Archive for April, 2009

เรียนต่อปริญญาโทในอเมริกา Study Further in The USA.

plew April 29th, 2009


สมัครเรียนต่อปริญญาโทในอเมริกา หลังจากตัดสินใจแล้วว่าเรียนต่อโทอีกสักใบหนึ่งเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ก็ใช้เวลาในการหาว่าจะเรียนคณะอะไร ที่มหาวิทยาลัยไหนอยู่พักหนึ่ง แต่ข้อจำกัดของเราคือเรามีครอบครัวดังนั้นจะเที่ยวร่อนเรไปเรียนไกลๆก็ไม่ด้ ตัวเลือกที่มีอยู่คือ Cal State ที่อยู่ในละแวก Bay Area หรือ UC ก็มีที่เดียวที่ใกล้ในย่านซานฟรานก็คือ UC Berkley แต่ก็ต้องตัดไปทั้งที่ใจอยากเพราะ Requirement ที่ค่อนข้างจะสูงเพราะถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยเกรดเอ รวมทั้งราคาที่แพงกว่า Cal State เอกชนนั้นเราตัดทิ้งแต่แรกเพราะแพงๆเสียดายตังค์ ดังนั้นก็เหลือแต่ CSU นี่แหละที่ใกล้และสะดวกที่สุดและเราต้องการที่สุดคือ SFSU อีกที่ก็ East Bay แต่จริงๆก็ไม่ได้อยากเพราะค่อนข้างเล็กและชื่อเสียงสู้ SFSU ไม่ได้ นอกนั้นก็ไกล ตัวเลือกเราคือต้องเดินทางโดยรถสาธารณะได้เท่านั้น ดังนั้นก็เหลือตัวเลือกเดียวคือ San Francisco State

ค่าใช้จ่ายสำหรับ CSU หรือ California State University ค่อนข้างถูกถ้าเป็น Resident เพราะไม่ต้องเสีนค่าหน่วยกิตเสียแต่ค่าธรรมเนียม ถ้าลงทะเบียนแบบ Fulltime คือมากกว่า 6 หน่วยขึ้นไปอยู่ที่ $2200 กว่าๆ ต่ำกว่า 6 หน่วยก็ ประมาณ $1800 แต่ถ้าไม่ใช่ Resident ก็เสียค่าธรรมเนียมตรงนี้บวกค่าหน่วยกิตหน่วยละประมาณ $300 ต้นๆ คือเป็นResident จะจ่ายถูกลงไปมากโขอยู่ นี่เป็นอีกเหตุนึงที่เราคิดว่าควรจะเรียนโทมันอีกสักใบ เพราะเผลอๆจะถูกกกว่าเรียนโทอินเตอร์ในเมืองไทยซะอีก
หลังจากผ่านโทเฟลคือได้คะแนนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่เขากำหนด เราก็สมัครซึ่ง CSU ทั้งหมดจะสมัครผ่านทางเว็ปรวมเวปเดียวกันคือสมัครผ่านอินเตอร์เนตเท่านั้น ค่าสมัคร $55 จ่ายผ่านเครดิตการ์ดเลย เราสมัครที่เดียวใบสมัครก็ไม่ได้ยุ่งยากมาก แล้วก็ save ไว้ได้กรอกต่อวันหลังได้ กรอกใบสมัครส่งเรียบร้อย วันสองวันจำไม่ได้ก็มีอีเมล์ส่งยืนยันว่าได้รับใบสมัครแล้ว รวมทั้งหมายเลขอ้างอิงต่างๆเรียบร้อย

สำหรับสาขาที่เราสมัครเรียนคือ Instructional Technologies (เรียนพวก Web Design, Multimedia Design,
E-learning) โชคดีเพราะไม่จำเป็นต้องมีคะแนน GRE แต่ต้องมี portfolio เพื่อแสดงเกี่ยวกับระดับความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่เดิม นอกจากนั้นก็ทั่วไปคือ Recommendation Letters, Statement of purpose รวมทั้งต้องเข้ามาสัมภาษณ์กับ Department Chair ด้วย

สิ่งที่ต้องทำหลังจากกรอกใบสมัครทางเนตคือ กลับไปขอ Transcript กับทางมหาวิทยาลัยให้เขาใส่ซองและเซ็นซองปิดผนึกให้เรียบร้อย แล้วก็ส่งซองนี้กลับไปที่ Graduate Department อีกซองคือพวก Recommendation และ Statement และอื่นๆตามที่แต่ละสาขาวิชากำหนดส่งไปที่ Department ที่เราสมัครเรียน ต้องแยกซองกัน เราก็ส่ง FedEx ไปเลย ตกซองละ 800 บาท จริงๆแล้วที่อยู่ที่เดียวกันเลยละแต่คนละตึกแต่ FedEx เขาก็คิดแยกเพราะถือว่าคนละตึก

หลังจากส่งไปได้ไม่กี่วันทางมหาวิทยาลัยคือ Graduate Department ก็อีเมล์กลับมาว่าเอกสารและคุณสมบัติครบถ้วนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ขั้นต่อไปคือจะรับหรือไม่รับก็ขึ้นกับการพิจารณาของ department ซึ่งในอีเมล์ฉบับนี้ทางมหาวิทยาลัยจะให้รหัสนักศึกษาเรามาด้วย โดยให้ใช้รหัสตัวนี้ login ในการเช็คความคืบหน้า สถานะต่างๆของเราได้ทางเว็ปไซต์ ซึ่งหลังจากที่มหาวิทยาลัยตอบรับเราเข้าเรียนแล้วเราก็ใช้รหัสนักศึกษาและรหัสผ่านที่เรากำหนดนี้ตลอดไปจนเรียนจบ คือข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของเราทั้งหมด ทั้งการลงทะเบียน การจ่ายค่าหน่วยกิต กำหนดการ ตารางเวลาเรียน เวลาสอบ เกรด อะไรทุกอย่างใช้รหัสตัวนี้เหมือนกัน เหมือนเป็นหน้า Profile ของนักศึกษาแต่ละคนเลย

ย้อนกลับมาหลังจากที่มหาวิทยาลัยส่งอีเมล์ยืนยันคุณสมบัติของเราว่าผ่านเกณฑ์แล้ว อีกสองอาทิตย์ได้ทาง Department ที่เราสมัครก็อีเมล์มาว่าได้รับซองเอกสารของเราแล้วและขอให้เรานัดเพื่อเข้ามาสัมภาษณ์กับหัวหน้าภาควิชา เราก็นัดวันไป โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่ต้องเตรียมเอกสารอะไรมาเพราะเอกสารเราครบถ้วนดีแล้ว

วันที่ต้องเข้าไปสัมภาษณ์ก็ไม่แน่ใจว่าควรแต่งตัวยังไง คือเราก็ไม่แน่ใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมของที่นี่ดีนักว่าควรดูสุภาพขนาดไหน แต่เราก็แต่งกลางๆคือใส่เชิ้ตกางเกงขายาวไม่ใช่ยีนส์ แต่พอไปถึงจริงก็แบบว่าเขาดูสบายๆกันมากกว่าที่เราคิด เจ้าหน้าที่ประสานงานพอเราโผล่หน้าเข้าไปเขาก็ทักเลย “โอเคเรารู้ว่าคุณชื่ออะไร” แล้วก็เจออาจารย์อีกท่านก็แบบว่าใจดีเป็นกันเอง ก็ประมาณยินดีต้อนรับอย่างโน้นอย่างนี้ คือระหว่างที่รอหัวหน้าภาคอยู่ คือทุกคนเป็นกันเองและอบอุ่นดี เราก็ถามว่ามีนักเรียนประมาณแบบอินเตอร์คือพวกที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักสักกี่เปอร์เซ็น เขาก็บอกไม่ต้องกลัวนักเรียนต่างชาติเยอะ แต่ปีนี้ลดลงไปเยอะพอควร อาจเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก คือปีที่เราจะเข้าเรียน ในภาควิชามีนักเรียนต่างชาติแค่ประมาณห้าเปอร์เซ็นได้ จากที่เคยมียี่สิบเปอร์เซ็น

รอสักพักหัวหน้าภาควิชาก็เปิดประตูเข้ามาเรียกเราเข้าไปคุย เธอเป็นคนเกาหลี แต่จบโทและเอกที่อเมริกาและแต่งงานกับคนอเมริกัน เวลาคุยกันทำให้เรารู้สึกดีเพราะอย่างน้อยหัวหน้าภาคก็พูดภาษาอังกฤษสำเนียงเกาหลีเชี่ยว คือรู้ว่าไม่ใช่เจ้าของภาษา รู้สึกเหมือนมีเพื่อนยังไงไม่รู้ ปรากฎว่าจริงๆก็ไม่ใช่การสัมภาษณ์อะไร คือเขารับเราแล้ว เพียงแต่มาคุยว่าสนใจจะเน้นด้านไหนเป็๋นพิเศษ๋ และความรู้พื้นฐานทางคอมพิวเตอร์ว่าอยู่ในระดับไหน ใช้โปรแกรมอะไรได้บ้าง คือถ้าไม่มีพื้นฐานพออาจต้องลงวิชาปูพื้น ซึ่งเราเองก็ผ่านไม่ต้องลงพื้นฐานเพิ่ม และที่โชคดีชั้นที่สองคือ ปกตินักศึกษาปริญญาโทที่ไม่ได้จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักจะต้องผ่านการทดสอบ Graduate Essay Test ภายในปีแรกถ้าไม่ผ่านก็ต้องลงเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม แต่โชคดีเพราะเราจบปริญญาโทมาก่อนแล้ว นี่เป็นการเรียนใบที่สอง เลยได้รับยกเว้นไม่ต้องสอบตัวนี้ เพราะมีเกณฑ์ว่าคนที่จบโทมาแล้วไม่ว่าจากที่ไหนได้รับการยกเว้น เธอบอก “You are so lucky” เราก็บอกใช่ๆ หัวหน้าภาคก็พลิกดูเอกสารต่างๆของเราแล้วก็บอกเอกสารเราครบถ้วนสมบูรณ์ดีมาก Recommendation ก็ดีมาก ผลการเรียนที่ผ่านมาก็ดี เอแต่ไม่ได้พูดถึง Statement เลย แหมกว่าจะเขียนตัวนั้นเสร็จแทบแย่ หลังจากนั้นก็เป็นการแนะว่าแต่ละเทอมเราควรลงวิชาอะไรก่อนหลังประมาณนั้น ใช้เวลาสั่้นๆสรุปแล้วเราก้ได้กลับมาเป็นนักศึกษาอีกครั้ง เย้ๆ…ยาวแล้วแต่ว่ายังไม่จบโปรดติดตามตอนต่อไป

Link ต่างๆที่เกี่ยวกับบทความนี้
San francisco State University
California State University
UC Berkeley

เรียนต่อในอเมริกา Study in America

plew April 18th, 2009


เรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกา..หลังจากได้กรีนการ์ดและเรียนภาษาอังกฤษมาระยะหนึ่งและภาษาก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ รวมทั้งได้กรีนการ์ดเกือบครบหนึ่งปี (ถ้าถือกรีนการ์ดมาเกินหนึ่งปีหนึ่งวันจะทำให้เสียค่าเรียนในอัตราของ Resident ซึ่งถูกกว่ามาก) เราก็ตั้งใจว่าจะสมัครเรียนต่อปริญญาโทที่นี่คือที่อเมริกาอีกสักใบ เดิมทีตอนอยู่เมืองไทยอยากเรียนต่อปริญญาเอก ซึ่งจริงๆก็เกือบจะเรียนแล้วเพราะสอบผ่านเรียบร้อยกับมหาวิทยาลัยที่เราจบตรีและโทมาแต่ติดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายเลยต้องสละสิทธิไปพอมาที่นี่อายุอานามก็มากขึ้นแถมมีครอบครัวแล้ว รวมทั้งสถานการณ์อะไรต่างๆก็เปลี่ยนแปลงไปจากตอนที่ยังทำงานในเมืองไทย

ปกติการเรียนต่อปริญญาเอกใช้เวลาประมาณสามถึงห้าปี ส่วนมากจะประมาณห้าปี เราเลยคิดว่าไม่ดีกว่า รวมทั้งบอกตรงๆพอมาที่นี่จริงๆเริ่มรู้สึกว่าภาษาเรายังไม่ดีพอหรอกที่จะเรียนปริญญาเอกและค่าใช้จ่ายมันก็ค่อนข้างแพงด้วย เกรงใจแฟนเพราะเขาเป็นคนจ่าย อยากเลือกอะไรที่มันไม่แพงจนเกินไป ถูกๆยิ่งดี เริ่มแรกก็ลังเลว่าจะเรียนอะไรแบบไหน แค่ประกาศนียบัตรแล้วหางานทำดีไหม หรืออนุปริญญาดี หรือโทอีกสักใบดี หรือเรียนทำอาหารดี คือมันมีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจและมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ถ้าเรียนประกาศนียบัตรอะไรสักปีมันก็ค่าใช่จ่ายถูกกว่า จบเร็ว เรียนง่ายกว่า เพราะCollege ของรัฐก็มีหลักสูตรให้เลือกมากมายที่จบแล้วมีวิชาชีพติดตัวหางานทำได้ แต่งานก็ค่อนข้างระดับล่างค่าแรงต่ำ จะเอาไม๊จริงๆมันดีเพราะจบเร็วและออกมาหางานได้เลยคือเรียนอะไรที่เป็นวิชาชีพ ตอนแรกก็สนใจอะไรที่มันเกี่ยวกับด้านการแพทย์หรือพวกผู้พยาบาล
เพราะมีคนบอกว่าหางานง่ายแต่ก็มานั่งคิดว่าแล้วจริงๆชอบไม๊คำตอบก็ไม่แน่ใจ อีกทีถ้าเรียนอนุปริญญาพวก AA,AS degree ก็เรียนสองปี บวกกับต้องผ่านภาษาอังกฤษในระดับที่กำหนดซึ่งอาจใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปีถ้าภาษาแย่กว่านั้นก็นานกว่าหนึ่งปี ซึ่งจริงๆเราก้ไปสอบวัดระดับมาแล้วของเราต้องเรียนเพิ่มหนึ่งระดับซึ่งก็ใช้เวลาประมาณหนึ่งปี รวมๆแล้วก็ประมาณสามมปีจะได้ AAหรืออนุปริญญา พอจบมารายได้ก็อยู่ระดับล่างๆกลาง ทั้งนี้ก็ขึ้นกับสาขาที่เราเรียนเช่นถ้าเรียนพยาบาลระดับอนุก็จะมีรายได้ในระดับหนึ่งความรับผิดชอบก็ไปได้แค่ระดับหนึ่งเทียบกับระดับปริญญาเขาไม่ได้ แต่ข้อดีของการเรียน AA ใน collegeของรัฐคือค่าเรียนถูก ถ้าได้กรีนการ์ดมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งปีคือเป็น California Resident อย่างน้อยหนึ่งปีกับหนึ่งวันจะได้สิทธิในการจ่ายค่าเรียนในอัตราของ Resident หน่วยกิตจะอยู่แค่หน่วยละ 20 เหรียญ บวกค่าธรรมเนียมนิดหน่อยเทอมหนึ่งก็ไม่เกินสามร้อย ซึ่งมันถูกมากๆ

อีกทางเลือกหนึ่งที่ตอนนั้นเราสนใจคือเรียน AA Degree แต่เป็นด้านการทำอาหาร มีสถาบันหนึ่งที่ดังและเป็นที่ยอมรับคือในวงการคือ CIA or Culinary Institute of America ซึ่งเป็นสถาบันของเอกชน ตอนนั้นสนใจเพราะเริ่มชอบและสนุกกับการทำอาหารและถ้าจบจากสถาบันนี้โอกาศที่จะได้เป็น Chef ในโรงแรมหรือร้านอาหารดีๆสูงมาก แต่ว่าค่าเรียนก็แพงมากเช่นกัน คือเทอมละประมาณ 20000 เหรียญ แพงมากๆไหวจริงๆ แล้วก็แค่อนุปริญญา แต่แคมปัสในแคลิฟอเนียนั้นสวยและน่าเรียนเอามาก อยู่ในแหล่งไวน์ที่ใหญ่ที่สุดของแคลิฟอเนียคือ Napa แคมปัสหลักอยู่ที่นิวยอร์ก

เมื่อเปรียบเทียบตัวเลือกแล้วเราก็คิดว่าเรียนโทที่นี่อีกใบจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเพราะเรียนสองปี จบแล้วศักดิ์ศรี โอกาศในการที่จะได้งานดีมีมากกว่าเรียนอนุปริญญา ซึ่งใช้เวลาเท่ากัน อันนี้มันแน่นอนทุกที่วุฒิสูงกว่าเงินก็มากกว่า ตำแหน่งหน้าที่การงานก็ดีกว่า แต่มันก็ขึ้นกับความสามารถด้วย อีกอย่างถ้ากลับเมืองไทยก็เมีภาษีดี หางานดีๆได้ง่ายขึ้นในบ้านเรา เรียนประกาศหรืออนุมันก็ไม่ได้อัพเกรดอะไรมากมาย แล้วโทกับอนุมันก็เรียนใช้เวลาเท่ากัน แต่ยากกว่าและแพงกว่า แต่ในฐานะที่เราเป็น California Resident ค่าเรียนโทก็ตกเทอมละ 2200 เหรียญ อันนี้ถือเฉพาะ California State University ไม่ใช่ UC หรือ University of California ซึ่งค่าเทอมจะแพงกว่า State U ถึงแม้ UC จะเป็นของรัฐก็ตามแต่แพงกว่า แต่ UC ก็ถูกกว่าเอกชน ถ้าเป็น Resident เรียน UC ก็จะตกเทอมละประมาณหนึ่งหมื่นเหรียญ เอกชนก็สองหมื่น สามหมื่นขึ้นไป

ดังนั้นเราเลือกสมัครเรียนที่ CSU หรือ California State University เพราะถูกสุดแล้ว และเลือก San Francisco State University เพราะเราอยู่ซานฟราน ขี้เกียจไปเรียนไกลหรือไปเมืองประเภทบ้านนอกเงียบเหงา อีกอย่างมหาวิทลัยนี้เดินทางไปเรียนสะดวกมีรถเมล์ รถไฟถึงหน้ามหาวิทยาลัยเลย ข้อดีอีกอย่างของ CSU คือเข้าง่ายกว่า UC แต่ UC ศักดิ์ศรีดีกว่า แต่ก็ยากคู่แข่งมาก คนเก่งๆอยากเรียนกันเยอะ แถมแพง เราก็ยอมรับว่าขี้เกียจแล้วเลือกยูธรรมดาๆนี่ละ แก่แล้วแล้วก็ไม่ได้เก่งอะไรมากมาย ถ้าอย่ากสมัคร UC TOEFL ก็ต้องได้สูงกว่า คือยูทั่วไปคือผ่าเกณฑ์ขั้นต่ำคือ 550ในระบบเดิมหรือ 79 สำหรับ IBT ก็พอแต่ถ้า UC ประมาณ 90 ขึ้น คะแนน GRE อะไรก็ต้องสูงกว่า State U

สรุปแล้ว San Francisco State ก็เป็นตัวเลือกที่ลงตัวที่สุดคือ ไม่ยากเกินไป แต่เป็นที่ยอมรับได้มาตรฐาน ค่าเทอมถูก เดินทางสะดวก คนเอเชียเยอะหน่อย แฟนเราก็เห็นดีด้วย เขาบอกถ้าเรียนก็เรียนมหาวิทลัยที่สอนจริงๆของจริง ไม่ใช่พวกเอกชนบางประเภทที่โฆษณาทางทีวีทุกวัน มีเงินก็เข้าเรียนได้ ไม่ค่อยมีมาตรฐาน จบง่ายๆหรือเรียนอนุปริญญาเขาก็ไม่ชอบไม่สนับสนุน เขาบอกเรียนทั้งทีก็เรียนดีๆ จะไปลดเกรดตัวเองทำไม ว่าแล้วเราก็เริ่มต้นเดินทางเข้าสู่ขั้นตอนของการที่ได้กลับมาเป็นนักศึกษากลับเขาอีกครั้ง มาเล่าให้ฟังตอนต่อไปว่าการสมัครเข้าเรียนต้องทำอะไรบ้าง

ข้อดีของการแต่งงานกับคนอเมริกัน

plew April 8th, 2009


แต่งงานมีสามีเป็นคนอเมริกัน..จริงๆมีสามีอเมริกันก็มีข้อดีอยู่หลายอย่าง ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าแต่งงานกับคนไทยด้วยกันหรือคนชาติอื่นไม่ดีนะค่ะ แต่เรื่องที่จะเขียนวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่มันต่างกันระหว่างสังคมตะวันออกแบบเอเชียเรากับสังคมตะวันตกแบบฝรั่งๆ จุดเริ่มต้นที่ทำให้มานั่งเขียนเรื่องนี้ให้อ่านกันเล่นๆเนื่องจากการคุยปรับทุกข์กันระหว่างเพื่อนสามแม่บ้านสาวจากสามประเทศ ก็คือตัวเราเองคนไทยซึ่งมีสามีอเมริกัน อีกคนสาวญี่ปุ่นสามีก็ญี่ปุ่นเช่นกัน คนสุดท้ายสาวจีน สามีก็เป็นคนจีนแต่ย้ายมาตั้งรกรากที่อเมริกาเป็นสิบปีแล้ว เราสามคนเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนเนื่องจากอายุอานามรุ่นเดียวกัน แต่งงานไล่เลี่ยกันคือแต่งงานมาได้เกือบสองปี ก็เลยมีอะไรมาเมาส์กันประสาผู้หญิงบ่อยๆ

เพื่อนสาวชาวจีนของเราเนี่ยชอบบ่นให้ฟังเรื่องปัญหาของเธอกับแม่สามี ถึงแม้ครอบครัวของสามีเธอจะย้ายมาอยู่อเมริกานานเป็นสิบปีก็ตามแต่ว่าการดำเนินชีวิตและแนวคิดนั้นยังเป็นแบบจีนขนาดแท้ คืออยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่พ่อ แม่ พี่น้อง สามีภรรยาของพี่น้องก็อยู่ร่วมกันหมดในบ้านเดียวกันซึ่งสามีของเธอเป็นเสาหลักเนื่องจากเป็นลูกคนโตและมีรายได้มากกว่าใคร ปัญหาหลักๆของเธอคือเธอบอกว่าแม่สามีเกลียดเธอเอามากๆ ชอบแอบรื้อค้นข้าวของส่วนตัวของเธอเสมอ บวกกับกับชอบแดกดันประชดและไม่พอใจเสมอเวลาเธอซื้อของไม่เว้นกระทั่งแค่ช๊อกโกแลต ไปจ่ายกับข้าวซื้อของอะไรกลับมาเป็นต้องเสนอหน้ามาดูรายละเอียดว่าเธอซื้ออะไรบ้าง คอยบ่นว่าเธอใช้เงินของลูกชายอย่างไม่เกรงใจ เรื่องเสื้อผ้าเครื่องสำอางนี่ไม่ต้องพูดเลยเป็นเรื่อง ต้องหลบๆซ่อนๆซื้อ ปัญหาไม่พ้นแม้เรื่องแหวนแต่งงาน ซึ่งแม่สามีบอกแพงเกินไปใหญ่เกินไป จนเธอเองไม่กล้าใส่เพราะใส่ทีไรโดนแดกดันทุกครั้ง

เรากับเพื่อนญี่ปุ่นฟังแล้วก็ถามว่าอือ ทำไมไม่ย้ายกันไปอยู่กันส่วนตัวละ เธอบอกคุยกับสามีบ่อยมากแต่ก็ทำไม่ได้เพราะถ้าทำอย่างนั้นแม่สามีคงโกรธมากๆ และเขาก็รักแม่เกรงใจแม่ สิ่งที่เขาทำได้คือบอกให้เธอ “อดทน” เราบอกเออแกก็แกแล้วคงอยู่ได้ไม่นานมั้ง เธอบอกไม่รู้ใครจะตายก่อน เธอต้องทนอย่างนี้ไปอีกกี่ปีไม่มีคำตอบ เงินทองที่แฟนหาก็ต้องจุนเจือครอบครัวญาติพี่น้องมากมาย ฟังแล้วเซ็งแทนจริงๆ

หลังจากเพื่อนจีนปรับทุกข์เพื่อนญี่ปุ่นก็ขอต่อบ้างว่าเธอเองก็มีปัญหากับแม่สามีเช่นกัน โชคดีที่ตอนนี้แฟนได้ย้ายมาทำงานที่อเมริกาแต่อีกไม่ก็เดือนก็ต้องกลับญี่ปุ่น ซึ่งเธอเองไม่อยากกลับเพราะมีปัญหาแม่สามีรออยู่ เรื่องของรายนี้คือสามีเธอเป็นลูกชายคนโตดังนั้นพ่อแม่ของสามีจึงอยากให้เธอและสามีอยู่ร่วมบ้านเดียวกันเพราะสุดท้ายเขาต้องดูแลพ่อแม่ ในฐานะลูกชายคนเดียว เธอบอกเธอเข้ากับแม่สามีไม่ได้เพราพูดกันคนละภาษา แค่เจอกันแว๊ปๆก็พูดกันไม่รู้เรื่องนับอะไรกับการต้องอยู่บ้านเดียวกัน ครอบครัวสามีเธออยู่ประเภทค่อนข้างจะบ้านนอกของญี่ปุ่นคือความคิดความอ่านแบบเก่าๆโบราณๆ ส่วนครอบครัวเธอเป็นแบบสมัยใหม่เกิดและโตในโตเกียว กระทั่งแม่สามีรู้ว่าลูกชายเธอทำงานในโตเกียวเธอก็ไม่สนใจ ดึงดันให้ทั้งสองย้ายมาอยู่ร่วมบ้านในชนบทที่มันไกลจากที่ทำงานของเขาคนละเรื่อง ถึงขนาดจะให้หางานใหม่ใกล้บ้าน เพื่อนเราบอกก็บ้านนอกอย่างนั้นมันจะมีงานดีๆอะไรทำละ ไม่ใช่ญี่ปุ่นมันจะเจริญเหมือนกันทุกที่ซะเมื่อไร กระทั่งตอนนี้ทั้งสองคนก็ยังสรุปไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรหลังจากต้องกลับญี่ปุ่น เธอบอกเธออยากคุยกันให้จบแต่สามีเธอนะบ่ายเบี่ยงที่จะคุยเพราะทางหนึ่งก็เมียทางหนึ่งก็แม่ ก็คงยังนึกไม่ออกว่าจะเอายังไงดี

จบเพื่อนทั้งสองก็มองมาที่เราแล้วบอกว่าเราเนี่ยโคตรจะโชคดีเลย แต่งงานกับคนอเมริกันไม่ต้องมาวุ่นวายกับครอบครัวฝ่ายชายแบบครอบครัวเอเชีย เราบอกเอก็จริงนะเพราะ พ่อ แม่ พี่น้อง ของสามีเราเขาต่างคนต่างอยู่ ไม่มีใครต้องจุนเจือ ช่วยเหลือใครเป็นเรื่องเป็นราว พ่อ แม่เขาก็มีชีวิตของเขาไม่มาอะไร นานๆเจอกันที เพราะฉนั้นครอบครัวของเราก็คือ ครอบครัวของเราสองคนจริงๆไม่มีใครมาวุ่นวาย รวมทั้งครอบครัวเราเองที่เมืองไทยก็ไม่วุ่นวายอะไรกับเราสองคนเช่นกัน ถือว่าโชคดีทั้งของเขาและของเรา อย่างที่รู้กันว่าฝรั่งเขาไม่มีธรรมเนียมที่ว่าลูกต้องเลี้ยงดูหรืออยู่กับพ่อแม่ พ่อแม่คนแก่ของเขาก็ไม่ได้คิดอยากอยู่บ้านเดียวกับลูก คือมันปกติของเขาถ้าเป็นบ้านเราก็หนีไม่พ้นการเป็นลูกอกตัญญู เราเคยถามมแฟนว่าถ้าสมมติเรามีลูกอยากให้ลูกเป็นแบบไทยหรืออเมริกัน เขาบอกเอาแบบไทยลูกต้องดูแลเขาตอนแก่ เอยังไงเนี่ยตัวเองตอนหนุ่มกับพ่อแม่ตัวเองขอแบบฝรั่ง แต่ถ้าฉันมีลูกบ้างอยากให้ลูกดูแล จะว่าไปทุกวัฒนธรรมมันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียปนแปกันไป สุดท้ายตอนแกเราจะเป็นไงไม่รู้ละ แต่วันนี้ยอมรับว่าตัวเองโชคดีที่แต่งงานกับคนอเมริกัน อย่างน้อยก็ตัดปัญหาเรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้ไปได้จุดหนึ่ง