Archive for the 'อื่นๆ' Category

อาหารไทยในอเมริกา Thai Food in America

plew December 19th, 2009

คนต่างชาติ ฝรั่ง ญี่ปุ่น และอื่นๆเขาคิดยังไงกับอาหารไทยคนต่างชาติทีพูดถึงก็เป็นคนในอเมริกานี่แหละบังเอิญว่าที่ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่มีผู้คนมาจากหลากหลายชาติ จริงๆก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่แล้วว่าอาหารไทยเรานั้นเป็นหนึ่ง top ten world cuisine เป็นอาหารที่มีอัตราการเติบโตคือเป็นที่นิยมเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แค่ใน San Francisco เองเกือบสองร้อยร้านเห็นจะได้ เยอะมากสำหรับเมืองที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่โตอย่างซานฟรานซิสโก

ที่มาเขียนเรื่องอาหารไทยอีกครั้งเพราะเทอมที่ผ่านมาเราลงเรียนวิชาการผลิตถ่ายทำวีดีโอเพื่อการเรียนการสอนหรือ Instructional Videography และหนึ่งในวิดีโอที่เราทำงานส่ง Thai cooking Show โดยทำต้มข่าไก่ Thai coconut chicken soup โชว์ ปรากฎว่าคนในห้องรวมทั้งอาจารย์ด้วยขอให้เราทำต้มข่าไก่มาในปาตี้วันปิดเทอม ทุกคนสนใจอยากได้สูตรอยากทำ ส่วนมากรู้จักอาหารไทยอยู่แล้ว กินตามร้านบ่อยๆ โดยเฉพาะต้มข่าไก่นี่รู้จักกันอยู่แล้วแทบทั้งนั้น แหมน่าภูมิใจจริงๆที่เรามีวัฒนธรรมและเทคนิคในการทำอาหารที่อร่อยและที่สำคัญใช้เวลาไม่นานในการทำ ทุกคนในห้องบอกเขาคิดว่าอาหารไทยใช้เวลาในการทำนานพอดูวีดีโอเขาบอกว้าวไม่เชื่อเชื่อเลยว่าอาหารไทยที่อร่อยๆจะใช้เวลาในการทำไม่นาน คือถ้าเทียบกับอาหารฝรั่งที่แบบใช้เวลาในการอบหรือเคี่ยวนานๆ

พืชผัก สมุนไพรของเราก็เป็นที่สนใจมากๆ หลายคนสงสัยว่าข่า ตะไคร้นะกินได้ไหม รสชาติเป็นอย่างไร เรื่องบางเรื่องที่เราคิดว่าง่ายๆเช่นน้ำมะพร้าว ต่างกับกะทิยังไง ขอบอกว่าฝรั่งบางคนงงมากระหว่างน้ำมะพร้าวกับน้ำกะทิ coconut milk, coconut cream,coconut juice เหมือนหรือต่างกันอย่างไร อีกเรื่องที่ต่างกันในการทำอาหารคือไทยเราปกติเราไม่ค่อยมีสูตรตายตัวหรือเน้นการชั่งตวงหรือจับเวลา เราแบบใช้ความเคยชิน บวกชิมแล้วปรุงปรุงแล้วชิมกันซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ฝรั่งนี่คือเขาต้องการรู้แน่ๆววัดออกมาว่ากี่ช้อน กี่ถ้วย เราบอกรอจนไก่สุก เขาก็อยากรู้ว่ามันนานกี่นาทีไก่ถึงจะสุกอะไรประมาณนั้น
โดยส่วนตัวเคยทำต้มข่าไก่นี่แหละให้ญี่ปุ่น กับฝรั่งทานทุกคนบอกว่าอร่อย มีอีกหลายเมนูที่มีคนขอให้เราสอนเช่นผัดไทย และพวกแกง แต่ว่าเราทำผัดไทยไม่เก่งทำออกมาไม่อร่อย ฝรั่งคนต่างชาติคิดว่าผัดไทน่าจะทำง่ายกว่าต้มข่า เขาก็งงว่าทำไมเเราทำผัดไทไม่เป็น เราบอกทำนะทำได้แต่มันไม่อร่อย และจริงๆในเมืองไทยก็เหอะหาผัดไทที่อร่อยๆจริงๆไม่ใช่ง่ายบางทีก็มันเกิน บางทีก็แห้งเกิน แหมพูดแล้วก็คิดถึงผัดไทตรงใกล้แบงค์ชาติซะแล้ว

ว่าแล้วเอาวีดีโอที่เราทำมาโชว์ให้ดูดีกว่า ได้เพื่อนสาวแสนสวยมาช่วยแสดง ใครว่างอย่าลืมช่วยกันเขาไปคอมเมนท์ กระตุ้นเรตติ้งกันด้วยนะจ๊ะ



http://www.youtube.com/watch?v=LCeAuU4el7c

การพนันออนไลน์ Online Gambling

plew August 1st, 2009



การพนันออนไลน์ online gambling หรือเว็ปไซต์ที่เปิดให้มีการเล่นพนันออนไลน์เปิดเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา คาสิโนออนไลน์ online casinos หรือการเล่นการพนันบ่อนออนไลน์ต่างจากการเล่นพนันในบ่อนจริงอยู่มากทีเดียว ที่เห็นชัดเจนคือการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เล่นกับเจ้ามือมีน้อยมากหรือไม่มีเลยด้วยซ้ำ จริงๆแล้วคาสิโนหรือการพนันในบ่อนออนไลน์ไม่มีเจ้ามือจริงๆ คอมพิวเตอร์จะควบคุมเกมส์ทั้งหมด คนที่เคยผ่านการเล่นการพนันเช่น poker หรือ blackjack ทั้งในบ่อนจริงและออนไลน์จะเห็นชัดว่ามีความต่างคือเล่นออนไลน์จะรู้สึกว่าอะไรๆคือเกมส์มันเร็วกว่าเล่นกันตัวเป็นๆเพราะการเล่นพนันออนไลน์มันไม่มีการพูดคุยสนทนาหรืออะไรที่มาขั้นจังหวะให้เกมส์ช้าลงเหมือนเล่นในบ่อนจริงๆ Online casinos ในปัจจุบันมีเกมส์หลายหลายรูปแบบให้เลือกไม่ว่าจะเป็น slot machine ที่ใส่กราฟฟิกและแอฟเฟคต่างๆให้ได้อารมณ์เหมือนกับการได้โยกสล๊อตแมทชีนของจริงเลยทีเดียว video poker หรือ blackjack ผู้เล่นต้องมีการตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกไพ่เหมือนการเล่นของจริงซึ่งก็มีผลต่อการได้เสียของแต่ละเกมส์จริงๆ

นอกจากนั้นมีหลายๆเว็ปไซต์ที่เปิดให้มีการแทงการพนันด้านการกีฬาประเภทต่างๆหรือ online sports betting แทบทุกประเภท ไม่เฉพาะแค่พนันฟุตบอลหรือม้าแข่ง ซึ่งก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการพนันออนไลน์ บ่อนออนไลน์พวกนนี้เปิดให้มีการแทงไม่เฉพาะกีฬา ยังรวมถึงผลการเลือกตั้งหรือผลการแข่งขันเรียลริตี้เกมส์ดชซ์อีกด้วย บางเว็ปไซต์จะมีการให้แต้มให้ราคาที่ดีกว่าบ่อนจริงๆทั่วๆไปเพราะการเปิดบ่อนออนไลน์นั้นมีค่าบริหารจัดการที่ถูกกกว่าบ่อนจริงมากจึงสามารถให้ราคาที่ดีกว่า บางเว็ปก็จะมีการสร้างเกมส์การแข่งขันจากคอมพิวเตอร์ซึ่งใช้ Java script ในการเขียนโปรแกรม ผู้เล่นสามารถดาวโหลดโปรแกรม casino’s software เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์และเล่นกับโปรแกรมอีกตัว บางเว็ปไซต์ให้เฉพาะดาวโหลดและเล่นตอนนั้นๆเลย บางที่สามารถทดลองเล่นฟรีก่อนได้โดยมีบัญชีเงินหลอกๆให้ลองเล่นขำๆ แต่โดยปกติก็จะมีความแตกต่างระหว่างการเล่นแบบฟรีๆแบบทดลองกับแบบที่มีการแท่งได้เสียกันจริงๆ หลายๆคนพบว่าเกมส์ทดลองเล่นมักเล่นได้บ่อยๆเหมือนโชคดีมีขึ้น แต่ของจริงมักไม่ใช่อย่างนั้น
Learn how to play Blackjack! It’s easy with Casino-on-Net’s flash tutorial
การพนันออนไลน์ถูกกฎหมายหรือไม่ ในการลงทะเบียนเพื่อเล่นการพนันออนไลน์ คุณจะต้องยยอมรับเงื่อนไข ข้อตกลงต่างๆของเวปไซต์นั้น การตรวจสอบว่าพื้นที่ที่คุณอาศัยอยู่สามารถเล่นการพนันออนไลน์ได้อย่างถูกกฎหมายหรือไม่ รวมทั้งอายุขั้นต่ำของผู้สามารถเล่นการพนันได้นั้นเป็นความรับผิดชอบของผู้เลนไม่ใช่ของเว็ปไซต์ ดังนั้นถ้าคุณเล่นการพนันออนไลน์ทั้งๆที่คุณอยู่ในพื้นที่หรือประเทศที่ถือว่าการพนันออนไลน์ผิดกฎหมายและทางเว็ปตรวจสอบภายหลังและพบเรื่องนี้ถึงแม้จะเล่นชนะการมีสิทธิโดนตัดสิทธิในการรับเงินได้ ปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมายเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ในแต่ละพื้นที่หรือในแต่ละประเทศที่ต่างกันทำให้ยุ่งยากในการตีความหรือจัดการว่าอะไรถูกกฎหมายหรือไม่ถูกกฎหมาย สหรัฐอเมริกาการพนันหรือการโอนเงินการพนันทางอิเล็กทรอนิคถือว่าผิดกฎหมายซึ่งในแง่นี้ก็รวมถึงอินเทอร์เนตด้วย ดังนั้นถ้าคาสิโนออนไลน์ในเนเอร์แลนด์จะฝ่าฝืนกฎหมายของสหรัฐทันทีถ้าคนในประเทสสหรัฐเข้ามาเล่นการพนันในเวปไซต์นั้น แต่ว่าในขณะเดียวกันสหรัฐเองก้ไม่ได้มีอำนาจที่จะไปดำเนินคดีใดๆกับองค์กรหรือพลเมืองของประเทศอื่น รวมทั้งคนที่เข้ามาเล่นเองส่วนใหญ่แล้วก็แทบไม่มีใครถูกดำเนินคดีเช่นกัน ดังนั้นเหมือนกับว่ามีกฎหมายแต่ไม่สามารถจัดการหรือนำใครมาลงโทษได้จริงๆ แต่อย่างไรก็ตามเจ้ากฎหมายที่ว่าก็อาจมีผลได้ในกรณีที่ตัวคาสิโนต้องการที่จะโกงหรือไม่จ่ายเงินกับผู้ที่เล่นได้ และปรากฎว่าผู้เล่นได้รายนั้นอาศัยในประเทศที่ห้ามการพนันออนไลน์คาสิโนก็สามารถใช้เหตุผลนี้ในการไม่จ่ายเงินได้และคนเล่นเองก็ไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิดใดๆได้เพราะตัวเองก็ทำผิดกฎหมายของประเทศตัวเอง ทำให้มันมีอะไรที่เหลี่ยมๆกันอยู่เนื่องจากการยอมรับหรือไม่ยอมรับการพนันออนไลน์ในแต่ละประเทศที่ต่างกันนนี่เอง

ในบางประเทศที่อนุญาตให้เล่นพนันออนไลน์ได้อย่างถูกกฏหมายหรือนุญาตให้เปิดคาสิโนออนไลน์ได้จะมีกฎหรือแนวทางปฏิบัติที่ที่เข้มงวดเพื่อให้แน่ใจว่าคาสิโนเหล่านั้นดำเนินการอย่างถูกต้อง เช่นควบคุมว่าคาสิโนต้องจ่ายเงินในกรณีที่ผู้เล่นเล่นได้ และตรวจสอบว่าการให้เงินเดิมพันในเกมส์ต่างๆถูกต้องเหมาะสมในแต่ละเกมส์ คาสิโนออนไลน์ของออสเตรเลียและฟินแลนด์เป็นที่รู้กันว่าจะปฎิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด แต่ในขณะที่คาสิโนของบางประเทศจะไม่เค่รงครัดนักเช่นอาจมีการเอาเปรียบผู้เล่นหรือตุกติกมากกว่า ในปัจจุบันมีคาสิโนออนไลน์เป็นจำนวนมากดังนั้นก่อนเล่นควรหาข้อมูลถึงกฎหรือการปฏิบัติของแต่ละแห่งของตัดสินใจ

จ่ายเงินในคาสิโนออนไลน์อย่างไร การเล่นการพนันออนไลน์อาจมีความยุ่งยากบ้างในสหรัฐรวมทั้งประเทสอื่นๆที่การพนันออนไลน์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย การเล่นสามารถ้บัตรเครดิตในการเติมเงินในบัญชีกับคาสิโนออนไลน์ แต่บัตรเครดิตของอเมริกาจะไม่อนุญาตให้มีการทำรายการในกรณีที่สามารถเห็นได้ว่าเป็นการทำรายการในการเล่นการพนันออนไลน์
ซิกแซกอาจทำโดยการเปิดบัญชีกับธนาคารในต่างประเทศแต่ก็อาจต่างจ่ายค่าธรรมเนียมต่างๆแพงขึ้น นอกจากนั้นบริการโอนเงินออนไลน์ที่คล้ายกับ paypal แต่สามารถใช้ในการโอนเงินเพื่อเล่นการพนันออนไลน์ได้ ซึ่งต่างจาก paypal ซึ่งไม่อนุญาตให้ทำรายการประเภทนี้ อีกวิธีคือการสั่งจ่ายเงินไปให้คาสิโนแต่วิธีนี้ใช้เวลานานและบางคาสิโนก็ไม่รับชำระเงินด้วยวิธีนี้
ไม่ใช่ว่าธนาคารในต่างประเทศหรือบริการโอนเงินทางอินเตอร์เนตทุกเจ้าจะไว้ใจได้ทั้งหมด ควรจะทำการตรวจสอบก่อนว่าธนาคารหรือผู้ให้บริการนั้นๆทำธุรกิจมานานมากน้อยแค่ไหน บริษัทที่ยืนหยัดให้บริการมานานกว่าย่อมน่าเชื่อถือมากกว่าและจะดีกว่าถ้าคุณสามารถติดต่อพูดคุยกับพนักงานจริงๆไม่ใช่เครื่องตอบรับ นอกจากนั้นในการใช้บริการโอนเงินในครั้งแรกควรทำรายรายการในจำนวนเงินที่น้อยๆเพื่อใช้ในการตรวจสอบดูเพื่อความแน่ใจอีกครั้งถ้าบริการเป็นที่น่าพอใจและไม่มีปัญหาครั้งต่อไปก็สามารถเพิ่มจำนวนเงินที่มากขึ้นตามลำดับ
Learn how to play Poker at the Best Poker School on the Net!กลโกงต่างๆในการเล่นการพนันออนไลน์ การเล่นการพนันออนไลน์ทำให้การโกงหรือการตุกติกต่างๆซับซ้อนมากขึ้นไปอีก ในการเล่น blackjack คาสิโนจะถือว่ามีการโกงถ้าผู้เล่นนับไพ่หรือใช้หลักการคำนวณทางคณิตศาสตร์เข้ามาช่วยให้ชนะ ในการเล่นในคาสิโนจริงผู้เล่นที่ชำนาญในการนับคำนวณไพ่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการซ่อนหรือแสดงท่าทีต่างๆในการเล่นไม่ให้เจ้ามือจับพิรุธได้ แต่ในการเล่นออนไลน์ไม่มีใครมาคอยจับตาดูเราไม่ว่าจะมีการจดหรือแม้กระทั่งใช้โปรกแกรมคอมพิวเตอร์มาช่วยคำนวณ คาสิโนออนไลน์บางแห่งมีชาร์ตการคำนวณแสดงให้ผู้เล่นเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นการโกงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายจนไม่ถือว่าเป็นการโกงแต่อย่างใด ในทางตรงข้ามวิธีการบางอย่างที่ใช้โกงในการเล่นบ่อนจริงไม่สามารถใช้ในการเล่นออนไลน์ได้ เช่นการมาร์กไพ่ การที่จะสามารถโกงในการเล่นคาสิโนออนไลน์ต้องใช้ในความสามารถในการเขียนโปรแกรม แก้ไขโปรแกรมการแฮคเข้าไปในฐานข้อมูล วึ่งในความเป็นจริงทำได้ยากคือยากที่จะรอดพ้นจากการตรวจพบ หรือหากทำได้จริงเช่นการแก้ดิมพันหรือแต้มต่อต่างๆก็จะมีผลต่อผู้เล่นทุกคนไม่ใช่เฉพาะคนที่เข้าไปแก้ไขบางอย่างเพื่อโกงเท่านั้น และอีกอย่างผู้ดูแลระบบสามารถตรวจพบได้อย่างรวดเร็วในกรณีที่มีความผิดปกติเกิดขึ้น


แรคคูนกับสกังค์ Raccoon and Skunk

plew May 31st, 2009


มีสัตว์อะไรบ้างในอเมริกาที่เมืองไทยบ้านเราไม่มี เอาประเภทที่หาได้ง่ายๆเหมือนหนูสกปรกที่เดินป๋วยเปื้อนในบ้านเราก็คงต้องเจ้าแรคคูน Raccoon นี่แหละ เอาเป็นว่าวันนี้มาเรื่องเบาๆน่ารักๆ กันอย่างเรื่องของเจ้าสัตว์ที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูแต่จริงๆแล้วไม่ใช่
อย่างแรคคูนกับสกังค์กันบ้างดีกว่า

ตัวเราเองอยู่อเมริกามาก็ปีกว่าแต่เนื่องจากอยู่ในเมืองคือซานฟรานซิสโก แถมอยู่ในย่านใกล้ดาวทาวน์ซึ่งตึกรามบ้านช่องหนาแน่น เลยทำให้ไม่ค่อยได้เห็นแรคคูนหรือสกังค์จะจะซะที เคยเห็นแรคคูนก็แว็ปๆตอนกลางคืน จนได้มีโอกาศมาพักที่บ้านพี่สาวแฟนใน Santa Cruz ซึ่งเป็นเมืองทางใต้ของซานฟรานขับรถประมาณชั่วโมงครึ่ง เรามาอยู่เฝ้าบ้านให้เค้าสามเดือน ซานตาครูสเป็นเมืองขนาดกลางๆออกแนวบ้านนอกนิดๆตึกสูงๆไม่มี บ้านก็เป็นบ้านมีบริเวณ คือพูดง่ายๆก็ยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก บ้านที่เรามาพักต้นไม้เยอะบวกกับมีพื้นที่หลังบ้านกว้างเอามากๆเป็นไร่เลยละ นี่เองทำให้เป็นเราได้มีโอกาศเห็นเจ้าแรคคูนกับสกังค์อย่างจะจะเป็นครั้งแรก

เดิมทีก่อนมาที่นี่เราเคยได้ยินชื่อแรคคูนกับสกังค์บ่อยๆ นึกถึงแรคคูนส่วนมากเป็นภาพในกาตูนร์ซึ่งเราก็คิดว่ามันน่ารักน่ากอดดี หางเป็นพวงสีดำขาว ตาเหมือนแพนด้า สกังค์คนไทยเราก็เคยได้ยินว่ากลิ่นมันเหม็นแต่เหม็นยังไงก็ไม่รู้เพราะไม่เคยได้กลิ่นมันจริงๆนี่นาดูแค่ในกาตูนร์อะ

เนื่องจากที่บ้านนี้เลี่ยงแมว ทำให้มีจานอาหารเม็ดของแมววางอยู่ในสวนหลังบ้าน วันหนึ่งประมาณสี่ทุ่ม ซึ่งเป็นวันแรกที่เราได้เห็นสกังค์ของจริงเป็นครั้งแรก มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นหางพวงๆสองตัวรุมกินอาหารแมวอย่างเมามัน เราบอกแฟนมาแอบดูมัน สกังค์เองจริงๆก็เป็นสัตว์ที่ดูน่ารักดี ตัวดูจะใหญ่กว่าแมวนิดหน่อยแต่หางเป็นช่อใหญ่สีดำขาวสวยมาก ตัวสีดำแต่มีขีดขาวตรงกลางดูเทห์เหมือนพังค์ประมาณนั้น แต่หน้าตามันยาวๆดูไม่ค่อยน่ารักเท่าไร แถมไม่กลัวคนด้วยมันเห็นเรามองมันก็เฉยๆกินต่อปาดินสอใส่ก็ไม่สนกินต่อ สำหรับกลิ่นนั้นก็เหม็นอย่างที่เคยได้ยินมา แต่มันเหม็นแบบก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนซากศพหรืออะไร กลิ่นคล้ายๆถั่ว หรือคล้ายๆคนกินถั่วเยอะและผายลมออก หรือค้ลายๆกลิ่นตดพูดง่ายๆ เอแต่เหมือนคนสักสามสิบคนตดพร้อมๆกัน เพราะบางวันเปิดประตูออกมากลิ่นงี้ฉุนเชี่ยว แฟนเราเล่าให้ฟังว่าอย่าทำให้มันโกรธมันจะสเปรย์กลิ่นเหม็นใส่ หมาของเพื่อนเขาเคยโดนมันสเปรย์ใส่ อาบน้ำล้าง โกนขนออกก็ไม่หายติดกลิ่นเหม็นอย่างนั้นสองปีถึงจะหาย น่ากลัวมาก

มาที่แรคคูนบ้างเจ้านี้เห็นจะจะใกล้ๆเลย มันมากินข้าวแมวที่วางไว้หน้าประตู แรคคูนตัวใหญ่กว่าแมวพอควร ตัวอ้วนกลมน่ารัก หางเป็นพวงขาวดำ แต่หน้ามันจะยาวๆคล้ายๆหมาจิ้งจอง แต่มีสีดำครอบตาแบบแพนด้า เราได้ดูมันกินข้าวใกล้ เจ้าตัวนี้มันจะใช้สองขาหน้าคือใช้มือหยิบอาหารเข้าปาก คล้ายๆลิงไงไม่รู้ แล้วกินเสร็จมันก็ทำความสะอาดมือ บางคนบอกว่ามันชอบล้างมือด้วยหลังมันกินอาหารเสร็จ เราเคยถามแฟนว่าเอแรคคูนนี่น่ารักดีทำไมไม่มีใครอมันมาเลี้ยง เขาก็หัวเราะบอกก็จริงๆแต่มันอันตรายเล็บมันคมและมันก็ไม่เชื่อง

เวลาแรคคูนหรือสกังค์มา แมวนี่คือหลบหรือไม่ก็ยืนตัวแข็งไม่สู้กัน แมวคงรู้ว่าสองตัวนี้แข็งแรงกว่าก็ต้องปล่อยให้มากินอาหารของตัวเอง สองพวกนี้จะออกหากินตอนกลางคืนกลางวันไม่เคยเห็นมันเลยไม่รุ้ไปแอบที่ไหน หลังๆอยู่บ้านนี้ระยะหนึ่งชักเบื่อเพราะเห็นบ่อย บางทีก็แอบนึกว่าเหมือนอยู่ในสวนสัตว์ไงไม่รู้เพราะสัตว์เยอะเหลือเกิน

เรื่องน่าเศร้าของที่นี่ก็ต่างจากบ้านเรา ปกติบ้านเราตัวที่นอนตายตามข้างถนนจะเป็นน้องหมา น้องแมว หรือหนูเป็นหลักแต่ที่นี่ก็เจ้าแรคคูนกับสกังค์นี่แหละ นอนตายตามข้างถนนทั่วไป แต่มีวันหนึ่งเห็นแล้วตกใจคือกวางนอนแข็งตายขาชี้อยู่กึ่งกลางถนน งงบวกสงสารไปพร้อมกัน แหมอเมริกานี่ช่างคงความเป็นธรรมชาติไว้ได้ดีเหลือเกิน..

ทำอาหารไทยให้ฝรั่งทาน Thai Food for the Western

plew May 23rd, 2009


อาหารไทยเราอย่างที่ทราบๆกันดีว่าโดงดังและเป็นที่ชื่นชอบของพวกฝรั่งรวมทั้งชาติเอเชียเราด้วยกันก็ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อาหารไทยนี่อร่อยแถมดีต่อสุขภาพอีกอีกด้วยเพราะเครื่องเคราที่มาจากสมุนไพรมากมาย แต่จากการมาสัมผัสด้วยตนเองในอเมริกา ทั้งจากการเป็นคนที่ต้องทำอาหารไทยให้ฝรั่งทาน หลักๆก็คือสามีเราเองนี่แหละ รวมทั้งเพื่อนๆฝรั่งบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง อีกประสบการณ์ก็คือการทานอาหารไทยในร้านอาหารไทยในอเมริกานี่แหละ ทำให้เราสังเกตว่าเอจริงๆไม่ต้องสังเกตหรอกค่ะมันเห็นๆกันอยู่ ว่าอาหารไทยที่จะทำหรือจะเสริฟให้ฝรั่งหรือคนต่างชาติ โดยเฉพาะคนที่ไม่คุ้นเคยกับอาหารรสจัดด้วยแล้ว ค่อนข้างแตกต่างจากอาหารไทยต้นตำหรับแท้ๆในบ้านเราอยู่พอสมควร

ประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเองเลย แฟนชอบกินต้มข่าไก่มาก แต่ว่าเวลาเสริฟเขาอยากให้เราแยกพวกเครื่องสมุนไพรพวกข่า ตะไคร้ โดยเฉพาะพริกออกให้ด้วย โดยเฉพาะพริกถ้าไม่ได้ปั่นยังเป็นชิ้นๆ ฝรั่งบางครั้งเขาไม่ค่อยดูก่อนจะตักเข้าปากหรือเพราะบางทีไม่รู้ว่ามันเผ็ดหรือแยกไม่ออกระหว่างสีเขียวที่เป็นพริกกับผักชีโรยก็ตักเข้าปากเคี้ยว โดนเข้าไปร้องจ๊ากเลยทีเดียว หลังจากนั้นเราระวังมากคือเอาพริกออกก่อนเสริฟเลย แล้วคำว่าเผ็ดน้อยของฝรั่งนี่คือเผ็ดน้อยจริงๆแถบจะไม่เผ็ด ตามร้านไทยพวกต้มยำต่างๆรสจะค่อนข้างอ่อนคืออ่อนมากๆสำหรับคนไทย เรียกว่ารสเด็กเลยละ บวกกับค้าชอบให้หวานด้วย คือจะชอบต้มยำที่ออกหวานนิดๆไม่เปรี้ยวจัดหรือเค็มแรงๆ แบบที่คนไทยชอบ

สำหรับต้มข่าหรือ Coconut Soup ที่บอกไปแล้วว่าฝรั่งชอบมาก ต้มข่าที่ขายกันในร้านไทยหรือเราเองทำให้ฝรั่งจะข้นๆมากกว่า คือของเราคนไทยจะใสกว่าเพราะข้นมากมันเลี่ยนแต่ฝรั่งชอบข้นๆ เราทำแทบไม่ผสมน้ำเลยกะทิล้วนแต่ฝรั่งบอกนี่แหละชอบเลย เมนูอื่นๆพวกแกงต่างๆก้ไม่ต่างคือรสจะอ่อนลงมากเมื่อเทียบกับไทยแท้ๆ

สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดถึงความแตกต่างของร้านอาหารไทยในอเมริกากับร้านอาหารไทยในบ้านเราคือวิธีเสริฟ ร้านไทยในอเมริกาเขาจะพยายามปรับเอารูปแบบการทานอาหารการเสริฟแบบฝรั่งมาใช้กับการเสริฟอาหารไทย ฝรั่งจะต้องมี appetizer เสริฟก่อน แล้วตามด้วย soup แล้วก็ Entrée ซึ่งอันนี้บอกตรงๆว่าขัดหูขัดตาและขัดใจเรามากๆ เพราะอะไรยกตัวอย่าง เราไปกับฝรั่งหรือตอนเราทำร้านอาหารไทย ฝรั่งสั่งป่อเปี๊ยทอด ต้มยำไก่ ผัดเปรี้ยวหวานแล้วก็ข้าวป่าว วิธีที่นี่เขาจะเสริฟป่อเปี๊ยก่อน โอเคอันนี้ไม่ว่ากัน แล้วเขาก็จะรอจนป่อเปี๊บเกือบหมดหรือหมดเขาก็จะเสริฟต้มยำ ซึ่งเขาถือว่ามันเป็นซุป โดยยังไม่เสริฟข้าว ก้ให้นั่งซดต้มยำไปป่าวๆจนหมด แล้วก้เก็บต้มยำออกไป สุดท้ายเหลือเปรี้ยวหวานเขาก็ถือว่าอันนี้ละ Entrée เขาก็เอามาพร้อมข้าวป่าว สุดท้ายคือเหลือกับอย่างเดียวที่กินกับข้าว มีบางเคสที่เจอหนักกว่านี้ สั่งไล่เลี่ยงไปมีของทอด มีต้มยำ มีผัดไทย มีข้าว เสริฟไปสุดท้ายเอาผัดไทยเสริฟมาพร้อมข้าว แต่ต้มยำนะหมดไปแล้ว นึกได้ไงว่าผัดไทยนี่ Entrée เซ็งเป็ดเลย คือถ้าเราไปกับแฟนซึ่งเขาคุ้นกับอาหารไทยและการเสริฟแบบไทย เราจะบอกเลยเอามาพร้อมกันเลย เพราะร้านส่วนใหญ่เลยเขาจะทำอาหารไล่ออกมาอย่างที่บอก
เรื่องอาหารจานเดียวของบ้านเราเช่นผัดไทย ข้าวผัด ผัดซีอิ้วพวกนี้เช่นกัน ร้านส่วนใหญ่ทำมันแบบเป็นกับข้าวอย่างหนึ่ง ทั้งๆที่มันเป็นอาหารจานเดียวที่ไม่ต้องกินกับข้าว แล้วเขาทำกันจานใหญ่มากแบบกินได้สองคนสบายๆแถมอาจเหลือด้วย สั่งผัดไทยทีไรลมเสียเพราะจานใหญ่มากๆ แถมรสจืดเค็มเป็นหลัก รสพริกป่น รสมะนาวไม่ต้องพูดเลย ฝรั่งหลายคนก็กินผัดไทยกับข้าวเปล่ากันเลย แถมสั่งผัดไทหรือผัดซีอิ้วที่นี่ไม่เคยให้ช้อนมาด้วยให้แต่ส้อมทั้งๆที่ช้อนเขาก็มี ก็คือต้องขอเขาอีกที มะนาวไม่ต้องพูดต้องขอ ขอแล้วก้ได้มะนาวเหลืองหรือ Lemon แต่เราต้องการ Lime หรือมะนาวเขียว ซึ่งไม่ใช่ที่นี่จะไม่มีขายแต่จริงๆมีขายทั่วไปเลยละ

อีกเมนูที่ฮิตเหลือเกินที่นี่คือสะเต๊ะค่ะ ของบ้านเราส่วนมากจะเป็นหมู ถ้าร้านอิสลามก็เนื้อ แล้วก็ไม้เล็กๆจิ๊ดเดียว แต่พอมาขายฝรั่งตัวโต สะเต๊ะที่นี่ก็ขยายขนาดตามคนกินคือที่นี้ทำไม้ใหญ่เลย น้ำจิ้มส่วนใหญ่จะให้แค่น้ำจิ้มถั่วหรือ peanut sauce ที่ฝรั่งชอบกันเหลือเกิน น้ำจิ้มอาจาดไม่เคยเจอร้านไหนเสริฟเลยนะเท่าที่ทานมา

เราเองก็เข้าใจว่าเขาอยากให้มันแบบเข้ากับวัฒนธรรมฝรั่งไง แต่บางทีเขาลืมไปว่าไอ้ซุปแบบไทยเรานะ มันรสจัดกว่าซุปแบบฝรั่งมากมาย ถึงแม้จะทำให้มันอ่อนแล้วมันก็ยังไม่อ่อนเหมือนกับซุปแบบฝรั่งที่ส่วนประกอบหลักๆคือนม เนย แล้วซุปไทยเราคือพวกต้มยำ ต้มข่าที่ฝรั่งชอบสั่งนะ มันอร่อยกว่าเมื่อกินกับข้าวสวยร้อนๆ แล้วสุดท้ายคุณให้เขานั่งกินข้าวจานควายๆกับกับข้าวที่เหลืออย่างเดียว แฟนเรายังบอกเลยร้านไทยน่าจะเสริฟอาหารคือเสริฟสไตล์ไทย ฝรั่งเขารับได้ แถมเขายังชอบเพราะมันเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมไปด้วยไม่ใช่แค่การกินอาหาร แฟนเราก็ยกตัวอย่างร้านพวกอาหาร Middle East เขาก็จะเสริฟในแบบของเขาไม่มีการจัดลำดับการเสริฟอะไรแบบฝรั่งเลย เขาเสริฟแบบเดียวกับที่เขาเสริฟในบ้านเขาแต่โอเค รสชาติของอาหารก็ต้องปรับบ้างให้เข้ากับรสนิยมอเมริกัน แฟนเราก็คิดอย่างเราเขาบอกร้านอาหารไทยน่าจะ Educate ลูกค้าได้บอกได้เลยอือซุปไทยนะรสจัดคนไทยนิยมทานพร้อมข้าว คนไทยเราทานกลับข้าวหลายๆอย่างพร้อมกันโดยทานกับข้าว เขาบอกบางทีฝรั่งไปทานอาหารต่างชาติเขาก็ชอบที่ได้บรรยากาศหรืออะไรที่มันเป็นของแท้ๆอะ ได้ทั้งอาหารอร่อยและเรียนรู้วัฒนธรรมไปพร้อมกันเลย แต่ทั้งนี้ก็ย้ำอีกทีว่าอันนี้ความเห็นส่วนตัวนะจ๊ะ
แหมบ่นมาซะยาวจริงๆแล้วคงเพราะคิดถึงอาหารไทยแบบรสชาติดั้งเดิม ไอ้ทำกินเองนะได้อยู่หรอกแต่บางทีทำเองกินเองทุกวันมันก็เบื่อ ก็อยากหาอาหารไทยรสแบบไทยแท้นอกบ้านกินบ้าง แต่ว่ายังหาร้านที่โดนไม่เจอเลยค่ะเศร้า..

เมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดในอเมริกา :America’s 5 Most Expensive Cities

plew May 16th, 2009


เมืองอะไรในอเมริกาที่ค่าครองชีพแพงที่สุด นั่งทำงานอยู่เพลินๆไม่รู้อยู่ดีๆก็แอบมานั่งคิดว่าอเมริกานี่มีตั้งห้าสิบรัฐ แต่ละรัฐก็ประกอบด้วยอีกกี่เมืองก็ไม่รู้รู้แต่ว่าเยอะมากๆ ก็อยากรู้ขึ้นมาว่าประมาณท็อปห้า ท็อปสิบอันดันเมืองที่แพงที่สุดในอเมริกา ในที่นี่คือเรื่องค่าครองชีพและราคาอสังหาริมทรัพย์ เพราะสองตัวนี้ถือเป็นปัจจัยหลักอยู่แล้วในการวัดว่าที่ไหนมันมีค่าครองชีพสูงกว่ากัน อยากรู้เพราะเราเองก็อยู่ San Francisco ซึ่งใครๆก็บอกว่าเมืองนี้โครตจะแพงติดอันดับต้นๆ เลยอยากรู้ว่ามันลำดับที่เท่าไร และเมืองไหนอีกที่โฮโซแสนแพง อันดับหนึ่งนั้นใครๆก็คงเดาออกว่านิวยอร์กแน่นอน แต่ลำดับรองๆลงมานี่ไม่แน่ใจ เลยลองหาจาก Google เพื่อนที่แสนดีอีกตามเคย ไปเจอเวปนี้ http://wirednewyork.com อ่านแล้วน่าสนใจดีเลยขอ อนุญาติคัดลอกมาให้อ่านกันดูเล่นๆ และเผื่อเป็นข้อมูลสำหรับบางคนที่คิดว่าเออยากมาอเมริกามาเมืองไหนดี เพราะเมืองที่มันแพงส่วนมากคือมันสะดวกสบายกว่า สิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่า สวยกว่า ตื่นตาตื่นใจกว่า เลยทำให้ค่าตัวมันสูงตามไปด้วย ของดีใครๆก็อยากไปอยู่ ว่าแล้วลองอ่านกันดูเองเลยค่ะ

America’s 5 Most and Least Expensive Cities

No surprise—the more a city has to offer, the more it costs to live there

Catch-22 rears its ironic face once again: The more a city has to offer, the more it costs to live there. That’s just the way it is. New York City, San Francisco and Honolulu are all beautiful, fun, vibrant cities that each cost an arm and a leg—and that’s just counting your security deposit.

To find out what cities give you the least bang for your buck, we’ve used the most recent Cost of Living Index compiled by the ACCRA, a non-profit organization that researches community and economic development. The Arlington, Va.-based company compiles the index from a survey of 314 metropolitan areas of all sizes in North America, taking into account six primary expenses: groceries; housing; utilities; transportation; healthcare; and miscellaneous goods and services. (Note that it does not consider taxes.)

How to Read the Numbers

The number that follows each city is its composite index score, with the average being 100. For example, with a composite index of 217.1, the cost of living in New York City is about 117 percent more than the cost of living in the average U.S. city. To extrapolate further, if you earned $100,000 per year in “Average City, U.S.A,” you’d need to make $217,000 annually in Manhattan.

No. 1: New York, New York—217.1

It’s the Big Apple, baby, and an expensive apple it is! The town so nice they named it twice also costs more than twice as much to live in as your average U.S. city. So while it may be great for the well-to-do, young people unconcerned with amenities like privacy or those who just have to live there, it’s a real struggle for the average family. Housing costs, utilities and groceries are all higher here than any other U.S. city, with housing costing five time the national average. Of course, as with all places, you’re paying for location and Manhattan has it all: the best restaurants, world-class museums and a bustling, vibrant, cosmopolitan scene replicated nowhere else.

No. 2: Jersey City, New Jersey—182.8

Well, if you think that location is everything, you must consider why Jersey City, N.J. is ranked just under New York City… New Jersey’s second largest city is one mile across the Hudson River from Manhattan, the most expensive city in the country. It is also just five miles from Newark, New Jersey’s largest city, which is also in the hub of one of the country’s most expensive places to live. From Jersey City, you’ll get one of the best views of the Statue of Liberty.

No. 3: San Francisco, California—169.8

It’s easy to give your heart up to The City by the Bay. The hilly, ethnically diverse metropolis is packed with hip neighborhoods, gorgeous vistas and enjoys a temperate year-round climate. The hang up is the cost of living. Real estate has bounded to stratospheric heights over the last decade, due mostly to the once-thriving tech industries in the area. So not only is purchasing a home extremely costly but even renting a one-bedroom apartment can cost you upward of $1,500 per month. And the market is very competitive, with buyers outbidding competitors and apartments snatched up as quickly as they become available. Some landlords even require a “renter’s resume” of your past living accommodations. If you can afford it, it’s the best. If not, at least spend a vacation there.

No. 4: Stamford, Connecticut—163.2

Stamford, a city of approximately 117,000 residents, is a coastal community along Connecticut’s shoreline, consisting of 37.3 square miles. Just 25 miles northeast of New York City and 40 southwest of New Haven, Stamford is the country’s third largest corporate headquarters community. The city offers both urban and suburban elements ranging from the multi-acre homes in wooded North Stamford, to a corporate downtown center, to the shoreline areas that envelop parks and beaches. Besides scenic beauty, Stamford also boasts a low crime rate.

No. 5: Honolulu, Hawaii—155.64

A little slice of tropical paradise will cost you big if you decide to live in Hawaii’s largest city, a metropolitan area of 372,279 residents. According to Enterprise Honolulu, in 2000, Honolulu’s per capita personal income was $29,960 in comparison to Hawaii’s average of $27,851 and the U.S. average of $29,649. Honolulu’s per capita personal income has consistently remained above the state and U.S. average. Still, housing and groceries don’t come cheap. And what do you get in return for that high cost of living? How about beautiful beaches, cool tradewinds and a killer view of Diamond Head.

Four of the five least expensive metropolitan areas are in Texas. They include:

McAllen, Texas—84.3
Seguin, Texas—84.6
Laredo, Texas—85.0
Jonesboro, Arkansas—85.9
Lubbock, Texas—86.6

And besides metropolitan areas, the ACCRA also ranks 314 urban areas. Those with the highest cost of living are:

New York-Wayne-White Plains, NY-NJ—171.0
Los Angeles-Long Beach-Glendale, CA —148.8
Oakland-Fremont-Hayward, CA—143.8
San Diego-Carlsbad-San Marcos, CA—139.8
Washington-Arlington-Alexandra, DC-VA-MD-WV—138.8
Newark-Union, NJ-PA—132.9
Edison, NJ—131.4
Seattle, WA—122.9
Philadelphia, PA—120.8
Chicago-Naperville-Joliet, IL—118.0

Copyright 2004 Homestore, Inc.

วันทำเลสิค

plew January 16th, 2009


วันผ่าตัดทำเลสิคมาถึง เราได้คิวตอนบ่ายสามโมง มาก่อนเวลาเล็กน้อย มาถึงเจ้าหน้าที่ก็อธิบายขั้นตอนให้ฟังอีกครั้งแล้วก็ให้เซ็นหนังสือประมาณว่าจะไม่เรียกร้องหรือฟ้องร้องใดๆต่อคลีนิคและคุณหมอ ซึ่งเขาให้เราอ่านตัวสัญญาตั้งแต่วันที่เรามาตรวจประเมินแล้ว และที่อื่นๆก็ต้องเซ็นเอกสารนี้เหมือนกันก็เซ็นไป พร้อมทั้งยื่นผลเลือด นั่งรออีกแป๊ปเขาก็จัดถุงยามาให้พร้อมทั้งอธิบายว่าใช้อะไรยังไง ประกอบด้วยยาหยอดตา 2 หลอด คือตาข้างละหลอดเลย ขวาและซ้าย ยาคลายกังวลให้มาสี่เม็ดเผื่อคนไข้นอนไม่หลับ ยาพาราในกรณีที่ปวดหลังผ่าตัด สกอตเทปไว้ใช้กับที่ปิดตา และเอกสารแนะนำการปฎิบัติตัวหลังจากจากผ่าตัดในสัปดาห์แรก เราก็รับไว้ ตอนแรกงงว่าให้ก่อนผ่าอีก มาคิดอีกทีก็ดีเพราะผ่าเสร็จมันอาจเจ็บและมองอะไรไม่ชัด เสร็จแล้วก็จ่ายเงิน ถ้าจ่ายสดลดอีก 500 แต่เราจ่ายบัตรเพราะตั้ง 75500 ขี้เกียจเบิกเงินสดมา อยากได้คะแนนจากบัตรด้วย หลังจากนั้นก็รออีกแป๊ปก็ให้เข้าห้องผ่าตัด

เข้าห้องผ่าตัดเลสิค เข้าไปปุ๊ปจะมีจอแสดงรูปเรา เออดีนะ ชัวร์ดีว่ามาไม่ผิดคน แล้วก็ใส่เสื้อคลุมและหมวกคลุมผม นาฬิกาใส่ได้ไม่มีปัญหา แล้วก็มาล้างหน้าอีกที เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ก็ให้มานอนพักที่เก้าอี้เพื่อหยอดยาชา หยอดครั้งแรกจะแสบนิดๆ และหยอดซ้ำอีกสามครั้งได้ คือหยอดจนเราไม่รู้สึกแสบแสดงว่าชาแล้ว พยาบาลที่นี่บริการดี คอยบอกตลอดว่าสบายๆนะ ไม่ต้องกังวล รวมทั้งบอกขั้นตอนอีกครั้งรวมทั้งระยะเวลา ว่าทำอะไรบ้างในห้องผ่าตัด เช่นอาจได้กลิ่นไหม้ๆไม่ต้องตกใจเพราะเป็นปฎิกิริยาของเลเวอร์กับผิวตาของเรา สักพักคุณหมอก็มานั่งข้างๆบอกอีกสิบนาทีนะคิวเราแล้ว รวมทั้งบอกว่าเราต้องทำอะไร คือให้ฟังแล้วทำตามคุณหมอเวลาอยู่ในห้อง ใช้เวลาประมาณแปดนาทีอะไรประมาณนั้น ตอนคุณหมอคุยเราก็พยักหน้ารับ คุณหมอบอกเวลาอยู่ในห้องผ่าตัดอย่าทำอย่างนี้คือ ฟังเข้าใจแล้วทำตามอย่าขยับศรีษะตาม คุณหมอถามกลัวไหม เราบอกไม่เลย อยากผ่าเร็วๆ ไม่ได้โกหกนะ วันนั้นไม่กลัวเลยสักนิด อยากทำมากๆ ไม่กลัวเพราะเราศึกษามาแล้ว และมั่นใจในคุรหมอและเครื่องมือ เพราะถือว่าเราได้เลือกคุณหมอที่เขาว่าเก่งที่สุดในด้านนี้คนหนึ่งในประเทศไทย แล้วจะกลัวทำไม

พอถึงคิวเข้าห้องผ่าตัดทำเลสิคจริงๆ เขาก็ให้เรานอนบนเตียง หัวเราก็วางบนส่วนที่มีรูปร่างคล้ายโดนัส มองไปข้างบนก็เป็นเครื่องเลเซอร์ มีพยาบาล 2 และเจ้าหน้าที่อีกคนดูควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์และคุณหมอ พยาบาลเช็ดทำความสะอาดหน้าให้อีกครั้ง และใช้พลาสติกเหนียวคุลมส่วนบนใบหน้าคือหน้าผากลงมาถึงใต้ตา แล้วก็ตัดเจาะบริเวณรอบตาสองข้าง ซึ่งพลาสติกมันตรึงหนังตาเราไว้ไม่ให้ขยับ หลังจากนั้นเริ่มที่ตาซ้ายก่อน คุรหมอให้มองจุดเขียวเอาไว้ให้นิ่งแล้วก็ใช้เครื่องมือเปิดกระจกตาคือวางและกดบริเวณตาดำแป๊ปเดียว จากนั้นคุณหมอบอกตลอดว่าโอเคตอนนี้จะมองไม่เห็นอะไรแล้วนะ โอเคเปิดกระจกตาเรียบร้อย ย้ายมาข้างขวาก็ทำอย่างเดียวกัน เปิดกระจกข้างขวาก็กลับมาซ้าย คุรหมอจะบอกตลอดว่าจะเห็นหรือไม่เห็นอะไร มาข้างซ้ายมองจุดเขียวอีกรอบ แล้วคราวนี้เริ่มยิงเลเวอร์แล้วนะให้มองจุดแดงให้นิ่งไว้ เราก็มองนิ่ง แป๊ปเดียวเอง คุณหมอบอกโอเคแจ๊วมาก เรียบร้อย แล้วก็เอาเครื่องมืออะไรมาถูๆบริเวณตาเราแล้วก็มีสเปรย์พ่นด้วย ก็คงปิดกระจกตากลับไปนะแหละ เหลือข้างขวาก็ทำอย่างเดียวกันเลย เร็วมากจริงๆไม่เจ็บอะไรเลย ไม่น่ากลัวด้วย แต่มีเจ็บนิดนึงตอนคุรหมอแกะพลาสติกออกคือมันดึงผิวดึงขนเราอะ นั้นแหละเจ็บที่สุดแล้วในการทำเลสิคสำหรับเรา ออกมาจากห้องผ่า นั่งที่เก้าอี้อีกรอบพยาบาลหยอดยาปฏิชีวนะให้แล้วปิดฝาครอบตาให้เป็นอันเรียบร้อย ออกมาถอดเสื้อคลุมถอดหมวก

เจ้าหน้าที่ให้ทานยาแก้ปวดกันไว้ เขาถามเจ็บไหมเราบอกไม่นะ คือเราไม่รู้สึกแสบหรือน้ำตาไหลอะไรเลยคือค่อนข้างปกติมาก อาจรู้สึกเคืองๆนิดหน่อย เขาบอกนั่นแหละเพราะยาหยอดยังออกฤทธ์กลับไปเดี๋ยวจะปวดสะแสบบ้าง เราก็อือ หลังผ่าเราก็มองเห็นเลยก็รู้สึกว่าเห็นดีแต่ยังบอกไม่ได้เพราะมีฝาครอบมองไม่ถนัดนัก กลับบ้านมาก็ปกติกินอาหารอะไรปกติ และก็ไม่ได้ปวดหรือแสบน้ำตาไหลอะไรเลยคือปกติมาก แค่เคืองเหมือนมีผงที่ตาขวาเท่านั้น

วันรุ่งขึ้นเก้าโมงเช้าไปเปิดฝาครอบตา ว้าวพอเปิดเห็นชัดเลย พยาบาลก็เช็ดตา เช็ดหน้าให้ หยอดยาปฏิชีวะนะ และน้ำตาเทียม และให้น้ำตาเทียมเพิ่มกลับบ้านรวมทั้งคอตตอนบัดไว้ทำความสะอาดขี้ตาในตอนเช้า รวมทั้งบอกวิธีดูแลตัวเองในสัปดาห์แรกอีกครั้ง พร้อมทั้งวัดสายตาคร่าวๆ คือเราอ่านตัวเลขตรงเส้นแดงได้สบายเลย แล้วพบคุณหมอ คุณหมอตรวจเร็วมาก บอกแผลสมานกันดีแล้ว โอเคเลยไม่มีติดเชื้อไม่มีปัญหาอะไร นัดมาตรวจอีกทีในห้าวันถัดมา เพราะอาการดูแล้วโอเคก็ไม่ต้องหนึ่งอาทิตย์
อย่างที่รู้กันว่าหลังผ่าตัดอาทิตย์แรกห้ามตาโดนน้ำเด็ดขาด ทำให้ล้างหน้าสระผมไม่ได้ด้วย เราก็ทำตามเคร่งครัด ก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะอยู่บ้านหน้าจะมันหัวจะเหม็นหน่อยก็ไม่เลวร้ายมากมาย บางทีเราก็เอาแอลกอฮอล์ชุบสำลีเช็ดหน้าบ้างนิดหน่อยแต่ห่างบริเวณตาพอสมควร เรื่องการหยอดยาและหยอดน้ำตาเทียมก็ทำไม่ขาดวันละสี่ครั้ง แต่น้ำตาเทียมบ่อยหน่อย เพราะเจ้าหน้าที่บอกหยอดบ่อยๆดี ในห้าวันแรกอาการโอเคมาก คือไม่เจ็บไม่แสบ มีเคียงเล็กๆ บางครั้ง พยายามพักพยายามนอนให้มาก แต่จริงๆเขาบอกใช้สายตาได้ตามปกติ เราใช้คอมบ้างแต่ยอมรับว่าใช้แค่สักสิบนาทีคือใช้สายตาสักสิบนาที จะรู้สึกว่าตาล้า มันอยากพัก ตาจะล้าเร็ว เราเองวันที่สามยังออกไปดูหนังอีกด้วยออกไปค่ำ ตอนแรกก็กลัวเพราะเค้าบอกบางคนเข้าไปที่มืดอาจมีปัญหาในการมองเห็นไม่ดี หรือพวกแสงกระจาย ตาปรากฎว่าเราไม่ปัญหานั้นเลย คือชัดแจ๋วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสิบกว่าปีที่ผ่านมา ชัดกว่าใส่คอนเทคเลนส์ซะอีก แต่ปัญหาคือใช้สายตานานๆแล้วจะล้า ต้องแอบหลับตาบ้างเป็นระยะ
เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเราก็น่ารักโทรมาคุยมาถามว่าเป็นไง เราก็บอกโอเคเลย เพียงแต่ล้าๆเวลาใช้ตาเกินสิบนาที เขาบอกปกติ เพราะตามันเพิ่งผ่ามา ก็อยู่ระหว่างปรับด้วย เราก็เข้าใจอยู่แล้ว ในวันที่ห้าหลังการผ่าก็นัดไปตรวจอีกที ผลการตรวจวัดคือไม่มีค่าสายตาแล้ว คือ20/20 แต่ตาขวาการมองยังๆไม่คมชัดเท่าตาซ้าย แต่สองข้างพร้อมกันดีมากเลย พบคุณหมอตรวจดูบอกแผลโอเคไม่มีปัญหาอะไร ล้างหน้าสระผมได้ หยุดยาหยอดตา แต่น้ำตาเทียมใช้ต่อได้ปกติ เราก็ถามถ้าอยากหยอดยาต่อได้ไหมผลคือไม่ควร เพราะจริงๆยาหยอดปฏิชีวะนะมันทำให้ตาเราแห้งไม่เป็นผลดี ถ้าแผลเราโอเคแล้วไม่ควรใช้ต่อ แต่ยังห้ามแต่งหน้ารอบดวงตาจนอาทิตย์ที่สองถึงแต่งได้
วันที่เขียนอยู่นี้ผ่ามาครบ 7 วัน อาการดีขึ้นเรื่อยๆ คือใช้ตาได้นานๆโดยไม่ค่อยล้าแล้ว การมองเห็นยังคมชัดดีมาก เหมือนได้โลกใหม่จริงๆ เพราะปกติเวลาอยู่บ้านไม่ใส่แว่นและมองวิวไปนอกหน้าต่างมันเห็นแต่ตึกใบหยก หลังจากทำมันเห็นตึกอื่นๆ ไกลไปจนตึกแถบริมแม่น้ำเจ้าพระยาโน่นเลย รู้สึกว่าชีวิตมันมีความสุขมากขึ้น คุรภาพชีวิตดีขึ้น ไม่ต้องมากัลวลเรื่องใส่คอนเทคเลนส์แล้วเคืองตา หรือกังวลว่าล้างไม่สะอาด ใส้แว่นก็ดูแก่ไม่ใช่ตัวเรา มันสะดวกขึ้นเยอะ คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปจริงๆ และรู้สึกโชคดีที่ตัวเองไม่มีผลข้างเคียงอะไรที่เลวร้าย
อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าหลังการผ่าตัดทุกคนจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเหมือนกันหมด เพราะเพื่อนของเพื่อนสองคนมีภาวะแสงกระจายถาวร คือเห็นพระจันทร์สามดวงเลยแก้ไม่ได้ด้วย เพื่อนบางคนมีภาวะแสงกระจายนานประมาณเก้าเดือนแต่ตอนนี้หายแล้ว แต่เธอก็บอกคุ้มที่ทำ บางคนผ่ามาสี่ปีตอนนี้เริ่มไม่ค่อยชัดเหมือนก่อนแล้ว แต่เขาก็บอกคุ้มเช่นกัน
สุดท้ายถ้าใครถามเราว่าทำเลสิคดีไหมเราก็จะบอกว่าดีมากเลย เพราะมันไม่ได้น่ากลัว ใช้ระยะเวลาสั้นๆมากๆ แต่ผลลัพธ์มันทำให้เราใช้ชีวิตได้สะดวกสบายมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

อ่านรื่องทำเลสิคที่ไหนดี

ทำเลสิคที่ไหนดี

plew January 13th, 2009


เลสิค lasik ไม่เรื่องใหม่ซะแล้วสำหรับบ้านเรา แต่ยังไงก็ใหม่กับตัวเราเพราะเพิ่งไปทำมาค่ะ ไปทำเลสิคมาเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2552 ตัดสินใจทำที่ TRSC หลังจากที่ศึกษาข้อมูลทางอินเตอร์เนตและถามจากเพื่อนๆที่เขาไปทำมาแล้ว ตัวเองสายตาสั้นที่400 กับ 420 จริงๆก็ใส่ทั้งแว่นและคอนเทคเลนส์มาเป็นสิบปีแล้ว แต่ระยะสองปีหลังๆมารู้สึกไม่ค่อยสบายตาเลยเวลาใส่คอนเทคเลนส์ ทั้งที่ยอมเสียเงินใส่แบบรายวันแต่ก็ไม่ดีขึ้น ไม่รู้ว่าด้วยอายุที่มากขึ้นด้วยรึป่าวหรืออะไรก็แล้วแต่ ใส่คอนเทคเลนส์จะเคืองและไม่สบายตา ทั้งที่เมื่อก่อนก็ใส่ได้ดีมาตลอดไม่มีปัญหามากมาย แว่นนั้นไม่ต้องพูดเลยไม่ชอบและรู้สึกรำคาญมากๆ เลยคิดว่าทำเลสิคน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเรา

หลังจากโอเคแล้วว่าจะทำก็ถามจากเพื่อนที่ทำมาก่อน เพื่อนทำที่โรงพยาบาลวิภาวดี ศูนย์ Advance Lasik กับคุณหมอผู้ชายท่านหนึ่งตอนนี้เราลืมชื่อค่ะ ปกติคุรหมอท่านนี้ท่านประจำที่โรงพยาบาลพระมงกุฏ เพื่อนบอกทำดีมากเลยแต่ทำเมื่อ 4 ปีก่อน เราก็ลองโทรไปถามที่วิภาวดีปรากฎว่าคุณหมอท่านนั้นไม่ได้ทำแล้ว เพื่อนก็เลยแนะนำ TRSC เพราะเพื่อนของเพื่อนทำที่นี่กับคุณหมอเอกเทศ ซึ่งเป็นเจ้าของที่นี่ บอกว่าทำดี เราก็ลังเลเพราะราคาที่วิภาวดีถูกกว่าพอสมควรเพราะมีโปรโมชั่นจากบัตรเครดิต แถมมีห้องให้พักด้วยหนึ่งคืนดีตรงที่วันรุ่งขึ้นมาเปิดตาไม่ต้องเดินทางไปเดินทางมา แต่ตอนโทรไปถามที่วิภาวดีเราก็ถามเรื่องเครื่องยิงเลเซอร์ว่าของที่นี่กับของ TRSC ต่างกันอย่างไร เขาบอกของ TRSC จะใหม่กว่าแต่จริงๆก็ใกล้เคียงกันมากคือของ TRSC จะยิงเร็วกว่าไม่กี่วินาที นอกจากนั้นก็ลองหาข้อมูลเพิ่มทางอินเตอร์เนตลายๆคนก็แนะนำ TRSC และคุณหมอเอกเทศ ประกอบกับแฟนของเราเขาก็ค้นข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์เลสิกในบ้านเราที่ฝรั่งมาทำ ฝรั่งก็บอก TRSC ดี เขาก็บอกให้ทำที่นี่แหละถึงจะแพงกว่าที่อื่นและอาจจะแพงที่สุดแล้วก็ว่าได้ (ไม่แน่ใจ) แฟนบอกเรื่องตาสำคัญขอให้เลือกที่ที่ดีที่สุดไม่ใช่เรื่องจะมาประหยัด (เพราะจริงๆเขาอยากให้ไปทำที่อเมริกามากกว่า เขาไม่ค่อยมั่นใจบ้านเรา) จริงๆแล้วทื่อื่นก็คงดีเหมือนกัน แต่เราเลือกที่นี่เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เรามั่นใจมากขึ้นเพราะเราเลือกหมอที่ใครๆบอกตรงกันว่าทำดี ที่อื่นเราไม่รู้ว่าหมอคนไหนดีไม่ดี ก็เลือกที่นี่เพราะคนนะนำกันเยอะ

นัดตรวจประเมินสายตาตอนวันที่ 5 ธันวาคม 2551 เจ้าหน้าที่บริการดีมาก เป็นมืออาชีพดี สถานที่วิวสวยสบายตาดีด้วยเพราะตรงข้ามสวนลุม มีคอมพิวเตอร์ มีเครื่องดื่ม หนังสือ เกมส์ ดีเพราะปกติเวลามาตรวจหรือมาผ่าตัดต้องมีคนมารอรับ คนที่รอเขาจะได้ไม่เบื่อ วันที่ไปตรวจงงมากเพราะลูกค้าเยอะเชียว งงเพราะไม่คิดว่าคนจะทำเลสิกกันเยอะขนาดนี้คือมันเยอะกว่าที่เราคิดไว้ และที่นี่ก็แพงเอาเรื่องเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ ตอนหยอดยาขยายม่านตา เขาก็ให้นอนบนเก้าอี้นวดประมาณสิบห้านาทีจะได้คลายเครียด ใช้เวลาตรวจรวมทั้งดูวีดีโอเกี่ยวกับเลสิกรวมประมาณสามชั่วโมง ตรวจก็วัดสายตา ทดสอบการมองในที่มืด ขนาดรูม่านตา ความหนากระจกตา แล้วก็วัดอีกรอบหลังจากหยอดยาขยายม่านตาซึ่งก็จะแสบๆเล็กน้อยหยอดประมาณสามครั้งได้คือหยอดจนดูแล้วว่ามันขยายโอเคแล้ว เสร็จแล้วก็พบแพทย์ ผลคือตาเราทำเลสิคได้ความหนากระจกตาดี ทุกอย่างโอเค แต่รูม่านตาเราขยายมากกว่าคนปกตินิดหน่อย จำค่าไม่ได้ คุณหมอบอกหลังจากทำเลสิกอาจทำให้เรามีความเสี่ยงที่จะมีภาวะแสงกระจายถาวรมากกว่าคนอื่นอีก 2 % เนื่องจากม่านตาที่มันขยายมากกว่าค่าปกติ ทำให้เราต้องทำแบบแพงเป็นอันดับสอง ทำแบบถูกสุดไม่ได้ แบบถูกสุดเมื่อได้รับส่วนลดสำหรับการมีคนไข้เก่าแนะนำอยู่ที่ประมาณ 62,000 คุณหมอบอกของเราเอาแบบที่สองหรือแบบที่แพงที่สุดก็ได้แต่อันที่สองก็โอเคแล้ว เราเลยถามว่าแล้วอย่างแพงที่สุดมันดีกว่าไงบ้าง สรุปคือแสงเลเซอร์มันจะละเอียดกว่าและทำให้ได้คุณภาพของการมองเห็นที่ดีกว่าคมกว่า แต่จริงๆแบบกลางกับแบบแพงที่สุดใช้เครื่องเดียวกันแต่เลเวอร์ต่างกัน ถ้าแบบถูกสุดคนละเครื่อง จริงๆเราว่าคงไม่ต่างกันมาก แต่เราก็เลือกแบบที่แพงที่สุดเพราะมันแพงกว่าแบบกลางแค่ 6,000 บาท คือมันตาเราน่ะนะก็อย่าไปประหยัดมันเลยเอาอะไรที่มันดีที่สุดดีกว่าก็เลยตกลงและแฟนเราก็อยากให้เลือกตัวที่ดีที่สุดเพราะเขาจะได้สบายใจ (แฟนกลัวมากกว่าตัวเราเองที่เป็นคนทำอีก) ทุกอย่างโอเคก็ตกลงได้นัดวันผ่าตัดในวันที่ 7 มกราคม 52 เสร็จแล้วเขาบอกว่าเราต้องไปตรวจเลือดคือตรวจ HIV ต้องเอาผลเลือดมาด้วยในผ่าตัด เรางงว่าทำไมละคือไม่อยากตรวจมันเจ็บ เขาบอกต้องตรวจเพราะเลสิคเป็นการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นและที่อื่นๆก็ต้องตรวจเช่นกัน เซ็งนิดหน่อย โทรเช็คกับเพื่อนที่ผ่าที่อื่นเขาบอกว่าเขาก็ต้องตรวจเลือดเหมือนกัน โดยทาง TRSC มีใบส่งตัวให้เรา เราก็ไปตรวจที่โรงพยาบาลเปาโล เสียไปอีกห้าร้อย โอเคก็มันต้องทำนี่นะ หลังจากนั้นก็รอนับวันที่จะทำเลสิคจริงๆในสามอาทิตย์ต่อมา..ติดตามตอนต่อไป

อ่่านเรื่องหลังทำเลสิค

วัฒนธรรมอเมริกัน ภาคสอง

plew April 12th, 2008


มาเล่าเรื่องวัฒนธรรม นิสัยของคนอเมริกันกันต่อ ยังไม่จบ

เรื่องเทศกาล วันสำคัญต่างๆ คนที่นี่ให้ความสำคัญมาก การให้ของขวัญหรือการ์ดในเทศกาลต่างๆถือเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนส่วนใหญ่ สำหรับตัวเองด้วยแล้วปกติไม่ค่อยสนใจเรื่องเทศกาลอะไรกับเขาเท่าไร ยอมรับว่ารู้สึกขัดใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็ต้องทำเพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นคนใจดำ ใจร้าย ไปซะอีก ที่นี่วันหยุดเทศกาลต่างๆมีความหมายไม่ใช่แค่ วันที่ไม่ต้องไปทำงานแบบเรา

อีกอย่างที่เรารู้สึกว่าเขาทำมากกว่าเราคือการชม ไม่รู้ว่าชมจริงๆหรือมารยาท แต่เจอกันทีไรก็จะชมแต่งตัวสวยนะ รองเท้าสวยนะ แต่งหน้าสวยนะ ไปเที่ยวเหรอดีจังนะ ดังนั้นเราต้องหัดชมคนอื่นให้มันมากขึ้น ถามเรื่องราวของเขาให้มากขึ้น ซึ่งจริงๆตรงนี้มันน่ารักดี จะจริงใจไม่จริงใจก็ไม่รู้ละแต่คนฟังก็สบายใจดี ดีกว่าถูกด่า จะว่าไปคนที่นี่เหมือนบางทีสุดโต่งยังไงไม่รู้ คนรู้จักกันสนิทกันก็ชมกันดีชมกันจัง แต่ในขณะเดียวกันก็ขี้บ่น ไม่ชอบก็พูดตรงๆว่ากันตรงๆ แรงๆ มากกว่าคนไทยเราเยอะ จุดนี้แหละที่คนไทยอย่างเราอาจรับไม่ค่อยได้เท่าไร เหมือนบางครั้งเขาไม่ถนอมน้ำใจคนฟังเอาซะเลย ไม่ค่อยมีลักษณะหยวนๆแบบคนไทยเรา บางทีเรารู้สึกว่าฝรั่งใจดีนะ แต่บางทีก็รู้สึกว่าโครตใจร้ายเลย Complain ซะทุกเรื่องที่ไม่ถูกใจถือเป็นเรื่องปกติของเขา จุดนี้เองตัวเองเคยมีปัญหาไม่เข้าใจกับแฟนใหญ่โต มีครั้งหนึ่งเราไปแตะของอะไรของเค้าซักอย่าง เค้าก็ตะโกนโวยวายแบบไม่พอใจอย่ามาแตะของฉันนะ เรางงมากว่าเอ้แค่แตะเนี่ยนะไม่ได้ทำอะไรเสียหายซะหน่อยทำไมต้องโวยวานเสียงดังด้วยหลังจากโกรธกันได้สักสามชั่วโมงก็มานั่งเคลียกัน สรุปคือเขาบอกคนที่นี่เคยชินกับอาการประเภทตะคอกซึ่งสำหรับเขาเขาอาจคิดว่าเขาแค่พูดเสียงดังเท่านั้นแต่สำหรับเรามันคือการตะคอก เขาบอกถือเป็นเรื่องปกติไม่ได้แปลว่าเขาโกรธมากมาย พูดแล้วจบไม่ได้เก็บมาฝังใจ เราบอกแต่คนไทยไม่ใช่เราไม่ชินกับการตะคอกหรือพูดจาแบบขวานผ่าซาก พูดดีๆ พูดกันแบบนุ่มนวลดีกว่า คนไทยรับไม่ค่อยได้กับการพูดแรงๆแบบไม่ถนอมน้ำใจแต่ของเขาคือเรื่องปกติ หลังจากคุยกันเข้าใจแล้วก็ไม่เกิดเหตุการณ์แบบเดิมอีกเพราะเขารู้ว่าเรารับไม่ได้ นิสัยข้อนี้ถือเป็นความแตกต่างอย่างมากระหว่างคนไทยและคนอเมริกัน คนไทยเราค่อนข้างขี้เกรงใจ ไม่ค่อยพูดว่ากันตรงๆแรงๆ ออกแนวอ้อมๆกัดๆซะมาก ถ้าไม่หนักหนาจริงๆบางทีเราก็บอกเออช่างมันเหอะ ขี้เกียจทะเลาะ เดี๋ยวมองหน้ากันไม่ติด แต่คนที่นี่เขาตรง ไม่ชอบก็บอก ไม่พอใจโวย ไม่ค่อยมีมาเกรงใจกัน มีเหตุการณ์หนึ่งที่เจอกับตัวเองและมันตอกย้ำความรู้สึกที่มีต่อคนที่นี่ เรื่องมีอยู่ว่าเพื่อนบ้านที่อยู่ติดๆกันคนหนึ่งพาเพื่อนมาพักด้วยและเพื่อน เพื่อนเขาไม่ได้มาตัวเปล่ามีสุนัขมาด้วยหนึ่งตัว ปรากฏว่าตอนกลางคืนสุนัขก็ประมาณครางๆ เห่านิดๆ ไม่ได้เสียงดังอะไรมากมายเลย ก็เหมือนเสียงแมวเสียงหมาปกติทั่วไป ปรากฏว่ามันกลายเป็นเรื่องใหญ่เพราะเพื่อนบ้านอีกคนที่อยู่ติดกับหลังที่พาสุนัขมาค้าง โกรธเป็นฝืนเป็นไฟทุบประตูเรียกดังปึงปัง หลังจากนั้นก็เปิดฉาก ด่า อย่างหยาบๆเป็นภาษาอังกฤษนั่นแหละเป็นชุด ด่ากันไปด่ากันมาเกือบชั่วโมงได้ เพื่อนบ้านที่ไม่พอใจยืนคำขาดให้เอาสุนัขออกไป เพราะมันรบกวนเขามาก หลังจากนั้นเจ้าของสุนัขก็ปิดประตูไม่คุยด้วย รายที่ไม่พอใจไม่ยอมเลิก ทุบประตูเรียกไม่หยุด นึกออกไหมจริงๆเสียงหมา มันไม่ได้ดังอะไรจนนอนไม่หลับหรอก แต่ไอ้คนนี่แหละรบกวนมากๆ คืนนั้นเลยไม่ต้องหลับนอน เพราะคนทะเลาะกันเรื่องหมาๆ พอรุ่งเช้าก็ยังไม่ยอมจบ เราเป็นงงอะไรกันนักหนากะแค่หมาเห่า หมามันก็ต้องเห่าเป็นธรรมดา ตัวเองพูดอย่างกลางๆสุนัขตัวนั้นไม่ได้ส่งเสียงดังมากมายเลย เหตุการณ์นี้ทำให้เรากลับมานั่งคิดถึงบ้านที่เมืองไทย เราเองมีสุนัขอยู่สองตัวเห่าดังกว่าเจ้าหมาฝรั่งตัวนั้นอีก ไม่เห็นมีเพื่อนบ้านมาด่าซักที ในขณะเดียวกันเพื่อนบ้านใกล้เคียงก็มีแมวมีหมาที่ส่งเสียงดังบ้างในบางครั้ง มันก็ไม่ได้ทำให้เราหรือคนละแวกนั้นมีปัญหาแต่อย่างใด จริงๆคงมีคนรำคาญบ้างแหละ แต่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ต้องมาเสียเวลาทะเลาะกันให้เหนื่อย หมาเห่าน่ารักกว่าคนเห่าเยอะเลย

ไอ้นิสัยแบบนี้แหละเราถึงได้ยินกันมานานแล้วว่าฝรั่งเขาชอบฟ้อง ฟ้อง ในที่นี้คือฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมาย เรื่องเล็กเรื่องน้อยฟ้องมันหมด อาหารสกปรกก็ฟ้อง เดินสะดุดหกล้มบนทางเท้าก็ฟ้อง เพื่อนบ้านทำน้ำหกเดินลื่นหกล้มก็ฟ้อง มีเพื่อนคนอเมริกันเชื้อสายจีนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เขาอยู่คอนโดเขาต้องทำประกันไว้หมด เช่นถ้าเขาเกิดทำน้ำนองออกไปนอกห้องแล้วมีคนเดินผ่านห้องเขาแล้วหกล้มขึ้นมา เขาอาจโดนฟ้องเอาง่ายๆ เพราะคนที่นี่ขี้ฟ้อง ถ้าไม่มีประกันแล้วต้องจ่ายขึ้นมามันเรื่องใหญ่อาจถูกเล่นจนหมดเนื้อหมดตัวเลยก็เป็นได้ อันนี้เรื่องจริงเขาบอกบางคนที่นี่ฟ้องเป็นอาชีพ ฟ้องมันทุกเรื่องฟ้องเพื่อหาเงินใช้ ตลกดี บ้านเรามันค่อยมีพฤติกรรมแบบนี้ถ้าไม่เรื่องใหญ่โตจริงๆส่วนใหญ่ก็คุยกันได้ประนีประนอมกันได้ แต่ที่นี่ขึ้นโรงขึ้นศาลมันธรรมดามากสำหรับเขา

อาจเป็นเพราะว่าการออกไปทานอาหารนอกบ้านสำหรับที่นี่มันค่อนข้างแพง ไม่เหมือนบ้านเราเรากินข้าวนอกบ้านทุกวนเป็นเรื่องปกติ เพราะของกินถูกๆบ้านเรามีให้เลือกมากมาย แต่ที่นี่ไปกินข้าวนอกบ้านทีถ้าไปสองคนอย่างน้อยก็ยี่สิบเหรียญ อันนี้ไม่นับรวมประเภทไปกินแม๊คโดนัลนะค่ะ ยี่สิบเหรียญนี่ถือว่าธรรมดามาก เพราะถ้าไปสองคนส่วนมากมันปาเข้าไปเกือบสี่สิบเหรียญ ขืนไปทานข้าวทาวนอกบ้านบ่อยๆจนตาย บอกได้เลยว่าคนที่มีรายได้น้อยๆ ประเภทพันห้า สองพัน สามพัน เหรียญต่อเดือนเนี่ยคงแทบไปจะทานอาหารในร้านระดับกลางขึ้นไป คือไม่ใช่ประเภทกินด่วน แทบไม่ได้ มันเลยทำให้คนที่นี่คนอเมริกันนิยมทำอาหารทานเองที่บ้านซะเป็นส่วนใหญ่ แขกมาทีบ้านส่วนใหญ่เขาก็ทำอาหารเลี้ยงไม่ค่อยมีซื้อมาจากข้างนอกแล้วมาอุ่นแบบบ้านเรา ทำให้ดูเหมือนว่าคนที่นี่ชอบทำอาหาร ทั้งคาวทั้งหวาน เขาสนใจพวกตำราอาหารมากกว่าคนไทยเรา ก็เพราะอย่างนี้แหละจะทำให้เขาปลื้มในตัวคุณได้ง่ายโดยทำอาหารอร่อยโชว์มันซะเลย คนที่นี่พอรู้ว่าเราเป็นคนไทยเกือบทุกคนจะถามเราเรื่องอาหารไทย โน่นนี่ทำไงสอนหน่อยได้ไม๊ เวลาไปเที่ยวไปพักผ่อนแปลกที่แปลกทางคนที่นี่ก็นิยมทำอาหารทานเองที่ที่พักเช่นกัน รีสอร์ทหลายแห่งจะไม่เหมือนบ้านเรา คือเขาจะมีอุปกรณ์ในการทำครัว จานชาม ทุกอย่างครบครันเหมือนอยู่บ้านเลยละ เขาจะโชว์ทำอาหารเลี้ยงกัน คนกินก็ต้องคอยชมว่าโครตอร่อยเลยทำได้ไงเนี่ย ทั้งทีจริงในใจบอกงั้นๆแหละวะ การทำอาหารอร่อยๆจึงถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของเขาละ ถ้าเป็นบ้านเราโอ้ยออกมาเที่ยวพักผ่อนทั้งทีเราก็อยากกินอาหารร้านแปลก อร่อยๆไม่ต้องมาทำมาล้างให้เหนื่อย

ว่ากันต่อเรื่องอาหาร อย่างที่บอกว่าทานอาหารนอกบ้านที่นี่มันแพง ดังนั้นคนที่นี่จึงมีพฤติกรรมหนึ่งที่ต่างจากคนบ้านเรา คือกินไม่หมดเก็บกลับบ้านมันทุกอย่าง บางคนอ่านตรงนี้อาจบอกว่าคนไทยกินไม่หมดก็ใส่ถุงกลับบ้านเหมือนกัน ใช่ค่ะคนไทยส่วนมากเลยต้องเหลือประมาณครึ่งหนึ่งขึ้นไปถึงจะใส่ถุงกลับบ้าน ถ้าเหลือประเภทสองคำคงไม่ละค่ะ คนไทยเราขี้อายจะตายไป เหลือแค่เนี่ยเอาบ้านอายเด็กเสริฟ น่าเกลียดตายเลย แต่คนที่นี่เขาไม่อายค่ะ บางคนเหลือข้าวกินได้สามคำมั้งยังเอากลับบ้านเลย คือคนที่นี่ถ้าของเหลือเขาจะขอใส่ถุงใส่กล่องกลับบ้านหมด ไม่ว่าข้าวสวย หรือกลับข้าว บางทีแค่น้ำแกงยังเอาเลย จริงๆคนที่ไม่เอาก็มี แต่ส่วนใหญ่จะเอา ตรงนี้รู้เพราะได้จากตอนทำงานร้านอาหารนี่แหละ เพราะฉะนั้น ทำงานร้านอาหารที่นี่ ลูกค้าทานเสร็จ มีของเหลือในจานจะมากจะน้อยเราต้องถามว่าจะเอากลับบ้านไหม บางรายไม่ต้องถามเ%

วัฒนธรรมอเมริกัน American Culture Through Thai Eyes

plew April 10th, 2008



การมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองไม่ใช่มีแต่เรื่องภาษาเท่านั้นที่เราต้องปรับตัว ยังมีเรื่องของความแตกต่างทางวัฒนธรรม ความคิด ความเคยชิน ซึ่งมันรวมรายละเอียดปลีกย่อยไว้มากมายภายใต้คำว่า “วัฒนธรรม” อย่าว่าแต่คนต่างชาติต่างภาษาเลยขนาดคนชาติเดียวกันแท้ๆ ต่างคนต่างมีพฤติกรรม ความคิด ความเคยชินที่ต่างกันไปมากบ้างน้อยบ้าง ถามว่ามาอยู่อเมริกามันปรับตัวยากไหม สำหรับตัวเองบอกตรงๆว่าไม่ยากมากนัก บางครั้งถ้าพูดว่าปรับตัวอาจดูแรงไป เรียกว่าเรียนรู้จะดีกว่า ที่ว่าไม่ยากอาจเพราะคนไทยเรารับเอาวัฒนธรรมอเมริกันมามากพอสมควรทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว ทั้งจากภาพยนตร์ จากดนตรี รายการโทรทัศน์ อาหารการกิน การแต่งกาย มองไปรอบๆตัวยิ่งคนเมืองกรุงด้วยแล้ว แบรนด์อเมริกันรายล้อมรอบตัวเต็มไปหมด

ถึงแม้ภาพรวมเราคุ้นเคยพอสมควรแต่การมาอยู่จริงๆมาอยู่นานๆมันก็มีบางอย่างที่เรารู้สึกขัดๆ ไม่ชิน ไม่อยากทำ ยกตัวอย่างให้ฟังบางเรื่องแล้วกัน เช่น คนที่นี่จะให้ความสำคัญกับการทักทาย การบอกลา เป็นคำพูดมาก รวมทั้งกริยาท่าทางเวลาทักทายกันดูมันช่างตื่นเต้นซะเหลือเกิน คนไทยเราบางทีเจอกันพยักหน้า ยิ้มก็พอ แต่ฝรั่งส่วนใหญ่เขาจะแสดงออกทั้งทางภาษาพูดและภาษากายมากกว่าเรา พูดออกมาเป็นคำ Hi, Hello, How are you อื่นๆอีกมากมาย คนไทยอย่างเราอาจรู้สึกว่ามันเวอร์ๆยังไงไม่รู้ ดีใจอะไรนักหนา เพราะคนที่นี่หน้าตา เวลาเขาพูดเขาจะดูอินมากๆ คือบางครั้งเราชินกับการแค่พยักหน้า เออฉันเห็นแกแล้วทักแกแล้ว พอจบ แต่ถ้ามาทำที่นี่บางทีอาจกลายเป็นเราไม่สนใจ เราไม่ชอบเขาหรือเราไม่สุภาพเอาได้ง่ายๆ บางครั้งเราโดนถามคำถามประเภท ใช่หรือไม่ใช่ บางทีเคยชินกับการแค่พยักหน้าหรือส่ายหน้า ก็เข้าใจแล้วแต่กับคนที่นี่เหมือนมันไม่พอเขาต้องการให้เราพูดชัดๆว่าใช่หรือไม่ใช่ อันนี้โดนมากับตัวเองเราก็พยักหน้ารับว่าใช่ เขาก็ถามคำถามเดิมอีก เราเลยงงก็พยักหน้าแล้วไง เขาถามย้ำอีกเราเลยอ๋อ Yes Yes Yes จ้า

เหตุการณ์แปลกๆอีกเหตุการณ์ ถ้าเป็นบ้านเราเจอคนแปลกหน้าประเภทมาแซว มาทักเราไม่พูดกลับทำเฉยๆมันก็โอเคเดินผ่านกันไป แต่ที่นี่มีหลายครั้งมีผู้ชายแปลกหน้าคือประมาณแซวๆแหละ ก็พูดทักประมาณสวัสดี น่ารักจังเลยประมาณนั้น เราก็ไม่พูดตอบก็เดินเฉยแบบไม่ได้ยินอะไร ปรากฏว่ามันโกรธเราใหญ่ กระโกนด่าประมาณว่าพูดด้วยทำไมไม่พูดประมาณนั้น เจอเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้ง บอกตรงๆทำตัวไม่ถูก เฮ้ยก็ไม่รู้จักนี่หว่า หน้าตาก็น่ากลัว จะพูดตอบก็กลัวเดี๋ยวคิดว่าสนใจมันอีก ไม่พูดตอบมันก็โกรธเราอีก หลังๆถ้ามีคนประเภทนี้คือไม่รู้จักเดินผ่านแล้วมาทักเราก็แค่ตอบมันเร็วๆว่า Hello แล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่หันกลับไปมองมันอีก ที่นี่บอกตรงๆว่าคนดูน่ากลัวกว่าคนไทยเยอะ มีคนประเภทแปลกๆ ไม่เต็มเยอะมาก เดินอยู่ก็กระโกนด่าคนโน้นคนนี้ หรืออยู่ดีๆก็โวยวายขึ้นมาซะดื้อๆ หาเจอได้บ่อยๆตามท้องถนน มาใหม่ก็ตกใจ มันบ้ารึป่าวเนี่ย แต่ตอนนี้ชินซะแล้ว ประเภทไม่รู้จักกันมาก่อนแล้วมาทักมาคุยด้วยนี่ธรรมดามาก เจอทุกวัน บางทีไม่ได้พูดแต่ยิ้มให้ก็เยอะ ถ้าเป็นบ้านเราไม่ค่อยมีหรอกไม่รู้จักกันจะมายิ้มมาทักทาย หรืออาจเพราะเราสวยบาดตาเกินไปก็ไม่รู้ ฮ่าๆๆ

เรื่องมารยาทของคนที่นี่ก็มีหลายอย่างที่ทำเราอึดอัด ถ้าเป็นบ้านเรา ถ้าเพื่อนน้อง เพื่อนแม่ เพื่อนพ่อมาที่บ้านและเราก็ไม่ได้รู้จักเขา เราอยู่อีกห้องหรืออยู่ข้างบน เราไม่ลงไปทักทายเขามันก็ปกติไม่ได้เสียมารยาทอะไร ก็เพื่อนน้อง เพื่อนแม่ เพื่อนพ่อนี่หว่าไม่ใช่เพื่อนเรานี่ น้องก็คุยก็ดูแลเพื่อนเขาไป เราไม่เกี่ยว แต่ที่นี่ไม่ใช่ เพื่อนใครก็แล้วแต่แหละมาที่บ้านที่เราอยู่ เราจะอยู่มุมไหนก็ตามเราต้องมาทักทายแขกที่มา เวลาเขาจะกลับเราก็ต้องมาบอกลา ถ้าเป็นบ้านเรา ส่วนมากไม่ใช่แขกเราเราไม่รู้จักเลยไม่ต้องเจอกันเลยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าที่นี่เราไม่มาทักทายแขกคนอื่น ถือว่าเราไม่มีมารยาท แขกที่มาอาจคิดว่าเราไม่ชอบเขาประมาณนั้นเลย สำหรับตัวเองบอกตรงๆว่าเซ็งมาก เพราะหลายครั้งเพื่อนแฟนมาบ้าน โอเคเราก็ทักแต่นั้นยังไม่พอเราต้องร่วมวงด้วยจนจบ เราเคยถามแฟนว่าเราไม่อยู่ร่วมวงด้วยไม่ได้เหรอ เขาบอกเพื่อนเขาอาจคิดได้ว่าเราไม่ชอบเขา เราก็งงก็คุยกันไปสิแบบผู้ชายผู้ชายอะ เราไม่รู้เรื่องไม่รู้จะคุยอะไร ได้แต่นั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ แถมไม่ใช่แป๊ปเดียวฟาดไปเกือบสามชั่วโมงใครจะไม่เซ็งละ

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
วัฒนธรรมอเมริกันภาคสอง


ภาษาอังกฤษ แบบไทยๆ

plew April 9th, 2008


ภาษาอังกฤษง่ายแค่นิดเดียว
แน่นอนที่สุดสำหรับการเดินทางมาต่างบ้านต่างเมือง ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่คุ้นเคยไม่เคยมีเพื่อนต่างชาติ หรือเดินทางไปที่นี่นั่นเป็นครั้งแรก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรับตัว สำหรับอเมริกาจริงๆแล้วถือว่าเป็นประเทศที่ไม่ยากในการปรับตัวมากนักสำหรับคนไทยเรา เพราะบ้านเราเปิดรับวัฒนธรรมอเมริกันมามากมายพอสมควร เราคุ้นเคยกับภาพยนตร์ฮอลลีวูด สำเนียงการพูดภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน แต่ถึงจะคุ้นๆอยู่บ้างก็เหอะ ถ้ามาอยู่จริงๆแล้วมันก็ยังมีอะไรหลายๆอยางที่มันต้องปรับ เพราะนี่มันชีวิตจริงนี่หว่า มันมีรายละเอียดเล็กๆอีกมากมาย ไอ้ที่ว่าเล็กๆนี่แหละบางทีมันก็ทำให้เรารู้สึกอึดอัดได้เหมือนกัน

สิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการปรับตัวสำหรับตัวเองคงเป็นเรื่องภาษาอังกฤษ แต่สำหรับหลายท่านที่ภาษาอังกฤษเป็นของกล้วยๆ ชิวๆอยู่แล้วก็สบายไป แต่ตัวเองแล้วไม่ใช่เลย เรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่อนุบาลแต่มันก็ยังไม่ได้ดั่งใจ อ่านนะอ่านได้อยู่หรอก ก่อนมาเราก็คิดว่าภาษาอังกฤษของเรามันดีขึ้นเยอะแล้วเพราะคุยกับแฟนซึ่งเป็นเจ้าของภาษาอยู่บ่อยๆ แต่พอมาจริงๆ เจอสถานการณ์จริงๆก็เริ่มใบ้รับประทาน เวลาเราอยู่เมืองไทยพูดภาษาอังกฤษกับเพื่อนเรามันก็ฟังเราเข้าใจดี แต่มาที่นี่พูดคำเดิมนี่แหละ เฮ้ยทำไมมันไม่เข้าใจวะ หา หา What? อะไรนะ พูดอีกทีสิ เราพูดห้ารอบได้มันก็ยังไม่เข้าใจ ตรงนี้คืออะไรเหรอ ก็คือ การออกเสียงแบบผิดๆไง เรามันคุ้นเคยกับการออกเสียงแบบผิดๆมาเป็นสิบปี เราคิดว่าถูกก็ครูสอนมางั้น พูดมาแบบนี้มาโดยตลอด ฝรั่งอเมริกันบอกผิด พูดอะไรไม่รู้เรื่อง บางท่านอาจบอกว่าก็ออกเสียงถูกแล้วนิ แต่ปรากฏว่าออกเสียงแบบชาวอังกฤษคือ British English คนอเมริกันเขาออกเสียงหลายๆคำคนละแบบ มันก็ไม่เข้าใจกัน ตรงนี้หลายประเทศไทยแถบเอเชียเจอปัญหาเดียวกันเพราะส่วนใหญ่ประเทศเอเชียเราเรียนภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ แถมบวกกับสำเนียงแบบไทยๆมันเลยไปกันใหญ่สิคราวนี้ แฟนเราบอกว่าไม่ต้องไปกังวลกับไวยากรณ์หรือแกรมม่ามากนักหรอก ไวยากรณ์ผิด คนที่คุยกับเราเขาเข้าใจ เพียงแต่มันอาจดูไม่มืออาชีพเท่าไรเท่านั้นเอง และคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องไวยากรณ์ด้วยซ้ำเขาพูดตามความเคยชิน แต่ถ้าออกเสียงผิดมันคนละเรื่องกันเลยนะ เพราะฉะนั้นให้ฝึกฝนและเน้นเรื่องการออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน ต้องชัดเช่น Sh กับ Ch th กับ T V กับ B ของเขามันต่างกันมาก แต่บางทีคนไทยออกเสียงมันเหมือนกัน เช่น Cherry กับ Sherry คนละเรื่องกันเลย เราจะพูดคำแรกเขาฟังเป็นคำที่สอง ไม่ใช่แค่นี้สิ มันมีคำอื่นๆอีก มากมายที่มันออกเสียงคล้ายกันมาก หรือบางคำที่มันไม่ได้คล้ายกับใครแต่เราคิดว่าเราพูดถูกแต่เขางงตลอด เช่น error เราอ่าน เออเร่อ เราพูดเขางง อะไรนะ พูดใหม่ เฮ้ยยังงอยู่อีก เลยต้องสะกดให้ ฉันพูดคำนี้โว้ย เขาก็อ๋อ ไม่ใช่ เออเรอร์ ต้อง แอร์เอ่อ โคตรยากคิดในใจ ยิ่งคำที่มีตัว R หรือ L นี่ยิ่งไปกันใหญ่เราอ่านก็พูดแบบที่เราเคยทำมาเป็นสิบปี เขาก็บอกผิด อีกส่วนที่สำคัญคือการออกเสียงท้ายคำต้องชัดลงท้ายด้วย D T Th G Ed และอื่นๆอีกมากมายต้องออกเสียงให้ชัดให้ครบ เพราะบางคำคล้ายกันแต่พยัญชนะตัวสุดท้ายต่างกัน เราออกเสียงผิดปุ๊ปคนเขาก็เข้าใจเป็นอย่างอื่น

นอกจากนั้นการเน้นเสียงหนักเบาในแต่ละพยางค์ก็สำคัญเช่นกัน ถ้าเราเน้นเสียงหนักผิดที่ผิดทางอาจทำให้สื่อสารกันไม่เข้าใจอีกตามเคย เวลาพูดเป็นประโยคก็ต้องให้มันมีจังหวะไม่ใช่ราบเรียบเป็นไม้กระดาน เวลาฝรั่งเขาพูดภาษาอังกฤษมันดูมีชีวิตชีวามีเสียงสูงเสียงต่ำ หนักเบา เราก็ต้องเรียนแบบเขาเพราะสามารถทำให้การสื่อสารเข้าใจกันได้มากขึ้น ฟังมาขนาดนี้หลายคนอาจเริ่มท้อ แหมรู้สึกตัวแปรมันจะเยอะเหลือเกิน จริงๆแล้วภาษาเป็นอะไรที่ต้องฝึกฝน ต้องใช้และบวกกับตัวแปรเรื่องเวลา มันเก่งไม่ได้ในข้ามคืน ไม่รู้นะบางคนอาจพัฒนาได้เร็วกว่าคนอื่น แต่สำหรับตัวเองคิดว่าภาษามันเป็นอะไรที่ธรรมชาติคือใช้บ่อย ฟังบ่อย พูดบ่อย มันจะดีขึ้นเรื่อยๆ ต้องฝึกฝนต้องทั้งพยายามใช้บ่อยๆและแก้ไขที่มันผิดๆให้มันถูก เพราะฉะนั้นใครที่วางแผนจะมาเมืองนอกแล้วภาษายังไม่ดีก็ฝึกไว้ก่อนมา พามาอยู่จริงๆมันจะได้เก่งเร็วขึ้น

ที่เล่ามานี่แค่ปัญหาในการคุยกับฝรั่งแบบตัวต่อตัว แบบเห็นหน้าเห็นตานะ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการคุยโทรศัพท์ซึ่งยากขึ้นไปอีก คุยโทรศัพท์กับฝรั่งแรกๆ Pardon มันไม่รู้กี่ครั้ง แถมมันพูดซ้ำกันห้ารอบเราก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีแหละ มีบางครั้งคือไม่รู้จะยังไง มันพูดกันไม่เข้าใจคือเราฟังเขาไม่เข้าใจ เขาโมโหกระแทกและวางหูไปเลยก็มี ยอมรับว่ายากแต่ต้องอาศัยความเคยชิน คุยมากขึ้นก็จะดีขึ้น แต่ทุกวันนี้ถ้าเจอประเภทพูดเร็วมากก็ยังงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ดี สำหรับตัวเองเวลาคุยโทรศัพท์แล้วฟังไม่ทันก็จะบอกเขาเลยว่าเราเป็นคนต่างชาติภาษาอังกฤษไม่ดี ขอโทษด้วยและขอให้เขาเข้าใจและพูดช้าๆหน่อย ซึ่งก็ได้ผล เขาจะเข้าใจและไม่หยุดหงิดมากนักเวลาเราฟังไม่รู้เรื่อง

ก็เพราะจุดอ่อนของคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองอย่างคนไทยเรานี่แหละ ที่คนไม่ดีที่นี่มันใช้ในการหาผลประโยชน์ เนื่องจากที่นี่จะมีคนที่ย้ายถิ่นมาจากประเทศต่างๆที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นจำนวนมากทั้งจากเอเชียเรา หรือจากประเทศแถบอเมริกากลาง อเมริกาใต้ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ภาษาสเปน พวกคนไม่ดีชอบแสวงหาผลประโยชน์พวกนี้มันรู้ว่า คนย้ายถิ่นเข้ามาใหม่ส่วนใหญ่ภาษาอังกฤษอ่อนแอ โดยเฉพาะการพูดคุยทางโทรศัพท์ บริษัทพวกนี้จะหาเบอร์โทรศัพท์ของคนที่เพิ่งได้รับกรีนการ์ด และโทรมาเสนอขายสินค้า เช่นการรับหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร ซึ่งจริงๆเขาจะพูดเร็วมาก จนเราฟังไม่รู้เรื่องว่าเขาพูดอะไร เขาจะถามเราว่าชื่ออะไร ที่อยู่ที่ไหน ปรากฎเราบอกไป อีกสามวันมีบิลมาเรียกเก็บเงินค่าสมัครสมาชิกหนังสือพิมพ์เฉยเลย อันนี้แฟนเราบอกที่นี่ทำแบบนี้กันเยอะมาก เขาชอบโทรไปหาคนที่ได้ข้อมูลมาว่าเพิ่งได้กรีนการ์ดเพิ่งมาอยู่ใหม่ คนโดนแบบนี้เยอะเพราะบางทีมันโทรพูดเร็ว บางคนฟังไม่เข้าใจคิดว่าเป็นบริษัทที่เคยสมัครงานไว้โทรมาก็ให้ข้อมูลไป กลายเป็นตกลงซื้อของกับมันเฉยเลย ถึงบอกว่าภาษาอังกฤษสำคัญมาก ตัวเองพอรู้เรื่องนี้ต้องระวังมากในการรับโทรศัพท์เบอร์ที่ไม่คุ้นเคย แฟนบอกไม่ต้องรับเลยก็ได้เบอร์ที่ไม่รู้จักเพราะส่วนมากคนที่นี่ถ้าเราไม่รับและมีเรื่องสำคัญเขาจะฝากข้อความไว้เสมอ แต่ที่ไม่ฝากเดาได้เลยว่าขายของชัวร์ และที่สำคัญใครก็แล้วแต่โทรมาถามข้อมูล ชื่ออะไร ที่อยู่ที่ไหน อย่าบอกเด็ดขาด ต้องระวังมากจริงๆเรื่องโทรศัพท์โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือที่นี่

โทรศัพท์ก็ว่าแย่แล้ว บางครั้งไปทานข้าวหรือมีงานปาร์ตี้กับฝรั่งเป็นกลุ่มๆยิ่งไปกันใหญ่ คุยกับฝรั่งคนเดียวยังคุยกันเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง นี่เจอฝรั่งเป็นโขลง เอ๊ยเป็นกลุ่ม ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เขาก็คุยกันไปคนโน่นพูด คนนี้พูด หันมาสบตาเรา เราก็พนักหน้าทำเป็นเข้าใจ เข้าใจๆ แต่จริงๆอะไรวะฟังไม่ทัน ก็เวลาฝรั่งเขาคุยกันแบบธรรมดา มันเร็วมาก แถมมีการรวบคำ ตัดคำ รวมคำ ไหนจะแสลงแปลกๆที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต ใครจะไปเข้าใจ บอกตรงๆแรกๆเบื่อและไม่อยากเลย เวลาแฟนชวนไปทานข้าวกับเพื่อนเขา เพราะเรามันนั่งใบ้ เขาคุยกันเราก็ฟังไม่ทัน บางครั้งก็คุยกันเรื่องรายการโทรทัศน์ที่เราไม่เคยดู ไม่เคยรู้จัก เข้าใจบางทีไม่เข้าใจ สรุปคืองง และรู้สึกตัวเองมีปมด้อยยังไงไม่รู้ ต้องยอมรับว่ามันยาก เวลาเราคุยกับฝรั่งคนเดียว เขาคุยกับเราเขาจะรู้ว่าเขาต้องพูดให้ช้าลง หรือเราบอกเขาได้ว่าเราไม่เข้าใจ แต่พอมาเจอเขาอยู่ด้วยกันเองเหมือนเราท่อนไม้ยังไงยังงั้น แต่ในที่สุดพอเจอบ่อยๆเข้า มันจะค่อยๆดีขึ้น แต่ถึงตอนนี้ก็ยอมรับว่ายังไม่เข้าใจได้ร้อยเปอร์เซ็นอยู่ดี

สำหรับตัวเองสิ่งที่ช่วยได้มากในการฝึกภาษาอังกฤษนอกจากแฟนแล้ว ก็คือการดูโทรทัศน์ รายการโปรดคือ การ์ตูนสำรับเด็ก ที่นี่เขาจะมีสถานีที่เป็นรายการเด็กทั้งวัน ซึงมันเหมาะสำหรับคนอ่อนหัดภาษาอังกฤษอย่างเรามาก เพราะรายการประเภทนี้จะพูดไม่เร็วมาก รวมทั้งออกเสียงชัดเจน และหลายรายการก็มีการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กด้วย มันช่วยได้มากในเรื่องการออกเสียง รวมทั้งประโยคในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมันง่ายกว่ารายการปกติเพราะเราฟังเข้าใจ รายการปกติของผู้ใหญ่จะพูดเร็วจนฟังไม่ทัน รวมทั้งมีแสลงมากมาย แต่ตัวเองก็พยายามฟังทั้งรายการผู้ใหญ่และของเด็ก เพื่อช่วยให้เราชินกับภาษาเร็วขึ้น

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

วัฒนธรรมอเมริกัน

วัฒนธะรมอเมริกัน ภาคสอง