Archive for the 'เกี่ยวกับงาน' Category

เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกา ตอนที่ห้า

plew May 1st, 2011

Cheap calls to Thailand


ทำงานเสริฟในอเมริกาตอนที่ห้าแล้วค่ะ โอเคมาโม้ ไม่ใช่มาเล่าประสบการณ์ให้ฟังกันต่อ วันนี้มาว่าด้วยเรื่องถ้าอยากทำงานเสริฟในร้านอาหารไทยในอเมริกาต้องเตรียมตัวอะไรหรือเขาทำอะไรบ้าง ยากไม๊ ภาษาต้องได้ประมาณไหน รวมๆเอาเป็นว่าควรจะพูดและฟังได้ในระดับโอเค คือศัพท์ง่ายๆทั่วไปๆ ฟังเข้าใจว่าลูกค้าพูดะไร เพราะจริงๆถ้าไม่เคยมาอยู่ที่นี่มาก่อนมาแรกๆมักจะฟังคนที่นี่ไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะฝรั่งพูดภาษาอังกฤษกับคนไทยพูดมันต่างกัน ดังนั้นปกติหลายๆร้านถ้าแบบว่าเรามาใหม่
ภาษายังไม่ค่อยได้ เขาก็อาจรับแต่ว่าไม่ให้เรารับออเดอร์ คืออาจให่เป็นบัสคือเก็บโต๊ะ วางจาน เติมน้ำ เสริฟอาหารก่อน จนเริ่มชิน ซึ่งปกติแล้วถึงภาษาจะโอเคแต่ถ้าไม่เคยทำงานเสริฟมาก่อนเขาก็มักจะให้เป็นบัส หรือเป็นฟูดส์รันเนอร์ก่อนหรืออาจจะได้ทำงานในครัว แล้วพอเริ่มชินกับระบบ หน้าตาอาหาร การออกอาหารก็ค่อยๆขยับมารับออเดอร์

นอกจากนั้นปกติคนทำงานหน้าร้านคือคนเสริฟต้องรับโทรศัพท์ด้วย ทั้งโทรมาสั่งอาหาร โทรมาจองโต๊ะ โทรมาถามทาง สมัครงานอื่นๆ แน่นอนคุยโทรศัพท์ยิ่งยากกว่าคุยกันตัวเป็นแต่นั่นแหละถ้าเราจะทำเสริฟเราก็ต้องพูดคุย โต้ตอบกับลูกค้าทางโทรศัพท์ได้ อย่างที่เคยเล่าไปแล้วตอนเรามาอเมริกาใหม่สมัครงานตามร้านอาหารยากมาก เพราะซื่อบอกเขาไปตรงๆว่าไม่เคยทำงานเพิ่งมาได้สองอาทิตย์ เอาละถ้าเขาไม่ขาดคนจริงๆเขาไม่อยากรับหรอก เพราะหนึ่งเพิ่งมาภาษายังไม่น่าจะดี สองเพิ่งมาไม่เข้าใจวัฒนธรรมการกินอาหารของคนที่นี่มากนัก เพราะถึงแม้จะขายอาหารไทยแต่การเสริฟอะไรที่นี่ไม่เหมือนที่บ้านเรา นิสัยใจคอลูกค้าก็ต่างจากบ้านเรา ดังนั้นเวลาไปสมัครงานเจ้าของร้านมักจะชอบถามว่ามาอยู่อเมริกานานแค่ไหนแล้ว เพราะถ้ามานานหน่อยก็แปลว่าเขาใจวัฒนธรรม เข้าใจภาษามากขึ้น
เราเองบอกได้เลยมันเกี่ยวจริงๆ อยู่ไปเรื่อยได้ไปทานร้านอาหารที่นี่ทั้งร้านไทยและร้่านชาติอื่นๆเราจะอ๋อการบริการ การพูดคุยกับลูกค้า กาเสริฟ และอื่นๆของที่นี่เขาทำกันอย่างไร บอกได้เลยว่าไม่เหมือนบ้านเรา รายละเอียดค่อยมาบอกอีกทีและแน่นอนอยู่มานานภาษาย่อมน่าจะดีตามระยะเวลาที่อยู่ ฮ่าๆแต่ว่าอันนี้ไม่เสมอไปบางคนอยู่มานานมากแต่ยังไม่ไปถึงไหนก็เยอะทีเดียว

อีกอย่างที่ต้องเรียนรู้ถ้าจะทำงานร้านอาหารที่อเมริกาโดยเฉพาะเสริฟคือควรเรียนรู้เรื่องไวน์ อย่างน้อยๆเปิดไวน์ให้เป็นเรียนรู้ไวน์เด่นๆทั้งขาวทั้งแดง เพราะคนที่นี่นิยมสั่งไวน์โดยเฉพาะดินเนอร์ จริงๆถ้ายิ่งมีความรู้เรื่องบาเทนเดอร์ ผสมเหล้าได้ ทำค็อกเทลได้นี่สบายเลย เพราะงานบาร์เทนเดอร์มีความต้องการและรายได้ดี แต่ว่าต้องภาษาอังกฤษดีๆด้วย เพราะต้องคุยกับลูกค้าเก่งหน่อยถ้าจะเป็นบาร์เทนเดอร์หรุ่ง โอเคแน่นอนเวลาไปสมัครงานเค้าก็มักจะถามแน่ๆว่าเคยทำงานร้านอาหารมาไม๊ถ้าเคยก็จะหางานได้ง่ายเพราะเขาขี้เกียจฝึกคน แต่ถ้าร้านเขาขาดคนเขาก็รับและฝึกเอา ทั้งนี้เขาก็ดูหน่วยก้่านอะไรต่างๆประกอบด้วยอายุก็สำคัญมาก บางคนคิดว่าโอ้ยอเมริกาเค้าไม่มาสนใจเรื่องอายุ แต่นี่มันงานร้านไทยค่ะ ส่วนมากเขาก็ไม่อยากได้คนอายุเยอะ แต่แน่นอนหลายๆที่เขาก็มีคนอายุเยอะทำเสริฟกันเยอะ แต่ส่วนมากคือเขาทำมาตั้งแต่อายุไม่มาก บางคนเขาทำกันนานๆเป็นสิบปี
หรือบางคนอายุมากๆอาจจะสี่สิบขึ้นแต่เขาได้งานเพราะรู้จักมีคนฝากงานหรือโชคดีแบบร้านหาคนไม่ได้จริงๆ แต่งานในครัวจะอีกอย่างอายุเยอะๆกันซะส่วนมาก แหมนะคนเสริฟเขาก็อยากได้เด็กๆมากกว่า เพราะงานมันต้องทำอะไรเร็ว แล้วมันก็อาจจะนะช่วยดึงดูดลูกค้าด้วยอะ เท่าที่เราทำมาเราเองก็ไม่เด็กสามสิบกว่า เราบอกตรงๆงานเสริฟมันไม่ค่อยเหมาะถ้าเราอายุเยอะๆแล้วเพราะมันต้องยืนนานๆ คือถ้ายุ่งแทบไม่ได้นั่ง ทั้งเดิน ทั้งยก คือมันใช้กายภาพมาก แล้วการยืนเดินต่อกันหลายๆชั่วโมงมันไม่เป็นนั้นไม่ดีต่อหลังหลายๆคนที่ทำงานแบบนี้มักปวดหลัง บางคนเขาจะใส่รองเท้าพวกซัพพอร์ตก็ช่วยได้อยู่ แต่นะระยะยาวไม่ดีแน่ๆ แล้วมันไม่ใช่เดินอย่างเดียวต้องยกของหนักๆ บางทีแก้วเป็นลังๆ ยกหลายๆรอบ ไหนจะต้องกวาด ถู อีก คือมันหนักพอควร เราเองก็ไม่ค่อยชอบหรอกให้ทำเต็มที่ปีหนึ่งก็เกินพอแล้ว ฮ่าๆเอาจริงๆทำไปห้าเดือนเองพอแล้วกลับมาทำงานอย่างที่เคยๆที่เมืองไทยดีกว่า แก่แล้วสังขารไม่ไหว

บางคนมีกรีนการ์ดก็คิดว่าจะทำให้ร้านอยากรับมากขึ้น เอาจริงๆแล้วนะร้านไทยเขาไม่ค่อยแคร์เรื่องมีหรือไม่มีกรีนการ์ดเท่าไร นอกจากร้านดังๆ ใหญ่เขาจะรับแต่คนที่ทำงานอย่างถูกต้อง
แต่ร้านทั่วๆไปเขาไม่ค่อยแคร์ เขาแคร์ว่ามีประสบการณ์รึไม่มากกว่าแล้วก็ดูบุคลิกอะไรต่างๆด้วย เพราะจริงๆคนชาติอื่นๆที่เขาเป็นซิติฌว่นด้วยซ้ำ อันนี้โดยเฉพาะเมืองที่เราทำมีคนลาว คนม้ง
คนเวียดนาม เยอะแยะ แล้วส่วนมากพวกนี้เกิดที่นี่ด้วยซ้า คือเป็นซิติเซ่นพูดภาษาอังกฤษเพราะมันเกิดที่นี่ ก็มาเสริฟร้านอาหารไทยกันเยอะแยะ ดันั้นถ้าคิดว่าโอ้ยฉันมีกรีนการ์ดแล้วเขาจะตื่นเต้นรับนั้นก็ไม่ใช่เสมอไปสำหรับเราอย่างที่บอกสมัครงานตอนมาใหม่ๆยากมาก แต่รอบที่สองนี้ง่ายเพราะเวลาสมัครก็บอกเลยว่าเคยทำมาแล้ว ซึ่งก็จริงแต่ว่า อิอิทำแค่สามเดือนเอง นั่นแหละก็ถือว่ามีประสบการณ์ สองภาษาโอเคแน่ๆอยู่มาสามปี จบโทที่นี่อีกอย่างอายุสามสิบกว่า แต่ว่าหน้าเด็กค่ะ เอ้าไม่ได้ชมตัวเองนะ เพราะมีแต่คนคิดว่าเรายี่สิบกว่าๆทั้งนั้น เพราะไม่อ้วนละมั้งเลยดูไม่แก่ สมัครรอบสองเลยแบบว่าได้ง่ายๆเลย ได้หลายร้านด้วยสิ แต่สุดท้ายก็ทำร้านเดียว

อีกอย่างลูกค้าที่นี่เวลาสั่งอาหารไทยชอบสั่งเป็นหมายเลข เพราะเขาแบบว่าไม่คุ้นกับชื่ออาหารไทยก็กลัวจะอ่านออกเสียงผิด ก็เลยจะแบบเอาเบอร์หนึ่งสอง สาม สี่ดังนั้นถ้าจำรายการในเมนูได้ว่าอะไรเบอร์หนึ่ง เบอร์สิบ อะไรงี้จะง่ายในการทำงาน เราเองจำได้บ้าง แต่ทั้งหมดไม่ได้เวลารับออเดอร์จะแนบโบวชัวรายการอาหารไว้ในโฟลเดอร์เล็กเวลาลูกค้าสั่งเบอร์เราก็จดได้ลูกรายการ แล้วจะบอกว่าลูกค้าร้อยละแปดสิบสั่งเบอร์ทั้งนั้น มันง่ายสำหรับเขา

สำหรับร้านที่เราทำอย่างที่บอกร้านไม่ได้ขายดีมากดังนั้นคนเสริฟก็จะทำมันทุกอย่าง คือพาลูกค้าไปโต๊ะ เสริฟน้ำ รับออเดอร์ เก็บจาน จัดโต๊ะ เก็บเงิน รับโทรศัพท์แพคอาหารใส่กล่อง ตรวจตราของว่าครบไม๊ เติมของพวกกล่องกลับบ้าน เครื่องปรุง ชงชากาแฟ หันมะนาวที่ใส่ในน้ำ กวาด ถู ดูแลความสะอาดทั่วๆไปหน้าร้านเช็ดกระจก ปัดฝุ่น อ้อพับผ้าเช็ดปาก ฮ่าๆที่สำคัญไหว้พระถวายน้ำ อาหารพระเจ้าที่อีกด้วย เย็นกวาด ถู เก็บของเข้าตู้เย็น ปิดบัญชี แบ่งทิป จิปาถะ แต่ถ้าไปร้านใหญ่ๆ
ขายีเขาจะมีคนเสริฟ มีบัส มีรันเนอร์ มีโฮส มีแคชเชีย์ ผู้จัดการ อะไรก็ว่าไป ขึ้นกับระบบของแต่ละร้าน การทำงานเสริฟต้องทำอะไรเร็วๆ อย่าช้า เพราะถึงลูกค้าจะน้อยก็ทำอะไรให้เร็ว ไม่มีลูกค้าก็อย่ายืนหรือนั่งเล่นเฉยๆ หาอะไรทำ เช่น เช็ดโน่น เช็ดนี่ เช็คของอะไรขาดไม๊ เบีย์ในตู้เย็นเต็มไม๊ โดยเฉพาะช่วงทำงานใหม่ๆสำคัญมากๆเพราะถ้าเราแบบเฉื่อยๆไม่สนใจอะไร ไม่ทำงานนอกเหนือหน้าที่บ้าง เจ้าของไม่ชอบ เพืื่อนร่วมงานก็ไม่ชอบ ดังนั้นช่วงแรกๆและจริงๆตลอดไปก็ดีพยายามทำอะไรให้มีประโยชน์ดูแลความเรียบร้อยของร้าน จานวางสวยไม๊ จาน แก้วที่วางสะอาดไม๊ เก้าวางเรียบร้อยไม๊ เพราะมีพอสมควรที่แบบเจ้าของไม่ให้ทำต่อเพราะดูแล้วไม่ค่อยเวิร์ค พิมพ์จนเมื่อยมื่อแล้ววันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกันเนอะ

เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 1

เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 2

รื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 3

เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 4

เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกา ตอนที่สี่

plew April 24th, 2011

Cheap calls to Thailand

มาเล่าเรื่องการการทำงานในร้านอาหารไทยในอเมริกากันต่อโดยวันนี้จะขอเมาท์ลุกค้าให้ฟังบ้าง แน่นอนในความคิดของฝรั่งหรือคนชาติอื่นๆเวลาคิดถึงอาหารไทยจะคิดถึงความเผ็ด อาหารรสจัด รวมทั้งเป็นอาหารที่แบบว่า healthy คือไม่เหมือนอาหารฝรั่งที่แบบเนื้อ นม มันเยอะๆ คนจะมองว่าอาหารไทยจะดีต่อสุขภาพแบบสมุนไพรเยอะผักเยอะดังนั้นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่ชอบมาทานอาหารไทยจะเป็นพวกที่ค่อนข้างจะชอบอาหารรสเผ็ด และอีกกลุ่มคือกลุ่มที่รักษาสุขภาพคือพวกนี้ส่วนมากจะไม่ทานเนื้อสัตว์ ตรงนี้บอกได้เลยว่า
ตอนนี้คนอเมริกันเยอะมากๆที่มาทานอาหารไทยแล้วจะแบบไม่เอาเนื้อ ผักกับเต้าหู้ ข้าวก็ต้องข้าวกล้อง เยอะมากๆและนี่ก็เป็นที่มาของลูกค้าบางคนที่ปัญหาเยอะเอามากๆ กว่าจะสั่งได้หรือเสร็จนี่เสียเวลานานมาก ที่ต้องพูดว่าเสียเวลาเพราะเราต้องดูแลลูกค้าโต๊ะอื่นๆด้วย แต่บางทีเสียเวลามากเกินไปกับลูกค้าที่ปัญหาเยอะ แต่สว่นมากเราจะม่ได้รำคาญหรืออะไรมาก ถ้าแบบปัญหาเยอะ
แต่ว่าพูดจาดี แต่มันก็จะมีบางจำพวกที่ปัญหาเยอะมาก แล้วขี้โมโห โกรธ ดูถูก ทั้งๆที่ตัวเองนั่นแหละกินยากปัญหามาก พอไม่ได้ดังใจก็พูดจาไม่ไดีเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

ปกติการดูแลหรือเทคออเดอร์ของลูกค้าที่โต๊ะใหญ่ๆจะยากและใช้เวลาเยอะ ปัญหาเยอะกว่าดูแลโต๊ะที่มากันสองคนสามคนเยอะมาก คือดูแลลูกค้าโต๊ะสองคนสามโต๊ะจะเร็วและง่ายกว่าต้องดูแลโต๊ะหกคนเจ็ดคนมาก มีวันหนึ่งมีโต๊ะแปดคนเข้ามาเราก็ดูแลพอดี แปดคนก็วุ่นวายมากอยู่แล้ว ดั๊นมีผู้หญิงคนหนึ่งในโต๊ะที่แบบเรื่องมากแล้วก็ร้ายสุดๆ คือคนอื่นเค้าก็สั่งตรงไปตรงมา เอาอะไรไม่เอาอะไรก็บอกมา แม่คนนี้มาถึงบอกว่าเธอไม่กินอะไรที่มี gluten แล้วจริงๆไอ้ glutenคือมันแบบว่ากว้างมากและไม่ชัดว่า
อะไรบ้างแน่ๆที่มีหรือไม่มีส่วนผสมของไอ้กลูตินเนี่ย แต่ที่อเมริกาคืออาหารบางอย่างที่ซื้อตามซุปเปอร์พวกกล่องๆบางทีเขาจะระบุว่า gluten free ซึ่งเอาจริงๆฝรั่งบางคนก็ไม่รู้แน่ๆว่าอะไรบ้างที่มีกลูติน เอาละแม่คนนี้ก็บอกฉันไม่กินกลูติน แล้วก็ถามว่ามีเมนูไหนบ้างที่ไม่มีกลูติน โอแม่คุณนี่มันร้านอาหารไทยนะจ๊ะไม่ใช่อาหารกล่อง เราก็เลยบอกว่าเอางี้บอกมาเป็นส่วนผสมเลยดีกว่าไม๊
ว่าอะไรที่ทานไม่ได้ โอโหที่นี่แม่มองหน้าแบบกวนทรีนและดูถูกสุดๆแล้วถามว่า Do you speak English? คือตั้งแต่แรกหน้าชีก็บอกบุญไม่รับคือหน้าตาแบบเลิศเชิดหยิ่ง ดูถูกคนตั้งแต่แรกแล้วละเราก็ไม่พูดอะไร เอ้าถ้ากรูไม่พูดภาษาไทยกับมรึงคงจะรู้เรื่องมั้ง เพื่อนในโต๊ะมันก็แบบงงว่าอีนี้อะไรนักหนา ลืมบอกลูกค้าคนตนนี้แบบฝรั่งคนขาวนี่ละ อายุน่าประมาณสี่สิบ ดูเนี้ยบๆ แต่งหน้าจัดๆคอแข็งๆชีก็บอกฉันไม่กินอะไรที่เป็น Soy sauce แล้วก็อะไรที่มีส่วนผสมของดอกไม้ เราก็บอกพวกแกงอะไรไม๊ละค่ะ เพราะแกงไม่มี soy sauce ชีต่อไม่ละฉันไม่ชอบเคอรี่มีอย่างอื่นไม๊ ต้มยำไม๊ค่ะ ไม่ต้มยำฉันก็ไม่ชอบ ผัดไทยไม๊ค่ะ เบื่อไม่ละ โอโหนึกในใจไปกินบ้านมรึงไป๊อีบ้า อยู่ดีๆมันก็บอกเอาอันนี้ คือกุ้งผัดพริกเผา ก็สั่งเราก็ไปเช็คกลับในครัวว่าตกลงจานนี้มันมีส่วนผสมของซอสถั่วเหลืองไม๊
จริงๆคนในครัวเค้าก็ไม่แน่ใจหรอก น้องในครัวก็ดูี่ขวดพริกเผาบอกพี่ๆ มันบอกมีส่วนผสมถั่วเหลืองอะ โอเคเราก็ไปบอกชีว่าจานนี้มีส่วนผสมของซอสถั่วเหลือง คราวนี้มันแบบว่าหน้าเป็นตรีนเลย แล้วก็สบถ shit something wrong with this restaurant.
เรานึกในใจไม่หรอกมรึงแหละที่มีปัญหา หน้าตาก็ดีทำไมหยาบคายจังวะ ต้องขอโทษด้วยที่เขียนถึงลูกค้าแบบไม่สุภาพนักแต่ต้องบอกว่าวันที่โดนวันนั้นนะโกรธมาก แต่ต่อหน้ามันเราก็ไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรหรือทำหน้าปกติ แต่ในใจนี่โหไม่อยากจะมองหน้ามันเล้ย
แล้วชีก็บอกขอเมนูมาดูอีกที เราก็เอามาให้แล้วก็ท้ิ่วงให้เขาได้เลือก กลับไปใหม่ มันหน้าหงิก เราก็พยายามช่วยเลือกก็จะเปิดเมนูให้ดู มันก็แบบตะคอกไม่ดงไม่ดูแล้ว อะไรกันวะก็มรึงขอเมนูไปดู เอาผัดไท แล้วก็ด่าอีก shit shit shit
โอเคก็ไปเพิ่มรายการมัน เพราะคนอื่นๆในโต๊ะนะเขาสั่งเจกันไปแล้ว ที่นี้อาหารคนอื่นก็ออกก่อน เพราะเขาสั่งไปนานแล้ว ตัวมีปัญหากว่าจะสั่งได้ทีหลังที่นี่โอโหด่าค่ะ this restaurant bad shit fu.k คือมันไม่ได้ด่าต่อหน้าเราตรงทำแบบพูดลอยๆ โอโหบอกตรงๆไม่เคยเจอลูกค้าแบบนี้มาก่อนเล้ย ดูหน้าตาก็น่าจะมีการศึกษา มีงานทำดีๆ ทำไมร้ายนักก็ไม่รู้ แต่อย่างว่านะ เรามันก็คนไทย ทำงานเสริฟ เขาก็คงจะดูถูกว่าเรามันกระจอก โง่เป็นธรรมดา โถๆจริงๆไทยที่มาเสริฟนะอาจมีการศึกษาสูงกว่า ขับรถแพงกว่าคุณป้าก้ได้นะค่ะ วันนั้นเซ็งจิตมาก มานั่งคิดเอทำไมต้องมาโดนคนแบบนี้ดูถูกด้วยวะ มีปริญญาโทสองใบ ไม่ต้องมาทำงานก็มีเงินกิน
อยู่เมืองไทยก็มีงานดีๆทำ ทำไมต้องมาอยู่ในสถานการณ์ให้เขาจิกด่าด้วย วันนั้นกลับบ้านก็เล่าให้แฟนฟัง แฟนบอกมีคนอย่างนี้ด้วยเหรอ เขาถามเป็นคนแบบไหน เราบอกฝรั่งหน้าตา แต่งตัวก็ดูดีนะ เขาบอกไม่ต้องทำแล้ว โหถามว่าพูดภาษาอังกฤษได้รึป่าวนี่แรงมากนะเขาโกรธแทนเรา เราก็เออไม่ชอบก็โกรธนะ แต่ว่าก็ดีกว่าอยู่บ้านว่างๆ คนดีๆก็เยอะกว่าคนไม่ดี ก็เพิ่งมาเจอคนนี้ละที่ร้ายมาก แฟนบอกเขาเป็นฝรั่ง gluten เอาจริงๆเขาก็ไม่แน่ใจว่าตกลงมันคืออะไรจริงๆมันคืออะไรที่เป็น wheat ซึ่งจริงๆผสมในอาหารหลายๆอย่างมากๆ ซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจ แต่กระแสตอนนี้คนบ้าเรื่องสุขภาพมันบ้ามันกลัวกันเวอร์ แล้วที่นี้คุณมาทานอาหารนอกบ้านมันยากมากที่จะบอกว่ามีหรือไม่มีเพราะส่วนผสมเล็กๆน้อยๆ ทั้งจากซอสต่างๆมันอาจจะมี อือก็นี่ละถ้าใครคิดว่าคนอเมริกันเขาไม่ดูถูกเรื่องอาชีพ คนทำงานอาชีพอะไรก็เหมือนกัน ขอบอกว่าไม่จริงๆคนชาติไหนมันก็แบ่งมันก็ดูถูก คนมีสูงมีต่ำ มีเกรดทั้งนั้นละ ไม่ต่างจากคนไทยหรอก เพียงแต่เราทำงานของเราฝรั่ง่มากเขาก็จะโอภาปราศัยตามแบบเขาไปตามเรื่อง

โอเคมาเล่าเรื่องรายที่สองบ้างรายนี้ก็แบบว่ากินยาก มาถึงก็บอกเออช่วยแนะนำหน่อย เขากินยากคือเนื้อสัตว์ไม่กินเลย กะทิไม่กิน อะไรที่มีส่วนผสมของน้ำมันก็ไม่ได้น้ำปลาก็ไม่ได้ ถั่วก็ไม่ได้ ไข่ นม ไม่ได้ เราก็อ้ึงนึกไม่ออกไปแป๊ปนึ่ง ตายแล้วจะกินอะไรได้เนี่ย สรุปก็เลยแนะนำให้กินปอเปี้ยะสด Fresh Rolls ที่นี่แล้วก็แบบว่าไม่ใส่ซอส คือเอาแบบแป้งห่อผักรวมๆแค่นั้น แล้วก็ข้าวกล้อง เธอก็กินแค่นั้นจริงๆ แต่คนนี้เขาดีคือโอเคเค้าทานยากแต่ว่าพูดจาดี คือเขารู้ตัวว่าเขากินยาก คือมันไม่ใช่ร้านเราผิด
เขาจะแบบขอโทษ ขอบคุณที่เราเขาใจแล้วก็ช่วยเขาเลือก พอทานเสร็จเราก็คุยกับเขาถามว่าแล้วอย่างนี้ปกติทานอะไร เพราะทานอาหารนอกบ้านมันยาก เขาบอกใช่ยากมากๆเลยดังนั้นปกติเขาจะต้มผักกินที่บ้านเป็นหลักเลย นั่นคืออาหารประจำ เล่า่อว่าเมื่อก่อนเธออ้วนมาก สุขภาพไม่ค่อยดี หลังจากทานแต่ผักต้มแบบนี้ก็ผอมอย่างที่เห็นแล้วสุขภาพก็ดีขึ้นด้วย ซึ่งเราว่าโอเคก็ดีเนอะ
แต่ให้เราทำคงไม่ไหว ชีวิตกินแต่ผักต้มทุกวัน ผัด ทอดอะไรก็ไม่ได้ น่าเบื่อตายเลย แต่เขาทำได้เราก็นับถือในความตั้งใจและอดทนจริงๆ เพราะใช้ชีวิตกินอยู่แบบนี้มันยากจังเลย

ที่เล่ามาเป็นแค่เรื่องราวบางส่วนที่เจอแล้วก็จำได้ ไอ้การทำงานบริการนี่มันต้องใจเย็นและอดทนพอสมควรเพราะลูกค้านั้นหลากหลายจริงๆ แต่เราว่าข้อดีอย่างหนึ่งในการบริการลูกค้าที่พูดคนละภาษากับเราก็คือ
เวลาเรานินทาเขา บ่นหรือว่ายังไงเขาก็ไม่เข้าใจ อิอิอย่างน้อยก็ยังได้บ่นๆ ด่าๆดังๆแบบไม่ต้องเกรงใจใครละว้า

เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกา ตอนที่ 3

plew April 20th, 2011

มาเล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตการทำงานในร้านอาหารไทยในอเมริกากันต่อ สำหรับพนักงานเสริฟแน่นอนต้องเจอลูกค้ามากหน้าหลายตากันทุกวันวันนี้เลยขอมาเมาท์เรื่องเกี่ยวกับลูกค้ากันบาง ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าลูกค้าในร้านอาหารไทยในอเมริกากับลูกค้าคนไทยอย่างเราในเมืองไทยนั้นพฤติกรรมต่างกันในหลายๆเรื่อง ที่อเมริกาโดยเฉพาะในแคลิฟอเนียเองนี่ด้วยความที่มีหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายวัฒนธรรมมาก หลากหลายที่มาที่ไปคือมีทั้งฝรั่งที่เป็นคนอเมริกันคือฝรั่งที่เกิดที่นี่ โตที่นี่ มีทั้งคนเอเชียซึ่งเอเชียเองก็หลากหลายมากๆ ทั้งจีน เกาหลี ลาว เวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรือลากไปชนกลุ่มน้อยๆ เช่น ม้ง เมี้ยน มากมาย
ไหนจะแขกอีกทั้งแขกอินเดีย แขกซิกส์ แขกตะวันออกกลาง คือทั้งแขกฮินดู ทั้งแขกมุสลิม ไหนจะคนจากทางยุโรปทั้งตะวันตก ตะวันออก แล้วไหนจะคนดำอีกละ ต้องบอกอีกครั้งว่าที่ต้องเขียนแยกเชื้อชาติ สีผิว ออกมานี่ไม่ใช่จะเป็นการเยียดผิดหรือดูถูกดูแคลนเชื้อชาติแต่อย่างไร เพราะเราเองก็เอเชียเป็นแค่เด็กเสริฟต่ำต้อยไหนเลยจะมีสิทธิไปดูถูกดูแคลนใครเขาได้ เขาจะดูถูกเราซะมากกว่า แต่ที่ต้องพูดแยกเชื้อชาตินั้นเพราะพฤติกรรมรวมๆของลูกค้าแต่ละกลุ่มมีอะไรต่างกันให้เห็น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเราที่เห็น
อันนี้คือพนักงานเสริฟรวมๆเค้าก็พูดแบบเดียวกัน

เรื่องที่เห็นกันชัดๆถึงความต่างแน่นอนต้องเป็นเรื่องการให้ทิป แหมๆก็นะค่ะออาชีพเสริฟในร้านอาหารไทยในอเมริกานะค่าแรงไม่ได้เยอะนี่ค่ะ จะหมู่จะจ่าก็วัดกันที่ทิปนี่แหละนะจะไม่ให้พวกเราให้ความสำคัญได้อย่างไร อย่างที่บอกว่าปกติมาตรฐานการให้ทิปที่อเมริกาคือสิบห้าเปอร์เซ็น แต่ในความเป็นจริงๆนั้นไม่ใช่ทุกโต๊ะจะให้ในเรทนี้กันหมดเพราะไอ้ที่ไม่ให้นั้นเยอะทีเดียว ที่เป็นที่ลำลือและร้องยี้หรือพอเห็นเดินเข้าร้านมาแล้วก็ไม่ต้องหวังว่าจะให้ทิปดีๆมีดังต่อไปนี้ ขอเริ่มที่แขกก่อนเลยโดยเฉพาะแขกออกแนวอินเดีย
คือจริงๆอาจปากีหรืออื่นๆแต่คือหน้าแบบอินเดียคืออาบังที่ชอบกินแกงเผ็ดๆนี่แหละ ไม่ต้องหวังมาก ตั้งอต่เรามาทำใหม่ๆแล้วคนที่เขาทำงานกันมานานๆจะบอกโอ้ยพวกอาบังนี่ขี้เหนียวมากไม่ต้องหวังเลย แล้วพอมาเจอกับตัวก็จริงแฮะ คือต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ทุกคนแต่เอาเป็นว่า 90% ของที่เจอง้ั้นจริงๆ คือพวกนี้ส่วนมากหน้าที่การงานดี แต่งตัวดีทำงานออฟฟิต
มาบางทีสองคนสามีภรรยา สั่งแกงถ้วยเดียวแต่ว่าอัดข้าวสามสี่ออเดอร์ คือเน้นข้าว น้ำดื่มไม่มีสั่ง ให้น้ำเปล่าก็กินน้ำเปล่านี่ละไม่มีทางสั่งน้ำอะไรอย่างอื่นให้เปลือง อิ่มกลับบ้านแค่สิบเหรียญกว่าๆ
ส่วนมากให้ทิปคือเศษเงินทอนเศษเหรียญไม่ถึงเหรียญนึง บางคนไม่ให้เลย ใจดีหน่อยอาจทิ้งไว้ให้เหรียญนึง แล้วที่เจอส่วนมากกินสกปรกคือแกงอะไรงี้แบบหกเลอะเทอะมากๆ บวกที่เจอแขกจะเรื่องมากแบบว่าเสริฟน้ำให้ฟรีก็ขอใหม่ไม่กินน้ำแข็ง อันนี้จริงๆแขกส่วนมากจะไม่ชอบกินน้ำแข็งไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน แล้วก็จะกินมังสวิรัติเยอะมาก บางทีจุกจิิกมากไอ้นี่ก็กินไม่ได้ ไอ้นั่นก็กินไม่ได้ กว่าจะสั่งกันเสร็จใช้เวลาเยอะ สุดท้ายไม่ให้ทิปอีก แล้วพวกนี้เวลาสั่งพวกแกงจะสั่งแบบเผ็ดสุดๆ
บางทีทำเผ็นสุดของร้านยังไม่พอขอพริกเพิ่มอีก พอกินเผ็ดก็น้ำก็กินเยอะ เติมน้ำให้ไม่รู้กี่รอบๆ สุดท้ายก็นั่นแหละคือเราบริการดีทุกคนละแต่เค้าไม่ให้ทิปหรือน้อยมากๆดังนั้นคนเสริฟที่นี่ส่วนใหญ่เห็นแขกเข้ามาก็จะเซ็งๆเพราะเรื่องเยอะแต่ทิปน้อยมากๆ

อีกกลุ่มที่เข้ามากินข้าวแล้วอย่าได้หวังทิปจากเขาก็คนดำนี่ละค่ะ พวกนี้แปลกมากคือเกิดก็เกิดที่นี่แต่ก็ไม่รู้ทำไมทำไมชอบทำตัวอะไรให้คนเขาไม่ยอมรับ คือจะว่าคนเขาดูถูกก็ใช่แต่พวกนี้บางทีทำตัวได้เหลือทนจริงๆ พอมาอยู่ถึงเข้าใจว่าทำไมคนเขาดูถูกทำไมคนเค้าไม่ชอบ ไม่ใช่เรื่องผิวอะไรหรอกเรื่องพฤติกรรมล้วนๆ ต้องบอกอีกแล้วว่าคนแอฟริกันอเมริกัน
ที่เขาดีๆก็มีเยอะ แต่เท่าที่เจอส่วนมากโอ้โหบรรยายไม่ถูก มีทั้งประเภทไม่มีปัญหาก็ทำให้มันมีปัญหา หาเรื่องด่าเพื่อจะได้กินฟรี หาเรื่องบ่นจะได้มีข้ออ้างว่าทำไมให้ทิปน้อยหรือไม่ให้ เสียงดัง กินเลอะเทอะ ขอโน่นขอนี่ บางทีมากินตอนร้านใกล้ปิด กินเสร็จขอห่อกลับบ้าน ขอน้ำจิ้มเพิ่ม ขอช้อนส้อมพลาสติกเพิ่ม ไม่ให้ทิปสักบาท เจอโต๊ะหนึ่งสั่งข้าวกล้อง Brown Rice มา เอามาให้เสร็จขอเปลี่ยนเป็นข้าวสวยโอเคเปลี่ยนให้ พอเก็บเงินเราก็เปลี่ยนแล้วจากข้าวกล้องเป็นข้าวสวย มาโวยบอกว่าไม่เปลี่ยนข้าวกล้องยังอยู่ เราบอกอยู่แค่ออเดอร์เดียวเพราะของเพื่อนคุณไง
มันก็อ๋อ ถามเพื่อนว่าออเดอร์เหรอไม่รู้ เออไม่รู้ได้ไงนั่งกินกันอยู่สามคนเป็นชั่วโมงบอกไม่รู้ เสร็จบอกแต่ทำไมข้าวสวยมีสองออเดอร์ มันกินคนเดียว เราบอกคนเดียวที่ไหนก็เพื่อนอีกคนสั่งข้าวสวยด้วย ตลกมากนั่งกินกันจนหมดไม่รู้ได้ไงว่าเพื่อนก็สั่งข้าว ตอนแรกทำโวยวายเสียงดังสรุปก็กินมาสามสิบเหรียญให้ทิปมาเหรียญหนึ่ง

อีกพวกที่เป็นที่เลืองชื่อของความงกคือคนม้ง พวกนี้รุ่นหลังหลังๆเกิดที่นี่ด้วยซ้ำแต่นิสัยไม่เปลี่ยน เพื่อนบางคนไม่ชอบม้งเพราะม้งบางทีชอบบอกคนอื่นว่าตัวเป็นคนไทย
พวกนี้แรกเริ่มมาจากการเป็นเรฟูจิ อยู่ตามภูเขาอาจในไทยหรือลาวหรือพม่า แต่ตอนเข้ามาอเมริกาพวกนี้ไม่บอกแน่นอนว่าเป็นไทยเพราะมาได้ต้องบอกว่าเป็นคนลาว คนม้งเรื่องคนม้งนี่เพื่อนที่เขาทำงานเสริฟที่นี่มานาน บอกโอ้ยพวกนี้ฤทธิ์เยอะ งกมาก เรื่องมาก บางทีมากินโต๊ะใหญ่ๆสั่งอาหารเพียบ แต่ไม่ว่าจะกินสักกี่บาทก็ไม่มีที่จะให้ทิปแม้แต่บาทเดียว ขอโน่นขอนี่เพิ่มตลอด กินสกปรกด้วย
เราเองก็ไม่ค่อยเจอ เพื่อนบอกเห็นหน้าปุ๊ปรู้เลยว่าม้ง ต่อมามีวันหนึ่งมีลูกค้าเข้ามาคู่หนึ่งเพื่อนบอกนี่ละม้ง ดูนะไม่ให้หรอกทิป เราก็แหมเขาอาจให้ก็ได้นะ พวกนี้ชอบสั่งส้มตำ ลาบข้าวเหนียว ปรากฎพอกินเสร็จจริงอย่างที่เพื่อนบอกไม่ให้สักบาทจริงๆ เพื่อนบอกเป็นไงละเห็นฤทธิ์ม้งรึยัง ฮ่าๆเรานี้ขำเลย

สำหรับฝรั่งอเมริกันปกติจะให้ทิปโอเคคือตามเรทและบางโต๊ะใจดีมากแบบให้เยอะเกินจำเป็นก็เยอะ บางทีดูไม่ยากเลยโต๊ะแบบผู้ใหญ่ๆหน่อย พูดจาดีๆ สั่งไวน์ส่วนมากจะใหทิปดีแต่ก็ไม่เสมอไป เคยเจอโต๊ะหนึ่งวัยรุ่นเลย คนดำกับคนขาว กินไม่เยอะมากโหเสร็จให้ทิปสามสิบเปอร์เลยก็มี มีอีกวันผู้ชายสองคนกลางคนไม่ได้บริการอะไรมากมาย ไม่เรื่องมากเลย กินเร็วนั่งไม่นานกินแค่ยี่สิบเหรียญให้ทิปเรามาสิบเหรียญคือให้ทิปห้าสิบเปอร์เซ็นเลย เพื่อนบอกสงสัยมันชอบแกแน่ๆเลย แต่เราว่าไม่เพราะเขาไม่ได้มีท่าทีอะไรเลย อีกวันหนึ่งคู่รักวันรุ่นเด็กๆอยู่เลย ผู้ชายคนดำแต่คือดูรู้ว่ามีการศึกษา ทำงานออฟฟิต กินก๋วยเตี๋ยวแค่ไม่ถึงยี่สิบ จ่ายเครดิตการ์ดก็เขียนบวกทิปให้ ปรากฎว่าตอนไปเก็บจาน ควักเงินสดให้เราอีกสิบเหรียญเรางงมาก ถามว่า Are you sure? เขาก็บอกใช่เอาไปเลย งงมากคือให้เบิ้ลเลย คือมันจะมีอะไรแปลกๆ บางคนก็ไม่ให้เลย หรือให้ทุเรศมากแบบไม่อายเลยว่าคนเขาจะมองอะไรยังไง เราเองกลับมาบ้านหลังทำงานชอบเล่าให้สามีฟังเรื่องลูกค้าแปลกๆ แฟนชอบถามคนประเภทไหนไม่ให้ทิป แปลกไม่รู้รึว่าประเทศนี้เขามีวัฒนธรรมกันยังไง แล้วไม่กลัวเหรอว่าคราวหน้าไปกินจะได้บริการแย่ๆ หรือท้องเสีย เราบอกโอ้ยเยอะเลยละพวกไม่ให้ แคร์ซะที่ไหนคนพวกนีี้ว่าใครจะคิดยังไงกับเขาขอประหยัดเงินเป็นพอ แต่บางคนก็แบบให้เวอร์มาก เคยเจออีกรายกินยี่สิบเหรียญให้ทิปสิบห้าเหรียญ ฮ่าดีแฮะ หรือบางทีลูกค้าสั่งทูโกคือสั่งห่อกลับบ้านซึ่งจริงๆไม่ต้องให้ทิปเลยก็ได้แต่บางรายให้ทิปเยอะเลยเยอะกว่าคนนั่งในร้านซะอีกนะ

ยังมีเรื่องเล่าอีกมากยังไงก็ติดตามตอนต่อไปนะค่ะ

เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกา ตอนที่สอง

plew April 13th, 2011

Cheap calls to Thailand

เล่าเรื่องชีวิตการทำงานในร้านอาหารไทยในอเมริกากันต่อ สำหรับวันนี้มาเล่่าเกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆกันบ้าง
อย่างที่รู้ว่าคนทำงานเสริฟรายได้จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับทิป เพราะปกติร้านไทยจะให้ค่าแรงต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำแน่ๆ
คือเท่าที่เห็นมักจะให้อยู่ชั่วโมงละห้าเหรียญ บางร้านในบางรัฐอาจไม่ให้ค่าแรงเลยคือจะได้จากทิปล้วนๆ ดูแล้วเหมือนธุรกิจนี้น่าจะไปได้ดีเพราะเหมือนได้คนมาทำงานให้ฟรีๆ เพราะทิปมันก็มาจากลูกค้าทั้งนั้น แต่ถึงค่าแรงหรือค่าชั่วโมงจะน้อยแต่ถ้าได้ร้านที่ลูกค้าเยอะๆก็สามารถมีรายได้ในระดับที่น่าพอใจสำหรับหลายๆคนๆ

มาตรฐานคนอเมริกันจะให้ทิปที่สิบห้าเปอร์เซ็นของราคารวม แต่ถ้าถามว่าลูกค้าให้ทิปกันสิบห้าเปอร์เซ็นทุกโต๊ะไม๊ ตอบว่าไม่ไม่ให้เลยก็ยังมี หรือให้มาต่ำกว่าสิบห้าเปอร์เซ็นมากๆก็มี ใจดีเวอร์ให้มาห้้าสิบเปอร์เซ็นก็มีอีก เรื่องความแปลกของลูกค้าจะเอาไว้เล่าในตอนต่อไป

ถามว่าปกติพนักงานเสริฟเค้าได้ทิปกันชิพละเท่าไร อันนี้นั้นแล้วแต่ร้านจริงๆ อย่างที่เราทำซึ่งร้านมันขายไม่ค่อยดี บางวันชิพกลางวันอาจได้ทิปไม่ถึงสิบเหรียญก็มี คิดดูเถอะได้ทิปประมาณสิบบวกค่าแรงอีกสิบห้า รวมแล้วยี่สิบห้าเหรียญ
นี่คือน้อยมาก แต่บางวันโชคดีขายดีกลางวันก็อาจได้สามสิบเหรียญสำหรับทิป เพราะทำกันสองคน บวกกับเราต้องแบ่งทิปให้คนครัวอีกสิบเปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นปกติที่ทุกร้านจะทำคือทิปที่ได้แบ่งในครัวสิบเปอร์เซ็นที่เหลือก็หารกันสำหรับคนที่เสริฟข้างนอก บางร้านอาจให้คนครัวเยอะกว่านี้แต่ปกติก็ไม่เกินสิบห้าเปอร์เซ็น เพราะคนในครัวจะได้ค่าชั่วโมงมากกว่าคนเสริฟ
สำหรับดินเนอร์แน่นอนต้องขายได้มากกว่าเเพราะชั่วโมงมากกว่า และราคาอาหารแพงกว่่า ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่าร้านไทยที่นี่มักมี Lunch Special ซึ่งราคาจะถูกกกว่าอาหารเย็น เท่าที่เคยได้มากสุดก็แปดสิบเหรียญคือทำกันสองคน แล้วก็ทั้งยุ่งทั้งเหนือยแบบไม่ได้หยุดลืมหูลืมตา คือเหนือยมากๆจะได้สักเจ็ดสิบแปดสิบไม่รวมค่าแรงกลับบ้าน วันที่ขายดีๆอย่างนี้รวมค่าแรงรวมทำสองชิพก็ได้เกือบๆสองร้อย ไม่เคยได้มากไปกว่านี้เพราะร้านที่เราทำอย่างที่บอกขายไม่ค่อยดี ในขณะที่คนที่เขาทำงานร้านดังๆที่ขายดีๆ แค่ดินเนอร์เขาก็ได้ทิปกันเกือบสองร้อยหรือเกินกว่านั้น นั่นคือร้านขายดีจริงๆ รวมๆต่อวันที่เราคำนวณเฉลี่ยรายได้ต่อวันรวมทุกอย่างถ้าทำทั้งวันก็อยู่ที่เก้าสิบเหรียญ มันขึ้นๆลงแต่นี่คือค่าเฉลี่ย

สิ่งที่ดีของการทำงานร้านอาหารคือกินฟรีด้วย วันไหนมาทำงานก็กินฟรี แถมเอาแฟนมากินด้วย เพราะอาหารเหลือเฝืออยู่แล้วก็ถือว่าประหยัดค่าอาหาร ดังนั้นถ้าถามว่ามาทำงานร้านอาหารรายได้ดีไม๊ ขึ้นกับร้านและความพอใจของแต่ละคน แต่รวมๆค่าเฉลี่ยของคนทำงานร้านอาหารถ้าอยากมีเงินเก็บก็ต้องประหยัด และทำงานเยอะ ประเภททำทุกวันหรือทำมันหกวัน กินฟรี อยู่ที่พักถูกๆก็จะมีเก็บ แต่ถามว่าโหปีนึงจะเก็บได้เป็นล้านไม๊ตอบเลยว่ายาก นอกจากเฮงได้ ร้านที่มันขายระเบิดทุกวัน และต้องบอกว่าได้ทิปเยอะก็แปลว่ายิ่งต้องเหนือยมาก เพราะแปลว่ายุ่ง ลูกค้าเยอะ มันเหนื่อยจริงๆ เพราะต้องทำอะไรให้เร็ว เร็วทุกอย่าง คิดเร็วด้วย ยุ่งมากๆนี่เครียด ไม่รู้จะเริ่มอะไรก่อนคนโน้นก็เร่ง คนนี่ก็รอ และงานมันต้องเดิน ต้องยืนนานๆคือเกินสิบชั่วโมงในกรณีทำทั้งวัน บวกทั้งยกทั้งแบกแก้วเป็นลังๆ ลังละสิบกว่าใบ ร้านปิดกวาดถูอีกต่างหาก นั่นแหละจะได้เงินเยอะๆ กลับบ้านก็ปวดันทั้งตัว คนที่ทำมานานๆมักมีปัญหาเรื่องหลังเพราะการยืนเดินต่อๆกันหลายๆชั่วโมงมันไม่เป็นผลดีต่อหลังเราแน่ๆ แต่เรื่อง side works นั้นแล้วแต่ร้าน บางร้านคนเสริฟต้องกวาดถู บางร้านไม่กวาดถูแต่ต้องล้างห้องน้ำ ท้ิงขยะ ล้างกระจก หรือต้องช่วยห่อพวกปอเปี้ยะด้วยอะไรด้วย แต่คืองานมันไม่ใช่แค่เสริฟแล้วจบ คือส่วนมากมันต้องทำความสะอาดด้วย ปิดบัญชีด้วย ฟิลของ ฟิลเหล้าเบียร์ด้วย อีกอย่างก็อีกแหละขึ้นกับระบบการทำงานของแต่ละร้าน บางร้าน wait รับออเดอร์ ดูแลลูกค้าอย่างเดียว แล้วมี Buss ช่วยเก็บโต๊ะ เสริฟอาหารเก็บจาน
บางรา้นมี Host คอยต้อนรับพาแขกไปนั่งอีก รับโทรศัพท์ด้วย แต่ร้านที่เราทำ คือทำมันทุกอย่างบาวันทำคนเดียวเลย ทั้งรับออเดอร์ ทั้งเสริฟ ทั้วเก็บ รับโทรศัพท์ ห่อทูโก ทุกอย่างในหนึ่งเดียว วันไหนเกิดคนเยอะนี่คือทำไม่ทันเลยละ เพราะมันมีคนเดียว

น้องบางคนที่เขาทำร้านที่ขายดีๆ มีเงินเก็บซื้อบ้านได้ ก็คือผ่อนบ้านได้เลย แต่ถามว่าเขาชอบทำไม๊ก็ไม่หรอก แต่ก็ทำเพราะได้เงินโอเค งานอย่างอื่นก็ไม่มีวุฒิไม่้จะทำอะไร เพราะมาจากเมืองไทยก็ไม่จบอะไรมา มาถึงก็ทำงานไม่ได้เรียนอะไรเพิ่ม หรือหลายๆคนทำงานในครัว เสริฟมาพักใหญ่เก็บเงินได้พอควรเห็นช่องทางก็ขยับมาเปิดร้านตัวเองก็มากมาย แต่จะรุ่งหรือจะร่วงอันน้ันอีกเรื่องนึง แต่เท่าที่เห็นร้านที่ดังๆขายดีๆ ส่วนมากจะเป็นพวกลูกคนมีตังค์อยู่แล้ว หรือคนมีการศึกษาดีมาเปิด พวกนี้บางทีมาเรียนโท มาเรียนต่อ มาทำงานเสริฟเล่นๆ แล้วเห็นช่องทาง เข้าใจธุรกิจบ้างแล้วบวกกับมีเงินก็เปิด ขายดีก็ขยายสาขา เอาญาติที่เมืองไทยมาหุ้นมาขยายสาขาเพิ่ม คือพวกที่ขายดีก็หยุดไม่อยู่ ขยายมันเรื่อยๆ มีเจ้าของร้านหนึ่งร้านนี้ขายดี มีหลายร้านแต่ใช้คนละชื่อ เจ้าของก็ทำงานบริษัทดังในเมืองไทย early retired มาได้เงินก้อนใหญ่ก็มาเมกา เริ่มมาหาประสบการณ์ในครัว แล้วก็มาเสริฟต่อ
แต่คือเขาลองทำเพราะอยากเรียนรู้ธุรกิจ พอรู้ระบบแล้วก็เปิดของตัวเอง เจ้าของร้านอีกประเภทที่เจอคือเป็นลูกจ้างมานานอาจจะทำในครัวหรือทำเสริฟมานาน เก็บเงินได้ก็เอ้าเปิดบ้าง เคยเจอร้านหนึ่งแบบว่านะคนมือใหม่หัดทำธุรกิจ ก็บนมันทุกชั่วโมง คนน้อยจัง ลูกค้าทำไมไม่มี ตอนรับเราเข้ามาทำก็บอกให้มาทำร้านเขาเลยไปออกจากร้านเก่า ปรากฎพอทำ บางวันโทรมาแหละก่อนถึงเวลาทำงานตครึ่งชั่วโมง โอ้ยวันนี้ลูกค้าน้อยมากเลยขายไม่ได้ไม่ต้องมานะ เจอมาสามครั้งเราก็เลยโอเคทำกันเองละกัน ใครเขาจะมาทำงานกับคุณ เราเองยังดีเพราะจริงๆไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่คนที่เขาต้องทำงานจริงๆ เดี๋ยวให้มาเดี๋ยวโทรมาแล้วไม่ต้องมา ใครเขาจะมาทำเขาก็ไปทำร้านอื่นกันหมด พวกเจ้าของแบบหลังนี้คือยังไม่เข้าใจธุรกิจมันก็อย่างนี้มีขึ้นมีลง แต่ว่าจะมาประหยัดกับค่าแรงแค่ยี่สิบเหรียญแล้วสุดท้ายไม่มีคนทำงานให้ แล้วก็บ่นทุกชั่วโมงว่าคนไม่มี แต่เดี๊่ยวก็หน้าบานว่าลูกค้าเยอะอะไรงั้น ในขณะที่ร้านที่เราทำเจ้าของเขาเป็นนักธุรกิจ เขาไม่ค่อยมากังวลมากกับคนเยอะคนน้อยรายวันรายชั่วโมงดูที่ภาพรวม เพราะแน่นอนทำธุรกิจไม่ใช่งานประจำที่มันจะแบบว่าดีทุกวัน แต่สิ่งที่เขาต้องคิดคือถ้าเขาจะประหยัดกับค่าแรงคนแค่ยี่สิบ แต่ถ้าเกิดมันขายดีแล้วบริการไม่ทัน ตรงนี้กระทบมาก เพราะลูกค้าเมื่อไม่ประทับใจอาจไม่กลับมาใช้บริการอีกเลย ในขณะที่ร้านที่ยังไม่เข้าใจก็โอเคฉันขอประหยัดไอ้เงินเล็กๆน้อยๆ เพราะช่วงเช้าขายไม่ดีตอนเย็นก็เดาว่าคงไม่ดีอีกแต่หารู้ไม่ว่าเช้าขายไม่ได้ไม่ได้แปลว่าเย็นจะขายไม่ดีซะที่ไหน ปรากฎเย็นขายดีทำไม่ทัน คราวนี้ก็บ่นอีก โอ้ยหาคนมาทำงานยากจัง เฮ้อๆ คิดแล้วก็ขำดี เอาละตอนหน้าจะมาเล่าเรื่องลูกค้าแปลกให้ฟังกันบ้าง

เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกา 1

plew April 5th, 2011

Cheap calls to Thailand

หลังจากทีเคยแอบมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการทำงานในร้านอาหารไทยในเอมริกาให้ฟังไปบ้างเมื่อสามปีที่ผ่านมา
ตอนนี้ขอกลับมาเล่าสู่กันฟังใหม่เพราะรู้สึกว่ามันมีเรื่องขำๆ แต่สำหรับคนที่ต้องเจอด้วยตัวเองอาจเป็นเรื่องตลกร้ายซะมากกว่า
แต่ก็นั่นแหละพอเรื่องมันผ่านไปกลับมานั่งคิดถึงที่ไรก็ขำทุกที เรื่องที่จะเล่าส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่เจอกับตัวเอง
รวมทั้งเรื่องที่เพื่อนที่ทำงานด้วยกันเจอมาแล้วก็เอามานั่งเมาท์กันตอนกินข้าวหรือตอนว่างๆไม่มีอะไรทำนั่นแหละ
ตัวเราเองใช่ว่าชอบทำงานร้านอาหารไทยมากมาย หลังจากเป็นแม่บ้านแล้วก็เป็นนักเรียนมาสามปี เรียนจบโทปุ๊ปก็เริ่มสมัครงาน
แต่ทว่าโชคไม่เข้าข้างก็สมัครงานไปได้สองเดือนก็ยังไม่ได้งานซะที เพราะอเมริกาช่วงนั้นคือช่วงที่เขียนนี่ละมันเศรษฐกิจยังแย่
บวกกับเมืองที่เราย้ายมาอยู่เพราะบ้านมันถูกก็ดันเป็นเมืองที่งานไม่ค่อยมี จะสมัครงานเมืองอื่นไกลๆก็ไม่ได้เพราะก็แปลว่า
สามีก็ต้องย้ายไปกับเราด้วย จริงๆมันก็ย้ายได้แต่ย้ายบ้านมันไม่สนุกนะสิ แถมเพิ่งย้ายมาที่เมืองนี้ได้ไม่นานจะย้ายอีกก็กระไร
เราจากที่บอกรอมาเดือนกว่าๆ เราก็เฮ้อไปสมัครงานร้านอาหารไทยไปพลางๆช่วงรองานดีกว่าเนอะ อยู่บ้านเฉยๆก็
ไม่มีประโยชน์ มีแต่ใช้ไม่มีเพิ่ม ก็เลยเริ่มสมัคร แฟนก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะอยากทำก็ทำ เขาไม่ได้สนใจเงินที่เราหาได้นิดๆหน่อย
บวกเขาก็ไม่อายหรือมานั่งแคร์ว่าโอ้ยเมียฉันต้องมาทำงานร้านอาหารเสียหน้าหรืออะไร

ต้องบอกก่อนว่าไม่ขอระบุชื่อเมืองหรือชื่อร้านเพราะไม่อยากกระทบหรือพาดพิงใคร เอาคร่าวๆเป็นเมืองขนาดกลางๆ
ในแคลิฟอเนียตอนกลางๆค่อนๆไปทางเหนือ ก็ไม่ได้บ้านนอกอะไร แต่ก็ไม่ใช่เมืองดังหรือสวยงามอะไรเช่นกัน แต่สิ่งที่เรางงคือ
หางานร้านอาหารไทยที่เมืองนี้ง่ายมากเลย ไม่รู้สิเพราะตอนมาอเมริกาใหม่ๆสมัครงานที่ร้านในซานฟรานนี่ยากมากๆอย่างที่เคยเล่าไปแล้วแต่ที่นี่โอ้วเร็วมากๆ และคนตามร้านก็ดูแบบว่าเป็นมิตรมีน้ำใจกว่าที่เคยเจอมาในซานฟรานมากมาย อาจเพราะคนไทยไม่มากมายเหมือนซานฟรานละมั้งอันนี้ก็ไม่รู้ เริ่มเลยเราก็เดินเข้าไปสมัครร้านหนึ่งที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด เจ้าของน่ารักมากเด็กๆอยู่เลย
บอกร้านเขาเงียบมาก ทำกันเองเลยไม่จ้างใคร แต่เขาอยากช่วยและเผอิญมีร้านอื่นโทรมาถามเขาว่ามีคนแนะนำไม๊ ร้านต้องการคน
เขาก็ให้เบอร์โทรกับชื่อเจ้าของร้านนั้นๆมา ให้มาสามร้าน บอกให้เลือกเอาแล้วก็ให้บอกไปเลยว่าเขาชื่อนี้แนะนำมา ใจดีจัง

เราก็เอาเลยโทรไปร้านแรก ก็โอเคนัดมาคุยก็ไปเจอที่ร้านแต่เผอิญร้านค่อนข้างไกลบ้านแต่ก็รับปากละว่าจะทำ ตอนนั้นใกล้สิ้นปี เจ้าของร้านบอกว่าเดี๋ยวปีใหม่เรียกมาทำเพราะวันที่คุยเป็นวันคริสมาสต์พอดี เราก็ยังโทรไปอีกร้านก็เจอเจ้าของก็นัดมาคุยที่ร้าน คุยกันหลักๆต้องบอกก่อนว่าเราว่าจุดหนึ่งที่ทำให้เขารับเราง่ายเพราะเราบอกว่าเคยทำงานร้านอาหารมาก่อนที่ซานฟราน คือเรามีประสบการณ์ เขาจะรับง่าย ถ้าบอกไม่เคยทำอันนี้ยากหน่อย นอกจากเขาหาคนไม่ได้แล้วดูหน่วยก้านโอเคก็รับแหละ ซึ่งเราก็เคยทำมาแล้วจริงๆเพียงแต่ไม่ได้ทำมานานหรือประสบการณ์เยอะมากมาย เราเองก็บอกเขาตามตรงว่าเราเพิ่งจบโทมาก็หางานออฟฟิตด้วย แต่ก็ไม่อยากอยู่บ้านรอเฉยๆ เพิ่งย้ายมาด้วยอยากมีเพื่อน เจ้าของร้านเป็นผู้หญิงดูแบบกันเองตรงๆดี เขาบอกโอ้ยย้ายมาเมืองนี่งานออฟฟิตหายาก แต่เราอาจโชคดีก็ได้ แล้วก็พูดต่ออือร้านเขาไม่ใช่ร้านที่ขายดีมากนะ คือบางวันก็เงียบ
ดังนั้นบางวันก็อาจไม่ได้เงินมากมาย เราเองก็บอกไปว่าจริงๆเราก็ไม่ได้อะไรเรื่องเงินมาก ทำเพราะอย่างน้อยก็ได้เงินนิดหน่อยไว้ใช่ส่วนตัว แล้วก็อยากมีเพื่อนอยู่บ้านก็เบื่อพี่เขาก็บอกอืองั้นก็ดี ร้านเขาส่วนมากที่ทำอยู่ก็อยู่กันด้วยใจ เพราะเงินไม่ไดดีอะไร สรุปบอกให้มาทำวันรุ่งขึ้นเลย โอ้ยเร็วมากแต่ขอว่าให้ทำฟรีคือทดลองให้สามชิพ คือดูว่าเราทำได้ไม๊ แล้วเราเองโอเคไม๊ที่จะทำงานกับเขา เราก็โอเคแค่สามชิพเอง สรุปและแล้วก็ได้กลับมาทำงานร้านอาหารไทยอีกครั้งแบบสมัครปุ๊ปได้ปั๊ป คราวนี้ไม่เหมือนตอนมาอเมริกาใหม่ๆที่ท้ังภาษาอังกฤษก็ไม่ดี ยังไม่เข้าใจวัฒนธรรมของคนที่นี่ ยังไม่เข้าใจรูปแบบการทานอาหารของคนที่นี่ แต่รอบนี้เฮ้ออยู่มาสามปีกว่าแล้ว โอ้ยรู้หมดแล้ว พอมาถึงตอนนี้เราเข้าใจเลยว่าทำไมตอนที่มาอเมริกาใหม่แล้วซื่อๆเซ้อๆไปสมัครงานร้านอาหารไทย แล้วบอกว่าพี่ค่ะหนู่เพิ่งมาจากเมืองไทยได้สองอาทิตย์ ไม่มีประสบการณ์ค่ะ ทำอะไรก็ได้ค่ะ แล้วมันไม่มีคนรับ เข้าใจแล้วว่าทำไมเค้าถามว่าอยู่เมกามากี่ปี เพราะร้านอาหารไทยในเมืองไทยกับร้านไทยในอเมริกามันไม่เหมือนกัน เอาละไอ้ความที่มันไม่เหมือนกันนี่ละที่มันทำให้มีเรื่องเล่า เรื่องแปลกๆอะไรมากมาย เราเองไม่ได้ชอบทำงานร้านอาหารแต่สิ่งที่เราชอบคือได้เจอคนแปลกๆ แปลกแบบที่เฮ้ยมีคนแบบนี้ด้วยเหรอ มันบ้ารึป่าว หรือมันไม่อายเลยเนอะ…แล้วเผอิญเป็นคนชอบฟัง ชอบเล่า ชอบสังเกตุมันยิ่งสนุกไปกันใหญ่ ว่าแล้วก็อย่าลืมมาฟังตอนต่อไปกันนะค่ะ

เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 2

รื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 3

เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 4

เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 5

อยู่เมืองไทยดีหรืออยู่อเมริกาดี

plew January 29th, 2011

Cheap calls to Thailand


กลับเมืองไทยหรืออยู่ที่อเมริกาต่อไป เหมือนว่าเรื่องนี้เคยเขียนผ่านๆมารอบหนึ่งแต่กลับมาเขียนใหม่อีกรอบ
เพราะเวลาทำงานกับน้องๆเพื่อนๆ พี่ๆ มีเวลาว่างทีไรก็มักจะวนกลับเข้ามาเรื่องนี้ สำหรับตัวเราเองนั้นตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร และก็เป็นเหมือนเพื่อนๆหลายๆคนที่คุยกัน สรุปแล้วไม่มีมีที่ไหนสมบูรณ์แบบทุกที่มีปัญหาแต่ปัญหาคนละเรื่องคนจะจุด เลือกที่ไหนมันคงขึ้นกับว่าเรื่องไหนเป็นประเด็นหลักสำหรับแต่ละคนมากกว่าเราแต่ละคนจะให้น้ำหนักกับปัจจัยต่างๆที่ไม่เหมือนกัน

หลายๆคนบอกว่าอยู่เมืองนอกปลอดภัยกว่า เมืองไทยวุ่นวายปัญหาการเมือง ชุมนุมเสื้อแดงเสื้อเหลือง ก็บอกว่าเมืองไทยไม่ปลอดภัยเราเองไม่รู้ถ้าเทียบเมืองไทยกับประเภทในยุโรปเพราะไม่เคยอยู่ แต่ถ้าเทียบกับอเมริกา เราเองไม่คิดว่าอเมริกาจะปลอดภัยอะไรมากมายถึงจะไม่มีปัญหาการเมืองแบบบ้านเรา ยกตัวอย่างตอนอยู่ซานฟรานซิสโก เพื่อนสองคนที่ถูกทำร้ายในที่สาธารณะกลางวันแสกๆ รวมทั้งรายที่ถูกจี้กลางวันแสกๆรถที่จอดริมถนนก็เห็นจนชินตาประเภทที่โดนทุบกระจกขโมยของ เพื่อนอีกคนอยู่อพาตเมนท์เกรดดี มีลานจอดรถแบบที่ต้องมีรีโมทเข้าออก คนในอพาตเมนท์ยังถูกขโมยรถ แก๊งต่างๆก็มีมากมาย ที่ที่เราเคยอยู่ก็เคยโดนคนแอบปีนรั้วเข้ามาจะขโมยของตอนเช้ามืด พอย้ายมาซาคราเมนโต ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคลิฟอเนียขับรถขึ้นมาทางเหนือของซานฟราน
ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง เมืองนี้เป็นเมืองที่มีเรฟูจี อาศัยเยอะ พวกคนลาว คนม้ง ค้นเมี้ยน คนกัมพูชาและอื่นๆเยอะมาก วันหนึ่งไปบ้านน้องที่ทำงานด้วยกัน น้องคนหนึ่งชี้รูขนาดประมาณสองนิ้วตรงฝาผนังให้เราดู บอกว่าเป็นรูกระสุน เราเองก็นึกว่าพูดเล่น แต่เขาบอกจริงๆเพราะประมาณหนึ่งปีที่ผ่านมา มีแก๊งคนดำยิงกันตายที่หน้าบ้านเขาตายสองศพหน้าบ้านเลย รถคนตายก็เสียหลักพุ่งชนรั้วบ้านพัง อีกรายไปหาเพื่อนที่บ้านไม่เห็นรถเพื่อนจอดอยู่ก็นึกว่าเพื่อนไม่อยู่บ้าน เลยโทรเข้าไปมือถือเพื่อนบอกก็อยู่บ้านนี่ไงน้องคนนี้เลยถามอ้าวอยู่บ้านแล้วรถไปไหน เท่านั้นแหละเจ้าของบ้านออกมา เฮ้ยรถกรูไปไหน สรุปรถโดนขโมยทั้งๆที่ตัวเองอยู่ในบ้านนั่นแหละ แต่สงสัยกันว่าน่าจะเป็นตอนกำลังอาบน้ำ น้องอีกคนที่รู้จักก็เช่นกันรถถูกขโมยทั้งๆที่รถนั้นเก่าและโทรม สรุปมันขโมยไปขับเล่นซะงั้น มาที่อังกฤษกันบ้างน้องอีกคนไปเรียนภาษาอยู่ลอนดอน เขาบอกย่านที่พักนี่ถือว่าดีเลยทีเดียวมีคืนหนึ่่งเขาก็ไปปาตี้กับเพื่อนกลับบ้านมาประมาณตีหนึ่งไม่มีอะไร ปรากฎว่าตอนเช้ามีตำรวจมาเคาะหน้าบ้าน เพราะมีผู้หญิงสาวถูกฆ่าตายตรงถนนหน้าบ้านที่น้องเขาพักอยู่นั่นแหละ ตำรวจก็ประมาณมาถามแบะแสว่ามีใครเห็นเหตุการณ์หรืออะไรหรือไม่ น้องคนนี้บอกเขาขนลุกเลย เพราะผู้หญิงคนนั้นถูกฆ่าตายประมาณแค่หนึ่งชั่วโมงหลังจากที่น้องเขากลับเข้าบ้านเขาบอกพี่ถ้าหนูกลับช้าอีกชั่วโมง ศพนี้อาจเป็นหนูก็ได้ น้องบอกคิดว่าอยู่ย่านที่ปลอดภัยแล้วนะเนี่ย สรุปที่เล่ามาก็เพียงจะบอกว่าทุกที่มันล้วนแต่มีอันตรายแอบแฝงอยู่ด้วยกันทั้งนั้นเราเองก็อยู่เมืองไทยมาจนอายุสามสิบกว่าจะมาอเมริกา ก็ผ่านก็เห็นเรื่องประท้วงหรือเรื่องอะไรที่ไม่ดีที่มันเกิดขึ้นแต่ก็ไม่เคยเจอปัญหาอะไรจริงกับตัวเอง หรือคนใกล้ตัวเราเอง รวมๆยอมรับว่าภาพรวมๆที่คนเห็นเมืองไทยมันดูมีความปลอดภัยน้อยกว่าจริงๆ แต่เราเองจุดหนึ่งเชื่อในเรื่องของกรรม อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดอยู่ที่ไหนถ้ามันจะเจอมันก็ต้องเจอสุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี เรื่องตายไม่กลัว แต่ตอนใช้ชีวิตขออยู่ในที่ที่อยู่แล้วมีความสุข ตรงกับรสนิยมเป็นพอ

เรายังจำคำพูดของพี่คนไทยที่เป็นลูกค้าเราในซานฟรานได้ พี่เขาบอกว่าเขาอยู่ที่ไหนก็ได้ อยู่ไทยก็ได้ อยู่อเมริกาก็ได้ เขาว่ามันก็มีข้อดีข้อเสียต่างๆกัน แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับเขาคือสิ่งที่เราทำมากกว่า พูดง่ายๆก็คือเรื่องโอกาส พี่คนนี้เขาทำงานที่อเมริกามาเป็นสิบกว่าปีเพราะเขาจบมาในช่วงดอทคอมบูมจบปุ๊ปมีบริษัทมารับเลย เขาบอกเขาอยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีเพราะเขาได้ทำงานที่เขาชอบเขามีเพื่อนร่วมงานที่ดี มันก็อยู่มาเรื่อยๆ ส่วนเพื่อนเราสมัยมัธยมปลายก็มาจบโทที่ Colorado ด้านสื่อสารเพราะเขาจบตรีนิเทศน์จากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเมืองไทย จบมาก็โอเคได้ OPT ก็หางานทำในรัฐเดิมนั้นแหละเพราะตอนนั้นเขามีแฟน ปรากฎก็หางานในสายที่เรียนมาไม่ได้เพราะส่วนใหญ่ที่เพื่อนเขาเจอคือบอกบริษัทบอกว่างานด้านนี้เขาต้องการ native speaker เพราะมันต้องใช้ทักษะในด้านภาษามาก จริงๆเพื่อนคนนี้ภาษาอังกฤษถือว่าดีมากทีเดียวแต่ก็นั่นแหละ ด้วยจังหวะและอะไรอื่นๆตรงนั้น เวลานั้นเขาก็ไม่ได้งานตามที่เขาเรียนมา สุดท้ายก็ไปได้งาน admin บริษัทเอกชนทำได้ปีหนึ่ง จริงๆบริษัทก็จะต่อใบทำงานให้แต่เขาไม่เอาเพราะมันไม่ใช่งานในสาขาที่ต้องการ สรุปก็กลับมาทำงานเมืองไทย คุยกันเขาบอกคิดดูเหมือนถ้าทำที่นั่นดูได้เงินมากกว่า แต่ว่างานที่เขามาทำเมืองไทยมันท้าทาย มันมีคุณค่ากว่ามากมาย เขาก็กลับมาเมืองไทยทั้งๆที่ตอนนั้นแฟนก็ยังอยู่ที่นั่น แต่สุดท้ายตอนนี้ก็แต่งงานกับคนใหม่ที่เจอที่เมืองไทยไปเรียบร้อยแล้ว เรื่องหางานนี่เราฟังและอ่าน รวมทั้งจากประสบการณ์ของตัวเองมามากพอควร จริงๆมันขึ้นกับจังหวะและโอกาสรวมทั้งสถานที่ด้วยจริงๆ เพราะหลายๆคนจบปริญญาโทที่นี่มาแต่เขาก็หาทำทำดีๆไม่ได้ ในขณะที่บางคนจบตรีจากเมืองไทยมาปรากฎว่าหางานทำดีๆได้ เคยอ่านเจอในเว็ปบอร์ดที่หนึ่ง คนที่จบตรีจากเมืองไทยแล้วได้งานบรษัท แต่เขาก็ไม่ได้บอกนะว่างานประเภทไหน ก็เขียนประมาณอะไรกันจริงเหรอจบโทที่นี่หางานไม่ได้อะไรประมาณนั้น แล้วก็เขียนต่อบอกว่าคนอเมริกันจบโทน้อยจะตายประมาณว่าคนที่จบโทที่นี่แล้วไม่ได้งานนี่คงมีอะไรผิดปกติมั้งหรือโง่อะไรประมาณนั้น เราอ่านแล้วก็เออข้าพเจ้าเองก็จบโทที่เมกาก็สมัครงานมาเดือนกว่าจะสองเดือนก็ไม่ได้งานเหมือนกันค่ะ ตกลงข้าพเจ้านี่แย่มากเหรอ แต่เราก็รู้ตัวเราอยู่ว่ามันจิ๊งไม่จริงนะค่ะ ซึ่งคำตอบคือจริงๆไม่ใช่หรอกสาขาที่จบต่างกัน เมืองที่อยู่ต่างกัน จังหวะ ประสบการณ์ ทุกอย่าง มันไม่ใช่คนนี้ได้คนนั้นต้องได้เหมือนกันซะที่ไหน และมันก็ไม่ได้แปลว่าคนที่ไม่ได้เขาไม่เก่งหรืออะไรด้วย บางคนอาจพยายามแบบว่าให้กำลังใจว่าโอ้ยคนโน้นคนนี้เขาได้นะ คือให้กำลังใจและหวังดีแต่ลืมคิดไงว่าคนที่มันหาไม่ได้แล้วมาอ่านมาฟังแบบนี้ก็แบบเออกรูคงแย่มากมั้งถึงหาได้เนี้ย เพราะรู้สึกว่าคนอื่นๆเขาก็ได้กันทั้งนั้น

แต่บางคนที่มาอยู่อเมริกานานๆ ที่แบบมาทำงานร้านอาหารหรืออะไรประมาณนี้ คือมาตั้งแต่จบปริญญาตรีใหม่ๆ คือมาตอนอายุไม่มาก อยู่โน่นฐานะกลางๆ มาทำงานที่นี่ห้าหกปีจนอายุก็อาจจะประมาณสามสิบ ก็เริ่มกลัวการที่ต้องกลับไปเมืองไทย เพราะพวกนี้บางทีมาแบบอยู่ยาวเพราะไม่ได้กลับบ้านเลย ไม่ก็จะรู้สึกมีอะไรบางอย่างที่ต่อไม่ติดกลับเมืองไทยคุยกับหลายๆคนบอกว่าจริงๆอยากกลับบ้าน และก็ไม่ใช่ว่าชอบอยู่ที่นี่อะไรมาก แต่ว่าอยู่นี่ทำงานแล้วมันเก็บตังค์ได้มากกว่า หลายๆคนทำงานหกวัน อยู่กินประหยัด ส่วนมากกินอาหารฟรีที่ร้านที่ทำ แชร์บ้านแชร์ห้อง ก็ทำงานทุกวันมันก็ไม่ค่อยมีเวลาใช้เงิน ก็เก็บเงินได้มาก ส่งให้ที่บ้านด้วย หลายๆคนอยากกลับแต่เขาก็นึกไม่ออกว่ากลับเมืองไทยแล้วจะกลับไปทำอะไร เพราะมาก็ตอนเพิ่งจบแล้วมาที่นี่ก็ทำแต่งานร้านอาหาร บางคนก็คิดว่าจะเก็บเงินเยอะแล้วไปเปิดกิจการอะไรที่เมืองไทย แต่บางคนที่ทำงานประเภทพวกช่างก่อสรา้งหรืออื่นๆที่อยู่เมืองไทยเขาได้ค่าจ้างน้อยมาก เขาก็เลือกที่อเมริกาเพราะเขาได้เงินมากกว่าส่งทางบ้านได้ด้วย เราว่าคนกลุ่มนี้น่าขื่นชม บางคนอายุไม่มาก แต่ความรับผิดชอบ รักครอบครัวเหลือหลาย เสียสละจริงๆ คนกลุ่มนี้จะเห็นชัดว่าทำไมเขาเลือกที่จะอยู่เมืองนอก เพราะกลับไปบางคนก็บ้านที่เมืองไทยก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี โอกาศอะไรก็ไม่เห็น อยู่นี่ส่วนมากทำงานตามร้านอาหารภาษีก็ไม่ได้เสียกันด้วยก็เหมือนยิ่งเก็บเงินได้เยอะ ถ้าไม่คิดอะไรมากก็อยู่ทำงานเก็บเงิน ช่วยครอบครัวที่เมืองไทยด้วย

แต่หลายๆคนที่เรารู้จักคือเพื่อนเรานี่แหละ ประเภทคนชั้นกลางระดับบนหน่อยที่ครอบครัวมีพร้อมที่เมืองไทย ส่วนมากเรียนจบโทแล้วก็กลับ ไม่ค่อยมีใครอยากอยู่เพราะมันลำบากกว่า และเอาจริงๆกลับไปเมืองไทยส่วนมากก็ได้งานดีๆ ชีวิตสบายกันทุกคนเพราะเมืองไทยส่วนมากถ้ามีดีกรีจากเมืองนอกมาก็มักหางานดีๆไม่ยาก เพื่อนของเพื่อนอีกทีจบโทที่นี่ได้งานที่ซานฟรานซิสโก ทำไปแล้วก็ไม่ค่อยชอบ เพราะรวมๆเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ค่อยได้ จริงๆไม่เชิงว่าเข้ากันไม่ได้แต่ประมาณว่า บางทีไม่เข้าใจมุกฝรั่ง ไม่ get ไม่ขำอะไรประมาณนั้นอยู่ไปเขาก็ไม่ค่อยจะสนุกก็ตัดสินใจว่าครบปีหนึ่งก็กลับบ้านดีกว่า ในขณะที่บางคนก็ชื่นชมชื่นชอบวัฒนธรรมฝรั่ง มากมาย อะไรก็ดีเข้าจริตไปหมด อย่างนั้นก็แฮ๊ปปี้ได้อยู่ในสิ่งที่ชอบ แต่ประเภทหลังนี้บางคนจะชอบไปก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่บางคนประเภทมองคนไทยคนอื่นๆที่เขาไม่ชอบแบบตัวเองว่าก็คงไม่เก่งหรือภาษาไม่ดีหรือไม่มั่นใจในตัวเองซะอีกก็เลยอยู่กับฝรั่งไม่ได้ ทั้งๆที่จริงๆมันไม่ใช่มันเป็นเรื่องความถูกจริตหรือไม่ถูกจริตของคนที่มันมีต่างกันไปต่างหาก

สำหรับตัวเราเองถ้าเรามีโอกาสได้งานที่เราชอบที่นี่เราก็คงเลือกอยู่ที่นี่สักพัก เพราะมันก็เป็นสิ่งท้าทายในการมีโอกาศทำงานในองค์กรต่างวัฒนธรรม แต่ถ้าไม่ได้งานที่เราชอบเราก็คงเลือกที่จะกลับไปหางานในเมืองไทยเพราะเราไม่เคยมีปัญหาในการหางานดีๆทำในเมืองไทย ประสบการณ์และลู่ลางก็มีอยู่แล้ว เพราะเองไม่ไดผูกพันหรือรู้สึกว่าอเมริกาดีกว่าเมืองไทยมาตั้งแต่ต้น
ในขณะเดียวกันมันก็มีอะไรหลายๆอย่างที่เมืองไทยที่เราไม่ชอบ เราชอบอากาศเย็นๆที่อเมริกา แต่ในขณะเดียวกันเราไม่ชอบขับรถ อยู่อเมริกามีแค่สองสามเมืองที่อยู่ได้โดยไม่มีรถแต่ค่าครองชีพก็แพงมากมาย อยู่กรุงเทพก็ขับรถก็ได้ ไม่อยากขับก็มีแท็กซี่ และขนส่งมวลชนทางเลือกอื่นๆ ในขณะที่เมืองส่วนใหญ่ในอเมริกาไม่มีรถเหมือนไม่มีแขนขาไปไหนไม่ได้เลย เราเกลียดรถติดและมลพิษในกรุงเทพ แต่เราก็ชอบหาอะไรกิน ดูโน่นดูนี่ตามร้านข้างถนน ตามตลาดนัด อยู่ที่นี่เงียบเหงาน่าเบื่อ ร้านอาหารก็ซ้ำๆกันทุกที่ทุกเมือง ยิ่งอยู่ในเมืองขนาดเล็กขนาดกลางนี่ยิ่งน่าเบื่อ กินอาหารนอกบ้านแพง แล้วก็ไม่อร่อยสักเท่าไร ความบันเทิงโอ้ยไม่ต้องพูดบ้านเรากินขาด เพราะเราเองมันพวกมนุษย์เมือง จะให้ชื่นชมธรมชาติป่าเขาทุกวันก็ไหวอยู่แต่จริงๆขอเลือกขอดูผู้คนแต่งตัวสวยๆงามๆ คนแปลกๆ จะน่าสนใจกว่า ไอ้ครั้นจะไปอยู่นิวยอร์กย่านดีๆก็ไม่มีปัญญาอีกเพราะแพง และตัวเราเองชอบอยู่กับคนไทยมากกว่า
มันเป็นอะไรที่พูดยาก ไม่ใช่เรื่องภาษาอย่างเดียว เรารู้สึกว่าคนไทยดูนิ่งกว่า อาจเป็นเพราะเราเองไม่ใช่คนชอบ Greeting หรือแสดงออกอะไรแบบที่ฝรั่งเขาชอบด้วยมั้ง แต่สุดท้ายเราว่าสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีมากกว่าเวลาอยู่เมืองไทยคือเรารู้สึกว่าเรามีคุณค่ามากกว่า เราเก่ง เรามีความสามารถ เป็นที่ยอมรับมากกว่า เราว่าความรู้สึกที่ภูมิใจในตัวเองและรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
มันสำคัญมากๆ มากกว่าเงินทองซะอีก เรื่องเพื่อนหรือครอบครัวก็เป็นอีกประเด็นแต่สำหรับเราเราไม่ค่อยติดเพื่อนหรือครอบครัวมากมาย เราขอเลือกที่ใจเราตัดสินมากกว่า แต่การได้อยู่กับครอบครัวและเพื่อนมันก็ทำให้เราอุ่นใจมากกว่าด้วย เพราะเพื่อนคนหนึ่งที่นี่อยู่เมืองไทยมีงานทำดี ครอบครัวมีฐานะ แต่เขาเป็นสาวประเภทสอง เขาชอบอยู่ที่อเมริกาเพราะใน ID เรียกเขาว่า MISS
อยู่ที่นี่คนส่วนมากไม่รู้ว่าเขาเป็นผู้ชายมาก่อน เพื่อนบอกอยู่เมืองไทยชีวิตเขาสบาย แต่เกลียดคนไทย ไปซื้อของก็ชอบชมกึ่งกัดว่าสวยเหมือนผู้หญิงเลยนะค่ะ อะไรประมาณนั้น เขาบอกไม่พูดอะไรเลยได้ไม๊ แต่มาอยู่อเมริกาไม่มีคำพูดแสลงหูแบบนั้น และเขาก็ได้เป็นผู้หญิงเต็มตัวที่นี่ คือเขาได้รับการเติมเต็มตอบสนองความต้องการทางจิตใจที่นี่ เป็นสิ่งที่ไม่เคยได้จากเมืองไทย ทั้งๆที่กินอยู่ลำบากมากกว่าในเมืองไทย แต่สุขใจสำคัญกว่าเราเองเราก็ขอเลือกสุขใจเหมือนกันเพียงแต่จะเป็นทางเลือกตรงข้ามกับเพืื่อน ตอนนี้ถึงแม้จะยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าจะอยู่ที่ไหน ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่อึดอัดใจพอสมควร แต่ ณ วันนี้ก็ขอถือคติว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด
เรารู้ว่าเราพยายามแล้วถ้าไม่ได้ก็คือไม่ได้ มีอะไรทำได้ก็ทำไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า อยู่ตรงนี้วันนี้ ทำสิ่งนี้จะชอบหรือไม่จะใช่หรือไม่ตกลงทำแล้วก็ต้องทำให้ดีสุด ไม่ให้ใครว่าได้ว่าหนักก็ไม่เอาเบาก็ไม่สู้ และสุดท้ายก็บอกตัวเองว่าอย่าเอาชีวิตของเราไปเทียบกับชีวิตคนอื่นๆ เราย่อมรู้ตัวเราเองดีที่สุดว่าเราเป็นใคร เป้าหมายในชีวิตของเราคืออะไร

ออแพร์ในอเมริกา Au Pair in America

plew January 11th, 2011

Cheap calls to Thailand


เป็นออแพร์AuPairในอเมริกา หรือการมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กในอเมริกาเป็นอีกวิธีหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการมาทำงานหรือมาหาประสบการณ์ในอเมริกาและโดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้มีฐานะทางการเงินในระดับที่จะขอวีซ่ามาเรียนหรือขอวีซ่าท่องเที่ยว สำหรับเรื่องที่นั่งเขียนอยู่ตอนนี้ เป็นเรื่องราวของน้องคนไทยสองคนที่มาเจอที่นี่เล่าประสบการณ์ของเขาให้ฟัง เพราะตัวเราเองก็ไม่ได้เคยเป็นออแพร์มาก่อน เคยได้ยินเกี่ยวกับการมาเป็นออแพร์ แต่ก็ไม่รู้รายละเอียดมากมาย จนกระทั่งได้มารู้จักน้องคนไทยที่เขามาอเมริกาโดยมาเป็นออแพร์หรือมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กนั่นเอง

ออร์แพร์ Au Pair เป็นภาษาฝรั่งเศสแต่จริงๆแปลว่าอะไรก็ไม่แน่ใจแต่ถ้าให้เดาก็คงแปลว่าผู้ช่วยดูแลเด็กอะไรอย่างนั้น น้องที่รารู้จักบอกว่ามาแบบออแพร์นั้นขอวีซ่าง่าย บวกกับค่าใช้จ่ายไม่แพง คือหนึ่งพันเหรียญจะเป็นเงินไทยเท่าไรก็แล้วแต่ค่าเงินในช่วงนั้นๆ ตอนนั้นน้องเขามาเขาจ่ายให้เอเจนท์ไปสี่หมื่นๆ ซึ่งเขาบอกถือว่าถูกมากๆเพราะมาแล้วก็ทำงานได้เงิน ตอนนี้รู้สึกว่าอยู่ที่ $195.75 ต่อสัปดาห์บวกกินอยู่กับเจ้าของบ้านหรือโฮสเสร็จสรรพ แต่การจะสมัครมาเป็นออแพร์ได้ต้องจบการศึกษาอย่างน้อยปริญญาตรีและมีชั่วโมงหรือมีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กสองร้อยชั่วโมง เราก็ถามน้องเขาว่าอ้าวแล้วไปเอาประสบการณืมาจากที่ไหนละ เขาบอกไม่ยากก็ไปสมัครตามโรงเรียนอนุบาล ปกติเอเจนท์ที่เราสมัครกับเขาก็จะแนะนำให้อยู่แล้วว่าโรงเรียนนั้นๆ ซึ่งจะมีคนที่อยากไปออแพร์ไปสมัครประจำ ซึ่งโรงเรียนเขาก็ไม่เสียอะไรได้คนมาช่วยงานฟรี เสร็จครบชั่วโมง โรงเรียนก็จะออกจดหมายรับรองให้ หลังจากนั้นน้องเขาก็โอเคบินมาอเมริกาแรก เลยก็ต้องไปที่บริษัทก่อนคือไปอบรมก่อน ของน้องเขาบินมาคนเดียว เขาบอกเอเจนท์ที่เขามาด้วยเล็กๆปกติที่ใหญ่จะมาพร้อมกันหลายคน เขามาคนเดียว จังหวะที่มาเผอิญมีโฮสที่ต้องการคนด่วนหลังจากดูประวัติและโอเคกันทั้งสองฝ่ายแล้วน้องเขาก็บินจากตัวบริษัทที่วอชิงตันดีซี มาเมืองหนึ่งในแคลิฟอเนียซึ่งเป็นบ้านที่รับน้องเขามาทำงาน

น้องบอกจริงๆการมาเป็นออแพร์ไม่ใช่ง่าย ต้องอดทนเพราะต้องมาอยู่กับคนที่เราไม่รู้จักแถมต่างวัฒนธรรมต่างภาษาเด็กที่มาโครงการส่วนใหญ่ก็มักจะเพิ่งเรียนจบไม่นานเพราะเขาจำกัดอายุต้องไม่เกินยี่สิบเจ็ดปี ส่วนมากไม่เคยมาต่างประเทศมาก่อน
ดังนั้นระยะแรกๆนั้นยากที่เดียวในการปรับตัว ภาษาก็ยังไม่แข็งแรง บางคร้ังก็ทำตัวไม่ถูก สิ่งที่สำคัญมากคือถ้าได้โฮสดีเข้ากันได้ก็ถือว่าโชคดีมาก แต่บางคนและหลายคนโชคร้ายไปเจอครอบครัวที่ไม่ดีหรือทำงานด้วยกันไม่ได้ น้องบอกมีเยอะเลยที่พอเราเข้าไปทำงานที่บ้านโฮสหรือเจ้าของบ้านทำไปเขาไม่ชอบเราเขาก็ส่งตัวเรากลับแล้วขอเด็กใหม่จากบริษัท กรณีแบบนี้เราต้องหาโฮสใหม่ Rematchให้ได้ภายในสองอาทิตย์ ถ้าหาไม่ได้ก็ต้องกลับบ้านคือส่งกลับไทย ซึ่งหลายๆคนก็หาไม่ได้ต้องกลับบ้านเพราะโฮสเขาก็มีตัวเลือกของเขาพอควร คือต่างคนต่างต้องดูโปรไฟล์ของกันและกันต้องพอใจกันทั้งสองฝ่ายถึงจะโอเคมาทำงานด้วยกัน
น้องคนหนึ่งเขาโชคดีได้โฮสดีเขาก็ทำจนจบโครงการ หลังจากนั้นโฮสยังช่วยสปอนเซอร์ในการขอวีซ่านักเรียนให้อีกก็คือโชคดีมาก ตอนนี้น้องเขาก็อยู่ในอเมริกาด้วยวีซ่านักเรียน จนตอนนี้ก็เข้าปีที่ห้าแล้ว แต่อีกรายเข้ากันไม่ได้โฮสส่งตัวกลับน้องเขาก็ต้องตัดสินใจระหว่างกลับเมืองไทยหรือโดดวีซ่าเลยคือเป็นโรบนฮูดเลยว่างั้น สรุปเขาเลือกโดดแล้วก็มาทำงานร้านอาหารไทย เพราะเหมือนแบบตอนมาก็อยากมาแล้วก็เสียเงินเสียทอง มาก็ไกล จะกลับเลยก็เสียดายเงิน เสียดายโอกาศ รวมทั้งก็อายคนที่เมืองไทยด้วยว่าเอมาไม่เท่าไรก็กลับ เหมือนล้มเหลวก็โดดมันเลย รายหลังที่โดดเขาบอกเข้ากันไม่ได้จริงๆ บวกเด็กที่เลี้ยงค่อนข้างโตด้วยคือเก้าขวบเด็กก็คือดื้อแล้วพูดอะไรก็ไม่ฟังไม่เชื่อ รวมทั้งการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกันกับพ่อแม่เด็กด้วย

คนแรกที่โอเคอยู่ได้กับโฮสแต่รวมๆเขาก็บอกก็ไม่ได้สบาย อึดอัดใจอยู่บ้างเพราะก็ต้องอยู่บ้านคนอื่น เวลามีแขกมาก็ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะพูดอะไร มาคุยดีไม๊หรือหลบในห้องดี ที่บ้านไปไหนไปเที่ยวอะไรก็ต้องไปด้วยเพราะต้องไปดูแลเด็ก วัฒนธรรมอะไรก็ต่างกัน ทำตัวไม่ถูก เรานี่เข้าใจเลยเพราะเรามาใหม่ๆเราก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน เพราะฝรั่งนี่ชอบแบบทักทายกันเวอร์เหลือเกินทั้งกอดทั้งหยอดคำหวานกันสุดๆ คนแบบเราหรือแบบน้องเขาที่ประมาณเงียบๆกเหมือนมันขัดๆอยู่พอควร สรุปแล้วมันก็ไม่ง่ายและต้องอดทนมากทีเดียว แต่น้องคนนี้เขาบอกโชคดีเพราะครอบครัวนี้เป็นฟิลิปปินส์เลยเข้ากันได้ไม่ยากนักเพราะก็เอเชียด้วยกัน เราเองยอมรับในความอดทนของเด็กพวกนี้ มากันตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ แต่ละคนก็จบมหาวิทยาลัยดีๆกัน ตอนนี้มาอยู่ที่นี่หลังจากไม่ได้เป็นออแพร์แล้วก็ทำงานกันเกือบทุกวัน เก็บเงินส่งให้ที่บ้าน เก็บเงินจ่ายค่าเทอม ดูแลตัวเองทุกอย่าง เอาละนี่ก็เป็นชีวิตอีกแบบของคนไทยในอเมริกา
Cheap calls to Thailand

ชีวิตและการทำงานในอเมริกา Immigrants in the US.

plew May 24th, 2010

Cheap calls to Thailand


เมื่อวานเพิ่งได้มีโอกาศเจอเพื่อนคนจีนที่ไม่ได้เจอกันมาปีกว่าๆ เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนคนแรกๆที่เรารู้จักในซานฟรานซิสโก มาเจอกันที่
city college ตอนสมัยที่เพิ่งมาอยู่อเมริกาใหม่ๆนั่งเรียนภาษาอังกฤษ แบบฟรีด้วยกัน มาถึงตอน ในกลุ่มที่สนิทกันก็มีประมาณสามสี่คน เราเป็นคนไทยคนเดียวนอกนั้นจีนหมดเลย แต่สิ่งที่เหมือนกันคือเข้ามาในอเมริกาในเวลาไล่เลี่ยกันมาก คือเข้ามาช่วงปี2007 ในตอนนนั้นทุกคนก็ยังใหม่กับที่นี่ ยังงง ยังไม่ชินกลับสภาพความเป็นอยู่และวัฒนธรรมที่ต่างจากรากเหง้าเดิมๆของตัวเอง ดังนั้นถึงจะต่างชาติต่างภาษาแต่ในวันนั้นเราก็เป็น Immigrants เหมือนกันคือมีกรีนการ์ด ความรู้สึก ความกลัว ความเบื่อๆ ความเหงาที่มีไม่ต่างกันมากนัก

เพื่อนคนนี้จริงๆอายุเด็กกว่าเราเกือบสิบปีได้ แค่ยี่สิบต้นๆ เอง หลังจากแยกย้ายกันจากการเรียนภาษาอังกฤษ เธอก็ไปได้งานบริษัททัวร์ของคนจีนย่านๆชานเมืองซานฟรานซิสโก แล้วก็ทำงานเรื่อยมาจนทุกวันนี้ก็สองปีได้แล้ว วันนี้เพื่อนเรามีรถขับแล้ว ซื้อเองป้ายแดงจากน้ำพักน้ำแรงการทำงาน เธอยังอยู่อพาตเมนท์เดิมกับแม่ เป็นห้องแบ่งเช่าในบ้านคนจีนด้วยกัน เจ้าของอยู่ชั้นบน ชั้นล่างมีสองห้องให้่เช่าเพื่อนเราห้องนึ่งอีกห้องนึงก็คนเช่าอีกราย เธอก็บ่นๆว่าห้องที่เธออยู่ไม่ดีเล็กมากๆ แต่มันถูกเดือนละห้าร้อยเหรียญ ตอนนี้แม่อยู่ด้วย เพื่อนบอกอยากอยู่คนเดียวแต่เธอสองคนกับแม่ก็จะไปเช่าห้องสองห้องก็ไม่ไหว เราก็ฟัง บวกเพลิดเพลินกับติ่มซ่ำ เพืื่อนพามากินติมซ่ำร้านอร่อย เพราะเราเรียกร้องเนื่องจากอยู่ซานฟรานมาก็สองปีกว่าไม่เคยเจอติมซ่ำอร่อยๆซะที วันนี้สมใจ อร่อยและถูกด้วย เข้าเรื่องอพาตเมนท์ต่อ.. เธอบอกงานที่ทำกับบริษัทคนจีนตอนนี้ได้เดือนละพันแปดร้อยเหรียญ โดนหักภาษีก็เหลือห้าได้ ทำงานอาทิตย์ละหกวันบ้าง ห้าวันบ้าง ค่าใช้จ่ายอื่นๆก็พวกประกันรถที่ต้องจ่ายรายเดือน เราถามเออแล้วประกันสุขภาพละ เธอบอกเธอไม่มี เรานี่ร้องเลย เฮ้ยมันเสี่ยงนะ เพราะเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาค่าหมอที่นี่มันแพงถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัวได้เลยถ้าไม่มีประกัน แถมขับรถทุกวันด้วย เพืื่อนบอกเธอก็รู้แต่มันจ่ายไม่ไหว ก็คือทั้งแม่และตัวเองก็ไม่มีประกันสุขภาพทั้งคู่ ก็หวังว่าจะไม่เจ็บไม่ป่วยอะไรแรงๆ ส่วนตัวแม่เธอก็ทำงานร้านขนมปังของคนเวียดนาม เพราะแม่ก็พูดภาษาอังกฤษแทบไม่ค่อยได้ ได้ค่าแรงชัวโมงละห้าเหรียญไม่มีอะไรอื่นๆ รวมๆก็ได้เดือนละแปดร้อยเหรียญ ดังนั้นการจะไปหาเช่าห้องดีจึงลำบากทีเดียว แต่รวมๆเธอก็มีความสุขดีตามอัตภาพ

แต่ที่เราฟังแล้วงงมากๆคือ เธอบอกเธอกับแม่ซื้อบ้านที่ Sacramento เราก็ว้าว เธอบอกซื้อมาหกหมื่นเหรียญ บ้านสามห้องนอน
สองห้องน้ำ มีสนามมีที่จอดรถ เราก็เฮ้ยบ้านอะไรทำไมมันถูกจังสามห้องนอนหกหมื่นเหรียญ แต่ก็อย่างที่รู้ๆว่าราคาบ้านในอเมริกาตกลงมาอย่างมากมายก็เลยทำให้มีโอกาศมาถึงคนหลายๆคนที่เมื่อก่อนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีบ้าน แต่เธอบอกว่าบ้านที่ซื้ออยู่ในย่านที่ไม่ค่อยดีนัก คนที่อยู่ย่านนั้นก็จะดูไม่ค่อยโอเคเท่าไร พูดไปเดี๋ยวบางคนมาอ่านจะหาว่าดูถูกคนอื่นอีก แต่อันนี้เพื่อนบอก เธอกับแม่ซื้อเพื่อแค่ลงทุนแล้วก็จ้างเอเจนท์ปล่อยเช่าไปหักกลบอะไรๆก็มีรายได้ประมาณสามสี่ร้อยเหรียญ และก็หวังว่าอนาคตบ้านจะราราขึ้นแล้วก็ปล่อยขาย ที่ซื้อมาก็จ่ายสดเป็นเงินจากพ่อที่ยังอยู่ในเมืองจีน เราฟังแล้วก็เออเข้าใจละว่าทำไมคนจีนที่มาอยู่ที่นี่ถึงค่อนข้างจะประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดีขึ้นๆกันเร็วจัง น่าชื่นชมขยันทำงาน รู้จักเก็บ รู้จักลงทุน เทาที่เราเห็นที่รู้จักคนเอเชียที่มาอยู่ที่นี่คนจีน คนเวียดนาม แต่คนไทยนี่ไม่รู้นะ ประสบความสำเร็จก้นดีทีเดียวคือชีวิตพัฒนาขึ้นดีขึ้น อาจเพราะคนจีนมีความเป็นนักธุรกิจชอบค้าขายในสายเลือดรึป่าว ครอบครัวเพื่อนเราคนที่หลายๆคนที่รู้จัก ดูเขาแบบจนๆ กินประหยัด ใช้ประหยัด ไม่ติดหรูอะไร แต่มีบ้านที่ซื้อไว้แล้วปล่อยให้ฝรั่งมาเช่าซะด้วยซ้ำ เพื่อนเราที่เรียนโทด้วยกันก็ฝรั่งก็เพิ่งได้ห้องเช่าใหม่ก็บอกเจ้าของเป็นคนจีน เพื่อนอีกคนที่ย้ายไปอยู่ที่ฟิลาเดลเฟียได้ปีหนึ่งก็เพิ่งซื้อบ้านที่โน่นราคาแสนเหรียญ และก็กำลังจะเข้าจะโอนเข้ามาวิทยาลัยเทอมหน้านี้ ชื่นชมเพราะเพื่อนคนนี้เดิมตอนอยู่ซานฟรานใหม่ๆจนมากๆ ทำงานเก็บเงิน แล้วก็เรียน เพราะพ่อ กับแม่ก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ทำงานหั่นปลา ก็ได้ค่าแรงน้อยมากๆ แต่เพียงสองปีกว่าๆ วันนี้เห็นความเปลี่ยนแปลงจริงๆ เรารู้สึกดีนะเพราะพวกเราที่เมื่อสองปีก่อนยังใหม่กับที่นี่ วันนี้ทุกคนมีพัฒนาการ มีงาน มีบ้าน มีรถ เราเองซะอีกงานไม่มี แต่ว่าเอาละก็เรียนใกล้จบแล้ว อีกเทอมเดียวก็จะได้ปริญญาโทที่นี่อีกหนึ่งใบ ภาษาอังกฤษก็ดีขึ้นมากมาย อิอิ เพื่อนบอกอิจฉาเพราะภาษาเราดีขึ้นมากๆ หลังจากไม่ได้คุยกันมาเป็นปี เพราะใช้แต่อีเมล์ แต่เพื่อนเราดูเหมือนภาษาจะแย่ลง คุยกันทำบากพอควร เพราะเขาทำงานกับคนจีน เพื่อนและคนแวดล้อมก็คนจีนหมด และก็ไม่มีเวลาไปเรียนหนังสือ แต่นี่ละเราว่าไม่ว่าพื้นฐานหรือที่มาของเราจะเป็นอย่างไร เพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่ถ้ายังสู้ ขยันทำงาน ไม่รอโชคชะตา ฟ้าละขิต หรือเรียกร้องแต่ความช่วยเหลือจากสังคมและคนรอบข้าง รู้จักเก็บ รู้จักใช้ รู้จักพอ ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ปล.สำหรับเพื่อนที่เข้ามาอ่านเรื่องนี้ย้ำว่านี่เป็นเรื่องราวของคนที่เข้ามาอยู่อย่างถูกกฎหมายค่ะ คือมีกรีนการ์ด ดังนั้นโอกาศในการหางานทำ หรือจ่ายค่าเทอมในอัตราถูก จะต่างกับคนที่เข้ามาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวซึ่งจริงๆไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย

นักเรียนไทยในอเมริกาโดนจับฐานไม่เข้าเรียน แอบทำงาน

plew April 5th, 2010


Save up to 90% with Rebtel for International Calls

จริงรู้เรื่องนี้มาพักหนึ่งแต่พึ่งได้อ่านด้วยตัวเองเลยขออนุญาตมาแปะไว้เผื่อเพื่อนๆบางคนยังไม่ได้อ่าน
เผยนาทีระทึก “นศ.ไทยในฟลอริด้า” ถูกปืนเรเซอร์จ่อหัว! ฐานไม่เข้าเรียนให้ครบตามเกณฑ์วีซ่า

รายงานโดย อรสา ศรีสุขเสริม ผู้สื่อข่าวพิเศษมติชน จากฟลอริดา สหรัฐฯ

จากกรณีที่สำนักงานสอบสวน ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ไอซีอี.) ประจำสำนักงานเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา (Immigration and Customs Enforcement: ICE) เข้าจับนักเรียนไทยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ จำนวน 52 คน เป็นชาย 24 คน หญิง 28 คน ทั้งหมดถูกตั้งข้อหา กระทำผิดสถานะของวีซ่านักเรียนเอฟ วัน ( F-1) ซึ่งเรียกว่า วีซ่า ไวโอเลชั่น (Visa violation) ใน 3 กรณีแตกต่างกันไปแต่ละคน

กรณีที่ 1 นักเรียนไม่เข้าเรียนให้ครบ 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตามเงื่อนไขผู้ที่ถือวีซ่าเอฟ วัน ต้องเข้าเรียนเต็มเวลาสม่ำเสมอ กรณีที่ 2 ไม่อนุญาตให้นักเรียนทำงาน และกรณีที่ 3 นักเรียนอยู่ในประเทศเกินกว่าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้การอนุญาตไว้ เรียกว่า โอเวอร์สเตย์ (overstayed ) โดยทางการสหรัฐเรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่าเป็น “การทลายการฉ้อฉลของโรงเรียนและนักเรียนครั้งใหญ่ที่สุด”

การจับกุมครั้งนี้ นอกจากมีนักเรียนไทยแล้ว ยังมีนักเรียนต่างชาติอื่นๆ เช่น ญึ่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย ตุรกี โคลัมเบีย สาธารณรัฐโดมินิกัน เตอร์กมินิสถาน คาร์กีซสถาน ฮอนดูรัส ซีเรีย เวเนซูเอลา และบราซิล อีกกว่า 50 คน ถูกจับกุมเช่นกัน ล้วนเป็นนักเรียนที่มีรายชื่อลงทะเบียนเรียนที่สถาบันสอนภาษาอังกฤษ ชื่อ “ฟลอริด้า แลงเควจ อินสทิทิวท์” (Florida Language Institute) คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ “โรงเรียนสีชมพู” เนื่องจากตัวอาคารทาสีชมพู และเก็บค่าเล่าเรียนถูกกว่าที่อื่น คิดราคา คอร์สละ 3 เดือน 1,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 32,000 บาท) ขณะนี้โรงเรียนดังกล่าวได้ถูกสั่งปิดกิจการและเจ้าของโรงเรียนถูกทางการสหรัฐดำเนินคดี ตั้งข้อหาไม่ปฏิบัติตามระเบียบของสถาบันการศึกษา ฉ้อโกงรัฐ เป็นจำนวนเงินกว่า 2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยให้นักเรียนลงทะเบียนเพื่อรักษาสถานภาพ และยินยอมให้นักเรียนเซ็นชื่อเข้าเรียนโดยไม่ต้องเข้าเรียนจริงได้

ความคืบหน้าล่าสุด นักเรียนไทยทั้งหมดที่ถูกจับกุมได้ถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่สถานกักกัน ชื่อ บราเวิร์ด ทรานซิชั่นแนล เซ็นเตอร์ (Broward Transitional Center) เมืองปอมปาโน่ บีช รัฐฟลอริดา ถึงปัจจุบันทั้งหมดยังไม่ได้รับการประกันตัวแต่อย่างใด และมีนักเรียนบางส่วนที่มีรายชื่อลงทะเบียนเรียนอยู่ในโรงเรียนดังกล่าว แต่ยังอยู่ในระหว่างติดตามเพื่อจับกุมตัวได้เดินทางกลับประเทศแล้วกว่า 15 คน ซึ่งนักเรียนกลุ่มนี้ไม่ได้ถูกตั้งข้อหาและได้แจ้งความจำนงผ่านสถานทูต ด้วยเกรงว่าหากถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐตรวจพบอาจถูกจับไปควบคุมตัวเช่นเดียวกับนักเรียนที่โดนจับกุมก่อนหน้า และขณะนี้ยังมีผู้แจ้งความจำนงขอกลับประเทศไทยและขอคำแนะนำมายังสถานทูต เพื่อให้ข้อมูลในกรณีนี้โดยเฉพาะอยู่เป็นจำนวนมาก

นางภัทราวรรณ เวชศาสตร์ อัครราชทูตที่ปรึกษา ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ให้สัมภาษณ์ว่า สถานทูตไทยได้รับข้อมูลเรื่องการบุกจับนักเรียนจาก นางกัญญา มูลศิริ นายกสมาคมไทย-อเมริกันแห่งฟลอริด้าภาคใต้ จึงมายังเมืองไมอามี พร้อมคณะเจ้าหน้าสถานทูตไทย เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือแก่นักเรียนไทย เนื่องจากการจับกุมครั้งนี้เป็นการจับกุมโดยความร่วมมือระหว่างกองตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐและกระทรวงความมั่นคงภายใน (Department of Homeland Security) ซึ่งได้ติดตามสืบสวนสอบสวนตามรายชื่อนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนในโรงเรียนดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว

อัครราชทูตที่ปรึกษา กล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือนักเรียนไทยที่ถูกจับกุมตัวว่า ขณะนี้ถูกตั้งข้อหาคนละ 2-3 ข้อหาแตกต่างกันไป และหลายคนได้ติดต่อทนายความเพื่อเป็นตัวแทนในการดำเนินการทางศาลแล้ว โดยสถานทูตได้เข้ามาให้ข้อมูลด้านการติดต่อและพิจารณาคัดเลือกทนายความ ซึ่งสถานทูตได้นำรายชื่อทนายความที่ว่าความให้ฟรีหรือคิดค่าบริการในราคาไม่แพงมาให้กับนักเรียน ขณะเดียวกันญาติและผู้เกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียนบางคนก็ได้ดำเนินการว่าจ้างทนายความไว้ให้กับนักเรียนแล้ว ซึ่งขณะนี้รอเพียงการขอประกันตัวและเข้าพบผู้พิพากษาเพื่อรับการพิจารณาคดีเป็นรายบุคคล คาดว่าคงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง

ขั้นแรกนี้นางภัทราวรรณ กล่าวว่า สถานทูตได้ให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินการทางศาลกับนักเรียนไทยว่า มีสองทางเลือกที่นักเรียนจะพิจารณาตัดสินใจด้วยตัวเองว่า ทางเลือกหนึ่ง จะเซ็นเอกสารยอมรับผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งถ้ายินยอมเซ็นรับผิด ทนายความก็จะส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาอนุมัติและส่งตัวกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุดโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับ แต่จะไม่สามารถกลับเข้ามาสหรัฐอีกเป็นเวลาสิบปี

อีกทางเลือก จะต่อสู้คดีหรือไม่ แบ่งเป็น 3 กรณี หนึ่ง หากนักเรียนมีเอกสารหลักฐานการเข้าเรียนตามเกณฑ์ที่วีซ่าเอฟ วันกำหนด ประกอบกับเป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้กับชุมชน เป็นผู้มีความประพฤติดี มีเอกสารรับรองจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียนมานำเสนอต่อศาล ก็จะได้รับการยกเลิกข้อกล่าวหา สอง หากต่อสู้คดีและมีความผิด สามารถแจ้งความจำนงขอกลับประเทศไทยโดยสมัครใจ ซึ่งนักเรียนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางเอง กรณีนี้นักเรียนอาจไม่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้ามาสหรัฐเป็นเวลา 3-10 ปี ขึ้นอยู่กับข้อกล่าวหาที่ได้รับ และสาม หากต่อสู้คดีและศาลตัดสินว่ามีความผิด จะถูกบังคับกลับ (Orderly Deportation) ซึ่งศาลจะออกค่าใช้จ่ายให้ แต่จะไม่ได้รับอนุมัติวีซ่าให้กลับเข้ามาสหรัฐ เป็นเวลา 10 ปีเช่นกัน ทั้งนี้นักเรียนไทยยื่นความจำนงขอต่อสู้คดีเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเห็นว่า ยังพอมีหลักฐานนำเสนอเพื่อแก้กล่าวหา

นางภัทราวรรณ กล่าวต่อไปว่า ก่อนหน้านี้สถานทูตได้เดินทางมาเยี่ยมเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักเรียน และช่วยเหลือดูแลขอความร่วมมือกับทางการสหรัฐในเรื่องสถานที่กักกันให้อยู่ในสภาพดี พบว่า สถานกักกันมีสภาพสะอาดเรียบร้อย จัดแบ่งสถานที่พักแยกระหว่างหญิง-ชาย ที่พักหญิงแบ่งเป็นห้องละ 5 คน ชายห้องละ 6-8 คน แต่ละห้องมีโทรทัศน์ เครื่องเล่นซีดี ภายในบริเวณสถานกักกันมีสนามกีฬาเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ อาทิ บาสเก็ตบอล ฟุตบอล วอลเลย์บอล ฯลฯ มีห้องสวดมนต์สำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลาม มีอาหารให้บริการ 3 มื้อ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรจะได้รับ

“นอกจากนี้ ทางสถานฑูตยังได้เจรจาขอให้สถานกักกันจัดหาอาหารไทยเพื่อให้บริการแก่นักเรียนไทยในบางมื้อด้วย โดยมีนักเรียนไทยบางคนขออาสาสมัครเข้าไปเป็นพ่อครัว ปรุงอาหารไทยให้เพื่อนๆในสถานกักกันได้รับประทาน เพื่อเป็นการ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ไม่ฟุ้งซ่าน” นางภัทราวรรณ กล่าว

อัครราชทูตที่ปรึกษา กล่าวด้วยว่า ในการประสานขอความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สหรัฐครั้งนี้ ทางการไทยไม่สามารถแทรกแซงทางการเมืองได้ ตามสนธิสัญญาเวียนนา ว่าด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากมีญาติและผู้เกี่ยวข้องกับนักเรียนขอร้องให้สถานทูตเจรจาขอลดหย่อนผ่อนโทษให้กับนักเรียน ผู้กระทำความผิด แต่เนื่องจากข้อกล่าวหาที่นักเรียนไทยได้รับนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายอย่างชัดเจน สถานฑูตจึงทำได้เพียงขอความร่วมมือให้เจ้าหน้าที่สหรัฐ ตรวจสอบเอกสารของนักเรียนแต่ละคนอย่างเร่งด่วนเพื่อให้การดำเนินการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด ด้วยไม่ต้องการให้นักเรียนไทยต้องถูกกักตัวอยู่เป็นเวลานาน

สำหรับกฎระเบียบการเข้าเยี่ยมนักเรียนในสถานกักกันนั้น จากการสอบถามนางกัญญา มูลศิริ นายกสมาคมไทย-อเมริกันแห่งฟลอริด้าภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้จะเข้าเยี่ยมนักเรียนต้องโทรศัพท์ นัดหมายเวลาจากนักเรียน โดยโทรศัพท์ฝากข้อความ ชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ไว้ที่เบอร์ของสถานกักกัน เมื่อนักเรียนได้รับข้อความขอนัดพบแล้วจะโทรกลับเพี่อยืนยันการเข้าพบอีกครั้ง ระเบียบการเข้าพบทำได้กลุ่มๆละ 2-3 คน ครั้งละ 45 นาที โดย วันเสาร์เปิดให้เข้าเยี่ยมนักเรียนหญิง ส่วนวันอาทิตย์ให้เข้าเยี่ยมนักเรียนชาย ห้ามนำสิ่งของเครื่องใช้เข้าไปให้ผู้ถูกกักกัน ทุกคนจะต้องสวมชุดสีเทาเหมือนกัน

นางกัญญา กล่าวต่อว่า สมาคมไทย-อเมริกันแห่งฟลอริด้าภาคใต้ ได้รวบรวมเงินเพื่อให้ผู้ถูกกักกันไว้ใช้ในเบื้องต้น จำนวนคนละ 20 ดอลล่าร์สหรัฐ โดยใส่เงินไว้ในบัตรมันนี่ ออร์เดอร์ (Money Order) ซึ่งผู้ถูกกักกันสามารถกดเงินใช้ได้เฉพาะในวันพุธ ครั้งละ 50 ดอลล่าร์ต่อสัปดาห์เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานอื่นร่วมให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นด้วย อาทิ นางมาเรีย ดี.ซาลิโอล (Maria D.Sariol) กงสุลกิตติมศักดิ์ ,ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในฟลอริด้าภาคใต้ ฯลฯ รวมถึงความช่วยเหลือจากสมาคม Asian – American Federation of Florida ซึ่งมีสมาชิกกว่า 60 สมาคมย่อยๆ อาทิ สมาคมจากเวียดนาม จีน เกาหลี พม่า อินโดนีเซีย ได้พิจารณาเสนอให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย โดยเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านคำแนะนำปรึกษาแบบเป็นหมู่คณะ

ด้านสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำประเทศสหรัฐอเมริกา และสถานกงสุลไทย ได้มีหนังสือแจ้งเตือนใปยังกลุ่มนักเรียน นักศึกษาไทย เรื่อง ขอให้ระมัดระวังตรวจสอบสถานะการพำนักในสหรัฐฯ ระบุว่า ตามที่นักเรียนไทย 52 คนที่เคยลงทะเบียนเรียน หรือกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนสอนภาษา Florida Language Institute มลรัฐฟลอริด้า ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ควบคุมตัวในข้อหาเกี่ยวกับการเข้าเมือง คือ ไม่เข้าเรียนเต็มเวลาตามประเภทวีซ่านักเรียน เอฟ1 (F1) หรือทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือพำนักอยู่ในสหรัฐฯเกินกำหนดเวลาที่อนุญาต และโรงเรียนดังกล่าวถูกปิดไปแล้วนั้น สถานกลสุลใหญ่ฯ ขอให้นักเรียนไทยระมัดระวังหมั่นตรวจสอบสถานะการพำนักในสหรัฐฯของตนเอง และปฏิบัติตามเงื่อนไขของสถานะวีซ่าอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องต่างๆ ตามคำเตือนและเงื่อนไขของทางการสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น ถูกจับกุมคุมขัง หรือส่งตัวออกนอกประเทศ

นายรวมพล ไตรสารศีร อายุ 35 ปี อาชีพเชฟอาหารญี่ปุ่น ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่ภรรยาถูกจับกุมตัวไปต่อหน้าต่อตาลูกชายวัยขวบเศษว่า ตนเตรียมตัวจะเดินทางไปแอตแลนต้า โดยขับรถไปที่ออแรนโดแล้วจะขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวนิวยอร์คต่อ ซึ่งมีแผนจะไปรับแม่ของภรรยาที่จะเดินทางมาจากประเทศไทยที่นั่น ในระหว่างเส้นทางตนได้จอดพัก ณ จุดพักรถเพื่อเข้าห้องน้ำ ขณะกำลังเดินมาที่รถมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายเดินมาประกบ เมื่อมองไปที่รถก็เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสองนายยืนประกบอยู่ข้างรถที่มีภรรยาและลูกชายนั่งอยู่ แล้วเจ้าหน้าที่ก็ถามตนว่าเป็นใคร ชื่ออะไร มีบัตรอะไรมาแสดงตัวบ้าง พร้อมทั้งแจ้งว่ามาตามหาคนชื่อนี้ เอ่ยชื่อภรรยาแล้วถามตนว่า รู้จักหรือไม่ หลังจากนั้นภรรยาก็ถูกควบคุมตัวไปในรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อพาตัวไปค้นหลักฐานการลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียนดังกล่าว ตนขับรถพาลูกตามรถตำรวจไปจนถึงบ้าน เจ้าหน้าที่ก็ให้ตนรอข้างนอกและให้ภรรยาพาเข้าไปรื้อเอกสารโดยไม่ยอมปลดกุญแจมือ แล้วในที่สุดภรรยาตนก็ถูกนำตัวไปยังสถานกักกันของ จนขณะนี้ก็ยังไม่ได้ปล่อยตัวออกมา และยังไม่ให้ประกันตัวใดๆทั้งสิ้น ทั้งๆที่จับตัวภรรยาผมไปเป็นรายแรกตั้งแต่วันที่26 กุมภาพันธ์แล้ว ตอนนี้ลูกผมก็ร้องหาแม่ทุกวันเลย

นายกฤษณ์พล ชัยสวัสดิ์ เพื่อนของผู้ที่ถูกจับกุมตัวไปโดยเจ้าหน้าที่ ไอซ์ กล่าวว่า เพื่อนของตนถูกจับกุมตัวไปจากบ้านพร้อมกัน 4 คน โดยเจ้าหน้าที่บุกมาที่บ้านกว่าสิบคน เข้าดำเนินการจับกุมด้วยวิธีค่อนข้างรุนแรงคือเอาปืนที่มีเรเซอร์จ่อหัว จับใส่กุญแจมือ เมื่อตรวจหลักฐานแล้วพบว่าเป็นนักเรียนที่ลงทะเบียนในโรงเรียนนี้ก็จับตัวขึ้นรถไป โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาจะพาไปที่ไหน แต่เนื่องจากเพื่อนๆผมโดนจับเป็นกลุ่มก็ไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไหร่ เพราะเมื่อผมไปเยี่ยมหลังจากที่รู้ว่าเขาเอาตัวไปไว้ที่ปอมปาโน บีช ก็เห็นว่าพวกเพื่อนๆกำลังใจดีมาก ที่น่าสงสารก็เห็นจะเป็นคนที่ไม่มีเพื่อนหรือญาติเลย อาจจะเพิ่งมาจากเมืองไทยและเลือกเรียนที่โรงเรียนนี้ ยังไม่รู้จักใครเท่าไหร่ เมื่อเข้าไปอยู่ในสถานกักกันเลยต้องโดนไปนอนห้องเดียวกับคนชาติอื่นๆ

นางสาวรัชฎาภรณ์ สมัครกิจ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเพื่อนซึ่งถูกจับกุม ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในสถานกักกันว่า เพื่อนของตนเลือกเรียนที่นี่เพราะปัจจัยหลักคือราคาถูก ซึ่งเพื่อนก็เข้าเรียนตลอด ขณะนี้ได้รับจดหมายตอบรับให้เข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยหลายแห่งแล้ว เพราะสามารถสอบโทเฟล (TOEFL)ผ่านแล้ว แต่ก็ต้องมาถูกจับกุมตามรายชื่อที่เจ้าหน้าที่ได้มาจากโรงเรียน ตนไม่เข้าใจว่า ทำไมเด็กนักเรียนกลายเป็นคนผิด เพราะความจริงแล้วโรงเรียนสามารถออกใบ ไอ ทเวนตี้(I-20)ให้เด็กนักเรียนได้ ซึ่งเท่ากับทางการได้ตรวจสอบมาตรฐานของโรงเรียนแล้ว

“ขณะนี้เพื่อนกำลังติดต่อทนาย ซึ่งทนายก็บอกว่ามีเปอร์เซ็นต์ที่จะพ้นข้อกล่าวหา เพราะเพื่อนมีความตั้งใจที่จะเรียนจริง มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ว่าพยายามเรียนและสอบเพื่อสมัครเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโทในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ไม่ใช่เรียนแต่ภาษาอยู่ 2-3 ปีแล้วยังไม่พัฒนาไปถึงไหน มัวทำอะไรอยู่ ตอนนี้เพื่อนรู้จากทนายแล้วว่ามีโอกาสรอด กำลังใจเขาก็ดีขึ้น แต่เขาก็ถามว่าเมื่อไหร่เขาจะได้ออกจากสถานกักกัน เพราะทนายบอกว่า เจ้าหน้าที่มีสิทธิกักตัวไว้ได้ถึง 180 วัน”นางสาวรัชฏาภรณ์ กล่าว

นายเอ (นามสมมุติ) นักเรียนไทยผู้หนึ่งซึ่งลงทะเบียนเรียนในโรงเรียนที่ถูกสั่งปิดดังกล่าว เป็นคนหนึ่งที่ทางการสหรัฐติดตามจับกุมอยู่ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนจบปริญญาตรีมาจากมหาวิทยาลัยเอกชนมีชื่อแห่งหนึ่ง ลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียนนี้มาแล้วสองรอบ รอบแรกเมื่อปี 2007 แล้วจึงเดินทางกลับประเทศไทย หลังจากนั้นเดินทางกลับมาสหรัฐอีกครั้งเมื่อต้นปี 2010 จึงลงเรียนเป็นรอบที่สอง ซึ่งโรงเรียนก็ออกใบ ไอ- ทเวนตี้ (I-20)ให้ ตนก็ไม่เคยไปเรียน ไม่เคยไปเช็คชื่อ ได้แต่ไปสอบตอนกลางภาค และปลายภาค ข้อสอบก็ง่ายๆ ทั้งโรงเรียนตนเคยเห็นครูอยู่ 2-3 คน ที่ว่าโรงเรียนนี้มีนักเรียน 500-600 คน ตนคิดว่าไม่น่าจะถึงหรอก แต่ตนก็ไม่ทราบเพราะในหนึ่งเทอมตนไปโรงเรียนแค่สองครั้งเท่านั้น

“ผมคิดว่าเด็กนักเรียนไทยที่มาลงทะเบียนเรียนที่นี่ ก็เพื่อจะได้ทำงาน ไม่ได้ตั้งใจจะเรียนอะไรจริงจัง เพราะส่วนใหญ่ก็ย้ายมาจากโรงเรียนอื่น พอรู้ว่าที่นี่ราคาไม่แพงและไม่เช็คชื่อก็แนะนำกันมาลงเรียนที่นี่จะได้มีเวลาทำงานหาเงินได้อย่างเต็มที่ เด็กที่ลงเรียนอย่างพวกผมก็พยายามจะทำให้ถูกกฎหมาย โดยแจ้งความประสงค์ในการเข้าประเทศว่าจะมาเรียน และโรงเรียนนี้ก็ทำให้พวกผมอยู่ได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งผมว่าไม่ยุติธรรมเพราะพวกผมพยายามจะทำให้ถูกต้องตามกฎหมายกลับถูกไล่จับ แต่พวกที่โดดเรือมากลับไม่ถูกจับ” นายเอกล่าว

เมื่อถามถึงการใช้ชีวิตหลังจากเกิดกรณีกวาดจับนักเรียนที่กระทำผิดสถานะของวีซ่า เอฟ-วัน นายเอ กล่าวว่า ตนก็คงไม่หนีไปไหน เพราะตอนนี้ย้ายบ้านจากที่เคยแจ้งไว้กับโรงเรียนแล้ว ตอนนี้มีเพื่อนร่วมชะตากรรมหลายสิบคน แต่ละคนก็พยายามหาทางออกเพื่อจะได้อยู่ต่อ ซึ่งก็ติดต่อทนายเพื่อขอคำปรึกษาไว้บ้างแล้วแต่ถ้าจะถูกจับกุมและส่งกลับประเทศก็ยินยอม แล้วคงจะค่อยๆ หาทางกลับเข้ามาใหม่

ข้อมูลจากมติชน http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1269941655&grpid=&catid=02

Save up to 90% with Rebtel for International Calls

ทำงานนวดในซานฟรานซิสโก:Massage License Requirements in San Francisco

plew May 9th, 2009


การทำงานนวดในอเมริกา หลังจากที่เคยเล่าประสบการณ์ของตัวเองในการรับนวดไทยในซานรฟรานซิสโกไปแล้ว พบว่ามีเพื่อนๆหลายคนสนใจทำงานนวด โดยเฉพาะคำถามเกี่ยวกับการขอใบอนุญาตหรือ license ในการทำงานนวด ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าแต่ละรัฐแต่ละเมืองก็จะมีข้อกำหนดแตกต่างกันไป บางที่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตด้วยซ้ำไป หรือเอาเข้าจริงๆไม่มีใบอนุญาตก็ทำได้ไม่มีใครห้ามโดยเฉพาะในกรณีที่รับนวดเองอิสระไม่ได้เปิดกิจการเป็นเรื่องเป็นราวอะไร อย่างไรก็ตามได้นำข้อมูลตัวอย่างหลักเกณฑ์และขั้นตอนของการขอ Massage License ของ San Francisco มาให้ลองอ่านกันดู

คัดลอกจาก San Francisco Department of Public Health
General and Advanced Massage License Requirements

Step 1. Application Process
Bring the following to the Department of Public Health, Environmental Health Section at 1390 Market Street, Suite 210, San Francisco (Monday - Friday, 8:30am - 4:30pm)
1. Completed Massage Practitioner Application. Available in an Acrobat (pdf - print, then fill out) or Microsoft Word: (can fill application on a computer, then print it)
2. Photo ID: driver’s license, identification card, passport or INS card. Applicant must be at least 18 years of age.
3. Original diploma(s)
From a California massage school, approved by the Department of Consumer Affairs.
General ≥ 100, Advanced ≥ 200 hours. Proof of hours must be on the diploma or appropriate official school issued transcript.
Out of State Applicants must submit an original diploma and official transcripts from a recognized massage school.
Foreign graduates of massage must have their diplomas authenticated by the Consulate or Embassy of the Country of Origin, or have their diploma and transcripts evaluated by a foreign credential evaluation service.
4. Application fee payable to SFDPH (San Francisco Department of Public Health) (See Fee Schedule of Licenses, Permits, Fines & Service Charges). Non-refundable, check or money order ONLY. Bounced check fees are $50.00.
5. Request for verification of massage license must be completed if you practiced massage in another state.
Step 2. Complete Background Check (Live scan)
Submit an official referral form for background check (pdf) to San Francisco Police Department (SFPD).
1. See Fee Schedule of Licenses, Permits, Fines & Service Charges for fee (non-refundable, check or money order ONLY) payable to SFPD (San Francisco Police Department)
2. There are no appointments. Expect a waiting time of 1 or more hours at SFPD. Arrive early.
3. SFPD sends completed background check results to us in approximately 2 weeks from the time you submit your request.
4. Background check expires after three (3) months.
Step 3. Massage Practitioner Exam/Photo ID/License Fee
Note: Effective February 2007, you will be notified and scheduled to take the massage practitioner exam only when your file is complete i.e. our office has all necessary documents including diploma, transcripts and background check result.
The Exam Day Process takes approximately 1-2 hours to complete.
You must show up to take the massage exam on the date/time specified on your confirmation letter. If you are unable to make your specified exam date, you must notify us immediately at 415-252-3882.
1. Bring a photo ID (driver’s license, passport, or ID card)
2. No drop-ins. No waiting list for exam. Arrive early. If you are more than 10 minutes late, you will be required to reschedule for the next available examination.
3. You are allotted 1 hour to complete the exam.
4. You will receive the result of your exam on the same day.
If you pass your exam (minimum score of 70%) you will proceed to:
1. Take photo ID downstairs, Room 212.
2. After taking your photo ID, you will be given the tax authorization form. Go to City Hall, Room 110 to pay for your license fee. The license fee will be prorated from the issue date on your permit to December 31st of the current year. The yearly fee is $86.00. You will receive a renewal bill between November - January of each year.
3. Return to 1390 Market Street, Room 210 with proof of payment from the Tax Collector. Your practitioner license and photo ID will be provided to you.
If you fail your exam: You will need to schedule for the next available exam.

Exemptions:
Licensed or certificated health care practitioner practicing massage as part of his or her health care practice, any barber, cosmetologist, esthetician or manicurist licensed under Division 3, Chapter 10, of the California Business and Professions Code practicing massage within the scope of any relevant state restrictions on the practice of massage by members of those professions

Next »