Archive for September, 2009

Swensen สาขาแรกในโลก The original Swensen Ice Cream

plew September 22nd, 2009



The original Swensen Ice Cream ไม่รู้ว่ารู้กันรึป่าวเนอะว่าไอศครีมซเวนเซ่นที่มีสาขามากมายในเมืองไทยแถมป็นแบรนด์
ไอศครีมที่เป็นที่นิยมในเมืองไทยมากที่สุดเจ้าหนึ่งเลยทีเดียว แหมเราเองก็เป็นแฟนมาตั้งแต่อนุบาลจนตอนนี้อายุปาเข้าไปรุ่นแม่ซะแล้ว
Swensen มีต้นกำเนิดมาจาก san francisco นี่เอง แฮะๆอยู่ซานฟรานมาสองปีเพิ่งได้มีโอกาศไปชิมต้นตำรับ Swensen ของแท้ดังเดิมมาเมื่อวานนี้เอง จริงๆรู้มาตั้งแต่มาที่นี่ใหม่ๆแล้วว่า ซเวนเซ่นสาขาแรกดั้งเดิมอยู่ที่นี่ แต่แค่ผ่านไม่ได้แวะเข้าไปกินซะทีจนเมื่อวานนี่แหละถึงได้ลองแล้วก็เอามาโม้ต่อให้ฟัง

Swensen สาขาแรกหรือ original ในซาฟรานแตกต่างจากซเวนเซ่นในบ้านเรามากมาย ที่นี่เป็นร้านเล็กไม่มีที่นั่ง คือซื้อแล้วก็ไปกินข้างนอกใส่โคน ใส่ถ้วยกระดาษเอา ตึกก็เป็นตึกเก่าๆ
เป็นอาคารแบบวิคตอเรีย ในร้านก็ดูเก่าๆสมกับเป็นสาขาแรกจริงๆ หน้าร้านจะมีป้ายที่เป็นป้ายดั้งเดิมของซเวนเซ่นเลย คือถ้าติดภาพซเวนเว่นในเมืองไทยอาจจะเอ้มันใช่ swensen จริงรึป่าวเนี่ย

เมนูที่นี่ก็ไม่แฟนซีแบบบ้านเราที่มีชื่อมากมายจนจำไม่หมด ที่นี่มีแต่ซันเดย์และก็ประมาณไอศครีมบวกท็อปปิ้งพวกฮอทฟัตหรือถั่วและครีม คือพื้นๆจริงๆ จะเอา coit tower, Gold rush อะไรนะไม่มีหรอก หรือเอาเป็นก้อนๆเป็นรสๆใส่ถ้วย ใส่โคน
รสชาตินี่ก็ขอบอกว่าคนละเรื่องกันเลยกับซเวนเซนในบ้านเรา ที่นี่ดังรสวนิลา เราลองสั่งวนิลาที่นี่รสจะเข้มข้นกว่าของบ้านเรา ไอศครีมจะมันจะข้นกว่าคือเป็นนมเป็นเนยหนักกว่า พูดยากว่าอันไหนอร่อยกว่ากันเราว่าแล้วแต่คนชอบ

จริงๆแล้วหลังจากที่เจ้าของเดิมของซเวนเซ่นขายแบรนด์นี้ไปคือขายชื่อไปทำแฟรนไชน์ เขาขอที่จะเก็บร้านแรกสาขานี้บนถนน Union ST. & Hyde ST. San francisco ให้เป็นเหมือนเดิม ดังนั้นร้านนี้จะไม่เหมือนซเวนเซ่นสาขาอื่นๆ
ที่เป็นแฟรนไชน์ทั่วโลกที่เหมือนกันหรือใกล้เคยงกัน แต่ที่นี่เป็นซเวนเซ่นร้านเดียวที่ไม่ใช่แฟรนไชน์ แปลกดีเนอะ สาขาแรกสาขาต้นกำเนิดเป็นสาขาเดียวที่ไม่เหมือนชาวบ้านเขา เพราะยังคงรักษารูปแบบเดิมไว้ รวมทั้งไอศครีมก็เป็น homemade จริงๆที่ยังทำในร้านนี้เลย ที่เดิมที่เริ่มทำตั้งแต่เปิดร้านโน้น

ไม่น่าเชื่อว่า Swensen เริ่มกิจการตั้งแต่ 1948 ผู้ก่อตั้งซเวนเซ่นเสียชีวิตเมื่อ 1995 ก็ไม่นานเท่าไรเนอะ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเจ้าของก็ทำไอศครีมในร้านนี่แหละจนทุกวันนี้ เพราะฉนั้นไอศครีมที่ร้านต้นตำรับไม่ได้แบบทำแบบ mass ทีละเยอะๆหรือออกมาจากโรงงาน เอ้าว่าแล้วก็ดูรูปกันเลยดีกว่าจะได้เห็นภาพ

เรียนปริญญาโทในอเมริกา VS เรียนในปริญญาโทเมืองไทย

plew September 9th, 2009


เรียนปริญญาโทในอเมริกา Study Master Degree in the USA กับเรียนโทในเมืองไทยอันไหนจะยากกว่ากันและมันเหมือนหรือต่างกันแค่ไหน เปิดเทอมมาได้สามอาทิตย์ แหมสามอาทิตย์จริงๆก็เรียนไปได้ไม่นาน แต่เฮ้อเหมือนเรียนมาเป็นปีเลยแฮะ ทำไมนะเหรอก็ assigments นะเยอะนะซิมีงานทุกครั้ง มีเอกสารมีหนังสือที่ต้องอ่านทำสรุป วิเคราะห์และกลับมาพูดในห้องหรือวิเคราะห์ในชั่วโมงหน้าตลอด อ่านแต่ละคร้ังก็ไม่ใช่น้อยสามสิบสี่สิบหน้า แหมไอ้เราอ่านภาษาอังกฤษก็ยังไม่เร็วดังใจเหมือนอ่านภาษาไทยมันเลยยิ่งไปกันใหญ่

สำหรับตัวเองด้วยความที่เรียนโทจากเมืองไทยมาแล้วแต่ก็เจ็ด แปดปีที่แล้่ว ยอมรับเลยว่าเรียนที่นี่งานเยอะกว่า ต้องอ่านหนังสือมากกว่า ของเราไม่ถึงกับมีงานทุกครั้ง มีเป็นงานใหญ๋ๆเลยมากกว่า แต่ที่นี่งานเล็กทุกครั้ง บวกงานโปรเจคใหญ๋อีก เราไม่รู้มหาวิทยาลัยอื่นๆที่นี่เป็นไงแต่ที่นี่เอาเรื่อง ทั้งๆที่อย่างที่บอก San francisco State ก็ไม่ใช่ยูเด่นดังมากมาย ก็ยูธรรมดา ไม่อยากคิดถ้าไปเรียนยูท๊อปมันจะขนาดไหนนะเนี่ย

เราเองมานั่งคิดเอเราลงเยอะเกินไปรึป่าวนะเพราะลงไปสี่ตัว จริงๆอาจารย์ก็บอกว่าสามกำลังดี สี่จะหนักๆหน่อย แต่เราอยากจบเร็วในปีครึ่งก็อัดและคิดว่าน่าจะโอเค แต่ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจแล้ว แต่ยังไงเทอมนี้ลงแล้วก็ต้องเอาให้รอดทั้งสี่ตัวนั่นแหละ ก็ต้องยอมหนักสักหน่อย อาจารย์ที่นี่ขอบอกว่าเขาแบบตั้งใจสอนมากๆ มาสอนตรงเวลาเลิกตรงเวาลาไม่มีเข้าสายเลิกเร็ว งานที่สั่งต้องส่งตรงเวลา และเพื่อนร่วมห้องทุกคนไม่มีใครแบบลืมทำหรือทำไม่เสร็จ ทุกคนเขาแบบตั้งใจกันมาก ยกมือแสดงความคิดเห็นกันตลอด ไอ้เราก็คนไทยนะไม่อยากหรอกไอ้ที่ต้องพูดแสดงความคิดเห็น ยิ่งต้องพูดภาษาอังกฤษด้แต่ทำไงได้ละเพื่อความอยู่รอดก็ต้องแข่งยกกับเขาด้วย พูดผิดพูดถูกก็ต้องพูดแล้วละ ขืนขี้อายไปไม่รอดแน่ๆ ที่นี่เช็คชื่อทุกครั้งคะแนนการมีส่วนร่วมสำคัญมากทีเดียว ตารางเรียน เอกสารหนังสือ รายงาน งานต่างๆที่ต้องส่งต้องทำ ต้องอ่าน ต้องคอยเช็คจากเว็ปไซต์ตลอด เรียกว่า Ilearn
แต่ละวิชาที่เราลงก็จะมีลิงค์เข้าไป จะบอกอาจารย์ไม่บอก หรือไม่รู้ไม่ได้เป็นหน้าที่ที่ต้องเข้าไปเช็คและทำตามที่อาจารย์เขียนไว้ในนั้น

นอกจาก text Book ที่ต้องอ่านแล้ว ก็ต้องเข้าไปพร้ินเอกสารตามลิงค์หรือเอกสารเพิ่มเติมที่อาจารย์กำหนดอีกมากมายคืออ่านแทบไม่หวาดไม่ไหว เยอะบวกกับนะภาษาอังกฤษเราก็ใช่จะดีอะไรมันก็เลยกลายเป็นสองเด้ง ทั้งเยอะแถมอ่านไม่ได้เร็วอย่างเขา อ่านเสร็จก็ต้องมาเขียนมาสรุปอีก ไหนจะเรื่องความคิด ความเข้าใจและไหนจะเรื่องภาษาอีก สองเด้งจริงๆ เกือบทุกวิชาหลังจากจบคลาสแต่ละครั้งต้องสรุปสิ่งที่เรียนหรือประเด็นที่เราสนใจเขียนเใน blog แล้วโพสในเว็ปของ department ไม่รวมงานจริงๆที่ต้องอ่านแล้วทำอะไรบางอย่างแล้วส่งชั่วโมงหน้่า เขาบังคับให้เราอ่าน ให้เราคิดเยอะจริงๆ อันนี้ราเองยอมรับว่าระบบการศึกษาเขาคุณภาพดีจริงๆ ไม่ใช่ยูแบบหาเงินอยากได้เงิน จบง่ายๆสบายๆ หรือฟังๆแล้วก็กลับบ้านจบกันไปวันหนึ่ง แต่ว่าเหนื่อยอะ

เรียนที่นี่ถ้าไมมีพริ้นเตอร์นี่สงสัยจะลำบาก เพราะเอกสารที่ต้องอ่านต้องลิงค์กับเนตเยอะ จะอ่านจากหน้าจอก็ไม่ไหวจริงๆสามสิบสี่่สิบหน้า อินเตอร์เนตที่บ้านไม่มีก็แย่มากๆ เพราะใช้เยอะ แค่เข้าไปอ่านตางรางเรียนกำหนดส่งงาน เอกสารอื่นๆมันอยู่ในเนตหมดเลย ว่าเรื่องอินเตอร์เนตก็มาพูดเรื่องคอมพิวเตอร์ซะหน่อย จริงๆแล้วเพราะสาขาที่เราเรียนมันจะเเป็นรื่องการการออกแบบ การดีไซต์และพวก multimedia และการทำเว็ป ซึ่งที่นี่จะใช้ Mac Computer ในการเรียนการสอนทั้งหมด ไม่มีแมคก็ต้องซื้อไม่งั้นก็ต้องมาทำงานที่ lab ที่มหาวิทยาลัย เพราะอาจารย์เขาก็พูดตรงๆว่าถ้าจะมาทำงานทางด้านเว็ป งาน multimedia ที่นี่เขาใช้ Mac Computer กันทั้งนั้นสำหรับธุรกิจนี้ในอเมริกา PC มันไม่ใช่สำหรับที่นี่ เราเองก็ต้องลงทุนซื้อแมคใหม่ รวมทั้งโปรแกรมที่ต้องเอามาลงซึ่งโชคดีที่ซื้อได้ในราคานักเรียน แต่ถึงจะราคานักเรียนรวมแล้วก็สาม สี่ร้อยเหรัยญ บวก text book ที่แพงเอาการเล่มละ สามสิบ สี่สิบ จนถึงเกือบร้อยเหรียญ แพงจริงๆ บางเล่มมือสองตาม amazon ก็มีแต่ราคาก็ไม่ต่างจากของใหม่เท่าไหร่เลย
แต่ทำไงได้ก็ดันมาเลือกสาขาที่มันต้องใช้อุปกรณ์ ต้องใช้ซอฟแวร์

สรุปแล้วสำหรับมือใหม่อย่างเราบอกได้เลยว่าเรียนที่นี่ยากกว่่า ไม่เฉพาะอุปสรรคเรื่องภาษาที่ทำให้เราต้องทำงานเป็นสองเท่าของคนอื่่นเขา แต่ตัวงานที่มอบหมาย งานที่ต้องอ่าน การต้องมีส่วนร่วมในห้องเรียน เยอะกว่าเรียนในบ้านเราอย่างเห็นได้ชัด
ว่าแล้วก็ขอจบแค่นี้ก่อน ต้องไปอ่านหนังสือต่อแล้วละ ว่างๆจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะจ๊ะ

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาตอนจบ

plew September 1st, 2009


เรื่องประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาตอนสุดท้ายแล้ว ต่อจากภาคสาม หลังจากโอเคตกลงว่ายอมรอต่อไป เราก็ต้องกลับซานฟรานซิสโกเพราะครอบครัวพี่สาวแฟนกลับมาจากเมืองจีนแล้ว ก็ต้องมาอยู่ในอพาตเมนท์กึ่งออฟฟิตกึ่งห้องเก็บของ ตัวเราเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก แต่แฟนนี่บ่นทุกวัน บ่นเรื่องคอนโดทุกวัน บ่นเรื่องการกู้ทุกวัน บ่นเรื่องทำไมต้องมาอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ทุกวัน บ่นที่นอนไม่สบาย บ่นทุกเรื่อง และเกือบทุกวันต้องโทรคุยกับเจ้าหน้าที่แบงค์บ้าง เรื่องประกันบ้าง เพราะแบงค์กำหนดว่าต้องมีการทำประกันคอนโด และอื่น หลังจากที่เซลล์บอกว่าแบงค์ที่กู้เงินก้อนแรกใกล้อนุมัติแล้ว เราก็ต้องตามเงินก้อนสองที่อีกแบงค์ ซึ่งเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ของทหาร อันนี่ยิ่งทำงานยอดห่วย แฟนโทรไปหาสามครั้งไม่เคยอยู่ที่โต๊ะ ฝากให้โทรกลับไม่เคยโทรกลับ ส่งอีเมล์อีกหลายครั้งไม่เคยเมล์กลับ จนสุดท้ายต้องโทรไปวี๊ดบึ้มต้องโทรไปแบบตะคอกถึงได้เรื่อง วันรุ่งขึ้นโทรกลับมาบอกต้องการเอกสารเพิ่มอีกเจ็ดรายการและบางรายการคือเอกสารการกู้กลับแบงค์หลัก แฟนก็วีนกลับไปว่าคุณต้องการเอกสารเพิ่มทำไมไม่ติดต่อมาละ ทำไมต้องให้ลูกค้าคอยโทรตาม โทรก็ไม่รับ ไม่โทรกลับ แล้วเมื่อไรจะรู้ผลว่าจะผ่านไม่ผ่าน หล่อนก็บอกไม่แน่ใจ แฟนบอกเขาไม่มีเวลารออย่างไม่มีกำหนด ไม่งั้นก็จะยกเลิกเรื่องกู้ เธอบอกถ้าส่งเอกสารที่ขอมาครบประมาณสองอาทิตย์น่าจะรู้
แฟนก็โทรไปหาโบรกเกอร์ที่ประสานงานกับแบงค์แรกเพื่อขอเอกสารเพื่อส่งให้แบงค์ที่สอง ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นลาพักร้อนอาทิตย์หนึ่ง โทรไปหาเจ้าหน้าที่แบงค์โดยตรงก็ดันลาพักร้อนเหมือนกันอีก กว่าจะได้เอกสารส่งให้แบงค์ที่สองก็เสียเวลาไปอีก แต่ที่ทำให้หงุดหงิดใจมากกว่าเดิมและเริ่มไม่แน่ใจว่าเรื่องกู้ผ่านจะผ่านก็คือ หลังจากที่ได้เอกสารการกู้จากแบงค์ที่หนึ่งเพื่อส่งไปให้แบงค์ที่สองทำให้พบว่า ข้อมูลผิดพลาดอย่างที่ไม่น่าจะผิดในหลายจุด คือชื่อคนกู้ก็ผิดแล้วผิดแบบเป็นคนละชื่อกันเลย นามสกุลถูก แถมเลขที่ยูนิตที่ซื้อก็ผิดอีก ตลกมากๆข้อมูลพื้นฐานแท้ๆยังผิด ส่งไปให้แบงค์ที่สองก็แจ้งว่าประเมินราคคอนโดที่แบงค์แรกทำไม่ครอบคลุมข้อมูลที่เขาต้องการต้องทำประเมินใหม่ เราต้องเสียค่าประเมินอีกห้าร้อยเหรียญ รวมสองครั้งก็พันหนึ่งแล้วแค่ค่าประเมิน แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไปอีก

เราก็รอแฟนก็บ่นเพราะเขาไม่ชอบอยู่ที่อพาตเมนท์ออฟฟิต หลายๆคืนเขาขอไปนอนโรงแรมแก้เซ็ง รอมาอีกเกือบเดือนเกือบสิ้นเดือนกรกฎา ก็ไม่รู้คำตอบอีก เราก็บอกแฟนว่าเราไม่อยากได้ไม่อยากซื้อแล้ว ยกเลิกเหอะจะได้ไปหาอพาตเมนท์และย้ายเข้าจะได้ไม่ต้องมานั่งรอๆๆ เพราะไม่รู้จะยังไง หรือถ้าอยากซื้อจริงๆก็คิดอีกที คอนโดมีเยอะแยะ จริงๆตั้งแต่บอกเซลล์ว่าจะขอยกเลิกสัญญาครั้งแรกเราก็ไปดูอพาตเมนท์กันมาแล้ว แต่แฟนก็ใจอ่อนยอมเพราะส่วนลดเพิ่มและเชื่อเซลล์ที่บอกว่าประมาณสองอาทิตย์น่าจะเข้าอยู่ได้ ก็โทรไปหาเซลล์บอกว่าถ้าต้นเดือนสิงหาย้ายเข้าอยู่ไม่ได้ก็คงต้องยกเลิกจริงๆเพราะมันนานสามเดือนกว่าเข้าไปแล้ว
เซลล์โทรกลับมาบอกว่าไม่มีทางที่ developer จะยอมให้เราย้ายเข้าก่อนเรื่องกู้เรียบร้อยแน่ แต่เธอบอกว่าพรุ่งนี้แบงค์จะโทรมาบอกข่าวดีกับเราเรื่องกู้ วันรุ่งขึ้นโบรกเกอร์โทรมาบอกว่าเรื่องกู้อนุมัติแล้ว ดังนั้นก็แปลว่าเราก็ยกเลิกสัญญาไม่ได้แล้ว เราก็ถามว่าแล้วอนุมัติแล้วมีหลักฐานมีจดหมายอะไรแจ้งหรือไม่แล้วจะโอนเงินให้โครงการเมื่อไร ไม่มีคำตอบเอกสารอะไรก็ไม่มี มีแต่เพียงคำบอกของโบรกเกอร์ สรุปก็รอต่ออีกทั้งๆที่เข้าเดือนสิงหาแล้ว หลังจากนั้นก็รอเหมือนเดิมอะไรก็เงียบไปอีกอาทิตย์ก็ไม่มีวี่แววว่าเรื่องจะจบ หลังจากหนึ่งอาทิตย์ทางโบรกเกอร์แจ้งขอเอกสารประกอบการกู้เพิ่มอีก คราวนี้ละเราทั้งคู่โมโหมากเพราะแปลว่าที่เคยบอกว่าเรื่องอนุมัติแล้วนะโกหกทั้งเพ และเอกสารที่ขอก็เกินความสามารถที่จะหาให้ได้เพราะเล่นขอเอกสารจากลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทในอังกฤษให้ส่งเอกสารการโอนเงินเข้าบัญชีของแฟนที่อเมริกา เป็นอะไรที่มากเกินไปเพราะจริงๆเอกสารบัญชีที่เราส่งไปมันก็แสดงชัดอยู่แล้วว่าเงินโอนเข้ามาจากที่ไหนบ้าง นี่ยังขอเอกสารของต้นทางที่เป็นคนโอนมาอีก ซึ่งมันไม่ใช่หน้าที่อะไรของบริษัททางโน้นที่ต้องแสดงเอกสารแบบนี้กับแบงค์ในอเมริกาเลย แฟนก็ไม่ไอยากไปยุ่งกับบริษัทลูกค้าด้วย เราสองคนเริ่มรู้สึกว่ามันมากเกินไปซะแล้ว เขาเสียเวลาที่จะทำเงินมาใช้ในการตามเรื่องคอนโดไม่รู้เท่าไร เพราะเราเองก็ช่วยอะไรไม่ได้มากหรือช่วยไม่ได้เลยด้วยซ้ำ คือสามเดือนกว่าที่ผ่านมาแฟนไม่มีสมาธิที่จะทำงานจริงๆของเขาจริงจัง เพราะมานั่งเตรียมเอกสาร มานั่งบ่น นั่งคุยโทรศัพท์ ตามจิกคนโน้นคนนี้ และที่เบื่อคือการโกหกซ้ำซากสาม สี่ครั้งว่าเรื่องจะจบเรื่องจะจบแต่คือไม่จบ โบรกเกอร์บอกที่ตอนแรกบอกว่าอนุมัติคืออนุมัติแบบมีเงื่อนไข ตลกมากๆแบบนี้เขาไม่เรียกว่าอนุมัติหรอก อนุมัติคือไม่ต้องอะไรแล้วเตรียมจ่ายเงินแล้ว เรายังบ่นกับแฟนเลยว่าแบงค์เมืองไทยทำงานดีกว่านี้อีก เราเองก็เคยกู้ซื้อบ้านในเมืองไทยก็ใช่ว่าจะทำงานดีมากมายแต่ดีกว่าที่นี่มาก ได้ไม่ได้เขาบอกปกติสองสามอาทิตย์ก๊รู้แล้ว ไม่ได้ไม่ว่าแต่อย่ามาดึงเรื่องแบบนี้เสียเวลา แถมขอเอกสารเพิ่มรายอาทิตย์ เอกสารอะไรที่ต้องการต้องมีลิสอยู่แล้วว่าคนทำงานแบบนี้ต้องใช้อะไร คนทำอิสระใช้อะไร หรือเกณฑ์ไหนขอได้ไม่ได้ แต่ที่นี่ตรงข้ามเลย เราสองคนเหมือนถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำอีก ดีใจได้สามวันว่าเรื่องจบแต่ไม่จบ สั่งที่นอนใหม่แล้วด้วย ซื้อของเล็กน้อยๆแล้ว วางแผนเรื่องการตกแต่งแล้ว โชคดียังไม่ได้สั่งเฟอร์นิเจอร์ด้วยนะ

สุดท้ายเลยมานั่งคุยกัน เราบอกเลยว่าเราขอให้เขายกเลิกสัญญาซะเถอะ แฟนถามแน่ใจนะไม่เสียดายเหรอ เราบอกไม่เลยถึงเราจะชอบห้อง ชอบอะไรหลายๆของคอนโดนี้ แต่มันมาไกลเกินไปและกลายเป็นว่าเราทั้งคู่ก็มีประสบการณ์ลบๆกับที่นี่ไปแล้ว รวมทั้งถ้าเก็บเงินดาวน์และที่ต้องผ่อนทุกเดือนบวกค่าส่วนกลาง บวกประกัน ไปซื้อบ้านใหม่ในเมืองไทยดีๆสบายๆแถมเงินเหลืออีกเยอะเลย ซึ่งมันคือสิ่งที่เราต้องการมากกว่า สุดท้ายเลยบอกเซลล์ว่าขอยกเลิก โดยก็เอาคำของเธอนั่นแหละที่บอกว่ามีคนรอซื้อห้องนี้ราคานี้เยอะแยะ ก็บอกเอาเลยเอาไปขายคนอื่นขอเงินจองสองหมื่นกว่าเหรียญคืนมา เซลล์ก็คงเส้นคงวามากไม่เคยพูดอะไรให้เรารู้สึกดีหรืออยากจะซื้อมันต่อ กลับพูดว่าเป็นความผิดของเราสองคนว่าไม่รีบส่งเอกสารให้แบงค์ซึ่งจริงๆแล้วมันตรงข้ามเลย เราเป็นฝ่ายโทรตามตลอด แถมยังโทษเราอีกว่าเพราะแฟนเราเป็น self employed เลยใช้เวลานาน ถ้าเป็นลูกจ้างทำงานบริษัทก็จะง่ายกว่านี้ เอาก็รู้ตั้งแต่แรกว่าเขาทำงานอิสระถ้าคิดว่ากู้ยากก็น่าจะบอกตั้งแต่แรก แต่นี่ตรงข้ามเพราะการจะจองซื้อคอนโดที่นี่ก่อนอื่นเลยต้องยื่นเอกสารเพื่อทำ pre approve ก่อนเลย ตอนที่ยื่นครั้งแรกนะบอกว่ารายได้เท่านี้กู้ได้ตั้งแปดเก้าแสนเหรียญซะด้วยซ้ำ สรุปก็คือเรายกเลิกสัญญา เรื่องตลกยังไม่จบเพราะหลังจากวันที่เราเซ็นยกเลิกสัญญาแล้ว แฟนก็อีเมล์ไปบอกโบรกเกอร์เงินกู้ว่าขอบคุณที่ช่วยมาตลอดแต่เรายกเลิกสัญญาแล้ว จริงๆเราคิดว่าเซลล์คงโทรบอกกันแล้ว แต่ผลคือทางโบรกเกอร์โทรกลับมาว่ายกเลิกเมื่อไรเขาไม่รู้อะไรเลย แล้วก็บอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะโทรมาหาทางออกอีกที

วันรุ่งขึ้นโบรกเกอร์ก็โทรมาบอกว่าแบงค์แรกอนุมัติทุกอย่างพร้อมจ่ายเงินแล้ว และไม่ต้องส่งเอกสารอะไรเพิ่มอีกแล้ว เรางงอะไรของมันวะตอนแรกบอกขอเอกสารเพิ่ม พอเรายกเลิกบอกไม่เอาแล้วตกลงมันใช้มาตรฐานอะไรในการทำงานกันแน่ แต่แบงค์ที่สองเขาติดต่อเองไม่ได้เราต้องโทรไปถาม ซึ่งเขาบอกปกติถ้าแบงค์แรกผ่านแบงค์สองก็จะผ่าน และเราจะเข้าอยู่ได้ประมาณอีกสองอาทิตย์ แฟนก็ลังเลอีกบอกกับเขาว่าโอเคจะโทรไปถามแบงค์ที่สอง คราวนี้เราเองบอกแฟนเลยว่าขอร้องละยังไม่เข็ดหรือไง พอเถอะเพราะหลังจากที่เราเซ็นยกเลิกเราสองคนก็รู้สึกโล่งมากๆ อย่าเดินเข้าไปวังวนเดิมแล้วมานั่งบ่นกันอีกเลย ขี้เกียจไปนอนโรงแรมแล้วด้วยจะได้หาที่อื่นอยู่เป็นเรื่องเป็นราวซะที เขาก็เหมือนเสียดายเราก็ถามแล้วเชื่อเขาเหรอพูดอย่างนี้มากี่รอบแล้วละ เขาเลยเมล์กลับไปว่าโอเคเราจบจริงๆแล้วไม่รออีกแล้ว

ตอนนี้เราสองคนย้ายเข้ามาอยู่คอนโดใหม่อีกแห่งหนึ่งซึ่งจริงๆแล้วดีกว่าคอนโดแรกที่เราจะซื้อมากมาย แต่ไม่ได้คิดถึงที่นี่แต่แรกเพราะเราคิดว่ามันค่อนข้างจะหรูและแพงเกินไปสำหรับเรา แต่เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจอย่างที่รู้ๆกันทำให้คอนโดขายยากเพราะเรื่องแบงค์ไม่ปล่อยกู้ด้วยกับโครงการใหม่ที่ยอดขายยังต่ำ ทำให้มีโครงการ Lease to own ที่เราก็รู้มาก่อนหน้า หลังจากดูห้องตกลงราคาวันศุกร์วันอังคารย้ายเข้าได้เลยทำงานเร็วมาก ห้องใหม่ตึกใหม่มือหนึ่งเหมือนกัน แถม amenities ครบทุกอย่างเพราะเป็นคอนโดระดับห้าดาวที่ราคายูนิตที่แพงที่สุดของที่นี่ราคาสุสูงที่สุดใน west coast และเป็นคอนโดใหม่ที่หรูที่สุดในซานฟรานซิสโก พอย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เราสองคนก็เริ่มรู้สึกดีใจที่ไม่ได้ซื้อที่เดิม ถึงแม้จะได้ห้องเล็กกว่าที่เดิม (เพราะห้องใหญ่ที่นี่เกินล้านเหรียญขึ้นไป) แต่ทุกอย่างวัสดุ อุปกรณ์ บริการดีกว่าในทุกๆด้าน เพราะที่เดิมไม่มี facilities อะไรเลย ถ้าเศรษฐกิจไม่แย่แบบนี้เราก็คงไม่มีโอกาศได้อยู่คอนโดระดับนี้แน่ๆ เรื่องขำยังไม่จบหลังจากเราย้ายมาอยู่ที่ใหม่ได้อาทิตย์หนึ่งแบงค์ก็อีเมล์มาแบบเป็นทางการว่าเงินกู้อนุมัติจะให้โอนอะไรอย่างไร ตลกดีสรุปเขาก็ยังไม่เคยทำงานประสานหรือเช็คข้อมูลอะไรกันเลย เราถามแฟนว่าเสียดายไหมเนี่ย เขาบอกไม่ดีแล้วเพราะอยู่ที่ใหม่ดีกว่าเยอะและเราก็รู้ว่าสรุปเรากู้ผ่าน เราถามแล้วจะไม่บอกแบงค์เหรอว่าเรายกเลิกสัญญาแล้ว เขาบอก my turn พวกเขาต้องเป็นฝ่ายโทรตามเราบ้างแล้วละ

จากเรื่องทั้งหมดที่เจอมาส่วนหนึ่งก็เป็นความพลาดของเราสองคนที่เลือกคอนโดนี้ เพราะตอนแรกไม่รู้เลยว่าคอนโดที่ขายไม่ถึง 50% แบงค์ไม่อยากปล่อยกู้ เราคิดว่าซื้อคอนโดใหม่จะเข้าอยู่ได้เร็วกว่าคอนโดมือสองจริงๆแล้วตรงข้ามเพราะคอนโด resale แบงค์ปล่อยกู้ง่ายกว่าเพราะตึกมันขายหมดแล้ว ยิ่งซื้อบ้านเดียวยิ่งง่ายกว่าคอนโด อีกข้อแฟนคิดว่าจะซื้อบ้านต้องมีเอเจนท์จริงแล้วไม่จำเป็นทำเองได้ แต่ถ้าขายจำเป็นมากกว่า และการไม่มีเอเจนท์ทำให้เราต่อรองราคาได้ดีกว่าเพราะคนขายไม่ต้องจ่ายคอมมิสชั่นให้เอเจนท์ สุดท้ายสิ่งที่คนในวงการอสังหาริมทรัพย์พูดเชื่อได้แค่ 50%หรือต่ำกว่านั้น ไม่ว่าที่นี่หรือเมืองไทยไม่ต่างกัน ว่าแล้วก็มาลุ้นคอนโดที่กรุงเทพต่อว่าเสร็จแล้วมันจะเหมือนที่โฆษณาไว้สักกี่เปอร์เซ็น

ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 1

ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 2

ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 3