Archive for the 'อื่นๆ' Category

โทรศัพท์มือถือในอเมริกา Buy a Cell Phone in the US.

plew July 22nd, 2010


วันนี้มานั่งเขียนเกี่ยวกับเรื่องโทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ในอเมริกากันบ้าง สาเหตุที่เขียนเพราะมีเพื่อนๆในเมืองไทย แบบว่าอยากฝากเราซื้อ iPhone คือถามกันมาหลายคนเกี่ยวกับเรื่องการซื้อเครื่อง iPhone or Blackberry จากอเมริกากลับไปเมืองไทย เพราะส่วนมากจะคิดว่าซื้อเครืื่องโทรศัพท์มือถือที่นี่ถูกกกว่าเมืองไทย ซึ่งจะว่าไปมันก็จริง แต่ก็มีหลายๆอย่างที่มันต่างจากเมืองไทยมากๆที่หลายๆคนไม่เข้าใจ เราเองจริงๆสำหรับเพื่อนก็ยินดีที่จะหิ้วเข้าไปให้แต่มันก็ไม่ใช่ง่ายๆอย่างที่เพื่อนคิด เพราะอะไร

อย่างแรกที่นี่เวลาซื้อเครื่องคือซื้อโทรศัพท์มักหรือเป็นปกติจะต้องซื้อกับผู้ให้บริการเครือข่าย จะไปแบบว่าซื้อเครื่องเปล่าแบบเสรีอย่างเมืองไทยไม่มี แล้วปกติพวกผู้ให้บริการมักจะพยายามหรือบังคับเลยละให้เราต้องมีสัญญาผูกพันส่วนมากจะสองปีว่าจะต้องใช้บริการกับเขา ไม่งั้นค่าเครืืื่องโทรศัพท์จะแพงๆมาก ในขณะที่ถ้าเราเซ็นสัญญาคือจะใช้บริการกับเขาสองปีจะได้เครื่องฟรีในหลายๆรุ่น หรือได้เครื่องในราคาถูกกกว่ามากถ้าเทียบกับไม่มีสัญญา และเครื่ืื่องที่นี่ซื้อมาเครื่ืื่องจะล็อคคือล็อกให้ใช้ได้แค่สำหรับเครื่อข่ายนั้นๆ ถ้าจะปลดก็ต้องขอให้บริษัทส่งรหัสปลดมาให้ ซึ่งดูเหมือนง่ายคือก็ขอให้เขาส่งรหัสมาเราก็ปลดล็อกได้ แต่ในความจริงที่โดนกับตัวเอง ตอนกลับเมืองไทย เราก็อยากใช้เครื่องเดิมกับวิมในเมืองไทย ก็โทรไปขอรหัสปลดล็อกกับ TMobile ซึ่งเป็นเครือข่ายที่เราใช้บริการอยู่ ขอก่อนไปสามอาทิตย์ได้ ก็ไม่ส่งมา ก็โทรไปตามส่งมาให้ปรากฎว่าก็ยังล็อกอยู่แจ้งไป ส่งรหัสใหม่มาให้ก็ยังไม่สามารถปลดล็อกได้อยู่ดี จนเราถอดใจกลับเมืองไทยก็ซื้อเครื่องถูกๆมาใช้ไปพลางๆ ตอนนี้กำลังจะกลับบ้านอีกรอบ ก็ให้แฟนไปติดต่ออีกเพราะแฟนก็อยากใชเครื่ืื่องที่เขามีระหว่างที่อยู่เมืองไทย คราวนี้ TMobile บอกว่าไม่สามารถรับปากได้ว่าจะหารหัสให้เราได้ไหมเพราะเขาต้องขอไปที่บริษัทที่ผลิตเครื่อง เราก็เซ็งๆ เราว่าจริงๆเขาไม่อยากให้เราปลดมากกว่าละมั้ง สรุปไปแจ้งขอมาสองอาทิตยืแล้วก็เงียบหายไปตามระเบียบ เราเองก็ไม่ใช่คนมีความรู้เรืื่องโทรศัพท์ไม่งั้นคงหาวามารปลดเองได้ ถ้าเป็นเมืองไทยคงมีร้านที่รับปลดได้อยู่

สรุปก็คือที่นี่มันไม่ได้เสรีเหมือนเมืองไทยที่มีตลาดมือถือมากมายทั้งมือหนึ่งมือสอง หรือซื้อเครื่องกับศูนย์ก็ไม่มีการล็อกเครื่องแต่อย่างใด เครื่องมือสองนะมีแต่ก็คือซื้อตามอินเตอร์เนตพวก ebay มันไม่มีแบบ MBK หรือตลาดมือถือมือสองอื่นๆแบบเมืองไทย หรือร้านขายมือสองเราก็ไม่เคยเห็นจริงๆ เพราะเราเองถ้าจะซื้อบางรุ่นเช่น iPhone ที่ไม่มีสัญญาเราก็ซื้อ ebay เช่นกัน พูดเรืื่อง iPhone แล้วก็ต่อเลยเพราะเป็นอะไรทีี่เพื่อนถามกันเยอะ อยากให้ซื้อมา ประเภทซื้อที่นี่เท่าไร ยังไง ถูกไม๊ iphone เอาจริงๆเลย ถ้าซื้อที่นี่มีผู้ให้บริการรายเดียวที่มี deal กับ apple คือ At&t ซื้อไอโฟนโดนบังคับให้มีสญญาสองปีกับ At&t ราคาเครื่องก็อยู่ประมาณ $199
iPhone 4 ตอนนี้ เครื่อข่ายอื่นๆที่นี่เช่นที่เราใช้ไม่สามารถใช้ไอโฟนได้ อย่างถูกต้อง จริงๆเราเองก็ใช้แต่เราซื้อเครื่องที่ปลดล็อกแล้วจากอีเบย์ 3gs มาก็ประมาณสามร้อยกว่าเหรียญเป็นมือสอง ซึ่งมันแพงกว่ามากถ้าเทียบกับซื้อตรงจากแอปเปิ้ลหรือ At&t แต่ว่าเราไม่ต้องการมีสัญญาสองปีนี่นาทำไงได้ เครื่องมือหนึ่งไม่ล็อกตามอีเบย์ก็อยู่ราวๆ $500-600 สำหรับ 3gs iPhone4 ก็จะแพงไปเป็นแปดร้อยถึงพันเหรียญ ซึ่งถ้าซื้อทางเนตเมืองไทยก็สั่งได้เช่นกัน เพียงแต่ผู้ขายบางรายอาจไม่ส่งของอินเตอร์คือส่งแค่ในประเทศ ดังนั้นก็ลองดูว่าราคาขนาดนี้ถูกกกว่าซื้อในเมืองไทยไม๊ เราเองก็ไม่ทราบว่าคนที่ขายเครื่องใหม่ไม่ล็อกเขาเอาเครื่องไอโฟนมาจากไหน แต่คนธรรมดาอย่างเรา หาไม่ได้ก็คือหาได้ทางเนตแล้วจ่ายแพงสถานเดียว คิดดูซื้อมีสัญยาแค่ร้อยเก้าเก้า แต่ไม่ล็อกปาเข้าไปพันหนึ่ง

บางคนอาจได้ข่าวเช่นกันว่าในอนาคตไม่รู้้แค่ไหน iphone จะสามารถใช้กับเครื่อข่ายอื่นๆมากขึ้นอันนี้หมายถึงในอเมริกา ที่คนพูดกันมากคือ verizon ซึ่งเป็นเครือข่ายที่นิยมมากที่นี่เพราะสัญญาณแรงแต่ว่ามันเป็นแบบ CDMA คือไม่ใช่ซิม ใชจูนอย่างเดียว ก็มีเสียงเรียกร้องมากอยากให้ไอโฟนใช้ได้กับเครือข่ายนี้ แต่เราว่าสุดท้ายมันก็ต้องมีสัญญาอีกอยู่ดีละ เพราะมันเป็นระบบของโทรศัพท์ที่อเมริกา ที่ชอบบังคับผูกมัดผู้บริโภค บางคนถามว่ามาอเมริกาควรเอามือถือจากเมืองไทยมาไม๊หรือมาซื้อที่นี่ จริงๆมันก็แล้วแต่นะ แต่ว่าถ้ามาอยู่แค่ไม่นานไม่กี่เดือนเอาเครื่องมาด้วยก็ดี กลับไปก็ไม่ต้องเสียเวลาเอาเครื่องที่นี่ไปปลดล็อก ก็แค่ซื้อซิมแล้วก็จ่ายเติมเงินเอา เพราะส่วนมากพวกเป็นแพลนๆที่นี่มักจะผูกพันยาว แต่ถ้าคิดมาอยู่ยาวๆก็มาซื้อที่นี่ก็ได้เพราะถ้าทำสัญยาพวกสองปี จะได้เครื่องราคาถูกกว่าเมืองไทย หรือได้เครื่องฟรีๆ ถ้าถามว่าค่าโทรศัพท์ของที่นี่กับเมืองไทยที่ไหนถูกกกว่าอันนี้หมายถึงมือถือ เราว่าพอๆกัน แต่ถ้าแบบเป็นครอบครัวที่นี่มักมีแพลนแบบครอบครัวห้าเบอร์อะไรประมาณนั้น โทรหากันฟรีตลอด หรือได้เครื่องกี่เครื่องฟรีแล้วแต่โปรโชมั่นก็ถูก แต่ตัวเราเองกับแฟนก็ตกเดือนละห้าสิบเหรียญต่อคนก็ประมาณพันห้าโทรได้กี่นาทีจำไม่ได้ เราว่ารวมๆก็ไม่ต่างจากเมืองไทย

ซ่อมนาฬิกาในอเมริกา..ขอครั้งเดียวพอ

plew July 4th, 2010



เรื่องที่จะเล่าวันนี้คงเป็นอีกหนึ่งความประทับใจทีี่ยากจะลืมจากประสบการณ์ที่ได้จากการอยู่ที่นี่ “อเมริกา” เริ่มเรื่องดีกว่าปกติเราเองเป็นคนที่ชอบนาฬิกามากๆแต่ก็ไม่ได้มีมากมาย เรื่องก็คือนาฬิกาเราเรือนหนึ่งถ่านหมด บวกกับเพิ่งถอยนาฬิกาใหม่มาอีกเรือนซื้อทางอินเตอร์เนตมันก็เลยต้องเอาไปตัดสายเพราะเรามันพวกไซส์เล็ก ข้อมือเล็กมากๆ ก็เลยมีนาฬิกาสองเรื่อนที่ต้องทำ เราเองก็ไม่เคยซ่อมนาฬิกาอะไรที่นี่มาก่อน ถ้าเป็นเมืองไทยก็บ่อยเลยพวกเปลี่ยนถ่าน อะไรนิดๆหน่อยๆ แฟนเราเองเป็นคนไม่ใส่นาฬิกาเขาก็เลยไม่รู้เหมือนกันว่าซ่อมที่ไหนดี จริงๆเราอยู่ดาวทาวน์ซานฟรานซิสโก มันก็น่าจะหาร้านซ่อมไม่ยาก แฟนก็เสริชหาในเนตว่ามีที่ไหนใกล้ ก็ปรากฎว่าส่วนมากก็ไปทางด้านยูเนี่ยนแสควร์ จริงๆถ้าเทียบกับกรุงเทพเทียบกันไม่ได้เพราะกรุงเทพเราร้านซ่อมมากมายทั้งริมถนนท้ั้งในร้าน ในห้าง หรือศูนย์ แต่ที่นี่น้อยทั้งๆที่ซานฟรานมันก็เมืองไม่ใช่เงียบๆ เรากับแฟนก็เอร้านอื่นๆก็ไม่รู้ยังไง ก็นึกถึง Macy’s ขึ้นมา สาขายูเนียนแสควร์ซีึ่งเป็นสาขาใหญ่คนตรึม แฟนกับเราบอก Macy น่าจะดีเพราะซ่อมในห้าง และก็ไม่ต้องหาให้วุ่นเพราะคุ้นกับห้างอยู่แล้ว ก็ไป Macy’s

ไปถึงก็มีพนักงานผู้หญิงน่าจะเป็นลาติโน เราก็ถามตัดสายเรือนเท่าไร เปลี่ยนถ่านเท่าไร เขาก็ขอดูนาฬิกา ก็บอกตัดสาย $40 เปลี่ยนถ่านอีก $60 เรากับแฟนมองหน้ากันเลย โหแม่เจ้าแค่เนี้ยแพงมากๆ ตอนนั้นคิดถึงเมืองไทยขึ้นมาอีกแล้ว แม่เจ้าเราเปลี่ยนถ่านบ่อยๆ ถ่านแบบดีของสวิสใช้ได้สองปีเลยมั้งแค่สามร้อยบาทไทย เราก็ว่าแพงแล้วน่า นี่พันห้าพันหกบาท ตัดสายก็เป็นพันบาท บ้าฉิบ แต่แฟนก็บอกร้านอื่นก็คงไม่ถูกกว่ากันเท่าไร แล้วอือข้างนอกก้ไม่รู้ว่าจะทำดีป่าว ขี้เกียจเดินหาด้วย ก็ตกลงทำ เราก็ถามว่านานไหม เธอบอกสิบนาทีก็เสร็จให้เรารอไม่ต้องไปไหนเพราะตัดสายแล้วจะได้ลองดูด้วยว่าพอดีไหม เราก็สิบนาทีรอไม่มีปัญหา เธอก็เอาเข้าไปทำ เราก็งงนิดหน่อยเพราะดูหน้าตาคิดว่าแค่มารับเรื่อง คิดเงิน คิดว่ามีคนอืื่นทำ เพราะดูหน้าตาไม่น่าจะทำเป็น แต่ก็ไม่ได้อะไร ปรากฎว่าสิบนาทีก็แล้ว สิบห้าก็แล้วเราก็เห็นทำอยู่ สรุปประมาณสี่่สิบห้านาทีที่เรารออยู่ตรงนั้น ตอนทำเราก็เห็นเพราะมันเป็นห้องกระจก เราไม่เห็นเธอใส่แว่นขยายหรือไม่รู้เรียกว่าอะไรที่ช่างซ่อมนาฬิกาเขาจะใส่ตอนซ่อม เพราะบางชิ้นส่วนมันเล็กมากๆ

เธอออกมาพร้อมนาฬิกาสองเรือนของเราก็ลองเรือนตัดสาย จริงๆมันใหญ่ไปข้อหนึ่งได้ แต่เราก็เออเผืื่ออ้วนก็โอเค จริงๆเราเองไม่ได้เป็นคนเรื่องมากจู้จี้อะไร ที่นี่เรือนเปลี่ยนถ่านเธอก็วางไว้บอกเสร็จแล้ว แล้วก็เดินไปเครื่องเตรียมจะคิดเงิน เราก็หยิบนาฬิกาเรือนเปลี่ยนถ่านมาดูปรากฎว่ามันไม่ได้ตั้งเวลาเพราะเวลามันผิดไปมากๆ คือคนละเรื่องเลย เราก็ไม่ได้คิดอะไร ก็คิดว่าคงลืมตั้งมั้ง ก็ส่งให้แฟนบอกตั้งเวลาซิ ปรากฎว่าแฟนยังไม่ได้ทำอะไร แค่จับเม็ดมะยมแค่นั้น เม็ดมะยมหยุดลงมากองกับพื้นเลย แฟนกับเราก็งงเลย เพราะปกติถ้านาฬิกาไม่พังเม็ดมะยมมันแข็งมาก ไม่มีทางจะหลุดมาง่ายๆนอกจากอะไรบางอย่างมันหักข้างใน หรือใช้เครื่องมือดึงมันแรงๆออกมา เราก็บอกเฮ้ยอะไรเนี่ย สองคนพนักงานผู้หญิงที่เป็นคนทำกับผู้ชายคงเป็นหัวหน้าออกมาดูแล้วเอานาฬิกาเข้าไปเช็ค มันออกมาบอกนาฬิกาพัง คุณสองคนทำอะไร มันโทษเราว่าเราเป็นคนทำนาฬิกาเราเองพัง ทั้งๆที่เราแตะแค่ไม่ถึงนาทีด้วยมือเปล่า

แฟนบอกก็ดูซินาฬิกาไม่ได้ตั้งเวลาก็เอามาดูแค่จับเม็ดมะยมไม่ได้ดึงอะไรเลยก็หลุด มันก็บอกนาฬิกาตั้งเวลามาแล้ว เราบอกดูซิดูซินี่หรือตั้งเวลามาแล้ว เพราะเวลามันคนละเรื่อง ไอ้คนผู้ชายบอกผมเห็นเขาตั้งนะ หมายถึงผู้หญิง เราบอกแน่ใจเหรอว่าเห็น มันก็เงียบ เพราะมันชัดๆอยู่ว่าไม่ได้ตั้ง มันก็บอกเราไปเปลี่ยนเวลารึป่าว เราบอก ฉันก็ยืนอยู่ตรงนี้ ก็อยู่ด้วยกันกับแม่คนซ่อม แค่เธอหันหลังไปเครื่องคิดเงินไม่ถึงนาทีฉันจะทำมันพังเลยรึ ตอนแรกแฟนเราพูด แต่ด้วยความโกรธที่มันไม่ยอมรับว่ามันทำนาฬิกาเราพัง แล้วยังโทษลูกค้าอีก บวกไม่แสดงความรับผิดชอบหรือขอโทษอะไร เรางี้พรั่งพรูสุด ที่ทำให้เราโกรธมากๆคือ แฟนเราถามแล้วยังไงนี่ใครจะซ่อม มันบอกมันไม่ซ่อม มันไม่รับผิดชอบ ต้องส่งไปซ่อมสำนักงานใหญ่ แล้วแฟนถามใครจ่ายมันบอกมันไม่จ่าย เราปี๊ดแตกมากๆ ค่ราวนี้เราพูดเองเลย เราบอกนาฬิกาเรือนนี้เราซื้อมาไม่ใช่ถูกๆ โอเคมันไม่ใช่ rolex หรือ Cartier หรือสุดยอดไฮเอนด์อะไร แต่มันก็เป็นแบรนด์ดีคนทำนาฬิกาก็ต้องรู้ ซื้อมาเป็นพันเหรียญ ซื้อมามือหนึ่งในห้างมีใบรับประกันครบ ไม่เคยเปลี่ยนถ่านมาก่อน ไม่เคยเปิด ไม่เคยซ่อม เพราะอายุแค่ไม่ถึงสองปี บวกใส่น้อยมากเก็บอย่างดี นี่เป็นการเปิดเปลี่ยนถ่านครั้งแรก เพราะฉนั้นก่อนมานาฬิกาเราสภาพเกินร้อยเปอร์เซ็น แล้วถ้าคุณซ่อมนาฬิกาเป็น คุณเป็นมืออาชีพคุณก็รู้อยู่แล้วว่าไอ้เม็ดมะยมนะมันไม่ใช่จะกระชากหลุดกันด้วยมือเปล่า เพราะการใช้งานจริงๆเวลาตั้งนาฬิกามันก็ต้องดึงแรงพอสมควรเลยละสำหรับนาฬิกาเกรดนี้ ใครเขาจะมาทำหลวมแบบเรือนละหลักสิบเหรียญหรือแม้นาฬิกาถูกๆใช้มือเปล่าดึงมันยังไม่หลุดเลย ซ่อมนาฬิกาเป็นจริงหรือ มันก็อึื้ง แต่ก็ยังไม่ขอโทษ

เถียงกันนานมาก เสียงดังด้วย คนเดินในห้างก็มอง เพราะมันไม่ยอมรับท่าเดียวว่ามันผิด แล้วก็พูดซ้ำๆว่าเราเป็นคนทำพัง สุดท้ายแฟนบอกงั้นจะไปฟ้อง Macy หรือร้องเรียนให้หมด มันบอกจริงๆร้านนี้ไม่ใช่ของ Macy โดยตรงเป็นร้้านมาเช่าที่แต่ก็มีหลายสาขาสำนักงานใหญ่อยู่ Ohio พอขู่มากๆมันก็เริ่มอ่อนลงบอกจะส่งไปซ่อมที่สำนักงานใหญ่แล้วเราไม่ต้องเสียเงิน ใช่้เวลาหกอาทิตย์ ซึ่งมันนานมากๆ ก็เขียนใบรับงานแฟนก็ให้ระบุเลยว่าเป็นการซ่อมฟรีเพราะพนักงานทำพังเอง ตอนนั้นก็ไม่รู้จะทำยังไงก็โอเคหกอาทิตย์ วันนั้นเซ็งมากๆ จริงๆนาฬิกาเรือนนี้ แฟนซื้อให้เซอร์ไพรส์หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน เพราะเขารู้ว่าเราชอบไปเดินห้างด้วยกันเราก็ดูบ่อยๆ แต่ไม่ได้คิดจะซื้อเพราะเสียดายเงิน แต่แฟนก็ซื้อมาให้ จนได้

หลังจากนั้นหกอาทิตย์พอดี ก็คือไม่ได้รับการติดต่อใดๆ เราก็ให้แฟนโทรไปตามว่าไปรับได้รึยัง ปรากฎว่าโทรไปผู้หญิงรับไม่รู้คนที่ทำพังรึป่าว ก็ให้แฟนเรารอสายนานมากๆ สุดท้ายบอกขอค้นเรื่องสิบห้านาทีจะโทรกลับ ปรากฎว่าสิบห้าก็แล้วชั่วโมงก็แล้วก็ไม่โทรกลับ แฟนก็โทรกลับไป เอาอีกให้รอสายนานมาก สุดท้ายบอกนาฬิกาไม่ได่อยู่ที่นี่ หาไม่เจอ ไม่รู้ตอนนี้อยู่ที่ี่ไหน แฟนเราด่า ด่า ด่า เลยแล้วก็บอกจะฟ้องแล้ว ทุกหน่วยงานที่ฟ้องได้ เอาเรื่องให้ถึงที่สุด มันก็ได้แต่บอกมันไม่รู้ว่าจะทำยังไงจริงๆ วางสายมาเราบอกเขาทำงานกันยังไงใบรับ เลขรับงานก็มีเขาไม่มีระบบจะเช็คงานอะไรเลยรึว่าตอนนี้ของมันไปอยู่ที่ไหน พูดได้แต่ไม่รู้ไม่รู้ท่าเดียว โทรไปเช็คที่สำนักงานใหญ่ก็ไม่โทร ไม่ทำอะไรทั้งนั้น คือไม่รู้ว่ามันโง่หรือมันเลว ต้องขอด่าแรงๆหน่อยเพราะสุดยอดจริงๆ ไม่คิดมั้งว่าคนที่เป็นเจ้าของจะรู้สึกยังไง ว่าตอนนี้นาฬิกาอาจจะหายไปแล้วด้วยซ้ำ

แฟนก็เลยเสริชหาชื่อบริษัทแล้วกดเบอร์โทรไปที่สำนักงานใหญ่ โทรไปไม่มีคนรับ ตัดเข้าเครื่องตอบรับตลอด กดประมาณเจ็ดรอบสุดท้ายไปติดที่ฝ่ายบุคคลรับแล้วก็บอกว่าจะโอนไปฝ่ายบริการ โอนไปก็ไปเข้าเครื่องตอบรับอีก น่าโมโหมากๆ โทรไปใหม่ไปเจอฝ่ายบุคคลอีก แฟนบอกถ้าคร่าวนี้โอนไปแล้วไม่มีคนรับหรือไปเข้าเครื่องตอบรับอีกคร่าวนี้เป็นเรื่องนะ ไม่งั้นเรียกคนที่ใหญ่ที่สุดในนั้นมาคุยเดี๋ยวนี้ คร่าวนี้มันก็โอนไปที่ผู้หญิงที่เป็นคนดูแลเรื่องนี้ แม่มทำไมไม่โอนให้แต่แรกไม่เข้าใจ ผู้หญิงที่ดูแลเรื่องรับสายก็ขอเลขรับงานก็ให้ไป เธอบอกนาฬิกายังซ่อมไม่เสร็จ เพราะไอ้โน้นก็พัง ไอ้นี่ก็พัง เรายืนฟังแฟนคุยโทรศัพท์ตลอด งงมากๆ แฟนบอกอะไรกันนี่ ตกลงไอ้สองคนที่ Macy มันทำอะไรกับนาฬิกาเพราะจริงๆเดิมมันไม่ได้เป็นอะไร ต่อมามันทำเม็ดมะยมพัง คร่าวนี้บอก เสียหลายรายการ แล้วก็บอกว่าหกอาทิตย์เสร็จซึ่งมันก็นานมากอยู่แล้ว นี่โทรมาบอกไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไร ไม่รอแล้วให้จ่ายค่าชดใช้เท่ากับราคานาฬิกา เพราะไม่รู้ว่าซ่อมมาแล้วสภาพจะเหมือนเดิมไหม ขอเรียกว่ามันแล้วกัน มันก็บอก กำลังรออะไหล่อยู่ยังไม่ได้ ขอเวลาอีกหนึ่งอาทิตย์ถ้าไม้ได้จะคืนเงิน แล้วอีกอาทิตย์จะโทรมาแจ้งความคืบหน้า

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปเช่นเดิม ไม่มีหมาตัวไหนโทรมาทั้งสิ้น ต้องโทรไปด่าอีกตามเคย ปรากฎว่ามันบอกอะไหล่ยังไม่มา แต่จะมาในอีกสามวันแน่ๆ รับรอง แฟนเราบอกเอาละ ให้เวลาแค่สิ้นเดือนคือประมาณสองอาทิตย์ต้องได้รับน่ฬิกาในสภาพสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็น ไม่งั้นต้องชดใช้ค่าเสียหาย ถ้าไม่ได้นาฬิกาหรือเช็คภายในสิ้นเดือน จะร้้องเรียนไปทุกที่แล้วเขียนประจานในอินเตอร์เนตด้วย มันก็รับปาก

อีกสามวันสิ้นเดือนผู้หญิงคนเดิมที่สำนักงานใหญ่ก็โทรมาฝากข้อความว่านาฬิกาเสร็จแล้ว ส่งไปแล้วจะได้รับภายในวันนั้นวันนี้ แล้วบอกว่าจะให้ผู้จัดการสาขาที่ Macy โทรมาบอกเราถ้านาฬิกามาถึง ครบวันที่บอกว่านาฬิกาควรมาถึง เพราะระบบการส่งพัสดุมันเช็คได้อยู่แล้วว่าของไปถึงไหน ปรากฎก็ไม่มีหมาตัวไหนโทรมาอีกเช่นเคย เราก็รอจนบ่ายของอีกวันก็ไม่มีใครโทร เราเลยให้แแฟนโทรไป แฟนเบื่อมากไม่อยากโทร คร่าวนี้โทรไปผู้หญิงที่แมซี่รับบกว่าให้มารับได้เสร็จแล้ว เราก็เป็นคนไปรับเอง เรางี้ไม่อยากไปเลยเพราะไม่อยากที่ต้องเจอหน้าไอ้สองคนที่ Macy ไปคนเดียวก็เจอผู้หญิงอีกคนคนใหม่ก็เอานาฬิกามาให้ ตรวจดูก็โอเค ไอ้ผู้ชายอยู่ในร้านไม่ยอมมองหน้าเราเลย เออฉันก็เกลียดแกเหมือนกันว้อย ไม่มีคำขอโทษใด ช่างมันได้นาฬิกากลับมาก็ดี
สรุปแค่เอานาฬิกาไปเปลี่ยนถ่านธรรมดา มันทำนาฬิกาพังเลย แล้วใช้เวลาซ่อมสองเดือนกว่าๆ ไม่ขอซ่อมอะไรที่นี่อีกแล้ว วัฒนธรรม พังแล้วท้ิง เพราะจากประสบการณ์ทั้งเครื่องซักผ้า เฟอร์นิเจอร์ มันซ่อมไม่ได้ซักอย่าง บวกแพงมหาโหด ฮ่า ฮ่า Welcome to America เซ็งเป็ด

เที่ยวบินกรุงเทพ-ซานฟรานซิสโก: Flights From San Francisco to Bangkok

plew May 17th, 2010



ห่างหายจากการอัพเดทบล็อกไปนานเลย เพราะยุ่งๆกับเรื่องเรียนบวกกับไม่มีมุขจะเขียนด้วยแหละ แต่พอดีสองเดือนก่อนเสริชหาข้อมูล เปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินจากซานฟรานซิสโกไปกรุงเทพ แล้วก็กรุงเทพกลับไปซานฟราน จริงๆแล้วสำหรับตัวเองก็ไม่ใช่ว่าเพิ่งเดินทาง เดินทางไปๆมาๆมาแล้วก็หลายรอบ แต่ว่าที่ผ่านมาไม่เคยได้ลองเปรียบเทียบหลายๆสายการบินแบบจริงๆจังๆ เพิ่งมาได้ทำก็รอบบนี้นี้ละ (หมายเหตุหน่อยตอนนี้เรื่องนี้อยู่เมืองไทยวุ่นวายสุดๆ แต่ก็นั่นแหละนะ บ้านเรายังไงก็ต้องกลับไปอยู่ดีละ) หลายรอบที่ผ่านมาเราใช้บริการ EVA, China Air, Cathay Pacific ทั้งสามสายการบินเราก็ว่ารับได้ ราคาก็ไม่ต่างกันมากนักขึ้นอยู่กับช่วงเวลา และโปรโมชั่นด้วย แต่รวมๆ Cathay ค่อนข้างจะดีกว่าอีวาแอร์และไชน่าอยู่พอควร ราคาก็แทบไม่ต่างอย่างที่บอก แถมบางจังหวะคาร์เธย์จะถูกกกว่าด้วยบางครั้ง บอกก่อนว่าเราใช้บริการชั้นประหยัดนี่แหละ ยังไม่วาสนานั่งคลาสแพงซะที เสียดายตังค์

Cathay เบาะจะนั่งสบายกว่าอีว่าและไชน่า และระยะห่างระหว่างแถวจะมากกว่าคือยืดแข้งยืดขาได้มากกว่า ทุกที่นั่งมีจอทีวีส่วนตัว มีหนังเยอะ เกมส์ เพลงโอเคเลยทีเดียว อาหารก็ใช้ได้แต่เราว่าอาหารทั้งสามสายก็ไม่ต่างกันเท่าไร บริการบนเครื่องอื่นๆไม่ต่างกันมากเช่นกัน ทั้งสามสายต้องต่อเครื่อง Cathay ต่อที่ฮ่องกง เวลาต่อเครื่องเดินไกลทีเดียว ไชน่ากับอีว่าต่อเครื่องที่ไทเป เราว่าอีว่าดีตรงที่ต่อเครื่องเดินไปอีกเกตไม่ไกลนัก แต่เราเบื่อทั้งสองสายตอนไฟลท์ยาวไม่มีจอส่วนตัว ต้องดูจอรวม ไม่รู้ตอนนี้ปรับปรุงรึยัง ราคารวมๆทั้งสามสายยู่ที่ประมาณหนึ่งพันเหรียญอันนี้ืคือไปกลับ ถ้าจังหวะดีๆอาจได้แปดหรือเก้าร้อย เวลาจองให้เช็คราคาหลายๆวัน เพราะบางทีเืล่อนขึ้นหรือลงแค่วันเดียวราคาต่างกันเป็นร้อยเหรียญก็มี อีกข้อดีของทั้งสามสายนี้คือมีเวลาตารางบินให้เลือกมากหน่อย ทั้งสามสายจะบินเกือบตรงข้ามแปซิฟิกตรงไปฮ่องกง หรือไทเป ที่เขียนตรงนี้ไม่ใช่อะไรเดิมทีเราคิดทุกสายก็คงบินรูทเดียวกันจริงๆแล้วไม่ใช่ ซึ่งตรงนี้มีผลต่อชั่วโมงบินโดยรวมด้วย รวมๆก็อยู่ช่วงสิบเก้าชั่วโมง

ก่อนจองตั๋วรอบนี้เราก็คิดถึงการบินไทยขึ้นมา แต่เรารู้อยู่แล้วว่าการบินไทยไม่มีบินมาซานฟรานซิสโกมีแต่บินไปแอลเอ แต่ก็ลอง แป็บ หาๆดูปรากฎว่าจากซานฟรานเราบินการบินไทยกลับกรุงเทพได้ แต่ต้องนั่งเครื่องยูไนเต็ดหรือเดลต้าไปลงที่แอลเอซึ่งเค้าร่วมกับการบินไทยแล้วนั่งการบินไทยตรงไปกรุงเทพเลย เราเองก็เกือบจองแล้ว เพราะตอนแรกก็ดูว่าเออนั่งจากซานฟรานไปแอลเอก็แป็ปเดียวเอง จากนั้นก็บินยาว ตอนแรกโทรไปถามการบินไทยที่แอลเอ ราคาแพงมากพันแปดพันเก้า พนักงานบอกจองกับเอเจนท์จะถูกกกว่ามาก เขาก็ให้เบอร์เอเจนท์สองเจ้าที่เป็นคนไทยอยู่ในแอลเอ ก็โทรไปถามเจ้าแรกแพงกว่าและบอกว่าต้องนอนค้างแอลเอเพราะต่อเครื่องไม่ทัน เราก็งงเพราะจริงๆเราหาในเว็ปไซต์ขายตั๋วอื่นๆก็ต่อเครื่องทันทั้งนั้น ก็ลองโทรไปอีกที่ชื่อสตาร์ทัวร์ ใส่ขื่อบริษัทให้เพราะเค้าพูดจาดีบริการดี เค้าบอกมีไฟลท์ต่อเครื่องทันเลยรอต่อเครื่องแค่สองชั่วโมงราคาอยู่ที่พันสองเกือบพันสามร้อยเหรียญ เราก็เอยังไงดี เพราะราคาก็แพงกว่าคาร์เธย์ซึ่งจองได้แค่พันหนึ่งกว่าๆ แต่เค้าก็ว่าการบินไทยบริการดีกว่า ก็เกือบจองแล้ว ปรากฎว่ามาเช็คกับแฟนเครื่องที่การบินไทยใช้ในไฟลท์ที่เราจะไปเป็นเครื่องเก่าไม่มีทีวีส่วนตัว บวกรวมชั่วโมงบินนานกว่าสายอื่นๆ เพราะบินขากแอลเอจะตัดลงไปทางใต้ของแปซิฟิกแล้วเข้ากรุงเทพซึ่งระยะทางยาวกว่า บวกการบินไทยเครื่องออกค่ำ ไปถึงกรุงเทพอีกวัน ขณะที่สายอื่นๆถงกรุงเทพประมาณห้าทุ่ม บวกเอเจนท์บอกต้องรีบจ่ายเพราะการบินไทยจะขึ้นราคาเดือนหน้า ตอนนี้เขาก็ขึ้นราคาแล้วจริงๆ

ตอนนั้นก็ยงไม่ปลงใจเลือกที่ไหน ก็หาตามเว็ปขายตั๋วใหญ่ๆหลายที่เช่น Expedia, vayama ก็มาเจออีกสายการบินที่ไม่ได้เคยคิดมาก่อนก็คือ Korean Air วันที่เรากำหนดโคเรียนแอร์จะราคาถูกที่สุดคืออยู่ที่ เก้าร้อยหกสิบเหรียญไปกลับ แล้วเราก็บินสองคนมันก็แบบว่าประหยัดไปเยอะทีเดียว แต่เราก็ไม่เคยใช้บริการมาก่่อนไม่รู้ดีป่าว และข้อเสียของการบินไปกลับกรุงเทพ ซานฟรานกับ Korean Air คือขาบินกลับจากกรุงเทพมาซานฟราน รอเปลี่ยนเครื่องนานมากๆ คือประมาณเก้า ถึงสิบชั่วโมง ทีเดียว บวกถ้าเปลี่ยนตั๋วหรือเลื่อนวันเดินทางต้องเสียคนละหนึ่งร้อยเหรียญ ในขณะที่สายการบินอื่นๆเช่น อีว่า ไชนา หรือการบินไทยจะไม่ชาร์ตตรงนี้ สำหรับ Korean Air สายการบินนี้ก็ชัดเจนจากซานฟรานไปต่อเครื่องที่โซล แล้วก็ไปกรุงเทพ ที่แฟนชอบคือชั่วโมงบินน้อยกว่าพวกที่บินไปฮ่องกง หรือไทเป เพราะสายนี้จะบินขึ้นไปทางใกล้ขั้วเหนือแล้วลงมาที่เกาหลี เพราะเกาหลีเค้าก็เป็นประเทศโซนบนๆอยู่แล้ว สายการบินอื่นๆเช่นเจแปน หรืออื่นๆที่บินจากซานฟรานไปต่อเครื่องที่โตเกียว ญี่ปุ่นจะใช้เส้นทางเดียวกัน คือบินขึ้นทางเหนือแล้วลงมานิดนึงจอดที่โซลหรือโตเกียว สองประเทศนี้มันใกล้กันจะตาย พวกสายพวกนี้จะใช้เวลาสั้นกว่าประมาณชั่วโมงกว่าๆ แต่เจแปน แอร์ไลน์ก็ราคาแพง แฟนเคยใช้บริการบอกดี แต่ประหยัดเงินไว้ดีกว่า

นอกจาก Korean Air หรือ Japan ก็มี United air กับ Delta ที่มีเที่ยวบินจากซานฟราน กรุงเทพ ทั้งสามสายต่อเครื่องที่นาริตะ โตเกียว ราคาของยูไนเต็ดกับเดลต้า จริงๆไม่แพงด้วยใกล้เคียงกับอีว่า ไชน่าเลย คือพันหนึ่ง พันสอง แต่เรากับแฟนบอกตรงๆเข็ดบริการของสายการบินอเมริกัน ไม่รู้สิสายอินเตอร์อาจจะดี แต่ในประเทศนี่ห่วยมาก เลยไม่อยากใช้ นอกจากนี้ก็มีฟิลิปปินส์ แต่มีแต่คนบอกว่าห่วยที่สุดแล้ว ก็ควรจะตัดอกไป ที่เหลือก็มีสายการบินอื่นๆที่ต้องต่อเครื่องสองต่อ เช่นสิงคโปร์ แอร์ไลน์ เดิมทีเราสนใจเพราะอย่างที่รู้ๆว่าเป็นหนึ่งในสุดยอสายการบิน แต่ว่าจากซานฟรานไปกรุงเทพ ต้องเปลี่ยนเครื่องที่สิงคโปร์หนึ่งรอบ แล้วก็มาเปลี่ยนที่อีกเมืองเราไม่รู้ว่าเป็นสนามบินในจีนหรือที่ไหน ดูแล้วก็ไม่ไหวต้องมาเปลี่ยนเยอะ แถมค่าตั๋วก็แพงด้วย ของอิมิเรตก็เช่นกันเปลี่ยนสอง สามรอบบวกค่าตั๋วแพงมัก มัก เมื่อไรจะรวยนะเราจะได้นั่งชั้นหรูๆ สบายๆซะที ก็บินกลับเมืองไทยทีนะนานเกือบยี่สิบชั่วโมง อีกอย่างที่ควรเช็คคือหลายๆสายการบอนก็จะโฆษณาว่าหรูเลิศ แต่จองแล้วบางทีเครื่องรุ่นที่เราบินอาจไม่มีอะไรเลย หรือเก่าตกรุ่น ดูโฆษณาบอกมีจอส่วนตัวเก้าอี้นั่งสบายเอาจริงได้เครื่องรุ่นเก่า ก็ต้องแอบเซ็งเพราะผิดหวัง

ยังไงใครกำลังดูๆเรื่องตั๋วอยู่แนะนำให้ดูไว้เนิ่น เปรียบเทียบหลายเว็ป หลายสาย แล้วก็หลายๆวันถ้ามีทางเลือก ก็จะประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้พอสมควร ยิ่งโลกเรามันยุ่งวุ่นวายเข้าไปทุกวันเงินทองก็หายากเข้าไปทุกที เอหรือโลกมันจะใกล้จะแตกแล้วก็ไม่รู้นิ

โทรกลับเมืองไทยถูกและสะดวกมากๆ: Cheap Calls to Thailand

plew April 3rd, 2010


Save up to 90% with Rebtel for International Calls

วันนี้มาเขียนเรื่องโทรศัพท์จากต่างประเทศกลับเมืองไทย ที่มาเขียนเรื่องนี้เพราะสองอาทิตย์ก่อนเพื่อนที่อยู่อังกฤษซึ่งก็คุยกันประจำอยู่แล้วแนะนำบริการโทรศัพท์ทางไกลต่างประเทศแบบถูกและสะดวกมากๆมาให้ คือ Rebtel.com Cheap International Calls with Rebtel - Save up to 90%Use Rebtel instantly to save money on long distance calling!

เราก็เออฟังดูน่าสนใจเพราะปกติเราเองใช้ Skype เวลาโทรกลับบ้านซึ่งต้องต่อคุยทางคอมพิวเตอร์แล้วก็เสียนาทีละเกือบ $0.25 โทรคุยกับเพื่อนบางทีหมดไปเลยสิบเหรียญ ก็เลยคิดว่าเออลองตัวนี้ดูสิเพราะยังไงเขาก็ให้ทดลองใ้ฟรีก่อนอยู่แล้ว เราก็เลยเข้าไปทดลองตามลิงค์ที่เพื่อนส่งมา เพราะถ้าเราคลิกจากลิงค์ที่เพื่อนส่งมาให้เพื่อนจะได้ค่าแนะนำโทรฟรีสิบเหรียญถ้าเราแอดเงินกับบริษัท เราลองโทรฟรีก่อนใช้งานก็ไม่ยากเริ่มแรกก็ลงทะเบียน user password อะไรปกติแล้วเขาจะให้เรากรอกว่าเบอร์อะไรที่เราจะในการโทรออกเพราะเขาจะได้แปลงเบอร์ที่เราจะโทรไปให้เป็นรหัสพื้นที่เดียวกัน
เราก็ใส่เบอร์มือถือเราไป เสร็จแล้วเราก็กรอกเบอร์ที่เมืองไทยที่เราจะโทรไปก็ใส่รหัสให้ครบ เขาจะมีช่องให้ใส่ชื่อหรือรายละเอียดของคนที่เราจะโทรไปหาเหมือน address book พอใส่เบอร์เมืองไทยแป๊ปเดียวเว็ปก็แปลงเบอร์เมืองไทยให้เป็นเบอร์ซานฟรานเลย แล้วก็บอกว่าต่อไปนี้ถ้าต้องการโทรหาคนนี้ที่เมืองไทยก็กดเบอร์นี้ได้เลยเป็นเบอร์ประจำ เออดีแฮะเราก็กดเมมไว้ในมือเราเลยเหมือนบันทึกเบอร์ปกติเลย แล้วก็กดโทรออกจากมือถือ แรกเลยจะมีเสียงที่ต่างจากการโทรในท้องที่ปกติคือขอกว่าเรากำลังโอนสายให้คุณหลังจากนั้นคือเร็วมากวินาทีได้ก็เหมือนรอสายทั่วไปคือแม่เราก็รับสายคุยกันแม่บอกเสียงชัดดี เราก็เลยเออดีแฮะเพราะแปลว่ายังงี้เราจะอยู่ข้างนอกอะไรที่ไหนเราก็โทรหาแม่ได้ไม่ต้องกลับบ้านมาโทรจากคอมเหมือนเคย จริงแล้วSkypeก็ดีและโทรคอมกับคอมฟรีด้วยซ้ำแต่ว่าแม่เรานั้นใช้คอมไม่เป็นปกติถ้าน้องชายอยู่ก็จะต่อให้แม่ แต่ตอนนี้น้องไม่ค่อยอยู่บ้านเราก็ต้องโทรเข้าโทรศัพท์บ้านซึ่งมันไม่ฟรีเหมือนคอมกับคอม

ดูแล้วว่าโอเคเราเลยตัดสินใจเติมเงินเลยเติมไปสิบเหรียญเพราะเป็นขั้นต่ำก็เลือกได้สิบหรือยี่สิบห้า เติมเงินก็ง่ายใช้บัตรเครดิต หรือ paypal ก็ได้เติมเสร็จเขาก็จะส่งใบเสร็จยืนยันมาให้ทางอีเมล์ และในบัญชีของเราก็จะมีรายละเอียดเงินคงเหลือ และรายละเอียดการโทรว่าโทรไปไหนก็นาที นาทีละเท่าไร รวมเป็นเงินเท่าไร โทรกลับเมืองไทยอยู่ที่แค่$0.08 ซึ่งถูกมากๆเลย แต่ที่เราชอบคือความสะดวกมากกว่าบัตรโทรอื่นๆอาจราคาใกล้เคียงแต่เราว่ามันไม่สะดวกเพราะต้องกดรหัสและก็ต้องซื้อบัตร เคยมีบัตรโทรศัพท์ไทยเจ้าหนึ่งมาลองให้เราโทรฟรี แบบว่าสัญญาณห่วยมากๆขาดๆหายๆตลอด ยุ่งยากต้องโทรเข้าศูนย์ก่อนแล้วก็กดรหัสตาม บางทีโทรเข้าศูนย์ก็ไม่ได้เลย Skypeดีกว่าอีก แต่ว่าเสียที่ต้องโทรจากคอม พอเติมเงินเราก็แอดเบอร์เพื่อน เบอร์ญาติเพิ่มไปอีกแล้วก็แมมไว้ในมือถือเลย เพราะมันแปลงเป็นเบอร์ซานรานหมดแล้ว ตอนนี้จะโทรหาใครก็กดโทรง่ายๆ แถมทางเว็ปจะส่งไฟล์เบอร์ใหม่ที่เราแอดมาให้ทางเมล์พอกดดาวโหลดไฟล์ที่แนบมามันจะตรงเข้าไปใน address bookในคอมเราเลยพร้อมกรอกรายละเอรียดชื่อ เบอร์ตามที่เราให้ไว้กับทางเว็ปไซต์ เราแค่กดเซฟก็เสร็จเลย ดังนั้นเลยอยากแนะนำเพื่อนที่ต้องใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้ลองดู เพราะไม่ใช้แค่อเมริกา ไทย แต่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลก

Save up to 90% with Rebtel for International Calls

อาหารไทยในอเมริกา Thai Food in America

plew December 19th, 2009

คนต่างชาติ ฝรั่ง ญี่ปุ่น และอื่นๆเขาคิดยังไงกับอาหารไทยคนต่างชาติทีพูดถึงก็เป็นคนในอเมริกานี่แหละบังเอิญว่าที่ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่มีผู้คนมาจากหลากหลายชาติ จริงๆก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่แล้วว่าอาหารไทยเรานั้นเป็นหนึ่ง top ten world cuisine เป็นอาหารที่มีอัตราการเติบโตคือเป็นที่นิยมเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แค่ใน San Francisco เองเกือบสองร้อยร้านเห็นจะได้ เยอะมากสำหรับเมืองที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่โตอย่างซานฟรานซิสโก

ที่มาเขียนเรื่องอาหารไทยอีกครั้งเพราะเทอมที่ผ่านมาเราลงเรียนวิชาการผลิตถ่ายทำวีดีโอเพื่อการเรียนการสอนหรือ Instructional Videography และหนึ่งในวิดีโอที่เราทำงานส่ง Thai cooking Show โดยทำต้มข่าไก่ Thai coconut chicken soup โชว์ ปรากฎว่าคนในห้องรวมทั้งอาจารย์ด้วยขอให้เราทำต้มข่าไก่มาในปาตี้วันปิดเทอม ทุกคนสนใจอยากได้สูตรอยากทำ ส่วนมากรู้จักอาหารไทยอยู่แล้ว กินตามร้านบ่อยๆ โดยเฉพาะต้มข่าไก่นี่รู้จักกันอยู่แล้วแทบทั้งนั้น แหมน่าภูมิใจจริงๆที่เรามีวัฒนธรรมและเทคนิคในการทำอาหารที่อร่อยและที่สำคัญใช้เวลาไม่นานในการทำ ทุกคนในห้องบอกเขาคิดว่าอาหารไทยใช้เวลาในการทำนานพอดูวีดีโอเขาบอกว้าวไม่เชื่อเชื่อเลยว่าอาหารไทยที่อร่อยๆจะใช้เวลาในการทำไม่นาน คือถ้าเทียบกับอาหารฝรั่งที่แบบใช้เวลาในการอบหรือเคี่ยวนานๆ

พืชผัก สมุนไพรของเราก็เป็นที่สนใจมากๆ หลายคนสงสัยว่าข่า ตะไคร้นะกินได้ไหม รสชาติเป็นอย่างไร เรื่องบางเรื่องที่เราคิดว่าง่ายๆเช่นน้ำมะพร้าว ต่างกับกะทิยังไง ขอบอกว่าฝรั่งบางคนงงมากระหว่างน้ำมะพร้าวกับน้ำกะทิ coconut milk, coconut cream,coconut juice เหมือนหรือต่างกันอย่างไร อีกเรื่องที่ต่างกันในการทำอาหารคือไทยเราปกติเราไม่ค่อยมีสูตรตายตัวหรือเน้นการชั่งตวงหรือจับเวลา เราแบบใช้ความเคยชิน บวกชิมแล้วปรุงปรุงแล้วชิมกันซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ฝรั่งนี่คือเขาต้องการรู้แน่ๆววัดออกมาว่ากี่ช้อน กี่ถ้วย เราบอกรอจนไก่สุก เขาก็อยากรู้ว่ามันนานกี่นาทีไก่ถึงจะสุกอะไรประมาณนั้น
โดยส่วนตัวเคยทำต้มข่าไก่นี่แหละให้ญี่ปุ่น กับฝรั่งทานทุกคนบอกว่าอร่อย มีอีกหลายเมนูที่มีคนขอให้เราสอนเช่นผัดไทย และพวกแกง แต่ว่าเราทำผัดไทยไม่เก่งทำออกมาไม่อร่อย ฝรั่งคนต่างชาติคิดว่าผัดไทน่าจะทำง่ายกว่าต้มข่า เขาก็งงว่าทำไมเเราทำผัดไทไม่เป็น เราบอกทำนะทำได้แต่มันไม่อร่อย และจริงๆในเมืองไทยก็เหอะหาผัดไทที่อร่อยๆจริงๆไม่ใช่ง่ายบางทีก็มันเกิน บางทีก็แห้งเกิน แหมพูดแล้วก็คิดถึงผัดไทตรงใกล้แบงค์ชาติซะแล้ว

ว่าแล้วเอาวีดีโอที่เราทำมาโชว์ให้ดูดีกว่า ได้เพื่อนสาวแสนสวยมาช่วยแสดง ใครว่างอย่าลืมช่วยกันเขาไปคอมเมนท์ กระตุ้นเรตติ้งกันด้วยนะจ๊ะ



http://www.youtube.com/watch?v=LCeAuU4el7c

การพนันออนไลน์ Online Gambling

plew August 1st, 2009



การพนันออนไลน์ online gambling หรือเว็ปไซต์ที่เปิดให้มีการเล่นพนันออนไลน์เปิดเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา คาสิโนออนไลน์ online casinos หรือการเล่นการพนันบ่อนออนไลน์ต่างจากการเล่นพนันในบ่อนจริงอยู่มากทีเดียว ที่เห็นชัดเจนคือการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เล่นกับเจ้ามือมีน้อยมากหรือไม่มีเลยด้วยซ้ำ จริงๆแล้วคาสิโนหรือการพนันในบ่อนออนไลน์ไม่มีเจ้ามือจริงๆ คอมพิวเตอร์จะควบคุมเกมส์ทั้งหมด คนที่เคยผ่านการเล่นการพนันเช่น poker หรือ blackjack ทั้งในบ่อนจริงและออนไลน์จะเห็นชัดว่ามีความต่างคือเล่นออนไลน์จะรู้สึกว่าอะไรๆคือเกมส์มันเร็วกว่าเล่นกันตัวเป็นๆเพราะการเล่นพนันออนไลน์มันไม่มีการพูดคุยสนทนาหรืออะไรที่มาขั้นจังหวะให้เกมส์ช้าลงเหมือนเล่นในบ่อนจริงๆ Online casinos ในปัจจุบันมีเกมส์หลายหลายรูปแบบให้เลือกไม่ว่าจะเป็น slot machine ที่ใส่กราฟฟิกและแอฟเฟคต่างๆให้ได้อารมณ์เหมือนกับการได้โยกสล๊อตแมทชีนของจริงเลยทีเดียว video poker หรือ blackjack ผู้เล่นต้องมีการตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกไพ่เหมือนการเล่นของจริงซึ่งก็มีผลต่อการได้เสียของแต่ละเกมส์จริงๆ

นอกจากนั้นมีหลายๆเว็ปไซต์ที่เปิดให้มีการแทงการพนันด้านการกีฬาประเภทต่างๆหรือ online sports betting แทบทุกประเภท ไม่เฉพาะแค่พนันฟุตบอลหรือม้าแข่ง ซึ่งก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการพนันออนไลน์ บ่อนออนไลน์พวกนนี้เปิดให้มีการแทงไม่เฉพาะกีฬา ยังรวมถึงผลการเลือกตั้งหรือผลการแข่งขันเรียลริตี้เกมส์ดชซ์อีกด้วย บางเว็ปไซต์จะมีการให้แต้มให้ราคาที่ดีกว่าบ่อนจริงๆทั่วๆไปเพราะการเปิดบ่อนออนไลน์นั้นมีค่าบริหารจัดการที่ถูกกกว่าบ่อนจริงมากจึงสามารถให้ราคาที่ดีกว่า บางเว็ปก็จะมีการสร้างเกมส์การแข่งขันจากคอมพิวเตอร์ซึ่งใช้ Java script ในการเขียนโปรแกรม ผู้เล่นสามารถดาวโหลดโปรแกรม casino’s software เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์และเล่นกับโปรแกรมอีกตัว บางเว็ปไซต์ให้เฉพาะดาวโหลดและเล่นตอนนั้นๆเลย บางที่สามารถทดลองเล่นฟรีก่อนได้โดยมีบัญชีเงินหลอกๆให้ลองเล่นขำๆ แต่โดยปกติก็จะมีความแตกต่างระหว่างการเล่นแบบฟรีๆแบบทดลองกับแบบที่มีการแท่งได้เสียกันจริงๆ หลายๆคนพบว่าเกมส์ทดลองเล่นมักเล่นได้บ่อยๆเหมือนโชคดีมีขึ้น แต่ของจริงมักไม่ใช่อย่างนั้น
Learn how to play Blackjack! It’s easy with Casino-on-Net’s flash tutorial
การพนันออนไลน์ถูกกฎหมายหรือไม่ ในการลงทะเบียนเพื่อเล่นการพนันออนไลน์ คุณจะต้องยยอมรับเงื่อนไข ข้อตกลงต่างๆของเวปไซต์นั้น การตรวจสอบว่าพื้นที่ที่คุณอาศัยอยู่สามารถเล่นการพนันออนไลน์ได้อย่างถูกกฎหมายหรือไม่ รวมทั้งอายุขั้นต่ำของผู้สามารถเล่นการพนันได้นั้นเป็นความรับผิดชอบของผู้เลนไม่ใช่ของเว็ปไซต์ ดังนั้นถ้าคุณเล่นการพนันออนไลน์ทั้งๆที่คุณอยู่ในพื้นที่หรือประเทศที่ถือว่าการพนันออนไลน์ผิดกฎหมายและทางเว็ปตรวจสอบภายหลังและพบเรื่องนี้ถึงแม้จะเล่นชนะการมีสิทธิโดนตัดสิทธิในการรับเงินได้ ปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมายเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ในแต่ละพื้นที่หรือในแต่ละประเทศที่ต่างกันทำให้ยุ่งยากในการตีความหรือจัดการว่าอะไรถูกกฎหมายหรือไม่ถูกกฎหมาย สหรัฐอเมริกาการพนันหรือการโอนเงินการพนันทางอิเล็กทรอนิคถือว่าผิดกฎหมายซึ่งในแง่นี้ก็รวมถึงอินเทอร์เนตด้วย ดังนั้นถ้าคาสิโนออนไลน์ในเนเอร์แลนด์จะฝ่าฝืนกฎหมายของสหรัฐทันทีถ้าคนในประเทสสหรัฐเข้ามาเล่นการพนันในเวปไซต์นั้น แต่ว่าในขณะเดียวกันสหรัฐเองก้ไม่ได้มีอำนาจที่จะไปดำเนินคดีใดๆกับองค์กรหรือพลเมืองของประเทศอื่น รวมทั้งคนที่เข้ามาเล่นเองส่วนใหญ่แล้วก็แทบไม่มีใครถูกดำเนินคดีเช่นกัน ดังนั้นเหมือนกับว่ามีกฎหมายแต่ไม่สามารถจัดการหรือนำใครมาลงโทษได้จริงๆ แต่อย่างไรก็ตามเจ้ากฎหมายที่ว่าก็อาจมีผลได้ในกรณีที่ตัวคาสิโนต้องการที่จะโกงหรือไม่จ่ายเงินกับผู้ที่เล่นได้ และปรากฎว่าผู้เล่นได้รายนั้นอาศัยในประเทศที่ห้ามการพนันออนไลน์คาสิโนก็สามารถใช้เหตุผลนี้ในการไม่จ่ายเงินได้และคนเล่นเองก็ไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิดใดๆได้เพราะตัวเองก็ทำผิดกฎหมายของประเทศตัวเอง ทำให้มันมีอะไรที่เหลี่ยมๆกันอยู่เนื่องจากการยอมรับหรือไม่ยอมรับการพนันออนไลน์ในแต่ละประเทศที่ต่างกันนนี่เอง

ในบางประเทศที่อนุญาตให้เล่นพนันออนไลน์ได้อย่างถูกกฏหมายหรือนุญาตให้เปิดคาสิโนออนไลน์ได้จะมีกฎหรือแนวทางปฏิบัติที่ที่เข้มงวดเพื่อให้แน่ใจว่าคาสิโนเหล่านั้นดำเนินการอย่างถูกต้อง เช่นควบคุมว่าคาสิโนต้องจ่ายเงินในกรณีที่ผู้เล่นเล่นได้ และตรวจสอบว่าการให้เงินเดิมพันในเกมส์ต่างๆถูกต้องเหมาะสมในแต่ละเกมส์ คาสิโนออนไลน์ของออสเตรเลียและฟินแลนด์เป็นที่รู้กันว่าจะปฎิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด แต่ในขณะที่คาสิโนของบางประเทศจะไม่เค่รงครัดนักเช่นอาจมีการเอาเปรียบผู้เล่นหรือตุกติกมากกว่า ในปัจจุบันมีคาสิโนออนไลน์เป็นจำนวนมากดังนั้นก่อนเล่นควรหาข้อมูลถึงกฎหรือการปฏิบัติของแต่ละแห่งของตัดสินใจ

จ่ายเงินในคาสิโนออนไลน์อย่างไร การเล่นการพนันออนไลน์อาจมีความยุ่งยากบ้างในสหรัฐรวมทั้งประเทสอื่นๆที่การพนันออนไลน์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย การเล่นสามารถ้บัตรเครดิตในการเติมเงินในบัญชีกับคาสิโนออนไลน์ แต่บัตรเครดิตของอเมริกาจะไม่อนุญาตให้มีการทำรายการในกรณีที่สามารถเห็นได้ว่าเป็นการทำรายการในการเล่นการพนันออนไลน์
ซิกแซกอาจทำโดยการเปิดบัญชีกับธนาคารในต่างประเทศแต่ก็อาจต่างจ่ายค่าธรรมเนียมต่างๆแพงขึ้น นอกจากนั้นบริการโอนเงินออนไลน์ที่คล้ายกับ paypal แต่สามารถใช้ในการโอนเงินเพื่อเล่นการพนันออนไลน์ได้ ซึ่งต่างจาก paypal ซึ่งไม่อนุญาตให้ทำรายการประเภทนี้ อีกวิธีคือการสั่งจ่ายเงินไปให้คาสิโนแต่วิธีนี้ใช้เวลานานและบางคาสิโนก็ไม่รับชำระเงินด้วยวิธีนี้
ไม่ใช่ว่าธนาคารในต่างประเทศหรือบริการโอนเงินทางอินเตอร์เนตทุกเจ้าจะไว้ใจได้ทั้งหมด ควรจะทำการตรวจสอบก่อนว่าธนาคารหรือผู้ให้บริการนั้นๆทำธุรกิจมานานมากน้อยแค่ไหน บริษัทที่ยืนหยัดให้บริการมานานกว่าย่อมน่าเชื่อถือมากกว่าและจะดีกว่าถ้าคุณสามารถติดต่อพูดคุยกับพนักงานจริงๆไม่ใช่เครื่องตอบรับ นอกจากนั้นในการใช้บริการโอนเงินในครั้งแรกควรทำรายรายการในจำนวนเงินที่น้อยๆเพื่อใช้ในการตรวจสอบดูเพื่อความแน่ใจอีกครั้งถ้าบริการเป็นที่น่าพอใจและไม่มีปัญหาครั้งต่อไปก็สามารถเพิ่มจำนวนเงินที่มากขึ้นตามลำดับ
Learn how to play Poker at the Best Poker School on the Net!กลโกงต่างๆในการเล่นการพนันออนไลน์ การเล่นการพนันออนไลน์ทำให้การโกงหรือการตุกติกต่างๆซับซ้อนมากขึ้นไปอีก ในการเล่น blackjack คาสิโนจะถือว่ามีการโกงถ้าผู้เล่นนับไพ่หรือใช้หลักการคำนวณทางคณิตศาสตร์เข้ามาช่วยให้ชนะ ในการเล่นในคาสิโนจริงผู้เล่นที่ชำนาญในการนับคำนวณไพ่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการซ่อนหรือแสดงท่าทีต่างๆในการเล่นไม่ให้เจ้ามือจับพิรุธได้ แต่ในการเล่นออนไลน์ไม่มีใครมาคอยจับตาดูเราไม่ว่าจะมีการจดหรือแม้กระทั่งใช้โปรกแกรมคอมพิวเตอร์มาช่วยคำนวณ คาสิโนออนไลน์บางแห่งมีชาร์ตการคำนวณแสดงให้ผู้เล่นเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นการโกงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายจนไม่ถือว่าเป็นการโกงแต่อย่างใด ในทางตรงข้ามวิธีการบางอย่างที่ใช้โกงในการเล่นบ่อนจริงไม่สามารถใช้ในการเล่นออนไลน์ได้ เช่นการมาร์กไพ่ การที่จะสามารถโกงในการเล่นคาสิโนออนไลน์ต้องใช้ในความสามารถในการเขียนโปรแกรม แก้ไขโปรแกรมการแฮคเข้าไปในฐานข้อมูล วึ่งในความเป็นจริงทำได้ยากคือยากที่จะรอดพ้นจากการตรวจพบ หรือหากทำได้จริงเช่นการแก้ดิมพันหรือแต้มต่อต่างๆก็จะมีผลต่อผู้เล่นทุกคนไม่ใช่เฉพาะคนที่เข้าไปแก้ไขบางอย่างเพื่อโกงเท่านั้น และอีกอย่างผู้ดูแลระบบสามารถตรวจพบได้อย่างรวดเร็วในกรณีที่มีความผิดปกติเกิดขึ้น


แรคคูนกับสกังค์ Raccoon and Skunk

plew May 31st, 2009


มีสัตว์อะไรบ้างในอเมริกาที่เมืองไทยบ้านเราไม่มี เอาประเภทที่หาได้ง่ายๆเหมือนหนูสกปรกที่เดินป๋วยเปื้อนในบ้านเราก็คงต้องเจ้าแรคคูน Raccoon นี่แหละ เอาเป็นว่าวันนี้มาเรื่องเบาๆน่ารักๆ กันอย่างเรื่องของเจ้าสัตว์ที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูแต่จริงๆแล้วไม่ใช่
อย่างแรคคูนกับสกังค์กันบ้างดีกว่า

ตัวเราเองอยู่อเมริกามาก็ปีกว่าแต่เนื่องจากอยู่ในเมืองคือซานฟรานซิสโก แถมอยู่ในย่านใกล้ดาวทาวน์ซึ่งตึกรามบ้านช่องหนาแน่น เลยทำให้ไม่ค่อยได้เห็นแรคคูนหรือสกังค์จะจะซะที เคยเห็นแรคคูนก็แว็ปๆตอนกลางคืน จนได้มีโอกาศมาพักที่บ้านพี่สาวแฟนใน Santa Cruz ซึ่งเป็นเมืองทางใต้ของซานฟรานขับรถประมาณชั่วโมงครึ่ง เรามาอยู่เฝ้าบ้านให้เค้าสามเดือน ซานตาครูสเป็นเมืองขนาดกลางๆออกแนวบ้านนอกนิดๆตึกสูงๆไม่มี บ้านก็เป็นบ้านมีบริเวณ คือพูดง่ายๆก็ยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก บ้านที่เรามาพักต้นไม้เยอะบวกกับมีพื้นที่หลังบ้านกว้างเอามากๆเป็นไร่เลยละ นี่เองทำให้เป็นเราได้มีโอกาศเห็นเจ้าแรคคูนกับสกังค์อย่างจะจะเป็นครั้งแรก

เดิมทีก่อนมาที่นี่เราเคยได้ยินชื่อแรคคูนกับสกังค์บ่อยๆ นึกถึงแรคคูนส่วนมากเป็นภาพในกาตูนร์ซึ่งเราก็คิดว่ามันน่ารักน่ากอดดี หางเป็นพวงสีดำขาว ตาเหมือนแพนด้า สกังค์คนไทยเราก็เคยได้ยินว่ากลิ่นมันเหม็นแต่เหม็นยังไงก็ไม่รู้เพราะไม่เคยได้กลิ่นมันจริงๆนี่นาดูแค่ในกาตูนร์อะ

เนื่องจากที่บ้านนี้เลี่ยงแมว ทำให้มีจานอาหารเม็ดของแมววางอยู่ในสวนหลังบ้าน วันหนึ่งประมาณสี่ทุ่ม ซึ่งเป็นวันแรกที่เราได้เห็นสกังค์ของจริงเป็นครั้งแรก มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นหางพวงๆสองตัวรุมกินอาหารแมวอย่างเมามัน เราบอกแฟนมาแอบดูมัน สกังค์เองจริงๆก็เป็นสัตว์ที่ดูน่ารักดี ตัวดูจะใหญ่กว่าแมวนิดหน่อยแต่หางเป็นช่อใหญ่สีดำขาวสวยมาก ตัวสีดำแต่มีขีดขาวตรงกลางดูเทห์เหมือนพังค์ประมาณนั้น แต่หน้าตามันยาวๆดูไม่ค่อยน่ารักเท่าไร แถมไม่กลัวคนด้วยมันเห็นเรามองมันก็เฉยๆกินต่อปาดินสอใส่ก็ไม่สนกินต่อ สำหรับกลิ่นนั้นก็เหม็นอย่างที่เคยได้ยินมา แต่มันเหม็นแบบก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนซากศพหรืออะไร กลิ่นคล้ายๆถั่ว หรือคล้ายๆคนกินถั่วเยอะและผายลมออก หรือค้ลายๆกลิ่นตดพูดง่ายๆ เอแต่เหมือนคนสักสามสิบคนตดพร้อมๆกัน เพราะบางวันเปิดประตูออกมากลิ่นงี้ฉุนเชี่ยว แฟนเราเล่าให้ฟังว่าอย่าทำให้มันโกรธมันจะสเปรย์กลิ่นเหม็นใส่ หมาของเพื่อนเขาเคยโดนมันสเปรย์ใส่ อาบน้ำล้าง โกนขนออกก็ไม่หายติดกลิ่นเหม็นอย่างนั้นสองปีถึงจะหาย น่ากลัวมาก

มาที่แรคคูนบ้างเจ้านี้เห็นจะจะใกล้ๆเลย มันมากินข้าวแมวที่วางไว้หน้าประตู แรคคูนตัวใหญ่กว่าแมวพอควร ตัวอ้วนกลมน่ารัก หางเป็นพวงขาวดำ แต่หน้ามันจะยาวๆคล้ายๆหมาจิ้งจอง แต่มีสีดำครอบตาแบบแพนด้า เราได้ดูมันกินข้าวใกล้ เจ้าตัวนี้มันจะใช้สองขาหน้าคือใช้มือหยิบอาหารเข้าปาก คล้ายๆลิงไงไม่รู้ แล้วกินเสร็จมันก็ทำความสะอาดมือ บางคนบอกว่ามันชอบล้างมือด้วยหลังมันกินอาหารเสร็จ เราเคยถามแฟนว่าเอแรคคูนนี่น่ารักดีทำไมไม่มีใครอมันมาเลี้ยง เขาก็หัวเราะบอกก็จริงๆแต่มันอันตรายเล็บมันคมและมันก็ไม่เชื่อง

เวลาแรคคูนหรือสกังค์มา แมวนี่คือหลบหรือไม่ก็ยืนตัวแข็งไม่สู้กัน แมวคงรู้ว่าสองตัวนี้แข็งแรงกว่าก็ต้องปล่อยให้มากินอาหารของตัวเอง สองพวกนี้จะออกหากินตอนกลางคืนกลางวันไม่เคยเห็นมันเลยไม่รุ้ไปแอบที่ไหน หลังๆอยู่บ้านนี้ระยะหนึ่งชักเบื่อเพราะเห็นบ่อย บางทีก็แอบนึกว่าเหมือนอยู่ในสวนสัตว์ไงไม่รู้เพราะสัตว์เยอะเหลือเกิน

เรื่องน่าเศร้าของที่นี่ก็ต่างจากบ้านเรา ปกติบ้านเราตัวที่นอนตายตามข้างถนนจะเป็นน้องหมา น้องแมว หรือหนูเป็นหลักแต่ที่นี่ก็เจ้าแรคคูนกับสกังค์นี่แหละ นอนตายตามข้างถนนทั่วไป แต่มีวันหนึ่งเห็นแล้วตกใจคือกวางนอนแข็งตายขาชี้อยู่กึ่งกลางถนน งงบวกสงสารไปพร้อมกัน แหมอเมริกานี่ช่างคงความเป็นธรรมชาติไว้ได้ดีเหลือเกิน..

ทำอาหารไทยให้ฝรั่งทาน Thai Food for the Western

plew May 23rd, 2009


อาหารไทยเราอย่างที่ทราบๆกันดีว่าโดงดังและเป็นที่ชื่นชอบของพวกฝรั่งรวมทั้งชาติเอเชียเราด้วยกันก็ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อาหารไทยนี่อร่อยแถมดีต่อสุขภาพอีกอีกด้วยเพราะเครื่องเคราที่มาจากสมุนไพรมากมาย แต่จากการมาสัมผัสด้วยตนเองในอเมริกา ทั้งจากการเป็นคนที่ต้องทำอาหารไทยให้ฝรั่งทาน หลักๆก็คือสามีเราเองนี่แหละ รวมทั้งเพื่อนๆฝรั่งบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง อีกประสบการณ์ก็คือการทานอาหารไทยในร้านอาหารไทยในอเมริกานี่แหละ ทำให้เราสังเกตว่าเอจริงๆไม่ต้องสังเกตหรอกค่ะมันเห็นๆกันอยู่ ว่าอาหารไทยที่จะทำหรือจะเสริฟให้ฝรั่งหรือคนต่างชาติ โดยเฉพาะคนที่ไม่คุ้นเคยกับอาหารรสจัดด้วยแล้ว ค่อนข้างแตกต่างจากอาหารไทยต้นตำหรับแท้ๆในบ้านเราอยู่พอสมควร

ประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเองเลย แฟนชอบกินต้มข่าไก่มาก แต่ว่าเวลาเสริฟเขาอยากให้เราแยกพวกเครื่องสมุนไพรพวกข่า ตะไคร้ โดยเฉพาะพริกออกให้ด้วย โดยเฉพาะพริกถ้าไม่ได้ปั่นยังเป็นชิ้นๆ ฝรั่งบางครั้งเขาไม่ค่อยดูก่อนจะตักเข้าปากหรือเพราะบางทีไม่รู้ว่ามันเผ็ดหรือแยกไม่ออกระหว่างสีเขียวที่เป็นพริกกับผักชีโรยก็ตักเข้าปากเคี้ยว โดนเข้าไปร้องจ๊ากเลยทีเดียว หลังจากนั้นเราระวังมากคือเอาพริกออกก่อนเสริฟเลย แล้วคำว่าเผ็ดน้อยของฝรั่งนี่คือเผ็ดน้อยจริงๆแถบจะไม่เผ็ด ตามร้านไทยพวกต้มยำต่างๆรสจะค่อนข้างอ่อนคืออ่อนมากๆสำหรับคนไทย เรียกว่ารสเด็กเลยละ บวกกับค้าชอบให้หวานด้วย คือจะชอบต้มยำที่ออกหวานนิดๆไม่เปรี้ยวจัดหรือเค็มแรงๆ แบบที่คนไทยชอบ

สำหรับต้มข่าหรือ Coconut Soup ที่บอกไปแล้วว่าฝรั่งชอบมาก ต้มข่าที่ขายกันในร้านไทยหรือเราเองทำให้ฝรั่งจะข้นๆมากกว่า คือของเราคนไทยจะใสกว่าเพราะข้นมากมันเลี่ยนแต่ฝรั่งชอบข้นๆ เราทำแทบไม่ผสมน้ำเลยกะทิล้วนแต่ฝรั่งบอกนี่แหละชอบเลย เมนูอื่นๆพวกแกงต่างๆก้ไม่ต่างคือรสจะอ่อนลงมากเมื่อเทียบกับไทยแท้ๆ

สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดถึงความแตกต่างของร้านอาหารไทยในอเมริกากับร้านอาหารไทยในบ้านเราคือวิธีเสริฟ ร้านไทยในอเมริกาเขาจะพยายามปรับเอารูปแบบการทานอาหารการเสริฟแบบฝรั่งมาใช้กับการเสริฟอาหารไทย ฝรั่งจะต้องมี appetizer เสริฟก่อน แล้วตามด้วย soup แล้วก็ Entrée ซึ่งอันนี้บอกตรงๆว่าขัดหูขัดตาและขัดใจเรามากๆ เพราะอะไรยกตัวอย่าง เราไปกับฝรั่งหรือตอนเราทำร้านอาหารไทย ฝรั่งสั่งป่อเปี๊ยทอด ต้มยำไก่ ผัดเปรี้ยวหวานแล้วก็ข้าวป่าว วิธีที่นี่เขาจะเสริฟป่อเปี๊ยก่อน โอเคอันนี้ไม่ว่ากัน แล้วเขาก็จะรอจนป่อเปี๊บเกือบหมดหรือหมดเขาก็จะเสริฟต้มยำ ซึ่งเขาถือว่ามันเป็นซุป โดยยังไม่เสริฟข้าว ก้ให้นั่งซดต้มยำไปป่าวๆจนหมด แล้วก้เก็บต้มยำออกไป สุดท้ายเหลือเปรี้ยวหวานเขาก็ถือว่าอันนี้ละ Entrée เขาก็เอามาพร้อมข้าวป่าว สุดท้ายคือเหลือกับอย่างเดียวที่กินกับข้าว มีบางเคสที่เจอหนักกว่านี้ สั่งไล่เลี่ยงไปมีของทอด มีต้มยำ มีผัดไทย มีข้าว เสริฟไปสุดท้ายเอาผัดไทยเสริฟมาพร้อมข้าว แต่ต้มยำนะหมดไปแล้ว นึกได้ไงว่าผัดไทยนี่ Entrée เซ็งเป็ดเลย คือถ้าเราไปกับแฟนซึ่งเขาคุ้นกับอาหารไทยและการเสริฟแบบไทย เราจะบอกเลยเอามาพร้อมกันเลย เพราะร้านส่วนใหญ่เลยเขาจะทำอาหารไล่ออกมาอย่างที่บอก
เรื่องอาหารจานเดียวของบ้านเราเช่นผัดไทย ข้าวผัด ผัดซีอิ้วพวกนี้เช่นกัน ร้านส่วนใหญ่ทำมันแบบเป็นกับข้าวอย่างหนึ่ง ทั้งๆที่มันเป็นอาหารจานเดียวที่ไม่ต้องกินกับข้าว แล้วเขาทำกันจานใหญ่มากแบบกินได้สองคนสบายๆแถมอาจเหลือด้วย สั่งผัดไทยทีไรลมเสียเพราะจานใหญ่มากๆ แถมรสจืดเค็มเป็นหลัก รสพริกป่น รสมะนาวไม่ต้องพูดเลย ฝรั่งหลายคนก็กินผัดไทยกับข้าวเปล่ากันเลย แถมสั่งผัดไทหรือผัดซีอิ้วที่นี่ไม่เคยให้ช้อนมาด้วยให้แต่ส้อมทั้งๆที่ช้อนเขาก็มี ก็คือต้องขอเขาอีกที มะนาวไม่ต้องพูดต้องขอ ขอแล้วก้ได้มะนาวเหลืองหรือ Lemon แต่เราต้องการ Lime หรือมะนาวเขียว ซึ่งไม่ใช่ที่นี่จะไม่มีขายแต่จริงๆมีขายทั่วไปเลยละ

อีกเมนูที่ฮิตเหลือเกินที่นี่คือสะเต๊ะค่ะ ของบ้านเราส่วนมากจะเป็นหมู ถ้าร้านอิสลามก็เนื้อ แล้วก็ไม้เล็กๆจิ๊ดเดียว แต่พอมาขายฝรั่งตัวโต สะเต๊ะที่นี่ก็ขยายขนาดตามคนกินคือที่นี้ทำไม้ใหญ่เลย น้ำจิ้มส่วนใหญ่จะให้แค่น้ำจิ้มถั่วหรือ peanut sauce ที่ฝรั่งชอบกันเหลือเกิน น้ำจิ้มอาจาดไม่เคยเจอร้านไหนเสริฟเลยนะเท่าที่ทานมา

เราเองก็เข้าใจว่าเขาอยากให้มันแบบเข้ากับวัฒนธรรมฝรั่งไง แต่บางทีเขาลืมไปว่าไอ้ซุปแบบไทยเรานะ มันรสจัดกว่าซุปแบบฝรั่งมากมาย ถึงแม้จะทำให้มันอ่อนแล้วมันก็ยังไม่อ่อนเหมือนกับซุปแบบฝรั่งที่ส่วนประกอบหลักๆคือนม เนย แล้วซุปไทยเราคือพวกต้มยำ ต้มข่าที่ฝรั่งชอบสั่งนะ มันอร่อยกว่าเมื่อกินกับข้าวสวยร้อนๆ แล้วสุดท้ายคุณให้เขานั่งกินข้าวจานควายๆกับกับข้าวที่เหลืออย่างเดียว แฟนเรายังบอกเลยร้านไทยน่าจะเสริฟอาหารคือเสริฟสไตล์ไทย ฝรั่งเขารับได้ แถมเขายังชอบเพราะมันเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมไปด้วยไม่ใช่แค่การกินอาหาร แฟนเราก็ยกตัวอย่างร้านพวกอาหาร Middle East เขาก็จะเสริฟในแบบของเขาไม่มีการจัดลำดับการเสริฟอะไรแบบฝรั่งเลย เขาเสริฟแบบเดียวกับที่เขาเสริฟในบ้านเขาแต่โอเค รสชาติของอาหารก็ต้องปรับบ้างให้เข้ากับรสนิยมอเมริกัน แฟนเราก็คิดอย่างเราเขาบอกร้านอาหารไทยน่าจะ Educate ลูกค้าได้บอกได้เลยอือซุปไทยนะรสจัดคนไทยนิยมทานพร้อมข้าว คนไทยเราทานกลับข้าวหลายๆอย่างพร้อมกันโดยทานกับข้าว เขาบอกบางทีฝรั่งไปทานอาหารต่างชาติเขาก็ชอบที่ได้บรรยากาศหรืออะไรที่มันเป็นของแท้ๆอะ ได้ทั้งอาหารอร่อยและเรียนรู้วัฒนธรรมไปพร้อมกันเลย แต่ทั้งนี้ก็ย้ำอีกทีว่าอันนี้ความเห็นส่วนตัวนะจ๊ะ
แหมบ่นมาซะยาวจริงๆแล้วคงเพราะคิดถึงอาหารไทยแบบรสชาติดั้งเดิม ไอ้ทำกินเองนะได้อยู่หรอกแต่บางทีทำเองกินเองทุกวันมันก็เบื่อ ก็อยากหาอาหารไทยรสแบบไทยแท้นอกบ้านกินบ้าง แต่ว่ายังหาร้านที่โดนไม่เจอเลยค่ะเศร้า..

เมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดในอเมริกา :America’s 5 Most Expensive Cities

plew May 16th, 2009


เมืองอะไรในอเมริกาที่ค่าครองชีพแพงที่สุด นั่งทำงานอยู่เพลินๆไม่รู้อยู่ดีๆก็แอบมานั่งคิดว่าอเมริกานี่มีตั้งห้าสิบรัฐ แต่ละรัฐก็ประกอบด้วยอีกกี่เมืองก็ไม่รู้รู้แต่ว่าเยอะมากๆ ก็อยากรู้ขึ้นมาว่าประมาณท็อปห้า ท็อปสิบอันดันเมืองที่แพงที่สุดในอเมริกา ในที่นี่คือเรื่องค่าครองชีพและราคาอสังหาริมทรัพย์ เพราะสองตัวนี้ถือเป็นปัจจัยหลักอยู่แล้วในการวัดว่าที่ไหนมันมีค่าครองชีพสูงกว่ากัน อยากรู้เพราะเราเองก็อยู่ San Francisco ซึ่งใครๆก็บอกว่าเมืองนี้โครตจะแพงติดอันดับต้นๆ เลยอยากรู้ว่ามันลำดับที่เท่าไร และเมืองไหนอีกที่โฮโซแสนแพง อันดับหนึ่งนั้นใครๆก็คงเดาออกว่านิวยอร์กแน่นอน แต่ลำดับรองๆลงมานี่ไม่แน่ใจ เลยลองหาจาก Google เพื่อนที่แสนดีอีกตามเคย ไปเจอเวปนี้ http://wirednewyork.com อ่านแล้วน่าสนใจดีเลยขอ อนุญาติคัดลอกมาให้อ่านกันดูเล่นๆ และเผื่อเป็นข้อมูลสำหรับบางคนที่คิดว่าเออยากมาอเมริกามาเมืองไหนดี เพราะเมืองที่มันแพงส่วนมากคือมันสะดวกสบายกว่า สิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่า สวยกว่า ตื่นตาตื่นใจกว่า เลยทำให้ค่าตัวมันสูงตามไปด้วย ของดีใครๆก็อยากไปอยู่ ว่าแล้วลองอ่านกันดูเองเลยค่ะ

America’s 5 Most and Least Expensive Cities

No surprise—the more a city has to offer, the more it costs to live there

Catch-22 rears its ironic face once again: The more a city has to offer, the more it costs to live there. That’s just the way it is. New York City, San Francisco and Honolulu are all beautiful, fun, vibrant cities that each cost an arm and a leg—and that’s just counting your security deposit.

To find out what cities give you the least bang for your buck, we’ve used the most recent Cost of Living Index compiled by the ACCRA, a non-profit organization that researches community and economic development. The Arlington, Va.-based company compiles the index from a survey of 314 metropolitan areas of all sizes in North America, taking into account six primary expenses: groceries; housing; utilities; transportation; healthcare; and miscellaneous goods and services. (Note that it does not consider taxes.)

How to Read the Numbers

The number that follows each city is its composite index score, with the average being 100. For example, with a composite index of 217.1, the cost of living in New York City is about 117 percent more than the cost of living in the average U.S. city. To extrapolate further, if you earned $100,000 per year in “Average City, U.S.A,” you’d need to make $217,000 annually in Manhattan.

No. 1: New York, New York—217.1

It’s the Big Apple, baby, and an expensive apple it is! The town so nice they named it twice also costs more than twice as much to live in as your average U.S. city. So while it may be great for the well-to-do, young people unconcerned with amenities like privacy or those who just have to live there, it’s a real struggle for the average family. Housing costs, utilities and groceries are all higher here than any other U.S. city, with housing costing five time the national average. Of course, as with all places, you’re paying for location and Manhattan has it all: the best restaurants, world-class museums and a bustling, vibrant, cosmopolitan scene replicated nowhere else.

No. 2: Jersey City, New Jersey—182.8

Well, if you think that location is everything, you must consider why Jersey City, N.J. is ranked just under New York City… New Jersey’s second largest city is one mile across the Hudson River from Manhattan, the most expensive city in the country. It is also just five miles from Newark, New Jersey’s largest city, which is also in the hub of one of the country’s most expensive places to live. From Jersey City, you’ll get one of the best views of the Statue of Liberty.

No. 3: San Francisco, California—169.8

It’s easy to give your heart up to The City by the Bay. The hilly, ethnically diverse metropolis is packed with hip neighborhoods, gorgeous vistas and enjoys a temperate year-round climate. The hang up is the cost of living. Real estate has bounded to stratospheric heights over the last decade, due mostly to the once-thriving tech industries in the area. So not only is purchasing a home extremely costly but even renting a one-bedroom apartment can cost you upward of $1,500 per month. And the market is very competitive, with buyers outbidding competitors and apartments snatched up as quickly as they become available. Some landlords even require a “renter’s resume” of your past living accommodations. If you can afford it, it’s the best. If not, at least spend a vacation there.

No. 4: Stamford, Connecticut—163.2

Stamford, a city of approximately 117,000 residents, is a coastal community along Connecticut’s shoreline, consisting of 37.3 square miles. Just 25 miles northeast of New York City and 40 southwest of New Haven, Stamford is the country’s third largest corporate headquarters community. The city offers both urban and suburban elements ranging from the multi-acre homes in wooded North Stamford, to a corporate downtown center, to the shoreline areas that envelop parks and beaches. Besides scenic beauty, Stamford also boasts a low crime rate.

No. 5: Honolulu, Hawaii—155.64

A little slice of tropical paradise will cost you big if you decide to live in Hawaii’s largest city, a metropolitan area of 372,279 residents. According to Enterprise Honolulu, in 2000, Honolulu’s per capita personal income was $29,960 in comparison to Hawaii’s average of $27,851 and the U.S. average of $29,649. Honolulu’s per capita personal income has consistently remained above the state and U.S. average. Still, housing and groceries don’t come cheap. And what do you get in return for that high cost of living? How about beautiful beaches, cool tradewinds and a killer view of Diamond Head.

Four of the five least expensive metropolitan areas are in Texas. They include:

McAllen, Texas—84.3
Seguin, Texas—84.6
Laredo, Texas—85.0
Jonesboro, Arkansas—85.9
Lubbock, Texas—86.6

And besides metropolitan areas, the ACCRA also ranks 314 urban areas. Those with the highest cost of living are:

New York-Wayne-White Plains, NY-NJ—171.0
Los Angeles-Long Beach-Glendale, CA —148.8
Oakland-Fremont-Hayward, CA—143.8
San Diego-Carlsbad-San Marcos, CA—139.8
Washington-Arlington-Alexandra, DC-VA-MD-WV—138.8
Newark-Union, NJ-PA—132.9
Edison, NJ—131.4
Seattle, WA—122.9
Philadelphia, PA—120.8
Chicago-Naperville-Joliet, IL—118.0

Copyright 2004 Homestore, Inc.

วันทำเลสิค

plew January 16th, 2009


วันผ่าตัดทำเลสิคมาถึง เราได้คิวตอนบ่ายสามโมง มาก่อนเวลาเล็กน้อย มาถึงเจ้าหน้าที่ก็อธิบายขั้นตอนให้ฟังอีกครั้งแล้วก็ให้เซ็นหนังสือประมาณว่าจะไม่เรียกร้องหรือฟ้องร้องใดๆต่อคลีนิคและคุณหมอ ซึ่งเขาให้เราอ่านตัวสัญญาตั้งแต่วันที่เรามาตรวจประเมินแล้ว และที่อื่นๆก็ต้องเซ็นเอกสารนี้เหมือนกันก็เซ็นไป พร้อมทั้งยื่นผลเลือด นั่งรออีกแป๊ปเขาก็จัดถุงยามาให้พร้อมทั้งอธิบายว่าใช้อะไรยังไง ประกอบด้วยยาหยอดตา 2 หลอด คือตาข้างละหลอดเลย ขวาและซ้าย ยาคลายกังวลให้มาสี่เม็ดเผื่อคนไข้นอนไม่หลับ ยาพาราในกรณีที่ปวดหลังผ่าตัด สกอตเทปไว้ใช้กับที่ปิดตา และเอกสารแนะนำการปฎิบัติตัวหลังจากจากผ่าตัดในสัปดาห์แรก เราก็รับไว้ ตอนแรกงงว่าให้ก่อนผ่าอีก มาคิดอีกทีก็ดีเพราะผ่าเสร็จมันอาจเจ็บและมองอะไรไม่ชัด เสร็จแล้วก็จ่ายเงิน ถ้าจ่ายสดลดอีก 500 แต่เราจ่ายบัตรเพราะตั้ง 75500 ขี้เกียจเบิกเงินสดมา อยากได้คะแนนจากบัตรด้วย หลังจากนั้นก็รออีกแป๊ปก็ให้เข้าห้องผ่าตัด

เข้าห้องผ่าตัดเลสิค เข้าไปปุ๊ปจะมีจอแสดงรูปเรา เออดีนะ ชัวร์ดีว่ามาไม่ผิดคน แล้วก็ใส่เสื้อคลุมและหมวกคลุมผม นาฬิกาใส่ได้ไม่มีปัญหา แล้วก็มาล้างหน้าอีกที เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ก็ให้มานอนพักที่เก้าอี้เพื่อหยอดยาชา หยอดครั้งแรกจะแสบนิดๆ และหยอดซ้ำอีกสามครั้งได้ คือหยอดจนเราไม่รู้สึกแสบแสดงว่าชาแล้ว พยาบาลที่นี่บริการดี คอยบอกตลอดว่าสบายๆนะ ไม่ต้องกังวล รวมทั้งบอกขั้นตอนอีกครั้งรวมทั้งระยะเวลา ว่าทำอะไรบ้างในห้องผ่าตัด เช่นอาจได้กลิ่นไหม้ๆไม่ต้องตกใจเพราะเป็นปฎิกิริยาของเลเวอร์กับผิวตาของเรา สักพักคุณหมอก็มานั่งข้างๆบอกอีกสิบนาทีนะคิวเราแล้ว รวมทั้งบอกว่าเราต้องทำอะไร คือให้ฟังแล้วทำตามคุณหมอเวลาอยู่ในห้อง ใช้เวลาประมาณแปดนาทีอะไรประมาณนั้น ตอนคุณหมอคุยเราก็พยักหน้ารับ คุณหมอบอกเวลาอยู่ในห้องผ่าตัดอย่าทำอย่างนี้คือ ฟังเข้าใจแล้วทำตามอย่าขยับศรีษะตาม คุณหมอถามกลัวไหม เราบอกไม่เลย อยากผ่าเร็วๆ ไม่ได้โกหกนะ วันนั้นไม่กลัวเลยสักนิด อยากทำมากๆ ไม่กลัวเพราะเราศึกษามาแล้ว และมั่นใจในคุรหมอและเครื่องมือ เพราะถือว่าเราได้เลือกคุณหมอที่เขาว่าเก่งที่สุดในด้านนี้คนหนึ่งในประเทศไทย แล้วจะกลัวทำไม

พอถึงคิวเข้าห้องผ่าตัดทำเลสิคจริงๆ เขาก็ให้เรานอนบนเตียง หัวเราก็วางบนส่วนที่มีรูปร่างคล้ายโดนัส มองไปข้างบนก็เป็นเครื่องเลเซอร์ มีพยาบาล 2 และเจ้าหน้าที่อีกคนดูควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์และคุณหมอ พยาบาลเช็ดทำความสะอาดหน้าให้อีกครั้ง และใช้พลาสติกเหนียวคุลมส่วนบนใบหน้าคือหน้าผากลงมาถึงใต้ตา แล้วก็ตัดเจาะบริเวณรอบตาสองข้าง ซึ่งพลาสติกมันตรึงหนังตาเราไว้ไม่ให้ขยับ หลังจากนั้นเริ่มที่ตาซ้ายก่อน คุรหมอให้มองจุดเขียวเอาไว้ให้นิ่งแล้วก็ใช้เครื่องมือเปิดกระจกตาคือวางและกดบริเวณตาดำแป๊ปเดียว จากนั้นคุณหมอบอกตลอดว่าโอเคตอนนี้จะมองไม่เห็นอะไรแล้วนะ โอเคเปิดกระจกตาเรียบร้อย ย้ายมาข้างขวาก็ทำอย่างเดียวกัน เปิดกระจกข้างขวาก็กลับมาซ้าย คุรหมอจะบอกตลอดว่าจะเห็นหรือไม่เห็นอะไร มาข้างซ้ายมองจุดเขียวอีกรอบ แล้วคราวนี้เริ่มยิงเลเวอร์แล้วนะให้มองจุดแดงให้นิ่งไว้ เราก็มองนิ่ง แป๊ปเดียวเอง คุณหมอบอกโอเคแจ๊วมาก เรียบร้อย แล้วก็เอาเครื่องมืออะไรมาถูๆบริเวณตาเราแล้วก็มีสเปรย์พ่นด้วย ก็คงปิดกระจกตากลับไปนะแหละ เหลือข้างขวาก็ทำอย่างเดียวกันเลย เร็วมากจริงๆไม่เจ็บอะไรเลย ไม่น่ากลัวด้วย แต่มีเจ็บนิดนึงตอนคุรหมอแกะพลาสติกออกคือมันดึงผิวดึงขนเราอะ นั้นแหละเจ็บที่สุดแล้วในการทำเลสิคสำหรับเรา ออกมาจากห้องผ่า นั่งที่เก้าอี้อีกรอบพยาบาลหยอดยาปฏิชีวนะให้แล้วปิดฝาครอบตาให้เป็นอันเรียบร้อย ออกมาถอดเสื้อคลุมถอดหมวก

เจ้าหน้าที่ให้ทานยาแก้ปวดกันไว้ เขาถามเจ็บไหมเราบอกไม่นะ คือเราไม่รู้สึกแสบหรือน้ำตาไหลอะไรเลยคือค่อนข้างปกติมาก อาจรู้สึกเคืองๆนิดหน่อย เขาบอกนั่นแหละเพราะยาหยอดยังออกฤทธ์กลับไปเดี๋ยวจะปวดสะแสบบ้าง เราก็อือ หลังผ่าเราก็มองเห็นเลยก็รู้สึกว่าเห็นดีแต่ยังบอกไม่ได้เพราะมีฝาครอบมองไม่ถนัดนัก กลับบ้านมาก็ปกติกินอาหารอะไรปกติ และก็ไม่ได้ปวดหรือแสบน้ำตาไหลอะไรเลยคือปกติมาก แค่เคืองเหมือนมีผงที่ตาขวาเท่านั้น

วันรุ่งขึ้นเก้าโมงเช้าไปเปิดฝาครอบตา ว้าวพอเปิดเห็นชัดเลย พยาบาลก็เช็ดตา เช็ดหน้าให้ หยอดยาปฏิชีวะนะ และน้ำตาเทียม และให้น้ำตาเทียมเพิ่มกลับบ้านรวมทั้งคอตตอนบัดไว้ทำความสะอาดขี้ตาในตอนเช้า รวมทั้งบอกวิธีดูแลตัวเองในสัปดาห์แรกอีกครั้ง พร้อมทั้งวัดสายตาคร่าวๆ คือเราอ่านตัวเลขตรงเส้นแดงได้สบายเลย แล้วพบคุณหมอ คุณหมอตรวจเร็วมาก บอกแผลสมานกันดีแล้ว โอเคเลยไม่มีติดเชื้อไม่มีปัญหาอะไร นัดมาตรวจอีกทีในห้าวันถัดมา เพราะอาการดูแล้วโอเคก็ไม่ต้องหนึ่งอาทิตย์
อย่างที่รู้กันว่าหลังผ่าตัดอาทิตย์แรกห้ามตาโดนน้ำเด็ดขาด ทำให้ล้างหน้าสระผมไม่ได้ด้วย เราก็ทำตามเคร่งครัด ก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะอยู่บ้านหน้าจะมันหัวจะเหม็นหน่อยก็ไม่เลวร้ายมากมาย บางทีเราก็เอาแอลกอฮอล์ชุบสำลีเช็ดหน้าบ้างนิดหน่อยแต่ห่างบริเวณตาพอสมควร เรื่องการหยอดยาและหยอดน้ำตาเทียมก็ทำไม่ขาดวันละสี่ครั้ง แต่น้ำตาเทียมบ่อยหน่อย เพราะเจ้าหน้าที่บอกหยอดบ่อยๆดี ในห้าวันแรกอาการโอเคมาก คือไม่เจ็บไม่แสบ มีเคียงเล็กๆ บางครั้ง พยายามพักพยายามนอนให้มาก แต่จริงๆเขาบอกใช้สายตาได้ตามปกติ เราใช้คอมบ้างแต่ยอมรับว่าใช้แค่สักสิบนาทีคือใช้สายตาสักสิบนาที จะรู้สึกว่าตาล้า มันอยากพัก ตาจะล้าเร็ว เราเองวันที่สามยังออกไปดูหนังอีกด้วยออกไปค่ำ ตอนแรกก็กลัวเพราะเค้าบอกบางคนเข้าไปที่มืดอาจมีปัญหาในการมองเห็นไม่ดี หรือพวกแสงกระจาย ตาปรากฎว่าเราไม่ปัญหานั้นเลย คือชัดแจ๋วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสิบกว่าปีที่ผ่านมา ชัดกว่าใส่คอนเทคเลนส์ซะอีก แต่ปัญหาคือใช้สายตานานๆแล้วจะล้า ต้องแอบหลับตาบ้างเป็นระยะ
เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเราก็น่ารักโทรมาคุยมาถามว่าเป็นไง เราก็บอกโอเคเลย เพียงแต่ล้าๆเวลาใช้ตาเกินสิบนาที เขาบอกปกติ เพราะตามันเพิ่งผ่ามา ก็อยู่ระหว่างปรับด้วย เราก็เข้าใจอยู่แล้ว ในวันที่ห้าหลังการผ่าก็นัดไปตรวจอีกที ผลการตรวจวัดคือไม่มีค่าสายตาแล้ว คือ20/20 แต่ตาขวาการมองยังๆไม่คมชัดเท่าตาซ้าย แต่สองข้างพร้อมกันดีมากเลย พบคุณหมอตรวจดูบอกแผลโอเคไม่มีปัญหาอะไร ล้างหน้าสระผมได้ หยุดยาหยอดตา แต่น้ำตาเทียมใช้ต่อได้ปกติ เราก็ถามถ้าอยากหยอดยาต่อได้ไหมผลคือไม่ควร เพราะจริงๆยาหยอดปฏิชีวะนะมันทำให้ตาเราแห้งไม่เป็นผลดี ถ้าแผลเราโอเคแล้วไม่ควรใช้ต่อ แต่ยังห้ามแต่งหน้ารอบดวงตาจนอาทิตย์ที่สองถึงแต่งได้
วันที่เขียนอยู่นี้ผ่ามาครบ 7 วัน อาการดีขึ้นเรื่อยๆ คือใช้ตาได้นานๆโดยไม่ค่อยล้าแล้ว การมองเห็นยังคมชัดดีมาก เหมือนได้โลกใหม่จริงๆ เพราะปกติเวลาอยู่บ้านไม่ใส่แว่นและมองวิวไปนอกหน้าต่างมันเห็นแต่ตึกใบหยก หลังจากทำมันเห็นตึกอื่นๆ ไกลไปจนตึกแถบริมแม่น้ำเจ้าพระยาโน่นเลย รู้สึกว่าชีวิตมันมีความสุขมากขึ้น คุรภาพชีวิตดีขึ้น ไม่ต้องมากัลวลเรื่องใส่คอนเทคเลนส์แล้วเคืองตา หรือกังวลว่าล้างไม่สะอาด ใส้แว่นก็ดูแก่ไม่ใช่ตัวเรา มันสะดวกขึ้นเยอะ คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปจริงๆ และรู้สึกโชคดีที่ตัวเองไม่มีผลข้างเคียงอะไรที่เลวร้าย
อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าหลังการผ่าตัดทุกคนจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเหมือนกันหมด เพราะเพื่อนของเพื่อนสองคนมีภาวะแสงกระจายถาวร คือเห็นพระจันทร์สามดวงเลยแก้ไม่ได้ด้วย เพื่อนบางคนมีภาวะแสงกระจายนานประมาณเก้าเดือนแต่ตอนนี้หายแล้ว แต่เธอก็บอกคุ้มที่ทำ บางคนผ่ามาสี่ปีตอนนี้เริ่มไม่ค่อยชัดเหมือนก่อนแล้ว แต่เขาก็บอกคุ้มเช่นกัน
สุดท้ายถ้าใครถามเราว่าทำเลสิคดีไหมเราก็จะบอกว่าดีมากเลย เพราะมันไม่ได้น่ากลัว ใช้ระยะเวลาสั้นๆมากๆ แต่ผลลัพธ์มันทำให้เราใช้ชีวิตได้สะดวกสบายมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

อ่านรื่องทำเลสิคที่ไหนดี

Next »