สมัครงานในอเมริกา

plew January 26th, 2009


สมัครงานในอเมริกา หลังจากเราได้ green card แล้วก็ Social Number แล้ว (จริงๆเรื่องนี้ก็ผ่านมานานแล้วแต่เพิ่งขยันมาเขียน) ก็ไฟแรงอีกแล้วอยากทำงาน แต่คราวนี้บอกตัวเองเลยว่า NOT Thai Restaurants ไม่เอาแล้วจ้าลากันที ก็คิดสมัครงานกับบริษัทฝรั่งหรือร้านของฝรั่งเท่านั้น อะก็มีกรีนการ์ดแล้วนิหว่าทางเลือกก็มีมากขึ้น ว่าแล้วก็เริ่มคิดว่าจะสมัครอะไรดี จากวุฒิปริญญาโท ที่ติดตัวมาจากเมืองไทยนั้นก็ลืมไปได้เลยเพราะไม่ได้ทำให้เราหางานในออฟฟิตอย่างที่เราทำในเมืองไทยได้ (เราทำด้านประชาสัมพันธ์) เพราะอย่างแรกเราไม่วุฒิจากที่นี่ หรืจบอินเตอร์อะไร ภาษาอังกฤษก็ไม่ดีเลิศมากมาย ดังนั้นงานที่อิมมิแกรนด์อย่างเราจะทำได้ก็พวกงาน entry level พวกทำงานในซุปเปอร์มาเก็ต ขายของตามร้าน เสริฟ ประมาณนั้น แต่จริงๆตอนนั้นคือยากทำงานในร้านที่ขายเสื้อผ้าหรือพวกแฟชั่นมากที่สุด เพราะคิดว่ามันก็ดูสะอาดดี และก็ไม่น่ายาก จริงๆเลยก็กะว่าทำพวกงานสต็อกไม่คิดว่าจะเป็น เซล เพราะยอมรับว่ายังไม่มั่นใจในภาษาอังกฤษของตัวเองเท่าไร เพราะจริงๆ ณ วันนั้นเราก็ไม่ได้อยู่อเมริกานานมากมาย อยู่มาหกเดือนกลับมาเมืองไทยห้าเดือนกลับไปตอนนั้นประมาณหนึ่งเดือน (บางคนอยู่มาห้าปีภาษายังไม่ไปถึงไหนก็มาก สิบปียังขั้นอนุบาลก็เยอะ ไม่น่าเชื่อ) แต่มั่นใจว่าสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานได้แน่ๆ

ก็เริ่มจากเข้าเวปไซต์ร้านที่เรารู้จัก รวมทั้งเป็นลูกค้า เช่น Ross, Macy, H&M,Banana, Gap, Old Nay จริงๆแล้วสามที่หลังคือ Old navy, Banana และ Gap มันบริษัทเดียวกัน นอกจากนั้นร้านอะไรที่เรารู้จักพวกซุปเปอร์มาเก็ตก็สมัครเช่น Whole Food, Safeway, Container Store ก็สมัคร ส่วนมากสมัครทางเวไซต์ และจริงๆที่นี่งานเกือบทั้งหมดสมัครทางเวปต์ทั้งนั้น เพราะจากการถามเพื่อนๆที่เขาทำงานอยู่ (ไม่ใช่คนไทย) เขาก็บอกสมัครทางเวปไซต์กันไม่ค่อยเดิน walk in เราก็สมัครไปประมาณสิบที่ได้ บางที่เช่นสตาบัคก็เดินไปถาม แต่แค่สาขาเดียวเขาบอกเต็ม จริงๆไม่อยากทำดด้วยเพราะอยากทำงานในร้านแฟชั่นมากกว่า

ตอนกรอกใบสมัครก็คิดอยู่ว่าจะกรอกไงดีคือจะกรอกไหมว่าเรามีวุฒิปริญญาโทจากเมืองไทย ทั้งที่สมัครงานระดับล่างสุด Reference อะไรก็ไม่มี แต่สุดท้ายก็กรอกก็กรอกทั้งวุฒิและประสบการณ์ทั้งหมดที่เคยทำเมืองไทย ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลยกับงานที่สมัคร เพราะสมัครงานเสต็อก งานขายของตามห้าง เคยทำซะทีไหนตอนอยู่บ้าน ก็กรอกหมดเพราะถ้าไม่กรอกก็ไม่มีอะไรเขียน จริงๆทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่ามันดีหรือไม่ดี เพราะเพื่อนคนไทยบางคนเขาบอกเขากรอกแค่ว่าจบมัธยมเพราะเขาอายว่าจบปริญญาทำไมยัง.. แต่เราก็คิดว่าเราให้ข้อมูลที่เป็นความจริง บางทีใบสมัครยาวมากแถมมีแบบทดสอบอีกด้วยทั้งแบบทดสอบทางจิตวิทยา และแบบทดสอบทักษะที่ต้องใช้ในการทำงานเบื้องต้น บางที่เสียเวลาเป็นชั่วโมงในกรอกจนเครื่องแฮงไปเลยก็มาต้องมากรอกใหม่ และส่วนใหญ่ไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง เพราะใบสมัครหลายหน้ามาก แต่ก็ทำไงได้ บริษัทใหญ่ๆจะให้เรากำหนด Username password ไว้เลยและมีข้อมูลการสมัครงานของเรา พร้อมข้อมูลเบื้องต้นของเราในฐานข้อมูลของเขา เพราะบางครั้งเราสมัครบริษัทเดียวกันแต่หลายตำแหน่งหรือหลายสาขา หรือสมัครตอนนี้ไม่ได้ อีกสามเดือนมาสมัครใหม่ก้ไม่ต้องเสียเวลากรอกข้อมูลใหม่หมด เพราะเขามีข้อมูลเบื้องต้นของเราหมดแล้ว ก็สะดวกดี เพราะบางช่วงไม่มีตำแหน่งที่เราต้องการ แต่เราก็สร้าง profile ของเราไว้ก่อนประมาณนั้น

หลังจากสมัครไปได้สักหนึ่งอาทิตย์ก็มีที่ Container Store อีเมล์กลับมาว่าไม่มีตำแหน่งที่เหมาะกับเรา ก็เป็นอันแห้ว หลังจากนั้นเป็นเดือนก็ไม่มีอะไรติดต่อเข้ามาเลย ผ่านเดือนไปไม่กี่วัน Banana Republic ก็โทรมา ตรงนี้จะบอกว่าการคุยโทรศัพท์กับฝรั่งนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ ไม่ใช่เราคนเดียว เพื่อนต่างชาติอื่นๆเขาก็บอกเหมือนกันบางทีเราไม่เข้าใจไม่ชัดในบางสิ่งที่เขาพูด เพราะคุยโทรศัพท์ยากกว่าคุยกันตัวต่อตัวเยอะ แต่โชคดีว่าวันนั้นเราไม่ได้รับสายเขาเลยฝากข้อความไว้ ข้อดีของการที่ไม่ได้รับและฟังข้อความคือ เรากลับมาฟังใหม่ได้หลายๆรอบไง แล้วให้แฟนช่วยฟังด้วย เสร็จแล้วเราก็โทรกลับ มันทำให้เรามีเวลาเตรียมตัวตอนโทรกลับด้วยว่าพูดยังไงดี เพราะเรารู้แล้วว่าเขาโทรมาทำไม ตอนนั้นเขาฝากข้อความไว้ว่าให้ไปสัมภาษณ์ มีสองวันให้เลือก เราก็รู้แล้วว่าต้องพูดไงตอนโทรกลับไป ไม่ต้องมา Pardon Pardon กันหลายๆรอบ นิสัยเรื่องการใช้โทรศัพท์ของคนไทยจะต่างกับคนอเมริกัน เพราะที่นี่ถ้าไม่รับสายหรือปิดเครืื่ื่องร้อยทั้งร้อยจะฝากข้อความเสียงไว้ ไม่เหมือนคนไทยเราไม่รับก็โทรใหม่ไม่ค่อยฝากข้อความ หรือไม่ค่อยฟัง Voice mail เป็นอะไรที่สำคัญมากของคนที่นี่ หลายคนจะไม่รับสายที่ไม่คุ้นเลยแล้วค่อยมาฟังข้อความเอาทีหลัง

สรุปเราก็ได้นัดสัมภาษณ์งานครั้งแรกในอเมริกา กับบริษัทฝรั่งในประเทศฝรั่งและกับคนฝรั่ง (ตื่นเต้นดิครั้งแรกในชีวิต) ที่ Banana Republic สาขา Grant Ave. San Francisco ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่มากสาขาหนึ่งในซานฟราน วันสัมภาษณ์เราก็เอจะแต่งตัวไงดี จะแต่งให้ด฿ดีเลยจะเวอร์ไหม ซ่อมซ่อเลยก็ไม่ดีอีก คือตำแหน่งที่สมัครมันงานห่วยๆ สมัครเป็น Host ที่ยืนหน้าร้านคอยสวัสดี ทักทายคนที่มาซื้อประมาณนั้น สรุปก็ใส่กางเกงผ้า เสื้อคอเต่าสีดำทั้งตัวพร้อมแจ๊คเก็ตไปสัมภาษณ์ เนื่องจากร้านไม่ไกลจากที่พักก็เลยเดินไป เข้าไปในร้านบอกมาสัมภาษณ์ เขาก็พาลงไปชชั้นใต้ดินของร้านซึ่งเป็นออฟฟิต ใหญ่กว่าที่เราคิดไว้ ไม่คิดว่าแค่ร้านขายเสื้อ ไม่สำนักงานใหญ่จะมีพนักงานเยอะขนาดนั้น แยกออกเป็นแผนกๆ พนักงานก็น่ารักดี ยิ้มแย้ม ทักทายทั้งที่เจอกันเป็นครั้งแรก คนที่เราสัมภาณษ์ด้วย เป็นฝรั่งผู้ชายอายุน่าจะรุ่นเดียวกับเรานี่ละ ก็สามสิบกว่าๆน่าจะได้ หน้าตาดี แต่งตัวเนี้ยบสมกับทำงานในร้านแฟชั่น แต่ดูก็รู้ว่าเกย์ชัวร์ สุภาพมากเลย เขาก็ถามว่าโอโหเราจบโทจากเมืองไทยเหรอ เราบอกใช่ เขาก็บอกแต่งานที่ทำมันอาจแตกต่างจากสิ่งที่เคยทำมาก่อน เราก็บอกเราเข้าใจ ไม่เกี่ยงถึงงานมันจะแค่ระดับล่างๆ จริงๆเราสมัครเป็น Host แต่คุยไปคุยไป เขาบอกมีตำแหน่ง Sale ว่างในแผนกเสื้อผ้าชาย ซึ่งตัวเขาเองเป็นผู้จัดการแผนก เขาคิดว่าเราน่าจะทำได้ และงานน่าสนใจกว่า เราก็อือๆออ คุยกันประมาณครึ่งชั่วโมง ส่วนใหญ่ก็ถามเกี่ยวกับตัวเราและก็คุยเรื่องงานให้ฟัง สุดท้ายเขาถามว่ามีอะไรจะถามไหม เราก็เลยถามไปว่า คุณคิดว่าภาษาอังกฤษของฉันนะดีพอที่จะทำงานที่นี่ได้ไหม เขาก็ยิ้มบอก โอเคเลยเขามั่นใจว่าเราทำได้ สุดท้ายก็บอกว่าอีกสามวันจะติดต่อไป ถ้าเกินสามวันไม่ติดต่อก็เป็นอันรู้กันว่าไม่ได้งาน หลังจากเสร็จการสัมภาษณ์รู้สึกโล่งมาก เพราะคือยอมรับว่าตื่นเต้นบวกกลัวนิดๆ เพราะมันครั้งแรกจริงๆในบริษัทฝรั่ง กับคนฝรั่ง คือเคยสัมภาษณ์งานกับฝรั่งในเมืองไทย แต่สถานการณ์มันไม่ใช่แบบนี้ แต่สุดท้ายก็ทำให้เรามั่นใจมากขึ้นว่าเราทำได้ แล้วคนที่สัมภาษณ์เขาสุภาพมากๆ คือบางทีเราก็พูดอึกอักคือนึกไม่ออกว่าจะใช้คำว่าอะไร ยังไงเขาก็ไม่ได้แสดงอาการเบื่ออะไร คือดูให้กำลังใจเราดีว่าพูดออกมาเหอะ ประมาณนั้น แต่ผลการสัมภาษณ์จะเป็นอย่างไร เราได้งานรึป่าว มาติดตามตอนต่อไปค่ะ

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

13 Responses to “สมัครงานในอเมริกา”

  1. nongon 24 Jul 2009 at 9:06 pm

    สวัสดีค่ะ…

    เพิ่งจะมาอยู่อเมริกาได้เดือนเดียวเอง…แต่ก็เหงาจัด และตอนนี้เศร้ามาก ๆ

    ดีใจจังที่พี่ช่วยเล่าเรื่องประสบการณ์ของพี่ให้ฟัง…ก็รู้สึกไม่อ้างว้างแล้วค่ะ…

    ขอบคุณนะค่ะ…ที่เล่าเรื่องราวดี ๆ เล่าสู่กันฟัง

    nong

  2. plewon 24 Jul 2009 at 9:38 pm

    อยู่สักพักเริ่มชินก็จะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ คุณNong อยู่ที่ไหนค่ะ

  3. somon 24 Feb 2010 at 5:26 am

    พี่ค่ะ พี่ได้ greencard แล้วพอไปเมกาครั้งแรก ทำไรบ้างคะ แล้วนานไหมคะกว่าจะสามารถสมัครงานได้
    พอดีหนูจะไปเมกาเดือนหน้าแล้วไปเอาใบsocialแล้วอยากทำงานอ่ะค่ะ เลยอยากรุ้ว่าสามารถไปสมัครงานได้เลยไหมหรือต้องรออะไรยังไงก่อน

  4. plewon 25 Feb 2010 at 3:02 pm

    งงกับคำถามนิดนึง คือว่าคุณจะเข้ามาด้วยกรีนการ์ดใช่ไม๊ค่ะถ้าใช่ คุณก็ต้องไปยื่นขอ social number
    แล้วรอจนกว่าจะได้ ปกติใใช้เวลาประมาณเดือนหนึ่งค่ะ แต่จริงๆแล้วถ้ามีกรีนการ์ดคุณก็สมัครงานได้เพียงแต่ว่าร้านค้า บริษัทต่างๆส่วนมากก็จะใช้ social number เป็นตัวหลักในการตรวจสอบตัวคุณค่ะดังนั้นรอจนได้จะดีกว่า

  5. dollyon 28 Feb 2010 at 6:53 pm

    สวัสดีค่ะ รู้สึกชึ่นชมในความพยายามของคุณมากๆ ค่ะ ตอนนี้หนูอยู่นิวยอร์กค่ะกำลังแต่งงานเร็วๆนี้ หนูมีความคิดเหมือนคุณคือจะ โบกมืออำลาจากงานร้านอาหารไทย หลังจากได้กรีนการ์ด จะหางานที่ทำกับอเมริกันค่ะ
    คุณทำให้หนูมีความมั่นใจมากขึ้น ต้องขอปรบมือให้

  6. misspantilaon 01 Jul 2010 at 5:06 am

    แล้วถ้าไม่มีgreen card ล่ะคะ จบโทจากอังกฤษแล้ว มีแต่วีซ่าท่องเที่ยวของอเมริกา อยากไปทำงานที่นิวยอร์คควรทำอย่างไรดีคะ

  7. plewon 01 Jul 2010 at 2:00 pm

    คุณ misspantila
    คำตอบเดิมๆคือวีซ่าท่องเที่ยวทำงานไม่ได้ค่ะ แล้วคนที่นี่เองก็จบปริญญาโทมากมาย แต่ถ้าเราเจ๋งจริงๆหรือจบสาขาขาดแคลนจัดๆ คือมีบริษัทที่เขาต้องการตัวเราจริงๆ เขาก็สามารถช่วยขอใบทำงานได้ แต่ส่วนมากเขาคงไม่มายุ่งยากทำให้นอกจากเขาหาคนอื่นๆที่อยู่ในประเทศไม่ได้จริงๆ อยากมาทำงานด้วยวีซ่าท่องเที่ยวก็คงไม่พ้นนงานรา้นอาหารหรือตามร้านเล็กๆ ที่ไม่กลัวที่จะรับคนทำงานผิดกฎหมาย เพราะพวกนี้อยากหาแรงงานถูกๆ ดังนั้นเขาก็จะจ่ายค่าแรงต่ำกว่ามาตรฐานมากๆ อีกทีก็สมัครพวกโครงการเวริ์คแอนด์เทรเวล อะไรพวกนั้น.. เราเองก็จบโทจากเมืองไทยแล้วก็กำลังจะจบโทที่นี่เทอมหน้าก็ยังไม่รู้จะหางานตามสาขาที่เรียนมาได้รึป่าวเลย

  8. mamon 19 Aug 2010 at 3:46 am

    สวัสดีค่ะ

    เพิ่งเปิดเข้ามาดูค่ะ ดิฉันมีวีซ่าท่องเที่ยว us 10 ปีค่ะ อยู่ที่เมืองไทยทำงานตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาลค่ะ อยากทำงานที่อเมริกาค่ะ

    ช่วยกรุณาแนะนำงานหน่อยได้ไหมคะ

    ขอบคุณมากค่ะ

    แหม่ม

  9. plewon 19 Aug 2010 at 10:18 pm

    Hi K.Mam,

    Well it’s not easy ka, especially if you don’t have any connection there.
    What kind of job you want to do? You want to work legally or illegaly.
    To work ther legally is difficult since you need a workpermit or green card, how can you get it? marry someone or any employer that really want to hire you.
    Or get they using tourist visa and work for Thai restaurant?

  10. tanasaithon 20 Aug 2010 at 5:03 am

    สนใจที่จะสมัครงานใน อเมริกา ครับ ฃ่วยแนะนำหน่อย มีวีซ่าท่องเที่ยว ตอนนี้อยู่แบบ หลบ ซึ่งเมื่อไหรเขาจะประกาศ อภัยโทษ ให้กับผู้ที่เข้ามาหลบ ก็ไม่ทราบ

  11. aekon 18 Mar 2011 at 11:41 am

    อยากไปทำงานที่อเมริกางานอะไรก็ได้ไม่หนักมาก
    ใครรู้วิธีมีการ ต้องทำอย่างไร ขอร้องช่วยแนะนำหน่อยอยากไป มากกก

    ขอบคุณครับ
    และขอขอบคุณล่วงหน้า
    aek

  12. aekon 18 Mar 2011 at 11:42 am

    ร้านอาหารก็ได้นะ

    ไม่อยากอยู่เมืองไทยแล้ว

  13. plewon 19 Mar 2011 at 2:09 pm

    คุณ aek

    งานอะไรก็ได้ไม่หนักมาก งานร้านอาหารก็ได้ งานร้านอาหารนี่หนักนะค่ะ

Trackback URI | Comments RSS

Leave a Reply