Archive for the 'เกี่ยวกับการเรียน' Category

เรียนต่อที่เยอรมัน Further Study in Germany

plew September 16th, 2010

วันนี้ขอเล่าเรื่องประเทศอื่นบ้าง พอดีกลับเมืองไทยก็เลยได้มีโอกาศเจอรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยที่เคยทำงานด้วยกัน ไม่ได้เจอกันมาเกือบสิบปีแล้ว แต่ก็ได้อัพเดทเรื่องราวกันทาง facebook นี่ละ เข้าเรื่องเลยรุ่นน้องคนนี้เดิมเขาเป็นอาจารย์อยู่มหาวทิยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งแล้วก็ได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทและเอกที่เยอรมัน เดิมทีเขาก็จบโทมาแล้ว แต่ที่เยอรมันไม่ยอมต้องให้เรียนโทซ้ำอีก ซึ่งตอนนี้เขาจบแล้วได้เกียรตินิยมอีกต่างหาก ตอนที่เจอกันเขาก็เริ่มเรียนปริญญาเอกไปได้ประมาณปีหนึ่งแล้ว โอเคนี่ก็ธรรมดาแต่เรื่องที่ทำให้เราสนใจคือค่าเรียนต่างหาก

รุ่นน้องบอกค่าเรียนปริญญาเอกกฎหมายที่เธอเรียนอยู่ตกเพียงแค่เทอมละ สองร้อยกว่ายูโร เรางงมากว่าทำไมมันถูกยังงั้น เราบอกทำไมละแกก็เป็นนักเรียนอินเตอร์ไม่ใช่ประชาชนเขาแกยังจ่ายถูกขนาดนี้เลยเหรอ เพื่อนบอกทุกคนไม่ว่าใครถ้ามาเรียนได้จ่ายเท่ากัน แถมราคาที่บอกเทอมละสองร้อยกว่าๆนี่รวมค่ารถเมล์อีกด้วยคือขึ้นรถเมล์ไปไหนก็ฟรีตลอด เรานี่ร้องเลยอยากไปอยู่บ้างอะไรจะดีขนาดนั้น เพื่อนบอกใช่ๆเพราะเยอรมันเป็นประเภทรัฐสวัสดิการ มหาวิทยาลัยทั้งหมดเป็นของรัฐ เราถามต่่อแล้วเยอรมันจะได้อะไรกับการให้เด็กต่างชาติมาเรียนถูกๆละ เพื่อนบอกก็ได้การถ่ายทอดวัฒนธรรม การครอบงำ ความชื่นชมยกย่องไง เราเออก็จริงนะ น้องบอกเขาเองก็เหมือนเป็นอะไรที่แบบผูกพันกับประเทศนี้ไปแล้วอะไรอย่างงั้น เราก็บอกบ้าง พี่นะเป็นกรีนการ์ดเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐที่อเมริกาก็ได้สิทธิในการจ่ายค่าเทอมในราคา Resident แล้วนะพี่ยังจ่ายเทอมละเกือบสามพันกว่าเหรียญแนะนี่เรียนโทนะ เอกแพงกว่านี่อีกอะ ค่ารถเมล์ไม่ต้องพูดอะไม่มีสิทธิพิเศษอะไรกับนักเรียนเลย จ่ายราคาปกติอะ ตั๋วเดือนก็ตกเจ็ดสิบเหรียญอะ ภาษีสามีก็จ่ายมากมายทุกปีนะ โอเคไม่เยอะเท่าประเทศในยุโรปหรอกแต่ก็ไม่ได้น้อยกว่าเท่าไรเลย แล้วทำไมมันไม่มีสวัสดิการดีๆแบบเยอรมันมั่งละ

รุ่นน้องบอกใช่เยอรมันเรียนถูกมากแต่ว่าคนที่จะมาเรียนก็ต้องฝึกภาษาที่สามคือต้องเรียนเป็นภาษาเยอรมันไง มันยากตรงนี้ เพราะหลักสูตรถ้าสอนเป็นภาษาอังกฤษก็จะแพงขึ้นอีกมากมายเลย แต่รุ่นน้องเราตอนนี้หลังจากมาอยู่ได้สามปีเขาบอกภาษาเยอรมันเขาดีกว่าภาษาอังกฤษแล้ว เดิมๆภาษาอังกฤษเขาก็ดีอยู่แล้ว เลยกลายเป็นได้สามภาษาไปเลย น่าอิจฉาจริงๆ เราก็ถามต่อว่าเขาต้องทำงานพิเศษอะไรป่าว เขาบอกไม่เลยเขาเรียนอย่างเดียว เพราะทุนที่ได้มาอะมันเกินพอ เพราะค่าเทอมถูก ค่ารถไม่ต้องจ่าย กินอยู่ก็ไม่ได้แพงมาก ดังนั้นมันเหลืออยู่แล้ว เรางี้ร้องเข้าไปอีก โหเด็กมาเรียนอเมริกานี่ไม่ทำงานไม่พอหรอกเพราะทุนที่ได้ค่าเทอมก็หมดแล้วมั้ง แหมทำไมไม่ได้สามีเป็คนยุโรปนะเรา พูดเล่นนะ แต่กลับมาบ้านยังคุยกับแฟนเลยว่าทำไมอเมริกามันไม่ดีอย่างนี้บ้างละ
จริงอยู่หลายคนอาจบอกว่ายุโรปพวกรัฐสวัสดิการเก็บภาษีแพงมาก แต่ว่าอเมริกาก็เก็บแพงไม่ได้น้อยกว่าเท่าไรเลย แต่เทียบสวัสดิการแล้วมันเทียบกันไม่ติด

น้องเขาบอกเมืองที่เขาอยู่ชื่อเมืองบอนด์ เป็นเมืองเล็กๆ เขาบอกปลอดภัยมาก กลับบ้านดึกๆเดินกลางคืนตีหึ่งตีสองก็ไม่น่ากลัวเลยไม่มีอะไีร โหทำงี้ที่ซานฟรานนี่ไม่ได้เลยนะ อย่าว่าแต่ตีหนึ่งเลย เช้าๆ บ่ายๆ เย็น หลายๆย่านก็ไม่ปลอดภัยแล้ว น้องก็เล่าต่อคนที่นั่นแบบดูสบายๆ คนก็สุภาพ อัธยาศัยดี แล้วก็ดูเขาไม่เครียด ไม่เร่งรีบมาก อาจเพราะรู้ว่าถ้าไม่มีงานอะไรยังไงรัฐก็เลี้ยงคือไม่เดือดร้อนละ เขาบอกถ้าเป็นแถบสแกนดิเนเวียร์ยิ่งสวัสดิการดีเข้าไปอีกแต่คนทำงานก็จ่ายภาษีแพงมากๆ เช่นกัน โอ้ยทำไมฉันไม่เกิดในประเทศแบบนี้เนีย ถึงจะหนาวไปหน่อยก็เหอะนะ อิจฉา อิจฉา

เรียนปริญญาโทในอเมริกาใช้เงินปีละเท่าไร Tuition and Fees for Graduate School in the U.S.

plew June 16th, 2010

Cheap calls to Thailand


เรียนต่อปริญญาโทในอเมริกาใช้เงินประมาณเท่าไร เป็นคำถามที่มีเพื่อนๆถามเข้ามาบ่อยๆ วันนี้เลยขอลงมือเขียนเรื่องค่าเทอม ค่าหน่วยกิตและก็ค่าธรรมเนียมต่างๆ ของหลักสูตรปริญญาโทในอเมริกา เราเลือกหาข้อมูลมาให้เฉพาะ Universty ใน San francisco San Francisco Bay Area เพราะตัวเองก็เรียนอยู่ที่ San francisco State ก็ขอเลือกเฉพาะที่ที่ใกล้ตัวหน่อย จริงๆแล้วข้อมูลที่เอามาแปะไว้สามารถหาได้จากเว็ปไซตฺของแต่ละมหาวิทยาลัยโดยตรงเลย แต่อย่างที่บอกมีถามกันมาหลายครั้ง ก็เลยเอามาลงไว้เพื่อเป็นไอเดียในการประมาณการค่าใช้จ่ายสำหรับคนที่คิดว่าอยากมาเรียนต่อโทที่นี่ เราเน้นที่ปริญญาโท หรือ Graduate School เพราะคิดว่าน่าจะเป็นอะไรที่คนสนใจเยอะกว่า เดาเอาเอง แต่จริงๆปริญญาโทกับตรีค่าใช้จ่ายต่อปีหรือต่อเทอมก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก เริ่มเลยดีกว่า

San Francisco State University (California State Universities อื่นๆก็ใช้อัตราเดียวกันค่ะ)
0 to 6.0 Units 6.1 or more Units
State University Fee** $1,440.00 $2,481.00
Plus Local Fees:

Student Body Center Fee*** $117.00
Student Body Association Fee $42.00
Student Health Service Fee $111.00
IRA-General Fee $50.00
IRA-Athletics $67.00
Health Facilities Fee $3.00
Campus Service Card Fee $2.00
Total Registration Fees* (part time 1-6 units)$3024.0 (Fulltime morthan 6 unit)$5214.00
สำหรับคนที่ไม่ใช่ California Resident จากค่าใช้จ่ายข้างบนต้องบวกไปอีกหน่วยกิตละ $357 and if applicable nonresident tuition of $372/unit.
*Graduate students in the College of Business will be charged a Graduate Program Fee at a rate of $700 (for 0 to 6.0 units) or $1,200 (for 6.1 or more units) and a MBA/MSBA Professional Fee at a rate of $210 per semester unit in addition to State University fee, local fees and if applicable nonresident tuition.
ข้อมูลจากhttp://www.sfsu.edu/~bursar/student/fees/grad_fees.html

UC Berkeley (University of California)
Nonresidents
If you are not a resident of California, you will need to know the current requirements for establishing legal residency. In most cases, graduate students can qualify for legal residency by their second year of graduate school, thereby significantly reducing their tuition and fees (by approximately $15,000* for academic programs or approximately $12,200* for professional programs).
*Subject to change
International Students
International students in F-1 and J-1 status cannot establish California residency and should expect to pay nonresident tuition every semester of graduate study. Doctoral candidates, however, may be eligible for a nonresident tuition waiver for three calendar years after advancement to doctoral candidacy.
Fees** Resident Nonresident
University Registration Fee $450.00 $450.00
Educational Fee 3,918.00 4,089.00
Berkeley Campus Fee 214.25 214.25
Class Pass Fee - Transit 68.00 68.00
Health Insurance Fee 966.00 966.00
Nonresident Tuition Fee N/A 7,347.00
** California State University(CSU) และ University of Califrnia เป็นสถาบันของรัฐทั้งคู่แต่ภาพรวม UC จะอยู่ใน Rank เหนือกว่าคือจะมีหลักศุตรปริญญาเอกมากกว่า จะเน้นมเป็นวิชาการมากกว่า ในขณะที่ CSU จะมีหลักศุตรปริญญาเอกไม่มาก เน้นผลิตวิชาชีพมากกว่าวิชาการ UC จะค่าใช้จ่ายแพงกว่า และหลายๆที่เช่น UC Berkeley ปริญญาโทจะมีแต่เรียนเต็มเวลาคือเรียนกลางวัน และจะเน้นโท ควบเอก และ Berkeley ถือเป็นยูที่ดีอันดับต้นในแคลิฟอเนีย สูสีกับ Standford

เริ่มที่มหาวิทยาลัยเอกชนบ้างจะได้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบ
Academy of ART University of San Francisco
ที่นี่เป็นที่นิยมของคนไทยมากๆ คนเอเชียเรียนเยอะมากๆ แคมปัสเจอได้ทุกมุมในซานฟรานซิสโก
Tuition Academic Year 2010-2011
Full Time Undergraduate & Graduate
(12-18 credits per semester Undergraduate; 9-18 credits per semester Graduate)

Annual $31,900

Undergraduate
(per credit) Graduate
(per credit)
Part Time & Over 18 cr. $1,329 $1,556
Non-matriculated $930 $1,089
MFA C/P/S
Low-residency Program $995

Annual Technology Fee for all students $300
Anytime/Anywhere Creativity Program
Students should expect to set aside additional funds for mandatory Anytime-Anywhere Creativity Laptop Program. For more information and computer requirements by major, visit this page.

Tuition Rates for Summer 2010 Sessions
Undergraduate Liberal Arts courses (per credit) $483
Undergraduate Foundation classes (per credit) $900
All Graduate classes - except MFA (per credit) $900
MFA C/P/S Low-residency Program (12 credits) $11,940

Summer Housing
MFA C/P/S–2 bedroom unit (per week) $220
MFA C/P/S–1 bedroom unit (per week) $230
Reservation deposit $100
Damage deposit $100

Annual Student Residence - Academic Year 2010-2011
Double Room (within an apartment) $7,800
Single Room (within an apartment)
Single Studio Apartment $8,400
$8,800

Application fee
US Citizen/Permanent Resident $60
International $75
Reapplication Fee
(For students who have applied to UArts within past calendar year) $10

Other fees
Late Payment Fee $60
Bad Check Fee $25
Late Registration Fee $35

University of San Francisco
University of San Francisco เป็นมหาวิทยาลัยคริสเตียนอยู่ในตัวเมืองซานฟรานซิสโกเช่นกัน รวมๆก็เป็นยูระดับกลางๆ
GRADUATE TUITION:
Arts and Sciences: $1,095
Exceptions:
Chemistry, Biology, Theology $965
MSFA (Professional) $12,495
Business
MBA $1,195
MBAE $22,125
MGEM $12,000
Nursing
Masters $1,055
Doctoral $1,055
Professional Studies $930
Education
Masters $995
Institute for Catholic Educational Leadership $485
EARCOS $485
Credential Programs $815
TED Catholic School $485
Doctoral $1,100
Institute for Catholic Educational Leadership $540
Law
Full-time (JD and LLM) $19,360
Part-time (JD per unit) $1,385
Part-time (LLM per unit) $1,548

Fees (Mandatory) Per Unit/Lab
Course/Exam Semester
ASUSF (traditional undergraduates only) $80
Muni Pass (traditional undergraduates only)* $110
Health Insurance (refer to Health Insurance Policy)* $526/fall
$713/spring

GBSA (MBA students only) $100
SBAC (Full-time Law students only) $35
SBAC (Part-time Law students only, per unit) $1.75
ข้อมูลจาก http://www.usfca.edu/tuition2011/
ข้อมูลจากhttp://www.uarts.edu/admission/tuition.html
Stanford University
แสตนฟอร์ด ไม่ได้อยู่ในซานฟรานซิสโก อยู่ทางใต้ของซานฟรานซิสโก ขับรถก็ประมาณ ยี่สิบนาที เป็นยูระดับแนวหน้าของแคลิฟอเนียและอเมริกา
Regular tuition for the academic year, payable Autumn, Winter, and Spring quarters, is as follows:
Tuition Category Tuition
Undergraduate $12,900
Graduate 11-18 units $12,900
Graduate 8,9,10-unit rate $8,390
Each graduate unit above 18 $860
Graduate Division in Engineering $13,740
Graduate Engineering 8,9,10-unit rate $8,930
Each graduate Engineering unit above 18 $916
Graduate School of Business (first year)* $17,706
Graduate School of Business (second year)* $17,107
School of Medicine (M.D. Program—FY 2011 and beyond)* $14,732
School of Medicine (M.D. Program—FY 2010 and earlier)* $15,531
Law School $14,960
Permit to Attend for Services Only $3,900
TGR (Terminal Graduate Registration)** $2,517
TMR (Terminal Medical Registration)** $2,330
*Ph.D. students in the Biomedical Sciences and in Graduate Business are assessed the regular graduate tuition rate.
**TGR and TMR students may carry 1, 2, or 3 units at the assessed rate.
Document fee
A Document Fee of $200 is assessed once upon first admission to Stanford as an undergraduate or graduate student, including Law, GSB, and Medicine students. Non-degree option (NDO) students, such as summer session and non-degree seeking SCPD students, are assessed a $100 Document Fee.
http://studentaffairs.stanford.edu/registrar/students/tuition-fees_10-11

นักเรียนไทยในอเมริกาโดนจับฐานไม่เข้าเรียน แอบทำงาน

plew April 5th, 2010


Save up to 90% with Rebtel for International Calls

จริงรู้เรื่องนี้มาพักหนึ่งแต่พึ่งได้อ่านด้วยตัวเองเลยขออนุญาตมาแปะไว้เผื่อเพื่อนๆบางคนยังไม่ได้อ่าน
เผยนาทีระทึก “นศ.ไทยในฟลอริด้า” ถูกปืนเรเซอร์จ่อหัว! ฐานไม่เข้าเรียนให้ครบตามเกณฑ์วีซ่า

รายงานโดย อรสา ศรีสุขเสริม ผู้สื่อข่าวพิเศษมติชน จากฟลอริดา สหรัฐฯ

จากกรณีที่สำนักงานสอบสวน ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ไอซีอี.) ประจำสำนักงานเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา (Immigration and Customs Enforcement: ICE) เข้าจับนักเรียนไทยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ จำนวน 52 คน เป็นชาย 24 คน หญิง 28 คน ทั้งหมดถูกตั้งข้อหา กระทำผิดสถานะของวีซ่านักเรียนเอฟ วัน ( F-1) ซึ่งเรียกว่า วีซ่า ไวโอเลชั่น (Visa violation) ใน 3 กรณีแตกต่างกันไปแต่ละคน

กรณีที่ 1 นักเรียนไม่เข้าเรียนให้ครบ 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตามเงื่อนไขผู้ที่ถือวีซ่าเอฟ วัน ต้องเข้าเรียนเต็มเวลาสม่ำเสมอ กรณีที่ 2 ไม่อนุญาตให้นักเรียนทำงาน และกรณีที่ 3 นักเรียนอยู่ในประเทศเกินกว่าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้การอนุญาตไว้ เรียกว่า โอเวอร์สเตย์ (overstayed ) โดยทางการสหรัฐเรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่าเป็น “การทลายการฉ้อฉลของโรงเรียนและนักเรียนครั้งใหญ่ที่สุด”

การจับกุมครั้งนี้ นอกจากมีนักเรียนไทยแล้ว ยังมีนักเรียนต่างชาติอื่นๆ เช่น ญึ่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย ตุรกี โคลัมเบีย สาธารณรัฐโดมินิกัน เตอร์กมินิสถาน คาร์กีซสถาน ฮอนดูรัส ซีเรีย เวเนซูเอลา และบราซิล อีกกว่า 50 คน ถูกจับกุมเช่นกัน ล้วนเป็นนักเรียนที่มีรายชื่อลงทะเบียนเรียนที่สถาบันสอนภาษาอังกฤษ ชื่อ “ฟลอริด้า แลงเควจ อินสทิทิวท์” (Florida Language Institute) คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ “โรงเรียนสีชมพู” เนื่องจากตัวอาคารทาสีชมพู และเก็บค่าเล่าเรียนถูกกว่าที่อื่น คิดราคา คอร์สละ 3 เดือน 1,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 32,000 บาท) ขณะนี้โรงเรียนดังกล่าวได้ถูกสั่งปิดกิจการและเจ้าของโรงเรียนถูกทางการสหรัฐดำเนินคดี ตั้งข้อหาไม่ปฏิบัติตามระเบียบของสถาบันการศึกษา ฉ้อโกงรัฐ เป็นจำนวนเงินกว่า 2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยให้นักเรียนลงทะเบียนเพื่อรักษาสถานภาพ และยินยอมให้นักเรียนเซ็นชื่อเข้าเรียนโดยไม่ต้องเข้าเรียนจริงได้

ความคืบหน้าล่าสุด นักเรียนไทยทั้งหมดที่ถูกจับกุมได้ถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่สถานกักกัน ชื่อ บราเวิร์ด ทรานซิชั่นแนล เซ็นเตอร์ (Broward Transitional Center) เมืองปอมปาโน่ บีช รัฐฟลอริดา ถึงปัจจุบันทั้งหมดยังไม่ได้รับการประกันตัวแต่อย่างใด และมีนักเรียนบางส่วนที่มีรายชื่อลงทะเบียนเรียนอยู่ในโรงเรียนดังกล่าว แต่ยังอยู่ในระหว่างติดตามเพื่อจับกุมตัวได้เดินทางกลับประเทศแล้วกว่า 15 คน ซึ่งนักเรียนกลุ่มนี้ไม่ได้ถูกตั้งข้อหาและได้แจ้งความจำนงผ่านสถานทูต ด้วยเกรงว่าหากถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐตรวจพบอาจถูกจับไปควบคุมตัวเช่นเดียวกับนักเรียนที่โดนจับกุมก่อนหน้า และขณะนี้ยังมีผู้แจ้งความจำนงขอกลับประเทศไทยและขอคำแนะนำมายังสถานทูต เพื่อให้ข้อมูลในกรณีนี้โดยเฉพาะอยู่เป็นจำนวนมาก

นางภัทราวรรณ เวชศาสตร์ อัครราชทูตที่ปรึกษา ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ให้สัมภาษณ์ว่า สถานทูตไทยได้รับข้อมูลเรื่องการบุกจับนักเรียนจาก นางกัญญา มูลศิริ นายกสมาคมไทย-อเมริกันแห่งฟลอริด้าภาคใต้ จึงมายังเมืองไมอามี พร้อมคณะเจ้าหน้าสถานทูตไทย เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือแก่นักเรียนไทย เนื่องจากการจับกุมครั้งนี้เป็นการจับกุมโดยความร่วมมือระหว่างกองตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐและกระทรวงความมั่นคงภายใน (Department of Homeland Security) ซึ่งได้ติดตามสืบสวนสอบสวนตามรายชื่อนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนในโรงเรียนดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว

อัครราชทูตที่ปรึกษา กล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือนักเรียนไทยที่ถูกจับกุมตัวว่า ขณะนี้ถูกตั้งข้อหาคนละ 2-3 ข้อหาแตกต่างกันไป และหลายคนได้ติดต่อทนายความเพื่อเป็นตัวแทนในการดำเนินการทางศาลแล้ว โดยสถานทูตได้เข้ามาให้ข้อมูลด้านการติดต่อและพิจารณาคัดเลือกทนายความ ซึ่งสถานทูตได้นำรายชื่อทนายความที่ว่าความให้ฟรีหรือคิดค่าบริการในราคาไม่แพงมาให้กับนักเรียน ขณะเดียวกันญาติและผู้เกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียนบางคนก็ได้ดำเนินการว่าจ้างทนายความไว้ให้กับนักเรียนแล้ว ซึ่งขณะนี้รอเพียงการขอประกันตัวและเข้าพบผู้พิพากษาเพื่อรับการพิจารณาคดีเป็นรายบุคคล คาดว่าคงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง

ขั้นแรกนี้นางภัทราวรรณ กล่าวว่า สถานทูตได้ให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินการทางศาลกับนักเรียนไทยว่า มีสองทางเลือกที่นักเรียนจะพิจารณาตัดสินใจด้วยตัวเองว่า ทางเลือกหนึ่ง จะเซ็นเอกสารยอมรับผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งถ้ายินยอมเซ็นรับผิด ทนายความก็จะส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาอนุมัติและส่งตัวกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุดโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับ แต่จะไม่สามารถกลับเข้ามาสหรัฐอีกเป็นเวลาสิบปี

อีกทางเลือก จะต่อสู้คดีหรือไม่ แบ่งเป็น 3 กรณี หนึ่ง หากนักเรียนมีเอกสารหลักฐานการเข้าเรียนตามเกณฑ์ที่วีซ่าเอฟ วันกำหนด ประกอบกับเป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้กับชุมชน เป็นผู้มีความประพฤติดี มีเอกสารรับรองจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียนมานำเสนอต่อศาล ก็จะได้รับการยกเลิกข้อกล่าวหา สอง หากต่อสู้คดีและมีความผิด สามารถแจ้งความจำนงขอกลับประเทศไทยโดยสมัครใจ ซึ่งนักเรียนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางเอง กรณีนี้นักเรียนอาจไม่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้ามาสหรัฐเป็นเวลา 3-10 ปี ขึ้นอยู่กับข้อกล่าวหาที่ได้รับ และสาม หากต่อสู้คดีและศาลตัดสินว่ามีความผิด จะถูกบังคับกลับ (Orderly Deportation) ซึ่งศาลจะออกค่าใช้จ่ายให้ แต่จะไม่ได้รับอนุมัติวีซ่าให้กลับเข้ามาสหรัฐ เป็นเวลา 10 ปีเช่นกัน ทั้งนี้นักเรียนไทยยื่นความจำนงขอต่อสู้คดีเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเห็นว่า ยังพอมีหลักฐานนำเสนอเพื่อแก้กล่าวหา

นางภัทราวรรณ กล่าวต่อไปว่า ก่อนหน้านี้สถานทูตได้เดินทางมาเยี่ยมเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักเรียน และช่วยเหลือดูแลขอความร่วมมือกับทางการสหรัฐในเรื่องสถานที่กักกันให้อยู่ในสภาพดี พบว่า สถานกักกันมีสภาพสะอาดเรียบร้อย จัดแบ่งสถานที่พักแยกระหว่างหญิง-ชาย ที่พักหญิงแบ่งเป็นห้องละ 5 คน ชายห้องละ 6-8 คน แต่ละห้องมีโทรทัศน์ เครื่องเล่นซีดี ภายในบริเวณสถานกักกันมีสนามกีฬาเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ อาทิ บาสเก็ตบอล ฟุตบอล วอลเลย์บอล ฯลฯ มีห้องสวดมนต์สำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลาม มีอาหารให้บริการ 3 มื้อ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรจะได้รับ

“นอกจากนี้ ทางสถานฑูตยังได้เจรจาขอให้สถานกักกันจัดหาอาหารไทยเพื่อให้บริการแก่นักเรียนไทยในบางมื้อด้วย โดยมีนักเรียนไทยบางคนขออาสาสมัครเข้าไปเป็นพ่อครัว ปรุงอาหารไทยให้เพื่อนๆในสถานกักกันได้รับประทาน เพื่อเป็นการ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ไม่ฟุ้งซ่าน” นางภัทราวรรณ กล่าว

อัครราชทูตที่ปรึกษา กล่าวด้วยว่า ในการประสานขอความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สหรัฐครั้งนี้ ทางการไทยไม่สามารถแทรกแซงทางการเมืองได้ ตามสนธิสัญญาเวียนนา ว่าด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากมีญาติและผู้เกี่ยวข้องกับนักเรียนขอร้องให้สถานทูตเจรจาขอลดหย่อนผ่อนโทษให้กับนักเรียน ผู้กระทำความผิด แต่เนื่องจากข้อกล่าวหาที่นักเรียนไทยได้รับนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายอย่างชัดเจน สถานฑูตจึงทำได้เพียงขอความร่วมมือให้เจ้าหน้าที่สหรัฐ ตรวจสอบเอกสารของนักเรียนแต่ละคนอย่างเร่งด่วนเพื่อให้การดำเนินการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด ด้วยไม่ต้องการให้นักเรียนไทยต้องถูกกักตัวอยู่เป็นเวลานาน

สำหรับกฎระเบียบการเข้าเยี่ยมนักเรียนในสถานกักกันนั้น จากการสอบถามนางกัญญา มูลศิริ นายกสมาคมไทย-อเมริกันแห่งฟลอริด้าภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้จะเข้าเยี่ยมนักเรียนต้องโทรศัพท์ นัดหมายเวลาจากนักเรียน โดยโทรศัพท์ฝากข้อความ ชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ไว้ที่เบอร์ของสถานกักกัน เมื่อนักเรียนได้รับข้อความขอนัดพบแล้วจะโทรกลับเพี่อยืนยันการเข้าพบอีกครั้ง ระเบียบการเข้าพบทำได้กลุ่มๆละ 2-3 คน ครั้งละ 45 นาที โดย วันเสาร์เปิดให้เข้าเยี่ยมนักเรียนหญิง ส่วนวันอาทิตย์ให้เข้าเยี่ยมนักเรียนชาย ห้ามนำสิ่งของเครื่องใช้เข้าไปให้ผู้ถูกกักกัน ทุกคนจะต้องสวมชุดสีเทาเหมือนกัน

นางกัญญา กล่าวต่อว่า สมาคมไทย-อเมริกันแห่งฟลอริด้าภาคใต้ ได้รวบรวมเงินเพื่อให้ผู้ถูกกักกันไว้ใช้ในเบื้องต้น จำนวนคนละ 20 ดอลล่าร์สหรัฐ โดยใส่เงินไว้ในบัตรมันนี่ ออร์เดอร์ (Money Order) ซึ่งผู้ถูกกักกันสามารถกดเงินใช้ได้เฉพาะในวันพุธ ครั้งละ 50 ดอลล่าร์ต่อสัปดาห์เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานอื่นร่วมให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นด้วย อาทิ นางมาเรีย ดี.ซาลิโอล (Maria D.Sariol) กงสุลกิตติมศักดิ์ ,ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในฟลอริด้าภาคใต้ ฯลฯ รวมถึงความช่วยเหลือจากสมาคม Asian – American Federation of Florida ซึ่งมีสมาชิกกว่า 60 สมาคมย่อยๆ อาทิ สมาคมจากเวียดนาม จีน เกาหลี พม่า อินโดนีเซีย ได้พิจารณาเสนอให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย โดยเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านคำแนะนำปรึกษาแบบเป็นหมู่คณะ

ด้านสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำประเทศสหรัฐอเมริกา และสถานกงสุลไทย ได้มีหนังสือแจ้งเตือนใปยังกลุ่มนักเรียน นักศึกษาไทย เรื่อง ขอให้ระมัดระวังตรวจสอบสถานะการพำนักในสหรัฐฯ ระบุว่า ตามที่นักเรียนไทย 52 คนที่เคยลงทะเบียนเรียน หรือกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนสอนภาษา Florida Language Institute มลรัฐฟลอริด้า ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ควบคุมตัวในข้อหาเกี่ยวกับการเข้าเมือง คือ ไม่เข้าเรียนเต็มเวลาตามประเภทวีซ่านักเรียน เอฟ1 (F1) หรือทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือพำนักอยู่ในสหรัฐฯเกินกำหนดเวลาที่อนุญาต และโรงเรียนดังกล่าวถูกปิดไปแล้วนั้น สถานกลสุลใหญ่ฯ ขอให้นักเรียนไทยระมัดระวังหมั่นตรวจสอบสถานะการพำนักในสหรัฐฯของตนเอง และปฏิบัติตามเงื่อนไขของสถานะวีซ่าอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องต่างๆ ตามคำเตือนและเงื่อนไขของทางการสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น ถูกจับกุมคุมขัง หรือส่งตัวออกนอกประเทศ

นายรวมพล ไตรสารศีร อายุ 35 ปี อาชีพเชฟอาหารญี่ปุ่น ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่ภรรยาถูกจับกุมตัวไปต่อหน้าต่อตาลูกชายวัยขวบเศษว่า ตนเตรียมตัวจะเดินทางไปแอตแลนต้า โดยขับรถไปที่ออแรนโดแล้วจะขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวนิวยอร์คต่อ ซึ่งมีแผนจะไปรับแม่ของภรรยาที่จะเดินทางมาจากประเทศไทยที่นั่น ในระหว่างเส้นทางตนได้จอดพัก ณ จุดพักรถเพื่อเข้าห้องน้ำ ขณะกำลังเดินมาที่รถมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายเดินมาประกบ เมื่อมองไปที่รถก็เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสองนายยืนประกบอยู่ข้างรถที่มีภรรยาและลูกชายนั่งอยู่ แล้วเจ้าหน้าที่ก็ถามตนว่าเป็นใคร ชื่ออะไร มีบัตรอะไรมาแสดงตัวบ้าง พร้อมทั้งแจ้งว่ามาตามหาคนชื่อนี้ เอ่ยชื่อภรรยาแล้วถามตนว่า รู้จักหรือไม่ หลังจากนั้นภรรยาก็ถูกควบคุมตัวไปในรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อพาตัวไปค้นหลักฐานการลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียนดังกล่าว ตนขับรถพาลูกตามรถตำรวจไปจนถึงบ้าน เจ้าหน้าที่ก็ให้ตนรอข้างนอกและให้ภรรยาพาเข้าไปรื้อเอกสารโดยไม่ยอมปลดกุญแจมือ แล้วในที่สุดภรรยาตนก็ถูกนำตัวไปยังสถานกักกันของ จนขณะนี้ก็ยังไม่ได้ปล่อยตัวออกมา และยังไม่ให้ประกันตัวใดๆทั้งสิ้น ทั้งๆที่จับตัวภรรยาผมไปเป็นรายแรกตั้งแต่วันที่26 กุมภาพันธ์แล้ว ตอนนี้ลูกผมก็ร้องหาแม่ทุกวันเลย

นายกฤษณ์พล ชัยสวัสดิ์ เพื่อนของผู้ที่ถูกจับกุมตัวไปโดยเจ้าหน้าที่ ไอซ์ กล่าวว่า เพื่อนของตนถูกจับกุมตัวไปจากบ้านพร้อมกัน 4 คน โดยเจ้าหน้าที่บุกมาที่บ้านกว่าสิบคน เข้าดำเนินการจับกุมด้วยวิธีค่อนข้างรุนแรงคือเอาปืนที่มีเรเซอร์จ่อหัว จับใส่กุญแจมือ เมื่อตรวจหลักฐานแล้วพบว่าเป็นนักเรียนที่ลงทะเบียนในโรงเรียนนี้ก็จับตัวขึ้นรถไป โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาจะพาไปที่ไหน แต่เนื่องจากเพื่อนๆผมโดนจับเป็นกลุ่มก็ไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไหร่ เพราะเมื่อผมไปเยี่ยมหลังจากที่รู้ว่าเขาเอาตัวไปไว้ที่ปอมปาโน บีช ก็เห็นว่าพวกเพื่อนๆกำลังใจดีมาก ที่น่าสงสารก็เห็นจะเป็นคนที่ไม่มีเพื่อนหรือญาติเลย อาจจะเพิ่งมาจากเมืองไทยและเลือกเรียนที่โรงเรียนนี้ ยังไม่รู้จักใครเท่าไหร่ เมื่อเข้าไปอยู่ในสถานกักกันเลยต้องโดนไปนอนห้องเดียวกับคนชาติอื่นๆ

นางสาวรัชฎาภรณ์ สมัครกิจ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเพื่อนซึ่งถูกจับกุม ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในสถานกักกันว่า เพื่อนของตนเลือกเรียนที่นี่เพราะปัจจัยหลักคือราคาถูก ซึ่งเพื่อนก็เข้าเรียนตลอด ขณะนี้ได้รับจดหมายตอบรับให้เข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยหลายแห่งแล้ว เพราะสามารถสอบโทเฟล (TOEFL)ผ่านแล้ว แต่ก็ต้องมาถูกจับกุมตามรายชื่อที่เจ้าหน้าที่ได้มาจากโรงเรียน ตนไม่เข้าใจว่า ทำไมเด็กนักเรียนกลายเป็นคนผิด เพราะความจริงแล้วโรงเรียนสามารถออกใบ ไอ ทเวนตี้(I-20)ให้เด็กนักเรียนได้ ซึ่งเท่ากับทางการได้ตรวจสอบมาตรฐานของโรงเรียนแล้ว

“ขณะนี้เพื่อนกำลังติดต่อทนาย ซึ่งทนายก็บอกว่ามีเปอร์เซ็นต์ที่จะพ้นข้อกล่าวหา เพราะเพื่อนมีความตั้งใจที่จะเรียนจริง มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ว่าพยายามเรียนและสอบเพื่อสมัครเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโทในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ไม่ใช่เรียนแต่ภาษาอยู่ 2-3 ปีแล้วยังไม่พัฒนาไปถึงไหน มัวทำอะไรอยู่ ตอนนี้เพื่อนรู้จากทนายแล้วว่ามีโอกาสรอด กำลังใจเขาก็ดีขึ้น แต่เขาก็ถามว่าเมื่อไหร่เขาจะได้ออกจากสถานกักกัน เพราะทนายบอกว่า เจ้าหน้าที่มีสิทธิกักตัวไว้ได้ถึง 180 วัน”นางสาวรัชฏาภรณ์ กล่าว

นายเอ (นามสมมุติ) นักเรียนไทยผู้หนึ่งซึ่งลงทะเบียนเรียนในโรงเรียนที่ถูกสั่งปิดดังกล่าว เป็นคนหนึ่งที่ทางการสหรัฐติดตามจับกุมอยู่ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนจบปริญญาตรีมาจากมหาวิทยาลัยเอกชนมีชื่อแห่งหนึ่ง ลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียนนี้มาแล้วสองรอบ รอบแรกเมื่อปี 2007 แล้วจึงเดินทางกลับประเทศไทย หลังจากนั้นเดินทางกลับมาสหรัฐอีกครั้งเมื่อต้นปี 2010 จึงลงเรียนเป็นรอบที่สอง ซึ่งโรงเรียนก็ออกใบ ไอ- ทเวนตี้ (I-20)ให้ ตนก็ไม่เคยไปเรียน ไม่เคยไปเช็คชื่อ ได้แต่ไปสอบตอนกลางภาค และปลายภาค ข้อสอบก็ง่ายๆ ทั้งโรงเรียนตนเคยเห็นครูอยู่ 2-3 คน ที่ว่าโรงเรียนนี้มีนักเรียน 500-600 คน ตนคิดว่าไม่น่าจะถึงหรอก แต่ตนก็ไม่ทราบเพราะในหนึ่งเทอมตนไปโรงเรียนแค่สองครั้งเท่านั้น

“ผมคิดว่าเด็กนักเรียนไทยที่มาลงทะเบียนเรียนที่นี่ ก็เพื่อจะได้ทำงาน ไม่ได้ตั้งใจจะเรียนอะไรจริงจัง เพราะส่วนใหญ่ก็ย้ายมาจากโรงเรียนอื่น พอรู้ว่าที่นี่ราคาไม่แพงและไม่เช็คชื่อก็แนะนำกันมาลงเรียนที่นี่จะได้มีเวลาทำงานหาเงินได้อย่างเต็มที่ เด็กที่ลงเรียนอย่างพวกผมก็พยายามจะทำให้ถูกกฎหมาย โดยแจ้งความประสงค์ในการเข้าประเทศว่าจะมาเรียน และโรงเรียนนี้ก็ทำให้พวกผมอยู่ได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งผมว่าไม่ยุติธรรมเพราะพวกผมพยายามจะทำให้ถูกต้องตามกฎหมายกลับถูกไล่จับ แต่พวกที่โดดเรือมากลับไม่ถูกจับ” นายเอกล่าว

เมื่อถามถึงการใช้ชีวิตหลังจากเกิดกรณีกวาดจับนักเรียนที่กระทำผิดสถานะของวีซ่า เอฟ-วัน นายเอ กล่าวว่า ตนก็คงไม่หนีไปไหน เพราะตอนนี้ย้ายบ้านจากที่เคยแจ้งไว้กับโรงเรียนแล้ว ตอนนี้มีเพื่อนร่วมชะตากรรมหลายสิบคน แต่ละคนก็พยายามหาทางออกเพื่อจะได้อยู่ต่อ ซึ่งก็ติดต่อทนายเพื่อขอคำปรึกษาไว้บ้างแล้วแต่ถ้าจะถูกจับกุมและส่งกลับประเทศก็ยินยอม แล้วคงจะค่อยๆ หาทางกลับเข้ามาใหม่

ข้อมูลจากมติชน http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1269941655&grpid=&catid=02

Save up to 90% with Rebtel for International Calls

เรียนปริญญาโทในอเมริกายากง่ายแค่ไหน

plew January 31st, 2010



เรียนต่อในอเมริกายาหรือง่ายขนาดไหน เคยเล่าเรื่องนี้ไปคร่าวๆตอนที่ตัวเองเปิดเทอมใหม่ตอนนี้ผ่านมาหนึ่งเทอมขึ้นเทอมที่สองแล้วสำหรับการเรียนต่อปริญญาโทในเอมริกา ท้าวความนิดแล้วกันสำหรับคนที่อาจเพิ่งเข้ามาอ่านเราเองเรียนปริญยาโทอยู่ที่ San Francisco State University ในด้าน Instructional Technology ซึ่งคดว่าจะจบในสามเทมอเพราะอัดไปเทอมละสี่ตัว จบเร็วๆจะได้มาห่งานทำเป็นเรื่องเป็นราวซะที

มาว่ากันเรื่องความยากง่ายในการเรียนดีกว่า เทอมที่ผ่านมาเราได้ A ทุกวิชาเกรดเฉลี่ย 4.00 เต็ม โอแม่เจ้าเกิดมาเรียนมาก็เยอะคือจนแก่ขนาดนี้ไม่เคยที่ได้เต็มขนาดนี้ แบบเอทุกวิชาเนี่ยไม่เคยจริงๆ ทั้งๆที่เราก็เป็นเด็กที่ค่อนข้างตั้งใจเรียน เรียนโอเคในระดับหนึ่ง แต่ในเมืองไทยเอทุกวิชาหรือ แทบจะเป็นไปไม่ได้ ก็หรูจะแย่ เนี่ยอะไรเนี่ย งงมากๆ แต่ตอนนี้หายงงแล้ว เพราะจริงๆจะบอกว่าไม่ได้เก่งอะไรเลย ธรรมดามากๆ เพียงแต่หลักเกณฑ์ การให้เกรดของที่นี่อาจจะเฉพาะแค่ยูที่เราเรียน ยูอื่นเราไม่แน่ใจมันไม่ได้เหมือนกับบ้านเรา ที่นี่สาขาที่เราเรียนคนได้เอในแต่ละวิชาเยอะคือจริงๆแล้ว ถ้าเข้าเรียนครบ ส่งงานครบตามกำหนดเวลา ได้มาตรฐานที่เขากำหนด ให้ความร่วมมือคือเดินตามเส้นทางไม่นอกลู่นอกทางแล้วละก็ส่วนมากจะเอกันทั้งนั้น เขาไม่ได้มาเน้นมากว่าใครทำดีกว่าใครมากมาย ใครไอเดียกระฉูดหรือมาตรฐานดูแล้วสูงกว่าไม่ใช่ คือที่ผ่านมายกตัวอย่างเช่นเราเรียนการผลิตและตัดต่อวิดิโอ คืองานออกมาจะเห็นเลยว่าบางคนดีกว่าบางคนอย่างชัดเจน แต่สุดท้ายได้เกรดเท่ากันเพราะส่งงานครบเหมือนกัน มาเรียนครบเหมือนกัน บางคนงานโปรเจคออกมาดีมากกว่าคนอื่นแต่ไม่ค่อยมาเรียนส่งงานสาย ไม่ค่อยร่วมมือก็ไม่ได้เอ ทั้งๆที่จริงๆทักษะดีกว่า ตอนแรกที่เราเริ่มเรียนเราตั้งใจทำงานหนักมาก เพราะอยากให้งานออกมาดีดีกว่ามาตรฐาน แต่สุดท้ายตอนนี้ก็เเริ่มเนื่อยๆเพราะทำดีกว่าเขาก็ได้เอเท่ากันอยู่ดีแหละ จริงๆทำดีดีแล้วมันได้กับตัวเราเองเกรดไม่ใช่จุดหลักใหญ่ ตอนแรกเราก็ทำใจไม่ค่อยได้นิดนึงที่คนที่ทำงานออกมาดูชัดเจนว่าด้อยกว่าเราแต่ได้เกรดเท่ากัน แต่ตอนนี้ชินซะแล้ว

เพราะที่นี่เขามองเรื่องความตั้งใจที่จะเรียนมากกว่าความเก่งที่มีติดตัวมาก่อนหรือพวกพรสวรรค์ คือไม่เก่งแต่พยายาม ตั้งใจก็ได้เกรดดี เราเองเทอมที่ผ่านมาส่งงานตรงตามเวลาส่งก่อนด้วยซ้ำ มาเรียนทุกครั้งไม่เคยขาด ไม่เคยสาย ทำงานมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดด้วย ยอมรับว่างานเยอะมาก เหมือนจะได้เกรดง่ายๆแต่การที่ลงเรียนสี่ตัวและทำงาน บวกอ่านหนังสือตามเวลาที่กำหนด หนักเอาการคือมันไม่ถึงกับไม่มีเวลากิน นอน เพียงแต่อาจไม่มีเวลาเที่ยวหรือทำอะไรไร้สาระมากนัก จริงๆเทอมละสามตัวจะกำลังดีสบายๆ ตรงนี้จะต่างกับการเรียนการสอนในบ้านเรา ตัวเรางเองจบโทมาก่อนแล้วจากมหาวิทลัยปิดของรัฐแห่งหนึ่ง การได้เอยากคือคนได้เอน้อยมาก คืออาจารย์จะมองที่ตัวงานที่ส่งจริงๆถึงจะตั้งใจทุ่มเทแต่งานออกมาไม่ดีก็ไม่มีสิทธิได้เอ คือขยันแต่ไม่ค่อยฉลาดจะไม่ค่อยเข้าตากรรมการคืออาจารย์ในเมืองไทย บวกอาจารย์ในเมืองไทย เอาเป็นว่ามหาวิทย่ลัยที่เราเรียน ซึ่งถือว่าเป็นระดับต้นๆของประเทศ อาจารย์แบบไม่ค่อยจะแคร์หรือให้กำลังใจนักศึกษาเท่าไร เน้นโหดซะมากกว่า เวลาให้นักศึกษาก็ไม่ค่อยมีเพราะทำงานนอกซะมากมมาย เรื่องความเป็นกันเองหายาก บางคนก็ดีแต่ส่วนมากไม่ค่อย คือระยะห่างของความเป็นนักเรียน กับอาจารย?ในเมืองไทยมันสูง ตอนเราเรียนโทเมืองไทยกว่าจะได้เอคือยากจริงๆบางวิชาว่าทำดีแล้วตอบดีแล้วยังไม่ได้เลย

แต่ที่นี่ตรงข้าม อาจารย?จะเป็นกันเองมาก ทุ่มเท เตรียมการสอนดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่มองว่าการสอนเป็นงานพาร์ตไทม์เพราะเงินเดือนน้อย รู้สักว่าเขารักในอาชีพดี ให้กำลังใจนักศึกษา ไม่เก่งไม่เป็นไรแต่ขอให้สู้เป็นใช้ได้ คือพยายามและมีวินัยในการเรียน ดังนั้นจะถามว่าเรียนโทที่นี่ยากไหมจริงๆแล้วไม่ได้ยากมาก แต่เมื่อเทียบกันเอาเป็นว่าไม่รวมเรื่องอุปสรรคของการใช้ภาษาอังกฤษ ก็คิดว่าถ้าไม่เดินออกนอกลู่นอกทางจบแน่นอน แต่งานจะเยอะกว่าเรียนเมืองไทยอันนี้เทียบเท่าที่เราเคยผ่านมาที่นี่จะมีงานทุกอาทิตย์ ไม่รวมหนังสือที่ต้องอ่าน เพราะต้องเตรียมตัวเพื่อจะได้มีอะไรในหัวมาคุยมาพูดในห้อง เพราอเมริกาเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมการแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียนมากๆ ดังนั้นถ้าไม่อ่านมาก็แย่ คือคนไทยภาษาก็สู้เขาไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งไม่มีอะไรในหัวยิ่งจบ เฉพาะนั้นตลอดภาคเรียนแทบไม่มีเวลาว่างเลย ผิดกับเมืองไทบที่อาจมีงานไม่กี่ชิ้นเป็นชิ้นใหญ่ๆตอนใกล้ปิเทอมอะไรประมาณนั้น แต่ที่นี่มีชิ้นล็กทุกครั้งบวกชิ้นใหญ่อีกต่างห่าง

มาเข้าเรื่องที่หลายๆคนกลัวในการมาเรียนเมืองนอกคือเรื่องภาษาอังกฤษบ้าง เท่าที่ผ่านมาเราว่าไม่ได้ถึกับยากมากอย่างที่เรากลัว แรกๆอาจเกร็งๆบ้างแต่นานๆไปจะดีขึ้นตามลำดับทั้งการฟังและพูด อ่านและเขียนก็เช่นกัน อ่านตำราภาษาอังกฤษเล่มใหญ่แรกๆจะอ่านช้ามาก อ่นซ้ำๆแล้วซ้ำอีก แต่ตอนนี้แค่เทอมเดียวเองชินแล้วอ่านเร็วแล้ว ไม่รู้สึกว่าต่างกับการอ่านหนังสือภาษาไทยเท่าไรเลย เริ่มเหมือนกับอ่านภาษาไทยแล้วละ การเขีบนก็เช่นกันอ่านบ่อยๆฟังบ่อยๆจะช่วยเรื่องสำนวนการเขียนได้มาก จริงๆแล้วการมาเรียนปริญญาโทหรือเรียนอะไรที่มันเป็นเรื่องเป็นราวจะช่วยให้ทักษะทางภาษาพัฒนาเร็วกว่าการไปเรียนครอ์สภาษาอังกฤษธรรมดาด้วยซ้ำเพราะเราจะมีจุดมหายชัดเจนว่าต้องการเขียนอะไร อ่านอะไร เนื้อหาที่อ่านก็มากกว่าและหลากหลายมากกว่า บวกเป็นการใช้ภาษาในการสื่อสารแบบที่เขาจะไม่มามองว่าเราเป็นนักเรียนมาเรียนภาษาอังกฤษหรือมองว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง เค้าจะพูดเร็วปกติมันจะทำให้เราต้องบังคับตัวเองให้ฟังและสื่อสารกับเขาให้ได้ เราเองเห็นพัฒนาการด้านภาษาของตัวเองชัดเจนจากที่เคยเรียนภาษาแบบเรียนภาษจริงๆที่ครูก็มองว่าเราเป็นคนต่างชาติ ความเร็วหรือสำนวนต่างๆจะต่างกันบ้างกับเวลาที่ฝรั่งเค้าคุยกันจริงๆ บวกการเรียนปริญญาโทการเขียนเป็นเรื่องสำคัญเพราะงานเขียนส่วนใหญ่เป็นงานวิชาการทำให้เราต้องระวังในการใช้ภาษา รวมทั้งแกรมม่า การสะกด เครื่องหมายวรรคตอนอะไรต่างๆมากมายขึ้น ศัพท์แสงจะใช้แบบพื้นๆบ้่นๆตลอดไปก็ไม่ดีไม่เหมาะกับคนที่เรียนปริญญาโท มันบังคับให้เราต้องใช้ความพยายามมากขึ้นซึ่งทำให้ภาษาอังกฤษเราดีขึ้นมากในเวลาแค่ไม่กี่เดือน สรุปคือภาษาอังกฤษไม่ได้ใช่อุปสรรรคแต่ก็แนะนำว่าเตรียมตัวคือพยายามให้ภาษาอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ก่นมาเรียนจะได้ไม่เครียดมากเกินไป แนะนำให้มี Longman Dic ไว้ในคอมพิวเตอร์ เป็น dictionary ที่ดีมาก ช่วยเรื่องการเขียนได้มากทีเดียว

รวมๆเรียนต่อปริญญาโท หรือตรี หรือเอกในอเมริกาก็ไม่ได้ยากไปกว่าการเรียนในเมืองไทยมากนัก อาจต้องปรับตัวในตอนแรกๆบ้างถ้าขยันเอาใจใส่ไม่เกินความสามารถ ขอย้ำว่าคนไทยเราเก่งไม่แพ้ฝรั่ง ไม่แพ้จริง ๆฝรั่งไม่ใช่จะเก่งจะฉลาดทุกคน โอเคเรื่องภาษาเราอาจสู้เขาไม่ได้แน่ๆ แต่เรื่องความคิดอะไรอื่นๆเราสู้ได้สบายๆ เราพิสูจน์มาแล้ว หลายๆวิชาเราทำได้กว่ากว่าเพื่อนฝรั่งอีก สาขาที่เราเรียนเคยมีคนไทยเราไม่รู้จักมาเรียนแล้วก็หายไป คือเรียนไม่จบไม่รู้ว่าเหตุผลอะไร เราต้องทำให้เขาเห็นว่าคนไทยไม่เหมือนกันทุกคน ที่เก่งและมีความรับผิดชอบมีอยู่มากมาย สุดท้ายเรียนที่ไหนก้แล้วแต่อย่าลืมช่วยกันเอาความรู้กลับไปพัฒนาประเทศเรา ประเทศเขามันไปไกลแล้ว (เริ่มถดถอย) เอ้าคนไทยสู้ๆ

ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อในอเมริกา

Academy of Art University San Francisco

plew November 4th, 2009



Academy of Art University San Francisco สาเหตุที่อยากเขียนถึงสถาบันนี้ Academy of Art เพราะมีเพื่อนๆหลายคนมีคำถามเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนี้่เช่นดีไหม ค่าเทอมแพงไหม อะไรปีะมาณนั้น ประกอบกับบังเอิญอาจารย์ที่สอน Graphic ที่เราเรียนที่ San Francisco State เธอก็สอนที่ Academy ด้วยพอดีมีโอกาศคุยกับจารย์เป็นการส่วนตัวเลยได้ข้อมูลมาบางส่วน อย่างที่บอกว่าเราเองไม่ได้เรียนที่ Academy of Art เราเรียนที่ SFSU แรกๆก็เคยสนใจที Academy เหมือนกันสนใจด้าน Fashion แต่ว่าแฟนเราเองซึ่งเป็นคนที่นี่เขาเรียนจบ SFSU และทำงานในซานฟรานมาเป็นสิบปี เขาบอกเขาไม่อยากให้เรียนที่นี่เพราะไม่เคยเห็นใครพูดว่าที่นี่ดีหรือมีนักเรียนที่จบแล้วมีชื่อเสียงอะไร เพราะเขาเองก็ทำงานด้าน graphic design
และงานถ่ายภาพ บวกกับ Academy มีโฆษณาทางทีวีทุกวัน บ่อยมากๆด้วย ทำให้แฟนเรายิ่งคิดในแง่ลบๆ ว่าถ้าดีจริงคงไม่ต้องโฆษณาขนาดนี้ ดูแปลก อีกอย่างที่นี่มันจะมีแคมปัสเยอะมากๆ คือจะเป็นตึกใหญ่ ตึกเล็กแทบทุกย่านของซานฟรานเลยก็ว่าได้จะต้องเห็นตึกของ Academy ตอนนี้เขามีมากกว่า 30 แคมบัส (เป็นตึกๆ)กระจายทั่วซานฟราน ดูรายละเอียดตามลิงค์ http://www.academyart.edu/map.html บวกรถบัสที่วิ่งให้เห็นทุกวัน คือมันจะไม่เหมือนยูอื่นๆที่แบบใหญ่ๆมีสนาม มีรั้วอะไรประมาณนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นตึกที่อยู่ริมถนน

เราเองตอนนั้่นสนใจเพราะดูมันเป็นยูเฉพาะทางดี แต่ก็ลองsearch คอมเมนท์ดูว่าคนที่เคยเรียนพูดถึงหรือคิดยังไงกับที่นี่ ก็ดูแล้ว reviews ออกมาไม่ค่อยดีเท่าไร
ลองอ่านคอมเมนท์ืชที่ http://www.yelp.com/biz/academy-of-art-university-san-francisco-2 บวกแพงเอาการ เลยไม่ได้เรียนที่นี่ ลองดูข้อมูลค่าหน่วยกิตดู

Tuition Rates (On-Site / Online)
Undergraduate Tuition (3 units per class) $740 per unit
Graduate Tuition (3 units per class) $840 per unit
For example, starting in the Fall of 2009, a typical undergraduate tuition for an academic year would be $740 for each unit, over 24 units, which is a total yearly tuition of $17,760.

Estimated Expenses per Year (Fall ‘09/Spring ‘10 [Undergraduate])
Tuition ($740/unit) $17,760
Registration/Student Activity Fee $145
Course Fees* (average) $800
Materials/Supplies (average) $1,638
Total $20,343
from http://www.academyart.edu/admissions/tuition_rates.html
(คนมันจนอะนะ) เราเลยเลือก San francisco State ในฐานะที่มีกรีนการ์ดเราจ่ายถูกกกว่าไปเรียน academy หลายๆเท่าตัว แต่ที่เราอยากรู้มากคือทำไมคนไทยมาเรียนยูนี้กันเยอะจัง รวมทั้งคนที่ยังไม่ได้มาเรียนก็สนใจกันเยอะ ทั้งๆที่ academy ถ้าดู rank สำหรับ art school แล้วไม่ติด 1 ใน 50 ด้วยซ้ำ
http://grad-schools.usnews.rankingsandreviews.com/best-graduate-schools/top-fine-arts-schools/rankings หมายถึงทั้งอเมริกาไม่ใช่แค่ California ข้อนี้ก็ยังหาคำตอบไม่พบ
แต่เดาว่าคงทำ marketing เก่ง ดังนั้นนักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่เอเชียและต่างชาติมากกว่าคนพื้นที่

เท่าที่คุยกับอาจารย์ที่เธอก็สอนกราฟฟิก ดีไซน์ที่ academy มาสิบปีได้แล้ว อาจารย์บอกใช่นักเรียนไทยเยอะมากมายจริงๆ อีกชาติที่เยอะคืออินโดนีเชีย และที่มาแรงมากคือนักเรียนจากจีนแผ่นดินใหญ่ อาจารยน์บอกเมื่อก่อนไต้หวันเยอะ ตอนนี้จีนแท้ๆมาเพียบเลย ภาษาอังกฤษก็อ่อนมากๆ อาจารย์บอกแต่ที่นี่เขาบริการนักศึกษามากมาย คือถ้าอาจารย์ที่สอนดูแล้วว่านักเรียนภาษาอังกฤษอ่อนแอมากฟังสอนไม่เข้าใจสามารถขออาจารย์ภาษาอังกฤษที่สอน ESL มาประกบตัวต่อตัวหรือกระทั่งทำตัวคล้ายล่ามได้เลย เราก็โอ้วแม่เจ้าอะไรมันจะบริการสุดยอดขนาดนั้นอะเนี่ย (แต่ไม่มีตังค์อะ)
เราว่านี่เป็นอีกจุดขายหนึ่งของเขาจะว่าเป็นข้อดี หรือด้อยแล้วแต่คน เพราะที่นี่เข้าค่อนข้างง่าย TOEFL แค่ส่งแต่ไม่มีคะแนนขั้นต่ำ คะแนนต่ำก็มาเรียนภาษากับเขาได้เลยมีรองรับ ในขณะที่ยูทั่วๆไปเช่นที่เราเรียนถึงไม่ใช่ยูดัง แต่โทเฟิลอย่างน้อยก็ต้องผ่านเกณฑ์ ไม่งั้นไม่รับแน่นอน

สรุปเราเองก็ไม่รู้ว่า Academy of Art ดีไหม แต่อาจารย์ที่สอนเราซึ่งสอนที่ academy ด้วยเธอก็สอนดีมากทีเดียว อาจารย์เราบอกที่ยูนี้เขาเน้นให้เด็กทำงานได้จริง อาจารย์จะพาเด็กไปดูงานอะไรนอกสถานที่ก็สะดวกมากเพราะมีรถบัสมากมาย คือเขาเน้นบริการมากกว่ายูรัฐ สรุปแล้วเราว่าเรียนที่ไหนก็คงไม่ต่างกันมากมาย (ถ้าไม่ใช่ยูท็อปจริงๆ) อยู่ที่ตัวเราเองมากกว่า บวกกับงบประมาณคือเงินในกระเป๋าก็สำคัญมากมาก ข้อมูลรวมทั้งลิงค์ต่างๆที่ใส่ไว้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบในการตัดสินใจ

เรียนปริญญาโทในอเมริกา VS เรียนในปริญญาโทเมืองไทย

plew September 9th, 2009


เรียนปริญญาโทในอเมริกา Study Master Degree in the USA กับเรียนโทในเมืองไทยอันไหนจะยากกว่ากันและมันเหมือนหรือต่างกันแค่ไหน เปิดเทอมมาได้สามอาทิตย์ แหมสามอาทิตย์จริงๆก็เรียนไปได้ไม่นาน แต่เฮ้อเหมือนเรียนมาเป็นปีเลยแฮะ ทำไมนะเหรอก็ assigments นะเยอะนะซิมีงานทุกครั้ง มีเอกสารมีหนังสือที่ต้องอ่านทำสรุป วิเคราะห์และกลับมาพูดในห้องหรือวิเคราะห์ในชั่วโมงหน้าตลอด อ่านแต่ละคร้ังก็ไม่ใช่น้อยสามสิบสี่สิบหน้า แหมไอ้เราอ่านภาษาอังกฤษก็ยังไม่เร็วดังใจเหมือนอ่านภาษาไทยมันเลยยิ่งไปกันใหญ่

สำหรับตัวเองด้วยความที่เรียนโทจากเมืองไทยมาแล้วแต่ก็เจ็ด แปดปีที่แล้่ว ยอมรับเลยว่าเรียนที่นี่งานเยอะกว่า ต้องอ่านหนังสือมากกว่า ของเราไม่ถึงกับมีงานทุกครั้ง มีเป็นงานใหญ๋ๆเลยมากกว่า แต่ที่นี่งานเล็กทุกครั้ง บวกงานโปรเจคใหญ๋อีก เราไม่รู้มหาวิทยาลัยอื่นๆที่นี่เป็นไงแต่ที่นี่เอาเรื่อง ทั้งๆที่อย่างที่บอก San francisco State ก็ไม่ใช่ยูเด่นดังมากมาย ก็ยูธรรมดา ไม่อยากคิดถ้าไปเรียนยูท๊อปมันจะขนาดไหนนะเนี่ย

เราเองมานั่งคิดเอเราลงเยอะเกินไปรึป่าวนะเพราะลงไปสี่ตัว จริงๆอาจารย์ก็บอกว่าสามกำลังดี สี่จะหนักๆหน่อย แต่เราอยากจบเร็วในปีครึ่งก็อัดและคิดว่าน่าจะโอเค แต่ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจแล้ว แต่ยังไงเทอมนี้ลงแล้วก็ต้องเอาให้รอดทั้งสี่ตัวนั่นแหละ ก็ต้องยอมหนักสักหน่อย อาจารย์ที่นี่ขอบอกว่าเขาแบบตั้งใจสอนมากๆ มาสอนตรงเวลาเลิกตรงเวาลาไม่มีเข้าสายเลิกเร็ว งานที่สั่งต้องส่งตรงเวลา และเพื่อนร่วมห้องทุกคนไม่มีใครแบบลืมทำหรือทำไม่เสร็จ ทุกคนเขาแบบตั้งใจกันมาก ยกมือแสดงความคิดเห็นกันตลอด ไอ้เราก็คนไทยนะไม่อยากหรอกไอ้ที่ต้องพูดแสดงความคิดเห็น ยิ่งต้องพูดภาษาอังกฤษด้แต่ทำไงได้ละเพื่อความอยู่รอดก็ต้องแข่งยกกับเขาด้วย พูดผิดพูดถูกก็ต้องพูดแล้วละ ขืนขี้อายไปไม่รอดแน่ๆ ที่นี่เช็คชื่อทุกครั้งคะแนนการมีส่วนร่วมสำคัญมากทีเดียว ตารางเรียน เอกสารหนังสือ รายงาน งานต่างๆที่ต้องส่งต้องทำ ต้องอ่าน ต้องคอยเช็คจากเว็ปไซต์ตลอด เรียกว่า Ilearn
แต่ละวิชาที่เราลงก็จะมีลิงค์เข้าไป จะบอกอาจารย์ไม่บอก หรือไม่รู้ไม่ได้เป็นหน้าที่ที่ต้องเข้าไปเช็คและทำตามที่อาจารย์เขียนไว้ในนั้น

นอกจาก text Book ที่ต้องอ่านแล้ว ก็ต้องเข้าไปพร้ินเอกสารตามลิงค์หรือเอกสารเพิ่มเติมที่อาจารย์กำหนดอีกมากมายคืออ่านแทบไม่หวาดไม่ไหว เยอะบวกกับนะภาษาอังกฤษเราก็ใช่จะดีอะไรมันก็เลยกลายเป็นสองเด้ง ทั้งเยอะแถมอ่านไม่ได้เร็วอย่างเขา อ่านเสร็จก็ต้องมาเขียนมาสรุปอีก ไหนจะเรื่องความคิด ความเข้าใจและไหนจะเรื่องภาษาอีก สองเด้งจริงๆ เกือบทุกวิชาหลังจากจบคลาสแต่ละครั้งต้องสรุปสิ่งที่เรียนหรือประเด็นที่เราสนใจเขียนเใน blog แล้วโพสในเว็ปของ department ไม่รวมงานจริงๆที่ต้องอ่านแล้วทำอะไรบางอย่างแล้วส่งชั่วโมงหน้่า เขาบังคับให้เราอ่าน ให้เราคิดเยอะจริงๆ อันนี้ราเองยอมรับว่าระบบการศึกษาเขาคุณภาพดีจริงๆ ไม่ใช่ยูแบบหาเงินอยากได้เงิน จบง่ายๆสบายๆ หรือฟังๆแล้วก็กลับบ้านจบกันไปวันหนึ่ง แต่ว่าเหนื่อยอะ

เรียนที่นี่ถ้าไมมีพริ้นเตอร์นี่สงสัยจะลำบาก เพราะเอกสารที่ต้องอ่านต้องลิงค์กับเนตเยอะ จะอ่านจากหน้าจอก็ไม่ไหวจริงๆสามสิบสี่่สิบหน้า อินเตอร์เนตที่บ้านไม่มีก็แย่มากๆ เพราะใช้เยอะ แค่เข้าไปอ่านตางรางเรียนกำหนดส่งงาน เอกสารอื่นๆมันอยู่ในเนตหมดเลย ว่าเรื่องอินเตอร์เนตก็มาพูดเรื่องคอมพิวเตอร์ซะหน่อย จริงๆแล้วเพราะสาขาที่เราเรียนมันจะเเป็นรื่องการการออกแบบ การดีไซต์และพวก multimedia และการทำเว็ป ซึ่งที่นี่จะใช้ Mac Computer ในการเรียนการสอนทั้งหมด ไม่มีแมคก็ต้องซื้อไม่งั้นก็ต้องมาทำงานที่ lab ที่มหาวิทยาลัย เพราะอาจารย์เขาก็พูดตรงๆว่าถ้าจะมาทำงานทางด้านเว็ป งาน multimedia ที่นี่เขาใช้ Mac Computer กันทั้งนั้นสำหรับธุรกิจนี้ในอเมริกา PC มันไม่ใช่สำหรับที่นี่ เราเองก็ต้องลงทุนซื้อแมคใหม่ รวมทั้งโปรแกรมที่ต้องเอามาลงซึ่งโชคดีที่ซื้อได้ในราคานักเรียน แต่ถึงจะราคานักเรียนรวมแล้วก็สาม สี่ร้อยเหรัยญ บวก text book ที่แพงเอาการเล่มละ สามสิบ สี่สิบ จนถึงเกือบร้อยเหรียญ แพงจริงๆ บางเล่มมือสองตาม amazon ก็มีแต่ราคาก็ไม่ต่างจากของใหม่เท่าไหร่เลย
แต่ทำไงได้ก็ดันมาเลือกสาขาที่มันต้องใช้อุปกรณ์ ต้องใช้ซอฟแวร์

สรุปแล้วสำหรับมือใหม่อย่างเราบอกได้เลยว่าเรียนที่นี่ยากกว่่า ไม่เฉพาะอุปสรรคเรื่องภาษาที่ทำให้เราต้องทำงานเป็นสองเท่าของคนอื่่นเขา แต่ตัวงานที่มอบหมาย งานที่ต้องอ่าน การต้องมีส่วนร่วมในห้องเรียน เยอะกว่าเรียนในบ้านเราอย่างเห็นได้ชัด
ว่าแล้วก็ขอจบแค่นี้ก่อน ต้องไปอ่านหนังสือต่อแล้วละ ว่างๆจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะจ๊ะ

California State University

plew August 3rd, 2009


ปัญหาเศรษฐกิจในอเมริกาดูท่าจะยังไม่กระเตื้องขึ้นมาในเร็ววัน (วันที่เขียน สิงหา 2009) หลังจากที่เคยบ่นไปรอบหนึ่งแล้วกับปัญหางบประมาณในรัฐแคลิฟอเนียที่มันกระทบต่อสถาบันการศึกษาในระดับวิทยาลัยและสูงขึ้นไปของรัฐใน แคลิฟอเนียทั้ง Cal State ทั้งหมดและ Community colleges ที่โดนตัดงบประมาณอย่างมากมายอย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่า Cal State ได้ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมของ California resident 10% เมื่อเดือนพฤษภาคม 2009 ที่ผ่านมา และปรับคลาสเรียนใหม่หมดซึ่งเพิ่งประกาศตารางเรียนใหม่เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2009 ที่ผ่านมา ลงทะเบียนเลื่อนออกมาต้นเดือนสิงหา ในขณะที่ fall semester จะเริ่มวันที่ 25 สิงหานี้

แต่เรื่องตลกที่ไม่ค่อยตลกก็คือ Cal State ซึ่งรวมถึง San Francisco State University ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมอีกครั้งเมื่อ 21 กรกฎคม 2009 อีก 20% รวมค่าธรรมเนียมที่ขึ้นเป็น 30% ตัวเองจ่ายไปก่อนหน้าตั้งแต่เดือนเมษาก็มีอีเมล์ให้ไปจ่ายเพิ่มคือจาก $2200 จาก $2800 เพิ่มมาอีก $600 ก็ต้องเข้าไปจ่ายเพิ่ม จริงๆแล้วส่วนตัวคิดว่าการขึ้นค่าเทอมเป็นเรื่องปกติมากๆ แต่นี่ประกาศขึ้นถึงสองรอบในรอบเดือนครึ่ง ซึ่งที่มันดูไม่มืออาชีพคือทำไมไม่ประกาศก่อนจะเปิดภาคเรียนใหม่ก่อนที่จะถึงกำหนดจ่าย นี่เขาจ่ายกันไปแล้วต้องมาเสียเวลาไปจ่ายเพิ่มอีก (จ่ายออนไลน์ได้แต่เสียค่าธรรมเนียม $50) ดูเหมือนทำอะไรแบบไม่มีแผนจริงๆ
งบประมาณโดยปกติแล้วรู้กันล่วงหน้าก่อนอยู่แล้วว่าจะได้ทำไรเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการวางแผนโดยปกติรู้กันล่วงหน้าก่อนปีงบประมาณเดิมจะสิ้นสุดอยู่แล้ว เรื่องงบประมาณระดับรัฐเช่นนี้มาปรับกันรายเดือนเป็นเรื่องที่แสดงถึงการขาดประสิทธิภาพในการทำงานอย่างรุนแรงในสายตาของเรา นี่ปรับขึ้นถึงสองครั้งห่างกันเดือนกว่า ส่วนตัวยอมรับว่าลึกๆรู้สึกผิดหวังกับการทำงานและระบบการบริหารจัดการของที่นี่ซึ่งก่อนหน้าเราคิดว่านี่ละประเทศที่ดีที่สุดประเทศหนึ่ง เป็นมหาอำนาจในเกือบทุกๆด้าน มันคงเลิสเลอมีประสิทธิภาพกว่าบ้านเราเมืองไทย แต่หลังจากอยู่ที่นี่สัมผัสอะไรมากขึ้นบอกตรงๆว่ามันชักไม่ใช่อย่างที่คิด (ไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว)

นอกจากขึ้นค่าเทอมแล้วในภาคการศึกษาหน้าปริญญาโทของ SFSU จะงดรับนักศึกษาใหม่เกือบทุกภาควิชา ที่ยังเปิดรับก็จะมี MBA และ Computer sciences ส่วน MBA นั้นไม่ต้องสงสัยว่าทำไมยังเปิดรับเพราะค่าเทอมแพงกว่าสาขาอื่นอยู่แล้ว เราเองก็รอดตัวที่ได้ตอบรับให้เรียนเทอมนี้ ถ้าช้าอีกนิดก็อด แหมจะไปเรียนเอกชนก็เห็นจะไม่ไหวเพราะแพงเหลือทน นอกนั้นครู อาจารย์ เจ้าหน้าที่ก็ไม่รับเพิ่ม เงินเดือนไม่ขึ้นหรือลด รวมทั้งอาจตัดบริการนักศึกษาอื่นๆด้วย ก็หวังว่าจะยังคงรักษามาตรฐานด้านการศึกษาไว้ได้ ลองอ่านนี่ดู

There is no way to soften this message: The California fiscal crisis has taken a devastating toll on public higher education. While the governor and legislature have yet to pass a budget for the coming year, the best estimate is that the California State University system will face a $584 million cut.

The CSU Board of Trustees has worked to close that gap through a variety of measures that include a hiring freeze, freeze on salaries and travel restrictions. At yesterday’s meeting of the Board of Trustees, two other measures were approved, both of which will have an impact on you and your studies.
The additional student fees increase will help to close about $157 million of the $584 million budget gap, but it is not enough. The CSU is also seeking to make reductions in its payroll totaling $273 million. The CSU has proposed furloughs for all employees of two days a month, and discussions with bargaining units are underway. CSU executives, management and non-represented employees will begin furloughs of two days per month, beginning August 1. Employees are not paid for furlough days, and are not allowed to work on furlough days. Each campus can develop its own plan for scheduling furloughs, and SF State’s plan will aim to minimize the impact on the academic schedule as much as possible.
With these measures in place, the CSU system will still be $183 million short of what is needed to offer full services and a full schedule for all of its students. The CSU Chancellor has instructed each campus to develop a plan to handle the remaining gap. At SF State, that results in an additional $11.9 million we must cut from our expenses, on top of the fee increases and salary reductions outlined above. All campus services and functions will be affected in some way; the area most noticeable to students will be in the course schedule.

Deans and department chairs have been working throughout the summer to prioritize which courses will be taught this fall, with the aim of serving the greatest number of students and helping seniors to graduate. This has been an extremely difficult task. We will be offering 428 fewer course sections than last fall–a total of 3,075 sections. The spring schedule will be as reduced, if not worse.

City College of San Francisco ก็แน่นอนได้รับผลกระทบเราเองไปถามที่ campus ที่เคยเรียน ESL ฟรี ปรากฎว่าคลาสก็ลดลงไปมาก และพยายามจัดตารางบังคับให้นักเรียนเลือกเรียนได้แค่วิชาเดียวโดยจัดตารางให้เป็นเวลาเดียวกัน ESL จากเก้าระดับ ตอนนี้เหลือแค่แปดระดับ ที่พูดเรื่องนี้เพราะมีเพื่อนๆหลายคนเข้าไปอ่านเรื่อง ESL ที่เราเคยเขียนไว้ปีก่อน หลายคนสนใจเพราะฟรี วันนี้ต้องบอกว่ามันอาจไม่เหมือนก่อนซะแล้ว ถ้ามีตังค์และตั้งใจจะเรียนจริงจังโดยเฉพาะอยากเรียนต่อแนะนำว่าเสียตังคืเรียนจริงจังจะดีกว่า

ผลจากวิกฤตเศรษฐกิจในอเมริกาต่อสถาบันการศึกษาของรัฐในแคลิฟลอเนีย

plew July 5th, 2009


ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐอเมริกา (2009) ที่ปัจจุบันดูเหมือนว่าจะทรงตัว คือได้ดิ่งลงสู่ก้นเหวคือถึงจุดต่ำสุดไปแล้ว ดังนั้นไม่น่าจะมีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว ในรอบปีสองปีที่ผ่านมาตัวเราเองค่อนข้างโชคดีที่ครอบครัวจริงๆคือสามีไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจแต่อย่างใด มองไปที่คนรอบตัวที่นี่ทุกคนก็ปกติดี ยังมีงานทำ ยังมีบ้านอยู่ ยังมีเงินใช้จ่ายหาความสุขใส่ตัวตามอัตภาพ แต่ว่าวันนี้หลังจากเข้าอินเตอร์เนตเพื่อไปเช็คข้อมูลเตรียมตัวลงทะเบียนเรียนใน fall 2009 ซึ่งจะเปิดภาคเรียนในเดือนสิงหาคมนี้ ก็ต้องอึ้งไปเลยเพราะผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจที่คิดว่าไม่ได้กระทบกับเราตรงๆตอนนี้มันโดนเข้าแล้ว เกริ่นนิดหนึ่ง จริงๆก็เล่าไปแล้วในโพสก่อนๆ คือเราได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนปริญญาโทที่ San Francisco State University
เดิมทีหลังจากได้จ่ายค่าเทมอแล้ว ทางมหาวิทยาลัยก็แจ้งว่าเราสามารถลงทะเบียนได้ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2009 คือรายละเอียดทุกอย่างสามารถ log in เข้าไปเช็คข้อมูลทางเนตได้หมด มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรืออัพเดทเข้าก็จะแจ้งทางเนตซึ่งสร้างเป็นหน้าข้อมูลของนักศึกษาแต่ละคน

วันนี้เข้าไปเช็คเรื่องวิชาที่จะลงอีกรอบซึ่งจริงๆก็เลือกไว้ตั้งแต่เดือนก่อน แต่กะว่าจะเข้าไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาก่อนจะลงทะเบียนเลยเข้าไปเช็คตอนเช้าวันนี้ 5 กรกฎาคม 2009 พอเข้าไปปุ๊ปก็มีตัวหนังสือสีแดงที่ทำให้รู้ทันทีว่าเป็นเรื่องสำคัญระบุว่า
“Because of the budget problems in the State of California, SFSU has had to cancel a number of Fall 2009 classes. We are in the process of finalizing the fall class schedule which will be available beginning July 24, 2009. Because the final class schedule will not be available until July 24, Final priority registration will now take place from August 3-14, 2009”

ตารางเรียนของ fall 09 ที่ประกาศไว้ที่นักศึกษาได้วางแผนไว้ รวมทั้งนักศึกษาเก่าจำนวนมากได้ลงทะเบียนไปก่อนหน้าถูกยกเลิกทั้งหมด มหาวิทยาลัยดึงข้อมูลออกจากอินเทอร์เนตทั้งหมด วันเปิดเรียนคือ 25 สิงหาคม 2009 แต่กว่าตารางเรียนใหม่จะออกก็ 24 กรกฎา โน่น เรานักเรียนใหม่ลงทะเบียนได้ 4 สิงหา ไม่อยากจะคิดถึงจำนวน classes ที่จะลดลง ทีนี่แหละต้องแย่งกันลงเด็กเก่าเด็กใหม่

จริงๆเรื่องที่ Gov. Schwarzenegger ตัดงบด้านการศึกษารู้มาตั้งแต่ปีที่แล้วตอนที่ยังไม่กลับเมืองไทย ตอนนั้นยังเรียนภาษาที่ City College SF เพราะเพื่อนที่เรียนด้วยกันเข้าก้ไปประท้วงที่หน้าสำนักงานของคุณคนเหล็กเนี่ย เพราะ community colleges ก็ถูกตัดงบไปมากและต้องลดจำนวน classes มากเช่นกัน สิ่งที่หลายๆคนทนไม่ได้และตั้งข้อสงสัยคือคุณคนเหล็กจะตัดงบการศึกษาแต่จะเอาไปพัฒนาคนคุก พวกนักโทษที่มีปัญหาทางจิต แมร่งเอ๊ยตัดงบช่วยคนดีเอาไปพัฒนาคนคุก แต่ตอนนั้นเราเองไม่ได้ไปร่วมกับเขาเพราะต้องไปที่ Sacramento และตอนนั้นก้ไม่รู้สึกอะไรเท่าไรเพราะตอนนั้นมันเรียนฟรีอะ

จริงๆแล้วสองอาทิตย์ก่อนไปเอาตารางเรียนแบบ Non credit ที่ city college ก็กะว่าจะเรียนภาษาฟรีควบคู่กับแถการเรียนโทไปด้วย เราก็เห็นชัดว่า classes มันหายไปเยอะพอควร ESL เดิมมีถึงระดับ 9 ตอนนี้ถูกตัดเหลือแค่ระดับ 8 สูงสุด ก็เราเรียนผ่าน 8 ไปแล้วอะ แถม specific classes พวกฟัง พูด อ่าน เขียน เขาจัดตารางให้มันอยู่ในวัน เวลา เดียวกันหมดเลย คือคุณเลือกเรียนได้แค่ตัวเดียว จากเมื่อก่อนที่เราเรียนคือสองเทอมที่แล้ว มันไม่ตรงเราสามารถลงทั้งอ่าน ทั้งเขียน ได้หลายตัว แต่อันนี้เราก็เข้าใจนะเพราะมันเรียนฟรีจริงๆ ถ้าจะตัดของฟรีไปบ้างก็ไม่ได้ดูเลวร้ายมากนัก แต่นี่ Cal State เรียนเสียเงินนะ โอเคถึงมันจะถูกกว่าเอกชนมากมายก็เหอะ อีกประเด็นที่งงคือทางมหาลัยก็น่าจะรู้มาก่อนเรื่องงบประมาณทำไมไม่วางแผนกันล่วงหน้าละ ทำไมมาเปลี่ยนแปลงกันกระทันหัน หรือมันเพิ่งรู้จริงๆอันนี้ก็เดาๆไม่ถูก เพราะเดือนก่อนมหาวิทยาลัยก็พูดเรื่องปัญหาถูกตัดงบประมาณและต้องขึ้นค่าเทอมใน Fall 09 10% ลองอ่านอันนี้ดู

“While we recognize the severity of the state’s fiscal crisis, the budget does not provide the resources the system needs to meet the needs of our students and fund our operations,” said CSU Chancellor Charles B. Reed. “This will impact our ability to maintain quality and services for our 450,000 current students, and we have already been forced to reduce incoming student enrollment levels for this fall.”
สุดท้ายในฐานะ resident อย่างเราก็หวังว่าอะไรๆที่นี่ “อเมริกา”มันจะขยับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และหวังว่ามาตราฐานในการศึกษาใน Cal State จะยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เพราะไงตอนนี้มันก้ไม่ใช่ยูเด่น ดัง อะไรกับเขาอยู่แล้ว

สมัครเรียนต่อปริญญาโทในอเมริกา

plew May 3rd, 2009


สมัครเรียนต่อปริญญาโทในอเมริกา หลังจากสัมภาษณ์กับหัวหน้าภาควิชาเรียบร้อย อีกสองวันลองเข้าไปเช็คสถานะในเว็ปไซต์ทุกอย่างก็เรียบร้อยคือตอบรับให้เข้าเรียน ต่อมาก็ได้รับจดหมายตอบรับเข้าศึกษาต่ออย่างเป็นทางการจากทางมหาวิทยาลัย ตอนนั้นก็คิดว่าโอเคเรียบร้อยทุกอย่างไม่ต้องมีเอกสารอะไรอีก ปรากฎว่ายังคือทางมหาวิทยาลัยต้องการเอกสารยืนยันเกี่ยวกับการได้รับวัคซีนป้องกันโรคคางทูม โรคหัดเยอรมัน ซึ่งจริงๆคนส่วนใหญ่ก็เคยได้กันมาแล้วตั้งแต่เด็กๆ แต่เราเองไอ้เจ้าเอกสารที่ว่ามันก็คงไม่เหลืออยู่แล้วไม่รู้หายไปไหนแล้วเพราะนานมากๆ และถ้ามีก็อยู่เมืองไทยอีกอย่างมันก็เป็นภาษาไทยยังไงก็ต้องแปลอีก

ดังนั้นเมือเราไม่มีเอกสารมาแสดงได้ว่าเรามีภูมิคุ้มกันหรือเคยไดด้รับวัคซีนมาก่อน ก็มีอยู่สองทางเลือกคือฉีดวัคซีนซ้ำไปอีกเข็มหรือเจาะเลือดเพื่อตรวจดูว่ามีภูมิคุ้มกันหรือไม่ สุดท้ายเราเลือกฉีดวัคซีนใหม่ จริงๆแล้วมหาวิทยาลัยเองก็มี Health Center ซึ่งให้บริการตัวนี้ด้วย สาม วัคซีนรวมกันในเข็มเดียวมหาวิทยาลัยคิดราคา $75 เราก็ไม่แน่ใจว่าถูกหรือแพงกว่าคลีนิคปกติ แต่แฟนก็บอกว่าน่าจะถูก แต่บังเอิญตอนนั้นขี้เกียจเข้าไปมหาวิทยาลัย แฟนเลยพาไปที่ศูนย์การแพทย์ของรัฐบาลคล้ายๆพวกอนามัยอะไรประมาณนั้น ปรากฎว่าแค่เข็มละ $15 โชคดีที่ไม่ไปฉีดที่มหาวิทยาลัย ไม่งั้นคงเจ็บใจน่าดู ฉีดเสร็จเขาก็ให้เอกสารมาเราก็ตัวนั้นไปยื่นกับทางมหาวิทยาลัยก็เป็นอันจบเรื่องนี้ไป
ดังนั้นถ้าใครจะมาเรียนที่นี่ก่อนจะมาถ้ามีเอกสารตัวนี้ก็เตรียมไว้ได้เลยหรือฉีดทำอะไรมาจากบ้านเรา ถูกกว่าแน่ๆจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายที่นี่

หลังจากเคลียเอกสารครบ ก็จ่ายเงินค่าของเราเนื่องจากเป็น Resident จึงจ่ายแต่ค่าธรรมทเนียมไม่ต้องจ่ายค่าหน่วยกิต ปกติขจั้นตอนเกือบทุกอย่างของมหาวิทยาลัยนี้ทำผ่านทางอินเตอร์เนตได้ทั้งหมดเลย การจ่ายเงินก็เช่นกัน จ่ายผ่านบัตรเครดิตทางอินเตอร์เนตได้เลยแต่ว่าดันต้องเสียค่าธรรมเนียม $55 คือแปลกๆนิดนึงถ้าจ่ายด้วยบัตรเครดิตจ่ายได้เฉพาะออนไลน์ ถ้าจะจ่ายที่มหาวิทยาลัยรับเฉพาะเงินสด อือเราก็แบบว่าไม่อยากจ่ายเงินสด เลยยอมเสียค่าธรรมเนียมไป $55 ก็จะได้ไม่ต้องเดินทางไปมหาลัยด้วย หลังจากจ่ายเงินเขาก็จะขึ้นใน Profile ของเราว่าชำระเงินแล้ว รอลงทะเบียนซึ่งเขาจะกำหนดวันที่เราจะสามารถลงทะเบียนไว้อย่างชัดเจน คือต้องเช็คออนไลน์ใน Profile ของเรา จะลงก่อนไม่ได้ ถ้าลงหลังจากวันที่กำหนด ก็ต้องรอจนถึงเวลาที่เขาเปิดอีกที ก็ดีเพราะคงไม่อยากให้นักเรียนแห่มาลงวันเดียวกันแน่น ระบบคงล่มแน่ๆ ก็จัดไปเลยว่าคนนี้วันนี้ แต่ก่อนจะลงทะเบียนก็ต้องเข้าไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาเสียก่อนเพื่อวางแผนการเรียนซึ่งอันนี้ก็ปกติไม่ต่างจากบ้านเรา ส่วนตารางเรียนทุกอย่างก็ออนไลน์ ซึ่งก็มีรายละเอียดให้ครบทั้ง วิชา วันเวลา อาจารย์ผู้สอน สถานที่ ตำราหลักที่ใช้ จนกระทั่งความจุคือรับได้กี่คน ก็ชัดเจนและสะดวกดี สรุปแล้วอะไรๆก็ต้องทำผ่านทางอินเตอร์เนตเกือบทุกขั้นตอนเลย ลงทะเบียนแล้วก็รอเปิดเทมอ..ตื่นเต้นจัง

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องก่อนหน้า

เรียนต่อปริญญาโทในอเมริกา Study Further in The USA.

plew April 29th, 2009


สมัครเรียนต่อปริญญาโทในอเมริกา หลังจากตัดสินใจแล้วว่าเรียนต่อโทอีกสักใบหนึ่งเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ก็ใช้เวลาในการหาว่าจะเรียนคณะอะไร ที่มหาวิทยาลัยไหนอยู่พักหนึ่ง แต่ข้อจำกัดของเราคือเรามีครอบครัวดังนั้นจะเที่ยวร่อนเรไปเรียนไกลๆก็ไม่ด้ ตัวเลือกที่มีอยู่คือ Cal State ที่อยู่ในละแวก Bay Area หรือ UC ก็มีที่เดียวที่ใกล้ในย่านซานฟรานก็คือ UC Berkley แต่ก็ต้องตัดไปทั้งที่ใจอยากเพราะ Requirement ที่ค่อนข้างจะสูงเพราะถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยเกรดเอ รวมทั้งราคาที่แพงกว่า Cal State เอกชนนั้นเราตัดทิ้งแต่แรกเพราะแพงๆเสียดายตังค์ ดังนั้นก็เหลือแต่ CSU นี่แหละที่ใกล้และสะดวกที่สุดและเราต้องการที่สุดคือ SFSU อีกที่ก็ East Bay แต่จริงๆก็ไม่ได้อยากเพราะค่อนข้างเล็กและชื่อเสียงสู้ SFSU ไม่ได้ นอกนั้นก็ไกล ตัวเลือกเราคือต้องเดินทางโดยรถสาธารณะได้เท่านั้น ดังนั้นก็เหลือตัวเลือกเดียวคือ San Francisco State

ค่าใช้จ่ายสำหรับ CSU หรือ California State University ค่อนข้างถูกถ้าเป็น Resident เพราะไม่ต้องเสีนค่าหน่วยกิตเสียแต่ค่าธรรมเนียม ถ้าลงทะเบียนแบบ Fulltime คือมากกว่า 6 หน่วยขึ้นไปอยู่ที่ $2200 กว่าๆ ต่ำกว่า 6 หน่วยก็ ประมาณ $1800 แต่ถ้าไม่ใช่ Resident ก็เสียค่าธรรมเนียมตรงนี้บวกค่าหน่วยกิตหน่วยละประมาณ $300 ต้นๆ คือเป็นResident จะจ่ายถูกลงไปมากโขอยู่ นี่เป็นอีกเหตุนึงที่เราคิดว่าควรจะเรียนโทมันอีกสักใบ เพราะเผลอๆจะถูกกกว่าเรียนโทอินเตอร์ในเมืองไทยซะอีก
หลังจากผ่านโทเฟลคือได้คะแนนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่เขากำหนด เราก็สมัครซึ่ง CSU ทั้งหมดจะสมัครผ่านทางเว็ปรวมเวปเดียวกันคือสมัครผ่านอินเตอร์เนตเท่านั้น ค่าสมัคร $55 จ่ายผ่านเครดิตการ์ดเลย เราสมัครที่เดียวใบสมัครก็ไม่ได้ยุ่งยากมาก แล้วก็ save ไว้ได้กรอกต่อวันหลังได้ กรอกใบสมัครส่งเรียบร้อย วันสองวันจำไม่ได้ก็มีอีเมล์ส่งยืนยันว่าได้รับใบสมัครแล้ว รวมทั้งหมายเลขอ้างอิงต่างๆเรียบร้อย

สำหรับสาขาที่เราสมัครเรียนคือ Instructional Technologies (เรียนพวก Web Design, Multimedia Design,
E-learning) โชคดีเพราะไม่จำเป็นต้องมีคะแนน GRE แต่ต้องมี portfolio เพื่อแสดงเกี่ยวกับระดับความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่เดิม นอกจากนั้นก็ทั่วไปคือ Recommendation Letters, Statement of purpose รวมทั้งต้องเข้ามาสัมภาษณ์กับ Department Chair ด้วย

สิ่งที่ต้องทำหลังจากกรอกใบสมัครทางเนตคือ กลับไปขอ Transcript กับทางมหาวิทยาลัยให้เขาใส่ซองและเซ็นซองปิดผนึกให้เรียบร้อย แล้วก็ส่งซองนี้กลับไปที่ Graduate Department อีกซองคือพวก Recommendation และ Statement และอื่นๆตามที่แต่ละสาขาวิชากำหนดส่งไปที่ Department ที่เราสมัครเรียน ต้องแยกซองกัน เราก็ส่ง FedEx ไปเลย ตกซองละ 800 บาท จริงๆแล้วที่อยู่ที่เดียวกันเลยละแต่คนละตึกแต่ FedEx เขาก็คิดแยกเพราะถือว่าคนละตึก

หลังจากส่งไปได้ไม่กี่วันทางมหาวิทยาลัยคือ Graduate Department ก็อีเมล์กลับมาว่าเอกสารและคุณสมบัติครบถ้วนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ขั้นต่อไปคือจะรับหรือไม่รับก็ขึ้นกับการพิจารณาของ department ซึ่งในอีเมล์ฉบับนี้ทางมหาวิทยาลัยจะให้รหัสนักศึกษาเรามาด้วย โดยให้ใช้รหัสตัวนี้ login ในการเช็คความคืบหน้า สถานะต่างๆของเราได้ทางเว็ปไซต์ ซึ่งหลังจากที่มหาวิทยาลัยตอบรับเราเข้าเรียนแล้วเราก็ใช้รหัสนักศึกษาและรหัสผ่านที่เรากำหนดนี้ตลอดไปจนเรียนจบ คือข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของเราทั้งหมด ทั้งการลงทะเบียน การจ่ายค่าหน่วยกิต กำหนดการ ตารางเวลาเรียน เวลาสอบ เกรด อะไรทุกอย่างใช้รหัสตัวนี้เหมือนกัน เหมือนเป็นหน้า Profile ของนักศึกษาแต่ละคนเลย

ย้อนกลับมาหลังจากที่มหาวิทยาลัยส่งอีเมล์ยืนยันคุณสมบัติของเราว่าผ่านเกณฑ์แล้ว อีกสองอาทิตย์ได้ทาง Department ที่เราสมัครก็อีเมล์มาว่าได้รับซองเอกสารของเราแล้วและขอให้เรานัดเพื่อเข้ามาสัมภาษณ์กับหัวหน้าภาควิชา เราก็นัดวันไป โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่ต้องเตรียมเอกสารอะไรมาเพราะเอกสารเราครบถ้วนดีแล้ว

วันที่ต้องเข้าไปสัมภาษณ์ก็ไม่แน่ใจว่าควรแต่งตัวยังไง คือเราก็ไม่แน่ใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมของที่นี่ดีนักว่าควรดูสุภาพขนาดไหน แต่เราก็แต่งกลางๆคือใส่เชิ้ตกางเกงขายาวไม่ใช่ยีนส์ แต่พอไปถึงจริงก็แบบว่าเขาดูสบายๆกันมากกว่าที่เราคิด เจ้าหน้าที่ประสานงานพอเราโผล่หน้าเข้าไปเขาก็ทักเลย “โอเคเรารู้ว่าคุณชื่ออะไร” แล้วก็เจออาจารย์อีกท่านก็แบบว่าใจดีเป็นกันเอง ก็ประมาณยินดีต้อนรับอย่างโน้นอย่างนี้ คือระหว่างที่รอหัวหน้าภาคอยู่ คือทุกคนเป็นกันเองและอบอุ่นดี เราก็ถามว่ามีนักเรียนประมาณแบบอินเตอร์คือพวกที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักสักกี่เปอร์เซ็น เขาก็บอกไม่ต้องกลัวนักเรียนต่างชาติเยอะ แต่ปีนี้ลดลงไปเยอะพอควร อาจเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก คือปีที่เราจะเข้าเรียน ในภาควิชามีนักเรียนต่างชาติแค่ประมาณห้าเปอร์เซ็นได้ จากที่เคยมียี่สิบเปอร์เซ็น

รอสักพักหัวหน้าภาควิชาก็เปิดประตูเข้ามาเรียกเราเข้าไปคุย เธอเป็นคนเกาหลี แต่จบโทและเอกที่อเมริกาและแต่งงานกับคนอเมริกัน เวลาคุยกันทำให้เรารู้สึกดีเพราะอย่างน้อยหัวหน้าภาคก็พูดภาษาอังกฤษสำเนียงเกาหลีเชี่ยว คือรู้ว่าไม่ใช่เจ้าของภาษา รู้สึกเหมือนมีเพื่อนยังไงไม่รู้ ปรากฎว่าจริงๆก็ไม่ใช่การสัมภาษณ์อะไร คือเขารับเราแล้ว เพียงแต่มาคุยว่าสนใจจะเน้นด้านไหนเป็๋นพิเศษ๋ และความรู้พื้นฐานทางคอมพิวเตอร์ว่าอยู่ในระดับไหน ใช้โปรแกรมอะไรได้บ้าง คือถ้าไม่มีพื้นฐานพออาจต้องลงวิชาปูพื้น ซึ่งเราเองก็ผ่านไม่ต้องลงพื้นฐานเพิ่ม และที่โชคดีชั้นที่สองคือ ปกตินักศึกษาปริญญาโทที่ไม่ได้จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักจะต้องผ่านการทดสอบ Graduate Essay Test ภายในปีแรกถ้าไม่ผ่านก็ต้องลงเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม แต่โชคดีเพราะเราจบปริญญาโทมาก่อนแล้ว นี่เป็นการเรียนใบที่สอง เลยได้รับยกเว้นไม่ต้องสอบตัวนี้ เพราะมีเกณฑ์ว่าคนที่จบโทมาแล้วไม่ว่าจากที่ไหนได้รับการยกเว้น เธอบอก “You are so lucky” เราก็บอกใช่ๆ หัวหน้าภาคก็พลิกดูเอกสารต่างๆของเราแล้วก็บอกเอกสารเราครบถ้วนสมบูรณ์ดีมาก Recommendation ก็ดีมาก ผลการเรียนที่ผ่านมาก็ดี เอแต่ไม่ได้พูดถึง Statement เลย แหมกว่าจะเขียนตัวนั้นเสร็จแทบแย่ หลังจากนั้นก็เป็นการแนะว่าแต่ละเทอมเราควรลงวิชาอะไรก่อนหลังประมาณนั้น ใช้เวลาสั่้นๆสรุปแล้วเราก้ได้กลับมาเป็นนักศึกษาอีกครั้ง เย้ๆ…ยาวแล้วแต่ว่ายังไม่จบโปรดติดตามตอนต่อไป

Link ต่างๆที่เกี่ยวกับบทความนี้
San francisco State University
California State University
UC Berkeley

Next »