Archive for the 'เกี่ยวกับการเรียน' Category

เรียนปริญญาโทในอเมริกายากง่ายแค่ไหน

plew January 31st, 2010



เรียนต่อในอเมริกายาหรือง่ายขนาดไหน เคยเล่าเรื่องนี้ไปคร่าวๆตอนที่ตัวเองเปิดเทอมใหม่ตอนนี้ผ่านมาหนึ่งเทอมขึ้นเทอมที่สองแล้วสำหรับการเรียนต่อปริญญาโทในเอมริกา ท้าวความนิดแล้วกันสำหรับคนที่อาจเพิ่งเข้ามาอ่านเราเองเรียนปริญยาโทอยู่ที่ San Francisco State University ในด้าน Instructional Technology ซึ่งคดว่าจะจบในสามเทมอเพราะอัดไปเทอมละสี่ตัว จบเร็วๆจะได้มาห่งานทำเป็นเรื่องเป็นราวซะที

มาว่ากันเรื่องความยากง่ายในการเรียนดีกว่า เทอมที่ผ่านมาเราได้ A ทุกวิชาเกรดเฉลี่ย 4.00 เต็ม โอแม่เจ้าเกิดมาเรียนมาก็เยอะคือจนแก่ขนาดนี้ไม่เคยที่ได้เต็มขนาดนี้ แบบเอทุกวิชาเนี่ยไม่เคยจริงๆ ทั้งๆที่เราก็เป็นเด็กที่ค่อนข้างตั้งใจเรียน เรียนโอเคในระดับหนึ่ง แต่ในเมืองไทยเอทุกวิชาหรือ แทบจะเป็นไปไม่ได้ ก็หรูจะแย่ เนี่ยอะไรเนี่ย งงมากๆ แต่ตอนนี้หายงงแล้ว เพราะจริงๆจะบอกว่าไม่ได้เก่งอะไรเลย ธรรมดามากๆ เพียงแต่หลักเกณฑ์ การให้เกรดของที่นี่อาจจะเฉพาะแค่ยูที่เราเรียน ยูอื่นเราไม่แน่ใจมันไม่ได้เหมือนกับบ้านเรา ที่นี่สาขาที่เราเรียนคนได้เอในแต่ละวิชาเยอะคือจริงๆแล้ว ถ้าเข้าเรียนครบ ส่งงานครบตามกำหนดเวลา ได้มาตรฐานที่เขากำหนด ให้ความร่วมมือคือเดินตามเส้นทางไม่นอกลู่นอกทางแล้วละก็ส่วนมากจะเอกันทั้งนั้น เขาไม่ได้มาเน้นมากว่าใครทำดีกว่าใครมากมาย ใครไอเดียกระฉูดหรือมาตรฐานดูแล้วสูงกว่าไม่ใช่ คือที่ผ่านมายกตัวอย่างเช่นเราเรียนการผลิตและตัดต่อวิดิโอ คืองานออกมาจะเห็นเลยว่าบางคนดีกว่าบางคนอย่างชัดเจน แต่สุดท้ายได้เกรดเท่ากันเพราะส่งงานครบเหมือนกัน มาเรียนครบเหมือนกัน บางคนงานโปรเจคออกมาดีมากกว่าคนอื่นแต่ไม่ค่อยมาเรียนส่งงานสาย ไม่ค่อยร่วมมือก็ไม่ได้เอ ทั้งๆที่จริงๆทักษะดีกว่า ตอนแรกที่เราเริ่มเรียนเราตั้งใจทำงานหนักมาก เพราะอยากให้งานออกมาดีดีกว่ามาตรฐาน แต่สุดท้ายตอนนี้ก็เเริ่มเนื่อยๆเพราะทำดีกว่าเขาก็ได้เอเท่ากันอยู่ดีแหละ จริงๆทำดีดีแล้วมันได้กับตัวเราเองเกรดไม่ใช่จุดหลักใหญ่ ตอนแรกเราก็ทำใจไม่ค่อยได้นิดนึงที่คนที่ทำงานออกมาดูชัดเจนว่าด้อยกว่าเราแต่ได้เกรดเท่ากัน แต่ตอนนี้ชินซะแล้ว

เพราะที่นี่เขามองเรื่องความตั้งใจที่จะเรียนมากกว่าความเก่งที่มีติดตัวมาก่อนหรือพวกพรสวรรค์ คือไม่เก่งแต่พยายาม ตั้งใจก็ได้เกรดดี เราเองเทอมที่ผ่านมาส่งงานตรงตามเวลาส่งก่อนด้วยซ้ำ มาเรียนทุกครั้งไม่เคยขาด ไม่เคยสาย ทำงานมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดด้วย ยอมรับว่างานเยอะมาก เหมือนจะได้เกรดง่ายๆแต่การที่ลงเรียนสี่ตัวและทำงาน บวกอ่านหนังสือตามเวลาที่กำหนด หนักเอาการคือมันไม่ถึงกับไม่มีเวลากิน นอน เพียงแต่อาจไม่มีเวลาเที่ยวหรือทำอะไรไร้สาระมากนัก จริงๆเทอมละสามตัวจะกำลังดีสบายๆ ตรงนี้จะต่างกับการเรียนการสอนในบ้านเรา ตัวเรางเองจบโทมาก่อนแล้วจากมหาวิทลัยปิดของรัฐแห่งหนึ่ง การได้เอยากคือคนได้เอน้อยมาก คืออาจารย์จะมองที่ตัวงานที่ส่งจริงๆถึงจะตั้งใจทุ่มเทแต่งานออกมาไม่ดีก็ไม่มีสิทธิได้เอ คือขยันแต่ไม่ค่อยฉลาดจะไม่ค่อยเข้าตากรรมการคืออาจารย์ในเมืองไทย บวกอาจารย์ในเมืองไทย เอาเป็นว่ามหาวิทย่ลัยที่เราเรียน ซึ่งถือว่าเป็นระดับต้นๆของประเทศ อาจารย์แบบไม่ค่อยจะแคร์หรือให้กำลังใจนักศึกษาเท่าไร เน้นโหดซะมากกว่า เวลาให้นักศึกษาก็ไม่ค่อยมีเพราะทำงานนอกซะมากมมาย เรื่องความเป็นกันเองหายาก บางคนก็ดีแต่ส่วนมากไม่ค่อย คือระยะห่างของความเป็นนักเรียน กับอาจารย?ในเมืองไทยมันสูง ตอนเราเรียนโทเมืองไทยกว่าจะได้เอคือยากจริงๆบางวิชาว่าทำดีแล้วตอบดีแล้วยังไม่ได้เลย

แต่ที่นี่ตรงข้าม อาจารย?จะเป็นกันเองมาก ทุ่มเท เตรียมการสอนดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่มองว่าการสอนเป็นงานพาร์ตไทม์เพราะเงินเดือนน้อย รู้สักว่าเขารักในอาชีพดี ให้กำลังใจนักศึกษา ไม่เก่งไม่เป็นไรแต่ขอให้สู้เป็นใช้ได้ คือพยายามและมีวินัยในการเรียน ดังนั้นจะถามว่าเรียนโทที่นี่ยากไหมจริงๆแล้วไม่ได้ยากมาก แต่เมื่อเทียบกันเอาเป็นว่าไม่รวมเรื่องอุปสรรคของการใช้ภาษาอังกฤษ ก็คิดว่าถ้าไม่เดินออกนอกลู่นอกทางจบแน่นอน แต่งานจะเยอะกว่าเรียนเมืองไทยอันนี้เทียบเท่าที่เราเคยผ่านมาที่นี่จะมีงานทุกอาทิตย์ ไม่รวมหนังสือที่ต้องอ่าน เพราะต้องเตรียมตัวเพื่อจะได้มีอะไรในหัวมาคุยมาพูดในห้อง เพราอเมริกาเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมการแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียนมากๆ ดังนั้นถ้าไม่อ่านมาก็แย่ คือคนไทยภาษาก็สู้เขาไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งไม่มีอะไรในหัวยิ่งจบ เฉพาะนั้นตลอดภาคเรียนแทบไม่มีเวลาว่างเลย ผิดกับเมืองไทบที่อาจมีงานไม่กี่ชิ้นเป็นชิ้นใหญ่ๆตอนใกล้ปิเทอมอะไรประมาณนั้น แต่ที่นี่มีชิ้นล็กทุกครั้งบวกชิ้นใหญ่อีกต่างห่าง

มาเข้าเรื่องที่หลายๆคนกลัวในการมาเรียนเมืองนอกคือเรื่องภาษาอังกฤษบ้าง เท่าที่ผ่านมาเราว่าไม่ได้ถึกับยากมากอย่างที่เรากลัว แรกๆอาจเกร็งๆบ้างแต่นานๆไปจะดีขึ้นตามลำดับทั้งการฟังและพูด อ่านและเขียนก็เช่นกัน อ่านตำราภาษาอังกฤษเล่มใหญ่แรกๆจะอ่านช้ามาก อ่นซ้ำๆแล้วซ้ำอีก แต่ตอนนี้แค่เทอมเดียวเองชินแล้วอ่านเร็วแล้ว ไม่รู้สึกว่าต่างกับการอ่านหนังสือภาษาไทยเท่าไรเลย เริ่มเหมือนกับอ่านภาษาไทยแล้วละ การเขีบนก็เช่นกันอ่านบ่อยๆฟังบ่อยๆจะช่วยเรื่องสำนวนการเขียนได้มาก จริงๆแล้วการมาเรียนปริญญาโทหรือเรียนอะไรที่มันเป็นเรื่องเป็นราวจะช่วยให้ทักษะทางภาษาพัฒนาเร็วกว่าการไปเรียนครอ์สภาษาอังกฤษธรรมดาด้วยซ้ำเพราะเราจะมีจุดมหายชัดเจนว่าต้องการเขียนอะไร อ่านอะไร เนื้อหาที่อ่านก็มากกว่าและหลากหลายมากกว่า บวกเป็นการใช้ภาษาในการสื่อสารแบบที่เขาจะไม่มามองว่าเราเป็นนักเรียนมาเรียนภาษาอังกฤษหรือมองว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง เค้าจะพูดเร็วปกติมันจะทำให้เราต้องบังคับตัวเองให้ฟังและสื่อสารกับเขาให้ได้ เราเองเห็นพัฒนาการด้านภาษาของตัวเองชัดเจนจากที่เคยเรียนภาษาแบบเรียนภาษจริงๆที่ครูก็มองว่าเราเป็นคนต่างชาติ ความเร็วหรือสำนวนต่างๆจะต่างกันบ้างกับเวลาที่ฝรั่งเค้าคุยกันจริงๆ บวกการเรียนปริญญาโทการเขียนเป็นเรื่องสำคัญเพราะงานเขียนส่วนใหญ่เป็นงานวิชาการทำให้เราต้องระวังในการใช้ภาษา รวมทั้งแกรมม่า การสะกด เครื่องหมายวรรคตอนอะไรต่างๆมากมายขึ้น ศัพท์แสงจะใช้แบบพื้นๆบ้่นๆตลอดไปก็ไม่ดีไม่เหมาะกับคนที่เรียนปริญญาโท มันบังคับให้เราต้องใช้ความพยายามมากขึ้นซึ่งทำให้ภาษาอังกฤษเราดีขึ้นมากในเวลาแค่ไม่กี่เดือน สรุปคือภาษาอังกฤษไม่ได้ใช่อุปสรรรคแต่ก็แนะนำว่าเตรียมตัวคือพยายามให้ภาษาอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ก่นมาเรียนจะได้ไม่เครียดมากเกินไป แนะนำให้มี Longman Dic ไว้ในคอมพิวเตอร์ เป็น dictionary ที่ดีมาก ช่วยเรื่องการเขียนได้มากทีเดียว

รวมๆเรียนต่อปริญญาโท หรือตรี หรือเอกในอเมริกาก็ไม่ได้ยากไปกว่าการเรียนในเมืองไทยมากนัก อาจต้องปรับตัวในตอนแรกๆบ้างถ้าขยันเอาใจใส่ไม่เกินความสามารถ ขอย้ำว่าคนไทยเราเก่งไม่แพ้ฝรั่ง ไม่แพ้จริง ๆฝรั่งไม่ใช่จะเก่งจะฉลาดทุกคน โอเคเรื่องภาษาเราอาจสู้เขาไม่ได้แน่ๆ แต่เรื่องความคิดอะไรอื่นๆเราสู้ได้สบายๆ เราพิสูจน์มาแล้ว หลายๆวิชาเราทำได้กว่ากว่าเพื่อนฝรั่งอีก สาขาที่เราเรียนเคยมีคนไทยเราไม่รู้จักมาเรียนแล้วก็หายไป คือเรียนไม่จบไม่รู้ว่าเหตุผลอะไร เราต้องทำให้เขาเห็นว่าคนไทยไม่เหมือนกันทุกคน ที่เก่งและมีความรับผิดชอบมีอยู่มากมาย สุดท้ายเรียนที่ไหนก้แล้วแต่อย่าลืมช่วยกันเอาความรู้กลับไปพัฒนาประเทศเรา ประเทศเขามันไปไกลแล้ว (เริ่มถดถอย) เอ้าคนไทยสู้ๆ

Academy of Art University San Francisco

plew November 4th, 2009



Academy of Art University San Francisco สาเหตุที่อยากเขียนถึงสถาบันนี้ Academy of Art เพราะมีเพื่อนๆหลายคนมีคำถามเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนี้่เช่นดีไหม ค่าเทอมแพงไหม อะไรปีะมาณนั้น ประกอบกับบังเอิญอาจารย์ที่สอน Graphic ที่เราเรียนที่ San Francisco State เธอก็สอนที่ Academy ด้วยพอดีมีโอกาศคุยกับจารย์เป็นการส่วนตัวเลยได้ข้อมูลมาบางส่วน อย่างที่บอกว่าเราเองไม่ได้เรียนที่ Academy of Art เราเรียนที่ SFSU แรกๆก็เคยสนใจที Academy เหมือนกันสนใจด้าน Fashion แต่ว่าแฟนเราเองซึ่งเป็นคนที่นี่เขาเรียนจบ SFSU และทำงานในซานฟรานมาเป็นสิบปี เขาบอกเขาไม่อยากให้เรียนที่นี่เพราะไม่เคยเห็นใครพูดว่าที่นี่ดีหรือมีนักเรียนที่จบแล้วมีชื่อเสียงอะไร เพราะเขาเองก็ทำงานด้าน graphic design
และงานถ่ายภาพ บวกกับ Academy มีโฆษณาทางทีวีทุกวัน บ่อยมากๆด้วย ทำให้แฟนเรายิ่งคิดในแง่ลบๆ ว่าถ้าดีจริงคงไม่ต้องโฆษณาขนาดนี้ ดูแปลก อีกอย่างที่นี่มันจะมีแคมปัสเยอะมากๆ คือจะเป็นตึกใหญ่ ตึกเล็กแทบทุกย่านของซานฟรานเลยก็ว่าได้จะต้องเห็นตึกของ Academy ตอนนี้เขามีมากกว่า 30 แคมบัส (เป็นตึกๆ)กระจายทั่วซานฟราน ดูรายละเอียดตามลิงค์ http://www.academyart.edu/map.html บวกรถบัสที่วิ่งให้เห็นทุกวัน คือมันจะไม่เหมือนยูอื่นๆที่แบบใหญ่ๆมีสนาม มีรั้วอะไรประมาณนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นตึกที่อยู่ริมถนน

เราเองตอนนั้่นสนใจเพราะดูมันเป็นยูเฉพาะทางดี แต่ก็ลองsearch คอมเมนท์ดูว่าคนที่เคยเรียนพูดถึงหรือคิดยังไงกับที่นี่ ก็ดูแล้ว reviews ออกมาไม่ค่อยดีเท่าไร
ลองอ่านคอมเมนท์ืชที่ http://www.yelp.com/biz/academy-of-art-university-san-francisco-2 บวกแพงเอาการ เลยไม่ได้เรียนที่นี่ ลองดูข้อมูลค่าหน่วยกิตดู

Tuition Rates (On-Site / Online)
Undergraduate Tuition (3 units per class) $740 per unit
Graduate Tuition (3 units per class) $840 per unit
For example, starting in the Fall of 2009, a typical undergraduate tuition for an academic year would be $740 for each unit, over 24 units, which is a total yearly tuition of $17,760.

Estimated Expenses per Year (Fall ‘09/Spring ‘10 [Undergraduate])
Tuition ($740/unit) $17,760
Registration/Student Activity Fee $145
Course Fees* (average) $800
Materials/Supplies (average) $1,638
Total $20,343
from http://www.academyart.edu/admissions/tuition_rates.html
(คนมันจนอะนะ) เราเลยเลือก San francisco State ในฐานะที่มีกรีนการ์ดเราจ่ายถูกกกว่าไปเรียน academy หลายๆเท่าตัว แต่ที่เราอยากรู้มากคือทำไมคนไทยมาเรียนยูนี้กันเยอะจัง รวมทั้งคนที่ยังไม่ได้มาเรียนก็สนใจกันเยอะ ทั้งๆที่ academy ถ้าดู rank สำหรับ art school แล้วไม่ติด 1 ใน 50 ด้วยซ้ำ
http://grad-schools.usnews.rankingsandreviews.com/best-graduate-schools/top-fine-arts-schools/rankings หมายถึงทั้งอเมริกาไม่ใช่แค่ California ข้อนี้ก็ยังหาคำตอบไม่พบ
แต่เดาว่าคงทำ marketing เก่ง ดังนั้นนักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่เอเชียและต่างชาติมากกว่าคนพื้นที่

เท่าที่คุยกับอาจารย์ที่เธอก็สอนกราฟฟิก ดีไซน์ที่ academy มาสิบปีได้แล้ว อาจารย์บอกใช่นักเรียนไทยเยอะมากมายจริงๆ อีกชาติที่เยอะคืออินโดนีเชีย และที่มาแรงมากคือนักเรียนจากจีนแผ่นดินใหญ่ อาจารยน์บอกเมื่อก่อนไต้หวันเยอะ ตอนนี้จีนแท้ๆมาเพียบเลย ภาษาอังกฤษก็อ่อนมากๆ อาจารย์บอกแต่ที่นี่เขาบริการนักศึกษามากมาย คือถ้าอาจารย์ที่สอนดูแล้วว่านักเรียนภาษาอังกฤษอ่อนแอมากฟังสอนไม่เข้าใจสามารถขออาจารย์ภาษาอังกฤษที่สอน ESL มาประกบตัวต่อตัวหรือกระทั่งทำตัวคล้ายล่ามได้เลย เราก็โอ้วแม่เจ้าอะไรมันจะบริการสุดยอดขนาดนั้นอะเนี่ย (แต่ไม่มีตังค์อะ)
เราว่านี่เป็นอีกจุดขายหนึ่งของเขาจะว่าเป็นข้อดี หรือด้อยแล้วแต่คน เพราะที่นี่เข้าค่อนข้างง่าย TOEFL แค่ส่งแต่ไม่มีคะแนนขั้นต่ำ คะแนนต่ำก็มาเรียนภาษากับเขาได้เลยมีรองรับ ในขณะที่ยูทั่วๆไปเช่นที่เราเรียนถึงไม่ใช่ยูดัง แต่โทเฟิลอย่างน้อยก็ต้องผ่านเกณฑ์ ไม่งั้นไม่รับแน่นอน

สรุปเราเองก็ไม่รู้ว่า Academy of Art ดีไหม แต่อาจารย์ที่สอนเราซึ่งสอนที่ academy ด้วยเธอก็สอนดีมากทีเดียว อาจารย์เราบอกที่ยูนี้เขาเน้นให้เด็กทำงานได้จริง อาจารย์จะพาเด็กไปดูงานอะไรนอกสถานที่ก็สะดวกมากเพราะมีรถบัสมากมาย คือเขาเน้นบริการมากกว่ายูรัฐ สรุปแล้วเราว่าเรียนที่ไหนก็คงไม่ต่างกันมากมาย (ถ้าไม่ใช่ยูท็อปจริงๆ) อยู่ที่ตัวเราเองมากกว่า บวกกับงบประมาณคือเงินในกระเป๋าก็สำคัญมากมาก ข้อมูลรวมทั้งลิงค์ต่างๆที่ใส่ไว้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบในการตัดสินใจ

เรียนปริญญาโทในอเมริกา VS เรียนในปริญญาโทเมืองไทย

plew September 9th, 2009


เรียนปริญญาโทในอเมริกา Study Master Degree in the USA กับเรียนโทในเมืองไทยอันไหนจะยากกว่ากันและมันเหมือนหรือต่างกันแค่ไหน เปิดเทอมมาได้สามอาทิตย์ แหมสามอาทิตย์จริงๆก็เรียนไปได้ไม่นาน แต่เฮ้อเหมือนเรียนมาเป็นปีเลยแฮะ ทำไมนะเหรอก็ assigments นะเยอะนะซิมีงานทุกครั้ง มีเอกสารมีหนังสือที่ต้องอ่านทำสรุป วิเคราะห์และกลับมาพูดในห้องหรือวิเคราะห์ในชั่วโมงหน้าตลอด อ่านแต่ละคร้ังก็ไม่ใช่น้อยสามสิบสี่สิบหน้า แหมไอ้เราอ่านภาษาอังกฤษก็ยังไม่เร็วดังใจเหมือนอ่านภาษาไทยมันเลยยิ่งไปกันใหญ่

สำหรับตัวเองด้วยความที่เรียนโทจากเมืองไทยมาแล้วแต่ก็เจ็ด แปดปีที่แล้่ว ยอมรับเลยว่าเรียนที่นี่งานเยอะกว่า ต้องอ่านหนังสือมากกว่า ของเราไม่ถึงกับมีงานทุกครั้ง มีเป็นงานใหญ๋ๆเลยมากกว่า แต่ที่นี่งานเล็กทุกครั้ง บวกงานโปรเจคใหญ๋อีก เราไม่รู้มหาวิทยาลัยอื่นๆที่นี่เป็นไงแต่ที่นี่เอาเรื่อง ทั้งๆที่อย่างที่บอก San francisco State ก็ไม่ใช่ยูเด่นดังมากมาย ก็ยูธรรมดา ไม่อยากคิดถ้าไปเรียนยูท๊อปมันจะขนาดไหนนะเนี่ย

เราเองมานั่งคิดเอเราลงเยอะเกินไปรึป่าวนะเพราะลงไปสี่ตัว จริงๆอาจารย์ก็บอกว่าสามกำลังดี สี่จะหนักๆหน่อย แต่เราอยากจบเร็วในปีครึ่งก็อัดและคิดว่าน่าจะโอเค แต่ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจแล้ว แต่ยังไงเทอมนี้ลงแล้วก็ต้องเอาให้รอดทั้งสี่ตัวนั่นแหละ ก็ต้องยอมหนักสักหน่อย อาจารย์ที่นี่ขอบอกว่าเขาแบบตั้งใจสอนมากๆ มาสอนตรงเวลาเลิกตรงเวาลาไม่มีเข้าสายเลิกเร็ว งานที่สั่งต้องส่งตรงเวลา และเพื่อนร่วมห้องทุกคนไม่มีใครแบบลืมทำหรือทำไม่เสร็จ ทุกคนเขาแบบตั้งใจกันมาก ยกมือแสดงความคิดเห็นกันตลอด ไอ้เราก็คนไทยนะไม่อยากหรอกไอ้ที่ต้องพูดแสดงความคิดเห็น ยิ่งต้องพูดภาษาอังกฤษด้แต่ทำไงได้ละเพื่อความอยู่รอดก็ต้องแข่งยกกับเขาด้วย พูดผิดพูดถูกก็ต้องพูดแล้วละ ขืนขี้อายไปไม่รอดแน่ๆ ที่นี่เช็คชื่อทุกครั้งคะแนนการมีส่วนร่วมสำคัญมากทีเดียว ตารางเรียน เอกสารหนังสือ รายงาน งานต่างๆที่ต้องส่งต้องทำ ต้องอ่าน ต้องคอยเช็คจากเว็ปไซต์ตลอด เรียกว่า Ilearn
แต่ละวิชาที่เราลงก็จะมีลิงค์เข้าไป จะบอกอาจารย์ไม่บอก หรือไม่รู้ไม่ได้เป็นหน้าที่ที่ต้องเข้าไปเช็คและทำตามที่อาจารย์เขียนไว้ในนั้น

นอกจาก text Book ที่ต้องอ่านแล้ว ก็ต้องเข้าไปพร้ินเอกสารตามลิงค์หรือเอกสารเพิ่มเติมที่อาจารย์กำหนดอีกมากมายคืออ่านแทบไม่หวาดไม่ไหว เยอะบวกกับนะภาษาอังกฤษเราก็ใช่จะดีอะไรมันก็เลยกลายเป็นสองเด้ง ทั้งเยอะแถมอ่านไม่ได้เร็วอย่างเขา อ่านเสร็จก็ต้องมาเขียนมาสรุปอีก ไหนจะเรื่องความคิด ความเข้าใจและไหนจะเรื่องภาษาอีก สองเด้งจริงๆ เกือบทุกวิชาหลังจากจบคลาสแต่ละครั้งต้องสรุปสิ่งที่เรียนหรือประเด็นที่เราสนใจเขียนเใน blog แล้วโพสในเว็ปของ department ไม่รวมงานจริงๆที่ต้องอ่านแล้วทำอะไรบางอย่างแล้วส่งชั่วโมงหน้่า เขาบังคับให้เราอ่าน ให้เราคิดเยอะจริงๆ อันนี้ราเองยอมรับว่าระบบการศึกษาเขาคุณภาพดีจริงๆ ไม่ใช่ยูแบบหาเงินอยากได้เงิน จบง่ายๆสบายๆ หรือฟังๆแล้วก็กลับบ้านจบกันไปวันหนึ่ง แต่ว่าเหนื่อยอะ

เรียนที่นี่ถ้าไมมีพริ้นเตอร์นี่สงสัยจะลำบาก เพราะเอกสารที่ต้องอ่านต้องลิงค์กับเนตเยอะ จะอ่านจากหน้าจอก็ไม่ไหวจริงๆสามสิบสี่่สิบหน้า อินเตอร์เนตที่บ้านไม่มีก็แย่มากๆ เพราะใช้เยอะ แค่เข้าไปอ่านตางรางเรียนกำหนดส่งงาน เอกสารอื่นๆมันอยู่ในเนตหมดเลย ว่าเรื่องอินเตอร์เนตก็มาพูดเรื่องคอมพิวเตอร์ซะหน่อย จริงๆแล้วเพราะสาขาที่เราเรียนมันจะเเป็นรื่องการการออกแบบ การดีไซต์และพวก multimedia และการทำเว็ป ซึ่งที่นี่จะใช้ Mac Computer ในการเรียนการสอนทั้งหมด ไม่มีแมคก็ต้องซื้อไม่งั้นก็ต้องมาทำงานที่ lab ที่มหาวิทยาลัย เพราะอาจารย์เขาก็พูดตรงๆว่าถ้าจะมาทำงานทางด้านเว็ป งาน multimedia ที่นี่เขาใช้ Mac Computer กันทั้งนั้นสำหรับธุรกิจนี้ในอเมริกา PC มันไม่ใช่สำหรับที่นี่ เราเองก็ต้องลงทุนซื้อแมคใหม่ รวมทั้งโปรแกรมที่ต้องเอามาลงซึ่งโชคดีที่ซื้อได้ในราคานักเรียน แต่ถึงจะราคานักเรียนรวมแล้วก็สาม สี่ร้อยเหรัยญ บวก text book ที่แพงเอาการเล่มละ สามสิบ สี่สิบ จนถึงเกือบร้อยเหรียญ แพงจริงๆ บางเล่มมือสองตาม amazon ก็มีแต่ราคาก็ไม่ต่างจากของใหม่เท่าไหร่เลย
แต่ทำไงได้ก็ดันมาเลือกสาขาที่มันต้องใช้อุปกรณ์ ต้องใช้ซอฟแวร์

สรุปแล้วสำหรับมือใหม่อย่างเราบอกได้เลยว่าเรียนที่นี่ยากกว่่า ไม่เฉพาะอุปสรรคเรื่องภาษาที่ทำให้เราต้องทำงานเป็นสองเท่าของคนอื่่นเขา แต่ตัวงานที่มอบหมาย งานที่ต้องอ่าน การต้องมีส่วนร่วมในห้องเรียน เยอะกว่าเรียนในบ้านเราอย่างเห็นได้ชัด
ว่าแล้วก็ขอจบแค่นี้ก่อน ต้องไปอ่านหนังสือต่อแล้วละ ว่างๆจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะจ๊ะ

California State University

plew August 3rd, 2009


ปัญหาเศรษฐกิจในอเมริกาดูท่าจะยังไม่กระเตื้องขึ้นมาในเร็ววัน (วันที่เขียน สิงหา 2009) หลังจากที่เคยบ่นไปรอบหนึ่งแล้วกับปัญหางบประมาณในรัฐแคลิฟอเนียที่มันกระทบต่อสถาบันการศึกษาในระดับวิทยาลัยและสูงขึ้นไปของรัฐใน แคลิฟอเนียทั้ง Cal State ทั้งหมดและ Community colleges ที่โดนตัดงบประมาณอย่างมากมายอย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่า Cal State ได้ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมของ California resident 10% เมื่อเดือนพฤษภาคม 2009 ที่ผ่านมา และปรับคลาสเรียนใหม่หมดซึ่งเพิ่งประกาศตารางเรียนใหม่เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2009 ที่ผ่านมา ลงทะเบียนเลื่อนออกมาต้นเดือนสิงหา ในขณะที่ fall semester จะเริ่มวันที่ 25 สิงหานี้

แต่เรื่องตลกที่ไม่ค่อยตลกก็คือ Cal State ซึ่งรวมถึง San Francisco State University ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมอีกครั้งเมื่อ 21 กรกฎคม 2009 อีก 20% รวมค่าธรรมเนียมที่ขึ้นเป็น 30% ตัวเองจ่ายไปก่อนหน้าตั้งแต่เดือนเมษาก็มีอีเมล์ให้ไปจ่ายเพิ่มคือจาก $2200 จาก $2800 เพิ่มมาอีก $600 ก็ต้องเข้าไปจ่ายเพิ่ม จริงๆแล้วส่วนตัวคิดว่าการขึ้นค่าเทอมเป็นเรื่องปกติมากๆ แต่นี่ประกาศขึ้นถึงสองรอบในรอบเดือนครึ่ง ซึ่งที่มันดูไม่มืออาชีพคือทำไมไม่ประกาศก่อนจะเปิดภาคเรียนใหม่ก่อนที่จะถึงกำหนดจ่าย นี่เขาจ่ายกันไปแล้วต้องมาเสียเวลาไปจ่ายเพิ่มอีก (จ่ายออนไลน์ได้แต่เสียค่าธรรมเนียม $50) ดูเหมือนทำอะไรแบบไม่มีแผนจริงๆ
งบประมาณโดยปกติแล้วรู้กันล่วงหน้าก่อนอยู่แล้วว่าจะได้ทำไรเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการวางแผนโดยปกติรู้กันล่วงหน้าก่อนปีงบประมาณเดิมจะสิ้นสุดอยู่แล้ว เรื่องงบประมาณระดับรัฐเช่นนี้มาปรับกันรายเดือนเป็นเรื่องที่แสดงถึงการขาดประสิทธิภาพในการทำงานอย่างรุนแรงในสายตาของเรา นี่ปรับขึ้นถึงสองครั้งห่างกันเดือนกว่า ส่วนตัวยอมรับว่าลึกๆรู้สึกผิดหวังกับการทำงานและระบบการบริหารจัดการของที่นี่ซึ่งก่อนหน้าเราคิดว่านี่ละประเทศที่ดีที่สุดประเทศหนึ่ง เป็นมหาอำนาจในเกือบทุกๆด้าน มันคงเลิสเลอมีประสิทธิภาพกว่าบ้านเราเมืองไทย แต่หลังจากอยู่ที่นี่สัมผัสอะไรมากขึ้นบอกตรงๆว่ามันชักไม่ใช่อย่างที่คิด (ไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว)

นอกจากขึ้นค่าเทอมแล้วในภาคการศึกษาหน้าปริญญาโทของ SFSU จะงดรับนักศึกษาใหม่เกือบทุกภาควิชา ที่ยังเปิดรับก็จะมี MBA และ Computer sciences ส่วน MBA นั้นไม่ต้องสงสัยว่าทำไมยังเปิดรับเพราะค่าเทอมแพงกว่าสาขาอื่นอยู่แล้ว เราเองก็รอดตัวที่ได้ตอบรับให้เรียนเทอมนี้ ถ้าช้าอีกนิดก็อด แหมจะไปเรียนเอกชนก็เห็นจะไม่ไหวเพราะแพงเหลือทน นอกนั้นครู อาจารย์ เจ้าหน้าที่ก็ไม่รับเพิ่ม เงินเดือนไม่ขึ้นหรือลด รวมทั้งอาจตัดบริการนักศึกษาอื่นๆด้วย ก็หวังว่าจะยังคงรักษามาตรฐานด้านการศึกษาไว้ได้ ลองอ่านนี่ดู

There is no way to soften this message: The California fiscal crisis has taken a devastating toll on public higher education. While the governor and legislature have yet to pass a budget for the coming year, the best estimate is that the California State University system will face a $584 million cut.

The CSU Board of Trustees has worked to close that gap through a variety of measures that include a hiring freeze, freeze on salaries and travel restrictions. At yesterday’s meeting of the Board of Trustees, two other measures were approved, both of which will have an impact on you and your studies.
The additional student fees increase will help to close about $157 million of the $584 million budget gap, but it is not enough. The CSU is also seeking to make reductions in its payroll totaling $273 million. The CSU has proposed furloughs for all employees of two days a month, and discussions with bargaining units are underway. CSU executives, management and non-represented employees will begin furloughs of two days per month, beginning August 1. Employees are not paid for furlough days, and are not allowed to work on furlough days. Each campus can develop its own plan for scheduling furloughs, and SF State’s plan will aim to minimize the impact on the academic schedule as much as possible.
With these measures in place, the CSU system will still be $183 million short of what is needed to offer full services and a full schedule for all of its students. The CSU Chancellor has instructed each campus to develop a plan to handle the remaining gap. At SF State, that results in an additional $11.9 million we must cut from our expenses, on top of the fee increases and salary reductions outlined above. All campus services and functions will be affected in some way; the area most noticeable to students will be in the course schedule.

Deans and department chairs have been working throughout the summer to prioritize which courses will be taught this fall, with the aim of serving the greatest number of students and helping seniors to graduate. This has been an extremely difficult task. We will be offering 428 fewer course sections than last fall–a total of 3,075 sections. The spring schedule will be as reduced, if not worse.

City College of San Francisco ก็แน่นอนได้รับผลกระทบเราเองไปถามที่ campus ที่เคยเรียน ESL ฟรี ปรากฎว่าคลาสก็ลดลงไปมาก และพยายามจัดตารางบังคับให้นักเรียนเลือกเรียนได้แค่วิชาเดียวโดยจัดตารางให้เป็นเวลาเดียวกัน ESL จากเก้าระดับ ตอนนี้เหลือแค่แปดระดับ ที่พูดเรื่องนี้เพราะมีเพื่อนๆหลายคนเข้าไปอ่านเรื่อง ESL ที่เราเคยเขียนไว้ปีก่อน หลายคนสนใจเพราะฟรี วันนี้ต้องบอกว่ามันอาจไม่เหมือนก่อนซะแล้ว ถ้ามีตังค์และตั้งใจจะเรียนจริงจังโดยเฉพาะอยากเรียนต่อแนะนำว่าเสียตังคืเรียนจริงจังจะดีกว่า

ผลจากวิกฤตเศรษฐกิจในอเมริกาต่อสถาบันการศึกษาของรัฐในแคลิฟลอเนีย

plew July 5th, 2009


ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐอเมริกา (2009) ที่ปัจจุบันดูเหมือนว่าจะทรงตัว คือได้ดิ่งลงสู่ก้นเหวคือถึงจุดต่ำสุดไปแล้ว ดังนั้นไม่น่าจะมีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว ในรอบปีสองปีที่ผ่านมาตัวเราเองค่อนข้างโชคดีที่ครอบครัวจริงๆคือสามีไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจแต่อย่างใด มองไปที่คนรอบตัวที่นี่ทุกคนก็ปกติดี ยังมีงานทำ ยังมีบ้านอยู่ ยังมีเงินใช้จ่ายหาความสุขใส่ตัวตามอัตภาพ แต่ว่าวันนี้หลังจากเข้าอินเตอร์เนตเพื่อไปเช็คข้อมูลเตรียมตัวลงทะเบียนเรียนใน fall 2009 ซึ่งจะเปิดภาคเรียนในเดือนสิงหาคมนี้ ก็ต้องอึ้งไปเลยเพราะผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจที่คิดว่าไม่ได้กระทบกับเราตรงๆตอนนี้มันโดนเข้าแล้ว เกริ่นนิดหนึ่ง จริงๆก็เล่าไปแล้วในโพสก่อนๆ คือเราได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนปริญญาโทที่ San Francisco State University
เดิมทีหลังจากได้จ่ายค่าเทมอแล้ว ทางมหาวิทยาลัยก็แจ้งว่าเราสามารถลงทะเบียนได้ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2009 คือรายละเอียดทุกอย่างสามารถ log in เข้าไปเช็คข้อมูลทางเนตได้หมด มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรืออัพเดทเข้าก็จะแจ้งทางเนตซึ่งสร้างเป็นหน้าข้อมูลของนักศึกษาแต่ละคน

วันนี้เข้าไปเช็คเรื่องวิชาที่จะลงอีกรอบซึ่งจริงๆก็เลือกไว้ตั้งแต่เดือนก่อน แต่กะว่าจะเข้าไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาก่อนจะลงทะเบียนเลยเข้าไปเช็คตอนเช้าวันนี้ 5 กรกฎาคม 2009 พอเข้าไปปุ๊ปก็มีตัวหนังสือสีแดงที่ทำให้รู้ทันทีว่าเป็นเรื่องสำคัญระบุว่า
“Because of the budget problems in the State of California, SFSU has had to cancel a number of Fall 2009 classes. We are in the process of finalizing the fall class schedule which will be available beginning July 24, 2009. Because the final class schedule will not be available until July 24, Final priority registration will now take place from August 3-14, 2009”

ตารางเรียนของ fall 09 ที่ประกาศไว้ที่นักศึกษาได้วางแผนไว้ รวมทั้งนักศึกษาเก่าจำนวนมากได้ลงทะเบียนไปก่อนหน้าถูกยกเลิกทั้งหมด มหาวิทยาลัยดึงข้อมูลออกจากอินเทอร์เนตทั้งหมด วันเปิดเรียนคือ 25 สิงหาคม 2009 แต่กว่าตารางเรียนใหม่จะออกก็ 24 กรกฎา โน่น เรานักเรียนใหม่ลงทะเบียนได้ 4 สิงหา ไม่อยากจะคิดถึงจำนวน classes ที่จะลดลง ทีนี่แหละต้องแย่งกันลงเด็กเก่าเด็กใหม่

จริงๆเรื่องที่ Gov. Schwarzenegger ตัดงบด้านการศึกษารู้มาตั้งแต่ปีที่แล้วตอนที่ยังไม่กลับเมืองไทย ตอนนั้นยังเรียนภาษาที่ City College SF เพราะเพื่อนที่เรียนด้วยกันเข้าก้ไปประท้วงที่หน้าสำนักงานของคุณคนเหล็กเนี่ย เพราะ community colleges ก็ถูกตัดงบไปมากและต้องลดจำนวน classes มากเช่นกัน สิ่งที่หลายๆคนทนไม่ได้และตั้งข้อสงสัยคือคุณคนเหล็กจะตัดงบการศึกษาแต่จะเอาไปพัฒนาคนคุก พวกนักโทษที่มีปัญหาทางจิต แมร่งเอ๊ยตัดงบช่วยคนดีเอาไปพัฒนาคนคุก แต่ตอนนั้นเราเองไม่ได้ไปร่วมกับเขาเพราะต้องไปที่ Sacramento และตอนนั้นก้ไม่รู้สึกอะไรเท่าไรเพราะตอนนั้นมันเรียนฟรีอะ

จริงๆแล้วสองอาทิตย์ก่อนไปเอาตารางเรียนแบบ Non credit ที่ city college ก็กะว่าจะเรียนภาษาฟรีควบคู่กับแถการเรียนโทไปด้วย เราก็เห็นชัดว่า classes มันหายไปเยอะพอควร ESL เดิมมีถึงระดับ 9 ตอนนี้ถูกตัดเหลือแค่ระดับ 8 สูงสุด ก็เราเรียนผ่าน 8 ไปแล้วอะ แถม specific classes พวกฟัง พูด อ่าน เขียน เขาจัดตารางให้มันอยู่ในวัน เวลา เดียวกันหมดเลย คือคุณเลือกเรียนได้แค่ตัวเดียว จากเมื่อก่อนที่เราเรียนคือสองเทอมที่แล้ว มันไม่ตรงเราสามารถลงทั้งอ่าน ทั้งเขียน ได้หลายตัว แต่อันนี้เราก็เข้าใจนะเพราะมันเรียนฟรีจริงๆ ถ้าจะตัดของฟรีไปบ้างก็ไม่ได้ดูเลวร้ายมากนัก แต่นี่ Cal State เรียนเสียเงินนะ โอเคถึงมันจะถูกกว่าเอกชนมากมายก็เหอะ อีกประเด็นที่งงคือทางมหาลัยก็น่าจะรู้มาก่อนเรื่องงบประมาณทำไมไม่วางแผนกันล่วงหน้าละ ทำไมมาเปลี่ยนแปลงกันกระทันหัน หรือมันเพิ่งรู้จริงๆอันนี้ก็เดาๆไม่ถูก เพราะเดือนก่อนมหาวิทยาลัยก็พูดเรื่องปัญหาถูกตัดงบประมาณและต้องขึ้นค่าเทอมใน Fall 09 10% ลองอ่านอันนี้ดู

“While we recognize the severity of the state’s fiscal crisis, the budget does not provide the resources the system needs to meet the needs of our students and fund our operations,” said CSU Chancellor Charles B. Reed. “This will impact our ability to maintain quality and services for our 450,000 current students, and we have already been forced to reduce incoming student enrollment levels for this fall.”
สุดท้ายในฐานะ resident อย่างเราก็หวังว่าอะไรๆที่นี่ “อเมริกา”มันจะขยับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และหวังว่ามาตราฐานในการศึกษาใน Cal State จะยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เพราะไงตอนนี้มันก้ไม่ใช่ยูเด่น ดัง อะไรกับเขาอยู่แล้ว

สมัครเรียนต่อปริญญาโทในอเมริกา

plew May 3rd, 2009


สมัครเรียนต่อปริญญาโทในอเมริกา หลังจากสัมภาษณ์กับหัวหน้าภาควิชาเรียบร้อย อีกสองวันลองเข้าไปเช็คสถานะในเว็ปไซต์ทุกอย่างก็เรียบร้อยคือตอบรับให้เข้าเรียน ต่อมาก็ได้รับจดหมายตอบรับเข้าศึกษาต่ออย่างเป็นทางการจากทางมหาวิทยาลัย ตอนนั้นก็คิดว่าโอเคเรียบร้อยทุกอย่างไม่ต้องมีเอกสารอะไรอีก ปรากฎว่ายังคือทางมหาวิทยาลัยต้องการเอกสารยืนยันเกี่ยวกับการได้รับวัคซีนป้องกันโรคคางทูม โรคหัดเยอรมัน ซึ่งจริงๆคนส่วนใหญ่ก็เคยได้กันมาแล้วตั้งแต่เด็กๆ แต่เราเองไอ้เจ้าเอกสารที่ว่ามันก็คงไม่เหลืออยู่แล้วไม่รู้หายไปไหนแล้วเพราะนานมากๆ และถ้ามีก็อยู่เมืองไทยอีกอย่างมันก็เป็นภาษาไทยยังไงก็ต้องแปลอีก

ดังนั้นเมือเราไม่มีเอกสารมาแสดงได้ว่าเรามีภูมิคุ้มกันหรือเคยไดด้รับวัคซีนมาก่อน ก็มีอยู่สองทางเลือกคือฉีดวัคซีนซ้ำไปอีกเข็มหรือเจาะเลือดเพื่อตรวจดูว่ามีภูมิคุ้มกันหรือไม่ สุดท้ายเราเลือกฉีดวัคซีนใหม่ จริงๆแล้วมหาวิทยาลัยเองก็มี Health Center ซึ่งให้บริการตัวนี้ด้วย สาม วัคซีนรวมกันในเข็มเดียวมหาวิทยาลัยคิดราคา $75 เราก็ไม่แน่ใจว่าถูกหรือแพงกว่าคลีนิคปกติ แต่แฟนก็บอกว่าน่าจะถูก แต่บังเอิญตอนนั้นขี้เกียจเข้าไปมหาวิทยาลัย แฟนเลยพาไปที่ศูนย์การแพทย์ของรัฐบาลคล้ายๆพวกอนามัยอะไรประมาณนั้น ปรากฎว่าแค่เข็มละ $15 โชคดีที่ไม่ไปฉีดที่มหาวิทยาลัย ไม่งั้นคงเจ็บใจน่าดู ฉีดเสร็จเขาก็ให้เอกสารมาเราก็ตัวนั้นไปยื่นกับทางมหาวิทยาลัยก็เป็นอันจบเรื่องนี้ไป
ดังนั้นถ้าใครจะมาเรียนที่นี่ก่อนจะมาถ้ามีเอกสารตัวนี้ก็เตรียมไว้ได้เลยหรือฉีดทำอะไรมาจากบ้านเรา ถูกกว่าแน่ๆจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายที่นี่

หลังจากเคลียเอกสารครบ ก็จ่ายเงินค่าของเราเนื่องจากเป็น Resident จึงจ่ายแต่ค่าธรรมทเนียมไม่ต้องจ่ายค่าหน่วยกิต ปกติขจั้นตอนเกือบทุกอย่างของมหาวิทยาลัยนี้ทำผ่านทางอินเตอร์เนตได้ทั้งหมดเลย การจ่ายเงินก็เช่นกัน จ่ายผ่านบัตรเครดิตทางอินเตอร์เนตได้เลยแต่ว่าดันต้องเสียค่าธรรมเนียม $55 คือแปลกๆนิดนึงถ้าจ่ายด้วยบัตรเครดิตจ่ายได้เฉพาะออนไลน์ ถ้าจะจ่ายที่มหาวิทยาลัยรับเฉพาะเงินสด อือเราก็แบบว่าไม่อยากจ่ายเงินสด เลยยอมเสียค่าธรรมเนียมไป $55 ก็จะได้ไม่ต้องเดินทางไปมหาลัยด้วย หลังจากจ่ายเงินเขาก็จะขึ้นใน Profile ของเราว่าชำระเงินแล้ว รอลงทะเบียนซึ่งเขาจะกำหนดวันที่เราจะสามารถลงทะเบียนไว้อย่างชัดเจน คือต้องเช็คออนไลน์ใน Profile ของเรา จะลงก่อนไม่ได้ ถ้าลงหลังจากวันที่กำหนด ก็ต้องรอจนถึงเวลาที่เขาเปิดอีกที ก็ดีเพราะคงไม่อยากให้นักเรียนแห่มาลงวันเดียวกันแน่น ระบบคงล่มแน่ๆ ก็จัดไปเลยว่าคนนี้วันนี้ แต่ก่อนจะลงทะเบียนก็ต้องเข้าไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาเสียก่อนเพื่อวางแผนการเรียนซึ่งอันนี้ก็ปกติไม่ต่างจากบ้านเรา ส่วนตารางเรียนทุกอย่างก็ออนไลน์ ซึ่งก็มีรายละเอียดให้ครบทั้ง วิชา วันเวลา อาจารย์ผู้สอน สถานที่ ตำราหลักที่ใช้ จนกระทั่งความจุคือรับได้กี่คน ก็ชัดเจนและสะดวกดี สรุปแล้วอะไรๆก็ต้องทำผ่านทางอินเตอร์เนตเกือบทุกขั้นตอนเลย ลงทะเบียนแล้วก็รอเปิดเทมอ..ตื่นเต้นจัง

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องก่อนหน้า

เรียนต่อปริญญาโทในอเมริกา Study Further in The USA.

plew April 29th, 2009


สมัครเรียนต่อปริญญาโทในอเมริกา หลังจากตัดสินใจแล้วว่าเรียนต่อโทอีกสักใบหนึ่งเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ก็ใช้เวลาในการหาว่าจะเรียนคณะอะไร ที่มหาวิทยาลัยไหนอยู่พักหนึ่ง แต่ข้อจำกัดของเราคือเรามีครอบครัวดังนั้นจะเที่ยวร่อนเรไปเรียนไกลๆก็ไม่ด้ ตัวเลือกที่มีอยู่คือ Cal State ที่อยู่ในละแวก Bay Area หรือ UC ก็มีที่เดียวที่ใกล้ในย่านซานฟรานก็คือ UC Berkley แต่ก็ต้องตัดไปทั้งที่ใจอยากเพราะ Requirement ที่ค่อนข้างจะสูงเพราะถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยเกรดเอ รวมทั้งราคาที่แพงกว่า Cal State เอกชนนั้นเราตัดทิ้งแต่แรกเพราะแพงๆเสียดายตังค์ ดังนั้นก็เหลือแต่ CSU นี่แหละที่ใกล้และสะดวกที่สุดและเราต้องการที่สุดคือ SFSU อีกที่ก็ East Bay แต่จริงๆก็ไม่ได้อยากเพราะค่อนข้างเล็กและชื่อเสียงสู้ SFSU ไม่ได้ นอกนั้นก็ไกล ตัวเลือกเราคือต้องเดินทางโดยรถสาธารณะได้เท่านั้น ดังนั้นก็เหลือตัวเลือกเดียวคือ San Francisco State

ค่าใช้จ่ายสำหรับ CSU หรือ California State University ค่อนข้างถูกถ้าเป็น Resident เพราะไม่ต้องเสีนค่าหน่วยกิตเสียแต่ค่าธรรมเนียม ถ้าลงทะเบียนแบบ Fulltime คือมากกว่า 6 หน่วยขึ้นไปอยู่ที่ $2200 กว่าๆ ต่ำกว่า 6 หน่วยก็ ประมาณ $1800 แต่ถ้าไม่ใช่ Resident ก็เสียค่าธรรมเนียมตรงนี้บวกค่าหน่วยกิตหน่วยละประมาณ $300 ต้นๆ คือเป็นResident จะจ่ายถูกลงไปมากโขอยู่ นี่เป็นอีกเหตุนึงที่เราคิดว่าควรจะเรียนโทมันอีกสักใบ เพราะเผลอๆจะถูกกกว่าเรียนโทอินเตอร์ในเมืองไทยซะอีก
หลังจากผ่านโทเฟลคือได้คะแนนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่เขากำหนด เราก็สมัครซึ่ง CSU ทั้งหมดจะสมัครผ่านทางเว็ปรวมเวปเดียวกันคือสมัครผ่านอินเตอร์เนตเท่านั้น ค่าสมัคร $55 จ่ายผ่านเครดิตการ์ดเลย เราสมัครที่เดียวใบสมัครก็ไม่ได้ยุ่งยากมาก แล้วก็ save ไว้ได้กรอกต่อวันหลังได้ กรอกใบสมัครส่งเรียบร้อย วันสองวันจำไม่ได้ก็มีอีเมล์ส่งยืนยันว่าได้รับใบสมัครแล้ว รวมทั้งหมายเลขอ้างอิงต่างๆเรียบร้อย

สำหรับสาขาที่เราสมัครเรียนคือ Instructional Technologies (เรียนพวก Web Design, Multimedia Design,
E-learning) โชคดีเพราะไม่จำเป็นต้องมีคะแนน GRE แต่ต้องมี portfolio เพื่อแสดงเกี่ยวกับระดับความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่เดิม นอกจากนั้นก็ทั่วไปคือ Recommendation Letters, Statement of purpose รวมทั้งต้องเข้ามาสัมภาษณ์กับ Department Chair ด้วย

สิ่งที่ต้องทำหลังจากกรอกใบสมัครทางเนตคือ กลับไปขอ Transcript กับทางมหาวิทยาลัยให้เขาใส่ซองและเซ็นซองปิดผนึกให้เรียบร้อย แล้วก็ส่งซองนี้กลับไปที่ Graduate Department อีกซองคือพวก Recommendation และ Statement และอื่นๆตามที่แต่ละสาขาวิชากำหนดส่งไปที่ Department ที่เราสมัครเรียน ต้องแยกซองกัน เราก็ส่ง FedEx ไปเลย ตกซองละ 800 บาท จริงๆแล้วที่อยู่ที่เดียวกันเลยละแต่คนละตึกแต่ FedEx เขาก็คิดแยกเพราะถือว่าคนละตึก

หลังจากส่งไปได้ไม่กี่วันทางมหาวิทยาลัยคือ Graduate Department ก็อีเมล์กลับมาว่าเอกสารและคุณสมบัติครบถ้วนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ขั้นต่อไปคือจะรับหรือไม่รับก็ขึ้นกับการพิจารณาของ department ซึ่งในอีเมล์ฉบับนี้ทางมหาวิทยาลัยจะให้รหัสนักศึกษาเรามาด้วย โดยให้ใช้รหัสตัวนี้ login ในการเช็คความคืบหน้า สถานะต่างๆของเราได้ทางเว็ปไซต์ ซึ่งหลังจากที่มหาวิทยาลัยตอบรับเราเข้าเรียนแล้วเราก็ใช้รหัสนักศึกษาและรหัสผ่านที่เรากำหนดนี้ตลอดไปจนเรียนจบ คือข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของเราทั้งหมด ทั้งการลงทะเบียน การจ่ายค่าหน่วยกิต กำหนดการ ตารางเวลาเรียน เวลาสอบ เกรด อะไรทุกอย่างใช้รหัสตัวนี้เหมือนกัน เหมือนเป็นหน้า Profile ของนักศึกษาแต่ละคนเลย

ย้อนกลับมาหลังจากที่มหาวิทยาลัยส่งอีเมล์ยืนยันคุณสมบัติของเราว่าผ่านเกณฑ์แล้ว อีกสองอาทิตย์ได้ทาง Department ที่เราสมัครก็อีเมล์มาว่าได้รับซองเอกสารของเราแล้วและขอให้เรานัดเพื่อเข้ามาสัมภาษณ์กับหัวหน้าภาควิชา เราก็นัดวันไป โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่ต้องเตรียมเอกสารอะไรมาเพราะเอกสารเราครบถ้วนดีแล้ว

วันที่ต้องเข้าไปสัมภาษณ์ก็ไม่แน่ใจว่าควรแต่งตัวยังไง คือเราก็ไม่แน่ใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมของที่นี่ดีนักว่าควรดูสุภาพขนาดไหน แต่เราก็แต่งกลางๆคือใส่เชิ้ตกางเกงขายาวไม่ใช่ยีนส์ แต่พอไปถึงจริงก็แบบว่าเขาดูสบายๆกันมากกว่าที่เราคิด เจ้าหน้าที่ประสานงานพอเราโผล่หน้าเข้าไปเขาก็ทักเลย “โอเคเรารู้ว่าคุณชื่ออะไร” แล้วก็เจออาจารย์อีกท่านก็แบบว่าใจดีเป็นกันเอง ก็ประมาณยินดีต้อนรับอย่างโน้นอย่างนี้ คือระหว่างที่รอหัวหน้าภาคอยู่ คือทุกคนเป็นกันเองและอบอุ่นดี เราก็ถามว่ามีนักเรียนประมาณแบบอินเตอร์คือพวกที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักสักกี่เปอร์เซ็น เขาก็บอกไม่ต้องกลัวนักเรียนต่างชาติเยอะ แต่ปีนี้ลดลงไปเยอะพอควร อาจเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก คือปีที่เราจะเข้าเรียน ในภาควิชามีนักเรียนต่างชาติแค่ประมาณห้าเปอร์เซ็นได้ จากที่เคยมียี่สิบเปอร์เซ็น

รอสักพักหัวหน้าภาควิชาก็เปิดประตูเข้ามาเรียกเราเข้าไปคุย เธอเป็นคนเกาหลี แต่จบโทและเอกที่อเมริกาและแต่งงานกับคนอเมริกัน เวลาคุยกันทำให้เรารู้สึกดีเพราะอย่างน้อยหัวหน้าภาคก็พูดภาษาอังกฤษสำเนียงเกาหลีเชี่ยว คือรู้ว่าไม่ใช่เจ้าของภาษา รู้สึกเหมือนมีเพื่อนยังไงไม่รู้ ปรากฎว่าจริงๆก็ไม่ใช่การสัมภาษณ์อะไร คือเขารับเราแล้ว เพียงแต่มาคุยว่าสนใจจะเน้นด้านไหนเป็๋นพิเศษ๋ และความรู้พื้นฐานทางคอมพิวเตอร์ว่าอยู่ในระดับไหน ใช้โปรแกรมอะไรได้บ้าง คือถ้าไม่มีพื้นฐานพออาจต้องลงวิชาปูพื้น ซึ่งเราเองก็ผ่านไม่ต้องลงพื้นฐานเพิ่ม และที่โชคดีชั้นที่สองคือ ปกตินักศึกษาปริญญาโทที่ไม่ได้จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักจะต้องผ่านการทดสอบ Graduate Essay Test ภายในปีแรกถ้าไม่ผ่านก็ต้องลงเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม แต่โชคดีเพราะเราจบปริญญาโทมาก่อนแล้ว นี่เป็นการเรียนใบที่สอง เลยได้รับยกเว้นไม่ต้องสอบตัวนี้ เพราะมีเกณฑ์ว่าคนที่จบโทมาแล้วไม่ว่าจากที่ไหนได้รับการยกเว้น เธอบอก “You are so lucky” เราก็บอกใช่ๆ หัวหน้าภาคก็พลิกดูเอกสารต่างๆของเราแล้วก็บอกเอกสารเราครบถ้วนสมบูรณ์ดีมาก Recommendation ก็ดีมาก ผลการเรียนที่ผ่านมาก็ดี เอแต่ไม่ได้พูดถึง Statement เลย แหมกว่าจะเขียนตัวนั้นเสร็จแทบแย่ หลังจากนั้นก็เป็นการแนะว่าแต่ละเทอมเราควรลงวิชาอะไรก่อนหลังประมาณนั้น ใช้เวลาสั่้นๆสรุปแล้วเราก้ได้กลับมาเป็นนักศึกษาอีกครั้ง เย้ๆ…ยาวแล้วแต่ว่ายังไม่จบโปรดติดตามตอนต่อไป

Link ต่างๆที่เกี่ยวกับบทความนี้
San francisco State University
California State University
UC Berkeley

เรียนต่อในอเมริกา Study in America

plew April 18th, 2009


เรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกา..หลังจากได้กรีนการ์ดและเรียนภาษาอังกฤษมาระยะหนึ่งและภาษาก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ รวมทั้งได้กรีนการ์ดเกือบครบหนึ่งปี (ถ้าถือกรีนการ์ดมาเกินหนึ่งปีหนึ่งวันจะทำให้เสียค่าเรียนในอัตราของ Resident ซึ่งถูกกว่ามาก) เราก็ตั้งใจว่าจะสมัครเรียนต่อปริญญาโทที่นี่คือที่อเมริกาอีกสักใบ เดิมทีตอนอยู่เมืองไทยอยากเรียนต่อปริญญาเอก ซึ่งจริงๆก็เกือบจะเรียนแล้วเพราะสอบผ่านเรียบร้อยกับมหาวิทยาลัยที่เราจบตรีและโทมาแต่ติดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายเลยต้องสละสิทธิไปพอมาที่นี่อายุอานามก็มากขึ้นแถมมีครอบครัวแล้ว รวมทั้งสถานการณ์อะไรต่างๆก็เปลี่ยนแปลงไปจากตอนที่ยังทำงานในเมืองไทย

ปกติการเรียนต่อปริญญาเอกใช้เวลาประมาณสามถึงห้าปี ส่วนมากจะประมาณห้าปี เราเลยคิดว่าไม่ดีกว่า รวมทั้งบอกตรงๆพอมาที่นี่จริงๆเริ่มรู้สึกว่าภาษาเรายังไม่ดีพอหรอกที่จะเรียนปริญญาเอกและค่าใช้จ่ายมันก็ค่อนข้างแพงด้วย เกรงใจแฟนเพราะเขาเป็นคนจ่าย อยากเลือกอะไรที่มันไม่แพงจนเกินไป ถูกๆยิ่งดี เริ่มแรกก็ลังเลว่าจะเรียนอะไรแบบไหน แค่ประกาศนียบัตรแล้วหางานทำดีไหม หรืออนุปริญญาดี หรือโทอีกสักใบดี หรือเรียนทำอาหารดี คือมันมีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจและมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ถ้าเรียนประกาศนียบัตรอะไรสักปีมันก็ค่าใช่จ่ายถูกกว่า จบเร็ว เรียนง่ายกว่า เพราะCollege ของรัฐก็มีหลักสูตรให้เลือกมากมายที่จบแล้วมีวิชาชีพติดตัวหางานทำได้ แต่งานก็ค่อนข้างระดับล่างค่าแรงต่ำ จะเอาไม๊จริงๆมันดีเพราะจบเร็วและออกมาหางานได้เลยคือเรียนอะไรที่เป็นวิชาชีพ ตอนแรกก็สนใจอะไรที่มันเกี่ยวกับด้านการแพทย์หรือพวกผู้พยาบาล
เพราะมีคนบอกว่าหางานง่ายแต่ก็มานั่งคิดว่าแล้วจริงๆชอบไม๊คำตอบก็ไม่แน่ใจ อีกทีถ้าเรียนอนุปริญญาพวก AA,AS degree ก็เรียนสองปี บวกกับต้องผ่านภาษาอังกฤษในระดับที่กำหนดซึ่งอาจใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปีถ้าภาษาแย่กว่านั้นก็นานกว่าหนึ่งปี ซึ่งจริงๆเราก้ไปสอบวัดระดับมาแล้วของเราต้องเรียนเพิ่มหนึ่งระดับซึ่งก็ใช้เวลาประมาณหนึ่งปี รวมๆแล้วก็ประมาณสามมปีจะได้ AAหรืออนุปริญญา พอจบมารายได้ก็อยู่ระดับล่างๆกลาง ทั้งนี้ก็ขึ้นกับสาขาที่เราเรียนเช่นถ้าเรียนพยาบาลระดับอนุก็จะมีรายได้ในระดับหนึ่งความรับผิดชอบก็ไปได้แค่ระดับหนึ่งเทียบกับระดับปริญญาเขาไม่ได้ แต่ข้อดีของการเรียน AA ใน collegeของรัฐคือค่าเรียนถูก ถ้าได้กรีนการ์ดมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งปีคือเป็น California Resident อย่างน้อยหนึ่งปีกับหนึ่งวันจะได้สิทธิในการจ่ายค่าเรียนในอัตราของ Resident หน่วยกิตจะอยู่แค่หน่วยละ 20 เหรียญ บวกค่าธรรมเนียมนิดหน่อยเทอมหนึ่งก็ไม่เกินสามร้อย ซึ่งมันถูกมากๆ

อีกทางเลือกหนึ่งที่ตอนนั้นเราสนใจคือเรียน AA Degree แต่เป็นด้านการทำอาหาร มีสถาบันหนึ่งที่ดังและเป็นที่ยอมรับคือในวงการคือ CIA or Culinary Institute of America ซึ่งเป็นสถาบันของเอกชน ตอนนั้นสนใจเพราะเริ่มชอบและสนุกกับการทำอาหารและถ้าจบจากสถาบันนี้โอกาศที่จะได้เป็น Chef ในโรงแรมหรือร้านอาหารดีๆสูงมาก แต่ว่าค่าเรียนก็แพงมากเช่นกัน คือเทอมละประมาณ 20000 เหรียญ แพงมากๆไหวจริงๆ แล้วก็แค่อนุปริญญา แต่แคมปัสในแคลิฟอเนียนั้นสวยและน่าเรียนเอามาก อยู่ในแหล่งไวน์ที่ใหญ่ที่สุดของแคลิฟอเนียคือ Napa แคมปัสหลักอยู่ที่นิวยอร์ก

เมื่อเปรียบเทียบตัวเลือกแล้วเราก็คิดว่าเรียนโทที่นี่อีกใบจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเพราะเรียนสองปี จบแล้วศักดิ์ศรี โอกาศในการที่จะได้งานดีมีมากกว่าเรียนอนุปริญญา ซึ่งใช้เวลาเท่ากัน อันนี้มันแน่นอนทุกที่วุฒิสูงกว่าเงินก็มากกว่า ตำแหน่งหน้าที่การงานก็ดีกว่า แต่มันก็ขึ้นกับความสามารถด้วย อีกอย่างถ้ากลับเมืองไทยก็เมีภาษีดี หางานดีๆได้ง่ายขึ้นในบ้านเรา เรียนประกาศหรืออนุมันก็ไม่ได้อัพเกรดอะไรมากมาย แล้วโทกับอนุมันก็เรียนใช้เวลาเท่ากัน แต่ยากกว่าและแพงกว่า แต่ในฐานะที่เราเป็น California Resident ค่าเรียนโทก็ตกเทอมละ 2200 เหรียญ อันนี้ถือเฉพาะ California State University ไม่ใช่ UC หรือ University of California ซึ่งค่าเทอมจะแพงกว่า State U ถึงแม้ UC จะเป็นของรัฐก็ตามแต่แพงกว่า แต่ UC ก็ถูกกว่าเอกชน ถ้าเป็น Resident เรียน UC ก็จะตกเทอมละประมาณหนึ่งหมื่นเหรียญ เอกชนก็สองหมื่น สามหมื่นขึ้นไป

ดังนั้นเราเลือกสมัครเรียนที่ CSU หรือ California State University เพราะถูกสุดแล้ว และเลือก San Francisco State University เพราะเราอยู่ซานฟราน ขี้เกียจไปเรียนไกลหรือไปเมืองประเภทบ้านนอกเงียบเหงา อีกอย่างมหาวิทลัยนี้เดินทางไปเรียนสะดวกมีรถเมล์ รถไฟถึงหน้ามหาวิทยาลัยเลย ข้อดีอีกอย่างของ CSU คือเข้าง่ายกว่า UC แต่ UC ศักดิ์ศรีดีกว่า แต่ก็ยากคู่แข่งมาก คนเก่งๆอยากเรียนกันเยอะ แถมแพง เราก็ยอมรับว่าขี้เกียจแล้วเลือกยูธรรมดาๆนี่ละ แก่แล้วแล้วก็ไม่ได้เก่งอะไรมากมาย ถ้าอย่ากสมัคร UC TOEFL ก็ต้องได้สูงกว่า คือยูทั่วไปคือผ่าเกณฑ์ขั้นต่ำคือ 550ในระบบเดิมหรือ 79 สำหรับ IBT ก็พอแต่ถ้า UC ประมาณ 90 ขึ้น คะแนน GRE อะไรก็ต้องสูงกว่า State U

สรุปแล้ว San Francisco State ก็เป็นตัวเลือกที่ลงตัวที่สุดคือ ไม่ยากเกินไป แต่เป็นที่ยอมรับได้มาตรฐาน ค่าเทอมถูก เดินทางสะดวก คนเอเชียเยอะหน่อย แฟนเราก็เห็นดีด้วย เขาบอกถ้าเรียนก็เรียนมหาวิทลัยที่สอนจริงๆของจริง ไม่ใช่พวกเอกชนบางประเภทที่โฆษณาทางทีวีทุกวัน มีเงินก็เข้าเรียนได้ ไม่ค่อยมีมาตรฐาน จบง่ายๆหรือเรียนอนุปริญญาเขาก็ไม่ชอบไม่สนับสนุน เขาบอกเรียนทั้งทีก็เรียนดีๆ จะไปลดเกรดตัวเองทำไม ว่าแล้วเราก็เริ่มต้นเดินทางเข้าสู่ขั้นตอนของการที่ได้กลับมาเป็นนักศึกษากลับเขาอีกครั้ง มาเล่าให้ฟังตอนต่อไปว่าการสมัครเข้าเรียนต้องทำอะไรบ้าง

เตรียมตัวสอบ TOEFL IBT

plew December 8th, 2008


โทเฟิล TOEFL IBT เราสอบผ่านแล้ว ที่ว่าผ่านก็คือได้คะแนนในระดับที่เราจะสมัครมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้ จริงๆมหาวิทยาลัยที่เราจะสมัครก็เป็นมหาวิทยาลัยธรรมดาๆที่ไม่ได้เป็นประมาณยูดังๆอะไรกับเขา อย่างเรามันแก่ขนาดนี้ไม่มีปัญญาที่จะสอบโทเฟลได้หลักร้อยแน่ๆ ดังนั้นก็เลือกยูที่เอาแค่ขั้นต่ำคือ 80 จริงๆแค่ 80 ตอนแรกก็ไม่ได้มั่นใจเลยว่าจะได้ แต่พอผลออกมาได้ 90 โล่งเลย ก็ดีเกินคาด แต่จริงๆก็ไม่ได้สูงอะไรแต่มันถือว่าโอเคมากๆสำหรับป้าๆแก่ๆอย่างเรา ที่ดีใจที่สุดคือเป็นการสอบครั้งแรกและครั้งเดียว ไม่เอาแล้วละโล่งมากเพราะไม่อยากสอบใหม่ ดีใจเหมือนได้คะแนนเกินร้อยเลย
มาโม้ให้ฟังเรื่องการเตรียมตัวสอบของเราดีกว่า เอาจริงๆเลยเตรียมตัวอ่านหนังสืออย่างจริงจังประมาณ 4 เดือนก่อนสอบ คือตอนนั้นอยู่อเมริกา เราอเงไม่ได้ลงคอร์สโทเฟิลอะไรที่นั่น คิดจะลงแต่มันแพง TOEFL Class ตกเดือนละตั้ง 1000 เหรียญ จริงๆอยาก เพราะมีเพื่อนที่เป็นคนโคลัมเบียเขาสอบก่อน เขาบอกควรจะเรียนเพื่อสอบจะได้คุ้นกับข้อสอบ แต่เราก็เสียดายเงิน เลยซื้อหนังสือมาอ่านเองรวมทั้งยืมจากห้องสมุดมาอ่าน หนังสือที่เราอ่านเพื่อเตรียมตัวมีสามเล่มหลักๆคือ

1.Cracking the TOEFL IBT 2009 edition by Princeton Review ราคาก็อยู่ประมาณ 33 เหรียญ ซึ่งจะมากลับ CD สำหรับฝึกฟังและพูดอีกหนึ่งแผ่น เล่มนี้ขอบอกว่าเป็นเล่มที่ชอบมากที่สุดและคิดว่าช่วยได้มากๆ เพราะเทคนิคที่เข้าให้มันเอาไปประยุกต์ใช้กับการทำข้อสอบได้ดี จะเน้นเทคนิคในการทำข้อสอบจริงๆ ไม่ได้เน้นเรื่องการปูพื้นฐานอะไร คือตรงเข้าเรื่องการทำข้อสอบกันตรงๆ โดยเฉพาะ reading เทคนิคจากเล่มนี้ช่วยได้มาก Templates สำหรับ Speaking และ writing ก็ช่วยได้มากเช่นกัน ตรงเฉลยก็ชัดเจนทำความเข้าใจง่ายดี แนะนำอย่างแรง

2. Barron’s TOEFL iBT Internet-Based Test, 12th Edition ราคาประมาณ 35 เหรียญ มาพร้อมกับ CD เสียง 10 แผ่น สำหรับ parts listening, speaking และ writing เล่มนี้หนามาก ข้อดีของเล่มนี้คือมีข้อสอบให้ทำเยอะมากๆ เหมาะใช้ในการฝึกเพื่อทำความคุ้นเคย เฉลยก็ละเอีอดดี แต่เราไม่ชอบเท่าไร เพราะเทคนิคมันไม่ตรงๆแบบเล่มแรง จะเยิ่นเย้อกว่า แต่ก็ควรมีเพื่อจะได้ฝึกทำข้อสอบเยอะ ข้อดีอีกอย่างคือมีตัวอย่างเสียงการตอบ part speaking ให้ด้วยใน CD

3. The Official Guide to the New TOEFL iBT with CD-ROM by ETS
ราคาก็ประมาณ 35 เหรียญ เป็นเล่มที่บางที่สุด แต่ก็ต้องอ่านเพราะมันทำจากคนที่ออกข้อสอบก็ต้องอ่านเพราะจะได้ข้อมูลตรงๆว่าหลักเกณฑ์การตอบแบบไหนถึงจะได้คะแนนดี แต่เราว่าเล่มนี้เนื่องจากเป็นของคนทำข้อสอบมันเลยไม่ค่อยมีเทคนิคอะไรที่เป็นเทคนิคจริงๆ คือเขาจะให้เทคนิคที่กว้างๆมากกว่า แต่คิดว่าดีเพราะเขามีตัวอย่างคำตอบที่ได้คะแนนในระดับต่างๆทั้ง พูดและเขียน เราจะได้รู้ชัดๆว่าต้องเขียนต้องพูดประมาณไหนเขาถึงจะชอบ ในส่วนของ speaking มีตัวอย่างคำตอบของคนที่เข้าสอบจริงๆ ซึ่งจะทำให้เรามีกำลังใจขึ้นเพราะบางคนที่เขาบอกว่าได้คะแนนสูงก็ไม่ได้พูดดีอะไรมากมาย แต่ถ้าฟังคำตอบของ Barron จะทำให้เราตกใจเล็กน้อยเพราะตัวอย่างการพูดของเขาจะใช้คนที่เป็นnative speaker ซึ่งตอบได้สมบูรณืแบบจนเกินไป ในความเป็นจริง คนที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรกอย่างเราตอบอย่างนั้นไม่ได้หรอก ก็ควรอ่านเล่มนี้เช่นกัน

หลังที่อ่านจบสามเล่มบอกได้เลยว่าข้อแนะนำและเทคนิคของทั้งสามเล่มบางส่วนคล้าย บางส่วนต่าง ยิ่งตรง writing ทั้งสามเล่มให้แนวที่ไม่ค่อยเหมือนกันเอาเลย ตอนแรกเราก็ลังเลว่าจะใช้ของเล่มไหนดี สุดท้ายก็เลือกของ Princeton เพราะ มันช่วยให้เราเขียนได้เร็วขึ้น แต่จริงๆแล้วการเขียนขอให้เขียนให้แคบเข้าไว้คือมีตัวอย่างที่ชัดเจนจะได้คะแนนดีกว่าเขียนกว้าง ยิ่งยกตัวอย่างได้ชัดเท่าไรยิ่งดี แต่ถ้าอ่านได้ทั้งสามเล่ม และทำแบบฝึกหัดและข้อสอบทั้งสามเล่มจะช่วยได้มากทำให้เราคุ้นเคยกับข้อสอบ

อีกส่วนที่คิดว่าช่วยได้มากคือการฝึกเขียนทุกวัน ถึงแม้ IBT จะไม่สามารถรู้หัวข้อที่จะต้องเขียนได้เหมือนแบบ CBT แต่จริงๆหัวข้อที่ต้องเขียนใน IBT ในส่วนของ independent นั้นใกล้เคียงกับ CBT มาก เอาหัวข้อของ CBT เดิมที่มีประมาณสามร้อยหัวข้อนั่นแหละมาลองเขียนทุกวัน วันละกี่หัวข้อก็แล้วแต่เวลาของแต่ละคน เราเองบางวันก็สอง บางวันก็สาม บางวันแค่เรื่องเดียวแต่พยายามเขียนทุกวัน แล้วก็หาตัวอย่างคนที่เขียนดีๆมาเทียบ ในหลายๆหัวข้อหาได้ง่ายๆทางเนตแล้วก็ลองมาเทียบกับของเรา แต่ถ้าใครมีคนที่อ่านและแก้ให้ก็จะดีมากๆ

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

สอบโทเฟิล TOEFL IBT Test

plew October 18th, 2008


วันนี้ถือเป็นวันที่เหนื่อยมากวันหนึ่งก็เพราะไปสอบ TOEFL มานะสิ จริงๆเดิมทีตั้งใจจะสอบที่อเมริกา แต่ต้องกลับเมืองไทยเลยมาสอบที่บ้านเราแทน วันนี้ก็คือ 18 ตุลาคม 2008 เราสอบโทเฟิลครั้งแรกในชีวิต หลังจากทั้งจบตรีและโทมาแล้วสิบปี เคยก็แค่ TU-Get ไม่เคยคิดจะสอบโทเฟิลเพราะกลัวภาษาอังกฤษ แถมโง่และจน แต่สุดท้ายนีไม่พ้นต้องสอบจนได้ ก่อนตัดสินใจสอบก็ได้ลองหาข้อมูลทางเนตนี่แหละ และพบว่ามันมีประโยชน์ในการเตรียมตัวมากทีเดียว ดังนั้นไหนๆก็ไปสอบมาสดๆร้อนๆก็อยากแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆคนที่กำลังเตรียมตัวอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
อย่างที่รู้ว่าปัจจุบัน TOEFL เป็นแบบ internet base ที่เรียกกันว่า TOEFL IBT นั่นเอง เราไปสอบที่ศูนย์สอบ ESI Language Center ที่อยู่ตรงข้ามม.เกษตร ประตูหนึ่ง ถนนงามวงศ์วาน จริงๆที่เลือกที่นี่ก็เลือกไปทั้งที่ไม่มีข้อมูลว่าสถานที่น่าสอบหรือไม่ แต่เลือกเพราะเวลาสอบเริ่ม 10 โมงเช้า ในขณะที่ศูนย์อื่นเริ่ม 9 โมง เลยเลือกเพราะกลัวตื่นไม่ทัน แต่พอมาสอบก็ต้องขอบอกว่าสถานที่ดีเลยทีเดียว ไม่ได้ดูใหม่อะไร แต่มันแบบเหมือนบ้านมีที่จอดรถสะดวก และมีที่นั่งพักนั่งรอ ดูสบายๆดี โล่งๆ เพราะไม่ใช่ตึกแถว หรืออยู่ในตึกสำนักงาน พนักงานก็ให้บริการดีมาก ช่วยเหลือดี คอยเติมกระดาษ เพิ่มดินสอเวลาที่เขาเห็นว่ามันทู่แล้ว แถมไม่ห้ามที่กินลูกอม กินน้ำในห้องสอบ สบายๆดี ห้องสอบก็มีคอกกั้นโอเค แอร์ไม่หนาวไม่ร้อน สบายๆ ไม่ต้องใส่เสื้อกันหนาว แต่เราก็เตรียมไป ปรากฎว่าไม่ได้ใช้ คอมพิวเตอร์ก็โอเค สรุปคือโอเค ห้องน้ำอะไรก็สะดวกดี แต่เราดันมาเจอแจ๊คพอต คือคนอื่นเขาไม่มีใครมีปัญหา เราทำไปสี่ข้อ เครื่องค้าง แล้วต้องบูทใหม่ แต่ไม่เลวร้ายเพราะไม่ต้องเริ่มทำใหม่ ก็ต่อจากข้อที่ทำค้างไว้ ภาพรวมก็ถือว่าราบรื่นดี
หลังจากกรอกเอกสารแล้วนั่งรอเรียก เจ้าหน้าที่เรียกไปทีละคน คือเข้าไปก็ถ่ายรูป แล้วเซทเครื่อง เซท password ตรวจสอบความถูกต้องข้อมูล ใครเข้าห้องก่อนก็สอบก่อน ดังนั้น แต่ละคนจะเริ่มไม่พร้อมกัน มันจะเหลื่อมกันออกไปตามลำดับการเข้าห้อง ซึ่งก็เป็นข้อดีเพราะทำให้ตอนพูดและพิมพ์มันไม่เซ็งแซ่ เพราะมันทำไม่พร้อมกัน เช่นพอเราเริ่มพูด คนนั่งข้างๆก้ได้เวลาพัก พอเราเริ่มพิมพ์ เขาเริ่มพูดประมาณนั้น แนะนำว่าถ้ากลัวจะเสียสมาธิก็ใส่หูฟังไว้ตลอด มันช่วยกรองเสียงข้างนอกได้เยอะทีเดียว เราเริ่มสอบสิบโมงเช้า เสร็จบ่ายสอง พักสิบทีหลังจากจบ part listening เข้ามาต่อ speaking และ writing ถ้าถามว่าข้อสอบยากไม๊ จริงๆไม่ได้ยากมาก เพียงแต่ต้องทำให้เร็ว แข่งกับเวลา

TOEFL Reading ตัวเองไม่อ่านเลยไปทำข้อสอบเลย ชุดแรกทำเสร็จก่อนเวลาหมด ทำให้มีเวลากลับมาทวนอีกรอบ แต่สอง passages หลังเกือบทำไม่ทัน เพราะยากขึ้น แทบไม่มีเวลาที่จะมานั่งตัด choices เพราะถ้าคิดช้าทำไม่ทันแน่ๆ แต่ก็เสร็จแบบหวุดหวิดเอามาก คือคิดแบบไม่ได้ไตร่ตรองเลยเพราะกระชั้นมาก ต้องบอกว่ากับ reading ตัวเองผิดหวังนิดหน่อยเพราะตอนทำแบบฝึกหัด ทำเยอะมาก รู้สึกว่าทำได้ดี แต่วันสอบจริงๆ ไม่แน่ใจเยอะทีเดียว อาจเพราะตื่นเต้นและเครียดด้วย ทำให้ทำได้ไม่ดีเหมือนตอนอยู่บ้าน

TOEFL Listening บอกตรงๆว่าก่อนสอบก็ฝึกมาพอควรและทำได้ดีเลย แต่วันนี้สอบจริง สมาธิหลุดบ่อยมาก ทำได้ไม่ดีอย่างทีหวัง คือไม่แน่ใจหลายข้อ และเวลามันเร็วมาก ถึงแม้จะ note ก็แถบไม่มีเวลามานั่งเช็คเพราะถ้านั่งไตร่ตรองนานก็ไม่ทันอีก เพราะมันเร็วจริงๆ สรุปคือใช้ความจำและความเข้าใจ ในการตอบให้เร็วที่สุด ไม่มีเวลามานั่งตัด choice อีกเหมือนเคย

TOEFL Speaking บอกตรงๆว่าก่อนสอบกลัวมาก กลัวจะพูดไม่ออก แต่ปรากฎว่าทำได้ดีกว่าที่คิด คือพูดได้ ไม่อึกอักมาก และไม่ได้ยากอย่างที่คิด คะแนนจะดีไม๊ไม่รู้แต่ จะบอกว่าเป็น part ที่เครียดน้อยที่สุดเพราะมันสั้นและเร็ว ไม่ต้องมานั่งจมนานๆเหมือน parts อื่นๆ อย่าเงียบพูดๆออกมาเหอะ ยังไงก็ได้สักคะแนนอยู่แล้ว พยายามควบคุมอารมร์อย่ากลัวเป็นใช้ได้ ผิดถูกพูดไปก่อน

สุดท้าย TOEFL writing ก็ผ่านไปได้อย่างไม่ลำบากนัก ทำเสร็จทั้งสองส่วน แต่ไม่มีเวลาพอจะมา edit เสร็จแต่คงมี error พอควร part นี้ไม่ยาก แต่คิดให้เร็ว ตัวเองปัญหาคือพิมพ์สัมผัสไม่เป็น เลยเสียเวลาไปพอควรเพราะพิมพ์ช้า แต่รวม ๆ คิดว่า ไม่เครียดเท่า reading กับ listening ก็สองส่วนแรกมันเยอะข้อ เล่นเอาคอ หลังปวดไปหมด
แนะนำว่าให้เตรียมน้ำ อาหารเล็กๆติดไปด้วย และก่อนสอบทานให้อิ่ม เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย เราเตรียมยาดมไปด้วย และหลายๆคนก็มียาดมเหมือนกัน ช่วยได้เยอะ เพราะถึงจะไม่ได้ยากหรือหินสุดๆ มันก็เครียด นั่งนาน คิดเยอะ ยาดมช่วยได้จริงๆ ตอนพักก็กินน้ำกินอะไรนิดหน่อยจะได้สดชื่น น้ำสำคัญ ตัวเองขนาดตอนพักก็ดื่มน้ำ แต่พอสอบเสร็จคอยังแห้งมาก และหิวมากด้วย คือล้าและเหนื่อยมาก คนเราพอเครียดมันคงทำให้หิวและกระหายน้ำมากกว่าปกติ เอ้าละสุดท้ายก็ผ่านไปได้ ดีใจสุดๆที่จบซะทีเพราะนั่งเครียด นั่งอ่านมากว่าสามเดือน ตอนนี้รออีกสามอาทิตย์จะรู้คะแนน ถ้าได้คะแนนอย่างหวังก็ถือว่าการเตรียมตัวที่ทำมาได้ผล จะได้มาเล่าการเตรียมตัวให้ฟังกันอีก แต่ถ้าไม่ผ่าน เฮ้อก็คง… ไม่รู้สิว่าจะสอบอีกไม๊ แก่แล้วอะ..เหนื่อย


Next »