ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาตอนจบ
plew September 1st, 2009
เรื่องประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาตอนสุดท้ายแล้ว ต่อจากภาคสาม หลังจากโอเคตกลงว่ายอมรอต่อไป เราก็ต้องกลับซานฟรานซิสโกเพราะครอบครัวพี่สาวแฟนกลับมาจากเมืองจีนแล้ว ก็ต้องมาอยู่ในอพาตเมนท์กึ่งออฟฟิตกึ่งห้องเก็บของ ตัวเราเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก แต่แฟนนี่บ่นทุกวัน บ่นเรื่องคอนโดทุกวัน บ่นเรื่องการกู้ทุกวัน บ่นเรื่องทำไมต้องมาอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ทุกวัน บ่นที่นอนไม่สบาย บ่นทุกเรื่อง และเกือบทุกวันต้องโทรคุยกับเจ้าหน้าที่แบงค์บ้าง เรื่องประกันบ้าง เพราะแบงค์กำหนดว่าต้องมีการทำประกันคอนโด และอื่น หลังจากที่เซลล์บอกว่าแบงค์ที่กู้เงินก้อนแรกใกล้อนุมัติแล้ว เราก็ต้องตามเงินก้อนสองที่อีกแบงค์ ซึ่งเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ของทหาร อันนี่ยิ่งทำงานยอดห่วย แฟนโทรไปหาสามครั้งไม่เคยอยู่ที่โต๊ะ ฝากให้โทรกลับไม่เคยโทรกลับ ส่งอีเมล์อีกหลายครั้งไม่เคยเมล์กลับ จนสุดท้ายต้องโทรไปวี๊ดบึ้มต้องโทรไปแบบตะคอกถึงได้เรื่อง วันรุ่งขึ้นโทรกลับมาบอกต้องการเอกสารเพิ่มอีกเจ็ดรายการและบางรายการคือเอกสารการกู้กลับแบงค์หลัก แฟนก็วีนกลับไปว่าคุณต้องการเอกสารเพิ่มทำไมไม่ติดต่อมาละ ทำไมต้องให้ลูกค้าคอยโทรตาม โทรก็ไม่รับ ไม่โทรกลับ แล้วเมื่อไรจะรู้ผลว่าจะผ่านไม่ผ่าน หล่อนก็บอกไม่แน่ใจ แฟนบอกเขาไม่มีเวลารออย่างไม่มีกำหนด ไม่งั้นก็จะยกเลิกเรื่องกู้ เธอบอกถ้าส่งเอกสารที่ขอมาครบประมาณสองอาทิตย์น่าจะรู้
แฟนก็โทรไปหาโบรกเกอร์ที่ประสานงานกับแบงค์แรกเพื่อขอเอกสารเพื่อส่งให้แบงค์ที่สอง ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นลาพักร้อนอาทิตย์หนึ่ง โทรไปหาเจ้าหน้าที่แบงค์โดยตรงก็ดันลาพักร้อนเหมือนกันอีก กว่าจะได้เอกสารส่งให้แบงค์ที่สองก็เสียเวลาไปอีก แต่ที่ทำให้หงุดหงิดใจมากกว่าเดิมและเริ่มไม่แน่ใจว่าเรื่องกู้ผ่านจะผ่านก็คือ หลังจากที่ได้เอกสารการกู้จากแบงค์ที่หนึ่งเพื่อส่งไปให้แบงค์ที่สองทำให้พบว่า ข้อมูลผิดพลาดอย่างที่ไม่น่าจะผิดในหลายจุด คือชื่อคนกู้ก็ผิดแล้วผิดแบบเป็นคนละชื่อกันเลย นามสกุลถูก แถมเลขที่ยูนิตที่ซื้อก็ผิดอีก ตลกมากๆข้อมูลพื้นฐานแท้ๆยังผิด ส่งไปให้แบงค์ที่สองก็แจ้งว่าประเมินราคคอนโดที่แบงค์แรกทำไม่ครอบคลุมข้อมูลที่เขาต้องการต้องทำประเมินใหม่ เราต้องเสียค่าประเมินอีกห้าร้อยเหรียญ รวมสองครั้งก็พันหนึ่งแล้วแค่ค่าประเมิน แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไปอีก
เราก็รอแฟนก็บ่นเพราะเขาไม่ชอบอยู่ที่อพาตเมนท์ออฟฟิต หลายๆคืนเขาขอไปนอนโรงแรมแก้เซ็ง รอมาอีกเกือบเดือนเกือบสิ้นเดือนกรกฎา ก็ไม่รู้คำตอบอีก เราก็บอกแฟนว่าเราไม่อยากได้ไม่อยากซื้อแล้ว ยกเลิกเหอะจะได้ไปหาอพาตเมนท์และย้ายเข้าจะได้ไม่ต้องมานั่งรอๆๆ เพราะไม่รู้จะยังไง หรือถ้าอยากซื้อจริงๆก็คิดอีกที คอนโดมีเยอะแยะ จริงๆตั้งแต่บอกเซลล์ว่าจะขอยกเลิกสัญญาครั้งแรกเราก็ไปดูอพาตเมนท์กันมาแล้ว แต่แฟนก็ใจอ่อนยอมเพราะส่วนลดเพิ่มและเชื่อเซลล์ที่บอกว่าประมาณสองอาทิตย์น่าจะเข้าอยู่ได้ ก็โทรไปหาเซลล์บอกว่าถ้าต้นเดือนสิงหาย้ายเข้าอยู่ไม่ได้ก็คงต้องยกเลิกจริงๆเพราะมันนานสามเดือนกว่าเข้าไปแล้ว
เซลล์โทรกลับมาบอกว่าไม่มีทางที่ developer จะยอมให้เราย้ายเข้าก่อนเรื่องกู้เรียบร้อยแน่ แต่เธอบอกว่าพรุ่งนี้แบงค์จะโทรมาบอกข่าวดีกับเราเรื่องกู้ วันรุ่งขึ้นโบรกเกอร์โทรมาบอกว่าเรื่องกู้อนุมัติแล้ว ดังนั้นก็แปลว่าเราก็ยกเลิกสัญญาไม่ได้แล้ว เราก็ถามว่าแล้วอนุมัติแล้วมีหลักฐานมีจดหมายอะไรแจ้งหรือไม่แล้วจะโอนเงินให้โครงการเมื่อไร ไม่มีคำตอบเอกสารอะไรก็ไม่มี มีแต่เพียงคำบอกของโบรกเกอร์ สรุปก็รอต่ออีกทั้งๆที่เข้าเดือนสิงหาแล้ว หลังจากนั้นก็รอเหมือนเดิมอะไรก็เงียบไปอีกอาทิตย์ก็ไม่มีวี่แววว่าเรื่องจะจบ หลังจากหนึ่งอาทิตย์ทางโบรกเกอร์แจ้งขอเอกสารประกอบการกู้เพิ่มอีก คราวนี้ละเราทั้งคู่โมโหมากเพราะแปลว่าที่เคยบอกว่าเรื่องอนุมัติแล้วนะโกหกทั้งเพ และเอกสารที่ขอก็เกินความสามารถที่จะหาให้ได้เพราะเล่นขอเอกสารจากลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทในอังกฤษให้ส่งเอกสารการโอนเงินเข้าบัญชีของแฟนที่อเมริกา เป็นอะไรที่มากเกินไปเพราะจริงๆเอกสารบัญชีที่เราส่งไปมันก็แสดงชัดอยู่แล้วว่าเงินโอนเข้ามาจากที่ไหนบ้าง นี่ยังขอเอกสารของต้นทางที่เป็นคนโอนมาอีก ซึ่งมันไม่ใช่หน้าที่อะไรของบริษัททางโน้นที่ต้องแสดงเอกสารแบบนี้กับแบงค์ในอเมริกาเลย แฟนก็ไม่ไอยากไปยุ่งกับบริษัทลูกค้าด้วย เราสองคนเริ่มรู้สึกว่ามันมากเกินไปซะแล้ว เขาเสียเวลาที่จะทำเงินมาใช้ในการตามเรื่องคอนโดไม่รู้เท่าไร เพราะเราเองก็ช่วยอะไรไม่ได้มากหรือช่วยไม่ได้เลยด้วยซ้ำ คือสามเดือนกว่าที่ผ่านมาแฟนไม่มีสมาธิที่จะทำงานจริงๆของเขาจริงจัง เพราะมานั่งเตรียมเอกสาร มานั่งบ่น นั่งคุยโทรศัพท์ ตามจิกคนโน้นคนนี้ และที่เบื่อคือการโกหกซ้ำซากสาม สี่ครั้งว่าเรื่องจะจบเรื่องจะจบแต่คือไม่จบ โบรกเกอร์บอกที่ตอนแรกบอกว่าอนุมัติคืออนุมัติแบบมีเงื่อนไข ตลกมากๆแบบนี้เขาไม่เรียกว่าอนุมัติหรอก อนุมัติคือไม่ต้องอะไรแล้วเตรียมจ่ายเงินแล้ว เรายังบ่นกับแฟนเลยว่าแบงค์เมืองไทยทำงานดีกว่านี้อีก เราเองก็เคยกู้ซื้อบ้านในเมืองไทยก็ใช่ว่าจะทำงานดีมากมายแต่ดีกว่าที่นี่มาก ได้ไม่ได้เขาบอกปกติสองสามอาทิตย์ก๊รู้แล้ว ไม่ได้ไม่ว่าแต่อย่ามาดึงเรื่องแบบนี้เสียเวลา แถมขอเอกสารเพิ่มรายอาทิตย์ เอกสารอะไรที่ต้องการต้องมีลิสอยู่แล้วว่าคนทำงานแบบนี้ต้องใช้อะไร คนทำอิสระใช้อะไร หรือเกณฑ์ไหนขอได้ไม่ได้ แต่ที่นี่ตรงข้ามเลย เราสองคนเหมือนถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำอีก ดีใจได้สามวันว่าเรื่องจบแต่ไม่จบ สั่งที่นอนใหม่แล้วด้วย ซื้อของเล็กน้อยๆแล้ว วางแผนเรื่องการตกแต่งแล้ว โชคดียังไม่ได้สั่งเฟอร์นิเจอร์ด้วยนะ
สุดท้ายเลยมานั่งคุยกัน เราบอกเลยว่าเราขอให้เขายกเลิกสัญญาซะเถอะ แฟนถามแน่ใจนะไม่เสียดายเหรอ เราบอกไม่เลยถึงเราจะชอบห้อง ชอบอะไรหลายๆของคอนโดนี้ แต่มันมาไกลเกินไปและกลายเป็นว่าเราทั้งคู่ก็มีประสบการณ์ลบๆกับที่นี่ไปแล้ว รวมทั้งถ้าเก็บเงินดาวน์และที่ต้องผ่อนทุกเดือนบวกค่าส่วนกลาง บวกประกัน ไปซื้อบ้านใหม่ในเมืองไทยดีๆสบายๆแถมเงินเหลืออีกเยอะเลย ซึ่งมันคือสิ่งที่เราต้องการมากกว่า สุดท้ายเลยบอกเซลล์ว่าขอยกเลิก โดยก็เอาคำของเธอนั่นแหละที่บอกว่ามีคนรอซื้อห้องนี้ราคานี้เยอะแยะ ก็บอกเอาเลยเอาไปขายคนอื่นขอเงินจองสองหมื่นกว่าเหรียญคืนมา เซลล์ก็คงเส้นคงวามากไม่เคยพูดอะไรให้เรารู้สึกดีหรืออยากจะซื้อมันต่อ กลับพูดว่าเป็นความผิดของเราสองคนว่าไม่รีบส่งเอกสารให้แบงค์ซึ่งจริงๆแล้วมันตรงข้ามเลย เราเป็นฝ่ายโทรตามตลอด แถมยังโทษเราอีกว่าเพราะแฟนเราเป็น self employed เลยใช้เวลานาน ถ้าเป็นลูกจ้างทำงานบริษัทก็จะง่ายกว่านี้ เอาก็รู้ตั้งแต่แรกว่าเขาทำงานอิสระถ้าคิดว่ากู้ยากก็น่าจะบอกตั้งแต่แรก แต่นี่ตรงข้ามเพราะการจะจองซื้อคอนโดที่นี่ก่อนอื่นเลยต้องยื่นเอกสารเพื่อทำ pre approve ก่อนเลย ตอนที่ยื่นครั้งแรกนะบอกว่ารายได้เท่านี้กู้ได้ตั้งแปดเก้าแสนเหรียญซะด้วยซ้ำ สรุปก็คือเรายกเลิกสัญญา เรื่องตลกยังไม่จบเพราะหลังจากวันที่เราเซ็นยกเลิกสัญญาแล้ว แฟนก็อีเมล์ไปบอกโบรกเกอร์เงินกู้ว่าขอบคุณที่ช่วยมาตลอดแต่เรายกเลิกสัญญาแล้ว จริงๆเราคิดว่าเซลล์คงโทรบอกกันแล้ว แต่ผลคือทางโบรกเกอร์โทรกลับมาว่ายกเลิกเมื่อไรเขาไม่รู้อะไรเลย แล้วก็บอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะโทรมาหาทางออกอีกที
วันรุ่งขึ้นโบรกเกอร์ก็โทรมาบอกว่าแบงค์แรกอนุมัติทุกอย่างพร้อมจ่ายเงินแล้ว และไม่ต้องส่งเอกสารอะไรเพิ่มอีกแล้ว เรางงอะไรของมันวะตอนแรกบอกขอเอกสารเพิ่ม พอเรายกเลิกบอกไม่เอาแล้วตกลงมันใช้มาตรฐานอะไรในการทำงานกันแน่ แต่แบงค์ที่สองเขาติดต่อเองไม่ได้เราต้องโทรไปถาม ซึ่งเขาบอกปกติถ้าแบงค์แรกผ่านแบงค์สองก็จะผ่าน และเราจะเข้าอยู่ได้ประมาณอีกสองอาทิตย์ แฟนก็ลังเลอีกบอกกับเขาว่าโอเคจะโทรไปถามแบงค์ที่สอง คราวนี้เราเองบอกแฟนเลยว่าขอร้องละยังไม่เข็ดหรือไง พอเถอะเพราะหลังจากที่เราเซ็นยกเลิกเราสองคนก็รู้สึกโล่งมากๆ อย่าเดินเข้าไปวังวนเดิมแล้วมานั่งบ่นกันอีกเลย ขี้เกียจไปนอนโรงแรมแล้วด้วยจะได้หาที่อื่นอยู่เป็นเรื่องเป็นราวซะที เขาก็เหมือนเสียดายเราก็ถามแล้วเชื่อเขาเหรอพูดอย่างนี้มากี่รอบแล้วละ เขาเลยเมล์กลับไปว่าโอเคเราจบจริงๆแล้วไม่รออีกแล้ว
ตอนนี้เราสองคนย้ายเข้ามาอยู่คอนโดใหม่อีกแห่งหนึ่งซึ่งจริงๆแล้วดีกว่าคอนโดแรกที่เราจะซื้อมากมาย แต่ไม่ได้คิดถึงที่นี่แต่แรกเพราะเราคิดว่ามันค่อนข้างจะหรูและแพงเกินไปสำหรับเรา แต่เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจอย่างที่รู้ๆกันทำให้คอนโดขายยากเพราะเรื่องแบงค์ไม่ปล่อยกู้ด้วยกับโครงการใหม่ที่ยอดขายยังต่ำ ทำให้มีโครงการ Lease to own ที่เราก็รู้มาก่อนหน้า หลังจากดูห้องตกลงราคาวันศุกร์วันอังคารย้ายเข้าได้เลยทำงานเร็วมาก ห้องใหม่ตึกใหม่มือหนึ่งเหมือนกัน แถม amenities ครบทุกอย่างเพราะเป็นคอนโดระดับห้าดาวที่ราคายูนิตที่แพงที่สุดของที่นี่ราคาสุสูงที่สุดใน west coast และเป็นคอนโดใหม่ที่หรูที่สุดในซานฟรานซิสโก พอย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เราสองคนก็เริ่มรู้สึกดีใจที่ไม่ได้ซื้อที่เดิม ถึงแม้จะได้ห้องเล็กกว่าที่เดิม (เพราะห้องใหญ่ที่นี่เกินล้านเหรียญขึ้นไป) แต่ทุกอย่างวัสดุ อุปกรณ์ บริการดีกว่าในทุกๆด้าน เพราะที่เดิมไม่มี facilities อะไรเลย ถ้าเศรษฐกิจไม่แย่แบบนี้เราก็คงไม่มีโอกาศได้อยู่คอนโดระดับนี้แน่ๆ เรื่องขำยังไม่จบหลังจากเราย้ายมาอยู่ที่ใหม่ได้อาทิตย์หนึ่งแบงค์ก็อีเมล์มาแบบเป็นทางการว่าเงินกู้อนุมัติจะให้โอนอะไรอย่างไร ตลกดีสรุปเขาก็ยังไม่เคยทำงานประสานหรือเช็คข้อมูลอะไรกันเลย เราถามแฟนว่าเสียดายไหมเนี่ย เขาบอกไม่ดีแล้วเพราะอยู่ที่ใหม่ดีกว่าเยอะและเราก็รู้ว่าสรุปเรากู้ผ่าน เราถามแล้วจะไม่บอกแบงค์เหรอว่าเรายกเลิกสัญญาแล้ว เขาบอก my turn พวกเขาต้องเป็นฝ่ายโทรตามเราบ้างแล้วละ
จากเรื่องทั้งหมดที่เจอมาส่วนหนึ่งก็เป็นความพลาดของเราสองคนที่เลือกคอนโดนี้ เพราะตอนแรกไม่รู้เลยว่าคอนโดที่ขายไม่ถึง 50% แบงค์ไม่อยากปล่อยกู้ เราคิดว่าซื้อคอนโดใหม่จะเข้าอยู่ได้เร็วกว่าคอนโดมือสองจริงๆแล้วตรงข้ามเพราะคอนโด resale แบงค์ปล่อยกู้ง่ายกว่าเพราะตึกมันขายหมดแล้ว ยิ่งซื้อบ้านเดียวยิ่งง่ายกว่าคอนโด อีกข้อแฟนคิดว่าจะซื้อบ้านต้องมีเอเจนท์จริงแล้วไม่จำเป็นทำเองได้ แต่ถ้าขายจำเป็นมากกว่า และการไม่มีเอเจนท์ทำให้เราต่อรองราคาได้ดีกว่าเพราะคนขายไม่ต้องจ่ายคอมมิสชั่นให้เอเจนท์ สุดท้ายสิ่งที่คนในวงการอสังหาริมทรัพย์พูดเชื่อได้แค่ 50%หรือต่ำกว่านั้น ไม่ว่าที่นี่หรือเมืองไทยไม่ต่างกัน ว่าแล้วก็มาลุ้นคอนโดที่กรุงเทพต่อว่าเสร็จแล้วมันจะเหมือนที่โฆษณาไว้สักกี่เปอร์เซ็น
- ซานฟรานซิสโก ###
มาราธอนมากเลยเปลว เอาใจช่วยนะ ซื้อบ้านต้องใจเย็นๆ พี่ว่าอะไรมันจะเป็นของเรา มันก็เป็นอะ ถ้าไม่ใช่มันก็ดูเหมือนอุปสรรคจะมากมาย พี่ว่า ถึงเวลา หนูต้องได้ที่ดีกว่าเดิมแน่นอน เอาแบบ ไม่ได้คาดคิดนะ ฟันธง! เอาใจช่วยจริงๆ คะ