Archive for the 'ซานฟรานซิสโก' Category

รถไฟใต้ดินในซานฟรานซิสโก San Francisco Municipal Transportation

plew December 12th, 2009



รถไฟใต้ดินในซานฟรานซิสโกหรือที่เรียกว่า Muni or San Francisco Municipal Transportation เอวันนี้ทำไมกลับมาเล่าเรื่องรถไฟใต้ดินมีอะไรน่าสนใจนักหนา ฮ่าๆๆจริงๆแล้วมันเป็นความเก็บกดซะมากกว่า เพราะตั้งแต่เปิดเทอมไปเรียนปริญญาโทที ก็ต้องนั่งรถไฟ เพราะเราอยู่ดาวทาวนืแต่ยูนะประมาณชานเมือง จากเมื่อก่อนที่เดินมันซะเป็นหลักเพราะอะไรๆก็ใกล้เพราะอยู่กลางเมือง พอไปเรียนต้องอาศัยบริการขนส่งมวลชน เพราะไม่มีใบขับขี่อะ นี่เองทำให้เราคิดถึงรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดินในกรุงเทพบ้านเรามากๆ ทำไมนะเหรอก็เพราะความอุบาทว์ ขอใช้คำนี้นะของรถไฟใต้ดินที่นี่ละสิ ขอเริ่มบ่นเลยแล้วกันนะ

อย่างแรกที่ห่วยคือความไม่คงเส้นคงวาไม่มีตารางอะไรที่แน่นอนไม่มีระยะเวลารอ เคยรอรถใต้ดินที่นี่นานกว่าสี่สิบห้านาทีกว่าจะมา สรุปคือไปเรียนสายทั้งๆที่มารอรถเกือบชั่วโมง ที่นี่มีรถไปหลายสายที่แย่คือบาางสายมาแล้วมาอีกมรทุกสองนาทีแต่ไอ้สายที่เราใช้อย่างที่บอกอาจต้องรอนานสิบห้าหรืออย่างที่บอกมากกว่าครึ่งชั่วโง ถ้าโชคร้ายขบวนก่อนเพิ่ิงออกไป ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมบางสายคือในห้านาทีมาสี่ขบวนได้ คือระบบการจัดตารางรถเขาห่วยมากๆ มีวันหนึ่งคือที่นี่เขาจะมีระบบบอกว่าอีกกี่นาทีรถสายที่เรารอจะมา ปรากฎว่าบอกว่าอีกห้านาทีจะมา รอไปไม่ม่ เปลี่ยนใหม่บอกอีกเจ็ดนาที ก้ไม่มาิีก สรุปเกือบชั่วโมงอย่างที่บอก อีกวันหนึ่งตรงสถานีประกาศบอกว่าสายที่จะเทียบเป็นสายนี้ พอขึ้นไปเป็นคนละสายซะงั้น รีบออกแทบไม่มัน งงไม่ละค่ะ

ในช่วงประมาณสามเดือนที่ผ่านมาก็เกิดอุบัติเหตุรถไฟใต้ดินชนกันที่นี่ เราก็งงว่ามันชนยังไงเพราะคดว่ารถใต้ดินมันควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ แต่มาวันหนึ่งถึงบางอ้อ เพราะเราก็นั่งสายเดิมตามปแกติก็รู้เส้นทางแล้วว่ามันต้องไปทางไหน จ฿ู่ๆรถก็เลี้ยวไปอีกทางหนึ่งซะดื้อๆ จนคนในรถต้องตะโกนบอกคนขับทุบกระจกเรียกว่าเฮ้ยนี่มันสายเอ็มนะเฟ้ยไม่ใช่สายแอล เท่านั้นแหละคนขับรู้ตัวหยุดรถคือถ้าไม่บอกมันก็ยังไม่รู้ว่ามันมาผิดทาง เราเลยถึงบางอ้อว่าอ้าวตกลงคนขับมันควบคุมนี่หว่าไม่ใช่คอมอะ วันนี้เลยเสียเวลาไปอีกมากพอดู เพราะรถต้องมาชะงักในเส้นทางของสายอื่น แล้วไอ้รถเจ้าของเส้นทางก็มาจ่อตูดรถไฟคันเรา สรุปไปไหนไม่ได้ครับ ชะงักกระทบไปหมด ตรงหยุดสายอื่นๆที่กำลังจะเข้าสถานี แล้วก็ให้คันที่จ่อก้นคันเราถอยหลัง แล้วคันเราก็ถึงกลับไปเส้นทางที่ถูกต้องได้ คนขับเป็นู้หญิงผิวดำดูมึนไม่มีขอโทษผู้โดยสารสักคำ เอ้อมิน่าละอย่างนี้นี่เองถึงชนกันอย่างจังมาหลายเดือนที่ผ่านมา

นอกจากความงงไม่ค่อยได้เรื่องมนการบริหารจัดการระบบแล้ว ในรถก็สกปรก ขอบอกว่ารถไฟฟ้าบ้านเราโสภากว่ามากจงภูมิใจ บางคนก้เอาน้ำ เอาขนมมากินบางคนนั่งกินข้าวกล่องก็มีเหม็นซะ แถมชุ่ยขยะก็ทิ้งมันไว้ในรถนั่งแหละ บวกบางครั้งกลิ่นฉี่แรงมากๆ เรามั่นใจเลยว่าต้องมีคนเลวๆมันฉี่ในรถตอนคนน้อยๆ มีวันหนึ่งคนที่นั่งข้างหลังเรากินพวกขนมห่อๆพลาสติกเสร็จแล้วมันก็ยัดขยะไว้ซอกเก้าเอ้าอี้ที่เรานั่ง เฮ้ยไม่ได้สนใจเลยว่าใครจะคิดยังไง นี่แหละความสิวิไลของที่นี่ ใครที่คิดว่าอเมริกาวิเศษกว่าเมืองไทยคิดผิดคิดใหม่ได้นะ

นอกจากนั้นขอบอกว่ารถเมลืรถไฟที่นี่เต็มไปด้วยคนผิดปกติ คนเผี้ยนแปลกๆ บ้าๆ บวกโสโครกเห็นจริงๆ นึกจะตะโกนก็ตะโกน บางทีหน้าตาแต่งตัวดีแต่เห็นก่ตัวสุดๆ คนเค้ายืนเต็มรถแน่นชีนังเขาขาพาดไว้ที่อีกทีหนึ่งแล้วก็อ่านหนังสือแบบโลกนี้มีกรูคนเดียว คนอื่นจะไม่มีที่จะยืนก็ไม่สน เฮ้ยไม่ใช่เจอแค่ครั้งสองครั้งแต่เจอบ่อยๆค่ะอาการแบบนี้ บางคนก็นั่งเก้าอี้ด้านนอกไม่ขยับต้องไปบอกว่าขอเข้าไปนั่งหน่อยได้ไม๊ถึงขยับไม่งั้นไม่สนจ๊ะ เราก็อยากให้เขาห้ามพวกน้ำดื่มและของกินในรถแบบเมืองไทยเพราะมันช่วยเรื่องความสะอาดได้มาก

เรื่องความปลอดภัยบนรถก็ขอบอกว่ากลัวเหมือนกันเพราะบางวันเลิกเรียนสี่ทุ่ม แถมมีคนเคยูกแทงทั้งเจ็บและตายบนรถไฟนี่แหละ โดนคนบ้าแทงเอาแถมจับไม่ได้ด้วย มีกล้องในรถแต่ไม่ทำงาน แค่กล้องหลอกๆอะ เอาไว้ขู่เฉยๆ เซ็งเป็ด บางทีนั่งกลับมาเพราเราสถานีสุดท้ายดึกๆบางทีเงียบมีเรากับผู้ชายอีกคนอะไรประมาณนั้นเรานี่คือต้องแอบๆมองมันตลอดว่ามันจะทำอะไรป่าวอะ ไม่อยากถูกแทงตายบนรถ เอ้อค่ารถสองเหรียญก้ไม่ใช่น้อยน่าจะพัฒนายริการและความปลอดภัยให้ดีกว่านี้ ว่าแล้วก็ยังต้องทนใช้บริการมันไปจนกว่าจะเรียนจบ

Swensen สาขาแรกในโลก The original Swensen Ice Cream

plew September 22nd, 2009



The original Swensen Ice Cream ไม่รู้ว่ารู้กันรึป่าวเนอะว่าไอศครีมซเวนเซ่นที่มีสาขามากมายในเมืองไทยแถมป็นแบรนด์
ไอศครีมที่เป็นที่นิยมในเมืองไทยมากที่สุดเจ้าหนึ่งเลยทีเดียว แหมเราเองก็เป็นแฟนมาตั้งแต่อนุบาลจนตอนนี้อายุปาเข้าไปรุ่นแม่ซะแล้ว
Swensen มีต้นกำเนิดมาจาก san francisco นี่เอง แฮะๆอยู่ซานฟรานมาสองปีเพิ่งได้มีโอกาศไปชิมต้นตำรับ Swensen ของแท้ดังเดิมมาเมื่อวานนี้เอง จริงๆรู้มาตั้งแต่มาที่นี่ใหม่ๆแล้วว่า ซเวนเซ่นสาขาแรกดั้งเดิมอยู่ที่นี่ แต่แค่ผ่านไม่ได้แวะเข้าไปกินซะทีจนเมื่อวานนี่แหละถึงได้ลองแล้วก็เอามาโม้ต่อให้ฟัง

Swensen สาขาแรกหรือ original ในซาฟรานแตกต่างจากซเวนเซ่นในบ้านเรามากมาย ที่นี่เป็นร้านเล็กไม่มีที่นั่ง คือซื้อแล้วก็ไปกินข้างนอกใส่โคน ใส่ถ้วยกระดาษเอา ตึกก็เป็นตึกเก่าๆ
เป็นอาคารแบบวิคตอเรีย ในร้านก็ดูเก่าๆสมกับเป็นสาขาแรกจริงๆ หน้าร้านจะมีป้ายที่เป็นป้ายดั้งเดิมของซเวนเซ่นเลย คือถ้าติดภาพซเวนเว่นในเมืองไทยอาจจะเอ้มันใช่ swensen จริงรึป่าวเนี่ย

เมนูที่นี่ก็ไม่แฟนซีแบบบ้านเราที่มีชื่อมากมายจนจำไม่หมด ที่นี่มีแต่ซันเดย์และก็ประมาณไอศครีมบวกท็อปปิ้งพวกฮอทฟัตหรือถั่วและครีม คือพื้นๆจริงๆ จะเอา coit tower, Gold rush อะไรนะไม่มีหรอก หรือเอาเป็นก้อนๆเป็นรสๆใส่ถ้วย ใส่โคน
รสชาตินี่ก็ขอบอกว่าคนละเรื่องกันเลยกับซเวนเซนในบ้านเรา ที่นี่ดังรสวนิลา เราลองสั่งวนิลาที่นี่รสจะเข้มข้นกว่าของบ้านเรา ไอศครีมจะมันจะข้นกว่าคือเป็นนมเป็นเนยหนักกว่า พูดยากว่าอันไหนอร่อยกว่ากันเราว่าแล้วแต่คนชอบ

จริงๆแล้วหลังจากที่เจ้าของเดิมของซเวนเซ่นขายแบรนด์นี้ไปคือขายชื่อไปทำแฟรนไชน์ เขาขอที่จะเก็บร้านแรกสาขานี้บนถนน Union ST. & Hyde ST. San francisco ให้เป็นเหมือนเดิม ดังนั้นร้านนี้จะไม่เหมือนซเวนเซ่นสาขาอื่นๆ
ที่เป็นแฟรนไชน์ทั่วโลกที่เหมือนกันหรือใกล้เคยงกัน แต่ที่นี่เป็นซเวนเซ่นร้านเดียวที่ไม่ใช่แฟรนไชน์ แปลกดีเนอะ สาขาแรกสาขาต้นกำเนิดเป็นสาขาเดียวที่ไม่เหมือนชาวบ้านเขา เพราะยังคงรักษารูปแบบเดิมไว้ รวมทั้งไอศครีมก็เป็น homemade จริงๆที่ยังทำในร้านนี้เลย ที่เดิมที่เริ่มทำตั้งแต่เปิดร้านโน้น

ไม่น่าเชื่อว่า Swensen เริ่มกิจการตั้งแต่ 1948 ผู้ก่อตั้งซเวนเซ่นเสียชีวิตเมื่อ 1995 ก็ไม่นานเท่าไรเนอะ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเจ้าของก็ทำไอศครีมในร้านนี่แหละจนทุกวันนี้ เพราะฉนั้นไอศครีมที่ร้านต้นตำรับไม่ได้แบบทำแบบ mass ทีละเยอะๆหรือออกมาจากโรงงาน เอ้าว่าแล้วก็ดูรูปกันเลยดีกว่าจะได้เห็นภาพ

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาตอนจบ

plew September 1st, 2009


เรื่องประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาตอนสุดท้ายแล้ว ต่อจากภาคสาม หลังจากโอเคตกลงว่ายอมรอต่อไป เราก็ต้องกลับซานฟรานซิสโกเพราะครอบครัวพี่สาวแฟนกลับมาจากเมืองจีนแล้ว ก็ต้องมาอยู่ในอพาตเมนท์กึ่งออฟฟิตกึ่งห้องเก็บของ ตัวเราเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก แต่แฟนนี่บ่นทุกวัน บ่นเรื่องคอนโดทุกวัน บ่นเรื่องการกู้ทุกวัน บ่นเรื่องทำไมต้องมาอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ทุกวัน บ่นที่นอนไม่สบาย บ่นทุกเรื่อง และเกือบทุกวันต้องโทรคุยกับเจ้าหน้าที่แบงค์บ้าง เรื่องประกันบ้าง เพราะแบงค์กำหนดว่าต้องมีการทำประกันคอนโด และอื่น หลังจากที่เซลล์บอกว่าแบงค์ที่กู้เงินก้อนแรกใกล้อนุมัติแล้ว เราก็ต้องตามเงินก้อนสองที่อีกแบงค์ ซึ่งเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ของทหาร อันนี่ยิ่งทำงานยอดห่วย แฟนโทรไปหาสามครั้งไม่เคยอยู่ที่โต๊ะ ฝากให้โทรกลับไม่เคยโทรกลับ ส่งอีเมล์อีกหลายครั้งไม่เคยเมล์กลับ จนสุดท้ายต้องโทรไปวี๊ดบึ้มต้องโทรไปแบบตะคอกถึงได้เรื่อง วันรุ่งขึ้นโทรกลับมาบอกต้องการเอกสารเพิ่มอีกเจ็ดรายการและบางรายการคือเอกสารการกู้กลับแบงค์หลัก แฟนก็วีนกลับไปว่าคุณต้องการเอกสารเพิ่มทำไมไม่ติดต่อมาละ ทำไมต้องให้ลูกค้าคอยโทรตาม โทรก็ไม่รับ ไม่โทรกลับ แล้วเมื่อไรจะรู้ผลว่าจะผ่านไม่ผ่าน หล่อนก็บอกไม่แน่ใจ แฟนบอกเขาไม่มีเวลารออย่างไม่มีกำหนด ไม่งั้นก็จะยกเลิกเรื่องกู้ เธอบอกถ้าส่งเอกสารที่ขอมาครบประมาณสองอาทิตย์น่าจะรู้
แฟนก็โทรไปหาโบรกเกอร์ที่ประสานงานกับแบงค์แรกเพื่อขอเอกสารเพื่อส่งให้แบงค์ที่สอง ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นลาพักร้อนอาทิตย์หนึ่ง โทรไปหาเจ้าหน้าที่แบงค์โดยตรงก็ดันลาพักร้อนเหมือนกันอีก กว่าจะได้เอกสารส่งให้แบงค์ที่สองก็เสียเวลาไปอีก แต่ที่ทำให้หงุดหงิดใจมากกว่าเดิมและเริ่มไม่แน่ใจว่าเรื่องกู้ผ่านจะผ่านก็คือ หลังจากที่ได้เอกสารการกู้จากแบงค์ที่หนึ่งเพื่อส่งไปให้แบงค์ที่สองทำให้พบว่า ข้อมูลผิดพลาดอย่างที่ไม่น่าจะผิดในหลายจุด คือชื่อคนกู้ก็ผิดแล้วผิดแบบเป็นคนละชื่อกันเลย นามสกุลถูก แถมเลขที่ยูนิตที่ซื้อก็ผิดอีก ตลกมากๆข้อมูลพื้นฐานแท้ๆยังผิด ส่งไปให้แบงค์ที่สองก็แจ้งว่าประเมินราคคอนโดที่แบงค์แรกทำไม่ครอบคลุมข้อมูลที่เขาต้องการต้องทำประเมินใหม่ เราต้องเสียค่าประเมินอีกห้าร้อยเหรียญ รวมสองครั้งก็พันหนึ่งแล้วแค่ค่าประเมิน แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไปอีก

เราก็รอแฟนก็บ่นเพราะเขาไม่ชอบอยู่ที่อพาตเมนท์ออฟฟิต หลายๆคืนเขาขอไปนอนโรงแรมแก้เซ็ง รอมาอีกเกือบเดือนเกือบสิ้นเดือนกรกฎา ก็ไม่รู้คำตอบอีก เราก็บอกแฟนว่าเราไม่อยากได้ไม่อยากซื้อแล้ว ยกเลิกเหอะจะได้ไปหาอพาตเมนท์และย้ายเข้าจะได้ไม่ต้องมานั่งรอๆๆ เพราะไม่รู้จะยังไง หรือถ้าอยากซื้อจริงๆก็คิดอีกที คอนโดมีเยอะแยะ จริงๆตั้งแต่บอกเซลล์ว่าจะขอยกเลิกสัญญาครั้งแรกเราก็ไปดูอพาตเมนท์กันมาแล้ว แต่แฟนก็ใจอ่อนยอมเพราะส่วนลดเพิ่มและเชื่อเซลล์ที่บอกว่าประมาณสองอาทิตย์น่าจะเข้าอยู่ได้ ก็โทรไปหาเซลล์บอกว่าถ้าต้นเดือนสิงหาย้ายเข้าอยู่ไม่ได้ก็คงต้องยกเลิกจริงๆเพราะมันนานสามเดือนกว่าเข้าไปแล้ว
เซลล์โทรกลับมาบอกว่าไม่มีทางที่ developer จะยอมให้เราย้ายเข้าก่อนเรื่องกู้เรียบร้อยแน่ แต่เธอบอกว่าพรุ่งนี้แบงค์จะโทรมาบอกข่าวดีกับเราเรื่องกู้ วันรุ่งขึ้นโบรกเกอร์โทรมาบอกว่าเรื่องกู้อนุมัติแล้ว ดังนั้นก็แปลว่าเราก็ยกเลิกสัญญาไม่ได้แล้ว เราก็ถามว่าแล้วอนุมัติแล้วมีหลักฐานมีจดหมายอะไรแจ้งหรือไม่แล้วจะโอนเงินให้โครงการเมื่อไร ไม่มีคำตอบเอกสารอะไรก็ไม่มี มีแต่เพียงคำบอกของโบรกเกอร์ สรุปก็รอต่ออีกทั้งๆที่เข้าเดือนสิงหาแล้ว หลังจากนั้นก็รอเหมือนเดิมอะไรก็เงียบไปอีกอาทิตย์ก็ไม่มีวี่แววว่าเรื่องจะจบ หลังจากหนึ่งอาทิตย์ทางโบรกเกอร์แจ้งขอเอกสารประกอบการกู้เพิ่มอีก คราวนี้ละเราทั้งคู่โมโหมากเพราะแปลว่าที่เคยบอกว่าเรื่องอนุมัติแล้วนะโกหกทั้งเพ และเอกสารที่ขอก็เกินความสามารถที่จะหาให้ได้เพราะเล่นขอเอกสารจากลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทในอังกฤษให้ส่งเอกสารการโอนเงินเข้าบัญชีของแฟนที่อเมริกา เป็นอะไรที่มากเกินไปเพราะจริงๆเอกสารบัญชีที่เราส่งไปมันก็แสดงชัดอยู่แล้วว่าเงินโอนเข้ามาจากที่ไหนบ้าง นี่ยังขอเอกสารของต้นทางที่เป็นคนโอนมาอีก ซึ่งมันไม่ใช่หน้าที่อะไรของบริษัททางโน้นที่ต้องแสดงเอกสารแบบนี้กับแบงค์ในอเมริกาเลย แฟนก็ไม่ไอยากไปยุ่งกับบริษัทลูกค้าด้วย เราสองคนเริ่มรู้สึกว่ามันมากเกินไปซะแล้ว เขาเสียเวลาที่จะทำเงินมาใช้ในการตามเรื่องคอนโดไม่รู้เท่าไร เพราะเราเองก็ช่วยอะไรไม่ได้มากหรือช่วยไม่ได้เลยด้วยซ้ำ คือสามเดือนกว่าที่ผ่านมาแฟนไม่มีสมาธิที่จะทำงานจริงๆของเขาจริงจัง เพราะมานั่งเตรียมเอกสาร มานั่งบ่น นั่งคุยโทรศัพท์ ตามจิกคนโน้นคนนี้ และที่เบื่อคือการโกหกซ้ำซากสาม สี่ครั้งว่าเรื่องจะจบเรื่องจะจบแต่คือไม่จบ โบรกเกอร์บอกที่ตอนแรกบอกว่าอนุมัติคืออนุมัติแบบมีเงื่อนไข ตลกมากๆแบบนี้เขาไม่เรียกว่าอนุมัติหรอก อนุมัติคือไม่ต้องอะไรแล้วเตรียมจ่ายเงินแล้ว เรายังบ่นกับแฟนเลยว่าแบงค์เมืองไทยทำงานดีกว่านี้อีก เราเองก็เคยกู้ซื้อบ้านในเมืองไทยก็ใช่ว่าจะทำงานดีมากมายแต่ดีกว่าที่นี่มาก ได้ไม่ได้เขาบอกปกติสองสามอาทิตย์ก๊รู้แล้ว ไม่ได้ไม่ว่าแต่อย่ามาดึงเรื่องแบบนี้เสียเวลา แถมขอเอกสารเพิ่มรายอาทิตย์ เอกสารอะไรที่ต้องการต้องมีลิสอยู่แล้วว่าคนทำงานแบบนี้ต้องใช้อะไร คนทำอิสระใช้อะไร หรือเกณฑ์ไหนขอได้ไม่ได้ แต่ที่นี่ตรงข้ามเลย เราสองคนเหมือนถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำอีก ดีใจได้สามวันว่าเรื่องจบแต่ไม่จบ สั่งที่นอนใหม่แล้วด้วย ซื้อของเล็กน้อยๆแล้ว วางแผนเรื่องการตกแต่งแล้ว โชคดียังไม่ได้สั่งเฟอร์นิเจอร์ด้วยนะ

สุดท้ายเลยมานั่งคุยกัน เราบอกเลยว่าเราขอให้เขายกเลิกสัญญาซะเถอะ แฟนถามแน่ใจนะไม่เสียดายเหรอ เราบอกไม่เลยถึงเราจะชอบห้อง ชอบอะไรหลายๆของคอนโดนี้ แต่มันมาไกลเกินไปและกลายเป็นว่าเราทั้งคู่ก็มีประสบการณ์ลบๆกับที่นี่ไปแล้ว รวมทั้งถ้าเก็บเงินดาวน์และที่ต้องผ่อนทุกเดือนบวกค่าส่วนกลาง บวกประกัน ไปซื้อบ้านใหม่ในเมืองไทยดีๆสบายๆแถมเงินเหลืออีกเยอะเลย ซึ่งมันคือสิ่งที่เราต้องการมากกว่า สุดท้ายเลยบอกเซลล์ว่าขอยกเลิก โดยก็เอาคำของเธอนั่นแหละที่บอกว่ามีคนรอซื้อห้องนี้ราคานี้เยอะแยะ ก็บอกเอาเลยเอาไปขายคนอื่นขอเงินจองสองหมื่นกว่าเหรียญคืนมา เซลล์ก็คงเส้นคงวามากไม่เคยพูดอะไรให้เรารู้สึกดีหรืออยากจะซื้อมันต่อ กลับพูดว่าเป็นความผิดของเราสองคนว่าไม่รีบส่งเอกสารให้แบงค์ซึ่งจริงๆแล้วมันตรงข้ามเลย เราเป็นฝ่ายโทรตามตลอด แถมยังโทษเราอีกว่าเพราะแฟนเราเป็น self employed เลยใช้เวลานาน ถ้าเป็นลูกจ้างทำงานบริษัทก็จะง่ายกว่านี้ เอาก็รู้ตั้งแต่แรกว่าเขาทำงานอิสระถ้าคิดว่ากู้ยากก็น่าจะบอกตั้งแต่แรก แต่นี่ตรงข้ามเพราะการจะจองซื้อคอนโดที่นี่ก่อนอื่นเลยต้องยื่นเอกสารเพื่อทำ pre approve ก่อนเลย ตอนที่ยื่นครั้งแรกนะบอกว่ารายได้เท่านี้กู้ได้ตั้งแปดเก้าแสนเหรียญซะด้วยซ้ำ สรุปก็คือเรายกเลิกสัญญา เรื่องตลกยังไม่จบเพราะหลังจากวันที่เราเซ็นยกเลิกสัญญาแล้ว แฟนก็อีเมล์ไปบอกโบรกเกอร์เงินกู้ว่าขอบคุณที่ช่วยมาตลอดแต่เรายกเลิกสัญญาแล้ว จริงๆเราคิดว่าเซลล์คงโทรบอกกันแล้ว แต่ผลคือทางโบรกเกอร์โทรกลับมาว่ายกเลิกเมื่อไรเขาไม่รู้อะไรเลย แล้วก็บอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะโทรมาหาทางออกอีกที

วันรุ่งขึ้นโบรกเกอร์ก็โทรมาบอกว่าแบงค์แรกอนุมัติทุกอย่างพร้อมจ่ายเงินแล้ว และไม่ต้องส่งเอกสารอะไรเพิ่มอีกแล้ว เรางงอะไรของมันวะตอนแรกบอกขอเอกสารเพิ่ม พอเรายกเลิกบอกไม่เอาแล้วตกลงมันใช้มาตรฐานอะไรในการทำงานกันแน่ แต่แบงค์ที่สองเขาติดต่อเองไม่ได้เราต้องโทรไปถาม ซึ่งเขาบอกปกติถ้าแบงค์แรกผ่านแบงค์สองก็จะผ่าน และเราจะเข้าอยู่ได้ประมาณอีกสองอาทิตย์ แฟนก็ลังเลอีกบอกกับเขาว่าโอเคจะโทรไปถามแบงค์ที่สอง คราวนี้เราเองบอกแฟนเลยว่าขอร้องละยังไม่เข็ดหรือไง พอเถอะเพราะหลังจากที่เราเซ็นยกเลิกเราสองคนก็รู้สึกโล่งมากๆ อย่าเดินเข้าไปวังวนเดิมแล้วมานั่งบ่นกันอีกเลย ขี้เกียจไปนอนโรงแรมแล้วด้วยจะได้หาที่อื่นอยู่เป็นเรื่องเป็นราวซะที เขาก็เหมือนเสียดายเราก็ถามแล้วเชื่อเขาเหรอพูดอย่างนี้มากี่รอบแล้วละ เขาเลยเมล์กลับไปว่าโอเคเราจบจริงๆแล้วไม่รออีกแล้ว

ตอนนี้เราสองคนย้ายเข้ามาอยู่คอนโดใหม่อีกแห่งหนึ่งซึ่งจริงๆแล้วดีกว่าคอนโดแรกที่เราจะซื้อมากมาย แต่ไม่ได้คิดถึงที่นี่แต่แรกเพราะเราคิดว่ามันค่อนข้างจะหรูและแพงเกินไปสำหรับเรา แต่เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจอย่างที่รู้ๆกันทำให้คอนโดขายยากเพราะเรื่องแบงค์ไม่ปล่อยกู้ด้วยกับโครงการใหม่ที่ยอดขายยังต่ำ ทำให้มีโครงการ Lease to own ที่เราก็รู้มาก่อนหน้า หลังจากดูห้องตกลงราคาวันศุกร์วันอังคารย้ายเข้าได้เลยทำงานเร็วมาก ห้องใหม่ตึกใหม่มือหนึ่งเหมือนกัน แถม amenities ครบทุกอย่างเพราะเป็นคอนโดระดับห้าดาวที่ราคายูนิตที่แพงที่สุดของที่นี่ราคาสุสูงที่สุดใน west coast และเป็นคอนโดใหม่ที่หรูที่สุดในซานฟรานซิสโก พอย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เราสองคนก็เริ่มรู้สึกดีใจที่ไม่ได้ซื้อที่เดิม ถึงแม้จะได้ห้องเล็กกว่าที่เดิม (เพราะห้องใหญ่ที่นี่เกินล้านเหรียญขึ้นไป) แต่ทุกอย่างวัสดุ อุปกรณ์ บริการดีกว่าในทุกๆด้าน เพราะที่เดิมไม่มี facilities อะไรเลย ถ้าเศรษฐกิจไม่แย่แบบนี้เราก็คงไม่มีโอกาศได้อยู่คอนโดระดับนี้แน่ๆ เรื่องขำยังไม่จบหลังจากเราย้ายมาอยู่ที่ใหม่ได้อาทิตย์หนึ่งแบงค์ก็อีเมล์มาแบบเป็นทางการว่าเงินกู้อนุมัติจะให้โอนอะไรอย่างไร ตลกดีสรุปเขาก็ยังไม่เคยทำงานประสานหรือเช็คข้อมูลอะไรกันเลย เราถามแฟนว่าเสียดายไหมเนี่ย เขาบอกไม่ดีแล้วเพราะอยู่ที่ใหม่ดีกว่าเยอะและเราก็รู้ว่าสรุปเรากู้ผ่าน เราถามแล้วจะไม่บอกแบงค์เหรอว่าเรายกเลิกสัญญาแล้ว เขาบอก my turn พวกเขาต้องเป็นฝ่ายโทรตามเราบ้างแล้วละ

จากเรื่องทั้งหมดที่เจอมาส่วนหนึ่งก็เป็นความพลาดของเราสองคนที่เลือกคอนโดนี้ เพราะตอนแรกไม่รู้เลยว่าคอนโดที่ขายไม่ถึง 50% แบงค์ไม่อยากปล่อยกู้ เราคิดว่าซื้อคอนโดใหม่จะเข้าอยู่ได้เร็วกว่าคอนโดมือสองจริงๆแล้วตรงข้ามเพราะคอนโด resale แบงค์ปล่อยกู้ง่ายกว่าเพราะตึกมันขายหมดแล้ว ยิ่งซื้อบ้านเดียวยิ่งง่ายกว่าคอนโด อีกข้อแฟนคิดว่าจะซื้อบ้านต้องมีเอเจนท์จริงแล้วไม่จำเป็นทำเองได้ แต่ถ้าขายจำเป็นมากกว่า และการไม่มีเอเจนท์ทำให้เราต่อรองราคาได้ดีกว่าเพราะคนขายไม่ต้องจ่ายคอมมิสชั่นให้เอเจนท์ สุดท้ายสิ่งที่คนในวงการอสังหาริมทรัพย์พูดเชื่อได้แค่ 50%หรือต่ำกว่านั้น ไม่ว่าที่นี่หรือเมืองไทยไม่ต่างกัน ว่าแล้วก็มาลุ้นคอนโดที่กรุงเทพต่อว่าเสร็จแล้วมันจะเหมือนที่โฆษณาไว้สักกี่เปอร์เซ็น

ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 1

ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 2

ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 3

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 3

plew August 30th, 2009


ต่อจากตอนที่แล้วเรื่องการซื้อ Condominium in San Francisco หลังจากจัดส่งเอกสารการขอกู้ตามที่ lender ที่ร่วมกับโครงการขอมาเราก็รอ สามวันหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ที่ติดต่อด้วยประจำก็ส่งอีกเมล์เอกสารการขอกู้มาให้เซ็นทุกอย่างก็ทำผ่านเนตทั้งหมดแต่นี่เฉพาะเงินกู้ก้อนใหญ่เพราะเขาจะแบ่งเงินกู้เป็นสองก้อนอย่างที่เล่าไว้ก่อนหน้า หลังจากนั้นอาทิตย์หนึ่งได้ก็ส่งเรื่องการกู้ขอเงินก้อนเล็กมาให้ ซึ่งทั้งหมดทำให้เรารู้ว่าจริงๆแล้ว prefer lender ที่ร่วมกับ developer นั้นไม่ใช่แบงค์และไม่ใช่คนให้กู้แต่เป็น broker หรือเป็นแค่นายหน้าที่ติดต่อแบงค์อื่นๆอีกที เรากับแฟนก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีแล้วว่าทำไมไม่บอกมาตรงๆว่าเป็นโบรกเกอร์ คือจริงๆแฟนเป็นลูกค้า Citybank และเคยคุยกับ Citybank ไว้คร่าวๆ แต่โครงการบอกแบงค์ปกติคือแบงค์ใหญ่ไม่ให้กู้เพราะยอดขายโครงการไม่ถึง 50 % บางแบงค์ถึงขนาดต้องยอดขายโครงการเกิน 75%ถึงจะปล่อยกู้ เรายังงงถามแฟนว่าไอ้การแบ่งกู้เป็นสองก้อนนี่มันได้จริงเหรอเพราะโฉนดมันก็มีใบเดียวแล้วเงินสองก้อนคือสองแบงค์ ตอนแรกสองก้อนเราคิดว่าแบงค์เดียวกันแต่พอผลออกมามันคนละแบงค์กันเลย แล้วหลักประกันมีอันเดียว คือมันแปลกๆมากในสายตา แต่เราก็ไม่รู้เรื่องระบบแบงค์ของที่นี่ แต่เอเจนท์และเซลล์บอกว่าทำได้ก็โอเค ที่แปลกมากคือแบงค์ที่โบรกเกอร์ติดต่อให้เรากู้เงินก้อนเล็กคือเหมือนสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นของกองทัพ และจริงๆคนที่จะกู้ต้องเป็นสมาชิกที่ที่ทำงานในกองทัพหรือมีญาติพี่น้องทำอยู่ แต่แฟนไม่มีเลย เราก็ถามว่าแล้วมันยังไงเราไม่ได้เป็นครอบครัวทหารอะไรกู้ได้จริงเหรอ แล้วทำไมโบรกเกอร์(ที่เราคิดว่ามันเป็นแบงค์มาตลอด) ติดต่อแบงค์นี่ ก็ได้แต่สงสัยทำอะไรไม่ได้ก็เดินหน้าต่อไป
หลังจากนั้นก็รอแล้วก็รอๆๆๆ เซลล์บอกเดือนหนึ่งเข้าอยู่ได้ปิดเรื่องได้แน่ๆ เราสองคนรอจนหนึ่งอาทิตย์จะครบกำหนดในสัญญาที่ทำก็โทรไปถามมันเกิดอะไรขึ้นแล้วอย่างนี้จะย้ายเข้าอยู่ทันต้นเดือนกรกฎาตามที่ตกลงกันไหมเนี่ย เซลล์บอกว่าตอนนี้ทางแบงค์ทุกแบงค์เข้มงวดเรื่องการปล่อยกู้มากขึ้นทุกรายก็ช้าเหมือนกันหมด บวกกับดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำลงมาก คืออยู่ในช่วง 4.9 – 5.5 ซึ่วถือว่าต่ำทำให้มีคน refinance บ้านกันเยอะมากทำให้อะไรๆก็อืดและช้าเป็นเท่าตัว เซลล์บอกให้เราเซ็นเอกสารขอขยายสัญญาออกไปอีกก็เซ็นไป แล้วก็โทรไปคุยกับโบรกเกอร์ว่าทำไมมันช้า ติดอะไรหรือไม่ เขาก็บอกเคสเราน่าจะผ่านอยู่แล้ว แล้วจะเร่งตามเรื่องให้ หลังจากนั้นก็ขอเอกสารเพิ่มเติมในการขอกู้อีกหลายรายการ ไม่เข้าใจทำไมไม่ขอมาให้ครบตั้งแต่แรก เพราะแบงค์เองก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าเอกสารอะไรบ้างทีต้องใช้ รอไปอีกจนสิ้นเดือนกรกฎาซึ่งตอนนั้นเราอยู่ที่บ้านพี่สาวแฟนที่ Santa Cruz เฝ้าบ้านให้เขาแต่ครอบครัวเขาจะกลับมา 4 กรกฎา เราก็ต้องกลับมาซานฟราน ซึ่งจริงๆก็มีอพาตเมนท์อยู่แต่จริงๆมันเป็นออฟฟิตบวกห้องเก็บของมากกว่าที่อยู่ จริงๆแล้วก่อนหน้านั้นเราสองคนกลับไปอยู่เมืองไทยมาหกเดือน ตอนใกล้กลับพี่สาวแฟนก็ขอให้ไปช่วยดูแลแมวที่บ้านเขาสามเดือน แฟนเลยตกลงและคิดว่าจะซื้อคอนโดในซานฟรานซึ่งเขาก็คิดว่าก่อนพี่สาวกลับมาเราก็คงซื้อคอนโดเรียบร้อยและย้ายเขาอยู่ซึ่งน่าจะเป็นแผนที่ดี ซึ่งเดิมทีเราเองไม่อยากจะซื้อบ้านหรืออะไรที่นี่หรอกเพราะคิดว่าอยากกลับไปอยู่เมืองไทยหลังจากเรียนจบซะมากกว่า แต่แฟนอยากซื้อเพราะราคามันลงมามากและเขาอยากลงทุน บอกเอาเงินฝากไว้ในแบงค์ก็ได้ดอกเบี้ยน้อย เพราะถ้าไม่คิดจะซื้อบ้านเราสองคนก็หาอพาตเมนท์หรือเช่าคอนโดดีๆอยู่เดือนละสาม สี่พันก็ได้แบบดีๆทำเลดีๆ ไม่ต้องมารอและก็ไม่ต้องขับรถไปมาซานตาครูซ ซานฟรานบ่อยๆ
หลังจากสัญญาเดิมและที่เซ็นเพิ่มสิ้นสุดคือมันเกินกำหนดไปแล้ว เรากับแฟนก็คุยกันว่าจะเอายังไงก็ต้องย้ายกลับซานฟราน แล้วมันก็ไม่มีที่จะอยู่ จริงๆมีแต่มันไม่สะดวกเอามากๆเพราะกล่องและอุปกรณ์อะไรๆเยอะไปหมด จะหาอพาตเมนท์ดีๆรอก็ลำบากเพราะปกติเขาต้องทำสัญญาเช่าเป็นปี คือมันครึ่งกลางๆคอนโดก็ไม่รู้จะได้ย้ายเข้าอยู่เมื่อไร เอเจนท์ที่เราหามาช่วยก็คือไม่ได้ช่วยอะไรเลย สรุปจากวันที่เสนอราคารอมาจนสิ้นเดือนกรกฎาก็เกือบเดือนครึ่งเข้าไปแล้ว เราก็คุยกันว่าเอายังไงดีเพราะ ทั้งเซลล์และโบรกเกอร์เงินกู้ก็บริการไม่ได้เรื่อง ไม่โทรตามไม่โทรถามก็เงียบหาย ไม่เคยส่งข่าวว่าอะไรไปถึงไหน โทรไปถามก็บอกแต่ว่าทำอะไรไม่ได้ปัญหาอยู่ที่แบงค์ปล่อยกู้ยากมากขึ้น ปลายเดือนแฟนเลยโทรไปบอกว่าถ้าเข้าอยู่ภายในวันที่ 4 กรกฎา ไม่ได้ก็จะขอยกเลิกสัญญาและขอเงิน 2% คืน
เซลล์ที่ขายให้เราตอนมาดูคอนโดและตอนจองก็ดูน่ารักบริการดี แต่หลังจากนั้นก็แบบไม่ค่อยสนใจ ไม่เคยพูดแม้คำว่าขอโทษหรืออะไรที่ทำให้เรารู้สึกดีว่าโอเคคุณเห็นใจในสถานการณ์ของเราเพราะเรารีบเข้าอยู่และเราก็บอกคุณตั้งแต่ต้นว่าเรารีบแต่คุณบอกไม่มีปัญหาและ lender ก็ทำงาน super fast จริงแล้วตรงข้ามกับที่พูดทุกอย่าง แฟนบอกจะขอยกเลิกเธอก็ตอบแบบไม่แคร์ก็ทำจดหมายเข้ามาแล้วจะเสนอ developer ว่าเขาว่าไงเธอตัดสินใจไม่ได้ เราก็รู้ว่าเธอตัดสินใจไม่ได้แต่อย่างน้อยพูดจาให้ดูแคร์ลูกค้าบ้าง เธอมักพูดว่ายูนิตนี้ราคานี้ที่เราซื้อมีคนอยากซื้อเยอะแยะ นี่มรึงจะขายของรึป่าววะเนี่ย โถขายไปได้ไม่ถึง 30% ทำมาพูดแบบนี้แทนที่จะรักษาลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อแล้วและตั้งหน้าตั้งตาขายไอ้ของที่เหลือดันมาพูดแบบนี้ หายไปสามวันเธอก็โทรมาบอกว่าเจ้าของโครงการให้ส่วนลดเราอีก $6000 ถ้าเรายังคงอยู่ในสัญญา เราบอกตรงๆเรานะอยากให้แฟนยกเลิกมันซะเพราะหกพันเงินไม่ได้เยอะเลย และที่สำคัญเราสองคนโดยเฉพาะเขาต้องนั่งปวดหัวทุกวันคิดว่าจะเอาไงดี ไหนจะเรื่องเอกสารกู้ที่ขอเพิ่มอยู่นั่น ไหนจะต้องโทรตามอีกแบงค์ที่ให้กู้อีกก้อนอีก คือไม่โทรตามก็เงียบทุกคน เสียเวลาที่ใช้หาเงินมานั่งตามจิกตามบ่น ส่งเอกสาร กรอกเอกสาร ทั้งที่เราเป็นลูกค้าซื้อคอนโดราคา..ขนาดนี้เศรษฐกิจแบบนี้ราคาแบบนี้ไม่ใช่จะหาคนซื้อง่ายๆ เหมือนช่วงบูมๆ ราคาคอนโดที่นี่ออกไปนอกเมืองซานฟรานขับรถแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้บ้านหลังใหญ่ๆแล้ว ยิ่งออกไปเมืองบ้านนอกๆแค่เงินดาวน์คอนโดก็ซื้อได้แล้ว เราเคยบอกเขาว่าทำไมไม่ซื้อบ้านนอกเมืองหน่อยถูกกว่าตั้งเยอะ เขาบอกเขาไม่ชอบ ถ้าไม่อยู่ในซานฟรานซิสโก ก็ฮาวายเท่านั้นที่เขาจะอยู่และอีกที่ก็เมืองไทยใกล้ๆรถไฟฟ้าหรือติดทะเล สุดท้ายแฟนก็บอกว่าไหนๆเค้าก็แสดงอะไรว่ายังแคร์ลูกค้าถึง $6000 จะไม่ใช่ส่วนลดเยอะอะไรแต่ก็โอเคยอมรอต่อ เราก็ไม่รู้ลึกๆเขาคงเสียดายเพราะมันก็เหมือนเดินมาครึ่งทางแล้ว เซลล์ก็เอาอีกแล้วบอกว่าประมาณไม่เกินสองอาทิตย์น่าจะเรียบร้อย เพราะคุยกับทางแบงค์บอกว่าใกล้อนุมัติแล้ว…ยังไม่จบติดตามตอนสุดท้าย

ซื้อบ้านในอเมริกาภาค1
ซื้อบ้านในอเมริกาภาค2

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 2

plew August 22nd, 2009


เล่าต่อเรื่องการซื้อ Condominium in San Francisco หลังจากที่ได้ต่อรองราคาและ offer ราคาไปให้ developer พิจารณาแล้วหลังจากผ่านไปอาทิตย์หนึ่ง ซึ่งเดิมเซลล์บอกว่าสองวันก็รู้ เซลล์ก็โทรมาบอกว่าราคาที่เสนอไป (จริงเซลล์นั่นแหละบอกว่าราครานี้โอไหม) ต่ำเกินไป developer ขอเพิ่มอีกเกือบๆสามหมื่นเหรียญและถ้าเป็นราคาสุดท้ายต่อรองไม่ได้แล้ว เรากับแฟนก็ผิดหวังมากๆ เพราะตกลงมันลดราคาจาก price list แค่หมื่นกว่าๆเหรียญเอง ห่างจากราคาที่เซลล์บอกให้เราเสนอสี่หมื่นกว่าเหรียญเริ่มไม่ค่อยประทับใจเซลล์คนนี้แล้ว ซึ่งจริงๆราคาที่บอกว่าสุดท้ายมันค่อนข้างจะเกินจากงบประมาณที่เรากับแฟนต้องการจะซื้ออยู่พอสมควรแต่ก็ยังอยู่ในช่วงราคาที่จ่ายได้ แต่เมื่อลองเทียบกับคอนโดอื่นแล้วที่นี่ก็ยังถือว่าราคาดีอยู่เมื่อเทียบกับขนาดและทำเล รวมทั้ง finishing ต่างที่ให้ เซลล์บอกให้เข้ามาคุยกันอีกครั้ง ก่อนไปเรากับแฟนก็คุยกันว่าถ้าราคานี้โครงการน่าจะให้อะไรเราเพิ่มเติมบ้างเช่นม่านหรืออัพเกรดพื้น แต่พอไปจริงๆขออะไรไม่ให้ซักอย่าง (ทั้งๆที่ขายไม่ใช่ง่ายเพราะเศรษฐกิจแบบนี้) เดิมทีเราคิดว่าจะไม่เอาที่จอดรถเพราะเราไม่มีรถและถ้าไม่เอาที่จอดก็ลดไปอีก $60000 แต่สุดท้ายทั้งเอเจนท์และเซลล์ก็บอกว่าถ้าไม่มีที่จิดอาจทำให้มีปัญหาในการขายต่อภายหลังสรุปเราจึงตกลงที่ราคาที่ว่า เราสองคนถามเซลล์ว่าหลังจากนี้ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงวจะเข้าอยู่ได้ เซลล์บอกเดือนเดียวเท่านั้นแหละ เราบอกดีเพราะเรารีบอยากเข้าอยู่ต้นเดือนกรกฎา ตอนนั้นที่ตกลงกันเป็นต้นเดือนเมษา ก็โอเคปรับราคา แล้วก็ต้องมาเรื่องกู้ ซึ่งช่วงนั้นก็คือช่วงนี้แหละ 2009 แบงค์ที่นี่ปล่อยกู้ยากมากขึ้นมากมาย เพราะปัญหาหนี้เสียบ้านที่รู้ๆกันอยู่ว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจอเมริกาพังนั่นแหละ โดยเฉพาะคอนโดด้วยแล้วแบงค์ใหญ่ไม่อยากปล่อยพวก Wells Fargo หรือ Bank of America จะปล่อยกู้ให้คอนโดเฉพาะคอนโดที่มียอดขายเกินกว่า 50% เท่านั้น ซึ่งเงื่อนไขใหม่นี้ก่อปัญหาใหญ่ให้กับคอนโดที่เพิ่งสร้างเสร็จในซานฟรานซิสโกเกือบทุกแห่งเพราะคอนโดใหม่ที่เพิ่งเสร็จในปี 2009 ล้วนมียอดขายกันไม่ถึงสี่สิบด้วยซ้ำ โครงการที่เราจะซื้อตอนนั้นมียอดขายแค่ยี่สิบกว่าเปอร์เซ็น มันเหมือนซ้ำเติมตลาดยังไงก้ไม่รู้ นี่เองเป็นผลทำให้หลายๆคอนโดที่เพิ่งสร้างเสร็จต้อวเปลี่ยนแผนจากขายมาเป็นให้เช่า เพราะถึงขายได้แต่ยังๆไม่ถึงห้าสิบก็ไม่มีแบงค์ไหนจะให้ลูกค้ากู้อยู่ดี หลายๆที่เลยมีโครงการ lease to own คือเช่าอยู่ไปแต่ถ้าอยากซื้อที่หลังเงิน 50% ของค่าเช่าที่จ่ายไปแล้วก็มาลงเป็นค้าห้องได้เลย ดังนั้นหลายๆโครงการจึงต้องกู้กับเฉพาะแบงค์ที่เป็น prefer lender ที่ยอมร่วมกับโครงการเท่านั้น ซึ่งก็เป็นสถาบันการเงินเล็กๆ ซึ่งแบบเราสองคนก็ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน

เซลล์บอกว่าแบงค์หรือสถาบันปล่อยกู้รายนี้ทำงานเร็วสองสามอาทิตย์ก็รู้ผลแล้ว เราก็โอเค อีกปัญหาหนึ่งคือถ้าเงินดาวน์ไม่ถึงคือต่ำกว่า 20% ของราคาซื้อขายจะต้องจ่าย insurance เพิ่มอีกเดือนละประมาณ $300 ซึ่งเราก็ไม่อยากจ่าย คือประเด็นนี้ตอนตกลงราคาเราก็บอกกับเซลล์ว่าถ้าไอ้ราคาสุดท้ายที่เขาบอกนะ เราสองคนไม่มีเงินสดดาวน์พอ 20% และเราก็ไม่อยากจ่าย insurance เพิ่มอีกสองสามร้อยเหรียญต่อเดือน เซลล์บอกไม่มีปัญหาเขาสามารถทำเรื่องกู้เป็นสองก้อนเพื่อให้เรามีเงินดาวน์ถึงยี่สิบเปอร์เซ็น คือก้อนหนึ่ง 417,000 ซึ่งปกติถ้ากู้ไม่เกินนี้จะได้ดอกเบี้ยต่ำด้วย ส่วนที่เหลือก็ทำอีกส่วน เราสองคนก็งงว่าทำได้ด้วยเหรอแบบนี้นะ เธอบอกได้ทำให้ลูกค้ารายอื่นๆก่อนหน้ามาแล้ว เอเจนท์อขงเราก็บอกทำได้ เราก็เลยโอเคที่ราคานั้นไป จ่ายเงินทำสัญญา 2% ของราคาขาย แล้วก็คุยกับแบงค์ที่ร่วมกับโครงการซึ่งจะมานั่งที่สำนักงานขายอย่างกับทำงานที่นี่จนเรากับแฟนก็งงว่ามันทำกับแบงค์หรือทำกับเซลล์กันแน่

เสร็จเรื่องสัญญาก็คุยกับเจ้าหน้าที่แบงค์เลยเพราะเขาก็อยู่ตรงนั้น ว่าต้องใช้เอกสารอะไรบ้างเขาก็บอกมาก็ขอพวก taxes return เอกสารการเดินบัญชี สมุดบัญชีอะไรพวกนั้น แฟนบอกเออดีดูไม่ยุ่งยากอย่างที่คิดเพราะเขาก็ไม่เคยขอกู้มาก่อนเลยเหมือนกัน เซลล์ก็นัดลงเวลาในสัญญาเสร็จสรรพว่าจะเข้าอยู่จะปิดบัญชีโฉนดเมื่อไรก็คือ 45 วันหลังจากวันทำสัญญา ซึ่งเราสองคนก็ดีใจเพราะจะเรียบร้อยประมาณเกือบปลายๆเดือนมิถุนาก็แปลว่าเราสามารถเข้าอยู่ต้นเดือนกรกฎาอย่างที่เราต้องการ วันถัดมาแฟนก็รีบส่งเอกสารตามที่แบงค์ขออย่างรวดเร็ว ก็กะว่าจะได้จบเรื่องเร็วๆ แต่ผลจะเป็นอย่างไรติดตามตอนที่สาม

ซื้อบ้านในอเมริกาตอน 1

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกา Purchase a House in America

plew August 17th, 2009


ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในอเมริกามันช่างเรื่องเยอะและยุ่งยากได้ขนาดนี้ เขาว่าเมื่อก่อนคือก่อนที่จะเกิดวิกฤติในอเมริกา (2008-2009) การซื้อบ้านที่นี่ง่ายมากๆ เราก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จแต่แม่สามีบอกตอนเขาซื้อบ้านหลังแรกตอนแต่งงานเมื่อสีสิบปีก่อนที่ San Jose จ่ายเงินจองแค่ $250 ก็ย้ายเข้าอยู่ได้เลย ขอกู้ก็ง่ายแบบหายห่วง แต่ว่าวันนี้ประสบการณ์ที่เราได้รับจากการตัดสินใจซื้อคอนโดใจกลาง San Francisco มันตรงกันข้ามกันเลยสาเหตุมาจากปัจจัยหลายๆอย่างประกอบกัน เข้าเรื่องโม้เลยดีกว่า

อย่างที่เล่าซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า San Francisco เป็นเมืองที่ราคาอสังหาริมทรัพย์แพงอันดับสอง สามของอเมริกา แฟนเราเองซึ่งอยู่ที่นี่มาสิบปีก็ไม่เคยที่จะคิดซื้อบ้านเป็นของตัวเอง สำหรับคนที่อยู่เมืองนี้เป็นเรื่องปกติมากที่จะเช่าอยู่เพราะถ้ากู้ซื้อเองเงินดาวน์ก็สูงบวกผ่อนแต่ละเดือนแพงกว่าเช่า บวกภาษีบวกค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เรียกว่า HOA หรือ Home owner association อีก และราคาคอนโด บ้านที่นี่เรียกว่าอาจสูงเกินเอื้อมสำหรับคนชั้นกลางทั่วๆไป (ถ้าซื้อบ้านที่อยู่นอกซานฟรานราคายังต่างกันมากถึงจะขับรถไม่ถึงครึ่งชั่วโมง) บวกกับ San Francisco มีระบบ Rent Control คือรัฐจะควบคุมการขึ้นค่าเช่าว่าในแต่ละปีจะขึ้นได้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นคือขึ้นค่าเช่าได้น้อยมากๆ ดังนั้นคนที่เช่าและอยู่ระยะยาวจะคุ้มมาก

แต่เนื่องจากปัญหาวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกา (2008-2009) อย่างที่รู้ๆกันซึ่งทำให้ราคาบ้าน คอนโดต่างๆตกลงมามากบางที่ 40% ในซานฟรานอยู่ประมาณเฉลี่ย 25% หรือมากกว่านั้น ทำให้สามีเราเองเห็นว่ามันน่าจะเป็นโอกาศที่ดีในการจะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองซะที เพราะเดิมทีทำเลที่เราต้องการคือในกลางซานฟรานซิสโกและต้องเป็นย่านที่ดีปลอดภัย สะดวกใกล้แหล่งช๊อปแหล่งกิน ซึ่งบ้านไม่มีขายในย่านนี้มีแต่ Condo เดิมทีคอนโดในย่านนี้สองห้องนอนประมาณ 1000 Esq. ตกไม่ต่ำกว่า $800,000 ขึ้น คือปกติเป็นล้านเหรียญขึ้น หนึ่งห้องนอนก็ในช่วง 600,000 ขึ้นไป คือคอนโดธรรมดาถ้าหรูขึ้นสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้นก็แพงขึ้น ชั้นสูงขึ้นก็แพงขึ้นไปอีกตามปกติ แต่ในช่วงคือต้นปี 2009 ที่เพิ่งผ่านนมานี่แหละ สามารถหาสองห้องนอนสองห้องน้ำได้ในราคาต่ำกว่า $700,000 แฟนจึงตัดสินใจที่จะซื้อคอนโด เพราะอยู่ในราคาที่จ่ายได้และคิดว่าน่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า (ถ้าราคาไม่ตกลงไปอีก)

เราสองคนก็ตระเวนดูและบวกหาข้อมูลทางอินเตอร์เนตพอดีในช่วงนั้นมีคอนโดใหม่ขึ้นในทำเลที่เราต้องการอยู่สามที่บวกกับคอนโดเก่าซึ่งน่าจะสนใจอีกหลายที่ เนื่องจากไม่เคยมีประสบการณ์ในการซื้อบ้านในอเมริกามาก่อน แฟนคิดว่าน่าจะมีเอเจนท์มาช่วย ตัวเราเองก็ค้านไปว่าซื้อไม่น่าจะจำเป็น ถ้าขายละน่าจะต้องมี แต่แฟนก็ยืนกรานว่าควรจะมีเพราะเราไม่มีประสบการณ์และการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่นี่ยุ่งยากเอกสารเยอะ เราจึงติดต่อเอเจนท์ซึ่งจริงๆก็คือเจ้าของบ้านที่แฟนเช่าทำออฟฟิตอยู่นั่นเอง กฎของที่นี่คือเอเจนท์ต้องมาแสดงตัวและลงทะเบียนกับลูกค้าตั้งอต่ครั้งแรกที่มาดูอสังหาริมทรัพย์ถึงจะได้คอมมิสชั่นเต็ม 2.5%ของราคาซื้อขาย
ปกติเอเจนท์จะแนะนำว่ามีรายการอะไรที่ขายอยู่ที่ตรงกับความต้องการของเราทั้งทำเลและราคาอะไรต่างๆแต่ว่าเนื่องจากเราสองคนก็สำรวจข้อมูลคร่าวๆมาก่อนแล้วเราก็รู้ว่ามีตึกไหนบ้างคือคอนโดที่เราสนใจ หลังจากที่ดูทั้งโครงการใหม่และเก่าก็ตัดสินใจที่โครงการคอนโดใหม่ที่หนึ่ง

ขั้นตอนการซื้อคอนโดในอเมริกาค่อนข้างจะยุ่งยากเอกสารเยอะกว่าการซื้อบ้านและคอนโดในเมืองไทยจริงๆ ที่รู้เพราะตัวเองเคยเป็นทั้งคนซื้อคอนโดและขายคอนโดในกรุงเทพมาก่อน คอนโดในกรุงเทพในแนวรถไฟฟ้ามีที่ไหนบ้างคิดว่าจำได้เกือบหมด เรียกว่าบ้าคอนโดก็ว่าได้เป็นอะไรที่ตอนนี้ก็ยังเข้าไปเช็คอัพเดทอยู่เกือบทุกวันทั้งคอนโดที่กรุงเทพและที่ ซานฟรานซิสโก หลังจากเราเลือกแล้วว่าโอเคห้องไหนแบบไหนชั้นไหนที่เราชอบก็ถึงขั้นตอนของการ make an offer คือ ปกติโครงการจะมี price list อยู่ เราก็เสนอราคาที่เราพอใจจะซื้อไป ซึ่งในช่วงนี้แน่นอนต่ำกว่าราคาที่ตั้งไว้แน่ๆ แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจดีๆแทบจะต้องแข่งราคากันเลย เซลล์ก็จะบอกว่าราคาที่เราเสนอเป็นไปได้หรือไม่ รวมทั้งส่วนลดอื่นๆ เช่น ยกเว้นการจ่ายค่าส่วนกลางหรือ HOA ปีหรือสองปี ต้องบอกว่าค่า HOA หรือค่าส่วนกลางของคอนโดใน ซานฟรานซิสโกนั้นแพงมากเอาการ คือตึกที่ไม่มีอะไรคือไม่มีสระว่ายน้ำไม่มีฟิตเนสก็ตกเดือนละประมาณ $400 กว่าขึ้นไปแล้วแต่ขนาดห้อง ตึกที่เราจะซื้อไม่มีอะไรเหมือนกันไม่มีสระ ไม่มีฟิตเนสมีแต่พื้นที่นั่งเล่น บาบีคิวอย่างเดียวห้องที่เราจะซื้อต้องจ่ายค่าส่วนกลางเดือนละ $698 เรียกว่าแพงกว่าค่าเช่าอพาตเมนท์ของหลายๆคนซะอีก ถ้ารวมเงินที่ต้องผ่อนแต่ละเดือน บวกประกัน บวกค่าไฟ ก็ $4000 กว่าๆต่อเดือนซึ่งถือว่าเป็นรายจ่ายประจำที่ไม่ใช่น้อยเลย เยอะเลยละสำหรับคนชั้นกลางทั่วไป

หลังจากต่อรองราคากันเซลล์ก็ลดจากราคาที่ตั้งไว้ $40000 บวกกับยกเว้นค่าส่วนกลางสองปี แล้วก็ให้เราเซ็นเอกสารซึ่งก็คือสัญญาซื้อขายและวางเงินจอง 2% ของราคาที่เสนอ เซ็นเอกสารเยอะมากแต่นี่ยังไม่ได้แปลว่าเราจะได้ราคานี้ เซลล์ต้องเอาราคาที่เราเสนอไปให้ Developer พิจารณาว่าโอเคหรือไม่ซึ่งเซลล์บอกว่าสามวันจะรู้ผล เอเจนท์ของเราบอกน่าจะโอเคเพราะถ้าเซลล์คิดว่าเป็นไปไม่ได้ไม่น่าจะเสียเวลาเตรียมเอกสารมากมาย เราก็หวังอย่างนั้น รอคำตอบสามวันก็ยังเงียบนี่แค่เรื่องว่าราคาโอเคไหมนะ กว่าจะรู้ว่าราคาตกลงได้ไหมก็อาทิตย์หนึ่ง ผลเป็นอย่างไรมาติดตามอ่านตอนต่อไป

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 2

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 3
ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 4

InterContinental Hotel San Francisco Review

plew July 23rd, 2009


หาโรงแรมที่พักในซานฟรานซิสโก วันนี้มาแนะนำโรงแรมดีๆใจกลางซานฟรานซิสโก จริงๆแล้วตัวเราเองอยู่ในซานฟรานซิสโกอยู่แล้วจึงไม่มีโอกาสจะได้พักในโรงแรมที่นี่ แต่เนื่องในโอกาศเบื่อๆเซ็งๆ (เบื่อเพื่อนบ้าน) แฟนเลยไปเปิดห้องที่ InterContinental San Francisco ที่ตั้งอยู่บนถนน Howard ST. เลขที่สวยด้วย 888 จริงๆแล้ว Intercontinental SFนี่อยู่ใกล้กับอพาตเมนท์เรามากเลยแค่สองบล็อกเอง ปกติต้องเดินผ่านหน้าโรงแรมทุกวันเวลาที่ออกไปข้างนอก ตลกดีไม่คิดว่าอยู่ดีๆจะได้มาพักที่นี่ เพราะเดินห้านาทีถึงเลย

InterContinental San Francisco เป็นโรงแรมที่ถือว่าอยู่ในทำเลที่ดีมาก สะดวกห่างจาก Market ST. ซึ่งเป็นเหมือนศุนย์กลางของเมืองนี้แค่สองสามบล็อก แถมติดกับ Mascone Center ซึ่งเป็นสถานที่ Convention Hall ที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่ ดังนั้นปกติโรงแรมนี้ก็จะมีคนที่มาสัมมนามาพักเป็นจำนวนมาก ที่นี่ถือว่าเป็นโรงแรมระดับหรูและที่สำคัญ ใหม่แกะกล่อง เพิ่งเปิดได้ไม่ถึงสองปี (วันที่เขียน 7/2009) เราเดินผ่านที่นี่ตั้งแต่ยังสร้างไม่เสร็จเมื่อปี 2007 ดังนั้นถ้าใครมาเที่ยวและมีงบพอสมควรแนะนำจริงๆ เอาจริงๆแล้วพักที่นี่ก็ไม่ได้แพงมากมายกว่าโรงแรมทั่วไป วันที่เราพักอยู่ที่ $189 แต่เพราะว่ามันเป็นช่วง High season เดือนกรกฎาคม 2009 ซึ่งเป็นช่วงซัมเมอร์นักท่องเที่ยวตอนนั้นแน่นมากในซานฟรานซิสโก ถ้าเป็นช่วงปกติหรือจองผ่านตามเว็ปไซต์ไม่ถึงแน่ๆ บางคนที่เจอจ่ายประมาณ 120 โรงแรมแย่กว่านี้ก็ถูกกกว่าไม่เท่าไร ที่แนะนำเพราะมันใหม่ ดังนั้นทุกอย่างสะอาด ทันสมัย สะดวกสบายๆที่สำคัญคือทำเลดีและสะดวกมากๆเพราะใกล้ทุกอย่าง

เราได้ห้องพักในชั้น 21 แต่หันเข้าหาทางใต้ของ Market ST. เห็นวิวเมืองถ้ายืนตรงหน้าต่างเลยจะเห็น Bay ด้วย วิวอาจไม่สวยเท่าไรด้านนี้แต่ก็โอเคสำหรับเรา ห้องสะอาดและสะดวกสบายมาก ห้องน้ำก็ใหญ่อ่างอาบน้ำไม่เล็กเกินไปแบบบางที่ คือมีทุกอย่างที่เราต้องการคือทั้งสบู แชมพู ครีมนวด โลชั่น (หอมดีด้วย) หมวกคลุมผม ยางมัดผม สำลี คอตตอลบัดส์ ไดร์เป่าผม เสื้อคลุมอาบน้ำ ที่ขัดรองเท้า เตารีด ตู้เซฟ โทรศัพท์ก็ไฮเทคเป็นแบบมีภาพ คือห้องทันสมัยมาก รายละเอียดเล็กๆทั้งสวิชไฟ โคมไฟดูดีหมด ที่เราชอบคือหน้าห้องสัญญาณที่บอก maid ให้ทำความสะอาดหรือห้ามรบกวนเป็นปุ่มกด ไม่ต้องเอาป้ายไปแขวนแบบโรงแรมรุ่นเก่าๆ ทีวีก็จอแบนกี่นิ้วจำไม่ได้แต่ใหญ่ เตียงคิงไซต์นอนสบายมาก ห้องกระจกพื้นถึงเพดาน ภายในห้องตกแต่งแบบเรียบ ทันสมัยสบายตา ไม่แฟนซีจนรกรุงรัง ขนาดห้องก็ใหญ่กำลังดี (ห้องที่เราพักแบบธรรมดา) แก้วน้ำ กระติกน้ำแข็งอะไรต่างดูดีหมด

นอกจากนั้นสิ่งอำนวยความสะดวกๆอื่นๆครบ ฟิตเนสใช้ได้ 24 ชั่วโมง แถมมีแอปเปิ้ลให้กินด้วย ผ้าเช็ดหน้า น้ำดื่ม นิตยสาร อุปกรณ์ก็ทันสมัยมีทีวีและมีหูฟังให้เสร็จสรรพ บวกสระว่ายน้ำและจากุชชี่ในร่มด้วย สปาก็มีให้บริการ เทอเรสนั่งพักผ่อน อาบแดด บวกห้องห้องอาหารข้างล่างตรงล็อบบี้ Luce ก็ดูดีจังเลย (แต่ไม่ได้กินอะแพง) สรุปแล้วแนะนำมากๆเลย เพราะเท่าที่เทียบกับ Hyatt San Francisco (จะเขียนเรื่อง Hyatt อีกที) ซึ่งราคาพอๆกันกับที่นี่ เราว่าที่นี่น่าพักกว่าคือในห้องดีกว่าไฮแอทและใหม่กว่ามากมายสิ่งของอำนวยคตวามสะดวกในห้องครบกว่า แต่ถ้าพูดเรื่องวิวแล้ว Hyatt กินขาดเพราะติด Bay บวกกับในส่วนตัวตึกและล็อบบี้ด้านล่าง Hyatt ก็ดูเด่นกว่าเพราะแฟนซีกว่าและใหญ่กว่า Intercontinental จะออกแนวเรียบๆทันสมัย สรุปแล้วชอบที่นี่มากกว่า ดูรูปข้างล่างจะเห็นภาพชัดขึ้น

I’ve stayed at the Intercontinental San Francisco , in July 2009 which was during the summer high season with nice weather and so many tourists, so the price was pretty high. We paid $189 per night, but I think usually if we book online or in a time that is not too busy it will cost around $150 per night.
Actually, I had walked by this hotel almost every day because I stay only 2 blocks from the hotel and I had been seeing it while it was being built in 2007. So, it’s a brand new hotel which has been opened only about 2 years.

We were pleasantly surprised with its amenities and luxury. The room was extremely comfortable, and came with all the things we need such as bath robes and ample towels and pillows, a giant flat screen television, and a comfortable king size bed. The room has a modern clean look with a full floor to ceiling glass window. We had a nice city view from the 21th floor, and the location was convenient in the heart of San Francisco which is easy access to everything. The hotel staff and concierge were very friendly and helpful.

The amenities were impressive with good equipment and a 24 hour fitness room, indoor swimming pool and Jacuzzi, outdoor terrace. We would stay there again without any hesitation and I highly recommend it for everyone.

http://www.intercontinentalsanfrancisco.com/


ค่าครองชีพในแคลิฟอเนีย Cost of Living in California

plew July 13th, 2009


ค่าครองชีพในแคลิฟอเนีย วันนี้เล่าและบ่นเรื่องค่าครองชีพในการใช้ชีวิตในอเมริกาอีกแล้ว ตัวเราเองอยู่ในซานฟรานซิสโก
แคลิฟอเนีย ซึ่งก็อย่างที่เล่าไปหลายรอบว่าซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพแพงเป็นอันดับสอง สาม ของสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว สำหรับแคลิฟอเนียเองก็เป็นรัฐที่มีค่าครองชีพแพงกว่ารัฐอื่นๆโดยรวม อาจจะด้วยอากาศที่ไม่สุดโต่ง คือไม่หนาวจัดไม่ร้อนจัด ทำให้ดึงดูดผู้คนให้ย้ายเข้ามาอยู่ในรัฐกันนี้กันเยอะ

เข้าเรื่องดีกว่าตัวเราเองก็อยู่ที่นี่มาก็ระยะหนึ่งแล้วแต่บางครั้งก็ยังทำใจไม่ค่อยได้กับค่าใช้จ่ายบางอย่างที่มันแพงแบบ ‘อะไรกันฟะเนี่ย’ ล่าสุดหลังจากกลับจากเมืองไทยและไปอยู่ Santa Cruz มาสามเดือนก็เลยไม่ได้นั่งรถเมล์ที่ซานฟราน กลับมาก็เลยได้รับข่าวดีเกี่ยวกับการขึ้นค่ารถเมล์ รถไฟจาก $1.50 เป็น $2 ขึ้นมาเมื่อต้นเดือนกรกฏา 2009 นี่แหละ ตั๋วเดือนก็ขึ้นมาเป็น $55 จากเท่าไรไม่แน่ใจประมาณ 40 ได้ เพราะไม่เคยใช้ นี่ก็ใกล้เปิดเทอมก็ต้องซื้อตั๋วเดือนแล้วก็ต้องจ่าย 55 เหรียญแล้วสิ

เหตุการณ์ต่อมาด้วยความป้ำๆเป๋อๆดันทำน้ำยาล้างเล็บหกบนโต๊ะเครื่องแป้งที่เป็นไม้ ผลคือสีทีเคลือบด้านบนมันก็ด่างเป็นวงกว้างเลยทีเดียว ก็เลยต้องหาคนมาซ่อม แค่ touching คือเอากระดาษทรายขัดตรงรอยแล้วทาน้ำยาเคลือบใหม่ ออกมาก็โอเคดีกว่าเดิมแต่ถ้าดูดีๆยังเห็นรอยอยู่ดี ทำแค่ไม่ถึงชั่วโมง $150 ช่างบอกถ้าจะ refinishing ใหม่คือขัดหน้าโต๊ะทั้งบานคือเฉพาะส่วนบนที่เป็นรอยไม่รวมด้านอื่นๆนะคิด $600 แม่เจ้า! แค่ซ่อมด้านเดียวไม่ได้ใหญ่ด้วย หมื่นกว่าบาท แฟนบอกงั้นซื้อใหม่ดีกว่าละมั้งเนี่ย

ต่อจากนั้นเครื่องซักผ้าที่อายุแค่สามปีก็เสีย เสียงดังมากเวลาหมุน แฟนก็พยายามหาช่างมาซ่อม กว่าจะหาได้คือสาม สี่วัน ไม่ค่อยมีคนรับซ่อม บางทีโทรก็ไม่มีคนรับสาย สุดท้ายมีเจ้าหนึ่งรับโทรกลับมาหลังจากแฟนโทรไปทิ้งข่้อความไว้สามวันก่อน ค่าใช้จ่ายนะค่ะแค่มาที่บ้านมาดูว่าเสียตรงไหนยังไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นจ่ายก่อนแล้ว $65 ทีเหลือขึ้นกับอาการ พอดีวันที่ช่างว่างเราสองคนไม่ว่างเลยให้เพื่อนบ้านดูให้เพราะแกก็มาใช้เครื่องซักผ้าเราทุกอาทิตย์ (แฟนใจดีเกินเหตุให้เพื่อนบ้านมาใช้เครื่องซักผ้าท อบผ้าได้อาทิตย์ละครั้ง ฟรีตลอดรายการ) ช่างโทรบอกแฟนว่าซ่อมเสร็จแล้ว เราสองคนดีใจเฮ้ยดีวะเสียแค่ $65 เองถูกดีกว่าที่คิด ปรากฎว่ากลับมาลองใช้เครื่อง โอ้อาการเหมือนเดิมทุกอย่างมันไม่ได้ซ่อมอะไรเลย แฟนโทรไปต่อว่าแล้วก็เปลี่ยนเจ้าใหม่ เราบอกเอ้าทำไมไม่ให้มันมาแก้ละ เขาบอกไม่เอาแล้วดูแล้วไม่มืออาชีพ เราบอกดีเนอะงานแบบนี้ทำเป็นบอกว่ารับซ่อม แค่ขับรถมานิดนึงได้ 65 เหรียญแล้วก็ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ เราว่ามันไม่แฟร์เลย น่าจะจ่ายตอนที่คุณทำเสร็จแล้ว แบบนี้เราก็ทำได้โอเคมาดูอาการค่าเดินทางจ่ายก่อนเลย มาแล้วบอกโทษทีเกินเยียวยาจบกินฟรีเลยงานง่ายๆดี

เจ้าใหม่นี่เหมารวมเลยไม่ว่าอาการแบบไหนยังไงคิด $214 ค่าซ่อมเครื่องซักผ้านะเนี่ย สรุปเสียไปสามร้อยกว่า เราว่าอยู่ที่นี่ของเสียทิ้งไปเลยซื้อใหม่ดีกว่าเพราะค่าแรง ค่าซ่อมมันแพงโครตๆ แฟนบอกถ้าซ่อมบ้านซ่อมระบบประปา ไฟฟ้า ยิ่งแพงกว่านี้อีก

ความเคราะห์ร้ายยังไม่หมดแฟนจอดรถเกินเวลาไปสองครั้งเสียครั้งละ $50 โดนตำรวจเรียกฐานขับรถเร็วเกินพิกัดโดนไปอีก $200 เรานี่เข้าใจเลยว่าทำไมคนที่นี่เขาเคารพกฏจราจรกันดีจังเนอะ เพราะค่าปรับมันแพงนี่เอง แฟนบอกอีค่าปรับนะยังเรื่องจิ๊บจ๋อยแต่การโดนใบสั่งมันสร้างปัญหากับประกันเพราะถ้าโดนจะทำให้เบี้ยประกันพุ่งสูงกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ยิ่งโดนบ่อยเบี้ยก็ยิ่งทวีคูณ

ค่าจอดรถในซานฟรานซิสโกก็ถือว่าค่อนข้างแพงถ้าจอดทั้งวันก็ตกประมาณ 25-40 รายเดือนก็ประมาณ 250 -350 เนื่องจากที่พักอาศัยอพาตเมนท์จำนวนมากไม่มีที่จอดรถให้ จอดข้างถนนก็ไม่ใช่ทุกจุดจะจอดได้และไม่ปลอดภัยต่อรถด้วย คอนโดหรืออพาตเมนท์บางทีก็ให้ที่จอดแค่คันเดียวถ้ามีมากกว่าหนึ่งคันก็ต้องไปเช่าเพิ่ม เพราะที่นี่คนส่วนใหญ่อยู่อพาตเมทน์หรือคอนโด บ้านที่เป็นบ้านจริงมีน้อย จอดรถข้างถนนก็ต้องหยอดมิเตอร์แทบทุกจุด ล่าสุดเนื่องจากตระเวนดูคอนโดที่นี่คือย่านดาวทาวน์ซานฟรานซิสโก บางแห่งให้เลือกได้ถ้าซื้อห้องแต่ไม่เอาที่จอดรถจะลดราคาไป $100,000 ไม่ได้พูดเล่น ค่าที่จอดรถหนึ่งคันใต้ดินราคา $100,000 บางจุดที่เป็นใจกลางอย่าง financial district $200,000 ก็มี เฮ่อๆ ราคาที่จอดรถที่นี่มันแทบจะซื้อคอนโด ซื้อบ้านนอกเมืองหรือในรัฐถูกๆได้เลย ขนาดที่ว่าตอนนี้ราคาอสังหาริมทรัพย์ตกไปกว่า 25% แล้วนะเนี่ย…คิดถึงเมืองไทยจังเลย

โรงแรมถูกๆในซานฟรานซิสโก Cheap Hotels in San francisco

plew June 17th, 2009


โรงแรม ที่พักในซานฟรานซิสโก เนื่องจากมีเพื่อนๆหลายๆท่านมักจะเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับการหาที่พัก โรงแรมราคาประหยัดๆ
พูดง่ายๆก็คือถูกๆในซานฟรานซิสโก บอกตรงๆว่าเนื่องจากตัวเองนับแต่วันแรกที่มาที่ซานฟรานก็ไม่เคยพักโรงแรมเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เพราะมีที่พักอยู่แล้ว เคยพักครั้งเดียวแต่เป็นโรงแรมใกล้ๆสนามบินซานฟรานซิสโก พักที่ Holiday Inn Express และถึงแม้จะอยู่ที่นี่เราก็คือบอกได้แค่ว่าโรงแรมไหนทำเลดี เดินทางสะดวก ใกล้แหล่งท่องเที่ยว แต่ถ้าถามว่าข้างในโอเคไหมเนี่ยบอกไม่ได้เพราะไม่เคยพัก ไม่รู้ว่าห้องเป็นไง บริการเป็นไง แหมก็เราไม่ใช่นักท่องเที่ยวนี่นา

วันนี้เลยมานั่งรวบรวมข้อมูลโรมแรมราคาถูกคือต่ำกว่า $100/คืน จริงๆแล้วข้อมูลมันก็อยู่ในอินเทอร์เนตนั่นแหละ แต่คัดๆออกมา
เฉพาะโรงแรมที่อยู่ในย่านดาวทาวน์ union square,market st.,civic center ที่เลือกย่านนี้ออกมาเพราะมันค่อนข้างจะสะดวก
เนื่องจากเป็นศูนย์กลาง เป็นแหล่งช๊อปปิ้ง ร้านอาหาร ของกินของใช้ รถเมล์ รถไฟ ที่ใช้เดินทางไปในจุดอื่นๆได้สะดวก คัดออกมาเพราะบางคนที่ไม่คุ้นที่นี่อาจไม่แน่ใจว่าทำเลอันไหนมันใกล้ไกล จริงๆแล้วนอกจากทำเลดาวทาวน์ ยูเนียนแสควร์ ทำเลย่าน
Fisherman Warft ก็เป็นบริเวณที่มีโรงแรมเยอะ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมอีกแห่ง ซึ่งก็สวยเพราะติดทะเล ของกินก็เยอะ
แต่ของช็อปจะไม่เยอะเท่าดาวทาวน์ หรือถ้าอยากหาถูกลงก็ต้องพักนอกเมืองเช่นโรงแรมย่านแอร์พอร์ต แต่มันก็ต้องเดินทางเข้าๆออก
บวกค่ารถเข้าไปอีกก็ไม่รู้ว่าจะช่วยประหยัดได้จริงไม๊

โรงแรมที่เลือกๆมานี้ อยู่ในระดับสามดาวลงมา ก็ต้องยอมรับสภาพว่าไม่ดีนักอย่างที่รู้ๆว่าของดีราคาถูกนั้นหายากยิ่ง ราคาที่ใส่ไว้นั้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา ช่วงที่ราคาห้องจะแพงจะเป็นช่วงซัมเมอร์ของที่นี่คือประมาณมิถุนายนถึงสิงหาคม หรือบางช่วงที่มีสัมมนาใหญ่คนเยอะๆ ก็ทำให้ราคาแพงขึ้นมาหรือหาห้องยากมากทีเดียว นอกจากนั้นเวลาเข้าพักโรงแรมราคาที่พนักงานแจ้งต้องบวกกับภาษีโรงแรมเข้าไปอีก 14% ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่ภาษีแพงมากทีเดียว นิวยอร์กแค่ 5%
และบวกกับทิปเข้าไปอีก แฟนเราฝรั่งเวลาเราไปเที่ยวเมืองอื่นๆไปพักโรงแรมก็จะวางเงินไว้ $1 ให้maid ทุกวันจนเช็คเอาท์ เขาบอกเมดจะได้ทำความสะอาดดีๆและไม่ขโมยของ โอเคลองดูรายชื่อโรงแรมด้านล้างไว้เป็นข้อมูล

The Mosser Hotel San Francisco $79 ***
54 Fourth Street San Francisco CA 94103

Grant Plaza Hotel San Francisco $69**
465 Grant Avenues San Francisco CA 94108

Renoir Hotel San Francisco &66***
45 Mc Allister Street San Francisco CA 94102

Vertigo Hotel San Francisco $95***
940 Sutter Street San Francisco CA 94109

Cathedral Hill Hotel San Francisco $78**
1101 Van Ness Avenue San Francisco CA 94109

Holiday Inn Civic Center San Francisco $82***
50 Eighth Street San Francisco CA 94103

Good Hotel San Francisco $76**
112 7th Street San Francisco CA 94130

Best Western Americania Hotel San Francisco$93***
121 7th Street San Francisco CA 94103

Hotel Majestic San Francisco $79*
1500 Sutter Street San Francisco CA 94109

Beresford Hotel San Francisco $84**
635 Sutter Street San Francisco CA 94102

The Opal San Francisco Hotel $65**
1050 Van Ness Avenue San Francisco CA 94109

Civic Center Inn San Francisco $86*
790 Ellis Street San Francisco CA 94109

Rodeway Inn Civic Center San Francisco $90*
860 Eddy Street San Francisco CA 94109

Travelodge San Francisco Central $74*
1707 Market Street & Valencia San Francisco CA 94103

Hotel Bijou San Francisco $99***
111 Mason San Francisco CA 94102

AAE San Francisco Mithila Hotel $73**
972 Sutter Street At Hyde San Francisco CA 94109

Beresford Arms Hotel San Francisco $99***
701 Post Street San Francisco CA 94109

Super 8 Motel San Francisco Union Square Area $80**
415 OFarrell Street San Francisco CA 94102

Hotel Whitcomb $99 ***
1231 Market Street San Francisco, CA 94103

The Powell Hotel $90***
28 Cyril Magnin StreetSan Francisco, CA 94102

Hotel Fusion $69***
140 Ellis Street San Francisco, CA 94102

Hotel Rex $89***
562 Sutter StreetSan Francisco, CA 94102

Hotel Carlton $97***
1075 Sutter Street San Francisco, CA 94109

Adante Hotel $58**
610 Geary Street San Francisco, CA 94102

The Pickwick Hotel $99***
85 Fifth Street San Francisco, CA 94103

เศรษฐกิจขาลงในอเมริกา (2009)

plew March 14th, 2009


อย่างที่รู้ๆกันว่าตอนนี้อยู่ในช่วงเศรษฐกิจขาลง ที่ไม่ใช่แค่อเมริกาที่เขามองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำเอาเศรษฐกิจทั่วโลกดิ่งลงมาตามๆกัน ถ้าคนที่ติดตามคงจะทราบว่าจุดเริ่มต้นของภาวะเศษรฐกิจถดถอยในอเมริกาเริ่มจากหนี้เสียที่เกิดจากคนซื้ออสังหาริมทรัพย์คือซื้อบ้านซื้อที่อยู่นั่นแหละไม่มีเงินจ่ายแบงค์ สุดท้ายเลยฉุดให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาลดต่ำลง ที่ซวยคือคนที่ซื้อไว้ตอนมันแพงแต่ตอนนี้ราคามันตกคือถูกกว่าตอนที่ซื้อมาเยอะ จะขายก็ขาดทุนเพราะซื้อมาแพงแต่ตอนนี้ราคาตก คนที่ยังผ่อนอยู่ก็ผ่อนในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด แย่จัง ใครเคยบอกว่าอสังหาริมทรัพย์ราคาไม่มีตกมีแต่ขึ้นนี่แหละเป็นอุทรหรณ์

ร้านรวงต่างๆทั้งใหญ่เล็กก็พากันปิดกิจการ เอาแค่เรื่องใกล้ตัวในซานฟรานที่เราอยู่ ร้านอาหารสองวันก่อนยังไปกินเดินไปอีกทีเลิกกิจการซะแล้ว คอนโดใหม่ๆที่ผุดขึ้นในซานฟรานซิสโกก็ขายไม่ออก บางที่ขายไปได้ไม่ถึง 15 เปอร์เซ็นของจำนวนห้องทั้งหมด ไม่ใช่บางทีซิหลายๆที่เลยละ ส่งผลให้ราคาคอนโดที่เคยตั้งไว้ตอนนี้ลดลงมาตั้งแต่ ร้อยละ15-35 แล้ว ขึ้นกับทำเลและคุณภาพ ทำเลดีหรูก็ราคาตกไม่มาก คอนโดเกรดรองๆทำเลงั้นๆก็ราคาตกมากกว่า คอนโดที่เรากับแฟนเคยไปดูซึ่งเป็นเกรดเอ ทำเลดีเลยก็ลดลงมาเกินเป็นแสนเหรียญแล้ว ใครจะคิดว่าซานฟรานซิสโกราคาอสังหาจะตกกะเขาด้วย เพราะมีแต่ขึ้นมาตลอดและเป็นเมืองหนึ่งที่ราคาที่อยู่อาศัยนั้นสูงมากๆเพราะคนอยากอยู่เนื่องจากการคมนาคมสะดวกและทัศนียภาพที่สวยงาม สะดวกสบาย บวกอากาศดี ไม่รู้ว่าราคาจะลดต่ำกว่านี้อีกไหม บางทีขายไม่ออกก็ต้องเปลี่ยนนโยบายมาให้เช่าซะเลย บางที่ก็มีแคมเปญที่เรียกว่า lease - own เช่าแล้วเป็นเจ้าของได้ คือจ่ายเงินแบบเช่าแต่ทำสัญญาซื้อ คือค่าเช่าที่จ่ายไปทุกเดือนไม่ได่เสียเปล่าเหมือนผ่อนกับเจ้าของโครงการโดยตรง แถมเปลี่ยนใจไม่อยากซื้อแล้วก็ยกเลิกสัญญาได้ ก็เหมือนกับเช่าห้องปกติทั่วไปเพียงแต่ถ้าชอบเงินที่จ่ายค่าเช่าก็เหมือนเป็นเงินผ่อน

จะว่าไปเศรษฐกิจขาลงแบบนี้ก็มีข้อดีอยู่บ้าง อย่างน้อยราคาที่อยู่อาศัยก็ลดลงมาก คนที่ยังมีรายได้แน่นอนคือยังมีเงินอยู่ มีงานทำอยู่ก็มีโอกาศที่จะซื้อบ้านได้ง่ายขึ้นเพราะราคามันถูกลง เมื่อก่อนจะซื้อบ้านในซานฟรานซิสโก ย้ำว่าในซานฟรานจริงๆนะไม่ใช่เมืองใกล้ๆกัน ราคาแพงมาก คอนโดเท่ารูหนูคือประมาณ 25 ตารางเมตรก็เกือบสามแสนเหรียญ บ้านไม่ต้องพูดถึง แต่ตอนนี้มันถูกลงเยอะ ราคาค่าเช่าก็พลอยลดลงไปด้วยเช่นกัน นี่ขนาดเมืองใหญ่ๆดังๆยังราคาตก ไอ้พวกเมืองใกล้ๆเงียบๆ ไม่ต้องพูดเลยยิ่งราคาตกกันสุดๆ เรายังคุยกับแฟนเลยว่าอือถูกดีนะราคาถูกกกว่าบ้านในกรุงเทพซะอีก หมายถึงบ้านในย่านที่ค่อนข้างจะบ้านนอกสักหน่อยถึงบ้านนอกเอามากๆ แต่แฟนบอกไม่เอาด้วยหรอกเงียบเหงา ไม่น่าอยู่ ไม่มีอะไร บ้านนอก ก็เพราะเรากับแฟนมันเป็นพวกหลงแสงสีและไม่ชอบที่ต้องขับรถทุกวัน

ประมาณห้าเดือนก่อนเราสองคนไปดูคอนโดในย่านดาวทาวน์ซานฟรานซิสโกไว้เยอะแต่ตอนนั้นยังแพงอยู่ ก็เลยแค่เก็บข้อมูล ปรากฎว่าตอนนี้คอนโดทั้งหลายที่ไปดูไว้ส่งเมล์กันมาตลอดว่าปรับราคาลงมา มีเงื่อนไขพิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ บางที่ส่งมาสามครั้งแต่ละครั้งราคาก็ลดลงมาเรื่อยๆ จริงๆภายใต้วิกฤตมันอาจมีโอกาศดีๆซ่อนอยู่ เพียงแต่ว่าโอกาศนั้นดีๆนั้นมันจะสบช่องกับตัวเราหรือป่าวก็เท่านั้น

Next »