ชีวิตแม่บ้านอเมริกันเต็มขั้น

plew March 10th, 2009


ที่เรียกว่าชีวิตแม่บ้านอเมริกันเต็มขั้นก็เพราะตัวเองทำหน้าที่แม่บ้านอย่างเดียวไม่ได้ทำงานหรือมีรายได้อะไรของตัวเองเลย อ้ออีกอย่างที่ทำก็คือเรียนหนังสือและก็มี Blog เล็กๆแห่งนี้เป็นงานอดิเรก “อิอิ” มองย้อนกลับไปไม่น่าเชื่อว่าคนที่เคยเป็นคนทำงานหาเลี้ยงตัวเองและดูแลตัวเองมาตลอด รวมทั้งไม่เคยมีความคิดในหัวเลยว่าจะให้สามีเลี้ยงและมาเป็นแม่บ้านอยู่บ้านอย่างเดียว แต่วันนี้มันก็เป็นไปแล้ว หลังจากแต่งงานกันเรียบร้อยแฟนก็ไม่อยากให้ทำงาน เพราะเขาพอใจที่เราอยู่บ้านดูความเรียบร้อย ทำกับข้าว คือรับผิดชอบงานบ้านทั้งหมดยกเว้นงานผู้ชายพวกงานช่างงานซ่อมอะไรต่างๆ ซึ่งจริงๆงานบ้านก็ไม่มีอะไรมากมายและแฟนก็ไม่ใช่คนเรื่องมากหรือเจ้าระเบียบอะไร ออกจะสบายๆเสียด้วยซ้ำ อยากทำก็ทำไม่อยากทำปล่อยให้รกก็ไม่ว่า แต่สิ่งที่เขาชอบคือชอบให้ทำอาหารทานที่บ้าน เขาเคยพูดว่าดีใจที่เราทำอาหารได้และอร่อยที่บอกว่าอร่อยคือทำแบบที่เขาชอบ เขาบอกรู้สึกว่ามันดูเป็นบ้านดี เราเองก็ไม่นึกฝันว่าจะกลายเป็นคนที่ต้องทำกับข้าวเองทุกวัน เพราะเมื่อก่อนไม่เคยทำเลย แม่ทำให้และปกติก็กินนอกบ้านตลอดมาตามสไตล์คนทำงานออฟฟิตที่ไม่ค่อยมีเวลา แต่วันนี้กลายเป็นคนชอบทำกับข้าวไปเลย

เพื่อนหลายคนบอกอิจฉาจังที่ไม่ต้องทำงาน มันบอกเป็นคุณนายเลยนะ สบายมีสามีเลี้ยง จริงๆแล้วมันก็สบายดีจริงๆแหละแต่บางครั้งมันก็ไม่สบายใจหรือมีความกังวลบ้างเช่นเดียวกัน การที่เราไม่มีรายได้ของตัวเองบางทีมันทำให้เราไม่มั่นใจในตัวเองหรือบางครั้งรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีประโยชน์หรือมีคุณค่า และไม่มีอำนาจในการต่อรองหรือมีปากเสียง บางครั้งเหมือนหายใจทิ้งไปวันๆ ชีวิตมันไม่มีอะไรตื่นเต้น ออกจะน่าเบื่อบางครั้ง โดยเฉพาะคนที่เคยทำงานมีรายได้ของตัวเอง ควบคุมการใช้จ่ายอะไรเอง สรุปคือดูแลตัวเองทั้งหมด พอมาอยู่ในสถานะแบบนี้บางทีมันอึดอัดเพราะเราไม่รู้อะไรเป็นอะไร ควบคุมหรือตัดสินใจอะไรมากไม่ได้หรือไม่ได้เลย จะใช้ก็ไม่แน่ใจว่ามีเงินเท่าไร เหลือเท่าไร จะถามแฟนมากเรื่องเงินทองๆหรือไปจุกจิก เสนอแนะอะไรมากเขาก็ไม่ชอบใจอีก จริงๆเราเองก็รู้ว่าแฟนมีรายได้เดือนละเท่าไร แต่เนื่องจากเขาทำธุรกิจรายได้บางครั้งไม่แน่นอน เราก็จะถามเดือนนี้เป็นไง เงินเก็บเท่าไร ซึ่งจริงๆเขาก็ไม่ค่อยชอบให้เราถาม จริงๆที่ถามเราไม่ใช่ว่าโหสนใจแต่เงิน แต่บางทีมันกังวลบ้าง เพราะบางครั้งแฟนใช้จ่ายเงินในบางเรื่องค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าเราถามมากเขาก็ย้อนกลับมาได้ว่า “ก็เงินของเขานิ”

สำหรับคนอเมริกันเมื่อแต่งงานกันแล้วเงินทรัพย์สินเขาจะซีเรียสกว่าคนไทยว่ามันเป็น “เงินของเรา” ไม่ใช่แบบบางทีคนไทยเราแต่งงานก็ยังเงินใครเงินมัน แฟนเราเองพูดอยู่บ่อยๆว่า มันเงินของเราสองคนไม่ใช่เงินของเขาถึงแม้เขาจะเป็นคนหา แต่ว่าถ้าโกรธกันหรือทะเลาะกันขึ้นมาเมื่อไรก็อาจเปลี่ยนคำพูดใหม่ว่า เอ้ก็เงินของเขานิเขาเป็นคนหา นี่แหละอีกปัญหาของแม่บ้านที่ไม่ได้ทำงานและมีรายได้ของตัวเอง

ดังนั้นมีสามีเลี้ยงก็ใช่ว่าจะสบายไปซะทุกอย่าง สบายกายแต่บางทีไม่สบายใจ แต่จะว่าไปถ้าครอบครัวที่ฝ่ายชายมีรายได้เพียงพอที่จะดูแลครอบครัวโดยที่ภรรยาไม่ต้องทำงานมันก็มีข้อดีหลายข้อ คือถ้าทำงานทั้งคู่เหนื่อย เครียดทั้งคู่โอกาศที่จะทะเลาะกันและไม่ยอมกันก็มีสูงกว่า ในขณะที่ภรรยาที่ไม่ได้ทำงานจะไม่เหนื่อยและเครียดมากทำให้ใจเย็นและเอาใจสามีได้มากกว่า มันก็ช่วยทำให้ครอบครัวราบรื่นขึ้น อันนี้ความคิดเรานะ

แรกๆแต่งงานใหม่ๆก็มีปัญหากับแฟนบ้าง เพราะอยากซื้ออะไรทีก็ต้องขอ แฟนก็ดีเขาก็อยากให้เราสบายใจอยากซื้ออะไรก็ซื้อเลยโอนเงินเข้าบัญชีให้ไว้เลยทีละเยอะๆ จะใช้อะไรก็ใช้เขาไม่สนใจไม่เช็คไม่อะไร คือโชคดีแฟนเป็นคนสบายๆไม่ขี้เหนียว ออกจะเป็นคนชอบใช้เงินเก่งมากกว่าเราอีก ส่วนเรื่องอื่นๆเขาจ่ายหมดไปด้วยกันซื้อของอะไรเขาก็จ่าย เงินที่ให้เราใช้เรื่องส่วนตัวของเราจริงๆ เราสองคนเลยตัดปัญหาเรื่องนี้ออกไปได้

ครอบครัวของเราอาจแปลกไม่เหมือนบางครอบครัวเพราะเราสองคนอยู่ด้วยกันเกือบตลอดเพราะแฟนก็ทำงานที่บ้าน เราก็อยู่บ้าน กินข้าวด้วยกันเกือบทุกมื้อ แต่พอเราเริ่มไปเรียนก็ห่างๆกันบ้างช่วงเช้าๆ แต่ถึงอยู่ด้วยกันตลอดแต่ก็ไม่เบื่อเพราะตัวเขาเองก็เป็นคนที่ไม่ค่อยมีเพื่อนมากมายและไม่ใช่คนชอบสมาคม คือเป็นประเภทไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืน เราเองก็ไม่ค่อยมีเพื่อนที่อเมริกา ดังนั้นเราสองคนก็เป็นเหมือนคู่หูไปไหนไปกันตลอด เหมือนฝาแฝด

เนื่องมาจากการทำงานของแฟนที่ทำผ่านทางอินเตอร์เนตได้ทำให้เขาเป็นคนชอบท่องเที่ยวคือเที่ยวทีเป็นเดือนหรือครึ่งปี เขาเป็นคนชอบเดินทางเห็นอะไรใหม่ๆสัมผัสมุมมองใหม่ๆ อยากลองอยู่เมืองแปลกประเทศใหม่ๆ ดังนั้นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ยากมากที่เราจะไปทำงานแบบปกติตามร้านร่วงต่างๆได้ เพราะเหตุผลที่เดินทางท่องเที่ยวบ่อยนี้แหละ…

15 Responses to “ชีวิตแม่บ้านอเมริกันเต็มขั้น”

  1. เหมียว ฟลอริดาon 14 Mar 2009 at 2:56 pm

    เปลียวสบายดีมั้ย พี่เหมียวนะ กลับจากไทยยัง เศรษฐกิจแย่นะ รักษาสุขภาพจ้า

  2. วัลย์on 15 Jul 2009 at 10:49 am

    สวัสดีคะ

    ได้เข้ามาอ่านบล็อคเป็นครั้งแรก ก็โดนใจเลยคะ เพราะชีวิตของเธอกะของเราช่างเหมือนกันไม่มีผิด เราแต่งงานกะชาวอเมริกาและต้องลาออกจากงานประจำที่เคยทำเป็นพนักงานบัญชีบริษัทท่องเที่ยวที่เมืองไทย มาอยู่ที่เมืองฮัทส์วิว รัฐแอลาบาม่า ก็เปลี่ยนชีวิตทำงานในออฟฟิศมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว สามีก็ไม่อยากให้ทำงาน อยากให้ดูแลบ้านอย่างเดียว อ้อมีหมาอีกหนึ่งตัวให้เลี้ยงด้วยนะคะ แต่ว่าอย่างนึงที่ต่างกะเราก็คือ เราทำอาหารไม่เก่ง ( แฟนเราทำเก่งกว่าอีก ) แต่พอแต่งงานแล้ว ต้องดูแลเค้า เรื่องทำงานบ้านก็ทำได้ดีคะ ส่วนเรื่องอาหารก็ต้องฝึกๆกันไป ทำอาหารฝรั่งยังง่ายกว่าอาหารไทย เพราะหาเครื่องปรุงง่ายกว่า และโชคดีที่สามีก็เป็นคนง่ายๆ ทานได้ทุกอย่าง และก็ชอบรสชาดที่เราทำให้กิน

    ความรู้สึกหรือความคิดเหมือนเราเลยคะ อยู่เมืองไทย เคยทำงานบริษัทเงินเดือนก็พอสมควรเลี้ยงตัวเองได้ ช่วยเหลือที่บ้านได้ ดูแลตัวเองมาตลอด จัดการปัญหาต่างๆได้ตลอด เรื่องเงินก็ควบคุมเอง มีความภูมิใจในตัวเองว่าเราก็มีความสามารถเหมือนกัน

    พอมาอยู่อเมริกา สามีไม่อยากให้ทำงานเพราะงานประจำของเค้าต้องเดินทางตลอด จะหางานประจำก็ลำบาก หรือไม่เราก็ต้องอยู่บ้านคนเดียวในขณะที่เค้าไปทำงาน ( สามีพยายามเอาเราไปตลอดเวลาที่ต้องไปดูงานตามเมืองต่างๆ ) สามีเป็นคนจ่ายตลอด ไม่ว่าเราต้องการอะไรก็จะซื้อให้ แต่ก็นั่นแหละ มันไม่ใช่เงินเราจะใช้จะขออะไรก็ไม่สนิทใจ แต่เราก็อยากเซฟให้เค้าเหมือนกันนะ ถึงแม้ว่าสามีจะบอกว่าไม่ต้องคิดมาก เงินเค้าก็คือเงินเรา พอแต่งงานกันแล้ว เงินและทรัพย์สินทุกอย่าง คือของเรา แต่เราก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี

    ปัญหาของเราคือสามีต้องเดินทางตลอด และเราก็ต้องตามไปด้วย แต่เราอยากหางานทำ อยากช่วยสามีหาเงิน อยากส่งเงินให้ที่บ้านด้วยความสามารถตัวเอง ( สามีก็บอกนะครอบครัวที่เมืองไทยของเราเค้าก็จะช่วยเหลือ หมายถึง ส่งเงินให้หรือดูแล )

    มาอ่านตอนหนึ่งเธอบอกว่าสามีทำงานที่บ้านโดยทำผ่านอินเตอร์เน็ต เราสนใจมาก อยากหางานทำแบบนี้ที่สามารถอยู่กะบ้านได้ หรือ ทำงานผ่านอินเตอร์เน็ต เพราะถึงเราไม่ได้อยู่บ้านตามสามีไปเมืองต่างๆ แต่ถ้ามีอินเตอร์เน็ตก็ทำงานหาเงินได้ตลอด

    ปกติเราก็เป็นนคนไม่มีเพื่อนเยอะ ยิ่งเมืองที่เราอยู่ไม่มีเพื่อนคนไทยเลย ส่วนมากเราก็จะคุยเอ็มกะเพื่อนที่เมืองไทย และ คุยเอ็มกะที่บ้าน ( สามีเราเค้าก็ดีไม่มีเพื่อนเยอะ ส่วนมาก เค้าก็จะอยู่กะเราตลอด นอกจากเวลาที่ออกไปทำงาน เลิกงานปุ๊ปก็ตรงดิ่งกลับบ้านไม่เคยผิดเวลา

    บางวันก็รู้สึกเหงาเหมือนกัน เพราะบางทีมีปัญหาทะเลาะกะแฟนบางทีเพราะว่าด้วยภาษาที่ต่างกัน สื่อสารก็อาจผิดความหมายไปได้ แต่เราก็ไม่เคยเล่าให้เพื่อนหรือที่บ้านฟัง เพราะมันก็ปัญหาเล็กน้อยไม่ใหญ่โต แต่คือบางทีมันก็เหมือนเราอยู่คนเดียว อยู่ต่างบ้านต่างเมือง เค้าเอาเรามาอยู่แล้ว ถ้าเค้าทิ้งเราหรือทำไม่ดีกะเราก็คงโชคร้ายมากๆ

    แต่เราคิดว่าเราโชคดีมากเลยที่ได้แต่งงานกะสามีอเมริกันคนนี้ เค้าดีกะเรามาก ขยันทำงานและคิดถึงอนาคตของเราสองคน อยากให้เราสองคนมีอนาคตที่ดีและสุขสบาย แต่เค้าก็ชอบเมืองไทยมากนะ เราเลยคิดกันว่าจะอยู่อเมริกาสัก ห้าปี หรือ สิบปี ทำงานเก็บเงินแล้วกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่เมืองไทย อาจจะทำธุรกิจอะไรเล็กพอเลี้ยงตัวได้ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

    ยังไงเราขอเป็นเพื่อนเธอด้วยคนนะ

    วัลย์
    แม่บ้านอเมริกันเต็มขั้น ( อีกคน )

  3. plewon 16 Jul 2009 at 2:51 am

    สวัสดีค่ะคุณวัลย์ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะและดีใจที่ได้เพื่อนใหม่อีกคนค่ะ แฮะเพราะจริงๆที่นี่เราก็ไม่ค่อยมีเพื่อนมากมาย ฟังแล้วชีวิตคล้ายกันมากๆเลยอะ แฟนเราทำงานทางเนตใช่ค่ะ เราเองก็พยายามทำอยู่แต่ยังได้เงิน
    แค่นิดเดียวคือแทบไม่ได้อะไร พยายามแต่มันไม่ง่ายเลย เขามีเทคนิคอะไรของเขามากมาย
    ในการทำ SEO ซึ่งต้องตามเทคนิคใหม่ๆตลอดเพื่อดันให้เว็ปอยู่ในอันดับต้นๆ

    เมื่อก่อนตอนแต่งใหม่ๆก็มีเทาะกับแฟนเรื่องเล็กๆ เราก็เหมือนกันคือไม่รู้จะไปเล่าไประบายกับใคร
    ไม่ได้บอกที่บ้านเพราะเรื่องมันไร้สาระและไม่อยากให้เขากังวล บางทีทะเลาะกันเราก้เดินเหงาๆไปข้างนอก
    รู้สึกว่ามันเหงาจับใจจริงๆเลยตอนนั่้น แต่ต่อมาไม่ทะเลาะกันเลยเพราะมันเข้าใจและปรับตัวกันมากขึ้น
    แฟนเราก็เหมือนกันรักครอบครัว ไม่เคยบ่นเรื่องเงินอยากได้อะไรก็ซื้อไม่เคยว่า
    แฟนเราบอกถ้าออกไปทำงานนอกบ้านได้เงินพันสองพันเสียเวลา เหนื่อยและไม่ได้ช่วยอะไร
    สู้เอาเวบามาดูแลบ้าน ทำกับข้าวดีดีกว่า และก็เรียนให้ได้ดีกรีที่นี่ถ้าอยากทำงานจะได้ทำงาน
    ดีๆเหมือนตอนอยู่เมืองไทย แต่จริงๆเขาไม่อยากให้ทำ สาเหตุหนึ่งก็คงเพราะเราเดานะ
    แฟนเก่าเขาก็คนอเมริกัน อยู่แบบอเมริกันคือต่างคนต่างทำงาน ทุกอย่างแชร์ ทุกอย่างแฟร์
    เขาบอกปัญหาเยอะ เถียงกันเรื่องเงินตลอด เถียงกันเรื่องอันนั้นหน้าที่ใคร คือมันไม่มีใคร
    เกรงใจใครไง เขาบอกแบบนี้เขาสบายใจมีความสุขกว่า..เราเองก็ไม่ขออยู่ที่นี่ไปตลอดแน่
    ทุกอย่างลงตัวกลับบ้านเราสบายกว่าเยอะเลย..

    อ้อถ้าอยากคุยก็ทิ้งเบอร์ไว้ก็ได้นะค่ะ ถ้าจะส่งมาก็ไม่ต้องกลัวเราลบออกจากหน้าเว็ปให้

  4. Arayaon 16 Jul 2009 at 11:25 am

    พี่เพิ่งมีโอกาสได้เข้ามาอ่าน บล๊อค นี้คะ ทำได้ดี และน่าอ่าน มากคะ เลยอยากร่วมแชร์ประสบการณ์ และให้กำลังใจคะ

    พี่แต่งงานกับคนอเมริกันเหมือนกัน ไม่เหมือนตรงที่ เป็นการแต่งงานครั้งที่สอง และก็มีลูกสาวมาด้วย เราอยู่ที่ Sacramento คะ เกือบปีแล้วคะ ก่อนหน้านี้ ทำงานกับบริษัทของอเมริกัน ที่เมืองไทย มาอยู่แรกๆ ก็รู้สึกเห็นด้วยกับความอึดอันนิดหน่อย ตรงที่ต้องขอเงินสามีใช้ อะคะ ที่นี่ ถึงแม้ว่าก่อนมานี่สามีก็บอกว่าคุณไม่ต้องทำงาน เขาดูแลเราได้ แต่เอาเข้าจริง เราก็อึดอัดเอง

    ควาามคิดที่จะทำงานก็เลยเริ่มเข้ามา แต่อ่านเรื่องของน้องแล้ว ก็อึ้งๆ ไป อืม มันก็ไม่น่าจะง่ายๆ ถึงเป็นเมืองหลวงแต่ในความรู้สึกพี่ เป็นเมืองค่อนข้างเล็กนะ ผู้คนดูไม่หนาแน่นเหมือน ที่ ซานฟรานซิสโก ดังนั้นธุรกิจต่างๆ ก็ไม่ได้ดูมากและหลากหลาย ที่สำคัญ ภาษาอังกฤษ ที่เราิคิดว่า พอใช้ได้ เอาเข้าจริง ก็คงจะใช้ได้ดีกับสามีเท่านั้นละ คะ เพราะ ใช้ภาษามือ ภาษาเขียน และก็ภาษากาย รวมกันได้ทุกอย่าง แต่ถ้าไปทำงาน ก็คงต้องดีกว่านี้ และที่สำคัญ การพูด ฟัง เขียน ภาษาอังกฤษ ที่เมืองไทย แบบไม่ได้มีประสบการ์ณตรง มันช่วยเราได้น้อยกว่าที่คิด สำเนียงคนที่นี้่ก็หลากหลายมาก แต่ก็นะ ก็ต้องปรับตัวกันไป ส่วนลูกสาว มหัศจรรย์กว่าที่คิด อาจจะเป็นที่เขายังอายุน้อย การปรับตัว และการเรียนรู้เร็วกว่าที่พี่คิดไว้มากเลยคะ ปัญหาคะปัญหา ปัญหาตอนนี้ก็คืออยากจะหางานทำ แต่ก็ยังไม่มั่นใจภาษาอัีงกฤษ เริ่มยังไงดีคะ คือถ้าลงทุนกลับไปเรียน อีกครั้ง ก็อยากมีงานทำพอที่จะสนับสนุนการเรียนของตัวเองได้บ้าง ความคิดมันก็เลยวนเป็นวัฎจักร อะคะ

    พี่มาด้วย วีซ่านักท่องเที่ยวเหมือนกัน เพราะ ก่อนรู้จักสามี พี่มีวีซ่า และได้มาเที่ยวที่นี่บ้างแล้ว แล้วตอนที่พี่บินมาเจอเขาที่นี่ ก็ได้ไปปรึกษาทนายด้วยว่า อย่างไหนสะดวก เขาแนะนำว่าอันไหนเราสะดวก ก็อันนั้นละไม่ได้มีข้อห้ามอะไร แต่ถ้ากลับไปยื่นขอวีซ่าคู่หมั้นหรือวีซ่าแต่งงานที่เมืองไทย อาจใช้เวลานานหน่อย คุณสามี เธอไม่ยอม พี่ก็เลยกลับมาอีกที แล้วถึงแต่งงานกัน ตอนพี่ยื่นเรื่องไม่ได้ใช้ทนายคะ ใช้คุณสามีนั่นแหละ ยื่นไปพร้อมกับ ลูกสาว ตอนนี้ พี่เพิ่งสัมภาษณ์ กรีนการ์ด ผ่านไป เจ้าหน้าที่บอกว่าเรื่องราวไม่น่ามีปัญหา และ คาดว่าจะส่งกรีนการ์ดมาให้ภายใน สอง ถึง สี่อาทิตย์นี้ ตอนยื่นเรื่องขลุกขลักนิดหน่อย ตรงที่ตอนจ่ายเงินค่าธรรมเนียม เราจ่ายรวมเป็นเช็คใบเดียว แต่จริง แล้วเค้าให้แยก ตาม แต่ละแบบฟอร์ม เวลาส่งจดหมายกลับมาบอก ก็บอกแค่ว่าเราจ่ายเช็คผิด เราก็คิดว่าจำนวน เพราะ พอดีค่าธรรมเนียมของลูกสาว ซี่งอยู่ระหว่าง สิบสี่ปี มันกึีงๆ อยู่ คือ ก่อนสิบสี่ปี กับหลังสิบสี่ปีไม่เหมือนกัน พอส่งเช็คกลับไปใหม่ก็บอกว่า ผิดอีก กว่าจะรู้เรื่อง ก็ไปๆ มาๆ กันอยู่เป็นเดือน แต่นอนนี้พี่สัมภาษณ์เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะส่ง กรีนการ์ดมาให้พี่อีก สองถึงสี่อาทิตย์ แต่ส่วนลูกสาว ไปฟริงเกอร์ปรินท์มาเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้นัดสัมภาษณ์ ทำไมถึงแยก แอพพริเคชี่น เคสเดียวกันออกจากกันไม่รู้คะ

    มาอยู่ที่นี่เจอคนไทยน้อยมากคะ ต้องไปร้านอาหารไทยถึงได้เจอ พี่เลยอยากมีเพื่อน ขอบคุณมากนะคะ ที่ทำให้รู้สึกเหมือนมีเพื่อนอยู่ที่นี่ ถ้าว่าง แชทคุยกันบ้างนะคะ :>

  5. plewon 16 Jul 2009 at 12:33 pm

    สวัสดีค่ะพี่อารยา ถ้าเขียนชื่อผิดต้องขอโทษด้วยค่ะ จริงๆเราอยู่ไม่ไกลกันเลยนะค่ะ ถ้ามาซานฟรานอาจมี
    โอกาศได้เจอกันบ้างก็ได้ เพิ่งมายังไม่ได้กรีนการ์ดก็แนะนำว่าไปเรียนภาษาเพิ่มให้เรามั่นใจก่อนก่็ได้ค่ะ
    ได้กรีนการ์ดแล้วขอ social แล้วก็ค่อยๆลองสมัครงานดู แต่อย่างที่พี่พูดเมืองพี่มันเงียบๆไม่เหมือนซานฟราน
    ตอนตัวเองหางานก็หาทางเนตและสมัครทางเนตค่ะ สมัครงานก็งานง่ายๆพวกงานตามร้านเสื้อผ้า เช่น banana republic และได้งานเป็นเซลล์แหละแต่สรุปก็ไม่ได้ไปทำ แต่ตัวเองคิดว่าอาจหาเรียนอะไรเพิ่มให้เรามีวุฒิที่นี่น่าจะทำให้เราได้งานที่มันดีกว่านะค่ะ

    ตัวเองตอนนี้เรื่องใช้เงินแฟนก็เริ่มชินๆแล้วค่ะก็กำลังจะเรียนต่อเดือนหน้า ก็เรียนเต็มเวลาเลยเอาให้จบเร็วๆ
    แล้วค่อยหางานดู

    อือไม่ค่อยได้แชทเลยค่ะแต่ทิ้งเบอร์โทรไว้ได้นะค่ะถ้าอยากคุยส่งมาทางเมล์ก็ได้ค่ะ

  6. Arayaon 16 Jul 2009 at 2:12 pm

    ตอบเร็วได้ใจมากเลยคะ ขอบคุณมากนะคะ สำหรับคำแนะนำ พอดีรบกวนถามอีกเรื่องคะ ตอนสมัครเรียนปริญญาโทที่นี่ ต้องสอบ โทเฟล หรือ อย่างอื่นอีก หรือเปล่า คะ หรือใช้แค่ทรานสคิป ที่เราจบปริญญามา แล้วถ้าเราได้กรีนการ์ด แล้วค่าใช้จ่ายในการเรียน ประมาณเท่าไรคะ คือเข้าไปอ่านในเวปของมหาวิทยาลัย แล้วงงๆอะคะ แล้วเรียนภาษาอังกฤษนี่ ก็ต้องจ่ายค่าเรียนเท่ากับเด็กนักเรียนที่เค้ามาจากที่อื่น หรือว่าแตกต่างคะ รบกวนด้วยคะ

    พี่ผ่านไปแถวนั้นนานๆ ถี่คะ อิอิ คือบางทีก็ไปติดๆกัน ถ้ามีโอกาสอาจได้เจอกันคะ

    ชื่อถูกแล้วคะ

  7. Nanon 16 Jul 2009 at 9:21 pm

    สวัสดีค่ะ คุนเปลว คุนอารยา เผอิญวันนี้แวะมาอ่านจ้า อ่านมาเจอ เรื่องของคุนอารยา วันก่อนแนนขับรถไป Sacramento ค่ะ จาก San Mateo ขับไปช่วง สิบแปดไมล์สุดท้าย ยางแตกค่ะ ควันออกโขมงเลย ฮ่าๆๆๆ ไม่มีไร แค่มาทักทาย เผอิญแนนอาจต้องไป เรียนที่ Sac U ปี้หน้าค่ะ ถ้าเข้าได้ อิอิ ก็เลยมองๆ หาเพื่อนคนไทย อิอิ ส่วนเทอมนี้ก็ลง Physiology ไป โอ้ยยากมากมายเลยอ่ะค่ะ เพื่อนดร้อปไปเกินครึ่งห้องแล้ว เหลือไม่กี่คนเอง อิอิ คุนเปลว พอ รร เด๋ว รร ก็เปิดแล้วเนอะ เด๋วก็ไม่ว่างมาอัพปล้อคแล้วจิ

  8. plewon 16 Jul 2009 at 9:28 pm

    คุณแนนไมจะไปเรียนไกลจังเลยอะ ทำไม่มา SFSU ละจะได้เจอกันหน่อย อยากเจอคุณแนนตัวเป็นๆ
    ว่างๆมาขับรถพาเราเที่ยวบ้างดิ อิอิเราขับรถไม่่เป็นอะเลยไปไหนไม่รอดนอกจากในซานฟราน

    นี่ก็นับวันรอเปิดเทอมแต่ยังไงก็ไม่ลืมอัพบล็อกแน่ๆ

  9. plewon 16 Jul 2009 at 9:40 pm

    หวัดดีค่ะพี่อารยา ตอบเร็วเพราะอยู่กับคอมทั้งวันเลยค่ะ
    เข้าเรื่องสมัครโทต้องสอบโทเฟิลค่ะ คะแนนขั้นต่ำขึ้นกับแต่ละยูแต่ละคณะค่ะ
    ถ้าได้กรีนการ์ดแล้วถ้าพี่อยากจ่ายค่าเรียนในอัตราของ resident พี่ต้องรอให้
    ถือกรีนการ์ดครบหนึ่งปีกับอีกหนึ่งวันค่ะ ถ้าใจร้อนเพิ่งได้กรีนการ์ดไม่ครบปีจะจ่าย
    แพงกว่ามาก ของหนูก็กำลังจะเรียนโทเดือนหน้านี้ก็จ่ายในอัตรา resident ก็สองพันสามต่อเทอมค่ะ
    เรียน fulltime ถือว่าถูกเลยละ

    เรื่องเรียนภาษาขึ้นที่เมืองพี่นี่ไม่แน่ใจค่ะ แต่ถ้าพี่เรียนเอกชนก็จ่ายเหมือนกับคนอื่น
    แต่ถ้าเป็น community college ไม่แน่ใจว่าที่นั่นทีแบบเรียนฟรีไหม ถ้าไม่
    ปกติอย่างที่ CCSF ถ้าได้กรีนการ์ดไม่ครบปีก็จ่ายแพงปกติ คือเกณฑ์เดียวกัน
    จะจ่ายอัตรา resident ต่อเมื่อได้กรีนการ์ดมาแล้วหนึ่งปี ช่วงที่อยู่แต่ยังไม่ได้กรีนการ์ด
    นี่ไม่นับรวมค่ะ เดี๋ยวว่างๆโทรไปคุยค่ะ

    อ้ิอถ้าเข้ามาอ่านอีกช่วยๆกันคลิกโฆษณาหน่อยนะค่ะจะได้ทีตังค์ทำเว็ปต่อ

  10. Arayaon 17 Jul 2009 at 7:11 pm

    น้องเปลียว

    คลิ๊ก ให้แล้วนะคะ ก่อนหน้านี้ พี่มีส่ง link บล๊อค ของน้อง ไปให้เพื่อนๆ อ่านคะ เดี่ยวจะช่วยประชาสัพพันธ์นะคะ ของดีต้องบอกต่อคะ

    น้องแนน

    อย่าลืมมาทักทายนะคะ ถ้าผ่านมาหรือได้มาเรียนที่นี่ ยินดีรู้จักนะคะ พี่อยู่ ที่ Rancho Murieta ห่างจาก Downtown Sacramento ประมาณ 25 ไมล์ คะ พี่ชื่อเล่น พี่ต่ายคะ

  11. Neenaon 12 Aug 2010 at 11:32 am

    หวัดดีค่ะคุณเปลว ไม่ทราบว่านีน่าสะกดชื่อถูกรึเปล่า แบบว่าลอกคนอื่นข้างบนมาน่ะค่ะ
    ได้อ่านข้อความในบล็อกคุณเปลวแล้ว โดนใจมากๆ เพราะมันเหมือนกันเลย อาจมีบางอย่างต่างกันนิดหน่อย แต่โดยรวมแล้วเหมือนกันเหมือนสูตรสำเร็จเลยน่ะ
    ตอนอยู่เมืองไทยนีน่าก็เป็นคนทำงานหนัก เป็นหัวหลักของครอบครัว ชีวิตลำบากทางกาย แต่ก็ภูมิใจที่เราได้ทำงานมีรายได้ช่วยเหลือครอบครัว ช่วยเหลือตัวเอง แต่พอแต่งงานชีวิตก็เปลี่ยนไป กลายเป็นคุณนายฝรั่ง สบายกาย ไม่ต้องทำงาน แต่ก็ขาดความภูมิใจในตัวเอง บางทีก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าที่ไม่ได้ทำงานหาเงิน ดีที่แฟนเป้นคนดีมากๆ รักเรา ใส่ใจเรา เข้าใจเราและพยายามให้เราสบายใจทุกอย่าง เราทำอะไรด้วยกันเสมอ ติดกันเป็นปาท่องโก๋เหมือนกันค่ะ แฟนนีน่าไม่ใช่คนรวย เค้าแก่แล้วล่ะ แต่ยังคงทำงานหนักและช่วยเหลือครอบครัวนีน่ามาตลอดจนถึงทุกวันนี้
    ตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับแฟนได้ปีกว่าๆ นีน่าก็ยังไม่ได้ทำงาน แฟนเค้าก็ไม่อยากให้เราทำงานนอกบ้าน เราเองอยู่บ้าน นอกจากพยายามทำหน้าที่เป้นแม่บ้านให้ดีที่สุดแล้ว เราก็พยายามทำตัวไม่ให้ว่าง ก็พยายามหาอะไรทำ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นงานเอ็นเตอร์เทนคนอื่นๆ ซะมากกว่า ซึ่งแฟนเค้าก้ชอบและมีความสุขไปกับเราด้วย ล่าสุดนีน่าก็ทำเว็บไซต์ส่วนตัว เป็นเว็บเพื่อการเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ และหลังๆ ได้ไปรู้จักกับธุรกิจตัวหนึ่ง ก็เลยปิ๊งไอเดียว่าอยากจะมีงานทำที่มันสามารถสร้างรายได้ด้วย อย่างน้อยจะได้รู้สึกมีคุณค่าขึ้นมาบ้าง ยังไงนีน่าขอเชิญคุณเปลวและเพื่อนท่านอื่นๆ เข้าไปแวะเยี่ยมชมเว็บไซต์นีน่าด้วยนะคะ เราอาจใช้เว็บของนีน่าเป็นสื่อกลางในการทำความรุ้จักกันและกันก็ได้นะคะ นีน่ายินดีค่ะ
    http://www.hellofromamerica.us

  12. utsanathon kraiketon 31 Aug 2010 at 1:25 am

    สวัสดีค่ะชื่อ อุษณาธร ค่ะ เรียกว่า จุ๋มก็ได้นะค่ะอยากรู้จักค่ะยินดีมากเลยถ้าได้เป็นเพื่อนด้วยคนนะค่ะเพิ่งเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตและพยายามหาข้อมูลการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่อเมริกาค่ะ.ให้กับลูกสาวแต่จุ๋มไม่รู้อะไรเลยแต่ก็ทำธุรกิจแอมเวย์ที่อมริกานะค่ะจะดีใจมากถ้าได้รับคำตอบรับค่ะชีวิตที่นั่นคงดีนะค่ะถ้าอยากมีอะไรทำแก้เบื่อก็ง่ายมากเลยจุ๋มอยู่เมืองไทpยังทำแอมเวย?ที่อเมริกาได้เลยเพราะที่นั่น shopping online ทั้งหมดลองเข้าไปดูได้นะค่ะถ้าเป็นลูกค้าก็ฟรีนะค่ะสินค้าที่อเมริกาถูกกว่าไทยอีกและคุณภาพก็ดีกว่าด้วย
    แล้วพบกันใหม่นะค่ะถ้ามีข้อมูลการเรียนต่อที่นั่นส่งให้จุ๋มบ้างนะค่ะ
    ขอให้พระคุ้มครอง สุขภาพแข็งแรง รักษาสุขภาพนะค่ะ

  13. bonitaon 07 Dec 2010 at 9:28 pm

    สวัสดีคะทุกคนในบรอดนี้นะค่ะ ชื่อเอ๋จ่ะ เราก้อเพิ่งแต่งงานมาอยู่ที่ ฟลอลิด้าเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2010นี้ คิดถึงบ้านแล้ว มันไม่ชินแล้วเหงาด้วย เรื่องของคุณ นีน่า กับคุณเปรียว เหมือนกับของเราเลยคะ โดยเฉพาะคุรเปรี้ยว เป็นเรื่องเดียวกันเลยคะ สามีทำงานทีบ้านอยู่ด้วยกันเป็นปลาท่องโก๋เลยค่ะ ทุกอย่างเหมือนเลย เราก้อเลยอยากมาแชร์หาเพื่อนด้วยคะ ยินดีต้อนรับทุกคนค่ะ ใครมีคำแนะนำให้หายคิดถึงบ้านเข้ามาคุยได้นะคะ อยู่ที่ Bonita Springs จ้า เมลมาได้ค่ะ ancharee567@yahoo.com

  14. Janon 15 Dec 2010 at 2:21 am

    หวัดดีค่ะ แม่บ้านเต็มขั้นทุกคน แจนอยู่เมืองไทยนะคะตอนนี้
    บังเอิญได้เข้ามาอ่านบล๊อคนี้ก็เลยมีข้อเสนองานดีๆที่ทำอยู่กับบ้านได้
    โดยที่ลงทุนน้อย ความเสี่ยงต่ำแต่ผลตอบแทนสูง ยังไงสนใจลองส่งเมลล์มาถามได้นะคะ
    เนื่องจากในอเมริกากำลังจะไปปีหน้าเลยอยากให้ความรู้และโอกาสนี้ไว้ก่อนอ่ะค่ะ
    ยังไงถ้าอยากรู้ว่างานอะไรล่ะก็ ส่งเมลล์มาได้เลยค่ะ เฟสบุ๊คก้ได้ค่ะ

  15. Janon 15 Dec 2010 at 2:23 am

    แจนเองค่ะ โทษทีลืมบอกเมลล์ Siriwan_BO@hotmail.com
    ตอนนี้เป็นล่ามญี่ปุ่นและสอนญี่ปุ่นอยู่ด้วยค่ะ ใครอยากรู้ภาษาญี่ปุ่นบอกได้เลยค่ะ ยินดี

Trackback URI | Comments RSS

Leave a Reply