Archive for the 'Uncategorized' Category

Highway 1 Califlonia ทางหลวงที่สวยที่สุดใน Califlonia

plew August 21st, 2008


ทางหลวงที่เป็นที่นิยมในการขับรถเดินทางท่องเที่ยวจาก แคลิฟลอเนียตอนเหนือลงไปแคลิฟลอเนียตอนใต้ คือ
เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในการขับรถจากซานฟรานซิสโกลงไปแอลเอ ถนนสายนี้เป็นถนนที่ทอดตัวขนานไปกับ
มหาสมุทรแปซิฟิก เป็นถนนที่สร้างลัดเลาะบนภูเขา วิวเบื้อล่างคือมหาสมุทรแปซิฟิก ด้านข้างคือทิวเขา หน้าผาสูงชัน เบื้องบนคือท้องฟ้าสีคราม แหมเหมือนนวนิยายเลย แต่เป็%E

ฮันนีมูนที่ฮาวาย Honeymoon in Hawaii

plew April 21st, 2008



waikiki beach

ดูภาพที่ฮาวายคลิก


ฮาวาย ฮาวาย สวรรค์บนดิน พุดชื่อนี้ต้องคิดไปถึง หาดทราย สายลม สองเรา อย่างที่เขากล่าวขวัญกันว่าสวรรค์บนดินชัดๆ หลายคนฝันที่จะไปเที่ยวฮาวายกับเขาสักครั้ง ตัวเองก็เช่นกันเมื่อก่อนก็ได้แต่ฟังๆเขาพูด ดูจากรายการท่องเที่ยวตามโทรทัศน์ แต่ไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าไอ้คนจนๆอย่างเรามันจะมีโอกาสไปฮาวงฮาวายอะไรกับเขา

แต่แล้ววันหนึ่งสิ่งที่ไม่เคยฝันมาก่อนมันดันเกิดขึ้นซะงั้นแหละ ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งตัวเองจะมีโอกาสไปฮันนีมูนที่ฮาวาย หลังจากกำหนดเรื่องการแต่งงานเรียบร้อยคุณแม่สามีที่สุดน่ารักก็บอกเราสองคนว่า เราจะได้ไปฮันนีมูนที่ฮาวายสามอาทิตย์ โดยคุณแม่จะออกค่าตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรมให้ทั้งหมด จำได้แม่นว่าเราเดินทางไปฮาวายในวันที่ 10 กรกฎาคม ปี 2007 และอยู่ที่นั่นสามอาทิตย์

เราเดินทางจากซานฟรานซิสโกไปฮาวาย โดยสายการบิน United Airline ใช้เวลาเดินทางประมาณหกชั่วโมงจากซานฟรานซิสโกถึงฮาวาย เรียกว่าไกลพอสมควรทีเดียว นานกว่าบินจากเมืองไทยไปเมืองจีนซะอีก แถมบนเครื่องไม่มีเสริฟอาหารฟรี ถ้าอยากกินต้องซื้อต้องเสียเงินเพิ่ม เขามีให้แต่เครื่องดื่ม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรางงเพราะที่นี่เขาแปลกไฟท์ในประเทศถึงจะใช้เวลาเดินทางหกชั่วโมงเขาก็ไม่เสริฟอาหาร ต้องซื้อเพิ่มเอาบนเครื่องดูมันงกๆไงก้ไม่รู้ ปกติเราบินไปฮ่องกง แค่สามชัวโมงเขายังเสริฟเลย แต่สายการบินในประเทศที่อเมริกาอย่าหวังว่าจะมีอาหารให้ คาตั๋วจากซานฟรานซิสโกไปฮาวายอยู่ที่ประมาณห้าร้อยเหรียญได้ อันนี้คือไปกลับ

ฮาวาย Hawaii เป็นรัฐหนึ่งของอเมริกา เป็นเกาะประกอบด้วยเกาะหลัก 4 เกาะ คือโอฮาอุ เมาวี บิ๊กไอแลนด์ และ คาไว จริงๆแล้วยังมีเกาะอื่นๆอีกแต่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก พื้นดินเกิดจากลาวาที่เกิดจากภูเขาไฟที่ยังไม่สงบจนทุกวันนี้ จริงๆแล้วฮาวายน่าจะใกล้ญี่ปุ่นมากกว่าอเมริกาวะด้วยซ้ำ สำหรับคนไทยเรา และคนทั่วโลกส่วนใหญ่ก็มกจะรู้จักแค่เมืองหลักคือ ฮอนโนลูลู Honolulu ซึ่งอยู่ในเกาะโอฮาอุ Ohau ซึ่งมีหาดที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกคือ ไวกิกิ waikiki แต่จริงๆแล้วฮาวายยังมีเกาะอื่นๆที่มีความสวยงาม มีหาดทรายที่สวยงามไม้แพ้ไวกิกิ หรือสวยกว่าไวกิกิอีกด้วยซ้ำ

สำหรับตัวเองสามอาทิตย์ในฮาวายได้ท่องเที่ยวในสองเกาะหลักคือ โอฮาอุและมาวี Maui แต่คงขอเริ่มต้นที่เกาะโอฮาอุ ฮอนโนลูลู ที่หาดไวกิกิเป็นอันดับแรกเพราะคนส่วนใหญ่คิดถึงฮาวายก็จะนึกถึงไวกิกิ Waikiki เป็นอันดับแรก..ติดตามตอนต่อไป

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
หาดไวกิกิ ฮาวาย Waikiki Beach Hawaii

ไปเที่ยวฮาวายกันต่อ


ทำงานนวดในอเมริกา ภาคสอง

plew April 14th, 2008



วันแรกในการทำงานนวดแผนไทย ลูกค้าคนแรกในชีวิตเขาเป็นชายอเมริกันเชื้อสายจีน รูปร่างเล็กและดูสะอาดสะอ้าน ตอนที่เขาโทรมานัดครั้งแรกเราบอกไม่ได้ว่าเขาเป็นคนจีนเพราะสำเนียงอเมริกันแท้ๆ เขาเกิดที่นี่ พอเจอตัวจริงเราก็บอกแหมดีใจที่ได้ลูกค้าเอเชียเหมือนกัน และก็ดีใจอย่างที่พูดจริงๆ เพราะเขาตัวเล็กจะได้นวดง่ายๆหน่อยไม่ต้องใช้แรงมาก ลูกค้าคนแรกคนนี้ได้กลายเป็นลูกค้าประจำที่มานวดอย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง รวมทั้งถือเป็นเพื่อนใหม่ที่เรารู้จักที่นี่ เขาเป็นคนอัธยาศัยดี คุยเก่ง ที่สำคัญชอบการนวดเป็นชีวิตจิตใจลองนวดมาแล้วทุกแบบ ทั้งไทย จีน สวีดิช มีนวดแบบไหนแกเอาหมด เขาเคยซื้อสปาทัวร์มาเมืองไทยเพื่อมานวดที่บ้านเราอีกต่างหาก ลูกค้ารายนี้เป็นลูกค้าประจำก็จริงแต่ก็เหมือนทั้งรักทั้งเกลียด บางทีโทรมานัดเราไม่อยากรับ เพราะมีบางอย่างที่เราไม่ชอบเอามากๆ แต่ถามว่าไม่ชอบแล้วทำไมรับละ เพราะต่อมาแฟนเริ่มไม่ชอบให้เราทำนวด เพราะลูกค้ามาที่บ้านเขากลัวอันตราย ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ไว้ใจได้ไหม ทำให้ต่อมาเราต้องรับเฉพาะลูกค้าประจำ ลูกค้าเก่าที่เคยมาแล้วเท่านั้น

ลูกค้าประจำรายนี้ดีหมดอัธยาศัยดี น่ารักเป็นกันเอง เสียอย่างเดียวเหมือนแอบโรคจิตเล็กๆ วันแรกมาเขาก็ถามเราว่าต้องใส่เสื้อผ้าหรือไม่ เราก็บอกต้องใส่ มีให้เปลี่ยน เขาบอกเขาไม่ชอบไม่สบายขอนุ่งผ้าเช็ดตัวได้ไม๊ ที่อื่นที่เขาเคยไปก็ไม่ใส่อะไรเลยก็ได้ มันสบายดี ตอนเขามานวดไทยที่เมืองไทยก็ไม่ใส่อะไรเลย เราก็ชักยังไงดีวะ ลูกค้าคนแรกในชีวิต อยากได้เงินด้วยก็เลยบอก โอเคได้ เราก็ให้เขาเปลี่ยนเสื้อผ้า สักพักเขาบอกพร้อมแล้ว โผล่เข้าไปตกใจ แต่ทำเป็นเฉยๆ ก็แกนอนแก้ผ้าอยู่อะ แต่นอนคว่ำนะ แต่แค่ข้างหลังก็แปลกๆแล้ว เฮ้ยมีผู้ชายแปลกหน้ามานอนแก้ผ้าอยู่ตรงหน้าแถมต้องนวดมันอีก เราก็เอาวะเพื่อเงิน ก็นวดๆไปตามขั้นตอนที่เตรียมมา พอจบข้างหลังต้องพลิกมาด้านหน้านี่ดิ เต็มๆครับ แกไม่สนใจนอนเฉย ผ้าเช็ดตัวก็ไม่อยากจะเอามาปิด ดูเขามองเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไอ้เรามันตกกระไดพลอยโจนมาขนาดนั้นก็นวดๆมันไป ทำไม่สนใจมันซะ คือไม่สนใจอยู่แล้วละ แต่มันแปลกๆอะอยู่ตรงหน้า แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี เขาแก้ผ้าก็จริงแต่ไม่ได้พยายามลวนลามอะไรทั้งสิ้น ไม่มีการพยายามถูกเนื้อต้องตัวอะไร สรุปคือปลอดภัย นวดไปนวดมาคือเขามาทุกอาทิตย์ เราก็ชักรู้ อ้อหมอนี่มันไม่แมน ประมาณเกย์ สำอางมาก พอเริ่มชินก็เออแก้ก็แก้ไป มันไม่ได้ทำอะไรเรา ทุกอย่างปลอดภัยดีเพียงแต่ต้องทนดูอะไรที่ไม่อยากดูเท่านั้น

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกา Thai Massage Therapist in America

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกาภาคสาม

ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกาภาคสี่ี่

Professional, educated, therapeutic massage therapists prefer that laws be enacted that will regulate massage therapy. They want these laws for three reasons:

1. To remove the stigma massage has of being merely a sensual / sexual activity.
2. To create barriers to entry. These barriers to entry profit three groups:
* Massage therapists: keeping casual individuals out of the massage business helps maintain therapists billing rates. Nothing wrong with that.
* Massage schools: requiring all therapist be formally trained certainly helps the schools get more paying students.
* Massage associations: Many of the organizations spearheading the need for laws regulating massage are the national massage associations, who, by no coincidence, would like those laws to stipulate that in order to practice therapeutic massage you must belong to a national association. Go figure, eh?
3. And finally, on the less cynical side, massage laws will ensure that people who use massage for health and wellness will get the most competent, professional, ethical, and effective treatment possible.

Of particular note, the ruling passed in British Columbia as covered here at the Healing and Law site. Basically, the college in B.C. wanted to regulate massage, but the province turned them down because massage is inherently benign. That is, massage causes no harm so what’s to regulate?

It’s all so very complex and confusing and frustrating…and it won’t be getting any clearer or easier any time soon.

ภาษาอังกฤษ แบบไทยๆ

plew April 9th, 2008


ภาษาอังกฤษง่ายแค่นิดเดียว
แน่นอนที่สุดสำหรับการเดินทางมาต่างบ้านต่างเมือง ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่คุ้นเคยไม่เคยมีเพื่อนต่างชาติ หรือเดินทางไปที่นี่นั่นเป็นครั้งแรก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรับตัว สำหรับอเมริกาจริงๆแล้วถือว่าเป็นประเทศที่ไม่ยากในการปรับตัวมากนักสำหรับคนไทยเรา เพราะบ้านเราเปิดรับวัฒนธรรมอเมริกันมามากมายพอสมควร เราคุ้นเคยกับภาพยนตร์ฮอลลีวูด สำเนียงการพูดภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน แต่ถึงจะคุ้นๆอยู่บ้างก็เหอะ ถ้ามาอยู่จริงๆแล้วมันก็ยังมีอะไรหลายๆอยางที่มันต้องปรับ เพราะนี่มันชีวิตจริงนี่หว่า มันมีรายละเอียดเล็กๆอีกมากมาย ไอ้ที่ว่าเล็กๆนี่แหละบางทีมันก็ทำให้เรารู้สึกอึดอัดได้เหมือนกัน

สิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการปรับตัวสำหรับตัวเองคงเป็นเรื่องภาษาอังกฤษ แต่สำหรับหลายท่านที่ภาษาอังกฤษเป็นของกล้วยๆ ชิวๆอยู่แล้วก็สบายไป แต่ตัวเองแล้วไม่ใช่เลย เรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่อนุบาลแต่มันก็ยังไม่ได้ดั่งใจ อ่านนะอ่านได้อยู่หรอก ก่อนมาเราก็คิดว่าภาษาอังกฤษของเรามันดีขึ้นเยอะแล้วเพราะคุยกับแฟนซึ่งเป็นเจ้าของภาษาอยู่บ่อยๆ แต่พอมาจริงๆ เจอสถานการณ์จริงๆก็เริ่มใบ้รับประทาน เวลาเราอยู่เมืองไทยพูดภาษาอังกฤษกับเพื่อนเรามันก็ฟังเราเข้าใจดี แต่มาที่นี่พูดคำเดิมนี่แหละ เฮ้ยทำไมมันไม่เข้าใจวะ หา หา What? อะไรนะ พูดอีกทีสิ เราพูดห้ารอบได้มันก็ยังไม่เข้าใจ ตรงนี้คืออะไรเหรอ ก็คือ การออกเสียงแบบผิดๆไง เรามันคุ้นเคยกับการออกเสียงแบบผิดๆมาเป็นสิบปี เราคิดว่าถูกก็ครูสอนมางั้น พูดมาแบบนี้มาโดยตลอด ฝรั่งอเมริกันบอกผิด พูดอะไรไม่รู้เรื่อง บางท่านอาจบอกว่าก็ออกเสียงถูกแล้วนิ แต่ปรากฏว่าออกเสียงแบบชาวอังกฤษคือ British English คนอเมริกันเขาออกเสียงหลายๆคำคนละแบบ มันก็ไม่เข้าใจกัน ตรงนี้หลายประเทศไทยแถบเอเชียเจอปัญหาเดียวกันเพราะส่วนใหญ่ประเทศเอเชียเราเรียนภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ แถมบวกกับสำเนียงแบบไทยๆมันเลยไปกันใหญ่สิคราวนี้ แฟนเราบอกว่าไม่ต้องไปกังวลกับไวยากรณ์หรือแกรมม่ามากนักหรอก ไวยากรณ์ผิด คนที่คุยกับเราเขาเข้าใจ เพียงแต่มันอาจดูไม่มืออาชีพเท่าไรเท่านั้นเอง และคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องไวยากรณ์ด้วยซ้ำเขาพูดตามความเคยชิน แต่ถ้าออกเสียงผิดมันคนละเรื่องกันเลยนะ เพราะฉะนั้นให้ฝึกฝนและเน้นเรื่องการออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน ต้องชัดเช่น Sh กับ Ch th กับ T V กับ B ของเขามันต่างกันมาก แต่บางทีคนไทยออกเสียงมันเหมือนกัน เช่น Cherry กับ Sherry คนละเรื่องกันเลย เราจะพูดคำแรกเขาฟังเป็นคำที่สอง ไม่ใช่แค่นี้สิ มันมีคำอื่นๆอีก มากมายที่มันออกเสียงคล้ายกันมาก หรือบางคำที่มันไม่ได้คล้ายกับใครแต่เราคิดว่าเราพูดถูกแต่เขางงตลอด เช่น error เราอ่าน เออเร่อ เราพูดเขางง อะไรนะ พูดใหม่ เฮ้ยยังงอยู่อีก เลยต้องสะกดให้ ฉันพูดคำนี้โว้ย เขาก็อ๋อ ไม่ใช่ เออเรอร์ ต้อง แอร์เอ่อ โคตรยากคิดในใจ ยิ่งคำที่มีตัว R หรือ L นี่ยิ่งไปกันใหญ่เราอ่านก็พูดแบบที่เราเคยทำมาเป็นสิบปี เขาก็บอกผิด อีกส่วนที่สำคัญคือการออกเสียงท้ายคำต้องชัดลงท้ายด้วย D T Th G Ed และอื่นๆอีกมากมายต้องออกเสียงให้ชัดให้ครบ เพราะบางคำคล้ายกันแต่พยัญชนะตัวสุดท้ายต่างกัน เราออกเสียงผิดปุ๊ปคนเขาก็เข้าใจเป็นอย่างอื่น

นอกจากนั้นการเน้นเสียงหนักเบาในแต่ละพยางค์ก็สำคัญเช่นกัน ถ้าเราเน้นเสียงหนักผิดที่ผิดทางอาจทำให้สื่อสารกันไม่เข้าใจอีกตามเคย เวลาพูดเป็นประโยคก็ต้องให้มันมีจังหวะไม่ใช่ราบเรียบเป็นไม้กระดาน เวลาฝรั่งเขาพูดภาษาอังกฤษมันดูมีชีวิตชีวามีเสียงสูงเสียงต่ำ หนักเบา เราก็ต้องเรียนแบบเขาเพราะสามารถทำให้การสื่อสารเข้าใจกันได้มากขึ้น ฟังมาขนาดนี้หลายคนอาจเริ่มท้อ แหมรู้สึกตัวแปรมันจะเยอะเหลือเกิน จริงๆแล้วภาษาเป็นอะไรที่ต้องฝึกฝน ต้องใช้และบวกกับตัวแปรเรื่องเวลา มันเก่งไม่ได้ในข้ามคืน ไม่รู้นะบางคนอาจพัฒนาได้เร็วกว่าคนอื่น แต่สำหรับตัวเองคิดว่าภาษามันเป็นอะไรที่ธรรมชาติคือใช้บ่อย ฟังบ่อย พูดบ่อย มันจะดีขึ้นเรื่อยๆ ต้องฝึกฝนต้องทั้งพยายามใช้บ่อยๆและแก้ไขที่มันผิดๆให้มันถูก เพราะฉะนั้นใครที่วางแผนจะมาเมืองนอกแล้วภาษายังไม่ดีก็ฝึกไว้ก่อนมา พามาอยู่จริงๆมันจะได้เก่งเร็วขึ้น

ที่เล่ามานี่แค่ปัญหาในการคุยกับฝรั่งแบบตัวต่อตัว แบบเห็นหน้าเห็นตานะ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการคุยโทรศัพท์ซึ่งยากขึ้นไปอีก คุยโทรศัพท์กับฝรั่งแรกๆ Pardon มันไม่รู้กี่ครั้ง แถมมันพูดซ้ำกันห้ารอบเราก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีแหละ มีบางครั้งคือไม่รู้จะยังไง มันพูดกันไม่เข้าใจคือเราฟังเขาไม่เข้าใจ เขาโมโหกระแทกและวางหูไปเลยก็มี ยอมรับว่ายากแต่ต้องอาศัยความเคยชิน คุยมากขึ้นก็จะดีขึ้น แต่ทุกวันนี้ถ้าเจอประเภทพูดเร็วมากก็ยังงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ดี สำหรับตัวเองเวลาคุยโทรศัพท์แล้วฟังไม่ทันก็จะบอกเขาเลยว่าเราเป็นคนต่างชาติภาษาอังกฤษไม่ดี ขอโทษด้วยและขอให้เขาเข้าใจและพูดช้าๆหน่อย ซึ่งก็ได้ผล เขาจะเข้าใจและไม่หยุดหงิดมากนักเวลาเราฟังไม่รู้เรื่อง

ก็เพราะจุดอ่อนของคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองอย่างคนไทยเรานี่แหละ ที่คนไม่ดีที่นี่มันใช้ในการหาผลประโยชน์ เนื่องจากที่นี่จะมีคนที่ย้ายถิ่นมาจากประเทศต่างๆที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นจำนวนมากทั้งจากเอเชียเรา หรือจากประเทศแถบอเมริกากลาง อเมริกาใต้ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ภาษาสเปน พวกคนไม่ดีชอบแสวงหาผลประโยชน์พวกนี้มันรู้ว่า คนย้ายถิ่นเข้ามาใหม่ส่วนใหญ่ภาษาอังกฤษอ่อนแอ โดยเฉพาะการพูดคุยทางโทรศัพท์ บริษัทพวกนี้จะหาเบอร์โทรศัพท์ของคนที่เพิ่งได้รับกรีนการ์ด และโทรมาเสนอขายสินค้า เช่นการรับหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร ซึ่งจริงๆเขาจะพูดเร็วมาก จนเราฟังไม่รู้เรื่องว่าเขาพูดอะไร เขาจะถามเราว่าชื่ออะไร ที่อยู่ที่ไหน ปรากฎเราบอกไป อีกสามวันมีบิลมาเรียกเก็บเงินค่าสมัครสมาชิกหนังสือพิมพ์เฉยเลย อันนี้แฟนเราบอกที่นี่ทำแบบนี้กันเยอะมาก เขาชอบโทรไปหาคนที่ได้ข้อมูลมาว่าเพิ่งได้กรีนการ์ดเพิ่งมาอยู่ใหม่ คนโดนแบบนี้เยอะเพราะบางทีมันโทรพูดเร็ว บางคนฟังไม่เข้าใจคิดว่าเป็นบริษัทที่เคยสมัครงานไว้โทรมาก็ให้ข้อมูลไป กลายเป็นตกลงซื้อของกับมันเฉยเลย ถึงบอกว่าภาษาอังกฤษสำคัญมาก ตัวเองพอรู้เรื่องนี้ต้องระวังมากในการรับโทรศัพท์เบอร์ที่ไม่คุ้นเคย แฟนบอกไม่ต้องรับเลยก็ได้เบอร์ที่ไม่รู้จักเพราะส่วนมากคนที่นี่ถ้าเราไม่รับและมีเรื่องสำคัญเขาจะฝากข้อความไว้เสมอ แต่ที่ไม่ฝากเดาได้เลยว่าขายของชัวร์ และที่สำคัญใครก็แล้วแต่โทรมาถามข้อมูล ชื่ออะไร ที่อยู่ที่ไหน อย่าบอกเด็ดขาด ต้องระวังมากจริงๆเรื่องโทรศัพท์โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือที่นี่

โทรศัพท์ก็ว่าแย่แล้ว บางครั้งไปทานข้าวหรือมีงานปาร์ตี้กับฝรั่งเป็นกลุ่มๆยิ่งไปกันใหญ่ คุยกับฝรั่งคนเดียวยังคุยกันเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง นี่เจอฝรั่งเป็นโขลง เอ๊ยเป็นกลุ่ม ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เขาก็คุยกันไปคนโน่นพูด คนนี้พูด หันมาสบตาเรา เราก็พนักหน้าทำเป็นเข้าใจ เข้าใจๆ แต่จริงๆอะไรวะฟังไม่ทัน ก็เวลาฝรั่งเขาคุยกันแบบธรรมดา มันเร็วมาก แถมมีการรวบคำ ตัดคำ รวมคำ ไหนจะแสลงแปลกๆที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต ใครจะไปเข้าใจ บอกตรงๆแรกๆเบื่อและไม่อยากเลย เวลาแฟนชวนไปทานข้าวกับเพื่อนเขา เพราะเรามันนั่งใบ้ เขาคุยกันเราก็ฟังไม่ทัน บางครั้งก็คุยกันเรื่องรายการโทรทัศน์ที่เราไม่เคยดู ไม่เคยรู้จัก เข้าใจบางทีไม่เข้าใจ สรุปคืองง และรู้สึกตัวเองมีปมด้อยยังไงไม่รู้ ต้องยอมรับว่ามันยาก เวลาเราคุยกับฝรั่งคนเดียว เขาคุยกับเราเขาจะรู้ว่าเขาต้องพูดให้ช้าลง หรือเราบอกเขาได้ว่าเราไม่เข้าใจ แต่พอมาเจอเขาอยู่ด้วยกันเองเหมือนเราท่อนไม้ยังไงยังงั้น แต่ในที่สุดพอเจอบ่อยๆเข้า มันจะค่อยๆดีขึ้น แต่ถึงตอนนี้ก็ยอมรับว่ายังไม่เข้าใจได้ร้อยเปอร์เซ็นอยู่ดี

สำหรับตัวเองสิ่งที่ช่วยได้มากในการฝึกภาษาอังกฤษนอกจากแฟนแล้ว ก็คือการดูโทรทัศน์ รายการโปรดคือ การ์ตูนสำรับเด็ก ที่นี่เขาจะมีสถานีที่เป็นรายการเด็กทั้งวัน ซึงมันเหมาะสำหรับคนอ่อนหัดภาษาอังกฤษอย่างเรามาก เพราะรายการประเภทนี้จะพูดไม่เร็วมาก รวมทั้งออกเสียงชัดเจน และหลายรายการก็มีการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กด้วย มันช่วยได้มากในเรื่องการออกเสียง รวมทั้งประโยคในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมันง่ายกว่ารายการปกติเพราะเราฟังเข้าใจ รายการปกติของผู้ใหญ่จะพูดเร็วจนฟังไม่ทัน รวมทั้งมีแสลงมากมาย แต่ตัวเองก็พยายามฟังทั้งรายการผู้ใหญ่และของเด็ก เพื่อช่วยให้เราชินกับภาษาเร็วขึ้น

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

วัฒนธรรมอเมริกัน

วัฒนธะรมอเมริกัน ภาคสอง



มาเล่าต่อเรื่องการทำงานร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก เด็กที่ทำงานเสริฟส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่มาเรียนภาษา และมาเรียนต่อปริญญาโท อายุส่วนใหญ่ประมาณยี่สิบต้นๆทั้งนั้น ดังนั้นเราจึงกลายเป็นพี่ไปโดยปริยายเนื่องจากเลขสามนำหน้าไปแล้ว (แต่หน้ายังเด็กอยู่นะ) ในร้านที่ทำหลายคนเป็นเด็กเอแบค (เด็กมหาลัยเดียวกับเราไม่มีเลยอะ) เขาจึงสนิทกันค่อนข้างเร็ว เพราะบางคนเป็นเพื่อนกันมาก่อนตั้งแต่เมืองไทย น้องอีกกลุ่มเป็นเด็กม.กรุงงเทพ มากันสามคนมาเรียนภาษาด้วยกัน พักด้วยกัน ทำงานด้วยกัน อือไม่เหงาดี

เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ซึ่งเป็นรุ่นน้อง และผู้หญิงทั้งหมด ปัญหาที่เกิดกับคนมาใหม่อย่างเราคือ คนเก่า ที่ทำมาก่อนเราคนหนึ่งพูดอย่างอีกคนพูดอย่าง นึกออกไม๊คนนี้บอกต้องทำอย่างนี้นะ พอเราทำอีกคนเห็นบอกทำอย่างนี้ไม่ได้นะผิด เราก็งงสิ แล้วจะให้ทำยังไงละ แล้วร้านที่ทำช่วงเรามาฝึกงานคือมาฝึกทุกวัน แต่คนที่ทำประจำในแต่ละวันไม่ซ้ำหน้า คือวันจันทร์ก็คนหนึ่ง วันอังคารก็อีกคน เปลี่ยนไปเรื่อย มาเจอคนหนึ่งก็บอกอย่างหนึ่ง มาเจออีกคนก็บอกอีกอย่าง ทำตามคนหนึ่งอีกคนบอกผิด คือมันมั่ว เอาแค่เรื่องง่ายๆแค่ตักข้าวใส่หม้อคนหนึ่งบอกเอาถ้วยตักเลยเร็วดี พอเราเอาถ้วยตัก อีกคนมาเจอบอกทำงั้นได้ไงเดี๋ยวมันสกปรก พอเอาทับพีตักอีกคนมาเห็นบอก โอ้ยงี้ช้าตายเลย บางทีงงเฮ้ยแค่ตักข้าวอะไรนักหนาตักยังไงก็เอาเหอะให้มันเสร็จก็พอ

ถามตอว่าแล้วทำไมเราต้องเกรงใจคนทำงานเก่าๆมากมาย ทั้งๆที่เจ้าของร้านบอกไม่ต้องไปฟังมากคนเก่าบางทีก็สอนผิดๆ แต่ที่ต้องเกรงใจเพราะ จริงๆเจ้าของร้านนี้เขาไม่อยู่ร้านเท่าไร ดังนั้นเขาไม่รู้หรอกว่าเราทำงานเป็นไง แต่เขาจะใช้วิธีถามจากเพื่อนร่วมงาน ถ้าเพื่อนร่วมงานไม่พอใจ แล้วบอกคุณทำงานไม่ดีก็จบ

เรื่องนี้โดนกับตัวเองมาแล้ว จึงซึ้งน้ำใจคนไทยด้วยกันมากๆ ในวันที่มาทำงานเป็นวันแรก แทบไม่มีใครสอนงานบอกแค่หน้าที่มีอะไร คือทำงานได้ห้าชั่วโมง ร้านใกล้ปิด เจ้าของร้านก็มาก็นั่งกันพร้อมหน้า เจ้าของร้านก็ถามพี่คนหนึ่งซึ่งคนนี้เป็นหลานสาวเจ้าของร้านว่าเราทำงานเป็นไง เขาตอบ อ๋อเขาทำไม่ได้ ทำช้า เรางงงง มากเฮ้ยมาทำวันแรก เราทำเต็มที่แน่นอนมันทำไม่เร็วหรอก สอนงานก็ไม่สอน วันแรกบอกเราทำไม่ได้ มานั่งคิดถ้าเป็นคุณมีคนมาทำงานวันแรก เค้าไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน คุณจะตอบว่าไง วันนั้นคือเค้าพูดต่อหน้าเลย เราก็รู้ว่าเราทำงานไม่เก่งแน่ๆในวันแรก แต่บอกให้ทำอะไรทำทุกอย่าง ไม่มีบอกไม่ได้หรืออิดออดเลย นี่แหละเพื่อนร่วมงานคนไทย


จริงๆเรื่องนี้ก่อนได้งานคุยกับเพื่อนของเพื่อนที่ทำงานร้านอาหารไทยที่นี่ เขาก็เตือนเรามาว่าอย่าไว้ใจใครเด็ดขาด อย่าไปเล่าอะไรให้ใครฟังมาก นี่หมายถึงคนไทยในร้านที่ทำงานด้วยกัน เขาบอกเขาเจอมาเยอะ เขาคบๆไปไม่สนิทกับใครมากมาย ไม่เล่าไม่บอกอะไรใคร ถ้าไม่ได้เป็นเพื่อนหรือสนิทกันมาก่อนจริงๆ เขาบอกโดยเฉพาะคนทำงานในครัวยิ่งหนัก ส่วนใหญ่การศึกษาน้อย ชอบนินทาพูดลับหลังให้เราเสียหาย แต่พูดถึงตรงนี้บอกก่อนว่าอันนี้เพื่อนเตือนมา จริงๆไม่มีเจตนาจะบอกว่าคนไทยที่นั่นไม่ดี คนดีก็มี แต่บางคนที่เจอก็อย่างที่เล่า

จริงๆเรื่องนินทาก็เป็นเรื่องปกติของทุกสังคม ในร้านอาหารก็เช่นกัน คนเสริฟนินทาคนในครัว คนในครัวนินทาคนเสริฟ คนเสริฟและคนในครัวนินทาเจ้าของร้าน เจ้าของร้านนินทาลูกน้องอีกคนให้อีกคนฟัง เซ็ง เราเองก็นินทาเหมือนกันแต่นินทาในใจ ด้วยความที่มาใหม่ไม่รู้ใครเป็นใคร เงียบไว้เป็นดีแต่หูก็ทำงานตลอดเวลา เก็บข้อมูล


คนไทยในซานฟรานซิสโก Thai People in San Francisco

admin August 31st, 2007


p8200336.jpgp8200336.jpg

อย่างที่บอกว่าในซานฟรานซิสโก มีคนไทยค่อนข้างเยอะ ทุกครั้งที่ออกไปนอกบ้าน จะต้องได้ยินเสียงคนไทยอย่างน้อยสองคนคุยกัน แต่ถ้าคณไปตามเอาท์เลต ละก็บางเยอะเลยละค่ะ ก็รู้ๆกันอยู่ว่าคนไทยชอบช๊อปปิ้งขนาดไหนอ้าวแล้วทำไมซานฟรานซิสดกมีคนไทยเยอะละ จริงๆแล้วแคลิฟอเนียน่าจะเป็นรัฐที่มีคนไทยเยอะที่สุด นั่นน่าจะเป็นเพราะอากาศที่ไม่หนาวจัดจนเกินไป และเป็นรัฐใหญ่ที่มีเมืองใหญ่ๆและเจริญและน่าอยู่กว่าหลายรัฐในอเมริกา รวมทั้งผู้คนค่อนข้างมีอัธยาศัยดี และไม่มีการแบ่งแยกเรื่องเชื้อชาติสีผิวมากนัก สำหรับซานฟรานซิสโก สาเหตุหลักที่ทำให้มีคนไทยที่นี่เยอะเนื่องจากที่นี่มีมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาค่อนข้างเยอะ จึงทำให้ที่นี่มีนักเรียนไทยที่มาศึกษาต่อจำนวนมาก ท้งมาศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย หรือหลายคนมาเรียนภาษา ประกอบกับที่นี่ระบบขนส่งมวลชนค่อนข้างดี จึงสะดวกสำหรับนักศึกเรียน นักศึกษาที่จะมาเรียนที่นี่เพราะไม่จำเป็นต้องมีรถส่วนตัว บ้านเมืองก็ไม่เงียบเหงาเหือนหลายๆเมืองในอเมริกา มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาต่างในซานฟรานซิสโกและบริเวณใกล้เคียง ที่มีชื่อเสียง เช่น San Francisco State University, UC berkeley, UC San Francisco, Acadermy of art University, University of Sanfrancisco, Golden Gate University, City college และอื่นๆอีกมากมายดังนั้นที่นี่จึงเต็มไปด้วยนักเรียนไทย เท่าที่เจอส่วนมากมาเรียนภาษา หรือมาเรียนต่อปริญญาโท ส่วนมากนักเรียนก็จะทำงานในร้านอาหารไทย อย่างที่บอกว่าร้านอาหารไทยที่นี่เยอะ แต่คนไทยก็เยอะเช่นกัน ดังนั้นลองเดาเล่นๆว่ามันจะหางานทำในร้านอาหารได้ง่ายหรือยากกันแน่คนไทยที่เจอที่นี่นอกจากนักเรียน ก็มีประเภทมาอยู่ที่นี่แบบโรบินฮุด คืออยู่มาเป็นสิบปีกลับก็ไม่ได้เพรระกลับแล้วมาอีกไม่ได้ ก็ทำงานเก็บเงินจนพอใจจึงจะกลับ ส่วนมากประเภทนี้การศึกษาน้อย มักทำงานในครัว ต่างจากคนที่ทำงานเสริฟส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา ซึ่งก็รู้กัน คนไทยที่มีปัญญามาเรียนเมืองนอก (ถ้ามาด้วยทุนตัวเอง) ก็เป็นคนมีตังค์ทั้งนั้น คนไทยที่ทำงานเสริฟส่วนใหญ่พูดง่ายก็ลูกคนรวย จบปริญญาตรีมาแล้วเป็นส่วนมากคนไทยจำนวนหนึ่งที่มาอยู่ที่นี่นานเป็นสิบปีแต่ก็ยังทำงานเสริฟในร้านอาหารก็เยอะ เคยถามเขาว่าคนไทยเขาทำกันแต่ร้านอาหารไทยเหรอ มีงานอย่างอื่นไม๊ที่คนไทยเขาทำกันนะ คำตอบคือ อือ.. เขาก็ทำร้านอาหารไทยกันแหละ ดีที่สุดแล้ว … ฟังแล้วก็…จริงเหรอ… (ในใจมันต้องมีอย่างอื่นสิน่า)แต่ถ้าถามว่ามันมีไม๊คนไทยที่ทำงานดีๆในบริษัทฝรั่ง มีนะเพราะเจอพี่สาวคนไทยคนหนึ่ง เขาทำงานด้านคอมพิวเตอร์ในบริษัทดังแห่งหนึ่งที่นี่ แต่เขาก็บอกว่าในบริษัทก็มีเขาคนเดียวนี่แหละที่เป็นคนไทย เราเล่าว่าคนไทยที่นี่เขาบอกคนไทยก็ทำกันแต่ร้านอาหารไทยแหละ พี่เขาก็ขำบอก เขาพูดงั้นเหรอ ตลกดี ทำไมอยากทำกันนักร้านอาหาร เขาบอกไม่จริงหรอกมีงานอย่างอื่นที่คนไทยทำได้ ดูเขาสิ แต่ว่าถ้าอยากหางานดีๆทำก็ต้องมีดีกรีที่นี่ คือจบอะไรซักอย่างที่นี่ พี่เขาจบปริญญาโทด้านคอมพิวเตอร์ที่ ซาคราเมนโต ทำงานที่อเมริกามาสิบปีจนได้กรีนการ์ดแล้ว สรุปคือมันอยู่ที่ความคิด และความพอใจ ต่างจิตต๊?างใจ ต่างเหตุผล คงไม่มีใครผิด ใครถูก


เขาเล่าว่า..กับชีวิตจริงในอเมริกา มันจริงไม๊ Is it true what they say about America?

admin August 28th, 2007



image189.jpg

คิดว่าหลายๆคนคงเคยมีเพื่อนหรือคนรู้จักที่อยู่ในอเมริกาหรือเคยไปอเมริกา เล่าเรื่องต่างๆเกี่ยวกับที่นั่นให้ฟัง ตัวเองเช่นกันจริงๆเมื่อก่อนไม่เคยคิดอยากมา ไม่เคยอยากอยู่เมืองนอก และไม่คิดว่าจะมีโอกาสมาเที่ยวอเมริกาเพราะมันแพงเกินไปสำหรับตัวเอง แต่ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอนวันนี้มากกว่ามาเที่ยวเพราะต่อจากนี้ชีวิตส่วนใหญ่คงใช้ที่นี่ ไม่ใช่เมืองไทยซะแล้ว

ก่อนตัดสินใจมาก็ฟังเพื่อนหลายคนซึ่งทั้งเคยมาเรียน มาทำงาน มาเป็นโรบินฮูดอยู่ที่นี่ เล่าให้ฟัง ส่วนใหญ่คนรอบตัวจะบอก เมกาดีมากเลยหาเงินได้เยอะ หางานก็ง่าย สนุกกว่าอยู่เมืองไทย อากาศก็ดี คนก็ดี อิสระเสรี ทำงานร้านอาหารได้เงินเยอะเดือนหนึ่งเป็นแสน ถ้าทำเมืองไทยอีกกี่ปีจะได้หลักแสน อันนี้เพื่อนพูด “คิดดูพวกเราจบปริญญาโท มหาลัยก็ดัง ได้เงินเดือนเท่าไร สองหมื่นห้า สามหมื่น มาทำร้านอาหารงานง่ายๆได้เป็นแสน” อยู่เมืองไทยเงินไม่พอใช้ อยู่ที่นี่รับเงินทุกวัน ช๊อปปิ้งทุกวัน บางคนมาอยู่ที่นี่บอกขับเบนซ์ ซื้อกระเป๋าแบรนเนมส์แพงๆเป็นว่าเล่น คุณเชื่อไม๊ละ

สำหรับตัวเองก่อนมา คืออยากทำงานร้านอาหารไทยแหละเพราะฟังมาเยอะว่าคนไทยเขาก็ทำงานร้านอาหารไทยกันทั้งนั้น ก็กังวลว่าจะหางานได้ง่ายอย่างที่เขาว่าจริงไม๊ บรรดาผู้เชี่ยวชาญ ก็เพื่อนๆนี่แหละบอก โหอเมริกาหางานง่ายแค่คิดว่าอยากทำงานงานก็รออยู่เต็มไปหมด แต่เราก็ย้ำว่า เฮ้ยแต่เราไปทำแบบผิดกฎหมายนะ ไม่มีใบทำงาน (work permit) ไม่มีกรีนการ์ด (green card) หางานง่ายจริงเหรอ เขาก็บอกร้านอาหารไทยเยอะแยะ เขาเปลี่ยนงานเป็นว่าเล่น ยิ่งเป็นผู้หญิงสาวๆหน้าตาโอเค หุ่นดียิ่งง่าย เราก็เออเราก็ใช้ได้นี่นา คงง่ายเลยดิ คนที่บอกนี้เขาอยู่เมืองใกล้ๆ แอลเอ แล้วแม่เขาก็เป็นเจ้าของร้านอาหารมาก่อน อีกคนบอกหาเมืองนี้ไม่ได้ก็ย้ายไปเมืองอื่นสิ อเมริกามีตั้งห้าสิบรัฐมันต้องได้ซักที่แหละ เราก็เออ คงง่ายจริงมั้ง (หน้ามืดตามัวเพราะเบื่องานบริษัทเต็มที)

มาเพื่อนอีกคน คนนี้เคยมาซานฟราน เราก็เฮ้ยตรงเลย เขาบอกโหเขาอยู่ซานฟรานมาสองเดือนสมัครงานร้านอาหารไทยยี่สิบที่ได้มั้ง ไม่มีใครรับ ไม่มีใครโทรเรียกเลย สองเดือนเลย ไม่ไหวย้ายไปนิวยอร์ก เพราะมีเพื ื่อนที่นั่นเขาฝากงานให้ทำที่ร้านอาหารไทยนี่แหละ แต่มีคนฝากนะ

ที่นี่เราก็เฮ้ย เชื่อใครดีละ ตกลงงานมันหาง่ายไม๊เนี่ย แล้วอเมริกามันดีกว่าเมืองไทยจริงไม๊ละ มันสวยหรู สนุกสนานจริงไม๊ หรือมันลำบากอย่างที่บางคนบอก อือแล้วจะเล่าให้ฟังต่อไป แต่ขอบอกก่อนว่าอันนี้คือที่เจอกับตัวเอง หลายๆคนที่ไปอเมริกาคงมีอะไรหลายอย่างที่แตกต่างกัน เพราะอเมริกามันใหญ่มาก แต่ละเมืองแต่ละรัฐก็มีความแตกต่างกัน บางครั้งเราฟังคนที่อยู่เมืองหนึ่งแต่เราจะไปอีกเมือง อาจไม่เหมือนกันเลยก็ได้



ซานฟรานซิสโก แคลิฟอเนีย San Francisco, California

admin August 25th, 2007



dscn8143_alamo.jpg

อย่างที่บอกซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่สวยมากเมืองหนึ่ง อากาศดีคือไม่หนาวจนเกินไปตอนนั้นช่วงเดือนมีนาคม อยู่ที่ประมาณ สิบห้าดีกรีเซลเซียสได้ เมืองในแคลิฟอเนียภาพรวมอากาศจะเย็นตลอดปีไม่มีร้อน ช่วงซัมเมอร์ก็จะอุ่นขึ้นแต่ไม่ร้อนอากาศเย็นสบาย ส่วนหน้าหนาวก็ไม่หนาวจัด ทั่วไปไม่มีหิมะนอกจากบนภูเขาสูงๆ ถือว่าเป็นรัฐที่น่าอยู่มากที่สุดก็ว่าได้ และด้วยความที่มันน่าอยู่ทำให้ค่าครองชีพที่นี่ค่อนข้างแพง โดยเฉพาะซานฟรานซิสโก อาจเป็นเมืองที่แพงที่สุดในแคลิฟอเนีย เขาว่าแพงกว่าแอลเอด้วยซ้ำ ที่ค่าครองชีพที่นี่แพงอาจเพราะสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆการคมนาคม ระบบขนส่งสาธารณะค่อนข้างดี คือที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีรถส่วนตัว เนื่องจากมีรถเมล์ทุกเส้นทาง และรถไฟใต้ดิน รถไฟราง รถราง เป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองในอเมริกาที่เดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวกโดยไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์

ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่มีพื้นที่ไม่มากนัก และค่อนข้างหนาแน่นแทบไม่มีพื้นที่ว่าง อาคารส่วนใหญ่จะติดๆกันหมด เป็นเมืองที่มีความหนาแน่นเป็นอันดับสองรองจากนิวยอร์ก และที่น่าสนใจคือเป็นเมืองที่เหมือนอยู่บนเนินเขา เวลาเดินหรือขับรถในหลายๆจุดจะเหมือนเดินขึ้นเขา ลงเขา บางคนไม่ชอบบอกว่าขับรถลำบาก แต่นั่นทำให้ที่นี่ดูสวยงามและน่าดึงดูด ด้วยความเป็นเมืองที่อยู่บนเนินเขาประกอบกับอาคารส่วนใหญ่ (บางส่วน) เป็นสไตล์วิคตอเรียและส่วนใหญ่มีขนาดไม่ใหญ่นัก รวมทั้งเป็นเมืองที่ติดทะเลด้านหนึ่งเป็นหมาสมุทรแปซิฟิก อีกด้านเป็นซานฟรานซิสโก เบย์ จึงไม่แปลกใจที่เขายกย่องว่าเป็นเมืองที่โรแมนติกที่สุดในอเมริกา

แต่ด้วยความเป็นเมืองที่มีความเป็นเมือง City สูงมากเมืองหนึ่งทำให้มีจำนวนประชากรค่อนข้างมาก บางย่านก็ไม่น่าดูซักเท่าไร จริงๆแล้วก็คงเป็นเหมือนกันทุกที่คือมีทั้งส่วนที่สวยงามและส่วนที่อัปลักษณ์ หลายจุดค่อนข้างสกปรก หลายจุดมีคนจรจัดพักอาศัยริมถนน ขยะเกลื่อนกลาดตามฟุตบาท แน่นอนถ้ามาแบบท่องเที่ยวก็จะเห็นแต่จุดที่สวยงาม แต่ถ้ามาอยู่จริงๆก็จะพบว่าหลายจุดมันไม่น่าโรแมนติคเลยซักนิด ยังไม่จบค่ะติดตามตอนต่อไปนะค่ะ

San Francisco is consistently voted the best city in the world to visit. With a population of 780,000 San Francisco is only 49 square miles. San Francisco’s restaurants and museums are world class and the mild climate make touring a pleasure at any time of the year. Don’t miss the Golden Gate Bridge (Golden Gate Double-Decker) and a tour to Alcatraz Island. Ride a cable car, spend an afternoon in the alleys of San Francisco’s Chinatown (the largest outside Asia) and enjoy an evening in North Beach - the Italian District.


วันแรกในซานฟรานซิสโก The first time in San Francisco

admin August 24th, 2007



twin-peaks.jpg

หลังจากออกจากสนามบินก็ขับรถไปรอบๆซานฟรานซิสโก ตื่นเต้น อเมริกาเป็นงี้เองเหรอ ก็ครั้งแรกในชีวิตนี่คุณ ก็สอดส่ายสายตาไปทุกจุด แต่เอาจริงมันก็ไม่ต่างจากกรุงเทพบ้านเราซักเท่าไร แต่ก็สวยดีซานฟรานซิสโกในยามค่ำคืน สิ่งที่ต่างอย่างชัดเจนคือขณะนั้นเป็นเวลาประมาณสามทุ่มแต่ถนนหนทางดูเงียบ ไม่มีคนเดินควักไขว่เหมือนกรุงเทพ รถราก็เบาบาง นึกดูสิเวลาสามทุ่มในกรุงเทพ โหคนเดินเยอะแยะ บางจุดรถก็ยังติดก็มีแต่ที่นี่เงียบมาก

จุดแรกที่ไปคือ ทวินพีค Twin Peaks ซึ่งต้องขับรถขึ้นไปบนเขาทางคดเคี้ยว แต่ไม่ได้สูงอะไรมาก เป็นจุดชมวิวมองลงไปจะเห็นตัวเมืองซานฟรานซิสโก พอออกจากรถ โหหนาวและลมแรงมาก มองลงไปเห็นแสงไฟจากอาคารบ้านเรือนนับแสน สวยดี ต่อจากนั้นขับไปที่เฟอรี่บิวดิ้ง Ferry Building ซึ่งอยู่ริมซานฟรานซิสโกเบย์ San Francisco Bay (ถ้าอยากดูรูปคลิกไปที่ แกลลอรี่นะค่ะ) สวยมาก เป็นอาคารทรงเหมือนหอนาฬิกา สีครีม ดูคลาสสิค แต่เอาะเงียบจัง เลยถามแฟนว่าทำไมที่นี่เงียบจังเลย ยังไม่ดึกเท่าไร เขาบอกอเมริกาก็อย่างนี้ สอง สามทุ่ม คนส่วนใหญ่ก็เข้าบ้านกันหมด ไม่ใช่กรุงเทพนี่นา ตีหนึ่งตีสอง ยังคึกคัก

จากนั้นก็ขับรถไปย่านเกย์ เรียกว่า คาสโตร Castro หลายคนคงรู้ว่าซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่ดังเรื่องเกย์ ที่นี่ต้อนรับเกย์ เลสเบี้ยน ไม่มีการรังเกียจ หลายๆเมืองในอเมริกายังแอนตี้เกย์อยู่ แต่ที่นี่ไม่ จุดนี้จะเป็นศุนย์รวมของคนรักร่วมเพศ มีร้านอาหารดีๆ ช๊อปปิ้ง โรงหนัง ถือเป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของซานฟรานซิสโก อย่างที่บอกตอนนั้นสามทุ่มครึ่งได้ จึงค่อนข้างเงียบไม่เห็นเดินซักเท่าไร หลังจากนั้นก็ขับรถกลับที่พัก ตรงนี้แค่จุดเริ่มต้น ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองซานฟรานซิสโกให้ฟังอีกเยอะแยะเลยค่ะ

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ซานฟรานวิสโก แคลิฟอเนีย

ซานฟรานซิสโกภาคสอง

ระบบขนส่งมวลชนในซานฟรานซิสโก

In a city where parade themes include “Weapons of Ass Destruction” and starting your holiday with an Irish coffee at the Buena Vista Café is de rigueur, it’s pretty much guaranteed that you’ll have a fun time vacationing in San Francisco. Where else in the world will you find a restaurant whose servers are all gorgeous transvestites? Where it’s considered good, clean fun to get airborne in your car? Or where locals don’t even pause for earthquakes under 5.0 on the Richter scale?

And it’s always been this way: San Francisco’s reputation as a rollicking city where almost anything goes dates back to the boom-or-bust days of the California Gold Rush. The result is a wee bit o’ heaven for everyone: In a city that is so beautiful, exciting, and cosmopolitan there’s always something enjoyable to see and do no matter how long you’re staying. I’ve lived here for 14 years and I’m still discovering new things about this city almost every day.

ตรวจคนเข้าเมือง สนามบินซานฟรานซิสโก Port Of Entry - SFO Immigration

admin August 21st, 2007



image276.jpg

มาเล่าตรงจุดสำคัญดีกว่าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบิน ที่ซานฟรานมีหลายช่อง จำได้ว่าแถวยาวเชียว ตอนแรกเราก็ไปต่อแถวที่ดูแล้วมันสั้นๆกว่าแถวอื่น จริงๆมันก็ใกล้เคียงกันแลแหละ แถวที่เราต่อเป็นคนดำสัมภาษณ์ รอไปๆ ก็สังเกต เฮ้ยทำไมแถวเรามันไม่ขยับเลยอะ คือพี่ดำคนนี้แกสัมภาษณ์แต่ละรายนานถึงนานมาก คืออยู่ไกลไม่ได้ยินว่าถามอะไร แต่สังเกตว่านานในขณะที่ช่องข้างๆเสร็จไปสองคนพี่แกยังไม่จบ รออีกนิดก็อยากดูว่าจะให้ผ่านเมื่อไร นานจริงถามโน่นนี่ เลยเฮ้ยถ้าจะไม่ดีนะถ้าสัมภาษณ์กับพี่ดำคนนี้ อาจมีปัญหาได้เพราะดูแกเข้มจัง น่าตาก็ดุ สังเกตแต่ละคนโดนถามเยอะจริงๆกว่าจะให้ผ่าน มองไปช่องข้างๆเจ้าหน้าที่เป็นคนจีน เอเชียเหมือนกันน่าจะดี เลยย้ายไปต่ออีกช่องนึ่ง จะบอกว่าที่นี่คือเราเดินย้ายไปช่องที่เราต้องการได้ ดีไปอย่าง เจ้าหน้าที่คนจีนดูใจดีกว่าเยอะเลย แต่ละรายแป๊ปเดียวเสร็จ ผ่าน คิดเออตัดสินใจถูกนะที่ย้ายช่องมา แต่กว่าจะเสร็จก็เกือบเป็นคนสุดท้ายเพราะมัวแต่รอช่องมหาโหดอยู่นาน

จริงๆที่เล่าตรงนี้ไม่ใช่อะไร บางทีเราต้องหัดสังเกต เจ้าหน้าที่คนละคนแต่บางทีมันทำให้อะไรง่ายหรือยากต่างกันเยอะในการสัมภาษณ์ ต้องสังเกตจะได้ผ่านสบายๆหน่อย จริงๆเขาคงให้ผ่านหมดแหละค่ะถ้ามันไม่ดูน่าสงสัยมากๆ หรือผิดปกติมากๆ แต่ให้มันราบรื่นถ้าคุณมาวีซ่าท่องเที่ยวอย่างตัวเองปกติเขาจะแสตมให้อยู่ได้หกเดือน แต่ถ้าเขาเห็นว่าไม่ค่อยปกติอาจอนุญาตให้อยู่สั้นกว่านั้น หรือถ้าผิดปกติมากๆก็ส่งกลับ ก็เซ็งไป เพราะการที่คุณมีวีซ่าไม่ได้การันตีว่าคุณจะเข้าประเทศเขาได้เสมอไป อันนี้เรื่องจริงมีคนถูกส่งกลับ แล้วจะเล่าให้ฟังวันหลัง

หลายคนบอกว่าการขอวีซ่ามาอเมริกา หรือที่ตรวจคนเข้าเมือง ผ่านไม่ผ่านบางทีอยู่ที่ดวง พูดยากว่าหลักเกณฑ์ชัดๆ หรือต้องทำอะไรถึงผ่าน อย่างหนึ่งที่หลายคนพูดเหมือนกันคือถ้าเจอคนสัมภาษณ์โหดก็มักแย่ เจอคนสัมภาษณ์ใจดีง่ายๆก็โชคดีไป พูดยากจริงๆค่ะ แต่ข้อมูลที่ให้อย่างที่บอกประสบการณืของตัวเอง หลายคนไปอเมริกาอาจมีประสบการณ์ที่ต่างกัน

ฉบับต่อไปจะมาเล่าถึงคำถามต่างๆที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองนะค่ะLink U.S customs and Border Protection



Next »