Archive for the 'Uncategorized' Category

ชิปของจากอเมริกากลับไทย ตอนที่ 2 Ship Household Effect from America to Thailand

plew June 13th, 2011

Cheap calls to Thailand


มาเล่าเรืื่องการขนของจากอเมริกากลับไทยกันต่อ หลังจากที่ตกลงแล้วว่าจะชิปของทั้งหมดจากอเมริกากลับไทย คือตกลงวันที่จะให้เอาตู้คอนเทนเนอร์มารับของที่บ้านรวมทั้งไดรับใบเสนอราคาเรียบร้อย คราวนี้งานหนักคือการแพคของทั้งหมด เพื่อนที่ทำงานชิปป้งแนะนำว่าให้ถ่ายรูปไว้ให้หมดทั้งก่อนแพคและหลังแพคเพื่อยืนยันว่าของใช้แล้วจริงๆเพราะปกติคนไทยที่ไปอยู่ต่างประเทศอย่างน้อยหกเดือนจะมีสิทธิที่จะขนข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวคือของที่ใช้แล้วเข้ามาโดยไม่ต้องเสียภาษี เพื่อก็บอกถ่ายก่อนแพคและหลังแพค
เพราะนอกจากเรื่องภาษีก็เป็นการยืนยันด้วยว่าก่อนจะลงเรือของอยู่ในสภาพดีไม่ชำรุด แล้วก็ต้องทำรายการของทั้งหมดให้ดีให้ละเอียดประมาณหนึ่ง เพราะตรงนี้ตอนออกของที่เมืองไทยต้องใช้และการแพคก็ต้องระวังการแตกหักกระแทกเพราะเรือไม่เหมือนรถหรือเครื่องบินันมีคลื่นมีลม ของก็อาจจะโคลงแคลงกระแทกกันเสียหายได้แถมอยู่ในเรือเป็นเดือน อ้อลืมบอกไป
การขนของทางเรือจากอเมริกากลับไทย ของเราออกจากท่าเรือที่โอ๊คแลนดืไปไทยใช้เวลาหนึ่งเดือน ของเราทั้งหมดหนึ่งร้อยสามสิบชิ้น คือเราจะให้หมายเลขของทุกอย่าง คือถ้าอยู่ในกล่องก็จะให้หมายเลขกล่องนั้น ถ้าเป็นชิ้นใหญ่ไม่อยู่ในหีบห่อ
ก็ให้หมายเลขเช่นกัน แล้วก็ระบุเลยว่าหมายเลขนั้นๆคืออะไร ที่ของแต่ละชิ้นก็จะติดหมายเลขกำกับด้วย ก็ทำใส่ Excel เลย จนอแพคนี่เหนือยจริงๆแฟนชะล่าใจไม่รีบคิดว่าทัน ปรากฎว่าจนคืนก่อนที่ตู้จะมาก็ไม่เสร็จ สรุปว่าคืนนั้นแพคถึงตีสี่เลยคือไม่ได้นอนเลย
เพราะมันต้องห่อน ต้องป้องกันอย่างดีในระดับหนึ่ง พวกเฟอร์นิเจอร์ก็ต้องป้องกันตามมุมทุกมุม มีพลาสติกห่อทุกชิ้น แล้วก็ทำกันเองหมดทุกชิ้น เหนือมากๆ รวมทั้งต้องหาซื้อพวกเชือก อุปกรณ์ในการช่วยดึงรั้งของในตู้ไม่ให้มันเคลื่อนด้วย เพราะถ้ารั้งไม่ดีของก็จะเลือนไปเลื่อนมาชนกันกระแทกันเสียหายได้นึกสภาพเรือที่มันต้องโยนตัวตามคลื่นแล้วกัน ตรงนี้เราเองก็ต้องหาข้อมูลคือทั้งคุยกับบริษัทที่เราจ้างแล้วก็เพื่อนที่ทำชิปปิ้งในไทย ว่าควรแพคแบบไหน สภาพในตู้เป็นไง มีจุดมีห่วงมีที่ล็อกของอะไรยังไง ตู้สูงจากพื้นกี่เมตร ตู้มามีอุปกรณืในการยกของ ขนของให้หรือไม่เพราะเราแพคเอง ทำเอง แล้วเหมาตู้มันยุ่งกว่าแค่ขนของเป็นกล่องเพราะแบบนั้นเขาเอาของเราไปเวลาโหลดลงตู้หรือเรือเขาจะทำให้แต่เราเหมาตู้ทำเองหมด

สรุปก็ได้ความว่าตู้จะสูงจากพื้นสี่เมตรซึ่งสูงทีเดียวและไม่มีอุปกรณ์หรือสะพานอะไรช่วยทั้งสิ้น ซึ่งตรงนี้ยากพอควรในการขนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆเข้าตู้ และข้อมูล่อมาคือในตู้จะมีเป็นห่วง คือมีฮุคทุกๆน่าจะหนึ่งเมตรซึ่งเราสามาถใช้เชือกมัดรังของให้มันอยู่กับที่ได้เพื่อป้องกันการกระแทก ดังนั้นเรากับแฟนก็โอเคตอนแพคแพคเองแต่ตอนจะโหลดของเข้าตู้นี่คงทำเองไ่หว ก็เลยจ้างบริษัทที่ทำพวกขนย้ายของจ้างพนักงานยกแล้วก็จัดแพคของเข้าตู้มาสามคน ราคาก็อยู่ประมาณสองร้อยเหรียญสำหรับแรงงานสามคนในเวลาสองชั่วโมงประมาณสองวันก่อนวันนัดหมายบริษัทที่จะลากตู้คอนเทนเนอร์มาที่บ้านก็โทรมาคอนเฟริมอีกครั้ง แล้วก็ต้องย้ำเรื่องการเข้าออก และที่จอดรถเพราะรถลากตู้มันยาวและให่ทีเดียว คือถ้าถนนแคบหรือมีรถจอดเยอะก็จะลำบากมาก ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่ต้องระวังถ้าคิดจะเหมาตู้แต่ของเราก็ไม่มีปัญหาเพราะหน้าบ้านกว้างและถนนใหญ่ทีเดียว เมื่อวันนัดหมายมาถึงรถลากตู้มาตรงเวลามากจริงๆมาก่อนเวลาด้วยประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งก็ดีคือเขาใช้เวลาพอสมควรในการถอดจอดให้เข้าที่เข้าทางเพราะรถมันใหญ่ พนักงานที่นัดไว้ให้มาขนก็มาตรงเวลา รวมๆทุกอย่างก็ดูดีเป็นไปตามแผน ตู้คอนเทนเนอร์สูงจากพื้นเยอะทีเดียวอย่างทีบอกแต่คนที่จ้างมาก็แบบฝรั่งตัวควายๆใหญ่ๆทั้งสามคน เรามีเวลาโหลดของสองชั่วโมงคือต้องโหลดให้เสร็จสองชั่วโมง ไม่งั้นต้องเสียค่าชั่วโมงให้รถลากอีกชั่วโมงละเจ็ดสิบห้าเหรียญ บวกเสียค่าแรงคนยกของเพิ่มด้วยตอนเอาของเข้าตู้ตลอดงานแฟนก็ถ่ายรูปไว้ตลอด และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องถ่ายรูปไว้คือหมายเลขตู้คอนเทนเนอร์ แล้วก็สภาพตู้ อะไรต่างๆ สุดท้ายทุกอย่างเป็นไปด้วยดี โหลดของรวมทั้งมัด ยึดด้วยเชือกอะไรต่างๆ เสร็จภายในสองชั่วโมงของเราไม่เต็มตู้มีแค่ครึ่งตู้เอง พนักงานที่มาโหลดของให้จัดของแบบสูงคือสูงเต็มเพดาน ทำให้เต็มแค่ครึ่งตู้แล้วก็เอาเชือกรัั้งไว้เป็นตาข่าย จริงๆเราก็ไม่รู้ว่าวิธีจัดของแบบนี้ถูกไม๊ เพราะจริงๆ ทั้งคนจากบริษัทชิปป้งและเพื่อนเราที่ไทยบอกว่ากรณีของไม่เต็มตู้ให้พยายามอย่าจัดสูงคือพยายามให้ของเต็มพื้นที่ตู้แนวราบเพื่อป้องันให้ของมันไม่เลืื่อนตอนอยู่ในเรือ แต่คนที่จ้างดันจัดแบบตรงข้ามคือเต็มฝั่งด้านใน ด้านนอกนี่ไม่มีอะไรเลย ตอนนั้นก็นะลุ้นดเอาอีกเดือนข้างหน้าตอนของมาไทยว่าของจะมาสภาพไหนจะแบบเชือกขาด ของกระแทกกันเสียหายหรืออย่างไร ตอนนั้นเราก็เอาละเดือนหน้าก็รู้ พอทุกอย่างเรียบร้อยคนขับเขาจะเอาซีลมาปิดคือเอาซีลมาคล้องคือแปลว่าตู้นี้จะไม่มีการเปิดจนถึงเมืองไทยเพรราะเราเหมาตู้แล้ว เราต้องจดหมายเลขซีลไว้ สำคัญมาก จริงๆถ่ายรูปไว้เลยละ ขนขับก็จะมีใบรับของให้อีกระบุหมายเลขตู้ หมายเลขซีล ชื่อบริษัทชิปปิ้ง
อะไรต่างๆ เสร็จแล้วเราก็อีเมล์รายละเอียดคือเบอร์ตู้ เบอร์ซีล รวมทั้งไฟล์รายการเอกสาร ชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์เราที่เมืองไทยไปให้บริษัทชิปปิ้งคือ บริษัทสยามฯ เพื่อให้เขาออก BL มาให้ บ่ายๆเขาก็ส่ง BL มาให้เราทางอีเมล์ื ส่วนเรื่องค่าชิปปิ้ง เราจ่ายหลังจากที่เราได้ BL แล้วคือโหลดของแล้ว แล้วก็ส่งเช็คให้เขาก่อนวันที่กำหนดว่าเรือจะออกจากท่าที่อเมริกาวันหนึ่งก็ก่อนเราจะกลับเมืองไทย เพราะถ้ากลับไทยแล้วจะจ่ายลำบากเพราะบริษัทเขาอยู่แอลเอ ก็แฟร์ดีไม่มีมัดจำอะไรทั้งนั้นจ่ายเมื่อเราขนของเราลงตู้แล้วจบ หลังจากเขาได้เช็คเขาก็ส่งใบเสร็จรับเงินมาให้เราทางอีเมล์เช่นเดิม รวมๆเราก็ือว่าบริษัทสยามใช่ได้โอเคทีเดียว คือไม่มีปัญหาอะไร คุณแฟรงค์ที่ดูแลคิดว่าเป็นเจ้าของนั่นแหละ การพูดจาแกอาจจะแบบไม่่ค่อยหวานอะไรคือดูแบบคนแกคุณลุงประมาณนั้น ไม่รู้สิเดาจากเสียง แล้วก็อาจแบบโทรกลับช้า หรือดูไม่รีบแบบเรื่อยๆ แต่สรุปทุกอย่างก็เป็นไปตามที่นัดหมายตกลงกันเรียบร้อย ค่าใช้จ่ายในการชิปของจากอเมริกากลับไทย คือจากท่าเรือที่โอ๊คแลนด์ไปถึงด่านลาดกระบังแบบเหมาตู้่เล็กอย่างที่บอก $2400 กว่า แต่นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เมืองไทยอีกเมื่อเรือไปถึงแล้ว

บริษัทสยามอินเตอร์ที่อยู่แอลเอ เขาจะดูแลเราตอนของออกจากอเมริกา แต่พอของไปถึงเมืองไทยแล้วก็จะมีบริษัมอีกบริษัทหนึ่งคือบริษัทไทรอัมส์ คือบริษัทในกรุงเทพ เป็นคนดูแลต่อีกที จริงๆถ้าเข้าไปดูเว็ปของบริษัทสยามฯเขาจะเขียนระบุไว้แล้วว่าบริษัทในไทยที่ดูแลชื่ออะไร ติดต่ออย่างไร เอาละเมื่อของมาถึงเมืองไทยแล้วจะต้องทำอะไรบ้างเสียค่าใช้จ่ายเท่าไร
เอาไว้มาเล่าให้ฟังตอนต่อไปซึ่งเป็นตอนจบของเรื่องนี้ค่ะ

อ่านเรื่องชิปของจากอเมริกากลับไทยตอนที่ 1

อ่านเรื่องชิปของจากอเมริกากลับไทยตอนที่ 3

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกา Purchase a House in America

plew August 17th, 2009


ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในอเมริกามันช่างเรื่องเยอะและยุ่งยากได้ขนาดนี้ เขาว่าเมื่อก่อนคือก่อนที่จะเกิดวิกฤติในอเมริกา (2008-2009) การซื้อบ้านที่นี่ง่ายมากๆ เราก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จแต่แม่สามีบอกตอนเขาซื้อบ้านหลังแรกตอนแต่งงานเมื่อสีสิบปีก่อนที่ San Jose จ่ายเงินจองแค่ $250 ก็ย้ายเข้าอยู่ได้เลย ขอกู้ก็ง่ายแบบหายห่วง แต่ว่าวันนี้ประสบการณ์ที่เราได้รับจากการตัดสินใจซื้อคอนโดใจกลาง San Francisco มันตรงกันข้ามกันเลยสาเหตุมาจากปัจจัยหลายๆอย่างประกอบกัน เข้าเรื่องโม้เลยดีกว่า

อย่างที่เล่าซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า San Francisco เป็นเมืองที่ราคาอสังหาริมทรัพย์แพงอันดับสอง สามของอเมริกา แฟนเราเองซึ่งอยู่ที่นี่มาสิบปีก็ไม่เคยที่จะคิดซื้อบ้านเป็นของตัวเอง สำหรับคนที่อยู่เมืองนี้เป็นเรื่องปกติมากที่จะเช่าอยู่เพราะถ้ากู้ซื้อเองเงินดาวน์ก็สูงบวกผ่อนแต่ละเดือนแพงกว่าเช่า บวกภาษีบวกค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เรียกว่า HOA หรือ Home owner association อีก และราคาคอนโด บ้านที่นี่เรียกว่าอาจสูงเกินเอื้อมสำหรับคนชั้นกลางทั่วๆไป (ถ้าซื้อบ้านที่อยู่นอกซานฟรานราคายังต่างกันมากถึงจะขับรถไม่ถึงครึ่งชั่วโมง) บวกกับ San Francisco มีระบบ Rent Control คือรัฐจะควบคุมการขึ้นค่าเช่าว่าในแต่ละปีจะขึ้นได้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นคือขึ้นค่าเช่าได้น้อยมากๆ ดังนั้นคนที่เช่าและอยู่ระยะยาวจะคุ้มมาก

แต่เนื่องจากปัญหาวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกา (2008-2009) อย่างที่รู้ๆกันซึ่งทำให้ราคาบ้าน คอนโดต่างๆตกลงมามากบางที่ 40% ในซานฟรานอยู่ประมาณเฉลี่ย 25% หรือมากกว่านั้น ทำให้สามีเราเองเห็นว่ามันน่าจะเป็นโอกาศที่ดีในการจะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองซะที เพราะเดิมทีทำเลที่เราต้องการคือในกลางซานฟรานซิสโกและต้องเป็นย่านที่ดีปลอดภัย สะดวกใกล้แหล่งช๊อปแหล่งกิน ซึ่งบ้านไม่มีขายในย่านนี้มีแต่ Condo เดิมทีคอนโดในย่านนี้สองห้องนอนประมาณ 1000 Esq. ตกไม่ต่ำกว่า $800,000 ขึ้น คือปกติเป็นล้านเหรียญขึ้น หนึ่งห้องนอนก็ในช่วง 600,000 ขึ้นไป คือคอนโดธรรมดาถ้าหรูขึ้นสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้นก็แพงขึ้น ชั้นสูงขึ้นก็แพงขึ้นไปอีกตามปกติ แต่ในช่วงคือต้นปี 2009 ที่เพิ่งผ่านนมานี่แหละ สามารถหาสองห้องนอนสองห้องน้ำได้ในราคาต่ำกว่า $700,000 แฟนจึงตัดสินใจที่จะซื้อคอนโด เพราะอยู่ในราคาที่จ่ายได้และคิดว่าน่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า (ถ้าราคาไม่ตกลงไปอีก)

เราสองคนก็ตระเวนดูและบวกหาข้อมูลทางอินเตอร์เนตพอดีในช่วงนั้นมีคอนโดใหม่ขึ้นในทำเลที่เราต้องการอยู่สามที่บวกกับคอนโดเก่าซึ่งน่าจะสนใจอีกหลายที่ เนื่องจากไม่เคยมีประสบการณ์ในการซื้อบ้านในอเมริกามาก่อน แฟนคิดว่าน่าจะมีเอเจนท์มาช่วย ตัวเราเองก็ค้านไปว่าซื้อไม่น่าจะจำเป็น ถ้าขายละน่าจะต้องมี แต่แฟนก็ยืนกรานว่าควรจะมีเพราะเราไม่มีประสบการณ์และการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่นี่ยุ่งยากเอกสารเยอะ เราจึงติดต่อเอเจนท์ซึ่งจริงๆก็คือเจ้าของบ้านที่แฟนเช่าทำออฟฟิตอยู่นั่นเอง กฎของที่นี่คือเอเจนท์ต้องมาแสดงตัวและลงทะเบียนกับลูกค้าตั้งอต่ครั้งแรกที่มาดูอสังหาริมทรัพย์ถึงจะได้คอมมิสชั่นเต็ม 2.5%ของราคาซื้อขาย
ปกติเอเจนท์จะแนะนำว่ามีรายการอะไรที่ขายอยู่ที่ตรงกับความต้องการของเราทั้งทำเลและราคาอะไรต่างๆแต่ว่าเนื่องจากเราสองคนก็สำรวจข้อมูลคร่าวๆมาก่อนแล้วเราก็รู้ว่ามีตึกไหนบ้างคือคอนโดที่เราสนใจ หลังจากที่ดูทั้งโครงการใหม่และเก่าก็ตัดสินใจที่โครงการคอนโดใหม่ที่หนึ่ง

ขั้นตอนการซื้อคอนโดในอเมริกาค่อนข้างจะยุ่งยากเอกสารเยอะกว่าการซื้อบ้านและคอนโดในเมืองไทยจริงๆ ที่รู้เพราะตัวเองเคยเป็นทั้งคนซื้อคอนโดและขายคอนโดในกรุงเทพมาก่อน คอนโดในกรุงเทพในแนวรถไฟฟ้ามีที่ไหนบ้างคิดว่าจำได้เกือบหมด เรียกว่าบ้าคอนโดก็ว่าได้เป็นอะไรที่ตอนนี้ก็ยังเข้าไปเช็คอัพเดทอยู่เกือบทุกวันทั้งคอนโดที่กรุงเทพและที่ ซานฟรานซิสโก หลังจากเราเลือกแล้วว่าโอเคห้องไหนแบบไหนชั้นไหนที่เราชอบก็ถึงขั้นตอนของการ make an offer คือ ปกติโครงการจะมี price list อยู่ เราก็เสนอราคาที่เราพอใจจะซื้อไป ซึ่งในช่วงนี้แน่นอนต่ำกว่าราคาที่ตั้งไว้แน่ๆ แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจดีๆแทบจะต้องแข่งราคากันเลย เซลล์ก็จะบอกว่าราคาที่เราเสนอเป็นไปได้หรือไม่ รวมทั้งส่วนลดอื่นๆ เช่น ยกเว้นการจ่ายค่าส่วนกลางหรือ HOA ปีหรือสองปี ต้องบอกว่าค่า HOA หรือค่าส่วนกลางของคอนโดใน ซานฟรานซิสโกนั้นแพงมากเอาการ คือตึกที่ไม่มีอะไรคือไม่มีสระว่ายน้ำไม่มีฟิตเนสก็ตกเดือนละประมาณ $400 กว่าขึ้นไปแล้วแต่ขนาดห้อง ตึกที่เราจะซื้อไม่มีอะไรเหมือนกันไม่มีสระ ไม่มีฟิตเนสมีแต่พื้นที่นั่งเล่น บาบีคิวอย่างเดียวห้องที่เราจะซื้อต้องจ่ายค่าส่วนกลางเดือนละ $698 เรียกว่าแพงกว่าค่าเช่าอพาตเมนท์ของหลายๆคนซะอีก ถ้ารวมเงินที่ต้องผ่อนแต่ละเดือน บวกประกัน บวกค่าไฟ ก็ $4000 กว่าๆต่อเดือนซึ่งถือว่าเป็นรายจ่ายประจำที่ไม่ใช่น้อยเลย เยอะเลยละสำหรับคนชั้นกลางทั่วไป

หลังจากต่อรองราคากันเซลล์ก็ลดจากราคาที่ตั้งไว้ $40000 บวกกับยกเว้นค่าส่วนกลางสองปี แล้วก็ให้เราเซ็นเอกสารซึ่งก็คือสัญญาซื้อขายและวางเงินจอง 2% ของราคาที่เสนอ เซ็นเอกสารเยอะมากแต่นี่ยังไม่ได้แปลว่าเราจะได้ราคานี้ เซลล์ต้องเอาราคาที่เราเสนอไปให้ Developer พิจารณาว่าโอเคหรือไม่ซึ่งเซลล์บอกว่าสามวันจะรู้ผล เอเจนท์ของเราบอกน่าจะโอเคเพราะถ้าเซลล์คิดว่าเป็นไปไม่ได้ไม่น่าจะเสียเวลาเตรียมเอกสารมากมาย เราก็หวังอย่างนั้น รอคำตอบสามวันก็ยังเงียบนี่แค่เรื่องว่าราคาโอเคไหมนะ กว่าจะรู้ว่าราคาตกลงได้ไหมก็อาทิตย์หนึ่ง ผลเป็นอย่างไรมาติดตามอ่านตอนต่อไป

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 2

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 3
ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 4

โรงแรมถูกๆในซานฟรานซิสโก Cheap Hotels in San francisco

plew June 17th, 2009


โรงแรม ที่พักในซานฟรานซิสโก เนื่องจากมีเพื่อนๆหลายๆท่านมักจะเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับการหาที่พัก โรงแรมราคาประหยัดๆ
พูดง่ายๆก็คือถูกๆในซานฟรานซิสโก บอกตรงๆว่าเนื่องจากตัวเองนับแต่วันแรกที่มาที่ซานฟรานก็ไม่เคยพักโรงแรมเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เพราะมีที่พักอยู่แล้ว เคยพักครั้งเดียวแต่เป็นโรงแรมใกล้ๆสนามบินซานฟรานซิสโก พักที่ Holiday Inn Express และถึงแม้จะอยู่ที่นี่เราก็คือบอกได้แค่ว่าโรงแรมไหนทำเลดี เดินทางสะดวก ใกล้แหล่งท่องเที่ยว แต่ถ้าถามว่าข้างในโอเคไหมเนี่ยบอกไม่ได้เพราะไม่เคยพัก ไม่รู้ว่าห้องเป็นไง บริการเป็นไง แหมก็เราไม่ใช่นักท่องเที่ยวนี่นา

วันนี้เลยมานั่งรวบรวมข้อมูลโรมแรมราคาถูกคือต่ำกว่า $100/คืน จริงๆแล้วข้อมูลมันก็อยู่ในอินเทอร์เนตนั่นแหละ แต่คัดๆออกมา
เฉพาะโรงแรมที่อยู่ในย่านดาวทาวน์ union square,market st.,civic center ที่เลือกย่านนี้ออกมาเพราะมันค่อนข้างจะสะดวก
เนื่องจากเป็นศูนย์กลาง เป็นแหล่งช๊อปปิ้ง ร้านอาหาร ของกินของใช้ รถเมล์ รถไฟ ที่ใช้เดินทางไปในจุดอื่นๆได้สะดวก คัดออกมาเพราะบางคนที่ไม่คุ้นที่นี่อาจไม่แน่ใจว่าทำเลอันไหนมันใกล้ไกล จริงๆแล้วนอกจากทำเลดาวทาวน์ ยูเนียนแสควร์ ทำเลย่าน
Fisherman Warft ก็เป็นบริเวณที่มีโรงแรมเยอะ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมอีกแห่ง ซึ่งก็สวยเพราะติดทะเล ของกินก็เยอะ
แต่ของช็อปจะไม่เยอะเท่าดาวทาวน์ หรือถ้าอยากหาถูกลงก็ต้องพักนอกเมืองเช่นโรงแรมย่านแอร์พอร์ต แต่มันก็ต้องเดินทางเข้าๆออก
บวกค่ารถเข้าไปอีกก็ไม่รู้ว่าจะช่วยประหยัดได้จริงไม๊

โรงแรมที่เลือกๆมานี้ อยู่ในระดับสามดาวลงมา ก็ต้องยอมรับสภาพว่าไม่ดีนักอย่างที่รู้ๆว่าของดีราคาถูกนั้นหายากยิ่ง ราคาที่ใส่ไว้นั้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา ช่วงที่ราคาห้องจะแพงจะเป็นช่วงซัมเมอร์ของที่นี่คือประมาณมิถุนายนถึงสิงหาคม หรือบางช่วงที่มีสัมมนาใหญ่คนเยอะๆ ก็ทำให้ราคาแพงขึ้นมาหรือหาห้องยากมากทีเดียว นอกจากนั้นเวลาเข้าพักโรงแรมราคาที่พนักงานแจ้งต้องบวกกับภาษีโรงแรมเข้าไปอีก 14% ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่ภาษีแพงมากทีเดียว นิวยอร์กแค่ 5%
และบวกกับทิปเข้าไปอีก แฟนเราฝรั่งเวลาเราไปเที่ยวเมืองอื่นๆไปพักโรงแรมก็จะวางเงินไว้ $1 ให้maid ทุกวันจนเช็คเอาท์ เขาบอกเมดจะได้ทำความสะอาดดีๆและไม่ขโมยของ โอเคลองดูรายชื่อโรงแรมด้านล้างไว้เป็นข้อมูล

The Mosser Hotel San Francisco $79 ***
54 Fourth Street San Francisco CA 94103

Grant Plaza Hotel San Francisco $69**
465 Grant Avenues San Francisco CA 94108

Renoir Hotel San Francisco &66***
45 Mc Allister Street San Francisco CA 94102

Vertigo Hotel San Francisco $95***
940 Sutter Street San Francisco CA 94109

Cathedral Hill Hotel San Francisco $78**
1101 Van Ness Avenue San Francisco CA 94109

Holiday Inn Civic Center San Francisco $82***
50 Eighth Street San Francisco CA 94103

Good Hotel San Francisco $76**
112 7th Street San Francisco CA 94130

Best Western Americania Hotel San Francisco$93***
121 7th Street San Francisco CA 94103

Hotel Majestic San Francisco $79*
1500 Sutter Street San Francisco CA 94109

Beresford Hotel San Francisco $84**
635 Sutter Street San Francisco CA 94102

The Opal San Francisco Hotel $65**
1050 Van Ness Avenue San Francisco CA 94109

Civic Center Inn San Francisco $86*
790 Ellis Street San Francisco CA 94109

Rodeway Inn Civic Center San Francisco $90*
860 Eddy Street San Francisco CA 94109

Travelodge San Francisco Central $74*
1707 Market Street & Valencia San Francisco CA 94103

Hotel Bijou San Francisco $99***
111 Mason San Francisco CA 94102

AAE San Francisco Mithila Hotel $73**
972 Sutter Street At Hyde San Francisco CA 94109

Beresford Arms Hotel San Francisco $99***
701 Post Street San Francisco CA 94109

Super 8 Motel San Francisco Union Square Area $80**
415 OFarrell Street San Francisco CA 94102

Hotel Whitcomb $99 ***
1231 Market Street San Francisco, CA 94103

The Powell Hotel $90***
28 Cyril Magnin StreetSan Francisco, CA 94102

Hotel Fusion $69***
140 Ellis Street San Francisco, CA 94102

Hotel Rex $89***
562 Sutter StreetSan Francisco, CA 94102

Hotel Carlton $97***
1075 Sutter Street San Francisco, CA 94109

Adante Hotel $58**
610 Geary Street San Francisco, CA 94102

The Pickwick Hotel $99***
85 Fifth Street San Francisco, CA 94103

ทำอาหารไทยให้ฝรั่งทาน Thai Food for the Western

plew May 23rd, 2009


อาหารไทยเราอย่างที่ทราบๆกันดีว่าโดงดังและเป็นที่ชื่นชอบของพวกฝรั่งรวมทั้งชาติเอเชียเราด้วยกันก็ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อาหารไทยนี่อร่อยแถมดีต่อสุขภาพอีกอีกด้วยเพราะเครื่องเคราที่มาจากสมุนไพรมากมาย แต่จากการมาสัมผัสด้วยตนเองในอเมริกา ทั้งจากการเป็นคนที่ต้องทำอาหารไทยให้ฝรั่งทาน หลักๆก็คือสามีเราเองนี่แหละ รวมทั้งเพื่อนๆฝรั่งบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง อีกประสบการณ์ก็คือการทานอาหารไทยในร้านอาหารไทยในอเมริกานี่แหละ ทำให้เราสังเกตว่าเอจริงๆไม่ต้องสังเกตหรอกค่ะมันเห็นๆกันอยู่ ว่าอาหารไทยที่จะทำหรือจะเสริฟให้ฝรั่งหรือคนต่างชาติ โดยเฉพาะคนที่ไม่คุ้นเคยกับอาหารรสจัดด้วยแล้ว ค่อนข้างแตกต่างจากอาหารไทยต้นตำหรับแท้ๆในบ้านเราอยู่พอสมควร

ประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเองเลย แฟนชอบกินต้มข่าไก่มาก แต่ว่าเวลาเสริฟเขาอยากให้เราแยกพวกเครื่องสมุนไพรพวกข่า ตะไคร้ โดยเฉพาะพริกออกให้ด้วย โดยเฉพาะพริกถ้าไม่ได้ปั่นยังเป็นชิ้นๆ ฝรั่งบางครั้งเขาไม่ค่อยดูก่อนจะตักเข้าปากหรือเพราะบางทีไม่รู้ว่ามันเผ็ดหรือแยกไม่ออกระหว่างสีเขียวที่เป็นพริกกับผักชีโรยก็ตักเข้าปากเคี้ยว โดนเข้าไปร้องจ๊ากเลยทีเดียว หลังจากนั้นเราระวังมากคือเอาพริกออกก่อนเสริฟเลย แล้วคำว่าเผ็ดน้อยของฝรั่งนี่คือเผ็ดน้อยจริงๆแถบจะไม่เผ็ด ตามร้านไทยพวกต้มยำต่างๆรสจะค่อนข้างอ่อนคืออ่อนมากๆสำหรับคนไทย เรียกว่ารสเด็กเลยละ บวกกับค้าชอบให้หวานด้วย คือจะชอบต้มยำที่ออกหวานนิดๆไม่เปรี้ยวจัดหรือเค็มแรงๆ แบบที่คนไทยชอบ

สำหรับต้มข่าหรือ Coconut Soup ที่บอกไปแล้วว่าฝรั่งชอบมาก ต้มข่าที่ขายกันในร้านไทยหรือเราเองทำให้ฝรั่งจะข้นๆมากกว่า คือของเราคนไทยจะใสกว่าเพราะข้นมากมันเลี่ยนแต่ฝรั่งชอบข้นๆ เราทำแทบไม่ผสมน้ำเลยกะทิล้วนแต่ฝรั่งบอกนี่แหละชอบเลย เมนูอื่นๆพวกแกงต่างๆก้ไม่ต่างคือรสจะอ่อนลงมากเมื่อเทียบกับไทยแท้ๆ

สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดถึงความแตกต่างของร้านอาหารไทยในอเมริกากับร้านอาหารไทยในบ้านเราคือวิธีเสริฟ ร้านไทยในอเมริกาเขาจะพยายามปรับเอารูปแบบการทานอาหารการเสริฟแบบฝรั่งมาใช้กับการเสริฟอาหารไทย ฝรั่งจะต้องมี appetizer เสริฟก่อน แล้วตามด้วย soup แล้วก็ Entrée ซึ่งอันนี้บอกตรงๆว่าขัดหูขัดตาและขัดใจเรามากๆ เพราะอะไรยกตัวอย่าง เราไปกับฝรั่งหรือตอนเราทำร้านอาหารไทย ฝรั่งสั่งป่อเปี๊ยทอด ต้มยำไก่ ผัดเปรี้ยวหวานแล้วก็ข้าวป่าว วิธีที่นี่เขาจะเสริฟป่อเปี๊ยก่อน โอเคอันนี้ไม่ว่ากัน แล้วเขาก็จะรอจนป่อเปี๊บเกือบหมดหรือหมดเขาก็จะเสริฟต้มยำ ซึ่งเขาถือว่ามันเป็นซุป โดยยังไม่เสริฟข้าว ก้ให้นั่งซดต้มยำไปป่าวๆจนหมด แล้วก้เก็บต้มยำออกไป สุดท้ายเหลือเปรี้ยวหวานเขาก็ถือว่าอันนี้ละ Entrée เขาก็เอามาพร้อมข้าวป่าว สุดท้ายคือเหลือกับอย่างเดียวที่กินกับข้าว มีบางเคสที่เจอหนักกว่านี้ สั่งไล่เลี่ยงไปมีของทอด มีต้มยำ มีผัดไทย มีข้าว เสริฟไปสุดท้ายเอาผัดไทยเสริฟมาพร้อมข้าว แต่ต้มยำนะหมดไปแล้ว นึกได้ไงว่าผัดไทยนี่ Entrée เซ็งเป็ดเลย คือถ้าเราไปกับแฟนซึ่งเขาคุ้นกับอาหารไทยและการเสริฟแบบไทย เราจะบอกเลยเอามาพร้อมกันเลย เพราะร้านส่วนใหญ่เลยเขาจะทำอาหารไล่ออกมาอย่างที่บอก
เรื่องอาหารจานเดียวของบ้านเราเช่นผัดไทย ข้าวผัด ผัดซีอิ้วพวกนี้เช่นกัน ร้านส่วนใหญ่ทำมันแบบเป็นกับข้าวอย่างหนึ่ง ทั้งๆที่มันเป็นอาหารจานเดียวที่ไม่ต้องกินกับข้าว แล้วเขาทำกันจานใหญ่มากแบบกินได้สองคนสบายๆแถมอาจเหลือด้วย สั่งผัดไทยทีไรลมเสียเพราะจานใหญ่มากๆ แถมรสจืดเค็มเป็นหลัก รสพริกป่น รสมะนาวไม่ต้องพูดเลย ฝรั่งหลายคนก็กินผัดไทยกับข้าวเปล่ากันเลย แถมสั่งผัดไทหรือผัดซีอิ้วที่นี่ไม่เคยให้ช้อนมาด้วยให้แต่ส้อมทั้งๆที่ช้อนเขาก็มี ก็คือต้องขอเขาอีกที มะนาวไม่ต้องพูดต้องขอ ขอแล้วก้ได้มะนาวเหลืองหรือ Lemon แต่เราต้องการ Lime หรือมะนาวเขียว ซึ่งไม่ใช่ที่นี่จะไม่มีขายแต่จริงๆมีขายทั่วไปเลยละ

อีกเมนูที่ฮิตเหลือเกินที่นี่คือสะเต๊ะค่ะ ของบ้านเราส่วนมากจะเป็นหมู ถ้าร้านอิสลามก็เนื้อ แล้วก็ไม้เล็กๆจิ๊ดเดียว แต่พอมาขายฝรั่งตัวโต สะเต๊ะที่นี่ก็ขยายขนาดตามคนกินคือที่นี้ทำไม้ใหญ่เลย น้ำจิ้มส่วนใหญ่จะให้แค่น้ำจิ้มถั่วหรือ peanut sauce ที่ฝรั่งชอบกันเหลือเกิน น้ำจิ้มอาจาดไม่เคยเจอร้านไหนเสริฟเลยนะเท่าที่ทานมา

เราเองก็เข้าใจว่าเขาอยากให้มันแบบเข้ากับวัฒนธรรมฝรั่งไง แต่บางทีเขาลืมไปว่าไอ้ซุปแบบไทยเรานะ มันรสจัดกว่าซุปแบบฝรั่งมากมาย ถึงแม้จะทำให้มันอ่อนแล้วมันก็ยังไม่อ่อนเหมือนกับซุปแบบฝรั่งที่ส่วนประกอบหลักๆคือนม เนย แล้วซุปไทยเราคือพวกต้มยำ ต้มข่าที่ฝรั่งชอบสั่งนะ มันอร่อยกว่าเมื่อกินกับข้าวสวยร้อนๆ แล้วสุดท้ายคุณให้เขานั่งกินข้าวจานควายๆกับกับข้าวที่เหลืออย่างเดียว แฟนเรายังบอกเลยร้านไทยน่าจะเสริฟอาหารคือเสริฟสไตล์ไทย ฝรั่งเขารับได้ แถมเขายังชอบเพราะมันเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมไปด้วยไม่ใช่แค่การกินอาหาร แฟนเราก็ยกตัวอย่างร้านพวกอาหาร Middle East เขาก็จะเสริฟในแบบของเขาไม่มีการจัดลำดับการเสริฟอะไรแบบฝรั่งเลย เขาเสริฟแบบเดียวกับที่เขาเสริฟในบ้านเขาแต่โอเค รสชาติของอาหารก็ต้องปรับบ้างให้เข้ากับรสนิยมอเมริกัน แฟนเราก็คิดอย่างเราเขาบอกร้านอาหารไทยน่าจะ Educate ลูกค้าได้บอกได้เลยอือซุปไทยนะรสจัดคนไทยนิยมทานพร้อมข้าว คนไทยเราทานกลับข้าวหลายๆอย่างพร้อมกันโดยทานกับข้าว เขาบอกบางทีฝรั่งไปทานอาหารต่างชาติเขาก็ชอบที่ได้บรรยากาศหรืออะไรที่มันเป็นของแท้ๆอะ ได้ทั้งอาหารอร่อยและเรียนรู้วัฒนธรรมไปพร้อมกันเลย แต่ทั้งนี้ก็ย้ำอีกทีว่าอันนี้ความเห็นส่วนตัวนะจ๊ะ
แหมบ่นมาซะยาวจริงๆแล้วคงเพราะคิดถึงอาหารไทยแบบรสชาติดั้งเดิม ไอ้ทำกินเองนะได้อยู่หรอกแต่บางทีทำเองกินเองทุกวันมันก็เบื่อ ก็อยากหาอาหารไทยรสแบบไทยแท้นอกบ้านกินบ้าง แต่ว่ายังหาร้านที่โดนไม่เจอเลยค่ะเศร้า..

Hello world!

admin January 15th, 2007

Welcome to Wordpress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!