plew January 26th, 2009
สมัครงานในอเมริกา หลังจากเราได้ green card แล้วก็ Social Number แล้ว (จริงๆเรื่องนี้ก็ผ่านมานานแล้วแต่เพิ่งขยันมาเขียน) ก็ไฟแรงอีกแล้วอยากทำงาน แต่คราวนี้บอกตัวเองเลยว่า NOT Thai Restaurants ไม่เอาแล้วจ้าลากันที ก็คิดสมัครงานกับบริษัทฝรั่งหรือร้านของฝรั่งเท่านั้น อะก็มีกรีนการ์ดแล้วนิหว่าทางเลือกก็มีมากขึ้น ว่าแล้วก็เริ่มคิดว่าจะสมัครอะไรดี จากวุฒิปริญญาโท ที่ติดตัวมาจากเมืองไทยนั้นก็ลืมไปได้เลยเพราะไม่ได้ทำให้เราหางานในออฟฟิตอย่างที่เราทำในเมืองไทยได้ (เราทำด้านประชาสัมพันธ์) เพราะอย่างแรกเราไม่วุฒิจากที่นี่ หรืจบอินเตอร์อะไร ภาษาอังกฤษก็ไม่ดีเลิศมากมาย ดังนั้นงานที่อิมมิแกรนด์อย่างเราจะทำได้ก็พวกงาน entry level พวกทำงานในซุปเปอร์มาเก็ต ขายของตามร้าน เสริฟ ประมาณนั้น แต่จริงๆตอนนั้นคือยากทำงานในร้านที่ขายเสื้อผ้าหรือพวกแฟชั่นมากที่สุด เพราะคิดว่ามันก็ดูสะอาดดี และก็ไม่น่ายาก จริงๆเลยก็กะว่าทำพวกงานสต็อกไม่คิดว่าจะเป็น เซล เพราะยอมรับว่ายังไม่มั่นใจในภาษาอังกฤษของตัวเองเท่าไร เพราะจริงๆ ณ วันนั้นเราก็ไม่ได้อยู่อเมริกานานมากมาย อยู่มาหกเดือนกลับมาเมืองไทยห้าเดือนกลับไปตอนนั้นประมาณหนึ่งเดือน (บางคนอยู่มาห้าปีภาษายังไม่ไปถึงไหนก็มาก สิบปียังขั้นอนุบาลก็เยอะ ไม่น่าเชื่อ) แต่มั่นใจว่าสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานได้แน่ๆ
ก็เริ่มจากเข้าเวปไซต์ร้านที่เรารู้จัก รวมทั้งเป็นลูกค้า เช่น Ross, Macy, H&M,Banana, Gap, Old Nay จริงๆแล้วสามที่หลังคือ Old navy, Banana และ Gap มันบริษัทเดียวกัน นอกจากนั้นร้านอะไรที่เรารู้จักพวกซุปเปอร์มาเก็ตก็สมัครเช่น Whole Food, Safeway, Container Store ก็สมัคร ส่วนมากสมัครทางเวไซต์ และจริงๆที่นี่งานเกือบทั้งหมดสมัครทางเวปต์ทั้งนั้น เพราะจากการถามเพื่อนๆที่เขาทำงานอยู่ (ไม่ใช่คนไทย) เขาก็บอกสมัครทางเวปไซต์กันไม่ค่อยเดิน walk in เราก็สมัครไปประมาณสิบที่ได้ บางที่เช่นสตาบัคก็เดินไปถาม แต่แค่สาขาเดียวเขาบอกเต็ม จริงๆไม่อยากทำดด้วยเพราะอยากทำงานในร้านแฟชั่นมากกว่า
ตอนกรอกใบสมัครก็คิดอยู่ว่าจะกรอกไงดีคือจะกรอกไหมว่าเรามีวุฒิปริญญาโทจากเมืองไทย ทั้งที่สมัครงานระดับล่างสุด Reference อะไรก็ไม่มี แต่สุดท้ายก็กรอกก็กรอกทั้งวุฒิและประสบการณ์ทั้งหมดที่เคยทำเมืองไทย ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลยกับงานที่สมัคร เพราะสมัครงานเสต็อก งานขายของตามห้าง เคยทำซะทีไหนตอนอยู่บ้าน ก็กรอกหมดเพราะถ้าไม่กรอกก็ไม่มีอะไรเขียน จริงๆทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่ามันดีหรือไม่ดี เพราะเพื่อนคนไทยบางคนเขาบอกเขากรอกแค่ว่าจบมัธยมเพราะเขาอายว่าจบปริญญาทำไมยัง.. แต่เราก็คิดว่าเราให้ข้อมูลที่เป็นความจริง บางทีใบสมัครยาวมากแถมมีแบบทดสอบอีกด้วยทั้งแบบทดสอบทางจิตวิทยา และแบบทดสอบทักษะที่ต้องใช้ในการทำงานเบื้องต้น บางที่เสียเวลาเป็นชั่วโมงในกรอกจนเครื่องแฮงไปเลยก็มาต้องมากรอกใหม่ และส่วนใหญ่ไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง เพราะใบสมัครหลายหน้ามาก แต่ก็ทำไงได้ บริษัทใหญ่ๆจะให้เรากำหนด Username password ไว้เลยและมีข้อมูลการสมัครงานของเรา พร้อมข้อมูลเบื้องต้นของเราในฐานข้อมูลของเขา เพราะบางครั้งเราสมัครบริษัทเดียวกันแต่หลายตำแหน่งหรือหลายสาขา หรือสมัครตอนนี้ไม่ได้ อีกสามเดือนมาสมัครใหม่ก้ไม่ต้องเสียเวลากรอกข้อมูลใหม่หมด เพราะเขามีข้อมูลเบื้องต้นของเราหมดแล้ว ก็สะดวกดี เพราะบางช่วงไม่มีตำแหน่งที่เราต้องการ แต่เราก็สร้าง profile ของเราไว้ก่อนประมาณนั้น
หลังจากสมัครไปได้สักหนึ่งอาทิตย์ก็มีที่ Container Store อีเมล์กลับมาว่าไม่มีตำแหน่งที่เหมาะกับเรา ก็เป็นอันแห้ว หลังจากนั้นเป็นเดือนก็ไม่มีอะไรติดต่อเข้ามาเลย ผ่านเดือนไปไม่กี่วัน Banana Republic ก็โทรมา ตรงนี้จะบอกว่าการคุยโทรศัพท์กับฝรั่งนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ ไม่ใช่เราคนเดียว เพื่อนต่างชาติอื่นๆเขาก็บอกเหมือนกันบางทีเราไม่เข้าใจไม่ชัดในบางสิ่งที่เขาพูด เพราะคุยโทรศัพท์ยากกว่าคุยกันตัวต่อตัวเยอะ แต่โชคดีว่าวันนั้นเราไม่ได้รับสายเขาเลยฝากข้อความไว้ ข้อดีของการที่ไม่ได้รับและฟังข้อความคือ เรากลับมาฟังใหม่ได้หลายๆรอบไง แล้วให้แฟนช่วยฟังด้วย เสร็จแล้วเราก็โทรกลับ มันทำให้เรามีเวลาเตรียมตัวตอนโทรกลับด้วยว่าพูดยังไงดี เพราะเรารู้แล้วว่าเขาโทรมาทำไม ตอนนั้นเขาฝากข้อความไว้ว่าให้ไปสัมภาษณ์ มีสองวันให้เลือก เราก็รู้แล้วว่าต้องพูดไงตอนโทรกลับไป ไม่ต้องมา Pardon Pardon กันหลายๆรอบ นิสัยเรื่องการใช้โทรศัพท์ของคนไทยจะต่างกับคนอเมริกัน เพราะที่นี่ถ้าไม่รับสายหรือปิดเครืื่ื่องร้อยทั้งร้อยจะฝากข้อความเสียงไว้ ไม่เหมือนคนไทยเราไม่รับก็โทรใหม่ไม่ค่อยฝากข้อความ หรือไม่ค่อยฟัง Voice mail เป็นอะไรที่สำคัญมากของคนที่นี่ หลายคนจะไม่รับสายที่ไม่คุ้นเลยแล้วค่อยมาฟังข้อความเอาทีหลัง
สรุปเราก็ได้นัดสัมภาษณ์งานครั้งแรกในอเมริกา กับบริษัทฝรั่งในประเทศฝรั่งและกับคนฝรั่ง (ตื่นเต้นดิครั้งแรกในชีวิต) ที่ Banana Republic สาขา Grant Ave. San Francisco ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่มากสาขาหนึ่งในซานฟราน วันสัมภาษณ์เราก็เอจะแต่งตัวไงดี จะแต่งให้ด฿ดีเลยจะเวอร์ไหม ซ่อมซ่อเลยก็ไม่ดีอีก คือตำแหน่งที่สมัครมันงานห่วยๆ สมัครเป็น Host ที่ยืนหน้าร้านคอยสวัสดี ทักทายคนที่มาซื้อประมาณนั้น สรุปก็ใส่กางเกงผ้า เสื้อคอเต่าสีดำทั้งตัวพร้อมแจ๊คเก็ตไปสัมภาษณ์ เนื่องจากร้านไม่ไกลจากที่พักก็เลยเดินไป เข้าไปในร้านบอกมาสัมภาษณ์ เขาก็พาลงไปชชั้นใต้ดินของร้านซึ่งเป็นออฟฟิต ใหญ่กว่าที่เราคิดไว้ ไม่คิดว่าแค่ร้านขายเสื้อ ไม่สำนักงานใหญ่จะมีพนักงานเยอะขนาดนั้น แยกออกเป็นแผนกๆ พนักงานก็น่ารักดี ยิ้มแย้ม ทักทายทั้งที่เจอกันเป็นครั้งแรก คนที่เราสัมภาณษ์ด้วย เป็นฝรั่งผู้ชายอายุน่าจะรุ่นเดียวกับเรานี่ละ ก็สามสิบกว่าๆน่าจะได้ หน้าตาดี แต่งตัวเนี้ยบสมกับทำงานในร้านแฟชั่น แต่ดูก็รู้ว่าเกย์ชัวร์ สุภาพมากเลย เขาก็ถามว่าโอโหเราจบโทจากเมืองไทยเหรอ เราบอกใช่ เขาก็บอกแต่งานที่ทำมันอาจแตกต่างจากสิ่งที่เคยทำมาก่อน เราก็บอกเราเข้าใจ ไม่เกี่ยงถึงงานมันจะแค่ระดับล่างๆ จริงๆเราสมัครเป็น Host แต่คุยไปคุยไป เขาบอกมีตำแหน่ง Sale ว่างในแผนกเสื้อผ้าชาย ซึ่งตัวเขาเองเป็นผู้จัดการแผนก เขาคิดว่าเราน่าจะทำได้ และงานน่าสนใจกว่า เราก็อือๆออ คุยกันประมาณครึ่งชั่วโมง ส่วนใหญ่ก็ถามเกี่ยวกับตัวเราและก็คุยเรื่องงานให้ฟัง สุดท้ายเขาถามว่ามีอะไรจะถามไหม เราก็เลยถามไปว่า คุณคิดว่าภาษาอังกฤษของฉันนะดีพอที่จะทำงานที่นี่ได้ไหม เขาก็ยิ้มบอก โอเคเลยเขามั่นใจว่าเราทำได้ สุดท้ายก็บอกว่าอีกสามวันจะติดต่อไป ถ้าเกินสามวันไม่ติดต่อก็เป็นอันรู้กันว่าไม่ได้งาน หลังจากเสร็จการสัมภาษณ์รู้สึกโล่งมาก เพราะคือยอมรับว่าตื่นเต้นบวกกลัวนิดๆ เพราะมันครั้งแรกจริงๆในบริษัทฝรั่ง กับคนฝรั่ง คือเคยสัมภาษณ์งานกับฝรั่งในเมืองไทย แต่สถานการณ์มันไม่ใช่แบบนี้ แต่สุดท้ายก็ทำให้เรามั่นใจมากขึ้นว่าเราทำได้ แล้วคนที่สัมภาษณ์เขาสุภาพมากๆ คือบางทีเราก็พูดอึกอักคือนึกไม่ออกว่าจะใช้คำว่าอะไร ยังไงเขาก็ไม่ได้แสดงอาการเบื่ออะไร คือดูให้กำลังใจเราดีว่าพูดออกมาเหอะ ประมาณนั้น แต่ผลการสัมภาษณ์จะเป็นอย่างไร เราได้งานรึป่าว มาติดตามตอนต่อไปค่ะ
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
plew January 16th, 2009
วันผ่าตัดทำเลสิคมาถึง เราได้คิวตอนบ่ายสามโมง มาก่อนเวลาเล็กน้อย มาถึงเจ้าหน้าที่ก็อธิบายขั้นตอนให้ฟังอีกครั้งแล้วก็ให้เซ็นหนังสือประมาณว่าจะไม่เรียกร้องหรือฟ้องร้องใดๆต่อคลีนิคและคุณหมอ ซึ่งเขาให้เราอ่านตัวสัญญาตั้งแต่วันที่เรามาตรวจประเมินแล้ว และที่อื่นๆก็ต้องเซ็นเอกสารนี้เหมือนกันก็เซ็นไป พร้อมทั้งยื่นผลเลือด นั่งรออีกแป๊ปเขาก็จัดถุงยามาให้พร้อมทั้งอธิบายว่าใช้อะไรยังไง ประกอบด้วยยาหยอดตา 2 หลอด คือตาข้างละหลอดเลย ขวาและซ้าย ยาคลายกังวลให้มาสี่เม็ดเผื่อคนไข้นอนไม่หลับ ยาพาราในกรณีที่ปวดหลังผ่าตัด สกอตเทปไว้ใช้กับที่ปิดตา และเอกสารแนะนำการปฎิบัติตัวหลังจากจากผ่าตัดในสัปดาห์แรก เราก็รับไว้ ตอนแรกงงว่าให้ก่อนผ่าอีก มาคิดอีกทีก็ดีเพราะผ่าเสร็จมันอาจเจ็บและมองอะไรไม่ชัด เสร็จแล้วก็จ่ายเงิน ถ้าจ่ายสดลดอีก 500 แต่เราจ่ายบัตรเพราะตั้ง 75500 ขี้เกียจเบิกเงินสดมา อยากได้คะแนนจากบัตรด้วย หลังจากนั้นก็รออีกแป๊ปก็ให้เข้าห้องผ่าตัด
เข้าห้องผ่าตัดเลสิค เข้าไปปุ๊ปจะมีจอแสดงรูปเรา เออดีนะ ชัวร์ดีว่ามาไม่ผิดคน แล้วก็ใส่เสื้อคลุมและหมวกคลุมผม นาฬิกาใส่ได้ไม่มีปัญหา แล้วก็มาล้างหน้าอีกที เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ก็ให้มานอนพักที่เก้าอี้เพื่อหยอดยาชา หยอดครั้งแรกจะแสบนิดๆ และหยอดซ้ำอีกสามครั้งได้ คือหยอดจนเราไม่รู้สึกแสบแสดงว่าชาแล้ว พยาบาลที่นี่บริการดี คอยบอกตลอดว่าสบายๆนะ ไม่ต้องกังวล รวมทั้งบอกขั้นตอนอีกครั้งรวมทั้งระยะเวลา ว่าทำอะไรบ้างในห้องผ่าตัด เช่นอาจได้กลิ่นไหม้ๆไม่ต้องตกใจเพราะเป็นปฎิกิริยาของเลเวอร์กับผิวตาของเรา สักพักคุณหมอก็มานั่งข้างๆบอกอีกสิบนาทีนะคิวเราแล้ว รวมทั้งบอกว่าเราต้องทำอะไร คือให้ฟังแล้วทำตามคุณหมอเวลาอยู่ในห้อง ใช้เวลาประมาณแปดนาทีอะไรประมาณนั้น ตอนคุณหมอคุยเราก็พยักหน้ารับ คุณหมอบอกเวลาอยู่ในห้องผ่าตัดอย่าทำอย่างนี้คือ ฟังเข้าใจแล้วทำตามอย่าขยับศรีษะตาม คุณหมอถามกลัวไหม เราบอกไม่เลย อยากผ่าเร็วๆ ไม่ได้โกหกนะ วันนั้นไม่กลัวเลยสักนิด อยากทำมากๆ ไม่กลัวเพราะเราศึกษามาแล้ว และมั่นใจในคุรหมอและเครื่องมือ เพราะถือว่าเราได้เลือกคุณหมอที่เขาว่าเก่งที่สุดในด้านนี้คนหนึ่งในประเทศไทย แล้วจะกลัวทำไม
พอถึงคิวเข้าห้องผ่าตัดทำเลสิคจริงๆ เขาก็ให้เรานอนบนเตียง หัวเราก็วางบนส่วนที่มีรูปร่างคล้ายโดนัส มองไปข้างบนก็เป็นเครื่องเลเซอร์ มีพยาบาล 2 และเจ้าหน้าที่อีกคนดูควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์และคุณหมอ พยาบาลเช็ดทำความสะอาดหน้าให้อีกครั้ง และใช้พลาสติกเหนียวคุลมส่วนบนใบหน้าคือหน้าผากลงมาถึงใต้ตา แล้วก็ตัดเจาะบริเวณรอบตาสองข้าง ซึ่งพลาสติกมันตรึงหนังตาเราไว้ไม่ให้ขยับ หลังจากนั้นเริ่มที่ตาซ้ายก่อน คุรหมอให้มองจุดเขียวเอาไว้ให้นิ่งแล้วก็ใช้เครื่องมือเปิดกระจกตาคือวางและกดบริเวณตาดำแป๊ปเดียว จากนั้นคุณหมอบอกตลอดว่าโอเคตอนนี้จะมองไม่เห็นอะไรแล้วนะ โอเคเปิดกระจกตาเรียบร้อย ย้ายมาข้างขวาก็ทำอย่างเดียวกัน เปิดกระจกข้างขวาก็กลับมาซ้าย คุรหมอจะบอกตลอดว่าจะเห็นหรือไม่เห็นอะไร มาข้างซ้ายมองจุดเขียวอีกรอบ แล้วคราวนี้เริ่มยิงเลเวอร์แล้วนะให้มองจุดแดงให้นิ่งไว้ เราก็มองนิ่ง แป๊ปเดียวเอง คุณหมอบอกโอเคแจ๊วมาก เรียบร้อย แล้วก็เอาเครื่องมืออะไรมาถูๆบริเวณตาเราแล้วก็มีสเปรย์พ่นด้วย ก็คงปิดกระจกตากลับไปนะแหละ เหลือข้างขวาก็ทำอย่างเดียวกันเลย เร็วมากจริงๆไม่เจ็บอะไรเลย ไม่น่ากลัวด้วย แต่มีเจ็บนิดนึงตอนคุรหมอแกะพลาสติกออกคือมันดึงผิวดึงขนเราอะ นั้นแหละเจ็บที่สุดแล้วในการทำเลสิคสำหรับเรา ออกมาจากห้องผ่า นั่งที่เก้าอี้อีกรอบพยาบาลหยอดยาปฏิชีวนะให้แล้วปิดฝาครอบตาให้เป็นอันเรียบร้อย ออกมาถอดเสื้อคลุมถอดหมวก
เจ้าหน้าที่ให้ทานยาแก้ปวดกันไว้ เขาถามเจ็บไหมเราบอกไม่นะ คือเราไม่รู้สึกแสบหรือน้ำตาไหลอะไรเลยคือค่อนข้างปกติมาก อาจรู้สึกเคืองๆนิดหน่อย เขาบอกนั่นแหละเพราะยาหยอดยังออกฤทธ์กลับไปเดี๋ยวจะปวดสะแสบบ้าง เราก็อือ หลังผ่าเราก็มองเห็นเลยก็รู้สึกว่าเห็นดีแต่ยังบอกไม่ได้เพราะมีฝาครอบมองไม่ถนัดนัก กลับบ้านมาก็ปกติกินอาหารอะไรปกติ และก็ไม่ได้ปวดหรือแสบน้ำตาไหลอะไรเลยคือปกติมาก แค่เคืองเหมือนมีผงที่ตาขวาเท่านั้น
วันรุ่งขึ้นเก้าโมงเช้าไปเปิดฝาครอบตา ว้าวพอเปิดเห็นชัดเลย พยาบาลก็เช็ดตา เช็ดหน้าให้ หยอดยาปฏิชีวะนะ และน้ำตาเทียม และให้น้ำตาเทียมเพิ่มกลับบ้านรวมทั้งคอตตอนบัดไว้ทำความสะอาดขี้ตาในตอนเช้า รวมทั้งบอกวิธีดูแลตัวเองในสัปดาห์แรกอีกครั้ง พร้อมทั้งวัดสายตาคร่าวๆ คือเราอ่านตัวเลขตรงเส้นแดงได้สบายเลย แล้วพบคุณหมอ คุณหมอตรวจเร็วมาก บอกแผลสมานกันดีแล้ว โอเคเลยไม่มีติดเชื้อไม่มีปัญหาอะไร นัดมาตรวจอีกทีในห้าวันถัดมา เพราะอาการดูแล้วโอเคก็ไม่ต้องหนึ่งอาทิตย์
อย่างที่รู้กันว่าหลังผ่าตัดอาทิตย์แรกห้ามตาโดนน้ำเด็ดขาด ทำให้ล้างหน้าสระผมไม่ได้ด้วย เราก็ทำตามเคร่งครัด ก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะอยู่บ้านหน้าจะมันหัวจะเหม็นหน่อยก็ไม่เลวร้ายมากมาย บางทีเราก็เอาแอลกอฮอล์ชุบสำลีเช็ดหน้าบ้างนิดหน่อยแต่ห่างบริเวณตาพอสมควร เรื่องการหยอดยาและหยอดน้ำตาเทียมก็ทำไม่ขาดวันละสี่ครั้ง แต่น้ำตาเทียมบ่อยหน่อย เพราะเจ้าหน้าที่บอกหยอดบ่อยๆดี ในห้าวันแรกอาการโอเคมาก คือไม่เจ็บไม่แสบ มีเคียงเล็กๆ บางครั้ง พยายามพักพยายามนอนให้มาก แต่จริงๆเขาบอกใช้สายตาได้ตามปกติ เราใช้คอมบ้างแต่ยอมรับว่าใช้แค่สักสิบนาทีคือใช้สายตาสักสิบนาที จะรู้สึกว่าตาล้า มันอยากพัก ตาจะล้าเร็ว เราเองวันที่สามยังออกไปดูหนังอีกด้วยออกไปค่ำ ตอนแรกก็กลัวเพราะเค้าบอกบางคนเข้าไปที่มืดอาจมีปัญหาในการมองเห็นไม่ดี หรือพวกแสงกระจาย ตาปรากฎว่าเราไม่ปัญหานั้นเลย คือชัดแจ๋วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสิบกว่าปีที่ผ่านมา ชัดกว่าใส่คอนเทคเลนส์ซะอีก แต่ปัญหาคือใช้สายตานานๆแล้วจะล้า ต้องแอบหลับตาบ้างเป็นระยะ
เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเราก็น่ารักโทรมาคุยมาถามว่าเป็นไง เราก็บอกโอเคเลย เพียงแต่ล้าๆเวลาใช้ตาเกินสิบนาที เขาบอกปกติ เพราะตามันเพิ่งผ่ามา ก็อยู่ระหว่างปรับด้วย เราก็เข้าใจอยู่แล้ว ในวันที่ห้าหลังการผ่าก็นัดไปตรวจอีกที ผลการตรวจวัดคือไม่มีค่าสายตาแล้ว คือ20/20 แต่ตาขวาการมองยังๆไม่คมชัดเท่าตาซ้าย แต่สองข้างพร้อมกันดีมากเลย พบคุณหมอตรวจดูบอกแผลโอเคไม่มีปัญหาอะไร ล้างหน้าสระผมได้ หยุดยาหยอดตา แต่น้ำตาเทียมใช้ต่อได้ปกติ เราก็ถามถ้าอยากหยอดยาต่อได้ไหมผลคือไม่ควร เพราะจริงๆยาหยอดปฏิชีวะนะมันทำให้ตาเราแห้งไม่เป็นผลดี ถ้าแผลเราโอเคแล้วไม่ควรใช้ต่อ แต่ยังห้ามแต่งหน้ารอบดวงตาจนอาทิตย์ที่สองถึงแต่งได้
วันที่เขียนอยู่นี้ผ่ามาครบ 7 วัน อาการดีขึ้นเรื่อยๆ คือใช้ตาได้นานๆโดยไม่ค่อยล้าแล้ว การมองเห็นยังคมชัดดีมาก เหมือนได้โลกใหม่จริงๆ เพราะปกติเวลาอยู่บ้านไม่ใส่แว่นและมองวิวไปนอกหน้าต่างมันเห็นแต่ตึกใบหยก หลังจากทำมันเห็นตึกอื่นๆ ไกลไปจนตึกแถบริมแม่น้ำเจ้าพระยาโน่นเลย รู้สึกว่าชีวิตมันมีความสุขมากขึ้น คุรภาพชีวิตดีขึ้น ไม่ต้องมากัลวลเรื่องใส่คอนเทคเลนส์แล้วเคืองตา หรือกังวลว่าล้างไม่สะอาด ใส้แว่นก็ดูแก่ไม่ใช่ตัวเรา มันสะดวกขึ้นเยอะ คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปจริงๆ และรู้สึกโชคดีที่ตัวเองไม่มีผลข้างเคียงอะไรที่เลวร้าย
อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าหลังการผ่าตัดทุกคนจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเหมือนกันหมด เพราะเพื่อนของเพื่อนสองคนมีภาวะแสงกระจายถาวร คือเห็นพระจันทร์สามดวงเลยแก้ไม่ได้ด้วย เพื่อนบางคนมีภาวะแสงกระจายนานประมาณเก้าเดือนแต่ตอนนี้หายแล้ว แต่เธอก็บอกคุ้มที่ทำ บางคนผ่ามาสี่ปีตอนนี้เริ่มไม่ค่อยชัดเหมือนก่อนแล้ว แต่เขาก็บอกคุ้มเช่นกัน
สุดท้ายถ้าใครถามเราว่าทำเลสิคดีไหมเราก็จะบอกว่าดีมากเลย เพราะมันไม่ได้น่ากลัว ใช้ระยะเวลาสั้นๆมากๆ แต่ผลลัพธ์มันทำให้เราใช้ชีวิตได้สะดวกสบายมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว
อ่านรื่องทำเลสิคที่ไหนดี
plew January 13th, 2009
เลสิค lasik ไม่เรื่องใหม่ซะแล้วสำหรับบ้านเรา แต่ยังไงก็ใหม่กับตัวเราเพราะเพิ่งไปทำมาค่ะ ไปทำเลสิคมาเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2552 ตัดสินใจทำที่ TRSC หลังจากที่ศึกษาข้อมูลทางอินเตอร์เนตและถามจากเพื่อนๆที่เขาไปทำมาแล้ว ตัวเองสายตาสั้นที่400 กับ 420 จริงๆก็ใส่ทั้งแว่นและคอนเทคเลนส์มาเป็นสิบปีแล้ว แต่ระยะสองปีหลังๆมารู้สึกไม่ค่อยสบายตาเลยเวลาใส่คอนเทคเลนส์ ทั้งที่ยอมเสียเงินใส่แบบรายวันแต่ก็ไม่ดีขึ้น ไม่รู้ว่าด้วยอายุที่มากขึ้นด้วยรึป่าวหรืออะไรก็แล้วแต่ ใส่คอนเทคเลนส์จะเคืองและไม่สบายตา ทั้งที่เมื่อก่อนก็ใส่ได้ดีมาตลอดไม่มีปัญหามากมาย แว่นนั้นไม่ต้องพูดเลยไม่ชอบและรู้สึกรำคาญมากๆ เลยคิดว่าทำเลสิคน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเรา
หลังจากโอเคแล้วว่าจะทำก็ถามจากเพื่อนที่ทำมาก่อน เพื่อนทำที่โรงพยาบาลวิภาวดี ศูนย์ Advance Lasik กับคุณหมอผู้ชายท่านหนึ่งตอนนี้เราลืมชื่อค่ะ ปกติคุรหมอท่านนี้ท่านประจำที่โรงพยาบาลพระมงกุฏ เพื่อนบอกทำดีมากเลยแต่ทำเมื่อ 4 ปีก่อน เราก็ลองโทรไปถามที่วิภาวดีปรากฎว่าคุณหมอท่านนั้นไม่ได้ทำแล้ว เพื่อนก็เลยแนะนำ TRSC เพราะเพื่อนของเพื่อนทำที่นี่กับคุณหมอเอกเทศ ซึ่งเป็นเจ้าของที่นี่ บอกว่าทำดี เราก็ลังเลเพราะราคาที่วิภาวดีถูกกว่าพอสมควรเพราะมีโปรโมชั่นจากบัตรเครดิต แถมมีห้องให้พักด้วยหนึ่งคืนดีตรงที่วันรุ่งขึ้นมาเปิดตาไม่ต้องเดินทางไปเดินทางมา แต่ตอนโทรไปถามที่วิภาวดีเราก็ถามเรื่องเครื่องยิงเลเซอร์ว่าของที่นี่กับของ TRSC ต่างกันอย่างไร เขาบอกของ TRSC จะใหม่กว่าแต่จริงๆก็ใกล้เคียงกันมากคือของ TRSC จะยิงเร็วกว่าไม่กี่วินาที นอกจากนั้นก็ลองหาข้อมูลเพิ่มทางอินเตอร์เนตลายๆคนก็แนะนำ TRSC และคุณหมอเอกเทศ ประกอบกับแฟนของเราเขาก็ค้นข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์เลสิกในบ้านเราที่ฝรั่งมาทำ ฝรั่งก็บอก TRSC ดี เขาก็บอกให้ทำที่นี่แหละถึงจะแพงกว่าที่อื่นและอาจจะแพงที่สุดแล้วก็ว่าได้ (ไม่แน่ใจ) แฟนบอกเรื่องตาสำคัญขอให้เลือกที่ที่ดีที่สุดไม่ใช่เรื่องจะมาประหยัด (เพราะจริงๆเขาอยากให้ไปทำที่อเมริกามากกว่า เขาไม่ค่อยมั่นใจบ้านเรา) จริงๆแล้วทื่อื่นก็คงดีเหมือนกัน แต่เราเลือกที่นี่เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เรามั่นใจมากขึ้นเพราะเราเลือกหมอที่ใครๆบอกตรงกันว่าทำดี ที่อื่นเราไม่รู้ว่าหมอคนไหนดีไม่ดี ก็เลือกที่นี่เพราะคนนะนำกันเยอะ
นัดตรวจประเมินสายตาตอนวันที่ 5 ธันวาคม 2551 เจ้าหน้าที่บริการดีมาก เป็นมืออาชีพดี สถานที่วิวสวยสบายตาดีด้วยเพราะตรงข้ามสวนลุม มีคอมพิวเตอร์ มีเครื่องดื่ม หนังสือ เกมส์ ดีเพราะปกติเวลามาตรวจหรือมาผ่าตัดต้องมีคนมารอรับ คนที่รอเขาจะได้ไม่เบื่อ วันที่ไปตรวจงงมากเพราะลูกค้าเยอะเชียว งงเพราะไม่คิดว่าคนจะทำเลสิกกันเยอะขนาดนี้คือมันเยอะกว่าที่เราคิดไว้ และที่นี่ก็แพงเอาเรื่องเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ ตอนหยอดยาขยายม่านตา เขาก็ให้นอนบนเก้าอี้นวดประมาณสิบห้านาทีจะได้คลายเครียด ใช้เวลาตรวจรวมทั้งดูวีดีโอเกี่ยวกับเลสิกรวมประมาณสามชั่วโมง ตรวจก็วัดสายตา ทดสอบการมองในที่มืด ขนาดรูม่านตา ความหนากระจกตา แล้วก็วัดอีกรอบหลังจากหยอดยาขยายม่านตาซึ่งก็จะแสบๆเล็กน้อยหยอดประมาณสามครั้งได้คือหยอดจนดูแล้วว่ามันขยายโอเคแล้ว เสร็จแล้วก็พบแพทย์ ผลคือตาเราทำเลสิคได้ความหนากระจกตาดี ทุกอย่างโอเค แต่รูม่านตาเราขยายมากกว่าคนปกตินิดหน่อย จำค่าไม่ได้ คุณหมอบอกหลังจากทำเลสิกอาจทำให้เรามีความเสี่ยงที่จะมีภาวะแสงกระจายถาวรมากกว่าคนอื่นอีก 2 % เนื่องจากม่านตาที่มันขยายมากกว่าค่าปกติ ทำให้เราต้องทำแบบแพงเป็นอันดับสอง ทำแบบถูกสุดไม่ได้ แบบถูกสุดเมื่อได้รับส่วนลดสำหรับการมีคนไข้เก่าแนะนำอยู่ที่ประมาณ 62,000 คุณหมอบอกของเราเอาแบบที่สองหรือแบบที่แพงที่สุดก็ได้แต่อันที่สองก็โอเคแล้ว เราเลยถามว่าแล้วอย่างแพงที่สุดมันดีกว่าไงบ้าง สรุปคือแสงเลเซอร์มันจะละเอียดกว่าและทำให้ได้คุณภาพของการมองเห็นที่ดีกว่าคมกว่า แต่จริงๆแบบกลางกับแบบแพงที่สุดใช้เครื่องเดียวกันแต่เลเวอร์ต่างกัน ถ้าแบบถูกสุดคนละเครื่อง จริงๆเราว่าคงไม่ต่างกันมาก แต่เราก็เลือกแบบที่แพงที่สุดเพราะมันแพงกว่าแบบกลางแค่ 6,000 บาท คือมันตาเราน่ะนะก็อย่าไปประหยัดมันเลยเอาอะไรที่มันดีที่สุดดีกว่าก็เลยตกลงและแฟนเราก็อยากให้เลือกตัวที่ดีที่สุดเพราะเขาจะได้สบายใจ (แฟนกลัวมากกว่าตัวเราเองที่เป็นคนทำอีก) ทุกอย่างโอเคก็ตกลงได้นัดวันผ่าตัดในวันที่ 7 มกราคม 52 เสร็จแล้วเขาบอกว่าเราต้องไปตรวจเลือดคือตรวจ HIV ต้องเอาผลเลือดมาด้วยในผ่าตัด เรางงว่าทำไมละคือไม่อยากตรวจมันเจ็บ เขาบอกต้องตรวจเพราะเลสิคเป็นการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นและที่อื่นๆก็ต้องตรวจเช่นกัน เซ็งนิดหน่อย โทรเช็คกับเพื่อนที่ผ่าที่อื่นเขาบอกว่าเขาก็ต้องตรวจเลือดเหมือนกัน โดยทาง TRSC มีใบส่งตัวให้เรา เราก็ไปตรวจที่โรงพยาบาลเปาโล เสียไปอีกห้าร้อย โอเคก็มันต้องทำนี่นะ หลังจากนั้นก็รอนับวันที่จะทำเลสิคจริงๆในสามอาทิตย์ต่อมา..ติดตามตอนต่อไป
อ่่านเรื่องหลังทำเลสิค