ชิปของจากอเมริกากลับไทย ตอนที่ 2 Ship Household Effect from America to Thailand

plew June 13th, 2011

Cheap calls to Thailand


มาเล่าเรืื่องการขนของจากอเมริกากลับไทยกันต่อ หลังจากที่ตกลงแล้วว่าจะชิปของทั้งหมดจากอเมริกากลับไทย คือตกลงวันที่จะให้เอาตู้คอนเทนเนอร์มารับของที่บ้านรวมทั้งไดรับใบเสนอราคาเรียบร้อย คราวนี้งานหนักคือการแพคของทั้งหมด เพื่อนที่ทำงานชิปป้งแนะนำว่าให้ถ่ายรูปไว้ให้หมดทั้งก่อนแพคและหลังแพคเพื่อยืนยันว่าของใช้แล้วจริงๆเพราะปกติคนไทยที่ไปอยู่ต่างประเทศอย่างน้อยหกเดือนจะมีสิทธิที่จะขนข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวคือของที่ใช้แล้วเข้ามาโดยไม่ต้องเสียภาษี เพื่อก็บอกถ่ายก่อนแพคและหลังแพค
เพราะนอกจากเรื่องภาษีก็เป็นการยืนยันด้วยว่าก่อนจะลงเรือของอยู่ในสภาพดีไม่ชำรุด แล้วก็ต้องทำรายการของทั้งหมดให้ดีให้ละเอียดประมาณหนึ่ง เพราะตรงนี้ตอนออกของที่เมืองไทยต้องใช้และการแพคก็ต้องระวังการแตกหักกระแทกเพราะเรือไม่เหมือนรถหรือเครื่องบินันมีคลื่นมีลม ของก็อาจจะโคลงแคลงกระแทกกันเสียหายได้แถมอยู่ในเรือเป็นเดือน อ้อลืมบอกไป
การขนของทางเรือจากอเมริกากลับไทย ของเราออกจากท่าเรือที่โอ๊คแลนดืไปไทยใช้เวลาหนึ่งเดือน ของเราทั้งหมดหนึ่งร้อยสามสิบชิ้น คือเราจะให้หมายเลขของทุกอย่าง คือถ้าอยู่ในกล่องก็จะให้หมายเลขกล่องนั้น ถ้าเป็นชิ้นใหญ่ไม่อยู่ในหีบห่อ
ก็ให้หมายเลขเช่นกัน แล้วก็ระบุเลยว่าหมายเลขนั้นๆคืออะไร ที่ของแต่ละชิ้นก็จะติดหมายเลขกำกับด้วย ก็ทำใส่ Excel เลย จนอแพคนี่เหนือยจริงๆแฟนชะล่าใจไม่รีบคิดว่าทัน ปรากฎว่าจนคืนก่อนที่ตู้จะมาก็ไม่เสร็จ สรุปว่าคืนนั้นแพคถึงตีสี่เลยคือไม่ได้นอนเลย
เพราะมันต้องห่อน ต้องป้องกันอย่างดีในระดับหนึ่ง พวกเฟอร์นิเจอร์ก็ต้องป้องกันตามมุมทุกมุม มีพลาสติกห่อทุกชิ้น แล้วก็ทำกันเองหมดทุกชิ้น เหนือมากๆ รวมทั้งต้องหาซื้อพวกเชือก อุปกรณ์ในการช่วยดึงรั้งของในตู้ไม่ให้มันเคลื่อนด้วย เพราะถ้ารั้งไม่ดีของก็จะเลือนไปเลื่อนมาชนกันกระแทกันเสียหายได้นึกสภาพเรือที่มันต้องโยนตัวตามคลื่นแล้วกัน ตรงนี้เราเองก็ต้องหาข้อมูลคือทั้งคุยกับบริษัทที่เราจ้างแล้วก็เพื่อนที่ทำชิปปิ้งในไทย ว่าควรแพคแบบไหน สภาพในตู้เป็นไง มีจุดมีห่วงมีที่ล็อกของอะไรยังไง ตู้สูงจากพื้นกี่เมตร ตู้มามีอุปกรณืในการยกของ ขนของให้หรือไม่เพราะเราแพคเอง ทำเอง แล้วเหมาตู้มันยุ่งกว่าแค่ขนของเป็นกล่องเพราะแบบนั้นเขาเอาของเราไปเวลาโหลดลงตู้หรือเรือเขาจะทำให้แต่เราเหมาตู้ทำเองหมด

สรุปก็ได้ความว่าตู้จะสูงจากพื้นสี่เมตรซึ่งสูงทีเดียวและไม่มีอุปกรณ์หรือสะพานอะไรช่วยทั้งสิ้น ซึ่งตรงนี้ยากพอควรในการขนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆเข้าตู้ และข้อมูล่อมาคือในตู้จะมีเป็นห่วง คือมีฮุคทุกๆน่าจะหนึ่งเมตรซึ่งเราสามาถใช้เชือกมัดรังของให้มันอยู่กับที่ได้เพื่อป้องกันการกระแทก ดังนั้นเรากับแฟนก็โอเคตอนแพคแพคเองแต่ตอนจะโหลดของเข้าตู้นี่คงทำเองไ่หว ก็เลยจ้างบริษัทที่ทำพวกขนย้ายของจ้างพนักงานยกแล้วก็จัดแพคของเข้าตู้มาสามคน ราคาก็อยู่ประมาณสองร้อยเหรียญสำหรับแรงงานสามคนในเวลาสองชั่วโมงประมาณสองวันก่อนวันนัดหมายบริษัทที่จะลากตู้คอนเทนเนอร์มาที่บ้านก็โทรมาคอนเฟริมอีกครั้ง แล้วก็ต้องย้ำเรื่องการเข้าออก และที่จอดรถเพราะรถลากตู้มันยาวและให่ทีเดียว คือถ้าถนนแคบหรือมีรถจอดเยอะก็จะลำบากมาก ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่ต้องระวังถ้าคิดจะเหมาตู้แต่ของเราก็ไม่มีปัญหาเพราะหน้าบ้านกว้างและถนนใหญ่ทีเดียว เมื่อวันนัดหมายมาถึงรถลากตู้มาตรงเวลามากจริงๆมาก่อนเวลาด้วยประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งก็ดีคือเขาใช้เวลาพอสมควรในการถอดจอดให้เข้าที่เข้าทางเพราะรถมันใหญ่ พนักงานที่นัดไว้ให้มาขนก็มาตรงเวลา รวมๆทุกอย่างก็ดูดีเป็นไปตามแผน ตู้คอนเทนเนอร์สูงจากพื้นเยอะทีเดียวอย่างทีบอกแต่คนที่จ้างมาก็แบบฝรั่งตัวควายๆใหญ่ๆทั้งสามคน เรามีเวลาโหลดของสองชั่วโมงคือต้องโหลดให้เสร็จสองชั่วโมง ไม่งั้นต้องเสียค่าชั่วโมงให้รถลากอีกชั่วโมงละเจ็ดสิบห้าเหรียญ บวกเสียค่าแรงคนยกของเพิ่มด้วยตอนเอาของเข้าตู้ตลอดงานแฟนก็ถ่ายรูปไว้ตลอด และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องถ่ายรูปไว้คือหมายเลขตู้คอนเทนเนอร์ แล้วก็สภาพตู้ อะไรต่างๆ สุดท้ายทุกอย่างเป็นไปด้วยดี โหลดของรวมทั้งมัด ยึดด้วยเชือกอะไรต่างๆ เสร็จภายในสองชั่วโมงของเราไม่เต็มตู้มีแค่ครึ่งตู้เอง พนักงานที่มาโหลดของให้จัดของแบบสูงคือสูงเต็มเพดาน ทำให้เต็มแค่ครึ่งตู้แล้วก็เอาเชือกรัั้งไว้เป็นตาข่าย จริงๆเราก็ไม่รู้ว่าวิธีจัดของแบบนี้ถูกไม๊ เพราะจริงๆ ทั้งคนจากบริษัทชิปป้งและเพื่อนเราที่ไทยบอกว่ากรณีของไม่เต็มตู้ให้พยายามอย่าจัดสูงคือพยายามให้ของเต็มพื้นที่ตู้แนวราบเพื่อป้องันให้ของมันไม่เลืื่อนตอนอยู่ในเรือ แต่คนที่จ้างดันจัดแบบตรงข้ามคือเต็มฝั่งด้านใน ด้านนอกนี่ไม่มีอะไรเลย ตอนนั้นก็นะลุ้นดเอาอีกเดือนข้างหน้าตอนของมาไทยว่าของจะมาสภาพไหนจะแบบเชือกขาด ของกระแทกกันเสียหายหรืออย่างไร ตอนนั้นเราก็เอาละเดือนหน้าก็รู้ พอทุกอย่างเรียบร้อยคนขับเขาจะเอาซีลมาปิดคือเอาซีลมาคล้องคือแปลว่าตู้นี้จะไม่มีการเปิดจนถึงเมืองไทยเพรราะเราเหมาตู้แล้ว เราต้องจดหมายเลขซีลไว้ สำคัญมาก จริงๆถ่ายรูปไว้เลยละ ขนขับก็จะมีใบรับของให้อีกระบุหมายเลขตู้ หมายเลขซีล ชื่อบริษัทชิปปิ้ง
อะไรต่างๆ เสร็จแล้วเราก็อีเมล์รายละเอียดคือเบอร์ตู้ เบอร์ซีล รวมทั้งไฟล์รายการเอกสาร ชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์เราที่เมืองไทยไปให้บริษัทชิปปิ้งคือ บริษัทสยามฯ เพื่อให้เขาออก BL มาให้ บ่ายๆเขาก็ส่ง BL มาให้เราทางอีเมล์ื ส่วนเรื่องค่าชิปปิ้ง เราจ่ายหลังจากที่เราได้ BL แล้วคือโหลดของแล้ว แล้วก็ส่งเช็คให้เขาก่อนวันที่กำหนดว่าเรือจะออกจากท่าที่อเมริกาวันหนึ่งก็ก่อนเราจะกลับเมืองไทย เพราะถ้ากลับไทยแล้วจะจ่ายลำบากเพราะบริษัทเขาอยู่แอลเอ ก็แฟร์ดีไม่มีมัดจำอะไรทั้งนั้นจ่ายเมื่อเราขนของเราลงตู้แล้วจบ หลังจากเขาได้เช็คเขาก็ส่งใบเสร็จรับเงินมาให้เราทางอีเมล์เช่นเดิม รวมๆเราก็ือว่าบริษัทสยามใช่ได้โอเคทีเดียว คือไม่มีปัญหาอะไร คุณแฟรงค์ที่ดูแลคิดว่าเป็นเจ้าของนั่นแหละ การพูดจาแกอาจจะแบบไม่่ค่อยหวานอะไรคือดูแบบคนแกคุณลุงประมาณนั้น ไม่รู้สิเดาจากเสียง แล้วก็อาจแบบโทรกลับช้า หรือดูไม่รีบแบบเรื่อยๆ แต่สรุปทุกอย่างก็เป็นไปตามที่นัดหมายตกลงกันเรียบร้อย ค่าใช้จ่ายในการชิปของจากอเมริกากลับไทย คือจากท่าเรือที่โอ๊คแลนด์ไปถึงด่านลาดกระบังแบบเหมาตู้่เล็กอย่างที่บอก $2400 กว่า แต่นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เมืองไทยอีกเมื่อเรือไปถึงแล้ว

บริษัทสยามอินเตอร์ที่อยู่แอลเอ เขาจะดูแลเราตอนของออกจากอเมริกา แต่พอของไปถึงเมืองไทยแล้วก็จะมีบริษัมอีกบริษัทหนึ่งคือบริษัทไทรอัมส์ คือบริษัทในกรุงเทพ เป็นคนดูแลต่อีกที จริงๆถ้าเข้าไปดูเว็ปของบริษัทสยามฯเขาจะเขียนระบุไว้แล้วว่าบริษัทในไทยที่ดูแลชื่ออะไร ติดต่ออย่างไร เอาละเมื่อของมาถึงเมืองไทยแล้วจะต้องทำอะไรบ้างเสียค่าใช้จ่ายเท่าไร
เอาไว้มาเล่าให้ฟังตอนต่อไปซึ่งเป็นตอนจบของเรื่องนี้ค่ะ

อ่านเรื่องชิปของจากอเมริกากลับไทยตอนที่ 1

อ่านเรื่องชิปของจากอเมริกากลับไทยตอนที่ 3

Trackback URI | Comments RSS

Leave a Reply