ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกา Purchase a House in America
plew August 17th, 2009
ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในอเมริกามันช่างเรื่องเยอะและยุ่งยากได้ขนาดนี้ เขาว่าเมื่อก่อนคือก่อนที่จะเกิดวิกฤติในอเมริกา (2008-2009) การซื้อบ้านที่นี่ง่ายมากๆ เราก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จแต่แม่สามีบอกตอนเขาซื้อบ้านหลังแรกตอนแต่งงานเมื่อสีสิบปีก่อนที่ San Jose จ่ายเงินจองแค่ $250 ก็ย้ายเข้าอยู่ได้เลย ขอกู้ก็ง่ายแบบหายห่วง แต่ว่าวันนี้ประสบการณ์ที่เราได้รับจากการตัดสินใจซื้อคอนโดใจกลาง San Francisco มันตรงกันข้ามกันเลยสาเหตุมาจากปัจจัยหลายๆอย่างประกอบกัน เข้าเรื่องโม้เลยดีกว่า
อย่างที่เล่าซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า San Francisco เป็นเมืองที่ราคาอสังหาริมทรัพย์แพงอันดับสอง สามของอเมริกา แฟนเราเองซึ่งอยู่ที่นี่มาสิบปีก็ไม่เคยที่จะคิดซื้อบ้านเป็นของตัวเอง สำหรับคนที่อยู่เมืองนี้เป็นเรื่องปกติมากที่จะเช่าอยู่เพราะถ้ากู้ซื้อเองเงินดาวน์ก็สูงบวกผ่อนแต่ละเดือนแพงกว่าเช่า บวกภาษีบวกค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เรียกว่า HOA หรือ Home owner association อีก และราคาคอนโด บ้านที่นี่เรียกว่าอาจสูงเกินเอื้อมสำหรับคนชั้นกลางทั่วๆไป (ถ้าซื้อบ้านที่อยู่นอกซานฟรานราคายังต่างกันมากถึงจะขับรถไม่ถึงครึ่งชั่วโมง) บวกกับ San Francisco มีระบบ Rent Control คือรัฐจะควบคุมการขึ้นค่าเช่าว่าในแต่ละปีจะขึ้นได้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นคือขึ้นค่าเช่าได้น้อยมากๆ ดังนั้นคนที่เช่าและอยู่ระยะยาวจะคุ้มมาก
แต่เนื่องจากปัญหาวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกา (2008-2009) อย่างที่รู้ๆกันซึ่งทำให้ราคาบ้าน คอนโดต่างๆตกลงมามากบางที่ 40% ในซานฟรานอยู่ประมาณเฉลี่ย 25% หรือมากกว่านั้น ทำให้สามีเราเองเห็นว่ามันน่าจะเป็นโอกาศที่ดีในการจะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองซะที เพราะเดิมทีทำเลที่เราต้องการคือในกลางซานฟรานซิสโกและต้องเป็นย่านที่ดีปลอดภัย สะดวกใกล้แหล่งช๊อปแหล่งกิน ซึ่งบ้านไม่มีขายในย่านนี้มีแต่ Condo เดิมทีคอนโดในย่านนี้สองห้องนอนประมาณ 1000 Esq. ตกไม่ต่ำกว่า $800,000 ขึ้น คือปกติเป็นล้านเหรียญขึ้น หนึ่งห้องนอนก็ในช่วง 600,000 ขึ้นไป คือคอนโดธรรมดาถ้าหรูขึ้นสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้นก็แพงขึ้น ชั้นสูงขึ้นก็แพงขึ้นไปอีกตามปกติ แต่ในช่วงคือต้นปี 2009 ที่เพิ่งผ่านนมานี่แหละ สามารถหาสองห้องนอนสองห้องน้ำได้ในราคาต่ำกว่า $700,000 แฟนจึงตัดสินใจที่จะซื้อคอนโด เพราะอยู่ในราคาที่จ่ายได้และคิดว่าน่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า (ถ้าราคาไม่ตกลงไปอีก)
เราสองคนก็ตระเวนดูและบวกหาข้อมูลทางอินเตอร์เนตพอดีในช่วงนั้นมีคอนโดใหม่ขึ้นในทำเลที่เราต้องการอยู่สามที่บวกกับคอนโดเก่าซึ่งน่าจะสนใจอีกหลายที่ เนื่องจากไม่เคยมีประสบการณ์ในการซื้อบ้านในอเมริกามาก่อน แฟนคิดว่าน่าจะมีเอเจนท์มาช่วย ตัวเราเองก็ค้านไปว่าซื้อไม่น่าจะจำเป็น ถ้าขายละน่าจะต้องมี แต่แฟนก็ยืนกรานว่าควรจะมีเพราะเราไม่มีประสบการณ์และการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่นี่ยุ่งยากเอกสารเยอะ เราจึงติดต่อเอเจนท์ซึ่งจริงๆก็คือเจ้าของบ้านที่แฟนเช่าทำออฟฟิตอยู่นั่นเอง กฎของที่นี่คือเอเจนท์ต้องมาแสดงตัวและลงทะเบียนกับลูกค้าตั้งอต่ครั้งแรกที่มาดูอสังหาริมทรัพย์ถึงจะได้คอมมิสชั่นเต็ม 2.5%ของราคาซื้อขาย
ปกติเอเจนท์จะแนะนำว่ามีรายการอะไรที่ขายอยู่ที่ตรงกับความต้องการของเราทั้งทำเลและราคาอะไรต่างๆแต่ว่าเนื่องจากเราสองคนก็สำรวจข้อมูลคร่าวๆมาก่อนแล้วเราก็รู้ว่ามีตึกไหนบ้างคือคอนโดที่เราสนใจ หลังจากที่ดูทั้งโครงการใหม่และเก่าก็ตัดสินใจที่โครงการคอนโดใหม่ที่หนึ่ง
ขั้นตอนการซื้อคอนโดในอเมริกาค่อนข้างจะยุ่งยากเอกสารเยอะกว่าการซื้อบ้านและคอนโดในเมืองไทยจริงๆ ที่รู้เพราะตัวเองเคยเป็นทั้งคนซื้อคอนโดและขายคอนโดในกรุงเทพมาก่อน คอนโดในกรุงเทพในแนวรถไฟฟ้ามีที่ไหนบ้างคิดว่าจำได้เกือบหมด เรียกว่าบ้าคอนโดก็ว่าได้เป็นอะไรที่ตอนนี้ก็ยังเข้าไปเช็คอัพเดทอยู่เกือบทุกวันทั้งคอนโดที่กรุงเทพและที่ ซานฟรานซิสโก หลังจากเราเลือกแล้วว่าโอเคห้องไหนแบบไหนชั้นไหนที่เราชอบก็ถึงขั้นตอนของการ make an offer คือ ปกติโครงการจะมี price list อยู่ เราก็เสนอราคาที่เราพอใจจะซื้อไป ซึ่งในช่วงนี้แน่นอนต่ำกว่าราคาที่ตั้งไว้แน่ๆ แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจดีๆแทบจะต้องแข่งราคากันเลย เซลล์ก็จะบอกว่าราคาที่เราเสนอเป็นไปได้หรือไม่ รวมทั้งส่วนลดอื่นๆ เช่น ยกเว้นการจ่ายค่าส่วนกลางหรือ HOA ปีหรือสองปี ต้องบอกว่าค่า HOA หรือค่าส่วนกลางของคอนโดใน ซานฟรานซิสโกนั้นแพงมากเอาการ คือตึกที่ไม่มีอะไรคือไม่มีสระว่ายน้ำไม่มีฟิตเนสก็ตกเดือนละประมาณ $400 กว่าขึ้นไปแล้วแต่ขนาดห้อง ตึกที่เราจะซื้อไม่มีอะไรเหมือนกันไม่มีสระ ไม่มีฟิตเนสมีแต่พื้นที่นั่งเล่น บาบีคิวอย่างเดียวห้องที่เราจะซื้อต้องจ่ายค่าส่วนกลางเดือนละ $698 เรียกว่าแพงกว่าค่าเช่าอพาตเมนท์ของหลายๆคนซะอีก ถ้ารวมเงินที่ต้องผ่อนแต่ละเดือน บวกประกัน บวกค่าไฟ ก็ $4000 กว่าๆต่อเดือนซึ่งถือว่าเป็นรายจ่ายประจำที่ไม่ใช่น้อยเลย เยอะเลยละสำหรับคนชั้นกลางทั่วไป
หลังจากต่อรองราคากันเซลล์ก็ลดจากราคาที่ตั้งไว้ $40000 บวกกับยกเว้นค่าส่วนกลางสองปี แล้วก็ให้เราเซ็นเอกสารซึ่งก็คือสัญญาซื้อขายและวางเงินจอง 2% ของราคาที่เสนอ เซ็นเอกสารเยอะมากแต่นี่ยังไม่ได้แปลว่าเราจะได้ราคานี้ เซลล์ต้องเอาราคาที่เราเสนอไปให้ Developer พิจารณาว่าโอเคหรือไม่ซึ่งเซลล์บอกว่าสามวันจะรู้ผล เอเจนท์ของเราบอกน่าจะโอเคเพราะถ้าเซลล์คิดว่าเป็นไปไม่ได้ไม่น่าจะเสียเวลาเตรียมเอกสารมากมาย เราก็หวังอย่างนั้น รอคำตอบสามวันก็ยังเงียบนี่แค่เรื่องว่าราคาโอเคไหมนะ กว่าจะรู้ว่าราคาตกลงได้ไหมก็อาทิตย์หนึ่ง ผลเป็นอย่างไรมาติดตามอ่านตอนต่อไป
ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 2
ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 3
ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 4