plew July 23rd, 2009
หาโรงแรมที่พักในซานฟรานซิสโก วันนี้มาแนะนำโรงแรมดีๆใจกลางซานฟรานซิสโก จริงๆแล้วตัวเราเองอยู่ในซานฟรานซิสโกอยู่แล้วจึงไม่มีโอกาสจะได้พักในโรงแรมที่นี่ แต่เนื่องในโอกาศเบื่อๆเซ็งๆ (เบื่อเพื่อนบ้าน) แฟนเลยไปเปิดห้องที่ InterContinental San Francisco ที่ตั้งอยู่บนถนน Howard ST. เลขที่สวยด้วย 888 จริงๆแล้ว Intercontinental SFนี่อยู่ใกล้กับอพาตเมนท์เรามากเลยแค่สองบล็อกเอง ปกติต้องเดินผ่านหน้าโรงแรมทุกวันเวลาที่ออกไปข้างนอก ตลกดีไม่คิดว่าอยู่ดีๆจะได้มาพักที่นี่ เพราะเดินห้านาทีถึงเลย
InterContinental San Francisco เป็นโรงแรมที่ถือว่าอยู่ในทำเลที่ดีมาก สะดวกห่างจาก Market ST. ซึ่งเป็นเหมือนศุนย์กลางของเมืองนี้แค่สองสามบล็อก แถมติดกับ Mascone Center ซึ่งเป็นสถานที่ Convention Hall ที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่ ดังนั้นปกติโรงแรมนี้ก็จะมีคนที่มาสัมมนามาพักเป็นจำนวนมาก ที่นี่ถือว่าเป็นโรงแรมระดับหรูและที่สำคัญ ใหม่แกะกล่อง เพิ่งเปิดได้ไม่ถึงสองปี (วันที่เขียน 7/2009) เราเดินผ่านที่นี่ตั้งแต่ยังสร้างไม่เสร็จเมื่อปี 2007 ดังนั้นถ้าใครมาเที่ยวและมีงบพอสมควรแนะนำจริงๆ เอาจริงๆแล้วพักที่นี่ก็ไม่ได้แพงมากมายกว่าโรงแรมทั่วไป วันที่เราพักอยู่ที่ $189 แต่เพราะว่ามันเป็นช่วง High season เดือนกรกฎาคม 2009 ซึ่งเป็นช่วงซัมเมอร์นักท่องเที่ยวตอนนั้นแน่นมากในซานฟรานซิสโก ถ้าเป็นช่วงปกติหรือจองผ่านตามเว็ปไซต์ไม่ถึงแน่ๆ บางคนที่เจอจ่ายประมาณ 120 โรงแรมแย่กว่านี้ก็ถูกกกว่าไม่เท่าไร ที่แนะนำเพราะมันใหม่ ดังนั้นทุกอย่างสะอาด ทันสมัย สะดวกสบายๆที่สำคัญคือทำเลดีและสะดวกมากๆเพราะใกล้ทุกอย่าง
เราได้ห้องพักในชั้น 21 แต่หันเข้าหาทางใต้ของ Market ST. เห็นวิวเมืองถ้ายืนตรงหน้าต่างเลยจะเห็น Bay ด้วย วิวอาจไม่สวยเท่าไรด้านนี้แต่ก็โอเคสำหรับเรา ห้องสะอาดและสะดวกสบายมาก ห้องน้ำก็ใหญ่อ่างอาบน้ำไม่เล็กเกินไปแบบบางที่ คือมีทุกอย่างที่เราต้องการคือทั้งสบู แชมพู ครีมนวด โลชั่น (หอมดีด้วย) หมวกคลุมผม ยางมัดผม สำลี คอตตอลบัดส์ ไดร์เป่าผม เสื้อคลุมอาบน้ำ ที่ขัดรองเท้า เตารีด ตู้เซฟ โทรศัพท์ก็ไฮเทคเป็นแบบมีภาพ คือห้องทันสมัยมาก รายละเอียดเล็กๆทั้งสวิชไฟ โคมไฟดูดีหมด ที่เราชอบคือหน้าห้องสัญญาณที่บอก maid ให้ทำความสะอาดหรือห้ามรบกวนเป็นปุ่มกด ไม่ต้องเอาป้ายไปแขวนแบบโรงแรมรุ่นเก่าๆ ทีวีก็จอแบนกี่นิ้วจำไม่ได้แต่ใหญ่ เตียงคิงไซต์นอนสบายมาก ห้องกระจกพื้นถึงเพดาน ภายในห้องตกแต่งแบบเรียบ ทันสมัยสบายตา ไม่แฟนซีจนรกรุงรัง ขนาดห้องก็ใหญ่กำลังดี (ห้องที่เราพักแบบธรรมดา) แก้วน้ำ กระติกน้ำแข็งอะไรต่างดูดีหมด
นอกจากนั้นสิ่งอำนวยความสะดวกๆอื่นๆครบ ฟิตเนสใช้ได้ 24 ชั่วโมง แถมมีแอปเปิ้ลให้กินด้วย ผ้าเช็ดหน้า น้ำดื่ม นิตยสาร อุปกรณ์ก็ทันสมัยมีทีวีและมีหูฟังให้เสร็จสรรพ บวกสระว่ายน้ำและจากุชชี่ในร่มด้วย สปาก็มีให้บริการ เทอเรสนั่งพักผ่อน อาบแดด บวกห้องห้องอาหารข้างล่างตรงล็อบบี้ Luce ก็ดูดีจังเลย (แต่ไม่ได้กินอะแพง) สรุปแล้วแนะนำมากๆเลย เพราะเท่าที่เทียบกับ Hyatt San Francisco (จะเขียนเรื่อง Hyatt อีกที) ซึ่งราคาพอๆกันกับที่นี่ เราว่าที่นี่น่าพักกว่าคือในห้องดีกว่าไฮแอทและใหม่กว่ามากมายสิ่งของอำนวยคตวามสะดวกในห้องครบกว่า แต่ถ้าพูดเรื่องวิวแล้ว Hyatt กินขาดเพราะติด Bay บวกกับในส่วนตัวตึกและล็อบบี้ด้านล่าง Hyatt ก็ดูเด่นกว่าเพราะแฟนซีกว่าและใหญ่กว่า Intercontinental จะออกแนวเรียบๆทันสมัย สรุปแล้วชอบที่นี่มากกว่า ดูรูปข้างล่างจะเห็นภาพชัดขึ้น
I’ve stayed at the Intercontinental San Francisco , in July 2009 which was during the summer high season with nice weather and so many tourists, so the price was pretty high. We paid $189 per night, but I think usually if we book online or in a time that is not too busy it will cost around $150 per night.
Actually, I had walked by this hotel almost every day because I stay only 2 blocks from the hotel and I had been seeing it while it was being built in 2007. So, it’s a brand new hotel which has been opened only about 2 years.
We were pleasantly surprised with its amenities and luxury. The room was extremely comfortable, and came with all the things we need such as bath robes and ample towels and pillows, a giant flat screen television, and a comfortable king size bed. The room has a modern clean look with a full floor to ceiling glass window. We had a nice city view from the 21th floor, and the location was convenient in the heart of San Francisco which is easy access to everything. The hotel staff and concierge were very friendly and helpful.
The amenities were impressive with good equipment and a 24 hour fitness room, indoor swimming pool and Jacuzzi, outdoor terrace. We would stay there again without any hesitation and I highly recommend it for everyone.
http://www.intercontinentalsanfrancisco.com/

















plew July 20th, 2009
เรื่องโดย Araya
ขอเล่าประสบการณ์ ของตัวเองให้ฟังนะคะ เพื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ด้วยความที่มี วีซ่าท่องเที่ยวอยู่แล้ว และ เคยมาอเมริกาบ้างแล้ว ตอนตัดสินใจจะมาแต่งงานที่นี่ พี่มาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว พร้อมทั้งขอวีซ่านักท่องเที่ยวให้ลูกสาวซีงก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร วีซ่าที่ลูกสาวได้ก็ได้ สิบปี ดังนั้นตอนที่ซื้อตั๋วฯ มาลงที่ซานฟรานฯ ก็ซื้อตั๋วแบบเที่ยวเดียวสองใบ คือตัวเองใบ ลูกสาวใบ โดยที่เอเจนซี่ที่ซื้อตั๋วฯด้วยไม่ได้บอกอะไร ตกลงซื้อกันด้วยราคา สองหมื่นแปด สองคนก็ห้้าหมื่นสี่ บาท จ่ายไปด้วยวีซ่าการ์ดของแฟนพี่(คนอเมริกัน) ดูๆก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะพี่ชื้อตั๋วล่วงหน้าประมาณ หนึ่งเดือนก่อนเดินทาง
วันเดินทาง พี่ไปสนามบิน ตั้งแต่เที่ยง เนื่องจากเป็นการจากเมืองไทย ย้ายถิ่นฐาน เพื่อนๆ เลยไปส่งกันเยอะ เครื่องออกประมาณห้าโมงเย็น แต่สายการบิน เปิดให้เช็คตั๋ว และ โหลดสัมภาระ ประมาณบ่ายสองโมง คือก่อนประมาณ สามชั่วโมงก่อนบิน ปรากฎว่าที่เคาท์เตอร์สายการบินบอกพี่ว่า วีซ่าของพี่และลูกสาวเป็นวีซ่าท่องเที่ยว แต่ตั๋วเป็นวันเวย์ ไม่ใช่ตั๋วไป-กลับ เพราะฉะนั้น เวลาจะเข้าอเมริกา พี่จะมีปัญหาตรงอิมมิเกรชั่น เขาจะขอดูตั๋วเที่ยวกลับของพี่ แล้ว ที่เคาท์เตอร์สายการบิน ก็ถามพี่ว่าพี่ไปอเมริกาทำไม พีก็บอกว่า ก็พาลูกไปเที่ยว แต่ยังไม่รุ้ว่า จะกลับจากที่ไหน แบบว่า เราอาจจะบินข้ามไปเที่ยว แล้วกลับอีกทางก็ได้ หลังจากพูดคุยกันซักพัก สายการบิน บอกว่า แล้วแต่พี่นะ เพราะเขาเห็นมาเยอะว่าอาจมีัปัญหาไม่ได้เข้าประเทศและถูกส่งกลับเลย เพราะเราไปด้วยวีซ่าท่องเที่ยว พี่ตอนนั้นสติแตก เหลือเวลา สามชั่วโมง ฉันควรทำอย่างไรดีเนี่ย เขาบอกพี่ว่าให้รีบโทรกลับไปที่เอเยนต์ที่พี่ซื้อตั๋ว โชคดีที่วันนั้นไม่ใช่วันเสาร์อาทิตย์เป็นวันจันทร์ ดังนั้น พี่จึงโทรกลับไปที่เอเจนต์ บอกเขาว่าต้องการซื้อตั๋วกลับเพิ่ม ซึ่งเขาบอกทำไม่ได้พี่ พี่ถามว่าทำไมทำไม่ได้ แล้วควรต้องทำอย่างไร เขาบอกว่าต้องทำเรื่องยกเลิกตั๋วใบนี้ และซื้อตั๋วไป-กลับใหม่ ส่วนเรื่องตั๋วใบเก่า พี่ต้องทำเรื่องขอคืนเงิน
งงมั๊ยคะ พี่ไม่ได้ยกเลิกตั๋ว พี่ซื้อเพิ่มด้วยซ้ำ ตั๋วเก่าก็จ่ายเงินไปแล้ว แต่ไม่ได้คืนทันที ตั๋วใหม่ ก็ต้องจ่ายทันทีไม่งั้นก็ไม่ได้ไป แถมราคาตั๋วไป-กลับวันนั้น ใบละ สี่หมื่นสอง สองคนแม่ลูก ก็แปดหมื่นสี่ ต่อรองไม่ได้เลย พี่ไม่มีทางเลือก จ่ายไป (ครั้งที่แล้วที่ซื้อตั๋วไปกลับนั้น เจ้าเดียวกันนี่แค่ สามหมื่นแปดเอง เฮ้อ)
มาดูเมื่อเดือนทางถึงสนามบิน เจ้าหน้าที่ถามพี่ว่าพี่มาทำไม พี่บอกมาเยี่ยมน้องสาว เพราะมีน้องสาวอยู่ที่นี่ และก็มาเยียมหลายครั้งแล้ว เขาบอกพี่ว่าพี่เพิ่งเดินทางออกไปเมื่อ สามเดือนก่อน ทำไมกลับมาเี่ที่ยวอีก (พี่ไม่เคยโอเวอร์สเตย์นะคะ) พี่บอกว่าก็ครั้งนี้พาลูกสาวมาเที่ยว เขาถามอีกว่า อ้าวแล้วที่ทำงานยูไม่ว่าอะไรหรือ เพราะลางานปีนึงหลายครั้ง พี่ก็บอกไปว่า พี่ รีไทร์แล้ว เค้าถามอีกหลายอย่างซัก เกี่ยวกับลูกประมาณถามกลับไปกลับมาถึงอายุลูก และรายละเอียดของลูกสาว กลัวเราไม่ใช้แม่จริง (ลูกใช้นามสกุลของสามีเก่าคะ) และสุดท้าย ท้ายสุด เค้าถามกลับเมื่อไร พี่บอกเดือนนึง เขาจึงขอดูตั๋วฯ วันกลับ กรรมละซิ เพราะพี่ไม่มี เนื่องจากใช้โทรศัพท์ไปเปลี่ยน แต่ได้เลขที่ตั๋วฯ โดยจดมาไว้กับตั๋วเก่าที่เอเยนต์ส่งเมลล์มาให้ซึ่งในใบนั้นเป็นรายละเอียดของตั๋วฯใบเ่ก่าที่เป็นวันเวย์ พี่บอกเค้าไปว่า พี่ไม่ได้ Print มา คราวนี้เขาถามเลย อ้าวแล้วยูรู้ได้ไงว่ากลับวันไหน พี่เลยบอกวันที่ไป จำได้ซิคะ (เพิ่งจ่ายเงินไปหยกๆ) และก็บอกให้เขาเช็คเลขที่ตั๋ว ใบนี้ที่เราได้เลขที่ มาจากเอเยนต์ ในที่สุด แกก็ให้ผ่านมา พี่ไม่เคยเสียเวลานานขนาดนั้นตอนการบินมาเที่ยวครั้งก่อนๆเลย
พอมาถึงบ้านที่นี่ รีบโทรกลับไปเรื่องตั๋วฯ เดิมที่ซื้อและได้ยกเลิกไปตามคำแนะนำของเอเจ้นท์ เธอบอกว่า พี่ไม่ต้องห่วงหนูทำเรื่องให้ โดยปรกติแล้วมันต้องใช้เวลาสามเดือน (หา !! สามเดือน) เพราะหนูต้องทำเรื่องส่งไปที่ สายการบิน นั้น แล้วต้องรอเขาเรื่องคืนเงิน พี่คะ อีกเรื่องคะ พี่อาจไม่ได้คืนเต็มจำนวนนะคะ (อ้าว !!! เฮ้ย ทำไมอะ ง ง คะ ง ง) ทำไมพี่จะไม่ได้คืนละคะ พี่ยกเลิกตั๋วเพราะพี่ซื้อตั๋วใบอื่น (ที่เป็นตั๋วแพงกว่าเดิมด้วย) ไม่ได้ยกเลิกการเดินทาง นะคะ (เฮ้อ กรรม คะ กรรม) เสียงเจ้าหน้าที่ บอกกลับมาว่า พี่คะ ไม่ได้คะ ฏฏคะ มันเป็นกฏ
หนึ่งเดือนต่อมา พี่ก็โทรไปถาม ความคืบหน้า กับเจ้าหน้าที่คนเดิม อ้อ พี่คนนั้นเค้าออกไปแล้วคะ แต่ไม่เป็นไรนะคะ น้องทำเรื่องต่อให้ อ้าว แล้วพี่จะได้คืนเมื่อไรละคะ พี่ไม่ต้องห่วงคะ สามเดือนคะสามเดือน xxxx :<ตอนนั้นเซ็งคะ แถมกำลังปรับตัวกับการอยู่ที่นี่ด้วย จริงๆ ก็นอกจากเรื่องเงินแล้ว มันโกรธอะคะ แถมไม่ใช่เงินของเรา เค้าจ่ายให้ เราก็ค่อนข้างเกรงใจสามี ตั๋วฯ ไปกลับ ที่ซื้อมายังเหลือตั๋วกลับอยู่ใช่มั๋ยคะ ซึ่งตอนนั้นคิดว่าคงต้องทิ้งไปด้วย เพราะถ้าทำเรื่องขอปรับสถานะวีซ่า ที่นี่ ตั๋วฯซึ่งใช้ได้หกเดือน ต้องหมดเวลาอยู่แล้ว
เดือนที่สองก็เลยทำลืมๆไป พอใกล้หมดเดือนที่สาม เอาวะ โทรไปตามอีกครั้ง โทรไปอีกที ส่งเรื่องไปแล้วคะ หนูทำอะไรไม่ได้แล้วคะ เพราะเรื่องอยู่ทางโน้น ต้องรอให้ทางสายการบินเค้าคืนเงินมาก่อน รอคะรอ พี่ก็รอนะคะ เลยสามเดือนไปหนึ่งอาทิตย์ไม่มีการติดต่อกลับมาอีก คราวนี้ พี่บอกกับสามีว่าเอายังไงกันดี จริงๆ ในตอนแรก สามีพี่บอกว่า ถ้าเป็นที่อเมริกา ถ้ายูไม่ได้ใช้ตั๋วฯ นั้น เขาต้องคืนเงินทันที ในที่สุด สามีโทรกลับไปแจ้ง ที่บัตรเครดิต ของเค้า แจ้งรายละเอียด อย่างที่พี่ว่า เขาถามคำเดียวยูไม่ได้ใช้ตั๋วนั้นใช่มั๊ย สามีบอกว่าใช่ เขาบอกว่า ปรกติแล้ว เค้าจะยกเลิกการเรียกเก็บบิลใบนี้ให้ได้เลย แต่นี่ผ่านไปเกือบสามเดือน แถมข้ามปีอีกรบกวนให้ทางเราช่วยกรอกแบบฟอร์มการขอคืนเงิน หรือปฎิเสธการจ่ายเงินบิลนี้ใ้ห้เขาด้วย (เป็นบัตรวีซ่าของธนาคารที่นี่นะคะ) โอเค เราก็ทำไป ไม่มีทางเลือก หลังจากทำเรื่องจากทางนี้ไป ก็ทำใจ คะ
หลังจากที่เลิกกลุ้ม แฟนบอกว่าเค้าไม่มายหรอก ช่างมัน พี่ก็อะ นะ รู้สึกผิดเล็กๆ เงินห้าหมื่นสี่ สำหรับพี่ มันเยอะอะ ครึ่งแสนเชียวนา วันนึงหลังจากนั้นไม่นาน มีอีเมลล์มาถึงพี่ บอกว่า เค้าเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัท เอเยนท์ตั๋ว ที่พี่ซื้อ แล้วเจ้าหน้าที่คนที่ที่เรือ่งคนที่สองอะ ก็ออกไปแล้ว บริษัทฯ นี่้ ก็เปลี่ยนเจ้าของแล้ว เธอมารับหน้าที่ใหม่ และเธอเห็นเรื่องของพี่ที่ทางสายการบิน ส่งเช็คมาให้แล้ว ต้องการโอนกลับเข้าบัญชีให้พี่ พี่รีบโทรกลับไป เธอก็บอกรายละเอียด ไปเรื่อยๆ จน ถึง … แต่ แต่ คะ แต่ พี่คะ ไม่ได้คืนหมดนะคะ ได้คืนสี่หมื่นคะ (จากห้าหมื่นสี่) และอยากขอให้ทางพี่ โทรแจ้งยกเลิกเรื่องที่ทำไว้กับทางธนาคารบัตรวีซ่าของพี่ด้วยคะ โอเคมั๊ยคะ พี่ฟังแล้ว อืม อ้อ ติดต่อฉันมาเพราะทางธนาคารทางนี้แจ้งไปนั่นเอง ไปปรึกษาสามีว่าเอาไง รบต่อมั๋ย เขาบอกช่างมันเหอะ ถ้าเป็นที่นี่เขาไม่ยอม แต่ก็อะนะ ก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย พี่ก็เลยแจ้งกลับไปว่า ก็ได้ เขาถามว่าให้คืนกลับอย่างไร ส่งเช็คไปที่ไหน พี่บอกก็ทำเรื่องเดบิตกลับเข้าไปในบัตรวีซ่า ก็ได้ จะได้สะดวก ก็ไม่ได้อยู่เมืองไทย ส่งเช็คมาที่นี่ เป็นเช็คธนาคารไทย ก็ยุ่งยากอีกพี่ว่า คิดว่าจะจบนะคะ ยังคะ ยังไม่จบ น้องคนนั้นโทรกลับมาบอกว่า เจ้าของใหม่ซึ่งเป็นคนต่างชาติให้ขอที่อยู่ใหม่พี่และจะส่งเช็คมาให้ พี่บอกอ้าว ทำไมอะ เธอบอกไม่รู้ เหมือนกัน พี่เลยบอกว่าเอางี้ ให้มาคุยกับแฟนพี่เองแล้วกัน แล้วพี่ก็รีบมาบอกแฟนพี่ว่า พี่ว่าเป็นเพราะธนาคารเขานั่นแหละ ที่ส่งเรื่องไปกระตุ้น ถ้าจะทำอะไร ต้องปรึกษากับแบงค์ที่นี่ก่อนนะ เค้าก็โอเค หลังคุยกัน แฟนพี่โทรไปปรึกษาธนาคารของเขา เขาบอกก็ทำหลักฐานไว้ ให้คอนฟิร์มข้อตกลงกันทางอีเมลล์ อะไรประมาณนี้ ในที่สุด พี่ก็ได้คืนเงินบางส่วน แต่ เป็นการโอนเดบิตกลับให้กับบัตรเครดิต ของแฟนพี่ งงมั๊ย
ครั้งนี้ไม่ตามแล้วไม่ถามแหระ ได้เงินคืนแล้วก็ช่างมัน จบๆ ซะที เรื่องครั้งนี้พี่ไม่ได้โทษว่าเป็นความผิดของใครคนใดคนนึง พี่ลองกลับมาทบทวน ก็พอสรุปกันตัวเองนะ ประมาณนี้
เอเยนต์ที่พี่ซื้อ พี่ใช้บริการหลายครั้ง และทุกครั้งไม่เคยมีปัญหา อาจจะเป็นเพราะความคุ้นเคย ทำให้ ตอนที่พี่บอกเขาว่าคราวนี้พี่มาอยู่อเมริกาเลยเพราะจะแต่งงาน ขอซื้อแค่ตั๋วไป เที่ยวเดียว เขาเลยไม่ได้ซักอะไร อาจจะคิดว่า พี่ขอวีซ่า คู่หมั้นไป เลยไม่ได้แนะนำอะไร เงินที่คืนไม่หมด อาจเป็นเพราะหักค่าคอมมิสชั่นไปแล้วไม่อยากคืน (ก็ได้สองค่าคอมฯจากตั๋วเก่าและตัี๋วใหม่เลยนะเนี่ย)
พี่นะควรให้สามีถามกับธนาคารบัตรเครดิตของเขาตั้งแต่แรก (ตอนนั้นไม่รู้ทำไม ไม่ได้คิดเรื่องนี้)
ก็นะคะ ลองอ่านดูเป็นอุทธาหรณ์ เพื่อใครจะได้ประโยชน์ไปบ้างคะ
plew July 13th, 2009
ค่าครองชีพในแคลิฟอเนีย วันนี้เล่าและบ่นเรื่องค่าครองชีพในการใช้ชีวิตในอเมริกาอีกแล้ว ตัวเราเองอยู่ในซานฟรานซิสโก
แคลิฟอเนีย ซึ่งก็อย่างที่เล่าไปหลายรอบว่าซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพแพงเป็นอันดับสอง สาม ของสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว สำหรับแคลิฟอเนียเองก็เป็นรัฐที่มีค่าครองชีพแพงกว่ารัฐอื่นๆโดยรวม อาจจะด้วยอากาศที่ไม่สุดโต่ง คือไม่หนาวจัดไม่ร้อนจัด ทำให้ดึงดูดผู้คนให้ย้ายเข้ามาอยู่ในรัฐกันนี้กันเยอะ
เข้าเรื่องดีกว่าตัวเราเองก็อยู่ที่นี่มาก็ระยะหนึ่งแล้วแต่บางครั้งก็ยังทำใจไม่ค่อยได้กับค่าใช้จ่ายบางอย่างที่มันแพงแบบ ‘อะไรกันฟะเนี่ย’ ล่าสุดหลังจากกลับจากเมืองไทยและไปอยู่ Santa Cruz มาสามเดือนก็เลยไม่ได้นั่งรถเมล์ที่ซานฟราน กลับมาก็เลยได้รับข่าวดีเกี่ยวกับการขึ้นค่ารถเมล์ รถไฟจาก $1.50 เป็น $2 ขึ้นมาเมื่อต้นเดือนกรกฏา 2009 นี่แหละ ตั๋วเดือนก็ขึ้นมาเป็น $55 จากเท่าไรไม่แน่ใจประมาณ 40 ได้ เพราะไม่เคยใช้ นี่ก็ใกล้เปิดเทอมก็ต้องซื้อตั๋วเดือนแล้วก็ต้องจ่าย 55 เหรียญแล้วสิ
เหตุการณ์ต่อมาด้วยความป้ำๆเป๋อๆดันทำน้ำยาล้างเล็บหกบนโต๊ะเครื่องแป้งที่เป็นไม้ ผลคือสีทีเคลือบด้านบนมันก็ด่างเป็นวงกว้างเลยทีเดียว ก็เลยต้องหาคนมาซ่อม แค่ touching คือเอากระดาษทรายขัดตรงรอยแล้วทาน้ำยาเคลือบใหม่ ออกมาก็โอเคดีกว่าเดิมแต่ถ้าดูดีๆยังเห็นรอยอยู่ดี ทำแค่ไม่ถึงชั่วโมง $150 ช่างบอกถ้าจะ refinishing ใหม่คือขัดหน้าโต๊ะทั้งบานคือเฉพาะส่วนบนที่เป็นรอยไม่รวมด้านอื่นๆนะคิด $600 แม่เจ้า! แค่ซ่อมด้านเดียวไม่ได้ใหญ่ด้วย หมื่นกว่าบาท แฟนบอกงั้นซื้อใหม่ดีกว่าละมั้งเนี่ย
ต่อจากนั้นเครื่องซักผ้าที่อายุแค่สามปีก็เสีย เสียงดังมากเวลาหมุน แฟนก็พยายามหาช่างมาซ่อม กว่าจะหาได้คือสาม สี่วัน ไม่ค่อยมีคนรับซ่อม บางทีโทรก็ไม่มีคนรับสาย สุดท้ายมีเจ้าหนึ่งรับโทรกลับมาหลังจากแฟนโทรไปทิ้งข่้อความไว้สามวันก่อน ค่าใช้จ่ายนะค่ะแค่มาที่บ้านมาดูว่าเสียตรงไหนยังไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นจ่ายก่อนแล้ว $65 ทีเหลือขึ้นกับอาการ พอดีวันที่ช่างว่างเราสองคนไม่ว่างเลยให้เพื่อนบ้านดูให้เพราะแกก็มาใช้เครื่องซักผ้าเราทุกอาทิตย์ (แฟนใจดีเกินเหตุให้เพื่อนบ้านมาใช้เครื่องซักผ้าท อบผ้าได้อาทิตย์ละครั้ง ฟรีตลอดรายการ) ช่างโทรบอกแฟนว่าซ่อมเสร็จแล้ว เราสองคนดีใจเฮ้ยดีวะเสียแค่ $65 เองถูกดีกว่าที่คิด ปรากฎว่ากลับมาลองใช้เครื่อง โอ้อาการเหมือนเดิมทุกอย่างมันไม่ได้ซ่อมอะไรเลย แฟนโทรไปต่อว่าแล้วก็เปลี่ยนเจ้าใหม่ เราบอกเอ้าทำไมไม่ให้มันมาแก้ละ เขาบอกไม่เอาแล้วดูแล้วไม่มืออาชีพ เราบอกดีเนอะงานแบบนี้ทำเป็นบอกว่ารับซ่อม แค่ขับรถมานิดนึงได้ 65 เหรียญแล้วก็ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ เราว่ามันไม่แฟร์เลย น่าจะจ่ายตอนที่คุณทำเสร็จแล้ว แบบนี้เราก็ทำได้โอเคมาดูอาการค่าเดินทางจ่ายก่อนเลย มาแล้วบอกโทษทีเกินเยียวยาจบกินฟรีเลยงานง่ายๆดี
เจ้าใหม่นี่เหมารวมเลยไม่ว่าอาการแบบไหนยังไงคิด $214 ค่าซ่อมเครื่องซักผ้านะเนี่ย สรุปเสียไปสามร้อยกว่า เราว่าอยู่ที่นี่ของเสียทิ้งไปเลยซื้อใหม่ดีกว่าเพราะค่าแรง ค่าซ่อมมันแพงโครตๆ แฟนบอกถ้าซ่อมบ้านซ่อมระบบประปา ไฟฟ้า ยิ่งแพงกว่านี้อีก
ความเคราะห์ร้ายยังไม่หมดแฟนจอดรถเกินเวลาไปสองครั้งเสียครั้งละ $50 โดนตำรวจเรียกฐานขับรถเร็วเกินพิกัดโดนไปอีก $200 เรานี่เข้าใจเลยว่าทำไมคนที่นี่เขาเคารพกฏจราจรกันดีจังเนอะ เพราะค่าปรับมันแพงนี่เอง แฟนบอกอีค่าปรับนะยังเรื่องจิ๊บจ๋อยแต่การโดนใบสั่งมันสร้างปัญหากับประกันเพราะถ้าโดนจะทำให้เบี้ยประกันพุ่งสูงกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ยิ่งโดนบ่อยเบี้ยก็ยิ่งทวีคูณ
ค่าจอดรถในซานฟรานซิสโกก็ถือว่าค่อนข้างแพงถ้าจอดทั้งวันก็ตกประมาณ 25-40 รายเดือนก็ประมาณ 250 -350 เนื่องจากที่พักอาศัยอพาตเมนท์จำนวนมากไม่มีที่จอดรถให้ จอดข้างถนนก็ไม่ใช่ทุกจุดจะจอดได้และไม่ปลอดภัยต่อรถด้วย คอนโดหรืออพาตเมนท์บางทีก็ให้ที่จอดแค่คันเดียวถ้ามีมากกว่าหนึ่งคันก็ต้องไปเช่าเพิ่ม เพราะที่นี่คนส่วนใหญ่อยู่อพาตเมทน์หรือคอนโด บ้านที่เป็นบ้านจริงมีน้อย จอดรถข้างถนนก็ต้องหยอดมิเตอร์แทบทุกจุด ล่าสุดเนื่องจากตระเวนดูคอนโดที่นี่คือย่านดาวทาวน์ซานฟรานซิสโก บางแห่งให้เลือกได้ถ้าซื้อห้องแต่ไม่เอาที่จอดรถจะลดราคาไป $100,000 ไม่ได้พูดเล่น ค่าที่จอดรถหนึ่งคันใต้ดินราคา $100,000 บางจุดที่เป็นใจกลางอย่าง financial district $200,000 ก็มี เฮ่อๆ ราคาที่จอดรถที่นี่มันแทบจะซื้อคอนโด ซื้อบ้านนอกเมืองหรือในรัฐถูกๆได้เลย ขนาดที่ว่าตอนนี้ราคาอสังหาริมทรัพย์ตกไปกว่า 25% แล้วนะเนี่ย…คิดถึงเมืองไทยจังเลย
plew July 5th, 2009
ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐอเมริกา (2009) ที่ปัจจุบันดูเหมือนว่าจะทรงตัว คือได้ดิ่งลงสู่ก้นเหวคือถึงจุดต่ำสุดไปแล้ว ดังนั้นไม่น่าจะมีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว ในรอบปีสองปีที่ผ่านมาตัวเราเองค่อนข้างโชคดีที่ครอบครัวจริงๆคือสามีไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจแต่อย่างใด มองไปที่คนรอบตัวที่นี่ทุกคนก็ปกติดี ยังมีงานทำ ยังมีบ้านอยู่ ยังมีเงินใช้จ่ายหาความสุขใส่ตัวตามอัตภาพ แต่ว่าวันนี้หลังจากเข้าอินเตอร์เนตเพื่อไปเช็คข้อมูลเตรียมตัวลงทะเบียนเรียนใน fall 2009 ซึ่งจะเปิดภาคเรียนในเดือนสิงหาคมนี้ ก็ต้องอึ้งไปเลยเพราะผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจที่คิดว่าไม่ได้กระทบกับเราตรงๆตอนนี้มันโดนเข้าแล้ว เกริ่นนิดหนึ่ง จริงๆก็เล่าไปแล้วในโพสก่อนๆ คือเราได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนปริญญาโทที่ San Francisco State University
เดิมทีหลังจากได้จ่ายค่าเทมอแล้ว ทางมหาวิทยาลัยก็แจ้งว่าเราสามารถลงทะเบียนได้ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2009 คือรายละเอียดทุกอย่างสามารถ log in เข้าไปเช็คข้อมูลทางเนตได้หมด มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรืออัพเดทเข้าก็จะแจ้งทางเนตซึ่งสร้างเป็นหน้าข้อมูลของนักศึกษาแต่ละคน
วันนี้เข้าไปเช็คเรื่องวิชาที่จะลงอีกรอบซึ่งจริงๆก็เลือกไว้ตั้งแต่เดือนก่อน แต่กะว่าจะเข้าไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาก่อนจะลงทะเบียนเลยเข้าไปเช็คตอนเช้าวันนี้ 5 กรกฎาคม 2009 พอเข้าไปปุ๊ปก็มีตัวหนังสือสีแดงที่ทำให้รู้ทันทีว่าเป็นเรื่องสำคัญระบุว่า
“Because of the budget problems in the State of California, SFSU has had to cancel a number of Fall 2009 classes. We are in the process of finalizing the fall class schedule which will be available beginning July 24, 2009. Because the final class schedule will not be available until July 24, Final priority registration will now take place from August 3-14, 2009”
ตารางเรียนของ fall 09 ที่ประกาศไว้ที่นักศึกษาได้วางแผนไว้ รวมทั้งนักศึกษาเก่าจำนวนมากได้ลงทะเบียนไปก่อนหน้าถูกยกเลิกทั้งหมด มหาวิทยาลัยดึงข้อมูลออกจากอินเทอร์เนตทั้งหมด วันเปิดเรียนคือ 25 สิงหาคม 2009 แต่กว่าตารางเรียนใหม่จะออกก็ 24 กรกฎา โน่น เรานักเรียนใหม่ลงทะเบียนได้ 4 สิงหา ไม่อยากจะคิดถึงจำนวน classes ที่จะลดลง ทีนี่แหละต้องแย่งกันลงเด็กเก่าเด็กใหม่
จริงๆเรื่องที่ Gov. Schwarzenegger ตัดงบด้านการศึกษารู้มาตั้งแต่ปีที่แล้วตอนที่ยังไม่กลับเมืองไทย ตอนนั้นยังเรียนภาษาที่ City College SF เพราะเพื่อนที่เรียนด้วยกันเข้าก้ไปประท้วงที่หน้าสำนักงานของคุณคนเหล็กเนี่ย เพราะ community colleges ก็ถูกตัดงบไปมากและต้องลดจำนวน classes มากเช่นกัน สิ่งที่หลายๆคนทนไม่ได้และตั้งข้อสงสัยคือคุณคนเหล็กจะตัดงบการศึกษาแต่จะเอาไปพัฒนาคนคุก พวกนักโทษที่มีปัญหาทางจิต แมร่งเอ๊ยตัดงบช่วยคนดีเอาไปพัฒนาคนคุก แต่ตอนนั้นเราเองไม่ได้ไปร่วมกับเขาเพราะต้องไปที่ Sacramento และตอนนั้นก้ไม่รู้สึกอะไรเท่าไรเพราะตอนนั้นมันเรียนฟรีอะ
จริงๆแล้วสองอาทิตย์ก่อนไปเอาตารางเรียนแบบ Non credit ที่ city college ก็กะว่าจะเรียนภาษาฟรีควบคู่กับแถการเรียนโทไปด้วย เราก็เห็นชัดว่า classes มันหายไปเยอะพอควร ESL เดิมมีถึงระดับ 9 ตอนนี้ถูกตัดเหลือแค่ระดับ 8 สูงสุด ก็เราเรียนผ่าน 8 ไปแล้วอะ แถม specific classes พวกฟัง พูด อ่าน เขียน เขาจัดตารางให้มันอยู่ในวัน เวลา เดียวกันหมดเลย คือคุณเลือกเรียนได้แค่ตัวเดียว จากเมื่อก่อนที่เราเรียนคือสองเทอมที่แล้ว มันไม่ตรงเราสามารถลงทั้งอ่าน ทั้งเขียน ได้หลายตัว แต่อันนี้เราก็เข้าใจนะเพราะมันเรียนฟรีจริงๆ ถ้าจะตัดของฟรีไปบ้างก็ไม่ได้ดูเลวร้ายมากนัก แต่นี่ Cal State เรียนเสียเงินนะ โอเคถึงมันจะถูกกว่าเอกชนมากมายก็เหอะ อีกประเด็นที่งงคือทางมหาลัยก็น่าจะรู้มาก่อนเรื่องงบประมาณทำไมไม่วางแผนกันล่วงหน้าละ ทำไมมาเปลี่ยนแปลงกันกระทันหัน หรือมันเพิ่งรู้จริงๆอันนี้ก็เดาๆไม่ถูก เพราะเดือนก่อนมหาวิทยาลัยก็พูดเรื่องปัญหาถูกตัดงบประมาณและต้องขึ้นค่าเทอมใน Fall 09 10% ลองอ่านอันนี้ดู
“While we recognize the severity of the state’s fiscal crisis, the budget does not provide the resources the system needs to meet the needs of our students and fund our operations,” said CSU Chancellor Charles B. Reed. “This will impact our ability to maintain quality and services for our 450,000 current students, and we have already been forced to reduce incoming student enrollment levels for this fall.”
สุดท้ายในฐานะ resident อย่างเราก็หวังว่าอะไรๆที่นี่ “อเมริกา”มันจะขยับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และหวังว่ามาตราฐานในการศึกษาใน Cal State จะยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เพราะไงตอนนี้มันก้ไม่ใช่ยูเด่น ดัง อะไรกับเขาอยู่แล้ว