เรียนปริญญาโทในอเมริกายากง่ายแค่ไหน
plew January 31st, 2010
เรียนต่อในอเมริกายาหรือง่ายขนาดไหน เคยเล่าเรื่องนี้ไปคร่าวๆตอนที่ตัวเองเปิดเทอมใหม่ตอนนี้ผ่านมาหนึ่งเทอมขึ้นเทอมที่สองแล้วสำหรับการเรียนต่อปริญญาโทในเอมริกา ท้าวความนิดแล้วกันสำหรับคนที่อาจเพิ่งเข้ามาอ่านเราเองเรียนปริญยาโทอยู่ที่ San Francisco State University ในด้าน Instructional Technology ซึ่งคดว่าจะจบในสามเทมอเพราะอัดไปเทอมละสี่ตัว จบเร็วๆจะได้มาห่งานทำเป็นเรื่องเป็นราวซะที
มาว่ากันเรื่องความยากง่ายในการเรียนดีกว่า เทอมที่ผ่านมาเราได้ A ทุกวิชาเกรดเฉลี่ย 4.00 เต็ม โอแม่เจ้าเกิดมาเรียนมาก็เยอะคือจนแก่ขนาดนี้ไม่เคยที่ได้เต็มขนาดนี้ แบบเอทุกวิชาเนี่ยไม่เคยจริงๆ ทั้งๆที่เราก็เป็นเด็กที่ค่อนข้างตั้งใจเรียน เรียนโอเคในระดับหนึ่ง แต่ในเมืองไทยเอทุกวิชาหรือ แทบจะเป็นไปไม่ได้ ก็หรูจะแย่ เนี่ยอะไรเนี่ย งงมากๆ แต่ตอนนี้หายงงแล้ว เพราะจริงๆจะบอกว่าไม่ได้เก่งอะไรเลย ธรรมดามากๆ เพียงแต่หลักเกณฑ์ การให้เกรดของที่นี่อาจจะเฉพาะแค่ยูที่เราเรียน ยูอื่นเราไม่แน่ใจมันไม่ได้เหมือนกับบ้านเรา ที่นี่สาขาที่เราเรียนคนได้เอในแต่ละวิชาเยอะคือจริงๆแล้ว ถ้าเข้าเรียนครบ ส่งงานครบตามกำหนดเวลา ได้มาตรฐานที่เขากำหนด ให้ความร่วมมือคือเดินตามเส้นทางไม่นอกลู่นอกทางแล้วละก็ส่วนมากจะเอกันทั้งนั้น เขาไม่ได้มาเน้นมากว่าใครทำดีกว่าใครมากมาย ใครไอเดียกระฉูดหรือมาตรฐานดูแล้วสูงกว่าไม่ใช่ คือที่ผ่านมายกตัวอย่างเช่นเราเรียนการผลิตและตัดต่อวิดิโอ คืองานออกมาจะเห็นเลยว่าบางคนดีกว่าบางคนอย่างชัดเจน แต่สุดท้ายได้เกรดเท่ากันเพราะส่งงานครบเหมือนกัน มาเรียนครบเหมือนกัน บางคนงานโปรเจคออกมาดีมากกว่าคนอื่นแต่ไม่ค่อยมาเรียนส่งงานสาย ไม่ค่อยร่วมมือก็ไม่ได้เอ ทั้งๆที่จริงๆทักษะดีกว่า ตอนแรกที่เราเริ่มเรียนเราตั้งใจทำงานหนักมาก เพราะอยากให้งานออกมาดีดีกว่ามาตรฐาน แต่สุดท้ายตอนนี้ก็เเริ่มเนื่อยๆเพราะทำดีกว่าเขาก็ได้เอเท่ากันอยู่ดีแหละ จริงๆทำดีดีแล้วมันได้กับตัวเราเองเกรดไม่ใช่จุดหลักใหญ่ ตอนแรกเราก็ทำใจไม่ค่อยได้นิดนึงที่คนที่ทำงานออกมาดูชัดเจนว่าด้อยกว่าเราแต่ได้เกรดเท่ากัน แต่ตอนนี้ชินซะแล้ว
เพราะที่นี่เขามองเรื่องความตั้งใจที่จะเรียนมากกว่าความเก่งที่มีติดตัวมาก่อนหรือพวกพรสวรรค์ คือไม่เก่งแต่พยายาม ตั้งใจก็ได้เกรดดี เราเองเทอมที่ผ่านมาส่งงานตรงตามเวลาส่งก่อนด้วยซ้ำ มาเรียนทุกครั้งไม่เคยขาด ไม่เคยสาย ทำงานมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดด้วย ยอมรับว่างานเยอะมาก เหมือนจะได้เกรดง่ายๆแต่การที่ลงเรียนสี่ตัวและทำงาน บวกอ่านหนังสือตามเวลาที่กำหนด หนักเอาการคือมันไม่ถึงกับไม่มีเวลากิน นอน เพียงแต่อาจไม่มีเวลาเที่ยวหรือทำอะไรไร้สาระมากนัก จริงๆเทอมละสามตัวจะกำลังดีสบายๆ ตรงนี้จะต่างกับการเรียนการสอนในบ้านเรา ตัวเรางเองจบโทมาก่อนแล้วจากมหาวิทลัยปิดของรัฐแห่งหนึ่ง การได้เอยากคือคนได้เอน้อยมาก คืออาจารย์จะมองที่ตัวงานที่ส่งจริงๆถึงจะตั้งใจทุ่มเทแต่งานออกมาไม่ดีก็ไม่มีสิทธิได้เอ คือขยันแต่ไม่ค่อยฉลาดจะไม่ค่อยเข้าตากรรมการคืออาจารย์ในเมืองไทย บวกอาจารย์ในเมืองไทย เอาเป็นว่ามหาวิทย่ลัยที่เราเรียน ซึ่งถือว่าเป็นระดับต้นๆของประเทศ อาจารย์แบบไม่ค่อยจะแคร์หรือให้กำลังใจนักศึกษาเท่าไร เน้นโหดซะมากกว่า เวลาให้นักศึกษาก็ไม่ค่อยมีเพราะทำงานนอกซะมากมมาย เรื่องความเป็นกันเองหายาก บางคนก็ดีแต่ส่วนมากไม่ค่อย คือระยะห่างของความเป็นนักเรียน กับอาจารย?ในเมืองไทยมันสูง ตอนเราเรียนโทเมืองไทยกว่าจะได้เอคือยากจริงๆบางวิชาว่าทำดีแล้วตอบดีแล้วยังไม่ได้เลย
แต่ที่นี่ตรงข้าม อาจารย?จะเป็นกันเองมาก ทุ่มเท เตรียมการสอนดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่มองว่าการสอนเป็นงานพาร์ตไทม์เพราะเงินเดือนน้อย รู้สักว่าเขารักในอาชีพดี ให้กำลังใจนักศึกษา ไม่เก่งไม่เป็นไรแต่ขอให้สู้เป็นใช้ได้ คือพยายามและมีวินัยในการเรียน ดังนั้นจะถามว่าเรียนโทที่นี่ยากไหมจริงๆแล้วไม่ได้ยากมาก แต่เมื่อเทียบกันเอาเป็นว่าไม่รวมเรื่องอุปสรรคของการใช้ภาษาอังกฤษ ก็คิดว่าถ้าไม่เดินออกนอกลู่นอกทางจบแน่นอน แต่งานจะเยอะกว่าเรียนเมืองไทยอันนี้เทียบเท่าที่เราเคยผ่านมาที่นี่จะมีงานทุกอาทิตย์ ไม่รวมหนังสือที่ต้องอ่าน เพราะต้องเตรียมตัวเพื่อจะได้มีอะไรในหัวมาคุยมาพูดในห้อง เพราอเมริกาเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมการแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียนมากๆ ดังนั้นถ้าไม่อ่านมาก็แย่ คือคนไทยภาษาก็สู้เขาไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งไม่มีอะไรในหัวยิ่งจบ เฉพาะนั้นตลอดภาคเรียนแทบไม่มีเวลาว่างเลย ผิดกับเมืองไทบที่อาจมีงานไม่กี่ชิ้นเป็นชิ้นใหญ่ๆตอนใกล้ปิเทอมอะไรประมาณนั้น แต่ที่นี่มีชิ้นล็กทุกครั้งบวกชิ้นใหญ่อีกต่างห่าง
มาเข้าเรื่องที่หลายๆคนกลัวในการมาเรียนเมืองนอกคือเรื่องภาษาอังกฤษบ้าง เท่าที่ผ่านมาเราว่าไม่ได้ถึกับยากมากอย่างที่เรากลัว แรกๆอาจเกร็งๆบ้างแต่นานๆไปจะดีขึ้นตามลำดับทั้งการฟังและพูด อ่านและเขียนก็เช่นกัน อ่านตำราภาษาอังกฤษเล่มใหญ่แรกๆจะอ่านช้ามาก อ่นซ้ำๆแล้วซ้ำอีก แต่ตอนนี้แค่เทอมเดียวเองชินแล้วอ่านเร็วแล้ว ไม่รู้สึกว่าต่างกับการอ่านหนังสือภาษาไทยเท่าไรเลย เริ่มเหมือนกับอ่านภาษาไทยแล้วละ การเขีบนก็เช่นกันอ่านบ่อยๆฟังบ่อยๆจะช่วยเรื่องสำนวนการเขียนได้มาก จริงๆแล้วการมาเรียนปริญญาโทหรือเรียนอะไรที่มันเป็นเรื่องเป็นราวจะช่วยให้ทักษะทางภาษาพัฒนาเร็วกว่าการไปเรียนครอ์สภาษาอังกฤษธรรมดาด้วยซ้ำเพราะเราจะมีจุดมหายชัดเจนว่าต้องการเขียนอะไร อ่านอะไร เนื้อหาที่อ่านก็มากกว่าและหลากหลายมากกว่า บวกเป็นการใช้ภาษาในการสื่อสารแบบที่เขาจะไม่มามองว่าเราเป็นนักเรียนมาเรียนภาษาอังกฤษหรือมองว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง เค้าจะพูดเร็วปกติมันจะทำให้เราต้องบังคับตัวเองให้ฟังและสื่อสารกับเขาให้ได้ เราเองเห็นพัฒนาการด้านภาษาของตัวเองชัดเจนจากที่เคยเรียนภาษาแบบเรียนภาษจริงๆที่ครูก็มองว่าเราเป็นคนต่างชาติ ความเร็วหรือสำนวนต่างๆจะต่างกันบ้างกับเวลาที่ฝรั่งเค้าคุยกันจริงๆ บวกการเรียนปริญญาโทการเขียนเป็นเรื่องสำคัญเพราะงานเขียนส่วนใหญ่เป็นงานวิชาการทำให้เราต้องระวังในการใช้ภาษา รวมทั้งแกรมม่า การสะกด เครื่องหมายวรรคตอนอะไรต่างๆมากมายขึ้น ศัพท์แสงจะใช้แบบพื้นๆบ้่นๆตลอดไปก็ไม่ดีไม่เหมาะกับคนที่เรียนปริญญาโท มันบังคับให้เราต้องใช้ความพยายามมากขึ้นซึ่งทำให้ภาษาอังกฤษเราดีขึ้นมากในเวลาแค่ไม่กี่เดือน สรุปคือภาษาอังกฤษไม่ได้ใช่อุปสรรรคแต่ก็แนะนำว่าเตรียมตัวคือพยายามให้ภาษาอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ก่นมาเรียนจะได้ไม่เครียดมากเกินไป แนะนำให้มี Longman Dic ไว้ในคอมพิวเตอร์ เป็น dictionary ที่ดีมาก ช่วยเรื่องการเขียนได้มากทีเดียว
รวมๆเรียนต่อปริญญาโท หรือตรี หรือเอกในอเมริกาก็ไม่ได้ยากไปกว่าการเรียนในเมืองไทยมากนัก อาจต้องปรับตัวในตอนแรกๆบ้างถ้าขยันเอาใจใส่ไม่เกินความสามารถ ขอย้ำว่าคนไทยเราเก่งไม่แพ้ฝรั่ง ไม่แพ้จริง ๆฝรั่งไม่ใช่จะเก่งจะฉลาดทุกคน โอเคเรื่องภาษาเราอาจสู้เขาไม่ได้แน่ๆ แต่เรื่องความคิดอะไรอื่นๆเราสู้ได้สบายๆ เราพิสูจน์มาแล้ว หลายๆวิชาเราทำได้กว่ากว่าเพื่อนฝรั่งอีก สาขาที่เราเรียนเคยมีคนไทยเราไม่รู้จักมาเรียนแล้วก็หายไป คือเรียนไม่จบไม่รู้ว่าเหตุผลอะไร เราต้องทำให้เขาเห็นว่าคนไทยไม่เหมือนกันทุกคน ที่เก่งและมีความรับผิดชอบมีอยู่มากมาย สุดท้ายเรียนที่ไหนก้แล้วแต่อย่าลืมช่วยกันเอาความรู้กลับไปพัฒนาประเทศเรา ประเทศเขามันไปไกลแล้ว (เริ่มถดถอย) เอ้าคนไทยสู้ๆ