เรียนปริญญาโทในอเมริกา VS เรียนในปริญญาโทเมืองไทย
plew September 9th, 2009
เรียนปริญญาโทในอเมริกา Study Master Degree in the USA กับเรียนโทในเมืองไทยอันไหนจะยากกว่ากันและมันเหมือนหรือต่างกันแค่ไหน เปิดเทอมมาได้สามอาทิตย์ แหมสามอาทิตย์จริงๆก็เรียนไปได้ไม่นาน แต่เฮ้อเหมือนเรียนมาเป็นปีเลยแฮะ ทำไมนะเหรอก็ assigments นะเยอะนะซิมีงานทุกครั้ง มีเอกสารมีหนังสือที่ต้องอ่านทำสรุป วิเคราะห์และกลับมาพูดในห้องหรือวิเคราะห์ในชั่วโมงหน้าตลอด อ่านแต่ละคร้ังก็ไม่ใช่น้อยสามสิบสี่สิบหน้า แหมไอ้เราอ่านภาษาอังกฤษก็ยังไม่เร็วดังใจเหมือนอ่านภาษาไทยมันเลยยิ่งไปกันใหญ่
สำหรับตัวเองด้วยความที่เรียนโทจากเมืองไทยมาแล้วแต่ก็เจ็ด แปดปีที่แล้่ว ยอมรับเลยว่าเรียนที่นี่งานเยอะกว่า ต้องอ่านหนังสือมากกว่า ของเราไม่ถึงกับมีงานทุกครั้ง มีเป็นงานใหญ๋ๆเลยมากกว่า แต่ที่นี่งานเล็กทุกครั้ง บวกงานโปรเจคใหญ๋อีก เราไม่รู้มหาวิทยาลัยอื่นๆที่นี่เป็นไงแต่ที่นี่เอาเรื่อง ทั้งๆที่อย่างที่บอก San francisco State ก็ไม่ใช่ยูเด่นดังมากมาย ก็ยูธรรมดา ไม่อยากคิดถ้าไปเรียนยูท๊อปมันจะขนาดไหนนะเนี่ย
เราเองมานั่งคิดเอเราลงเยอะเกินไปรึป่าวนะเพราะลงไปสี่ตัว จริงๆอาจารย์ก็บอกว่าสามกำลังดี สี่จะหนักๆหน่อย แต่เราอยากจบเร็วในปีครึ่งก็อัดและคิดว่าน่าจะโอเค แต่ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจแล้ว แต่ยังไงเทอมนี้ลงแล้วก็ต้องเอาให้รอดทั้งสี่ตัวนั่นแหละ ก็ต้องยอมหนักสักหน่อย อาจารย์ที่นี่ขอบอกว่าเขาแบบตั้งใจสอนมากๆ มาสอนตรงเวลาเลิกตรงเวาลาไม่มีเข้าสายเลิกเร็ว งานที่สั่งต้องส่งตรงเวลา และเพื่อนร่วมห้องทุกคนไม่มีใครแบบลืมทำหรือทำไม่เสร็จ ทุกคนเขาแบบตั้งใจกันมาก ยกมือแสดงความคิดเห็นกันตลอด ไอ้เราก็คนไทยนะไม่อยากหรอกไอ้ที่ต้องพูดแสดงความคิดเห็น ยิ่งต้องพูดภาษาอังกฤษด้แต่ทำไงได้ละเพื่อความอยู่รอดก็ต้องแข่งยกกับเขาด้วย พูดผิดพูดถูกก็ต้องพูดแล้วละ ขืนขี้อายไปไม่รอดแน่ๆ ที่นี่เช็คชื่อทุกครั้งคะแนนการมีส่วนร่วมสำคัญมากทีเดียว ตารางเรียน เอกสารหนังสือ รายงาน งานต่างๆที่ต้องส่งต้องทำ ต้องอ่าน ต้องคอยเช็คจากเว็ปไซต์ตลอด เรียกว่า Ilearn
แต่ละวิชาที่เราลงก็จะมีลิงค์เข้าไป จะบอกอาจารย์ไม่บอก หรือไม่รู้ไม่ได้เป็นหน้าที่ที่ต้องเข้าไปเช็คและทำตามที่อาจารย์เขียนไว้ในนั้น
นอกจาก text Book ที่ต้องอ่านแล้ว ก็ต้องเข้าไปพร้ินเอกสารตามลิงค์หรือเอกสารเพิ่มเติมที่อาจารย์กำหนดอีกมากมายคืออ่านแทบไม่หวาดไม่ไหว เยอะบวกกับนะภาษาอังกฤษเราก็ใช่จะดีอะไรมันก็เลยกลายเป็นสองเด้ง ทั้งเยอะแถมอ่านไม่ได้เร็วอย่างเขา อ่านเสร็จก็ต้องมาเขียนมาสรุปอีก ไหนจะเรื่องความคิด ความเข้าใจและไหนจะเรื่องภาษาอีก สองเด้งจริงๆ เกือบทุกวิชาหลังจากจบคลาสแต่ละครั้งต้องสรุปสิ่งที่เรียนหรือประเด็นที่เราสนใจเขียนเใน blog แล้วโพสในเว็ปของ department ไม่รวมงานจริงๆที่ต้องอ่านแล้วทำอะไรบางอย่างแล้วส่งชั่วโมงหน้่า เขาบังคับให้เราอ่าน ให้เราคิดเยอะจริงๆ อันนี้ราเองยอมรับว่าระบบการศึกษาเขาคุณภาพดีจริงๆ ไม่ใช่ยูแบบหาเงินอยากได้เงิน จบง่ายๆสบายๆ หรือฟังๆแล้วก็กลับบ้านจบกันไปวันหนึ่ง แต่ว่าเหนื่อยอะ
เรียนที่นี่ถ้าไมมีพริ้นเตอร์นี่สงสัยจะลำบาก เพราะเอกสารที่ต้องอ่านต้องลิงค์กับเนตเยอะ จะอ่านจากหน้าจอก็ไม่ไหวจริงๆสามสิบสี่่สิบหน้า อินเตอร์เนตที่บ้านไม่มีก็แย่มากๆ เพราะใช้เยอะ แค่เข้าไปอ่านตางรางเรียนกำหนดส่งงาน เอกสารอื่นๆมันอยู่ในเนตหมดเลย ว่าเรื่องอินเตอร์เนตก็มาพูดเรื่องคอมพิวเตอร์ซะหน่อย จริงๆแล้วเพราะสาขาที่เราเรียนมันจะเเป็นรื่องการการออกแบบ การดีไซต์และพวก multimedia และการทำเว็ป ซึ่งที่นี่จะใช้ Mac Computer ในการเรียนการสอนทั้งหมด ไม่มีแมคก็ต้องซื้อไม่งั้นก็ต้องมาทำงานที่ lab ที่มหาวิทยาลัย เพราะอาจารย์เขาก็พูดตรงๆว่าถ้าจะมาทำงานทางด้านเว็ป งาน multimedia ที่นี่เขาใช้ Mac Computer กันทั้งนั้นสำหรับธุรกิจนี้ในอเมริกา PC มันไม่ใช่สำหรับที่นี่ เราเองก็ต้องลงทุนซื้อแมคใหม่ รวมทั้งโปรแกรมที่ต้องเอามาลงซึ่งโชคดีที่ซื้อได้ในราคานักเรียน แต่ถึงจะราคานักเรียนรวมแล้วก็สาม สี่ร้อยเหรัยญ บวก text book ที่แพงเอาการเล่มละ สามสิบ สี่สิบ จนถึงเกือบร้อยเหรียญ แพงจริงๆ บางเล่มมือสองตาม amazon ก็มีแต่ราคาก็ไม่ต่างจากของใหม่เท่าไหร่เลย
แต่ทำไงได้ก็ดันมาเลือกสาขาที่มันต้องใช้อุปกรณ์ ต้องใช้ซอฟแวร์
สรุปแล้วสำหรับมือใหม่อย่างเราบอกได้เลยว่าเรียนที่นี่ยากกว่่า ไม่เฉพาะอุปสรรคเรื่องภาษาที่ทำให้เราต้องทำงานเป็นสองเท่าของคนอื่่นเขา แต่ตัวงานที่มอบหมาย งานที่ต้องอ่าน การต้องมีส่วนร่วมในห้องเรียน เยอะกว่าเรียนในบ้านเราอย่างเห็นได้ชัด
ว่าแล้วก็ขอจบแค่นี้ก่อน ต้องไปอ่านหนังสือต่อแล้วละ ว่างๆจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะจ๊ะ