plew April 12th, 2008
มาเล่าเรื่องวัฒนธรรม นิสัยของคนอเมริกันกันต่อ ยังไม่จบ
เรื่องเทศกาล วันสำคัญต่างๆ คนที่นี่ให้ความสำคัญมาก การให้ของขวัญหรือการ์ดในเทศกาลต่างๆถือเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนส่วนใหญ่ สำหรับตัวเองด้วยแล้วปกติไม่ค่อยสนใจเรื่องเทศกาลอะไรกับเขาเท่าไร ยอมรับว่ารู้สึกขัดใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็ต้องทำเพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นคนใจดำ ใจร้าย ไปซะอีก ที่นี่วันหยุดเทศกาลต่างๆมีความหมายไม่ใช่แค่ วันที่ไม่ต้องไปทำงานแบบเรา
อีกอย่างที่เรารู้สึกว่าเขาทำมากกว่าเราคือการชม ไม่รู้ว่าชมจริงๆหรือมารยาท แต่เจอกันทีไรก็จะชมแต่งตัวสวยนะ รองเท้าสวยนะ แต่งหน้าสวยนะ ไปเที่ยวเหรอดีจังนะ ดังนั้นเราต้องหัดชมคนอื่นให้มันมากขึ้น ถามเรื่องราวของเขาให้มากขึ้น ซึ่งจริงๆตรงนี้มันน่ารักดี จะจริงใจไม่จริงใจก็ไม่รู้ละแต่คนฟังก็สบายใจดี ดีกว่าถูกด่า จะว่าไปคนที่นี่เหมือนบางทีสุดโต่งยังไงไม่รู้ คนรู้จักกันสนิทกันก็ชมกันดีชมกันจัง แต่ในขณะเดียวกันก็ขี้บ่น ไม่ชอบก็พูดตรงๆว่ากันตรงๆ แรงๆ มากกว่าคนไทยเราเยอะ จุดนี้แหละที่คนไทยอย่างเราอาจรับไม่ค่อยได้เท่าไร เหมือนบางครั้งเขาไม่ถนอมน้ำใจคนฟังเอาซะเลย ไม่ค่อยมีลักษณะหยวนๆแบบคนไทยเรา บางทีเรารู้สึกว่าฝรั่งใจดีนะ แต่บางทีก็รู้สึกว่าโครตใจร้ายเลย Complain ซะทุกเรื่องที่ไม่ถูกใจถือเป็นเรื่องปกติของเขา จุดนี้เองตัวเองเคยมีปัญหาไม่เข้าใจกับแฟนใหญ่โต มีครั้งหนึ่งเราไปแตะของอะไรของเค้าซักอย่าง เค้าก็ตะโกนโวยวายแบบไม่พอใจอย่ามาแตะของฉันนะ เรางงมากว่าเอ้แค่แตะเนี่ยนะไม่ได้ทำอะไรเสียหายซะหน่อยทำไมต้องโวยวานเสียงดังด้วยหลังจากโกรธกันได้สักสามชั่วโมงก็มานั่งเคลียกัน สรุปคือเขาบอกคนที่นี่เคยชินกับอาการประเภทตะคอกซึ่งสำหรับเขาเขาอาจคิดว่าเขาแค่พูดเสียงดังเท่านั้นแต่สำหรับเรามันคือการตะคอก เขาบอกถือเป็นเรื่องปกติไม่ได้แปลว่าเขาโกรธมากมาย พูดแล้วจบไม่ได้เก็บมาฝังใจ เราบอกแต่คนไทยไม่ใช่เราไม่ชินกับการตะคอกหรือพูดจาแบบขวานผ่าซาก พูดดีๆ พูดกันแบบนุ่มนวลดีกว่า คนไทยรับไม่ค่อยได้กับการพูดแรงๆแบบไม่ถนอมน้ำใจแต่ของเขาคือเรื่องปกติ หลังจากคุยกันเข้าใจแล้วก็ไม่เกิดเหตุการณ์แบบเดิมอีกเพราะเขารู้ว่าเรารับไม่ได้ นิสัยข้อนี้ถือเป็นความแตกต่างอย่างมากระหว่างคนไทยและคนอเมริกัน คนไทยเราค่อนข้างขี้เกรงใจ ไม่ค่อยพูดว่ากันตรงๆแรงๆ ออกแนวอ้อมๆกัดๆซะมาก ถ้าไม่หนักหนาจริงๆบางทีเราก็บอกเออช่างมันเหอะ ขี้เกียจทะเลาะ เดี๋ยวมองหน้ากันไม่ติด แต่คนที่นี่เขาตรง ไม่ชอบก็บอก ไม่พอใจโวย ไม่ค่อยมีมาเกรงใจกัน มีเหตุการณ์หนึ่งที่เจอกับตัวเองและมันตอกย้ำความรู้สึกที่มีต่อคนที่นี่ เรื่องมีอยู่ว่าเพื่อนบ้านที่อยู่ติดๆกันคนหนึ่งพาเพื่อนมาพักด้วยและเพื่อน เพื่อนเขาไม่ได้มาตัวเปล่ามีสุนัขมาด้วยหนึ่งตัว ปรากฏว่าตอนกลางคืนสุนัขก็ประมาณครางๆ เห่านิดๆ ไม่ได้เสียงดังอะไรมากมายเลย ก็เหมือนเสียงแมวเสียงหมาปกติทั่วไป ปรากฏว่ามันกลายเป็นเรื่องใหญ่เพราะเพื่อนบ้านอีกคนที่อยู่ติดกับหลังที่พาสุนัขมาค้าง โกรธเป็นฝืนเป็นไฟทุบประตูเรียกดังปึงปัง หลังจากนั้นก็เปิดฉาก “ด่า” อย่างหยาบๆเป็นภาษาอังกฤษนั่นแหละเป็นชุด ด่ากันไปด่ากันมาเกือบชั่วโมงได้ เพื่อนบ้านที่ไม่พอใจยืนคำขาดให้เอาสุนัขออกไป เพราะมันรบกวนเขามาก หลังจากนั้นเจ้าของสุนัขก็ปิดประตูไม่คุยด้วย รายที่ไม่พอใจไม่ยอมเลิก ทุบประตูเรียกไม่หยุด นึกออกไหมจริงๆ”เสียงหมา” มันไม่ได้ดังอะไรจนนอนไม่หลับหรอก แต่ไอ้คนนี่แหละรบกวนมากๆ คืนนั้นเลยไม่ต้องหลับนอน เพราะคนทะเลาะกันเรื่องหมาๆ พอรุ่งเช้าก็ยังไม่ยอมจบ เราเป็นงงอะไรกันนักหนากะแค่หมาเห่า หมามันก็ต้องเห่าเป็นธรรมดา ตัวเองพูดอย่างกลางๆสุนัขตัวนั้นไม่ได้ส่งเสียงดังมากมายเลย เหตุการณ์นี้ทำให้เรากลับมานั่งคิดถึงบ้านที่เมืองไทย เราเองมีสุนัขอยู่สองตัวเห่าดังกว่าเจ้าหมาฝรั่งตัวนั้นอีก ไม่เห็นมีเพื่อนบ้านมาด่าซักที ในขณะเดียวกันเพื่อนบ้านใกล้เคียงก็มีแมวมีหมาที่ส่งเสียงดังบ้างในบางครั้ง มันก็ไม่ได้ทำให้เราหรือคนละแวกนั้นมีปัญหาแต่อย่างใด จริงๆคงมีคนรำคาญบ้างแหละ แต่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ต้องมาเสียเวลาทะเลาะกันให้เหนื่อย หมาเห่าน่ารักกว่าคนเห่าเยอะเลย
ไอ้นิสัยแบบนี้แหละเราถึงได้ยินกันมานานแล้วว่าฝรั่งเขาชอบฟ้อง “ฟ้อง” ในที่นี้คือฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมาย เรื่องเล็กเรื่องน้อยฟ้องมันหมด อาหารสกปรกก็ฟ้อง เดินสะดุดหกล้มบนทางเท้าก็ฟ้อง เพื่อนบ้านทำน้ำหกเดินลื่นหกล้มก็ฟ้อง มีเพื่อนคนอเมริกันเชื้อสายจีนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เขาอยู่คอนโดเขาต้องทำประกันไว้หมด เช่นถ้าเขาเกิดทำน้ำนองออกไปนอกห้องแล้วมีคนเดินผ่านห้องเขาแล้วหกล้มขึ้นมา เขาอาจโดนฟ้องเอาง่ายๆ เพราะคนที่นี่ขี้ฟ้อง ถ้าไม่มีประกันแล้วต้องจ่ายขึ้นมามันเรื่องใหญ่อาจถูกเล่นจนหมดเนื้อหมดตัวเลยก็เป็นได้ อันนี้เรื่องจริงเขาบอกบางคนที่นี่ฟ้องเป็นอาชีพ ฟ้องมันทุกเรื่องฟ้องเพื่อหาเงินใช้ ตลกดี บ้านเรามันค่อยมีพฤติกรรมแบบนี้ถ้าไม่เรื่องใหญ่โตจริงๆส่วนใหญ่ก็คุยกันได้ประนีประนอมกันได้ แต่ที่นี่ขึ้นโรงขึ้นศาลมันธรรมดามากสำหรับเขา
อาจเป็นเพราะว่าการออกไปทานอาหารนอกบ้านสำหรับที่นี่มันค่อนข้างแพง ไม่เหมือนบ้านเราเรากินข้าวนอกบ้านทุกวนเป็นเรื่องปกติ เพราะของกินถูกๆบ้านเรามีให้เลือกมากมาย แต่ที่นี่ไปกินข้าวนอกบ้านทีถ้าไปสองคนอย่างน้อยก็ยี่สิบเหรียญ อันนี้ไม่นับรวมประเภทไปกินแม๊คโดนัลนะค่ะ ยี่สิบเหรียญนี่ถือว่าธรรมดามาก เพราะถ้าไปสองคนส่วนมากมันปาเข้าไปเกือบสี่สิบเหรียญ ขืนไปทานข้าวทาวนอกบ้านบ่อยๆจนตาย บอกได้เลยว่าคนที่มีรายได้น้อยๆ ประเภทพันห้า สองพัน สามพัน เหรียญต่อเดือนเนี่ยคงแทบไปจะทานอาหารในร้านระดับกลางขึ้นไป คือไม่ใช่ประเภทกินด่วน แทบไม่ได้ มันเลยทำให้คนที่นี่คนอเมริกันนิยมทำอาหารทานเองที่บ้านซะเป็นส่วนใหญ่ แขกมาทีบ้านส่วนใหญ่เขาก็ทำอาหารเลี้ยงไม่ค่อยมีซื้อมาจากข้างนอกแล้วมาอุ่นแบบบ้านเรา ทำให้ดูเหมือนว่าคนที่นี่ชอบทำอาหาร ทั้งคาวทั้งหวาน เขาสนใจพวกตำราอาหารมากกว่าคนไทยเรา ก็เพราะอย่างนี้แหละจะทำให้เขาปลื้มในตัวคุณได้ง่ายโดยทำอาหารอร่อยโชว์มันซะเลย คนที่นี่พอรู้ว่าเราเป็นคนไทยเกือบทุกคนจะถามเราเรื่องอาหารไทย โน่นนี่ทำไงสอนหน่อยได้ไม๊ เวลาไปเที่ยวไปพักผ่อนแปลกที่แปลกทางคนที่นี่ก็นิยมทำอาหารทานเองที่ที่พักเช่นกัน รีสอร์ทหลายแห่งจะไม่เหมือนบ้านเรา คือเขาจะมีอุปกรณ์ในการทำครัว จานชาม ทุกอย่างครบครันเหมือนอยู่บ้านเลยละ เขาจะโชว์ทำอาหารเลี้ยงกัน คนกินก็ต้องคอยชมว่าโครตอร่อยเลยทำได้ไงเนี่ย ทั้งทีจริงในใจบอกงั้นๆแหละวะ การทำอาหารอร่อยๆจึงถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของเขาละ ถ้าเป็นบ้านเราโอ้ยออกมาเที่ยวพักผ่อนทั้งทีเราก็อยากกินอาหารร้านแปลก อร่อยๆไม่ต้องมาทำมาล้างให้เหนื่อย
ว่ากันต่อเรื่องอาหาร อย่างที่บอกว่าทานอาหารนอกบ้านที่นี่มันแพง ดังนั้นคนที่นี่จึงมีพฤติกรรมหนึ่งที่ต่างจากคนบ้านเรา คือกินไม่หมดเก็บกลับบ้านมันทุกอย่าง บางคนอ่านตรงนี้อาจบอกว่าคนไทยกินไม่หมดก็ใส่ถุงกลับบ้านเหมือนกัน ใช่ค่ะคนไทยส่วนมากเลยต้องเหลือประมาณครึ่งหนึ่งขึ้นไปถึงจะใส่ถุงกลับบ้าน ถ้าเหลือประเภทสองคำคงไม่ละค่ะ คนไทยเราขี้อายจะตายไป เหลือแค่เนี่ยเอาบ้านอายเด็กเสริฟ น่าเกลียดตายเลย แต่คนที่นี่เขาไม่อายค่ะ บางคนเหลือข้าวกินได้สามคำมั้งยังเอากลับบ้านเลย คือคนที่นี่ถ้าของเหลือเขาจะขอใส่ถุงใส่กล่องกลับบ้านหมด ไม่ว่าข้าวสวย หรือกลับข้าว บางทีแค่น้ำแกงยังเอาเลย จริงๆคนที่ไม่เอาก็มี แต่ส่วนใหญ่จะเอา ตรงนี้รู้เพราะได้จากตอนทำงานร้านอาหารนี่แหละ เพราะฉะนั้น ทำงานร้านอาหารที่นี่ ลูกค้าทานเสร็จ มีของเหลือในจานจะมากจะน้อยเราต้องถามว่าจะเอากลับบ้านไหม บางรายไม่ต้องถามเขาบอกเอง แต่จะว่าเขางกมันก็ไม่ได้ก็อาหารที่นี่มันแพงนี่หว่า ก็ต้องกินให้มันคุ้มค่าที่สุด
จากเรื่องอาหารการกินมาเรื่องขยะกันบ้างดีกว่า มันต่อเนื่องกันยังไง ก็กินเสร็จแล้วมันก็ต้องมีเศษอาหารเหลือเป็นธรรมดา สำหรับอเมริกาโดยเฉพาะแคลิฟอเนียเข้มงวดมากๆในเรื่องการทิ้งขยะ การกำจัดขยะ การแยกขยะเป็นเรื่องต้องทำ เป็นกฎหมาย ไม่ทำทิ้งมั่วโดนปรับเอาได้ง่ายๆ ขยะเศษอาหาร ของเน่าของเสียทิ้งในถังสีหนึ่ง ขยะที่รีไซเคิลได้อีกใบหนึ่ง บางเมืองขยะรีไซเคิลยังมีการแยกสีอีกว่าพลาสติกทิ้งในถังขยะสีหนึ่ง ถ้าเป็นกระดาษก็ทิ้งในอีกใบหนึ่ง มั่งไม่ได้เด็ดขาด อย่างที่บอกโดนปรับเอาได้ง่ายๆ เครื่องใช้อีเล็กทรอนิกส์ที่เก่าเสียอยากทิ้งไม่ใช่ทิ้งกันง่ายๆแบบบ้านเรา บ้านเรามีคนมารับซื้อถึงหน้าบ้านได้เงินกินน้ำกินท่าอีกนิดหน่อย แต่ที่นี่ของประเภทนี้ เช่นคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ จะทิ้งทีต้องนัดบริษัทที่กำจัดขยะพวกนี้ แถมต้องเสียเงินในการให้เขากำจัดขยะให้อีกด้วย จะทิ้งอะไรทีแสนจะยุ่งยากต้องรอ ต้องนัด ต้องขับรถเพื่อไปทิ้งและสุดท้ายต้องเสียเงิน บอกตรงๆว่างง เพราะบ้านเราแค่วางโทรทัศน์เก่าๆไว้หน้าบ้านแป๊ปเดียวเดียวก็มีคนมายกไปแล้ว กระดาษเก่าๆ ขวดน้ำ ขวดพลาสติกเราก็ขายได้ บางครั้งในบ้านเต็มไปด้วยขยะรีไซเคิล เพราะบางชิ้นมันใหญ่เกินกว่าจะทิ้งในถัง ก็สะสมไว้ในบ้านเพราะขี้เกียจต้องขับรถไปที่กำจัดขยะ นี่แหละความลำบากของการอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว สู้เมืองไทยเราก็ไม่ได้รีไซเคิลด้วยแถมได้ตังค์จากขยะมากินขนมด้วย สุดยอด
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
วัฒนธรรมอเมริกันภาคหนึ่ง
I think that to truly understand American culture and the United States one must first realize that there really is no “traditional” American culture. American culture is merely a mixture of many other cultures, values, beliefs, and ideas. However, I do believe that in the last hundred years or so America has established it’s own unique culture that still retains many of its original “borrowed” ideas. For example, American culture is very diverse, because of the many different kinds of people that it represents. Nevertheless, there still are several key concepts that are unique to this culture and this culture alone. I believe that these major elements include: the ideas of democracy, capitalism, and the motivation to attain the American Dream, as well as a strong sense of individualism and nationalism, and the idea of “Americanization” or the manufacturing and dispensing of contemporary pop culture.
Democracy and individualism are very important in American culture because American culture is based around the importance of the individual. In fact, the very concept of Democracy is all about giving a voice to the average person and our individualistic nature tells us that it is our duty to make our voice heard. Likewise, Americans are not shy about going out and getting what they want, in fact we are encouraged to do so by our parents, teachers, and friends. This is a direct result of living in a capitalistic society that encourages its citizens to work their way up the social ladder and promises that any young boy or girl can one day grow up to be President, thus achieving the elusive American Dream. Finally, American culture incorporates the ideas of nationalism and Americanization because Americans are often adamant about their culture and way of life and eager to “share” it with the rest of the world