Archive for the 'visa usa' Category

ขอวีซ่าอเมริกาไม่ผ่าน..ทำไมWhy US Visa Applications are Declined

plew October 23rd, 2008


วันนี้กลับมาเขียนเรื่องการขอวีซ่าเอมริกา US Visa อีกรอบ เนื่องจากมีเพื่อนหลายคนที่ถูกปฏิเสธทั้งที่น่าจะผ่าน หลายคนก็มีคำถามเดียวกันว่าทำไมไม่ผ่าน เขาตัดสินด้วยเกณฑ์อะไรว่าใครได้ บางทีคุยแค่สองนาทีเอกสารอะไรก็ไม่ดูแล้วก็บอกว่าไม่ได้ บอกตรงๆว่าตัวเองก็ไม่รู่เช่นกัน หรือแม้กระทั่งคุยกับเจ้าหน้าที่สถานรทูตก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนอยู่ดี เพราะเขามักพูดว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาขึ้นอยู่กับคุรสมบัติและสถานการณ์ของผู้สมัครแต่ละคน ตัวเองจริงๆก้ไม่ใช่ทนายหรือมีความรู้มากมาย แต่ก้ได้จากการศึกษาจากคนที่เขามีประสบการณ์และการสังเกตุจากทั้งคนที่ผ่านและไม่ผ่าน

เอากรณีตัวเองเป็นหลักเลยนะ เราขอวีซ่าท่องเที่ยวก็ประมาณเกือบสามปีที่ผ่านมา ช่วงที่ไปสัมภาษณ์เป็นช่วงเดือนธันวาคม และบอกว่าจะไปเที่ยวเดือนมกรา มีเพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่าขอช่วงใกล้คริสมาสต์เขาจะปล่อยวีซ่าเพิ่มขึ้น เพราะฝรั่งเขาให้ความสำคัญกับเรื่องเทศกาล แล้วก็ได้จริงๆ ดังนั้นเรื่องช่วงเวลาที่ขออาจมีผลเช่นกัน ขอย้ำว่า “ก็อาจนะ” เพราะจริงๆก็ไม่มีใครรู้หรอกแน่ๆนอกจากเจ้าหน้าที่

ประเด็นต่อมาตัวเองตอนขอก็อายุสามสิบเข้าไปแล้ว ทำงานมาสิบปี แล้วก็ทำงานในหน่วยงานที่มีชื่อเสียง คือดังว่างั้นเหอะ บริษัทใหญ่ใครๆก็รู้จัก เงินเดือนก็ประมาณ 3xxxx – 5xxxxตอนสัมภาษณ์เขาดูแต่หนังสือรับรองการทำงานอย่างเดียวเลย อย่างอื่นไม่ดู เขาถามว่าทำงานที่นี่ตำแหน่งอะไรเราก็บอกไป แล้วเราก็มีหนังสือรับรองการทำงานอีกฉบับซึ่งเราทำงานเป็นนักวิจัยโครงการ ให้กับมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐแห่งหนึ่ง เขาก็บอกงานน่าสนใจดีนะ แล้วก็บอกให้วีซ่า ประเด็นนี้บอกได้เลยว่าถ้าขอแล้วไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่งก็มีโอกาศไม่ได้มาก หรือทำงานมาได้ไม่นาน จบใหม่อะไรประมาณนั้น เงินเดือนน้อย ก็อาจจะยากเช่นกัน เพราะต้องคิดว่าคนทำงานใหม่ๆอายุงานน้อยๆนายจ้างเขาจะให้ลางานไปเที่ยวได้นานๆหรือ ตรงนี้เขาก็สงสัยได้ ถึงแม้จริงๆเราจะลาได้ก็เหอะ เท่าที่เจอมาส่วนใหญ่คนที่ทำงานในองค์กรดีๆ มีชื่อเสียงและอายุงานได้มักจะได้วีซ่า เพราะเขามองว่าก็งานการที่เมืองไทยมันดีอยู่แล้วคงไม่อยากหนีไปทำงานที่เมกาหรอก ซึ่งจริงๆก็ไม่ใช่เลย

ต่อมาเขาว่ากันว่า ว่ากันว่านะคือพิสูจน์ไม้ได้ คนโสดอายุยังน้อยและเป็นผู้หญิงด้วยแล้ว บวกกับวันสัมภาษณ์แต่งตัวแรงๆ ก็มีสิทธิที่จะไม่ได้ แหมก็ประเทสเรามันมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีด้านนั้นซะแล้ว และยิ่งบอกว่ามีแฟนอยู่ที่โน่นด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่เลย

ต่อมาการที่มีญาติหรือคนรู้จักอยู่ที่โน่น สรุปไม่รู้ดีไม๊หรือช่วยอะไรได้รึป่าว เพราะอันนี้เพื่อนหลายคนก็เจอมาแล้ว กับตัวเองญาติกันนี่แหละ คุณแม่เป็นกรีนการ์ดอยู่ที่โน่นมาเกือบสิบปี ขอวีซ่ายังไงก็ไม่ผ่านทั้งสองคนพี่น้อง ขอแล้วขออีกประมาณสี่ครั้งได้ ก็ไม่ผ่าน ทั้งที่มีแม่แท้ที่มีกรีนการ์ดอยู่ที่โน่น แต่ถ้าให้เดาก็เพราะตอนนั้นญาติก็เพิ่งเรียนจบ งานก้ไม่ดีเงินเดือนน้อย น้องชายก็ยังเรียนไม่จบ ทั้งคู่เรียนสถาบันที่เรียกว่าเกรด C ฐานะทางบ้านก็ไม่ดีนักเพราะคุณพ่อไม่ได้ทำงาน ถึงแม่จะทำงานที่โน่นแต่ก็ไม่ได้มีรายได้มากมาย อันนี้เราตั้งข้อสังเกตุนะ
อันนี้ก็พวกคนไทยที่รู้เรื่องเมกาบอกมาอีกต่อเขาบอกถ้าจบจากมหาลัยดังๆเช่นจุฬา ธรรมศาสตร์อะไรเงี้ยก็มักจะได้ ถ้าจบแบบราชภัฏคือมหาลัยไม่ดัง แล้วหน้าที่การงานไม่ดีด้วยแล้วยาก เพื่อนบอกเมกาเขาชอบคนเก่งๆ อันนี้ก็เขาเล่ามา สำหรับตัวเองก็ไม่รู้นะ เราก็จบจากมหาลัยที่คนเขามองว่าดังเหมือนกัน ทั้งตรีและโท และมันก็ได้จริงๆ ส่วนเพื่อนที่รู้จักซึ่งส่วนใหญ่ก็จบจากสถาบันเกรดเดียวกัน มันก็ไม่มีใครมีปัญหา อันนี้คือคาดเดาเอา แต่ถ้าจบจุฬาไม่มีงานการทำ ตังค์ก็ไม่มีคงไม่ได้หรอก

ต่อมาเขาว่ากันว่าถ้าเคยไปเที่ยวประเทศอื่นๆมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศที่ขอวีซ่ายากๆ พวกทางยุโรปหรือญี่ปุ่นหรือออสเตรเลียจะช่วยให้ได้ง่ายขึ้น เพราะเท่ากับเคยผ่านการสกรีนจากประเทศอื่นๆมาแล้ว ไปแล้วก็กลับมาปกติ แต่อันนี้ก็ไม่เสมอไปเช่นกันเพราะมีเคส ของเพื่อนของเพื่อนอีกที เธอรวย ภาษาอังกฤษเลิศ ไปเที่ยวยุโรปมาเกือบครบทุกประเทศ ปรากฎว่ามาขอวีซ่าเมกาไม่ผ่าน เล่นเอางงเป็นไก่ตาแตกว่า ทำไม?

บางคนถามต่อว่าแล้วเงินในบัญชีหละ สำหรับวีซ่าท่องเที่ยว แล้วเขาให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานของเรามากกว่าเงินในบัญชี เพราะตัวเราเอง และคนอื่นที่รู้จักเขาไม้ได้ขอดูสมุดบัญชีอะไรเลย ดูนหนังสือรับรองการทำงานเป็นหลัก

สรุปแล้วเป็นอะไรที่บอกได้ยากมากว่าทำไมผ่าน ทำไมไม่ผ่าน ไม่ใครตอบได้นอกจากคนสัมภาษณ์ แต่อย่างไรก็ตามการเตรียมความพร้อมคุณสมบัติของตัวเองก่อนจะเสียตังค์ให้เขาสี่ห้าพันก็ถือว่าต้องทำและช่วยได้มาก แต่ตอนนี้อย่างที่ย้ำกับเพื่อนว่า การขอวีซ่าอเมริกามันยากมากขึ้นเพราะเศรษฐกิจเขาไม่ได้ อันนี้ไม่ได้พูดเล่นนะ เพราะเขาก็ต้องเข้มงวดมากขึ้นกับคนที่จะเข้าประเทศโดยเฉพาะประเทศที่จนๆอย่างเรา ก็จริงๆมันก็จริงของ เราเข้าไปบอกไปเที่ยวและแอบทำงานกันตรึม หรือเปลี่ยนสถานะก่อนวีซ่าหมดกันเยอะๆ เขาก็ต้องสงสัยเพราะสถิติมันเห็นๆกันอยู่ ใครจะอยากให้คนนอกเข้าไปแย่งงานคนในประเทศละ เพราะคนในเองตอนนี้ก็ตกงานกันมากขึ้น มันก็น่าเห็นใจเขาอยู่เหมือนกัน ทำไงได้เรามันคนไทยไม่ได้เกิดเป็นคนญี่ปุ่น คนยุโรป คนจากประเทศรวยๆที่เข้าอเมริกาได้โดยไม่ต้องวีซ่าอะไรทั้งนั้น…ทำใจ

สุดท้ายสำหรับเพื่อนๆที่ผิดหวังก็คงได้แต่บอกว่าเสียใจด้วยค่ะ แต่ไม่ได้วันนี้ไม่ได้แปลว่าจะไม่ได้ตลอดไป แต่อย่าใจร้อนท้ิงช่วงเวลาสักหน่อยแล้วลองดูอีกที..เป็นกำลังใจให้ค่ะ

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง


ทำงานนวดในอเมริกา ภาคสี่

plew April 18th, 2008


// –>
// –>
// –> ลูกค้าประจำอีกราย คนนี้เป็นลูกค้าที่น่ารักมากที่สุด เธอเป็นคนอเมริกันเชื้อสายปากีสถาน ตอนคุยกันทางโทรศัพท์ เราก็บอกไม่ได้เช่นกันว่าเธอเป็นคนปากีสถาน เพราะสำเนียงก็อเมริกันแท้ๆอีกแล้ว เธอมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุห้าขวบ เจอกันครั้งแรกเราก็เฮ้ยแขกวะ จะดีไม๊เนี่ย จะสกปรกไม๊ คืออันนี้บอกตรงๆว่าคนไทยเราส่วนใหญ่อาจมีทัศนคติที่ไม่ดีนักต่อคน “แขก” อันนี้คือเรื่องจริงที่เรารู้ๆกันอยู่ อาจไม่ใช่คนไทยทุกคนแต่เท่าที่จำความได้ โตมาขนาดนี้ส่วนใหญ่มีทัศนคติไม่ดีทั้งนั้น คิดถึงแขกก็นึกถึงความเหม็นก่อนเลย เราเองเกิดมาก็ไม่เคยมีเพื่อนแขกอินเดีย แขกปากีมาก่อน แต่ลูกค้าคนที่เธอเป็นคนนิสัยดีมากๆ มานวดอาทิตย์ละครั้ง แรกๆเธอก็มานวดที่อพาร์ตเมนท์เรา หลังๆเราไปนวดให้เธอที่บ้านเพราะบ้านเธอไม่ไกลจากเรามากนัก เวลาเรานวดให้จะถามตลอดว่าเหนื่อยไหม ไปนวดที่บ้านเธอก็หาน้ำหาท่าให้ดื่ม ชวนกินข้าวเย็นอีกต่างหาก นวดกันบ่อยจนเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง เธออายุมากกว่าเราสามปี เธอทำงานดีถือว่าเป็นคนมีฐานะดีที่เดียว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีน้ำใจกับคนทำงานกระจอกๆอย่างเรา ทุกครั้งที่นวดเสร็จเธอจะขับรถมาส่งที่บ้าน แถมยังถามว่าจะไปซื้อของอะไรไหม จะไปส่งแล้วกลับด้วยกันจะได้ไม่ต้องเดินแบกกลับบ้าน เธอบอกบ้านเธอต้อนรับเราเสมออยากมานั่งมานอนเล่นก็มาได้ตลอด แถมยังชวนเราไปนั่งกินข้าวตามร้านอาหารด้วยกันอีก เธอบอกเธออยากเลี้ยงข้าวเรา

มีเหตุการณ์ณ์หนึ่งที่ประทับใจมากๆ ตอนนั้นเราบอกเธอว่าจะแต่งงานแล้วกับคนอเมริกัน เธอก็ถามเราใหญ่ประมาณว่าแน่ใจนะว่าเขาเป็นคนดี “ยูไว้ใจใครมากๆไม่ได้ ยูใหม่ที่นี่ เขาทำงานอะไร รู้จักกันนานแค่ไหน” เพราะเธอได้ยินข่าวผู้หญิงต่างชาติที่ถูกหลอกมาเยอะ พอวันแต่งงานเธอก็โทรมาเช็คว่าเราโอเคไหม ทุกอย่างราบรื่นไหม หลังจากนั้นเราบอกเธอว่าเราจะไปฮันนีมูนที่ฮาวายสามอาทิตย์ พอเราไปถึงฮาวายได้วันหนึ่งเธอก็โทรมาถามว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีไม๊ เธอโทรมาเพื่อให้แน่ใจว่าเราโอเคไม่โดนหลอก บอกตรงๆว่าซึ้งมากเลย เธอบอกเราบ่อยๆว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้บอกไม่ต้องเกรงใจเธอยินดีช่วย โทรหาเธอได้เสมอ ตั้งแต่เรามาอยู่ที่นี่เราเจอคนไทยที่นี่ เจอคนที่ทำงานร่วมกัน แต่ไม่เคยเจอใครที่มีน้ำใจกับเราอย่างนี้มาก่อน ถ้าไม่นับแฟนของเรา คนมาไกลพลัดถิ่นอย่างเรา ไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติ แต่กลับมาได้รับน้ำใจกับคนแปลกหน้า คนต่างชาติ และเป็นคนที่เราเคยมีทัศนคติที่ไม่ดีมาก่อน ที่เริ่มต้นจากการเป็นลูกค้า รู้กันกันแค่หลักเดือน แต่กลับมีน้ำใจห่วงใยเรายิ่งกว่าบางคนที่รู้จักกันมาเป็นปีซะอีก

น้ำใจที่เราได้รับมันทำให้รู้สึกว่าโลกใบนี้มันยังมีมุมดีๆ ยังมีคนดีๆอยู่อีกมากมาย ดีใจที่ตัดสินใจทำงานนี้ ถึงมันจะดูเป็นงานที่ไม่ได้มีหน้าตา เป็นงานใช้แรง ไม่ได้ใช้สมอง ดูเป็นคนกระจอกๆคนหนึ่ง แต่เราได้รับอะไรมากมาย นอกจากการมีรายได้เล็กๆน้อยๆเข้ามาซึ่งมันทำให้ชีวิตเรามีคุณค่ามากขึ้น สิ่งที่สำคัญไปกว่าเงินคือประสบการณ์ การรู้จักคน การได้คุย ได้ฟัง ได้แลกเปลี่ยน ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ สองชั่วโมงที่มือเราทำงาน แต่ในขณะเดียวกันเราได้ความรู้มากมายจากคนที่เป็นลูกค้า รับรู้ถึงทัศนคติของคนต่างชาติต่างภาษา แต่สิ่งที่สำคัญมากที่สุด คือ มิตรภาพนั่นเอง

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกา Thai Massage Therapist in America

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกา ภาคสอง

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกาภาคสาม

Currently there are no state requirements and regulations in effect in the state you have selected. However, this does NOT necessarily imply that there are no laws in effect at all.

In some states such as CA and GA for example a variety of license requirements within the different municipalities exist. California licensing is regulated by city or county.

To learn about the rules and regulations regarding massage/bodywork contact the local authority in your area, the court house, police station, town hall, etc. Also, most teaching institutions such as massage schools are aware of the regulations in effect. Other sources of information would be the AMTA www.amtamassage.org and ABMP www.abmp.com.

วีซ่าอเมริกา United States Visa

plew April 8th, 2008



วีซ่าอเมริกา
หลายคนคงเคยได้ยินคำล่ำลือมาแล้วว่าการขอวีซ่าอเมริกายาก แถมแพงตกอยู่ที่ประมาณสี่พันบาท อันที่จริงก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ เพราะจ่ายสี่พันก็จริงแต่เขาให้วีซ่าสิบปี ถ้าเทียบกับวีซ่าประเทศไทยเราจริงๆของเราแพงกว่าอีกวีซ่าแค่สามเดือนก็พันกว่าบาท แต่มันดูแพงตรงที่ว่าต้องจ่ายก่อนเลยตอนสมัครเข้าไป และถ้าไม่ได้ขึ้นมา เงินตรงนั้นไม่มีคืนสักบาท คือเสียไปเลยฟรีๆ สำหรับเอกสารที่ใช้ในการขอวีซ่าหลายคนถามว่าตกลงมันต้องแสดงหลักฐานอะไร หรือต้องมีเงินสักเท่าไรในบัญชีมันถึงจะได้ ตรงนี้ตอบฟันธงไปเลยยาก เพราะหลายรายที่เคยได้ยินมามีเงินในบัญชีก็โขอยู่ เดินทางมาซะก็หลายประเทศทั้งเอเชีย ยุโรป ออสเตรเลีย แต่ไม่ได้เฉยเลยก็มี เล่นเอางง ทำไม ฉันผิดตรงไหนวะ มีหลายคนที่โดนปฏิเสธแบบนี้ทั้งที่เจ้าตัวคิดว่าเขาก็มีคุณสมบัติ หลักฐานเพียงพอ ครบถ้วน บางคนบอกได้ไม่ได้อยู่ที่ดวงจริงๆ เหมือนมันไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อนบางคนบอกถ้าดันไปโดนสัมภาษณ์ช่องเจ้าหน้าที่คนไทยละก็เตรียมใจไว้ได้เลยว่าอาจแห้ว เพราะประมาณว่าคนไทยนี่แหละชอบกั๊กกันเอง โหดถามเยอะ ประมาณ ฉันรู้ทันแกหรอกว่าไปแล้วจะไม่กลับ แต่ถ้าเจอช่องเจ้าหน้าที่ฝรั่งก็มีลุ้นเพราะฝรั่งใจดี บางคนบอกว่าช่วงเวลาที่ขอก็มีส่วน เช่นถ้าขอวีซ่าช่วงใกล้เทศกาลโดยเฉพาะช่วงคริสมาสต์ ช่วงปีใหม่จะได้ง่ายกว่าปกติ อันนี้จริงไม่จริงไม่แน่ใจเพียงแต่เป็นเรื่องที่เขาเล่ามาอีกที

แต่ถ้าจะบอกว่ามันไม่มีหลักเกณฑ์อะไรที่แน่นอนเลยในการ ให้ หรือ ไม่ให้ มันก็ไม่ใช้ จริงๆมันก็มีหลักของมัน อยู่กว้าง เช่น ประเภทของวีซ่าต้องขอให้ตรงกับวัตถุประสงค์ในการเดินทาง เช่นขอวีซ่าท่องเที่ยว คุณก็ต้องรู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ที่เมืองนั้นเขามีอะไรให้เที่ยวบ้าง จะไปเที่ยวกี่วัน ไปพักที่ไหนกับใคร ไปเองหรือไปกับทัวร์ ไปวันไหนกลับวันไหน เรื่องตั๋วเครื่องบิน ไม่ใช่บอกไปเที่ยวซานฟรานซิสโก แต่ไม่รู้เลยว่าที่นั่นเขามีสถานที่ท่องเที่ยวอะไรบ้าง จะไปพักที่ไหนก็ยังไม่รู้ มันก็แปลก ถ้าขอวีซ่านักเรียน อันนี้ชัดเจนจะไปเรียนจริงๆแล้วต้องได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาจากสถาบันการศึกษานั้นๆมาแล้วก็จะดีกว่า หรือไม่อย่างนั้นต้องชัดเจนหลักสูตรอะไร ที่ไหน ใช้ระยะเวลาการศึกษานานเท่าไร

ประเด็นที่สำคัญประเด็นถัดมาคือ สถานะทางการเงิน ถ้าขอวีซ่านักเรียนต้องมีสถานะทางการเงิน มีรายได้เพียงพอที่จะใช้ในการศึกษาและกินอยู่ตลอดระยะเวลาจนจบการศึกษา ถ้าตัวเองไม่มีก็ต้องมีคนที่เป็นสปอนเซอร์ ซึ่งสปอนเซอร์ก็ต้องมีรายได้ถึงตามเกณฑ์อย่างที่บอก อันนี้มีตัวอย่างมาเล่าให้ฟังเป็นประเภทฉันอยากไปอเมริกา ก็ขอวีซ่าแบบไม่ได้เคยศึกษาข้อมูลว่ามันต้องมีเอกสารอะไร ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร และไม่มีการเตรียมพร้อมเรื่องเอกสารก่อนยื่นใบสมัครเลย รายนี้ขอวีซ่านักเรียน บอกจะไปเรียนห้าปี แต่ตัวเองทำงานรายได้ไม่กี่พันบาท พ่อก็ไม่ได้ทำงาน แม่ทำงานอยู่อเมริกาในร้านอาหารไทย รายได้ไม่มากและต้องดูแลคนทั้งครอบครัว บัญชีเงินฝากต่างๆรวมกันไม่น่าถึงแสน อันนี้ก็ชัดอยู่แล้วว่ามันไม่มีตังค์เรียนแหงๆ เจ้าตัวบอกแต่มีญาติผู้ใหญ่ ซึ่งตัวเองพักอยู่ด้วยเป็นสปอนเซอร์ ญาติผู้ใหญ่ท่านนี้มีธุรกิจส่วนตัว รายได้น่าจะอยู่ประมาณหลักแสนต้นๆ ต่อเดือน เจ้าหน้าที่ก็ถามว่าแล้วญาติท่านนี้เขามีครอบครัวของเขาเองที่ต้องดูแล รับผิดชอบหรือไม่ คำตอบคือมี ญาติผู้ใหญ่มีบุตรสองคน ทั้งคู่กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษา และคู่สมรสก็ไม่ได้มีรายได้จากทางอื่น ทั้งครอบครัวนี้รวมกันสี่คน มีรายได้จากแหล่งเดียว เพราะฉะนั้นรายได้หลักแสนต้นๆ สำหรับทั้งครอบครัวซึ่งมีบุตรอยู่ในวัยกำลังศึกษาถึงสองคนก็ไม่ได้มากมาย เพราะฉะนั้นคงไม่มีความสามารถพอที่จะส่งเสียให้คุณศึกษาได้ตลอดระยะเวลาห้าปีในอเมริกาได้ เพราะญาติท่านนี้คงต้องดูแลครอบครัวของเขาก่อน สรุปคือไม่ได้ แต่รายนี้ไม่จบยังวนเวียนสมัครซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายรอบ แต่ก็คงยังทำแบบเดิมๆ คือ สถานะทางการเงินมันไม่พอเห็นๆ สมัครไปประมาณสี่ครั้ง ถูกปฏิเสธทุกครั้ง ครั้งสุดท้ายเขาก็แสตมในพาสปอร์ตเลยว่ารายนี้คือไม่ต้องมาขออีกแล้วคือแบลคลิส แต่โดนแบลคลิสกี่ปีไม่แน่ใจ เพราะฉะนั้นตรงนี้สำคัญถ้าดูแล้วว่าคุณสมบัติมันไม่ได้จริงๆ รายได้ไม่พอจริงๆก็อย่าเพิ่งใจร้อนไปขอ เพราะการถูกปฏิเสธครั้งก่อนไม่เป็นผลดีต่อการสมัครครั้งต่อไป แถมเสียเงินโดยใช่เหตุอีกด้วย

ถามต่อว่าแล้ววีซ่าท่องเที่ยวควรมีเงินในบัญชีสักเท่าไร อันนี้ก็ควรพอให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาการพำนัก แต่สำหรับประสบการณ์ของตัวเอง เจ้าหน้าที่ไม่ดูสถานะทางการเงินเลยด้วยซ้ำ ไม่ดูเลยจริงๆ เพื่อนอีกสองคนที่ได้วีซ่าท่องเที่ยวก็เช่นกันเจ้าหน้าที่ไม่ดูไม่ถามเรื่องเงินในบัญชีเลย เพราะจริงแล้วสำหรับวีซ่าท่องเที่ยวสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากกว่าคือ อะไรที่ทำให้เขาเชื่อว่าคุณจะแค่ไปเที่ยว ไปเยี่ยมจริงๆ ไปแล้วกลับจริงๆ ไม่ใช่ไปแล้วหาย นั่นก็คือต้องมีเอกสารยืนยันความผูกพันกับประเทศไทย เช่น มีงานประจำทำ มีธุรกิจ กิจการส่วนตัว ตรงนี้เอกสารที่ใช้ได้แก่หนังสือรับรองการเป็นพนักงาน หนังสือจดทะเบียนบริษัท กรณีของตัวเองเจ้าหน้าที่ดูแค่หนังสือรับรองการเป็นพนักงานเพียงอย่างเดียว ตอนสัมภาษณ์ก็ถามแค่ว่าทำงานที่นี่ ตำแหน่งอะไร ไม่ได้ถามเรื่องรายได้เลยแม้แต่น้อย ส่วนเพื่อนอีกคนซึ่งทำธุรกิจส่วนตัวเขาก็ดูแค่หนังสือจดทะเบียนบริษัท สมุดบัญชีเงินฝากอะไรไม่ได้ถามไม่ได้พูดถึง แต่ตรงนั้นเตรียมเอกสารไปให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ดีกว่าเพราะเกิดถามหรือขอดูขึ้นมาก็แสดงได้ทันที เอกสารอะไรอื่นอีกที่ใช้แสดงความผูกพันกับประเทศไทย เช่น พวกโฉนดบ้านที่ดินที่เราเป็นเจ้าของ หรืออสังหาริมทรัพย์ที่กำลังผ่อนอยู่ สรุปคือเอกสารที่ทำให้เขาเชื่อว่าเราไปแล้วต้องกลับบ้านเรา เพราะมีงานที่ดีอยู่แล้ว มีบ้านต้องผ่อน ไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือยอะไร เพราะฉะนั้นบางคนอยากกลับอเมริกาใจจะขาด แต่อยู่เมืองไทยงานก็ไม่มีทำ อายุอานามก็เลยวัยศึกษาเล่าเรียนมาเยอะ กรณีนี้เห็นทีจะยากที่จะขอวีซ่าผ่าน เพราะดูแล้วมันหลักลอย

ประสบการณ์ส่วนตัวตัวเองถือว่าโชคดีมาก ได้สัมภาษณ์กับฝรั่งสาวๆใจดี ถามแค่ว่าทำงานที่ไหน ตำแหน่งอะไร จะไปเที่ยวกับเพื่อนใช่ไม๊ แค่นั้นจบ แล้วก็บอกตกลงเราให้วีซ่าคุณ โดยสรุปแล้วการขอวีซาอเมริกาไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ควรเตรียมเอกสารให้พร้อม เตรียมข้อมูลในการตอบคำถามให้ชัดเจนตรงกับประเภทวีซ่าที่ขอ การแต่งกายในวันสัมภาษณ์ก็เป็นเรื่องสำคัญ ตัวเองโชคดีเนื่องจากได้ศึกษาและถามข้อมูลจากผู้มีประสบการณ์มาก่อน หลายคน แนะนำว่าแต่งกายให้สุภาพ ดูดี ถ้าเราเป็นคนทำงานก็แต่งตัวแบบคนทำงาน ดูเป็นมืออาชีพ ดูมีปัญญาไปเมืองนอก อันนี้เรื่องจริง วันที่ตัวเองไปสัมภาษณ์คนที่แต่งตัวดูดีภูมิฐาน โดนสัมภาษณ์ไม่นานและผ่านด้วย แต่หลานคนที่เห็นแต่งกายไม่สุภาพใส่ยีนส์ เสื้อสายเดี่ยว โดนถามและขอดูเอกสารเยอะมาก แหมก็แต่งกายชวนให้คิด ไปเที่ยวจริงๆหรือจะไปทำไซต์ไลน์กันแน่หว่า

เอ้าก่อนจะจบเรื่องวีซ่า มาสรุปให้ฟังแบบเป็นเรื่องเป็นราวเกี่ยวกับขั้นตอนและเอกสารที่ใช้ในการขอวีซ่าให้ฟังอีกที ต้องบอกก่อนว่าอันนี้มันเฉพาะวีซ่าท่องเที่ยวนะค่ะ และทั้งหมดจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง และต้องย้ำอีกทีว่าไม่ใช้ผู้เชียวชาญด้านวีซ่า ไม่ใช่นักกฏหมาย สำหรับวีซ่าประเภทอื่นสามารถหาข้อมูลได้จากเวปไซต์ด้านล่างค่ะ
ขั้นตอนการขอวีซ่า
• ติดต่อขอเวลาสัมภาษณ์ ซึ่งสามารถทำได้ได้สองวิธีคือ การนัดทางอินเตอร์เนต หรือนัดหมายทางโทรศัพท์ ซึ่งทั้งสองวิธีคุณต้องติดต่อซื้อรหัสผ่านเพื่อการนัดหมาย การซื้อรหัสทำได้สองวิธีคือซื้อทางอินเตอร์เนต โดยบัตรเครดิต หรือซื้อได้ที่ทำการไปรษณีย์ http://bangkok.usembassy.gov
• หลังจากนั้นดาวโหลดแบบฟอร์มทางอินเทอร์เนต ซึ่งคุณสามารถกรอกแบบฟอร์มทางอินเทอร์เนตได้ทันที เมื่อคุณส่งแบบฟอร์ทางอินเทอร์เนต สถานทูตจะมีบาร์โค๊ตมาให้บนแบบฟอร์ม และพรินส์แบบฟอร์มเก็บไว้
• ชำระเงินค่าธรรมเนียมในการขอวีซาผ่านทางสำนักงานไปรษณีย์ และเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้
• เตรียมเอกสารทั้งหมด คือแบบฟอร์มและเอกสารอื่นๆ ไว้ในซองหรือแฟ้มที่สะดวกในการหยิบใช้งาน อย่าแม๊กเย็บเอกสารนะคะ ใช้คลิปดีกว่า
• เดินทางไปสถานทูตในวัน เวลาที่ทำการนัดหมาย
• เมื่อไปถึงสถานทูตจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารเบื้องต้นและจัดเอกสารให้อีกครั้งหนึ่ง
• ซื้อซองจดหมายเพื่อจัดสงวีซา
• ยื่นเอกสารและรับบัตรคิว ซึ่งตรงนี้ เจ้าหน้าที่จะเก็บเอกสารบางส่วนเข้าไปเพื่อรอการสัมภาษณ์ เอกสารอื่นที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้เก็บคุณก็เก็บไว้กับตัวเอง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะถามคุณว่าต้องการสัมภาษณ์เป็นภาษาอะไร ไทย หรือ อังกฤษ
• สัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่จะถามคำถาม เกี่ยวกับเหตุผลที่ต้องการเดินทางและอื่นๆแล้วแต่กรณี ซึ่งหลังจากนั้น คุณจะทราบผลทันทีจากเจ้าหน้าที่ว่าผ่านหรือไม่
• กรณีผ่าน คุณจะได้รับวีซ่าซึ่งจะส่งให้ทางไปรษณีย์ภายในสามวัน หรือติดต่อรับเองที่ ที่ทำการไปรษณีย์รองเมือง
เอกสารที่ต้องใช้ในการสัมภาษณ์
จริงๆแล้วเอกสารที่ใช้ในการสัมภาษณ์แตกต่างกันในแต่ละราย ตามสถานการณ์ของแต่ละคนแต่อาจสรุปได้ทั่วๆไปดังนี้
• แบบฟอ์มซึ่งกรอกข้อมูลและมีบาร์โค๊ตเรียบร้อย
• พาสปอร์ต ถ้าฉบับเดิมที่หมดอายุมีประวัติการท่องเที่ยวก็นำไปด้วย
• รูปถ่ายขนาดพาสปอร์ตไซต์ ซึ่งมีพื้นหลังสีขาว เปิดให้เห็นใบหน้าและใบหูชัดเจนไม่ตกแต่งภาพเด็ดขาด
• หนังสือรับรองการทำงาน ว่าคุณมีงานทำอยู่จริงในปัจจุบัน
• หนังสือรับรองเงินเดือน
• เอกสารทางการเงินต่างแสดงฐานะทางการเงิน
• สมุดบัญชีเงินฝาก
• จดหมาย การ์ดเชิญหรือเอกสารอื่นๆของเพื่อนคุณหรือญาติ ที่ต่างประเทศส่งมาให้ เพื่อให้การสนับสนุนคุณหรือเชิญคุณให้เดินทางไปอเมริกา เช่นร่วมงานแต่งงาน วันเกิด
• เอกสารอื่นๆแสดงความผูกพันว่าคุณจะกลับเมืองไทยหลังจากการท่องเที่ยว

ช่วยกันสนับสนุนเวปไซต์โดยการคลิกเยี่ยมชมโฆษณาด้านบยด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

In 2001 and 2002, the United States passed new laws that affected some aspects of the nonimmigrant visa process and entry-exit procedures. Many things remain the same, however.

What’s the Same in U.S. Visa Processing Procedures?

To obtain a visitor visa (for tourism, medical treatment, and certain kinds of business activities), the process may be relatively simple. To obtain other types of visas, to study or work, for example, more forms and documentation will be required. Individual experience in obtaining a visa can therefore range from relatively fast and simple to relatively complex and time consuming.

Applicants also still need to demonstrate their intent to return home rather than stay permanently in the United States. You will not be granted a visa if, in the judgment of the consular officer, you have not met all of the necessary criteria.

Applicants still must complete all of the various application forms, submit photographs, application fees and other kinds of documentation as they did before.

What’s Different about U.S. Visa Processing Procedures?

The United States is committed to what Secretary Powell has called the policy of “secure borders, open doors,” by facilitating legitimate travel to the United States by international visitors while maintaining the integrity and security of our borders and our nation. Laws passed after September 11, 2001 focused ways to improve border security in the United States. To learn more, select Safety and Security of U.S. Borders

Most visa applicants can expect to be interviewed and must now have two index fingerscans collected as part of the visa application process. These fingerscans are normally collected by the consular officer at the visa interview window, but in some posts they are collected prior to the visa interview.

In addition to being satisfied that the applicant intends to honor the terms of the visa by returning home, the consular officer must evaluate the security risk presented by the applicant. We carefully examine all applications. Visa applications take longer to process. This affects all nonimmigrant visas. Advance planning can smooth the visa application process for you.

What’s the Same in U.S. Visa Application Procedures?

Many aspects of U.S. visa application process continue as before. All applicants’ names are routinely checked against sophisticated government databases for possible criminal or other information that may disqualify them. The consular officer examines the application and supporting documents and data for facts indicating possible ineligibilities, inconsistencies or questions that may require clarification.

In certain situations, the consular officer may ask for additional application review in Washington, DC. Some visa applicants may need to undergo an extra review process if they seek to engage in a commercial exchange or academic pursuit involving certain designated fields of advanced technology.

What’s Different About U.S. Visa Application Procedures?

Some aspects of the nonimmigrant visa process have changed.

Supplemental Application — All male nonimmigrant visa applicants between the ages of 16-45, regardless of nationality or other factors, must now complete a supplemental application form which helps inform the consular officer’s judgment about visa eligibility. Consular officers have the authority to require anyone from any country to complete visa forms if they think it’s warranted.

Student and Exchange Visitor Visas - All student and exchange visitors, regardless of nationality or other factors, must complete a supplemental application form which helps inform the consular officer’s judgment about visa eligibility. Applicants must also get an authorization form from their sponsoring institution in the U.S. Before a visa can be issued, the sponsoring institution must authenticate the applicant by opening and maintaining an electronic file on a Web-based data management system managed by the Department of Homeland Security, called Student and Exchange Visitor Information System (SEVIS).
from http://www.unitedstatesvisas.gov
Usefull Link
http://bangkok.usembassy.gov
http://bangkok.usembassy.gov/services/visa/index.htm
http://www.usvisa4thai.com/visas.html
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
การเตรียมตัวก่อนเดินทางไปอเมริกา

จัดกระเป๋าเดินทางกันเถอะ How I packed (1 )

จัดกระเป๋าเดินทางกันเถอะ How I packed (2 )

จัดกระเป๋าเดินทางกันเถอะ How I packed (3)

เอกสารทั้งหลายที่ควรเตรียมไปอเมริกา Important documents

วันเดินทางไปอเมริกา The day departed Thailand

บนเครื่องบิน On the airplane

สนามบินซานซิสโก San Francisco International Airport

ตรวจคนเข้าเมือง สนามบินซานฟรานซิสโก Port Of Entry-San Francisco International Airport (Immigration

คำถามที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอเมริกา Interview at the port of entry

//–>// –> // –> // –> // –> // –> // –> // –>

  • วีซ่าอเมริกา US Tourist Visa

    admin July 11th, 2007



    ฉบับนี้จะมาแชร์ประสบการณ์การขอวีซ่านักท่องเที่ยวไปอเมริกาค่ะ หลังจากแฟกลับอเมริกา ตัวเองก็อยากไปเที่ยวอเมริกา เพื่อจะได้เห็นความเป็นอยู่จริงๆของเขา รวมทั้งถือโอกาศท่องเที่ยวด้วย ก็เริ่มดำเนินการเตียมเอกสารเพื่อขอวีซ่าค่ะ

    ขั้นตอนการขอวีซ่า

    • ติดต่อขอเวลาสัมภาษณ์ ซึ่งสามารถทำได้ได้สองวิธ๊คือ การนัดทางอินเทอร์เนต หรือนัดหมายทางโทรศัพท์ ซึ่งทั้งงสองวิธีคุณต้องติดต่อซื้อรหัสผ่านเพื่อการนัดหมาย การซื้อรหัสทำได้สองวิธีคือซื้อทางอินเทอร์เนต โดยบัตรเครดิต หรือซื้อได้ที่ทำการไปรษณีย์ ซึ่งคุณสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://bangkok.usembassy.gov

    • หลังจากนั้นดาวโหลดแบบฟอร์มทางอินเทอร์เนต ซึ่งคุณสามารถกรอกแบบฟอร์มทางอินเทอร์เนตได้ทันที เมื่อคุณส่งแบบฟอร์ทางอินเทอร์เนต สถานทูตจะมีบาร์โคตมาให้บนแบบฟอร์ม และพรินส์แบบฟอร์มเก็บไว้

    • ชำระเงินค่าธรรมเนียมในการขอวีซาผ่านทางสำนักงานไปรษณย์ และเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้

    • เตรียมเอกสารทั้งหมด คือแบบฟอร์มและเอกสารอื่นๆ ไว้ในซองหรือแฟ้มที่สะดวกในการหยิบใช้งาน อย่าแม๊กเย็บเอกสารนะคะ ใช้คลิปดีกว่า

    • เดินทางไปสถานทูตในวัน เวลาที่ทำการนัดหมาย

    • เมื่อไปถึงสถานทูตจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารเบื้องต้นและจัดเอกสารให้อีกคัครั้งหนึ่ง

    • ซื้อซองจดหมายเพื่อจัดสงวีซา

    • ยื่นเอกสารและรับบัตรคิว ซึ่งตรงนี้ เจ้าหน้าที่จะเก็บเอกสารบางส่วนเข้าไปเพื่อรอการสัมภาษณ์ เอกสารอื่นที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้เก็บคุณก็เก็บไว้กับตัวเอง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะถามคุณว่าต้องการสัมภาษณ์เป็นภาษาอะไร ไทย หรือ อังกฤษ

    • สัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่จะถามคำถาม เกี่ยวกับเหตุผลที่ต้องการเดินทางและอื่นๆแล้วแต่กรณี ซึ่งหลังจากนั้น คุณจะทราบผลทันทีจากเจ้าหน้าที่ว่าผ่านหรือไม่

    • กรณีผ่าน คุณจะดจะได้รับวีซ่าซึ่งจะส่งให้ทางไปรษณีย์ภายในสามวัน หรือติดต่อรับเองที่ ที่ทำการไปรณษณย์รองเมือง

    เอกสารที่ต้องใช้ในการสัมภาษณ์

    จริงๆแล้วเอกสารที่ใช้ในการสัมภาษณ์แตกต่างกันในแต่ละราย ตามสถานการณ์ของแต่ละคนแต่อาจสรุปได้ทั่วๆไปดังนี้

    • แบบฟอ์มซึ่งกรอกข้อมูลและมีบาร์โคตเรียบร้อย

    • พาสปอร์ตใหม่ ถ้าฉบับเดิมที่หมดอายุมีประวัติการท่องเที่ยวก็นำไปด้วย

    • รูปถ่ายขนาดพาสปอร์ตไวต์ ซึ่งมีพื้นหลังสีขาว เปิดให้เห็นใบหน้าและใบหูชัดเจนไม่ตกแต่งภาพเด็ดขาด

    • หนังสือรับรองการทำงาน ว่าคุณมีงานทำอยู่จริงในปัจจุบัน

    • หนังสือรับรองเงินเดือน

    • เอกสารทางการเงินต่างแสดงฐานะทางการเงิน

    • สมุดบัญชีเงินฝาก

    • จดหมาย การ์ดเชิญหรือเอกสารอื่นๆของเพื่อนคุณหรือญาติ ที่ต่างประเทศส่งมาให้ เพื่อให้การสนับสนุนคุณหรือเชิญคุณให้เดินทางไปอเมริกา เช่นร่วมงานแต่งงาน วันเกิด

    • เอกสารอื่นๆแสดงความผูกพันว่าคุณจะกลับเมืองไทยหลังจากการท่องเที่ยว

    จริงๆแล้วให้เตรียมเอกสารให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เพราะแต่ละรายไม่เหมือนกัน บางรายเจ้าหน้าที่ไม่ดูอะไรมาก แต่บางรายขอดูเยอะมาก บอกแน่นอนได้ยาก แต่จริงๆแล้วถ้าคุณมีงานทำที่แน่นอน คือมีงานที่มั่นคงในเมืองไทย จะช่วยให้การของ่ายขึ้น เพราะเป็นการยืนยันว่าเมื่อคุณมีงานที่ดีคุณก็น่าจะกลับเมืองไทยหลังจากการเดินทางท่องเที่ยว เพราะประเด็นคือ ทำอย่างไรให้เขาเชื่อว่าคุณจะกลับเมืองไทย นั่นคือส่วนสำคัญที่สุด จากประสบการณ์ของตัวเอง เจ้าหน้าที่ไม่ดูอะไรเลยดูแค่หนังสือรับรองการเป็นพนักงาน เพียงอย่างเดียว และถามเพียงว่าคุณไปกับใคร ไปทำอะไร ใช้เวลาแค่สามนาที ไม่ดูเอกสารอื่นๆเลยก็อนุมัติ นั่นน่าจะเป็นเพราะในขณะนั้นตัวเองทำงานในบริษัทเอกชนที่มีชื่อแห่งหนึ่งประกอบกับประวัติการศึกษาและประวัติการทำงานที่ผ่านมา

    นอกจากนนั้นการแต่งกายในวันสัมภาษณ์มีส่วนสำคัญ คุณควรให้เกียรติสถานที่ แต่งกายให้ดูภูมิฐาน ดูดี พูดง่ายแต่งตัวให้ดูดีมีฐานะ จากประสบการรณ์ วันสัมภาณ์หลายคนแต่งกายด้วยชุดแบบที่คุณใส่ไปทำงานคือดูเป็นคนทำงานจริวๆ สัมภาณ์ใช้เวลาไม่นานและได้รับการอนุมัติ ในขณะที่หลายคนแต่งกายไม่สุภาพใส่กางเกงยีนส์ เสื่อสายเดี่ยว นึกออกใช่ไหมว่า คือมันดูไม่ดี พวกนี้จะถูกสัมภาณ์และขอดูเอกสารเยอะมาก และอาจไม่ได้รับอนุมัติ ดังนั้นการแต่งการสำคัญมาก ถ้าคุณทำงานออฟฟิตก็แต่งตัวให้ดูเป็นคนทำงานนั่นช่วยคุณได้เยอะเลยค่ะ

    ก่อนไปควรหาข้อมูลให้ชัดเจนถ้าบอกไปเที่ยวแต่ไม่รู้เลยว่าจะพักที่ไหน ไปทำอะไรที่ไหนก็ดห็นจะลำบาก คุณต้องตอบคำถามให้ได้ชัดเจน เพราะฉนั้นควรเตรียมข้อมูลทั้งหมดให้เรียบร้อยก่อนสัมภาร์ทั้งเรื่องที่พัก วันไป วันกลับ ระยะเวลาที่จะอยู่ที่นั่น สายารบิน เตรียมพร้อมทั้งหมด เขาจะถามหรือไม่ก็ว่ากันอีกที

    คุณสามารถดาวโหลดแบบฟอร์มต่างๆได้ที่ http://bangkok.usembassy.gov/services/visa/index.htm