plew June 16th, 2011
Cheap calls to Thailand
มาเล่าเรื่องการขนของทางเรือจากอเมริกากลับไทยกันต่อ ตอนนี้ตอนสุดท้ายแล้วค่ะ หลังจากมาถึงเมืองไทย เราก็โทรไปบริษัทเรือที่กรุงเทพซึ่งจะดูแลต่อจากบริษัททัี่แอลเอ โอเคแจ้งให้เขารู้ว่าเรากลับแล้ว เบอร์มือถือเบอร์อะไร เบอร์บ้านเบอร์อะไร ซึ่งเรามาถึงก่อนที่ตู้จะมาถึงนานพอควร เพราะของใช้เวลาประมาณเดือนหนึ่งประมาณอาทิตย์กว่าๆก่อนที่เรือจะเข้าทางบริษัทคือบริษัทไทรอัมส์ก็โทรมาถามว่าเราจะออกของเองหรือให้บริษัทชิปปิ้งที่ทำร่วมกับเขาออกของให้ แล้วจะให้ลากตู้ทั้งตู้ไปที่บ้านเลยหรือจะย้ายของจากตู้ใส่รถบรรทุกเข้าไป ตรงนี้สำคัญเพราะถ้าบางบ้านอยู่ในซอยแคบ หรือสายไฟฟ้าต่ำๆ จะลากตู้ไปลำบาก เพราะรถที่ใช้ลากตู้ไปมันใหญ่พอควร ซึ่งถ้าซอยแคบก็ต้องขนของใส่รถประมาณหกล้อหรือรถกระบะที่สามารถเข้าออกได้สะดวกว่า เราเองตัดสินใจทั้งสองเรื่องอยู่ระยะหนึ่ง ตอนแรกก็ลองให้บริษัทชิปปิ้งที่ร่วมกับบริษัทนี้เสนอราคามา เขาเสนอมา 23000 กว่า คือรวมทุกอย่างคือ door to doorเราไม่ต้่องไปทำอะไรเลยรอรับของอย่างเ้ดียวเลย คือรวมค่าธรรมเนียมทุกอย่าง ค่าบริการทางพิธีการ ค่ารถลากมาที่บ้าน แต่ไม่รวมคนงานที่จะยกของลงจากรถเข้าบ้าน ซึ่งเป็นเรืองจำเป็นเพราะของเยอะสองคนเรายกไม่ไหว บวกอย่างที่บอกตู้จะสูงจากพื้นสี่เมตรซึ่งทำให้ขนยากเข้าไปอีก ก็ยังไม่ตกลงทันทีเพราะไม่แน่ใจว่าแพงเกินไปรึป่าว จริงๆแล้วคุณอาแท้ๆเราทำงานกรมศุลแล้วก็มีเพื่อนที่เป็นหัวหน้านายตรวจที่ลาดกะบัง ไปคุยกับอาว่าราคานี้แพงไหมเขาบอกว่าค่อนข้างแพง หรือจะออกของเองแต่อาผู้ชายก็บอกจริงอยู่ที่เพื่อนนายตรวจช่วยให้เรื่องตอนตรวจของผ่านง่ายๆ แต่เอกสารอื่นๆที่ต้องทำต้องกรอกมันเยอะ แล้วต้องเดินไปจุดโน้นจุดนี้ เราก็เอยังไงดี ลองปรึกษาเพื่อนอีกคนที่ทำชิปปิ้ง เขาก็บอกว่าค่อนข้างแพงแต่ว่าถ้าไม่คิดอะไรมากอาจแพงกว่าสองสามพันเพื่อความสะดวกก็ช่างมันเถอะ แต่เขาก็สามารถช่วยหาชิปปิ้งอื่นๆให้ได้ซึ่งคิดว่าถูกกกส่านี้ แต่พวกค่าธรรมเนียมอื่นๆที่มันต้องจ่ายอยู่แล้วยังไงก็เท่ากัน เช่นพวกค่ายกตู้ขึ้นลง และอื่นๆที่เราก็จำไม่ได้และไม่อยากจำ สุดท้ายก็เลยลองโทรไปคุยกับบริษัทเรือคือไทรอัมส์ เขาบอกออกของเองก็ได้หรือจะเอาชิ้งปิ้งอื่นที่หเองก็ได้ แต่ว่าจะต้องจ่ายค่ามันจำตู้คอนเทนเนอร์ให้กับบริษัท NYK ซึ่งเป็นเจ้าของตู่อีกสองหมื่น
แล้วก็ต้องไปตามคืนเอาเองซึ่งอาจเป็นสองอาทิตย์หรือเป็นเดือน แต่ถ้าใช้ชิปปิ้งที่ทำร่วมกับเขาคือบิษัททรานส์สปีด บริษัทเขาจะรับผิดชอบตรงค่ามัดจำตู้ให้ เราก็อ้าวบอกทำเองได้เอาเจ้าอื่นได้แต่ยุ่่งยากกว่า ต้องมีเงินมัดจำต้องตามเงินคืนเอง เราก็เอไม่บังคับก็กึ่งๆละนะ สุดท้ายเราเลยตกลงห้บริษัททรานส์สปีดออกของให้ เพราะอยากให้ได้ของแล้วจบขี้เกียจต้องไปนั่งตามเงินมัดจำสอง่หมื่นคืนอีก
สรุปก็จ่ายค่าดำเนินการออกของแล้วส่งของถึงบ้านเลยสองหมื่นสามกว่าๆ
เราเองก็ให้อาที่ทำงานกรมศุลฝากเพื่อนที่เป็นนายตรวจให้ช่วยดูแลคือแบบไม่ต้องมาขอค่าใต้โต๊ะอะไร เพราะชิปปิ้งย้ำเหลือเกินว่าปกติต้องโดนจ่ายใต้โต๊ะทุกราย แล้วเขาบอกค่าใช้จ่ายตรงนี้ไม่มีใบเสร็จเรื่องของเรื่องคือบางทีชิปปิ้งไม่ได้จ่ายอะไรนายตรวจจริงๆก็มีแต่มาอ้างกับลูกค้าว่าจ่ายเท่านั้นเท่านี้ แล้วไม่มีใบเสร็จเราก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม อาเราที่ทำงานกรมศุลก็บอกจริงๆของเรามันไม่มีภาษีอะไรอยู่แล้วเพราะมันของใช้แล้ว เขาไม่มาเรียกอะไรหรอก พวกชิปปิ้งบางทีก็มั่วกับลูกค้าเอาเงินเพิ่ม เราเลยบอกชิปปิ้งไปว่าเรารู้จักคนข้างในไม่มีต้องมาจ่ายใต้โต๊ะอะไรหรอกไม่ต้องห่วงแล้วเราไม่มีของผิดกฎหมายอะไรทั้งนั้นทุกอย่างถูกต้อง ตอนแรกเราก็ว่าเราจะไปออกของกับชิปปิ้งด้วย แต่พอหนึ่งวันก่อนขะออกของเราก็ถามชิปปิ้งว่าจะไปกี่โมงบอกด้วยจะได้ไปเจอกัน ปรากฎไม่โทรกลับเลย เราเองก็เบื่อที่จะโทรตามเพราะคุยยากเหลือเกินบอกโทรกลับไม่โทร อาเราบอกว่าเพื่อนที่อยู่ที่ด่านลาดกระบังบอกว่าไม่ต้องมาหรอกเพราะมันร้อน เดินหลายจุด ก็ให้ชิปปิ้งทำไปเราก็จ่ายเงินแล้วเดี๋ยวเขาดูให้ สรุปก็เลยไม่ไป ชิปปิ้งไม่โทรไม่อะไรบอกเราเลย สายๆสิบโมงกว่าบริษัทชิปปิ้งคือคนที่เป็นคนบนริการลูกค้าไม่ใช้คนที่เป็นชิปปิ้งไปออกของโทรหาเราบอกว่า ที่ด่านบอกไม่เห็นรู้เรื่องว่ามีคนรู้จักอะไรฝากเรื่องไว้ บอกให้เราโทรไปหาน้องชิ้งปิ้งเลย เราก็เอแล้วทำไมตาชิ้ปปิ้งก็มีเบอร์เราทำไมมีเรื่องด่วนไม่โทรหาเราโดยตรงต้องโทรไปที่ออฟฟิตให้คนออฟฟิตโทรหาเรา แล้วเราโทรหาเขาอีกรอบ บอกตรงๆว่ารำคาญการสื่อสารของชิปปิ้งคนนี้มาก
เราก็โทรไปถามอาบอกว่าที่ประตูห้าบอกไม่รู่เรื่อง อาก็โทรให้อีกทีแล้วก็บอกชื่อเจ้าหน้าที่ให้ชิปปิ้งไปคุย แล้วก็เงียบหายไปอีก เราก็เบื่อจะโทรตามจนสักบ่ายสอง อาเราเป็นคนโทรมาบอกว่าเพื่อนบอกว่าเขาปล่อยตู้เราออกมาแล้วเสร็จเรียบร้อย
แต่ชิปปิ้งอะไม่โทรมาบอกอะไรเราทั้งสิ้น เราเลยเป็นคนโทรไปถามเค้าก็บอกว่าเรียบร้อย เสร็จแล้วเราก็คุยกับคนที่เราติดต่อด้วยประจำที่บริษัทเรื่องการเอาตู้มาส่งก็คือคอนเฟิร์มอีกที คือจะเอาตู้เข้ามาเช้าวันรุ่งขึ้นประมาณสิบโมงเช้า ซึ่งเราก็นัดคนงาน
ที่จะมาช่วยขนสิบโมงเช้า
ปรากฎว่าแปดโมงเช้ามีโทรศัพท์เข้ามาบอกว่าผมเป็นคนขับรถนะครับตู้มาอยู่ปากซอยแล้ว ตอนนั้นยังนอนอยู่เลย เราก็อ้าวไหนบอกสิบหรือสิบเอ็ดโมง ปรากฎว่าเขาเอาตู้มาจอดตรงปากซอยตรงข้างๆบ้านเพื่อนบ้านตั้งแต่สี่ทุ่มคืนก่อน พอเช้าพอดีตรงนั้นเป็นอู่เขาต้องใช้ที่ก็เลยมาไล่ เราก็ต้องไปบอกให้มาจอดตรงหน้าบ้านเรา แล้วก็ต้องรีบโทรตามขนงานให้ม่ก่อนเวลา เราก็งงๆถ้าจะมาดึกก็บอกกันก่อนก็ได้เพราะจะได้เอาคนมาถูกเวลากลายเป็นบอกมาเวลาหนึ่งมาก่อนซะมากมาย คนรถบอกเขากลังของหายเฃยขับรถออกมาเลยแล้วมาจอดนอน ซอยบ้านเรารถสวนกันเข้าออกได้ แต่เนื่องจากถนี่มันใหญ่มาก แล้วฝั่งตรงข้ามเพื่อนบ้านเอารถมาจอดนอกบ้านยอีก เวลารถเข้าออกจะแคบพอควร เราก็แบบว่าเกรงใจเพื่อนบ้านมาก ระหว่างรอคนงานก็เปิดตู้ออกมา ปรากฎ่วาทุกอย่างสภาพเหมือนเดิมจากตอนที่อกจากอเมริกาไม่มีอะไรเคลื่อนเลฃยแม้แต่น้อยคือมาไงถึงอย่างนั้น ไม่น่าเชื่อจริงๆตอนแรกกลัวว่ากว่าจะึงแพคไ้อาจไม่ีอาจมีของแตกหักบ้าง ปรากฎว่าไม่มีอะไรเลย บวกกับกรมศุลคือนายตรวจไม่ได้เปิดของไม่ได้แกะไม่ได้เปิดกล่องอะไรดูทั้งสิ้น อิอิ วีไอพี มีคนรู้จักก็ดีอย่างงี้เนอะ คือสรุปทุกอย่างอยู่ในสภาพเดิมอย่างที่แพคมาเลย เรากับแฟนก็ยิ้มในความสำเร็จเพราะแพคมากับมือ คนงานสามคนที่จ้างมาถึงก็เริ่มขนของที่เหลือไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จ ให้รถกลับไป…เป็นอันว่าทุกอย่างเรียบร้อยไม่มีอะไรแตกหักเสียหาย ของได้ครบทุกชิ้น วันรุ่งขึ้นบริษัทชิปปิ้งก็ให้คนเอาพาสปอร์ตตัวจริงมาคืน อ้อลืมบอกไปเราต้องท้ิงพาสปอร์ตไว้ให้เขาใช้ในการออกของค่ะ สรุปแล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็ตกอยู่ประมาณหนึ่งแสนบาท จะว่าแพงก็แพงแต่ก็ได้ของทั้งหมดมาใช้ที่นี่ แต่จริงๆถ้าไม่เหมาตู้ก็จะถูกกว่านี้ แต่ก็นั่นแหละถ้ามีเฟอร์นิเจอชิ้นๆใหญ่ๆที่ขนาดๆไม่ได้ตามที่เขากำหนดเหมาตู้ก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า ทั้งนี้ถ้าเพื่อนท่านไหนคิดว่าจะต้องชิปของกลับบ้านก็ลองเปรียบเทียบราคา บริการจากหลายเจ้า ถามให้ชัดทั้งค่าใช้จ่านที่ต้นทางและปลายทางค่ะ ที่สำคัญถ้าแพคเองของเยอะเตรียมแพคไว้แต่เนิ่นจะได้ไม่เหนือยแบบเราที่มาแพคเสร็จจริงๆก็ตีสามของวันที่จะต้องขนของซะแล้ว
ชิปของจากอเมริกากลับไทยตอนที่หนึ่ง
ชิปของจากอเมริกากลับไทยตอนที่สอง
plew June 13th, 2011
Cheap calls to Thailand
มาเล่าเรืื่องการขนของจากอเมริกากลับไทยกันต่อ หลังจากที่ตกลงแล้วว่าจะชิปของทั้งหมดจากอเมริกากลับไทย คือตกลงวันที่จะให้เอาตู้คอนเทนเนอร์มารับของที่บ้านรวมทั้งไดรับใบเสนอราคาเรียบร้อย คราวนี้งานหนักคือการแพคของทั้งหมด เพื่อนที่ทำงานชิปป้งแนะนำว่าให้ถ่ายรูปไว้ให้หมดทั้งก่อนแพคและหลังแพคเพื่อยืนยันว่าของใช้แล้วจริงๆเพราะปกติคนไทยที่ไปอยู่ต่างประเทศอย่างน้อยหกเดือนจะมีสิทธิที่จะขนข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวคือของที่ใช้แล้วเข้ามาโดยไม่ต้องเสียภาษี เพื่อก็บอกถ่ายก่อนแพคและหลังแพค
เพราะนอกจากเรื่องภาษีก็เป็นการยืนยันด้วยว่าก่อนจะลงเรือของอยู่ในสภาพดีไม่ชำรุด แล้วก็ต้องทำรายการของทั้งหมดให้ดีให้ละเอียดประมาณหนึ่ง เพราะตรงนี้ตอนออกของที่เมืองไทยต้องใช้และการแพคก็ต้องระวังการแตกหักกระแทกเพราะเรือไม่เหมือนรถหรือเครื่องบินันมีคลื่นมีลม ของก็อาจจะโคลงแคลงกระแทกกันเสียหายได้แถมอยู่ในเรือเป็นเดือน อ้อลืมบอกไป
การขนของทางเรือจากอเมริกากลับไทย ของเราออกจากท่าเรือที่โอ๊คแลนดืไปไทยใช้เวลาหนึ่งเดือน ของเราทั้งหมดหนึ่งร้อยสามสิบชิ้น คือเราจะให้หมายเลขของทุกอย่าง คือถ้าอยู่ในกล่องก็จะให้หมายเลขกล่องนั้น ถ้าเป็นชิ้นใหญ่ไม่อยู่ในหีบห่อ
ก็ให้หมายเลขเช่นกัน แล้วก็ระบุเลยว่าหมายเลขนั้นๆคืออะไร ที่ของแต่ละชิ้นก็จะติดหมายเลขกำกับด้วย ก็ทำใส่ Excel เลย จนอแพคนี่เหนือยจริงๆแฟนชะล่าใจไม่รีบคิดว่าทัน ปรากฎว่าจนคืนก่อนที่ตู้จะมาก็ไม่เสร็จ สรุปว่าคืนนั้นแพคถึงตีสี่เลยคือไม่ได้นอนเลย
เพราะมันต้องห่อน ต้องป้องกันอย่างดีในระดับหนึ่ง พวกเฟอร์นิเจอร์ก็ต้องป้องกันตามมุมทุกมุม มีพลาสติกห่อทุกชิ้น แล้วก็ทำกันเองหมดทุกชิ้น เหนือมากๆ รวมทั้งต้องหาซื้อพวกเชือก อุปกรณ์ในการช่วยดึงรั้งของในตู้ไม่ให้มันเคลื่อนด้วย เพราะถ้ารั้งไม่ดีของก็จะเลือนไปเลื่อนมาชนกันกระแทกันเสียหายได้นึกสภาพเรือที่มันต้องโยนตัวตามคลื่นแล้วกัน ตรงนี้เราเองก็ต้องหาข้อมูลคือทั้งคุยกับบริษัทที่เราจ้างแล้วก็เพื่อนที่ทำชิปปิ้งในไทย ว่าควรแพคแบบไหน สภาพในตู้เป็นไง มีจุดมีห่วงมีที่ล็อกของอะไรยังไง ตู้สูงจากพื้นกี่เมตร ตู้มามีอุปกรณืในการยกของ ขนของให้หรือไม่เพราะเราแพคเอง ทำเอง แล้วเหมาตู้มันยุ่งกว่าแค่ขนของเป็นกล่องเพราะแบบนั้นเขาเอาของเราไปเวลาโหลดลงตู้หรือเรือเขาจะทำให้แต่เราเหมาตู้ทำเองหมด
สรุปก็ได้ความว่าตู้จะสูงจากพื้นสี่เมตรซึ่งสูงทีเดียวและไม่มีอุปกรณ์หรือสะพานอะไรช่วยทั้งสิ้น ซึ่งตรงนี้ยากพอควรในการขนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆเข้าตู้ และข้อมูล่อมาคือในตู้จะมีเป็นห่วง คือมีฮุคทุกๆน่าจะหนึ่งเมตรซึ่งเราสามาถใช้เชือกมัดรังของให้มันอยู่กับที่ได้เพื่อป้องกันการกระแทก ดังนั้นเรากับแฟนก็โอเคตอนแพคแพคเองแต่ตอนจะโหลดของเข้าตู้นี่คงทำเองไ่หว ก็เลยจ้างบริษัทที่ทำพวกขนย้ายของจ้างพนักงานยกแล้วก็จัดแพคของเข้าตู้มาสามคน ราคาก็อยู่ประมาณสองร้อยเหรียญสำหรับแรงงานสามคนในเวลาสองชั่วโมงประมาณสองวันก่อนวันนัดหมายบริษัทที่จะลากตู้คอนเทนเนอร์มาที่บ้านก็โทรมาคอนเฟริมอีกครั้ง แล้วก็ต้องย้ำเรื่องการเข้าออก และที่จอดรถเพราะรถลากตู้มันยาวและให่ทีเดียว คือถ้าถนนแคบหรือมีรถจอดเยอะก็จะลำบากมาก ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่ต้องระวังถ้าคิดจะเหมาตู้แต่ของเราก็ไม่มีปัญหาเพราะหน้าบ้านกว้างและถนนใหญ่ทีเดียว เมื่อวันนัดหมายมาถึงรถลากตู้มาตรงเวลามากจริงๆมาก่อนเวลาด้วยประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งก็ดีคือเขาใช้เวลาพอสมควรในการถอดจอดให้เข้าที่เข้าทางเพราะรถมันใหญ่ พนักงานที่นัดไว้ให้มาขนก็มาตรงเวลา รวมๆทุกอย่างก็ดูดีเป็นไปตามแผน ตู้คอนเทนเนอร์สูงจากพื้นเยอะทีเดียวอย่างทีบอกแต่คนที่จ้างมาก็แบบฝรั่งตัวควายๆใหญ่ๆทั้งสามคน เรามีเวลาโหลดของสองชั่วโมงคือต้องโหลดให้เสร็จสองชั่วโมง ไม่งั้นต้องเสียค่าชั่วโมงให้รถลากอีกชั่วโมงละเจ็ดสิบห้าเหรียญ บวกเสียค่าแรงคนยกของเพิ่มด้วยตอนเอาของเข้าตู้ตลอดงานแฟนก็ถ่ายรูปไว้ตลอด และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องถ่ายรูปไว้คือหมายเลขตู้คอนเทนเนอร์ แล้วก็สภาพตู้ อะไรต่างๆ สุดท้ายทุกอย่างเป็นไปด้วยดี โหลดของรวมทั้งมัด ยึดด้วยเชือกอะไรต่างๆ เสร็จภายในสองชั่วโมงของเราไม่เต็มตู้มีแค่ครึ่งตู้เอง พนักงานที่มาโหลดของให้จัดของแบบสูงคือสูงเต็มเพดาน ทำให้เต็มแค่ครึ่งตู้แล้วก็เอาเชือกรัั้งไว้เป็นตาข่าย จริงๆเราก็ไม่รู้ว่าวิธีจัดของแบบนี้ถูกไม๊ เพราะจริงๆ ทั้งคนจากบริษัทชิปป้งและเพื่อนเราที่ไทยบอกว่ากรณีของไม่เต็มตู้ให้พยายามอย่าจัดสูงคือพยายามให้ของเต็มพื้นที่ตู้แนวราบเพื่อป้องันให้ของมันไม่เลืื่อนตอนอยู่ในเรือ แต่คนที่จ้างดันจัดแบบตรงข้ามคือเต็มฝั่งด้านใน ด้านนอกนี่ไม่มีอะไรเลย ตอนนั้นก็นะลุ้นดเอาอีกเดือนข้างหน้าตอนของมาไทยว่าของจะมาสภาพไหนจะแบบเชือกขาด ของกระแทกกันเสียหายหรืออย่างไร ตอนนั้นเราก็เอาละเดือนหน้าก็รู้ พอทุกอย่างเรียบร้อยคนขับเขาจะเอาซีลมาปิดคือเอาซีลมาคล้องคือแปลว่าตู้นี้จะไม่มีการเปิดจนถึงเมืองไทยเพรราะเราเหมาตู้แล้ว เราต้องจดหมายเลขซีลไว้ สำคัญมาก จริงๆถ่ายรูปไว้เลยละ ขนขับก็จะมีใบรับของให้อีกระบุหมายเลขตู้ หมายเลขซีล ชื่อบริษัทชิปปิ้ง
อะไรต่างๆ เสร็จแล้วเราก็อีเมล์รายละเอียดคือเบอร์ตู้ เบอร์ซีล รวมทั้งไฟล์รายการเอกสาร ชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์เราที่เมืองไทยไปให้บริษัทชิปปิ้งคือ บริษัทสยามฯ เพื่อให้เขาออก BL มาให้ บ่ายๆเขาก็ส่ง BL มาให้เราทางอีเมล์ื ส่วนเรื่องค่าชิปปิ้ง เราจ่ายหลังจากที่เราได้ BL แล้วคือโหลดของแล้ว แล้วก็ส่งเช็คให้เขาก่อนวันที่กำหนดว่าเรือจะออกจากท่าที่อเมริกาวันหนึ่งก็ก่อนเราจะกลับเมืองไทย เพราะถ้ากลับไทยแล้วจะจ่ายลำบากเพราะบริษัทเขาอยู่แอลเอ ก็แฟร์ดีไม่มีมัดจำอะไรทั้งนั้นจ่ายเมื่อเราขนของเราลงตู้แล้วจบ หลังจากเขาได้เช็คเขาก็ส่งใบเสร็จรับเงินมาให้เราทางอีเมล์เช่นเดิม รวมๆเราก็ือว่าบริษัทสยามใช่ได้โอเคทีเดียว คือไม่มีปัญหาอะไร คุณแฟรงค์ที่ดูแลคิดว่าเป็นเจ้าของนั่นแหละ การพูดจาแกอาจจะแบบไม่่ค่อยหวานอะไรคือดูแบบคนแกคุณลุงประมาณนั้น ไม่รู้สิเดาจากเสียง แล้วก็อาจแบบโทรกลับช้า หรือดูไม่รีบแบบเรื่อยๆ แต่สรุปทุกอย่างก็เป็นไปตามที่นัดหมายตกลงกันเรียบร้อย ค่าใช้จ่ายในการชิปของจากอเมริกากลับไทย คือจากท่าเรือที่โอ๊คแลนด์ไปถึงด่านลาดกระบังแบบเหมาตู้่เล็กอย่างที่บอก $2400 กว่า แต่นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เมืองไทยอีกเมื่อเรือไปถึงแล้ว
บริษัทสยามอินเตอร์ที่อยู่แอลเอ เขาจะดูแลเราตอนของออกจากอเมริกา แต่พอของไปถึงเมืองไทยแล้วก็จะมีบริษัมอีกบริษัทหนึ่งคือบริษัทไทรอัมส์ คือบริษัทในกรุงเทพ เป็นคนดูแลต่อีกที จริงๆถ้าเข้าไปดูเว็ปของบริษัทสยามฯเขาจะเขียนระบุไว้แล้วว่าบริษัทในไทยที่ดูแลชื่ออะไร ติดต่ออย่างไร เอาละเมื่อของมาถึงเมืองไทยแล้วจะต้องทำอะไรบ้างเสียค่าใช้จ่ายเท่าไร
เอาไว้มาเล่าให้ฟังตอนต่อไปซึ่งเป็นตอนจบของเรื่องนี้ค่ะ
อ่านเรื่องชิปของจากอเมริกากลับไทยตอนที่ 1
อ่านเรื่องชิปของจากอเมริกากลับไทยตอนที่ 3
plew June 7th, 2011
Cheap calls to Thailand
การชิปของจากอเมริกากลับเมืองไทย หรือการขนของทางเรือจากอเมริากลับไทย เอาข้อมูลมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นข้อมูล
สำหรับหลายๆที่ต้องการย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย ว่าเอจะขนทางไหนดี ยุ่งยากไม๊ ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร
หลัึงจากตัดสินใจแล้วว่าเราทั้งคู่คือตัวเราและสามีจะย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยถาวร รวมทั้งเคลียอะไรต่างๆทางนี้เรียบร้อยแล้ว
คราวนี้ก็มานั่งคิดว่าจะเอาไงดีกับของที่มีอยู่ โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่ๆพวกเฟอร์นิเจอร์ ตู้เตียง ซึ่งเอาจริงๆแล้วเราสองคนก็ไม่ได้มีของมากมายอะไรตอนนั้นทางเลือกคือขายเฟอร์นิเจอร์ไปซะ แต่ปรากฎว่าเราก็เสียดายทั้งคู่เพราะของที่มีอายุแค่ปีกว่า คือใหม่มากๆ ถ้าขายก็ขาดทุนเต็มๆหรือพูดง่ายๆเหมือนยกให้ฟรีๆด้วยซ้ำอีกอย่างเฟอร์นอเจอร์ที่ใช้ก็หาที่เมืองไทยยากหรือไม่งั้นก็แพงมาๆ ตอนนั้นเลยคิดว่าอือขนกลับทั้งหมด แฟนก็วางงบไว้ว่าไม่เกินห้าพันเหรียญ ซึ่งเป็นเงินเยอะมากๆทีเดียวสำหรับเรา
แต่ถ้างบในราคานี้คือขนทุกสิ่งที่มีที่นี่กลับปใช้ที่ไทย ก็ถือว่าคุ้มเพราะไม่ต้องซื้อใหม่ เพราะอย่างที่บอกบางอย่างหาไม่ได้ด้วยหรือแพงมากๆ ว่าแล้วแฟนก็เริ่มติดต่อบริษัทชิปปิ้ง ปรากฎว่ายุ่งยากมากต้องบอกก่อนว่าเป็นริษัทฝรั่ง หลายๆที่บอกว่าถ้าจะขนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆจะแพงมากๆ และหลายๆที่บอกเขาไม่ทำให้ สุดท้ายมีรายหึ่งบริษัทฝรั่งก็เข้ามาดูของที่บ้านเพื่อประเมินราคา วันต่อมาบอกราคา ขนทุกสิ่งกลับไทยอยู่ที่เจ็ดพันกว่าเหรียญเกือบแปดพัน โอโหฟังราคาแล้วแทบจะเป็นลม เขาบอกราคานี้คือเขามาแพคทุกอย่างให้ที่บ้านเลย คือเราไม่ต้องทำอะไรเลย ไปถึงไทยเราก็ถามว่าแล้วถ้าเราแพคเองละ ได้ไม๊ เขาบอกไม่ได้เพาะเขากลัวของจะชำรุดระหว่างทาง ต้องแพคโดยมืออาชีพ สรุปคือราคาลดไม่ได้ บริษัทนี้ชือ North American อะไรนี่ละจำไม่ได้
จริงๆแล้วเรากับแฟนก็คือถอดใจแล้วว่าคงชิปของทั้งหมดกลับไทยไม่ไหวละ เพราะแพงมากมาย แล้วก็คิดว่าจะเก็บของส่วนใหญ่ไว้ใน Storage ก่อนซึ่งก็ตกเดือนละร้อยเหรียญอย่างต่ำ แล้วก็เอาขึ้นเครื่องบวกส่งทางอากาศเท่าที่ทำได้เฉพาะของจำเป็นจริงๆก่อน
ใจเราจริงๆตอนนัี้นก็ไม่อยากให้เช่า Storage เพราะเสียดายเงินต้องจ่ายทุกเดือน เดือนละร้อยกว่า จริงๆก็คิดว่าตัดใจขายของทิ้งดีกว่าแต่แฟนไม่อยากขาย เราก็เข้าใจเพราะซื้อมาก็แพงขายไปก็เหมือนขายทิ้ง ยังใหม่ๆอยู่ด้วย
ตอนหลังเพื่อนคนไทยที่โน่นก็แนะนำว่าทำไมไม่ลองหาชิปปิ้งบริษัทคนไทยละ เราเองตอนแรกให้แฟนหาเขาก็หาแต่บริษัทฝรั่งคือเขา
เสริชหาด้วยภาษาอังกฤษก็เจอแต่แพงๆอย่างที่บอก เราเลยมาเสริชเองโดยเสริชในเนตนี่ละแต่ใช้ภาษาไทย คราวนี้ก็เลยได้ชื่อบริษัทคนไทยที่เราส่งของทางเรือจากเมกากลับไปไทยมาสองสามที่ เนื่องจากตอนที่จะขนของกลับเรามาอยู่ที่ Sacramento ดังนั้นเราจึงเลือกบริษัททีอยู่ในแคลิฟอเนีย พยายามดูที่อยู่ในซานฟรานเพราะใกล้หน่อยแต่ไม่มี เลยลองโทรไปบริษัท
ที่อยู่ในแอลเอ บริษัทนี้ชื่อ Saim International ก็โทรไปถามลายละเอียด ปรากฎว่าถ้าเราจะขนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆพวกตู้เตียงนี้เขาไม่รับนอกจากเราจะเหมาตู้คอนเทนเนอร์ทั้งตู้ถ้าอน่างนั้นได้ และถ้าขนของไม่เต็มตู้เราต้องขับรถเอาของไปส่งที่จุดรับคือที่แอลเอ ซึ่งมันไกลมากถ้าขับจากซาคราเมนโตก็หกชั่วโมงได้ แต่ถ้าเราเหมาตู้คอนเทนเนอร์เขาจะเอาตู้มาส่งถึงบ้านเลยคือมีรถลากตู้มาถึงที
และกรณีเรามีเฟอร์นิเจอร์ใหญ่ๆยังไงก็ต้องเหมาตู้อยู่แล้ว เพราะเวลาชิปของถ้าไม่เต็ตู้เค้าจะมีขนาดกำหนดเลยว่าต้องกว้างยาวสูงเท่าไร ทั้งนี้ก็แล้วแต่สายเรือแล้วแต่บริษัทด้วย บางทีกลายเป็นว่าถ้าจะเอาพวกเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆกลับถ้าไม่เหมาตู้ราคาจะแพงกว่าด้วยซ้ำ และอย่างที่บอกเขาก็ไม่รับด้วยศ้ำไปเพราะขนาดอะไรต่างๆไม่ได้ สรุปก็เลยลองให้เค้าเสนอราคาเหมาตู้ขนาดตู้เล็กคือยี่สิบฟุต ปรากฎเค้าคิด 2400 รวมทุกอย่างคือตั้งแต่เอาตู้มาส่งหน้าบ้านจนถึงเรือไปถึงที่ด่านลาดกระบัง กรุงเทพ เรากับแฟนก็รู้สึกว่าราคามันโอเคมาก เพราะเมื่อเทียบกับเจ้าแรกที่เสนอมาตั้งเจ็ดพันกว่าเหรียญคือถูกกกว่ากันครึ่งๆเลย แต่ทั้งนี้ของบริษัทสยามอินเตอร์นี่เราจะต้องแพคของเองทุกอย่าง ดังนั้นถ้าของชำรุดก็คือความผิดเราเต็มๆ เขาไม่รับผิดชอบและก็ไม่มีประกันอะไรทัั้งสิ้น ซึ่งตรงนี้ตอนแรกเราก็เอแปลกๆไม๊นะ ก็เลยลองโทรไปถามเพื่อนที่เมืองไทยที่ทำชิปปิ้งอยู่ เขาบอกปกติเพราะพวกของในครัวเรือนที่เป็นของใช้แล้วปกติเขาจะไม่ประกันให้เพราะมันประเมินราคา มูลค่ากันยากสรุปก็เลยตกลงใจว่าจะชิปของทั้งหมดจากอเมริกากลับไทยทางเรือโดยเหมาตู้คอนเทนเนอร์ตู้เล็กไป เพราะดูแล้วถ้าทุกอย่างโอเคได้ของครบก็คุ้มค่าส่งแน่นอนเพราะของทุกอย่างรวมกันมันเกินกว่านั้นเยอะถ้าต้องซื้อใหม่ที่ไทย..จะเป็นยังไงต่อไป จะยุ่งยากอะไรขนาดไหน มาติดตามตอนต่อไปค่ะ
อ่านชิปของกลับไทยตอนที่ 2
อ่านชิปของกลับไทยตอนที่ 3
plew December 3rd, 2010
Cheap calls to Thailand
เคยเขียนเรื่องค่าครองชีพในซานฟรานซิสโกไปแล้ว พอดีเพิ่งกลับไปเมืองไทยมาสามเดือน (2010) มีหลายๆประเด็น
ที่รู้สึกว่าน่าสนใจ เลยอยากเขียนเปรียบเทียบค่าครองชีพในเมืองไทยซึ่งก็เฉพาะในกรุงเทพกับค่าครองชีพในอเมริกา
ซึ่งนที่นี้คือแคลิฟอเนียอีกสักครั้งหนึ่ง
เราเองไปๆมาๆกรุงเทพ ซานฟรานซิสโกทุกปี กลับไปเมองไทยทีก็ห้า หกเดือน แต่กลับมาเมองไทยรอบหลังสุดนี้ (2010)
มีความรู้สึกว่าค่าครองชีพ ข้าวของแพงขึ้น มาวันแรกๆรู้สึกว่ามันไม่ได้ถูกกว่าเอมริกาสักเท่าไรเลย จากเดิมที่รู้สึกว่าเมืองไทย
ถูกกว่ามาก มาแรกๆรู้สึกว่าอาหารแพงขึ้น โอเคเราพักย่านซอยอารีย์ซึ่งก็แน่นอนว่าอาหารการกินไม่ถูก ร้านปกติก็ประมาณ
จานละสี่สิบบาท ซึ่งถ้ากินอาหารพวกนี้คือร้านธรรมดา ร่้านก๋วยเตี๋ยว ร้านข้างถนน อาหารยังถูกกว่าอเมริกามากอยู่ แต่ถ้ากิน
ร้านดีๆ ขึ้นมาโอเคไม่ได้หรูมากมาย เช่นร้านตามห้าง ร้านในวิลล่ามาเก็ต ร้านในพารากอน หรือฌซ้นทรัลเวิล์ด ปุ๊ปอันนี้
แพงเกือยเท่าร้านในอเมริกาทีเดียว รวมๆยังถูกกว่าแต่เริ่มใกล้เคียงทีเดียว โดยเฉพาะช่วงที่เรากลับไปค่าเงินบาทแข็งมาก
คือหนึ่งเหรียญเหลือแค่ประมาณยี่สิบเก้าบาท จากเมืื่อปีที่แล้วยังเกือบสี่สิบบาท ยิ่งทำให้อะไรๆก็แพงขึ้นมาอีก แต่ถึงไม่รวมเรื่องค่าเงินบาทที่แข็ง อาหารตามศูนย์การค้า หรือร้านอาหารดีๆ หมายถึงไม่ไดหรูเลิศอะไรมากก็เรียกว่าแพง ไปทานเบเกอรี่ในวิลล่ามาเก็ต ซอยอารีย์เป็นเครปจานเล็กๆก็ร้อยสี่สิบบาท ก็เท่ากับประมาณห้าเหรียญ ซึ่งราคาเท่ากับเอมริกาเลยหรือจะถูกกว่าก็ประมาณหนึ่งหรือสองเหรียญ
ยิ่งถ้าไปซื้อผัก ซื้อของมาทำอาหารเอง แล้วไปซื้อในซุ๊ปเปอร์มาเก็ตในห้างด้วยแล้ว ตอนนั้นเรารู้สึกเลยว่าแพง วันหนึ่ง
ทำต้มยำกุ้ง เห็ดฟางประมาณหกหัวเล็กอยู่ที่เกือบสามสิบบาท มะนาวลูกละห้าบาท ผักชีกำเล็กมากๆสิบบาท วันนั้นรวมทั้งหมด
รวมกุ้งขนาดกลางๆประมาณหกตัว ต้มยำก็ตกประมาณสองร้อยบาท ไม่รวมค่าเสียเวลาที่ต้องมาทำเอง ไปทานอาหารในซอยอารีย์
ราคาแต่ละอย่างสองร้อยกว่าบาทขึ้นไปทั้งนั้น ตอนนั้นรู้สึกเลยว่าของแพงจัง
ยังนึกเลยว่าคนที่ทำงานรายได้ไม่มากนักจะมีเงินพอใช้ยังไงเนี่ย ขนาดคนที่เอาเงินดอลล่ามาใช้ยังรู้สึกว่าแพงเลย
รวมๆก็ต้องยอมรับจริงๆว่าค่าครองชีพในกรุงเทพแพงขึ้นหรือนี่อาจจะเป็นเทรนที่เมืองใหญ่ๆทั่วโลกจะเริ่มมีค่าครองชีพในอัตราที่ไม่ท้ิงกันเท่าไรแล้วของกินรวมๆยังถูกกว่า แต่ของใช้หลายๆอย่างอเมริกาถูกกว่า เช่นพวกแชมพู โลชั่น ยาสีฟัน อเมริกาถูกกกว่า ยกตัวอย่างแชมพูที่ถูกๆในอเมริกาขวดใหญ่ๆจัมโบ้สามารถซื้อได้ในราคา 79 Cent หรือยาสีฟันหลอดใหญ่ๆก็ซื้อได้ในราคา 99 cent ถ้าใช้รถไฟฟ้าบ่อยๆก็จะยิ่งรู้สึกว่าค่ารถแพงทีเดียว เพราะสามสี่สถานนีก็สามสี่สิบบาทแล้ว ไปโน่นไปนี่หลายๆรอบหมดร้อยกว่าบาท ในขณะที่ค่ารถไฟที่ซานฟรานถ้าซื้อตั๋วราคาสองเหรียญสามารถไปไหนมาไหนสายไหนก็ได้กี่รอบก็ได้ภายในสองชั่วโมงหรือนานกว่านั้น
เรื่องที่ราคาที่พัก โรงแรม รีสอร์ทต่างๆตอนนี้ก็รู้สึกเลยว่าแพงขึ้นมาก หาโรงแรมที่พอใช้ได้ ย้ำว่าพอใช้ได้ไม่ได้หรูอะไรเลย
ย่านๆชลบุรี ระยองต่ำกว่าพันหนึ่งยากมากๆ ขนาดช่วงที่ไปไม่ใช่ช่วงนักท่องเที่ยวเยอะเลย เท่าที่เจอคือประมาณพันห้า พันหกขึ้น
โรงแรมธรรมดาเลยแต่ติดหาดไม่รวมอาหารเช้า ไม่มีอินเตอร์เนตอะไรทั้งสิ้น ถ้าโรงแรมดีๆหน่อยห้าพันขึ้นถึงเป็นหมื่นต่อคืน
อย่างที่รู้กัน ราคานี้ไม่ต่างกับไปฮาวายเลยนะเนี่ย ยอมรับว่าไปเที่ยวรอบนี้ค่าที่พักแพงมากๆ อ้อลืมเล่าได้ไปพักที่สัตหีบที่พักของ
ทหารอากาศห้องห่วยแตกมากๆคืนละพันห้า แอร์ไม่เย็น บอกมีน้ำอุ่นแต่เครื่องไม่ทำงาน ทีวีบอกมีแต่ดูไม่ได้เพราะต้องใช้รหัส แล้วเจ้าหน้าที่ก็จำรหัสไม่ได้ ยุงเข้าเพราะมุ้งลวดขาดมีรู ห้องแบบนี้ห้าร้อยก็หรูแล้ว แต่อย่างว่าตอนนี้จะหาอะไรต่ำกว่าพันหนึ่งนั้นยากอย่างที่รู้ๆกันโรงแรมในอเมริกาเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยกว่าเหรียญก็ประมาณสามสี่พันบาท เช่นฮฮลิเดย์อิน เอ็กเพรสที่เราพักบ่อยก็จะประมาณนี้ รวมอาหารเช้าและอินเตอร์เนตด้วยห้องดี เครื่องนอนอะไรต่างๆดีมากๆ
ที่เล่ามาข้างบนเป็นอารมร์ตอนอยู่เมืองไทย ที่เรารู้สึกว่าของมันแพงขึ้น ช่วงเดียวกันเพื่อนอีกคนก็มาจากซานฟรานเหมือนกัน
คุยกันก็รู้สึกเหมือนกันว่ของจังนิเมืองไทยเราตอนนี้ หลังจากนั้นก็มีอันต้องกลับมาอเมริกาตามระเบียบ พอมาถึงที่นี่ก็เริ่มจากการ
กินอาหารฟาสฟูด ก็พวกแม็คโดนัลอะไรประมาณนั้นนะแหละ ต้องบอกก่อนว่าแม็คโดนัลในอเมริกาน่าจะเป็นอาหารที่ถูกที่สุดแล้วมั้ง
แต่เทียบกับแม็คโดนัลในย้านเราไม่ได้ แม็คบ้านเราสะอาดสวยงาม บริการดีกว่ามาก อาหารก็ดีกว่าอย่างว่าแม็คในย้านเรามัน
ถ้เทียบกับอาหารอื่นๆมันไม่ได้ถูก แต่ที่นี่แม็คนี่ถูกที่สุดหมายถึงพวกร้านแฮมเบอร์เกอร์พวกนี้เป็นอาหารที่ถูกที่สุด แต่ในรา้นนี่ส่วนมากสกปรกแล้วก็มีคนน่ากลัวๆมากินเยอะ โอเคสองคนกินแฮมเบอร์เกอร์คนละชิ้น โค้กใหญ่หนึ่งแก้วกินด้วยกัน ไม่รวมเฟรนไฟ อยู่ที่ประมาณแปดถึงสิบเหรียญก็ตีซะว่าสามร้อยบาท ตอนนั้นทำให้เรากลับมาคิดถึงเมืองไทยอีกครั้ง อยากกลับบ้านทำไมต้องกลับมาที่นี่ด้วยนี่ ตอนอยู่เมืองไทยก็รู้สึกว่าของมันไม่ถูกยังใจแต่พอกลับมาแล้วก็นะ สามร้อยบาทถ้าลงไปซื้อลาบ น้ำตก ข้าวเหนียว ข้างล่างตึกที่อยู่ ก็ไม่ประมาณไม่เกินสองร้อยได้น้ำตกอร่อยๆ คอหมูย่างนุ่ม แจ่วแซบๆกับข่าวเหนียว อร่อยแล้วก็ดีกว่าแม็คบ้าๆนี่ตั้งเยอะอะ นี่ละหนอคนเราตอนอยู่ก็บ่นว่าแพง แต่ตอนจากมาแล้วก็เข้าใจ
เอาเป็นว่ารวมๆเราว่าค่าครองชีพในเมืองไทยเราตอนนี้หมายถึงกรุงเทพนะ รวมๆยังถูกกว่าอเมริกาแน่ๆ แต่ระยะห่างมันแคบลงมาก มันไม่ได้ถูกกว่าแบบเป็นเท่า สองเท่าเหมือนเดิมโดยเฉพาะพวกของใช้ อาหารบ้านเราแพงขึ้นแต่มีความหลากหลายมีหลายเกรดหลายระดับให้เลือก ถ้่ากินร้านถูกๆข้างถนนก็ไม่แพงมากแล้วก็อร่อย ในขณะที่อเมริกาไ่ม่มีตัวเลือกหลากหลาย
แบบบ้านเรา ถูกๆอาหารฟาสฟูดคนหนึ่งก็ประมาณสามถึงห้าเหรียญขึ้น กินในร้านสองคนก็ยี่สิบขึ้นไป ยี่สิบนี่คือร้านธรรมดา สั่งไม่เยอะมาก ก็แปลว่าออกมากินข้าวในร้านอย่างน้อยๆก็หก เจ็ดร้อยถ้าทำอาหารกินเอง อันนี้น่าคิด เพราะของบางอย่างที่โน่นก็ถูกกกว่า หรือบางอย่างใกล้เคียงกัน เราว่าถ้าอยู่กรุงเทพแล้วซื้อกับข้าวในห้างอันนี้ทำให้ราคาใกล้เคียงกับอเมริกาเลยละแต่ถ้าซื้อข้างนอกก็ยังเห็นช่องว่างที่ชัดเจนอยู่
อีกอย่างที่ลืมพูดไปคือเรื่องค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ อินเตอร์เนตอะไรต่างๆ บางทีเรารู้สึกว่าค่าไฟ บวกก็าซในอเมริกา สำหรับบางคนที่ไม่เคยอยู่ที่นี่อาจไม่รู้ว่าเครื่องไฟฟ้าบางอย่างที่นี่ใช้ก๊าซ เช่นฮีทเตอร์ หรือเครืองซักผ้า แต่บางบ้านก็อาจใช้ไฟฟ้า แต่ฮีทเตอร์ส่วนมากจะใช้ก๊าซเพราะถ้าใช้ไฟฟ้านี่คงอ่วม แก๊ซทำอาหารก็จะมาจากท่อไม่ใช่แบบซื้อเป็นถังๆแบบบ้านเรา รวมๆเท่าที่เราอยู่มาค่าใช้จ่ายพวกนี้เหมือนจะถูกกกว่าเมืองไทยหรือใกล้กัน เพราะเมืองไทยถ้าเปิดแอร์ขนาดมีเครื่องเดียวยังตกสองพันบาท ที่นี่รวมๆประมาณห้าสิบเหรียญหมายถึงน้ำ ก๊าซ ไฟ อาจเพราะราอยู่ซานฟรานปกติแถบไม่เคยเปิดฮีทเตอร์เลยเพราะมันไม่ได้หนาวอะไรมากมายนักวลาอยู่ในบ้าน ค่าอินเทอร์เนตที่นี่สามสิบเหรียญต่อเดือน เป็นเคเบิล ถ้ารวมเคเบิลทีวี 175 ช่องก็ประมาณเจ็ดสิบห้าเหรียญ
ซึ่งเราว่าใกล้เคียงกับบ้านเรา โอ้ยยังมีเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกมากมาย เช่นพวกประกันรถ ประกันสุขภาพที่ต้องจ่ายแล้วก็แพงด้วยที่นี่
เราเสียค่าเบี้ยประกันสุขภาพเดือนละสองร้อยกว่าเหรียญกับแฟนสองคนก็สี่ร้อยกว่าเหรียญ แถมที่เสียทุกเดือนถ้าไปหาหมอแล้วค่าใช้จ่ายไม่ถึงพันเหรียญก็ต้องจ่ายเอง มันจะคุ้มก็เมื่อป่วยเยอะๆ ทุกวันนี้จ่ายมาสามปีแล้วไม่เคยไปหาหมอเลย ค่าประกันรถตกเดือนละประมาณสองร้อยเหรียญต่อเดือน มันก็ขึ้นกับรถด้วย แต่ราคานี้คือมันแพงมากๆ คิดแล้วกันว่าต่อปีมันเท่าไร สรุปแล้วเราว่ารวมๆยังไงอยู่กรุงเทพก็ยังถูกกว่าอยู่มืองขนาดกลางๆของที่นี่ที่แบบก็ไม่เชิงบ้านนอก มันก็มีอะไรละแต่เทียบกับเมืองใหญ่ๆไม่ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องความสนุกหรือความบันเทิงแต่หมายถึงโอกาศในการหางานดีๆด้วย ซึ่งเมืองใหญ่มันจะมีงานมากกว่า กรุงเทพถ้าเทียบกับซานฟรานนี่คนละเรื่องถูกกกว่ามากมาย ถ้าเทียบกับนิวยอร์กหรืออะไรยิ่งไปกันใหญ่ รวมๆแล้วถ้าเทียบกับเมืองที่เป็นมหานครด้วยกันกรุงเทพก็ยังมีค่าครองชีพที่ถือว่าโอเคทีเดียว
plew November 24th, 2010
บินมาอเมริกานำอาหารเข้ามาได้หรือไม่ ด่านตรวจที่สนามบินที่อเมริกาจะอนุญาตให้นำอาหารเข้ามาหรือไม่
เป็นอีกคำถามหนึ่งที่หลายคนสงสัย วันนี้เลยเอาเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง เนื่องจากบินกลับมาจากเมืองไทยรอบนี้
(Nov 2010) บอกได้เลยว่าการตรวจเรื่องอาหารที่นำเข้ามาเข้มงวดมากๆ เลยอยากเอาประสบการณ์ที่เพิ่งเจอ
มาเล่าสู่กันฟัง สำหรับหลายๆคนที่กำลังจะเดินทางมาที่นี่จะได้เตรียมตัวและเตรียมใจ
เข้าเรื่องเลยเราบินจากกรุงเทพมาต่อเครืองที่โซล แล้วมาลงที่สนามบินซานฟรานซิสโก ต้องบอกก่อนว่าเราเป็นกรีนการ์ด
บินไป มารุงเทพ ซานฟรานมาไม่รู้กี่รอบแล้ว แล้วก็เอาอาหารคือกลับมาตลอด ปกติจะเอาพวกผงปรุงรสสำเร็จรูปที่เป็นซองๆ
พวกโลโบ้ พวกคนอร์ อะไรพวกนั้น แล้วก็พวกเครื่องปรุงพวกซอสอะไรต่างๆ แล้วก็มาม่า ก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย
พอผ่านเจ้าหน้าก็จะถามว่ามีอาหารติดมาด้วยหรือไม่เราก็บอกมีแต่เป็นพวกเครื่องปรุง ซอสต่างๆ ไม่ผัก ผลไม้ ถั่วหรืออะไร
ซึ่งพวกพืช ผัก ผลไม้ ถั่วอะไรต่างๆ พวกนั้นมันของต้องห้ามอยู่แล้ว พอบอกว่มีแต่เคื่องปรุงเค้าก็จะบอกโอเคให้ผ่านมาเลย
ทุกครั้งไม่เคยโดนเปิดเลย ซึ่งเราก็บอกตามความจริง เป็นอย่างนี้ทุกครั้งไม่เคยเจออะไร
แต่และแล้วครั้งล่าสุดที่บอก เราก็เอาของแบบเดิมๆมา แล้วก็มีหมูแผ่นมาด้วย คราวนี้เจ้าหน้าที่ก็ถามว่ามีอาหารไหม
เรากับแฟนก็บอกไปตามเดิมว่ามีคือเครื่องปรุง คราวนี้ไม่ว่าจะเอาอาหารอะไรมาก็ตามจะต้องเอากระเป๋าผ่านเครื่องแสกนเลย
ทุกคน เสร็จผ่านเครื่องแสกนจะโดนเปิดกระเป๋าแล้วค้นอย่างละเอียดยิบ จริงๆเพราะมีผู้หญิงฝรั่งบอกว่าเอาช๊อกโกแล็ตมา
ก็โดนแสกนแล้วก็เปิกระเป๋า คือตรงเครื่องแสกนเขาจะถามว่ามีอาหารอะไรมา ถ้ามีอาหารที่เขาเข้มงวดในการนำเข้าจะ
ได้เหตุผลอะไรเรา็ไม่รู้ เขาก็จะบอกตรงฝ่ายเปิดกระเป๋าที่อยู่ติดกันนั่นแหละว่ารายนี้มีของอะไรก็ว่าไปมาด้วย
ของเราพอบอกว่ามีเครื่องปรุง หลังจากนั้นเขากเห็นว่าเราบินเข้ามาจากเมืองไทย ก็ถามต่อว่ามีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาด้วยไม๊
แฟนก็บอกไปตามความจริงว่ามีแล้วก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นปัญหาอะไรเพราะเอามาประจำทุกรอบ แต่คราวนี้เจ้่หน้าที่ตรงเครื่องแสกน
รีบตะโกนบอกตรงจุดเปิดกระเป๋าเลยว่าสองคนนี้เอาบะหมี่กึงสำเร็จรูปเข้ามา งงมากมาม่านี่มันอัตรายยังไงเหรอนี่
พอกระป๋าออกมาจากเครื่องแสกนก็โดนเปิด คนเปิดถามว่ามีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาด้วยใช้ไม๊ เราก็บอกใ่ช่ คราวนี้แกก็เปิด
และอ่านตรงแพคตรงฉลากอย่างละเอียด เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะอ่านเพื่อนหาอะไร ที่เราเอามาเป็นมาม่ารสต้มยำกุ้งแบบซอง
ธรรมดานี่แหละ อ่านๆแล้วก็ว่าง เสร็จแล้วก็อ่านฉลากของซอสทุกๆขวดที่เราเอาเข้ามา เครื่องปรุงทุกซองที่เอามา
ใช้เวลาพอสมควรที่เดียว สุดท้ายก็บอกของเราโอเคไม่มีปัญหา เฮ้อโล่งอก
แต่คนข้างๆที่โดนตรวจเหมือนกันดูเหมือนจะเป็นคนจีนอันนั้นโดนเลย เจ้าหน้าที่ถามว่ามีเนื้อสัตว์มาด้วยหรือเปล่า เขาก็บอกว่า
ไม่มี ปรากฎว่า ตม.เปิดไปเปิดมาเจอเหมือนเป็นอาหารใส่กล่องคงเป็นอาหารอะไรสักอย่างเปิดดูมีเนื้อสัตว์อยู่ด้วย
ตม.ก็โวยเลยว่าไหนบอกไม่มีเนื้อสัตว์ไง นี่อะไร ผู้ชายคนนั้นบอกไม่มีเนื้อสัตว์ ตม.บอกนี่ไงฉันยังเห็นมัน หมายถึงไขมัน
อยู่ชัดๆนี่ไง แล้วก็พูดต่อว่าการโกหกแบบนี้ต้องโดนรับ $350 ผู้ชายคนนั้นกลัวใหญ่เลย สุดท้ายเราไม่รู้ว่าโดนปรับจริงไม๊
แต่อาหารนั้นเอาเข้ามาไม่ได้แน่ๆก็ต้องถูกยึดไว้ เอาเองแอบถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะจริงๆแล้วดันเอาหมูสวรรค์มาด้วย
นะสิ ไม่ได้อยากเลยเพื่อซื้อมาให้แล้วก็ยัดเยียดให้เอามาเราก็ไม่คิดว่าจะมีปัญหาเพราะของมันก็สุกแล้วแพคมาอย่างดี
ถ้าโดนเปิดเจอนี่แย่เลย แต่โชคดีเราเอาหมูสวรรค์ใส่ไว้ในกระเป็าเสืื้อผ้า แยกออกมาจากอาหารอื่นๆกระเป๋าใบนั้นไม่โดนเปิด
แต่จริงๆมันก็ผ่านเครื่องแสกนด้วย แต่ว่าตม.ไม่เห็นเอง หรือเห็นแต่ไม่รู้มั่งว่ามันเป็นหมู หุหุ รอดไปอย่างหวุดหวิด
ดังนั้นใครคิดว่าจะเอาของกินติดเข้ามาในเอมริกาก็ระวังด้วยค่ะ อย่าเอาของที่มีเนื้อสัตว์เข้ามา อบแห้งก็ไม่ได้ ม่าม่า
ที่แบบแอบมีผักอบแห้ง เนื้อสัตว์อบแห้งขอให้ระวัง อย่าเอาของอะไรที่มีเนื้อสัตว์เป็นชิ้นๆมาจะดีกว่า ผัก ผลไม้ก็รู้อยู่แล้ว
ถั่วงาอะไรก็อย่า หรืออาหารอื่นๆก็เหอะเอามาได้จริงแต่ต้องเสียเวลาโดนตรวจอีก เราเองบอกตรงๆบินเข้าบินออกอเมริกา
ทีไร ถึงแม้จะบินภายในประเทศเองก็ตามหงุดหงิดทุกครั้ง มันยุ่งยากมากกว่าประเทศอื่นๆเขา เราเองบินในประเทศนี่แหละ
โดนเข้าเครื่องที่แบบมีลมเป่าแล้วก็โดนค้นตัวมาแล้วรอบหนึ่ง น่าเบื่อมากๆ ตอนนี้ต้องบอกเลยว่าที่สนามบินที่นี่ตอนนี้ เข้มมาก
ขนาดแฟนเราเองเป็นซิติเซ่นตอนเข้ามานี่โดนซองพาสปอร์ตซะละเอียด ดูเทียบหน้ากับพาสปอร์ตหลายรอบ โดนทุกคน
บางคนในรูปไม่ใส่แว่น ตัวจริงใส่แว่นอะไรงี้ โดนดูแล้วดูอีก แฟนเราที่บอกเป็นซิติเซ่นยังโดนถาม ไปอยู่ประเทศไทยมานานแค่ไหน
แฟนบอก สามเดือน ถามต่อ ไปทำอะไรสามเดือน เฮ้ยอะไรกันวะเนี่ย อยากจะรู้ไปซะทุกเรื่องเลยเหรอ แล้วไง
สุดท้ายก็ต้องให้เข้าเพราะเขาเป็นซิติเซ่นแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ไปทำอะไรที่ไหนต้องรายงานทั้งหมด นี่นะประเทศที่มีสิทธิ
เสรีภาพเป็นประเทศประชาธิปไตยต้นแบบ แต่ก็อย่างว่ากลัวเรื่องก่อการร้ายซะจน..ก็พอจะเข้าใจแต่ว่าเซ็ง
plew July 22nd, 2010
Cheap calls to Thailand
วันนี้มานั่งเขียนเกี่ยวกับเรื่องโทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ในอเมริกากันบ้าง สาเหตุที่เขียนเพราะมีเพื่อนๆในเมืองไทย แบบว่าอยากฝากเราซื้อ iPhone คือถามกันมาหลายคนเกี่ยวกับเรื่องการซื้อเครื่อง iPhone or Blackberry จากอเมริกากลับไปเมืองไทย เพราะส่วนมากจะคิดว่าซื้อเครืื่องโทรศัพท์มือถือที่นี่ถูกกกว่าเมืองไทย ซึ่งจะว่าไปมันก็จริง แต่ก็มีหลายๆอย่างที่มันต่างจากเมืองไทยมากๆที่หลายๆคนไม่เข้าใจ เราเองจริงๆสำหรับเพื่อนก็ยินดีที่จะหิ้วเข้าไปให้แต่มันก็ไม่ใช่ง่ายๆอย่างที่เพื่อนคิด เพราะอะไร
อย่างแรกที่นี่เวลาซื้อเครื่องคือซื้อโทรศัพท์มักหรือเป็นปกติจะต้องซื้อกับผู้ให้บริการเครือข่าย จะไปแบบว่าซื้อเครื่องเปล่าแบบเสรีอย่างเมืองไทยไม่มี แล้วปกติพวกผู้ให้บริการมักจะพยายามหรือบังคับเลยละให้เราต้องมีสัญญาผูกพันส่วนมากจะสองปีว่าจะต้องใช้บริการกับเขา ไม่งั้นค่าเครืืื่องโทรศัพท์จะแพงๆมาก ในขณะที่ถ้าเราเซ็นสัญญาคือจะใช้บริการกับเขาสองปีจะได้เครื่องฟรีในหลายๆรุ่น หรือได้เครื่องในราคาถูกกกว่ามากถ้าเทียบกับไม่มีสัญญา และเครื่ืื่องที่นี่ซื้อมาเครื่ืื่องจะล็อคคือล็อกให้ใช้ได้แค่สำหรับเครื่อข่ายนั้นๆ ถ้าจะปลดก็ต้องขอให้บริษัทส่งรหัสปลดมาให้ ซึ่งดูเหมือนง่ายคือก็ขอให้เขาส่งรหัสมาเราก็ปลดล็อกได้ แต่ในความจริงที่โดนกับตัวเอง ตอนกลับเมืองไทย เราก็อยากใช้เครื่องเดิมกับวิมในเมืองไทย ก็โทรไปขอรหัสปลดล็อกกับ TMobile ซึ่งเป็นเครือข่ายที่เราใช้บริการอยู่ ขอก่อนไปสามอาทิตย์ได้ ก็ไม่ส่งมา ก็โทรไปตามส่งมาให้ปรากฎว่าก็ยังล็อกอยู่แจ้งไป ส่งรหัสใหม่มาให้ก็ยังไม่สามารถปลดล็อกได้อยู่ดี จนเราถอดใจกลับเมืองไทยก็ซื้อเครื่องถูกๆมาใช้ไปพลางๆ ตอนนี้กำลังจะกลับบ้านอีกรอบ ก็ให้แฟนไปติดต่ออีกเพราะแฟนก็อยากใชเครื่ืื่องที่เขามีระหว่างที่อยู่เมืองไทย คราวนี้ TMobile บอกว่าไม่สามารถรับปากได้ว่าจะหารหัสให้เราได้ไหมเพราะเขาต้องขอไปที่บริษัทที่ผลิตเครื่อง เราก็เซ็งๆ เราว่าจริงๆเขาไม่อยากให้เราปลดมากกว่าละมั้ง สรุปไปแจ้งขอมาสองอาทิตยืแล้วก็เงียบหายไปตามระเบียบ เราเองก็ไม่ใช่คนมีความรู้เรืื่องโทรศัพท์ไม่งั้นคงหาวามารปลดเองได้ ถ้าเป็นเมืองไทยคงมีร้านที่รับปลดได้อยู่
สรุปก็คือที่นี่มันไม่ได้เสรีเหมือนเมืองไทยที่มีตลาดมือถือมากมายทั้งมือหนึ่งมือสอง หรือซื้อเครื่องกับศูนย์ก็ไม่มีการล็อกเครื่องแต่อย่างใด เครื่องมือสองนะมีแต่ก็คือซื้อตามอินเตอร์เนตพวก ebay มันไม่มีแบบ MBK หรือตลาดมือถือมือสองอื่นๆแบบเมืองไทย หรือร้านขายมือสองเราก็ไม่เคยเห็นจริงๆ เพราะเราเองถ้าจะซื้อบางรุ่นเช่น iPhone ที่ไม่มีสัญญาเราก็ซื้อ ebay เช่นกัน พูดเรืื่อง iPhone แล้วก็ต่อเลยเพราะเป็นอะไรทีี่เพื่อนถามกันเยอะ อยากให้ซื้อมา ประเภทซื้อที่นี่เท่าไร ยังไง ถูกไม๊ iphone เอาจริงๆเลย ถ้าซื้อที่นี่มีผู้ให้บริการรายเดียวที่มี deal กับ apple คือ At&t ซื้อไอโฟนโดนบังคับให้มีสญญาสองปีกับ At&t ราคาเครื่องก็อยู่ประมาณ $199
iPhone 4 ตอนนี้ เครื่อข่ายอื่นๆที่นี่เช่นที่เราใช้ไม่สามารถใช้ไอโฟนได้ อย่างถูกต้อง จริงๆเราเองก็ใช้แต่เราซื้อเครื่องที่ปลดล็อกแล้วจากอีเบย์ 3gs มาก็ประมาณสามร้อยกว่าเหรียญเป็นมือสอง ซึ่งมันแพงกว่ามากถ้าเทียบกับซื้อตรงจากแอปเปิ้ลหรือ At&t แต่ว่าเราไม่ต้องการมีสัญญาสองปีนี่นาทำไงได้ เครื่องมือหนึ่งไม่ล็อกตามอีเบย์ก็อยู่ราวๆ $500-600 สำหรับ 3gs iPhone4 ก็จะแพงไปเป็นแปดร้อยถึงพันเหรียญ ซึ่งถ้าซื้อทางเนตเมืองไทยก็สั่งได้เช่นกัน เพียงแต่ผู้ขายบางรายอาจไม่ส่งของอินเตอร์คือส่งแค่ในประเทศ ดังนั้นก็ลองดูว่าราคาขนาดนี้ถูกกกว่าซื้อในเมืองไทยไม๊ เราเองก็ไม่ทราบว่าคนที่ขายเครื่องใหม่ไม่ล็อกเขาเอาเครื่องไอโฟนมาจากไหน แต่คนธรรมดาอย่างเรา หาไม่ได้ก็คือหาได้ทางเนตแล้วจ่ายแพงสถานเดียว คิดดูซื้อมีสัญยาแค่ร้อยเก้าเก้า แต่ไม่ล็อกปาเข้าไปพันหนึ่ง
บางคนอาจได้ข่าวเช่นกันว่าในอนาคตไม่รู้้แค่ไหน iphone จะสามารถใช้กับเครื่อข่ายอื่นๆมากขึ้นอันนี้หมายถึงในอเมริกา ที่คนพูดกันมากคือ verizon ซึ่งเป็นเครือข่ายที่นิยมมากที่นี่เพราะสัญญาณแรงแต่ว่ามันเป็นแบบ CDMA คือไม่ใช่ซิม ใชจูนอย่างเดียว ก็มีเสียงเรียกร้องมากอยากให้ไอโฟนใช้ได้กับเครือข่ายนี้ แต่เราว่าสุดท้ายมันก็ต้องมีสัญญาอีกอยู่ดีละ เพราะมันเป็นระบบของโทรศัพท์ที่อเมริกา ที่ชอบบังคับผูกมัดผู้บริโภค บางคนถามว่ามาอเมริกาควรเอามือถือจากเมืองไทยมาไม๊หรือมาซื้อที่นี่ จริงๆมันก็แล้วแต่นะ แต่ว่าถ้ามาอยู่แค่ไม่นานไม่กี่เดือนเอาเครื่องมาด้วยก็ดี กลับไปก็ไม่ต้องเสียเวลาเอาเครื่องที่นี่ไปปลดล็อก ก็แค่ซื้อซิมแล้วก็จ่ายเติมเงินเอา เพราะส่วนมากพวกเป็นแพลนๆที่นี่มักจะผูกพันยาว แต่ถ้าคิดมาอยู่ยาวๆก็มาซื้อที่นี่ก็ได้เพราะถ้าทำสัญยาพวกสองปี จะได้เครื่องราคาถูกกว่าเมืองไทย หรือได้เครื่องฟรีๆ ถ้าถามว่าค่าโทรศัพท์ของที่นี่กับเมืองไทยที่ไหนถูกกกว่าอันนี้หมายถึงมือถือ เราว่าพอๆกัน แต่ถ้าแบบเป็นครอบครัวที่นี่มักมีแพลนแบบครอบครัวห้าเบอร์อะไรประมาณนั้น โทรหากันฟรีตลอด หรือได้เครื่องกี่เครื่องฟรีแล้วแต่โปรโชมั่นก็ถูก แต่ตัวเราเองกับแฟนก็ตกเดือนละห้าสิบเหรียญต่อคนก็ประมาณพันห้าโทรได้กี่นาทีจำไม่ได้ เราว่ารวมๆก็ไม่ต่างจากเมืองไทย
plew July 4th, 2010
เรื่องที่จะเล่าวันนี้คงเป็นอีกหนึ่งความประทับใจทีี่ยากจะลืมจากประสบการณ์ที่ได้จากการอยู่ที่นี่ “อเมริกา” เริ่มเรื่องดีกว่าปกติเราเองเป็นคนที่ชอบนาฬิกามากๆแต่ก็ไม่ได้มีมากมาย เรื่องก็คือนาฬิกาเราเรือนหนึ่งถ่านหมด บวกกับเพิ่งถอยนาฬิกาใหม่มาอีกเรือนซื้อทางอินเตอร์เนตมันก็เลยต้องเอาไปตัดสายเพราะเรามันพวกไซส์เล็ก ข้อมือเล็กมากๆ ก็เลยมีนาฬิกาสองเรื่อนที่ต้องทำ เราเองก็ไม่เคยซ่อมนาฬิกาอะไรที่นี่มาก่อน ถ้าเป็นเมืองไทยก็บ่อยเลยพวกเปลี่ยนถ่าน อะไรนิดๆหน่อยๆ แฟนเราเองเป็นคนไม่ใส่นาฬิกาเขาก็เลยไม่รู้เหมือนกันว่าซ่อมที่ไหนดี จริงๆเราอยู่ดาวทาวน์ซานฟรานซิสโก มันก็น่าจะหาร้านซ่อมไม่ยาก แฟนก็เสริชหาในเนตว่ามีที่ไหนใกล้ ก็ปรากฎว่าส่วนมากก็ไปทางด้านยูเนี่ยนแสควร์ จริงๆถ้าเทียบกับกรุงเทพเทียบกันไม่ได้เพราะกรุงเทพเราร้านซ่อมมากมายทั้งริมถนนท้ั้งในร้าน ในห้าง หรือศูนย์ แต่ที่นี่น้อยทั้งๆที่ซานฟรานมันก็เมืองไม่ใช่เงียบๆ เรากับแฟนก็เอร้านอื่นๆก็ไม่รู้ยังไง ก็นึกถึง Macy’s ขึ้นมา สาขายูเนียนแสควร์ซีึ่งเป็นสาขาใหญ่คนตรึม แฟนกับเราบอก Macy น่าจะดีเพราะซ่อมในห้าง และก็ไม่ต้องหาให้วุ่นเพราะคุ้นกับห้างอยู่แล้ว ก็ไป Macy’s
ไปถึงก็มีพนักงานผู้หญิงน่าจะเป็นลาติโน เราก็ถามตัดสายเรือนเท่าไร เปลี่ยนถ่านเท่าไร เขาก็ขอดูนาฬิกา ก็บอกตัดสาย $40 เปลี่ยนถ่านอีก $60 เรากับแฟนมองหน้ากันเลย โหแม่เจ้าแค่เนี้ยแพงมากๆ ตอนนั้นคิดถึงเมืองไทยขึ้นมาอีกแล้ว แม่เจ้าเราเปลี่ยนถ่านบ่อยๆ ถ่านแบบดีของสวิสใช้ได้สองปีเลยมั้งแค่สามร้อยบาทไทย เราก็ว่าแพงแล้วน่า นี่พันห้าพันหกบาท ตัดสายก็เป็นพันบาท บ้าฉิบ แต่แฟนก็บอกร้านอื่นก็คงไม่ถูกกว่ากันเท่าไร แล้วอือข้างนอกก้ไม่รู้ว่าจะทำดีป่าว ขี้เกียจเดินหาด้วย ก็ตกลงทำ เราก็ถามว่านานไหม เธอบอกสิบนาทีก็เสร็จให้เรารอไม่ต้องไปไหนเพราะตัดสายแล้วจะได้ลองดูด้วยว่าพอดีไหม เราก็สิบนาทีรอไม่มีปัญหา เธอก็เอาเข้าไปทำ เราก็งงนิดหน่อยเพราะดูหน้าตาคิดว่าแค่มารับเรื่อง คิดเงิน คิดว่ามีคนอืื่นทำ เพราะดูหน้าตาไม่น่าจะทำเป็น แต่ก็ไม่ได้อะไร ปรากฎว่าสิบนาทีก็แล้ว สิบห้าก็แล้วเราก็เห็นทำอยู่ สรุปประมาณสี่่สิบห้านาทีที่เรารออยู่ตรงนั้น ตอนทำเราก็เห็นเพราะมันเป็นห้องกระจก เราไม่เห็นเธอใส่แว่นขยายหรือไม่รู้เรียกว่าอะไรที่ช่างซ่อมนาฬิกาเขาจะใส่ตอนซ่อม เพราะบางชิ้นส่วนมันเล็กมากๆ
เธอออกมาพร้อมนาฬิกาสองเรือนของเราก็ลองเรือนตัดสาย จริงๆมันใหญ่ไปข้อหนึ่งได้ แต่เราก็เออเผืื่ออ้วนก็โอเค จริงๆเราเองไม่ได้เป็นคนเรื่องมากจู้จี้อะไร ที่นี่เรือนเปลี่ยนถ่านเธอก็วางไว้บอกเสร็จแล้ว แล้วก็เดินไปเครื่องเตรียมจะคิดเงิน เราก็หยิบนาฬิกาเรือนเปลี่ยนถ่านมาดูปรากฎว่ามันไม่ได้ตั้งเวลาเพราะเวลามันผิดไปมากๆ คือคนละเรื่องเลย เราก็ไม่ได้คิดอะไร ก็คิดว่าคงลืมตั้งมั้ง ก็ส่งให้แฟนบอกตั้งเวลาซิ ปรากฎว่าแฟนยังไม่ได้ทำอะไร แค่จับเม็ดมะยมแค่นั้น เม็ดมะยมหยุดลงมากองกับพื้นเลย แฟนกับเราก็งงเลย เพราะปกติถ้านาฬิกาไม่พังเม็ดมะยมมันแข็งมาก ไม่มีทางจะหลุดมาง่ายๆนอกจากอะไรบางอย่างมันหักข้างใน หรือใช้เครื่องมือดึงมันแรงๆออกมา เราก็บอกเฮ้ยอะไรเนี่ย สองคนพนักงานผู้หญิงที่เป็นคนทำกับผู้ชายคงเป็นหัวหน้าออกมาดูแล้วเอานาฬิกาเข้าไปเช็ค มันออกมาบอกนาฬิกาพัง คุณสองคนทำอะไร มันโทษเราว่าเราเป็นคนทำนาฬิกาเราเองพัง ทั้งๆที่เราแตะแค่ไม่ถึงนาทีด้วยมือเปล่า
แฟนบอกก็ดูซินาฬิกาไม่ได้ตั้งเวลาก็เอามาดูแค่จับเม็ดมะยมไม่ได้ดึงอะไรเลยก็หลุด มันก็บอกนาฬิกาตั้งเวลามาแล้ว เราบอกดูซิดูซินี่หรือตั้งเวลามาแล้ว เพราะเวลามันคนละเรื่อง ไอ้คนผู้ชายบอกผมเห็นเขาตั้งนะ หมายถึงผู้หญิง เราบอกแน่ใจเหรอว่าเห็น มันก็เงียบ เพราะมันชัดๆอยู่ว่าไม่ได้ตั้ง มันก็บอกเราไปเปลี่ยนเวลารึป่าว เราบอก ฉันก็ยืนอยู่ตรงนี้ ก็อยู่ด้วยกันกับแม่คนซ่อม แค่เธอหันหลังไปเครื่องคิดเงินไม่ถึงนาทีฉันจะทำมันพังเลยรึ ตอนแรกแฟนเราพูด แต่ด้วยความโกรธที่มันไม่ยอมรับว่ามันทำนาฬิกาเราพัง แล้วยังโทษลูกค้าอีก บวกไม่แสดงความรับผิดชอบหรือขอโทษอะไร เรางี้พรั่งพรูสุด ที่ทำให้เราโกรธมากๆคือ แฟนเราถามแล้วยังไงนี่ใครจะซ่อม มันบอกมันไม่ซ่อม มันไม่รับผิดชอบ ต้องส่งไปซ่อมสำนักงานใหญ่ แล้วแฟนถามใครจ่ายมันบอกมันไม่จ่าย เราปี๊ดแตกมากๆ ค่ราวนี้เราพูดเองเลย เราบอกนาฬิกาเรือนนี้เราซื้อมาไม่ใช่ถูกๆ โอเคมันไม่ใช่ rolex หรือ Cartier หรือสุดยอดไฮเอนด์อะไร แต่มันก็เป็นแบรนด์ดีคนทำนาฬิกาก็ต้องรู้ ซื้อมาเป็นพันเหรียญ ซื้อมามือหนึ่งในห้างมีใบรับประกันครบ ไม่เคยเปลี่ยนถ่านมาก่อน ไม่เคยเปิด ไม่เคยซ่อม เพราะอายุแค่ไม่ถึงสองปี บวกใส่น้อยมากเก็บอย่างดี นี่เป็นการเปิดเปลี่ยนถ่านครั้งแรก เพราะฉนั้นก่อนมานาฬิกาเราสภาพเกินร้อยเปอร์เซ็น แล้วถ้าคุณซ่อมนาฬิกาเป็น คุณเป็นมืออาชีพคุณก็รู้อยู่แล้วว่าไอ้เม็ดมะยมนะมันไม่ใช่จะกระชากหลุดกันด้วยมือเปล่า เพราะการใช้งานจริงๆเวลาตั้งนาฬิกามันก็ต้องดึงแรงพอสมควรเลยละสำหรับนาฬิกาเกรดนี้ ใครเขาจะมาทำหลวมแบบเรือนละหลักสิบเหรียญหรือแม้นาฬิกาถูกๆใช้มือเปล่าดึงมันยังไม่หลุดเลย ซ่อมนาฬิกาเป็นจริงหรือ มันก็อึื้ง แต่ก็ยังไม่ขอโทษ
เถียงกันนานมาก เสียงดังด้วย คนเดินในห้างก็มอง เพราะมันไม่ยอมรับท่าเดียวว่ามันผิด แล้วก็พูดซ้ำๆว่าเราเป็นคนทำพัง สุดท้ายแฟนบอกงั้นจะไปฟ้อง Macy หรือร้องเรียนให้หมด มันบอกจริงๆร้านนี้ไม่ใช่ของ Macy โดยตรงเป็นร้้านมาเช่าที่แต่ก็มีหลายสาขาสำนักงานใหญ่อยู่ Ohio พอขู่มากๆมันก็เริ่มอ่อนลงบอกจะส่งไปซ่อมที่สำนักงานใหญ่แล้วเราไม่ต้องเสียเงิน ใช่้เวลาหกอาทิตย์ ซึ่งมันนานมากๆ ก็เขียนใบรับงานแฟนก็ให้ระบุเลยว่าเป็นการซ่อมฟรีเพราะพนักงานทำพังเอง ตอนนั้นก็ไม่รู้จะทำยังไงก็โอเคหกอาทิตย์ วันนั้นเซ็งมากๆ จริงๆนาฬิกาเรือนนี้ แฟนซื้อให้เซอร์ไพรส์หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน เพราะเขารู้ว่าเราชอบไปเดินห้างด้วยกันเราก็ดูบ่อยๆ แต่ไม่ได้คิดจะซื้อเพราะเสียดายเงิน แต่แฟนก็ซื้อมาให้ จนได้
หลังจากนั้นหกอาทิตย์พอดี ก็คือไม่ได้รับการติดต่อใดๆ เราก็ให้แฟนโทรไปตามว่าไปรับได้รึยัง ปรากฎว่าโทรไปผู้หญิงรับไม่รู้คนที่ทำพังรึป่าว ก็ให้แฟนเรารอสายนานมากๆ สุดท้ายบอกขอค้นเรื่องสิบห้านาทีจะโทรกลับ ปรากฎว่าสิบห้าก็แล้วชั่วโมงก็แล้วก็ไม่โทรกลับ แฟนก็โทรกลับไป เอาอีกให้รอสายนานมาก สุดท้ายบอกนาฬิกาไม่ได่อยู่ที่นี่ หาไม่เจอ ไม่รู้ตอนนี้อยู่ที่ี่ไหน แฟนเราด่า ด่า ด่า เลยแล้วก็บอกจะฟ้องแล้ว ทุกหน่วยงานที่ฟ้องได้ เอาเรื่องให้ถึงที่สุด มันก็ได้แต่บอกมันไม่รู้ว่าจะทำยังไงจริงๆ วางสายมาเราบอกเขาทำงานกันยังไงใบรับ เลขรับงานก็มีเขาไม่มีระบบจะเช็คงานอะไรเลยรึว่าตอนนี้ของมันไปอยู่ที่ไหน พูดได้แต่ไม่รู้ไม่รู้ท่าเดียว โทรไปเช็คที่สำนักงานใหญ่ก็ไม่โทร ไม่ทำอะไรทั้งนั้น คือไม่รู้ว่ามันโง่หรือมันเลว ต้องขอด่าแรงๆหน่อยเพราะสุดยอดจริงๆ ไม่คิดมั้งว่าคนที่เป็นเจ้าของจะรู้สึกยังไง ว่าตอนนี้นาฬิกาอาจจะหายไปแล้วด้วยซ้ำ
แฟนก็เลยเสริชหาชื่อบริษัทแล้วกดเบอร์โทรไปที่สำนักงานใหญ่ โทรไปไม่มีคนรับ ตัดเข้าเครื่องตอบรับตลอด กดประมาณเจ็ดรอบสุดท้ายไปติดที่ฝ่ายบุคคลรับแล้วก็บอกว่าจะโอนไปฝ่ายบริการ โอนไปก็ไปเข้าเครื่องตอบรับอีก น่าโมโหมากๆ โทรไปใหม่ไปเจอฝ่ายบุคคลอีก แฟนบอกถ้าคร่าวนี้โอนไปแล้วไม่มีคนรับหรือไปเข้าเครื่องตอบรับอีกคร่าวนี้เป็นเรื่องนะ ไม่งั้นเรียกคนที่ใหญ่ที่สุดในนั้นมาคุยเดี๋ยวนี้ คร่าวนี้มันก็โอนไปที่ผู้หญิงที่เป็นคนดูแลเรื่องนี้ แม่มทำไมไม่โอนให้แต่แรกไม่เข้าใจ ผู้หญิงที่ดูแลเรื่องรับสายก็ขอเลขรับงานก็ให้ไป เธอบอกนาฬิกายังซ่อมไม่เสร็จ เพราะไอ้โน้นก็พัง ไอ้นี่ก็พัง เรายืนฟังแฟนคุยโทรศัพท์ตลอด งงมากๆ แฟนบอกอะไรกันนี่ ตกลงไอ้สองคนที่ Macy มันทำอะไรกับนาฬิกาเพราะจริงๆเดิมมันไม่ได้เป็นอะไร ต่อมามันทำเม็ดมะยมพัง คร่าวนี้บอก เสียหลายรายการ แล้วก็บอกว่าหกอาทิตย์เสร็จซึ่งมันก็นานมากอยู่แล้ว นี่โทรมาบอกไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไร ไม่รอแล้วให้จ่ายค่าชดใช้เท่ากับราคานาฬิกา เพราะไม่รู้ว่าซ่อมมาแล้วสภาพจะเหมือนเดิมไหม ขอเรียกว่ามันแล้วกัน มันก็บอก กำลังรออะไหล่อยู่ยังไม่ได้ ขอเวลาอีกหนึ่งอาทิตย์ถ้าไม้ได้จะคืนเงิน แล้วอีกอาทิตย์จะโทรมาแจ้งความคืบหน้า
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปเช่นเดิม ไม่มีหมาตัวไหนโทรมาทั้งสิ้น ต้องโทรไปด่าอีกตามเคย ปรากฎว่ามันบอกอะไหล่ยังไม่มา แต่จะมาในอีกสามวันแน่ๆ รับรอง แฟนเราบอกเอาละ ให้เวลาแค่สิ้นเดือนคือประมาณสองอาทิตย์ต้องได้รับน่ฬิกาในสภาพสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็น ไม่งั้นต้องชดใช้ค่าเสียหาย ถ้าไม่ได้นาฬิกาหรือเช็คภายในสิ้นเดือน จะร้้องเรียนไปทุกที่แล้วเขียนประจานในอินเตอร์เนตด้วย มันก็รับปาก
อีกสามวันสิ้นเดือนผู้หญิงคนเดิมที่สำนักงานใหญ่ก็โทรมาฝากข้อความว่านาฬิกาเสร็จแล้ว ส่งไปแล้วจะได้รับภายในวันนั้นวันนี้ แล้วบอกว่าจะให้ผู้จัดการสาขาที่ Macy โทรมาบอกเราถ้านาฬิกามาถึง ครบวันที่บอกว่านาฬิกาควรมาถึง เพราะระบบการส่งพัสดุมันเช็คได้อยู่แล้วว่าของไปถึงไหน ปรากฎก็ไม่มีหมาตัวไหนโทรมาอีกเช่นเคย เราก็รอจนบ่ายของอีกวันก็ไม่มีใครโทร เราเลยให้แแฟนโทรไป แฟนเบื่อมากไม่อยากโทร คร่าวนี้โทรไปผู้หญิงที่แมซี่รับบกว่าให้มารับได้เสร็จแล้ว เราก็เป็นคนไปรับเอง เรางี้ไม่อยากไปเลยเพราะไม่อยากที่ต้องเจอหน้าไอ้สองคนที่ Macy ไปคนเดียวก็เจอผู้หญิงอีกคนคนใหม่ก็เอานาฬิกามาให้ ตรวจดูก็โอเค ไอ้ผู้ชายอยู่ในร้านไม่ยอมมองหน้าเราเลย เออฉันก็เกลียดแกเหมือนกันว้อย ไม่มีคำขอโทษใด ช่างมันได้นาฬิกากลับมาก็ดี
สรุปแค่เอานาฬิกาไปเปลี่ยนถ่านธรรมดา มันทำนาฬิกาพังเลย แล้วใช้เวลาซ่อมสองเดือนกว่าๆ ไม่ขอซ่อมอะไรที่นี่อีกแล้ว วัฒนธรรม พังแล้วท้ิง เพราะจากประสบการณ์ทั้งเครื่องซักผ้า เฟอร์นิเจอร์ มันซ่อมไม่ได้ซักอย่าง บวกแพงมหาโหด ฮ่า ฮ่า Welcome to America เซ็งเป็ด
plew May 17th, 2010
ห่างหายจากการอัพเดทบล็อกไปนานเลย เพราะยุ่งๆกับเรื่องเรียนบวกกับไม่มีมุขจะเขียนด้วยแหละ แต่พอดีสองเดือนก่อนเสริชหาข้อมูล เปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินจากซานฟรานซิสโกไปกรุงเทพ แล้วก็กรุงเทพกลับไปซานฟราน จริงๆแล้วสำหรับตัวเองก็ไม่ใช่ว่าเพิ่งเดินทาง เดินทางไปๆมาๆมาแล้วก็หลายรอบ แต่ว่าที่ผ่านมาไม่เคยได้ลองเปรียบเทียบหลายๆสายการบินแบบจริงๆจังๆ เพิ่งมาได้ทำก็รอบบนี้นี้ละ (หมายเหตุหน่อยตอนนี้เรื่องนี้อยู่เมืองไทยวุ่นวายสุดๆ แต่ก็นั่นแหละนะ บ้านเรายังไงก็ต้องกลับไปอยู่ดีละ) หลายรอบที่ผ่านมาเราใช้บริการ EVA, China Air, Cathay Pacific ทั้งสามสายการบินเราก็ว่ารับได้ ราคาก็ไม่ต่างกันมากนักขึ้นอยู่กับช่วงเวลา และโปรโมชั่นด้วย แต่รวมๆ Cathay ค่อนข้างจะดีกว่าอีวาแอร์และไชน่าอยู่พอควร ราคาก็แทบไม่ต่างอย่างที่บอก แถมบางจังหวะคาร์เธย์จะถูกกกว่าด้วยบางครั้ง บอกก่อนว่าเราใช้บริการชั้นประหยัดนี่แหละ ยังไม่วาสนานั่งคลาสแพงซะที เสียดายตังค์
Cathay เบาะจะนั่งสบายกว่าอีว่าและไชน่า และระยะห่างระหว่างแถวจะมากกว่าคือยืดแข้งยืดขาได้มากกว่า ทุกที่นั่งมีจอทีวีส่วนตัว มีหนังเยอะ เกมส์ เพลงโอเคเลยทีเดียว อาหารก็ใช้ได้แต่เราว่าอาหารทั้งสามสายก็ไม่ต่างกันเท่าไร บริการบนเครื่องอื่นๆไม่ต่างกันมากเช่นกัน ทั้งสามสายต้องต่อเครื่อง Cathay ต่อที่ฮ่องกง เวลาต่อเครื่องเดินไกลทีเดียว ไชน่ากับอีว่าต่อเครื่องที่ไทเป เราว่าอีว่าดีตรงที่ต่อเครื่องเดินไปอีกเกตไม่ไกลนัก แต่เราเบื่อทั้งสองสายตอนไฟลท์ยาวไม่มีจอส่วนตัว ต้องดูจอรวม ไม่รู้ตอนนี้ปรับปรุงรึยัง ราคารวมๆทั้งสามสายยู่ที่ประมาณหนึ่งพันเหรียญอันนี้ืคือไปกลับ ถ้าจังหวะดีๆอาจได้แปดหรือเก้าร้อย เวลาจองให้เช็คราคาหลายๆวัน เพราะบางทีเืล่อนขึ้นหรือลงแค่วันเดียวราคาต่างกันเป็นร้อยเหรียญก็มี อีกข้อดีของทั้งสามสายนี้คือมีเวลาตารางบินให้เลือกมากหน่อย ทั้งสามสายจะบินเกือบตรงข้ามแปซิฟิกตรงไปฮ่องกง หรือไทเป ที่เขียนตรงนี้ไม่ใช่อะไรเดิมทีเราคิดทุกสายก็คงบินรูทเดียวกันจริงๆแล้วไม่ใช่ ซึ่งตรงนี้มีผลต่อชั่วโมงบินโดยรวมด้วย รวมๆก็อยู่ช่วงสิบเก้าชั่วโมง
ก่อนจองตั๋วรอบนี้เราก็คิดถึงการบินไทยขึ้นมา แต่เรารู้อยู่แล้วว่าการบินไทยไม่มีบินมาซานฟรานซิสโกมีแต่บินไปแอลเอ แต่ก็ลอง แป็บ หาๆดูปรากฎว่าจากซานฟรานเราบินการบินไทยกลับกรุงเทพได้ แต่ต้องนั่งเครื่องยูไนเต็ดหรือเดลต้าไปลงที่แอลเอซึ่งเค้าร่วมกับการบินไทยแล้วนั่งการบินไทยตรงไปกรุงเทพเลย เราเองก็เกือบจองแล้ว เพราะตอนแรกก็ดูว่าเออนั่งจากซานฟรานไปแอลเอก็แป็ปเดียวเอง จากนั้นก็บินยาว ตอนแรกโทรไปถามการบินไทยที่แอลเอ ราคาแพงมากพันแปดพันเก้า พนักงานบอกจองกับเอเจนท์จะถูกกกว่ามาก เขาก็ให้เบอร์เอเจนท์สองเจ้าที่เป็นคนไทยอยู่ในแอลเอ ก็โทรไปถามเจ้าแรกแพงกว่าและบอกว่าต้องนอนค้างแอลเอเพราะต่อเครื่องไม่ทัน เราก็งงเพราะจริงๆเราหาในเว็ปไซต์ขายตั๋วอื่นๆก็ต่อเครื่องทันทั้งนั้น ก็ลองโทรไปอีกที่ชื่อสตาร์ทัวร์ ใส่ขื่อบริษัทให้เพราะเค้าพูดจาดีบริการดี เค้าบอกมีไฟลท์ต่อเครื่องทันเลยรอต่อเครื่องแค่สองชั่วโมงราคาอยู่ที่พันสองเกือบพันสามร้อยเหรียญ เราก็เอยังไงดี เพราะราคาก็แพงกว่าคาร์เธย์ซึ่งจองได้แค่พันหนึ่งกว่าๆ แต่เค้าก็ว่าการบินไทยบริการดีกว่า ก็เกือบจองแล้ว ปรากฎว่ามาเช็คกับแฟนเครื่องที่การบินไทยใช้ในไฟลท์ที่เราจะไปเป็นเครื่องเก่าไม่มีทีวีส่วนตัว บวกรวมชั่วโมงบินนานกว่าสายอื่นๆ เพราะบินขากแอลเอจะตัดลงไปทางใต้ของแปซิฟิกแล้วเข้ากรุงเทพซึ่งระยะทางยาวกว่า บวกการบินไทยเครื่องออกค่ำ ไปถึงกรุงเทพอีกวัน ขณะที่สายอื่นๆถงกรุงเทพประมาณห้าทุ่ม บวกเอเจนท์บอกต้องรีบจ่ายเพราะการบินไทยจะขึ้นราคาเดือนหน้า ตอนนี้เขาก็ขึ้นราคาแล้วจริงๆ
ตอนนั้นก็ยงไม่ปลงใจเลือกที่ไหน ก็หาตามเว็ปขายตั๋วใหญ่ๆหลายที่เช่น Expedia, vayama ก็มาเจออีกสายการบินที่ไม่ได้เคยคิดมาก่อนก็คือ Korean Air วันที่เรากำหนดโคเรียนแอร์จะราคาถูกที่สุดคืออยู่ที่ เก้าร้อยหกสิบเหรียญไปกลับ แล้วเราก็บินสองคนมันก็แบบว่าประหยัดไปเยอะทีเดียว แต่เราก็ไม่เคยใช้บริการมาก่่อนไม่รู้ดีป่าว และข้อเสียของการบินไปกลับกรุงเทพ ซานฟรานกับ Korean Air คือขาบินกลับจากกรุงเทพมาซานฟราน รอเปลี่ยนเครื่องนานมากๆ คือประมาณเก้า ถึงสิบชั่วโมง ทีเดียว บวกถ้าเปลี่ยนตั๋วหรือเลื่อนวันเดินทางต้องเสียคนละหนึ่งร้อยเหรียญ ในขณะที่สายการบินอื่นๆเช่น อีว่า ไชนา หรือการบินไทยจะไม่ชาร์ตตรงนี้ สำหรับ Korean Air สายการบินนี้ก็ชัดเจนจากซานฟรานไปต่อเครื่องที่โซล แล้วก็ไปกรุงเทพ ที่แฟนชอบคือชั่วโมงบินน้อยกว่าพวกที่บินไปฮ่องกง หรือไทเป เพราะสายนี้จะบินขึ้นไปทางใกล้ขั้วเหนือแล้วลงมาที่เกาหลี เพราะเกาหลีเค้าก็เป็นประเทศโซนบนๆอยู่แล้ว สายการบินอื่นๆเช่นเจแปน หรืออื่นๆที่บินจากซานฟรานไปต่อเครื่องที่โตเกียว ญี่ปุ่นจะใช้เส้นทางเดียวกัน คือบินขึ้นทางเหนือแล้วลงมานิดนึงจอดที่โซลหรือโตเกียว สองประเทศนี้มันใกล้กันจะตาย พวกสายพวกนี้จะใช้เวลาสั้นกว่าประมาณชั่วโมงกว่าๆ แต่เจแปน แอร์ไลน์ก็ราคาแพง แฟนเคยใช้บริการบอกดี แต่ประหยัดเงินไว้ดีกว่า
นอกจาก Korean Air หรือ Japan ก็มี United air กับ Delta ที่มีเที่ยวบินจากซานฟราน กรุงเทพ ทั้งสามสายต่อเครื่องที่นาริตะ โตเกียว ราคาของยูไนเต็ดกับเดลต้า จริงๆไม่แพงด้วยใกล้เคียงกับอีว่า ไชน่าเลย คือพันหนึ่ง พันสอง แต่เรากับแฟนบอกตรงๆเข็ดบริการของสายการบินอเมริกัน ไม่รู้สิสายอินเตอร์อาจจะดี แต่ในประเทศนี่ห่วยมาก เลยไม่อยากใช้ นอกจากนี้ก็มีฟิลิปปินส์ แต่มีแต่คนบอกว่าห่วยที่สุดแล้ว ก็ควรจะตัดอกไป ที่เหลือก็มีสายการบินอื่นๆที่ต้องต่อเครื่องสองต่อ เช่นสิงคโปร์ แอร์ไลน์ เดิมทีเราสนใจเพราะอย่างที่รู้ๆว่าเป็นหนึ่งในสุดยอสายการบิน แต่ว่าจากซานฟรานไปกรุงเทพ ต้องเปลี่ยนเครื่องที่สิงคโปร์หนึ่งรอบ แล้วก็มาเปลี่ยนที่อีกเมืองเราไม่รู้ว่าเป็นสนามบินในจีนหรือที่ไหน ดูแล้วก็ไม่ไหวต้องมาเปลี่ยนเยอะ แถมค่าตั๋วก็แพงด้วย ของอิมิเรตก็เช่นกันเปลี่ยนสอง สามรอบบวกค่าตั๋วแพงมัก มัก เมื่อไรจะรวยนะเราจะได้นั่งชั้นหรูๆ สบายๆซะที ก็บินกลับเมืองไทยทีนะนานเกือบยี่สิบชั่วโมง อีกอย่างที่ควรเช็คคือหลายๆสายการบอนก็จะโฆษณาว่าหรูเลิศ แต่จองแล้วบางทีเครื่องรุ่นที่เราบินอาจไม่มีอะไรเลย หรือเก่าตกรุ่น ดูโฆษณาบอกมีจอส่วนตัวเก้าอี้นั่งสบายเอาจริงได้เครื่องรุ่นเก่า ก็ต้องแอบเซ็งเพราะผิดหวัง
ยังไงใครกำลังดูๆเรื่องตั๋วอยู่แนะนำให้ดูไว้เนิ่น เปรียบเทียบหลายเว็ป หลายสาย แล้วก็หลายๆวันถ้ามีทางเลือก ก็จะประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้พอสมควร ยิ่งโลกเรามันยุ่งวุ่นวายเข้าไปทุกวันเงินทองก็หายากเข้าไปทุกที เอหรือโลกมันจะใกล้จะแตกแล้วก็ไม่รู้นิ
plew April 3rd, 2010
วันนี้มาเขียนเรื่องโทรศัพท์จากต่างประเทศกลับเมืองไทย ที่มาเขียนเรื่องนี้เพราะสองอาทิตย์ก่อนเพื่อนที่อยู่อังกฤษซึ่งก็คุยกันประจำอยู่แล้วแนะนำบริการโทรศัพท์ทางไกลต่างประเทศแบบถูกและสะดวกมากๆมาให้ คือ Rebtel.com Cheap International Calls with Rebtel - Save up to 90% Use Rebtel instantly to save money on long distance calling!
เราก็เออฟังดูน่าสนใจเพราะปกติเราเองใช้ Skype เวลาโทรกลับบ้านซึ่งต้องต่อคุยทางคอมพิวเตอร์แล้วก็เสียนาทีละเกือบ $0.25 โทรคุยกับเพื่อนบางทีหมดไปเลยสิบเหรียญ ก็เลยคิดว่าเออลองตัวนี้ดูสิเพราะยังไงเขาก็ให้ทดลองใ้ฟรีก่อนอยู่แล้ว เราก็เลยเข้าไปทดลองตามลิงค์ที่เพื่อนส่งมา เพราะถ้าเราคลิกจากลิงค์ที่เพื่อนส่งมาให้เพื่อนจะได้ค่าแนะนำโทรฟรีสิบเหรียญถ้าเราแอดเงินกับบริษัท เราลองโทรฟรีก่อนใช้งานก็ไม่ยากเริ่มแรกก็ลงทะเบียน user password อะไรปกติแล้วเขาจะให้เรากรอกว่าเบอร์อะไรที่เราจะในการโทรออกเพราะเขาจะได้แปลงเบอร์ที่เราจะโทรไปให้เป็นรหัสพื้นที่เดียวกัน
เราก็ใส่เบอร์มือถือเราไป เสร็จแล้วเราก็กรอกเบอร์ที่เมืองไทยที่เราจะโทรไปก็ใส่รหัสให้ครบ เขาจะมีช่องให้ใส่ชื่อหรือรายละเอียดของคนที่เราจะโทรไปหาเหมือน address book พอใส่เบอร์เมืองไทยแป๊ปเดียวเว็ปก็แปลงเบอร์เมืองไทยให้เป็นเบอร์ซานฟรานเลย แล้วก็บอกว่าต่อไปนี้ถ้าต้องการโทรหาคนนี้ที่เมืองไทยก็กดเบอร์นี้ได้เลยเป็นเบอร์ประจำ เออดีแฮะเราก็กดเมมไว้ในมือเราเลยเหมือนบันทึกเบอร์ปกติเลย แล้วก็กดโทรออกจากมือถือ แรกเลยจะมีเสียงที่ต่างจากการโทรในท้องที่ปกติคือขอกว่าเรากำลังโอนสายให้คุณหลังจากนั้นคือเร็วมากวินาทีได้ก็เหมือนรอสายทั่วไปคือแม่เราก็รับสายคุยกันแม่บอกเสียงชัดดี เราก็เลยเออดีแฮะเพราะแปลว่ายังงี้เราจะอยู่ข้างนอกอะไรที่ไหนเราก็โทรหาแม่ได้ไม่ต้องกลับบ้านมาโทรจากคอมเหมือนเคย จริงแล้วSkypeก็ดีและโทรคอมกับคอมฟรีด้วยซ้ำแต่ว่าแม่เรานั้นใช้คอมไม่เป็นปกติถ้าน้องชายอยู่ก็จะต่อให้แม่ แต่ตอนนี้น้องไม่ค่อยอยู่บ้านเราก็ต้องโทรเข้าโทรศัพท์บ้านซึ่งมันไม่ฟรีเหมือนคอมกับคอม
ดูแล้วว่าโอเคเราเลยตัดสินใจเติมเงินเลยเติมไปสิบเหรียญเพราะเป็นขั้นต่ำก็เลือกได้สิบหรือยี่สิบห้า เติมเงินก็ง่ายใช้บัตรเครดิต หรือ paypal ก็ได้เติมเสร็จเขาก็จะส่งใบเสร็จยืนยันมาให้ทางอีเมล์ และในบัญชีของเราก็จะมีรายละเอียดเงินคงเหลือ และรายละเอียดการโทรว่าโทรไปไหนก็นาที นาทีละเท่าไร รวมเป็นเงินเท่าไร โทรกลับเมืองไทยอยู่ที่แค่$0.08 ซึ่งถูกมากๆเลย แต่ที่เราชอบคือความสะดวกมากกว่าบัตรโทรอื่นๆอาจราคาใกล้เคียงแต่เราว่ามันไม่สะดวกเพราะต้องกดรหัสและก็ต้องซื้อบัตร เคยมีบัตรโทรศัพท์ไทยเจ้าหนึ่งมาลองให้เราโทรฟรี แบบว่าสัญญาณห่วยมากๆขาดๆหายๆตลอด ยุ่งยากต้องโทรเข้าศูนย์ก่อนแล้วก็กดรหัสตาม บางทีโทรเข้าศูนย์ก็ไม่ได้เลย Skypeดีกว่าอีก แต่ว่าเสียที่ต้องโทรจากคอม พอเติมเงินเราก็แอดเบอร์เพื่อน เบอร์ญาติเพิ่มไปอีกแล้วก็แมมไว้ในมือถือเลย เพราะมันแปลงเป็นเบอร์ซานรานหมดแล้ว ตอนนี้จะโทรหาใครก็กดโทรง่ายๆ แถมทางเว็ปจะส่งไฟล์เบอร์ใหม่ที่เราแอดมาให้ทางเมล์พอกดดาวโหลดไฟล์ที่แนบมามันจะตรงเข้าไปใน address bookในคอมเราเลยพร้อมกรอกรายละเอรียดชื่อ เบอร์ตามที่เราให้ไว้กับทางเว็ปไซต์ เราแค่กดเซฟก็เสร็จเลย ดังนั้นเลยอยากแนะนำเพื่อนที่ต้องใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้ลองดู เพราะไม่ใช้แค่อเมริกา ไทย แต่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลก
plew December 19th, 2009
คนต่างชาติ ฝรั่ง ญี่ปุ่น และอื่นๆเขาคิดยังไงกับอาหารไทยคนต่างชาติทีพูดถึงก็เป็นคนในอเมริกานี่แหละบังเอิญว่าที่ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่มีผู้คนมาจากหลากหลายชาติ จริงๆก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่แล้วว่าอาหารไทยเรานั้นเป็นหนึ่ง top ten world cuisine เป็นอาหารที่มีอัตราการเติบโตคือเป็นที่นิยมเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แค่ใน San Francisco เองเกือบสองร้อยร้านเห็นจะได้ เยอะมากสำหรับเมืองที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่โตอย่างซานฟรานซิสโก
ที่มาเขียนเรื่องอาหารไทยอีกครั้งเพราะเทอมที่ผ่านมาเราลงเรียนวิชาการผลิตถ่ายทำวีดีโอเพื่อการเรียนการสอนหรือ Instructional Videography และหนึ่งในวิดีโอที่เราทำงานส่ง Thai cooking Show โดยทำต้มข่าไก่ Thai coconut chicken soup โชว์ ปรากฎว่าคนในห้องรวมทั้งอาจารย์ด้วยขอให้เราทำต้มข่าไก่มาในปาตี้วันปิดเทอม ทุกคนสนใจอยากได้สูตรอยากทำ ส่วนมากรู้จักอาหารไทยอยู่แล้ว กินตามร้านบ่อยๆ โดยเฉพาะต้มข่าไก่นี่รู้จักกันอยู่แล้วแทบทั้งนั้น แหมน่าภูมิใจจริงๆที่เรามีวัฒนธรรมและเทคนิคในการทำอาหารที่อร่อยและที่สำคัญใช้เวลาไม่นานในการทำ ทุกคนในห้องบอกเขาคิดว่าอาหารไทยใช้เวลาในการทำนานพอดูวีดีโอเขาบอกว้าวไม่เชื่อเชื่อเลยว่าอาหารไทยที่อร่อยๆจะใช้เวลาในการทำไม่นาน คือถ้าเทียบกับอาหารฝรั่งที่แบบใช้เวลาในการอบหรือเคี่ยวนานๆ
พืชผัก สมุนไพรของเราก็เป็นที่สนใจมากๆ หลายคนสงสัยว่าข่า ตะไคร้นะกินได้ไหม รสชาติเป็นอย่างไร เรื่องบางเรื่องที่เราคิดว่าง่ายๆเช่นน้ำมะพร้าว ต่างกับกะทิยังไง ขอบอกว่าฝรั่งบางคนงงมากระหว่างน้ำมะพร้าวกับน้ำกะทิ coconut milk, coconut cream,coconut juice เหมือนหรือต่างกันอย่างไร อีกเรื่องที่ต่างกันในการทำอาหารคือไทยเราปกติเราไม่ค่อยมีสูตรตายตัวหรือเน้นการชั่งตวงหรือจับเวลา เราแบบใช้ความเคยชิน บวกชิมแล้วปรุงปรุงแล้วชิมกันซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ฝรั่งนี่คือเขาต้องการรู้แน่ๆววัดออกมาว่ากี่ช้อน กี่ถ้วย เราบอกรอจนไก่สุก เขาก็อยากรู้ว่ามันนานกี่นาทีไก่ถึงจะสุกอะไรประมาณนั้น
โดยส่วนตัวเคยทำต้มข่าไก่นี่แหละให้ญี่ปุ่น กับฝรั่งทานทุกคนบอกว่าอร่อย มีอีกหลายเมนูที่มีคนขอให้เราสอนเช่นผัดไทย และพวกแกง แต่ว่าเราทำผัดไทยไม่เก่งทำออกมาไม่อร่อย ฝรั่งคนต่างชาติคิดว่าผัดไทน่าจะทำง่ายกว่าต้มข่า เขาก็งงว่าทำไมเเราทำผัดไทไม่เป็น เราบอกทำนะทำได้แต่มันไม่อร่อย และจริงๆในเมืองไทยก็เหอะหาผัดไทที่อร่อยๆจริงๆไม่ใช่ง่ายบางทีก็มันเกิน บางทีก็แห้งเกิน แหมพูดแล้วก็คิดถึงผัดไทตรงใกล้แบงค์ชาติซะแล้ว
ว่าแล้วเอาวีดีโอที่เราทำมาโชว์ให้ดูดีกว่า ได้เพื่อนสาวแสนสวยมาช่วยแสดง ใครว่างอย่าลืมช่วยกันเขาไปคอมเมนท์ กระตุ้นเรตติ้งกันด้วยนะจ๊ะ
http://www.youtube.com/watch?v=LCeAuU4el7c