เตรียมตัวสอบ TOEFL IBT
plew December 8th, 2008
โทเฟิล TOEFL IBT เราสอบผ่านแล้ว ที่ว่าผ่านก็คือได้คะแนนในระดับที่เราจะสมัครมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้ จริงๆมหาวิทยาลัยที่เราจะสมัครก็เป็นมหาวิทยาลัยธรรมดาๆที่ไม่ได้เป็นประมาณยูดังๆอะไรกับเขา อย่างเรามันแก่ขนาดนี้ไม่มีปัญญาที่จะสอบโทเฟลได้หลักร้อยแน่ๆ ดังนั้นก็เลือกยูที่เอาแค่ขั้นต่ำคือ 80 จริงๆแค่ 80 ตอนแรกก็ไม่ได้มั่นใจเลยว่าจะได้ แต่พอผลออกมาได้ 90 โล่งเลย ก็ดีเกินคาด แต่จริงๆก็ไม่ได้สูงอะไรแต่มันถือว่าโอเคมากๆสำหรับป้าๆแก่ๆอย่างเรา ที่ดีใจที่สุดคือเป็นการสอบครั้งแรกและครั้งเดียว ไม่เอาแล้วละโล่งมากเพราะไม่อยากสอบใหม่ ดีใจเหมือนได้คะแนนเกินร้อยเลย
มาโม้ให้ฟังเรื่องการเตรียมตัวสอบของเราดีกว่า เอาจริงๆเลยเตรียมตัวอ่านหนังสืออย่างจริงจังประมาณ 4 เดือนก่อนสอบ คือตอนนั้นอยู่อเมริกา เราอเงไม่ได้ลงคอร์สโทเฟิลอะไรที่นั่น คิดจะลงแต่มันแพง TOEFL Class ตกเดือนละตั้ง 1000 เหรียญ จริงๆอยาก เพราะมีเพื่อนที่เป็นคนโคลัมเบียเขาสอบก่อน เขาบอกควรจะเรียนเพื่อสอบจะได้คุ้นกับข้อสอบ แต่เราก็เสียดายเงิน เลยซื้อหนังสือมาอ่านเองรวมทั้งยืมจากห้องสมุดมาอ่าน หนังสือที่เราอ่านเพื่อเตรียมตัวมีสามเล่มหลักๆคือ
1.Cracking the TOEFL IBT 2009 edition by Princeton Review ราคาก็อยู่ประมาณ 33 เหรียญ ซึ่งจะมากลับ CD สำหรับฝึกฟังและพูดอีกหนึ่งแผ่น เล่มนี้ขอบอกว่าเป็นเล่มที่ชอบมากที่สุดและคิดว่าช่วยได้มากๆ เพราะเทคนิคที่เข้าให้มันเอาไปประยุกต์ใช้กับการทำข้อสอบได้ดี จะเน้นเทคนิคในการทำข้อสอบจริงๆ ไม่ได้เน้นเรื่องการปูพื้นฐานอะไร คือตรงเข้าเรื่องการทำข้อสอบกันตรงๆ โดยเฉพาะ reading เทคนิคจากเล่มนี้ช่วยได้มาก Templates สำหรับ Speaking และ writing ก็ช่วยได้มากเช่นกัน ตรงเฉลยก็ชัดเจนทำความเข้าใจง่ายดี แนะนำอย่างแรง
2. Barron’s TOEFL iBT Internet-Based Test, 12th Edition ราคาประมาณ 35 เหรียญ มาพร้อมกับ CD เสียง 10 แผ่น สำหรับ parts listening, speaking และ writing เล่มนี้หนามาก ข้อดีของเล่มนี้คือมีข้อสอบให้ทำเยอะมากๆ เหมาะใช้ในการฝึกเพื่อทำความคุ้นเคย เฉลยก็ละเอีอดดี แต่เราไม่ชอบเท่าไร เพราะเทคนิคมันไม่ตรงๆแบบเล่มแรง จะเยิ่นเย้อกว่า แต่ก็ควรมีเพื่อจะได้ฝึกทำข้อสอบเยอะ ข้อดีอีกอย่างคือมีตัวอย่างเสียงการตอบ part speaking ให้ด้วยใน CD
3. The Official Guide to the New TOEFL iBT with CD-ROM by ETS
ราคาก็ประมาณ 35 เหรียญ เป็นเล่มที่บางที่สุด แต่ก็ต้องอ่านเพราะมันทำจากคนที่ออกข้อสอบก็ต้องอ่านเพราะจะได้ข้อมูลตรงๆว่าหลักเกณฑ์การตอบแบบไหนถึงจะได้คะแนนดี แต่เราว่าเล่มนี้เนื่องจากเป็นของคนทำข้อสอบมันเลยไม่ค่อยมีเทคนิคอะไรที่เป็นเทคนิคจริงๆ คือเขาจะให้เทคนิคที่กว้างๆมากกว่า แต่คิดว่าดีเพราะเขามีตัวอย่างคำตอบที่ได้คะแนนในระดับต่างๆทั้ง พูดและเขียน เราจะได้รู้ชัดๆว่าต้องเขียนต้องพูดประมาณไหนเขาถึงจะชอบ ในส่วนของ speaking มีตัวอย่างคำตอบของคนที่เข้าสอบจริงๆ ซึ่งจะทำให้เรามีกำลังใจขึ้นเพราะบางคนที่เขาบอกว่าได้คะแนนสูงก็ไม่ได้พูดดีอะไรมากมาย แต่ถ้าฟังคำตอบของ Barron จะทำให้เราตกใจเล็กน้อยเพราะตัวอย่างการพูดของเขาจะใช้คนที่เป็นnative speaker ซึ่งตอบได้สมบูรณืแบบจนเกินไป ในความเป็นจริง คนที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรกอย่างเราตอบอย่างนั้นไม่ได้หรอก ก็ควรอ่านเล่มนี้เช่นกัน
หลังที่อ่านจบสามเล่มบอกได้เลยว่าข้อแนะนำและเทคนิคของทั้งสามเล่มบางส่วนคล้าย บางส่วนต่าง ยิ่งตรง writing ทั้งสามเล่มให้แนวที่ไม่ค่อยเหมือนกันเอาเลย ตอนแรกเราก็ลังเลว่าจะใช้ของเล่มไหนดี สุดท้ายก็เลือกของ Princeton เพราะ มันช่วยให้เราเขียนได้เร็วขึ้น แต่จริงๆแล้วการเขียนขอให้เขียนให้แคบเข้าไว้คือมีตัวอย่างที่ชัดเจนจะได้คะแนนดีกว่าเขียนกว้าง ยิ่งยกตัวอย่างได้ชัดเท่าไรยิ่งดี แต่ถ้าอ่านได้ทั้งสามเล่ม และทำแบบฝึกหัดและข้อสอบทั้งสามเล่มจะช่วยได้มากทำให้เราคุ้นเคยกับข้อสอบ
อีกส่วนที่คิดว่าช่วยได้มากคือการฝึกเขียนทุกวัน ถึงแม้ IBT จะไม่สามารถรู้หัวข้อที่จะต้องเขียนได้เหมือนแบบ CBT แต่จริงๆหัวข้อที่ต้องเขียนใน IBT ในส่วนของ independent นั้นใกล้เคียงกับ CBT มาก เอาหัวข้อของ CBT เดิมที่มีประมาณสามร้อยหัวข้อนั่นแหละมาลองเขียนทุกวัน วันละกี่หัวข้อก็แล้วแต่เวลาของแต่ละคน เราเองบางวันก็สอง บางวันก็สาม บางวันแค่เรื่องเดียวแต่พยายามเขียนทุกวัน แล้วก็หาตัวอย่างคนที่เขียนดีๆมาเทียบ ในหลายๆหัวข้อหาได้ง่ายๆทางเนตแล้วก็ลองมาเทียบกับของเรา แต่ถ้าใครมีคนที่อ่านและแก้ให้ก็จะดีมากๆ
ยินดีด้วยครับ