plew June 14th, 2008
นนสายสำคัญและสวยมากที่สุดสายหนึ่งในซานฟรานซิสโกคงหนีไม่พ้น Embarcadero ซึ่งเป็นถนนสายที่วิ่งเรียบ San Francisco Bay พูดง่ายๆเป็นถนนวิ่งเรียบน้ำตลอดสาย
Embarcadero มีสถานที่ท่องเที่ยวดังๆของที่ตั้งอยู่ ไม่ว่าจะ Ferry Building, Fisherman’s Wharf and Pier 39, Coit Tower นอกจากจะมีสถานที่ที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวบนถนนเส้นนี้แล้วทัศนียภาพของถนนเส้นนี้สวยงาม ฝั่งหนึ่งเป็นอ่าว ซึ่งจะเห็น Bay Bridge ซึ่งเป็นอีกสะพานที่ใช้ข้ามจากฝั่ง ซานฟรานซิสโกไปโอ๊คแลนด์ เบย์บริดจ์ในช่วงพระอาทิตย์ตกก็สวยงามไม่แพ้ โกลเดนเกตบริดจ์เช่นกัน จริงๆแล้วเบย์บริดจ์นั้นยาวและกว้างกว่าโกลเดนเกตบริดจ์เสียอีก รวมทั้งสร้างในระยะเวลาไล่เลี่ยกันแต่ไม่โด่งดังเป็นที่รู้จักมากนัก
นอกจากจะขนาบไปด้วยผืนน้ำแล้ว อีกฝั่งของถนนเป็นตึกอถาคารที่มีความสวยงาม วิวอาคารตึกรามจากถนนนี้ถือเป็นวิวของเมืองซานฟรานที่สวยมากมุมหนึ่งจะเห็นตึกปิรามิด ซึ่งก็คือตึก TransAmerica และ Coit Tower รวมทั้งร้านอาหารสวยๆเรียงราย ในจำนวนนั้นมีร้านอาหารไทยร้านหนึ่งซึ่งถือว่าอาจจะเป็นร้านอาหารไทยที่ดังที่สุดของที่นี่คือ “ร้านโอชา” ซึ่งเรียกว่ามีคนแน่นตลอดทุกวัน เดินเล่นบนถนนสายนี้ค่อนข้างมีความลอดภัยไม่มีคนจรจัด ถนนสะอาด เพลินตา ถ้าใครไม่ชอบเดินถนนสายนี้มีรถไฟรางโบราณ รวมทั้งรถไฟรุ่นใหม่ให้บริการหลายสาย เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวดังๆเยอะอย่างที่บอกบนถนนสายนี้
ถ้าเริ่มเดินจากถนน Market แล้วมาชน Embarcadero สถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกที่จะเจอคือ Ferry Building จริงๆแล้วถ้าจะมาที่นี่แนะนำว่าให้มาวันเสาร์ อาทิตย์ เพราะเฉพาะเสาร์อาทิตย์ที่นี่จะมีตลาดนัดที่ที่นี่เขาเรียกว่า Farmer Market คือเจ้าของฟร์ามเอามาขายกันเอง มีทั้งผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารมากมาย ซึ่งตอนนี้เป็นที่นิยมของคนที่นี่ เพราะเขาเชื่อว่ามันสด สะอาด อร่อย เป็นธรรมชาติ ปลอดภัยจากสารเคมี มากกว่าไปซื้อในซุปเปอร์มาเก็ต แต่ราคาเหรอแพงกว่าในซุปเปอร์มาเก็ตอีก แต่สนุกดีเพราะมีของให้เลือกซื้อ เลือกกิน แต่ต้องมาแต่วันเพราะตลาดวายตั้งแต่บ่ายสองครึ่ง ถ้ามาวันธรรมดาหรือมาช่วงเย็น ค่ำก็จะเงียบเหงาไม่มีอะไรมาก นอกจากร้านอาหารซึ่งมีอยู่ไม่กี่ร้าน และตัวตึกเอง ซึ่งเหมาะแค่ถ่ายรูปไว้ดู แต่ไม่มีอะไรอื่นๆให้ทำ เพราะฉนั้นมาเสาร์ อาทิตย์ช่วงเช้าดีที่สุด ร้านค้าผู้คนจะคึกคักมาก
คลิกดูรูปถ่ายที่ Embarcadero
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
plew May 17th, 2008
หลังจากยื่นเอกสารเพื่อขอกรีนการ์ดและอยู่ระหว่างการดำเนินการของ USCIS เราสามารถเดินทางออกนอกสหรัฐได้หรือไม่หรือต้องรอจนกว่าจะได้กรีนการ์ดเรียบร้อยแล้ว จึงออกนอกประเทศและกลับเข้าไปใหม่ได้
คำตอบถือหลังจากไฟล์เอกสารทั้งหมดเพื่อขอกรีนการ์ดและยังไม่ได้คืออยู่ระหว่างรอ เราสามารถเดินทางออกนอกประเทศสหรัฐได้ แต่ต้องยื่นเรื่องขอเอกสารที่อนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศและกลับเข้ามาได้ในขณะที่ยังไม่มีกรีนการ์ด ซึ่งเรียกว่า USCIS Form I-131, Application for Travel Document หรือ Advance Parole ซึ่งถ้ารู้แน่ๆว่าต้องเดินทางออกนอกสหรัฐหลังจากยื่นขอกรีนการฺดให้ยื่นแบบฟอร์มนี้ไปพร้อมกันเลยทีเดียว วิธีกรอกแบบฟอร์ม พร้อมมีจดหมายบรรยายถึงสาเหตุความจำเป็นต่างๆที่ต้องเดินทางออกนอกสหรัฐ แต่จริงๆแล้วจะว่าไปถึงเรายื่นขอกรีนการ์ดในอเมริกาเราจะออกนอกประเทศเขาเมื่อไรก็ได้ แต่ไอ้ตอนจะกลับไปใหม่นี่แหละ ถ้าไม่มี Travel Document ก็กลับเข้าไปไม่ได้ เพราะถึงแม้เราจะมีวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียนที่ยังไม่หมดอายุ และหลังจากที่คุณดำเนินการขอกรีนการ์ดแล้ว วีซ๋าเดิมที่มีอยู่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป และถ้าขืนไม่มีเอกสารอนุญาตตัวนี้แล้วเดินทางกลับมาโดยวีซ่าเดิม โอกาสที่จะโโนยกเลิกใบวฃสมัคร ทั้งหมดเพื่อขอกรีนการ์ดมีสูงมากๆ คือต้องดำเนินการใหม่ทั้งหมด
ถามต่อว่าแล้วใช้เวลานานเท่าไรหลังจากส่งแบบฟอร์มแล้วจะได้หนังสืออนุญาตตัวนี้ คำตอบคือประมาณสามเดือน แต่ถ้าแบบฟอร์มที่ขอกรีนการ์ดไม่สมบูรณ์ เอกสารแนบไม่ครบก็จะทำให้เอกสารตัวนี้ล่าช้าไปอีกจริงแล้วอยากแนะนำว่าหลังจากยื่นขอกรีนการ์ด อันนี้หมายถึงถ้าแต่งงานและทำเรื่องที่อเมริกา ถ้าไม่จำเป็นจริงๆก็รอให้ได้กรีนการ์ดให้เรียบร้อยร้อยก่อนดีกว่า เพราะปกติกรีนการ์ดจากการแต่งงานถ้าเอกสารครบถ้วน ถูกต้องใช้เวลาประมาณหกเดือนก็ได้กรีนการ์ดแล้ว แต่กรณีตัวเองอยากกลับเมืองไทย เพราะจริงๆไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้คิดว่าจะแต่งงานแบะขอกรีนการ์ดที่นี่ มาวีซ๋าท่องเที่ยวและซื้อตั๋วไปกลับ อยากกลับเพราะตั๋วกลับมันจะหมดอายุก็เสียดายค่าตั๋วและมีอะไรหลายอย่างที่อต้องกลับไปทำที่เมืองไทย ก็เลยต้องกรอกแบบฟอร์มและเสียเงินเพิ่มตอนนั้นค่าธรรมเนียมขอ Travel Document อยู่ประมาณสองรอ้ยเหรีญยตอนนี้ราคาก็ขึ้นไปอีกเท่าตัวแล้ว
กรณีของตัวเองมีเรื่องวุ่นวายมากกว่ากรณีปกติ เพราะเนื่องจากตั๋วใกล้หมดอายุเต็มทีเราต้องเดินทางกลับเมืองไทยก่อนที่จะได้ Travel Document ตอนแรกเราก็กลัวว่าถ้าเราเดินทางออกนอกประเทศก่อนได้เอกสารจะเป็นปัญหาหรือไม่ เพราะจากการค้นข้อมูลทางอินเตอร์เนตและสอบถามจากสำนักงานทนายความที่รู้จักกัน เขาบอกว่าควรรอให้ได้เอกสารก่อนจึงเดินทางออกนอกประเทศสหรัฐและกลับมาใหม่อย่างไม่มีปัญหาแต่ปัญหาคือตอนนั้นเรารอไม่ได้เพราะตั๋วมันจะหมดอายุก็เลยคิดว่าลองดู ยังไงเราก็ส่งแบบฟอร์มไปแล้ว พอได้เอกสารก้ให้คนที่นี่ส่งไปให้ที่เมืองไทยและใช้เอกสารตอนเข้าอเมริกาอีกครั้ง ตอนนั้นคิดว่าลองเสียงดูน่าจะมีโอกาสทั้งได้และไม่ได้ สุดท้ายให้แฟนลองโทรไปถามที่ USCIS โดยตรงเจ้าหน้าที่ก็บอกออกไปได้แต่ตอนกลับต้องมีใบนี้ถึงเข้าได้ เราก็เลยไป แล้วฝากให้เพื่อนที่นี่ช่วยเช็คเมล์ถ้าได้เอกสารเมื่อไรก็เมล์ส่งให้เราที่เมืองไทย
สรุปคือทำได้ แต่มันทำให้ชีวิตวุ่นวายและเสียเงินเพิ่มโโยใช่เหตุ เช่นค่าส่งเอกสารและความกังวลต่างๆที่ตามมา แต่ทำให้เรารู้ว่ามันทำได้ ไม่ได้ยากหรือเคร่งครัดอย่างที่คิด
ลองอ่านข้อมูลตัวนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลตรงจาก USCIS
What is a Travel Document and Who Needs One?
If you are not a U.S. citizen, you may need permission to return to the United States after traveling abroad. This permission is granted through a travel document. Travel documents are also given to people who want to travel, but cannot get a passport from their country of nationality.
Where Can I Find the Law?
The legal foundation for requiring these travel documents comes from the Immigration and Nationality Act (INA). INA § 211 discusses documents required to admit aliens and control their travel. INA § 212 states that any immigrant who does not have the correct travel documents will not be admitted to the United States.The specific eligibility requirements for travel documents are found in Title 8 of the Code of Federal Regulations (CFR). 8 CFR § 223 describes the purpose, processing, and validity and effect on admissibility of all three documents.
How to File
The alien must file USCIS Form I-131, Application for Travel Document, complete with supporting documentation, photos and applicable fees. This form can be downloaded from our Forms and Fees page. See the application for specific filing instructions.
หารายละเอียดเพิ่มเติมที่ เว็ปไซต์ USCIS
ิอ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ขอกรีนการ์ดอเมริกา
กรีนการ์ดอเมริกา 2
ค่าธรรมเนียมขอกรีนการ์ดอเมริกา
ขอกรีนการ์ดต้องตรวจเลืดหรือไม่
เอกสารที่ใช้ประกอบการขอกรีนการ์ด Green card by Marriage
plew May 12th, 2008
เอกสารแสดงรายรับ รายได้เงินเดือนของ Citizen ย้อนหลังอย่างน้อยหนึ่งปี ถ้ามีย้อนสามปียิ่งดี
เอกสารการจ่ายภาษีของ Zitizen ย้อนหลังอย่างน้อยหนึ่งปี หรือถ้ามีสามปียื้อนหลังยิ่งดี
เอกสาร หรือสรุปประวัติการทำงานของ citizen ในรอบห้าปีที่ผ่านมา
ทั้งสามตัวนี้กรณีมีสปอนเวอร์ร่วม สปอนเวอร์ต้องแสดงเอกสารทั้งหมดเหมือนคู่สมรสที่เป็นคนอเมริกัน
สูติบัตรของ Citizen สำเนาต้องเซ็นรับรองโดยผู้มีอำนาจลงนาม
สำเนาสูติบัตรของคนไทย พร้อมแปลและลงนามรับรองโดยสำแปล
สำเนาพาสปอร์ต
เอกสารอื่นเช่นสถานะเงินฝากในบัญชี เอกสารรับรองสถานะทางการเงินจากธนาคาร
เอกสารทั้งหมดของคนไทยต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษและเซ็นรับรองโดยสำนักแปล
ผลการตรวจสุขภาพจากแพทย์ที่อยู่ในเครือข่ายของ USCIS
เอกสารที่แสดงถึงความสัมพันธ์
ทะเบียนสมรสตัวจริง
ภาพถ่ายงานแต่งงาน
เอกสารต่างๆเกี่ยวกับการแต่งงานเพื่อแสดงว่าแต่งงานจริงๆไม่ได้จ้าง เช่นกรณีตัวเองเรามีเอกสารใบเสร็จรับเงิน
ค่าแหวนแต่งงาน แหวนหมั้นว่ามันมีราคาแพงพอสมควร แสดงให้เห็นว่าถ้าแต่งหลอกๆคงไม่ลงทุนซื้อ
แหวนแพงขนาดนี้ ของชำร่วยงานแต่ง การ์ดเชิญ
หลักฐานแสดงการติดต่อ คบหากันก่อนแต่งงาน เช่นจดหมาย ภาพถ่าย
จดหมายจากพยานที่รู้เห็นระหว่างที่คบหาดูใจกันก่อนการแต่งงาน บรรยายว่าทั้งคู่คบหากันจริง
ตั้งแต่เมื่อไร อย่างไร พยานลงนามจริง
เอกสารการเปิดบัญชีร่วมกัน หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือลงทุนร่วมกัน
สรุปคือเอกสารที่แสดงให้เห็นว่ามีความผูกพันกัน อยู่กันจริงๆไม่ได้แต่งหลอกๆ
เอกสารพวกนี้ยิ่งมีมากยิ่งดี เป็นการยืนยันให้หนักแน่นขึ้นว่าอยู่กันจริงๆ ส่งไปพร้อมกับแบบฟอร์มที่พิมพ์
และลงนามให้เรียบร้อยแล้ว ยิ่งเอกสารสมบูรณ์ เอกสารประกอบครบถ้วน ตอนสัมภาษณ์จะผ่านง่ายไม่ต้องถามอะไรกันมาก
เพราะเอกสารมันยืนยันชัดเจนอยู่แล้ว
กรณีตัวเองเราแต่งงานกันจริงๆ เรามีเอกสารทั้งหมดหมาย ภาพถ่ายก่อนและหลังการแต่งงาน ภาพถ่ายกับครอบครัว
เอกสารการเปิดบัญชีร่วมกัน มีพยานรู้เห็นการคบหากัน ชัดเจน พอตอนสัมภาษณ์แทบไม่ถามอะไรมากเลย
ก็ผ่านสบายๆ
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
แต่งงานในอเมริกา Marriage in America
จดทะเบียนสมรสที่อเมริกา
ถือวีซ่าท่องเที่ยวแต่งงานในอเมริกาได้้หรือไม่
ขอกรีนการ์ดอเมริกา
กรีนการ์ดอเมริกา 2
ค่าธรรมเนียมขอกรีนการ์ดอเมริกา
ขอกรีนการ์ดต้องตรวจเลืดหรือไม่
Obtaining Green Cards through Marriage can be complicated. Every year over 450,000 thousand United States citizens marry foreign-born individuals and petition for them to obtain a permanent residency (Green Card) in the United States. Spouses of U.S. citizens are considered “immediate relatives” under immigration laws; therefore they are excluded from all numerical quota limitations. This means that there are an unlimited number of Green Cards available to foreign nationals who marry U.S. citizens. The process of completing and submitting a request for a Green Card through marriage to a United States citizen can be both costly and confusing. The Green Card through Marriage Application Guide is a step-by-step immigration marriage guide to help you file your Green Card application as efficiently and quickly as possible. If the foreign national is currently outside the United States, it is possible to obtain a K-1 Fiancée and Fiancé Visa so the foreign national can come to the United States to marry the U.S. citizen once he or she arrives in the country.
plew May 10th, 2008
ขอกรีนการ์ดต้องตรวจเลือด ตรวจร่างกายหรือไม่ คำตอบคือใช่ต้องตรวจเลือด ตรวจร่างกาย และไม่ใช่ว่าจะไปตรวจที่คลินิคหรือโรงพยาบาลไหนก็ได้ทุกที่
ไม่ใช่คุณต้องไปตรวจเฉพาะโรงพยาบาลหรือคลีนิคที่อยู่ในเครื่อข่ายที่รับรองของ USCIS เท่านั้น ซึ่งรายชื่อคลีนิคหรือโรงพยาบาลที่ USCIS รับรอง
ก็สา มารถหาได้จากเวปไซต์ของ USCIS
ถามต่อว่าต้องตรวจอะไรกันบ้าง ก็เจาะเลือดตรวจเอดส์ ตรวจซิฟิลส ตัวเองโดนเจาะเลือดไปสองเข็มใหญ่ แทบเป็นลม นอกจากนั้นก็ทำ
Skin Test เพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกันในร่างกายพื้นฐาน เช่น ภูมิคุ้มกันโปลิโอ ไข้ทรพิษ ซึ่งปกติเราจะได้รับวัคซีนเหล่านี้มาแล้วตั้งแต่เด็ก
ตรงนี้แนะนำว่าถ้าใครมีประวัติการได้รับวัคซีนเหล่านี้ก็นำติดมาด้วยเพราะจะได้ไม่ต้อง Skin test อีก แต่ถ้าไม่มีประวัติการฉีดวัคซีนมา
แสดงก็ต้องตรวจและถ่าผลออกมาวาเราไม่มีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆที่เค้ากำหนด เราก็ต้องไดรับการฉีดวัคซีนเหล่านั้นใหม่ทั้งหมด นึกดูก็แล้วกัน
ว่าทั้งถูกเจาะเลือดสองเข็มโตๆ และฉีดยาอีก สำหรับตัวเองก็ทำสกินเทส ผลออกมาโอเคคือมีภูมิอยู่แล้วเลยไม่ต้องฉีดวัคซีนใหม่
คำถามต่อมาคือปกติใช้เวลากี่วันถึงจะได้รับผลการตรวจ อยู่ที่ประมาณสามวันถึงสิบวันแล้วแต่คลีนิค ตัวเองจจริงๆอยู่ที่ซานฟรานซิสโก
แต่ต้องเดินทางไปฮาวายเพื่อฮันนีมูน สอบถามหลายคลีนิคที่อยู่ในเครื่อข่ายที่นี่บอกใช้เวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์ และแถมต้องเดินทางไปตรวจสองครั้ง
เพราะตรวจครั้งหนึ่งแล้วต้องรออะไรบางอย่างแล้วไปตรวจอีกอย่าง เรารอไม่ได้ต้องเดินทางติดต่อคลีนิคที่ฮาวายเกาะเมาวี
บอกใช้เวลาสามวันเสร็จ มาครั้งเดียวอีกสามวันมารับผลเลย ค่าใช้จ่ายตกอยู่ที่ประมาณสองรอ้ยเหรียญ ถูกกว่าที่ซานฟรานซิสโกอีก
คลีนิคที่นี่ส่วนใหญ่คิดที่เกือบสี่ร้อยเหรียญ สรุปเลยตรวจร่างกายที่ฮาวาย
หลังจากตรวจร่างกายได้ผลเรียบร้อยทางคลีนิคจะกรอกแบบฟอร์มทั้งหมดของ USCIS และแพทย์ผู้ตรวจลงนาม เขาปิดผนึกประทับตรา ให้เรา
ซึ่งเราเอาทั้งซองนั้นส่งไปกับแบบฟอร์มทั้งหมด อย่าเกาะออกมาเด็ดขาด ผลต้องอยู่ในซองปิดผนึก เป็นอันเรียบร้อย เราไม่ต้องกรอกข้อมูลใดๆเกี่ยวกับ
ผลการตรวจสุขภาพทั้งสิ้น
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ขอกรีนการ์ดอเมริกา
กรีนการ์ดอเมริกา 2
ค่าธรรมเนียมขอกรีนการ์ดอเมริกา
A medical exam is required for most 1-485 (adjustment of status) applicants. Medical examinations verify good health and admissibility to the US on medical grounds. It can also identify medical conditions that require follow-up medical care after adjustment of status to permanent residence Dr immigration to the US. Medical examination must be conducted by a USCIS designated civil surgeon. You can find one either by calling the National Customer Service Center at 1- 800-375-5283 Dr online. They are licensed and experienced doctors who receive special and on-going immigration oriented medical training and policy updates. A medical examination performed by a doctor NOT approved by USCIS will not be recognized. Results of the medical examination are reported in the Form 1-6931 Medical Examination of Aliens Seeking Adjustment of Status. Many civil surgeons have that form with them. Results of the medical examination are valid for 1 year before you file 1-485. After you file 1-4851 they are valid forever as long as 1-485 is pending. Thereforel medical examination can be done well in advance.
plew May 9th, 2008
ในช่วงเวลาที่เราดำเนินการเรื่องเอกสารทั้งหมดเพื่อขอกรีนการ์ดตอนนั้นเป็นช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2007 และเราต้องทำทุกอย่างให้เรียบร้อย
และส่งเอกสารทั้งหมดไปที่สำนักงานใหญ่ USCIS ที่ชิคาโก ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2007 เพราะอะไรนะเหรอ เพราะหลังจาก 31 กรกฎาคม 2007
ค่าธรรมเนียมทั้งหมดในการดำเนินการขอกรีนการ์ด จะขึ้นราคาเท่าตัว ณ วันที่เขียนบทความนี้ค่าธรรมเนียมก็ขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว ในช่วงที่เราดำเนินการ
ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้ USCIS อยู่ที่ประมาณหนึ่งพันเหรียญ ตอนนี้ขึ้นไปเท่าตัวก็ตกประมาณสองพันเหรียญ สองพันที่ว่าแค่ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่าย
ให้รัฐบาลอเมริกันอย่างเดียว ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่นค่าใช้จ่ายในการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด หรือคนที่ต้องการจ้างทนายดำเนินการให้ก็บวกไปอีก
เราสองคนตัดสินใจว่ายังไงก็ต้องส่งเอกสารไปที่ชิคาโกให้ทันในเดือนกรกฏา 2007 ทั้งๆที่จริงๆบอกตรงๆว่าฉุกละหุกมาก เรียกว่าเส้นยาแดงผ่าแปด
เลยทีเดียว ตอนนั้นเราคิดว่าถ้าไม่ทันจริงๆเราก็จะกลับเมืองไทยแล้วคิดกันอีกที แต่สรุปคือทัน อย่างที่บอกว่าเฉียดฉิวมาก จริงๆแล้วการนดำเนินการ
ขอกรีนการ์ดจากการแต่งงานก็ไม่ได้ยาก หรือวุ่นวายอะไรอย่างที่คิด ถ้าภาษาอังกฤษได้ก้ไม่ยาก แต่มันน่าเบื่อตรงที่ต้องรวบรวมเอกสาร ถ้าคนที่เก็บ
เอกสารส่วนตัวเป็นระเบียบและมีครบถ้วน ก็สบายๆเลย แต่กรณีของคู่เรามันยุ่ง วุ่นวายตรงที่หลังจากเราแต่งงานคือวันที่ 7 กรกฎาคม 2007
อีกห้าวันถัดมาเราต้องเดินทางไปฮันนีมูนที่ฮาวาย เพราะแม่สามีจองทุกอย่างให้เราเรียบร้อย เราต้องฮันนีมูนที่ฮาวายสามอาทิตย์ก็คือสิ้นเดือนกรกฏา
พอดี ก่อนไปฮาวายเอกสารบางตัวก็ยังไม่เสร็จ เช่นทะเบียนสมรสซึ่งต้องรอประมาณอาทิตย์เป็นอย่างน้อย และเอกสารเรื่องสปอนเซอร์ร่วมก็ไม่เรียบร้อย
ตรวจร่างกาย เจาะเลือดก็ยังไม่ได้ทำ แต่เราไม่มีทางเลือกเราต้องไปฮาวาย สรุปเราแบกเอกสารเรื่องกรีนการ์ดทั้งหมดไปทำต่อที่ฮาวาย และให้เพื่อนทางนี้
ไปรับทะเบียนสมรสที่ซิตี้ฮอล ซานฟราน แล้วเมล์ส่งไปให้เราที่โรงแรมในฮาวาย น้องเขยที่เป็นสปอนเซอร์ร่วมพอทำเอกสารเสร็จก็ต้องส่งเอกสารไปให้
เราที่ฮาวายเช่นกันเราต้องเสร็จทุกอย่างที่ฮาวายและส่งเอสารทั้งหมดไปที่ชิคาโก ภายในสิ้นเดือนกรกฎา 2007 เพื่อให้ทันค่าธรรมเนียมเดิม
ใครจะอยากจ่ายแพงอีกเท่าตัวละ มันก็เป็นการฮันนีมูนที่วุ่นวายพอสมควร เราต้องเช็คว่าทะเบียนสมรสได้รึยัง ตามเอกสารที่ขาด แต่เราก็มีความสุข
และสนุกมากกับการมาฮันนีมูนที่ฮาวาย…ยังไม่จบติดตามตอนต่อไป
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ขอกรีนการ์ดอเมริกา Green Card America
กรีนการ์ดอเมริกา 2
Fee increases, scheduled to take effect in June, would raise the cost of applying for a green card from $325 to $905 and citizenship from $330 to $595 - generating about $1 billion more a year than the agency now has in its annual budget. In an exclusive interview with The Miami Herald last week, Emilio Gonzalez - director of U.S. Citizenship and Immigration Services - promised that the higher fee revenue will help end chronic delays, move offices in run-down buildings to comfortable new facilities, replace paper applications that must be mailed with electronic forms that can be filed online and turn rude or inattentive employees into well-trained customer-friendly staffers.
plew May 6th, 2008
แบบฟอร์มทั้งหมดที่ต้องกรอกเพื่อขอกรีนการ์ด เราเตรียมไว้เรียบร้อยก่อนวันแต่งงาน ขาดเอกสารเพียงบางอย่างคือใบทะเบียนสมรสตัวจริง
ซึ่งจะได้หลังจากแต่งงานประมาณสองอาทิตย์ เนื่องจาต้องส่งกลับไปที่ซิตี้ฮอล รวมทั้งรอเอกสารเรื่อง Co sponcer หลายคนรอาจส่งสัยว่า
Co sponcer คือใครอีกคนที่ไม่คู่สมรสของเราที่ร่วมแสดงเอกสารเรื่องรายได้และเอกสารการจ่ายภาษีของเขา เพื่อให้การรับรอง สนับสนุนเรา
ในการเปลี่ยนสถานะเข้ามาอยู่ในอเมริกา เพราะจริงๆที่เรียกกันว่า ขอกรีนการ์ด Green Card ก็คือการ adjust status จากการ
เป็นบุคคลที่ถือวีซ่าเพื่อพำนักในอเมริกาเป็นการชั่วคราว มาเป็นผูที่เข้ามาอยู่อาศัยในอเมริกาอย่างถาวรนั่นเอง เป็น Rescident ยังไม่ใช่ Citizen
หรือพลเมืองของเขา
ว่าเรื่องผู้เป็นสปอนเวอร์ร่วม หรือ Co sponcer กันต่อ ทำไมต้องมีสปอนเซอร์ร่วมด้วยละ ต้องมีกรณีที่คู่สมรสที่เป็นคนอเมริกันของเราเขามีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์
หรือจ่ายภาษีต่ำกว่าที่เขากำหนด รายได้ขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณสองหมื่นเหรียญต่อปี จริงๆแล้วตอนนั้นแฟนมีรายได้มากกว่านั้นเยอะ
แต่เราต้องการให้แน่ใจว่ามันไม่มีปัญหาเรื่องนี้แน่ๆ เลยทำสปอนเซอร์ร่วมไปด้วย เพราะแฟนรายได้ถึงแต่เขาไม่ได้ทำงานประจำ
คือทำงานอิสระ ดังนั้นรายได้จึงไม่แน่นอน ขึ้นๆลงๆ เอกสารใบเสร็จรับเงินต่างๆบางทีก็หายไปบ้าง ไม่ง่ายเหมือนคน
ทำงานประจำที่มีหนังสือรับรองรายได่จากบริษัท ซึ่งแบบนั้นจะชัดเจนและง่ายกว่า เราเลยใน้องเขยเขาซึ่งเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์
ทำงานบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งเป็นสปอนเซอร์ร่วม สปอนเซอร์ร่วม ต้องแสดงกรอกเอกสารเหมือนตัวคู่สมรสเราทุกอย่าง ต้องแสดง
หลักฐานการจ่ายภาษีย้อนหลังหนึ่งปี และแสดงรายรับ
ส่วนตัวเราเองซึ่งเป็นคนต้องการเปลี่ยนสถานะ ก้ไม่อะไรยุ่งยาก กรอกแบบฟอร์ม ซึ่งเป็นข้อมูลทั่วไป แต่ตอนนั้นไม่ได้เอาสูติบัตรมาด้วย
ต้องให้น้องชายแสกนส่งไฟล์มาให้ ซึ่งโอเคไม่จำเป็นต้องใช้ตัวจริง หลังจากนั้นต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งก็ส่งแปลทางอินเทอร์เนต
ร้านที่แปลก็เป็นร้านในเมืองไทยเรานี่แหละ แปลสูติบัตรใบเล็กๆใบเดียวจำได้ว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณหกสิบเหรียญ ตอนแรกเขาแปลและเซ็น
รับรองแต่ส่งเป็นไฟล์มา ปรากฎว่าเราเช็คดู มันต้องใช้ตัวจริง สูติบัตรต้องแปลและเซ้นรับรองโดยผู้แปล ส่งส่งฉบับที่ลงนามรับรองใบจริงเท่านั้น
เอกสารอื่นๆสำหรับคนไทยไม่มีแล้วก็แค่พาสปอร์ต กับสูติบัตรแน่แหละ ต้องคนที่เปลี่ยนนะไม่ยุ่งยากหรอก แต่คนที่ยุ่งยากคือคู่สมรสแฟนของเราที่เป็นคนอเมริกัน
มากกว่า จริงๆการขอกรีนการ์ด เขาไม่ได้สนใจตัวคนขอสักเท่าไร เขาสนใจตัวคนสปอนเซอร์มากกว่า ว่ามีปัยหา มีรายได้เพียงพอที่จะเอาคนเข้ามาเพิ่มใน
ประเทศเขาหรือไม่
A lawful permanent resident is a foreign national who has been granted the privilege of permanently living and working in the United States. If you want to become a lawful permanent resident based on the fact that you have a relative who is a citizen of the United States, or a relative who is a lawful permanent resident, you must go through a multi-step process.
The USCIS must approve an immigrant visa petition, I-130 Petition for Alien Relative, for you. This petition is filed by your relative (sponsor) and must be accompanied by proof of your relationship to the requesting relative.
The Deparment of State must determine if an immigrant visa number is immediately available to you, the foreign national, even if you are already in the United States. When an immigrant visa number is available, it means you can apply to have one of the immigrant visa numbers assigned to you. You can check the status of a visa number in the Department of State’s Visa Bulletin.
If you are already in the United States, you may apply to change your status to that of a lawful permanent resident after a visa number becomes available to you. This is one way you can apply to secure an immigrant visa number. If you are outside the United States when an immigrant visa number becomes available, you must then go to the U.S. consulate servicing the area in which you reside to complete your processing. This is the other way to secure an immigrant visa number.
plew May 4th, 2008
กรีนการ์ดอเมริกาหรือ Permanent rescident card คนไทยหลายคนที่อยากใช้ชีวิต อยากทำงานในอเมริกาต้องรู้จักเป็นอย่างดี
และที่สำคัญเป็นสิ่งที่ปรารถนาของหลายๆคนวซะด้วย เพราะถือเป็นใบเบิกทางที่ทำให้เราใช้ชีวิตและทำงานในอเมริกาได้อย่างถูกกฏหมาย
อยากกลับบ้านเมืองไทยก็กลับได้ไม่ต้องกลัวว่ากลับเมืองไทยแล้วจะเข้ามาอเมริกาไม่ได้อีก
สำหรับตัวเองตอนนี้ได้กรีนการ์ดเรียบร้อยแล้ว อย่างแชรืประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา แต่ต้องย้ำว่า ตัวเองไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่ใช่เอเจนท์
เล่าจากประสบการณ์ที่ได้รับมาจริงๆ เอาเป็นว่าเป็นข้อมูล เป็นกรณีศึกษาหนึ่งสำหรับหลายๆคนที่ต้องการหาข้อมูลในเรื่องนี้
ตัวเองเข้ามาอเมริกาโดยวีซ่าท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ได้หกเดือน จริงๆไม่ได้ตั้งใจไว้ว่าจะแต่งงาน แต่กะมาเยี่ยมแฟนซึ่งเป็นคนอเมริกัน
มาดูว่าความเป็นอยู่จริงๆเขาเป็นไง แล้วก็เที่ยว แต่ปรากฎว่าเราเข้ากันได้ดี พอถึงเวลาใกล้ต้องกลับเมืองไทย ก้เลยมาคุยกันว่าจะไงดี
ได้วีซ่าสิบปีก็จริงแต่ไม่ใช่จะไปๆมาๆได้บ่อยๆ สรุปแล้วเราคิดว่าเราน่าจะแต่งงานกันเพราะเรารักกันแน่ๆละ และมีความสุขเวลาอยู่ด้วยกัน
เราแต่งงานกันหลังจากเข้าอเมริกาได้เกือบห้าเดือน แต่ก่อนถึงวันแต่งงานเราก็เตรียมเอกสารเรื่องขอกรีนการ์ดไปพลางๆ เช่นดาวน์โลดแบบฟอร์ม
ทั้งหมดจาก USCIS ศึกษาทำความเข้าใจแบบฟอร์มทั้งหมดที่ต้องกรอก รวมทั้งถามข้อมูลจากเพื่อนคนไทยที่พอรู้จักที่นี่ ว่าขอกรีนการ์ดต้องทำไงบ้าง
ปรากฎว่าคนไทยที่เราถามเขาบอกเหมือนกันว่า โอ๊ยทำเองยากต้องจ้างทนาย เขาจ้างทนายกันทุกคน ไม่มีใครทำเองเลย เราก็คุยกับแฟนเพราะก็เชื่อ
ที่เขาบอกว่าทำเองมันยาก เราก็บอกแฟนให้จ้างทนายหรือบริษัทที่เขารับทำ ซึ่งก็ได้เบอร์และชื่อมาจากเพื่อนคนไทยและคนจีน
แต่แฟนเราบอก เขาไม่อยากจ้างทนายเขาอยากลองทำเอง เขาคิดว่าทำเองได้ เพราะเรื่องภาษาเขาไม่มีปัญหา ก็เขาฝรั่งอะ ตอนนั้นก็เถียงกันพอสมควร
เพราะเรากลัวว่าถ้าทำเองมันจะไม่ได้มันจะยากประมาณนั้น ก็ฟังเขามา แล้วก็คิดว่าแฟนงกไม่อยากเสียเงินค่าทนาย
ตอนนั้นบอกตรงๆว่าโกรธแฟนพอสมควร เราก็บ่นว่าจ้างเถอะ ไม่จ้างทำเองแล้วไม่ได้จะทำไง เสียเงินเพิ่มดีกว่าเสียเวลา
แฟนก้เลยโทรไปสำนักงานที่เราได้เบอร์มาจากเพื่อน ปรากฎว่าเขาบอกขอเอกสารเรื่อง Tax Return สามปีย้อนหลัง และเอกสารอื่นๆอีก
เอกสารครบแล้วค่อยมาที่สำนักงาน แฟนเราบอกเขาอ่านในแบบฟอร์ม ซึ่งมีรายละเอียดแจ้งไว้ชัดเจนว่าต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง
ในแบบฟอร์มขอเอกสารการเสียภาษีย้อนหลังแค่ปีเดียว ทำไมทนายขอสามปี เขาเลยบอก ไม่ละเขาทำเอง คนที่ต้องจ้างทนาย
คือคนที่อ่านภาษาอังกฤษไม่เข้าใจ เขียนไม่ค่อยเป็น และเขาก็ไม่ไว้ใจพวกบริษัทพวกนี้ ทำเองดีกว่าถือเป็นการเรียนรู้
ไม่ได้ก็ขอใหม่ สรุปคือเขาจะทำเอง ตอนนั้นบอกตรงๆว่าโกรธแฟนมาก เพราะกลัวจะไม่ได้ และก็ยังคิดว่าแฟนไม่อยากเสียเงินค่าทนาย
ก็จะไม่กลัวยังไงละ ก็แต่ละคนที่ถามเขาบอกจ้างทนายกันทั้งนั้น ทำเองมันยาก แต่ก็ไม่อยากทะเลาะกับแฟน
สุดท้ายก็ปล่อยทุกอย่างเป็นหน้าที่ของเขาทั้งหมด
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อว
กรีนการ์ดอเมริกา 2
ค่าธรรมเนียมขอกรีนการ์ดอเมริกา
ขอกรีนการ์ดต้องตรวจเลืดหรือไม่
In order for a relative to sponsor you to immigrate to the United States, they must meet the following criteria:
They must be a citizen or lawful permanent resident of the U.S. and be able to provide documentation providing that status.
They must prove that they can support you at 125% above the mandated poverty line, by filling out an Affidavit of Support
The relatives which may be sponsored as an immigrant vary depending on whether the sponsor is a U.S. Citizen or a lawful permanent resident.
If the sponsor is a U.S. Citizen, they may petition for the following foreign national relatives to immigrate to the U.S:
Husband or wife
Unmarried child under 21 years of age
Unmarried son or daughter over 21
Married son or daughter of any age
Brother or sister, if the sponsor is at least 21 years old , or
Parent, if the sponsor is at least 21 years old.
If the sponsor is a lawful permanent resident, they may petition for the following foreign national relatives to immigrate to the U.S.:
In any case, the sponsor must be able to provide proof of the relationship.