plew April 9th, 2008

ภาษาอังกฤษง่ายแค่นิดเดียว
แน่นอนที่สุดสำหรับการเดินทางมาต่างบ้านต่างเมือง ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่คุ้นเคยไม่เคยมีเพื่อนต่างชาติ หรือเดินทางไปที่นี่นั่นเป็นครั้งแรก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรับตัว สำหรับอเมริกาจริงๆแล้วถือว่าเป็นประเทศที่ไม่ยากในการปรับตัวมากนักสำหรับคนไทยเรา เพราะบ้านเราเปิดรับวัฒนธรรมอเมริกันมามากมายพอสมควร เราคุ้นเคยกับภาพยนตร์ฮอลลีวูด สำเนียงการพูดภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน แต่ถึงจะคุ้นๆอยู่บ้างก็เหอะ ถ้ามาอยู่จริงๆแล้วมันก็ยังมีอะไรหลายๆอยางที่มันต้องปรับ เพราะนี่มันชีวิตจริงนี่หว่า มันมีรายละเอียดเล็กๆอีกมากมาย ไอ้ที่ว่าเล็กๆนี่แหละบางทีมันก็ทำให้เรารู้สึกอึดอัดได้เหมือนกัน
สิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการปรับตัวสำหรับตัวเองคงเป็นเรื่องภาษาอังกฤษ แต่สำหรับหลายท่านที่ภาษาอังกฤษเป็นของกล้วยๆ ชิวๆอยู่แล้วก็สบายไป แต่ตัวเองแล้วไม่ใช่เลย เรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่อนุบาลแต่มันก็ยังไม่ได้ดั่งใจ อ่านนะอ่านได้อยู่หรอก ก่อนมาเราก็คิดว่าภาษาอังกฤษของเรามันดีขึ้นเยอะแล้วเพราะคุยกับแฟนซึ่งเป็นเจ้าของภาษาอยู่บ่อยๆ แต่พอมาจริงๆ เจอสถานการณ์จริงๆก็เริ่มใบ้รับประทาน เวลาเราอยู่เมืองไทยพูดภาษาอังกฤษกับเพื่อนเรามันก็ฟังเราเข้าใจดี แต่มาที่นี่พูดคำเดิมนี่แหละ เฮ้ยทำไมมันไม่เข้าใจวะ หา หา What? อะไรนะ พูดอีกทีสิ เราพูดห้ารอบได้มันก็ยังไม่เข้าใจ ตรงนี้คืออะไรเหรอ ก็คือ การออกเสียงแบบผิดๆไง เรามันคุ้นเคยกับการออกเสียงแบบผิดๆมาเป็นสิบปี เราคิดว่าถูกก็ครูสอนมางั้น พูดมาแบบนี้มาโดยตลอด ฝรั่งอเมริกันบอกผิด พูดอะไรไม่รู้เรื่อง บางท่านอาจบอกว่าก็ออกเสียงถูกแล้วนิ แต่ปรากฏว่าออกเสียงแบบชาวอังกฤษคือ British English คนอเมริกันเขาออกเสียงหลายๆคำคนละแบบ มันก็ไม่เข้าใจกัน ตรงนี้หลายประเทศไทยแถบเอเชียเจอปัญหาเดียวกันเพราะส่วนใหญ่ประเทศเอเชียเราเรียนภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ แถมบวกกับสำเนียงแบบไทยๆมันเลยไปกันใหญ่สิคราวนี้ แฟนเราบอกว่าไม่ต้องไปกังวลกับไวยากรณ์หรือแกรมม่ามากนักหรอก ไวยากรณ์ผิด คนที่คุยกับเราเขาเข้าใจ เพียงแต่มันอาจดูไม่มืออาชีพเท่าไรเท่านั้นเอง และคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องไวยากรณ์ด้วยซ้ำเขาพูดตามความเคยชิน แต่ถ้าออกเสียงผิดมันคนละเรื่องกันเลยนะ เพราะฉะนั้นให้ฝึกฝนและเน้นเรื่องการออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน ต้องชัดเช่น Sh กับ Ch th กับ T V กับ B ของเขามันต่างกันมาก แต่บางทีคนไทยออกเสียงมันเหมือนกัน เช่น Cherry กับ Sherry คนละเรื่องกันเลย เราจะพูดคำแรกเขาฟังเป็นคำที่สอง ไม่ใช่แค่นี้สิ มันมีคำอื่นๆอีก มากมายที่มันออกเสียงคล้ายกันมาก หรือบางคำที่มันไม่ได้คล้ายกับใครแต่เราคิดว่าเราพูดถูกแต่เขางงตลอด เช่น error เราอ่าน เออเร่อ เราพูดเขางง อะไรนะ พูดใหม่ เฮ้ยยังงอยู่อีก เลยต้องสะกดให้ ฉันพูดคำนี้โว้ย เขาก็อ๋อ ไม่ใช่ เออเรอร์ ต้อง แอร์เอ่อ โคตรยากคิดในใจ ยิ่งคำที่มีตัว R หรือ L นี่ยิ่งไปกันใหญ่เราอ่านก็พูดแบบที่เราเคยทำมาเป็นสิบปี เขาก็บอกผิด อีกส่วนที่สำคัญคือการออกเสียงท้ายคำต้องชัดลงท้ายด้วย D T Th G Ed และอื่นๆอีกมากมายต้องออกเสียงให้ชัดให้ครบ เพราะบางคำคล้ายกันแต่พยัญชนะตัวสุดท้ายต่างกัน เราออกเสียงผิดปุ๊ปคนเขาก็เข้าใจเป็นอย่างอื่น
นอกจากนั้นการเน้นเสียงหนักเบาในแต่ละพยางค์ก็สำคัญเช่นกัน ถ้าเราเน้นเสียงหนักผิดที่ผิดทางอาจทำให้สื่อสารกันไม่เข้าใจอีกตามเคย เวลาพูดเป็นประโยคก็ต้องให้มันมีจังหวะไม่ใช่ราบเรียบเป็นไม้กระดาน เวลาฝรั่งเขาพูดภาษาอังกฤษมันดูมีชีวิตชีวามีเสียงสูงเสียงต่ำ หนักเบา เราก็ต้องเรียนแบบเขาเพราะสามารถทำให้การสื่อสารเข้าใจกันได้มากขึ้น ฟังมาขนาดนี้หลายคนอาจเริ่มท้อ แหมรู้สึกตัวแปรมันจะเยอะเหลือเกิน จริงๆแล้วภาษาเป็นอะไรที่ต้องฝึกฝน ต้องใช้และบวกกับตัวแปรเรื่องเวลา มันเก่งไม่ได้ในข้ามคืน ไม่รู้นะบางคนอาจพัฒนาได้เร็วกว่าคนอื่น แต่สำหรับตัวเองคิดว่าภาษามันเป็นอะไรที่ธรรมชาติคือใช้บ่อย ฟังบ่อย พูดบ่อย มันจะดีขึ้นเรื่อยๆ ต้องฝึกฝนต้องทั้งพยายามใช้บ่อยๆและแก้ไขที่มันผิดๆให้มันถูก เพราะฉะนั้นใครที่วางแผนจะมาเมืองนอกแล้วภาษายังไม่ดีก็ฝึกไว้ก่อนมา พามาอยู่จริงๆมันจะได้เก่งเร็วขึ้น
ที่เล่ามานี่แค่ปัญหาในการคุยกับฝรั่งแบบตัวต่อตัว แบบเห็นหน้าเห็นตานะ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการคุยโทรศัพท์ซึ่งยากขึ้นไปอีก คุยโทรศัพท์กับฝรั่งแรกๆ Pardon มันไม่รู้กี่ครั้ง แถมมันพูดซ้ำกันห้ารอบเราก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีแหละ มีบางครั้งคือไม่รู้จะยังไง มันพูดกันไม่เข้าใจคือเราฟังเขาไม่เข้าใจ เขาโมโหกระแทกและวางหูไปเลยก็มี ยอมรับว่ายากแต่ต้องอาศัยความเคยชิน คุยมากขึ้นก็จะดีขึ้น แต่ทุกวันนี้ถ้าเจอประเภทพูดเร็วมากก็ยังงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ดี สำหรับตัวเองเวลาคุยโทรศัพท์แล้วฟังไม่ทันก็จะบอกเขาเลยว่าเราเป็นคนต่างชาติภาษาอังกฤษไม่ดี ขอโทษด้วยและขอให้เขาเข้าใจและพูดช้าๆหน่อย ซึ่งก็ได้ผล เขาจะเข้าใจและไม่หยุดหงิดมากนักเวลาเราฟังไม่รู้เรื่อง
ก็เพราะจุดอ่อนของคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองอย่างคนไทยเรานี่แหละ ที่คนไม่ดีที่นี่มันใช้ในการหาผลประโยชน์ เนื่องจากที่นี่จะมีคนที่ย้ายถิ่นมาจากประเทศต่างๆที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นจำนวนมากทั้งจากเอเชียเรา หรือจากประเทศแถบอเมริกากลาง อเมริกาใต้ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ภาษาสเปน พวกคนไม่ดีชอบแสวงหาผลประโยชน์พวกนี้มันรู้ว่า คนย้ายถิ่นเข้ามาใหม่ส่วนใหญ่ภาษาอังกฤษอ่อนแอ โดยเฉพาะการพูดคุยทางโทรศัพท์ บริษัทพวกนี้จะหาเบอร์โทรศัพท์ของคนที่เพิ่งได้รับกรีนการ์ด และโทรมาเสนอขายสินค้า เช่นการรับหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร ซึ่งจริงๆเขาจะพูดเร็วมาก จนเราฟังไม่รู้เรื่องว่าเขาพูดอะไร เขาจะถามเราว่าชื่ออะไร ที่อยู่ที่ไหน ปรากฎเราบอกไป อีกสามวันมีบิลมาเรียกเก็บเงินค่าสมัครสมาชิกหนังสือพิมพ์เฉยเลย อันนี้แฟนเราบอกที่นี่ทำแบบนี้กันเยอะมาก เขาชอบโทรไปหาคนที่ได้ข้อมูลมาว่าเพิ่งได้กรีนการ์ดเพิ่งมาอยู่ใหม่ คนโดนแบบนี้เยอะเพราะบางทีมันโทรพูดเร็ว บางคนฟังไม่เข้าใจคิดว่าเป็นบริษัทที่เคยสมัครงานไว้โทรมาก็ให้ข้อมูลไป กลายเป็นตกลงซื้อของกับมันเฉยเลย ถึงบอกว่าภาษาอังกฤษสำคัญมาก ตัวเองพอรู้เรื่องนี้ต้องระวังมากในการรับโทรศัพท์เบอร์ที่ไม่คุ้นเคย แฟนบอกไม่ต้องรับเลยก็ได้เบอร์ที่ไม่รู้จักเพราะส่วนมากคนที่นี่ถ้าเราไม่รับและมีเรื่องสำคัญเขาจะฝากข้อความไว้เสมอ แต่ที่ไม่ฝากเดาได้เลยว่าขายของชัวร์ และที่สำคัญใครก็แล้วแต่โทรมาถามข้อมูล ชื่ออะไร ที่อยู่ที่ไหน อย่าบอกเด็ดขาด ต้องระวังมากจริงๆเรื่องโทรศัพท์โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือที่นี่
โทรศัพท์ก็ว่าแย่แล้ว บางครั้งไปทานข้าวหรือมีงานปาร์ตี้กับฝรั่งเป็นกลุ่มๆยิ่งไปกันใหญ่ คุยกับฝรั่งคนเดียวยังคุยกันเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง นี่เจอฝรั่งเป็นโขลง เอ๊ยเป็นกลุ่ม ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เขาก็คุยกันไปคนโน่นพูด คนนี้พูด หันมาสบตาเรา เราก็พนักหน้าทำเป็นเข้าใจ เข้าใจๆ แต่จริงๆอะไรวะฟังไม่ทัน ก็เวลาฝรั่งเขาคุยกันแบบธรรมดา มันเร็วมาก แถมมีการรวบคำ ตัดคำ รวมคำ ไหนจะแสลงแปลกๆที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต ใครจะไปเข้าใจ บอกตรงๆแรกๆเบื่อและไม่อยากเลย เวลาแฟนชวนไปทานข้าวกับเพื่อนเขา เพราะเรามันนั่งใบ้ เขาคุยกันเราก็ฟังไม่ทัน บางครั้งก็คุยกันเรื่องรายการโทรทัศน์ที่เราไม่เคยดู ไม่เคยรู้จัก เข้าใจบางทีไม่เข้าใจ สรุปคืองง และรู้สึกตัวเองมีปมด้อยยังไงไม่รู้ ต้องยอมรับว่ามันยาก เวลาเราคุยกับฝรั่งคนเดียว เขาคุยกับเราเขาจะรู้ว่าเขาต้องพูดให้ช้าลง หรือเราบอกเขาได้ว่าเราไม่เข้าใจ แต่พอมาเจอเขาอยู่ด้วยกันเองเหมือนเราท่อนไม้ยังไงยังงั้น แต่ในที่สุดพอเจอบ่อยๆเข้า มันจะค่อยๆดีขึ้น แต่ถึงตอนนี้ก็ยอมรับว่ายังไม่เข้าใจได้ร้อยเปอร์เซ็นอยู่ดี
สำหรับตัวเองสิ่งที่ช่วยได้มากในการฝึกภาษาอังกฤษนอกจากแฟนแล้ว ก็คือการดูโทรทัศน์ รายการโปรดคือ การ์ตูนสำรับเด็ก ที่นี่เขาจะมีสถานีที่เป็นรายการเด็กทั้งวัน ซึงมันเหมาะสำหรับคนอ่อนหัดภาษาอังกฤษอย่างเรามาก เพราะรายการประเภทนี้จะพูดไม่เร็วมาก รวมทั้งออกเสียงชัดเจน และหลายรายการก็มีการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กด้วย มันช่วยได้มากในเรื่องการออกเสียง รวมทั้งประโยคในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมันง่ายกว่ารายการปกติเพราะเราฟังเข้าใจ รายการปกติของผู้ใหญ่จะพูดเร็วจนฟังไม่ทัน รวมทั้งมีแสลงมากมาย แต่ตัวเองก็พยายามฟังทั้งรายการผู้ใหญ่และของเด็ก เพื่อช่วยให้เราชินกับภาษาเร็วขึ้น
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ั
วัฒนธรรมอเมริกัน
วัฒนธะรมอเมริกัน ภาคสอง
มาเล่าต่อเรื่องการทำงานร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก เด็กที่ทำงานเสริฟส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่มาเรียนภาษา และมาเรียนต่อปริญญาโท อายุส่วนใหญ่ประมาณยี่สิบต้นๆทั้งนั้น ดังนั้นเราจึงกลายเป็นพี่ไปโดยปริยายเนื่องจากเลขสามนำหน้าไปแล้ว (แต่หน้ายังเด็กอยู่นะ) ในร้านที่ทำหลายคนเป็นเด็กเอแบค (เด็กมหาลัยเดียวกับเราไม่มีเลยอะ) เขาจึงสนิทกันค่อนข้างเร็ว เพราะบางคนเป็นเพื่อนกันมาก่อนตั้งแต่เมืองไทย น้องอีกกลุ่มเป็นเด็กม.กรุงงเทพ มากันสามคนมาเรียนภาษาด้วยกัน พักด้วยกัน ทำงานด้วยกัน อือไม่เหงาดี
เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ซึ่งเป็นรุ่นน้อง และผู้หญิงทั้งหมด ปัญหาที่เกิดกับคนมาใหม่อย่างเราคือ คนเก่า ที่ทำมาก่อนเราคนหนึ่งพูดอย่างอีกคนพูดอย่าง นึกออกไม๊คนนี้บอกต้องทำอย่างนี้นะ พอเราทำอีกคนเห็นบอกทำอย่างนี้ไม่ได้นะผิด เราก็งงสิ แล้วจะให้ทำยังไงละ แล้วร้านที่ทำช่วงเรามาฝึกงานคือมาฝึกทุกวัน แต่คนที่ทำประจำในแต่ละวันไม่ซ้ำหน้า คือวันจันทร์ก็คนหนึ่ง วันอังคารก็อีกคน เปลี่ยนไปเรื่อย มาเจอคนหนึ่งก็บอกอย่างหนึ่ง มาเจออีกคนก็บอกอีกอย่าง ทำตามคนหนึ่งอีกคนบอกผิด คือมันมั่ว เอาแค่เรื่องง่ายๆแค่ตักข้าวใส่หม้อคนหนึ่งบอกเอาถ้วยตักเลยเร็วดี พอเราเอาถ้วยตัก อีกคนมาเจอบอกทำงั้นได้ไงเดี๋ยวมันสกปรก พอเอาทับพีตักอีกคนมาเห็นบอก โอ้ยงี้ช้าตายเลย บางทีงงเฮ้ยแค่ตักข้าวอะไรนักหนาตักยังไงก็เอาเหอะให้มันเสร็จก็พอ
ถามตอว่าแล้วทำไมเราต้องเกรงใจคนทำงานเก่าๆมากมาย ทั้งๆที่เจ้าของร้านบอกไม่ต้องไปฟังมากคนเก่าบางทีก็สอนผิดๆ แต่ที่ต้องเกรงใจเพราะ จริงๆเจ้าของร้านนี้เขาไม่อยู่ร้านเท่าไร ดังนั้นเขาไม่รู้หรอกว่าเราทำงานเป็นไง แต่เขาจะใช้วิธีถามจากเพื่อนร่วมงาน ถ้าเพื่อนร่วมงานไม่พอใจ แล้วบอกคุณทำงานไม่ดีก็จบ
เรื่องนี้โดนกับตัวเองมาแล้ว จึงซึ้งน้ำใจคนไทยด้วยกันมากๆ ในวันที่มาทำงานเป็นวันแรก แทบไม่มีใครสอนงานบอกแค่หน้าที่มีอะไร คือทำงานได้ห้าชั่วโมง ร้านใกล้ปิด เจ้าของร้านก็มาก็นั่งกันพร้อมหน้า เจ้าของร้านก็ถามพี่คนหนึ่งซึ่งคนนี้เป็นหลานสาวเจ้าของร้านว่าเราทำงานเป็นไง เขาตอบ “อ๋อเขาทำไม่ได้ ทำช้า” เรางงงง มากเฮ้ยมาทำวันแรก เราทำเต็มที่แน่นอนมันทำไม่เร็วหรอก สอนงานก็ไม่สอน วันแรกบอกเราทำไม่ได้ มานั่งคิดถ้าเป็นคุณมีคนมาทำงานวันแรก เค้าไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน คุณจะตอบว่าไง วันนั้นคือเค้าพูดต่อหน้าเลย เราก็รู้ว่าเราทำงานไม่เก่งแน่ๆในวันแรก แต่บอกให้ทำอะไรทำทุกอย่าง ไม่มีบอกไม่ได้หรืออิดออดเลย นี่แหละเพื่อนร่วมงานคนไทย
จริงๆเรื่องนี้ก่อนได้งานคุยกับเพื่อนของเพื่อนที่ทำงานร้านอาหารไทยที่นี่ เขาก็เตือนเรามาว่าอย่าไว้ใจใครเด็ดขาด อย่าไปเล่าอะไรให้ใครฟังมาก นี่หมายถึงคนไทยในร้านที่ทำงานด้วยกัน เขาบอกเขาเจอมาเยอะ เขาคบๆไปไม่สนิทกับใครมากมาย ไม่เล่าไม่บอกอะไรใคร ถ้าไม่ได้เป็นเพื่อนหรือสนิทกันมาก่อนจริงๆ เขาบอกโดยเฉพาะคนทำงานในครัวยิ่งหนัก ส่วนใหญ่การศึกษาน้อย ชอบนินทาพูดลับหลังให้เราเสียหาย แต่พูดถึงตรงนี้บอกก่อนว่าอันนี้เพื่อนเตือนมา จริงๆไม่มีเจตนาจะบอกว่าคนไทยที่นั่นไม่ดี คนดีก็มี แต่บางคนที่เจอก็อย่างที่เล่า
จริงๆเรื่องนินทาก็เป็นเรื่องปกติของทุกสังคม ในร้านอาหารก็เช่นกัน คนเสริฟนินทาคนในครัว คนในครัวนินทาคนเสริฟ คนเสริฟและคนในครัวนินทาเจ้าของร้าน เจ้าของร้านนินทาลูกน้องอีกคนให้อีกคนฟัง เซ็ง เราเองก็นินทาเหมือนกันแต่นินทาในใจ ด้วยความที่มาใหม่ไม่รู้ใครเป็นใคร เงียบไว้เป็นดีแต่หูก็ทำงานตลอดเวลา เก็บข้อมูล