เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกา ตอนที่สี่

plew April 24th, 2011

Cheap calls to Thailand

มาเล่าเรื่องการการทำงานในร้านอาหารไทยในอเมริกากันต่อโดยวันนี้จะขอเมาท์ลุกค้าให้ฟังบ้าง แน่นอนในความคิดของฝรั่งหรือคนชาติอื่นๆเวลาคิดถึงอาหารไทยจะคิดถึงความเผ็ด อาหารรสจัด รวมทั้งเป็นอาหารที่แบบว่า healthy คือไม่เหมือนอาหารฝรั่งที่แบบเนื้อ นม มันเยอะๆ คนจะมองว่าอาหารไทยจะดีต่อสุขภาพแบบสมุนไพรเยอะผักเยอะดังนั้นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่ชอบมาทานอาหารไทยจะเป็นพวกที่ค่อนข้างจะชอบอาหารรสเผ็ด และอีกกลุ่มคือกลุ่มที่รักษาสุขภาพคือพวกนี้ส่วนมากจะไม่ทานเนื้อสัตว์ ตรงนี้บอกได้เลยว่า
ตอนนี้คนอเมริกันเยอะมากๆที่มาทานอาหารไทยแล้วจะแบบไม่เอาเนื้อ ผักกับเต้าหู้ ข้าวก็ต้องข้าวกล้อง เยอะมากๆและนี่ก็เป็นที่มาของลูกค้าบางคนที่ปัญหาเยอะเอามากๆ กว่าจะสั่งได้หรือเสร็จนี่เสียเวลานานมาก ที่ต้องพูดว่าเสียเวลาเพราะเราต้องดูแลลูกค้าโต๊ะอื่นๆด้วย แต่บางทีเสียเวลามากเกินไปกับลูกค้าที่ปัญหาเยอะ แต่สว่นมากเราจะม่ได้รำคาญหรืออะไรมาก ถ้าแบบปัญหาเยอะ
แต่ว่าพูดจาดี แต่มันก็จะมีบางจำพวกที่ปัญหาเยอะมาก แล้วขี้โมโห โกรธ ดูถูก ทั้งๆที่ตัวเองนั่นแหละกินยากปัญหามาก พอไม่ได้ดังใจก็พูดจาไม่ไดีเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

ปกติการดูแลหรือเทคออเดอร์ของลูกค้าที่โต๊ะใหญ่ๆจะยากและใช้เวลาเยอะ ปัญหาเยอะกว่าดูแลโต๊ะที่มากันสองคนสามคนเยอะมาก คือดูแลลูกค้าโต๊ะสองคนสามโต๊ะจะเร็วและง่ายกว่าต้องดูแลโต๊ะหกคนเจ็ดคนมาก มีวันหนึ่งมีโต๊ะแปดคนเข้ามาเราก็ดูแลพอดี แปดคนก็วุ่นวายมากอยู่แล้ว ดั๊นมีผู้หญิงคนหนึ่งในโต๊ะที่แบบเรื่องมากแล้วก็ร้ายสุดๆ คือคนอื่นเค้าก็สั่งตรงไปตรงมา เอาอะไรไม่เอาอะไรก็บอกมา แม่คนนี้มาถึงบอกว่าเธอไม่กินอะไรที่มี gluten แล้วจริงๆไอ้ glutenคือมันแบบว่ากว้างมากและไม่ชัดว่า
อะไรบ้างแน่ๆที่มีหรือไม่มีส่วนผสมของไอ้กลูตินเนี่ย แต่ที่อเมริกาคืออาหารบางอย่างที่ซื้อตามซุปเปอร์พวกกล่องๆบางทีเขาจะระบุว่า gluten free ซึ่งเอาจริงๆฝรั่งบางคนก็ไม่รู้แน่ๆว่าอะไรบ้างที่มีกลูติน เอาละแม่คนนี้ก็บอกฉันไม่กินกลูติน แล้วก็ถามว่ามีเมนูไหนบ้างที่ไม่มีกลูติน โอแม่คุณนี่มันร้านอาหารไทยนะจ๊ะไม่ใช่อาหารกล่อง เราก็เลยบอกว่าเอางี้บอกมาเป็นส่วนผสมเลยดีกว่าไม๊
ว่าอะไรที่ทานไม่ได้ โอโหที่นี่แม่มองหน้าแบบกวนทรีนและดูถูกสุดๆแล้วถามว่า Do you speak English? คือตั้งแต่แรกหน้าชีก็บอกบุญไม่รับคือหน้าตาแบบเลิศเชิดหยิ่ง ดูถูกคนตั้งแต่แรกแล้วละเราก็ไม่พูดอะไร เอ้าถ้ากรูไม่พูดภาษาไทยกับมรึงคงจะรู้เรื่องมั้ง เพื่อนในโต๊ะมันก็แบบงงว่าอีนี้อะไรนักหนา ลืมบอกลูกค้าคนตนนี้แบบฝรั่งคนขาวนี่ละ อายุน่าประมาณสี่สิบ ดูเนี้ยบๆ แต่งหน้าจัดๆคอแข็งๆชีก็บอกฉันไม่กินอะไรที่เป็น Soy sauce แล้วก็อะไรที่มีส่วนผสมของดอกไม้ เราก็บอกพวกแกงอะไรไม๊ละค่ะ เพราะแกงไม่มี soy sauce ชีต่อไม่ละฉันไม่ชอบเคอรี่มีอย่างอื่นไม๊ ต้มยำไม๊ค่ะ ไม่ต้มยำฉันก็ไม่ชอบ ผัดไทยไม๊ค่ะ เบื่อไม่ละ โอโหนึกในใจไปกินบ้านมรึงไป๊อีบ้า อยู่ดีๆมันก็บอกเอาอันนี้ คือกุ้งผัดพริกเผา ก็สั่งเราก็ไปเช็คกลับในครัวว่าตกลงจานนี้มันมีส่วนผสมของซอสถั่วเหลืองไม๊
จริงๆคนในครัวเค้าก็ไม่แน่ใจหรอก น้องในครัวก็ดูี่ขวดพริกเผาบอกพี่ๆ มันบอกมีส่วนผสมถั่วเหลืองอะ โอเคเราก็ไปบอกชีว่าจานนี้มีส่วนผสมของซอสถั่วเหลือง คราวนี้มันแบบว่าหน้าเป็นตรีนเลย แล้วก็สบถ shit something wrong with this restaurant.
เรานึกในใจไม่หรอกมรึงแหละที่มีปัญหา หน้าตาก็ดีทำไมหยาบคายจังวะ ต้องขอโทษด้วยที่เขียนถึงลูกค้าแบบไม่สุภาพนักแต่ต้องบอกว่าวันที่โดนวันนั้นนะโกรธมาก แต่ต่อหน้ามันเราก็ไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรหรือทำหน้าปกติ แต่ในใจนี่โหไม่อยากจะมองหน้ามันเล้ย
แล้วชีก็บอกขอเมนูมาดูอีกที เราก็เอามาให้แล้วก็ท้ิ่วงให้เขาได้เลือก กลับไปใหม่ มันหน้าหงิก เราก็พยายามช่วยเลือกก็จะเปิดเมนูให้ดู มันก็แบบตะคอกไม่ดงไม่ดูแล้ว อะไรกันวะก็มรึงขอเมนูไปดู เอาผัดไท แล้วก็ด่าอีก shit shit shit
โอเคก็ไปเพิ่มรายการมัน เพราะคนอื่นๆในโต๊ะนะเขาสั่งเจกันไปแล้ว ที่นี้อาหารคนอื่นก็ออกก่อน เพราะเขาสั่งไปนานแล้ว ตัวมีปัญหากว่าจะสั่งได้ทีหลังที่นี่โอโหด่าค่ะ this restaurant bad shit fu.k คือมันไม่ได้ด่าต่อหน้าเราตรงทำแบบพูดลอยๆ โอโหบอกตรงๆไม่เคยเจอลูกค้าแบบนี้มาก่อนเล้ย ดูหน้าตาก็น่าจะมีการศึกษา มีงานทำดีๆ ทำไมร้ายนักก็ไม่รู้ แต่อย่างว่านะ เรามันก็คนไทย ทำงานเสริฟ เขาก็คงจะดูถูกว่าเรามันกระจอก โง่เป็นธรรมดา โถๆจริงๆไทยที่มาเสริฟนะอาจมีการศึกษาสูงกว่า ขับรถแพงกว่าคุณป้าก้ได้นะค่ะ วันนั้นเซ็งจิตมาก มานั่งคิดเอทำไมต้องมาโดนคนแบบนี้ดูถูกด้วยวะ มีปริญญาโทสองใบ ไม่ต้องมาทำงานก็มีเงินกิน
อยู่เมืองไทยก็มีงานดีๆทำ ทำไมต้องมาอยู่ในสถานการณ์ให้เขาจิกด่าด้วย วันนั้นกลับบ้านก็เล่าให้แฟนฟัง แฟนบอกมีคนอย่างนี้ด้วยเหรอ เขาถามเป็นคนแบบไหน เราบอกฝรั่งหน้าตา แต่งตัวก็ดูดีนะ เขาบอกไม่ต้องทำแล้ว โหถามว่าพูดภาษาอังกฤษได้รึป่าวนี่แรงมากนะเขาโกรธแทนเรา เราก็เออไม่ชอบก็โกรธนะ แต่ว่าก็ดีกว่าอยู่บ้านว่างๆ คนดีๆก็เยอะกว่าคนไม่ดี ก็เพิ่งมาเจอคนนี้ละที่ร้ายมาก แฟนบอกเขาเป็นฝรั่ง gluten เอาจริงๆเขาก็ไม่แน่ใจว่าตกลงมันคืออะไรจริงๆมันคืออะไรที่เป็น wheat ซึ่งจริงๆผสมในอาหารหลายๆอย่างมากๆ ซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจ แต่กระแสตอนนี้คนบ้าเรื่องสุขภาพมันบ้ามันกลัวกันเวอร์ แล้วที่นี้คุณมาทานอาหารนอกบ้านมันยากมากที่จะบอกว่ามีหรือไม่มีเพราะส่วนผสมเล็กๆน้อยๆ ทั้งจากซอสต่างๆมันอาจจะมี อือก็นี่ละถ้าใครคิดว่าคนอเมริกันเขาไม่ดูถูกเรื่องอาชีพ คนทำงานอาชีพอะไรก็เหมือนกัน ขอบอกว่าไม่จริงๆคนชาติไหนมันก็แบ่งมันก็ดูถูก คนมีสูงมีต่ำ มีเกรดทั้งนั้นละ ไม่ต่างจากคนไทยหรอก เพียงแต่เราทำงานของเราฝรั่ง่มากเขาก็จะโอภาปราศัยตามแบบเขาไปตามเรื่อง

โอเคมาเล่าเรื่องรายที่สองบ้างรายนี้ก็แบบว่ากินยาก มาถึงก็บอกเออช่วยแนะนำหน่อย เขากินยากคือเนื้อสัตว์ไม่กินเลย กะทิไม่กิน อะไรที่มีส่วนผสมของน้ำมันก็ไม่ได้น้ำปลาก็ไม่ได้ ถั่วก็ไม่ได้ ไข่ นม ไม่ได้ เราก็อ้ึงนึกไม่ออกไปแป๊ปนึ่ง ตายแล้วจะกินอะไรได้เนี่ย สรุปก็เลยแนะนำให้กินปอเปี้ยะสด Fresh Rolls ที่นี่แล้วก็แบบว่าไม่ใส่ซอส คือเอาแบบแป้งห่อผักรวมๆแค่นั้น แล้วก็ข้าวกล้อง เธอก็กินแค่นั้นจริงๆ แต่คนนี้เขาดีคือโอเคเค้าทานยากแต่ว่าพูดจาดี คือเขารู้ตัวว่าเขากินยาก คือมันไม่ใช่ร้านเราผิด
เขาจะแบบขอโทษ ขอบคุณที่เราเขาใจแล้วก็ช่วยเขาเลือก พอทานเสร็จเราก็คุยกับเขาถามว่าแล้วอย่างนี้ปกติทานอะไร เพราะทานอาหารนอกบ้านมันยาก เขาบอกใช่ยากมากๆเลยดังนั้นปกติเขาจะต้มผักกินที่บ้านเป็นหลักเลย นั่นคืออาหารประจำ เล่า่อว่าเมื่อก่อนเธออ้วนมาก สุขภาพไม่ค่อยดี หลังจากทานแต่ผักต้มแบบนี้ก็ผอมอย่างที่เห็นแล้วสุขภาพก็ดีขึ้นด้วย ซึ่งเราว่าโอเคก็ดีเนอะ
แต่ให้เราทำคงไม่ไหว ชีวิตกินแต่ผักต้มทุกวัน ผัด ทอดอะไรก็ไม่ได้ น่าเบื่อตายเลย แต่เขาทำได้เราก็นับถือในความตั้งใจและอดทนจริงๆ เพราะใช้ชีวิตกินอยู่แบบนี้มันยากจังเลย

ที่เล่ามาเป็นแค่เรื่องราวบางส่วนที่เจอแล้วก็จำได้ ไอ้การทำงานบริการนี่มันต้องใจเย็นและอดทนพอสมควรเพราะลูกค้านั้นหลากหลายจริงๆ แต่เราว่าข้อดีอย่างหนึ่งในการบริการลูกค้าที่พูดคนละภาษากับเราก็คือ
เวลาเรานินทาเขา บ่นหรือว่ายังไงเขาก็ไม่เข้าใจ อิอิอย่างน้อยก็ยังได้บ่นๆ ด่าๆดังๆแบบไม่ต้องเกรงใจใครละว้า

One Response to “เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกา ตอนที่สี่”

  1. weerasak wongsridaon 27 Apr 2011 at 10:53 pm

    ได้อ่านแล้วรู้สึกมันมากเลยครับ,ถ้าเป็นนิยายก็อ่านแล้ววางไม่ลงเลยจริงๆ,แต่นี่มันชีวิตจริงก็คงไม่ง่ายที่จะผ่านมาได้,และมาเขียนตรงนี้ได้,พอมองย้อนกลับไปก็ถือว่า…Ok.น่าใช่ไหมครับ

Trackback URI | Comments RSS

Leave a Reply