Archive for the 'เกี่ยวกับการเรียน' Category

เรียนต่อในอเมริกา Study in America

plew April 18th, 2009


เรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกา..หลังจากได้กรีนการ์ดและเรียนภาษาอังกฤษมาระยะหนึ่งและภาษาก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ รวมทั้งได้กรีนการ์ดเกือบครบหนึ่งปี (ถ้าถือกรีนการ์ดมาเกินหนึ่งปีหนึ่งวันจะทำให้เสียค่าเรียนในอัตราของ Resident ซึ่งถูกกว่ามาก) เราก็ตั้งใจว่าจะสมัครเรียนต่อปริญญาโทที่นี่คือที่อเมริกาอีกสักใบ เดิมทีตอนอยู่เมืองไทยอยากเรียนต่อปริญญาเอก ซึ่งจริงๆก็เกือบจะเรียนแล้วเพราะสอบผ่านเรียบร้อยกับมหาวิทยาลัยที่เราจบตรีและโทมาแต่ติดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายเลยต้องสละสิทธิไปพอมาที่นี่อายุอานามก็มากขึ้นแถมมีครอบครัวแล้ว รวมทั้งสถานการณ์อะไรต่างๆก็เปลี่ยนแปลงไปจากตอนที่ยังทำงานในเมืองไทย

ปกติการเรียนต่อปริญญาเอกใช้เวลาประมาณสามถึงห้าปี ส่วนมากจะประมาณห้าปี เราเลยคิดว่าไม่ดีกว่า รวมทั้งบอกตรงๆพอมาที่นี่จริงๆเริ่มรู้สึกว่าภาษาเรายังไม่ดีพอหรอกที่จะเรียนปริญญาเอกและค่าใช้จ่ายมันก็ค่อนข้างแพงด้วย เกรงใจแฟนเพราะเขาเป็นคนจ่าย อยากเลือกอะไรที่มันไม่แพงจนเกินไป ถูกๆยิ่งดี เริ่มแรกก็ลังเลว่าจะเรียนอะไรแบบไหน แค่ประกาศนียบัตรแล้วหางานทำดีไหม หรืออนุปริญญาดี หรือโทอีกสักใบดี หรือเรียนทำอาหารดี คือมันมีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจและมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ถ้าเรียนประกาศนียบัตรอะไรสักปีมันก็ค่าใช่จ่ายถูกกว่า จบเร็ว เรียนง่ายกว่า เพราะCollege ของรัฐก็มีหลักสูตรให้เลือกมากมายที่จบแล้วมีวิชาชีพติดตัวหางานทำได้ แต่งานก็ค่อนข้างระดับล่างค่าแรงต่ำ จะเอาไม๊จริงๆมันดีเพราะจบเร็วและออกมาหางานได้เลยคือเรียนอะไรที่เป็นวิชาชีพ ตอนแรกก็สนใจอะไรที่มันเกี่ยวกับด้านการแพทย์หรือพวกผู้พยาบาล
เพราะมีคนบอกว่าหางานง่ายแต่ก็มานั่งคิดว่าแล้วจริงๆชอบไม๊คำตอบก็ไม่แน่ใจ อีกทีถ้าเรียนอนุปริญญาพวก AA,AS degree ก็เรียนสองปี บวกกับต้องผ่านภาษาอังกฤษในระดับที่กำหนดซึ่งอาจใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปีถ้าภาษาแย่กว่านั้นก็นานกว่าหนึ่งปี ซึ่งจริงๆเราก้ไปสอบวัดระดับมาแล้วของเราต้องเรียนเพิ่มหนึ่งระดับซึ่งก็ใช้เวลาประมาณหนึ่งปี รวมๆแล้วก็ประมาณสามมปีจะได้ AAหรืออนุปริญญา พอจบมารายได้ก็อยู่ระดับล่างๆกลาง ทั้งนี้ก็ขึ้นกับสาขาที่เราเรียนเช่นถ้าเรียนพยาบาลระดับอนุก็จะมีรายได้ในระดับหนึ่งความรับผิดชอบก็ไปได้แค่ระดับหนึ่งเทียบกับระดับปริญญาเขาไม่ได้ แต่ข้อดีของการเรียน AA ใน collegeของรัฐคือค่าเรียนถูก ถ้าได้กรีนการ์ดมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งปีคือเป็น California Resident อย่างน้อยหนึ่งปีกับหนึ่งวันจะได้สิทธิในการจ่ายค่าเรียนในอัตราของ Resident หน่วยกิตจะอยู่แค่หน่วยละ 20 เหรียญ บวกค่าธรรมเนียมนิดหน่อยเทอมหนึ่งก็ไม่เกินสามร้อย ซึ่งมันถูกมากๆ

อีกทางเลือกหนึ่งที่ตอนนั้นเราสนใจคือเรียน AA Degree แต่เป็นด้านการทำอาหาร มีสถาบันหนึ่งที่ดังและเป็นที่ยอมรับคือในวงการคือ CIA or Culinary Institute of America ซึ่งเป็นสถาบันของเอกชน ตอนนั้นสนใจเพราะเริ่มชอบและสนุกกับการทำอาหารและถ้าจบจากสถาบันนี้โอกาศที่จะได้เป็น Chef ในโรงแรมหรือร้านอาหารดีๆสูงมาก แต่ว่าค่าเรียนก็แพงมากเช่นกัน คือเทอมละประมาณ 20000 เหรียญ แพงมากๆไหวจริงๆ แล้วก็แค่อนุปริญญา แต่แคมปัสในแคลิฟอเนียนั้นสวยและน่าเรียนเอามาก อยู่ในแหล่งไวน์ที่ใหญ่ที่สุดของแคลิฟอเนียคือ Napa แคมปัสหลักอยู่ที่นิวยอร์ก

เมื่อเปรียบเทียบตัวเลือกแล้วเราก็คิดว่าเรียนโทที่นี่อีกใบจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเพราะเรียนสองปี จบแล้วศักดิ์ศรี โอกาศในการที่จะได้งานดีมีมากกว่าเรียนอนุปริญญา ซึ่งใช้เวลาเท่ากัน อันนี้มันแน่นอนทุกที่วุฒิสูงกว่าเงินก็มากกว่า ตำแหน่งหน้าที่การงานก็ดีกว่า แต่มันก็ขึ้นกับความสามารถด้วย อีกอย่างถ้ากลับเมืองไทยก็เมีภาษีดี หางานดีๆได้ง่ายขึ้นในบ้านเรา เรียนประกาศหรืออนุมันก็ไม่ได้อัพเกรดอะไรมากมาย แล้วโทกับอนุมันก็เรียนใช้เวลาเท่ากัน แต่ยากกว่าและแพงกว่า แต่ในฐานะที่เราเป็น California Resident ค่าเรียนโทก็ตกเทอมละ 2200 เหรียญ อันนี้ถือเฉพาะ California State University ไม่ใช่ UC หรือ University of California ซึ่งค่าเทอมจะแพงกว่า State U ถึงแม้ UC จะเป็นของรัฐก็ตามแต่แพงกว่า แต่ UC ก็ถูกกว่าเอกชน ถ้าเป็น Resident เรียน UC ก็จะตกเทอมละประมาณหนึ่งหมื่นเหรียญ เอกชนก็สองหมื่น สามหมื่นขึ้นไป

ดังนั้นเราเลือกสมัครเรียนที่ CSU หรือ California State University เพราะถูกสุดแล้ว และเลือก San Francisco State University เพราะเราอยู่ซานฟราน ขี้เกียจไปเรียนไกลหรือไปเมืองประเภทบ้านนอกเงียบเหงา อีกอย่างมหาวิทลัยนี้เดินทางไปเรียนสะดวกมีรถเมล์ รถไฟถึงหน้ามหาวิทยาลัยเลย ข้อดีอีกอย่างของ CSU คือเข้าง่ายกว่า UC แต่ UC ศักดิ์ศรีดีกว่า แต่ก็ยากคู่แข่งมาก คนเก่งๆอยากเรียนกันเยอะ แถมแพง เราก็ยอมรับว่าขี้เกียจแล้วเลือกยูธรรมดาๆนี่ละ แก่แล้วแล้วก็ไม่ได้เก่งอะไรมากมาย ถ้าอย่ากสมัคร UC TOEFL ก็ต้องได้สูงกว่า คือยูทั่วไปคือผ่าเกณฑ์ขั้นต่ำคือ 550ในระบบเดิมหรือ 79 สำหรับ IBT ก็พอแต่ถ้า UC ประมาณ 90 ขึ้น คะแนน GRE อะไรก็ต้องสูงกว่า State U

สรุปแล้ว San Francisco State ก็เป็นตัวเลือกที่ลงตัวที่สุดคือ ไม่ยากเกินไป แต่เป็นที่ยอมรับได้มาตรฐาน ค่าเทอมถูก เดินทางสะดวก คนเอเชียเยอะหน่อย แฟนเราก็เห็นดีด้วย เขาบอกถ้าเรียนก็เรียนมหาวิทลัยที่สอนจริงๆของจริง ไม่ใช่พวกเอกชนบางประเภทที่โฆษณาทางทีวีทุกวัน มีเงินก็เข้าเรียนได้ ไม่ค่อยมีมาตรฐาน จบง่ายๆหรือเรียนอนุปริญญาเขาก็ไม่ชอบไม่สนับสนุน เขาบอกเรียนทั้งทีก็เรียนดีๆ จะไปลดเกรดตัวเองทำไม ว่าแล้วเราก็เริ่มต้นเดินทางเข้าสู่ขั้นตอนของการที่ได้กลับมาเป็นนักศึกษากลับเขาอีกครั้ง มาเล่าให้ฟังตอนต่อไปว่าการสมัครเข้าเรียนต้องทำอะไรบ้าง

เตรียมตัวสอบ TOEFL IBT

plew December 8th, 2008


โทเฟิล TOEFL IBT เราสอบผ่านแล้ว ที่ว่าผ่านก็คือได้คะแนนในระดับที่เราจะสมัครมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้ จริงๆมหาวิทยาลัยที่เราจะสมัครก็เป็นมหาวิทยาลัยธรรมดาๆที่ไม่ได้เป็นประมาณยูดังๆอะไรกับเขา อย่างเรามันแก่ขนาดนี้ไม่มีปัญญาที่จะสอบโทเฟลได้หลักร้อยแน่ๆ ดังนั้นก็เลือกยูที่เอาแค่ขั้นต่ำคือ 80 จริงๆแค่ 80 ตอนแรกก็ไม่ได้มั่นใจเลยว่าจะได้ แต่พอผลออกมาได้ 90 โล่งเลย ก็ดีเกินคาด แต่จริงๆก็ไม่ได้สูงอะไรแต่มันถือว่าโอเคมากๆสำหรับป้าๆแก่ๆอย่างเรา ที่ดีใจที่สุดคือเป็นการสอบครั้งแรกและครั้งเดียว ไม่เอาแล้วละโล่งมากเพราะไม่อยากสอบใหม่ ดีใจเหมือนได้คะแนนเกินร้อยเลย
มาโม้ให้ฟังเรื่องการเตรียมตัวสอบของเราดีกว่า เอาจริงๆเลยเตรียมตัวอ่านหนังสืออย่างจริงจังประมาณ 4 เดือนก่อนสอบ คือตอนนั้นอยู่อเมริกา เราอเงไม่ได้ลงคอร์สโทเฟิลอะไรที่นั่น คิดจะลงแต่มันแพง TOEFL Class ตกเดือนละตั้ง 1000 เหรียญ จริงๆอยาก เพราะมีเพื่อนที่เป็นคนโคลัมเบียเขาสอบก่อน เขาบอกควรจะเรียนเพื่อสอบจะได้คุ้นกับข้อสอบ แต่เราก็เสียดายเงิน เลยซื้อหนังสือมาอ่านเองรวมทั้งยืมจากห้องสมุดมาอ่าน หนังสือที่เราอ่านเพื่อเตรียมตัวมีสามเล่มหลักๆคือ

1.Cracking the TOEFL IBT 2009 edition by Princeton Review ราคาก็อยู่ประมาณ 33 เหรียญ ซึ่งจะมากลับ CD สำหรับฝึกฟังและพูดอีกหนึ่งแผ่น เล่มนี้ขอบอกว่าเป็นเล่มที่ชอบมากที่สุดและคิดว่าช่วยได้มากๆ เพราะเทคนิคที่เข้าให้มันเอาไปประยุกต์ใช้กับการทำข้อสอบได้ดี จะเน้นเทคนิคในการทำข้อสอบจริงๆ ไม่ได้เน้นเรื่องการปูพื้นฐานอะไร คือตรงเข้าเรื่องการทำข้อสอบกันตรงๆ โดยเฉพาะ reading เทคนิคจากเล่มนี้ช่วยได้มาก Templates สำหรับ Speaking และ writing ก็ช่วยได้มากเช่นกัน ตรงเฉลยก็ชัดเจนทำความเข้าใจง่ายดี แนะนำอย่างแรง

2. Barron’s TOEFL iBT Internet-Based Test, 12th Edition ราคาประมาณ 35 เหรียญ มาพร้อมกับ CD เสียง 10 แผ่น สำหรับ parts listening, speaking และ writing เล่มนี้หนามาก ข้อดีของเล่มนี้คือมีข้อสอบให้ทำเยอะมากๆ เหมาะใช้ในการฝึกเพื่อทำความคุ้นเคย เฉลยก็ละเอีอดดี แต่เราไม่ชอบเท่าไร เพราะเทคนิคมันไม่ตรงๆแบบเล่มแรง จะเยิ่นเย้อกว่า แต่ก็ควรมีเพื่อจะได้ฝึกทำข้อสอบเยอะ ข้อดีอีกอย่างคือมีตัวอย่างเสียงการตอบ part speaking ให้ด้วยใน CD

3. The Official Guide to the New TOEFL iBT with CD-ROM by ETS
ราคาก็ประมาณ 35 เหรียญ เป็นเล่มที่บางที่สุด แต่ก็ต้องอ่านเพราะมันทำจากคนที่ออกข้อสอบก็ต้องอ่านเพราะจะได้ข้อมูลตรงๆว่าหลักเกณฑ์การตอบแบบไหนถึงจะได้คะแนนดี แต่เราว่าเล่มนี้เนื่องจากเป็นของคนทำข้อสอบมันเลยไม่ค่อยมีเทคนิคอะไรที่เป็นเทคนิคจริงๆ คือเขาจะให้เทคนิคที่กว้างๆมากกว่า แต่คิดว่าดีเพราะเขามีตัวอย่างคำตอบที่ได้คะแนนในระดับต่างๆทั้ง พูดและเขียน เราจะได้รู้ชัดๆว่าต้องเขียนต้องพูดประมาณไหนเขาถึงจะชอบ ในส่วนของ speaking มีตัวอย่างคำตอบของคนที่เข้าสอบจริงๆ ซึ่งจะทำให้เรามีกำลังใจขึ้นเพราะบางคนที่เขาบอกว่าได้คะแนนสูงก็ไม่ได้พูดดีอะไรมากมาย แต่ถ้าฟังคำตอบของ Barron จะทำให้เราตกใจเล็กน้อยเพราะตัวอย่างการพูดของเขาจะใช้คนที่เป็นnative speaker ซึ่งตอบได้สมบูรณืแบบจนเกินไป ในความเป็นจริง คนที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรกอย่างเราตอบอย่างนั้นไม่ได้หรอก ก็ควรอ่านเล่มนี้เช่นกัน

หลังที่อ่านจบสามเล่มบอกได้เลยว่าข้อแนะนำและเทคนิคของทั้งสามเล่มบางส่วนคล้าย บางส่วนต่าง ยิ่งตรง writing ทั้งสามเล่มให้แนวที่ไม่ค่อยเหมือนกันเอาเลย ตอนแรกเราก็ลังเลว่าจะใช้ของเล่มไหนดี สุดท้ายก็เลือกของ Princeton เพราะ มันช่วยให้เราเขียนได้เร็วขึ้น แต่จริงๆแล้วการเขียนขอให้เขียนให้แคบเข้าไว้คือมีตัวอย่างที่ชัดเจนจะได้คะแนนดีกว่าเขียนกว้าง ยิ่งยกตัวอย่างได้ชัดเท่าไรยิ่งดี แต่ถ้าอ่านได้ทั้งสามเล่ม และทำแบบฝึกหัดและข้อสอบทั้งสามเล่มจะช่วยได้มากทำให้เราคุ้นเคยกับข้อสอบ

อีกส่วนที่คิดว่าช่วยได้มากคือการฝึกเขียนทุกวัน ถึงแม้ IBT จะไม่สามารถรู้หัวข้อที่จะต้องเขียนได้เหมือนแบบ CBT แต่จริงๆหัวข้อที่ต้องเขียนใน IBT ในส่วนของ independent นั้นใกล้เคียงกับ CBT มาก เอาหัวข้อของ CBT เดิมที่มีประมาณสามร้อยหัวข้อนั่นแหละมาลองเขียนทุกวัน วันละกี่หัวข้อก็แล้วแต่เวลาของแต่ละคน เราเองบางวันก็สอง บางวันก็สาม บางวันแค่เรื่องเดียวแต่พยายามเขียนทุกวัน แล้วก็หาตัวอย่างคนที่เขียนดีๆมาเทียบ ในหลายๆหัวข้อหาได้ง่ายๆทางเนตแล้วก็ลองมาเทียบกับของเรา แต่ถ้าใครมีคนที่อ่านและแก้ให้ก็จะดีมากๆ

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

สอบโทเฟิล TOEFL IBT Test

plew October 18th, 2008


วันนี้ถือเป็นวันที่เหนื่อยมากวันหนึ่งก็เพราะไปสอบ TOEFL มานะสิ จริงๆเดิมทีตั้งใจจะสอบที่อเมริกา แต่ต้องกลับเมืองไทยเลยมาสอบที่บ้านเราแทน วันนี้ก็คือ 18 ตุลาคม 2008 เราสอบโทเฟิลครั้งแรกในชีวิต หลังจากทั้งจบตรีและโทมาแล้วสิบปี เคยก็แค่ TU-Get ไม่เคยคิดจะสอบโทเฟิลเพราะกลัวภาษาอังกฤษ แถมโง่และจน แต่สุดท้ายนีไม่พ้นต้องสอบจนได้ ก่อนตัดสินใจสอบก็ได้ลองหาข้อมูลทางเนตนี่แหละ และพบว่ามันมีประโยชน์ในการเตรียมตัวมากทีเดียว ดังนั้นไหนๆก็ไปสอบมาสดๆร้อนๆก็อยากแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆคนที่กำลังเตรียมตัวอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
อย่างที่รู้ว่าปัจจุบัน TOEFL เป็นแบบ internet base ที่เรียกกันว่า TOEFL IBT นั่นเอง เราไปสอบที่ศูนย์สอบ ESI Language Center ที่อยู่ตรงข้ามม.เกษตร ประตูหนึ่ง ถนนงามวงศ์วาน จริงๆที่เลือกที่นี่ก็เลือกไปทั้งที่ไม่มีข้อมูลว่าสถานที่น่าสอบหรือไม่ แต่เลือกเพราะเวลาสอบเริ่ม 10 โมงเช้า ในขณะที่ศูนย์อื่นเริ่ม 9 โมง เลยเลือกเพราะกลัวตื่นไม่ทัน แต่พอมาสอบก็ต้องขอบอกว่าสถานที่ดีเลยทีเดียว ไม่ได้ดูใหม่อะไร แต่มันแบบเหมือนบ้านมีที่จอดรถสะดวก และมีที่นั่งพักนั่งรอ ดูสบายๆดี โล่งๆ เพราะไม่ใช่ตึกแถว หรืออยู่ในตึกสำนักงาน พนักงานก็ให้บริการดีมาก ช่วยเหลือดี คอยเติมกระดาษ เพิ่มดินสอเวลาที่เขาเห็นว่ามันทู่แล้ว แถมไม่ห้ามที่กินลูกอม กินน้ำในห้องสอบ สบายๆดี ห้องสอบก็มีคอกกั้นโอเค แอร์ไม่หนาวไม่ร้อน สบายๆ ไม่ต้องใส่เสื้อกันหนาว แต่เราก็เตรียมไป ปรากฎว่าไม่ได้ใช้ คอมพิวเตอร์ก็โอเค สรุปคือโอเค ห้องน้ำอะไรก็สะดวกดี แต่เราดันมาเจอแจ๊คพอต คือคนอื่นเขาไม่มีใครมีปัญหา เราทำไปสี่ข้อ เครื่องค้าง แล้วต้องบูทใหม่ แต่ไม่เลวร้ายเพราะไม่ต้องเริ่มทำใหม่ ก็ต่อจากข้อที่ทำค้างไว้ ภาพรวมก็ถือว่าราบรื่นดี
หลังจากกรอกเอกสารแล้วนั่งรอเรียก เจ้าหน้าที่เรียกไปทีละคน คือเข้าไปก็ถ่ายรูป แล้วเซทเครื่อง เซท password ตรวจสอบความถูกต้องข้อมูล ใครเข้าห้องก่อนก็สอบก่อน ดังนั้น แต่ละคนจะเริ่มไม่พร้อมกัน มันจะเหลื่อมกันออกไปตามลำดับการเข้าห้อง ซึ่งก็เป็นข้อดีเพราะทำให้ตอนพูดและพิมพ์มันไม่เซ็งแซ่ เพราะมันทำไม่พร้อมกัน เช่นพอเราเริ่มพูด คนนั่งข้างๆก้ได้เวลาพัก พอเราเริ่มพิมพ์ เขาเริ่มพูดประมาณนั้น แนะนำว่าถ้ากลัวจะเสียสมาธิก็ใส่หูฟังไว้ตลอด มันช่วยกรองเสียงข้างนอกได้เยอะทีเดียว เราเริ่มสอบสิบโมงเช้า เสร็จบ่ายสอง พักสิบทีหลังจากจบ part listening เข้ามาต่อ speaking และ writing ถ้าถามว่าข้อสอบยากไม๊ จริงๆไม่ได้ยากมาก เพียงแต่ต้องทำให้เร็ว แข่งกับเวลา

TOEFL Reading ตัวเองไม่อ่านเลยไปทำข้อสอบเลย ชุดแรกทำเสร็จก่อนเวลาหมด ทำให้มีเวลากลับมาทวนอีกรอบ แต่สอง passages หลังเกือบทำไม่ทัน เพราะยากขึ้น แทบไม่มีเวลาที่จะมานั่งตัด choices เพราะถ้าคิดช้าทำไม่ทันแน่ๆ แต่ก็เสร็จแบบหวุดหวิดเอามาก คือคิดแบบไม่ได้ไตร่ตรองเลยเพราะกระชั้นมาก ต้องบอกว่ากับ reading ตัวเองผิดหวังนิดหน่อยเพราะตอนทำแบบฝึกหัด ทำเยอะมาก รู้สึกว่าทำได้ดี แต่วันสอบจริงๆ ไม่แน่ใจเยอะทีเดียว อาจเพราะตื่นเต้นและเครียดด้วย ทำให้ทำได้ไม่ดีเหมือนตอนอยู่บ้าน

TOEFL Listening บอกตรงๆว่าก่อนสอบก็ฝึกมาพอควรและทำได้ดีเลย แต่วันนี้สอบจริง สมาธิหลุดบ่อยมาก ทำได้ไม่ดีอย่างทีหวัง คือไม่แน่ใจหลายข้อ และเวลามันเร็วมาก ถึงแม้จะ note ก็แถบไม่มีเวลามานั่งเช็คเพราะถ้านั่งไตร่ตรองนานก็ไม่ทันอีก เพราะมันเร็วจริงๆ สรุปคือใช้ความจำและความเข้าใจ ในการตอบให้เร็วที่สุด ไม่มีเวลามานั่งตัด choice อีกเหมือนเคย

TOEFL Speaking บอกตรงๆว่าก่อนสอบกลัวมาก กลัวจะพูดไม่ออก แต่ปรากฎว่าทำได้ดีกว่าที่คิด คือพูดได้ ไม่อึกอักมาก และไม่ได้ยากอย่างที่คิด คะแนนจะดีไม๊ไม่รู้แต่ จะบอกว่าเป็น part ที่เครียดน้อยที่สุดเพราะมันสั้นและเร็ว ไม่ต้องมานั่งจมนานๆเหมือน parts อื่นๆ อย่าเงียบพูดๆออกมาเหอะ ยังไงก็ได้สักคะแนนอยู่แล้ว พยายามควบคุมอารมร์อย่ากลัวเป็นใช้ได้ ผิดถูกพูดไปก่อน

สุดท้าย TOEFL writing ก็ผ่านไปได้อย่างไม่ลำบากนัก ทำเสร็จทั้งสองส่วน แต่ไม่มีเวลาพอจะมา edit เสร็จแต่คงมี error พอควร part นี้ไม่ยาก แต่คิดให้เร็ว ตัวเองปัญหาคือพิมพ์สัมผัสไม่เป็น เลยเสียเวลาไปพอควรเพราะพิมพ์ช้า แต่รวม ๆ คิดว่า ไม่เครียดเท่า reading กับ listening ก็สองส่วนแรกมันเยอะข้อ เล่นเอาคอ หลังปวดไปหมด
แนะนำว่าให้เตรียมน้ำ อาหารเล็กๆติดไปด้วย และก่อนสอบทานให้อิ่ม เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย เราเตรียมยาดมไปด้วย และหลายๆคนก็มียาดมเหมือนกัน ช่วยได้เยอะ เพราะถึงจะไม่ได้ยากหรือหินสุดๆ มันก็เครียด นั่งนาน คิดเยอะ ยาดมช่วยได้จริงๆ ตอนพักก็กินน้ำกินอะไรนิดหน่อยจะได้สดชื่น น้ำสำคัญ ตัวเองขนาดตอนพักก็ดื่มน้ำ แต่พอสอบเสร็จคอยังแห้งมาก และหิวมากด้วย คือล้าและเหนื่อยมาก คนเราพอเครียดมันคงทำให้หิวและกระหายน้ำมากกว่าปกติ เอ้าละสุดท้ายก็ผ่านไปได้ ดีใจสุดๆที่จบซะทีเพราะนั่งเครียด นั่งอ่านมากว่าสามเดือน ตอนนี้รออีกสามอาทิตย์จะรู้คะแนน ถ้าได้คะแนนอย่างหวังก็ถือว่าการเตรียมตัวที่ทำมาได้ผล จะได้มาเล่าการเตรียมตัวให้ฟังกันอีก แต่ถ้าไม่ผ่าน เฮ้อก็คง… ไม่รู้สิว่าจะสอบอีกไม๊ แก่แล้วอะ..เหนื่อย


ESL Classes in San Francisco

plew June 29th, 2008


มาเล่าถึงบรรยากาศในการเรียนภาษาอังกฤษที่ City College of San Francisco กันดีกว่า ในความคิดตัวเองมองว่าเป็นหลักสูตรที่เรียนฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท แถมแจกเอกสารประกอบฟรีอีก ยืมหนังสือที่ห้องสมุดก็ได้ มีคอมพิวเตอร์มีอินเตอร์เนตให้ใช้ มีห้องซาวแลปให้ฝึกการฟัง การพูด ทุกอย่างฟรี ต้องบอกว่าคุณภาพดีมากทีเดียว อาจารย์ที่สอนก็เป็นคนอเมริกันที่จบด้านการ
สอน ESL โดยตรง ถ้าเรียนภาษาอังกฤษกับฝรั่งในเมืองไทยที่เราไม่รู้ว่าจบด้านการสอนมาจริงไม๊ขอแค่เป็นฝรั่ง เราจ่ายชั่วโมงละเท่าไร
คนที่ลงเรียนหลักสูตรแบบเรียนฟรีส่วนใหญ่เป็นคนที่มีกรีนการ์ด แต่อยู่ที่นี่ไม่ถึงหนึ่งปี ทำไมนะเหรอเพราะเรารอให้อยู่ที่นี่เกินหนึ่งปี จะลงเรียนแบบcredit ได้ถูกคือหน่วยละ 20 เหรียญ ก็เรียนแบบฟรีเพื่อพัฒนาและเตรียมความพร้อมไปก่อน นอกจากคนที่มีกรีนการ์ดก็มีกลุ่มที่ถือวีซ่าท่องเที่ยวเข้ามาเรียนเพราะรู้ว่าฟรีและไม่ตรวจเรื่องวีซ่า เพื่อนบางคนที่รู้จักเป็นคนฮ่องกงบินไปบินมาฮ่องกงเอมริกาหลายรอบเพื่อมานั่งเรียนฟรี ไม่ใช่แต่คนเอเชียเพื่อนร่วมชั้นหลายคนมาจากอิตารีหรือฝรั่งเศสก็ถือวีซ่าท่องเที่ยวมานั่งเรียนเช่นกัน อาจารย์ที่สอนก็รู้ไม่ว่าอะไรแถมยังชมว่าขยันมาเที่ยวยังอุตสาห์เจียดเวลามาเรียน…
ข้อเสียของการเรียนฟรีคือมันไม่มีการสอบ เมื่อไม่มีการสอบทำให้หลายคนไม่สนใจที่จะทบทวนหรือทำแบบฝึกหัด ก็ไม่มีเกรดไม่มีตกนี่นา แต่ฟรีหรือไม่มีฟรีถ้าจะเรียนภาษาให้ได้ดี ต้องทำแบบฝึกหัด ต้องใช้ ต้องทบทวน ตัวเองลงเรียนหลายวิชา ทั้งการออกเสียง การพูด แกรมม่า วิชาที่ทำให้ภาษาอังกฤษพัฒนาขึ้นมาก คือช่วยได้มากคือ Writting อาจารย์ที่สอนเก่งและตั้งใจสอน เรากลับไปฝึกเขียน การเขียนทำให้เราต้องทั้งอ่านเพื่อหาข้อมูลที่จะเขียน ทั้งทบทวนเรื่องแกรมม่า ทบทวนเรื่องคำศัพท์ และพัฒนาทักษะการสื่อสารแสดงความคิดเห็นออกมาเป็นภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ บางคนหรือหลายคนลงเรียน writting แต่ไม่เคยส่งการบ้านคือไม่กลับไปเขียนได้แต่นั่งฟัง นั่นไม่ช่วยอะไรเลย แกรมม่ามันเยอะเราจะจำได้ก็ต่อเมื่อเราได้ฝึกใช้มันกับประโยคจริงๆ จาก Eassy แรกๆที่ผิดเพียบและใช้เวลาเป็นวันกว่าจะเขียนสามหน้ากระดาษเสร็จ มาวันนี้ผิดน้อยลงมาก เขียนเร็วขึ้นมาก แม่นแกรมม่ามากขึ้นเยอะ
เวลาเรียนสักพักเราจะเห็นความแตกต่างระหว่างคนที่เรียนด้วยความตั้งใจถึงไม่มีสอบก็ตั้งใจ พวกนี้ภาษาจะพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในขณะหลายคนยัง..เหมือนเดิม
อีกวิชาที่ช่วยด้านภาษาได้มากคือ Pronunciation เรามันคุ้นเคยกับการออกเสียงภาษาอังกฤษแบบผิดหลายๆคำมานาน เวลาพูดภาษาอังกฤษหลายๆคำ เราก็ว่าเราพูดถูก ทำไมเขาไม่เข้าใจละ
ก็จริงๆมันผิดนะสิ บางคำที่เราคิดว่ามันออกเสียคล้ายกันหรือเหมือนกัน ฝรั่งฟังเราอาจเข้าใจไปคนละเรื่อง เพราะสำหรับเขามันต่างกันคนละเรื่อง Sh & Ch การเรียนออกเสียงจึงมีความสำคัญมาก
นอกจากช่วยให้พูดได้ถูกต้องแล้ว ยังช่วยการฟังอีกด้วย ยอมรับว่าครูที่สอนสอนเก่งจริงๆ
สำหรับตัวเองบอกได้เลยว่าการเรียนภาษาที่นี่ช่วยให้ภาษาอังกฤษดีขึ้นมาก จากคนไทยที่ไม่ได้จบโรงเรียนหรือมหาลัยอินเตอร์ ไม่ค่อยหรือแทบไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน ไม่สนใจภาษาอังกฤษหรืออาจพูดได้ว่าไม่ชอบ ไม่ชอบฟังเพลงฝรั่ง ไม่เคยมาเมืองฝรั่ง ไม่มีเพื่อนฝรั่ง คือภาษาอังกฤษอยู่ในระดับธรรมดามาก ไม่ถึงกับแย่หลังจากเรียนภาษาประมาณสี่เดือน บวกกับกลับมาอ่านทบทวนทุกวัน ทำแบบฝึกหัด อ่านข่าวภาษาอังกฤษ ฝึกเขียนอย่างน้อยวันละสองหัวข้อ ภาษาอังกฤษดีขึ้นมากจริง แต่ต้องพยายามมากพอควรต้องบังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่ไม่ชอบ ก็ภาษาอังกฤษนี่แหละ จริงๆแล้วเกลียด..แต่วันนี้ไม่ค่อยเกลียดเท่าไรแล้ว
เพื่อนร่วมชั้นเรียนที่นี่ เรียกว่า International มากๆ วิชาหนึ่งที่เรียนนักเรียนมาจากประเทศที่ต่างๆกันสิบหกประเทศ แต่ในภาพรวมส่วนใหญ่ก็คนจีนกับคน อเมริกาใต้ อเมริกากลางซะเป็นหลัก
คนยุโรป คยเอเชียชาติอื่นๆก็มีแต่เทียบกับคนจีนไม่ได้ เพราะเยอะจริงๆ เราเองก็ต้องเข้าก๊วนเพื่อนคนจีน อีกวิชาก็สนิทกับเพื่อนญี่ปุ่น ส่วนใหญ่คนเอเชียก็มักชอบอยู่กับเอเชียด้วยกัน พวกอเมริกาใต้ อเมริกากลางที่พูดภาษาสเปนเข้าก็ชอบอยู่ด้วยกัน พวกมาจากยุโรป เช่นคนอิตารี กับคนฝรั่งเศสก็ชอบอยู่ด้วยกัน น้อยมากที่จะเห็นนักเรียนฝรั่งกับนักเรียนเอเชียสนิทกันมากๆ เพื่อนๆเอเชียก็คิดเหมือนกันว่าเอเชียด้วยกันถึงจะคนละประเทสแต่มันปรับตัวเข้ากันได้ง่ายกว่าเข้ากับคนฝรั่ง ซึ่งตัวเองยอมรับเลยว่าจริง สำหรับตัวเองมีเพื่อนคนไทยที่รู่จักที่เรียนคนเดียวแต่ไม่สนิทกัน กลับสนิทกับเพื่อนญี่ปุ่นและเพื่อนจีนมากกว่า เราถึงเรื่องของเพื่อนคนจีนที่นี่ ทำให้อยากเล่าให้ฟังถึงคนจีนในซานฟรานซิสโก ซึ่งซานฟรานถือเป็นเมืองที่มี China Town ใหญ่ที่สุดในอเมริกา มีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย อยากเล่าสู่กันฟังในตอนต่อไป

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรียนภาษาอังกฤษที่ซานฟรานซิสโก Study English in San Francico 2

plew June 28th, 2008

อย่างที่บอกไว้ในตอนที่แล้ว ถ้าคนที่คิดจะเรียนต่อปริญญาตรีที่ UC หรือ State University ในแคลิฟอเนีย ถ้าเรียนภาษาที่ City College คือ ESL สามารถโอนหน่วยไปเรียนต่อมหาลัยได้ ซึ่งการสมัครเรียนก็เช่นกันก็ต้องสอบวัดระดับ แต่ข้อสอบจะคนละแบบกันกับแบบเรียนฟรี คือยากกว่านั่นเอง นอกจากนั้นที่นี่ยังมีสาขาวิชาอื่นๆที่เรียนที่นี่สองปีแล้วโอนหน่วยไปเรียนต่อมหาลัยอีกสองปีเช่นกัน คนที่นี่นิยมเรียนวิชาพื้นฐานที่ College ก่อนแล้วโอนหน่วยกิตไปเรียนอีกสองปีในมหาลัยเพราะว่า ค่าเรียนที่ College มันถูกกว่าเยอะ สำหรับคนที่เป็น Citizen หรือ Green Card ค่าเรียนแค่หน่วยกิตละยี่สิบเหรียญ แต่ถ้าถือวีซ่านักเรียนมาเรียนภาษาที่นี่ อยู่หน่วยกิตละประมาณ 180 เหรียญ
City College ือเป็นสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ราคาถูกและมีหลักสูตรระยะสั้นเพื่อให้มีทักษะในการทำงานเฉพาะทาง รวมทั้งมี Financial Aid สำหรับคนมีรายได้น้อยอีก
คนที่รายได้ครอบครัวรวมต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เรียนฟรีแถมมีเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายอื่นๆให้อีกประมาณเดือนละสี่ร้อยเหรียญ มีเพื่อนทั้งคนจีน คนไทยหลายคนที่รู้จักเรียนฟรี และเขาบอกอยู่ได้ก็เพราะได้เงินช่วยเหลือตรงนี้นี่แหละ เราเองอยากได้บ้างแต่หมดสิทธิเพราะรายได้ครอบครัวมันเกินเกณฑ์ขั้นต่ำไปมากแล้ว

สำหรับ State University เช่น San Francisco State University ก็มีหลักสูตรภาษาอังกฤษ ESL หลักสูตรประมาณสามเดือนเช่นกันในหลายหลักสูตรทั้ง TOEFL หรือพวกเขียน อ่าน พูดทั่วๆไป
แต่ราคาแพงคือหลักสูตรละประมาณเกือบสี่พันเหรียญ ตกก็เกินพันเหรียญต่อเดือน ซึ่งมหาลัยอื่นก็ราคาประมาณนี้ ถ้าจะเรียนให้ถูกหน่วยก็ต้องเรียนตามสถาบันสอนภาษาเล็กๆ ทั่วๆไป

มหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งเช่น Academy of Art University San Francisco ถ้าต้องการมาเรียนต่อปริญญาตรี แต่ไม่มีผล TOEFL ก็สามารถสมัครเรียนได้ โดยมหาลัยนั้นๆมีหลักสูตรภาษาอังกฤษรองรับให้คือมาเรียนภาษากับเขาก่อนปีหนึ่งหรือสั้นกว่านั้น แล้วค่อยเรียนวิชาปกติ หรือเรียนควบคู่กันไป มหาลัยก็ชอบเพราะได้ค่าหน่วยกิตจากเราเพิ่มไปอีก ปกติมหาลัยเอกชนก็แพงกว่ามหาลัยรัฐมากอยู่แล้ว จริงๆถ้าจะเทียบราคา State University ถูกที่สุด รองมาคือ UC และเอกชน แต่จะว่าไป UC ก็ไม่ได้ถูกกว่าเอกชนมากนัก

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรียนภาษาอังกฤษที่ซานฟรานซิสโก Study English in San Francico

plew June 24th, 2008


จุดประสงค์หลักของหลายๆคนที่อยากมาอเมริกา คงหนีไม่พ้นอยากมาเรียนภาษาอังกฤษที่นี่ จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ บางคนอาจอยากมาเรียนภาษาและสมัครเรียนต่อในมหาวิทยาลัย
บางคนอาจแค่อยากมาฝึกและพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษ หรือบางคนอยากแค่ได้วีซ่านักเรียนเข้ามาเพื่อหางานทำที่นี่ วันนี้เลยอยากมาเล่าประสบการณ์และข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษในอเมริกา สำหรับตัวเองคงบอกเล่าได้แค่ที่ San Francisco แหมก็อยู่ที่นี่เรียนที่นี่ นี่นา จริงๆแล้วซานฟรานก็เป็นเมืองยอดฮิตเมืองหนึ่งในอเมริกาที่นักเรียนไทยนิยมมาเรียนภาษาอังกฤษกัน

ในทัศนะของตัวเองสำหรับคนไทยนักเรียนไทย ซานฟรานซิสโกถือว่าเป็นเมืองที่น่ามาเรียนเพราะไม่น่าเบื่อเงียบเหงา ในขณะเดียวกันก็ไม่วุ่นวายมากเหมือนนิวยอร์ก นอกจากนั้นการคมนาคมสะดวก
ไม่จำเป็นต้องขับรถ อย่างที่เล่าแล้วเล่าอีกว่า มีไม่กี่เมืองในอเมริกาที่เดินทางได้สะดวกโดยไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ประการสำคัญที่นี่คนเอเชียเยอะมาก ดังนั้นเราจะไม่รู้สึกแปลกแยกมากนัก ของกินแบบเอเชียเราหาง่ายมาก ไม่ต้องกลัวอดอยาก คนไทยก็เยอะ อันนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นข้อเสียด้วยรึป่าว และแน่นอนมีสถาบันสอนภาษาให้เลือกมากมาย

สำหรับหลักสูตรที่คนที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่อย่างเราเรียนกันคือ ESL หรือ English as a second language นั่นเอง ตัวเองก็ลงเรียน ESL ซึ่ง ESL ก็แยกย่อยออกไปอย่างที่รู้ เช่น
พูด ฟัง อ่านเขียน การออกเสียง หรือ General ESL สถาบันสอนภาษาที่นี่มีมากมายอย่างที่บอก แต่ตัวเองเรียนที่ City College of San Francisco ซึ่งเป็นสถาบันของรัฐ ซึ่งสอนในหลักสูตระดับอนุปริญญา และ พวกประกาศนียบัตร รวมทั้งวิชาพื้นฐานเพื่อโอนหน่วยกิตไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และหลักสูตรยอดฮิตของที่นี่คือ ESL นั่นเอง การเรียน ESL ที่นี่มีข้อดีคือสามารถโอนหน่วยสมัครเรียนต่อปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยได้ ถามว่าถ้าจะเรียนต่อปริญญาโทละ ถ้าปริญญาโทยังไงซะก็ต้องผ่าน TOEFL ค่ะ แต่การลงเรียน ESL ช่วยให้การสอบ TOEFL ง่ายขึ้น บางคนที่โฟกัสที่
TOEFL อาจเรียนคอร์สโทเฟิล ซึ่งที่นี่ก็มีหลักสูตรโทเฟิล หรือสถาบันอื่นๆเช่น State University ,Kaplan ก็มีหลักสูตรโทเฟิลนอกจากนั้นก็หาได้ตามสถาบันภาษาทั่วๆไป ค่าเรียนโทเฟิลจะแพงกว่าค่าเรียน ESL ธรรมดา TOEFL ที่นี่ค่าเรียนไมต่ำกว่าประมาณหนึ่งพันเหรียญต่อเดือน ESL ค่าเรียนอยู่ประมาณไม่ต่ำกว่าสามร้อยเหรียญต่อเดือน แต่มีที่นี่เราสามารถเรียน ESL ได้ฟรีโดยไม่เสียเงิน

City College of San Francisco มีหลักสูตร ESL แบบ Noncredit ซึ่งเรียนฟรีไม่ต้องเสียเงิน จริงๆแล้วหลักสูตรแบบ Noncredit ตามที่เขากำหนดต้องเป็นคนที่มีกรีนการ์ดและต้องไม่ชาวต่างชาติที่ถือวีซ่านักเรียนเข้ามา แต่พอเอาเข้าจริงๆในทางปฏิบัติเขาไม่ตรวจไม่ดูอะไรเลย ไม่ขอดูพาสปอร์ต วีซ่าอะไรทั้งนั้น มีหลายคนที่ถือวีซ่านักท่องเที่ยวก็มานั่งเรียนภาษาอังกฤษฟรีๆกันที่นี่ หรือบางคนลงเรียนที่อื่นก็มาเรียนเสริมที่นี่อีก เพราะมันฟรีจะมาไม่มาก็ไม่มีใครว่า เสียก็ค่าหนังสือ ซึ่งบางวิชาไม่ต้องซื้อหนังสือเพราะอาจารย์มีชีทแจกให้ฟรีในห้อง อาจารย์ที่สอนก็อยู่นระดับดี จริงๆแล้วหลักสูตรฟรีนี้จุดประสงค์คือช่วยพัฒนาทักษะด้านภาษาและอื่นๆที่จะช่วยให้ Immigrants หางานทำและอยู่รอดในอเมริกา นอกจากภาษาอังกฤษก็ยังมีวิชาอื่นๆมากมายที่เรียนฟรีจริงๆ เช่นคอมพิวเตอร์ บัญชีเบื้องต้น และอื่นๆอีกมากมายอย่างที่บอก แต่หลักสูตรแบบฟรีนี้เราจะไม่ได้เอกสารหลักฐานใดๆที่แสดงว่าเรามาเรียนไม่มีประกาศนียบัตร ไม่มีทรานส์คริป คือมาเรียนเพื่อความรู้และพัฒนาตัวเองจริงๆ การสมัครเรียนก็ง่ายไปที่ Campus กรอกใบสมัครซึ่งสั้นมากๆ ไม่ถามเรื่องวีซ่าอะไรทั้งนั้น แล้วก็ไปสอบวัดระดับ รับผลก็ลงเรียนได้เลย ตัวเองก็ลงเรียนภาษาอังกฤษฟรีที่นี่ หลังจากลงเรียนภาษาอังกฤษก็ดีขึ้น แถมไม่เสียตังค์ ตัวเองใช้วิธีเรียนที่นี่และอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ TOEFL ด้วยตัวเองไม่ไปลงคอร์ส TOEFL

นักเรียนที่นี่มาจากหลากหลายประเทศ หลายคนอย่างที่บอกเป็นนักท่องเที่ยวคือถือวีซ่าท่องเที่ยวมาเรียนหกเดือนกลับบ้าน อาจารย์ก็รู้ว่าเป็นนักท่องเที่ยวก็ไม่มีใครว่าอะไร คนไทยเราเองที่มาวีซ่าท่องเที่ยวแล้วมาเรียนที่นี่ก็เยอะ แต่อย่างที่บอกถ้าคนที่ต้องการเรียนและมีเอกสารอะไรบางอย่างรับรองว่าเรียนเรียนแบบ Noncredit คงไม่เหมาะ ถามว่าทุกเมืองในอเมริกาไหมที่มีคอร์สเรียนฟรีแบบนี้ ตอบได้เลยว่าไม่ เพราะเพื่อนคนจีนที่เคยเรียนด้วยกันที่นี่เขาย้ายไปอยู่ที่ฟิลาเดลเฟีย ก็บ่นว่าที่โน่นไม่มีเรียนฟรี มีแต่แบบเสียตังค์ ตรงนี้ขึ้นอยูากับนโยบายของแต่ละเมือง สำหรับคนเอมริกันในซานฟรานซิสโก ซึ่งเสียภาษีค่อนข้างสูงคงไม่พอใจแน่ๆที่ภาษีของเขาถูกใช้ไปเพื่อสอนภาษาอังกฤษฟรีๆให้คนต่างชาติ…

City College of San Framcisco นอกจากมีหลักสูตร Noncredit แล้วก็ยังมีหลักสูตรภาษาอังกฤษแบบเสียเงิน เอาไว้เล่าให้ฟังตอนต่อไปค่ะ

« Prev