Archive for the 'ท่องเที่ยว' Category

Times Square Countdown to 2010

plew January 23rd, 2010



เรื่องนิวยอร์กยังไม่จบมาเล่าต่อ ตอนนี้ถือเป็นช็อตเด็ดสุดสำหรับการไปทัวร์นิวยอร์กครั้งนี้ (ครั้งแรกและอาจเป็นครั้งสุดท้าย) คือการไปนับถอยหลังสู่่ปี 2010 หรือ Times Square Countdown to 2010 นั่นเอง จริงๆแล้วถือว่าเป็นสิ่งที่ตอนแรกที่จะไปนิวยอร์กตั้งใจว่าจะทำและอยากจะมีประสบการณ์ แหมทุกปีตั้งแต่อยู่เมืองไทยสิ้นปี ปีใหมทีไรทีวีทุกช่องจะต้องมีข่าว มีภาพการ countdown ที่ไทม์แสควร์ทุกปี ดูทุกปีไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้ไปอยู่ตรงนั้น วินาทีนั้นกับเขาด้วย แต่ก่อนจะเล่ารายละเอียดต้องบอกเลยว่าให้ไปอีกไม่เอาแล้ว ครั้งเดียวก็เกินพอจริงๆ

จริงๆก่อนไปบอกเพื่อนที่เคยอยู่นิวยอร์กมาก่อนและเคยไปเาท์ดาวน์มาก่อนบอกว่าเออปีนี้จะไปนะ เพื่อนบอกคิดดีแล้วเหรอ เพื่อนบอกมันทำมาแล้วครั้งหนึ่งและไม่คิดจะไปอีกในชีวิตนี้ เราก็โหมันจะขนาดนั้นเชียวหรือ ก็ฟังๆแต่ในใจฉันเอานแน่ละ เราไปถึงนิวยอร์กวันที่ 30 ก็วันหนึ่งก่อนเคาท์ดาวน์ เพื่อนแฟนที่ทำงานอยู่ NBC New York ก็เตือนอีกแล้วว่าจะไปจริงหรือ ถ้าจะไปต้องไปแต่วันคือบ่ายสามโมงก็ต้องไปได้แล้ว จริงๆก็เหมือนที่เพื่อนเราบอกว่าต้องไปตั้งแต่วันๆเลย บางคนไปแต่เช้าด้วยซ้ำไปจองที่ แต่เรากับแฟนก็แบบว่าฟังๆก็ไม่ได้อะไร ประมาณไมค่อยเชื่อเท่าไร วันที่ 31 เพื่อนแฟนที่อยู่ NBC ก็โทรมาตอนสามโมงเย็นถามว่าเราอยู่ไหน เรายังอยู่โรงแรมอยู่เลย เขาบอกถ้าจะเคาท์ดาวน์ต้องออกไปได้แล้วเพราะตำรวจจะปิดถนนบริเวณงานช่วงบ่ายๆสี่ ห้าโมงนี่แหละแล้วจะเข้าไม่ได้ เรากับแฟนก็ฟังแต่ก็ยังโอ้เอ้ ออกไปก็ห้าโมงกว่าๆ ประกอบกับเป็นช่วงหน้าหนาวห้าโมงเย็นก็มึดเหมือนสามทุ่มแล้ว จริงๆแล้วบริเวณที่จัดงานคือเวทีหลักนั้นอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเราเลย แต่มองไม่เห็นเพราะตึกเยอะบังหมด เวทีจะอยู่ช่วงถนน 7ave. ตัดกับ 42 -43 ave. เราพักอยู่ 6 ave and 46ave.ก็เดินไปปรากฎว่าตำรวจกั้นไปไม่เข้าไม่ให้เข้าจริงๆ เราก็ต้องเดินไปบล็อกต่อไปก็ปิดอีก คนก็โวยวาย ส่วนใหญ่ก็นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งนั้นที่ตั้งใจมาเคาท์ดาวน์ แต่พูดยังไงตำรวจก็ไม่ให้เข้า ทำได้คือเดินลงไปเรื่อย ตำรวจบอกต้องลองเดินไปเรื่อยๆคือไกลจากเวทีออกไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอบล็อกที่ยังเปิดอยู่ เพราะเขาจะไล่ปิดเป็นบล็อกๆไตั้งแต่ตรงที่ใกล้เวทีลงมา คือเพื่อไม่ให้แต่และบล็อกถนนมีคนแน่นจนเกินไปที่รักษาความปลอดภัย

เราเดินตามฝูงชนจนมาบล็อกที่ 53 ave. ซึ่งก็เหมือนจะกั้นแต่คนก็เดินเข้ามาได้ตำรวจไม่ได้ว่าอะไร ก็เป็นอันว่าผ่านเข้าได้ พอถึงเส้นที่เป็นเส้นที่จัดงาน ทั้งที่ก็ห่างจากเวทีมาประมาณสิบบล็อกได้ ก็มีด่านตำรวจอีกคือเส้นนั้นคือเส้นกลางทั้งเส้นจะมีเหล็กกั้นตลอดแนวเลย แต่ละบล็อกก็จะมีตำรวจตรวจ ถ้ามีกระเป๋าเป๋นี่ไม่ให้เข้าเลย พอเข้าไปได้คือตรงกลางถนนเลยเขาปิดถนนนั้นตลอดสาย คนแน่นมากขนาดไกลจากเวทีมากพอควร ตอนนั้นหนาวและฝนตกพรำ่ตลอด เราก็ยืนสักพักดูนาฬิกา โหต้องยืนคนแน่นๆอย่าวนี้อีกเกือบแปดชั่วโมงไม่ไหวะมั้ง เพราะมันหนาวและคือยืนจริงๆของกิน น้ำอะไรไม่ได้เอาติดมาเลย ยืนประมาณครึ่งชั่วโมงเริ่มมีคนที่ถอดใจเบียดแทรกๆออกมา หลายกลุ่ม เพราะมันไม่มีอะไรจะทำยืนจริงๆไม่ได้ยินอะไรจากเวทีเลย เห็นไกลๆ ไม่มีทีวีจอใหญ่อะไรให้ดู คือคนก็พยายามสรา้งบรรยากาศกันเอง เรากับฟนก็เออแปดชั่ว​โมงมันไม่ไหวแน่ๆนานเกินไปยืนกันตายเลย เลยตัดสินใจเบียดออกมาพร้อมกับอีกกลุ่มเราก็ตามน้ำมาด้วย

ตัดสินใจถูกที่เดินออกมาเพราะมันอีกชั่วโมงกว่าจะถึงเวลา เลยมานั่งกินข้าวร้านแถวนั้น จริงๆตำรวจกั้นทุกจุดแต่ถ้าบอกโอเคไปกินข้าวร้านนั้นตรงหรือมีข้ออ้างอื่นๆเขาก็จะให้เข้า ร้านอาหารแน่นมากๆถึงมากที่สุดเพราะหลายคนเหมือนกันคือมานั่งฆ่าเวลารอเวลา อาหารก็แพงมากๆ อีกร้ายแค่ช๊อกกาแลตร้อนไม่อร่อยเลยห้าเหรียญคิดว่าบวกราคาเฉพาะวันนี้ไปด้วย กินฏฆ่าเวลาก็แล้วก็ยังเหลืออีกหกชั่วโมงนั่งต่อก็น่าเกลียดเพราะอาหารก็หมดแล้ว เดินออกมาแต่มาเดินตรงฟุตบาทไม่ใช่ตรงกลางถนนที่ปิดนน ดีกว่ามากที่ยืนรอตรงฟุตบาทเเพราะหลบฝนตามชายคาตึกหน้าโรงแรมได้ เพราะฝนก็ยังตกตลอดเวลาจริงๆ ดูคนที่อยู่ตรงกลางถนนที่มีเหล็กกั้นก็สงสารเพราะยืนกางร่มหรือไม่ก็ตากฝนรอกันนานหลายชั่วโมง คนก็แน่นอะไรให้ดูก็ไม่มีเพราะมันห่างเวทีเกินไป เราเองถึงยืนตรงฟุตบาทหลบฝนหน้าโรงแรมแต่ยืนรวมๆหกชั่วโมงทั้งหนาวทั้งเมื่อย แต่สิ่งที่สังเกตได้คือคนรอบๆตัวพูดภาษาอื่นๆมากกว่าภาษาอังกฤษ คือนักท่องเที่ยวทั้งนั้น คนในท้องที่ไม่มีใครเขามาหรอก คนรัสเซียเยอะมากๆ สรุปคือรอกับรอแล้วก็รอจนนั่นแหละ เริ่มนับถอยหลังนาทีสุดท้าย คราวนี้ทุกคนก็ไม่กลัวฝนแล้วออกมาจากชายคามาร่วมนับถอยหลัง พอนับถึงหนึ่ง หลังจากนั้นลูกบอลก็ดรอปลงมาที่ตัวเลข ธรรมเนียมคือเขาก็จะจูบกันอะไรประมาณนั้น เสียงกรี๊ดดังสนั่น แล้วก็แค่นั้นจริงๆรอมาหกชั่วโมงเพื่อรอดูแค่เสี้ยวนาที ถึงบอกว่าไม่เอาอีกแล้ว ดูทีวีอยู่บ้านเห็นเยอะกว่าอีกแต่ก็นั่นแหละนะ เราว่าตอนเสร็จแล้วเดินกลับโรงแรมน่าจะเป็นจุดที่สนุกที่สุดเพราะทุกคนดูมีความสุขทักทายกันสวัสดีปีใหม่ทั้งที่ไม่รู้จัก ตำรวจก็ยิ้มทั้งๆที่ทำงานมาหนักทั้งคืน คนเดินควักไขว่ตลอดเส้นทาง ร้านขายอาหารริมถนนก็ขายดิบขายดี เอ้าจบแล้ว จบดื้อๆอย่างนี้แหละ

ทัวร์เทพีเสรีภาพ: Inside The Statue of Liberty,NY

plew January 18th, 2010



พาเที่ยวนิวยอร์กต่อค่ะ วันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างที่ต้องไปเยี่ยมชมใน New York จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ต้องไปชมเทพีเสรีภาพ Statue of Liberty และถ้าจะให้สุดยอดก็คือต้องเข้าไปดูข้างในตัวเทพีและปีนไปชมวิวที่มงกุฎเทพีเสรีภาพ Climb to the Liberty’s crown ซึ่งปกติในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนจำกัดมากๆที่สามารถปีนให้ขึ้นถึงมงกุฎได้ และก็ไม่ใช่จะเปิดให้ปีนหรือไต่บันได้เข้าไปดูตับไตไส้ผุงของเทพีเสรีภาพได้ทุกวัน บางช่วงที่ปิดก็มีบ่อยๆทีเดียว ว่าแล้วเราก็เป็นผู้โชคดี รึป่าวนะ ที่ได้มีโอกาสปีนไปสู่สุดที่เกือบสูงสุดในเทพีเสรีภาพ Statue of Liberty

เราสองคนจองตั๋วเพื่อเข้าชมภายในและปีนขึ้นไปตรงมงกูฎของเทพีล่วงหน้าสองเดือน ได้คิวมาวันที่ 6 มกราคม ค่าตั๋วคนละประมาณ $25 โทษทีจำไม่ได้แน่แต่อยู่ในช่วงยี่สิบต้นๆนี่แหละ ก็จองทางอินเตอร์เนต ค่าตั๋วรวมผ่านขึ้นไปถึงมงกุฎและรวมค่าเรือเฟอร์รี่ไปกลับจากแมนฮัตตันไปเกาะเสรีภาพ Liberty Island คือเกาะนั้นก็มีเธออยู่คนเดียวนี่แหละ คือมีเทพีและศูนย์บริการนักท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์ ร้านขายของ ก็แค่เกาะเล็กๆ ใช้เวลาเดินทางข้ามเรือรวมๆประมาณสิบถึงสิบห้านาทีได้ สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วๆไปที่ต้องการแค่ข้ามเรือมาถ่ายรูปมาพิพิธภัณฑ์นั้นมาได้ตามปกติไม่ต้องจอง แต่ถ้าจะเข้ามาดูภายในตัวเทพีและปีนไปตรงมงกุฎตรงนี้ต้องจองอย่างที่บอกเป็นเดือนๆ

เราพักโรงแรมในย่านไทม์แสควร์การเดินทางไปขึ้นเรือเฟอรี่ข้ามไปเกาะเสรีภาพ Liberty Island ก็นั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานี South Ferry ออกจากสถานีก็จะเห็นเลยว่ามันประมาณริมน้ำก็จะเห็นเรือจอดชัดเจน เดินทางไม่ยาก แต่จุดที่ต้องบอกคือตอนนี้มาเที่ยวนิวยอร์กไปที่ไหนที่ไหนก็ต้องผ่านจุดตรวจ เครื่องแสกน x-ray ทุกที่ ดังนั้นแนะนำว่าเดินทางไปพวกสถานที่สำคัญต่างๆไม่มีเป๋หรือกระเป๋าอะไรจะดีที่สุด จะผ่านเร็วกว่า ตอนไปดูเทพีนี่ขอบอกว่ารำคาญมากๆ เพราะตอนแค่จะไปขึ้นเรือก็ผ่่านด่านตรวจ ด่านเอ็กซเรย์กระเป๋าหนึ่งจุด พอไปถึงที่เกาะจะเข้าไปเอาแค่คนที่จะไปดูแค่ฐานในส่วนพิพิธภัณฑ์นี่ก็ต้องผ่านเครืองแสกนอีกจุด ที่สำคัญคือเขาห้ามไม่ให้มีกระเป๋าใดๆเด็ดขาดถึงจะเป็นกระเป๋าสะพายใบเล็กๆก็ไม่ได้ ต้องใส่ล็อกเกอร์ซึ่งก็เสียเงินด้วยหนึ่งเหรียญ สำหรับคนที่มีตั๋วปีนขึ้นไปถึงมงกุฎยิ่งเข้มงวดหนักห้ามแม้กระทั่งะเอากระเป๋าสตางค์อะไรติดตัวมาเลย ห้ามมีเหรียญมีอะไรในกระเป๋าเสื้อหรือกางเกง และก็ต้องใส่ริสแบนด์ด้วย บอกตรงๆว่าเที่ยวนิวยอร์กครั้งนี้แอบหงุดหงิดบ้างเพราะมันตรวจทุกที่จริงๆต้องถอดแจ๊คเกตเปิดกระเป๋าให้ดูตลอด ซึ่งทำให้ใช้เวลานานเข้าไปอีกในการเที่ยวชมแต่ละที่ เพราะคนก็เยอะอยู่แล้ว

วันที่เราไปหนาวมากลมแรง แต่วิวสวยแค่รอบๆเกาะก็สวยแล้ว เพราะมองข้ามฝั่งไปแมนฮัตตันจะได้ซิตี้วิว พาโนรามิคของแมนฮัตตันสวยเหมาะกับการถ่ายรูปมากๆ อย่างที่บอกว่ามันหนาวมากๆเราก็ใส่แจ๊คเกตอย่างหนา แล้วก็ใส่เข้าไปปีนเทพีด้วย ทั้งหมดจนถึงมงกุฎต้องเดินเท้าคือเดินบันไดรวมทั้งสิ้น 354 ขั้น ไม่มีลิฟให้ใช้คือเขามีลิฟละแต่เขาไม่ให้เราใช้้เฉพาะมีเหตุฉุกเฉินเท่านั้น ข้างในตัวเทพีก็คือมืดๆ เริ่มแรกบันไดก็ยังปกติดีไม่แคบมาก แต่ขอบอกว่าแค่ฐานก็เริ่มเหนื่อยแล้ว แต่พอผ่านฐานขึ้นมาแทบลมจับเพราะว่าคราวนี้เป็นบันไดวนและแคบมากๆคือพอแค่คนเดียวคือเรียงหนึ่งเท่านั้น คนอ้วนๆนี่ลำบากเลยแถมวนอีก เราบอกตรงๆเราเป็นคนที่เกลียดบันไดวนมาก กลัวด้วยยิ่งสูงๆแคบๆนี่ยิ่งกลัว แต่ก็ทำไงได้มาถึงขนาดนี้แล้วใจจริงอยากถอยมากเพราะกลัวบันไดวนเป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งใกล้จุดสูงสุดบันไดก็ยิ่งแคบลงมาอีก ทรมานมาก เราเข้าใจเลยว่าทำไมเค้าไม่อนุญาตให้มีกระเป๋าติดตัวมาหรือเหรียญอะไรพวกนี้เพราะเรื่องความปลอดภัยและความสะดวกในการปีนบันไดที่แคบมากๆนี่เอง ขนาดเราใส่แจ๊คเก็ตมาด้วยเราว่ามันยังทำให้ลำบากเลยเพราะทำให้ตัวเราใหญ่ขึ้น แต่เค้าก็ไม่ได้เร่งรัดอะไรเดินไปพักๆหยุดๆก็ได้แต่ว่ามันก็แคบนะจะหยุดก็ยังไงเนี่ย

พอถึงจุดตรงมงกุฎก็จะเป็นจุดชมวิวที่เป็นเหมือนหน้าต่างมองออกไปเห็นวิวสวยมาก แต่ว่ามันแค่นั้นแหละ เดินแทบแย่กลัวก็กลัวตอนลงก็บันได้แคบๆเหมือนเดิมอีกแล้ววนด้วย แต่นะนี่สัญลักษณ์ของอเมริกาเชี่ยวนะถือว่าเรามาถึงนิวยอร์กแน่ๆแล้วเอาไปโม้ได้ หลายคนอาจสงสัยว่าตรงมงกุฎนี่มันยังไม่สูงสุดนี่ต้องคบเพลิงสิถึงจะเป็นจุดสูงสุด ใช่แล้วแต่ตรงแขนที่ถือคบเพลิงเค้าไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้น และยิ่งแคบเข้าไปอีกคราวนี้เป็นบันไดลิงเลยละ ให้ขึ้นเราก็คงไม่ขึ้นละแค่นี้ก็ลมแทบจับแล้ว เอาเป็นว่าดูวิดีโอจะได้พอเห็นภาพ ใช้ความพยายามในการถ่ายมากเพราะแค่เดินก็จะแย่แล้ว สุดท้ายขอเตือนใครไปนิวยอร์กถ้ากลัวความสูง ไม่ชอบที่แคบ สุขภาพไม่ดีเท่าไร ก็อย่าไปปีนมันเลย เพราะจริงๆวิวข้างนอกก็สวยอยู่แล้วค่ะ

รถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก New York Subway

plew January 14th, 2010


มาเล่าเรื่องไปเที่ยวนิวยอร์กให้ฟังต่อ วันนี้มาเรื่องของรถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก MTA New York City Subway บ้างดีกว่า อย่างที่เล่าไปแล้วว่าการเดินทางในนิวยอร์กโดยเฉพาะในแมนฮัตตันสะดวกมากๆเพราะมีรถไฟใต้ดินไปถึงทุกที่ แฮะเราเองก็แค่นักท่องเที่ยวจากที่เที่ยวๆในนิวยอร์กมาสิบวันก็ด้ไนั่งรถไฟใต้ดินสี่ห้าเที่ยว เพราะว่าโรงแรมดันยอุ๋ใจกลางเลยใช้เดินสะมากกว่า แต่ก็ได้นั่งรถไฟใต้ดินจากบริเวณไทม์แสควร์ไปสะพานบรู๊คลิน,ไปต่อเรือเฟอร์รี่ไปเกาะเทพีเสรีภาพและก็นั่งไปทานข้าว ไปดูหนังย่าน West Side

สถานนีรถไฟใต้ดินที่นี่ถี่ดีมากๆคือเกือบทุกๆสองสามบล็อกเลยละมั้ง ในฐานะที่เราไม่ใช่คนท้องที่เราคิดว่าการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในนิวยอร์กไม่ได้ยากอะไร ถึงแม้ว่าจะมีหลายสายมาก จำไม่ได้ตั้งแต่ บางจุดอาจต้องลงและเปลี่ยนรถแต่ก็ไม่ได้ยากเกินไป รวมทั้งสามารถตรวจสอบเส้นทางได้จากอินเตอร์เนตง่ายๆ http://www.mta.info/ ราคาตั๋วคือเที่ยวเดียวเที่ยวละ $2.25 ตั๋ววัน $8 ถ้านั่งเยอะๆเที่ยวเยอะๆซื้อตั๋ววันดีกว่าคุ้มกว่า และไ่ต้องเสียเวลาต่อคิดซื้อตั๋วที่เครื่อง นอกจากนั้นก็พวกบัตรเติมเงิน ตั๋วเดือนสำหรับคนที่อยู่ที่นั่นเพราะถูกกว่าและไม่ต้องเสียเวลาซื้อทุกวัน เพื่อนฝรั่งที่อยู่นิวยอร์กบอกเขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามีตั๋วแบบเที่ยวเดียวที่เราซื้อเพราะซื้อแบบบัตรเติมเงินตลอด การซื้อตั๋วที่เครื่องหน้าสถานีใช้เวลาพอสมควร มาว่าเรืื่องการซื้อตั๋วดีกว่าเพราะต้องซื้อจากเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติเท่านั้น ซึ่งใช้เวลายุ่งยากนิดหน่อย เพราะหลายๆเครื่องที่เจอรวนๆ โดยเฉพาะถ้าใช้การ์ดหรือบัตรเครดิต เดบิตรูด เพราะเครื่องไม่อ่านบัตรซะงั้น ไม่ใช่บัตรเราคนเดียวคนอื่นก็เป็น ใช้เงินสดจะดีกว่า แต่พอดีเราไม่มีเหรียญไม่มีแบงค์พอเลยใช้บัตรเครดิต เครื่องจ่ายตั๋วบางเครื่องรับแต่เหรียญและบัตร ถ้าใครส่งสัยว่าซื้อตั๋วยากไหม ลองดูในวิดีโอได้เลยค่ะ

ข้อควรระวังในการใช้รถไฟใต้ดินในนิวยอร์กนอกจากต้องเลือกเส้นทางให้ถูกต้อง สายให้ถูกต้องแล้วต้องดูด้วยว่าบางขบวนเป็นรถด่วน Express train ซึ่งจอดแค่บางสถานี สถานีที่ต้องการลงอาจไม่จอดแล้วต้องเลยไปไกลเลย ต้องระวัง แต่ทุกๆสถานีก็จะมีการประกาศก่อนเสอมว่าสถานีต่อไปเป็นสถานีอะไร ทรานเฟอร์ไปสายไหนๆอะไรได้หรือไม่ก็ถือว่าไม่ได้ยากลำบากนักสำหรับนักท่องเที่ยว แต่โดยรวมๆในรถก็ถือว่าโอเคถึงแม้จะเก่าแต่ก็ไม่ได้สกปรกมากมาย ดูสะอาดกว่าซานฟรานซิสโกซะอีก สถานีส่วนมากก็เก่าๆ บางสถานีที่คนน้อยๆก็ดูน่ากลัวพอสมควร เพราะมันเงียบแล้วก็ดูแบบสกปรกๆ ทำให้อดคิดถึงพวกหนังฆาตกรรมหรือประเภทที่ฆ่ากันในสถานีรถไฟหรือในรถในรถไฟใต้ดินในนิวยอร์กขึ้นมาทันที แล้วมันก็มีหนังประเภทที่เกี่ยวกับความอันตรายของรถใต้ดินอยู่หลายเรื่องนี่นา ที่น่าสังเกตคือไม่เห็นมียามหรือตำรวจคอยดูแลตามสถานีเลย นอกจากสถานีหลักๆใหญ่อย่าง Grand Station,NY

มีวันหนึ่งนั่งรถไฟก็ประมาณเย็นๆคนน้อยมากในโบกี้ที่เรานั่งมีเรากับแฟนและก็ผู้ชายอีกคนดูน่ากลัว เราว่าโอกาศที่จะเกิดเหตุการไม่ดีก็เป็นไปได้ทีเดียวเพราะบางขบวนหลายโบกี่มากและมันก็เงียบมากๆ ไม่อยากคิด แต่จริงแล้วก็คงไม่มีอะไรร้ายๆเกิดขึ้นบ่อยๆแบบในหนังหรอกมั้ง แต่สรุปแล้วรวมๆก็สะดวก รวดเร็วดี วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนแล้วจะกลับมาเล่าเรื่องราวส่วนอื่นๆของนิวยอร์กในตอนต่อไป

พาเที่ยวนิวยอร์ก Trip To New York

plew January 13th, 2010


วันนี้จะพาไปเที่ยวนิวยอร์ก New York, USA.ค่ะ เพิ่งมีโอกาศได้ไปเยือนมหานครแห่งสีสัน เมื่อวันที่ ธันวาคม ที่ผ่านมา ฉ็อดเด็ดคือ Countdown at Times Square,NY เพราะเคยแต่ดูทีวีทุกปีฝันว่าจะได้ร่วมสักครั้ง ตอนนี้ฝันเป็นจริงแล้ว ขอครั้งเดียวในีวิตพอไม่เอาอีกแล้ว เข็ดค่ะ สำหรับวันนี้เอาภาพรวมๆของนิวยอร์กกันก่อนดีกว่าจริงๆแล้วนิวยอร์กซิตี้ กินพื้นที่กว้างพอสมควรแต่สว่นที่เป็นสีสันสำหรับนักท่องเที่ยว Manhattan เพราะมีสถานที่ที่มีชื่อเสียงก็ล้วนแต่อยู่ในแมนฮัตตันแทบทั้งนั้น เข้าเรื่องดีกว่า

ทริปนี้เรานั่งรถไฟจากวอชิงตันดีซี Washington,DC คือรถไฟแอมแทรค Amtrak Trainเ ข้ามานิวยอร์ก ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง ตั๋วแพงเอาการทีเดียวขนาดแค่ชั้นธรรมดาตกคนละ $128 แต่รวมนั่งสบายไม่อึดอัด ข้อดีกว่าการนั่งเครื่องบินคือได้ผ่านเมือง รัฐต่างๆระหว่างทางจากดีซีมานิวยอร์ก เช่น ฟิลาเดลเฟีย นิวเจอร์ซี่ และอื่นๆจำชื่อไม่ได้แล้ว รถไฟจะมาหยุดที่สถานนีเพนท์ Penn Station,NY ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากไทม์แสควร์ Times Square,NY คือประมาณสิบบล็อกได้ โรงแรมที่เราจองไว้อยุ่ในย่าน Time Square นี่แหละ เราก็เดินลากกระเป๋ามาเรื่อยๆจนถึงโรงแรมก็สบายๆไม่ได้ไกลมากมาย แต่คนเยอะมากเพราะมาถึงวันที่สามสิบ ธัันวาคม ซึ่งมันเป็นช่วงใกล้ปีใหม่และCountdown 2010 ก็อย่างที่รู้ว่าเคาท์ดาวน์ที่ไทมน์แสควนิวยอร์กนี่คือสุดยอดของโลกแรก (ไม่รู้ทำไม) แว็ปแรกที่สัมผัสนิวยอร์กคือเอออลังการดีเพราะตึกเยอะมาก คนเยอะมากร้านค้าตลอดแนว แสงไฟจากป้ายโฆษณาวู๊ปว๊าปไปหมด ตื่นเต้น พอมาถึงไทม์แสควร์ยิ่งว้าวเลย ป้ายโฆษณาสีสันตระการตาจริงๆ

โรงแรมที่เราพักชื่อ Apple Core Times Square Hotel ที่จองโรงแรมนี้เพราะทำเลดีอยู่ใกล้จุดสำคัญๆ ดังๆ สองบล็อกจากใจกลางไทม์แสควร์ สองบล็อกจาก Rockefeller Center ไม่ไกลจาก Grand Station, Central park แหล่งช๊อปและของกิน ราคาห้องอยู่ที่เฉลี่ยต่อคืนเพราะคืนเคาท์ดาวน์แพงกว่าปกติ ขนาดเราจองล่วงหน้าเดือนกว่า สองเดือนยังเกือบหาห้องไม่ได้โรงแรมเต็มหมด ที่ไม่เต็มบางทีก็แพงมากๆห้าร้อยกว่าเหรียญขึ้น โชคดีที่ได้ที่นี่ สภาพโรงแรมรวมๆก็ไม่ได้ดีอะไร เก่า เสียงจากคนข้างห้องได้ยินถึงกันหมด นอนไม่ค่อยจะหลับ เพราะได้ยินคนข้างห้องและข้างบนตลอด แถมควันบุหรี่อีกขนาดเป็นโรงแรมที่ห้ามสูบบุหรี่นะเนี่ยแต่กลิ่นนี่คลุ้งเลย ดังนั้นถ้ามีทางเลือกอื่นก็ไม่แนะนำที่นี่ค่ะ ถึงแม้ทำเลจะดีสุดยอดก้เหอะ คือโรงแรมค่อนข้างห่วยว่างั้นเหอะ แต่เราตอนนั้นไม่มีทางเลือก

อาหารการกินที่นี่แพง ถ้าเทียบกับซานฟรานซิสโกคือทุกอย่างแพงกว่าประมาณเหรียญ สองเหรียญ วันแรกเรามาถึงกินไก่ปิ้งรถเข็นริมถนนเป็นอาหารอิสลามไม้ละเจ็ดเหรียญ แพงขนาดแค่ของริมถนนนะเนี่ย แปลกคือที่นี่มีรถเข็นที่ขายอาหารอิสลามประเภทเมดิเตอร์เรเนี่ยนเยอะมาก หรือไม่ก็ฮ๊อตดอก คือขายเหมือนๆกัน คนขายก็จะเป็นพวกแขกตะวันออกกลาง ที่นิวยอร์กคนแขกตะวันออกกลางเยอะมาก ผิดกลับแคลิฟอเนียที่คนเอเชีย คนสเปนิชหรือแม๊กซิกันเยอะ เราก็กินอาหารรถเข็นนี่สองมื้อมีพวกกุ้ง ไก่ราดข้าว ก็ใช้ได้อร่อยดีก็ประมาณแปดเหรียญ แต่อาหารยอดฮิตเพราะเยอะมากไปตรงไหนก็มีคือสลัดบาร์ ส่วนมากก็แบบตักๆใส่กล่อง เพราะมีโต๊ะให้นั่งน้อยมาก คือร้านที่ขายสลัดบาร์เยอะจริงๆ ราคาก็แพงเอาการขนาดธรรมดาไม่ได้อร่อยเลย เราตัักก็ไม่ได้เยอะเสียประมาณสิบสอง สิบสี่เหรียญตลอด ดูเหมือนคนที่นี่เค้าจะแบบกินอะไรง่ายๆเร็วๆ ถ้าจะเอาอาหารถูกๆก็คงต้อง
แม็คโดนัลนั่ลแหละถูกสุดแล้ว ร้านอื่นๆแพงพาสต้าธรรมดาไม่มีเนื้อสัตว์อะไรเลยก็สิบสี่เหรียญ แล้วร้านส่วนใหญ่ก็เป็นแบบแฟนไชน์ร้านเดิมๆ เหมือนๆซ้ำๆกันทุกถนนตรง มีวันหนึ่งเห็นชีสเค้กน่ากินสั่งชิ้นเล็กๆโดนไปสิบเหรียญ แพงจริงๆ

นอกนั้นสิ่งที่ขัดใจคือซุปเปอร์มาเก็ตใหญ่ๆไม่มีเลย มีแต่แบบเหมือนร้านชำร้านที่ขายสลัดแล้วก็มีของเล็กๆน้อยๆขายที่สำคัญไม่ติดป้ายราคา จ่ายถึงรู้ เท่าที่เจอซุปเปอร์มาเก็ตใหญ่ๆก็สองที่ที่หนึ่งใกล้กับเซ็นทรัลพาร์ค อีกที่ก็แถวลินคอนเซ็นเตอร์ แต่ว่าของราคาแพง อย่างที่บอกแพงซานฟรานประมาณสองเหรียญขณะที่ซื้อของเหมือนกันเลย ดังนั้นมาเที่ยวที่นี่ต้องทำใจเรื่องค่าใช้จ่าย

การเดินทางค่อนข้างสะดวกมากทีเดียวส่วนใหญ่เนื่องจากเราพักใจกลางเมืองอยู่แล้วก็เดินเป็นหลักเพราะสถานที่หลักๆไม่ได้ไกลจากกันเดินง่ายไม่หลงเพราะชื่อถนนส่วนมากเป็นตัวเลขก็จำตัวเลขที่ตัดกันก็เดินไม่หลงแล้ว ถนนหลักที่เป็นแหล่งช็อปปิ้งคนแน่นคือ 5 Ave. ไทม์แสควก็ถนน 7 Ave. เราพักที่ถนน 6 Ave. ถนนที่ตัดกันจุดหักที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวก็ช่วงสามสิบกว่าถึงห้าสิบกว่าๆ นอกจากเดินสะดวกไม่ไกลแล้วถ้าจะไปจุดื่อๆก็นั่งรถไฟใต้ดินไปได้ทุกที ราคาเที่ยวละ $2.25 ถ้าตั๋ววันก็ $8 คุ้มถ้านั่งหลายๆเที่ยว แต่ราคารถไฟต่อเที่ยวถือว่าแพงทีเดียว เพราะซานฟรานซิสโกที่เราว่าแพงแล้วแค่$2และใช้ได้กี่เที่ยวก็ได้ภายในสองถึงสามสี่ชั่วโมงแล้วแต่ช่วงเวลา แต่ที่นี่คือเที่ยวเดียวจริงๆ แต่ถ้าไม่อยากเดินหรือนั่งรถไฟก็แท็กซี่ซึ่งเป็นที่นิยมของคนที่นี่ แท็กซี่เยอะและคนก็เรียกเยอะด้วยเช่นกัน ที่ได้ใช้ขับไปประมาณสิบกว่าๆบล๊อกก็เจ็ด แปดเหรียญ บวกทิปอีก

ภาพรวมของนิวยอร์กก็เป็นเมืองที่มีตึกระฟ้ามากมาย มีตึกที่มีการออกแบบสวยๆจะมีตึกที่มีโดมหรือหลังคาแหลมๆสวยๆเยอะดี สวยมากโดยเฉพาะกลางคืน แต่ก็เหมือนเมืองใหญ่ๆทั่วไปคือคนเยอะ และไม่ค่อยสะอาดเท่าไรขยะมีให้เห็นตามถนน คนก็ดูรีบๆ ที่แปลกคือเราคิดว่าฝรั่งจะเคารพกฎจราจรแต่ที่นี่คนจะไม่รอสัญญาณไฟในการข้ามถนน คือมีจังหวะก็ไปทั้งๆที่เป็นสัญญาณห้ามข้าม ต่างกับซานฟรานซิสโกที่นส่วนใหญ่เลยจะรอจนได้สัญญาณถึงจะข้ามถึงจะไม่มีรถก็เหอะ แต่ที่นี่ตรงข้ามตำรวจเองก็ดูไม่ได้สนใจหรือจะห้ามปรามอะไร เราเองก็ตามน้ำเช่นกัน อิอิกไม่ต่างจากกรุงเทพบ้านเราเลย

สำหรับเรื่องช๊อปปิ้งเราไม่ตื่นเต้นอะไรเพราะแบรนด์ส่วนใหญ่ก็แบรนด์ที่เหมือนกันที่มันก็มีเกือบทุกเมืองใหญ่ๆในอเมริกาพวก หรือแบรนด์ไฮเอนด์ก็คือๆกัน เพียงแต่ที่นี่ร้านเดียวกันแต่มันแบบมีหลายสาขาเช่นเจอมาสี่ ห้าร้านในทำเลใกล้กันๆ ร้านที่เป็นโลโคลหรือยูนิคไม่ค่อยเห็นเท่าไรเลย พอดีเรามาในช่วงหน้าหนาว(มาก) ใครจะมาเที่ยวที่นี่หน้่หนาวก็หาพวกเฟอร์ พวกอะไรขนสัตว์ติดมาหน่อยเพราะคนที่นี่เขานิยมใส่พวกเสื้อคลุม แจ็คเก็ต หรือหมวก ผ้าพันคอที่เป็นคนสัตว์จริงๆ สวยดี เราไม่มีกับเขาเลย จริงๆแฟนก็บอกเราก่อนหน้านี่ว่าคนนิวยอร์กชอบใส่เฟอร์ แต่แฟนบอกไม่อยากให้ซื้อเขาไม่ชอบและคนในซานฟรานก็ค่อนข้างแอนตี้การใช้ผลิตภัณฑ์จากพวกขนสัตว์ด้วย แต่มันก็สวยดีน่า อยากใส่กับเขามั่ง

อากาศในช่วงปลายธันวา มกรา คือหนาวมากทีเดียวประมาณติดลบเก้าองศาเซลเซียส บางวันฝนตกด้วย บางวันก็มีหิมะแต่ไม่จัดมาก โชคดีเราไม่เจอพายุอะไรแรง ดังนั้นถ้าใครจะมาเที่ยวยิวยอร์กในช่วงหน้าหนาวแบบนี้ก็เตรียมเสื้อผ้ามาให้พร้อม แจ๊คเก็ตดีๆหนาๆ หมวกอุ่น ถุงเท้าดีๆ เพราะขนาดเราว่าเราใส่อย่างหนาแถมหลายชั้นแล้วเดินสักสองชั่วโมงนี่เริ่มไม่ไหวต้องหาร้านเข้าไปหลบสักพัก มือขนาดใส่ถุงมือหนาๆยังชา เท้าก็เริ่มชาๆ ช่วงเวลาที่เขาบอกน่าเที่ยวนิวอย์กที่สุดคือช่วงสิงหา เพราะอากาศดี บาวช่วงที่นี่ก็ร้อนมากพอๆกับเมืองไทย สำหรับวันนี้เรื่องรวมๆทั่วๆไปของนิวยอร์กคงเอาไว้เท่านี้ แล้วจะมาเล่าเจาะลึกเป็นจุดๆ เป็นที่ๆตอนต่อไปค่ะ

Hyatt Regency San Francisco Review

plew July 28th, 2009


วันนี้มาแนะนำโรงแรมในซานฟรานซิสโก โรงแรมที่จะมาแนะนำวันนี้คือ Hyatt Regency San Francisco ซึ่งตั้งอยู่บน
Embarcadero St.ซึ่งเป็นถนนที่อยู่หน้า San Francisco bay ได้มีโอกาสไปพักที่นี่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2009 จริงๆแล้วเนื่องในโอกาสแต่งงานครบสองปี เราพักที่นี่สามคืนโดยค่าห้องคืนละ $90 ซึงถือว่าถูกทีเดียวสำหรับโรงแรมเกรดนี้ ทำเลแบบนี้ ที่จองได้ราคาค่อนข้างถูกเพราะแฟน Bid ห้องกับ priceline.com ซึ่งเป็นเว็ปจองโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน รถเช่าต่างๆ แต่จะว่าไปจองกับ Priceline ก็เสี่ยงอยู่เหมือนกันเพราะเราเลือกโรงแรมไม่ได้ เวลา bid ก็ทำได้แค่ระบุว่าต้องการโรงแรมระดับกี่ดาว เมืองอะไร ย่านไหน ถนนอะไร รหัสไปรษณีย์อะไรประมาณนั้น ราคาที่จะบิด แฟนใส่ไป $90 โรงแรมสี่หรือห้าดาว ใน financial district SF ซึ่งจริงๆเขาอยากได้ Hyatt นั่นแหละ แต่ว่ามันก็มีโรงแรมอื่นๆในย่านนี้ แต่ผลออกมาโชคดีได้ Hyatt ริมน้ำสมใจ เพราะจริงๆเราเดินผ่านและเข้าไปแว๊ปๆในล๊อบบี้อยู่บ้างแต่ไม่เคยพักแต่แฟนเคยมาทานอาหารที่ห้องอาหารบนชั้นบนสุดมาครั้งหนึ่ง สรุปก็ได้พักในโรงแรมห้าดาวในราคาสามดาว แถมตอนนั้นเป็นช่วง high นักท่องเที่ยวเยอะมากก็ถือว่ายิ่งโชคดีเพราะปกติโรงแรมจะราคาแพงขึ้นในช่วงหน้าร้อนแบบนี้

ห้องที่ได้อยู่ชั้น 7 ห้องเราหันเข้าหา market st. แต่เนื่องจากโรงแรมอยู่หัวมุมถนนระหว่าง market กับ Embarcadero ถ้ามองออกจากหน้าต่างก็จะเห็น Bay และ Ferry Building ด้วย ห้องที่ได้ก็ standard ห้องไม่ใหญ่มากแต่ก็สบายๆ วิวโอเคไม่ได้สุดยอด แหมก็ห้องถูกๆน่ะนะ ภายในห้องภาพรวมถือว่าโอเคเตียง king size นอนสบายสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องเกือบครบแต่ไม่มีหมวกคลุมผมบวกเสื้อคลุมอาบน้ำให้ นอกนั้นมีครบ ถ้าเทียบในห้องกับ intercontinental แล้ว Hyatt สู่ไม่ได้เพราะเก่ากว่าเยอะ แต่รวมถือว่าสะอาดโอเคดี

แต่สิ่งที่สุดยอดของโรงแรมนี้คงหนีไม่พ้นทำเลที่สุดยอดจริงๆติดหน้า bay ตรงข้ามกับ ferry building ซึ่งมีทั้งอาหารและ farmer market เชื่อมกับ Embarcadero Center ซึ่งเป็นแหล่งช๊อปอีกที่ซึ่งมีทั้งร้านค้า แฟชั่น ร้านอาหาร โรงหนัง และอื่นๆ แถมเชื่อมกับ financial district ใจกลางธุรกิจของที่นี่ หน้าโรงแรมก็มี cable car อีกด้วย จะเดินไปช็อปปิ้งย่าน market Union square ก็เดินสบายๆ หรือจะนั่งรถไฟบนดิน ใต้ดินไปจุดอื่นๆก็สะดวกเพราะสถานนีอยู่หน้าโรงแรมเลย คือสะดวกและใกล้ทุกอย่างจริงๆ แถมวิวก็สุดยอดยิ่งถ้าได้ห้องหันเข้าหาทาง embarcadero ชั้นสูงๆหน่อยยิ่งสุดยอดเลยเป็นจุดที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่ง เรื่องทำเลต้องยกให้จริงๆ

นอกจากนั้นตัวอาคารก็เป็นอะไรที่สวยถึงจะเก่าแต่มันมีเอกลักษณ์ของตัวเอง เราชอบเพราะมันไม่ดูเป็นตึกถือๆตรงๆ มันดูมีมิติ ข้างในล็อบบี้ก็สวยน่าเพราะเป็นเอเทรียมเปิดโล่ง ภาพยนตร์หลายๆเรื่องที่มาถ่ายที่ซานฟรานก็มักจะมีบางซีนในโรงแรมนี้ด้วย เพราะลิฟท์ที่นี่และล็อบบี้ที่นี่มันแปลกไม่เหมือนโรงแรมอื่นๆ ดูรุปเอาแล้วกันเนอะ สำหรับ Facilities อื่นๆเราไม่ได้ใช้เลยแต่ก็ปกติมีฟิตเนส อ้อมีห้องอาหารหมุนอยู่ชั้นบนสุด แต่ว่าตอนนี้ถ้าจะขึ้นไปทานต้องอัพเกรดอะไรกับโรงแรมถึงจะขึ้นไปได้ เราเลยขอบายดีกว่าไม่อยากจ่ายเพิ่ม แต่เมื่อก่อนห้องอาหารจะเปิดสำหรับบุคคลทั่วไปๆแต่ตอนนี้เฉพาะ member และแขกที่ upgrade เท่านั้น
สรุปแล้วก็เป็นอีกโรงแรมในซานฟรานซสโกที่อยากแนะนำสำหรับใครที่กำลังมองหาโรงแรมที่นี่ ถ้ามีงบประมาณสักหน่อยถือว่าคุ้มเพราะสะดวกเป็นย่านดัง และเชื่อมต่อไปจุดอื่นๆได้สะดวก อยู่ในย่านที่ปลอดภัย และห้องก็มาตราฐานระดับ Hyatt

http://sanfranciscoregency.hyatt.com

ซื้อตั๋วเครื่องบินไปอเมริกา Buy Tickets to America

plew July 20th, 2009


เรื่องโดย Araya

ขอเล่าประสบการณ์ ของตัวเองให้ฟังนะคะ เพื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ด้วยความที่มี วีซ่าท่องเที่ยวอยู่แล้ว และ เคยมาอเมริกาบ้างแล้ว ตอนตัดสินใจจะมาแต่งงานที่นี่ พี่มาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว พร้อมทั้งขอวีซ่านักท่องเที่ยวให้ลูกสาวซีงก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร วีซ่าที่ลูกสาวได้ก็ได้ สิบปี ดังนั้นตอนที่ซื้อตั๋วฯ มาลงที่ซานฟรานฯ ก็ซื้อตั๋วแบบเที่ยวเดียวสองใบ คือตัวเองใบ ลูกสาวใบ โดยที่เอเจนซี่ที่ซื้อตั๋วฯด้วยไม่ได้บอกอะไร ตกลงซื้อกันด้วยราคา สองหมื่นแปด สองคนก็ห้้าหมื่นสี่ บาท จ่ายไปด้วยวีซ่าการ์ดของแฟนพี่(คนอเมริกัน) ดูๆก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะพี่ชื้อตั๋วล่วงหน้าประมาณ หนึ่งเดือนก่อนเดินทาง

วันเดินทาง พี่ไปสนามบิน ตั้งแต่เที่ยง เนื่องจากเป็นการจากเมืองไทย ย้ายถิ่นฐาน เพื่อนๆ เลยไปส่งกันเยอะ เครื่องออกประมาณห้าโมงเย็น แต่สายการบิน เปิดให้เช็คตั๋ว และ โหลดสัมภาระ ประมาณบ่ายสองโมง คือก่อนประมาณ สามชั่วโมงก่อนบิน ปรากฎว่าที่เคาท์เตอร์สายการบินบอกพี่ว่า วีซ่าของพี่และลูกสาวเป็นวีซ่าท่องเที่ยว แต่ตั๋วเป็นวันเวย์ ไม่ใช่ตั๋วไป-กลับ เพราะฉะนั้น เวลาจะเข้าอเมริกา พี่จะมีปัญหาตรงอิมมิเกรชั่น เขาจะขอดูตั๋วเที่ยวกลับของพี่ แล้ว ที่เคาท์เตอร์สายการบิน ก็ถามพี่ว่าพี่ไปอเมริกาทำไม พีก็บอกว่า ก็พาลูกไปเที่ยว แต่ยังไม่รุ้ว่า จะกลับจากที่ไหน แบบว่า เราอาจจะบินข้ามไปเที่ยว แล้วกลับอีกทางก็ได้ หลังจากพูดคุยกันซักพัก สายการบิน บอกว่า แล้วแต่พี่นะ เพราะเขาเห็นมาเยอะว่าอาจมีัปัญหาไม่ได้เข้าประเทศและถูกส่งกลับเลย เพราะเราไปด้วยวีซ่าท่องเที่ยว พี่ตอนนั้นสติแตก เหลือเวลา สามชั่วโมง ฉันควรทำอย่างไรดีเนี่ย เขาบอกพี่ว่าให้รีบโทรกลับไปที่เอเยนต์ที่พี่ซื้อตั๋ว โชคดีที่วันนั้นไม่ใช่วันเสาร์อาทิตย์เป็นวันจันทร์ ดังนั้น พี่จึงโทรกลับไปที่เอเจนต์ บอกเขาว่าต้องการซื้อตั๋วกลับเพิ่ม ซึ่งเขาบอกทำไม่ได้พี่ พี่ถามว่าทำไมทำไม่ได้ แล้วควรต้องทำอย่างไร เขาบอกว่าต้องทำเรื่องยกเลิกตั๋วใบนี้ และซื้อตั๋วไป-กลับใหม่ ส่วนเรื่องตั๋วใบเก่า พี่ต้องทำเรื่องขอคืนเงิน

งงมั๊ยคะ พี่ไม่ได้ยกเลิกตั๋ว พี่ซื้อเพิ่มด้วยซ้ำ ตั๋วเก่าก็จ่ายเงินไปแล้ว แต่ไม่ได้คืนทันที ตั๋วใหม่ ก็ต้องจ่ายทันทีไม่งั้นก็ไม่ได้ไป แถมราคาตั๋วไป-กลับวันนั้น ใบละ สี่หมื่นสอง สองคนแม่ลูก ก็แปดหมื่นสี่ ต่อรองไม่ได้เลย พี่ไม่มีทางเลือก จ่ายไป (ครั้งที่แล้วที่ซื้อตั๋วไปกลับนั้น เจ้าเดียวกันนี่แค่ สามหมื่นแปดเอง เฮ้อ)

มาดูเมื่อเดือนทางถึงสนามบิน เจ้าหน้าที่ถามพี่ว่าพี่มาทำไม พี่บอกมาเยี่ยมน้องสาว เพราะมีน้องสาวอยู่ที่นี่ และก็มาเยียมหลายครั้งแล้ว เขาบอกพี่ว่าพี่เพิ่งเดินทางออกไปเมื่อ สามเดือนก่อน ทำไมกลับมาเี่ที่ยวอีก (พี่ไม่เคยโอเวอร์สเตย์นะคะ) พี่บอกว่าก็ครั้งนี้พาลูกสาวมาเที่ยว เขาถามอีกว่า อ้าวแล้วที่ทำงานยูไม่ว่าอะไรหรือ เพราะลางานปีนึงหลายครั้ง พี่ก็บอกไปว่า พี่ รีไทร์แล้ว เค้าถามอีกหลายอย่างซัก เกี่ยวกับลูกประมาณถามกลับไปกลับมาถึงอายุลูก และรายละเอียดของลูกสาว กลัวเราไม่ใช้แม่จริง (ลูกใช้นามสกุลของสามีเก่าคะ) และสุดท้าย ท้ายสุด เค้าถามกลับเมื่อไร พี่บอกเดือนนึง เขาจึงขอดูตั๋วฯ วันกลับ กรรมละซิ เพราะพี่ไม่มี เนื่องจากใช้โทรศัพท์ไปเปลี่ยน แต่ได้เลขที่ตั๋วฯ โดยจดมาไว้กับตั๋วเก่าที่เอเยนต์ส่งเมลล์มาให้ซึ่งในใบนั้นเป็นรายละเอียดของตั๋วฯใบเ่ก่าที่เป็นวันเวย์ พี่บอกเค้าไปว่า พี่ไม่ได้ Print มา คราวนี้เขาถามเลย อ้าวแล้วยูรู้ได้ไงว่ากลับวันไหน พี่เลยบอกวันที่ไป จำได้ซิคะ (เพิ่งจ่ายเงินไปหยกๆ) และก็บอกให้เขาเช็คเลขที่ตั๋ว ใบนี้ที่เราได้เลขที่ มาจากเอเยนต์ ในที่สุด แกก็ให้ผ่านมา พี่ไม่เคยเสียเวลานานขนาดนั้นตอนการบินมาเที่ยวครั้งก่อนๆเลย

พอมาถึงบ้านที่นี่ รีบโทรกลับไปเรื่องตั๋วฯ เดิมที่ซื้อและได้ยกเลิกไปตามคำแนะนำของเอเจ้นท์ เธอบอกว่า พี่ไม่ต้องห่วงหนูทำเรื่องให้ โดยปรกติแล้วมันต้องใช้เวลาสามเดือน (หา !! สามเดือน) เพราะหนูต้องทำเรื่องส่งไปที่ สายการบิน นั้น แล้วต้องรอเขาเรื่องคืนเงิน พี่คะ อีกเรื่องคะ พี่อาจไม่ได้คืนเต็มจำนวนนะคะ (อ้าว !!! เฮ้ย ทำไมอะ ง ง คะ ง ง) ทำไมพี่จะไม่ได้คืนละคะ พี่ยกเลิกตั๋วเพราะพี่ซื้อตั๋วใบอื่น (ที่เป็นตั๋วแพงกว่าเดิมด้วย) ไม่ได้ยกเลิกการเดินทาง นะคะ (เฮ้อ กรรม คะ กรรม) เสียงเจ้าหน้าที่ บอกกลับมาว่า พี่คะ ไม่ได้คะ ฏฏคะ มันเป็นกฏ

หนึ่งเดือนต่อมา พี่ก็โทรไปถาม ความคืบหน้า กับเจ้าหน้าที่คนเดิม อ้อ พี่คนนั้นเค้าออกไปแล้วคะ แต่ไม่เป็นไรนะคะ น้องทำเรื่องต่อให้ อ้าว แล้วพี่จะได้คืนเมื่อไรละคะ พี่ไม่ต้องห่วงคะ สามเดือนคะสามเดือน xxxx :<ตอนนั้นเซ็งคะ แถมกำลังปรับตัวกับการอยู่ที่นี่ด้วย จริงๆ ก็นอกจากเรื่องเงินแล้ว มันโกรธอะคะ แถมไม่ใช่เงินของเรา เค้าจ่ายให้ เราก็ค่อนข้างเกรงใจสามี ตั๋วฯ ไปกลับ ที่ซื้อมายังเหลือตั๋วกลับอยู่ใช่มั๋ยคะ ซึ่งตอนนั้นคิดว่าคงต้องทิ้งไปด้วย เพราะถ้าทำเรื่องขอปรับสถานะวีซ่า ที่นี่ ตั๋วฯซึ่งใช้ได้หกเดือน ต้องหมดเวลาอยู่แล้ว

เดือนที่สองก็เลยทำลืมๆไป พอใกล้หมดเดือนที่สาม เอาวะ โทรไปตามอีกครั้ง โทรไปอีกที ส่งเรื่องไปแล้วคะ หนูทำอะไรไม่ได้แล้วคะ เพราะเรื่องอยู่ทางโน้น ต้องรอให้ทางสายการบินเค้าคืนเงินมาก่อน รอคะรอ พี่ก็รอนะคะ เลยสามเดือนไปหนึ่งอาทิตย์ไม่มีการติดต่อกลับมาอีก คราวนี้ พี่บอกกับสามีว่าเอายังไงกันดี จริงๆ ในตอนแรก สามีพี่บอกว่า ถ้าเป็นที่อเมริกา ถ้ายูไม่ได้ใช้ตั๋วฯ นั้น เขาต้องคืนเงินทันที ในที่สุด สามีโทรกลับไปแจ้ง ที่บัตรเครดิต ของเค้า แจ้งรายละเอียด อย่างที่พี่ว่า เขาถามคำเดียวยูไม่ได้ใช้ตั๋วนั้นใช่มั๊ย สามีบอกว่าใช่ เขาบอกว่า ปรกติแล้ว เค้าจะยกเลิกการเรียกเก็บบิลใบนี้ให้ได้เลย แต่นี่ผ่านไปเกือบสามเดือน แถมข้ามปีอีกรบกวนให้ทางเราช่วยกรอกแบบฟอร์มการขอคืนเงิน หรือปฎิเสธการจ่ายเงินบิลนี้ใ้ห้เขาด้วย (เป็นบัตรวีซ่าของธนาคารที่นี่นะคะ) โอเค เราก็ทำไป ไม่มีทางเลือก หลังจากทำเรื่องจากทางนี้ไป ก็ทำใจ คะ

หลังจากที่เลิกกลุ้ม แฟนบอกว่าเค้าไม่มายหรอก ช่างมัน พี่ก็อะ นะ รู้สึกผิดเล็กๆ เงินห้าหมื่นสี่ สำหรับพี่ มันเยอะอะ ครึ่งแสนเชียวนา วันนึงหลังจากนั้นไม่นาน มีอีเมลล์มาถึงพี่ บอกว่า เค้าเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัท เอเยนท์ตั๋ว ที่พี่ซื้อ แล้วเจ้าหน้าที่คนที่ที่เรือ่งคนที่สองอะ ก็ออกไปแล้ว บริษัทฯ นี่้ ก็เปลี่ยนเจ้าของแล้ว เธอมารับหน้าที่ใหม่ และเธอเห็นเรื่องของพี่ที่ทางสายการบิน ส่งเช็คมาให้แล้ว ต้องการโอนกลับเข้าบัญชีให้พี่ พี่รีบโทรกลับไป เธอก็บอกรายละเอียด ไปเรื่อยๆ จน ถึง … แต่ แต่ คะ แต่ พี่คะ ไม่ได้คืนหมดนะคะ ได้คืนสี่หมื่นคะ (จากห้าหมื่นสี่) และอยากขอให้ทางพี่ โทรแจ้งยกเลิกเรื่องที่ทำไว้กับทางธนาคารบัตรวีซ่าของพี่ด้วยคะ โอเคมั๊ยคะ พี่ฟังแล้ว อืม อ้อ ติดต่อฉันมาเพราะทางธนาคารทางนี้แจ้งไปนั่นเอง ไปปรึกษาสามีว่าเอาไง รบต่อมั๋ย เขาบอกช่างมันเหอะ ถ้าเป็นที่นี่เขาไม่ยอม แต่ก็อะนะ ก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย พี่ก็เลยแจ้งกลับไปว่า ก็ได้ เขาถามว่าให้คืนกลับอย่างไร ส่งเช็คไปที่ไหน พี่บอกก็ทำเรื่องเดบิตกลับเข้าไปในบัตรวีซ่า ก็ได้ จะได้สะดวก ก็ไม่ได้อยู่เมืองไทย ส่งเช็คมาที่นี่ เป็นเช็คธนาคารไทย ก็ยุ่งยากอีกพี่ว่า คิดว่าจะจบนะคะ ยังคะ ยังไม่จบ น้องคนนั้นโทรกลับมาบอกว่า เจ้าของใหม่ซึ่งเป็นคนต่างชาติให้ขอที่อยู่ใหม่พี่และจะส่งเช็คมาให้ พี่บอกอ้าว ทำไมอะ เธอบอกไม่รู้ เหมือนกัน พี่เลยบอกว่าเอางี้ ให้มาคุยกับแฟนพี่เองแล้วกัน แล้วพี่ก็รีบมาบอกแฟนพี่ว่า พี่ว่าเป็นเพราะธนาคารเขานั่นแหละ ที่ส่งเรื่องไปกระตุ้น ถ้าจะทำอะไร ต้องปรึกษากับแบงค์ที่นี่ก่อนนะ เค้าก็โอเค หลังคุยกัน แฟนพี่โทรไปปรึกษาธนาคารของเขา เขาบอกก็ทำหลักฐานไว้ ให้คอนฟิร์มข้อตกลงกันทางอีเมลล์ อะไรประมาณนี้ ในที่สุด พี่ก็ได้คืนเงินบางส่วน แต่ เป็นการโอนเดบิตกลับให้กับบัตรเครดิต ของแฟนพี่ งงมั๊ย
ครั้งนี้ไม่ตามแล้วไม่ถามแหระ ได้เงินคืนแล้วก็ช่างมัน จบๆ ซะที เรื่องครั้งนี้พี่ไม่ได้โทษว่าเป็นความผิดของใครคนใดคนนึง พี่ลองกลับมาทบทวน ก็พอสรุปกันตัวเองนะ ประมาณนี้

เอเยนต์ที่พี่ซื้อ พี่ใช้บริการหลายครั้ง และทุกครั้งไม่เคยมีปัญหา อาจจะเป็นเพราะความคุ้นเคย ทำให้ ตอนที่พี่บอกเขาว่าคราวนี้พี่มาอยู่อเมริกาเลยเพราะจะแต่งงาน ขอซื้อแค่ตั๋วไป เที่ยวเดียว เขาเลยไม่ได้ซักอะไร อาจจะคิดว่า พี่ขอวีซ่า คู่หมั้นไป เลยไม่ได้แนะนำอะไร เงินที่คืนไม่หมด อาจเป็นเพราะหักค่าคอมมิสชั่นไปแล้วไม่อยากคืน (ก็ได้สองค่าคอมฯจากตั๋วเก่าและตัี๋วใหม่เลยนะเนี่ย)
พี่นะควรให้สามีถามกับธนาคารบัตรเครดิตของเขาตั้งแต่แรก (ตอนนั้นไม่รู้ทำไม ไม่ได้คิดเรื่องนี้)
ก็นะคะ ลองอ่านดูเป็นอุทธาหรณ์ เพื่อใครจะได้ประโยชน์ไปบ้างคะ

มัลดีฟส์ที่สุดของคนรักทะเล ภาค2 Maldives

plew December 31st, 2008



ต่อจากโพสแรกเรื่องมัลดีฟส์.. หลังจากเราข้ามเรือจากเมืองมาเลย์มาที่สนามบินอีกครั้งเพื่อต่อ Seaplane ไปเกาะรีสอร์ท ซึ่งรีสอร์ทที่เราจะไปคือ Velidhu Island Resort ซึ่งเป็นเกาะหนึ่งใน North Ari Atoll ซึ่งใช้เวลาบินด้วย Seaplane ประมาณครึ่งชั่วโมง แค่มารอที่ท่าSeaplane ก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นเยอะเพราะสวยกว่าที่มาเลย์เยอะเลย เห็นเครื่องบินน้ำจอดอยู่เต็มซึ่งมีสองบริษัท บริษัทหนึ่งก็สีแดง ดำ อีกบริษัท เหลือง ฟ้า น่ารักดี เป็นครั้งแรกที่เห็นซีเพลน ตื่นเต้นที่จะได้นั่งเป็นครั้งแรก Seaplane บริษัทที่ไปที่เกาะ Velidhu คือ Maldives Air Taxi เครื่องจุคนได้ประมาณสิบห้าคน คือลำเล็กจิ๊ดเดียว ด้านท้ายก็เก็บกระเป๋า รู้มาหลังจากนั้นว่ากัปตันที่ขับ Seaplane ของทั้งสองบริษัทจะเป็นคนอเมริกันกับคนแคนนาดา กัปตันเครื่องเราเป็นผู้หญิงแถมสวยซะด้วย คุ้มมากที่ตัดสินใจไปรีสอร์ทที่ไกลๆเพราะได้นั่งเครื่อง วิวจากซีเพลน สวยและน่าสนใจมาก เพราะภูมิประเทศของมัลดีฟส์แตกต่างจากที่ๆเราเคยไป มันไม่ใช่เกาะหรือทะเลธรรมดา อย่างบ้านเราหรือแม้แต่ฮาวาย มองลงมาเห็นเกาะเล็ก เกาะน้อยที่ดูเหมือนวงแหวนซะมากกว่าเกาะ เรียงรายอยู่ในทะเลไกลสุดลูกหูลูกตา สีน้ำที่หลากสีต่างกันไปตามระดับความลึก เป็นอะไรที่ Unique มากๆ เที่ยวบินนี้แวะจอดสามโรงแรม คือ Nika Velidhu และ W Retreat
พอเครื่องมาจอดที่รีสอร์ทที่เราพักลงปุ๊ปก็เจอเจ้าหน้าที่ที่มารอรับอยู่แล้ว รวมทั้งเขารู้ข้อมูลทุกๆอย่างของเราสองคนเช่นบินมาด้วยสายการบินอะไร จากประเทศอะไร แล้วก็ให้คนยกกระเป๋าไปไว้ที่ห้อง เราก็ไปที่ล๊อบบี้เขาก็อธิบายอะไรๆเกี่ยวกับการให้บริการของรีสอร์ท ถือว่าให้การต้อนรับที่อบอุ่นและเป็นมืออาชีพดี แถมให้เราเข้าห้องพักได้เลยทั้งๆที่เรามาถึงรีสอร์ทเช้ามากคือเจ็ดโมงครึ่ง จริงๆเช็คอินบ่ายสอง

ห้องที่เราพักเป็นแบบ water bungalow ต้องบอกก่อนว่ารีสอร์ทนี้เป็นระดับกลางๆคือไม่ได้หรูหราไฮโซมากมาย แต่เราก็ประทับกับห้องที่กว้าง เพดานสูง โปร่ง มีเล่นระดับตรงเตียงนอน เตียงก็ใหญ่นุ่มกำลังดี ตรงส่วนรับแขกพื้นเจาะกระจกมองเห็นทะเลใต้ห้องเลย ระเบียงใหญ่กว้าง ห้องน้ำก็กว้างได้ใจมากๆสรุปคือชอบค่ะ ถึงจะไม่ได้ดูเลิศอลังการแต่เราว่ามันดูธรรมมชาติ เรียบๆและสบายๆดี วันแรกที่เรามาถึงอะไรดูหม่นๆนิดนึ่งเพราะฝนตกอากาศไม่สู้ดีนัก แต่ที่สัมผัสได้ทันทีคือน้ำใส ใสมากๆ เหมือนคริสตอลจริงๆคือใสและสะอาดมากๆ คือเห็นน้ำทะลุปรุโปร่งว่ามีปลามีอะไร ใสอย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนใสขนาดนี้ เห็นปลาว่ายเต็มไปหมดจากที่ห้องเลย ทั้งปลาฉลามเล็ก ปลากระเบน และปลาอะไรไม่รู้สีน้ำเงิน ตลกมากตอนแรกที่เราเห็นปลาสีน้ำเงินเราคิดว่าเป็นท่อน้ำเพราะสีเหมือนท่องพีวีซีเลย แต่มันคือปลาค่ะ

หลังจากตื่นนอนตอนเช้าในคืนรุ่งขึ้น รู้ไหมค่ะ เปิดประตูห้องออกมาตอนประมาณเก้าโมงเช้า ตื่นสายเพราะคืนแรกมันอดนอนจากมาเลย์ เปิดประตูมาเราร้องว้าวเลย ว้าวอะไร บอกแฟนสวยจังเลยอะ เพราะอากศวันนั้นดีมากฟ้าโปร่ง คือทุกอย่างมันลงตัวเหมือนโปสเตอร์ที่เราดูก่อนมาไงงั้นเลย ไม่ผิดเผี้ยน มัลดีฟส์มันสวยอย่างนี้นี่เองเขาถึงอยากมากัน รูปที่ถ่ายมาบอกได้เลยว่าแค่ครึ่งของของจริงสีสันจริงๆมันสวยกว่าในรูปเยอะ เราบ่นแฟนเลยทำไมมันได้แค่นี้ อยากให้รูปมันสะท้อนทุกอย่างที่ตาเราเห็น น้ำทะเลมันสวยสีไล่เรียงกันจากอ่อนไปแก่ ฟ้าซะจนไม่รู้ว่าอะไรมันจะฟ้าสวยขนาดนั้น ไม่ได้เวอร์นะสวยจริงๆ
ทรายที่รีสอร์ทนี้ขาวมากและนุ่มด้วย บางเกาะคนบอกทรายจะหยาบๆ คือมันลงตัวมากทะเลใส่หลากสี ทรายขาวนุ่ม อากาศก็บริสุทธ์สะอาด นี่ขนาดยังไม่ได้เห็นโลกใต้ทะเลนะยังหลงขนาดนี้ เกาะนี้เป็นเกาะขนาดเล็กเดินแป๊บเดียวก็รอบแล้วค่ะ เจ้าหน้าที่โรงแรมส่วนใหญ่เป็นคนศรีลังกา บริการดีเลยดีเดียว เนื่องจากเราซื้อแบบรวมอาหารเครื่องดื่มทุกอย่างค่ะ ขอบอกว่าน้ำสำคัญมากเพราะอากาศที่นี่ร้อนอย่างบ้านเราแหละ ยิ่งตอนไม่มีลมร้อน ทำให้เรากระหายน้ำมาก เราก็ทานบุฟเฟต์ที่ห้องอาหารทุกมื้อและก็ได้น้ำดื่มขวดใหญ่ไปดื่มทุกวันไม่ต้องกังวลเรื่องค่าน้ำที่ค่อนข้างแพงถ้าซื้อต่างหาก ถึงจะทานบุฟเฟต์ทุกวันแต่ก็ไม่เบื่อเพราะเขาก็มีเมนูอะไรใหม่ๆทุกวัน บางวันมี theme ด้วย เจอ theme ไทยด้วยวันหนึ่ง อาหารที่นี่คือว่าใช้ได้เลยค่ะ ขนม ของหวานเพียบ เค้กหลากหลายชนิด อร่อยด้วย บริการดี ที่บาร์ก็โอเคสั่งแซนวิชอะไรมานั่งกินก็ได้ เครื่องดื่มก็โอเคใช้ได้เลย เราว่าเราคิดถูกค่ะที่เอาแบบ all include เพราะยังไงมันก็ไปกินที่อื่นไม่ได้อยู่แล้ว มันไม่ใช้แบบไปเที่ยวทะเลบ้านเราที่ไปกินข้างนอกได้ นี่มันเกาะกลางทะเลอะ ถ้าไม่เอาแบบรวมหมดค่าอาหารค่าน้ำอะไรอีกเยอะเลย และแบบนี้มันทำให้เราไม่ต้องมานั่งกังวลว่ากินดีไม๊ดื่มดีไม๊ เพราะจริงๆน้ำ เครื่องดื่มแพงค่ะ ราคาเหมือนที่อเมริกาเลยถือว่าตัดสินใจได้ถูกต้องนอกจากนั้นอุปกรณ์ในการดำน้ำตื้นทางรีสอร์ทมีให้ครบไม่ต้องเอามาก็ได้ วันเช็คเอาท์ค่อยเอามาคืนที่ Velidhu นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่พักที่นี่มาจากยุโรปโดยเฉพาะเยอรมันกับรัสเซียเยอะมากๆ วันแรกที่มาไม่มีคนเอเชียเลย เราเป็นหัวดำคนเดียวถ้าไม่รวมพนักงาน ต่อมามีญี่ปุ่นเพิ่มมาอีกสามคู่ ค่อยยังชั่วหน่อยมีเพื่อนแล้ว จะว่าไปแฟนเราก็ไม่มีเพื่อนเพราะไม่ได้ยินใครพูดภาษาอังกฤษที่นี่ค่ะ แขกส่วนใหญ่พูดภาษาอะไรไม่รู้อะ คาดว่าคงเยอรมันหรือรัสเซียนี่แหละ ก็ฟังไม่รู้นี่หว่า สรุปไม่มีอเมริกันสักคนเลยค่ะ พวกฝรั่งที่มาพักที่นี่เขาก็แปลกนะคือเขาเดินเท้าเปล่าตลอดแม้กระทั่งตอนมาทานที่ห้องอาหาร มาดินเนอร์ก็ไม่ใส่รองเท้า แฟนเรายังงงเลยว่าคนยุโรปเขาเป็นแบบนี้กันเหรอ

มาว่ากันที่โลกใต้ทะเลกันบ้างดีกว่า เราเองไม่ได้ดำน้ำลึกค่ะ เพราะแค่น้ำตื้นๆก็สุดยอดดดด..เลย รีสอร์ทนี้ปะการังรอบเกาะเยอะมาก คือไปตรงไหนก็มีประการัง ไปตรงไหนก็มีปลา คือเบื่อปลาไปเลยเพราะมันเยอะเต็มไปหมดทุกที ลงน้ำไปจากหาดก็เจอแล้ว คือมันรอบเกาะจริงๆ แถมน้ำตื้นเหยียบถึงด้วย บางจุดตื้นมากแค่เข่า แต่ปลาสวยมากๆ หลากสีจะเอาสีอะไรละมีหมด ตอนไปฮาวายก็ว่าเยอะแล้ว มาที่นี่ฮาวายชิดซ้ายไปเลย ดังนั้นการดำน้ำตื้นที่นี่ค่อนข้างปลอดภัยเพราะน้ำตื้นจริงๆ ปลอดภัยกับคนแต่ไม่ปลอดภัยกับปะการัง เพราะโอกาศที่จะโดนเหยียบสูง ก็มันตื้นอะ ดังนั้นจุดที่นักท่องเที่ยวพึงระวังและใส่ใจมากๆคือ ต้องดูให้ดีก่อนที่จะเหยียบลงไปว่าไม่ได้แตะหรือเหยียบประการังหรือสิ่งมีชีวิตใดๆใต้ทะเล ปะการังที่นี่ถือว่าสวยและสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก็จริงๆเกาะต่างๆของมัลดีฟส์นั้นมันเป็นเกาะปะการังนี่นา จากการสัมผัสด้วยตาตัวเองต้องบอกว่าปะการังที่นี่สวยมากๆ เป็นชั้นเป็นดอกซ้อนกันหลายๆชั้น อุดมสมบูรณ์มากๆ ถ้าดูในรูปอาจบอกธรรมดา ขอบอกว่าของจริงมันสุดๆจริงๆ แฟนเราบอกประการังที่นี่ดูสมบูรณ์ และดูเปาะบางจนกลัวกลัวว่าจะเผลอไปเตาะเข้า เราไม่อยากไปทำลายมัน!

เรื่องปลาไม่ต้องพูด ฉลามตัวเล็กๆ เยอะมาก ชอบว่ายใกล้ๆฝั่งน้ำตื้นๆ ไม่ต้องดำแค่เดินผ่านก็เห็นจนเบื่อ เช่นเดียวกับกระเบน ก็เยอะเช่นกัน แต่เจ้าปลาหลากสีนี่ซิ พอดำน้ำตื้น โอโห เยอะ บางจุดเยอะเป็นร้อยๆพันๆ จริงๆ ตัวเล็กตัวน้อย สีเหลือง สีน้ำเงิน สีเงิน สีรุ้ง ทุกสี มองตรงไหนเจอตรงนั้น ไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ ไม่ต้องค้นหาเพราะมันว่ายรอบๆตัวเรา บางตัวมันว่ายมาหาเราอีก จนเราต้องว่ายหนี กลัวมันกัด คือมาที่นี่เจ็ดวันเบื่อปลาไปเลย เหมือนว่ายน้ำในตู้ปลา สรุปคือถ้าใครชอบดำน้ำตื้นมาโรงแรมนี้ไม่ผิดหวัง เพราะเท่าที่ศึกษาที่อ่าน ไม่ใช่ทุกโรงแรมจะเหมาะในการดำน้ำตื้น เพราะมีแนวปะการังรอบเกาะมากน้อยไม่เท่ากัน บางโรงแรมไม่มีเลย ต้องเสียเงินซื้อทริปนั่งเรือไปจุดอื่นๆเพื่อดำน้ำ แต่โรงแรมนี้ไม่ต้องไปไหน แค่รอบๆเกาะอย่างเดียวก็ดูยังไม่หมดเลย เยอะมาก แต่ผิดหวังนิดหน่อยเพราะไม่เจอเต่า แต่จริงๆเพราะเราว่ายไม่ครบทุกจุดด้วย เหนื่อยและกลัวดำด้วยแหละ ปัญหาหลักเลย

ทริปนี้เราเสียเงินนั่งเรือออกไปดูปลาโลมาด้วยคนละ 35 เหรียญ เค้าบอกถ้าไม่เห็นโลมาคืนเงิน 50 % แต่ปรากฎว่าเห็นค่ะ ฝูงใหญ่เลยเป็นสิบตัว แต่มันดูเบื่อๆคน ว่ายหนีตลอด และไม่เล่น ไม่โดดโชว์เลย แต่ก็คุ้มเพราะระหว่างทางกลางทะเลวิวสวยมาก ยิ่งตอนกลับมาที่รีสอร์ท วิวจากกลางทะเลมองมาที่รีสอร์ทสวยสุดๆ ธรรมชาติช่างวาดช่างสร้างสรรค์จริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงว่ากันว่า มัลดีฟส์เป็นสวรรค์บนดิน

นอกจากปลาและทะเลที่สวยแล้ว เกาะยังมีความเป็นธรรมชาติมาก ที่พิเศษเกาะนี้มีนกแก้วเยอะมาก บินเต็มไปหมด แถมไม่กลัวคนด้วย
ค้างคาวก็บินเล่นซะงั้นทั้งที่เป็นกลางวันแสก มีแมวน่ารักด้วย สรุปแล้วถือว่ารีสอร์ทนี้โอเคเลยทีเดียวเพราะทะเลสวย ประการังและปลาเยอะ บริการดี ห้องพักโอเค อาหารอร่อย ที่สำคัญราคาไม่เวอร์เหมือนหลายๆรีสอร์ท มัลดีฟส์จริงๆถือว่าค่อนข้างแพงทีเดียวราคาสากลเลยละ แต่ถ้าถามว่าคุ้มไหมเราว่าคุ้มนะ อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต เป็นอาหารตาที่ดีและเป็นสถานที่ทื่เหมาะกับการพักผ่อนจริงๆ กับสิ่งที่ได่ถือว่าคุ้มค่าค่ะ

คลิกที่นี่เพื่อดูภาพถ่ายที่มัลดีฟส์

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

มัลดีฟที่สุดของคนรักทะเล Maldives Trip

plew December 24th, 2008



มัลดีฟส์หรือจะมัลดีฟ บอกได้เลยว่าเป็นทะเลที่สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ตอนนี้ก็ปาไปสามสิบต้นๆแล้วเห็นทะเลมาก็เยอะ แต่ ณ วันนี้มัลดีฟเป็นที่หนึ่งในใจจริงๆ ก็เพราะสวยจนตกใจ ยอมรับว่าเป็นสวรรค์บนดินอย่างที่เขากล่าวขาน โดยเฉพาะสำหรับคนที่รักทะเล ชื่นชมกับโลกใต้ทะเล ปลาหลากสี ปะการังที่อุดมสมบูรณ์ น้ำใสๆ อากาศบริสุทธ์ ต้องหลงรักที่นี่แน่ๆ…

จริงบล็อกเราจะเล่าเรื่องอเมริกาแต่วันนี้ขอนอกเรื่องสักนิด ขอนอกสิ้นทางมาที่มัลดีฟส์สักหน่อย เพราะมันอดไม่ได้จริงๆที่จะเล่าสู่กันฟังพร้อมอวดรูปถ่ายสวยๆ แหมก็ของเขาดีจริงๆนี่นา เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ ตัวเองและสามีได้เดินทางไปพักผ่อนที่มีฟเมื่อ วันที่ 13 ถึง 20 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมานี้เอง รวมก็แปดวันเจ็ดคืน เอาเป็นว่าจะเล่าตั้งแต่ตอนจองทัวร์เลือกที่พักเลยแล้วกัน เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับบางท่านที่คิดอยากไปเที่ยวมัลดีฟ แรกเริ่มเราตัดสินใจกันว่าจะพักโรงแรมไหนดีก็ดูข้อมูลเยอะมากทั้งจากเวปไทยและเวปต์นอก โดยเฉพาะเวปต์ประเภท Hotel review นี่ช่วยได้มาก เราเลือกโรงแรมที่มีคนด่าน้อยและชมเยอะ ตอนแรกมองไว้ที่ Bandos เพราะเท่าที่หาข้อมูลเป็นเกาะที่มีปะการังเยอะ คือเราชอบดำน้ำตื้น ชอบดูปลา แต่ปรากฎว่าคนบ่นเยอะว่าไม่ประทับใจเท่าไร คือคนด่าเยอะกว่าคนชม ก็เลยไม่เอา อีกทีก็คิดว่าจะไปที่คลับเมด ClubMed ก็ลองให้ที่มัลดีฟแพ๊คเกจเสนอราคามาเอาแบบ water บังกาโลว์ปรากฎว่าแพงค่ะ คือเราอยากได้แบบ all include แล้วก็อยากพัก water บังกาโลว์ และเห็นคนไทยหลายคนเขานิยมไปที่คลับเมด ก็เลยลองถามเจ้าหน้าที่ว่ามีโรงแรมอื่นที่แบบ All include แนะนำไหมที่ราคากลางๆที่โอเค เขาก็แนะมาสองที่คือ Chaaya กับ Velidhu เราก็เลยถามต่อว่าเราต้องการที่ที่เหมาะกับการดำน้ำตื้น เขาก็บอกโอเคงั้น Velidhu Island Resort เหมาะเลยเพราะมีปะการังรอบเกาะเยอะเหมาะมากดำน้ำรอบเกาะได้เลย เราลองให้เสนอราคามา water บังกาโลว์ 7 คืน และ รวมอาหารเครื่องดื่มทั้งหมดรวมแอลกอฮอลด้วย ปรากฎว่าราคาถูกกว่าของคลับเมดที่พักแค่สามวันอีก เราก็ยังไม่ได้อะไร ลองเช็คข้อมูลตามเวปไซต์อีกที่ว่าคนว่าไงกันบ้างเกี่ยวกับโรงแรมนี้ ผลคือเท่าที่ได้ข้อมูล คนส่วนใหญ่ชอบ พอใจ เราก็ตัดสินใจว่าจะจองกับทัวร์หรือจะจองเอง คือได้ราคาจากทัวร์มาแล้ว เราก็ลองโทรจองโรงแรมเองโดยตรงก็ตกคืนละ 450 เหรียญและเช็คราคาตั๋วเครื่องบินของบางกอกแอร์เวย์ ปรากฎว่าพอรวมทุกอย่าง จองกับทัวร์ถูกกว่าก็เลยจองกับทัวร์ค่ะ

วันเดินทางก็บินออกจากสุวรรณภูมิประมาณห้าโมงครึ่ง ถึงมัลดีฟส์ประมาณทุ่มครึ่งใช้เวลาปรมาณสี่ชั่วโมงครึ่ง เวลาที่มัลดีฟช้ากว่าบ้านเราสองชั่วโมง พอถึงสนามบินมาเลย์ Male ก็เฉยๆเพราะสนามบินเล็กไม่สวย ไม่มีอะไรน่าสนใจ เจอเจ้าหน้าที่ของทัวร์ที่มารับก็พาเราข้ามเรือข้ามฝากจากสนามบินไปเมืองหลวงคือมาเลย์ เพราะโรงแรมที่เราพักมันต้องนั่ง Seaplane ซึ่งไม่บินตอนดึก เราก็ต้องพักในมาเลย์หนึ่งคืน แล้วมาที่สนามบินอีกทีเพื่อนั่งเครื่องไปตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เข้าที่พัก ไกด์บอกพรุ่งนี้ต้องออกจากโรงแรมตีห้าเพราะ seaplane ออกตีห้าครึ่ง เขาบอกเขาจะมารับที่โรงแรมตอนตีห้า เราก็โอเคขึ้นห้องพัก โรงแรมที่เราพักคืนแรกในมาเลย์ Male ชื่อ Mookai
ขอย้ำชื่อนี้นะค่ะ เพราะแนะนำว่าถ้าเลี่ยงได้อย่าพักเด็ดขาด เพราะแย่มากถึงมากที่สุด โรงแรมเล็ก ล็อบบี้เล็ก พนักงานก็ไม่ค่อยโอเค ที่แย่สุดคือห้องค่ะเล็กคือเตียงติดฝา จะออกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำต้องข้ามเตียง แอร์ไม่เย็นหรือแทบไม่ทำงานเลยก็ว่าได้ สกปรก ที่เลวร้ายกว่านั้น เสียงดังมาก เสียงมอเตอร์ไซต์ เสียงคนคุยกัน ทะเลาะกันทั้งคืน ดังมาจากถนน คือไม่ได้นอนเลย อาหารเช้าก็คือห่วยสุดๆ เป็นโรงแรมที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยพักมา แถมตั้งร้อยเหรียญ ก็สามพันกว่าบาทต่อคืน อุบาวท์สุดๆ โชคดีที่ตีห้าเราก็ออกแล้ว ปรากฎว่าเราก็ลงมารอไกด์ที่ล็อบบี้ตามที่นัดกันไว้ รอๆๆจนตีห้าสิบห้าเราเอาะยังไง บอกเครื่องออกตีห้าครึ่ง ติดต่อก็ไม่ได้ เราเลยไม่รอแล้วค่ะ ก็ข้ามเรือไปเอง ทำเองก็ได้ เซ็งมาก คือมันไม่ได้ยากค่ะเราไม่จำเป็นต้องมีไกด์ แต่มาบอกว่าจะมาแล้วไม่มาเกือบทำให้เราต้องพลาดเที่ยวบิน ยอมรับว่าวันแรกในมัลดีฟส์ไม่ประทับใจคะ คือมันเริ่มต้นไม่ดีอะ แต่หลังจากที่เรามารอขึ้น seaplane เพื่อไปรีสอร์ทโลกเริ่มสดใสค่ะ แววแห่งความสวยงาม ที่เรารอคอยมันค่อยๆปรากฎให้เห็นแล้ว ติดตามตอนต่อไปนะค่ะ..สวยมากๆ

คลิกดูรูปถ่ายสวยๆที่มัลดีฟส์

ลาสเวกัส ภาค 2 Casio Hotel in Las Vegas

plew November 11th, 2008




อากาศที่ลาสเวกัสร้อนมาก แต่ร้อนแห้ง ไม่เหมือนบ้านเรา จริงๆคิดว่าร้อนกว่าบ้านเราแต่มันร้อนแบบไม่เหนอะหนะ แต่จะรู้สึกว่าเหมือนมีเตาไฟอยู่รอบๆตัว เดินไม่นานจะรู้สึกว่ากระหายน้ำมาก มากกว่าปกติ คอจะแห้งตลอด แนะนำว่ามีน้ำเปล่าติดไว้ บางทีมันรู้สึกว่ามันแห้งมากๆ ก็แห้งจริงๆ อยู่กลางทะเลทรายชัดๆ ของจริง ถ้าบินมาจะเห็นเลยว่ารอบๆเมืองมันทะเลทรายแล้งๆไม่มีอะไร อยูดีก็มามีแสงสีอยู่กลางทะเลทราย Amazing จริงๆ ยอมรับ
Lasvegas

จริงๆสิ่งที่ทำให้ที่นี่มันสวย มันน่าสนใจก็คือบรรดา casino Hotel ทั้งหลายที่เรียงรายตลอดสาย เพราะแต่ละที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง สวยทุกที ใหญ่ทุกที่ หรูๆทั้งนั้น ที่สำคัญความหรูระดับนี้แต่ราคาค่าห้องต่อคืนถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ เพราะเขาทำให้ราคามันถูกคนจะได้มาพักและเสียเล่นการพนัน ซึ่งเป็นรายได้ที่เขาต้องการจริงๆ โรงแรมที่เราพักคือ Mandaley Bay Las Vegas โรงแรมนี้อยู่หัวๆถนนเลย ตึกใหญ่สีทอง จุดเด่นคือมีสระว่ายน้ำที่ใหญ่ที่สุด น้องๆสวนสยามเลยละ คือมีทะเลเทียม มีน้ำวน และสระธรรมดาอีกสี่สระได้ โรงแรมด้านในหรูมาก ห้องที่พักก็หรูและใหญ่ วิวสวย ห้องที่เราพักโชคดีมากได้ห้องตรงมุมตึกด้านที่หันเข้าไปในถนนเมนของลาสเวกัส จากวิวที่ห้องพักจะมองเห็นถนนทั้งสายเห็นโรงแรมต่างๆเรียงเป็นแนวยาว ยิ่งกลางคืนสวยมาก และหน้าต่างเป็นกระจกเพดานถึงพื้นเลยเห็นวิวเต็มๆ แค่คืนละ 150 เหรียญ ราคานี้ถ้าไปที่อื่นห้องระดับนี้โรงแรมหรูขนาดนี้ไม่ต่ำกว่าห้าร้อยเหรียญ เทวีจอแบนขนาดใหญ่ ห้องน้ำ ทุกอย่างหรู ห้องใหญ่ ตรงนี้เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้คนมาเที่ยวเพราะค่าห้องถูก แต่ดันไปเสียเงินกันเยอะเพราะเสียพนัน
mandalay bay las vegas

โรงแรมอย่างที่บอกเยอะมากและน่าสนใจเกือบทุกที่ จะลองยกตัวอย่างที่ตัวเองชอบและคิดว่าเด่นๆ เป็นข้อมูล
MGM Grand ก่อนเลยโรงแรมนี้จริงๆเป็นเครือใหญ่ หลายๆโรงแรมก็เป็นโรงแรมในเครือนี้ เช่น New York, Mirage, Mandaley Bay MGM Grand อยู่หัวถนน ตรงข้ามกับ New York สัญลักษณ์เด่นก็คือสิงโตหน้าโรงแรม ถ้ามาที่นี่ต้องเข้าไปดูสิงโตจริงๆในโรงแรม มีอยู่สามตัวอยู่ในห้องกระจก เรียกว่าได้ดูสิงโตกันใกล้ๆชัดๆมากกว่าสวนสัตว์ทั่วไปอีก
มาที่ฝั่งตรงข้ามคือ New York จุดเด่นคือเทพีเสรีภาพจำลอง และมีรถไฟเหาะตีลังกาอยู่บนสุดของตึก น่ากลัวดี สูงแต่ตัวเองไม่ได้ลอง ข้างในก็พยายามแต่งให่เหมือนนิวยอร์ก แต่สวนตัวไม่ค่อยชอบที่นี่เท่าไร ดูมันเก่าๆและไม่สวย ถ่านรูปข้างนอกดีกว่า ต่อมาก็คงหนีไม่พ้นตึกปิระมิด หรือโรงแรม Luxor Las Vegas อาคารเลียนแบบปิระมิดของอียิปต์ เป็นกระจกสีดำ ข้างในก็ตกแต่งแบบอียิปต์มีพวก สฟริงและฟาร์โร ข้างในสวยดีน่าถ่ายรูป มีพิพิธภัณฑ์ย่อมๆเกี่ยวกับฟาร์โรด้วยแต่ตอนไป ดันปิดปรับปรุง ที่นี่ค่อนข้างเก่าและเล็กเมื่อเทียบกับโรงแรมอื่นๆ แต่ก็แปลกตาดี

ขอข้ามไปโรงแรมย่านกึ่งกลางถนน ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่ค่อนข้างหนาแน่นของเวกัส เพราะมีโรงแรมสวยๆดังๆเยอะบริเวณนี้ เริ่มที่โรงแรมที่เราชอบมากที่สุด ถ้าเป็นไปได้คราวหน้ามาเที่ยวเวกัสอีกขอพักที่นี่ คือ Paris ต้องบอกว่าในความคิดตัวเองเดินดูเรียกว่าเกือบจะครบทุกที่ชอบที่นี่มากที่สุด ตั้งแต่ข้างนอกสวยมาก หอไอเฟิล จำลองซึ่งสามารถขึ้นไปชมวิวได้และมีร้านอาหารอยู่บนหอคอยด้วย แต่เราไม่ได้กินหรอกแพง ตึกอาคารทั้งหมดแค่ภายนอกสวยมากๆ ถ่ายรูปมุมไหนก็สวย เหมือนได้มาฝรั่งเศสเลย เข้าไปข้างในยิ่งโหเขาทำข้างในเป็นแบบเหมือนเราเดินกลางแจ้งในปารีส เพดานเป็นท้องฟ้า จำลองตึกอาคาร แบบฝรั่งเศส น่ารักมาก ล๊อบบี้สวย หรูมากๆ ที่สำคัญห้ามพลาดคือต้องมากินเครปแบบฝรั่งเศส อร่อยและทำสดๆทีละแผ่น ต้องรอนานสักนิดแต่คุ้ม น่าถ่ายรูปทั้งข้างนอกข้างในเลย

โรงแรม คาสิโนที่นี่หลายที่แต่งเป็นสไตล์อิตาลี เริ่มที่แรกที่เราชอบมากๆลองจากปารีสคือ Venetian ที่นี่จำลองเมือง Venice ของอิตาลี จริงๆที่นี่น่าจะเป็นโรงแรมที่ใหญ่มากและสวยมาก ทั้งข้างนอกข้างใน ข้างในคล้ายกับปารีสคือเพดานทำเป็นท้องฟ้าในตอนกลางวัน ตลกดีตอนเข้าไปโรงแรมมันมืดแล้วข้างนอกมันมืดแต่พอเข้าไปในโรงแรมกลายเป็นกลางวัน ที่นี่มีบริการล่องเรือ ที่ทำเลียนแบบ Venice และเรือเขาก็ทำได้สวยมากๆ ร้านค้ามากมาย เหมือนเดินอยู่ในเวนิสจริงๆเลย สวยเดินไปมุมไหนก็อยากถ่ายรูปไปหมด

อีกแห่งที่แต่งแบบอิตาลีคือ Caesars Palace
ที่นี่ข้างนอกก็ใหญ่อลังการณ์แต่ไม่สวยเท่า Venice แต่ข้างในร้านแบรนด์เนมเยอะมาก และก็แตงสไตล์เดียวกับ ปารีสและเวนิส คือเป็นท้องฟ้าและทำอาคารจำลองเหมือนในอิตาลี รวมทั้งจะมีน้ำพุเทวี่จำลอง และรูปปั้นเด่นๆในกรุงโรมจำลองไว้ด้วย ที่แปลกคือคนที่มาเดิน มาพักที่โรงแรมนี้จะแต่งตัวกันเลิศๆสวยๆกว่าโรงแรมอื่น เช่นผู้หญิงจะใส่ชุดเดรส คือดูตั้งใจแต่งตัวกันมากกว่าโรงแรมอื่นๆที่เห็น จริงๆแล้วมีโรงแรมอีกมากมายแต่ยกตัวอย่างที่เด่นที่นักท่องเที่ยวนิยมถ่ายภาพ เพราะมันสวยเด่นจริงๆ ที่นี่ถนนตลอดทั้งเส้นสวยงาม ด้วยอาคารหลากหลายสไตล์และแสงไฟยิ่งกว่าสีรุ้งสว่างไสวตลอด Strip บางคนมาเที่ยวที่นี่มาแล้วมาอีกมาคราวนี้มาพักโรงแรมนี้ มาอีกทีอยากพักอีกโรงแรม เพราะโรงแรมมันสวยจริงๆ และแปลกไม่ใช่อะไรก็ มาริออท ฮิลตัน พวกแบรนด์เดิม น่าเบื่อ แต่ที่นี่มันฉีกออกไปเลย มาที่นี่จะแต่งตัวแบบไหนยังไงก็เอากันเต็มที่ หรือจะลากเตาะกางเกงขาสั่นแบบสบายๆก็ไม่มีใครว่าได้ทั้งสองแบบ ขอย้ำว่าถ้าจะมาที่นี่ไม่ต้องมากับทัวร์หรอกเที่ยวเองสบายๆ และต้องยอมรับว่ามันตระการตาสมคำล่ำลือจริงๆ ไม่ผิดหวัง เพราะตัวเองไม้ได้เล่นการพนันและไม่ชอบ แต่แค่ดูวิว ดูคน ดูตึก ถ่ายรูปก็คุ้มแล้ว


อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ลาสเวกัส Las Vegas

plew November 7th, 2008

Las Vegas

Las Vegas สำหรับหลายๆคนที่คิดถึงอเมริกา ลาสเวกัส Las Vegas แน่นอนเป็นเมืองหรือสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังลำดับต้นๆ ของอเมริกาที่คนทั่วโลกซึ่งรวมทั้งคนไทยอยากไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่ง ตัวเองได้มีโอกาศไปเที่ยวที่ลาสเวกัสเมื่อเดือน กรกฎาคม ปี 2007 ซึ่งจริงๆก็ไปฉลองครบรอบแต่งงานปีแรกด้วยแหละ ก่อนที่จะลืมรายละเอียดต่างๆซะก่อนก็อยากแชร์ประสบการณ์ให้กับเพื่อนที่สนใจอยากไปเที่ยวที่ Vegas หรือเพื่อนที่ต้องการทราบข้อมูลการท่องเที่ยวที่ Vegas
ตัวเองอาจแปลกๆนิดนึงเพราะอยู่อเมริกาอยู่แล้ว ตอนไปที่นั่นก็บินไปจากซานฟรานซิสโกโดยสายการบิน South West Airline ใช้เวลารวมเกือบสี่ชั่วโมง จริงๆจะบอกว่าเซ็งมากเพราะจริงๆ ตอนเราจองตั๋วเราจองบินตรงจากซานฟรานซิสโกไปลาสเวกัส แต่เอาจริงๆดันมาหยุดที่แอลเอก่อน ทำให้ใช้เวลามากกว่าปกติ เพราะปกติบินจากซานฟรานไปเวกัสแค่สองชั่วโมง แถมเครื่องดีเลย์อีกต่างหาก รวมเวลาทั้งหมดเกือบหกชั่วโมง เซ็งมาก..อาหารบนเครื่องก็ไม่เสริฟมีแต่น้ำถ้าหิวก็ต้องจ่ายเงินซื้อเพิ่มอีกคนละประมาณสิบเหรียญ อาหารก็แบบห่วยมาก ต้องขอบอกว่าสายการบินในประเทศของอเมริกานี่แย่ทุกสายจริงๆ ตอนนี้แย่กว่าเดิมถ้ามีกระเป๋าที่โหลดลงเครื่องจ่ายเงินเพิ่มอีกใบละประมาณสิบห้าหรือยี่สิบห้านี่แหละจำตัวเลขไม่ได้ เขี้ยวสุดๆ
South West Airline
ไปถึงสนามบินที่ Las Vegas สนามบินเขาก็ประมาณมีโฆษณาเกี่ยวกับคาสิโน และ slot Machine เยอะ ก็สมกับเป็นแหล่งคาสิโนใหญ่ของโลกเริ่มกันตั้งแต่สนามบินเลย ออกมาก็นั่งแท็กซี่มาโรงแรม ค่าแท็กซี่ประมาณห้าสิบเหรียญบวกทิปไปอีกยี่สิบเปอร์เซ็น ไปถึงโรงแรมก็หกโมงเย็นได้ แว๊ปแรกที่เห็นถนนสายหลักของ Las Vegas ที่เรียกกันว่า Strip บอกตรงๆว่า ตื่นตาตื่นใจดีจริงๆ .. จริงๆถนนสายหลักที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว โรงแรม Casino ต่างๆ อยู่บนถนนเส้นเดียว ที่วิ่งตรงๆไปประมาณ 4 ไมล์ หรือประมาณ 6.5 กิโลเมตร เพราะฉนั้นจริงๆไปเที่ยวที่นี่ง่ายมากไม่ต้องกลัวหลง ไม่ต้องซื้อทัวร์ ไปเอง เที่ยวเองได้สบายๆ เพราะมันตรงอย่างเดียว ทุกอย่างอยู่บนถนนเส้นเดียวกันหมด เดินเรื่อยๆไม่รีบสบายๆ จากหัวถนนสุดอีกด้านหนึ่ง โรงแรมดังๆ ย่านที่หนาแน่นก็อยู่ช่วงกลางของถนน แต่จริงๆสวย น่าสนใจตลอดสายนั่นแหละ
Las Vegas Airport
ถามว่าไปลาสเวกัสถ้าไม่เล่นการพนันทำอะไรดี จริงๆแล้วแค่ถ่ายรูปก็คุ้มแล้ว เพราะแสงไฟในยามค่ำคืนที่นี่สวยมากๆจริงๆ โรงแรมแต่ละที่โครตจะใหญ่และมีรูปแบบ theme ที่แตกต่างน่าสนใจ ทุกที ทั้งข้างนอกข้างใน ข้างนอกว่าสวยแล้ว ข้างในนี่หยั่งกะดิสนีย์แลนด์ ทั้งการตกแต่ง ร้านค้าให้ช๊อปมากมาก จะเอาแบรนด์ไหนมีหมด นอกจากนั้นบางโรมแรมจะมีโชว์อีกด้วย อันนี้คือโชว์ฟรีหน้าโรงแรม เช่น โรงแรม Treasure Island Hotel จะมีโชว์ เรือโจรสลัด ประมาณทั้งร้องทั้งเต้น แสง สีเสียงประมาณนั้น โรงแรมจะมีเวลาบอกว่ามีโชว์เวลาไหนบ้าง ปกติก็มีเฉพาะตอนค่ำลงไปแล้ว นอกจากนั้นถ้าใครชอบแดนซ์ ชอบดื่ม ชอบเมา คงถูกใจที่นี่ เพราะมีบาร์ ร้านนั่งดื่ม หรือจะซื้อเดินดื่มก็ปกติของที่นี่ที่จะเดินไปดื่มไป ที่เดินไปเมาไปก็มีให้เห็นเยอะทีเดียว ดูๆไปก็คล้ายบ้านเราไงก็ไม่รู้ แถมที่นี่มีพวกสาวบริการเยอะ แถมมีพวกใบปลิวโฆษณาประเภทนี้แจกกันดาษดื่นตลอดสาย ก็พูดง่ายถนนสายโลกีย์เราดีๆนี่เอง แต่มันก็สนุกและมีสีสันดี เนื่องจากจริงๆอเมริกาเมืองปกติ สองทุ่มก็กลับบ้านนอน เงียบเหงากันหมดแล้ว แต่ที่นี่เมืองไทยไงงั้น คือไม่มีวันหลับ มันส์กันได้ทั้งคืน

นอกจากโชว์ฟรีๆ แล้ว ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องโชว์จากศิลปินดังๆ ทั้งนักร้อง นักมายากล มวย และอื่นๆ ที่มักเปิดการแสดงที่นี่ ทริปนี้เราก็ได้เสียตังค์ดู เดวิด คอปเปอร์ฟิล David Copper Field แสดงมายากลที่โรงแรม MGM Grand Las Vegas กับเขาด้วยค่าตั๋ว 100 เหรียญ ต่อคน แต่ก็ไม่แพงนะ เพราะใกล้มากๆ เพราะห้องไม่ใหญ่ แถมพี่แกเดินมาสัมผัสคนดูอย่างใกล้ชิดมากๆ นี่ขนาดโชว์ย่อมๆ ก็ต้องบอกว่า มันทำได้ไงเนี่ย งง เจ้าผิดไม่ได้เลยอะ โรงแรมอื่นๆก็จะมีรายการโชว์ต่างๆกันไป ถ้ามีตังค์ก็มีให้เลือกเยอะมากมาย

มาว่าเรื่องกินๆกันบ้าง มาที่นี่เขาฮิตกินบุฟเฟ่กัน เกือบทุกโรงแรมจะมีบุฟเฟ ราคาก็ต่างกันตามคุณภาพและความหรู ร้านอาหารปกติมีให้เลือกมากมาย ทุกธรงแรมใหญ่จะมีร้านอาหารมากมาย ทั้งถูกทั้งแพง จริงๆถ้าคนกลัวร้อนใช้ชีวิตแค่ในโรงแรมที่ตัวเองอยู่เล่นการพนัน ว่ายน้ำ ช๊อปปิ้ง ดูโชว์ ถ่ายรูปก็ถือว่าโอเคแล้ว แต่แนะนำว่าออกมาเดินเหอะสนุกดี
จริงๆถ้าขี้เกียจเดินที่นี่เขาก็มีรถไฟฟ้าบริการ เที่ยวละประมาณห้าเหรียญกี่สถานีก็ห้าเหรียญ แต่ถ้าคิดว่าเดินทางไปโน่นไปนี่หลายเที่ยวซื้อเป็นตั๋ววันจะคุ้มกว่า จำราคาไม่ได้ว่าเท่าไร รถไฟฟ้า จะจอดตามโรงแรมหลักๆ แพราะจริงๆแต่ละแห่งโรงแรมมันก็ติดๆเชื่อมๆกันอยู่แล้วสะดวกมากทีเดียว ถ้าขี้เกียจเดิน และนำว่าถ้าอยากเห็นภาพรวมๆของที่นี่ก่อนว่ามีอะไรมั่งก็นั่งรถไฟสักเที่ยว แล้วค่อยเดินไปจุดที่เราสนใจอีกทีก็ได้


คลิกดูภาพถ่ายที่ las Vegas

Next »