทยที่นั่นไม่ดี คนดีก็มี แต่บางคนที่เจอก็อย่างที่เล่า

จริงๆเรื่องนินทาก็เป็นเรื่องปกติของทุกสังคม ในร้านอาหารก็เช่นกัน คนเสริฟนินทาคนในครัว คนในครัวนินทาคนเสริฟ คนเสริฟและคนในครัวนินทาเจ้าของร้าน เจ้าของร้านนินทาลูกน้องอีกคนให้อีกคนฟัง เซ็ง เราเองก็นินทาเหมือนกันแต่นินทาในใจ ด้วยความที่มาใหม่ไม่รู้ใครเป็นใคร เงียบไว้เป็นดีแต่หูก็ทำงานตลอดเวลา เก็บข้อมูล


« Prev - Next »