Archive for April, 2011

เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกา ตอนที่สี่

plew April 24th, 2011

Cheap calls to Thailand

มาเล่าเรื่องการการทำงานในร้านอาหารไทยในอเมริกากันต่อโดยวันนี้จะขอเมาท์ลุกค้าให้ฟังบ้าง แน่นอนในความคิดของฝรั่งหรือคนชาติอื่นๆเวลาคิดถึงอาหารไทยจะคิดถึงความเผ็ด อาหารรสจัด รวมทั้งเป็นอาหารที่แบบว่า healthy คือไม่เหมือนอาหารฝรั่งที่แบบเนื้อ นม มันเยอะๆ คนจะมองว่าอาหารไทยจะดีต่อสุขภาพแบบสมุนไพรเยอะผักเยอะดังนั้นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่ชอบมาทานอาหารไทยจะเป็นพวกที่ค่อนข้างจะชอบอาหารรสเผ็ด และอีกกลุ่มคือกลุ่มที่รักษาสุขภาพคือพวกนี้ส่วนมากจะไม่ทานเนื้อสัตว์ ตรงนี้บอกได้เลยว่า
ตอนนี้คนอเมริกันเยอะมากๆที่มาทานอาหารไทยแล้วจะแบบไม่เอาเนื้อ ผักกับเต้าหู้ ข้าวก็ต้องข้าวกล้อง เยอะมากๆและนี่ก็เป็นที่มาของลูกค้าบางคนที่ปัญหาเยอะเอามากๆ กว่าจะสั่งได้หรือเสร็จนี่เสียเวลานานมาก ที่ต้องพูดว่าเสียเวลาเพราะเราต้องดูแลลูกค้าโต๊ะอื่นๆด้วย แต่บางทีเสียเวลามากเกินไปกับลูกค้าที่ปัญหาเยอะ แต่สว่นมากเราจะม่ได้รำคาญหรืออะไรมาก ถ้าแบบปัญหาเยอะ
แต่ว่าพูดจาดี แต่มันก็จะมีบางจำพวกที่ปัญหาเยอะมาก แล้วขี้โมโห โกรธ ดูถูก ทั้งๆที่ตัวเองนั่นแหละกินยากปัญหามาก พอไม่ได้ดังใจก็พูดจาไม่ไดีเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

ปกติการดูแลหรือเทคออเดอร์ของลูกค้าที่โต๊ะใหญ่ๆจะยากและใช้เวลาเยอะ ปัญหาเยอะกว่าดูแลโต๊ะที่มากันสองคนสามคนเยอะมาก คือดูแลลูกค้าโต๊ะสองคนสามโต๊ะจะเร็วและง่ายกว่าต้องดูแลโต๊ะหกคนเจ็ดคนมาก มีวันหนึ่งมีโต๊ะแปดคนเข้ามาเราก็ดูแลพอดี แปดคนก็วุ่นวายมากอยู่แล้ว ดั๊นมีผู้หญิงคนหนึ่งในโต๊ะที่แบบเรื่องมากแล้วก็ร้ายสุดๆ คือคนอื่นเค้าก็สั่งตรงไปตรงมา เอาอะไรไม่เอาอะไรก็บอกมา แม่คนนี้มาถึงบอกว่าเธอไม่กินอะไรที่มี gluten แล้วจริงๆไอ้ glutenคือมันแบบว่ากว้างมากและไม่ชัดว่า
อะไรบ้างแน่ๆที่มีหรือไม่มีส่วนผสมของไอ้กลูตินเนี่ย แต่ที่อเมริกาคืออาหารบางอย่างที่ซื้อตามซุปเปอร์พวกกล่องๆบางทีเขาจะระบุว่า gluten free ซึ่งเอาจริงๆฝรั่งบางคนก็ไม่รู้แน่ๆว่าอะไรบ้างที่มีกลูติน เอาละแม่คนนี้ก็บอกฉันไม่กินกลูติน แล้วก็ถามว่ามีเมนูไหนบ้างที่ไม่มีกลูติน โอแม่คุณนี่มันร้านอาหารไทยนะจ๊ะไม่ใช่อาหารกล่อง เราก็เลยบอกว่าเอางี้บอกมาเป็นส่วนผสมเลยดีกว่าไม๊
ว่าอะไรที่ทานไม่ได้ โอโหที่นี่แม่มองหน้าแบบกวนทรีนและดูถูกสุดๆแล้วถามว่า Do you speak English? คือตั้งแต่แรกหน้าชีก็บอกบุญไม่รับคือหน้าตาแบบเลิศเชิดหยิ่ง ดูถูกคนตั้งแต่แรกแล้วละเราก็ไม่พูดอะไร เอ้าถ้ากรูไม่พูดภาษาไทยกับมรึงคงจะรู้เรื่องมั้ง เพื่อนในโต๊ะมันก็แบบงงว่าอีนี้อะไรนักหนา ลืมบอกลูกค้าคนตนนี้แบบฝรั่งคนขาวนี่ละ อายุน่าประมาณสี่สิบ ดูเนี้ยบๆ แต่งหน้าจัดๆคอแข็งๆชีก็บอกฉันไม่กินอะไรที่เป็น Soy sauce แล้วก็อะไรที่มีส่วนผสมของดอกไม้ เราก็บอกพวกแกงอะไรไม๊ละค่ะ เพราะแกงไม่มี soy sauce ชีต่อไม่ละฉันไม่ชอบเคอรี่มีอย่างอื่นไม๊ ต้มยำไม๊ค่ะ ไม่ต้มยำฉันก็ไม่ชอบ ผัดไทยไม๊ค่ะ เบื่อไม่ละ โอโหนึกในใจไปกินบ้านมรึงไป๊อีบ้า อยู่ดีๆมันก็บอกเอาอันนี้ คือกุ้งผัดพริกเผา ก็สั่งเราก็ไปเช็คกลับในครัวว่าตกลงจานนี้มันมีส่วนผสมของซอสถั่วเหลืองไม๊
จริงๆคนในครัวเค้าก็ไม่แน่ใจหรอก น้องในครัวก็ดูี่ขวดพริกเผาบอกพี่ๆ มันบอกมีส่วนผสมถั่วเหลืองอะ โอเคเราก็ไปบอกชีว่าจานนี้มีส่วนผสมของซอสถั่วเหลือง คราวนี้มันแบบว่าหน้าเป็นตรีนเลย แล้วก็สบถ shit something wrong with this restaurant.
เรานึกในใจไม่หรอกมรึงแหละที่มีปัญหา หน้าตาก็ดีทำไมหยาบคายจังวะ ต้องขอโทษด้วยที่เขียนถึงลูกค้าแบบไม่สุภาพนักแต่ต้องบอกว่าวันที่โดนวันนั้นนะโกรธมาก แต่ต่อหน้ามันเราก็ไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรหรือทำหน้าปกติ แต่ในใจนี่โหไม่อยากจะมองหน้ามันเล้ย
แล้วชีก็บอกขอเมนูมาดูอีกที เราก็เอามาให้แล้วก็ท้ิ่วงให้เขาได้เลือก กลับไปใหม่ มันหน้าหงิก เราก็พยายามช่วยเลือกก็จะเปิดเมนูให้ดู มันก็แบบตะคอกไม่ดงไม่ดูแล้ว อะไรกันวะก็มรึงขอเมนูไปดู เอาผัดไท แล้วก็ด่าอีก shit shit shit
โอเคก็ไปเพิ่มรายการมัน เพราะคนอื่นๆในโต๊ะนะเขาสั่งเจกันไปแล้ว ที่นี้อาหารคนอื่นก็ออกก่อน เพราะเขาสั่งไปนานแล้ว ตัวมีปัญหากว่าจะสั่งได้ทีหลังที่นี่โอโหด่าค่ะ this restaurant bad shit fu.k คือมันไม่ได้ด่าต่อหน้าเราตรงทำแบบพูดลอยๆ โอโหบอกตรงๆไม่เคยเจอลูกค้าแบบนี้มาก่อนเล้ย ดูหน้าตาก็น่าจะมีการศึกษา มีงานทำดีๆ ทำไมร้ายนักก็ไม่รู้ แต่อย่างว่านะ เรามันก็คนไทย ทำงานเสริฟ เขาก็คงจะดูถูกว่าเรามันกระจอก โง่เป็นธรรมดา โถๆจริงๆไทยที่มาเสริฟนะอาจมีการศึกษาสูงกว่า ขับรถแพงกว่าคุณป้าก้ได้นะค่ะ วันนั้นเซ็งจิตมาก มานั่งคิดเอทำไมต้องมาโดนคนแบบนี้ดูถูกด้วยวะ มีปริญญาโทสองใบ ไม่ต้องมาทำงานก็มีเงินกิน
อยู่เมืองไทยก็มีงานดีๆทำ ทำไมต้องมาอยู่ในสถานการณ์ให้เขาจิกด่าด้วย วันนั้นกลับบ้านก็เล่าให้แฟนฟัง แฟนบอกมีคนอย่างนี้ด้วยเหรอ เขาถามเป็นคนแบบไหน เราบอกฝรั่งหน้าตา แต่งตัวก็ดูดีนะ เขาบอกไม่ต้องทำแล้ว โหถามว่าพูดภาษาอังกฤษได้รึป่าวนี่แรงมากนะเขาโกรธแทนเรา เราก็เออไม่ชอบก็โกรธนะ แต่ว่าก็ดีกว่าอยู่บ้านว่างๆ คนดีๆก็เยอะกว่าคนไม่ดี ก็เพิ่งมาเจอคนนี้ละที่ร้ายมาก แฟนบอกเขาเป็นฝรั่ง gluten เอาจริงๆเขาก็ไม่แน่ใจว่าตกลงมันคืออะไรจริงๆมันคืออะไรที่เป็น wheat ซึ่งจริงๆผสมในอาหารหลายๆอย่างมากๆ ซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจ แต่กระแสตอนนี้คนบ้าเรื่องสุขภาพมันบ้ามันกลัวกันเวอร์ แล้วที่นี้คุณมาทานอาหารนอกบ้านมันยากมากที่จะบอกว่ามีหรือไม่มีเพราะส่วนผสมเล็กๆน้อยๆ ทั้งจากซอสต่างๆมันอาจจะมี อือก็นี่ละถ้าใครคิดว่าคนอเมริกันเขาไม่ดูถูกเรื่องอาชีพ คนทำงานอาชีพอะไรก็เหมือนกัน ขอบอกว่าไม่จริงๆคนชาติไหนมันก็แบ่งมันก็ดูถูก คนมีสูงมีต่ำ มีเกรดทั้งนั้นละ ไม่ต่างจากคนไทยหรอก เพียงแต่เราทำงานของเราฝรั่ง่มากเขาก็จะโอภาปราศัยตามแบบเขาไปตามเรื่อง

โอเคมาเล่าเรื่องรายที่สองบ้างรายนี้ก็แบบว่ากินยาก มาถึงก็บอกเออช่วยแนะนำหน่อย เขากินยากคือเนื้อสัตว์ไม่กินเลย กะทิไม่กิน อะไรที่มีส่วนผสมของน้ำมันก็ไม่ได้น้ำปลาก็ไม่ได้ ถั่วก็ไม่ได้ ไข่ นม ไม่ได้ เราก็อ้ึงนึกไม่ออกไปแป๊ปนึ่ง ตายแล้วจะกินอะไรได้เนี่ย สรุปก็เลยแนะนำให้กินปอเปี้ยะสด Fresh Rolls ที่นี่แล้วก็แบบว่าไม่ใส่ซอส คือเอาแบบแป้งห่อผักรวมๆแค่นั้น แล้วก็ข้าวกล้อง เธอก็กินแค่นั้นจริงๆ แต่คนนี้เขาดีคือโอเคเค้าทานยากแต่ว่าพูดจาดี คือเขารู้ตัวว่าเขากินยาก คือมันไม่ใช่ร้านเราผิด
เขาจะแบบขอโทษ ขอบคุณที่เราเขาใจแล้วก็ช่วยเขาเลือก พอทานเสร็จเราก็คุยกับเขาถามว่าแล้วอย่างนี้ปกติทานอะไร เพราะทานอาหารนอกบ้านมันยาก เขาบอกใช่ยากมากๆเลยดังนั้นปกติเขาจะต้มผักกินที่บ้านเป็นหลักเลย นั่นคืออาหารประจำ เล่า่อว่าเมื่อก่อนเธออ้วนมาก สุขภาพไม่ค่อยดี หลังจากทานแต่ผักต้มแบบนี้ก็ผอมอย่างที่เห็นแล้วสุขภาพก็ดีขึ้นด้วย ซึ่งเราว่าโอเคก็ดีเนอะ
แต่ให้เราทำคงไม่ไหว ชีวิตกินแต่ผักต้มทุกวัน ผัด ทอดอะไรก็ไม่ได้ น่าเบื่อตายเลย แต่เขาทำได้เราก็นับถือในความตั้งใจและอดทนจริงๆ เพราะใช้ชีวิตกินอยู่แบบนี้มันยากจังเลย

ที่เล่ามาเป็นแค่เรื่องราวบางส่วนที่เจอแล้วก็จำได้ ไอ้การทำงานบริการนี่มันต้องใจเย็นและอดทนพอสมควรเพราะลูกค้านั้นหลากหลายจริงๆ แต่เราว่าข้อดีอย่างหนึ่งในการบริการลูกค้าที่พูดคนละภาษากับเราก็คือ
เวลาเรานินทาเขา บ่นหรือว่ายังไงเขาก็ไม่เข้าใจ อิอิอย่างน้อยก็ยังได้บ่นๆ ด่าๆดังๆแบบไม่ต้องเกรงใจใครละว้า

เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกา ตอนที่ 3

plew April 20th, 2011

มาเล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตการทำงานในร้านอาหารไทยในอเมริกากันต่อ สำหรับพนักงานเสริฟแน่นอนต้องเจอลูกค้ามากหน้าหลายตากันทุกวันวันนี้เลยขอมาเมาท์เรื่องเกี่ยวกับลูกค้ากันบาง ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าลูกค้าในร้านอาหารไทยในอเมริกากับลูกค้าคนไทยอย่างเราในเมืองไทยนั้นพฤติกรรมต่างกันในหลายๆเรื่อง ที่อเมริกาโดยเฉพาะในแคลิฟอเนียเองนี่ด้วยความที่มีหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายวัฒนธรรมมาก หลากหลายที่มาที่ไปคือมีทั้งฝรั่งที่เป็นคนอเมริกันคือฝรั่งที่เกิดที่นี่ โตที่นี่ มีทั้งคนเอเชียซึ่งเอเชียเองก็หลากหลายมากๆ ทั้งจีน เกาหลี ลาว เวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรือลากไปชนกลุ่มน้อยๆ เช่น ม้ง เมี้ยน มากมาย
ไหนจะแขกอีกทั้งแขกอินเดีย แขกซิกส์ แขกตะวันออกกลาง คือทั้งแขกฮินดู ทั้งแขกมุสลิม ไหนจะคนจากทางยุโรปทั้งตะวันตก ตะวันออก แล้วไหนจะคนดำอีกละ ต้องบอกอีกครั้งว่าที่ต้องเขียนแยกเชื้อชาติ สีผิว ออกมานี่ไม่ใช่จะเป็นการเยียดผิดหรือดูถูกดูแคลนเชื้อชาติแต่อย่างไร เพราะเราเองก็เอเชียเป็นแค่เด็กเสริฟต่ำต้อยไหนเลยจะมีสิทธิไปดูถูกดูแคลนใครเขาได้ เขาจะดูถูกเราซะมากกว่า แต่ที่ต้องพูดแยกเชื้อชาตินั้นเพราะพฤติกรรมรวมๆของลูกค้าแต่ละกลุ่มมีอะไรต่างกันให้เห็น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเราที่เห็น
อันนี้คือพนักงานเสริฟรวมๆเค้าก็พูดแบบเดียวกัน

เรื่องที่เห็นกันชัดๆถึงความต่างแน่นอนต้องเป็นเรื่องการให้ทิป แหมๆก็นะค่ะออาชีพเสริฟในร้านอาหารไทยในอเมริกานะค่าแรงไม่ได้เยอะนี่ค่ะ จะหมู่จะจ่าก็วัดกันที่ทิปนี่แหละนะจะไม่ให้พวกเราให้ความสำคัญได้อย่างไร อย่างที่บอกว่าปกติมาตรฐานการให้ทิปที่อเมริกาคือสิบห้าเปอร์เซ็น แต่ในความเป็นจริงๆนั้นไม่ใช่ทุกโต๊ะจะให้ในเรทนี้กันหมดเพราะไอ้ที่ไม่ให้นั้นเยอะทีเดียว ที่เป็นที่ลำลือและร้องยี้หรือพอเห็นเดินเข้าร้านมาแล้วก็ไม่ต้องหวังว่าจะให้ทิปดีๆมีดังต่อไปนี้ ขอเริ่มที่แขกก่อนเลยโดยเฉพาะแขกออกแนวอินเดีย
คือจริงๆอาจปากีหรืออื่นๆแต่คือหน้าแบบอินเดียคืออาบังที่ชอบกินแกงเผ็ดๆนี่แหละ ไม่ต้องหวังมาก ตั้งอต่เรามาทำใหม่ๆแล้วคนที่เขาทำงานกันมานานๆจะบอกโอ้ยพวกอาบังนี่ขี้เหนียวมากไม่ต้องหวังเลย แล้วพอมาเจอกับตัวก็จริงแฮะ คือต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ทุกคนแต่เอาเป็นว่า 90% ของที่เจอง้ั้นจริงๆ คือพวกนี้ส่วนมากหน้าที่การงานดี แต่งตัวดีทำงานออฟฟิต
มาบางทีสองคนสามีภรรยา สั่งแกงถ้วยเดียวแต่ว่าอัดข้าวสามสี่ออเดอร์ คือเน้นข้าว น้ำดื่มไม่มีสั่ง ให้น้ำเปล่าก็กินน้ำเปล่านี่ละไม่มีทางสั่งน้ำอะไรอย่างอื่นให้เปลือง อิ่มกลับบ้านแค่สิบเหรียญกว่าๆ
ส่วนมากให้ทิปคือเศษเงินทอนเศษเหรียญไม่ถึงเหรียญนึง บางคนไม่ให้เลย ใจดีหน่อยอาจทิ้งไว้ให้เหรียญนึง แล้วที่เจอส่วนมากกินสกปรกคือแกงอะไรงี้แบบหกเลอะเทอะมากๆ บวกที่เจอแขกจะเรื่องมากแบบว่าเสริฟน้ำให้ฟรีก็ขอใหม่ไม่กินน้ำแข็ง อันนี้จริงๆแขกส่วนมากจะไม่ชอบกินน้ำแข็งไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน แล้วก็จะกินมังสวิรัติเยอะมาก บางทีจุกจิิกมากไอ้นี่ก็กินไม่ได้ ไอ้นั่นก็กินไม่ได้ กว่าจะสั่งกันเสร็จใช้เวลาเยอะ สุดท้ายไม่ให้ทิปอีก แล้วพวกนี้เวลาสั่งพวกแกงจะสั่งแบบเผ็ดสุดๆ
บางทีทำเผ็นสุดของร้านยังไม่พอขอพริกเพิ่มอีก พอกินเผ็ดก็น้ำก็กินเยอะ เติมน้ำให้ไม่รู้กี่รอบๆ สุดท้ายก็นั่นแหละคือเราบริการดีทุกคนละแต่เค้าไม่ให้ทิปหรือน้อยมากๆดังนั้นคนเสริฟที่นี่ส่วนใหญ่เห็นแขกเข้ามาก็จะเซ็งๆเพราะเรื่องเยอะแต่ทิปน้อยมากๆ

อีกกลุ่มที่เข้ามากินข้าวแล้วอย่าได้หวังทิปจากเขาก็คนดำนี่ละค่ะ พวกนี้แปลกมากคือเกิดก็เกิดที่นี่แต่ก็ไม่รู้ทำไมทำไมชอบทำตัวอะไรให้คนเขาไม่ยอมรับ คือจะว่าคนเขาดูถูกก็ใช่แต่พวกนี้บางทีทำตัวได้เหลือทนจริงๆ พอมาอยู่ถึงเข้าใจว่าทำไมคนเขาดูถูกทำไมคนเค้าไม่ชอบ ไม่ใช่เรื่องผิวอะไรหรอกเรื่องพฤติกรรมล้วนๆ ต้องบอกอีกแล้วว่าคนแอฟริกันอเมริกัน
ที่เขาดีๆก็มีเยอะ แต่เท่าที่เจอส่วนมากโอ้โหบรรยายไม่ถูก มีทั้งประเภทไม่มีปัญหาก็ทำให้มันมีปัญหา หาเรื่องด่าเพื่อจะได้กินฟรี หาเรื่องบ่นจะได้มีข้ออ้างว่าทำไมให้ทิปน้อยหรือไม่ให้ เสียงดัง กินเลอะเทอะ ขอโน่นขอนี่ บางทีมากินตอนร้านใกล้ปิด กินเสร็จขอห่อกลับบ้าน ขอน้ำจิ้มเพิ่ม ขอช้อนส้อมพลาสติกเพิ่ม ไม่ให้ทิปสักบาท เจอโต๊ะหนึ่งสั่งข้าวกล้อง Brown Rice มา เอามาให้เสร็จขอเปลี่ยนเป็นข้าวสวยโอเคเปลี่ยนให้ พอเก็บเงินเราก็เปลี่ยนแล้วจากข้าวกล้องเป็นข้าวสวย มาโวยบอกว่าไม่เปลี่ยนข้าวกล้องยังอยู่ เราบอกอยู่แค่ออเดอร์เดียวเพราะของเพื่อนคุณไง
มันก็อ๋อ ถามเพื่อนว่าออเดอร์เหรอไม่รู้ เออไม่รู้ได้ไงนั่งกินกันอยู่สามคนเป็นชั่วโมงบอกไม่รู้ เสร็จบอกแต่ทำไมข้าวสวยมีสองออเดอร์ มันกินคนเดียว เราบอกคนเดียวที่ไหนก็เพื่อนอีกคนสั่งข้าวสวยด้วย ตลกมากนั่งกินกันจนหมดไม่รู้ได้ไงว่าเพื่อนก็สั่งข้าว ตอนแรกทำโวยวายเสียงดังสรุปก็กินมาสามสิบเหรียญให้ทิปมาเหรียญหนึ่ง

อีกพวกที่เป็นที่เลืองชื่อของความงกคือคนม้ง พวกนี้รุ่นหลังหลังๆเกิดที่นี่ด้วยซ้ำแต่นิสัยไม่เปลี่ยน เพื่อนบางคนไม่ชอบม้งเพราะม้งบางทีชอบบอกคนอื่นว่าตัวเป็นคนไทย
พวกนี้แรกเริ่มมาจากการเป็นเรฟูจิ อยู่ตามภูเขาอาจในไทยหรือลาวหรือพม่า แต่ตอนเข้ามาอเมริกาพวกนี้ไม่บอกแน่นอนว่าเป็นไทยเพราะมาได้ต้องบอกว่าเป็นคนลาว คนม้งเรื่องคนม้งนี่เพื่อนที่เขาทำงานเสริฟที่นี่มานาน บอกโอ้ยพวกนี้ฤทธิ์เยอะ งกมาก เรื่องมาก บางทีมากินโต๊ะใหญ่ๆสั่งอาหารเพียบ แต่ไม่ว่าจะกินสักกี่บาทก็ไม่มีที่จะให้ทิปแม้แต่บาทเดียว ขอโน่นขอนี่เพิ่มตลอด กินสกปรกด้วย
เราเองก็ไม่ค่อยเจอ เพื่อนบอกเห็นหน้าปุ๊ปรู้เลยว่าม้ง ต่อมามีวันหนึ่งมีลูกค้าเข้ามาคู่หนึ่งเพื่อนบอกนี่ละม้ง ดูนะไม่ให้หรอกทิป เราก็แหมเขาอาจให้ก็ได้นะ พวกนี้ชอบสั่งส้มตำ ลาบข้าวเหนียว ปรากฎพอกินเสร็จจริงอย่างที่เพื่อนบอกไม่ให้สักบาทจริงๆ เพื่อนบอกเป็นไงละเห็นฤทธิ์ม้งรึยัง ฮ่าๆเรานี้ขำเลย

สำหรับฝรั่งอเมริกันปกติจะให้ทิปโอเคคือตามเรทและบางโต๊ะใจดีมากแบบให้เยอะเกินจำเป็นก็เยอะ บางทีดูไม่ยากเลยโต๊ะแบบผู้ใหญ่ๆหน่อย พูดจาดีๆ สั่งไวน์ส่วนมากจะใหทิปดีแต่ก็ไม่เสมอไป เคยเจอโต๊ะหนึ่งวัยรุ่นเลย คนดำกับคนขาว กินไม่เยอะมากโหเสร็จให้ทิปสามสิบเปอร์เลยก็มี มีอีกวันผู้ชายสองคนกลางคนไม่ได้บริการอะไรมากมาย ไม่เรื่องมากเลย กินเร็วนั่งไม่นานกินแค่ยี่สิบเหรียญให้ทิปเรามาสิบเหรียญคือให้ทิปห้าสิบเปอร์เซ็นเลย เพื่อนบอกสงสัยมันชอบแกแน่ๆเลย แต่เราว่าไม่เพราะเขาไม่ได้มีท่าทีอะไรเลย อีกวันหนึ่งคู่รักวันรุ่นเด็กๆอยู่เลย ผู้ชายคนดำแต่คือดูรู้ว่ามีการศึกษา ทำงานออฟฟิต กินก๋วยเตี๋ยวแค่ไม่ถึงยี่สิบ จ่ายเครดิตการ์ดก็เขียนบวกทิปให้ ปรากฎว่าตอนไปเก็บจาน ควักเงินสดให้เราอีกสิบเหรียญเรางงมาก ถามว่า Are you sure? เขาก็บอกใช่เอาไปเลย งงมากคือให้เบิ้ลเลย คือมันจะมีอะไรแปลกๆ บางคนก็ไม่ให้เลย หรือให้ทุเรศมากแบบไม่อายเลยว่าคนเขาจะมองอะไรยังไง เราเองกลับมาบ้านหลังทำงานชอบเล่าให้สามีฟังเรื่องลูกค้าแปลกๆ แฟนชอบถามคนประเภทไหนไม่ให้ทิป แปลกไม่รู้รึว่าประเทศนี้เขามีวัฒนธรรมกันยังไง แล้วไม่กลัวเหรอว่าคราวหน้าไปกินจะได้บริการแย่ๆ หรือท้องเสีย เราบอกโอ้ยเยอะเลยละพวกไม่ให้ แคร์ซะที่ไหนคนพวกนีี้ว่าใครจะคิดยังไงกับเขาขอประหยัดเงินเป็นพอ แต่บางคนก็แบบให้เวอร์มาก เคยเจออีกรายกินยี่สิบเหรียญให้ทิปสิบห้าเหรียญ ฮ่าดีแฮะ หรือบางทีลูกค้าสั่งทูโกคือสั่งห่อกลับบ้านซึ่งจริงๆไม่ต้องให้ทิปเลยก็ได้แต่บางรายให้ทิปเยอะเลยเยอะกว่าคนนั่งในร้านซะอีกนะ

ยังมีเรื่องเล่าอีกมากยังไงก็ติดตามตอนต่อไปนะค่ะ

เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกา ตอนที่สอง

plew April 13th, 2011

Cheap calls to Thailand

เล่าเรื่องชีวิตการทำงานในร้านอาหารไทยในอเมริกากันต่อ สำหรับวันนี้มาเล่่าเกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆกันบ้าง
อย่างที่รู้ว่าคนทำงานเสริฟรายได้จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับทิป เพราะปกติร้านไทยจะให้ค่าแรงต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำแน่ๆ
คือเท่าที่เห็นมักจะให้อยู่ชั่วโมงละห้าเหรียญ บางร้านในบางรัฐอาจไม่ให้ค่าแรงเลยคือจะได้จากทิปล้วนๆ ดูแล้วเหมือนธุรกิจนี้น่าจะไปได้ดีเพราะเหมือนได้คนมาทำงานให้ฟรีๆ เพราะทิปมันก็มาจากลูกค้าทั้งนั้น แต่ถึงค่าแรงหรือค่าชั่วโมงจะน้อยแต่ถ้าได้ร้านที่ลูกค้าเยอะๆก็สามารถมีรายได้ในระดับที่น่าพอใจสำหรับหลายๆคนๆ

มาตรฐานคนอเมริกันจะให้ทิปที่สิบห้าเปอร์เซ็นของราคารวม แต่ถ้าถามว่าลูกค้าให้ทิปกันสิบห้าเปอร์เซ็นทุกโต๊ะไม๊ ตอบว่าไม่ไม่ให้เลยก็ยังมี หรือให้มาต่ำกว่าสิบห้าเปอร์เซ็นมากๆก็มี ใจดีเวอร์ให้มาห้้าสิบเปอร์เซ็นก็มีอีก เรื่องความแปลกของลูกค้าจะเอาไว้เล่าในตอนต่อไป

ถามว่าปกติพนักงานเสริฟเค้าได้ทิปกันชิพละเท่าไร อันนี้นั้นแล้วแต่ร้านจริงๆ อย่างที่เราทำซึ่งร้านมันขายไม่ค่อยดี บางวันชิพกลางวันอาจได้ทิปไม่ถึงสิบเหรียญก็มี คิดดูเถอะได้ทิปประมาณสิบบวกค่าแรงอีกสิบห้า รวมแล้วยี่สิบห้าเหรียญ
นี่คือน้อยมาก แต่บางวันโชคดีขายดีกลางวันก็อาจได้สามสิบเหรียญสำหรับทิป เพราะทำกันสองคน บวกกับเราต้องแบ่งทิปให้คนครัวอีกสิบเปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นปกติที่ทุกร้านจะทำคือทิปที่ได้แบ่งในครัวสิบเปอร์เซ็นที่เหลือก็หารกันสำหรับคนที่เสริฟข้างนอก บางร้านอาจให้คนครัวเยอะกว่านี้แต่ปกติก็ไม่เกินสิบห้าเปอร์เซ็น เพราะคนในครัวจะได้ค่าชั่วโมงมากกว่าคนเสริฟ
สำหรับดินเนอร์แน่นอนต้องขายได้มากกว่าเเพราะชั่วโมงมากกว่า และราคาอาหารแพงกว่่า ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่าร้านไทยที่นี่มักมี Lunch Special ซึ่งราคาจะถูกกกว่าอาหารเย็น เท่าที่เคยได้มากสุดก็แปดสิบเหรียญคือทำกันสองคน แล้วก็ทั้งยุ่งทั้งเหนือยแบบไม่ได้หยุดลืมหูลืมตา คือเหนือยมากๆจะได้สักเจ็ดสิบแปดสิบไม่รวมค่าแรงกลับบ้าน วันที่ขายดีๆอย่างนี้รวมค่าแรงรวมทำสองชิพก็ได้เกือบๆสองร้อย ไม่เคยได้มากไปกว่านี้เพราะร้านที่เราทำอย่างที่บอกขายไม่ค่อยดี ในขณะที่คนที่เขาทำงานร้านดังๆที่ขายดีๆ แค่ดินเนอร์เขาก็ได้ทิปกันเกือบสองร้อยหรือเกินกว่านั้น นั่นคือร้านขายดีจริงๆ รวมๆต่อวันที่เราคำนวณเฉลี่ยรายได้ต่อวันรวมทุกอย่างถ้าทำทั้งวันก็อยู่ที่เก้าสิบเหรียญ มันขึ้นๆลงแต่นี่คือค่าเฉลี่ย

สิ่งที่ดีของการทำงานร้านอาหารคือกินฟรีด้วย วันไหนมาทำงานก็กินฟรี แถมเอาแฟนมากินด้วย เพราะอาหารเหลือเฝืออยู่แล้วก็ถือว่าประหยัดค่าอาหาร ดังนั้นถ้าถามว่ามาทำงานร้านอาหารรายได้ดีไม๊ ขึ้นกับร้านและความพอใจของแต่ละคน แต่รวมๆค่าเฉลี่ยของคนทำงานร้านอาหารถ้าอยากมีเงินเก็บก็ต้องประหยัด และทำงานเยอะ ประเภททำทุกวันหรือทำมันหกวัน กินฟรี อยู่ที่พักถูกๆก็จะมีเก็บ แต่ถามว่าโหปีนึงจะเก็บได้เป็นล้านไม๊ตอบเลยว่ายาก นอกจากเฮงได้ ร้านที่มันขายระเบิดทุกวัน และต้องบอกว่าได้ทิปเยอะก็แปลว่ายิ่งต้องเหนือยมาก เพราะแปลว่ายุ่ง ลูกค้าเยอะ มันเหนื่อยจริงๆ เพราะต้องทำอะไรให้เร็ว เร็วทุกอย่าง คิดเร็วด้วย ยุ่งมากๆนี่เครียด ไม่รู้จะเริ่มอะไรก่อนคนโน้นก็เร่ง คนนี่ก็รอ และงานมันต้องเดิน ต้องยืนนานๆคือเกินสิบชั่วโมงในกรณีทำทั้งวัน บวกทั้งยกทั้งแบกแก้วเป็นลังๆ ลังละสิบกว่าใบ ร้านปิดกวาดถูอีกต่างหาก นั่นแหละจะได้เงินเยอะๆ กลับบ้านก็ปวดันทั้งตัว คนที่ทำมานานๆมักมีปัญหาเรื่องหลังเพราะการยืนเดินต่อๆกันหลายๆชั่วโมงมันไม่เป็นผลดีต่อหลังเราแน่ๆ แต่เรื่อง side works นั้นแล้วแต่ร้าน บางร้านคนเสริฟต้องกวาดถู บางร้านไม่กวาดถูแต่ต้องล้างห้องน้ำ ท้ิงขยะ ล้างกระจก หรือต้องช่วยห่อพวกปอเปี้ยะด้วยอะไรด้วย แต่คืองานมันไม่ใช่แค่เสริฟแล้วจบ คือส่วนมากมันต้องทำความสะอาดด้วย ปิดบัญชีด้วย ฟิลของ ฟิลเหล้าเบียร์ด้วย อีกอย่างก็อีกแหละขึ้นกับระบบการทำงานของแต่ละร้าน บางร้าน wait รับออเดอร์ ดูแลลูกค้าอย่างเดียว แล้วมี Buss ช่วยเก็บโต๊ะ เสริฟอาหารเก็บจาน
บางรา้นมี Host คอยต้อนรับพาแขกไปนั่งอีก รับโทรศัพท์ด้วย แต่ร้านที่เราทำ คือทำมันทุกอย่างบาวันทำคนเดียวเลย ทั้งรับออเดอร์ ทั้งเสริฟ ทั้วเก็บ รับโทรศัพท์ ห่อทูโก ทุกอย่างในหนึ่งเดียว วันไหนเกิดคนเยอะนี่คือทำไม่ทันเลยละ เพราะมันมีคนเดียว

น้องบางคนที่เขาทำร้านที่ขายดีๆ มีเงินเก็บซื้อบ้านได้ ก็คือผ่อนบ้านได้เลย แต่ถามว่าเขาชอบทำไม๊ก็ไม่หรอก แต่ก็ทำเพราะได้เงินโอเค งานอย่างอื่นก็ไม่มีวุฒิไม่้จะทำอะไร เพราะมาจากเมืองไทยก็ไม่จบอะไรมา มาถึงก็ทำงานไม่ได้เรียนอะไรเพิ่ม หรือหลายๆคนทำงานในครัว เสริฟมาพักใหญ่เก็บเงินได้พอควรเห็นช่องทางก็ขยับมาเปิดร้านตัวเองก็มากมาย แต่จะรุ่งหรือจะร่วงอันน้ันอีกเรื่องนึง แต่เท่าที่เห็นร้านที่ดังๆขายดีๆ ส่วนมากจะเป็นพวกลูกคนมีตังค์อยู่แล้ว หรือคนมีการศึกษาดีมาเปิด พวกนี้บางทีมาเรียนโท มาเรียนต่อ มาทำงานเสริฟเล่นๆ แล้วเห็นช่องทาง เข้าใจธุรกิจบ้างแล้วบวกกับมีเงินก็เปิด ขายดีก็ขยายสาขา เอาญาติที่เมืองไทยมาหุ้นมาขยายสาขาเพิ่ม คือพวกที่ขายดีก็หยุดไม่อยู่ ขยายมันเรื่อยๆ มีเจ้าของร้านหนึ่งร้านนี้ขายดี มีหลายร้านแต่ใช้คนละชื่อ เจ้าของก็ทำงานบริษัทดังในเมืองไทย early retired มาได้เงินก้อนใหญ่ก็มาเมกา เริ่มมาหาประสบการณ์ในครัว แล้วก็มาเสริฟต่อ
แต่คือเขาลองทำเพราะอยากเรียนรู้ธุรกิจ พอรู้ระบบแล้วก็เปิดของตัวเอง เจ้าของร้านอีกประเภทที่เจอคือเป็นลูกจ้างมานานอาจจะทำในครัวหรือทำเสริฟมานาน เก็บเงินได้ก็เอ้าเปิดบ้าง เคยเจอร้านหนึ่งแบบว่านะคนมือใหม่หัดทำธุรกิจ ก็บนมันทุกชั่วโมง คนน้อยจัง ลูกค้าทำไมไม่มี ตอนรับเราเข้ามาทำก็บอกให้มาทำร้านเขาเลยไปออกจากร้านเก่า ปรากฎพอทำ บางวันโทรมาแหละก่อนถึงเวลาทำงานตครึ่งชั่วโมง โอ้ยวันนี้ลูกค้าน้อยมากเลยขายไม่ได้ไม่ต้องมานะ เจอมาสามครั้งเราก็เลยโอเคทำกันเองละกัน ใครเขาจะมาทำงานกับคุณ เราเองยังดีเพราะจริงๆไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่คนที่เขาต้องทำงานจริงๆ เดี๋ยวให้มาเดี๋ยวโทรมาแล้วไม่ต้องมา ใครเขาจะมาทำเขาก็ไปทำร้านอื่นกันหมด พวกเจ้าของแบบหลังนี้คือยังไม่เข้าใจธุรกิจมันก็อย่างนี้มีขึ้นมีลง แต่ว่าจะมาประหยัดกับค่าแรงแค่ยี่สิบเหรียญแล้วสุดท้ายไม่มีคนทำงานให้ แล้วก็บ่นทุกชั่วโมงว่าคนไม่มี แต่เดี๊่ยวก็หน้าบานว่าลูกค้าเยอะอะไรงั้น ในขณะที่ร้านที่เราทำเจ้าของเขาเป็นนักธุรกิจ เขาไม่ค่อยมากังวลมากกับคนเยอะคนน้อยรายวันรายชั่วโมงดูที่ภาพรวม เพราะแน่นอนทำธุรกิจไม่ใช่งานประจำที่มันจะแบบว่าดีทุกวัน แต่สิ่งที่เขาต้องคิดคือถ้าเขาจะประหยัดกับค่าแรงคนแค่ยี่สิบ แต่ถ้าเกิดมันขายดีแล้วบริการไม่ทัน ตรงนี้กระทบมาก เพราะลูกค้าเมื่อไม่ประทับใจอาจไม่กลับมาใช้บริการอีกเลย ในขณะที่ร้านที่ยังไม่เข้าใจก็โอเคฉันขอประหยัดไอ้เงินเล็กๆน้อยๆ เพราะช่วงเช้าขายไม่ดีตอนเย็นก็เดาว่าคงไม่ดีอีกแต่หารู้ไม่ว่าเช้าขายไม่ได้ไม่ได้แปลว่าเย็นจะขายไม่ดีซะที่ไหน ปรากฎเย็นขายดีทำไม่ทัน คราวนี้ก็บ่นอีก โอ้ยหาคนมาทำงานยากจัง เฮ้อๆ คิดแล้วก็ขำดี เอาละตอนหน้าจะมาเล่าเรื่องลูกค้าแปลกให้ฟังกันบ้าง

เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกา 1

plew April 5th, 2011

Cheap calls to Thailand

หลังจากทีเคยแอบมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการทำงานในร้านอาหารไทยในเอมริกาให้ฟังไปบ้างเมื่อสามปีที่ผ่านมา
ตอนนี้ขอกลับมาเล่าสู่กันฟังใหม่เพราะรู้สึกว่ามันมีเรื่องขำๆ แต่สำหรับคนที่ต้องเจอด้วยตัวเองอาจเป็นเรื่องตลกร้ายซะมากกว่า
แต่ก็นั่นแหละพอเรื่องมันผ่านไปกลับมานั่งคิดถึงที่ไรก็ขำทุกที เรื่องที่จะเล่าส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่เจอกับตัวเอง
รวมทั้งเรื่องที่เพื่อนที่ทำงานด้วยกันเจอมาแล้วก็เอามานั่งเมาท์กันตอนกินข้าวหรือตอนว่างๆไม่มีอะไรทำนั่นแหละ
ตัวเราเองใช่ว่าชอบทำงานร้านอาหารไทยมากมาย หลังจากเป็นแม่บ้านแล้วก็เป็นนักเรียนมาสามปี เรียนจบโทปุ๊ปก็เริ่มสมัครงาน
แต่ทว่าโชคไม่เข้าข้างก็สมัครงานไปได้สองเดือนก็ยังไม่ได้งานซะที เพราะอเมริกาช่วงนั้นคือช่วงที่เขียนนี่ละมันเศรษฐกิจยังแย่
บวกกับเมืองที่เราย้ายมาอยู่เพราะบ้านมันถูกก็ดันเป็นเมืองที่งานไม่ค่อยมี จะสมัครงานเมืองอื่นไกลๆก็ไม่ได้เพราะก็แปลว่า
สามีก็ต้องย้ายไปกับเราด้วย จริงๆมันก็ย้ายได้แต่ย้ายบ้านมันไม่สนุกนะสิ แถมเพิ่งย้ายมาที่เมืองนี้ได้ไม่นานจะย้ายอีกก็กระไร
เราจากที่บอกรอมาเดือนกว่าๆ เราก็เฮ้อไปสมัครงานร้านอาหารไทยไปพลางๆช่วงรองานดีกว่าเนอะ อยู่บ้านเฉยๆก็
ไม่มีประโยชน์ มีแต่ใช้ไม่มีเพิ่ม ก็เลยเริ่มสมัคร แฟนก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะอยากทำก็ทำ เขาไม่ได้สนใจเงินที่เราหาได้นิดๆหน่อย
บวกเขาก็ไม่อายหรือมานั่งแคร์ว่าโอ้ยเมียฉันต้องมาทำงานร้านอาหารเสียหน้าหรืออะไร

ต้องบอกก่อนว่าไม่ขอระบุชื่อเมืองหรือชื่อร้านเพราะไม่อยากกระทบหรือพาดพิงใคร เอาคร่าวๆเป็นเมืองขนาดกลางๆ
ในแคลิฟอเนียตอนกลางๆค่อนๆไปทางเหนือ ก็ไม่ได้บ้านนอกอะไร แต่ก็ไม่ใช่เมืองดังหรือสวยงามอะไรเช่นกัน แต่สิ่งที่เรางงคือ
หางานร้านอาหารไทยที่เมืองนี้ง่ายมากเลย ไม่รู้สิเพราะตอนมาอเมริกาใหม่ๆสมัครงานที่ร้านในซานฟรานนี่ยากมากๆอย่างที่เคยเล่าไปแล้วแต่ที่นี่โอ้วเร็วมากๆ และคนตามร้านก็ดูแบบว่าเป็นมิตรมีน้ำใจกว่าที่เคยเจอมาในซานฟรานมากมาย อาจเพราะคนไทยไม่มากมายเหมือนซานฟรานละมั้งอันนี้ก็ไม่รู้ เริ่มเลยเราก็เดินเข้าไปสมัครร้านหนึ่งที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด เจ้าของน่ารักมากเด็กๆอยู่เลย
บอกร้านเขาเงียบมาก ทำกันเองเลยไม่จ้างใคร แต่เขาอยากช่วยและเผอิญมีร้านอื่นโทรมาถามเขาว่ามีคนแนะนำไม๊ ร้านต้องการคน
เขาก็ให้เบอร์โทรกับชื่อเจ้าของร้านนั้นๆมา ให้มาสามร้าน บอกให้เลือกเอาแล้วก็ให้บอกไปเลยว่าเขาชื่อนี้แนะนำมา ใจดีจัง

เราก็เอาเลยโทรไปร้านแรก ก็โอเคนัดมาคุยก็ไปเจอที่ร้านแต่เผอิญร้านค่อนข้างไกลบ้านแต่ก็รับปากละว่าจะทำ ตอนนั้นใกล้สิ้นปี เจ้าของร้านบอกว่าเดี๋ยวปีใหม่เรียกมาทำเพราะวันที่คุยเป็นวันคริสมาสต์พอดี เราก็ยังโทรไปอีกร้านก็เจอเจ้าของก็นัดมาคุยที่ร้าน คุยกันหลักๆต้องบอกก่อนว่าเราว่าจุดหนึ่งที่ทำให้เขารับเราง่ายเพราะเราบอกว่าเคยทำงานร้านอาหารมาก่อนที่ซานฟราน คือเรามีประสบการณ์ เขาจะรับง่าย ถ้าบอกไม่เคยทำอันนี้ยากหน่อย นอกจากเขาหาคนไม่ได้แล้วดูหน่วยก้านโอเคก็รับแหละ ซึ่งเราก็เคยทำมาแล้วจริงๆเพียงแต่ไม่ได้ทำมานานหรือประสบการณ์เยอะมากมาย เราเองก็บอกเขาตามตรงว่าเราเพิ่งจบโทมาก็หางานออฟฟิตด้วย แต่ก็ไม่อยากอยู่บ้านรอเฉยๆ เพิ่งย้ายมาด้วยอยากมีเพื่อน เจ้าของร้านเป็นผู้หญิงดูแบบกันเองตรงๆดี เขาบอกโอ้ยย้ายมาเมืองนี่งานออฟฟิตหายาก แต่เราอาจโชคดีก็ได้ แล้วก็พูดต่ออือร้านเขาไม่ใช่ร้านที่ขายดีมากนะ คือบางวันก็เงียบ
ดังนั้นบางวันก็อาจไม่ได้เงินมากมาย เราเองก็บอกไปว่าจริงๆเราก็ไม่ได้อะไรเรื่องเงินมาก ทำเพราะอย่างน้อยก็ได้เงินนิดหน่อยไว้ใช่ส่วนตัว แล้วก็อยากมีเพื่อนอยู่บ้านก็เบื่อพี่เขาก็บอกอืองั้นก็ดี ร้านเขาส่วนมากที่ทำอยู่ก็อยู่กันด้วยใจ เพราะเงินไม่ไดดีอะไร สรุปบอกให้มาทำวันรุ่งขึ้นเลย โอ้ยเร็วมากแต่ขอว่าให้ทำฟรีคือทดลองให้สามชิพ คือดูว่าเราทำได้ไม๊ แล้วเราเองโอเคไม๊ที่จะทำงานกับเขา เราก็โอเคแค่สามชิพเอง สรุปและแล้วก็ได้กลับมาทำงานร้านอาหารไทยอีกครั้งแบบสมัครปุ๊ปได้ปั๊ป คราวนี้ไม่เหมือนตอนมาอเมริกาใหม่ๆที่ท้ังภาษาอังกฤษก็ไม่ดี ยังไม่เข้าใจวัฒนธรรมของคนที่นี่ ยังไม่เข้าใจรูปแบบการทานอาหารของคนที่นี่ แต่รอบนี้เฮ้ออยู่มาสามปีกว่าแล้ว โอ้ยรู้หมดแล้ว พอมาถึงตอนนี้เราเข้าใจเลยว่าทำไมตอนที่มาอเมริกาใหม่แล้วซื่อๆเซ้อๆไปสมัครงานร้านอาหารไทย แล้วบอกว่าพี่ค่ะหนู่เพิ่งมาจากเมืองไทยได้สองอาทิตย์ ไม่มีประสบการณ์ค่ะ ทำอะไรก็ได้ค่ะ แล้วมันไม่มีคนรับ เข้าใจแล้วว่าทำไมเค้าถามว่าอยู่เมกามากี่ปี เพราะร้านอาหารไทยในเมืองไทยกับร้านไทยในอเมริกามันไม่เหมือนกัน เอาละไอ้ความที่มันไม่เหมือนกันนี่ละที่มันทำให้มีเรื่องเล่า เรื่องแปลกๆอะไรมากมาย เราเองไม่ได้ชอบทำงานร้านอาหารแต่สิ่งที่เราชอบคือได้เจอคนแปลกๆ แปลกแบบที่เฮ้ยมีคนแบบนี้ด้วยเหรอ มันบ้ารึป่าว หรือมันไม่อายเลยเนอะ…แล้วเผอิญเป็นคนชอบฟัง ชอบเล่า ชอบสังเกตุมันยิ่งสนุกไปกันใหญ่ ว่าแล้วก็อย่าลืมมาฟังตอนต่อไปกันนะค่ะ

เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 2

รื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 3

เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 4

เรื่องเล่าจากร้านอาหารไทยในอเมริกาตอนที่ 5