Archive for May, 2009

แรคคูนกับสกังค์ Raccoon and Skunk

plew May 31st, 2009


มีสัตว์อะไรบ้างในอเมริกาที่เมืองไทยบ้านเราไม่มี เอาประเภทที่หาได้ง่ายๆเหมือนหนูสกปรกที่เดินป๋วยเปื้อนในบ้านเราก็คงต้องเจ้าแรคคูน Raccoon นี่แหละ เอาเป็นว่าวันนี้มาเรื่องเบาๆน่ารักๆ กันอย่างเรื่องของเจ้าสัตว์ที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูแต่จริงๆแล้วไม่ใช่
อย่างแรคคูนกับสกังค์กันบ้างดีกว่า

ตัวเราเองอยู่อเมริกามาก็ปีกว่าแต่เนื่องจากอยู่ในเมืองคือซานฟรานซิสโก แถมอยู่ในย่านใกล้ดาวทาวน์ซึ่งตึกรามบ้านช่องหนาแน่น เลยทำให้ไม่ค่อยได้เห็นแรคคูนหรือสกังค์จะจะซะที เคยเห็นแรคคูนก็แว็ปๆตอนกลางคืน จนได้มีโอกาศมาพักที่บ้านพี่สาวแฟนใน Santa Cruz ซึ่งเป็นเมืองทางใต้ของซานฟรานขับรถประมาณชั่วโมงครึ่ง เรามาอยู่เฝ้าบ้านให้เค้าสามเดือน ซานตาครูสเป็นเมืองขนาดกลางๆออกแนวบ้านนอกนิดๆตึกสูงๆไม่มี บ้านก็เป็นบ้านมีบริเวณ คือพูดง่ายๆก็ยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก บ้านที่เรามาพักต้นไม้เยอะบวกกับมีพื้นที่หลังบ้านกว้างเอามากๆเป็นไร่เลยละ นี่เองทำให้เป็นเราได้มีโอกาศเห็นเจ้าแรคคูนกับสกังค์อย่างจะจะเป็นครั้งแรก

เดิมทีก่อนมาที่นี่เราเคยได้ยินชื่อแรคคูนกับสกังค์บ่อยๆ นึกถึงแรคคูนส่วนมากเป็นภาพในกาตูนร์ซึ่งเราก็คิดว่ามันน่ารักน่ากอดดี หางเป็นพวงสีดำขาว ตาเหมือนแพนด้า สกังค์คนไทยเราก็เคยได้ยินว่ากลิ่นมันเหม็นแต่เหม็นยังไงก็ไม่รู้เพราะไม่เคยได้กลิ่นมันจริงๆนี่นาดูแค่ในกาตูนร์อะ

เนื่องจากที่บ้านนี้เลี่ยงแมว ทำให้มีจานอาหารเม็ดของแมววางอยู่ในสวนหลังบ้าน วันหนึ่งประมาณสี่ทุ่ม ซึ่งเป็นวันแรกที่เราได้เห็นสกังค์ของจริงเป็นครั้งแรก มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นหางพวงๆสองตัวรุมกินอาหารแมวอย่างเมามัน เราบอกแฟนมาแอบดูมัน สกังค์เองจริงๆก็เป็นสัตว์ที่ดูน่ารักดี ตัวดูจะใหญ่กว่าแมวนิดหน่อยแต่หางเป็นช่อใหญ่สีดำขาวสวยมาก ตัวสีดำแต่มีขีดขาวตรงกลางดูเทห์เหมือนพังค์ประมาณนั้น แต่หน้าตามันยาวๆดูไม่ค่อยน่ารักเท่าไร แถมไม่กลัวคนด้วยมันเห็นเรามองมันก็เฉยๆกินต่อปาดินสอใส่ก็ไม่สนกินต่อ สำหรับกลิ่นนั้นก็เหม็นอย่างที่เคยได้ยินมา แต่มันเหม็นแบบก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนซากศพหรืออะไร กลิ่นคล้ายๆถั่ว หรือคล้ายๆคนกินถั่วเยอะและผายลมออก หรือค้ลายๆกลิ่นตดพูดง่ายๆ เอแต่เหมือนคนสักสามสิบคนตดพร้อมๆกัน เพราะบางวันเปิดประตูออกมากลิ่นงี้ฉุนเชี่ยว แฟนเราเล่าให้ฟังว่าอย่าทำให้มันโกรธมันจะสเปรย์กลิ่นเหม็นใส่ หมาของเพื่อนเขาเคยโดนมันสเปรย์ใส่ อาบน้ำล้าง โกนขนออกก็ไม่หายติดกลิ่นเหม็นอย่างนั้นสองปีถึงจะหาย น่ากลัวมาก

มาที่แรคคูนบ้างเจ้านี้เห็นจะจะใกล้ๆเลย มันมากินข้าวแมวที่วางไว้หน้าประตู แรคคูนตัวใหญ่กว่าแมวพอควร ตัวอ้วนกลมน่ารัก หางเป็นพวงขาวดำ แต่หน้ามันจะยาวๆคล้ายๆหมาจิ้งจอง แต่มีสีดำครอบตาแบบแพนด้า เราได้ดูมันกินข้าวใกล้ เจ้าตัวนี้มันจะใช้สองขาหน้าคือใช้มือหยิบอาหารเข้าปาก คล้ายๆลิงไงไม่รู้ แล้วกินเสร็จมันก็ทำความสะอาดมือ บางคนบอกว่ามันชอบล้างมือด้วยหลังมันกินอาหารเสร็จ เราเคยถามแฟนว่าเอแรคคูนนี่น่ารักดีทำไมไม่มีใครอมันมาเลี้ยง เขาก็หัวเราะบอกก็จริงๆแต่มันอันตรายเล็บมันคมและมันก็ไม่เชื่อง

เวลาแรคคูนหรือสกังค์มา แมวนี่คือหลบหรือไม่ก็ยืนตัวแข็งไม่สู้กัน แมวคงรู้ว่าสองตัวนี้แข็งแรงกว่าก็ต้องปล่อยให้มากินอาหารของตัวเอง สองพวกนี้จะออกหากินตอนกลางคืนกลางวันไม่เคยเห็นมันเลยไม่รุ้ไปแอบที่ไหน หลังๆอยู่บ้านนี้ระยะหนึ่งชักเบื่อเพราะเห็นบ่อย บางทีก็แอบนึกว่าเหมือนอยู่ในสวนสัตว์ไงไม่รู้เพราะสัตว์เยอะเหลือเกิน

เรื่องน่าเศร้าของที่นี่ก็ต่างจากบ้านเรา ปกติบ้านเราตัวที่นอนตายตามข้างถนนจะเป็นน้องหมา น้องแมว หรือหนูเป็นหลักแต่ที่นี่ก็เจ้าแรคคูนกับสกังค์นี่แหละ นอนตายตามข้างถนนทั่วไป แต่มีวันหนึ่งเห็นแล้วตกใจคือกวางนอนแข็งตายขาชี้อยู่กึ่งกลางถนน งงบวกสงสารไปพร้อมกัน แหมอเมริกานี่ช่างคงความเป็นธรรมชาติไว้ได้ดีเหลือเกิน..

ทำอาหารไทยให้ฝรั่งทาน Thai Food for the Western

plew May 23rd, 2009


อาหารไทยเราอย่างที่ทราบๆกันดีว่าโดงดังและเป็นที่ชื่นชอบของพวกฝรั่งรวมทั้งชาติเอเชียเราด้วยกันก็ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อาหารไทยนี่อร่อยแถมดีต่อสุขภาพอีกอีกด้วยเพราะเครื่องเคราที่มาจากสมุนไพรมากมาย แต่จากการมาสัมผัสด้วยตนเองในอเมริกา ทั้งจากการเป็นคนที่ต้องทำอาหารไทยให้ฝรั่งทาน หลักๆก็คือสามีเราเองนี่แหละ รวมทั้งเพื่อนๆฝรั่งบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง อีกประสบการณ์ก็คือการทานอาหารไทยในร้านอาหารไทยในอเมริกานี่แหละ ทำให้เราสังเกตว่าเอจริงๆไม่ต้องสังเกตหรอกค่ะมันเห็นๆกันอยู่ ว่าอาหารไทยที่จะทำหรือจะเสริฟให้ฝรั่งหรือคนต่างชาติ โดยเฉพาะคนที่ไม่คุ้นเคยกับอาหารรสจัดด้วยแล้ว ค่อนข้างแตกต่างจากอาหารไทยต้นตำหรับแท้ๆในบ้านเราอยู่พอสมควร

ประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเองเลย แฟนชอบกินต้มข่าไก่มาก แต่ว่าเวลาเสริฟเขาอยากให้เราแยกพวกเครื่องสมุนไพรพวกข่า ตะไคร้ โดยเฉพาะพริกออกให้ด้วย โดยเฉพาะพริกถ้าไม่ได้ปั่นยังเป็นชิ้นๆ ฝรั่งบางครั้งเขาไม่ค่อยดูก่อนจะตักเข้าปากหรือเพราะบางทีไม่รู้ว่ามันเผ็ดหรือแยกไม่ออกระหว่างสีเขียวที่เป็นพริกกับผักชีโรยก็ตักเข้าปากเคี้ยว โดนเข้าไปร้องจ๊ากเลยทีเดียว หลังจากนั้นเราระวังมากคือเอาพริกออกก่อนเสริฟเลย แล้วคำว่าเผ็ดน้อยของฝรั่งนี่คือเผ็ดน้อยจริงๆแถบจะไม่เผ็ด ตามร้านไทยพวกต้มยำต่างๆรสจะค่อนข้างอ่อนคืออ่อนมากๆสำหรับคนไทย เรียกว่ารสเด็กเลยละ บวกกับค้าชอบให้หวานด้วย คือจะชอบต้มยำที่ออกหวานนิดๆไม่เปรี้ยวจัดหรือเค็มแรงๆ แบบที่คนไทยชอบ

สำหรับต้มข่าหรือ Coconut Soup ที่บอกไปแล้วว่าฝรั่งชอบมาก ต้มข่าที่ขายกันในร้านไทยหรือเราเองทำให้ฝรั่งจะข้นๆมากกว่า คือของเราคนไทยจะใสกว่าเพราะข้นมากมันเลี่ยนแต่ฝรั่งชอบข้นๆ เราทำแทบไม่ผสมน้ำเลยกะทิล้วนแต่ฝรั่งบอกนี่แหละชอบเลย เมนูอื่นๆพวกแกงต่างๆก้ไม่ต่างคือรสจะอ่อนลงมากเมื่อเทียบกับไทยแท้ๆ

สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดถึงความแตกต่างของร้านอาหารไทยในอเมริกากับร้านอาหารไทยในบ้านเราคือวิธีเสริฟ ร้านไทยในอเมริกาเขาจะพยายามปรับเอารูปแบบการทานอาหารการเสริฟแบบฝรั่งมาใช้กับการเสริฟอาหารไทย ฝรั่งจะต้องมี appetizer เสริฟก่อน แล้วตามด้วย soup แล้วก็ Entrée ซึ่งอันนี้บอกตรงๆว่าขัดหูขัดตาและขัดใจเรามากๆ เพราะอะไรยกตัวอย่าง เราไปกับฝรั่งหรือตอนเราทำร้านอาหารไทย ฝรั่งสั่งป่อเปี๊ยทอด ต้มยำไก่ ผัดเปรี้ยวหวานแล้วก็ข้าวป่าว วิธีที่นี่เขาจะเสริฟป่อเปี๊ยก่อน โอเคอันนี้ไม่ว่ากัน แล้วเขาก็จะรอจนป่อเปี๊บเกือบหมดหรือหมดเขาก็จะเสริฟต้มยำ ซึ่งเขาถือว่ามันเป็นซุป โดยยังไม่เสริฟข้าว ก้ให้นั่งซดต้มยำไปป่าวๆจนหมด แล้วก้เก็บต้มยำออกไป สุดท้ายเหลือเปรี้ยวหวานเขาก็ถือว่าอันนี้ละ Entrée เขาก็เอามาพร้อมข้าวป่าว สุดท้ายคือเหลือกับอย่างเดียวที่กินกับข้าว มีบางเคสที่เจอหนักกว่านี้ สั่งไล่เลี่ยงไปมีของทอด มีต้มยำ มีผัดไทย มีข้าว เสริฟไปสุดท้ายเอาผัดไทยเสริฟมาพร้อมข้าว แต่ต้มยำนะหมดไปแล้ว นึกได้ไงว่าผัดไทยนี่ Entrée เซ็งเป็ดเลย คือถ้าเราไปกับแฟนซึ่งเขาคุ้นกับอาหารไทยและการเสริฟแบบไทย เราจะบอกเลยเอามาพร้อมกันเลย เพราะร้านส่วนใหญ่เลยเขาจะทำอาหารไล่ออกมาอย่างที่บอก
เรื่องอาหารจานเดียวของบ้านเราเช่นผัดไทย ข้าวผัด ผัดซีอิ้วพวกนี้เช่นกัน ร้านส่วนใหญ่ทำมันแบบเป็นกับข้าวอย่างหนึ่ง ทั้งๆที่มันเป็นอาหารจานเดียวที่ไม่ต้องกินกับข้าว แล้วเขาทำกันจานใหญ่มากแบบกินได้สองคนสบายๆแถมอาจเหลือด้วย สั่งผัดไทยทีไรลมเสียเพราะจานใหญ่มากๆ แถมรสจืดเค็มเป็นหลัก รสพริกป่น รสมะนาวไม่ต้องพูดเลย ฝรั่งหลายคนก็กินผัดไทยกับข้าวเปล่ากันเลย แถมสั่งผัดไทหรือผัดซีอิ้วที่นี่ไม่เคยให้ช้อนมาด้วยให้แต่ส้อมทั้งๆที่ช้อนเขาก็มี ก็คือต้องขอเขาอีกที มะนาวไม่ต้องพูดต้องขอ ขอแล้วก้ได้มะนาวเหลืองหรือ Lemon แต่เราต้องการ Lime หรือมะนาวเขียว ซึ่งไม่ใช่ที่นี่จะไม่มีขายแต่จริงๆมีขายทั่วไปเลยละ

อีกเมนูที่ฮิตเหลือเกินที่นี่คือสะเต๊ะค่ะ ของบ้านเราส่วนมากจะเป็นหมู ถ้าร้านอิสลามก็เนื้อ แล้วก็ไม้เล็กๆจิ๊ดเดียว แต่พอมาขายฝรั่งตัวโต สะเต๊ะที่นี่ก็ขยายขนาดตามคนกินคือที่นี้ทำไม้ใหญ่เลย น้ำจิ้มส่วนใหญ่จะให้แค่น้ำจิ้มถั่วหรือ peanut sauce ที่ฝรั่งชอบกันเหลือเกิน น้ำจิ้มอาจาดไม่เคยเจอร้านไหนเสริฟเลยนะเท่าที่ทานมา

เราเองก็เข้าใจว่าเขาอยากให้มันแบบเข้ากับวัฒนธรรมฝรั่งไง แต่บางทีเขาลืมไปว่าไอ้ซุปแบบไทยเรานะ มันรสจัดกว่าซุปแบบฝรั่งมากมาย ถึงแม้จะทำให้มันอ่อนแล้วมันก็ยังไม่อ่อนเหมือนกับซุปแบบฝรั่งที่ส่วนประกอบหลักๆคือนม เนย แล้วซุปไทยเราคือพวกต้มยำ ต้มข่าที่ฝรั่งชอบสั่งนะ มันอร่อยกว่าเมื่อกินกับข้าวสวยร้อนๆ แล้วสุดท้ายคุณให้เขานั่งกินข้าวจานควายๆกับกับข้าวที่เหลืออย่างเดียว แฟนเรายังบอกเลยร้านไทยน่าจะเสริฟอาหารคือเสริฟสไตล์ไทย ฝรั่งเขารับได้ แถมเขายังชอบเพราะมันเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมไปด้วยไม่ใช่แค่การกินอาหาร แฟนเราก็ยกตัวอย่างร้านพวกอาหาร Middle East เขาก็จะเสริฟในแบบของเขาไม่มีการจัดลำดับการเสริฟอะไรแบบฝรั่งเลย เขาเสริฟแบบเดียวกับที่เขาเสริฟในบ้านเขาแต่โอเค รสชาติของอาหารก็ต้องปรับบ้างให้เข้ากับรสนิยมอเมริกัน แฟนเราก็คิดอย่างเราเขาบอกร้านอาหารไทยน่าจะ Educate ลูกค้าได้บอกได้เลยอือซุปไทยนะรสจัดคนไทยนิยมทานพร้อมข้าว คนไทยเราทานกลับข้าวหลายๆอย่างพร้อมกันโดยทานกับข้าว เขาบอกบางทีฝรั่งไปทานอาหารต่างชาติเขาก็ชอบที่ได้บรรยากาศหรืออะไรที่มันเป็นของแท้ๆอะ ได้ทั้งอาหารอร่อยและเรียนรู้วัฒนธรรมไปพร้อมกันเลย แต่ทั้งนี้ก็ย้ำอีกทีว่าอันนี้ความเห็นส่วนตัวนะจ๊ะ
แหมบ่นมาซะยาวจริงๆแล้วคงเพราะคิดถึงอาหารไทยแบบรสชาติดั้งเดิม ไอ้ทำกินเองนะได้อยู่หรอกแต่บางทีทำเองกินเองทุกวันมันก็เบื่อ ก็อยากหาอาหารไทยรสแบบไทยแท้นอกบ้านกินบ้าง แต่ว่ายังหาร้านที่โดนไม่เจอเลยค่ะเศร้า..

เมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดในอเมริกา :America’s 5 Most Expensive Cities

plew May 16th, 2009


เมืองอะไรในอเมริกาที่ค่าครองชีพแพงที่สุด นั่งทำงานอยู่เพลินๆไม่รู้อยู่ดีๆก็แอบมานั่งคิดว่าอเมริกานี่มีตั้งห้าสิบรัฐ แต่ละรัฐก็ประกอบด้วยอีกกี่เมืองก็ไม่รู้รู้แต่ว่าเยอะมากๆ ก็อยากรู้ขึ้นมาว่าประมาณท็อปห้า ท็อปสิบอันดันเมืองที่แพงที่สุดในอเมริกา ในที่นี่คือเรื่องค่าครองชีพและราคาอสังหาริมทรัพย์ เพราะสองตัวนี้ถือเป็นปัจจัยหลักอยู่แล้วในการวัดว่าที่ไหนมันมีค่าครองชีพสูงกว่ากัน อยากรู้เพราะเราเองก็อยู่ San Francisco ซึ่งใครๆก็บอกว่าเมืองนี้โครตจะแพงติดอันดับต้นๆ เลยอยากรู้ว่ามันลำดับที่เท่าไร และเมืองไหนอีกที่โฮโซแสนแพง อันดับหนึ่งนั้นใครๆก็คงเดาออกว่านิวยอร์กแน่นอน แต่ลำดับรองๆลงมานี่ไม่แน่ใจ เลยลองหาจาก Google เพื่อนที่แสนดีอีกตามเคย ไปเจอเวปนี้ http://wirednewyork.com อ่านแล้วน่าสนใจดีเลยขอ อนุญาติคัดลอกมาให้อ่านกันดูเล่นๆ และเผื่อเป็นข้อมูลสำหรับบางคนที่คิดว่าเออยากมาอเมริกามาเมืองไหนดี เพราะเมืองที่มันแพงส่วนมากคือมันสะดวกสบายกว่า สิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่า สวยกว่า ตื่นตาตื่นใจกว่า เลยทำให้ค่าตัวมันสูงตามไปด้วย ของดีใครๆก็อยากไปอยู่ ว่าแล้วลองอ่านกันดูเองเลยค่ะ

America’s 5 Most and Least Expensive Cities

No surprise—the more a city has to offer, the more it costs to live there

Catch-22 rears its ironic face once again: The more a city has to offer, the more it costs to live there. That’s just the way it is. New York City, San Francisco and Honolulu are all beautiful, fun, vibrant cities that each cost an arm and a leg—and that’s just counting your security deposit.

To find out what cities give you the least bang for your buck, we’ve used the most recent Cost of Living Index compiled by the ACCRA, a non-profit organization that researches community and economic development. The Arlington, Va.-based company compiles the index from a survey of 314 metropolitan areas of all sizes in North America, taking into account six primary expenses: groceries; housing; utilities; transportation; healthcare; and miscellaneous goods and services. (Note that it does not consider taxes.)

How to Read the Numbers

The number that follows each city is its composite index score, with the average being 100. For example, with a composite index of 217.1, the cost of living in New York City is about 117 percent more than the cost of living in the average U.S. city. To extrapolate further, if you earned $100,000 per year in “Average City, U.S.A,” you’d need to make $217,000 annually in Manhattan.

No. 1: New York, New York—217.1

It’s the Big Apple, baby, and an expensive apple it is! The town so nice they named it twice also costs more than twice as much to live in as your average U.S. city. So while it may be great for the well-to-do, young people unconcerned with amenities like privacy or those who just have to live there, it’s a real struggle for the average family. Housing costs, utilities and groceries are all higher here than any other U.S. city, with housing costing five time the national average. Of course, as with all places, you’re paying for location and Manhattan has it all: the best restaurants, world-class museums and a bustling, vibrant, cosmopolitan scene replicated nowhere else.

No. 2: Jersey City, New Jersey—182.8

Well, if you think that location is everything, you must consider why Jersey City, N.J. is ranked just under New York City… New Jersey’s second largest city is one mile across the Hudson River from Manhattan, the most expensive city in the country. It is also just five miles from Newark, New Jersey’s largest city, which is also in the hub of one of the country’s most expensive places to live. From Jersey City, you’ll get one of the best views of the Statue of Liberty.

No. 3: San Francisco, California—169.8

It’s easy to give your heart up to The City by the Bay. The hilly, ethnically diverse metropolis is packed with hip neighborhoods, gorgeous vistas and enjoys a temperate year-round climate. The hang up is the cost of living. Real estate has bounded to stratospheric heights over the last decade, due mostly to the once-thriving tech industries in the area. So not only is purchasing a home extremely costly but even renting a one-bedroom apartment can cost you upward of $1,500 per month. And the market is very competitive, with buyers outbidding competitors and apartments snatched up as quickly as they become available. Some landlords even require a “renter’s resume” of your past living accommodations. If you can afford it, it’s the best. If not, at least spend a vacation there.

No. 4: Stamford, Connecticut—163.2

Stamford, a city of approximately 117,000 residents, is a coastal community along Connecticut’s shoreline, consisting of 37.3 square miles. Just 25 miles northeast of New York City and 40 southwest of New Haven, Stamford is the country’s third largest corporate headquarters community. The city offers both urban and suburban elements ranging from the multi-acre homes in wooded North Stamford, to a corporate downtown center, to the shoreline areas that envelop parks and beaches. Besides scenic beauty, Stamford also boasts a low crime rate.

No. 5: Honolulu, Hawaii—155.64

A little slice of tropical paradise will cost you big if you decide to live in Hawaii’s largest city, a metropolitan area of 372,279 residents. According to Enterprise Honolulu, in 2000, Honolulu’s per capita personal income was $29,960 in comparison to Hawaii’s average of $27,851 and the U.S. average of $29,649. Honolulu’s per capita personal income has consistently remained above the state and U.S. average. Still, housing and groceries don’t come cheap. And what do you get in return for that high cost of living? How about beautiful beaches, cool tradewinds and a killer view of Diamond Head.

Four of the five least expensive metropolitan areas are in Texas. They include:

McAllen, Texas—84.3
Seguin, Texas—84.6
Laredo, Texas—85.0
Jonesboro, Arkansas—85.9
Lubbock, Texas—86.6

And besides metropolitan areas, the ACCRA also ranks 314 urban areas. Those with the highest cost of living are:

New York-Wayne-White Plains, NY-NJ—171.0
Los Angeles-Long Beach-Glendale, CA —148.8
Oakland-Fremont-Hayward, CA—143.8
San Diego-Carlsbad-San Marcos, CA—139.8
Washington-Arlington-Alexandra, DC-VA-MD-WV—138.8
Newark-Union, NJ-PA—132.9
Edison, NJ—131.4
Seattle, WA—122.9
Philadelphia, PA—120.8
Chicago-Naperville-Joliet, IL—118.0

Copyright 2004 Homestore, Inc.

ทำงานนวดในซานฟรานซิสโก:Massage License Requirements in San Francisco

plew May 9th, 2009


การทำงานนวดในอเมริกา หลังจากที่เคยเล่าประสบการณ์ของตัวเองในการรับนวดไทยในซานรฟรานซิสโกไปแล้ว พบว่ามีเพื่อนๆหลายคนสนใจทำงานนวด โดยเฉพาะคำถามเกี่ยวกับการขอใบอนุญาตหรือ license ในการทำงานนวด ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าแต่ละรัฐแต่ละเมืองก็จะมีข้อกำหนดแตกต่างกันไป บางที่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตด้วยซ้ำไป หรือเอาเข้าจริงๆไม่มีใบอนุญาตก็ทำได้ไม่มีใครห้ามโดยเฉพาะในกรณีที่รับนวดเองอิสระไม่ได้เปิดกิจการเป็นเรื่องเป็นราวอะไร อย่างไรก็ตามได้นำข้อมูลตัวอย่างหลักเกณฑ์และขั้นตอนของการขอ Massage License ของ San Francisco มาให้ลองอ่านกันดู

คัดลอกจาก San Francisco Department of Public Health
General and Advanced Massage License Requirements

Step 1. Application Process
Bring the following to the Department of Public Health, Environmental Health Section at 1390 Market Street, Suite 210, San Francisco (Monday - Friday, 8:30am - 4:30pm)
1. Completed Massage Practitioner Application. Available in an Acrobat (pdf - print, then fill out) or Microsoft Word: (can fill application on a computer, then print it)
2. Photo ID: driver’s license, identification card, passport or INS card. Applicant must be at least 18 years of age.
3. Original diploma(s)
From a California massage school, approved by the Department of Consumer Affairs.
General ≥ 100, Advanced ≥ 200 hours. Proof of hours must be on the diploma or appropriate official school issued transcript.
Out of State Applicants must submit an original diploma and official transcripts from a recognized massage school.
Foreign graduates of massage must have their diplomas authenticated by the Consulate or Embassy of the Country of Origin, or have their diploma and transcripts evaluated by a foreign credential evaluation service.
4. Application fee payable to SFDPH (San Francisco Department of Public Health) (See Fee Schedule of Licenses, Permits, Fines & Service Charges). Non-refundable, check or money order ONLY. Bounced check fees are $50.00.
5. Request for verification of massage license must be completed if you practiced massage in another state.
Step 2. Complete Background Check (Live scan)
Submit an official referral form for background check (pdf) to San Francisco Police Department (SFPD).
1. See Fee Schedule of Licenses, Permits, Fines & Service Charges for fee (non-refundable, check or money order ONLY) payable to SFPD (San Francisco Police Department)
2. There are no appointments. Expect a waiting time of 1 or more hours at SFPD. Arrive early.
3. SFPD sends completed background check results to us in approximately 2 weeks from the time you submit your request.
4. Background check expires after three (3) months.
Step 3. Massage Practitioner Exam/Photo ID/License Fee
Note: Effective February 2007, you will be notified and scheduled to take the massage practitioner exam only when your file is complete i.e. our office has all necessary documents including diploma, transcripts and background check result.
The Exam Day Process takes approximately 1-2 hours to complete.
You must show up to take the massage exam on the date/time specified on your confirmation letter. If you are unable to make your specified exam date, you must notify us immediately at 415-252-3882.
1. Bring a photo ID (driver’s license, passport, or ID card)
2. No drop-ins. No waiting list for exam. Arrive early. If you are more than 10 minutes late, you will be required to reschedule for the next available examination.
3. You are allotted 1 hour to complete the exam.
4. You will receive the result of your exam on the same day.
If you pass your exam (minimum score of 70%) you will proceed to:
1. Take photo ID downstairs, Room 212.
2. After taking your photo ID, you will be given the tax authorization form. Go to City Hall, Room 110 to pay for your license fee. The license fee will be prorated from the issue date on your permit to December 31st of the current year. The yearly fee is $86.00. You will receive a renewal bill between November - January of each year.
3. Return to 1390 Market Street, Room 210 with proof of payment from the Tax Collector. Your practitioner license and photo ID will be provided to you.
If you fail your exam: You will need to schedule for the next available exam.

Exemptions:
Licensed or certificated health care practitioner practicing massage as part of his or her health care practice, any barber, cosmetologist, esthetician or manicurist licensed under Division 3, Chapter 10, of the California Business and Professions Code practicing massage within the scope of any relevant state restrictions on the practice of massage by members of those professions

สมัครเรียนต่อปริญญาโทในอเมริกา

plew May 3rd, 2009


สมัครเรียนต่อปริญญาโทในอเมริกา หลังจากสัมภาษณ์กับหัวหน้าภาควิชาเรียบร้อย อีกสองวันลองเข้าไปเช็คสถานะในเว็ปไซต์ทุกอย่างก็เรียบร้อยคือตอบรับให้เข้าเรียน ต่อมาก็ได้รับจดหมายตอบรับเข้าศึกษาต่ออย่างเป็นทางการจากทางมหาวิทยาลัย ตอนนั้นก็คิดว่าโอเคเรียบร้อยทุกอย่างไม่ต้องมีเอกสารอะไรอีก ปรากฎว่ายังคือทางมหาวิทยาลัยต้องการเอกสารยืนยันเกี่ยวกับการได้รับวัคซีนป้องกันโรคคางทูม โรคหัดเยอรมัน ซึ่งจริงๆคนส่วนใหญ่ก็เคยได้กันมาแล้วตั้งแต่เด็กๆ แต่เราเองไอ้เจ้าเอกสารที่ว่ามันก็คงไม่เหลืออยู่แล้วไม่รู้หายไปไหนแล้วเพราะนานมากๆ และถ้ามีก็อยู่เมืองไทยอีกอย่างมันก็เป็นภาษาไทยยังไงก็ต้องแปลอีก

ดังนั้นเมือเราไม่มีเอกสารมาแสดงได้ว่าเรามีภูมิคุ้มกันหรือเคยไดด้รับวัคซีนมาก่อน ก็มีอยู่สองทางเลือกคือฉีดวัคซีนซ้ำไปอีกเข็มหรือเจาะเลือดเพื่อตรวจดูว่ามีภูมิคุ้มกันหรือไม่ สุดท้ายเราเลือกฉีดวัคซีนใหม่ จริงๆแล้วมหาวิทยาลัยเองก็มี Health Center ซึ่งให้บริการตัวนี้ด้วย สาม วัคซีนรวมกันในเข็มเดียวมหาวิทยาลัยคิดราคา $75 เราก็ไม่แน่ใจว่าถูกหรือแพงกว่าคลีนิคปกติ แต่แฟนก็บอกว่าน่าจะถูก แต่บังเอิญตอนนั้นขี้เกียจเข้าไปมหาวิทยาลัย แฟนเลยพาไปที่ศูนย์การแพทย์ของรัฐบาลคล้ายๆพวกอนามัยอะไรประมาณนั้น ปรากฎว่าแค่เข็มละ $15 โชคดีที่ไม่ไปฉีดที่มหาวิทยาลัย ไม่งั้นคงเจ็บใจน่าดู ฉีดเสร็จเขาก็ให้เอกสารมาเราก็ตัวนั้นไปยื่นกับทางมหาวิทยาลัยก็เป็นอันจบเรื่องนี้ไป
ดังนั้นถ้าใครจะมาเรียนที่นี่ก่อนจะมาถ้ามีเอกสารตัวนี้ก็เตรียมไว้ได้เลยหรือฉีดทำอะไรมาจากบ้านเรา ถูกกว่าแน่ๆจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายที่นี่

หลังจากเคลียเอกสารครบ ก็จ่ายเงินค่าของเราเนื่องจากเป็น Resident จึงจ่ายแต่ค่าธรรมทเนียมไม่ต้องจ่ายค่าหน่วยกิต ปกติขจั้นตอนเกือบทุกอย่างของมหาวิทยาลัยนี้ทำผ่านทางอินเตอร์เนตได้ทั้งหมดเลย การจ่ายเงินก็เช่นกัน จ่ายผ่านบัตรเครดิตทางอินเตอร์เนตได้เลยแต่ว่าดันต้องเสียค่าธรรมเนียม $55 คือแปลกๆนิดนึงถ้าจ่ายด้วยบัตรเครดิตจ่ายได้เฉพาะออนไลน์ ถ้าจะจ่ายที่มหาวิทยาลัยรับเฉพาะเงินสด อือเราก็แบบว่าไม่อยากจ่ายเงินสด เลยยอมเสียค่าธรรมเนียมไป $55 ก็จะได้ไม่ต้องเดินทางไปมหาลัยด้วย หลังจากจ่ายเงินเขาก็จะขึ้นใน Profile ของเราว่าชำระเงินแล้ว รอลงทะเบียนซึ่งเขาจะกำหนดวันที่เราจะสามารถลงทะเบียนไว้อย่างชัดเจน คือต้องเช็คออนไลน์ใน Profile ของเรา จะลงก่อนไม่ได้ ถ้าลงหลังจากวันที่กำหนด ก็ต้องรอจนถึงเวลาที่เขาเปิดอีกที ก็ดีเพราะคงไม่อยากให้นักเรียนแห่มาลงวันเดียวกันแน่น ระบบคงล่มแน่ๆ ก็จัดไปเลยว่าคนนี้วันนี้ แต่ก่อนจะลงทะเบียนก็ต้องเข้าไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาเสียก่อนเพื่อวางแผนการเรียนซึ่งอันนี้ก็ปกติไม่ต่างจากบ้านเรา ส่วนตารางเรียนทุกอย่างก็ออนไลน์ ซึ่งก็มีรายละเอียดให้ครบทั้ง วิชา วันเวลา อาจารย์ผู้สอน สถานที่ ตำราหลักที่ใช้ จนกระทั่งความจุคือรับได้กี่คน ก็ชัดเจนและสะดวกดี สรุปแล้วอะไรๆก็ต้องทำผ่านทางอินเตอร์เนตเกือบทุกขั้นตอนเลย ลงทะเบียนแล้วก็รอเปิดเทมอ..ตื่นเต้นจัง

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องก่อนหน้า