Archive for the 'เกี่ยวกับงาน' Category

ชีวิตและการทำงานในอเมริกา Immigrants in the US.

plew May 24th, 2010



เมื่อวานเพิ่งได้มีโอกาศเจอเพื่อนคนจีนที่ไม่ได้เจอกันมาปีกว่าๆ เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนคนแรกๆที่เรารู้จักในซานฟรานซิสโก มาเจอกันที่
city college ตอนสมัยที่เพิ่งมาอยู่อเมริกาใหม่ๆนั่งเรียนภาษาอังกฤษ แบบฟรีด้วยกัน มาถึงตอน ในกลุ่มที่สนิทกันก็มีประมาณสามสี่คน เราเป็นคนไทยคนเดียวนอกนั้นจีนหมดเลย แต่สิ่งที่เหมือนกันคือเข้ามาในอเมริกาในเวลาไล่เลี่ยกันมาก คือเข้ามาช่วงปี2007 ในตอนนนั้นทุกคนก็ยังใหม่กับที่นี่ ยังงง ยังไม่ชินกลับสภาพความเป็นอยู่และวัฒนธรรมที่ต่างจากรากเหง้าเดิมๆของตัวเอง ดังนั้นถึงจะต่างชาติต่างภาษาแต่ในวันนั้นเราก็เป็น Immigrants เหมือนกันคือมีกรีนการ์ด ความรู้สึก ความกลัว ความเบื่อๆ ความเหงาที่มีไม่ต่างกันมากนัก

เพื่อนคนนี้จริงๆอายุเด็กกว่าเราเกือบสิบปีได้ แค่ยี่สิบต้นๆ เอง หลังจากแยกย้ายกันจากการเรียนภาษาอังกฤษ เธอก็ไปได้งานบริษัททัวร์ของคนจีนย่านๆชานเมืองซานฟรานซิสโก แล้วก็ทำงานเรื่อยมาจนทุกวันนี้ก็สองปีได้แล้ว วันนี้เพื่อนเรามีรถขับแล้ว ซื้อเองป้ายแดงจากน้ำพักน้ำแรงการทำงาน เธอยังอยู่อพาตเมนท์เดิมกับแม่ เป็นห้องแบ่งเช่าในบ้านคนจีนด้วยกัน เจ้าของอยู่ชั้นบน ชั้นล่างมีสองห้องให้่เช่าเพื่อนเราห้องนึ่งอีกห้องนึงก็คนเช่าอีกราย เธอก็บ่นๆว่าห้องที่เธออยู่ไม่ดีเล็กมากๆ แต่มันถูกเดือนละห้าร้อยเหรียญ ตอนนี้แม่อยู่ด้วย เพื่อนบอกอยากอยู่คนเดียวแต่เธอสองคนกับแม่ก็จะไปเช่าห้องสองห้องก็ไม่ไหว เราก็ฟัง บวกเพลิดเพลินกับติ่มซ่ำ เพืื่อนพามากินติมซ่ำร้านอร่อย เพราะเราเรียกร้องเนื่องจากอยู่ซานฟรานมาก็สองปีกว่าไม่เคยเจอติมซ่ำอร่อยๆซะที วันนี้สมใจ อร่อยและถูกด้วย เข้าเรื่องอพาตเมนท์ต่อ.. เธอบอกงานที่ทำกับบริษัทคนจีนตอนนี้ได้เดือนละพันแปดร้อยเหรียญ โดนหักภาษีก็เหลือห้าได้ ทำงานอาทิตย์ละหกวันบ้าง ห้าวันบ้าง ค่าใช้จ่ายอื่นๆก็พวกประกันรถที่ต้องจ่ายรายเดือน เราถามเออแล้วประกันสุขภาพละ เธอบอกเธอไม่มี เรานี่ร้องเลย เฮ้ยมันเสี่ยงนะ เพราะเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาค่าหมอที่นี่มันแพงถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัวได้เลยถ้าไม่มีประกัน แถมขับรถทุกวันด้วย เพืื่อนบอกเธอก็รู้แต่มันจ่ายไม่ไหว ก็คือทั้งแม่และตัวเองก็ไม่มีประกันสุขภาพทั้งคู่ ก็หวังว่าจะไม่เจ็บไม่ป่วยอะไรแรงๆ ส่วนตัวแม่เธอก็ทำงานร้านขนมปังของคนเวียดนาม เพราะแม่ก็พูดภาษาอังกฤษแทบไม่ค่อยได้ ได้ค่าแรงชัวโมงละห้าเหรียญไม่มีอะไรอื่นๆ รวมๆก็ได้เดือนละแปดร้อยเหรียญ ดังนั้นการจะไปหาเช่าห้องดีจึงลำบากทีเดียว แต่รวมๆเธอก็มีความสุขดีตามอัตภาพ

แต่ที่เราฟังแล้วงงมากๆคือ เธอบอกเธอกับแม่ซื้อบ้านที่ Sacramento เราก็ว้าว เธอบอกซื้อมาหกหมื่นเหรียญ บ้านสามห้องนอน
สองห้องน้ำ มีสนามมีที่จอดรถ เราก็เฮ้ยบ้านอะไรทำไมมันถูกจังสามห้องนอนหกหมื่นเหรียญ แต่ก็อย่างที่รู้ๆว่าราคาบ้านในอเมริกาตกลงมาอย่างมากมายก็เลยทำให้มีโอกาศมาถึงคนหลายๆคนที่เมื่อก่อนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีบ้าน แต่เธอบอกว่าบ้านที่ซื้ออยู่ในย่านที่ไม่ค่อยดีนัก คนที่อยู่ย่านนั้นก็จะดูไม่ค่อยโอเคเท่าไร พูดไปเดี๋ยวบางคนมาอ่านจะหาว่าดูถูกคนอื่นอีก แต่อันนี้เพื่อนบอก เธอกับแม่ซื้อเพื่อแค่ลงทุนแล้วก็จ้างเอเจนท์ปล่อยเช่าไปหักกลบอะไรๆก็มีรายได้ประมาณสามสี่ร้อยเหรียญ และก็หวังว่าอนาคตบ้านจะราราขึ้นแล้วก็ปล่อยขาย ที่ซื้อมาก็จ่ายสดเป็นเงินจากพ่อที่ยังอยู่ในเมืองจีน เราฟังแล้วก็เออเข้าใจละว่าทำไมคนจีนที่มาอยู่ที่นี่ถึงค่อนข้างจะประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดีขึ้นๆกันเร็วจัง น่าชื่นชมขยันทำงาน รู้จักเก็บ รู้จักลงทุน เทาที่เราเห็นที่รู้จักคนเอเชียที่มาอยู่ที่นี่คนจีน คนเวียดนาม แต่คนไทยนี่ไม่รู้นะ ประสบความสำเร็จก้นดีทีเดียวคือชีวิตพัฒนาขึ้นดีขึ้น อาจเพราะคนจีนมีความเป็นนักธุรกิจชอบค้าขายในสายเลือดรึป่าว ครอบครัวเพื่อนเราคนที่หลายๆคนที่รู้จัก ดูเขาแบบจนๆ กินประหยัด ใช้ประหยัด ไม่ติดหรูอะไร แต่มีบ้านที่ซื้อไว้แล้วปล่อยให้ฝรั่งมาเช่าซะด้วยซ้ำ เพื่อนเราที่เรียนโทด้วยกันก็ฝรั่งก็เพิ่งได้ห้องเช่าใหม่ก็บอกเจ้าของเป็นคนจีน เพื่อนอีกคนที่ย้ายไปอยู่ที่ฟิลาเดลเฟียได้ปีหนึ่งก็เพิ่งซื้อบ้านที่โน่นราคาแสนเหรียญ และก็กำลังจะเข้าจะโอนเข้ามาวิทยาลัยเทอมหน้านี้ ชื่นชมเพราะเพื่อนคนนี้เดิมตอนอยู่ซานฟรานใหม่ๆจนมากๆ ทำงานเก็บเงิน แล้วก็เรียน เพราะพ่อ กับแม่ก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ทำงานหั่นปลา ก็ได้ค่าแรงน้อยมากๆ แต่เพียงสองปีกว่าๆ วันนี้เห็นความเปลี่ยนแปลงจริงๆ เรารู้สึกดีนะเพราะพวกเราที่เมื่อสองปีก่อนยังใหม่กับที่นี่ วันนี้ทุกคนมีพัฒนาการ มีงาน มีบ้าน มีรถ เราเองซะอีกงานไม่มี แต่ว่าเอาละก็เรียนใกล้จบแล้ว อีกเทอมเดียวก็จะได้ปริญญาโทที่นี่อีกหนึ่งใบ ภาษาอังกฤษก็ดีขึ้นมากมาย อิอิ เพื่อนบอกอิจฉาเพราะภาษาเราดีขึ้นมากๆ หลังจากไม่ได้คุยกันมาเป็นปี เพราะใช้แต่อีเมล์ แต่เพื่อนเราดูเหมือนภาษาจะแย่ลง คุยกันทำบากพอควร เพราะเขาทำงานกับคนจีน เพื่อนและคนแวดล้อมก็คนจีนหมด และก็ไม่มีเวลาไปเรียนหนังสือ แต่นี่ละเราว่าไม่ว่าพื้นฐานหรือที่มาของเราจะเป็นอย่างไร เพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่ถ้ายังสู้ ขยันทำงาน ไม่รอโชคชะตา ฟ้าละขิต หรือเรียกร้องแต่ความช่วยเหลือจากสังคมและคนรอบข้าง รู้จักเก็บ รู้จักใช้ รู้จักพอ ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ปล.สำหรับเพื่อนที่เข้ามาอ่านเรื่องนี้ย้ำว่านี่เป็นเรื่องราวของคนที่เข้ามาอยู่อย่างถูกกฎหมายค่ะ คือมีกรีนการ์ด ดังนั้นโอกาศในการหางานทำ หรือจ่ายค่าเทอมในอัตราถูก จะต่างกับคนที่เข้ามาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวซึ่งจริงๆไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย

นักเรียนไทยในอเมริกาโดนจับฐานไม่เข้าเรียน แอบทำงาน

plew April 5th, 2010


Save up to 90% with Rebtel for International Calls

จริงรู้เรื่องนี้มาพักหนึ่งแต่พึ่งได้อ่านด้วยตัวเองเลยขออนุญาตมาแปะไว้เผื่อเพื่อนๆบางคนยังไม่ได้อ่าน
เผยนาทีระทึก “นศ.ไทยในฟลอริด้า” ถูกปืนเรเซอร์จ่อหัว! ฐานไม่เข้าเรียนให้ครบตามเกณฑ์วีซ่า

รายงานโดย อรสา ศรีสุขเสริม ผู้สื่อข่าวพิเศษมติชน จากฟลอริดา สหรัฐฯ

จากกรณีที่สำนักงานสอบสวน ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ไอซีอี.) ประจำสำนักงานเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา (Immigration and Customs Enforcement: ICE) เข้าจับนักเรียนไทยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ จำนวน 52 คน เป็นชาย 24 คน หญิง 28 คน ทั้งหมดถูกตั้งข้อหา กระทำผิดสถานะของวีซ่านักเรียนเอฟ วัน ( F-1) ซึ่งเรียกว่า วีซ่า ไวโอเลชั่น (Visa violation) ใน 3 กรณีแตกต่างกันไปแต่ละคน

กรณีที่ 1 นักเรียนไม่เข้าเรียนให้ครบ 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตามเงื่อนไขผู้ที่ถือวีซ่าเอฟ วัน ต้องเข้าเรียนเต็มเวลาสม่ำเสมอ กรณีที่ 2 ไม่อนุญาตให้นักเรียนทำงาน และกรณีที่ 3 นักเรียนอยู่ในประเทศเกินกว่าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้การอนุญาตไว้ เรียกว่า โอเวอร์สเตย์ (overstayed ) โดยทางการสหรัฐเรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่าเป็น “การทลายการฉ้อฉลของโรงเรียนและนักเรียนครั้งใหญ่ที่สุด”

การจับกุมครั้งนี้ นอกจากมีนักเรียนไทยแล้ว ยังมีนักเรียนต่างชาติอื่นๆ เช่น ญึ่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย ตุรกี โคลัมเบีย สาธารณรัฐโดมินิกัน เตอร์กมินิสถาน คาร์กีซสถาน ฮอนดูรัส ซีเรีย เวเนซูเอลา และบราซิล อีกกว่า 50 คน ถูกจับกุมเช่นกัน ล้วนเป็นนักเรียนที่มีรายชื่อลงทะเบียนเรียนที่สถาบันสอนภาษาอังกฤษ ชื่อ “ฟลอริด้า แลงเควจ อินสทิทิวท์” (Florida Language Institute) คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ “โรงเรียนสีชมพู” เนื่องจากตัวอาคารทาสีชมพู และเก็บค่าเล่าเรียนถูกกว่าที่อื่น คิดราคา คอร์สละ 3 เดือน 1,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 32,000 บาท) ขณะนี้โรงเรียนดังกล่าวได้ถูกสั่งปิดกิจการและเจ้าของโรงเรียนถูกทางการสหรัฐดำเนินคดี ตั้งข้อหาไม่ปฏิบัติตามระเบียบของสถาบันการศึกษา ฉ้อโกงรัฐ เป็นจำนวนเงินกว่า 2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยให้นักเรียนลงทะเบียนเพื่อรักษาสถานภาพ และยินยอมให้นักเรียนเซ็นชื่อเข้าเรียนโดยไม่ต้องเข้าเรียนจริงได้

ความคืบหน้าล่าสุด นักเรียนไทยทั้งหมดที่ถูกจับกุมได้ถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่สถานกักกัน ชื่อ บราเวิร์ด ทรานซิชั่นแนล เซ็นเตอร์ (Broward Transitional Center) เมืองปอมปาโน่ บีช รัฐฟลอริดา ถึงปัจจุบันทั้งหมดยังไม่ได้รับการประกันตัวแต่อย่างใด และมีนักเรียนบางส่วนที่มีรายชื่อลงทะเบียนเรียนอยู่ในโรงเรียนดังกล่าว แต่ยังอยู่ในระหว่างติดตามเพื่อจับกุมตัวได้เดินทางกลับประเทศแล้วกว่า 15 คน ซึ่งนักเรียนกลุ่มนี้ไม่ได้ถูกตั้งข้อหาและได้แจ้งความจำนงผ่านสถานทูต ด้วยเกรงว่าหากถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐตรวจพบอาจถูกจับไปควบคุมตัวเช่นเดียวกับนักเรียนที่โดนจับกุมก่อนหน้า และขณะนี้ยังมีผู้แจ้งความจำนงขอกลับประเทศไทยและขอคำแนะนำมายังสถานทูต เพื่อให้ข้อมูลในกรณีนี้โดยเฉพาะอยู่เป็นจำนวนมาก

นางภัทราวรรณ เวชศาสตร์ อัครราชทูตที่ปรึกษา ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ให้สัมภาษณ์ว่า สถานทูตไทยได้รับข้อมูลเรื่องการบุกจับนักเรียนจาก นางกัญญา มูลศิริ นายกสมาคมไทย-อเมริกันแห่งฟลอริด้าภาคใต้ จึงมายังเมืองไมอามี พร้อมคณะเจ้าหน้าสถานทูตไทย เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือแก่นักเรียนไทย เนื่องจากการจับกุมครั้งนี้เป็นการจับกุมโดยความร่วมมือระหว่างกองตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐและกระทรวงความมั่นคงภายใน (Department of Homeland Security) ซึ่งได้ติดตามสืบสวนสอบสวนตามรายชื่อนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนในโรงเรียนดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว

อัครราชทูตที่ปรึกษา กล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือนักเรียนไทยที่ถูกจับกุมตัวว่า ขณะนี้ถูกตั้งข้อหาคนละ 2-3 ข้อหาแตกต่างกันไป และหลายคนได้ติดต่อทนายความเพื่อเป็นตัวแทนในการดำเนินการทางศาลแล้ว โดยสถานทูตได้เข้ามาให้ข้อมูลด้านการติดต่อและพิจารณาคัดเลือกทนายความ ซึ่งสถานทูตได้นำรายชื่อทนายความที่ว่าความให้ฟรีหรือคิดค่าบริการในราคาไม่แพงมาให้กับนักเรียน ขณะเดียวกันญาติและผู้เกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียนบางคนก็ได้ดำเนินการว่าจ้างทนายความไว้ให้กับนักเรียนแล้ว ซึ่งขณะนี้รอเพียงการขอประกันตัวและเข้าพบผู้พิพากษาเพื่อรับการพิจารณาคดีเป็นรายบุคคล คาดว่าคงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง

ขั้นแรกนี้นางภัทราวรรณ กล่าวว่า สถานทูตได้ให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินการทางศาลกับนักเรียนไทยว่า มีสองทางเลือกที่นักเรียนจะพิจารณาตัดสินใจด้วยตัวเองว่า ทางเลือกหนึ่ง จะเซ็นเอกสารยอมรับผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งถ้ายินยอมเซ็นรับผิด ทนายความก็จะส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาอนุมัติและส่งตัวกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุดโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับ แต่จะไม่สามารถกลับเข้ามาสหรัฐอีกเป็นเวลาสิบปี

อีกทางเลือก จะต่อสู้คดีหรือไม่ แบ่งเป็น 3 กรณี หนึ่ง หากนักเรียนมีเอกสารหลักฐานการเข้าเรียนตามเกณฑ์ที่วีซ่าเอฟ วันกำหนด ประกอบกับเป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้กับชุมชน เป็นผู้มีความประพฤติดี มีเอกสารรับรองจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียนมานำเสนอต่อศาล ก็จะได้รับการยกเลิกข้อกล่าวหา สอง หากต่อสู้คดีและมีความผิด สามารถแจ้งความจำนงขอกลับประเทศไทยโดยสมัครใจ ซึ่งนักเรียนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางเอง กรณีนี้นักเรียนอาจไม่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้ามาสหรัฐเป็นเวลา 3-10 ปี ขึ้นอยู่กับข้อกล่าวหาที่ได้รับ และสาม หากต่อสู้คดีและศาลตัดสินว่ามีความผิด จะถูกบังคับกลับ (Orderly Deportation) ซึ่งศาลจะออกค่าใช้จ่ายให้ แต่จะไม่ได้รับอนุมัติวีซ่าให้กลับเข้ามาสหรัฐ เป็นเวลา 10 ปีเช่นกัน ทั้งนี้นักเรียนไทยยื่นความจำนงขอต่อสู้คดีเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเห็นว่า ยังพอมีหลักฐานนำเสนอเพื่อแก้กล่าวหา

นางภัทราวรรณ กล่าวต่อไปว่า ก่อนหน้านี้สถานทูตได้เดินทางมาเยี่ยมเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักเรียน และช่วยเหลือดูแลขอความร่วมมือกับทางการสหรัฐในเรื่องสถานที่กักกันให้อยู่ในสภาพดี พบว่า สถานกักกันมีสภาพสะอาดเรียบร้อย จัดแบ่งสถานที่พักแยกระหว่างหญิง-ชาย ที่พักหญิงแบ่งเป็นห้องละ 5 คน ชายห้องละ 6-8 คน แต่ละห้องมีโทรทัศน์ เครื่องเล่นซีดี ภายในบริเวณสถานกักกันมีสนามกีฬาเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ อาทิ บาสเก็ตบอล ฟุตบอล วอลเลย์บอล ฯลฯ มีห้องสวดมนต์สำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลาม มีอาหารให้บริการ 3 มื้อ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรจะได้รับ

“นอกจากนี้ ทางสถานฑูตยังได้เจรจาขอให้สถานกักกันจัดหาอาหารไทยเพื่อให้บริการแก่นักเรียนไทยในบางมื้อด้วย โดยมีนักเรียนไทยบางคนขออาสาสมัครเข้าไปเป็นพ่อครัว ปรุงอาหารไทยให้เพื่อนๆในสถานกักกันได้รับประทาน เพื่อเป็นการ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ไม่ฟุ้งซ่าน” นางภัทราวรรณ กล่าว

อัครราชทูตที่ปรึกษา กล่าวด้วยว่า ในการประสานขอความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สหรัฐครั้งนี้ ทางการไทยไม่สามารถแทรกแซงทางการเมืองได้ ตามสนธิสัญญาเวียนนา ว่าด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากมีญาติและผู้เกี่ยวข้องกับนักเรียนขอร้องให้สถานทูตเจรจาขอลดหย่อนผ่อนโทษให้กับนักเรียน ผู้กระทำความผิด แต่เนื่องจากข้อกล่าวหาที่นักเรียนไทยได้รับนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายอย่างชัดเจน สถานฑูตจึงทำได้เพียงขอความร่วมมือให้เจ้าหน้าที่สหรัฐ ตรวจสอบเอกสารของนักเรียนแต่ละคนอย่างเร่งด่วนเพื่อให้การดำเนินการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด ด้วยไม่ต้องการให้นักเรียนไทยต้องถูกกักตัวอยู่เป็นเวลานาน

สำหรับกฎระเบียบการเข้าเยี่ยมนักเรียนในสถานกักกันนั้น จากการสอบถามนางกัญญา มูลศิริ นายกสมาคมไทย-อเมริกันแห่งฟลอริด้าภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้จะเข้าเยี่ยมนักเรียนต้องโทรศัพท์ นัดหมายเวลาจากนักเรียน โดยโทรศัพท์ฝากข้อความ ชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ไว้ที่เบอร์ของสถานกักกัน เมื่อนักเรียนได้รับข้อความขอนัดพบแล้วจะโทรกลับเพี่อยืนยันการเข้าพบอีกครั้ง ระเบียบการเข้าพบทำได้กลุ่มๆละ 2-3 คน ครั้งละ 45 นาที โดย วันเสาร์เปิดให้เข้าเยี่ยมนักเรียนหญิง ส่วนวันอาทิตย์ให้เข้าเยี่ยมนักเรียนชาย ห้ามนำสิ่งของเครื่องใช้เข้าไปให้ผู้ถูกกักกัน ทุกคนจะต้องสวมชุดสีเทาเหมือนกัน

นางกัญญา กล่าวต่อว่า สมาคมไทย-อเมริกันแห่งฟลอริด้าภาคใต้ ได้รวบรวมเงินเพื่อให้ผู้ถูกกักกันไว้ใช้ในเบื้องต้น จำนวนคนละ 20 ดอลล่าร์สหรัฐ โดยใส่เงินไว้ในบัตรมันนี่ ออร์เดอร์ (Money Order) ซึ่งผู้ถูกกักกันสามารถกดเงินใช้ได้เฉพาะในวันพุธ ครั้งละ 50 ดอลล่าร์ต่อสัปดาห์เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานอื่นร่วมให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นด้วย อาทิ นางมาเรีย ดี.ซาลิโอล (Maria D.Sariol) กงสุลกิตติมศักดิ์ ,ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในฟลอริด้าภาคใต้ ฯลฯ รวมถึงความช่วยเหลือจากสมาคม Asian – American Federation of Florida ซึ่งมีสมาชิกกว่า 60 สมาคมย่อยๆ อาทิ สมาคมจากเวียดนาม จีน เกาหลี พม่า อินโดนีเซีย ได้พิจารณาเสนอให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย โดยเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านคำแนะนำปรึกษาแบบเป็นหมู่คณะ

ด้านสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำประเทศสหรัฐอเมริกา และสถานกงสุลไทย ได้มีหนังสือแจ้งเตือนใปยังกลุ่มนักเรียน นักศึกษาไทย เรื่อง ขอให้ระมัดระวังตรวจสอบสถานะการพำนักในสหรัฐฯ ระบุว่า ตามที่นักเรียนไทย 52 คนที่เคยลงทะเบียนเรียน หรือกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนสอนภาษา Florida Language Institute มลรัฐฟลอริด้า ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ควบคุมตัวในข้อหาเกี่ยวกับการเข้าเมือง คือ ไม่เข้าเรียนเต็มเวลาตามประเภทวีซ่านักเรียน เอฟ1 (F1) หรือทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือพำนักอยู่ในสหรัฐฯเกินกำหนดเวลาที่อนุญาต และโรงเรียนดังกล่าวถูกปิดไปแล้วนั้น สถานกลสุลใหญ่ฯ ขอให้นักเรียนไทยระมัดระวังหมั่นตรวจสอบสถานะการพำนักในสหรัฐฯของตนเอง และปฏิบัติตามเงื่อนไขของสถานะวีซ่าอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องต่างๆ ตามคำเตือนและเงื่อนไขของทางการสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น ถูกจับกุมคุมขัง หรือส่งตัวออกนอกประเทศ

นายรวมพล ไตรสารศีร อายุ 35 ปี อาชีพเชฟอาหารญี่ปุ่น ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่ภรรยาถูกจับกุมตัวไปต่อหน้าต่อตาลูกชายวัยขวบเศษว่า ตนเตรียมตัวจะเดินทางไปแอตแลนต้า โดยขับรถไปที่ออแรนโดแล้วจะขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวนิวยอร์คต่อ ซึ่งมีแผนจะไปรับแม่ของภรรยาที่จะเดินทางมาจากประเทศไทยที่นั่น ในระหว่างเส้นทางตนได้จอดพัก ณ จุดพักรถเพื่อเข้าห้องน้ำ ขณะกำลังเดินมาที่รถมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายเดินมาประกบ เมื่อมองไปที่รถก็เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสองนายยืนประกบอยู่ข้างรถที่มีภรรยาและลูกชายนั่งอยู่ แล้วเจ้าหน้าที่ก็ถามตนว่าเป็นใคร ชื่ออะไร มีบัตรอะไรมาแสดงตัวบ้าง พร้อมทั้งแจ้งว่ามาตามหาคนชื่อนี้ เอ่ยชื่อภรรยาแล้วถามตนว่า รู้จักหรือไม่ หลังจากนั้นภรรยาก็ถูกควบคุมตัวไปในรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อพาตัวไปค้นหลักฐานการลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียนดังกล่าว ตนขับรถพาลูกตามรถตำรวจไปจนถึงบ้าน เจ้าหน้าที่ก็ให้ตนรอข้างนอกและให้ภรรยาพาเข้าไปรื้อเอกสารโดยไม่ยอมปลดกุญแจมือ แล้วในที่สุดภรรยาตนก็ถูกนำตัวไปยังสถานกักกันของ จนขณะนี้ก็ยังไม่ได้ปล่อยตัวออกมา และยังไม่ให้ประกันตัวใดๆทั้งสิ้น ทั้งๆที่จับตัวภรรยาผมไปเป็นรายแรกตั้งแต่วันที่26 กุมภาพันธ์แล้ว ตอนนี้ลูกผมก็ร้องหาแม่ทุกวันเลย

นายกฤษณ์พล ชัยสวัสดิ์ เพื่อนของผู้ที่ถูกจับกุมตัวไปโดยเจ้าหน้าที่ ไอซ์ กล่าวว่า เพื่อนของตนถูกจับกุมตัวไปจากบ้านพร้อมกัน 4 คน โดยเจ้าหน้าที่บุกมาที่บ้านกว่าสิบคน เข้าดำเนินการจับกุมด้วยวิธีค่อนข้างรุนแรงคือเอาปืนที่มีเรเซอร์จ่อหัว จับใส่กุญแจมือ เมื่อตรวจหลักฐานแล้วพบว่าเป็นนักเรียนที่ลงทะเบียนในโรงเรียนนี้ก็จับตัวขึ้นรถไป โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาจะพาไปที่ไหน แต่เนื่องจากเพื่อนๆผมโดนจับเป็นกลุ่มก็ไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไหร่ เพราะเมื่อผมไปเยี่ยมหลังจากที่รู้ว่าเขาเอาตัวไปไว้ที่ปอมปาโน บีช ก็เห็นว่าพวกเพื่อนๆกำลังใจดีมาก ที่น่าสงสารก็เห็นจะเป็นคนที่ไม่มีเพื่อนหรือญาติเลย อาจจะเพิ่งมาจากเมืองไทยและเลือกเรียนที่โรงเรียนนี้ ยังไม่รู้จักใครเท่าไหร่ เมื่อเข้าไปอยู่ในสถานกักกันเลยต้องโดนไปนอนห้องเดียวกับคนชาติอื่นๆ

นางสาวรัชฎาภรณ์ สมัครกิจ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเพื่อนซึ่งถูกจับกุม ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในสถานกักกันว่า เพื่อนของตนเลือกเรียนที่นี่เพราะปัจจัยหลักคือราคาถูก ซึ่งเพื่อนก็เข้าเรียนตลอด ขณะนี้ได้รับจดหมายตอบรับให้เข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยหลายแห่งแล้ว เพราะสามารถสอบโทเฟล (TOEFL)ผ่านแล้ว แต่ก็ต้องมาถูกจับกุมตามรายชื่อที่เจ้าหน้าที่ได้มาจากโรงเรียน ตนไม่เข้าใจว่า ทำไมเด็กนักเรียนกลายเป็นคนผิด เพราะความจริงแล้วโรงเรียนสามารถออกใบ ไอ ทเวนตี้(I-20)ให้เด็กนักเรียนได้ ซึ่งเท่ากับทางการได้ตรวจสอบมาตรฐานของโรงเรียนแล้ว

“ขณะนี้เพื่อนกำลังติดต่อทนาย ซึ่งทนายก็บอกว่ามีเปอร์เซ็นต์ที่จะพ้นข้อกล่าวหา เพราะเพื่อนมีความตั้งใจที่จะเรียนจริง มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ว่าพยายามเรียนและสอบเพื่อสมัครเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโทในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ไม่ใช่เรียนแต่ภาษาอยู่ 2-3 ปีแล้วยังไม่พัฒนาไปถึงไหน มัวทำอะไรอยู่ ตอนนี้เพื่อนรู้จากทนายแล้วว่ามีโอกาสรอด กำลังใจเขาก็ดีขึ้น แต่เขาก็ถามว่าเมื่อไหร่เขาจะได้ออกจากสถานกักกัน เพราะทนายบอกว่า เจ้าหน้าที่มีสิทธิกักตัวไว้ได้ถึง 180 วัน”นางสาวรัชฏาภรณ์ กล่าว

นายเอ (นามสมมุติ) นักเรียนไทยผู้หนึ่งซึ่งลงทะเบียนเรียนในโรงเรียนที่ถูกสั่งปิดดังกล่าว เป็นคนหนึ่งที่ทางการสหรัฐติดตามจับกุมอยู่ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนจบปริญญาตรีมาจากมหาวิทยาลัยเอกชนมีชื่อแห่งหนึ่ง ลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียนนี้มาแล้วสองรอบ รอบแรกเมื่อปี 2007 แล้วจึงเดินทางกลับประเทศไทย หลังจากนั้นเดินทางกลับมาสหรัฐอีกครั้งเมื่อต้นปี 2010 จึงลงเรียนเป็นรอบที่สอง ซึ่งโรงเรียนก็ออกใบ ไอ- ทเวนตี้ (I-20)ให้ ตนก็ไม่เคยไปเรียน ไม่เคยไปเช็คชื่อ ได้แต่ไปสอบตอนกลางภาค และปลายภาค ข้อสอบก็ง่ายๆ ทั้งโรงเรียนตนเคยเห็นครูอยู่ 2-3 คน ที่ว่าโรงเรียนนี้มีนักเรียน 500-600 คน ตนคิดว่าไม่น่าจะถึงหรอก แต่ตนก็ไม่ทราบเพราะในหนึ่งเทอมตนไปโรงเรียนแค่สองครั้งเท่านั้น

“ผมคิดว่าเด็กนักเรียนไทยที่มาลงทะเบียนเรียนที่นี่ ก็เพื่อจะได้ทำงาน ไม่ได้ตั้งใจจะเรียนอะไรจริงจัง เพราะส่วนใหญ่ก็ย้ายมาจากโรงเรียนอื่น พอรู้ว่าที่นี่ราคาไม่แพงและไม่เช็คชื่อก็แนะนำกันมาลงเรียนที่นี่จะได้มีเวลาทำงานหาเงินได้อย่างเต็มที่ เด็กที่ลงเรียนอย่างพวกผมก็พยายามจะทำให้ถูกกฎหมาย โดยแจ้งความประสงค์ในการเข้าประเทศว่าจะมาเรียน และโรงเรียนนี้ก็ทำให้พวกผมอยู่ได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งผมว่าไม่ยุติธรรมเพราะพวกผมพยายามจะทำให้ถูกต้องตามกฎหมายกลับถูกไล่จับ แต่พวกที่โดดเรือมากลับไม่ถูกจับ” นายเอกล่าว

เมื่อถามถึงการใช้ชีวิตหลังจากเกิดกรณีกวาดจับนักเรียนที่กระทำผิดสถานะของวีซ่า เอฟ-วัน นายเอ กล่าวว่า ตนก็คงไม่หนีไปไหน เพราะตอนนี้ย้ายบ้านจากที่เคยแจ้งไว้กับโรงเรียนแล้ว ตอนนี้มีเพื่อนร่วมชะตากรรมหลายสิบคน แต่ละคนก็พยายามหาทางออกเพื่อจะได้อยู่ต่อ ซึ่งก็ติดต่อทนายเพื่อขอคำปรึกษาไว้บ้างแล้วแต่ถ้าจะถูกจับกุมและส่งกลับประเทศก็ยินยอม แล้วคงจะค่อยๆ หาทางกลับเข้ามาใหม่

ข้อมูลจากมติชน http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1269941655&grpid=&catid=02

Save up to 90% with Rebtel for International Calls

ทำงานนวดในซานฟรานซิสโก:Massage License Requirements in San Francisco

plew May 9th, 2009


การทำงานนวดในอเมริกา หลังจากที่เคยเล่าประสบการณ์ของตัวเองในการรับนวดไทยในซานรฟรานซิสโกไปแล้ว พบว่ามีเพื่อนๆหลายคนสนใจทำงานนวด โดยเฉพาะคำถามเกี่ยวกับการขอใบอนุญาตหรือ license ในการทำงานนวด ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าแต่ละรัฐแต่ละเมืองก็จะมีข้อกำหนดแตกต่างกันไป บางที่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตด้วยซ้ำไป หรือเอาเข้าจริงๆไม่มีใบอนุญาตก็ทำได้ไม่มีใครห้ามโดยเฉพาะในกรณีที่รับนวดเองอิสระไม่ได้เปิดกิจการเป็นเรื่องเป็นราวอะไร อย่างไรก็ตามได้นำข้อมูลตัวอย่างหลักเกณฑ์และขั้นตอนของการขอ Massage License ของ San Francisco มาให้ลองอ่านกันดู

คัดลอกจาก San Francisco Department of Public Health
General and Advanced Massage License Requirements

Step 1. Application Process
Bring the following to the Department of Public Health, Environmental Health Section at 1390 Market Street, Suite 210, San Francisco (Monday - Friday, 8:30am - 4:30pm)
1. Completed Massage Practitioner Application. Available in an Acrobat (pdf - print, then fill out) or Microsoft Word: (can fill application on a computer, then print it)
2. Photo ID: driver’s license, identification card, passport or INS card. Applicant must be at least 18 years of age.
3. Original diploma(s)
From a California massage school, approved by the Department of Consumer Affairs.
General ≥ 100, Advanced ≥ 200 hours. Proof of hours must be on the diploma or appropriate official school issued transcript.
Out of State Applicants must submit an original diploma and official transcripts from a recognized massage school.
Foreign graduates of massage must have their diplomas authenticated by the Consulate or Embassy of the Country of Origin, or have their diploma and transcripts evaluated by a foreign credential evaluation service.
4. Application fee payable to SFDPH (San Francisco Department of Public Health) (See Fee Schedule of Licenses, Permits, Fines & Service Charges). Non-refundable, check or money order ONLY. Bounced check fees are $50.00.
5. Request for verification of massage license must be completed if you practiced massage in another state.
Step 2. Complete Background Check (Live scan)
Submit an official referral form for background check (pdf) to San Francisco Police Department (SFPD).
1. See Fee Schedule of Licenses, Permits, Fines & Service Charges for fee (non-refundable, check or money order ONLY) payable to SFPD (San Francisco Police Department)
2. There are no appointments. Expect a waiting time of 1 or more hours at SFPD. Arrive early.
3. SFPD sends completed background check results to us in approximately 2 weeks from the time you submit your request.
4. Background check expires after three (3) months.
Step 3. Massage Practitioner Exam/Photo ID/License Fee
Note: Effective February 2007, you will be notified and scheduled to take the massage practitioner exam only when your file is complete i.e. our office has all necessary documents including diploma, transcripts and background check result.
The Exam Day Process takes approximately 1-2 hours to complete.
You must show up to take the massage exam on the date/time specified on your confirmation letter. If you are unable to make your specified exam date, you must notify us immediately at 415-252-3882.
1. Bring a photo ID (driver’s license, passport, or ID card)
2. No drop-ins. No waiting list for exam. Arrive early. If you are more than 10 minutes late, you will be required to reschedule for the next available examination.
3. You are allotted 1 hour to complete the exam.
4. You will receive the result of your exam on the same day.
If you pass your exam (minimum score of 70%) you will proceed to:
1. Take photo ID downstairs, Room 212.
2. After taking your photo ID, you will be given the tax authorization form. Go to City Hall, Room 110 to pay for your license fee. The license fee will be prorated from the issue date on your permit to December 31st of the current year. The yearly fee is $86.00. You will receive a renewal bill between November - January of each year.
3. Return to 1390 Market Street, Room 210 with proof of payment from the Tax Collector. Your practitioner license and photo ID will be provided to you.
If you fail your exam: You will need to schedule for the next available exam.

Exemptions:
Licensed or certificated health care practitioner practicing massage as part of his or her health care practice, any barber, cosmetologist, esthetician or manicurist licensed under Division 3, Chapter 10, of the California Business and Professions Code practicing massage within the scope of any relevant state restrictions on the practice of massage by members of those professions

สมัครงานในอเมริกา ภาค2

plew February 5th, 2009


มาเล่าต่อเรื่องการสมัครงานในอเมริกา หลังจากเราได้กรีนการ์ด ..หลังจากไปสัมภาษณ์ที่ Banana Republic ได้สามวัน คนที่สัมภาษณ์เราก็โทรมาบอกว่า “ตกลงเราเสนองานให้คุณในตำแหน่ง Sale Assistant” ให้ค่าแรงชั่วโมงละ 9.4 เหรียญ ตอนนั้นดีใจมาก ไม่ใช่เพราะเงินหรืออะไร แต่มันสมัครแล้วสัมภาษณ์งานกับฝรั่งครั้งแรกก็ได้งานเลย อิอิ..แต่ว่าสรุปก็ไปทำไม่ได้เพราะเขาต้องการให้ไปเริ่มงานในสัปดาห์ถัดไป แต่เรากับแฟนได้จองตั๋วเครื่องบินและจองที่พักทุกอย่างเพื่อไปเที่ยวที่ฟลอริด้า เพราะจริงๆเราสมัครไปนานกว่าเดือนกว่าเขาจะเรียกสัมภาษณ์ ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะยังไงก็จองทุกอย่างไปก่อนวันสัมภาษณ์แล้ว และเรากับแฟนไปฟลอริดาสามอาทิตย์ เขาก็บอกเขาคงรอเราสามอาทิตย์ไม่ได้เพราะเขาต้องการคนด่วน สรุปก็ไม่ได้ทำ แต่จริงๆแล้วค่าแรงชั่วโมงละ 9.4 ถือว่าน้อยทีเดียว เพราะเราไปทำ part time คนที่เป็น part time เขาให้ทำประมาณไม่เกิน 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และร้านพวกนี้ร้อยทั้งร้อยรับแต่ part time เพราะเขาไม่ต้องมานั่งให้สวัสดิการอะไรกับเรา คือค่าแรงขั้นต่ำสุดไม่มีอะไรผูกมัด แต่จริงๆงานพวกนี้คนส่วนใหญ่ก็ทำกันไม่นานเหมือนกัน

แฟนเราบอกดีแล้วไม่ต้องไปทำหรอกเสียเวลา แค่ชั่วโมงละ 9 เหรียญไม่มีความหมายอะไร แถมต้องสียภาษีด้วย เอาเวลาไปเรียนแล้วหางานที่มันดีๆจะดีกว่าหรืออยู่บ้านทำงานบ้าน ทำกับข้าวดีกว่า เราก็เซ็งนิดหน่อยเพราะจริงๆที่อยากทำไม่ใช่เรื่องเงินแต่อยากมีประสบการณ์ มีเพื่อนและมีสังคมใหม่ๆ เรียนรู้อะไรใหม่ๆมากกว่า แฟนก็ไม่รู้ทำไมไม่ค่อยอยากให้ทำงาน เขาบอกเออถ้าเป็นเขาไม่ต้องทำงานแล้วมีเงินใช้ เขาจะดีใจมาก แล้วทำไมเราอยากไปทำ

หลังจากกลับจากฟลอริด้าก็ยังไม่มีที่อื่นๆเรียกอีก ก็สมัครซ้ำไปอีก สักพัก Macy’s ก็ส่งอีเมล์มาเรียกไปสัมภาษณ์ เราก็ต้องอีเมล์กลับไปตกลงแล้วเลือกเวลากับสถานที่ที่เราสะดวก ตอนนั้นสมัครตำแหน่งสต๊อกไปเพราะไม่ได้มั่นใจในภาาอังกฤษของตัวเองเอาซะเลย ตื่นเต้นอีกเช่นเคย พอไปถึงที่ปรากฎว่ามีคนมารอสัมภาษณ์อีกห้าก็เป็นคนดำหนึ่ง ฝรั่งวัยรุ่นอีกสอง แล้วก็ป้าๆฝรั่งอีกสอง เราเอเชียคนเดียวคิอเป็นคนต่างชาติคนเดียว เอเชียที่เกิดที่นี่ก็เยอะแยะ วันนั้นเราไม่รู้มาก่อนเลยว่าจะเป็นการสัมภาษณ์แบบกลุ่ม และไม่เคยสัมภาษณ์อะไรแบบกลุ่มมาก่อนเลยแม้ในเมืองไทย ก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นไง เขาก็ให้เราทั้งหมดหกคนนั่งเรียงหน้ากระดานกันบนโต๊ะยาว เขาบอกเขาต้องการคนที่ Active ดังนั้นเวลาเขาถามก็ต้องแย่งกันตอบ ใครช้าก็คือไม่ได้ตอบอะไรเลย แล้วคนไทยที่มาอยู่ได้หกเดือนจะไปพูดเร็วกว่าคนที่เกิดและโตที่นี่ได้ยังไงละเนี่ย สรุปรู้สึกแย่มาก บางครั้งเราพยายามตอบเร็วกว่าคนอื่นแต่ด้วยภาษาเราไม่ได้เริ่ดเขาฟังเขาก็แบบไม่อยากเพราะมันก็เอ่อๆอ่า คิดดูเหอะต้องแข่งตอบกับคนที่มันพูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ นักศึกษาที่ประมาณหางานพิเศษทำ ป้าๆก็พวกเคยทำงานห้างมาก่อน บอกตรงๆรู้เลยว่าเขาจะรับเราทำไมอะ แต่จริงๆเขาไม่แฟร์เลย เพราะคนทั้งหมดสมัครเซลล์แต่เราสมัครสต๊อกแล้วดันมาให้เราสัมภาษณ์กับเซลล์ ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือเขาจะมีการเรียกชื่อทุกคน ทุกคนเขาชื่อฝรั่งเขาอ่านได้หมด พอถึงเราเขาไม่พูดชื่อเขาเรียก ยู หยาบคายมาก ทุกคนเรียกชื่อมาเราไม่เรียกชื่อเราบอกตรงๆสะกดภาษาอังกฤษตรงตัวอ่านง่ายเลย หลังจากนั้นก็ให้รอ สักพักก็เรียกเรากับป้าอีกคนเข้าไป แล้วบอกเราไม่มีตำแหน่งสำหรับคุณสองคน ตรงได้ใจดีมากๆเลย

คือจริงๆรู้แล้วละว่าไม่ได้หรอกเพราะพูดไม่ทันเขา พูดไปก็นะภาษาอังกฤษแบบบ้านๆ แต่วันนั้นมันทำให้เราเสียความมั่นใจในตัวเองมากเลย แล้วก็เศร้านิดๆ เพราะตอนเราพยายามตอบทั้งคนสัมภาษณ์และคนที่มาสัมภาษณ์คนอื่นมองเราแบบเออหยุดพูดเหอะประมาณนั้น.. ออกมาอยากร้องไห้คือเหมือนไร้สาระนะ แต่มันรู้สึกว่าเราเหมือนคนโง่ไงไม่รู้ เฮ้ยถ้าอยู่เมืองไทยไม่เคยคิดเลยว่าต้องมาสมัครงานแบบนี้ แต่วันนี้แค่งานแค่นี้เราต้องมาแข่งกับคนที่นี่ซึ่งไม่ได้คิดว่าเขาเก่งกว่าเราแต่เขาพูดภาษาอังกฤษได้เขาก็ดีกว่าเราร้อยเท่าแล้ว ก็เซ็งๆเศร้าเพราะบางทีคนเรามันก็มีอีโก้บางอย่างอยู่ลึกๆ หลังจากวันนั้นก็เศร้าวันเดียวแหละ แล้วก็สมัครงานต่อก็สมัครทางเนตเหมือนเดิม สมัครร้านเดิมๆซ้ำบ้าง เดินไปข้างนอกผ่านร้านอะไรติดป้ายรับสมัครก็สมัคร ก็ไม่ท้อก็ยังสู้ต่อ ต่อมาร้าน Gap กับ Banana อีกสาขาก็เรียกไปสัมภาษณ์อีก แต่ตอนนั้นเราก็เริ่มชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นคือเราต้องเรียนภาษาอังกฤษการเรียนมาก่อน เวลาเราสัมภาษณ์เราก็บอกเลยว่าได้แค่วันนี้ เวลานี้เท่านั้น ตอนสองครั้งแรกอยากได้งานก็บอกวันไหน เวลาไหนก็ทำทั้งนั้นเพราะมันอยากได้งาน

สัมภาษณ์อีกครั้งที่ Banana แต่คนละสาขา คนสัมภาษณ์น่ารักมากๆเป็นคนแคนาดา ผู้หญิง เขาบอกเขาเคยมาเมืองไทยชอบเมืองไทยมาก ชอบอาหารไทยมาก เป็นกันเองสุดๆ เขาก็บอกเขาเข้าใจคนที่เป็น Immigrant เพราะเขาก็เป็นเพียงแต่เขาไม่มีปัญหาเรื่องภาษา เพราะแคนาเดียนก็พูดอังกฤษ ตอนนั้นทุกอย่างโอเคเขาบอกภาษาอังกฤษเราดีไม่น่าเชื่อว่าอยู่ไม่ถึงปี แต่วันเวลาว่างไม่ตรงกันก็เลยไม่ได้ทำ ที่ Gap ซึ่งก็บริษัทเดียวกันกับ banana แต่การสัมภาษณ์ก็แบบกลุ่มคือเรียกมาหลายคนพร้อมกันแต่ดีกว่า Macy’s ตรงที่ไม่ต้องแย่งกันพูดเขาถามทีละคนและสุภาพกว่าเยอะ แต่กระนั้นเราก็ไม่ชอบอยู่ดีเพราะอีกสามคนก็คนเมกันที่เกิดที่นั่น เราก็ตอบได้โง่สุด ภาษาอังกฤษห่วยที่สุดตามเคยอีกแล้วอายเขาก็บางทีมันนึกคำพูดไม่ออก คิดนานคนอื่นก็รำคาญ คือสัมภาษณ์ตัวต่อตัวมันดีกว่าเพราะเราเกร็งน้อยกว่า สรุปที่ Gap ก็ไม่ได้ คือสามวันหลังจากสัมภาษณ์เขาส่งจดหมายมาบอกว่า “ขอบคุณที่มาสัมถาษณ์แต่เรายังไม่มีตำแหน่งที่เหมาะสมกับคุณในเวลานี้” นี่เป็นบางส่วนของประสบการณ์สมัครงานในอเมริกาของเรา

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

สมัครงานในอเมริกา

plew January 26th, 2009


สมัครงานในอเมริกา หลังจากเราได้ green card แล้วก็ Social Number แล้ว (จริงๆเรื่องนี้ก็ผ่านมานานแล้วแต่เพิ่งขยันมาเขียน) ก็ไฟแรงอีกแล้วอยากทำงาน แต่คราวนี้บอกตัวเองเลยว่า NOT Thai Restaurants ไม่เอาแล้วจ้าลากันที ก็คิดสมัครงานกับบริษัทฝรั่งหรือร้านของฝรั่งเท่านั้น อะก็มีกรีนการ์ดแล้วนิหว่าทางเลือกก็มีมากขึ้น ว่าแล้วก็เริ่มคิดว่าจะสมัครอะไรดี จากวุฒิปริญญาโท ที่ติดตัวมาจากเมืองไทยนั้นก็ลืมไปได้เลยเพราะไม่ได้ทำให้เราหางานในออฟฟิตอย่างที่เราทำในเมืองไทยได้ (เราทำด้านประชาสัมพันธ์) เพราะอย่างแรกเราไม่วุฒิจากที่นี่ หรืจบอินเตอร์อะไร ภาษาอังกฤษก็ไม่ดีเลิศมากมาย ดังนั้นงานที่อิมมิแกรนด์อย่างเราจะทำได้ก็พวกงาน entry level พวกทำงานในซุปเปอร์มาเก็ต ขายของตามร้าน เสริฟ ประมาณนั้น แต่จริงๆตอนนั้นคือยากทำงานในร้านที่ขายเสื้อผ้าหรือพวกแฟชั่นมากที่สุด เพราะคิดว่ามันก็ดูสะอาดดี และก็ไม่น่ายาก จริงๆเลยก็กะว่าทำพวกงานสต็อกไม่คิดว่าจะเป็น เซล เพราะยอมรับว่ายังไม่มั่นใจในภาษาอังกฤษของตัวเองเท่าไร เพราะจริงๆ ณ วันนั้นเราก็ไม่ได้อยู่อเมริกานานมากมาย อยู่มาหกเดือนกลับมาเมืองไทยห้าเดือนกลับไปตอนนั้นประมาณหนึ่งเดือน (บางคนอยู่มาห้าปีภาษายังไม่ไปถึงไหนก็มาก สิบปียังขั้นอนุบาลก็เยอะ ไม่น่าเชื่อ) แต่มั่นใจว่าสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานได้แน่ๆ

ก็เริ่มจากเข้าเวปไซต์ร้านที่เรารู้จัก รวมทั้งเป็นลูกค้า เช่น Ross, Macy, H&M,Banana, Gap, Old Nay จริงๆแล้วสามที่หลังคือ Old navy, Banana และ Gap มันบริษัทเดียวกัน นอกจากนั้นร้านอะไรที่เรารู้จักพวกซุปเปอร์มาเก็ตก็สมัครเช่น Whole Food, Safeway, Container Store ก็สมัคร ส่วนมากสมัครทางเวไซต์ และจริงๆที่นี่งานเกือบทั้งหมดสมัครทางเวปต์ทั้งนั้น เพราะจากการถามเพื่อนๆที่เขาทำงานอยู่ (ไม่ใช่คนไทย) เขาก็บอกสมัครทางเวปไซต์กันไม่ค่อยเดิน walk in เราก็สมัครไปประมาณสิบที่ได้ บางที่เช่นสตาบัคก็เดินไปถาม แต่แค่สาขาเดียวเขาบอกเต็ม จริงๆไม่อยากทำดด้วยเพราะอยากทำงานในร้านแฟชั่นมากกว่า

ตอนกรอกใบสมัครก็คิดอยู่ว่าจะกรอกไงดีคือจะกรอกไหมว่าเรามีวุฒิปริญญาโทจากเมืองไทย ทั้งที่สมัครงานระดับล่างสุด Reference อะไรก็ไม่มี แต่สุดท้ายก็กรอกก็กรอกทั้งวุฒิและประสบการณ์ทั้งหมดที่เคยทำเมืองไทย ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลยกับงานที่สมัคร เพราะสมัครงานเสต็อก งานขายของตามห้าง เคยทำซะทีไหนตอนอยู่บ้าน ก็กรอกหมดเพราะถ้าไม่กรอกก็ไม่มีอะไรเขียน จริงๆทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่ามันดีหรือไม่ดี เพราะเพื่อนคนไทยบางคนเขาบอกเขากรอกแค่ว่าจบมัธยมเพราะเขาอายว่าจบปริญญาทำไมยัง.. แต่เราก็คิดว่าเราให้ข้อมูลที่เป็นความจริง บางทีใบสมัครยาวมากแถมมีแบบทดสอบอีกด้วยทั้งแบบทดสอบทางจิตวิทยา และแบบทดสอบทักษะที่ต้องใช้ในการทำงานเบื้องต้น บางที่เสียเวลาเป็นชั่วโมงในกรอกจนเครื่องแฮงไปเลยก็มาต้องมากรอกใหม่ และส่วนใหญ่ไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง เพราะใบสมัครหลายหน้ามาก แต่ก็ทำไงได้ บริษัทใหญ่ๆจะให้เรากำหนด Username password ไว้เลยและมีข้อมูลการสมัครงานของเรา พร้อมข้อมูลเบื้องต้นของเราในฐานข้อมูลของเขา เพราะบางครั้งเราสมัครบริษัทเดียวกันแต่หลายตำแหน่งหรือหลายสาขา หรือสมัครตอนนี้ไม่ได้ อีกสามเดือนมาสมัครใหม่ก้ไม่ต้องเสียเวลากรอกข้อมูลใหม่หมด เพราะเขามีข้อมูลเบื้องต้นของเราหมดแล้ว ก็สะดวกดี เพราะบางช่วงไม่มีตำแหน่งที่เราต้องการ แต่เราก็สร้าง profile ของเราไว้ก่อนประมาณนั้น

หลังจากสมัครไปได้สักหนึ่งอาทิตย์ก็มีที่ Container Store อีเมล์กลับมาว่าไม่มีตำแหน่งที่เหมาะกับเรา ก็เป็นอันแห้ว หลังจากนั้นเป็นเดือนก็ไม่มีอะไรติดต่อเข้ามาเลย ผ่านเดือนไปไม่กี่วัน Banana Republic ก็โทรมา ตรงนี้จะบอกว่าการคุยโทรศัพท์กับฝรั่งนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ ไม่ใช่เราคนเดียว เพื่อนต่างชาติอื่นๆเขาก็บอกเหมือนกันบางทีเราไม่เข้าใจไม่ชัดในบางสิ่งที่เขาพูด เพราะคุยโทรศัพท์ยากกว่าคุยกันตัวต่อตัวเยอะ แต่โชคดีว่าวันนั้นเราไม่ได้รับสายเขาเลยฝากข้อความไว้ ข้อดีของการที่ไม่ได้รับและฟังข้อความคือ เรากลับมาฟังใหม่ได้หลายๆรอบไง แล้วให้แฟนช่วยฟังด้วย เสร็จแล้วเราก็โทรกลับ มันทำให้เรามีเวลาเตรียมตัวตอนโทรกลับด้วยว่าพูดยังไงดี เพราะเรารู้แล้วว่าเขาโทรมาทำไม ตอนนั้นเขาฝากข้อความไว้ว่าให้ไปสัมภาษณ์ มีสองวันให้เลือก เราก็รู้แล้วว่าต้องพูดไงตอนโทรกลับไป ไม่ต้องมา Pardon Pardon กันหลายๆรอบ นิสัยเรื่องการใช้โทรศัพท์ของคนไทยจะต่างกับคนอเมริกัน เพราะที่นี่ถ้าไม่รับสายหรือปิดเครืื่ื่องร้อยทั้งร้อยจะฝากข้อความเสียงไว้ ไม่เหมือนคนไทยเราไม่รับก็โทรใหม่ไม่ค่อยฝากข้อความ หรือไม่ค่อยฟัง Voice mail เป็นอะไรที่สำคัญมากของคนที่นี่ หลายคนจะไม่รับสายที่ไม่คุ้นเลยแล้วค่อยมาฟังข้อความเอาทีหลัง

สรุปเราก็ได้นัดสัมภาษณ์งานครั้งแรกในอเมริกา กับบริษัทฝรั่งในประเทศฝรั่งและกับคนฝรั่ง (ตื่นเต้นดิครั้งแรกในชีวิต) ที่ Banana Republic สาขา Grant Ave. San Francisco ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่มากสาขาหนึ่งในซานฟราน วันสัมภาษณ์เราก็เอจะแต่งตัวไงดี จะแต่งให้ด฿ดีเลยจะเวอร์ไหม ซ่อมซ่อเลยก็ไม่ดีอีก คือตำแหน่งที่สมัครมันงานห่วยๆ สมัครเป็น Host ที่ยืนหน้าร้านคอยสวัสดี ทักทายคนที่มาซื้อประมาณนั้น สรุปก็ใส่กางเกงผ้า เสื้อคอเต่าสีดำทั้งตัวพร้อมแจ๊คเก็ตไปสัมภาษณ์ เนื่องจากร้านไม่ไกลจากที่พักก็เลยเดินไป เข้าไปในร้านบอกมาสัมภาษณ์ เขาก็พาลงไปชชั้นใต้ดินของร้านซึ่งเป็นออฟฟิต ใหญ่กว่าที่เราคิดไว้ ไม่คิดว่าแค่ร้านขายเสื้อ ไม่สำนักงานใหญ่จะมีพนักงานเยอะขนาดนั้น แยกออกเป็นแผนกๆ พนักงานก็น่ารักดี ยิ้มแย้ม ทักทายทั้งที่เจอกันเป็นครั้งแรก คนที่เราสัมภาณษ์ด้วย เป็นฝรั่งผู้ชายอายุน่าจะรุ่นเดียวกับเรานี่ละ ก็สามสิบกว่าๆน่าจะได้ หน้าตาดี แต่งตัวเนี้ยบสมกับทำงานในร้านแฟชั่น แต่ดูก็รู้ว่าเกย์ชัวร์ สุภาพมากเลย เขาก็ถามว่าโอโหเราจบโทจากเมืองไทยเหรอ เราบอกใช่ เขาก็บอกแต่งานที่ทำมันอาจแตกต่างจากสิ่งที่เคยทำมาก่อน เราก็บอกเราเข้าใจ ไม่เกี่ยงถึงงานมันจะแค่ระดับล่างๆ จริงๆเราสมัครเป็น Host แต่คุยไปคุยไป เขาบอกมีตำแหน่ง Sale ว่างในแผนกเสื้อผ้าชาย ซึ่งตัวเขาเองเป็นผู้จัดการแผนก เขาคิดว่าเราน่าจะทำได้ และงานน่าสนใจกว่า เราก็อือๆออ คุยกันประมาณครึ่งชั่วโมง ส่วนใหญ่ก็ถามเกี่ยวกับตัวเราและก็คุยเรื่องงานให้ฟัง สุดท้ายเขาถามว่ามีอะไรจะถามไหม เราก็เลยถามไปว่า คุณคิดว่าภาษาอังกฤษของฉันนะดีพอที่จะทำงานที่นี่ได้ไหม เขาก็ยิ้มบอก โอเคเลยเขามั่นใจว่าเราทำได้ สุดท้ายก็บอกว่าอีกสามวันจะติดต่อไป ถ้าเกินสามวันไม่ติดต่อก็เป็นอันรู้กันว่าไม่ได้งาน หลังจากเสร็จการสัมภาษณ์รู้สึกโล่งมาก เพราะคือยอมรับว่าตื่นเต้นบวกกลัวนิดๆ เพราะมันครั้งแรกจริงๆในบริษัทฝรั่ง กับคนฝรั่ง คือเคยสัมภาษณ์งานกับฝรั่งในเมืองไทย แต่สถานการณ์มันไม่ใช่แบบนี้ แต่สุดท้ายก็ทำให้เรามั่นใจมากขึ้นว่าเราทำได้ แล้วคนที่สัมภาษณ์เขาสุภาพมากๆ คือบางทีเราก็พูดอึกอักคือนึกไม่ออกว่าจะใช้คำว่าอะไร ยังไงเขาก็ไม่ได้แสดงอาการเบื่ออะไร คือดูให้กำลังใจเราดีว่าพูดออกมาเหอะ ประมาณนั้น แต่ผลการสัมภาษณ์จะเป็นอย่างไร เราได้งานรึป่าว มาติดตามตอนต่อไปค่ะ

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ทำงานนวดในอเมริกา ภาคสี่

plew April 18th, 2008


// –>
// –>
// –> ลูกค้าประจำอีกราย คนนี้เป็นลูกค้าที่น่ารักมากที่สุด เธอเป็นคนอเมริกันเชื้อสายปากีสถาน ตอนคุยกันทางโทรศัพท์ เราก็บอกไม่ได้เช่นกันว่าเธอเป็นคนปากีสถาน เพราะสำเนียงก็อเมริกันแท้ๆอีกแล้ว เธอมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุห้าขวบ เจอกันครั้งแรกเราก็เฮ้ยแขกวะ จะดีไม๊เนี่ย จะสกปรกไม๊ คืออันนี้บอกตรงๆว่าคนไทยเราส่วนใหญ่อาจมีทัศนคติที่ไม่ดีนักต่อคน “แขก” อันนี้คือเรื่องจริงที่เรารู้ๆกันอยู่ อาจไม่ใช่คนไทยทุกคนแต่เท่าที่จำความได้ โตมาขนาดนี้ส่วนใหญ่มีทัศนคติไม่ดีทั้งนั้น คิดถึงแขกก็นึกถึงความเหม็นก่อนเลย เราเองเกิดมาก็ไม่เคยมีเพื่อนแขกอินเดีย แขกปากีมาก่อน แต่ลูกค้าคนที่เธอเป็นคนนิสัยดีมากๆ มานวดอาทิตย์ละครั้ง แรกๆเธอก็มานวดที่อพาร์ตเมนท์เรา หลังๆเราไปนวดให้เธอที่บ้านเพราะบ้านเธอไม่ไกลจากเรามากนัก เวลาเรานวดให้จะถามตลอดว่าเหนื่อยไหม ไปนวดที่บ้านเธอก็หาน้ำหาท่าให้ดื่ม ชวนกินข้าวเย็นอีกต่างหาก นวดกันบ่อยจนเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง เธออายุมากกว่าเราสามปี เธอทำงานดีถือว่าเป็นคนมีฐานะดีที่เดียว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีน้ำใจกับคนทำงานกระจอกๆอย่างเรา ทุกครั้งที่นวดเสร็จเธอจะขับรถมาส่งที่บ้าน แถมยังถามว่าจะไปซื้อของอะไรไหม จะไปส่งแล้วกลับด้วยกันจะได้ไม่ต้องเดินแบกกลับบ้าน เธอบอกบ้านเธอต้อนรับเราเสมออยากมานั่งมานอนเล่นก็มาได้ตลอด แถมยังชวนเราไปนั่งกินข้าวตามร้านอาหารด้วยกันอีก เธอบอกเธออยากเลี้ยงข้าวเรา

มีเหตุการณ์ณ์หนึ่งที่ประทับใจมากๆ ตอนนั้นเราบอกเธอว่าจะแต่งงานแล้วกับคนอเมริกัน เธอก็ถามเราใหญ่ประมาณว่าแน่ใจนะว่าเขาเป็นคนดี “ยูไว้ใจใครมากๆไม่ได้ ยูใหม่ที่นี่ เขาทำงานอะไร รู้จักกันนานแค่ไหน” เพราะเธอได้ยินข่าวผู้หญิงต่างชาติที่ถูกหลอกมาเยอะ พอวันแต่งงานเธอก็โทรมาเช็คว่าเราโอเคไหม ทุกอย่างราบรื่นไหม หลังจากนั้นเราบอกเธอว่าเราจะไปฮันนีมูนที่ฮาวายสามอาทิตย์ พอเราไปถึงฮาวายได้วันหนึ่งเธอก็โทรมาถามว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีไม๊ เธอโทรมาเพื่อให้แน่ใจว่าเราโอเคไม่โดนหลอก บอกตรงๆว่าซึ้งมากเลย เธอบอกเราบ่อยๆว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้บอกไม่ต้องเกรงใจเธอยินดีช่วย โทรหาเธอได้เสมอ ตั้งแต่เรามาอยู่ที่นี่เราเจอคนไทยที่นี่ เจอคนที่ทำงานร่วมกัน แต่ไม่เคยเจอใครที่มีน้ำใจกับเราอย่างนี้มาก่อน ถ้าไม่นับแฟนของเรา คนมาไกลพลัดถิ่นอย่างเรา ไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติ แต่กลับมาได้รับน้ำใจกับคนแปลกหน้า คนต่างชาติ และเป็นคนที่เราเคยมีทัศนคติที่ไม่ดีมาก่อน ที่เริ่มต้นจากการเป็นลูกค้า รู้กันกันแค่หลักเดือน แต่กลับมีน้ำใจห่วงใยเรายิ่งกว่าบางคนที่รู้จักกันมาเป็นปีซะอีก

น้ำใจที่เราได้รับมันทำให้รู้สึกว่าโลกใบนี้มันยังมีมุมดีๆ ยังมีคนดีๆอยู่อีกมากมาย ดีใจที่ตัดสินใจทำงานนี้ ถึงมันจะดูเป็นงานที่ไม่ได้มีหน้าตา เป็นงานใช้แรง ไม่ได้ใช้สมอง ดูเป็นคนกระจอกๆคนหนึ่ง แต่เราได้รับอะไรมากมาย นอกจากการมีรายได้เล็กๆน้อยๆเข้ามาซึ่งมันทำให้ชีวิตเรามีคุณค่ามากขึ้น สิ่งที่สำคัญไปกว่าเงินคือประสบการณ์ การรู้จักคน การได้คุย ได้ฟัง ได้แลกเปลี่ยน ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ สองชั่วโมงที่มือเราทำงาน แต่ในขณะเดียวกันเราได้ความรู้มากมายจากคนที่เป็นลูกค้า รับรู้ถึงทัศนคติของคนต่างชาติต่างภาษา แต่สิ่งที่สำคัญมากที่สุด คือ มิตรภาพนั่นเอง

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกา Thai Massage Therapist in America

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกา ภาคสอง

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกาภาคสาม

Currently there are no state requirements and regulations in effect in the state you have selected. However, this does NOT necessarily imply that there are no laws in effect at all.

In some states such as CA and GA for example a variety of license requirements within the different municipalities exist. California licensing is regulated by city or county.

To learn about the rules and regulations regarding massage/bodywork contact the local authority in your area, the court house, police station, town hall, etc. Also, most teaching institutions such as massage schools are aware of the regulations in effect. Other sources of information would be the AMTA www.amtamassage.org and ABMP www.abmp.com.

ทำงานนวดในอเมริกา ภาคสาม

plew April 16th, 2008



// –>
// –>
// –>

ลูกค้ารายที่สองที่อยู่ในความทรงจำ คนนี้เป็นพี่สาวคนไทยค่ะ แรกเลยพี่เค้าโทรมาฝากข้อความไว้เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษเขาดีมากสำเนียงดี เราก็โทรกลับก็พูดภาษาอังกฤษกลับไป พี่เขาบอกคนไทยค่ะ ก็เฮ้ยคนไทยโทรมา ดีเหมือนกันได้ลูกค้าคนไทยจะได้คุยกันง่ายหน่อย และมันก็มีข้อดีอื่นๆตามมาเพราะพี่เขาเป็นคนไทยที่ไม่เหมือนคนไทยคนอื่นๆที่เราเจอที่นี่ จากการที่ได้คุยกับพี่เขามันทำให้เรารู้สึกว่าคนไทยที่เก่งๆ ก็มีนะ แล้วจริงๆมันก็มีทางเลือกอื่นๆนอกจากการทำงานร้านอาหาร พี่สาวคนนี้อายุประมาณสี่สิบ เธออยู่ที่นี่มาเกือบยี่สิบปี เราไปนวดให้ที่อพาตเมนท์เธอ เธออยู่อพาร์ตเมนท์ หรูและแพงแห่งหนึ่งในซานฟรานซิสโก เริ่มแรกคือมาเรียนต่อปริญญาโท ด้วยความที่มีพื้นฐานทางภาษาดีมาก่อนแล้ว เนื่องจากที่บ้านให้ความสำคัญส่งเสริมให้พูดภาษาอังกฤษ พี่เขาจบมัธยมจากโรงเรียนคอนแวนต์ชื่อดังในกรุงเทพ หลังจากนั้นก็จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐแห่งหนึ่ง พอจบก็มาเรียนต่อปริญญาโทด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ซาคราเมนโต ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐแคลิฟอเนียนั่นเอง ไม่ไกลจากซานฟรานซิสโกมากนัก เรานวดไปก็ถามไป พี่เขาก็เล่าไป เธอเล่าต่อ ช่วงที่เธอเรียนจบนั้น เป็นช่วงที่บริษัทต่างๆต่างต้องการเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เธอจึงได้งานทำที่ซานฟรานซิสโกทันทีหลังเรียนจบ และทำจนทุกวันนี้รวมแล้วกว่าสิบปี เราถามต่อว่าแล้วพี่อยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีมีเพื่อนคนไทยมั่งไม๊ พี่เขาบอก “ไม่มีเลย พี่ไม่ค่อยเจอคนไทยเลยนะ ที่ทำงานก็ไม่มีคนไทยซักคน” เราบอกต่อ ไม่มีอะไรพี่คนไทยในซานฟรานเยอะจะตาย แกบอกเหรอพี่อยู่มาไม่เจอนอกจากเวลาไปกินข้าวที่ร้านอาหารไทย อันนั้นเจอแน่ๆ เราก็คุยต่อ “รู้ไม๊หนูคุยกับคนไทยที่นี่ ถามเขาว่าคนไทยที่มาอยู่ที่นี่เขาทำงานอะไรกันบ้างนอกจากงานร้านอาหาร เขาบอกไม่มีหรอกส่วนใหญ่ก็ทำงานร้านอาหารกันทั้งนั้นแหละ ดีที่สุดแล้ว” พี่เขาก็ขำ “จริงเหรอเขาว่างั้นเหรอ ไม่จริงหรอกดูพี่ดิพี่ยังทำงานอย่างอื่นเลย พี่เคยทำงานร้านอาหารเหมือนกันสมัยเรียนแต่ทำแค่แป๊ปเดียวเพราะอยากลอง แล้วก็ไม่ได้กลับไปทำอีกเลย คนไทยทำงานดีๆก็มี ลุงพี่ก็ทำงานด้านบัญชีอยู่ที่นิวยอร์ก” เราถามต่อแต่ถ้าคนไทยอย่างเราจะหางานทำดีๆที่นี่ ต้องจบมีดีกรีจากที่นี่ใช่ไม๊ พี่เขาก็บอกใช่ เพราะถ้าเราเรียนที่นี่เราจะคุ้นเคยกับระบบการคิดการทำงานแบบอเมริกัน เราก็คุยต่อแต่บางคนเขาก็จบที่นี่นะแต่เขาก็ยังอยากทำงานร้านอาหารอยู่ดีแหละ พี่แกก็ขำๆ เราก็เล่าต่อบางคนจบปริญญาโทจากเมืองไทยก็ไม่อยากทำงานดีๆในเมืองไทย อยากมาทำงานเสริฟที่นี่ เขาบอกอยู่อเมริกาดีกว่าอยู่เมืองไทยเยอะ พี่แกบอกว่า “สำหรับพี่จริงๆพี่อยู่ที่ไหนก็ได้ พี่อยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีก็จริง แต่พี่ไม่เคยคิดว่าที่นี่ดีกว่า พี่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนมันขึ้นกับว่าเราทำอะไรมากกว่า พี่อยู่ที่นี่เพราะพี่ชอบงานที่พี่ทำ ชอบบริษัทที่ทำ พี่จึงอยู่ที่นี่ แต่ถ้าให้พี่อยู่ที่นี่แล้วทำงานเสริฟพี่คงไม่ ไม่แน่ถ้าพี่กลับเมืองไทยแล้วพี่ได้ทำงานสนุกๆแบบนี้พี่ก็อยู่เมืองไทยได้ ทุกที่มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียแหละ” หลังจากนวดเสร็จเรียบร้อยพี่เขาบอกว่า “เมมเบอร์พี่ไว้แล้วใช่ไม๊ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็โทรมานะไม่ต้องเกรงใจ” ฮ้า ดีใจจังไดรู้จักคนดีๆเพิ่มอีกหนึ่งคน

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกา Thai Massage Therapist in America

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกา ภาคสอง
ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกาภาคสี่

California’s “Massage” Definition from Bill 1388:

(a) “Massage” means the application of a system of structured touch, pressure, movement, and holding to the soft tissues of the human body with the intent to enhance or restore the health and well-being of the client. The practice includes the external application of water, heat, cold, lubricants, salt scrubs, or other topical preparations; use of devices that mimic or enhance the actions of the hands; and determination of whether massage therapy is appropriate or contraindicated, or whether referral to another health care practitioner is appropriate. For purposes of this chapter, massage and bodywork are interchangeable.

(b) “Massage Therapist,” “Bodyworker,” “Bodywork Therapist,” or “Massage and Bodywork Therapist” means a person who is licensed by the Board of Massage Therapy under subdivision (c) of Section 4604 and administers massage for compensation.

(c) “Massage Practitioner,” “Bodywork Practitioner,” or “Massage and Bodywork Practitioner” means a person who is licensed by the Board of Massage Therapy under subdivision (b) of Section 4604 and administers massage for compensation.


ทำงานนวดในอเมริกา ภาคสอง

plew April 14th, 2008



วันแรกในการทำงานนวดแผนไทย ลูกค้าคนแรกในชีวิตเขาเป็นชายอเมริกันเชื้อสายจีน รูปร่างเล็กและดูสะอาดสะอ้าน ตอนที่เขาโทรมานัดครั้งแรกเราบอกไม่ได้ว่าเขาเป็นคนจีนเพราะสำเนียงอเมริกันแท้ๆ เขาเกิดที่นี่ พอเจอตัวจริงเราก็บอกแหมดีใจที่ได้ลูกค้าเอเชียเหมือนกัน และก็ดีใจอย่างที่พูดจริงๆ เพราะเขาตัวเล็กจะได้นวดง่ายๆหน่อยไม่ต้องใช้แรงมาก ลูกค้าคนแรกคนนี้ได้กลายเป็นลูกค้าประจำที่มานวดอย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง รวมทั้งถือเป็นเพื่อนใหม่ที่เรารู้จักที่นี่ เขาเป็นคนอัธยาศัยดี คุยเก่ง ที่สำคัญชอบการนวดเป็นชีวิตจิตใจลองนวดมาแล้วทุกแบบ ทั้งไทย จีน สวีดิช มีนวดแบบไหนแกเอาหมด เขาเคยซื้อสปาทัวร์มาเมืองไทยเพื่อมานวดที่บ้านเราอีกต่างหาก ลูกค้ารายนี้เป็นลูกค้าประจำก็จริงแต่ก็เหมือนทั้งรักทั้งเกลียด บางทีโทรมานัดเราไม่อยากรับ เพราะมีบางอย่างที่เราไม่ชอบเอามากๆ แต่ถามว่าไม่ชอบแล้วทำไมรับละ เพราะต่อมาแฟนเริ่มไม่ชอบให้เราทำนวด เพราะลูกค้ามาที่บ้านเขากลัวอันตราย ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ไว้ใจได้ไหม ทำให้ต่อมาเราต้องรับเฉพาะลูกค้าประจำ ลูกค้าเก่าที่เคยมาแล้วเท่านั้น

ลูกค้าประจำรายนี้ดีหมดอัธยาศัยดี น่ารักเป็นกันเอง เสียอย่างเดียวเหมือนแอบโรคจิตเล็กๆ วันแรกมาเขาก็ถามเราว่าต้องใส่เสื้อผ้าหรือไม่ เราก็บอกต้องใส่ มีให้เปลี่ยน เขาบอกเขาไม่ชอบไม่สบายขอนุ่งผ้าเช็ดตัวได้ไม๊ ที่อื่นที่เขาเคยไปก็ไม่ใส่อะไรเลยก็ได้ มันสบายดี ตอนเขามานวดไทยที่เมืองไทยก็ไม่ใส่อะไรเลย เราก็ชักยังไงดีวะ ลูกค้าคนแรกในชีวิต อยากได้เงินด้วยก็เลยบอก โอเคได้ เราก็ให้เขาเปลี่ยนเสื้อผ้า สักพักเขาบอกพร้อมแล้ว โผล่เข้าไปตกใจ แต่ทำเป็นเฉยๆ ก็แกนอนแก้ผ้าอยู่อะ แต่นอนคว่ำนะ แต่แค่ข้างหลังก็แปลกๆแล้ว เฮ้ยมีผู้ชายแปลกหน้ามานอนแก้ผ้าอยู่ตรงหน้าแถมต้องนวดมันอีก เราก็เอาวะเพื่อเงิน ก็นวดๆไปตามขั้นตอนที่เตรียมมา พอจบข้างหลังต้องพลิกมาด้านหน้านี่ดิ เต็มๆครับ แกไม่สนใจนอนเฉย ผ้าเช็ดตัวก็ไม่อยากจะเอามาปิด ดูเขามองเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไอ้เรามันตกกระไดพลอยโจนมาขนาดนั้นก็นวดๆมันไป ทำไม่สนใจมันซะ คือไม่สนใจอยู่แล้วละ แต่มันแปลกๆอะอยู่ตรงหน้า แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี เขาแก้ผ้าก็จริงแต่ไม่ได้พยายามลวนลามอะไรทั้งสิ้น ไม่มีการพยายามถูกเนื้อต้องตัวอะไร สรุปคือปลอดภัย นวดไปนวดมาคือเขามาทุกอาทิตย์ เราก็ชักรู้ อ้อหมอนี่มันไม่แมน ประมาณเกย์ สำอางมาก พอเริ่มชินก็เออแก้ก็แก้ไป มันไม่ได้ทำอะไรเรา ทุกอย่างปลอดภัยดีเพียงแต่ต้องทนดูอะไรที่ไม่อยากดูเท่านั้น

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกา Thai Massage Therapist in America

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกาภาคสาม

ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกาภาคสี่ี่

Professional, educated, therapeutic massage therapists prefer that laws be enacted that will regulate massage therapy. They want these laws for three reasons:

1. To remove the stigma massage has of being merely a sensual / sexual activity.
2. To create barriers to entry. These barriers to entry profit three groups:
* Massage therapists: keeping casual individuals out of the massage business helps maintain therapists billing rates. Nothing wrong with that.
* Massage schools: requiring all therapist be formally trained certainly helps the schools get more paying students.
* Massage associations: Many of the organizations spearheading the need for laws regulating massage are the national massage associations, who, by no coincidence, would like those laws to stipulate that in order to practice therapeutic massage you must belong to a national association. Go figure, eh?
3. And finally, on the less cynical side, massage laws will ensure that people who use massage for health and wellness will get the most competent, professional, ethical, and effective treatment possible.

Of particular note, the ruling passed in British Columbia as covered here at the Healing and Law site. Basically, the college in B.C. wanted to regulate massage, but the province turned them down because massage is inherently benign. That is, massage causes no harm so what’s to regulate?

It’s all so very complex and confusing and frustrating…and it won’t be getting any clearer or easier any time soon.

ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกา Thai Massage Therapist in America

plew April 13th, 2008



จากงานร้านอาหารมาทำงานนวดไทย หลังจากทำงานในร้านอาหารไทยได้ซักพักก็ต้องหยุด เนื่องจากเหตุผลหลายประการ หลักๆคือเดินทางท่องเที่ยวตามที่ตั้งใจและตกลงกับแฟนไว้ ไปทีก็เกือบเดือนไม่ออกเองเขาก็คงเชิญให้ออกอยู่แล้ว นอกจากนั้นเงินที่ได้มันค่อนข้างจะน้อยเอามากๆ เพราะแกเล่นให้ฝึกงานต่อไปทั้งๆที่ทำงานได้หมดแล้ว ในเมื่อยังฝึกงานเงินที่ได้ก็แค่ครึ่งของที่คนอื่นเขาได้ คิดแล้วมันไม่คุ้มกับการต้องกลับบ้านดึกๆเที่ยงคืน ตีหนึ่ง จะเจอเหตุร้ายเมื่อไรก็ไม่รู้ และหลังจากเราฝึกงานได้สองอาทิตย์ เขาก็รับเด็กเข้ามาฝึกงานอีกสามสี่คน เราดูแล้วมันก็แปลกๆ ไหนบอกคนเต็มไง กลายเป็นหาคนมาใช้งานค่าแรงถูกๆอีกเพียบ ทนไม่ได้ก็ออกไป ว่าแล้วตัดสินใจว่าคงไม่ทำต่อแล้วที่นี่ หลังจากนั้นก็เดินทางท่องเที่ยวตามแผน

หลังจากกลับมาจากการเดินทาง ก็คิดถึงการหางานใหม่ทำ แต่บอกตัวเองว่าคงไม่สมัครอีกแล้วร้านอาหารไทย เบื่อง้อแล้ว พอที มั่นใจว่ามันต้องมีอะไรอย่างอื่นสิที่เราจะหาเงินได้ ก่อนหน้านี้เคยถามเพื่อนร่วมงาน ซึ่งบางคนอยู่ที่นี่มาเป็นสิบปี ว่าคนไทยที่อยู่ที่นี่เขาทำงานอะไรกันอีกนอกจากงานร้านอาหาร ทุกคนบอกเหมือนกัน โอ๊ยคนไทยเขาก็ทำงานร้านอาหารกันแหละ ดีสุดแล้ว งานอื่นไม่รู้คนไทยที่เขารู้จักทุกคนก็ทำงานร้านอาหาร หรือเปิดร้านอาหารมันซะเอง เราก็กลับมานั่งคิด ไม่จริงมั้งมันน่าจะมีอย่างอื่นน่า หลังจากนั้นเริ่มเปิดหางานทางอินเตอร์เนตดู แต่ดูแล้วคงทำไม่ได้เพราะเรามันไม่มีใบทำงาน ไม่มีกรีนการ์ดอะไร คือจริงๆมาเที่ยวมันทำงานไม่ได้อยู่แล้ว สมัครงานร้านค้าอื่นๆก็ไม่กล้ากลัวโดนจับ เปิดไปเปิดมาเจอเวปไซต์หนึ่งเป็นเวปที่คนในพื้นที่จะเข้ามาโพสเพื่อประกาศให้บริการในด้านต่างๆ หรือประกาศซื้อขาย สำหรับคนที่อยู่ในโซนย่าน San Francisco Bay เปิดๆดูว่าเขาทำอะไร เขาขายอะไรกันบ้าง สำหรับตัวเองเรื่องขายของคงไม่เพราะไม่มีอะไรจะขาย คิดไปคิดมาทำงานนวดดีกว่า นวดไทยนี่แหละ ไม่ต้องลงทุนอะไร ใช้แรงและทักษะอย่างเดียว ให้ลูกค้ามาที่อพาตเมนท์เลย เราไม่ต้องเสียค่ารถเดินทาง ไม่ต้องเสียค่าเช่าร้านอะไร ว่าแล้วเราก็เริ่มลงมือโพสโฆษณารับนวดแผนไทย ซึ่งเวปไซต์ที่ว่าให้บริการลงประกาศต่างๆฟรีอยู่แล้ว

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า เรียนนวดมาเหรอ ฮ้าๆๆ ป่าวเลยครับ ไม่เคยเรียนอะไรทั้งนั้น แต่อาศัยเคยไปนวดแล้วก็ชอบ เวลาไปนวดเราก็จะพยายามจำว่าเขาทำอะไรยังไง แล้วก็เอากลับมานวดให้คนใกล้ตัว ซึ่งก็ชมกันเปาะว่านวดเก่ง (จริงๆไม่รู้ว่าโกหกหรือป่าว) สรุปก็ใช้ครูพักลักจำ บวกใช้ความรู้สึกของตัวเองคือนวดให้คนอื่นในแบบที่เราชอบ ตรงไหนเราเมื่อย เราปวดบ่อยๆ ก็คิดว่าคนทั่วๆก้คงไม่ต่างกัน ร้านหลายที่เคยไปนวดมาก่อนแต่ละร้านก็มีวิธีที่ต่างกันบ้าง เราก็จำเอาแบบที่เราชอบมาประยุกต์รวมกัน เป็นแบบของเราเอง ที่พูดมาถึงตรงนี้ขอบอกว่ามันไม่ใช่ความคิดที่ดีนักที่จะหาเงินด้วยการนวด โดยที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาเป็นเรื่องเป็นราว เพราะจริงๆการนวดก็มีความเสียงอยู่มากโดยเฉพาะที่อเมริกา ถ้าเราเกิดทำลูกค้าบาดเจ็บขึ้นมา อาจโดนฟ้องหมดตัวก็เป็นได้ เพราะคนที่นี่ไม่เหมือนคนไทย เขาฟ้องกันทุกเรื่อง ฟ้องกันเป็นเรื่องปกติ

ปกติแล้วสำหรับคนที่จะทำงานนวด คือนวดจริงๆ ไม่ใช่นวดแอบแฝง และโดยเฉพาะทำงานในร้านใหญ่ๆดี หรือในโรงแรม สำหรับที่นี่แคลิฟอเนียต้องมีใบอนุญาตจากรัฐ คือต้องผ่านการอบรมและผ่านการทดสอบ ถ้าเป็นเจ้าของกิจการหรือทำอิสระที่สำคัญต้องทำประกัน อย่างที่บอกคนที่นี่ชอบฟ้อง เกิดทำเขาเจ็บหรือไม่เจ็บแต่แกล้งเจ็บแล้วฟ้องขึ้นมา ไม่มีประกันละก้ออาจหมดตัวได้เลย ประกันจึงจำเป็นมากสำหรับคนที่ยึดอาชีพนี้ เท่าที่ฟังมาเขาบอกคนไทยไม่ค่อยอยากเปิดร้านนวดที่นี่ สักเท่าไร เพราะเบื่อปัญหาการโดนฟ้อง แต่สำหรับตัวเองบอกตรงๆว่าที่ทำตอนนั้นเพราะอยากหาอะไรทำ และก็อยากพิสูจน์ว่ามนมีอะไรอย่างอื่นให้ทำนอกจากงานร้านอาหาร ดังนั้นจึงรับลูกค้าเพียงวันละไม่เกินสองคน

หลังจากลงโฆษณาในอินเตอร์เนตได้สองวันปรากฏว่ามีคนสนใจโทรมาเพื่อจองเวลานวดจำนวนมาก มากกว่าสิบคนต่อวัน ตอนนั้นบอกตรงๆว่าไม่คิดว่าจะมีคนสนใจเยอะขนาดนั้น เพราะจริงๆมีคนโพสรับนวดในเวปไซต์นี้เยอะมากๆ เรียกว่าเป็นหลักร้อยทั้งที่เป็นร้านเป็นเรื่องเป็นราว และคนทำอิสระแบบเดียวกัน ตอนนั้นถ้าจะทำจริงจังคงรวยไปแล้วนวดแค่สักสามคนก็ได้เกือบหมื่นบาทไทยแล้ว แต่เรามันไม่ใช่มืออาชีพจึงทำแค่คนสองคน เรียกว่าได้รับการตอบรับเกินความคาดหมายมากๆ หลังจากนั้นก็มีคนโทรเข้ามาเพื่อนัดหมายอย่างต่อเนื่องทุกวัน สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีคนสนใจเยอะน่าจะเนื่องจากราคา เพราะเราเล่นตัดราคาคนอื่นเขากระจุย คือคิดเป็นรายชั่วโมงก็ถูกว่าเขาเกือบครึ่ง ถ้าเทียบกับร้านใหญ่ๆที่มีนวดไทยถูกกว่ามากกว่าครึ่งเสียอีก แต่สำหรับเราถึงจะถูกกว่าชาวบ้านเขากว่าครึ่งแต่เงินที่ได้ถือว่าเยอะมากทีเดียวกับการทำงานวันละแค่สองชั่วโมง ไม่เสียค่ารถ ไม่ต้องแต่งหน้าทำผม ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าสวยๆ ลูกค้ามาหาเราถึงที่ สองชั่วโมงจบได้เงินเยอะกว่าทำงานร้านอาหารแปดชั่วโมงอีก ตอนนั้นบอกตัวเอง เออคิดถูกที่เลิกทำงานร้านอาหาร เป็นนายตัวเอง ไม่ต้องง้องานใคร ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนจับผิด อยากทำก็ทำไม่อยากทำก็ไม่รับ แถมได้พูดภาษาอังกฤษมากกว่าอีก รวมทั้งได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆและเพื่อนใหม่ๆ อีกด้วย

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกา ภาคสอง

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกาภาคสาม

ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกาภาคสี่

Massage and the Law:

First and foremost, anyone can do massage without training or a license.

HOWEVER, if you charge a fee for massage services, you may be required to obtain a business license and, in addition, you may be required to take formal training ranging from a few hundred to several thousand hours.
Designations for Massage Therapists:

Here are some of the designations given to massage therapists…

* Licensed Massage Therapist
* Registered Massage Therapist
* Certified Massage Therapist
* Massage Practitioner
* Massage Apprentice


ทำงานเสริฟในร้านอาหารไทยในอเมริกา

admin October 27th, 2007


นักศึกษาส่วนที่ไปเรียนต่อที่อเมริกาหรือคนไทยที่กะไปขุดทองที่อเมริกา งานแรกที่คิดจะมองหาก็ไม่พ้นการทำงานในร้านอาหารไทย โยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนซึ่งน่าจะมีทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษไม่เลวร้ายนัก ก็มักคิดถึงงานเสริฟ waiter waitress นักศึกษาหลายคนส่วนใหญ่ที่สามารถไปเรียนเมืองนอกเมืองนาได้ก็ล้วนแต่เป็นผู้มีอันจะกินทั้งนั้น แล้วจะทำได้ม๊เนี้ย แล้วไปทำงานร้านอาหารไทยไปทำงานเสริฟเนี่ยเขาต้องทำอะไรบ้าง และควรมีทักษะอะไร บ้างละ มาฟังกันเลย

หลักๆเลยถ้าจะทำงานรับ order ภาษาอังกฤษต้องได้ ต้องฟังได้ พูดได้ แต่ถามว่าต้องเก่งภาษามากไม๊ไม่ต้องเก่งมากก็พอได้ เพราะจริงๆศัพท์มันก็วนไปวนมา แล้วเราก็ไม่ได้คุยกับลูกค้าอะไรมากมาย บางครั้งลูกค้าก็จิ้มในเมนูด้วยซ้ำว่าเอาอันนี้แหละ แต่ถ้าภาษาดีก็ได้เปรียบ ดังนั้นเตรียมฝึกภาษาไว้ก่อนเลย

สิ่งสำคัญต่อมาความเร็ว ต้องเดินให้เร็ว เดินช้าจะถูกเพื่อนร่วมงานจิกกัด หาว่าเราขี้เกียจ ไม่คล่อง บางทีคนก็โครตน้อยแต่ก็ต้องทำเดินเร็วตลอดเวลา กึ่งเดินกึ่งวิ่งนี่จะดีมาก คือยุ่งไม่ยุ่งก็เดินให้เร็ว อันนี้เจอมากับตัวเอง ไปทำเราก็เดินปกติ แบบไม่ได้เดินช้าอะไรเลย บางทีลูกค้าก็ไม่มีก็ต้องทำเป็นเดินเร็วอยู่ดี เอ้าเวอร์ๆเข้าไปก่อนแล้วกันไม่งั้นอาจโดนเพื่อนร่วมงานแอบฟ้องนายได้ว่าเดินช้า

ต้องแบกจานได้ทีละเยอะๆๆๆๆ ฮ้าจริงๆมันมีวิธีซ้อนจานที่ทำให้เราเก็บจานได้ทีละมากๆ ถ้าแบกจานได้น้อยอาจโดนข้อหาทำงานไม่เป็น บางร้านใจร้ายคนเขาไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อนสอนก็ไม่สอน แต่บอกทำไม่ได้ ทำใจ

จำรายการอาหารในเมนูได้ทั้งหมด หน้าตาอาหารแบบนี้เรียกว่าอะไร รวมทั้งถ้าจำราคาได้ด้วยจะดีมาก สำคัญนะจ๊ะ

หาความรู้เกี่ยวกับเรื่องไวน์ ไวน์มีกี่แบบ รวมทั้งวิธีการเปิดขวดไวน์ การรินไวน์ รินเบียร์ รวมทั้งเรื่องเครื่องดื่มน้ำเมาทั้งหลาย เพราะหลายร้านจะมีบาร์ด้วย ดังนั้นถ้ามีความรู้เรื่องนี้จะช่วยได้มาก

ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษทางโทรศัพท์ เพราะหลายร้านจะมีบริการส่งถึงบ้าน รับออร์เดอร์ทางโทรศัพท์ ก็ฝึกฝนตรงนี้ไว้

หลายๆร้านพนักงานทำทุกอย่างทั้งรับออร์เดอร์ เสริฟ ยก เก็บโต๊ะ เก็บตังค์ ปิดบัญชี รวมทั้งเทขยะในห้องน้ำ เช็คสต๊อก อือ คนเป็นคุณหนูก็ต้องทำใจ แต่บางร้านเขาจะแบ่งหน้าที่ชัดเจน รับออร์เดอร์และบริการลูกค้าอย่างเดียว คนยกอาหารก็ยกเสริฟอย่างเดียว คนเก็บโต๊ะจัดโต๊ะก็ทำอย่างเดียว ถ้าร้านใหญ่ๆเขาจะทำแบบหลัง ร้านเล็กๆก็แบบแรก 55555 แล้วแต่ดวงตอนนี้งานที่อเมริกาก็หาไม่ง่าย โอกาสจะเลือกร้านดีๆคงไม่ง่ายนักยิ่งถ้าเป็นหน้าใหม่ด้วยแล้วได้ร้านไหนก็ทำไปก่อน

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ประสบการณืสมัครงานร้านอาหารไทยในอเมริกา

ประสบการณืสมัครงานร้านอาหารไทย ภาคสอง

หางานทำในอเมริกา

คุยกับเจ้าของร้านอาหารไทยในอเมริกา

คุยกับเจ้าของร้านอาหารไทยในอเมริกา ภาคสอง

ประสบการณืสมัครงาน้รานอาหารไทยในอเมริกา

ทำงานร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก

ทำงานร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก ภาคสอง

รายได้จาการทำงานร้านอาหารไทยในอเมริกา


Next »