Archive for January, 2010

เรียนปริญญาโทในอเมริกายากง่ายแค่ไหน

plew January 31st, 2010



เรียนต่อในอเมริกายาหรือง่ายขนาดไหน เคยเล่าเรื่องนี้ไปคร่าวๆตอนที่ตัวเองเปิดเทอมใหม่ตอนนี้ผ่านมาหนึ่งเทอมขึ้นเทอมที่สองแล้วสำหรับการเรียนต่อปริญญาโทในเอมริกา ท้าวความนิดแล้วกันสำหรับคนที่อาจเพิ่งเข้ามาอ่านเราเองเรียนปริญยาโทอยู่ที่ San Francisco State University ในด้าน Instructional Technology ซึ่งคดว่าจะจบในสามเทมอเพราะอัดไปเทอมละสี่ตัว จบเร็วๆจะได้มาห่งานทำเป็นเรื่องเป็นราวซะที

มาว่ากันเรื่องความยากง่ายในการเรียนดีกว่า เทอมที่ผ่านมาเราได้ A ทุกวิชาเกรดเฉลี่ย 4.00 เต็ม โอแม่เจ้าเกิดมาเรียนมาก็เยอะคือจนแก่ขนาดนี้ไม่เคยที่ได้เต็มขนาดนี้ แบบเอทุกวิชาเนี่ยไม่เคยจริงๆ ทั้งๆที่เราก็เป็นเด็กที่ค่อนข้างตั้งใจเรียน เรียนโอเคในระดับหนึ่ง แต่ในเมืองไทยเอทุกวิชาหรือ แทบจะเป็นไปไม่ได้ ก็หรูจะแย่ เนี่ยอะไรเนี่ย งงมากๆ แต่ตอนนี้หายงงแล้ว เพราะจริงๆจะบอกว่าไม่ได้เก่งอะไรเลย ธรรมดามากๆ เพียงแต่หลักเกณฑ์ การให้เกรดของที่นี่อาจจะเฉพาะแค่ยูที่เราเรียน ยูอื่นเราไม่แน่ใจมันไม่ได้เหมือนกับบ้านเรา ที่นี่สาขาที่เราเรียนคนได้เอในแต่ละวิชาเยอะคือจริงๆแล้ว ถ้าเข้าเรียนครบ ส่งงานครบตามกำหนดเวลา ได้มาตรฐานที่เขากำหนด ให้ความร่วมมือคือเดินตามเส้นทางไม่นอกลู่นอกทางแล้วละก็ส่วนมากจะเอกันทั้งนั้น เขาไม่ได้มาเน้นมากว่าใครทำดีกว่าใครมากมาย ใครไอเดียกระฉูดหรือมาตรฐานดูแล้วสูงกว่าไม่ใช่ คือที่ผ่านมายกตัวอย่างเช่นเราเรียนการผลิตและตัดต่อวิดิโอ คืองานออกมาจะเห็นเลยว่าบางคนดีกว่าบางคนอย่างชัดเจน แต่สุดท้ายได้เกรดเท่ากันเพราะส่งงานครบเหมือนกัน มาเรียนครบเหมือนกัน บางคนงานโปรเจคออกมาดีมากกว่าคนอื่นแต่ไม่ค่อยมาเรียนส่งงานสาย ไม่ค่อยร่วมมือก็ไม่ได้เอ ทั้งๆที่จริงๆทักษะดีกว่า ตอนแรกที่เราเริ่มเรียนเราตั้งใจทำงานหนักมาก เพราะอยากให้งานออกมาดีดีกว่ามาตรฐาน แต่สุดท้ายตอนนี้ก็เเริ่มเนื่อยๆเพราะทำดีกว่าเขาก็ได้เอเท่ากันอยู่ดีแหละ จริงๆทำดีดีแล้วมันได้กับตัวเราเองเกรดไม่ใช่จุดหลักใหญ่ ตอนแรกเราก็ทำใจไม่ค่อยได้นิดนึงที่คนที่ทำงานออกมาดูชัดเจนว่าด้อยกว่าเราแต่ได้เกรดเท่ากัน แต่ตอนนี้ชินซะแล้ว

เพราะที่นี่เขามองเรื่องความตั้งใจที่จะเรียนมากกว่าความเก่งที่มีติดตัวมาก่อนหรือพวกพรสวรรค์ คือไม่เก่งแต่พยายาม ตั้งใจก็ได้เกรดดี เราเองเทอมที่ผ่านมาส่งงานตรงตามเวลาส่งก่อนด้วยซ้ำ มาเรียนทุกครั้งไม่เคยขาด ไม่เคยสาย ทำงานมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดด้วย ยอมรับว่างานเยอะมาก เหมือนจะได้เกรดง่ายๆแต่การที่ลงเรียนสี่ตัวและทำงาน บวกอ่านหนังสือตามเวลาที่กำหนด หนักเอาการคือมันไม่ถึงกับไม่มีเวลากิน นอน เพียงแต่อาจไม่มีเวลาเที่ยวหรือทำอะไรไร้สาระมากนัก จริงๆเทอมละสามตัวจะกำลังดีสบายๆ ตรงนี้จะต่างกับการเรียนการสอนในบ้านเรา ตัวเรางเองจบโทมาก่อนแล้วจากมหาวิทลัยปิดของรัฐแห่งหนึ่ง การได้เอยากคือคนได้เอน้อยมาก คืออาจารย์จะมองที่ตัวงานที่ส่งจริงๆถึงจะตั้งใจทุ่มเทแต่งานออกมาไม่ดีก็ไม่มีสิทธิได้เอ คือขยันแต่ไม่ค่อยฉลาดจะไม่ค่อยเข้าตากรรมการคืออาจารย์ในเมืองไทย บวกอาจารย์ในเมืองไทย เอาเป็นว่ามหาวิทย่ลัยที่เราเรียน ซึ่งถือว่าเป็นระดับต้นๆของประเทศ อาจารย์แบบไม่ค่อยจะแคร์หรือให้กำลังใจนักศึกษาเท่าไร เน้นโหดซะมากกว่า เวลาให้นักศึกษาก็ไม่ค่อยมีเพราะทำงานนอกซะมากมมาย เรื่องความเป็นกันเองหายาก บางคนก็ดีแต่ส่วนมากไม่ค่อย คือระยะห่างของความเป็นนักเรียน กับอาจารย?ในเมืองไทยมันสูง ตอนเราเรียนโทเมืองไทยกว่าจะได้เอคือยากจริงๆบางวิชาว่าทำดีแล้วตอบดีแล้วยังไม่ได้เลย

แต่ที่นี่ตรงข้าม อาจารย?จะเป็นกันเองมาก ทุ่มเท เตรียมการสอนดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่มองว่าการสอนเป็นงานพาร์ตไทม์เพราะเงินเดือนน้อย รู้สักว่าเขารักในอาชีพดี ให้กำลังใจนักศึกษา ไม่เก่งไม่เป็นไรแต่ขอให้สู้เป็นใช้ได้ คือพยายามและมีวินัยในการเรียน ดังนั้นจะถามว่าเรียนโทที่นี่ยากไหมจริงๆแล้วไม่ได้ยากมาก แต่เมื่อเทียบกันเอาเป็นว่าไม่รวมเรื่องอุปสรรคของการใช้ภาษาอังกฤษ ก็คิดว่าถ้าไม่เดินออกนอกลู่นอกทางจบแน่นอน แต่งานจะเยอะกว่าเรียนเมืองไทยอันนี้เทียบเท่าที่เราเคยผ่านมาที่นี่จะมีงานทุกอาทิตย์ ไม่รวมหนังสือที่ต้องอ่าน เพราะต้องเตรียมตัวเพื่อจะได้มีอะไรในหัวมาคุยมาพูดในห้อง เพราอเมริกาเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมการแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียนมากๆ ดังนั้นถ้าไม่อ่านมาก็แย่ คือคนไทยภาษาก็สู้เขาไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งไม่มีอะไรในหัวยิ่งจบ เฉพาะนั้นตลอดภาคเรียนแทบไม่มีเวลาว่างเลย ผิดกับเมืองไทบที่อาจมีงานไม่กี่ชิ้นเป็นชิ้นใหญ่ๆตอนใกล้ปิเทอมอะไรประมาณนั้น แต่ที่นี่มีชิ้นล็กทุกครั้งบวกชิ้นใหญ่อีกต่างห่าง

มาเข้าเรื่องที่หลายๆคนกลัวในการมาเรียนเมืองนอกคือเรื่องภาษาอังกฤษบ้าง เท่าที่ผ่านมาเราว่าไม่ได้ถึกับยากมากอย่างที่เรากลัว แรกๆอาจเกร็งๆบ้างแต่นานๆไปจะดีขึ้นตามลำดับทั้งการฟังและพูด อ่านและเขียนก็เช่นกัน อ่านตำราภาษาอังกฤษเล่มใหญ่แรกๆจะอ่านช้ามาก อ่นซ้ำๆแล้วซ้ำอีก แต่ตอนนี้แค่เทอมเดียวเองชินแล้วอ่านเร็วแล้ว ไม่รู้สึกว่าต่างกับการอ่านหนังสือภาษาไทยเท่าไรเลย เริ่มเหมือนกับอ่านภาษาไทยแล้วละ การเขีบนก็เช่นกันอ่านบ่อยๆฟังบ่อยๆจะช่วยเรื่องสำนวนการเขียนได้มาก จริงๆแล้วการมาเรียนปริญญาโทหรือเรียนอะไรที่มันเป็นเรื่องเป็นราวจะช่วยให้ทักษะทางภาษาพัฒนาเร็วกว่าการไปเรียนครอ์สภาษาอังกฤษธรรมดาด้วยซ้ำเพราะเราจะมีจุดมหายชัดเจนว่าต้องการเขียนอะไร อ่านอะไร เนื้อหาที่อ่านก็มากกว่าและหลากหลายมากกว่า บวกเป็นการใช้ภาษาในการสื่อสารแบบที่เขาจะไม่มามองว่าเราเป็นนักเรียนมาเรียนภาษาอังกฤษหรือมองว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง เค้าจะพูดเร็วปกติมันจะทำให้เราต้องบังคับตัวเองให้ฟังและสื่อสารกับเขาให้ได้ เราเองเห็นพัฒนาการด้านภาษาของตัวเองชัดเจนจากที่เคยเรียนภาษาแบบเรียนภาษจริงๆที่ครูก็มองว่าเราเป็นคนต่างชาติ ความเร็วหรือสำนวนต่างๆจะต่างกันบ้างกับเวลาที่ฝรั่งเค้าคุยกันจริงๆ บวกการเรียนปริญญาโทการเขียนเป็นเรื่องสำคัญเพราะงานเขียนส่วนใหญ่เป็นงานวิชาการทำให้เราต้องระวังในการใช้ภาษา รวมทั้งแกรมม่า การสะกด เครื่องหมายวรรคตอนอะไรต่างๆมากมายขึ้น ศัพท์แสงจะใช้แบบพื้นๆบ้่นๆตลอดไปก็ไม่ดีไม่เหมาะกับคนที่เรียนปริญญาโท มันบังคับให้เราต้องใช้ความพยายามมากขึ้นซึ่งทำให้ภาษาอังกฤษเราดีขึ้นมากในเวลาแค่ไม่กี่เดือน สรุปคือภาษาอังกฤษไม่ได้ใช่อุปสรรรคแต่ก็แนะนำว่าเตรียมตัวคือพยายามให้ภาษาอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ก่นมาเรียนจะได้ไม่เครียดมากเกินไป แนะนำให้มี Longman Dic ไว้ในคอมพิวเตอร์ เป็น dictionary ที่ดีมาก ช่วยเรื่องการเขียนได้มากทีเดียว

รวมๆเรียนต่อปริญญาโท หรือตรี หรือเอกในอเมริกาก็ไม่ได้ยากไปกว่าการเรียนในเมืองไทยมากนัก อาจต้องปรับตัวในตอนแรกๆบ้างถ้าขยันเอาใจใส่ไม่เกินความสามารถ ขอย้ำว่าคนไทยเราเก่งไม่แพ้ฝรั่ง ไม่แพ้จริง ๆฝรั่งไม่ใช่จะเก่งจะฉลาดทุกคน โอเคเรื่องภาษาเราอาจสู้เขาไม่ได้แน่ๆ แต่เรื่องความคิดอะไรอื่นๆเราสู้ได้สบายๆ เราพิสูจน์มาแล้ว หลายๆวิชาเราทำได้กว่ากว่าเพื่อนฝรั่งอีก สาขาที่เราเรียนเคยมีคนไทยเราไม่รู้จักมาเรียนแล้วก็หายไป คือเรียนไม่จบไม่รู้ว่าเหตุผลอะไร เราต้องทำให้เขาเห็นว่าคนไทยไม่เหมือนกันทุกคน ที่เก่งและมีความรับผิดชอบมีอยู่มากมาย สุดท้ายเรียนที่ไหนก้แล้วแต่อย่าลืมช่วยกันเอาความรู้กลับไปพัฒนาประเทศเรา ประเทศเขามันไปไกลแล้ว (เริ่มถดถอย) เอ้าคนไทยสู้ๆ

Times Square Countdown to 2010

plew January 23rd, 2010



เรื่องนิวยอร์กยังไม่จบมาเล่าต่อ ตอนนี้ถือเป็นช็อตเด็ดสุดสำหรับการไปทัวร์นิวยอร์กครั้งนี้ (ครั้งแรกและอาจเป็นครั้งสุดท้าย) คือการไปนับถอยหลังสู่่ปี 2010 หรือ Times Square Countdown to 2010 นั่นเอง จริงๆแล้วถือว่าเป็นสิ่งที่ตอนแรกที่จะไปนิวยอร์กตั้งใจว่าจะทำและอยากจะมีประสบการณ์ แหมทุกปีตั้งแต่อยู่เมืองไทยสิ้นปี ปีใหมทีไรทีวีทุกช่องจะต้องมีข่าว มีภาพการ countdown ที่ไทม์แสควร์ทุกปี ดูทุกปีไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้ไปอยู่ตรงนั้น วินาทีนั้นกับเขาด้วย แต่ก่อนจะเล่ารายละเอียดต้องบอกเลยว่าให้ไปอีกไม่เอาแล้ว ครั้งเดียวก็เกินพอจริงๆ

จริงๆก่อนไปบอกเพื่อนที่เคยอยู่นิวยอร์กมาก่อนและเคยไปเาท์ดาวน์มาก่อนบอกว่าเออปีนี้จะไปนะ เพื่อนบอกคิดดีแล้วเหรอ เพื่อนบอกมันทำมาแล้วครั้งหนึ่งและไม่คิดจะไปอีกในชีวิตนี้ เราก็โหมันจะขนาดนั้นเชียวหรือ ก็ฟังๆแต่ในใจฉันเอานแน่ละ เราไปถึงนิวยอร์กวันที่ 30 ก็วันหนึ่งก่อนเคาท์ดาวน์ เพื่อนแฟนที่ทำงานอยู่ NBC New York ก็เตือนอีกแล้วว่าจะไปจริงหรือ ถ้าจะไปต้องไปแต่วันคือบ่ายสามโมงก็ต้องไปได้แล้ว จริงๆก็เหมือนที่เพื่อนเราบอกว่าต้องไปตั้งแต่วันๆเลย บางคนไปแต่เช้าด้วยซ้ำไปจองที่ แต่เรากับแฟนก็แบบว่าฟังๆก็ไม่ได้อะไร ประมาณไมค่อยเชื่อเท่าไร วันที่ 31 เพื่อนแฟนที่อยู่ NBC ก็โทรมาตอนสามโมงเย็นถามว่าเราอยู่ไหน เรายังอยู่โรงแรมอยู่เลย เขาบอกถ้าจะเคาท์ดาวน์ต้องออกไปได้แล้วเพราะตำรวจจะปิดถนนบริเวณงานช่วงบ่ายๆสี่ ห้าโมงนี่แหละแล้วจะเข้าไม่ได้ เรากับแฟนก็ฟังแต่ก็ยังโอ้เอ้ ออกไปก็ห้าโมงกว่าๆ ประกอบกับเป็นช่วงหน้าหนาวห้าโมงเย็นก็มึดเหมือนสามทุ่มแล้ว จริงๆแล้วบริเวณที่จัดงานคือเวทีหลักนั้นอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเราเลย แต่มองไม่เห็นเพราะตึกเยอะบังหมด เวทีจะอยู่ช่วงถนน 7ave. ตัดกับ 42 -43 ave. เราพักอยู่ 6 ave and 46ave.ก็เดินไปปรากฎว่าตำรวจกั้นไปไม่เข้าไม่ให้เข้าจริงๆ เราก็ต้องเดินไปบล็อกต่อไปก็ปิดอีก คนก็โวยวาย ส่วนใหญ่ก็นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งนั้นที่ตั้งใจมาเคาท์ดาวน์ แต่พูดยังไงตำรวจก็ไม่ให้เข้า ทำได้คือเดินลงไปเรื่อย ตำรวจบอกต้องลองเดินไปเรื่อยๆคือไกลจากเวทีออกไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอบล็อกที่ยังเปิดอยู่ เพราะเขาจะไล่ปิดเป็นบล็อกๆไตั้งแต่ตรงที่ใกล้เวทีลงมา คือเพื่อไม่ให้แต่และบล็อกถนนมีคนแน่นจนเกินไปที่รักษาความปลอดภัย

เราเดินตามฝูงชนจนมาบล็อกที่ 53 ave. ซึ่งก็เหมือนจะกั้นแต่คนก็เดินเข้ามาได้ตำรวจไม่ได้ว่าอะไร ก็เป็นอันว่าผ่านเข้าได้ พอถึงเส้นที่เป็นเส้นที่จัดงาน ทั้งที่ก็ห่างจากเวทีมาประมาณสิบบล็อกได้ ก็มีด่านตำรวจอีกคือเส้นนั้นคือเส้นกลางทั้งเส้นจะมีเหล็กกั้นตลอดแนวเลย แต่ละบล็อกก็จะมีตำรวจตรวจ ถ้ามีกระเป๋าเป๋นี่ไม่ให้เข้าเลย พอเข้าไปได้คือตรงกลางถนนเลยเขาปิดถนนนั้นตลอดสาย คนแน่นมากขนาดไกลจากเวทีมากพอควร ตอนนั้นหนาวและฝนตกพรำ่ตลอด เราก็ยืนสักพักดูนาฬิกา โหต้องยืนคนแน่นๆอย่าวนี้อีกเกือบแปดชั่วโมงไม่ไหวะมั้ง เพราะมันหนาวและคือยืนจริงๆของกิน น้ำอะไรไม่ได้เอาติดมาเลย ยืนประมาณครึ่งชั่วโมงเริ่มมีคนที่ถอดใจเบียดแทรกๆออกมา หลายกลุ่ม เพราะมันไม่มีอะไรจะทำยืนจริงๆไม่ได้ยินอะไรจากเวทีเลย เห็นไกลๆ ไม่มีทีวีจอใหญ่อะไรให้ดู คือคนก็พยายามสรา้งบรรยากาศกันเอง เรากับฟนก็เออแปดชั่ว​โมงมันไม่ไหวแน่ๆนานเกินไปยืนกันตายเลย เลยตัดสินใจเบียดออกมาพร้อมกับอีกกลุ่มเราก็ตามน้ำมาด้วย

ตัดสินใจถูกที่เดินออกมาเพราะมันอีกชั่วโมงกว่าจะถึงเวลา เลยมานั่งกินข้าวร้านแถวนั้น จริงๆตำรวจกั้นทุกจุดแต่ถ้าบอกโอเคไปกินข้าวร้านนั้นตรงหรือมีข้ออ้างอื่นๆเขาก็จะให้เข้า ร้านอาหารแน่นมากๆถึงมากที่สุดเพราะหลายคนเหมือนกันคือมานั่งฆ่าเวลารอเวลา อาหารก็แพงมากๆ อีกร้ายแค่ช๊อกกาแลตร้อนไม่อร่อยเลยห้าเหรียญคิดว่าบวกราคาเฉพาะวันนี้ไปด้วย กินฏฆ่าเวลาก็แล้วก็ยังเหลืออีกหกชั่วโมงนั่งต่อก็น่าเกลียดเพราะอาหารก็หมดแล้ว เดินออกมาแต่มาเดินตรงฟุตบาทไม่ใช่ตรงกลางถนนที่ปิดนน ดีกว่ามากที่ยืนรอตรงฟุตบาทเเพราะหลบฝนตามชายคาตึกหน้าโรงแรมได้ เพราะฝนก็ยังตกตลอดเวลาจริงๆ ดูคนที่อยู่ตรงกลางถนนที่มีเหล็กกั้นก็สงสารเพราะยืนกางร่มหรือไม่ก็ตากฝนรอกันนานหลายชั่วโมง คนก็แน่นอะไรให้ดูก็ไม่มีเพราะมันห่างเวทีเกินไป เราเองถึงยืนตรงฟุตบาทหลบฝนหน้าโรงแรมแต่ยืนรวมๆหกชั่วโมงทั้งหนาวทั้งเมื่อย แต่สิ่งที่สังเกตได้คือคนรอบๆตัวพูดภาษาอื่นๆมากกว่าภาษาอังกฤษ คือนักท่องเที่ยวทั้งนั้น คนในท้องที่ไม่มีใครเขามาหรอก คนรัสเซียเยอะมากๆ สรุปคือรอกับรอแล้วก็รอจนนั่นแหละ เริ่มนับถอยหลังนาทีสุดท้าย คราวนี้ทุกคนก็ไม่กลัวฝนแล้วออกมาจากชายคามาร่วมนับถอยหลัง พอนับถึงหนึ่ง หลังจากนั้นลูกบอลก็ดรอปลงมาที่ตัวเลข ธรรมเนียมคือเขาก็จะจูบกันอะไรประมาณนั้น เสียงกรี๊ดดังสนั่น แล้วก็แค่นั้นจริงๆรอมาหกชั่วโมงเพื่อรอดูแค่เสี้ยวนาที ถึงบอกว่าไม่เอาอีกแล้ว ดูทีวีอยู่บ้านเห็นเยอะกว่าอีกแต่ก็นั่นแหละนะ เราว่าตอนเสร็จแล้วเดินกลับโรงแรมน่าจะเป็นจุดที่สนุกที่สุดเพราะทุกคนดูมีความสุขทักทายกันสวัสดีปีใหม่ทั้งที่ไม่รู้จัก ตำรวจก็ยิ้มทั้งๆที่ทำงานมาหนักทั้งคืน คนเดินควักไขว่ตลอดเส้นทาง ร้านขายอาหารริมถนนก็ขายดิบขายดี เอ้าจบแล้ว จบดื้อๆอย่างนี้แหละ

ทัวร์เทพีเสรีภาพ: Inside The Statue of Liberty,NY

plew January 18th, 2010



พาเที่ยวนิวยอร์กต่อค่ะ วันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างที่ต้องไปเยี่ยมชมใน New York จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ต้องไปชมเทพีเสรีภาพ Statue of Liberty และถ้าจะให้สุดยอดก็คือต้องเข้าไปดูข้างในตัวเทพีและปีนไปชมวิวที่มงกุฎเทพีเสรีภาพ Climb to the Liberty’s crown ซึ่งปกติในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนจำกัดมากๆที่สามารถปีนให้ขึ้นถึงมงกุฎได้ และก็ไม่ใช่จะเปิดให้ปีนหรือไต่บันได้เข้าไปดูตับไตไส้ผุงของเทพีเสรีภาพได้ทุกวัน บางช่วงที่ปิดก็มีบ่อยๆทีเดียว ว่าแล้วเราก็เป็นผู้โชคดี รึป่าวนะ ที่ได้มีโอกาสปีนไปสู่สุดที่เกือบสูงสุดในเทพีเสรีภาพ Statue of Liberty

เราสองคนจองตั๋วเพื่อเข้าชมภายในและปีนขึ้นไปตรงมงกูฎของเทพีล่วงหน้าสองเดือน ได้คิวมาวันที่ 6 มกราคม ค่าตั๋วคนละประมาณ $25 โทษทีจำไม่ได้แน่แต่อยู่ในช่วงยี่สิบต้นๆนี่แหละ ก็จองทางอินเตอร์เนต ค่าตั๋วรวมผ่านขึ้นไปถึงมงกุฎและรวมค่าเรือเฟอร์รี่ไปกลับจากแมนฮัตตันไปเกาะเสรีภาพ Liberty Island คือเกาะนั้นก็มีเธออยู่คนเดียวนี่แหละ คือมีเทพีและศูนย์บริการนักท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์ ร้านขายของ ก็แค่เกาะเล็กๆ ใช้เวลาเดินทางข้ามเรือรวมๆประมาณสิบถึงสิบห้านาทีได้ สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วๆไปที่ต้องการแค่ข้ามเรือมาถ่ายรูปมาพิพิธภัณฑ์นั้นมาได้ตามปกติไม่ต้องจอง แต่ถ้าจะเข้ามาดูภายในตัวเทพีและปีนไปตรงมงกุฎตรงนี้ต้องจองอย่างที่บอกเป็นเดือนๆ

เราพักโรงแรมในย่านไทม์แสควร์การเดินทางไปขึ้นเรือเฟอรี่ข้ามไปเกาะเสรีภาพ Liberty Island ก็นั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานี South Ferry ออกจากสถานีก็จะเห็นเลยว่ามันประมาณริมน้ำก็จะเห็นเรือจอดชัดเจน เดินทางไม่ยาก แต่จุดที่ต้องบอกคือตอนนี้มาเที่ยวนิวยอร์กไปที่ไหนที่ไหนก็ต้องผ่านจุดตรวจ เครื่องแสกน x-ray ทุกที่ ดังนั้นแนะนำว่าเดินทางไปพวกสถานที่สำคัญต่างๆไม่มีเป๋หรือกระเป๋าอะไรจะดีที่สุด จะผ่านเร็วกว่า ตอนไปดูเทพีนี่ขอบอกว่ารำคาญมากๆ เพราะตอนแค่จะไปขึ้นเรือก็ผ่่านด่านตรวจ ด่านเอ็กซเรย์กระเป๋าหนึ่งจุด พอไปถึงที่เกาะจะเข้าไปเอาแค่คนที่จะไปดูแค่ฐานในส่วนพิพิธภัณฑ์นี่ก็ต้องผ่านเครืองแสกนอีกจุด ที่สำคัญคือเขาห้ามไม่ให้มีกระเป๋าใดๆเด็ดขาดถึงจะเป็นกระเป๋าสะพายใบเล็กๆก็ไม่ได้ ต้องใส่ล็อกเกอร์ซึ่งก็เสียเงินด้วยหนึ่งเหรียญ สำหรับคนที่มีตั๋วปีนขึ้นไปถึงมงกุฎยิ่งเข้มงวดหนักห้ามแม้กระทั่งะเอากระเป๋าสตางค์อะไรติดตัวมาเลย ห้ามมีเหรียญมีอะไรในกระเป๋าเสื้อหรือกางเกง และก็ต้องใส่ริสแบนด์ด้วย บอกตรงๆว่าเที่ยวนิวยอร์กครั้งนี้แอบหงุดหงิดบ้างเพราะมันตรวจทุกที่จริงๆต้องถอดแจ๊คเกตเปิดกระเป๋าให้ดูตลอด ซึ่งทำให้ใช้เวลานานเข้าไปอีกในการเที่ยวชมแต่ละที่ เพราะคนก็เยอะอยู่แล้ว

วันที่เราไปหนาวมากลมแรง แต่วิวสวยแค่รอบๆเกาะก็สวยแล้ว เพราะมองข้ามฝั่งไปแมนฮัตตันจะได้ซิตี้วิว พาโนรามิคของแมนฮัตตันสวยเหมาะกับการถ่ายรูปมากๆ อย่างที่บอกว่ามันหนาวมากๆเราก็ใส่แจ๊คเกตอย่างหนา แล้วก็ใส่เข้าไปปีนเทพีด้วย ทั้งหมดจนถึงมงกุฎต้องเดินเท้าคือเดินบันไดรวมทั้งสิ้น 354 ขั้น ไม่มีลิฟให้ใช้คือเขามีลิฟละแต่เขาไม่ให้เราใช้้เฉพาะมีเหตุฉุกเฉินเท่านั้น ข้างในตัวเทพีก็คือมืดๆ เริ่มแรกบันไดก็ยังปกติดีไม่แคบมาก แต่ขอบอกว่าแค่ฐานก็เริ่มเหนื่อยแล้ว แต่พอผ่านฐานขึ้นมาแทบลมจับเพราะว่าคราวนี้เป็นบันไดวนและแคบมากๆคือพอแค่คนเดียวคือเรียงหนึ่งเท่านั้น คนอ้วนๆนี่ลำบากเลยแถมวนอีก เราบอกตรงๆเราเป็นคนที่เกลียดบันไดวนมาก กลัวด้วยยิ่งสูงๆแคบๆนี่ยิ่งกลัว แต่ก็ทำไงได้มาถึงขนาดนี้แล้วใจจริงอยากถอยมากเพราะกลัวบันไดวนเป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งใกล้จุดสูงสุดบันไดก็ยิ่งแคบลงมาอีก ทรมานมาก เราเข้าใจเลยว่าทำไมเค้าไม่อนุญาตให้มีกระเป๋าติดตัวมาหรือเหรียญอะไรพวกนี้เพราะเรื่องความปลอดภัยและความสะดวกในการปีนบันไดที่แคบมากๆนี่เอง ขนาดเราใส่แจ๊คเก็ตมาด้วยเราว่ามันยังทำให้ลำบากเลยเพราะทำให้ตัวเราใหญ่ขึ้น แต่เค้าก็ไม่ได้เร่งรัดอะไรเดินไปพักๆหยุดๆก็ได้แต่ว่ามันก็แคบนะจะหยุดก็ยังไงเนี่ย

พอถึงจุดตรงมงกุฎก็จะเป็นจุดชมวิวที่เป็นเหมือนหน้าต่างมองออกไปเห็นวิวสวยมาก แต่ว่ามันแค่นั้นแหละ เดินแทบแย่กลัวก็กลัวตอนลงก็บันได้แคบๆเหมือนเดิมอีกแล้ววนด้วย แต่นะนี่สัญลักษณ์ของอเมริกาเชี่ยวนะถือว่าเรามาถึงนิวยอร์กแน่ๆแล้วเอาไปโม้ได้ หลายคนอาจสงสัยว่าตรงมงกุฎนี่มันยังไม่สูงสุดนี่ต้องคบเพลิงสิถึงจะเป็นจุดสูงสุด ใช่แล้วแต่ตรงแขนที่ถือคบเพลิงเค้าไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้น และยิ่งแคบเข้าไปอีกคราวนี้เป็นบันไดลิงเลยละ ให้ขึ้นเราก็คงไม่ขึ้นละแค่นี้ก็ลมแทบจับแล้ว เอาเป็นว่าดูวิดีโอจะได้พอเห็นภาพ ใช้ความพยายามในการถ่ายมากเพราะแค่เดินก็จะแย่แล้ว สุดท้ายขอเตือนใครไปนิวยอร์กถ้ากลัวความสูง ไม่ชอบที่แคบ สุขภาพไม่ดีเท่าไร ก็อย่าไปปีนมันเลย เพราะจริงๆวิวข้างนอกก็สวยอยู่แล้วค่ะ

รถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก New York Subway

plew January 14th, 2010


มาเล่าเรื่องไปเที่ยวนิวยอร์กให้ฟังต่อ วันนี้มาเรื่องของรถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก MTA New York City Subway บ้างดีกว่า อย่างที่เล่าไปแล้วว่าการเดินทางในนิวยอร์กโดยเฉพาะในแมนฮัตตันสะดวกมากๆเพราะมีรถไฟใต้ดินไปถึงทุกที่ แฮะเราเองก็แค่นักท่องเที่ยวจากที่เที่ยวๆในนิวยอร์กมาสิบวันก็ด้ไนั่งรถไฟใต้ดินสี่ห้าเที่ยว เพราะว่าโรงแรมดันยอุ๋ใจกลางเลยใช้เดินสะมากกว่า แต่ก็ได้นั่งรถไฟใต้ดินจากบริเวณไทม์แสควร์ไปสะพานบรู๊คลิน,ไปต่อเรือเฟอร์รี่ไปเกาะเทพีเสรีภาพและก็นั่งไปทานข้าว ไปดูหนังย่าน West Side

สถานนีรถไฟใต้ดินที่นี่ถี่ดีมากๆคือเกือบทุกๆสองสามบล็อกเลยละมั้ง ในฐานะที่เราไม่ใช่คนท้องที่เราคิดว่าการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในนิวยอร์กไม่ได้ยากอะไร ถึงแม้ว่าจะมีหลายสายมาก จำไม่ได้ตั้งแต่ บางจุดอาจต้องลงและเปลี่ยนรถแต่ก็ไม่ได้ยากเกินไป รวมทั้งสามารถตรวจสอบเส้นทางได้จากอินเตอร์เนตง่ายๆ http://www.mta.info/ ราคาตั๋วคือเที่ยวเดียวเที่ยวละ $2.25 ตั๋ววัน $8 ถ้านั่งเยอะๆเที่ยวเยอะๆซื้อตั๋ววันดีกว่าคุ้มกว่า และไ่ต้องเสียเวลาต่อคิดซื้อตั๋วที่เครื่อง นอกจากนั้นก็พวกบัตรเติมเงิน ตั๋วเดือนสำหรับคนที่อยู่ที่นั่นเพราะถูกกว่าและไม่ต้องเสียเวลาซื้อทุกวัน เพื่อนฝรั่งที่อยู่นิวยอร์กบอกเขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามีตั๋วแบบเที่ยวเดียวที่เราซื้อเพราะซื้อแบบบัตรเติมเงินตลอด การซื้อตั๋วที่เครื่องหน้าสถานีใช้เวลาพอสมควร มาว่าเรืื่องการซื้อตั๋วดีกว่าเพราะต้องซื้อจากเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติเท่านั้น ซึ่งใช้เวลายุ่งยากนิดหน่อย เพราะหลายๆเครื่องที่เจอรวนๆ โดยเฉพาะถ้าใช้การ์ดหรือบัตรเครดิต เดบิตรูด เพราะเครื่องไม่อ่านบัตรซะงั้น ไม่ใช่บัตรเราคนเดียวคนอื่นก็เป็น ใช้เงินสดจะดีกว่า แต่พอดีเราไม่มีเหรียญไม่มีแบงค์พอเลยใช้บัตรเครดิต เครื่องจ่ายตั๋วบางเครื่องรับแต่เหรียญและบัตร ถ้าใครส่งสัยว่าซื้อตั๋วยากไหม ลองดูในวิดีโอได้เลยค่ะ

ข้อควรระวังในการใช้รถไฟใต้ดินในนิวยอร์กนอกจากต้องเลือกเส้นทางให้ถูกต้อง สายให้ถูกต้องแล้วต้องดูด้วยว่าบางขบวนเป็นรถด่วน Express train ซึ่งจอดแค่บางสถานี สถานีที่ต้องการลงอาจไม่จอดแล้วต้องเลยไปไกลเลย ต้องระวัง แต่ทุกๆสถานีก็จะมีการประกาศก่อนเสอมว่าสถานีต่อไปเป็นสถานีอะไร ทรานเฟอร์ไปสายไหนๆอะไรได้หรือไม่ก็ถือว่าไม่ได้ยากลำบากนักสำหรับนักท่องเที่ยว แต่โดยรวมๆในรถก็ถือว่าโอเคถึงแม้จะเก่าแต่ก็ไม่ได้สกปรกมากมาย ดูสะอาดกว่าซานฟรานซิสโกซะอีก สถานีส่วนมากก็เก่าๆ บางสถานีที่คนน้อยๆก็ดูน่ากลัวพอสมควร เพราะมันเงียบแล้วก็ดูแบบสกปรกๆ ทำให้อดคิดถึงพวกหนังฆาตกรรมหรือประเภทที่ฆ่ากันในสถานีรถไฟหรือในรถในรถไฟใต้ดินในนิวยอร์กขึ้นมาทันที แล้วมันก็มีหนังประเภทที่เกี่ยวกับความอันตรายของรถใต้ดินอยู่หลายเรื่องนี่นา ที่น่าสังเกตคือไม่เห็นมียามหรือตำรวจคอยดูแลตามสถานีเลย นอกจากสถานีหลักๆใหญ่อย่าง Grand Station,NY

มีวันหนึ่งนั่งรถไฟก็ประมาณเย็นๆคนน้อยมากในโบกี้ที่เรานั่งมีเรากับแฟนและก็ผู้ชายอีกคนดูน่ากลัว เราว่าโอกาศที่จะเกิดเหตุการไม่ดีก็เป็นไปได้ทีเดียวเพราะบางขบวนหลายโบกี่มากและมันก็เงียบมากๆ ไม่อยากคิด แต่จริงแล้วก็คงไม่มีอะไรร้ายๆเกิดขึ้นบ่อยๆแบบในหนังหรอกมั้ง แต่สรุปแล้วรวมๆก็สะดวก รวดเร็วดี วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนแล้วจะกลับมาเล่าเรื่องราวส่วนอื่นๆของนิวยอร์กในตอนต่อไป

พาเที่ยวนิวยอร์ก Trip To New York

plew January 13th, 2010


วันนี้จะพาไปเที่ยวนิวยอร์ก New York, USA.ค่ะ เพิ่งมีโอกาศได้ไปเยือนมหานครแห่งสีสัน เมื่อวันที่ ธันวาคม ที่ผ่านมา ฉ็อดเด็ดคือ Countdown at Times Square,NY เพราะเคยแต่ดูทีวีทุกปีฝันว่าจะได้ร่วมสักครั้ง ตอนนี้ฝันเป็นจริงแล้ว ขอครั้งเดียวในีวิตพอไม่เอาอีกแล้ว เข็ดค่ะ สำหรับวันนี้เอาภาพรวมๆของนิวยอร์กกันก่อนดีกว่าจริงๆแล้วนิวยอร์กซิตี้ กินพื้นที่กว้างพอสมควรแต่สว่นที่เป็นสีสันสำหรับนักท่องเที่ยว Manhattan เพราะมีสถานที่ที่มีชื่อเสียงก็ล้วนแต่อยู่ในแมนฮัตตันแทบทั้งนั้น เข้าเรื่องดีกว่า

ทริปนี้เรานั่งรถไฟจากวอชิงตันดีซี Washington,DC คือรถไฟแอมแทรค Amtrak Trainเ ข้ามานิวยอร์ก ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง ตั๋วแพงเอาการทีเดียวขนาดแค่ชั้นธรรมดาตกคนละ $128 แต่รวมนั่งสบายไม่อึดอัด ข้อดีกว่าการนั่งเครื่องบินคือได้ผ่านเมือง รัฐต่างๆระหว่างทางจากดีซีมานิวยอร์ก เช่น ฟิลาเดลเฟีย นิวเจอร์ซี่ และอื่นๆจำชื่อไม่ได้แล้ว รถไฟจะมาหยุดที่สถานนีเพนท์ Penn Station,NY ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากไทม์แสควร์ Times Square,NY คือประมาณสิบบล็อกได้ โรงแรมที่เราจองไว้อยุ่ในย่าน Time Square นี่แหละ เราก็เดินลากกระเป๋ามาเรื่อยๆจนถึงโรงแรมก็สบายๆไม่ได้ไกลมากมาย แต่คนเยอะมากเพราะมาถึงวันที่สามสิบ ธัันวาคม ซึ่งมันเป็นช่วงใกล้ปีใหม่และCountdown 2010 ก็อย่างที่รู้ว่าเคาท์ดาวน์ที่ไทมน์แสควนิวยอร์กนี่คือสุดยอดของโลกแรก (ไม่รู้ทำไม) แว็ปแรกที่สัมผัสนิวยอร์กคือเอออลังการดีเพราะตึกเยอะมาก คนเยอะมากร้านค้าตลอดแนว แสงไฟจากป้ายโฆษณาวู๊ปว๊าปไปหมด ตื่นเต้น พอมาถึงไทม์แสควร์ยิ่งว้าวเลย ป้ายโฆษณาสีสันตระการตาจริงๆ

โรงแรมที่เราพักชื่อ Apple Core Times Square Hotel ที่จองโรงแรมนี้เพราะทำเลดีอยู่ใกล้จุดสำคัญๆ ดังๆ สองบล็อกจากใจกลางไทม์แสควร์ สองบล็อกจาก Rockefeller Center ไม่ไกลจาก Grand Station, Central park แหล่งช๊อปและของกิน ราคาห้องอยู่ที่เฉลี่ยต่อคืนเพราะคืนเคาท์ดาวน์แพงกว่าปกติ ขนาดเราจองล่วงหน้าเดือนกว่า สองเดือนยังเกือบหาห้องไม่ได้โรงแรมเต็มหมด ที่ไม่เต็มบางทีก็แพงมากๆห้าร้อยกว่าเหรียญขึ้น โชคดีที่ได้ที่นี่ สภาพโรงแรมรวมๆก็ไม่ได้ดีอะไร เก่า เสียงจากคนข้างห้องได้ยินถึงกันหมด นอนไม่ค่อยจะหลับ เพราะได้ยินคนข้างห้องและข้างบนตลอด แถมควันบุหรี่อีกขนาดเป็นโรงแรมที่ห้ามสูบบุหรี่นะเนี่ยแต่กลิ่นนี่คลุ้งเลย ดังนั้นถ้ามีทางเลือกอื่นก็ไม่แนะนำที่นี่ค่ะ ถึงแม้ทำเลจะดีสุดยอดก้เหอะ คือโรงแรมค่อนข้างห่วยว่างั้นเหอะ แต่เราตอนนั้นไม่มีทางเลือก

อาหารการกินที่นี่แพง ถ้าเทียบกับซานฟรานซิสโกคือทุกอย่างแพงกว่าประมาณเหรียญ สองเหรียญ วันแรกเรามาถึงกินไก่ปิ้งรถเข็นริมถนนเป็นอาหารอิสลามไม้ละเจ็ดเหรียญ แพงขนาดแค่ของริมถนนนะเนี่ย แปลกคือที่นี่มีรถเข็นที่ขายอาหารอิสลามประเภทเมดิเตอร์เรเนี่ยนเยอะมาก หรือไม่ก็ฮ๊อตดอก คือขายเหมือนๆกัน คนขายก็จะเป็นพวกแขกตะวันออกกลาง ที่นิวยอร์กคนแขกตะวันออกกลางเยอะมาก ผิดกลับแคลิฟอเนียที่คนเอเชีย คนสเปนิชหรือแม๊กซิกันเยอะ เราก็กินอาหารรถเข็นนี่สองมื้อมีพวกกุ้ง ไก่ราดข้าว ก็ใช้ได้อร่อยดีก็ประมาณแปดเหรียญ แต่อาหารยอดฮิตเพราะเยอะมากไปตรงไหนก็มีคือสลัดบาร์ ส่วนมากก็แบบตักๆใส่กล่อง เพราะมีโต๊ะให้นั่งน้อยมาก คือร้านที่ขายสลัดบาร์เยอะจริงๆ ราคาก็แพงเอาการขนาดธรรมดาไม่ได้อร่อยเลย เราตัักก็ไม่ได้เยอะเสียประมาณสิบสอง สิบสี่เหรียญตลอด ดูเหมือนคนที่นี่เค้าจะแบบกินอะไรง่ายๆเร็วๆ ถ้าจะเอาอาหารถูกๆก็คงต้อง
แม็คโดนัลนั่ลแหละถูกสุดแล้ว ร้านอื่นๆแพงพาสต้าธรรมดาไม่มีเนื้อสัตว์อะไรเลยก็สิบสี่เหรียญ แล้วร้านส่วนใหญ่ก็เป็นแบบแฟนไชน์ร้านเดิมๆ เหมือนๆซ้ำๆกันทุกถนนตรง มีวันหนึ่งเห็นชีสเค้กน่ากินสั่งชิ้นเล็กๆโดนไปสิบเหรียญ แพงจริงๆ

นอกนั้นสิ่งที่ขัดใจคือซุปเปอร์มาเก็ตใหญ่ๆไม่มีเลย มีแต่แบบเหมือนร้านชำร้านที่ขายสลัดแล้วก็มีของเล็กๆน้อยๆขายที่สำคัญไม่ติดป้ายราคา จ่ายถึงรู้ เท่าที่เจอซุปเปอร์มาเก็ตใหญ่ๆก็สองที่ที่หนึ่งใกล้กับเซ็นทรัลพาร์ค อีกที่ก็แถวลินคอนเซ็นเตอร์ แต่ว่าของราคาแพง อย่างที่บอกแพงซานฟรานประมาณสองเหรียญขณะที่ซื้อของเหมือนกันเลย ดังนั้นมาเที่ยวที่นี่ต้องทำใจเรื่องค่าใช้จ่าย

การเดินทางค่อนข้างสะดวกมากทีเดียวส่วนใหญ่เนื่องจากเราพักใจกลางเมืองอยู่แล้วก็เดินเป็นหลักเพราะสถานที่หลักๆไม่ได้ไกลจากกันเดินง่ายไม่หลงเพราะชื่อถนนส่วนมากเป็นตัวเลขก็จำตัวเลขที่ตัดกันก็เดินไม่หลงแล้ว ถนนหลักที่เป็นแหล่งช็อปปิ้งคนแน่นคือ 5 Ave. ไทม์แสควก็ถนน 7 Ave. เราพักที่ถนน 6 Ave. ถนนที่ตัดกันจุดหักที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวก็ช่วงสามสิบกว่าถึงห้าสิบกว่าๆ นอกจากเดินสะดวกไม่ไกลแล้วถ้าจะไปจุดื่อๆก็นั่งรถไฟใต้ดินไปได้ทุกที ราคาเที่ยวละ $2.25 ถ้าตั๋ววันก็ $8 คุ้มถ้านั่งหลายๆเที่ยว แต่ราคารถไฟต่อเที่ยวถือว่าแพงทีเดียว เพราะซานฟรานซิสโกที่เราว่าแพงแล้วแค่$2และใช้ได้กี่เที่ยวก็ได้ภายในสองถึงสามสี่ชั่วโมงแล้วแต่ช่วงเวลา แต่ที่นี่คือเที่ยวเดียวจริงๆ แต่ถ้าไม่อยากเดินหรือนั่งรถไฟก็แท็กซี่ซึ่งเป็นที่นิยมของคนที่นี่ แท็กซี่เยอะและคนก็เรียกเยอะด้วยเช่นกัน ที่ได้ใช้ขับไปประมาณสิบกว่าๆบล๊อกก็เจ็ด แปดเหรียญ บวกทิปอีก

ภาพรวมของนิวยอร์กก็เป็นเมืองที่มีตึกระฟ้ามากมาย มีตึกที่มีการออกแบบสวยๆจะมีตึกที่มีโดมหรือหลังคาแหลมๆสวยๆเยอะดี สวยมากโดยเฉพาะกลางคืน แต่ก็เหมือนเมืองใหญ่ๆทั่วไปคือคนเยอะ และไม่ค่อยสะอาดเท่าไรขยะมีให้เห็นตามถนน คนก็ดูรีบๆ ที่แปลกคือเราคิดว่าฝรั่งจะเคารพกฎจราจรแต่ที่นี่คนจะไม่รอสัญญาณไฟในการข้ามถนน คือมีจังหวะก็ไปทั้งๆที่เป็นสัญญาณห้ามข้าม ต่างกับซานฟรานซิสโกที่นส่วนใหญ่เลยจะรอจนได้สัญญาณถึงจะข้ามถึงจะไม่มีรถก็เหอะ แต่ที่นี่ตรงข้ามตำรวจเองก็ดูไม่ได้สนใจหรือจะห้ามปรามอะไร เราเองก็ตามน้ำเช่นกัน อิอิกไม่ต่างจากกรุงเทพบ้านเราเลย

สำหรับเรื่องช๊อปปิ้งเราไม่ตื่นเต้นอะไรเพราะแบรนด์ส่วนใหญ่ก็แบรนด์ที่เหมือนกันที่มันก็มีเกือบทุกเมืองใหญ่ๆในอเมริกาพวก หรือแบรนด์ไฮเอนด์ก็คือๆกัน เพียงแต่ที่นี่ร้านเดียวกันแต่มันแบบมีหลายสาขาเช่นเจอมาสี่ ห้าร้านในทำเลใกล้กันๆ ร้านที่เป็นโลโคลหรือยูนิคไม่ค่อยเห็นเท่าไรเลย พอดีเรามาในช่วงหน้าหนาว(มาก) ใครจะมาเที่ยวที่นี่หน้่หนาวก็หาพวกเฟอร์ พวกอะไรขนสัตว์ติดมาหน่อยเพราะคนที่นี่เขานิยมใส่พวกเสื้อคลุม แจ็คเก็ต หรือหมวก ผ้าพันคอที่เป็นคนสัตว์จริงๆ สวยดี เราไม่มีกับเขาเลย จริงๆแฟนก็บอกเราก่อนหน้านี่ว่าคนนิวยอร์กชอบใส่เฟอร์ แต่แฟนบอกไม่อยากให้ซื้อเขาไม่ชอบและคนในซานฟรานก็ค่อนข้างแอนตี้การใช้ผลิตภัณฑ์จากพวกขนสัตว์ด้วย แต่มันก็สวยดีน่า อยากใส่กับเขามั่ง

อากาศในช่วงปลายธันวา มกรา คือหนาวมากทีเดียวประมาณติดลบเก้าองศาเซลเซียส บางวันฝนตกด้วย บางวันก็มีหิมะแต่ไม่จัดมาก โชคดีเราไม่เจอพายุอะไรแรง ดังนั้นถ้าใครจะมาเที่ยวยิวยอร์กในช่วงหน้าหนาวแบบนี้ก็เตรียมเสื้อผ้ามาให้พร้อม แจ๊คเก็ตดีๆหนาๆ หมวกอุ่น ถุงเท้าดีๆ เพราะขนาดเราว่าเราใส่อย่างหนาแถมหลายชั้นแล้วเดินสักสองชั่วโมงนี่เริ่มไม่ไหวต้องหาร้านเข้าไปหลบสักพัก มือขนาดใส่ถุงมือหนาๆยังชา เท้าก็เริ่มชาๆ ช่วงเวลาที่เขาบอกน่าเที่ยวนิวอย์กที่สุดคือช่วงสิงหา เพราะอากาศดี บาวช่วงที่นี่ก็ร้อนมากพอๆกับเมืองไทย สำหรับวันนี้เรื่องรวมๆทั่วๆไปของนิวยอร์กคงเอาไว้เท่านี้ แล้วจะมาเล่าเจาะลึกเป็นจุดๆ เป็นที่ๆตอนต่อไปค่ะ