สมัครงานในอเมริกา ภาค2
plew February 5th, 2009
มาเล่าต่อเรื่องการสมัครงานในอเมริกา หลังจากเราได้กรีนการ์ด ..หลังจากไปสัมภาษณ์ที่ Banana Republic ได้สามวัน คนที่สัมภาษณ์เราก็โทรมาบอกว่า “ตกลงเราเสนองานให้คุณในตำแหน่ง Sale Assistant” ให้ค่าแรงชั่วโมงละ 9.4 เหรียญ ตอนนั้นดีใจมาก ไม่ใช่เพราะเงินหรืออะไร แต่มันสมัครแล้วสัมภาษณ์งานกับฝรั่งครั้งแรกก็ได้งานเลย อิอิ..แต่ว่าสรุปก็ไปทำไม่ได้เพราะเขาต้องการให้ไปเริ่มงานในสัปดาห์ถัดไป แต่เรากับแฟนได้จองตั๋วเครื่องบินและจองที่พักทุกอย่างเพื่อไปเที่ยวที่ฟลอริด้า เพราะจริงๆเราสมัครไปนานกว่าเดือนกว่าเขาจะเรียกสัมภาษณ์ ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะยังไงก็จองทุกอย่างไปก่อนวันสัมภาษณ์แล้ว และเรากับแฟนไปฟลอริดาสามอาทิตย์ เขาก็บอกเขาคงรอเราสามอาทิตย์ไม่ได้เพราะเขาต้องการคนด่วน สรุปก็ไม่ได้ทำ แต่จริงๆแล้วค่าแรงชั่วโมงละ 9.4 ถือว่าน้อยทีเดียว เพราะเราไปทำ part time คนที่เป็น part time เขาให้ทำประมาณไม่เกิน 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และร้านพวกนี้ร้อยทั้งร้อยรับแต่ part time เพราะเขาไม่ต้องมานั่งให้สวัสดิการอะไรกับเรา คือค่าแรงขั้นต่ำสุดไม่มีอะไรผูกมัด แต่จริงๆงานพวกนี้คนส่วนใหญ่ก็ทำกันไม่นานเหมือนกัน
แฟนเราบอกดีแล้วไม่ต้องไปทำหรอกเสียเวลา แค่ชั่วโมงละ 9 เหรียญไม่มีความหมายอะไร แถมต้องสียภาษีด้วย เอาเวลาไปเรียนแล้วหางานที่มันดีๆจะดีกว่าหรืออยู่บ้านทำงานบ้าน ทำกับข้าวดีกว่า เราก็เซ็งนิดหน่อยเพราะจริงๆที่อยากทำไม่ใช่เรื่องเงินแต่อยากมีประสบการณ์ มีเพื่อนและมีสังคมใหม่ๆ เรียนรู้อะไรใหม่ๆมากกว่า แฟนก็ไม่รู้ทำไมไม่ค่อยอยากให้ทำงาน เขาบอกเออถ้าเป็นเขาไม่ต้องทำงานแล้วมีเงินใช้ เขาจะดีใจมาก แล้วทำไมเราอยากไปทำ
หลังจากกลับจากฟลอริด้าก็ยังไม่มีที่อื่นๆเรียกอีก ก็สมัครซ้ำไปอีก สักพัก Macy’s ก็ส่งอีเมล์มาเรียกไปสัมภาษณ์ เราก็ต้องอีเมล์กลับไปตกลงแล้วเลือกเวลากับสถานที่ที่เราสะดวก ตอนนั้นสมัครตำแหน่งสต๊อกไปเพราะไม่ได้มั่นใจในภาาอังกฤษของตัวเองเอาซะเลย ตื่นเต้นอีกเช่นเคย พอไปถึงที่ปรากฎว่ามีคนมารอสัมภาษณ์อีกห้าก็เป็นคนดำหนึ่ง ฝรั่งวัยรุ่นอีกสอง แล้วก็ป้าๆฝรั่งอีกสอง เราเอเชียคนเดียวคิอเป็นคนต่างชาติคนเดียว เอเชียที่เกิดที่นี่ก็เยอะแยะ วันนั้นเราไม่รู้มาก่อนเลยว่าจะเป็นการสัมภาษณ์แบบกลุ่ม และไม่เคยสัมภาษณ์อะไรแบบกลุ่มมาก่อนเลยแม้ในเมืองไทย ก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นไง เขาก็ให้เราทั้งหมดหกคนนั่งเรียงหน้ากระดานกันบนโต๊ะยาว เขาบอกเขาต้องการคนที่ Active ดังนั้นเวลาเขาถามก็ต้องแย่งกันตอบ ใครช้าก็คือไม่ได้ตอบอะไรเลย แล้วคนไทยที่มาอยู่ได้หกเดือนจะไปพูดเร็วกว่าคนที่เกิดและโตที่นี่ได้ยังไงละเนี่ย สรุปรู้สึกแย่มาก บางครั้งเราพยายามตอบเร็วกว่าคนอื่นแต่ด้วยภาษาเราไม่ได้เริ่ดเขาฟังเขาก็แบบไม่อยากเพราะมันก็เอ่อๆอ่า คิดดูเหอะต้องแข่งตอบกับคนที่มันพูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ นักศึกษาที่ประมาณหางานพิเศษทำ ป้าๆก็พวกเคยทำงานห้างมาก่อน บอกตรงๆรู้เลยว่าเขาจะรับเราทำไมอะ แต่จริงๆเขาไม่แฟร์เลย เพราะคนทั้งหมดสมัครเซลล์แต่เราสมัครสต๊อกแล้วดันมาให้เราสัมภาษณ์กับเซลล์ ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือเขาจะมีการเรียกชื่อทุกคน ทุกคนเขาชื่อฝรั่งเขาอ่านได้หมด พอถึงเราเขาไม่พูดชื่อเขาเรียก ยู หยาบคายมาก ทุกคนเรียกชื่อมาเราไม่เรียกชื่อเราบอกตรงๆสะกดภาษาอังกฤษตรงตัวอ่านง่ายเลย หลังจากนั้นก็ให้รอ สักพักก็เรียกเรากับป้าอีกคนเข้าไป แล้วบอกเราไม่มีตำแหน่งสำหรับคุณสองคน ตรงได้ใจดีมากๆเลย
คือจริงๆรู้แล้วละว่าไม่ได้หรอกเพราะพูดไม่ทันเขา พูดไปก็นะภาษาอังกฤษแบบบ้านๆ แต่วันนั้นมันทำให้เราเสียความมั่นใจในตัวเองมากเลย แล้วก็เศร้านิดๆ เพราะตอนเราพยายามตอบทั้งคนสัมภาษณ์และคนที่มาสัมภาษณ์คนอื่นมองเราแบบเออหยุดพูดเหอะประมาณนั้น.. ออกมาอยากร้องไห้คือเหมือนไร้สาระนะ แต่มันรู้สึกว่าเราเหมือนคนโง่ไงไม่รู้ เฮ้ยถ้าอยู่เมืองไทยไม่เคยคิดเลยว่าต้องมาสมัครงานแบบนี้ แต่วันนี้แค่งานแค่นี้เราต้องมาแข่งกับคนที่นี่ซึ่งไม่ได้คิดว่าเขาเก่งกว่าเราแต่เขาพูดภาษาอังกฤษได้เขาก็ดีกว่าเราร้อยเท่าแล้ว ก็เซ็งๆเศร้าเพราะบางทีคนเรามันก็มีอีโก้บางอย่างอยู่ลึกๆ หลังจากวันนั้นก็เศร้าวันเดียวแหละ แล้วก็สมัครงานต่อก็สมัครทางเนตเหมือนเดิม สมัครร้านเดิมๆซ้ำบ้าง เดินไปข้างนอกผ่านร้านอะไรติดป้ายรับสมัครก็สมัคร ก็ไม่ท้อก็ยังสู้ต่อ ต่อมาร้าน Gap กับ Banana อีกสาขาก็เรียกไปสัมภาษณ์อีก แต่ตอนนั้นเราก็เริ่มชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นคือเราต้องเรียนภาษาอังกฤษการเรียนมาก่อน เวลาเราสัมภาษณ์เราก็บอกเลยว่าได้แค่วันนี้ เวลานี้เท่านั้น ตอนสองครั้งแรกอยากได้งานก็บอกวันไหน เวลาไหนก็ทำทั้งนั้นเพราะมันอยากได้งาน
สัมภาษณ์อีกครั้งที่ Banana แต่คนละสาขา คนสัมภาษณ์น่ารักมากๆเป็นคนแคนาดา ผู้หญิง เขาบอกเขาเคยมาเมืองไทยชอบเมืองไทยมาก ชอบอาหารไทยมาก เป็นกันเองสุดๆ เขาก็บอกเขาเข้าใจคนที่เป็น Immigrant เพราะเขาก็เป็นเพียงแต่เขาไม่มีปัญหาเรื่องภาษา เพราะแคนาเดียนก็พูดอังกฤษ ตอนนั้นทุกอย่างโอเคเขาบอกภาษาอังกฤษเราดีไม่น่าเชื่อว่าอยู่ไม่ถึงปี แต่วันเวลาว่างไม่ตรงกันก็เลยไม่ได้ทำ ที่ Gap ซึ่งก็บริษัทเดียวกันกับ banana แต่การสัมภาษณ์ก็แบบกลุ่มคือเรียกมาหลายคนพร้อมกันแต่ดีกว่า Macy’s ตรงที่ไม่ต้องแย่งกันพูดเขาถามทีละคนและสุภาพกว่าเยอะ แต่กระนั้นเราก็ไม่ชอบอยู่ดีเพราะอีกสามคนก็คนเมกันที่เกิดที่นั่น เราก็ตอบได้โง่สุด ภาษาอังกฤษห่วยที่สุดตามเคยอีกแล้วอายเขาก็บางทีมันนึกคำพูดไม่ออก คิดนานคนอื่นก็รำคาญ คือสัมภาษณ์ตัวต่อตัวมันดีกว่าเพราะเราเกร็งน้อยกว่า สรุปที่ Gap ก็ไม่ได้ คือสามวันหลังจากสัมภาษณ์เขาส่งจดหมายมาบอกว่า “ขอบคุณที่มาสัมถาษณ์แต่เรายังไม่มีตำแหน่งที่เหมาะสมกับคุณในเวลานี้” นี่เป็นบางส่วนของประสบการณ์สมัครงานในอเมริกาของเรา