Archive for June, 2011

ชิปของจากอเมริกากลับไทย ตอนที่ 3 Ship Household Effect from America to Thailand

plew June 16th, 2011

Cheap calls to Thailand


มาเล่าเรื่องการขนของทางเรือจากอเมริกากลับไทยกันต่อ ตอนนี้ตอนสุดท้ายแล้วค่ะ หลังจากมาถึงเมืองไทย เราก็โทรไปบริษัทเรือที่กรุงเทพซึ่งจะดูแลต่อจากบริษัททัี่แอลเอ โอเคแจ้งให้เขารู้ว่าเรากลับแล้ว เบอร์มือถือเบอร์อะไร เบอร์บ้านเบอร์อะไร ซึ่งเรามาถึงก่อนที่ตู้จะมาถึงนานพอควร เพราะของใช้เวลาประมาณเดือนหนึ่งประมาณอาทิตย์กว่าๆก่อนที่เรือจะเข้าทางบริษัทคือบริษัทไทรอัมส์ก็โทรมาถามว่าเราจะออกของเองหรือให้บริษัทชิปปิ้งที่ทำร่วมกับเขาออกของให้ แล้วจะให้ลากตู้ทั้งตู้ไปที่บ้านเลยหรือจะย้ายของจากตู้ใส่รถบรรทุกเข้าไป ตรงนี้สำคัญเพราะถ้าบางบ้านอยู่ในซอยแคบ หรือสายไฟฟ้าต่ำๆ จะลากตู้ไปลำบาก เพราะรถที่ใช้ลากตู้ไปมันใหญ่พอควร ซึ่งถ้าซอยแคบก็ต้องขนของใส่รถประมาณหกล้อหรือรถกระบะที่สามารถเข้าออกได้สะดวกว่า เราเองตัดสินใจทั้งสองเรื่องอยู่ระยะหนึ่ง ตอนแรกก็ลองให้บริษัทชิปปิ้งที่ร่วมกับบริษัทนี้เสนอราคามา เขาเสนอมา 23000 กว่า คือรวมทุกอย่างคือ door to doorเราไม่ต้่องไปทำอะไรเลยรอรับของอย่างเ้ดียวเลย คือรวมค่าธรรมเนียมทุกอย่าง ค่าบริการทางพิธีการ ค่ารถลากมาที่บ้าน แต่ไม่รวมคนงานที่จะยกของลงจากรถเข้าบ้าน ซึ่งเป็นเรืองจำเป็นเพราะของเยอะสองคนเรายกไม่ไหว บวกอย่างที่บอกตู้จะสูงจากพื้นสี่เมตรซึ่งทำให้ขนยากเข้าไปอีก ก็ยังไม่ตกลงทันทีเพราะไม่แน่ใจว่าแพงเกินไปรึป่าว จริงๆแล้วคุณอาแท้ๆเราทำงานกรมศุลแล้วก็มีเพื่อนที่เป็นหัวหน้านายตรวจที่ลาดกะบัง ไปคุยกับอาว่าราคานี้แพงไหมเขาบอกว่าค่อนข้างแพง หรือจะออกของเองแต่อาผู้ชายก็บอกจริงอยู่ที่เพื่อนนายตรวจช่วยให้เรื่องตอนตรวจของผ่านง่ายๆ แต่เอกสารอื่นๆที่ต้องทำต้องกรอกมันเยอะ แล้วต้องเดินไปจุดโน้นจุดนี้ เราก็เอยังไงดี ลองปรึกษาเพื่อนอีกคนที่ทำชิปปิ้ง เขาก็บอกว่าค่อนข้างแพงแต่ว่าถ้าไม่คิดอะไรมากอาจแพงกว่าสองสามพันเพื่อความสะดวกก็ช่างมันเถอะ แต่เขาก็สามารถช่วยหาชิปปิ้งอื่นๆให้ได้ซึ่งคิดว่าถูกกกส่านี้ แต่พวกค่าธรรมเนียมอื่นๆที่มันต้องจ่ายอยู่แล้วยังไงก็เท่ากัน เช่นพวกค่ายกตู้ขึ้นลง และอื่นๆที่เราก็จำไม่ได้และไม่อยากจำ สุดท้ายก็เลยลองโทรไปคุยกับบริษัทเรือคือไทรอัมส์ เขาบอกออกของเองก็ได้หรือจะเอาชิ้งปิ้งอื่นที่หเองก็ได้ แต่ว่าจะต้องจ่ายค่ามันจำตู้คอนเทนเนอร์ให้กับบริษัท NYK ซึ่งเป็นเจ้าของตู่อีกสองหมื่น
แล้วก็ต้องไปตามคืนเอาเองซึ่งอาจเป็นสองอาทิตย์หรือเป็นเดือน แต่ถ้าใช้ชิปปิ้งที่ทำร่วมกับเขาคือบิษัททรานส์สปีด บริษัทเขาจะรับผิดชอบตรงค่ามัดจำตู้ให้ เราก็อ้าวบอกทำเองได้เอาเจ้าอื่นได้แต่ยุ่่งยากกว่า ต้องมีเงินมัดจำต้องตามเงินคืนเอง เราก็เอไม่บังคับก็กึ่งๆละนะ สุดท้ายเราเลยตกลงห้บริษัททรานส์สปีดออกของให้ เพราะอยากให้ได้ของแล้วจบขี้เกียจต้องไปนั่งตามเงินมัดจำสอง่หมื่นคืนอีก
สรุปก็จ่ายค่าดำเนินการออกของแล้วส่งของถึงบ้านเลยสองหมื่นสามกว่าๆ

เราเองก็ให้อาที่ทำงานกรมศุลฝากเพื่อนที่เป็นนายตรวจให้ช่วยดูแลคือแบบไม่ต้องมาขอค่าใต้โต๊ะอะไร เพราะชิปปิ้งย้ำเหลือเกินว่าปกติต้องโดนจ่ายใต้โต๊ะทุกราย แล้วเขาบอกค่าใช้จ่ายตรงนี้ไม่มีใบเสร็จเรื่องของเรื่องคือบางทีชิปปิ้งไม่ได้จ่ายอะไรนายตรวจจริงๆก็มีแต่มาอ้างกับลูกค้าว่าจ่ายเท่านั้นเท่านี้ แล้วไม่มีใบเสร็จเราก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม อาเราที่ทำงานกรมศุลก็บอกจริงๆของเรามันไม่มีภาษีอะไรอยู่แล้วเพราะมันของใช้แล้ว เขาไม่มาเรียกอะไรหรอก พวกชิปปิ้งบางทีก็มั่วกับลูกค้าเอาเงินเพิ่ม เราเลยบอกชิปปิ้งไปว่าเรารู้จักคนข้างในไม่มีต้องมาจ่ายใต้โต๊ะอะไรหรอกไม่ต้องห่วงแล้วเราไม่มีของผิดกฎหมายอะไรทั้งนั้นทุกอย่างถูกต้อง ตอนแรกเราก็ว่าเราจะไปออกของกับชิปปิ้งด้วย แต่พอหนึ่งวันก่อนขะออกของเราก็ถามชิปปิ้งว่าจะไปกี่โมงบอกด้วยจะได้ไปเจอกัน ปรากฎไม่โทรกลับเลย เราเองก็เบื่อที่จะโทรตามเพราะคุยยากเหลือเกินบอกโทรกลับไม่โทร อาเราบอกว่าเพื่อนที่อยู่ที่ด่านลาดกระบังบอกว่าไม่ต้องมาหรอกเพราะมันร้อน เดินหลายจุด ก็ให้ชิปปิ้งทำไปเราก็จ่ายเงินแล้วเดี๋ยวเขาดูให้ สรุปก็เลยไม่ไป ชิปปิ้งไม่โทรไม่อะไรบอกเราเลย สายๆสิบโมงกว่าบริษัทชิปปิ้งคือคนที่เป็นคนบนริการลูกค้าไม่ใช้คนที่เป็นชิปปิ้งไปออกของโทรหาเราบอกว่า ที่ด่านบอกไม่เห็นรู้เรื่องว่ามีคนรู้จักอะไรฝากเรื่องไว้ บอกให้เราโทรไปหาน้องชิ้งปิ้งเลย เราก็เอแล้วทำไมตาชิ้ปปิ้งก็มีเบอร์เราทำไมมีเรื่องด่วนไม่โทรหาเราโดยตรงต้องโทรไปที่ออฟฟิตให้คนออฟฟิตโทรหาเรา แล้วเราโทรหาเขาอีกรอบ บอกตรงๆว่ารำคาญการสื่อสารของชิปปิ้งคนนี้มาก
เราก็โทรไปถามอาบอกว่าที่ประตูห้าบอกไม่รู่เรื่อง อาก็โทรให้อีกทีแล้วก็บอกชื่อเจ้าหน้าที่ให้ชิปปิ้งไปคุย แล้วก็เงียบหายไปอีก เราก็เบื่อจะโทรตามจนสักบ่ายสอง อาเราเป็นคนโทรมาบอกว่าเพื่อนบอกว่าเขาปล่อยตู้เราออกมาแล้วเสร็จเรียบร้อย
แต่ชิปปิ้งอะไม่โทรมาบอกอะไรเราทั้งสิ้น เราเลยเป็นคนโทรไปถามเค้าก็บอกว่าเรียบร้อย เสร็จแล้วเราก็คุยกับคนที่เราติดต่อด้วยประจำที่บริษัทเรื่องการเอาตู้มาส่งก็คือคอนเฟิร์มอีกที คือจะเอาตู้เข้ามาเช้าวันรุ่งขึ้นประมาณสิบโมงเช้า ซึ่งเราก็นัดคนงาน
ที่จะมาช่วยขนสิบโมงเช้า

ปรากฎว่าแปดโมงเช้ามีโทรศัพท์เข้ามาบอกว่าผมเป็นคนขับรถนะครับตู้มาอยู่ปากซอยแล้ว ตอนนั้นยังนอนอยู่เลย เราก็อ้าวไหนบอกสิบหรือสิบเอ็ดโมง ปรากฎว่าเขาเอาตู้มาจอดตรงปากซอยตรงข้างๆบ้านเพื่อนบ้านตั้งแต่สี่ทุ่มคืนก่อน พอเช้าพอดีตรงนั้นเป็นอู่เขาต้องใช้ที่ก็เลยมาไล่ เราก็ต้องไปบอกให้มาจอดตรงหน้าบ้านเรา แล้วก็ต้องรีบโทรตามขนงานให้ม่ก่อนเวลา เราก็งงๆถ้าจะมาดึกก็บอกกันก่อนก็ได้เพราะจะได้เอาคนมาถูกเวลากลายเป็นบอกมาเวลาหนึ่งมาก่อนซะมากมาย คนรถบอกเขากลังของหายเฃยขับรถออกมาเลยแล้วมาจอดนอน ซอยบ้านเรารถสวนกันเข้าออกได้ แต่เนื่องจากถนี่มันใหญ่มาก แล้วฝั่งตรงข้ามเพื่อนบ้านเอารถมาจอดนอกบ้านยอีก เวลารถเข้าออกจะแคบพอควร เราก็แบบว่าเกรงใจเพื่อนบ้านมาก ระหว่างรอคนงานก็เปิดตู้ออกมา ปรากฎ่วาทุกอย่างสภาพเหมือนเดิมจากตอนที่อกจากอเมริกาไม่มีอะไรเคลื่อนเลฃยแม้แต่น้อยคือมาไงถึงอย่างนั้น ไม่น่าเชื่อจริงๆตอนแรกกลัวว่ากว่าจะึงแพคไ้อาจไม่ีอาจมีของแตกหักบ้าง ปรากฎว่าไม่มีอะไรเลย บวกกับกรมศุลคือนายตรวจไม่ได้เปิดของไม่ได้แกะไม่ได้เปิดกล่องอะไรดูทั้งสิ้น อิอิ วีไอพี มีคนรู้จักก็ดีอย่างงี้เนอะ คือสรุปทุกอย่างอยู่ในสภาพเดิมอย่างที่แพคมาเลย เรากับแฟนก็ยิ้มในความสำเร็จเพราะแพคมากับมือ คนงานสามคนที่จ้างมาถึงก็เริ่มขนของที่เหลือไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จ ให้รถกลับไป…เป็นอันว่าทุกอย่างเรียบร้อยไม่มีอะไรแตกหักเสียหาย ของได้ครบทุกชิ้น วันรุ่งขึ้นบริษัทชิปปิ้งก็ให้คนเอาพาสปอร์ตตัวจริงมาคืน อ้อลืมบอกไปเราต้องท้ิงพาสปอร์ตไว้ให้เขาใช้ในการออกของค่ะ สรุปแล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็ตกอยู่ประมาณหนึ่งแสนบาท จะว่าแพงก็แพงแต่ก็ได้ของทั้งหมดมาใช้ที่นี่ แต่จริงๆถ้าไม่เหมาตู้ก็จะถูกกว่านี้ แต่ก็นั่นแหละถ้ามีเฟอร์นิเจอชิ้นๆใหญ่ๆที่ขนาดๆไม่ได้ตามที่เขากำหนดเหมาตู้ก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า ทั้งนี้ถ้าเพื่อนท่านไหนคิดว่าจะต้องชิปของกลับบ้านก็ลองเปรียบเทียบราคา บริการจากหลายเจ้า ถามให้ชัดทั้งค่าใช้จ่านที่ต้นทางและปลายทางค่ะ ที่สำคัญถ้าแพคเองของเยอะเตรียมแพคไว้แต่เนิ่นจะได้ไม่เหนือยแบบเราที่มาแพคเสร็จจริงๆก็ตีสามของวันที่จะต้องขนของซะแล้ว

ชิปของจากอเมริกากลับไทยตอนที่หนึ่ง

ชิปของจากอเมริกากลับไทยตอนที่สอง

ชิปของจากอเมริกากลับไทย ตอนที่ 2 Ship Household Effect from America to Thailand

plew June 13th, 2011

Cheap calls to Thailand


มาเล่าเรืื่องการขนของจากอเมริกากลับไทยกันต่อ หลังจากที่ตกลงแล้วว่าจะชิปของทั้งหมดจากอเมริกากลับไทย คือตกลงวันที่จะให้เอาตู้คอนเทนเนอร์มารับของที่บ้านรวมทั้งไดรับใบเสนอราคาเรียบร้อย คราวนี้งานหนักคือการแพคของทั้งหมด เพื่อนที่ทำงานชิปป้งแนะนำว่าให้ถ่ายรูปไว้ให้หมดทั้งก่อนแพคและหลังแพคเพื่อยืนยันว่าของใช้แล้วจริงๆเพราะปกติคนไทยที่ไปอยู่ต่างประเทศอย่างน้อยหกเดือนจะมีสิทธิที่จะขนข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวคือของที่ใช้แล้วเข้ามาโดยไม่ต้องเสียภาษี เพื่อก็บอกถ่ายก่อนแพคและหลังแพค
เพราะนอกจากเรื่องภาษีก็เป็นการยืนยันด้วยว่าก่อนจะลงเรือของอยู่ในสภาพดีไม่ชำรุด แล้วก็ต้องทำรายการของทั้งหมดให้ดีให้ละเอียดประมาณหนึ่ง เพราะตรงนี้ตอนออกของที่เมืองไทยต้องใช้และการแพคก็ต้องระวังการแตกหักกระแทกเพราะเรือไม่เหมือนรถหรือเครื่องบินันมีคลื่นมีลม ของก็อาจจะโคลงแคลงกระแทกกันเสียหายได้แถมอยู่ในเรือเป็นเดือน อ้อลืมบอกไป
การขนของทางเรือจากอเมริกากลับไทย ของเราออกจากท่าเรือที่โอ๊คแลนดืไปไทยใช้เวลาหนึ่งเดือน ของเราทั้งหมดหนึ่งร้อยสามสิบชิ้น คือเราจะให้หมายเลขของทุกอย่าง คือถ้าอยู่ในกล่องก็จะให้หมายเลขกล่องนั้น ถ้าเป็นชิ้นใหญ่ไม่อยู่ในหีบห่อ
ก็ให้หมายเลขเช่นกัน แล้วก็ระบุเลยว่าหมายเลขนั้นๆคืออะไร ที่ของแต่ละชิ้นก็จะติดหมายเลขกำกับด้วย ก็ทำใส่ Excel เลย จนอแพคนี่เหนือยจริงๆแฟนชะล่าใจไม่รีบคิดว่าทัน ปรากฎว่าจนคืนก่อนที่ตู้จะมาก็ไม่เสร็จ สรุปว่าคืนนั้นแพคถึงตีสี่เลยคือไม่ได้นอนเลย
เพราะมันต้องห่อน ต้องป้องกันอย่างดีในระดับหนึ่ง พวกเฟอร์นิเจอร์ก็ต้องป้องกันตามมุมทุกมุม มีพลาสติกห่อทุกชิ้น แล้วก็ทำกันเองหมดทุกชิ้น เหนือมากๆ รวมทั้งต้องหาซื้อพวกเชือก อุปกรณ์ในการช่วยดึงรั้งของในตู้ไม่ให้มันเคลื่อนด้วย เพราะถ้ารั้งไม่ดีของก็จะเลือนไปเลื่อนมาชนกันกระแทกันเสียหายได้นึกสภาพเรือที่มันต้องโยนตัวตามคลื่นแล้วกัน ตรงนี้เราเองก็ต้องหาข้อมูลคือทั้งคุยกับบริษัทที่เราจ้างแล้วก็เพื่อนที่ทำชิปปิ้งในไทย ว่าควรแพคแบบไหน สภาพในตู้เป็นไง มีจุดมีห่วงมีที่ล็อกของอะไรยังไง ตู้สูงจากพื้นกี่เมตร ตู้มามีอุปกรณืในการยกของ ขนของให้หรือไม่เพราะเราแพคเอง ทำเอง แล้วเหมาตู้มันยุ่งกว่าแค่ขนของเป็นกล่องเพราะแบบนั้นเขาเอาของเราไปเวลาโหลดลงตู้หรือเรือเขาจะทำให้แต่เราเหมาตู้ทำเองหมด

สรุปก็ได้ความว่าตู้จะสูงจากพื้นสี่เมตรซึ่งสูงทีเดียวและไม่มีอุปกรณ์หรือสะพานอะไรช่วยทั้งสิ้น ซึ่งตรงนี้ยากพอควรในการขนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆเข้าตู้ และข้อมูล่อมาคือในตู้จะมีเป็นห่วง คือมีฮุคทุกๆน่าจะหนึ่งเมตรซึ่งเราสามาถใช้เชือกมัดรังของให้มันอยู่กับที่ได้เพื่อป้องกันการกระแทก ดังนั้นเรากับแฟนก็โอเคตอนแพคแพคเองแต่ตอนจะโหลดของเข้าตู้นี่คงทำเองไ่หว ก็เลยจ้างบริษัทที่ทำพวกขนย้ายของจ้างพนักงานยกแล้วก็จัดแพคของเข้าตู้มาสามคน ราคาก็อยู่ประมาณสองร้อยเหรียญสำหรับแรงงานสามคนในเวลาสองชั่วโมงประมาณสองวันก่อนวันนัดหมายบริษัทที่จะลากตู้คอนเทนเนอร์มาที่บ้านก็โทรมาคอนเฟริมอีกครั้ง แล้วก็ต้องย้ำเรื่องการเข้าออก และที่จอดรถเพราะรถลากตู้มันยาวและให่ทีเดียว คือถ้าถนนแคบหรือมีรถจอดเยอะก็จะลำบากมาก ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่ต้องระวังถ้าคิดจะเหมาตู้แต่ของเราก็ไม่มีปัญหาเพราะหน้าบ้านกว้างและถนนใหญ่ทีเดียว เมื่อวันนัดหมายมาถึงรถลากตู้มาตรงเวลามากจริงๆมาก่อนเวลาด้วยประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งก็ดีคือเขาใช้เวลาพอสมควรในการถอดจอดให้เข้าที่เข้าทางเพราะรถมันใหญ่ พนักงานที่นัดไว้ให้มาขนก็มาตรงเวลา รวมๆทุกอย่างก็ดูดีเป็นไปตามแผน ตู้คอนเทนเนอร์สูงจากพื้นเยอะทีเดียวอย่างทีบอกแต่คนที่จ้างมาก็แบบฝรั่งตัวควายๆใหญ่ๆทั้งสามคน เรามีเวลาโหลดของสองชั่วโมงคือต้องโหลดให้เสร็จสองชั่วโมง ไม่งั้นต้องเสียค่าชั่วโมงให้รถลากอีกชั่วโมงละเจ็ดสิบห้าเหรียญ บวกเสียค่าแรงคนยกของเพิ่มด้วยตอนเอาของเข้าตู้ตลอดงานแฟนก็ถ่ายรูปไว้ตลอด และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องถ่ายรูปไว้คือหมายเลขตู้คอนเทนเนอร์ แล้วก็สภาพตู้ อะไรต่างๆ สุดท้ายทุกอย่างเป็นไปด้วยดี โหลดของรวมทั้งมัด ยึดด้วยเชือกอะไรต่างๆ เสร็จภายในสองชั่วโมงของเราไม่เต็มตู้มีแค่ครึ่งตู้เอง พนักงานที่มาโหลดของให้จัดของแบบสูงคือสูงเต็มเพดาน ทำให้เต็มแค่ครึ่งตู้แล้วก็เอาเชือกรัั้งไว้เป็นตาข่าย จริงๆเราก็ไม่รู้ว่าวิธีจัดของแบบนี้ถูกไม๊ เพราะจริงๆ ทั้งคนจากบริษัทชิปป้งและเพื่อนเราที่ไทยบอกว่ากรณีของไม่เต็มตู้ให้พยายามอย่าจัดสูงคือพยายามให้ของเต็มพื้นที่ตู้แนวราบเพื่อป้องันให้ของมันไม่เลืื่อนตอนอยู่ในเรือ แต่คนที่จ้างดันจัดแบบตรงข้ามคือเต็มฝั่งด้านใน ด้านนอกนี่ไม่มีอะไรเลย ตอนนั้นก็นะลุ้นดเอาอีกเดือนข้างหน้าตอนของมาไทยว่าของจะมาสภาพไหนจะแบบเชือกขาด ของกระแทกกันเสียหายหรืออย่างไร ตอนนั้นเราก็เอาละเดือนหน้าก็รู้ พอทุกอย่างเรียบร้อยคนขับเขาจะเอาซีลมาปิดคือเอาซีลมาคล้องคือแปลว่าตู้นี้จะไม่มีการเปิดจนถึงเมืองไทยเพรราะเราเหมาตู้แล้ว เราต้องจดหมายเลขซีลไว้ สำคัญมาก จริงๆถ่ายรูปไว้เลยละ ขนขับก็จะมีใบรับของให้อีกระบุหมายเลขตู้ หมายเลขซีล ชื่อบริษัทชิปปิ้ง
อะไรต่างๆ เสร็จแล้วเราก็อีเมล์รายละเอียดคือเบอร์ตู้ เบอร์ซีล รวมทั้งไฟล์รายการเอกสาร ชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์เราที่เมืองไทยไปให้บริษัทชิปปิ้งคือ บริษัทสยามฯ เพื่อให้เขาออก BL มาให้ บ่ายๆเขาก็ส่ง BL มาให้เราทางอีเมล์ื ส่วนเรื่องค่าชิปปิ้ง เราจ่ายหลังจากที่เราได้ BL แล้วคือโหลดของแล้ว แล้วก็ส่งเช็คให้เขาก่อนวันที่กำหนดว่าเรือจะออกจากท่าที่อเมริกาวันหนึ่งก็ก่อนเราจะกลับเมืองไทย เพราะถ้ากลับไทยแล้วจะจ่ายลำบากเพราะบริษัทเขาอยู่แอลเอ ก็แฟร์ดีไม่มีมัดจำอะไรทั้งนั้นจ่ายเมื่อเราขนของเราลงตู้แล้วจบ หลังจากเขาได้เช็คเขาก็ส่งใบเสร็จรับเงินมาให้เราทางอีเมล์เช่นเดิม รวมๆเราก็ือว่าบริษัทสยามใช่ได้โอเคทีเดียว คือไม่มีปัญหาอะไร คุณแฟรงค์ที่ดูแลคิดว่าเป็นเจ้าของนั่นแหละ การพูดจาแกอาจจะแบบไม่่ค่อยหวานอะไรคือดูแบบคนแกคุณลุงประมาณนั้น ไม่รู้สิเดาจากเสียง แล้วก็อาจแบบโทรกลับช้า หรือดูไม่รีบแบบเรื่อยๆ แต่สรุปทุกอย่างก็เป็นไปตามที่นัดหมายตกลงกันเรียบร้อย ค่าใช้จ่ายในการชิปของจากอเมริกากลับไทย คือจากท่าเรือที่โอ๊คแลนด์ไปถึงด่านลาดกระบังแบบเหมาตู้่เล็กอย่างที่บอก $2400 กว่า แต่นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เมืองไทยอีกเมื่อเรือไปถึงแล้ว

บริษัทสยามอินเตอร์ที่อยู่แอลเอ เขาจะดูแลเราตอนของออกจากอเมริกา แต่พอของไปถึงเมืองไทยแล้วก็จะมีบริษัมอีกบริษัทหนึ่งคือบริษัทไทรอัมส์ คือบริษัทในกรุงเทพ เป็นคนดูแลต่อีกที จริงๆถ้าเข้าไปดูเว็ปของบริษัทสยามฯเขาจะเขียนระบุไว้แล้วว่าบริษัทในไทยที่ดูแลชื่ออะไร ติดต่ออย่างไร เอาละเมื่อของมาถึงเมืองไทยแล้วจะต้องทำอะไรบ้างเสียค่าใช้จ่ายเท่าไร
เอาไว้มาเล่าให้ฟังตอนต่อไปซึ่งเป็นตอนจบของเรื่องนี้ค่ะ

อ่านเรื่องชิปของจากอเมริกากลับไทยตอนที่ 1

อ่านเรื่องชิปของจากอเมริกากลับไทยตอนที่ 3

Shipของจากอเมริกากลับไทย ตอนที่ 1 Ship Personal Household Effects from America to Thailand

plew June 7th, 2011

Cheap calls to Thailand

การชิปของจากอเมริกากลับเมืองไทย หรือการขนของทางเรือจากอเมริากลับไทย เอาข้อมูลมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นข้อมูล
สำหรับหลายๆที่ต้องการย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย ว่าเอจะขนทางไหนดี ยุ่งยากไม๊ ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร
หลัึงจากตัดสินใจแล้วว่าเราทั้งคู่คือตัวเราและสามีจะย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยถาวร รวมทั้งเคลียอะไรต่างๆทางนี้เรียบร้อยแล้ว
คราวนี้ก็มานั่งคิดว่าจะเอาไงดีกับของที่มีอยู่ โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่ๆพวกเฟอร์นิเจอร์ ตู้เตียง ซึ่งเอาจริงๆแล้วเราสองคนก็ไม่ได้มีของมากมายอะไรตอนนั้นทางเลือกคือขายเฟอร์นิเจอร์ไปซะ แต่ปรากฎว่าเราก็เสียดายทั้งคู่เพราะของที่มีอายุแค่ปีกว่า คือใหม่มากๆ ถ้าขายก็ขาดทุนเต็มๆหรือพูดง่ายๆเหมือนยกให้ฟรีๆด้วยซ้ำอีกอย่างเฟอร์นอเจอร์ที่ใช้ก็หาที่เมืองไทยยากหรือไม่งั้นก็แพงมาๆ ตอนนั้นเลยคิดว่าอือขนกลับทั้งหมด แฟนก็วางงบไว้ว่าไม่เกินห้าพันเหรียญ ซึ่งเป็นเงินเยอะมากๆทีเดียวสำหรับเรา
แต่ถ้างบในราคานี้คือขนทุกสิ่งที่มีที่นี่กลับปใช้ที่ไทย ก็ถือว่าคุ้มเพราะไม่ต้องซื้อใหม่ เพราะอย่างที่บอกบางอย่างหาไม่ได้ด้วยหรือแพงมากๆ ว่าแล้วแฟนก็เริ่มติดต่อบริษัทชิปปิ้ง ปรากฎว่ายุ่งยากมากต้องบอกก่อนว่าเป็นริษัทฝรั่ง หลายๆที่บอกว่าถ้าจะขนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆจะแพงมากๆ และหลายๆที่บอกเขาไม่ทำให้ สุดท้ายมีรายหึ่งบริษัทฝรั่งก็เข้ามาดูของที่บ้านเพื่อประเมินราคา วันต่อมาบอกราคา ขนทุกสิ่งกลับไทยอยู่ที่เจ็ดพันกว่าเหรียญเกือบแปดพัน โอโหฟังราคาแล้วแทบจะเป็นลม เขาบอกราคานี้คือเขามาแพคทุกอย่างให้ที่บ้านเลย คือเราไม่ต้องทำอะไรเลย ไปถึงไทยเราก็ถามว่าแล้วถ้าเราแพคเองละ ได้ไม๊ เขาบอกไม่ได้เพาะเขากลัวของจะชำรุดระหว่างทาง ต้องแพคโดยมืออาชีพ สรุปคือราคาลดไม่ได้ บริษัทนี้ชือ North American อะไรนี่ละจำไม่ได้

จริงๆแล้วเรากับแฟนก็คือถอดใจแล้วว่าคงชิปของทั้งหมดกลับไทยไม่ไหวละ เพราะแพงมากมาย แล้วก็คิดว่าจะเก็บของส่วนใหญ่ไว้ใน Storage ก่อนซึ่งก็ตกเดือนละร้อยเหรียญอย่างต่ำ แล้วก็เอาขึ้นเครื่องบวกส่งทางอากาศเท่าที่ทำได้เฉพาะของจำเป็นจริงๆก่อน
ใจเราจริงๆตอนนัี้นก็ไม่อยากให้เช่า Storage เพราะเสียดายเงินต้องจ่ายทุกเดือน เดือนละร้อยกว่า จริงๆก็คิดว่าตัดใจขายของทิ้งดีกว่าแต่แฟนไม่อยากขาย เราก็เข้าใจเพราะซื้อมาก็แพงขายไปก็เหมือนขายทิ้ง ยังใหม่ๆอยู่ด้วย

ตอนหลังเพื่อนคนไทยที่โน่นก็แนะนำว่าทำไมไม่ลองหาชิปปิ้งบริษัทคนไทยละ เราเองตอนแรกให้แฟนหาเขาก็หาแต่บริษัทฝรั่งคือเขา
เสริชหาด้วยภาษาอังกฤษก็เจอแต่แพงๆอย่างที่บอก เราเลยมาเสริชเองโดยเสริชในเนตนี่ละแต่ใช้ภาษาไทย คราวนี้ก็เลยได้ชื่อบริษัทคนไทยที่เราส่งของทางเรือจากเมกากลับไปไทยมาสองสามที่ เนื่องจากตอนที่จะขนของกลับเรามาอยู่ที่ Sacramento ดังนั้นเราจึงเลือกบริษัททีอยู่ในแคลิฟอเนีย พยายามดูที่อยู่ในซานฟรานเพราะใกล้หน่อยแต่ไม่มี เลยลองโทรไปบริษัท
ที่อยู่ในแอลเอ บริษัทนี้ชื่อ Saim International ก็โทรไปถามลายละเอียด ปรากฎว่าถ้าเราจะขนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆพวกตู้เตียงนี้เขาไม่รับนอกจากเราจะเหมาตู้คอนเทนเนอร์ทั้งตู้ถ้าอน่างนั้นได้ และถ้าขนของไม่เต็มตู้เราต้องขับรถเอาของไปส่งที่จุดรับคือที่แอลเอ ซึ่งมันไกลมากถ้าขับจากซาคราเมนโตก็หกชั่วโมงได้ แต่ถ้าเราเหมาตู้คอนเทนเนอร์เขาจะเอาตู้มาส่งถึงบ้านเลยคือมีรถลากตู้มาถึงที
และกรณีเรามีเฟอร์นิเจอร์ใหญ่ๆยังไงก็ต้องเหมาตู้อยู่แล้ว เพราะเวลาชิปของถ้าไม่เต็ตู้เค้าจะมีขนาดกำหนดเลยว่าต้องกว้างยาวสูงเท่าไร ทั้งนี้ก็แล้วแต่สายเรือแล้วแต่บริษัทด้วย บางทีกลายเป็นว่าถ้าจะเอาพวกเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆกลับถ้าไม่เหมาตู้ราคาจะแพงกว่าด้วยซ้ำ และอย่างที่บอกเขาก็ไม่รับด้วยศ้ำไปเพราะขนาดอะไรต่างๆไม่ได้ สรุปก็เลยลองให้เค้าเสนอราคาเหมาตู้ขนาดตู้เล็กคือยี่สิบฟุต ปรากฎเค้าคิด 2400 รวมทุกอย่างคือตั้งแต่เอาตู้มาส่งหน้าบ้านจนถึงเรือไปถึงที่ด่านลาดกระบัง กรุงเทพ เรากับแฟนก็รู้สึกว่าราคามันโอเคมาก เพราะเมื่อเทียบกับเจ้าแรกที่เสนอมาตั้งเจ็ดพันกว่าเหรียญคือถูกกกว่ากันครึ่งๆเลย แต่ทั้งนี้ของบริษัทสยามอินเตอร์นี่เราจะต้องแพคของเองทุกอย่าง ดังนั้นถ้าของชำรุดก็คือความผิดเราเต็มๆ เขาไม่รับผิดชอบและก็ไม่มีประกันอะไรทัั้งสิ้น ซึ่งตรงนี้ตอนแรกเราก็เอแปลกๆไม๊นะ ก็เลยลองโทรไปถามเพื่อนที่เมืองไทยที่ทำชิปปิ้งอยู่ เขาบอกปกติเพราะพวกของในครัวเรือนที่เป็นของใช้แล้วปกติเขาจะไม่ประกันให้เพราะมันประเมินราคา มูลค่ากันยากสรุปก็เลยตกลงใจว่าจะชิปของทั้งหมดจากอเมริกากลับไทยทางเรือโดยเหมาตู้คอนเทนเนอร์ตู้เล็กไป เพราะดูแล้วถ้าทุกอย่างโอเคได้ของครบก็คุ้มค่าส่งแน่นอนเพราะของทุกอย่างรวมกันมันเกินกว่านั้นเยอะถ้าต้องซื้อใหม่ที่ไทย..จะเป็นยังไงต่อไป จะยุ่งยากอะไรขนาดไหน มาติดตามตอนต่อไปค่ะ

อ่านชิปของกลับไทยตอนที่ 2

อ่านชิปของกลับไทยตอนที่ 3