Archive for the 'work' Category

ทำไมคนไทยอยากมาอยู่อเมริกา Why Thai people want to stay in USA.

plew September 7th, 2008

ทำไมคนไทยหลายต่อหลายคนถึงอยากมาอยู่อเมริกา อเมริกาดีกว่าอยู่เมืองไทยจริงหรือไม่ ในแง่ไหน…สำหรับตัวเองมองย้อนหลังกลับไปสองปีก็ไม่ต่างกับหลายๆคน โอ๊ยอยากมามากเลยอเมริกา อยากมาเรียนภาษาอยากมาทำงานหาเงิน สาเหตุหลักๆคงเพราะเบื่อชีวิตอนนั้น เบื่องานที่ทำ เบื่อรายได้ที่มี เบื่อรถติด เบื่ออากาศร้อนๆ สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้อยากมาคือฟังชาวบ้านเขาเล่า โหอเมริกาน่าอยู่ สวย อากาศดี สะอาด สนุก รายได้เยอะ หาเงินได้เดือนเป็นแสนๆ ของช๊อปก็เยอะ เขาบอกเขาไม่อยากกลับเมืองไทย ฟังขนาดนี้ก็อยากมาสิ อยู่เมืองไทยรายได้ยังไม่ถึงห้าหมื่น ทำงานอีกกี่ปีกว่าเงินเดือนจะถึงแสน ความฝันเริ่มเข้ามาในหัว ต้องไปแล้วละ จริงๆเรื่องนี้เขียนไว้แล้วในโพสเก่าๆ

แต่อยากพูดเรื่องนี้อีกเพราะตั้งแต่มีบล๊อกก็รู้สึกว่ามีเพื่อนๆหลายๆคนที่มีคำถามเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่นี่ หรือพยายามอยา่งหนักเพื่อให้ได้มาที่นี่ America สำหรับตัวเองอย่างที่ย้ำไปในในโพสและในคอมเมนท์ ว่าทั้งที่นี่ ทั้งเมืองไทยต่างก็มีข้อดีข้อเสีย ที่ไหนดีกว่าขึ้นอยู่กับว่า ความต้องการของใคร มุมมอง ความชอบ รสนิยม รูปแบบการใช้ชีวิตแบบไหนที่ชอบ อยู่ที่ไหนแล้วคิดว่าได้มากกว่าเสีย หรืออยู่ที่ไหนแล้วมันตอยสนองความต้องการมากกว่า ที่นั่นก็คือดีกว่า สำหรับตัวเองอย่างที่บอกชอบอยู่เมืองไทยมากกว่า เพราะตัวเองที่เมืองไทยโอากาศในการทำงานดีกว่า สถานภาพดีกว่า ภูมิใจในตัวเองมากว่า รู้สึกปลอดภัยกว่า สบายกว่า สนุกกว่า นั่นคือเหตุผลส่วนตัวที่ถ้าใครถามว่าอยู่อเมริกาดีกว่าไทยไหมก็บอกว่าไม่ แต่อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวจริงๆ คนไทยจำนวนมากที่อยู่ที่นี่เขาอาจเห็นเหมือนหรือต่าง แล้วแต่ประสบการ์ืที่ได้รับ

วันนี้คงไม่อยากมาบอกว่าอยู่ที่ไหนดีหรือจะบอกว่าอย่ามาเลยอเมริกา เรามาแล้วไม่เห็นดีเลย เพียงให้ข้อมูลและข้อคิดเล็กๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนตัดสินใจมา ขอย้ำอย่าฟังแล้วเชื่อคนอื่นมากนัก ยิ่งคนที่บอกว่าชีวิตที่นี่มันแสนจะดี ฟังหูไว้หู เขาบอกงานหาง่าย รายได้ดี เดินไม่กี่วันก้ได้งาน จริงๆเขาคงไม่ได้โกหกหรอก แต่ความจริงคือ โอกาศ เวลาและสถานที่มันต่างกรรมต่างวาระ เขาหางานง่ายรายได้ดี ไม่ได้ปแลว่าเราก็จะได้เหมือนกัน ทักษะ ความสามารถเขาก็ต่างกับเรา ในทางตรงข้ามเขาบอกหางานยากเราอาจหาได้ง่ายๆก็ได้ ที่บอกคืออย่าประมาท อย่าเชื่อในสิ่งที่เขาเล่าทุกอย่าง จะเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้ฟัง แรกเริ่มเลยวางแผนจะเดินทางมาพร้อมกับเพื่อนและครอบครัวของเขา เพื่อนแค่มาเที่ยวไม่ได้จะมาอยู่นานแบบเราและเธอเป็นคนที่รายได้เยอะ คือรวยว่างั้นเหอะ ตอนนั้นก่อนมาบอกจริงๆว่ามีเงินเหลือแค่สี่หมื่น เพื่อนบอกเขาอยากเที่ยวซาานฟราน แอลเอ แล้วก็เวกัส เราก็บอกเราคงทำไม่ได้หรอกมีเงินน้อย เที่ยวหลายที่อย่างนั้นเราไม่มีเงินหรอกแล้วก็ต้องเก็บไว้ใช้ก่อนจะมีงานทำ เพื่อนบอก ใช้ๆไปเหอะ ใช้ไปให้หมดเลย เดี๋ยวก็หางานได้แล้ว งานเมกาหาง่ายจะตายเดี๋ยวก็หาใหม่ได้มากกว่าที่ใช้อีกหลายเท่า เราก็ลังเล เขาบอกดูแม่เขาสิ แม่เขาตอนนั้นอยู่ที่ชิคาโก ไปไม่กี่วันก็มีงานทำในร้านอาหารไทย เขาบอกค่าเช่าบ้านก็แค่สามร้อยเหรียญ เขาก็พูดอย่างเดิมให้เราเที่ยวกับเขาแล้วใช้เงินให้หมด แล้วหางานทำที่หลัง สุดท้ายเราตัดสินใจบอกไปว่าไม่ละ เราเที่ยวแค่ซานฟราน เราจะไม่เที่ยวจนกว่าเราจะหางานได้ เขาโกรธมาก บอกเธอนี่โคตรขี้กลัวเลย เขาก็โกรธไปเลยเพราะเราไมยอมไปกับเขา แต่สุดท้ายบอกได้เลยว่าตัดสินใจถูกเป็นที่สุด เพราะพอมาซานฟรานจริงๆ งานหายาก พอได้งานรายได้ก็ไม่ได้เยอะอย่างที่ฝันกลางวันไว้ คนที่คิดว่าจะช่วยเขาก็ช่วยอะไรแทบไม่ได้ สรุปคือสิ่งที่ฝันกับความจริวนั้นตรงข้ามกันทั้งหมด มานั่งคิดว่าถ้าเชื่อเพื่อนตอนนั้นชีวิตจะเ็นไงละ เขาก็เที่ยวๆของเขาแล้วก็กลับ เขาไม่ได้มารับรู้ชะตากรรมของเราหลังจากนั้นนิ และที่เขาบอกงานหาง่ายมันก็เรื่องจริงของแม่เขา ซึ่งอยู่คนละเมือง คนละรัฐกับเรา ที่สำคัญแม่เขาหางานง่ายเพราะไม่ต้องหา เพราะน้องสาวเขาแต่งงานอยู่ที่นั่นมาก่อน ทำงานแล้วก็ฝากแม่ให้ทำร้าน้ดียวกัน และที่บอกว่าค่าเช่าบา้นแค่สามร้อยก็เป็นความจริง แต่จริงที่ชิคาโก ไม่ใช่ซานฟรานซิสโก อเมริกามันใหญ่มาก เมืองแต่ละเมืองแม้จะอยู่รัฐเดียวกันยังต่างกันเยอะ ค่าครองชีพ สภาพแวดล้อมก็ต่างกัน บางเมืองเงียบๆมาก รถเมล์ไม่มี แต่สะอาด สวยงาม บางเมืองจอแจ สกปรก แต่สะดวก บางเมืองมีคนดำเยอะ บางที่คนเอเชียเยอะ บางที่มีแต่คนพูดภาษาสเปนอะไรประมาณนั้น ค่าเช่าบ้านแต่ละเมืองบางทีต่างกันเกือบร้อยเปอร์เซ็น ระบบการศึกษาบางทียังต่างกันเลย แม้แต่เรื่องเล็กเช่นเรื่องการจัดการขยะก็ยังต่าง

สำหรับหลายคนที่ชอบอยู่ที่นี่เหตุผลหลากหลาย หลักคงเพราะรายได้ โอกาศในการทำงาน โดยเฉพาะคนที่อยู่เมืองไทยรายได้น้อย การศึกษาน้อยด้วยแล้ว มาที่นี่ทำงานแบบเดียวกัน แต่รายได้มันมากกว่ากันเยอะ อีกประเภท เช่นสาวประเภทสอง เกย์ประมาณนั้น ก็ชอบอยู่ที่นี่ เพราะโอกาศหาแฟนฝรั่งแล้วได้แต่งเป็นเรื่องเป็นราวมีโอกาศเป็นไปได้มากกว่าเมืองไทย บางทีฝรั่งก็ดูไม่ออกมาไม่ใช่สาวแท้ ที่สำคัญเท่าที่ฟัง อยู่ที่นี่ได้ใช้คำว่า นางสาว เวลาไปทำบัตรต่างๆ เขาเห็นมีนม ผมยาว เขาก็ใช้นาง นางสาว ตรงนี้มันเป็นอะไรที่ตอบสนองความต้องการทางจิตใจของคนกลุ่มนี้เช่นกัน อยู่เมืองไทยจะสวยเลิศ เหมือนผู้หญิงขนาดไหนก็ยังเป็น นาย วันยังค่ำ หลายคนที่รู้จักก็มีแฟนเป็นตัวเป็นคน บางคนแต่งงานมีความสุขไปเลยด้วยซ้ำ..

สำหรับตัวเองคงต้องบอกว่า คิดว่าโชคดีที่ได้มาใช้ชีวิตที่นี่ เพราะมันเป็นประสบการณ์ชีวิต ได้เห็นด้วยตา ได้สัมผัสด้วยตัวเอง ว่าจริงๆมันเป็นไง ถ้าไม่มาก็ไม่รู้ แต่วันนี้บอกได้เลยว่าอยากกลับไปอยู่เมืองไทย กลับไปทำงานแบบที่เคยทำ ทำงานที่ทำแล้วภูมิใจในตัวเอง อยากมีชีวิตแบบคนชั้นกลางในเมืองไทย มากกว่ามาทำงานแบบ่คาแรงชั้นต่ำ ถึงแม้ว่ามันอาจได้เงินมากกว่าการทำงานในองคืกรดีๆในเมืองไทยก็ตาม สำหรับตัวเองเงินสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือได้ทำอะไรทีทำแล้วรู้สึกภูมิใจในตัวเอง ทำแล้วชอบ อยากอยู่ในที่ที่เราอยู่แล้วเรารู้สึกว่าเรามีความสามารถ เรามีศัยกภาพ บางครั้งรู้สึกแย่ที่หันมาดูตัวเองแล้วรู้สึกว่ามันมีอะไรมากมากที่เราทำได้ในบ้านเราแต่เราทำไม่ได้ที่นี่ ที่สำคัญอีกย่างคือ ความเหงา บางครั้งมีปัญหาขึ้นมาหรือไม่สบายใจก้ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร หรือแม้แต่จะระบายกับใคร เพราะเราไม่มีเพื่อนที่สนิทจริงๆที่นี่…ชีวิตวันนี้ที่นี่อเมริกา ไม่ได้เลวร้าย คุณภาพชีวิตโอเค เพียงแต่มันไม่ได้ตอบสนองความต้องการของคนๆนี้เท่านั้นเอง

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง


ทำงานนวดในอเมริกา ภาคสอง

plew April 14th, 2008



วันแรกในการทำงานนวดแผนไทย ลูกค้าคนแรกในชีวิตเขาเป็นชายอเมริกันเชื้อสายจีน รูปร่างเล็กและดูสะอาดสะอ้าน ตอนที่เขาโทรมานัดครั้งแรกเราบอกไม่ได้ว่าเขาเป็นคนจีนเพราะสำเนียงอเมริกันแท้ๆ เขาเกิดที่นี่ พอเจอตัวจริงเราก็บอกแหมดีใจที่ได้ลูกค้าเอเชียเหมือนกัน และก็ดีใจอย่างที่พูดจริงๆ เพราะเขาตัวเล็กจะได้นวดง่ายๆหน่อยไม่ต้องใช้แรงมาก ลูกค้าคนแรกคนนี้ได้กลายเป็นลูกค้าประจำที่มานวดอย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง รวมทั้งถือเป็นเพื่อนใหม่ที่เรารู้จักที่นี่ เขาเป็นคนอัธยาศัยดี คุยเก่ง ที่สำคัญชอบการนวดเป็นชีวิตจิตใจลองนวดมาแล้วทุกแบบ ทั้งไทย จีน สวีดิช มีนวดแบบไหนแกเอาหมด เขาเคยซื้อสปาทัวร์มาเมืองไทยเพื่อมานวดที่บ้านเราอีกต่างหาก ลูกค้ารายนี้เป็นลูกค้าประจำก็จริงแต่ก็เหมือนทั้งรักทั้งเกลียด บางทีโทรมานัดเราไม่อยากรับ เพราะมีบางอย่างที่เราไม่ชอบเอามากๆ แต่ถามว่าไม่ชอบแล้วทำไมรับละ เพราะต่อมาแฟนเริ่มไม่ชอบให้เราทำนวด เพราะลูกค้ามาที่บ้านเขากลัวอันตราย ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ไว้ใจได้ไหม ทำให้ต่อมาเราต้องรับเฉพาะลูกค้าประจำ ลูกค้าเก่าที่เคยมาแล้วเท่านั้น

ลูกค้าประจำรายนี้ดีหมดอัธยาศัยดี น่ารักเป็นกันเอง เสียอย่างเดียวเหมือนแอบโรคจิตเล็กๆ วันแรกมาเขาก็ถามเราว่าต้องใส่เสื้อผ้าหรือไม่ เราก็บอกต้องใส่ มีให้เปลี่ยน เขาบอกเขาไม่ชอบไม่สบายขอนุ่งผ้าเช็ดตัวได้ไม๊ ที่อื่นที่เขาเคยไปก็ไม่ใส่อะไรเลยก็ได้ มันสบายดี ตอนเขามานวดไทยที่เมืองไทยก็ไม่ใส่อะไรเลย เราก็ชักยังไงดีวะ ลูกค้าคนแรกในชีวิต อยากได้เงินด้วยก็เลยบอก โอเคได้ เราก็ให้เขาเปลี่ยนเสื้อผ้า สักพักเขาบอกพร้อมแล้ว โผล่เข้าไปตกใจ แต่ทำเป็นเฉยๆ ก็แกนอนแก้ผ้าอยู่อะ แต่นอนคว่ำนะ แต่แค่ข้างหลังก็แปลกๆแล้ว เฮ้ยมีผู้ชายแปลกหน้ามานอนแก้ผ้าอยู่ตรงหน้าแถมต้องนวดมันอีก เราก็เอาวะเพื่อเงิน ก็นวดๆไปตามขั้นตอนที่เตรียมมา พอจบข้างหลังต้องพลิกมาด้านหน้านี่ดิ เต็มๆครับ แกไม่สนใจนอนเฉย ผ้าเช็ดตัวก็ไม่อยากจะเอามาปิด ดูเขามองเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไอ้เรามันตกกระไดพลอยโจนมาขนาดนั้นก็นวดๆมันไป ทำไม่สนใจมันซะ คือไม่สนใจอยู่แล้วละ แต่มันแปลกๆอะอยู่ตรงหน้า แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี เขาแก้ผ้าก็จริงแต่ไม่ได้พยายามลวนลามอะไรทั้งสิ้น ไม่มีการพยายามถูกเนื้อต้องตัวอะไร สรุปคือปลอดภัย นวดไปนวดมาคือเขามาทุกอาทิตย์ เราก็ชักรู้ อ้อหมอนี่มันไม่แมน ประมาณเกย์ สำอางมาก พอเริ่มชินก็เออแก้ก็แก้ไป มันไม่ได้ทำอะไรเรา ทุกอย่างปลอดภัยดีเพียงแต่ต้องทนดูอะไรที่ไม่อยากดูเท่านั้น

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกา Thai Massage Therapist in America

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกาภาคสาม

ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกาภาคสี่ี่

Professional, educated, therapeutic massage therapists prefer that laws be enacted that will regulate massage therapy. They want these laws for three reasons:

1. To remove the stigma massage has of being merely a sensual / sexual activity.
2. To create barriers to entry. These barriers to entry profit three groups:
* Massage therapists: keeping casual individuals out of the massage business helps maintain therapists billing rates. Nothing wrong with that.
* Massage schools: requiring all therapist be formally trained certainly helps the schools get more paying students.
* Massage associations: Many of the organizations spearheading the need for laws regulating massage are the national massage associations, who, by no coincidence, would like those laws to stipulate that in order to practice therapeutic massage you must belong to a national association. Go figure, eh?
3. And finally, on the less cynical side, massage laws will ensure that people who use massage for health and wellness will get the most competent, professional, ethical, and effective treatment possible.

Of particular note, the ruling passed in British Columbia as covered here at the Healing and Law site. Basically, the college in B.C. wanted to regulate massage, but the province turned them down because massage is inherently benign. That is, massage causes no harm so what’s to regulate?

It’s all so very complex and confusing and frustrating…and it won’t be getting any clearer or easier any time soon.

ทำงานเสริฟในร้านอาหารไทยในอเมริกา

admin October 27th, 2007


นักศึกษาส่วนที่ไปเรียนต่อที่อเมริกาหรือคนไทยที่กะไปขุดทองที่อเมริกา งานแรกที่คิดจะมองหาก็ไม่พ้นการทำงานในร้านอาหารไทย โยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนซึ่งน่าจะมีทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษไม่เลวร้ายนัก ก็มักคิดถึงงานเสริฟ waiter waitress นักศึกษาหลายคนส่วนใหญ่ที่สามารถไปเรียนเมืองนอกเมืองนาได้ก็ล้วนแต่เป็นผู้มีอันจะกินทั้งนั้น แล้วจะทำได้ม๊เนี้ย แล้วไปทำงานร้านอาหารไทยไปทำงานเสริฟเนี่ยเขาต้องทำอะไรบ้าง และควรมีทักษะอะไร บ้างละ มาฟังกันเลย

หลักๆเลยถ้าจะทำงานรับ order ภาษาอังกฤษต้องได้ ต้องฟังได้ พูดได้ แต่ถามว่าต้องเก่งภาษามากไม๊ไม่ต้องเก่งมากก็พอได้ เพราะจริงๆศัพท์มันก็วนไปวนมา แล้วเราก็ไม่ได้คุยกับลูกค้าอะไรมากมาย บางครั้งลูกค้าก็จิ้มในเมนูด้วยซ้ำว่าเอาอันนี้แหละ แต่ถ้าภาษาดีก็ได้เปรียบ ดังนั้นเตรียมฝึกภาษาไว้ก่อนเลย

สิ่งสำคัญต่อมาความเร็ว ต้องเดินให้เร็ว เดินช้าจะถูกเพื่อนร่วมงานจิกกัด หาว่าเราขี้เกียจ ไม่คล่อง บางทีคนก็โครตน้อยแต่ก็ต้องทำเดินเร็วตลอดเวลา กึ่งเดินกึ่งวิ่งนี่จะดีมาก คือยุ่งไม่ยุ่งก็เดินให้เร็ว อันนี้เจอมากับตัวเอง ไปทำเราก็เดินปกติ แบบไม่ได้เดินช้าอะไรเลย บางทีลูกค้าก็ไม่มีก็ต้องทำเป็นเดินเร็วอยู่ดี เอ้าเวอร์ๆเข้าไปก่อนแล้วกันไม่งั้นอาจโดนเพื่อนร่วมงานแอบฟ้องนายได้ว่าเดินช้า

ต้องแบกจานได้ทีละเยอะๆๆๆๆ ฮ้าจริงๆมันมีวิธีซ้อนจานที่ทำให้เราเก็บจานได้ทีละมากๆ ถ้าแบกจานได้น้อยอาจโดนข้อหาทำงานไม่เป็น บางร้านใจร้ายคนเขาไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อนสอนก็ไม่สอน แต่บอกทำไม่ได้ ทำใจ

จำรายการอาหารในเมนูได้ทั้งหมด หน้าตาอาหารแบบนี้เรียกว่าอะไร รวมทั้งถ้าจำราคาได้ด้วยจะดีมาก สำคัญนะจ๊ะ

หาความรู้เกี่ยวกับเรื่องไวน์ ไวน์มีกี่แบบ รวมทั้งวิธีการเปิดขวดไวน์ การรินไวน์ รินเบียร์ รวมทั้งเรื่องเครื่องดื่มน้ำเมาทั้งหลาย เพราะหลายร้านจะมีบาร์ด้วย ดังนั้นถ้ามีความรู้เรื่องนี้จะช่วยได้มาก

ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษทางโทรศัพท์ เพราะหลายร้านจะมีบริการส่งถึงบ้าน รับออร์เดอร์ทางโทรศัพท์ ก็ฝึกฝนตรงนี้ไว้

หลายๆร้านพนักงานทำทุกอย่างทั้งรับออร์เดอร์ เสริฟ ยก เก็บโต๊ะ เก็บตังค์ ปิดบัญชี รวมทั้งเทขยะในห้องน้ำ เช็คสต๊อก อือ คนเป็นคุณหนูก็ต้องทำใจ แต่บางร้านเขาจะแบ่งหน้าที่ชัดเจน รับออร์เดอร์และบริการลูกค้าอย่างเดียว คนยกอาหารก็ยกเสริฟอย่างเดียว คนเก็บโต๊ะจัดโต๊ะก็ทำอย่างเดียว ถ้าร้านใหญ่ๆเขาจะทำแบบหลัง ร้านเล็กๆก็แบบแรก 55555 แล้วแต่ดวงตอนนี้งานที่อเมริกาก็หาไม่ง่าย โอกาสจะเลือกร้านดีๆคงไม่ง่ายนักยิ่งถ้าเป็นหน้าใหม่ด้วยแล้วได้ร้านไหนก็ทำไปก่อน

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ประสบการณืสมัครงานร้านอาหารไทยในอเมริกา

ประสบการณืสมัครงานร้านอาหารไทย ภาคสอง

หางานทำในอเมริกา

คุยกับเจ้าของร้านอาหารไทยในอเมริกา

คุยกับเจ้าของร้านอาหารไทยในอเมริกา ภาคสอง

ประสบการณืสมัครงาน้รานอาหารไทยในอเมริกา

ทำงานร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก

ทำงานร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก ภาคสอง

รายได้จาการทำงานร้านอาหารไทยในอเมริกา


ทำงานร้านอาหารไทยในอเมริการายได้ดีจริงไม๊

admin September 29th, 2007


ถ้าถามว่าทำงานในร้านอาหารไทยในอเมริกามันได้เงินเยอะจริงไม๊ อันนี้คงจริงเพราะค่าเงินมากกว่า บางคนบอกทำงานที่นี่คือทำงานร้านอาหารได้เงินเป็นหลักแสน (เมื่อเปลี่ยนเป็นเงินไทย) นั่นหมายความว่าต้องได้เดือนละไม่ต่ำกว่าสามพันเหรียญต่อเดือน หมายความว่าต้องทำได้วันละไม่น้อยกว่าวันละร้อยเหรียญ และต้องทำงานทุกวัน ทุกวันในที่นี้คือตั้งแต่เช้าจนดึก ไม่ใช่ทำแค่กะเดียวเพราะถ้าทำกะเดียวยากมากที่จะได้ถึงร้อยเหรียญ ได้เงินคงเยอะแต่ทำงานหนักและทำทุกวัน แต่ในความเป็นจริงอันนี้หมายถึงที่ซานฟราน ยากมากที่จะได้ทำงานทุกวัน เพราะคนไทยเยอะ ส่วนมากก็แบ่งๆวัน แบ่งๆกะกันไป ดังนั้น บางคนอาจทำสามวัน สองวัน คงมีบางคนที่ได้ทำทุกวันทำเต็มวันแต่ยากมากสำหรับคนมาใหม่ ยิ่งตอนนี้คนไทยเยอะ ยิ่งยากที่ได้ยินมาบางคนได้งานแค่วันเดียวต่อวันก็มี ดังนั้นไม่ต้องคิดว่าจะรวย แค่พอใช้ที่นี่ยังไม่พอเลย ต้องขอเงินพ่อ แม่ที่เมืองไทยแหละถึงอยู่ได้ แต่มีเพื่อนหลายคนทำงานร้านอาหารไทยแต่รัฐอื่น เช่นที่ ออสติน เท็กซัส แอลเอ หรือนิวยอร์ก ส่วนมากที่ฟังก็ได้คนละประมาณร้อยกว่าเหรียญต่อวัน ร้อยกว่าที่ว่าก็ร้อยต้นๆ แต่มีคนหนึ่งอยู่ชิคาโกบอกได้สองร้อยต่อวัน แต่ก็คือต้องทำวันละสองกะ

ดังนั้นจึงสรุปได้ยากว่ามันได้เงินเยอะจริงไม๊ เพระบางคนก็ได้เยอะจริงแต่บางคนก็ไม่ (อย่างตัวเองเป็นตัวอย่าง ได้น้อยมาก) แต่ต้องย้ำว่าคนที่เขาบอกว่าได้เดือนแสน สองแสน ที่นี่คือต้องทำงานเกือบทุกวัน เช้าจนดึก ก็ถ้าคิดว่าคุ้มมันก็คุ้ม มีเพื่อนคนไทยที่เคยอยู่แอลเอคนหนึ่งบอกว่า ทำงานเสริฟในร้านอาหารไทยนะดีกว่าไปทำงานแบงค์นั่งร์เตอร์ หรือทำออฟฟิตในอเมริกาอีก เขาว่าได้เงินเยอะกว่า เขาบอกบางคนเคยทำเสริฟแล้วได้งานในออฟฟิตบ้าง ธนาคารบ้าง ทำได้ไม่นานก็ลาออก กลับมาทำร้านอาหารเหมือนเดิม เพราะร้านอาหารรายได้ดีกว่า สำหรับในคววามคิดตัวเองคิดว่าเขามองอะไรแค่มุมเดียว คือเทียบกันทำงานออฟฟิตใหม่เงินน้อยกว่าทำงานร้านอาหาร แต่เขาลืมคิดว่าจริงๆแล้วชั่วโมงการทำงานมันต่างกัน ทำร้านอาหารได้เยอะกว่าแต่ชั่วโมงในการทำงานก็เยอะกว่า ทำงานออฟฟิตปกติสามโมงเช้าเลิกห้าถึงหกโมง แต่ร้านอาหารสิบโมงเช้าถึงอย่างน้อยสี่ทุ่ม เพื่อนคนนี้บอกต่ออีกว่าทำงานร้านอาหารได้กินฟรีอีกต่างหากอือก็จริงนะตรงนี้ไม่เถียง แต่ทำงานร้านอาหารกี่ปี่มันก็ได้เท่านี้เงินเดือนมันไม่ขึ้น นอกจากขยับไปเป็นผู้จัดการหรือเปิดร้านมันซะเอง แต่ทำงานบริษัทเงินเดือนมันยังขยับขึ้นบ้าง อันนี้ก็นานาจิตตัง เพื่อนคนนี้เขาบอกเขาชอบทำร้านอาหารเพราะได้เงินทุกวัน ทำเสร็จก็ได้ ไม่ต้องรอสิ้นเดือน เสร็จก็จบๆกันไปวันๆ เราก็งง เพราะจริงๆเขาจบประกาศนียบัตรที่นั่น ถ้าคิดหาอื่นคงพอได้บ้างแต่เขาไม่คิดอยากหา มุ่งมั่นทำงานเสริฟอย่างเดียว

หลายๆคน มีวุฒิการศึกษาสูงๆ ก็บอกอยากทำงานเสริฟ บางคนคิดจะยึดเป็นงานหลัก เพื่อนคนหนึ่งบอก ฝรั่งไม่เหมือนคนไทย เขาไม่มาดูถูกเด็กเสริฟว่าต่ำต้อย ทุกคนเท่าเทียมกัน อาชีพอะไรก็เหมือนกัน ไม่เหมือนคนไทย ก่อนที่จะมาเจอกับตัวเองจริงๆก็เชื่อ อือฝรั่งเขาคงคิดไม่เหมือนคนไทยเนอะ อาชีพอะไรก็เหมือนกัน เขาคงไม่ดูถูก แต่จะบอกว่าเพื่อนหลายคนที่มีความคิดแบบนี้ คือจริงๆเขามาอเมริกาเขาไม่ได้มีสังคมกับฝรั่งเลย ไม่ได้มีเพื่อนฝรั่ง เจอฝรั่งก็ผ่านๆประมาณลูกค้าในร้าน เพราะเคยถามเขาว่ามีเพื่อนฝรั่ง หรือไปปาร์ตี้อะไรกับเขาบ้างไม๊ เขาบอก ไม่ก็ทำงานในร้านเกือบทุกวันเลิกก็ดึก เพื่อนก็คนไทยในร้านด้วยกันแหละ แต่ดันบอกเข้าใจว่าฝรั่งเขาคิดอะไร อือคุณว่าจริงไม๊ที่ฝรั่งเขาคิดว่าทำอาชีพอะไรก็เหมือนกัน คนทำงานเสริฟในร้านอาหารกับคนทำงานในออฟฟิตเหมือนกัน มาเล่าให้ฟังตอนต่อไปดีกว่า ว่าฝรั่งเขาคิดยังไง ทำไมรู้ละ เพราะจริงๆตัวเองอยู่อเมริกา แทบไม่ได้สังคมกับคนไทยด้วยกันเท่าไร ชีวิตส่วนใหญ่ก็กับแฟน ซึ่งเป็นคนอเมริกัน รวมทั้งเพื่อนและครอบครัวของเขาซึ่งเป็นอเมริกัน ดังนั้นจึงทำให้รู้มากกว่าหลายคนที่อยู่อเมริกามานานแต่ไม่เคยสังคมจริงจังกับคนอเมริกันจริงๆ คุยก็ผิวเผินประมาณนั้น ทิ้งไว้แค่นี้ก่อนพบกันตอนต่อไปค่ะ
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทำงานร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก

ทำงานร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก ภาคสอง

รายได้จาการทำงานร้านอาหารไทยในอเมริกา


รายได้จากการทำงานร้านอาหารไทยในอเมริกา

admin September 28th, 2007


วันแรกในการทำงานในร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก อย่างที่บอกเจ้าของร้านรับเข้าทำงานโดยบอกว่าให้มาฝึกงานก่อน วันแรกทำงานตั้งแต่ประมาณสี่โมงครึ่งถึงห้าทุ่ม ได้ตังค์เท่าไรนะ เศร้าค่ะ ได้สิบห้าเหรียญ คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณห้าร้อย ตอนนั้นก็อือเข้าใจนะเพราะว่าเรามาฝึกงานและมันไม่มีทางเลือกเพราะร้านอื่นก็เต็มและไม่เปิดโอกาสให้เลย แต่ตอนกลับถึงบ้านก็คิดนิดหน่อยคือเงินเดือนที่ได้ในการทำงานในเมืองไทยมันมากกว่าที่ได้จากที่นี่อีกงานก็ดีกว่าคืองานมันคนละเรื่องกันเลย ใครบอกทำงานในเมกาได้เงินเยอะ โกหก คิดในใจ

เจอแฟน เขาก็ถามเป็นไงทำงานวันแรกได้เงินเท่าไร อายค่ะ เออสิบห้าอะ เขาก็อือก็ไม่เป็นไรนิ ก็ถือว่าได้ประสบการณ์ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง เราอายเพราะก่อนมาที่นี่คุยกับแฟนบอกอยากมาทำงานเก็บเงิน เพราะเพื่อนบอกทำงานเสริฟรายได้ดี เขาได้กันร้อยกว่าเหรียญขึ้นไปอย่างต่ำก็แปดสิบ แต่ความจริงคือสิบห้าเหรียญ แต่เราก็พยายามพูดให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นว่า อือแต่เราได้กินอาหารฟรีนะ กินเต็มที่เลยถ้าคิดรวมอาหารที่เขาให้กินยี่สิบกว่าเหรียญ

ฟังมาถึงตอนนี้หลายๆคนอาจสงสัยว่าแล้วตกลงทำงานร้านอาหารมันรายได้ดีจริงไม๊ ตรงนี้บอกเลยว่าบางคนก็ดีจริงแต่บางคนก็ไม่ ขึ้นอยู่กับว่าทำงานร้านไหน ร้านขายดีไม๊และพนักงานเยอะไม๊ เพราะรายได้ส่วนใหญ่มาจากทิป ค่าแรงส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณชั่วโมงละห้าเหรียญ บางร้านไม่ให้เลย แต่ได้เยอะหรือไม่ก็ตรงทิป ถ้าร้านเงียบก็เศร้าไป หรือบางร้านขายดีแต่คนทำงานเยอะก็แบ่งเยอะ ตัวหารเยอะก็ไม่ดีอีก

ร้านที่ทำอยู่คนอื่นๆที่เขาทำจริงๆคือไม่ได้ฝึกงานอย่างเรา เขาได้ประมาณไม่เกินร้อยเหรียญ อันนี้คือทำทั้งวันนะค่ะ คือทำสองกะ เช้าสิบโมงเช้าถึงอย่างน้อยสี่ ห้าทุ่ม ถ้าทำกะเดียวไม่มีทางเลย บางคนทำแค่ตอนเช้าได้ไม่ถึงสี่สิบเหรียญก็มี หรือบางคนทำแต่บ่ายก็ได้ไม่มากบางวันอาจแค่สี่สิบ ขายดีมากๆก็แค่เจ็ดสิบ

คืออย่างที่บอกก่อนมาฟังคนอื่นเล่าบอกบางทีได้วันละสองร้อย ที่ซานฟรานบอกเลยว่ายาก เอาแค่ให้ได้ถึงร้อยก็เก่งแล้ว และถามว่าเงินที่ได้มันเยอะมีถ้าเทียบกับงานที่ทำ ชั่วโมงการทำงาน คือคุณต้องทำทั้งวันเช้าจนดึก ถึงจะได้เกือบร้อย หรือร้อยนิดๆ ที่นี่ส่วนมากต่ำกว่าร้อย บางร้านอาจร้อยกว่า แต่ไม่เห็นใครบอกได้ถึงสองร้อยเลย แต่ถ้าคำนวณเป็นเงินไทยมันก้เยอะอยู่เจ็ดสิบแปดสิบคิดเป็นเงินไทยก็เยอะ แต่ต้องคิดถึงค่าใช้จ่ายที่นี่มันแพง และทำงานมันรายวัน ไม่ทำก็ไม่ได้ หยุดก็ไม่ได้เงิน อย่างเราทำงานบริษัทมันยังมีวันหยุด วันลา หยุด ลาก็ได้ตังค์ แต่ทำงานแบบนี้หยุดคือไม่ได้ตังค์ ทำไมพูดถึงตรงนี้ เพราะก่อนมาที่นี่คุยกับเพื่อนคนไทยที่ทำงานร้านอาหารไทยในแอลเอ เขาบอกว่าทำงานร้านอาหารไทยดีกว่าทำงานแบงค์ในอเมริกาหรืองานออฟฟิตอีก จริงไม๊ มาคุยกันตอนต่อไป

งานร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก (2)

admin September 20th, 2007


มาเล่าต่อเรื่องการทำงานร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก เด็กที่ทำงานเสริฟส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่มาเรียนภาษา และมาเรียนต่อปริญญาโท อายุส่วนใหญ่ประมาณยี่สิบต้นๆทั้งนั้น ดังนั้นเราจึงกลายเป็นพี่ไปโดยปริยายเนื่องจากเลขสามนำหน้าไปแล้ว (แต่หน้ายังเด็กอยู่นะ) ในร้านที่ทำหลายคนเป็นเด็กเอแบค (เด็กมหาลัยเดียวกับเราไม่มีเลยอะ) เขาจึงสนิทกันค่อนข้างเร็ว เพราะบางคนเป็นเพื่อนกันมาก่อนตั้งแต่เมืองไทย น้องอีกกลุ่มเป็นเด็กม.กรุงงเทพ มากันสามคนมาเรียนภาษาด้วยกัน พักด้วยกัน ทำงานด้วยกัน อือไม่เหงาดี

เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ซึ่งเป็นรุ่นน้อง และผู้หญิงทั้งหมด ปัญหาที่เกิดกับคนมาใหม่อย่างเราคือ คนเก่า ที่ทำมาก่อนเราคนหนึ่งพูดอย่างอีกคนพูดอย่าง นึกออกไม๊คนนี้บอกต้องทำอย่างนี้นะ พอเราทำอีกคนเห็นบอกทำอย่างนี้ไม่ได้นะผิด เราก็งงสิ แล้วจะให้ทำยังไงละ แล้วร้านที่ทำช่วงเรามาฝึกงานคือมาฝึกทุกวัน แต่คนที่ทำประจำในแต่ละวันไม่ซ้ำหน้า คือวันจันทร์ก็คนหนึ่ง วันอังคารก็อีกคน เปลี่ยนไปเรื่อย มาเจอคนหนึ่งก็บอกอย่างหนึ่ง มาเจออีกคนก็บอกอีกอย่าง ทำตามคนหนึ่งอีกคนบอกผิด คือมันมั่ว เอาแค่เรื่องง่ายๆแค่ตักข้าวใส่หม้อคนหนึ่งบอกเอาถ้วยตักเลยเร็วดี พอเราเอาถ้วยตัก อีกคนมาเจอบอกทำงั้นได้ไงเดี๋ยวมันสกปรก พอเอาทับพีตักอีกคนมาเห็นบอก โอ้ยงี้ช้าตายเลย บางทีงงเฮ้ยแค่ตักข้าวอะไรนักหนาตักยังไงก็เอาเหอะให้มันเสร็จก็พอ

ถามตอว่าแล้วทำไมเราต้องเกรงใจคนทำงานเก่าๆมากมาย ทั้งๆที่เจ้าของร้านบอกไม่ต้องไปฟังมากคนเก่าบางทีก็สอนผิดๆ แต่ที่ต้องเกรงใจเพราะ จริงๆเจ้าของร้านนี้เขาไม่อยู่ร้านเท่าไร ดังนั้นเขาไม่รู้หรอกว่าเราทำงานเป็นไง แต่เขาจะใช้วิธีถามจากเพื่อนร่วมงาน ถ้าเพื่อนร่วมงานไม่พอใจ แล้วบอกคุณทำงานไม่ดีก็จบ

เรื่องนี้โดนกับตัวเองมาแล้ว จึงซึ้งน้ำใจคนไทยด้วยกันมากๆ ในวันที่มาทำงานเป็นวันแรก แทบไม่มีใครสอนงานบอกแค่หน้าที่มีอะไร คือทำงานได้ห้าชั่วโมง ร้านใกล้ปิด เจ้าของร้านก็มาก็นั่งกันพร้อมหน้า เจ้าของร้านก็ถามพี่คนหนึ่งซึ่งคนนี้เป็นหลานสาวเจ้าของร้านว่าเราทำงานเป็นไง เขาตอบ อ๋อเขาทำไม่ได้ ทำช้า เรางงงง มากเฮ้ยมาทำวันแรก เราทำเต็มที่แน่นอนมันทำไม่เร็วหรอก สอนงานก็ไม่สอน วันแรกบอกเราทำไม่ได้ มานั่งคิดถ้าเป็นคุณมีคนมาทำงานวันแรก เค้าไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน คุณจะตอบว่าไง วันนั้นคือเค้าพูดต่อหน้าเลย เราก็รู้ว่าเราทำงานไม่เก่งแน่ๆในวันแรก แต่บอกให้ทำอะไรทำทุกอย่าง ไม่มีบอกไม่ได้หรืออิดออดเลย นี่แหละเพื่อนร่วมงานคนไทย


จริงๆเรื่องนี้ก่อนได้งานคุยกับเพื่อนของเพื่อนที่ทำงานร้านอาหารไทยที่นี่ เขาก็เตือนเรามาว่าอย่าไว้ใจใครเด็ดขาด อย่าไปเล่าอะไรให้ใครฟังมาก นี่หมายถึงคนไทยในร้านที่ทำงานด้วยกัน เขาบอกเขาเจอมาเยอะ เขาคบๆไปไม่สนิทกับใครมากมาย ไม่เล่าไม่บอกอะไรใคร ถ้าไม่ได้เป็นเพื่อนหรือสนิทกันมาก่อนจริงๆ เขาบอกโดยเฉพาะคนทำงานในครัวยิ่งหนัก ส่วนใหญ่การศึกษาน้อย ชอบนินทาพูดลับหลังให้เราเสียหาย แต่พูดถึงตรงนี้บอกก่อนว่าอันนี้เพื่อนเตือนมา จริงๆไม่มีเจตนาจะบอกว่าคนไทยที่นั่นไม่ดี คนดีก็มี แต่บางคนที่เจอก็อย่างที่เล่า

จริงๆเรื่องนินทาก็เป็นเรื่องปกติของทุกสังคม ในร้านอาหารก็เช่นกัน คนเสริฟนินทาคนในครัว คนในครัวนินทาคนเสริฟ คนเสริฟและคนในครัวนินทาเจ้าของร้าน เจ้าของร้านนินทาลูกน้องอีกคนให้อีกคนฟัง เซ็ง เราเองก็นินทาเหมือนกันแต่นินทาในใจ ด้วยความที่มาใหม่ไม่รู้ใครเป็นใคร เงียบไว้เป็นดีแต่หูก็ทำงานตลอดเวลา เก็บข้อมูล


งานร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก

admin September 19th, 2007


วันแรกในการทำงานในร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก ลืมบอกไปร้านอาหารไทยส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องแบบส่วนใหญ่เท่าที่เห็นจะใส่สีดำ ร้านที่ทำกางเกงอะไรก็ได้ แต่เสื้อสีดำไม่จำกัดแบบ ส่วนใหญ่ก็ใส่กางเกงยีนส์เสื้อยีดสีดำกัน แต่หลายร้านสีดำเหมือนกันแต่ต้องเป็นเชิ้ต กางเกงผ้า ตรงนนี้เป็นอะไรที่ผิดพลาดมากๆจากข้อมูลที่ตัวเองได้ก่อนมาอเมริกา เพราะถามเพื่อนที่เคยอยู่อเมริกาเขาบอกส่วนใหญ่ใส่เสื้อสีขาวกางเกงดำ แต่กลายเป็นร้านส่วนใหญ่ในซานฟรานที่เห็นใส่สีดำมากกว่าสีขาว ตรงนี้ที่เล่าไม่ใช่อะไร ตัวเองก่อนมาเพื่อนบอกเขาใส่เสื้อสีขาวทำงานกันในร้านอาหารไทย เราก็ขนมาสิค่ะเสื้อเชิ้ตขาว กลายเป็นไม่ได้ใช้เลย สีดำไม่ค่อยมีก็ต้องซื้อใหม่เยอะแยะ ส่วนรองเท้าส่วนใหญ่คนทำเสริฟก็ใส่อะไรที่เดินได้สะดวก เพราะต้องเดิน ยืนเป็นเวลานาน ร้านที่ทำทุกคนใส่รองเท้าผ้าใบกันหมดมันสะดวกดี จบเรื่องการแต่งตัวดีกว่า

วันแรกที่มาทำงานจำได้ว่าเป็นวันพุธ ลูกค้าเลยไม่มากนัก ที่ร้านมีคนทำเสริฟอยู่แล้วสามคนสำหรับวันพุธ (วันเสาร์อาทิตย์จะมีพนักงานมากกว่าปกติ) เรามาฝึกงานก็กลายเป็นสี่คน รวมกับพนักงานต้อนรับและบาร์เทนเดอร์อีกอย่างละคน ส่วนในครัวมีพ่อครัวแม่ครัวสี่คนไทนสองคน แม็กซิกันสองคน ไม่ต้องแปลกใจ แต่ตัวเองตอนแรกก็งง เอ้ร้านอาหารไทยทำไมพ่อครัวแม็กซิกันซะงั้น ไม่ใช่แค่พ่อครัวคนล้างจานอีกคนก็แม็กซิกันเช่นกัน อย่างที่บอกในซานฟรานและเมืองอื่นๆในแคลิฟอเนียมีคนแม็กซิกันค่อนข้างเยอะ งานหนักๆหลายๆอย่างเช่นล้างจานหลายร้านนิยมจ้างคนงานชายชาวแม็กซิกัน ค่าแรงก็คงถูกพอๆกับจ้างคนไทยหรือถูกกกว่าแต่น่าจะขี้บ่นน้อยกว่าคนไทยละมั้ง

สำหรับคนที่มาทำงานเสริฟในร้านอาหารใหม่ๆ ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานร้านอาหารมาก่อนเลย คือไม่เป็นงานเลย เขาจะยังไม่ให้เรารับออเดอร์เด็ดขาด เช่นตัวเองหน้าที่ที่ทำในตอนแรกๆคือ เสริฟน้ำ เติมน้ำ ยกอาหาร เก็บโต๊ะ จัดโต๊ะ เป็นหลัก ไม่ได้รับออเดอร์หรือเก็บเงินอะไรทั้งนั้น เพราะเขาต้องการให้เราชินและคุ้นเคย จำหน้าตาอาหาร จำราคา รวมทั้งหมายเลขโต๊ะให้ได้ซะก่อน เช่นบอกโต๊ะสี่สามารถพุ่งตรงไปที่โต๊ะนั้นอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ต้องคอยนับไล่ทุกครั้ง นั่นคืออย่างแรกที่ถูกสอน จำโต๊ะให้ได้ เพราะถ้าจำผิดเสริฟผิดโต๊ะก็ถูกด่า

งานอีกอย่างที่เด็กใหม่ต้องทำ (เขาว่างั้น) คือเช็ดกระจกทั้งในนอกร้าน พอร้านปิดก็เทขยะในห้องน้ำ เปลี่ยนกระดาษทิชชู คือดูแลความเรียบร้อยของห้องน้ำนั่นเอง ดังนั้นสิ่งที่เราทำในวันแรกในการทำงานคือ เช็ดกระจก คอยเสริฟน้ำให้ลูกค้า ยกอาหาร เก็บโต๊ะ เช็ดโต๊ะ จัดโต๊ะ ดูแล้วก็งานง่ายๆ แต่ที่มันไม่ง่ายคือ ต้องทำให้เร็ว หูต้องคอยฟังเสียงกริ่งจากในครัวว่ามีอาหารออก ต้องรีบวิ่งเขาไปยกออกมาเสริฟ ถ้าเดินธรรมดาจะโดนเพื่อนร่วมงานหาว่าเดินช้า ต้องเดินกึ่งวิ่ง บอกตรงๆว่าตอนแรกไม่ชินกับเสียงกริ่ง เสียงมันค่อนข้างเบา เราไม่ได้ยิน แต่พอทำไปวักพักหูจะเริ่มดีขึ้นไปเอง อ้านี่แค่บางส่วนยังมีเรื่องราวอีกเยอะโดยเฉพาะเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานคนไทยกันเองนี่แหละ ติดตามตอนต่อไป


ประสบการณ์ทำงานร้านอาหารไทยในอเมริกา

admin September 16th, 2007


หลังจากที่เจ้าของร้านตกลงให้มาฝึกงาน วันรุ่งขึ้นก็เริ่มงาน ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่าร้านอาหารไทยหลายร้านในซานฟรานทำเหมือนกัน คือให้เรามาลองฝึกงานดูก่อน บางร้านก็ให้เงิน (นิดหน่อยพอเป็นค่ารถ) บางร้านก็ไม่ให้เลย แต่ที่ได้แน่นอนคือมีข้าวกิน ถ้าถามว่าต้องฝึกงานกันนานแค่ไหนตอบยากแล้วแต่คนแล้วแต่ร้าน บางคนบอกฝึกเป็นเดือนกว่าจะได้เงินเต็ม บางคนอาทิตย์ สองอาทิตย์แล้วแต่ความคล่องแคล่วในการทำงาน แล้วก็แล้วแต่ร้านบางร้านคืออยากเอาเปรียบได้คนทำงานแต่จ่ายเงินถูก ก็อ้างให้ฝึกไปเรื่อยไม่มีกำหนด เขาทำอย่างนั้นได้เพราะคนมันล้นงาน คนไทยเยอะ นักเรียนเยอะ (อันนี้พูดถึงที่ซานฟราน เมืองอื่นอาจไม่เป็นอย่างนี้) คนต้องง้องานเราไม่ทำก็มีคนอื่นรอทำอีกเยอะมากกกก…….เป็นอย่างนี้ก็อย่างที่รู้คนไทยมาอเมริกางานแรกที่คิดว่าจะทำก็คือทำงานร้านอาหารไทย คิดเหมือนกันทุกคน บางทีก็อดคิดไม่ได้ทำไมมันเอาเปรียบกันจังนะ ค่าจ้างทำงานร้านอาหารไทยปกติก็ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำประมาณครึ่งอยู่แล้ว แต่พอรับมาอ้างว่าต้องฝึกงานคือครึ่งของครึ่งอีกที แต่ทำไงได้ก็ต้องทำแหละ

ร้านที่ทำเปิดสิบโมงปิดสี่ทุ่ม ถ้าวันเสาร์ปิดเที่ยงคืน กะทำงานปกติเหมือนกันเกือบทุกร้านคือสองกะคือช่วงเช้าและช่วงเย็น ช่วงเช้าตั้งแต่ สิบโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น ช่วงเย็นก็ห้าโมงเย็นจนปิดร้าน ตัวเราเองได้ทำกะเย็น เพราะเราทำงานแบบผิดกฎหมายเขาบอกไม่อยากให้ทำเช้าเผื่อเจ้าหน้าที่มาตรวจเขาจะเดือดร้อน จริงๆอยากทำเช้า เพราะร้านไกลจากที่พักมากพอสมควรแล้วเราเองก็ไม่มีรถขับ กลับดึกก็น่ากลัวพอสมควร คนทำกะเย็นกว่าจะได้กลับบ้าน ร้านปิดสี่ทุ่มก็จริงอยู่แต่บางครั้งมีลูกค้าเข้ามาเกือบสี่ทุ่ม ก็ต้องรับ นั่งไปกินไปคุยไป กว่าโต๊ะสุดท้ายจะกลับบางครั้งเกือบห้าทุ่มก็มี โต๊ะสุดท้ายกลับ ปิดบัญชี กินข้าว เก็บกวาด ทุกอย่างก็เกือบเที่ยงคืน เราเองก็ไม่ชินเพราะที่ผ่านมาทำงานออฟฟิตเต็มที่ดึกๆก็สามทุ่ม หรือถ้าดึกจริงๆก็มีคนไปส่งบ้าน ไม่เคยทำงานถึงเที่ยงคืนมาก่อน จริงๆก็โอเค เพียงแต่กลัวกลับไม่ถึงบ้านเท่านั้นเอง เพราะอย่างที่บอกอเมริกาปกติสองทุ่มก็เงียบแล้ว นี่เกือบเที่ยงคืนคนดีๆเขาก็เข้าบ้านนอนกันหมด คนที่ยังแตร่ตามท้องถนนก็ตัวอันตรายแทบทั้งนั้น

วันแรกที่ทำงานเลิกประมาณห้าทุ่มก็ออกมารอรถตอนรอรถยังดีเพื่อนร่วมงานรอด้วยกัน แต่เขาถึงก่อนลงก่อน เราลงคนสุดท้าย บนรถเมล์ก็เงียบคนน้อย ลงรถต่อก็ต้องเดินต่ออีก เนื่องจากบ้านไกลจากร้านอย่างที่บอก ตามทางก็จะมีคนแปลกมองๆเรา เราก็ต้องรีบเดินจ้ำอย่างรวดเร็ว กระเป๋าสะพายก็พยายามหนีบให้แน่น ระหว่างทางเดินก็มีคนดำที่ ชอบเข้ามาคุย มาแหย่ เรื่องนี้จะเล่าให้ฟังอีกทีหนึ่ง ส่วนเรื่องราวสนุกๆในร้านอาหารไทยในอเมริกายังมีอีกเยอะ ติดตามตอนต่อไปจ้า


คุยกับเจ้าของร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก ภาคสอง

admin September 14th, 2007


หลังจากคุยกับเจ้าของร้านได้ซักพัก ในใจก็เริ่มคิดตกลงจะรับไม๊เนี่ยไม่เห็นถามอะไรเลย เล่าแต่ชีวประวัติส่วนตัวซะยาวเชียว หลังจากนั้นแกก็เปิดฉากถามต่อแล้วมาได้กี่เดือนแล้วละ มาทำอะไร เราก็บอกและโกหกนิดหนึ่ง คือมาได้อาทิตย์เดียวและมาเรียนภาษา (จริงๆไม่ได้เรียนอะไรทั้งนั้นแหละ) แกก็บอก ยูมาได้แค่ไม่กี่วันไม่ต้องบอกก็รู้ว่าภาษายังไม่ดีเท่าไร เราก็บอกไม่ได้แย่สื่อสารได้ เราจบปริญญาโทมาจากเมืองไทย แกถามต่อและอยู่เมืองไทยทำงานอะไร เราก็บอกไปตามจริง หลังจากนั้นแกก็เริ่มเข้าเรื่อง อือจริงๆตอนนี้ที่นี่ก็คนเต็ม แต่เห็นหน่วยก้านยูน่าจะทำงานได้ ก็จะให้มาฝึกงานดู ช่วงฝึกงานก็ให้เงินพอมีค่ารถกลับบ้าน มีข้าวให้กินเต็มที่ ส่วนทิปก็อยู่ที่น้ำใจของเพื่อนร่วมงานเขขาอาจแบ่งให้นิดหน่อย ค่ารถเดินทางก็ให้ประมาณห้าบาทสิบบาท (ดอลล่า)

เราก็เออ รับแล้วโว้ย คือตอนนั้นอารมณ์ไม่ได้สนใจเท่าไรว่าได้เงินมากเงินน้อย ขอให้มีงานทำก็พอ เราก็คิดว่าได้น้อยดีกว่าไม่ได้ และอย่างน้อยก็จะได้มีประสบการณ์ เราก็บอกพี่เจ้าของร้านแกไปว่าถ้างานเสริฟเต็มหนูทำในครัวก็ได้ค่ะ แกก็บอก อย่างยูไม่ต้องคิดเลยทำไม่ได้หรอกงานนครัวหนักมาก ทำไม่ไหวหรอก เราก็เหรอค่ะ

ทำเสริฟนะดีแล้ว หน้าตาดีๆทำงานข้างนอกดีกว่า มีของดีก็ใช้ให้มันเป็นประโยชน์ เราก็เอออะไรก็ทำทั้งนั้นแหละมีทางเลือกซะทีไหนละ

หลังจากนั้นแกก็เริ่มบรรยายเกี่ยวกับงานให้ฟัง งานเริ่มห้าโมงเย็น แต่ยูควรมาถึงร้านก่อนซักครึ่งชั่วโมง มาดูความเรียบร้อย ขอเลยอย่ามาสายเด็กที่นี่พอมาทำงานได้ซักพักก็เริ่มมาสาย เห็นพี่ใจดีไม่ว่าก็เอาใหญ่ ยิ้มแย้มต้อนรับลูกค้า อย่าไปหลบอยู่หลังร้านยืนด้านหน้าคอยต้อนรับ พี่เกลียดมากพวกชอบสุมหัวคุยกันหลังร้าน

แก่ร่ายยาวต่อโดยที่เราได้แต่พูดคำเดียวค่ะ ทุกคนที่นี่เท่าเทียมกันคนเก่าคนใหม่ มาทำงานไม่ต้องเชื่อใครฟังพี่คนเดียว บางทีคนเก่าสอนอะไรผิดๆ มาทำงานต้องรักร้านภูมิใจในงาน ภูมิใจในร้าน ช่วยกันคิดกันทำให้ร้านดีขึ้น

อย่างที่เล่าไปตอนที่แล้วว่า เนื่องจากมีร้านใหม่ที่ใหญ่กว่า สวยกว่ามาเปิดในย่านใกล้ๆกัน ร้านนี้ได้รับผลกระทบเข้าไปเต็มๆ ลูกค้าบางตาไปเยอะ เจ้าของร้านแกเลยคิดให้มีคาราโอเกในร้านปิดร้านดึกขึ้นอีก พี่จะทำคาราโอเก เรียกลูกค้า พี่เลยคิดว่าอยากได้พนักงานหน้าตาดีๆมาดึงลูกค้า คุยกับลูกค้า แต่พี่ไม่ได้หมายความให้ยูทำอะไรที่มันไม่ดีนะ แค่คุยยิ้มแย้ม พี่ก็ต้องดุแลความปลอดภัยของลูกน้องอยู่แล้ว อาจให้ยูมาชวยตรงนี้ ในอนาคตร้านจะปิดตีสอง เราฟังแล้วก็เออ จะดีไม๊เนี่ยตู แฟนรู้ละตายแน่ แต่ด้วยความอยากได้งานก็ ค่ะ หมดแหละ ทำได้ทุกอย่างค่ะ

หลังจากคุยกันมาพักใหญ่ก็มาถึงบทสรุปคือ ได้งานทำแล้ว โอเคยูก็มาลองฝึกงานดู ค่าตอบแทนก็อย่างที่บอก พี่ถือว่าพี่ให้โอกาสยู พี่ชอบให้โอกาสคน แต่ถ้ายูไม่พอใจ คิดว่าเอาเปรียบก็ไป ที่นี่อเมริกาไม่จำเป็นต้องทน ยูมีสิทิเลือกทำงานที่ยูคิดว่าดี เพราะอย่างที่บอกจริงๆคนเต็มแล้วแต่นี่ก็คือช่วยยูนะ ยูต้องพิสูจน์ตัวเองว่าทำได้หรือไม่ พี่ให้เวลาสองอาทิตย์ในการพิสูจน์ ถ้าทำไม่ได้ก็ไป

และแล้วชีวิตการทำงานในร้านอาหารไทยก็ได้เริ่มในวันรุ่งขึ้น…………


คุยกับเจ้าของร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก Speaking with Thai Restaurant Owners

admin September 10th, 2007

หลังจากที่ได้โทรตื้อเจ้าของร้านอาหารร้านหนึ่งหลายครั้ง เขาก็บอกให้มารอที่ร้าน ตอนทุ่มหนึ่ง ตอนนั้นดีใจคือมันมีโอกาสได้งานมากขึ้นเพราะเราได้เจอเจ้าของร้าน ก็พยายามแต่งตัว แต่งหน้าให้ดุดี เพราะมีคนบอกมาถ้าไม่สวยแกไม่รับ ต้องสวยเท่านั้น

พอถึงเวลานั้นก็ไปรอ แกก็มาช้ากว่าเวลาที่นัดไว้ครึ่งชั่วโมงได้ มาถึงก็ไม่สนใจทำงาน รอแกอีกเกือบชั่วโมงก็เรียกไปคุย เจ้าของร้านนี้เป็นชาย วัยประมาณเกือบหกสิบแต่เราต้องเรียกเขาพี่ คนในร้านแนะนำมาอย่าเรียกลุงเด็ดขาด โกรธตาย พี่ก็พี่

คุรพี่เจ้าของร้านทานก็เปิดฉากถาม มานานรึยัง มาทำอะไร วีซ่าแบบไหน ภาษาอังกฤษเป็นไง เราก็ตอบไป เราบอกพี่ค่ะงานมันหายากมากหนูสมัครไปเยอะมากไม่ได้เลย แกบอกใช่งานหายาก มาใหม่อย่าคิดว่าจะหางานได้เร็ว หรือคิดว่าจะได้เงินเยอะแยะ คนไทยที่มาทำงานมาอยู่ที่นี่มันมีกรรม มาใช้กรรมกันทั้งนั้น ใครบอกมาอเมริกาสบายไม่จริงเลย

คุณพี่เล่าต่อให้ฟังถึงประวัติชีวิตของแก (จริงๆไม่ได้ถามแกเลยนะเนี่ยเล่าเองหมด) พี่มาอยู่ที่ซานฟรานนี่สามสิบกว่าปีแล้ว รู้หมด ทุกซอกทุกมุม แกเล่าว่าแกเป็นโรบินฮูดมายี่สิบปี จนแต่งงานกับคนอเมริกันเชื้อสายจีนที่นี่ มาใหม่แกขับแท็กซี่ ขับแท็กซี่อยู่สิบปีแกบอก เราต้องการงานเราต้องแสดงให้เขาเห็นว่าเราอยากทำงานจริงๆ เราต้องวิ่งหางาน แรกๆพี่มาอยากขับแท็กซี่ต้องไปนั่งรอไปตื้อเขาเป็นวันๆ เพราะเราอยากได้งาน เราต้องวิ่งไปหางาน งานไม่วิ่งมาหาเรา พี่ไม่เคยโทรเรียกคนที่มาสมัครแล้วทิ้งเบอร์ไว้ อยากได้งานคุณต้องมา ต้องรอ ในใจเราก็คิดเหมือนแกเก็บกด เพราะโดนมาก่อนพอเป็นเจ้าของร้านเลยขอเอาคืนบ้าง

ตอนพี่เปิดร้านอาหารใหม่ๆ ทำเองทุกอย่างเมื่อก่อนก็ไม่เคยทำกับข้าว อะไรที่ไม่เป็นก็ต้องทำต้องเรียนรู้ ก็มาเป็นที่นี่ ระบบร้านของพี่ไม่เหมือนร้านอื่นเป็นแบบของพี่ เพราะพี่ไม่เคยเป็นลูกจ้างร้านอาหารมาก่อน เจ้าของร้านส่วนใหญ่ไต่เต้ามาจากลูกจ้างร้านอาหาร แต่พี่ไม่เคย ดังนั้นระบบการทำงานที่นี่อาจไม่เหมือนร้านอื่น

แกเล่าต่อทำร้านอาหารไม่ง่ายเหนื่อย ร้านนี้ช่วงหนึ่งเคยบูม คนเยอะแต่ตอนนี้เงียบลงเยอะ เพราะมีร้านอาหารไทยอีกร้าน ใหม่กว่า สวยกว่า ใหญ่กว่ามาเปิดในบริเวรใกล้เคียง เท่าที่ฟังน้ำเสียงเหมือนจะไม่ชอบใจร้านใหม่เอามากๆ แล้วยูไปสมัครร้านนั้นกับเขารึป่าวละ เขาดังมากตอนนี้ ตีร้านอื่นกระจายหมด ร้านนี้ก็กระทบเยอะ พี่ต้องมานั่งมาคิด มาปรับจะทำอย่างไรให้มันอยู่ได้ เออฟังแล้วมันก็ไม่ง่ายเลยนะเป็นเจ้าของร้าน เรื่องราวยังไม่จบแค่นี้ฟังต่อตอนต่อไปจ้า

Next »