Archive for August, 2009

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 3

plew August 30th, 2009


ต่อจากตอนที่แล้วเรื่องการซื้อ Condominium in San Francisco หลังจากจัดส่งเอกสารการขอกู้ตามที่ lender ที่ร่วมกับโครงการขอมาเราก็รอ สามวันหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ที่ติดต่อด้วยประจำก็ส่งอีกเมล์เอกสารการขอกู้มาให้เซ็นทุกอย่างก็ทำผ่านเนตทั้งหมดแต่นี่เฉพาะเงินกู้ก้อนใหญ่เพราะเขาจะแบ่งเงินกู้เป็นสองก้อนอย่างที่เล่าไว้ก่อนหน้า หลังจากนั้นอาทิตย์หนึ่งได้ก็ส่งเรื่องการกู้ขอเงินก้อนเล็กมาให้ ซึ่งทั้งหมดทำให้เรารู้ว่าจริงๆแล้ว prefer lender ที่ร่วมกับ developer นั้นไม่ใช่แบงค์และไม่ใช่คนให้กู้แต่เป็น broker หรือเป็นแค่นายหน้าที่ติดต่อแบงค์อื่นๆอีกที เรากับแฟนก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีแล้วว่าทำไมไม่บอกมาตรงๆว่าเป็นโบรกเกอร์ คือจริงๆแฟนเป็นลูกค้า Citybank และเคยคุยกับ Citybank ไว้คร่าวๆ แต่โครงการบอกแบงค์ปกติคือแบงค์ใหญ่ไม่ให้กู้เพราะยอดขายโครงการไม่ถึง 50 % บางแบงค์ถึงขนาดต้องยอดขายโครงการเกิน 75%ถึงจะปล่อยกู้ เรายังงงถามแฟนว่าไอ้การแบ่งกู้เป็นสองก้อนนี่มันได้จริงเหรอเพราะโฉนดมันก็มีใบเดียวแล้วเงินสองก้อนคือสองแบงค์ ตอนแรกสองก้อนเราคิดว่าแบงค์เดียวกันแต่พอผลออกมามันคนละแบงค์กันเลย แล้วหลักประกันมีอันเดียว คือมันแปลกๆมากในสายตา แต่เราก็ไม่รู้เรื่องระบบแบงค์ของที่นี่ แต่เอเจนท์และเซลล์บอกว่าทำได้ก็โอเค ที่แปลกมากคือแบงค์ที่โบรกเกอร์ติดต่อให้เรากู้เงินก้อนเล็กคือเหมือนสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นของกองทัพ และจริงๆคนที่จะกู้ต้องเป็นสมาชิกที่ที่ทำงานในกองทัพหรือมีญาติพี่น้องทำอยู่ แต่แฟนไม่มีเลย เราก็ถามว่าแล้วมันยังไงเราไม่ได้เป็นครอบครัวทหารอะไรกู้ได้จริงเหรอ แล้วทำไมโบรกเกอร์(ที่เราคิดว่ามันเป็นแบงค์มาตลอด) ติดต่อแบงค์นี่ ก็ได้แต่สงสัยทำอะไรไม่ได้ก็เดินหน้าต่อไป
หลังจากนั้นก็รอแล้วก็รอๆๆๆ เซลล์บอกเดือนหนึ่งเข้าอยู่ได้ปิดเรื่องได้แน่ๆ เราสองคนรอจนหนึ่งอาทิตย์จะครบกำหนดในสัญญาที่ทำก็โทรไปถามมันเกิดอะไรขึ้นแล้วอย่างนี้จะย้ายเข้าอยู่ทันต้นเดือนกรกฎาตามที่ตกลงกันไหมเนี่ย เซลล์บอกว่าตอนนี้ทางแบงค์ทุกแบงค์เข้มงวดเรื่องการปล่อยกู้มากขึ้นทุกรายก็ช้าเหมือนกันหมด บวกกับดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำลงมาก คืออยู่ในช่วง 4.9 – 5.5 ซึ่วถือว่าต่ำทำให้มีคน refinance บ้านกันเยอะมากทำให้อะไรๆก็อืดและช้าเป็นเท่าตัว เซลล์บอกให้เราเซ็นเอกสารขอขยายสัญญาออกไปอีกก็เซ็นไป แล้วก็โทรไปคุยกับโบรกเกอร์ว่าทำไมมันช้า ติดอะไรหรือไม่ เขาก็บอกเคสเราน่าจะผ่านอยู่แล้ว แล้วจะเร่งตามเรื่องให้ หลังจากนั้นก็ขอเอกสารเพิ่มเติมในการขอกู้อีกหลายรายการ ไม่เข้าใจทำไมไม่ขอมาให้ครบตั้งแต่แรก เพราะแบงค์เองก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าเอกสารอะไรบ้างทีต้องใช้ รอไปอีกจนสิ้นเดือนกรกฎาซึ่งตอนนั้นเราอยู่ที่บ้านพี่สาวแฟนที่ Santa Cruz เฝ้าบ้านให้เขาแต่ครอบครัวเขาจะกลับมา 4 กรกฎา เราก็ต้องกลับมาซานฟราน ซึ่งจริงๆก็มีอพาตเมนท์อยู่แต่จริงๆมันเป็นออฟฟิตบวกห้องเก็บของมากกว่าที่อยู่ จริงๆแล้วก่อนหน้านั้นเราสองคนกลับไปอยู่เมืองไทยมาหกเดือน ตอนใกล้กลับพี่สาวแฟนก็ขอให้ไปช่วยดูแลแมวที่บ้านเขาสามเดือน แฟนเลยตกลงและคิดว่าจะซื้อคอนโดในซานฟรานซึ่งเขาก็คิดว่าก่อนพี่สาวกลับมาเราก็คงซื้อคอนโดเรียบร้อยและย้ายเขาอยู่ซึ่งน่าจะเป็นแผนที่ดี ซึ่งเดิมทีเราเองไม่อยากจะซื้อบ้านหรืออะไรที่นี่หรอกเพราะคิดว่าอยากกลับไปอยู่เมืองไทยหลังจากเรียนจบซะมากกว่า แต่แฟนอยากซื้อเพราะราคามันลงมามากและเขาอยากลงทุน บอกเอาเงินฝากไว้ในแบงค์ก็ได้ดอกเบี้ยน้อย เพราะถ้าไม่คิดจะซื้อบ้านเราสองคนก็หาอพาตเมนท์หรือเช่าคอนโดดีๆอยู่เดือนละสาม สี่พันก็ได้แบบดีๆทำเลดีๆ ไม่ต้องมารอและก็ไม่ต้องขับรถไปมาซานตาครูซ ซานฟรานบ่อยๆ
หลังจากสัญญาเดิมและที่เซ็นเพิ่มสิ้นสุดคือมันเกินกำหนดไปแล้ว เรากับแฟนก็คุยกันว่าจะเอายังไงก็ต้องย้ายกลับซานฟราน แล้วมันก็ไม่มีที่จะอยู่ จริงๆมีแต่มันไม่สะดวกเอามากๆเพราะกล่องและอุปกรณ์อะไรๆเยอะไปหมด จะหาอพาตเมนท์ดีๆรอก็ลำบากเพราะปกติเขาต้องทำสัญญาเช่าเป็นปี คือมันครึ่งกลางๆคอนโดก็ไม่รู้จะได้ย้ายเข้าอยู่เมื่อไร เอเจนท์ที่เราหามาช่วยก็คือไม่ได้ช่วยอะไรเลย สรุปจากวันที่เสนอราคารอมาจนสิ้นเดือนกรกฎาก็เกือบเดือนครึ่งเข้าไปแล้ว เราก็คุยกันว่าเอายังไงดีเพราะ ทั้งเซลล์และโบรกเกอร์เงินกู้ก็บริการไม่ได้เรื่อง ไม่โทรตามไม่โทรถามก็เงียบหาย ไม่เคยส่งข่าวว่าอะไรไปถึงไหน โทรไปถามก็บอกแต่ว่าทำอะไรไม่ได้ปัญหาอยู่ที่แบงค์ปล่อยกู้ยากมากขึ้น ปลายเดือนแฟนเลยโทรไปบอกว่าถ้าเข้าอยู่ภายในวันที่ 4 กรกฎา ไม่ได้ก็จะขอยกเลิกสัญญาและขอเงิน 2% คืน
เซลล์ที่ขายให้เราตอนมาดูคอนโดและตอนจองก็ดูน่ารักบริการดี แต่หลังจากนั้นก็แบบไม่ค่อยสนใจ ไม่เคยพูดแม้คำว่าขอโทษหรืออะไรที่ทำให้เรารู้สึกดีว่าโอเคคุณเห็นใจในสถานการณ์ของเราเพราะเรารีบเข้าอยู่และเราก็บอกคุณตั้งแต่ต้นว่าเรารีบแต่คุณบอกไม่มีปัญหาและ lender ก็ทำงาน super fast จริงแล้วตรงข้ามกับที่พูดทุกอย่าง แฟนบอกจะขอยกเลิกเธอก็ตอบแบบไม่แคร์ก็ทำจดหมายเข้ามาแล้วจะเสนอ developer ว่าเขาว่าไงเธอตัดสินใจไม่ได้ เราก็รู้ว่าเธอตัดสินใจไม่ได้แต่อย่างน้อยพูดจาให้ดูแคร์ลูกค้าบ้าง เธอมักพูดว่ายูนิตนี้ราคานี้ที่เราซื้อมีคนอยากซื้อเยอะแยะ นี่มรึงจะขายของรึป่าววะเนี่ย โถขายไปได้ไม่ถึง 30% ทำมาพูดแบบนี้แทนที่จะรักษาลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อแล้วและตั้งหน้าตั้งตาขายไอ้ของที่เหลือดันมาพูดแบบนี้ หายไปสามวันเธอก็โทรมาบอกว่าเจ้าของโครงการให้ส่วนลดเราอีก $6000 ถ้าเรายังคงอยู่ในสัญญา เราบอกตรงๆเรานะอยากให้แฟนยกเลิกมันซะเพราะหกพันเงินไม่ได้เยอะเลย และที่สำคัญเราสองคนโดยเฉพาะเขาต้องนั่งปวดหัวทุกวันคิดว่าจะเอาไงดี ไหนจะเรื่องเอกสารกู้ที่ขอเพิ่มอยู่นั่น ไหนจะต้องโทรตามอีกแบงค์ที่ให้กู้อีกก้อนอีก คือไม่โทรตามก็เงียบทุกคน เสียเวลาที่ใช้หาเงินมานั่งตามจิกตามบ่น ส่งเอกสาร กรอกเอกสาร ทั้งที่เราเป็นลูกค้าซื้อคอนโดราคา..ขนาดนี้เศรษฐกิจแบบนี้ราคาแบบนี้ไม่ใช่จะหาคนซื้อง่ายๆ เหมือนช่วงบูมๆ ราคาคอนโดที่นี่ออกไปนอกเมืองซานฟรานขับรถแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้บ้านหลังใหญ่ๆแล้ว ยิ่งออกไปเมืองบ้านนอกๆแค่เงินดาวน์คอนโดก็ซื้อได้แล้ว เราเคยบอกเขาว่าทำไมไม่ซื้อบ้านนอกเมืองหน่อยถูกกว่าตั้งเยอะ เขาบอกเขาไม่ชอบ ถ้าไม่อยู่ในซานฟรานซิสโก ก็ฮาวายเท่านั้นที่เขาจะอยู่และอีกที่ก็เมืองไทยใกล้ๆรถไฟฟ้าหรือติดทะเล สุดท้ายแฟนก็บอกว่าไหนๆเค้าก็แสดงอะไรว่ายังแคร์ลูกค้าถึง $6000 จะไม่ใช่ส่วนลดเยอะอะไรแต่ก็โอเคยอมรอต่อ เราก็ไม่รู้ลึกๆเขาคงเสียดายเพราะมันก็เหมือนเดินมาครึ่งทางแล้ว เซลล์ก็เอาอีกแล้วบอกว่าประมาณไม่เกินสองอาทิตย์น่าจะเรียบร้อย เพราะคุยกับทางแบงค์บอกว่าใกล้อนุมัติแล้ว…ยังไม่จบติดตามตอนสุดท้าย

ซื้อบ้านในอเมริกาภาค1
ซื้อบ้านในอเมริกาภาค2

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 2

plew August 22nd, 2009


เล่าต่อเรื่องการซื้อ Condominium in San Francisco หลังจากที่ได้ต่อรองราคาและ offer ราคาไปให้ developer พิจารณาแล้วหลังจากผ่านไปอาทิตย์หนึ่ง ซึ่งเดิมเซลล์บอกว่าสองวันก็รู้ เซลล์ก็โทรมาบอกว่าราคาที่เสนอไป (จริงเซลล์นั่นแหละบอกว่าราครานี้โอไหม) ต่ำเกินไป developer ขอเพิ่มอีกเกือบๆสามหมื่นเหรียญและถ้าเป็นราคาสุดท้ายต่อรองไม่ได้แล้ว เรากับแฟนก็ผิดหวังมากๆ เพราะตกลงมันลดราคาจาก price list แค่หมื่นกว่าๆเหรียญเอง ห่างจากราคาที่เซลล์บอกให้เราเสนอสี่หมื่นกว่าเหรียญเริ่มไม่ค่อยประทับใจเซลล์คนนี้แล้ว ซึ่งจริงๆราคาที่บอกว่าสุดท้ายมันค่อนข้างจะเกินจากงบประมาณที่เรากับแฟนต้องการจะซื้ออยู่พอสมควรแต่ก็ยังอยู่ในช่วงราคาที่จ่ายได้ แต่เมื่อลองเทียบกับคอนโดอื่นแล้วที่นี่ก็ยังถือว่าราคาดีอยู่เมื่อเทียบกับขนาดและทำเล รวมทั้ง finishing ต่างที่ให้ เซลล์บอกให้เข้ามาคุยกันอีกครั้ง ก่อนไปเรากับแฟนก็คุยกันว่าถ้าราคานี้โครงการน่าจะให้อะไรเราเพิ่มเติมบ้างเช่นม่านหรืออัพเกรดพื้น แต่พอไปจริงๆขออะไรไม่ให้ซักอย่าง (ทั้งๆที่ขายไม่ใช่ง่ายเพราะเศรษฐกิจแบบนี้) เดิมทีเราคิดว่าจะไม่เอาที่จอดรถเพราะเราไม่มีรถและถ้าไม่เอาที่จอดก็ลดไปอีก $60000 แต่สุดท้ายทั้งเอเจนท์และเซลล์ก็บอกว่าถ้าไม่มีที่จิดอาจทำให้มีปัญหาในการขายต่อภายหลังสรุปเราจึงตกลงที่ราคาที่ว่า เราสองคนถามเซลล์ว่าหลังจากนี้ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงวจะเข้าอยู่ได้ เซลล์บอกเดือนเดียวเท่านั้นแหละ เราบอกดีเพราะเรารีบอยากเข้าอยู่ต้นเดือนกรกฎา ตอนนั้นที่ตกลงกันเป็นต้นเดือนเมษา ก็โอเคปรับราคา แล้วก็ต้องมาเรื่องกู้ ซึ่งช่วงนั้นก็คือช่วงนี้แหละ 2009 แบงค์ที่นี่ปล่อยกู้ยากมากขึ้นมากมาย เพราะปัญหาหนี้เสียบ้านที่รู้ๆกันอยู่ว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจอเมริกาพังนั่นแหละ โดยเฉพาะคอนโดด้วยแล้วแบงค์ใหญ่ไม่อยากปล่อยพวก Wells Fargo หรือ Bank of America จะปล่อยกู้ให้คอนโดเฉพาะคอนโดที่มียอดขายเกินกว่า 50% เท่านั้น ซึ่งเงื่อนไขใหม่นี้ก่อปัญหาใหญ่ให้กับคอนโดที่เพิ่งสร้างเสร็จในซานฟรานซิสโกเกือบทุกแห่งเพราะคอนโดใหม่ที่เพิ่งเสร็จในปี 2009 ล้วนมียอดขายกันไม่ถึงสี่สิบด้วยซ้ำ โครงการที่เราจะซื้อตอนนั้นมียอดขายแค่ยี่สิบกว่าเปอร์เซ็น มันเหมือนซ้ำเติมตลาดยังไงก้ไม่รู้ นี่เองเป็นผลทำให้หลายๆคอนโดที่เพิ่งสร้างเสร็จต้อวเปลี่ยนแผนจากขายมาเป็นให้เช่า เพราะถึงขายได้แต่ยังๆไม่ถึงห้าสิบก็ไม่มีแบงค์ไหนจะให้ลูกค้ากู้อยู่ดี หลายๆที่เลยมีโครงการ lease to own คือเช่าอยู่ไปแต่ถ้าอยากซื้อที่หลังเงิน 50% ของค่าเช่าที่จ่ายไปแล้วก็มาลงเป็นค้าห้องได้เลย ดังนั้นหลายๆโครงการจึงต้องกู้กับเฉพาะแบงค์ที่เป็น prefer lender ที่ยอมร่วมกับโครงการเท่านั้น ซึ่งก็เป็นสถาบันการเงินเล็กๆ ซึ่งแบบเราสองคนก็ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน

เซลล์บอกว่าแบงค์หรือสถาบันปล่อยกู้รายนี้ทำงานเร็วสองสามอาทิตย์ก็รู้ผลแล้ว เราก็โอเค อีกปัญหาหนึ่งคือถ้าเงินดาวน์ไม่ถึงคือต่ำกว่า 20% ของราคาซื้อขายจะต้องจ่าย insurance เพิ่มอีกเดือนละประมาณ $300 ซึ่งเราก็ไม่อยากจ่าย คือประเด็นนี้ตอนตกลงราคาเราก็บอกกับเซลล์ว่าถ้าไอ้ราคาสุดท้ายที่เขาบอกนะ เราสองคนไม่มีเงินสดดาวน์พอ 20% และเราก็ไม่อยากจ่าย insurance เพิ่มอีกสองสามร้อยเหรียญต่อเดือน เซลล์บอกไม่มีปัญหาเขาสามารถทำเรื่องกู้เป็นสองก้อนเพื่อให้เรามีเงินดาวน์ถึงยี่สิบเปอร์เซ็น คือก้อนหนึ่ง 417,000 ซึ่งปกติถ้ากู้ไม่เกินนี้จะได้ดอกเบี้ยต่ำด้วย ส่วนที่เหลือก็ทำอีกส่วน เราสองคนก็งงว่าทำได้ด้วยเหรอแบบนี้นะ เธอบอกได้ทำให้ลูกค้ารายอื่นๆก่อนหน้ามาแล้ว เอเจนท์อขงเราก็บอกทำได้ เราก็เลยโอเคที่ราคานั้นไป จ่ายเงินทำสัญญา 2% ของราคาขาย แล้วก็คุยกับแบงค์ที่ร่วมกับโครงการซึ่งจะมานั่งที่สำนักงานขายอย่างกับทำงานที่นี่จนเรากับแฟนก็งงว่ามันทำกับแบงค์หรือทำกับเซลล์กันแน่

เสร็จเรื่องสัญญาก็คุยกับเจ้าหน้าที่แบงค์เลยเพราะเขาก็อยู่ตรงนั้น ว่าต้องใช้เอกสารอะไรบ้างเขาก็บอกมาก็ขอพวก taxes return เอกสารการเดินบัญชี สมุดบัญชีอะไรพวกนั้น แฟนบอกเออดีดูไม่ยุ่งยากอย่างที่คิดเพราะเขาก็ไม่เคยขอกู้มาก่อนเลยเหมือนกัน เซลล์ก็นัดลงเวลาในสัญญาเสร็จสรรพว่าจะเข้าอยู่จะปิดบัญชีโฉนดเมื่อไรก็คือ 45 วันหลังจากวันทำสัญญา ซึ่งเราสองคนก็ดีใจเพราะจะเรียบร้อยประมาณเกือบปลายๆเดือนมิถุนาก็แปลว่าเราสามารถเข้าอยู่ต้นเดือนกรกฎาอย่างที่เราต้องการ วันถัดมาแฟนก็รีบส่งเอกสารตามที่แบงค์ขออย่างรวดเร็ว ก็กะว่าจะได้จบเรื่องเร็วๆ แต่ผลจะเป็นอย่างไรติดตามตอนที่สาม

ซื้อบ้านในอเมริกาตอน 1

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกา Purchase a House in America

plew August 17th, 2009


ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในอเมริกามันช่างเรื่องเยอะและยุ่งยากได้ขนาดนี้ เขาว่าเมื่อก่อนคือก่อนที่จะเกิดวิกฤติในอเมริกา (2008-2009) การซื้อบ้านที่นี่ง่ายมากๆ เราก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จแต่แม่สามีบอกตอนเขาซื้อบ้านหลังแรกตอนแต่งงานเมื่อสีสิบปีก่อนที่ San Jose จ่ายเงินจองแค่ $250 ก็ย้ายเข้าอยู่ได้เลย ขอกู้ก็ง่ายแบบหายห่วง แต่ว่าวันนี้ประสบการณ์ที่เราได้รับจากการตัดสินใจซื้อคอนโดใจกลาง San Francisco มันตรงกันข้ามกันเลยสาเหตุมาจากปัจจัยหลายๆอย่างประกอบกัน เข้าเรื่องโม้เลยดีกว่า

อย่างที่เล่าซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า San Francisco เป็นเมืองที่ราคาอสังหาริมทรัพย์แพงอันดับสอง สามของอเมริกา แฟนเราเองซึ่งอยู่ที่นี่มาสิบปีก็ไม่เคยที่จะคิดซื้อบ้านเป็นของตัวเอง สำหรับคนที่อยู่เมืองนี้เป็นเรื่องปกติมากที่จะเช่าอยู่เพราะถ้ากู้ซื้อเองเงินดาวน์ก็สูงบวกผ่อนแต่ละเดือนแพงกว่าเช่า บวกภาษีบวกค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เรียกว่า HOA หรือ Home owner association อีก และราคาคอนโด บ้านที่นี่เรียกว่าอาจสูงเกินเอื้อมสำหรับคนชั้นกลางทั่วๆไป (ถ้าซื้อบ้านที่อยู่นอกซานฟรานราคายังต่างกันมากถึงจะขับรถไม่ถึงครึ่งชั่วโมง) บวกกับ San Francisco มีระบบ Rent Control คือรัฐจะควบคุมการขึ้นค่าเช่าว่าในแต่ละปีจะขึ้นได้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นคือขึ้นค่าเช่าได้น้อยมากๆ ดังนั้นคนที่เช่าและอยู่ระยะยาวจะคุ้มมาก

แต่เนื่องจากปัญหาวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกา (2008-2009) อย่างที่รู้ๆกันซึ่งทำให้ราคาบ้าน คอนโดต่างๆตกลงมามากบางที่ 40% ในซานฟรานอยู่ประมาณเฉลี่ย 25% หรือมากกว่านั้น ทำให้สามีเราเองเห็นว่ามันน่าจะเป็นโอกาศที่ดีในการจะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองซะที เพราะเดิมทีทำเลที่เราต้องการคือในกลางซานฟรานซิสโกและต้องเป็นย่านที่ดีปลอดภัย สะดวกใกล้แหล่งช๊อปแหล่งกิน ซึ่งบ้านไม่มีขายในย่านนี้มีแต่ Condo เดิมทีคอนโดในย่านนี้สองห้องนอนประมาณ 1000 Esq. ตกไม่ต่ำกว่า $800,000 ขึ้น คือปกติเป็นล้านเหรียญขึ้น หนึ่งห้องนอนก็ในช่วง 600,000 ขึ้นไป คือคอนโดธรรมดาถ้าหรูขึ้นสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้นก็แพงขึ้น ชั้นสูงขึ้นก็แพงขึ้นไปอีกตามปกติ แต่ในช่วงคือต้นปี 2009 ที่เพิ่งผ่านนมานี่แหละ สามารถหาสองห้องนอนสองห้องน้ำได้ในราคาต่ำกว่า $700,000 แฟนจึงตัดสินใจที่จะซื้อคอนโด เพราะอยู่ในราคาที่จ่ายได้และคิดว่าน่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า (ถ้าราคาไม่ตกลงไปอีก)

เราสองคนก็ตระเวนดูและบวกหาข้อมูลทางอินเตอร์เนตพอดีในช่วงนั้นมีคอนโดใหม่ขึ้นในทำเลที่เราต้องการอยู่สามที่บวกกับคอนโดเก่าซึ่งน่าจะสนใจอีกหลายที่ เนื่องจากไม่เคยมีประสบการณ์ในการซื้อบ้านในอเมริกามาก่อน แฟนคิดว่าน่าจะมีเอเจนท์มาช่วย ตัวเราเองก็ค้านไปว่าซื้อไม่น่าจะจำเป็น ถ้าขายละน่าจะต้องมี แต่แฟนก็ยืนกรานว่าควรจะมีเพราะเราไม่มีประสบการณ์และการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่นี่ยุ่งยากเอกสารเยอะ เราจึงติดต่อเอเจนท์ซึ่งจริงๆก็คือเจ้าของบ้านที่แฟนเช่าทำออฟฟิตอยู่นั่นเอง กฎของที่นี่คือเอเจนท์ต้องมาแสดงตัวและลงทะเบียนกับลูกค้าตั้งอต่ครั้งแรกที่มาดูอสังหาริมทรัพย์ถึงจะได้คอมมิสชั่นเต็ม 2.5%ของราคาซื้อขาย
ปกติเอเจนท์จะแนะนำว่ามีรายการอะไรที่ขายอยู่ที่ตรงกับความต้องการของเราทั้งทำเลและราคาอะไรต่างๆแต่ว่าเนื่องจากเราสองคนก็สำรวจข้อมูลคร่าวๆมาก่อนแล้วเราก็รู้ว่ามีตึกไหนบ้างคือคอนโดที่เราสนใจ หลังจากที่ดูทั้งโครงการใหม่และเก่าก็ตัดสินใจที่โครงการคอนโดใหม่ที่หนึ่ง

ขั้นตอนการซื้อคอนโดในอเมริกาค่อนข้างจะยุ่งยากเอกสารเยอะกว่าการซื้อบ้านและคอนโดในเมืองไทยจริงๆ ที่รู้เพราะตัวเองเคยเป็นทั้งคนซื้อคอนโดและขายคอนโดในกรุงเทพมาก่อน คอนโดในกรุงเทพในแนวรถไฟฟ้ามีที่ไหนบ้างคิดว่าจำได้เกือบหมด เรียกว่าบ้าคอนโดก็ว่าได้เป็นอะไรที่ตอนนี้ก็ยังเข้าไปเช็คอัพเดทอยู่เกือบทุกวันทั้งคอนโดที่กรุงเทพและที่ ซานฟรานซิสโก หลังจากเราเลือกแล้วว่าโอเคห้องไหนแบบไหนชั้นไหนที่เราชอบก็ถึงขั้นตอนของการ make an offer คือ ปกติโครงการจะมี price list อยู่ เราก็เสนอราคาที่เราพอใจจะซื้อไป ซึ่งในช่วงนี้แน่นอนต่ำกว่าราคาที่ตั้งไว้แน่ๆ แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจดีๆแทบจะต้องแข่งราคากันเลย เซลล์ก็จะบอกว่าราคาที่เราเสนอเป็นไปได้หรือไม่ รวมทั้งส่วนลดอื่นๆ เช่น ยกเว้นการจ่ายค่าส่วนกลางหรือ HOA ปีหรือสองปี ต้องบอกว่าค่า HOA หรือค่าส่วนกลางของคอนโดใน ซานฟรานซิสโกนั้นแพงมากเอาการ คือตึกที่ไม่มีอะไรคือไม่มีสระว่ายน้ำไม่มีฟิตเนสก็ตกเดือนละประมาณ $400 กว่าขึ้นไปแล้วแต่ขนาดห้อง ตึกที่เราจะซื้อไม่มีอะไรเหมือนกันไม่มีสระ ไม่มีฟิตเนสมีแต่พื้นที่นั่งเล่น บาบีคิวอย่างเดียวห้องที่เราจะซื้อต้องจ่ายค่าส่วนกลางเดือนละ $698 เรียกว่าแพงกว่าค่าเช่าอพาตเมนท์ของหลายๆคนซะอีก ถ้ารวมเงินที่ต้องผ่อนแต่ละเดือน บวกประกัน บวกค่าไฟ ก็ $4000 กว่าๆต่อเดือนซึ่งถือว่าเป็นรายจ่ายประจำที่ไม่ใช่น้อยเลย เยอะเลยละสำหรับคนชั้นกลางทั่วไป

หลังจากต่อรองราคากันเซลล์ก็ลดจากราคาที่ตั้งไว้ $40000 บวกกับยกเว้นค่าส่วนกลางสองปี แล้วก็ให้เราเซ็นเอกสารซึ่งก็คือสัญญาซื้อขายและวางเงินจอง 2% ของราคาที่เสนอ เซ็นเอกสารเยอะมากแต่นี่ยังไม่ได้แปลว่าเราจะได้ราคานี้ เซลล์ต้องเอาราคาที่เราเสนอไปให้ Developer พิจารณาว่าโอเคหรือไม่ซึ่งเซลล์บอกว่าสามวันจะรู้ผล เอเจนท์ของเราบอกน่าจะโอเคเพราะถ้าเซลล์คิดว่าเป็นไปไม่ได้ไม่น่าจะเสียเวลาเตรียมเอกสารมากมาย เราก็หวังอย่างนั้น รอคำตอบสามวันก็ยังเงียบนี่แค่เรื่องว่าราคาโอเคไหมนะ กว่าจะรู้ว่าราคาตกลงได้ไหมก็อาทิตย์หนึ่ง ผลเป็นอย่างไรมาติดตามอ่านตอนต่อไป

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 2

ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 3
ประสบการณ์ซื้อบ้านในอเมริกาภาค 4

California State University

plew August 3rd, 2009


ปัญหาเศรษฐกิจในอเมริกาดูท่าจะยังไม่กระเตื้องขึ้นมาในเร็ววัน (วันที่เขียน สิงหา 2009) หลังจากที่เคยบ่นไปรอบหนึ่งแล้วกับปัญหางบประมาณในรัฐแคลิฟอเนียที่มันกระทบต่อสถาบันการศึกษาในระดับวิทยาลัยและสูงขึ้นไปของรัฐใน แคลิฟอเนียทั้ง Cal State ทั้งหมดและ Community colleges ที่โดนตัดงบประมาณอย่างมากมายอย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่า Cal State ได้ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมของ California resident 10% เมื่อเดือนพฤษภาคม 2009 ที่ผ่านมา และปรับคลาสเรียนใหม่หมดซึ่งเพิ่งประกาศตารางเรียนใหม่เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2009 ที่ผ่านมา ลงทะเบียนเลื่อนออกมาต้นเดือนสิงหา ในขณะที่ fall semester จะเริ่มวันที่ 25 สิงหานี้

แต่เรื่องตลกที่ไม่ค่อยตลกก็คือ Cal State ซึ่งรวมถึง San Francisco State University ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมอีกครั้งเมื่อ 21 กรกฎคม 2009 อีก 20% รวมค่าธรรมเนียมที่ขึ้นเป็น 30% ตัวเองจ่ายไปก่อนหน้าตั้งแต่เดือนเมษาก็มีอีเมล์ให้ไปจ่ายเพิ่มคือจาก $2200 จาก $2800 เพิ่มมาอีก $600 ก็ต้องเข้าไปจ่ายเพิ่ม จริงๆแล้วส่วนตัวคิดว่าการขึ้นค่าเทอมเป็นเรื่องปกติมากๆ แต่นี่ประกาศขึ้นถึงสองรอบในรอบเดือนครึ่ง ซึ่งที่มันดูไม่มืออาชีพคือทำไมไม่ประกาศก่อนจะเปิดภาคเรียนใหม่ก่อนที่จะถึงกำหนดจ่าย นี่เขาจ่ายกันไปแล้วต้องมาเสียเวลาไปจ่ายเพิ่มอีก (จ่ายออนไลน์ได้แต่เสียค่าธรรมเนียม $50) ดูเหมือนทำอะไรแบบไม่มีแผนจริงๆ
งบประมาณโดยปกติแล้วรู้กันล่วงหน้าก่อนอยู่แล้วว่าจะได้ทำไรเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการวางแผนโดยปกติรู้กันล่วงหน้าก่อนปีงบประมาณเดิมจะสิ้นสุดอยู่แล้ว เรื่องงบประมาณระดับรัฐเช่นนี้มาปรับกันรายเดือนเป็นเรื่องที่แสดงถึงการขาดประสิทธิภาพในการทำงานอย่างรุนแรงในสายตาของเรา นี่ปรับขึ้นถึงสองครั้งห่างกันเดือนกว่า ส่วนตัวยอมรับว่าลึกๆรู้สึกผิดหวังกับการทำงานและระบบการบริหารจัดการของที่นี่ซึ่งก่อนหน้าเราคิดว่านี่ละประเทศที่ดีที่สุดประเทศหนึ่ง เป็นมหาอำนาจในเกือบทุกๆด้าน มันคงเลิสเลอมีประสิทธิภาพกว่าบ้านเราเมืองไทย แต่หลังจากอยู่ที่นี่สัมผัสอะไรมากขึ้นบอกตรงๆว่ามันชักไม่ใช่อย่างที่คิด (ไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว)

นอกจากขึ้นค่าเทอมแล้วในภาคการศึกษาหน้าปริญญาโทของ SFSU จะงดรับนักศึกษาใหม่เกือบทุกภาควิชา ที่ยังเปิดรับก็จะมี MBA และ Computer sciences ส่วน MBA นั้นไม่ต้องสงสัยว่าทำไมยังเปิดรับเพราะค่าเทอมแพงกว่าสาขาอื่นอยู่แล้ว เราเองก็รอดตัวที่ได้ตอบรับให้เรียนเทอมนี้ ถ้าช้าอีกนิดก็อด แหมจะไปเรียนเอกชนก็เห็นจะไม่ไหวเพราะแพงเหลือทน นอกนั้นครู อาจารย์ เจ้าหน้าที่ก็ไม่รับเพิ่ม เงินเดือนไม่ขึ้นหรือลด รวมทั้งอาจตัดบริการนักศึกษาอื่นๆด้วย ก็หวังว่าจะยังคงรักษามาตรฐานด้านการศึกษาไว้ได้ ลองอ่านนี่ดู

There is no way to soften this message: The California fiscal crisis has taken a devastating toll on public higher education. While the governor and legislature have yet to pass a budget for the coming year, the best estimate is that the California State University system will face a $584 million cut.

The CSU Board of Trustees has worked to close that gap through a variety of measures that include a hiring freeze, freeze on salaries and travel restrictions. At yesterday’s meeting of the Board of Trustees, two other measures were approved, both of which will have an impact on you and your studies.
The additional student fees increase will help to close about $157 million of the $584 million budget gap, but it is not enough. The CSU is also seeking to make reductions in its payroll totaling $273 million. The CSU has proposed furloughs for all employees of two days a month, and discussions with bargaining units are underway. CSU executives, management and non-represented employees will begin furloughs of two days per month, beginning August 1. Employees are not paid for furlough days, and are not allowed to work on furlough days. Each campus can develop its own plan for scheduling furloughs, and SF State’s plan will aim to minimize the impact on the academic schedule as much as possible.
With these measures in place, the CSU system will still be $183 million short of what is needed to offer full services and a full schedule for all of its students. The CSU Chancellor has instructed each campus to develop a plan to handle the remaining gap. At SF State, that results in an additional $11.9 million we must cut from our expenses, on top of the fee increases and salary reductions outlined above. All campus services and functions will be affected in some way; the area most noticeable to students will be in the course schedule.

Deans and department chairs have been working throughout the summer to prioritize which courses will be taught this fall, with the aim of serving the greatest number of students and helping seniors to graduate. This has been an extremely difficult task. We will be offering 428 fewer course sections than last fall–a total of 3,075 sections. The spring schedule will be as reduced, if not worse.

City College of San Francisco ก็แน่นอนได้รับผลกระทบเราเองไปถามที่ campus ที่เคยเรียน ESL ฟรี ปรากฎว่าคลาสก็ลดลงไปมาก และพยายามจัดตารางบังคับให้นักเรียนเลือกเรียนได้แค่วิชาเดียวโดยจัดตารางให้เป็นเวลาเดียวกัน ESL จากเก้าระดับ ตอนนี้เหลือแค่แปดระดับ ที่พูดเรื่องนี้เพราะมีเพื่อนๆหลายคนเข้าไปอ่านเรื่อง ESL ที่เราเคยเขียนไว้ปีก่อน หลายคนสนใจเพราะฟรี วันนี้ต้องบอกว่ามันอาจไม่เหมือนก่อนซะแล้ว ถ้ามีตังค์และตั้งใจจะเรียนจริงจังโดยเฉพาะอยากเรียนต่อแนะนำว่าเสียตังคืเรียนจริงจังจะดีกว่า

การพนันออนไลน์ Online Gambling

plew August 1st, 2009



การพนันออนไลน์ online gambling หรือเว็ปไซต์ที่เปิดให้มีการเล่นพนันออนไลน์เปิดเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา คาสิโนออนไลน์ online casinos หรือการเล่นการพนันบ่อนออนไลน์ต่างจากการเล่นพนันในบ่อนจริงอยู่มากทีเดียว ที่เห็นชัดเจนคือการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เล่นกับเจ้ามือมีน้อยมากหรือไม่มีเลยด้วยซ้ำ จริงๆแล้วคาสิโนหรือการพนันในบ่อนออนไลน์ไม่มีเจ้ามือจริงๆ คอมพิวเตอร์จะควบคุมเกมส์ทั้งหมด คนที่เคยผ่านการเล่นการพนันเช่น poker หรือ blackjack ทั้งในบ่อนจริงและออนไลน์จะเห็นชัดว่ามีความต่างคือเล่นออนไลน์จะรู้สึกว่าอะไรๆคือเกมส์มันเร็วกว่าเล่นกันตัวเป็นๆเพราะการเล่นพนันออนไลน์มันไม่มีการพูดคุยสนทนาหรืออะไรที่มาขั้นจังหวะให้เกมส์ช้าลงเหมือนเล่นในบ่อนจริงๆ Online casinos ในปัจจุบันมีเกมส์หลายหลายรูปแบบให้เลือกไม่ว่าจะเป็น slot machine ที่ใส่กราฟฟิกและแอฟเฟคต่างๆให้ได้อารมณ์เหมือนกับการได้โยกสล๊อตแมทชีนของจริงเลยทีเดียว video poker หรือ blackjack ผู้เล่นต้องมีการตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกไพ่เหมือนการเล่นของจริงซึ่งก็มีผลต่อการได้เสียของแต่ละเกมส์จริงๆ

นอกจากนั้นมีหลายๆเว็ปไซต์ที่เปิดให้มีการแทงการพนันด้านการกีฬาประเภทต่างๆหรือ online sports betting แทบทุกประเภท ไม่เฉพาะแค่พนันฟุตบอลหรือม้าแข่ง ซึ่งก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการพนันออนไลน์ บ่อนออนไลน์พวกนนี้เปิดให้มีการแทงไม่เฉพาะกีฬา ยังรวมถึงผลการเลือกตั้งหรือผลการแข่งขันเรียลริตี้เกมส์ดชซ์อีกด้วย บางเว็ปไซต์จะมีการให้แต้มให้ราคาที่ดีกว่าบ่อนจริงๆทั่วๆไปเพราะการเปิดบ่อนออนไลน์นั้นมีค่าบริหารจัดการที่ถูกกกว่าบ่อนจริงมากจึงสามารถให้ราคาที่ดีกว่า บางเว็ปก็จะมีการสร้างเกมส์การแข่งขันจากคอมพิวเตอร์ซึ่งใช้ Java script ในการเขียนโปรแกรม ผู้เล่นสามารถดาวโหลดโปรแกรม casino’s software เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์และเล่นกับโปรแกรมอีกตัว บางเว็ปไซต์ให้เฉพาะดาวโหลดและเล่นตอนนั้นๆเลย บางที่สามารถทดลองเล่นฟรีก่อนได้โดยมีบัญชีเงินหลอกๆให้ลองเล่นขำๆ แต่โดยปกติก็จะมีความแตกต่างระหว่างการเล่นแบบฟรีๆแบบทดลองกับแบบที่มีการแท่งได้เสียกันจริงๆ หลายๆคนพบว่าเกมส์ทดลองเล่นมักเล่นได้บ่อยๆเหมือนโชคดีมีขึ้น แต่ของจริงมักไม่ใช่อย่างนั้น
Learn how to play Blackjack! It’s easy with Casino-on-Net’s flash tutorial
การพนันออนไลน์ถูกกฎหมายหรือไม่ ในการลงทะเบียนเพื่อเล่นการพนันออนไลน์ คุณจะต้องยยอมรับเงื่อนไข ข้อตกลงต่างๆของเวปไซต์นั้น การตรวจสอบว่าพื้นที่ที่คุณอาศัยอยู่สามารถเล่นการพนันออนไลน์ได้อย่างถูกกฎหมายหรือไม่ รวมทั้งอายุขั้นต่ำของผู้สามารถเล่นการพนันได้นั้นเป็นความรับผิดชอบของผู้เลนไม่ใช่ของเว็ปไซต์ ดังนั้นถ้าคุณเล่นการพนันออนไลน์ทั้งๆที่คุณอยู่ในพื้นที่หรือประเทศที่ถือว่าการพนันออนไลน์ผิดกฎหมายและทางเว็ปตรวจสอบภายหลังและพบเรื่องนี้ถึงแม้จะเล่นชนะการมีสิทธิโดนตัดสิทธิในการรับเงินได้ ปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมายเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ในแต่ละพื้นที่หรือในแต่ละประเทศที่ต่างกันทำให้ยุ่งยากในการตีความหรือจัดการว่าอะไรถูกกฎหมายหรือไม่ถูกกฎหมาย สหรัฐอเมริกาการพนันหรือการโอนเงินการพนันทางอิเล็กทรอนิคถือว่าผิดกฎหมายซึ่งในแง่นี้ก็รวมถึงอินเทอร์เนตด้วย ดังนั้นถ้าคาสิโนออนไลน์ในเนเอร์แลนด์จะฝ่าฝืนกฎหมายของสหรัฐทันทีถ้าคนในประเทสสหรัฐเข้ามาเล่นการพนันในเวปไซต์นั้น แต่ว่าในขณะเดียวกันสหรัฐเองก้ไม่ได้มีอำนาจที่จะไปดำเนินคดีใดๆกับองค์กรหรือพลเมืองของประเทศอื่น รวมทั้งคนที่เข้ามาเล่นเองส่วนใหญ่แล้วก็แทบไม่มีใครถูกดำเนินคดีเช่นกัน ดังนั้นเหมือนกับว่ามีกฎหมายแต่ไม่สามารถจัดการหรือนำใครมาลงโทษได้จริงๆ แต่อย่างไรก็ตามเจ้ากฎหมายที่ว่าก็อาจมีผลได้ในกรณีที่ตัวคาสิโนต้องการที่จะโกงหรือไม่จ่ายเงินกับผู้ที่เล่นได้ และปรากฎว่าผู้เล่นได้รายนั้นอาศัยในประเทศที่ห้ามการพนันออนไลน์คาสิโนก็สามารถใช้เหตุผลนี้ในการไม่จ่ายเงินได้และคนเล่นเองก็ไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิดใดๆได้เพราะตัวเองก็ทำผิดกฎหมายของประเทศตัวเอง ทำให้มันมีอะไรที่เหลี่ยมๆกันอยู่เนื่องจากการยอมรับหรือไม่ยอมรับการพนันออนไลน์ในแต่ละประเทศที่ต่างกันนนี่เอง

ในบางประเทศที่อนุญาตให้เล่นพนันออนไลน์ได้อย่างถูกกฏหมายหรือนุญาตให้เปิดคาสิโนออนไลน์ได้จะมีกฎหรือแนวทางปฏิบัติที่ที่เข้มงวดเพื่อให้แน่ใจว่าคาสิโนเหล่านั้นดำเนินการอย่างถูกต้อง เช่นควบคุมว่าคาสิโนต้องจ่ายเงินในกรณีที่ผู้เล่นเล่นได้ และตรวจสอบว่าการให้เงินเดิมพันในเกมส์ต่างๆถูกต้องเหมาะสมในแต่ละเกมส์ คาสิโนออนไลน์ของออสเตรเลียและฟินแลนด์เป็นที่รู้กันว่าจะปฎิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด แต่ในขณะที่คาสิโนของบางประเทศจะไม่เค่รงครัดนักเช่นอาจมีการเอาเปรียบผู้เล่นหรือตุกติกมากกว่า ในปัจจุบันมีคาสิโนออนไลน์เป็นจำนวนมากดังนั้นก่อนเล่นควรหาข้อมูลถึงกฎหรือการปฏิบัติของแต่ละแห่งของตัดสินใจ

จ่ายเงินในคาสิโนออนไลน์อย่างไร การเล่นการพนันออนไลน์อาจมีความยุ่งยากบ้างในสหรัฐรวมทั้งประเทสอื่นๆที่การพนันออนไลน์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย การเล่นสามารถ้บัตรเครดิตในการเติมเงินในบัญชีกับคาสิโนออนไลน์ แต่บัตรเครดิตของอเมริกาจะไม่อนุญาตให้มีการทำรายการในกรณีที่สามารถเห็นได้ว่าเป็นการทำรายการในการเล่นการพนันออนไลน์
ซิกแซกอาจทำโดยการเปิดบัญชีกับธนาคารในต่างประเทศแต่ก็อาจต่างจ่ายค่าธรรมเนียมต่างๆแพงขึ้น นอกจากนั้นบริการโอนเงินออนไลน์ที่คล้ายกับ paypal แต่สามารถใช้ในการโอนเงินเพื่อเล่นการพนันออนไลน์ได้ ซึ่งต่างจาก paypal ซึ่งไม่อนุญาตให้ทำรายการประเภทนี้ อีกวิธีคือการสั่งจ่ายเงินไปให้คาสิโนแต่วิธีนี้ใช้เวลานานและบางคาสิโนก็ไม่รับชำระเงินด้วยวิธีนี้
ไม่ใช่ว่าธนาคารในต่างประเทศหรือบริการโอนเงินทางอินเตอร์เนตทุกเจ้าจะไว้ใจได้ทั้งหมด ควรจะทำการตรวจสอบก่อนว่าธนาคารหรือผู้ให้บริการนั้นๆทำธุรกิจมานานมากน้อยแค่ไหน บริษัทที่ยืนหยัดให้บริการมานานกว่าย่อมน่าเชื่อถือมากกว่าและจะดีกว่าถ้าคุณสามารถติดต่อพูดคุยกับพนักงานจริงๆไม่ใช่เครื่องตอบรับ นอกจากนั้นในการใช้บริการโอนเงินในครั้งแรกควรทำรายรายการในจำนวนเงินที่น้อยๆเพื่อใช้ในการตรวจสอบดูเพื่อความแน่ใจอีกครั้งถ้าบริการเป็นที่น่าพอใจและไม่มีปัญหาครั้งต่อไปก็สามารถเพิ่มจำนวนเงินที่มากขึ้นตามลำดับ
Learn how to play Poker at the Best Poker School on the Net!กลโกงต่างๆในการเล่นการพนันออนไลน์ การเล่นการพนันออนไลน์ทำให้การโกงหรือการตุกติกต่างๆซับซ้อนมากขึ้นไปอีก ในการเล่น blackjack คาสิโนจะถือว่ามีการโกงถ้าผู้เล่นนับไพ่หรือใช้หลักการคำนวณทางคณิตศาสตร์เข้ามาช่วยให้ชนะ ในการเล่นในคาสิโนจริงผู้เล่นที่ชำนาญในการนับคำนวณไพ่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการซ่อนหรือแสดงท่าทีต่างๆในการเล่นไม่ให้เจ้ามือจับพิรุธได้ แต่ในการเล่นออนไลน์ไม่มีใครมาคอยจับตาดูเราไม่ว่าจะมีการจดหรือแม้กระทั่งใช้โปรกแกรมคอมพิวเตอร์มาช่วยคำนวณ คาสิโนออนไลน์บางแห่งมีชาร์ตการคำนวณแสดงให้ผู้เล่นเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นการโกงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายจนไม่ถือว่าเป็นการโกงแต่อย่างใด ในทางตรงข้ามวิธีการบางอย่างที่ใช้โกงในการเล่นบ่อนจริงไม่สามารถใช้ในการเล่นออนไลน์ได้ เช่นการมาร์กไพ่ การที่จะสามารถโกงในการเล่นคาสิโนออนไลน์ต้องใช้ในความสามารถในการเขียนโปรแกรม แก้ไขโปรแกรมการแฮคเข้าไปในฐานข้อมูล วึ่งในความเป็นจริงทำได้ยากคือยากที่จะรอดพ้นจากการตรวจพบ หรือหากทำได้จริงเช่นการแก้ดิมพันหรือแต้มต่อต่างๆก็จะมีผลต่อผู้เล่นทุกคนไม่ใช่เฉพาะคนที่เข้าไปแก้ไขบางอย่างเพื่อโกงเท่านั้น และอีกอย่างผู้ดูแลระบบสามารถตรวจพบได้อย่างรวดเร็วในกรณีที่มีความผิดปกติเกิดขึ้น