Archive for December, 2008

มัลดีฟส์ที่สุดของคนรักทะเล ภาค2 Maldives

plew December 31st, 2008



ต่อจากโพสแรกเรื่องมัลดีฟส์.. หลังจากเราข้ามเรือจากเมืองมาเลย์มาที่สนามบินอีกครั้งเพื่อต่อ Seaplane ไปเกาะรีสอร์ท ซึ่งรีสอร์ทที่เราจะไปคือ Velidhu Island Resort ซึ่งเป็นเกาะหนึ่งใน North Ari Atoll ซึ่งใช้เวลาบินด้วย Seaplane ประมาณครึ่งชั่วโมง แค่มารอที่ท่าSeaplane ก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นเยอะเพราะสวยกว่าที่มาเลย์เยอะเลย เห็นเครื่องบินน้ำจอดอยู่เต็มซึ่งมีสองบริษัท บริษัทหนึ่งก็สีแดง ดำ อีกบริษัท เหลือง ฟ้า น่ารักดี เป็นครั้งแรกที่เห็นซีเพลน ตื่นเต้นที่จะได้นั่งเป็นครั้งแรก Seaplane บริษัทที่ไปที่เกาะ Velidhu คือ Maldives Air Taxi เครื่องจุคนได้ประมาณสิบห้าคน คือลำเล็กจิ๊ดเดียว ด้านท้ายก็เก็บกระเป๋า รู้มาหลังจากนั้นว่ากัปตันที่ขับ Seaplane ของทั้งสองบริษัทจะเป็นคนอเมริกันกับคนแคนนาดา กัปตันเครื่องเราเป็นผู้หญิงแถมสวยซะด้วย คุ้มมากที่ตัดสินใจไปรีสอร์ทที่ไกลๆเพราะได้นั่งเครื่อง วิวจากซีเพลน สวยและน่าสนใจมาก เพราะภูมิประเทศของมัลดีฟส์แตกต่างจากที่ๆเราเคยไป มันไม่ใช่เกาะหรือทะเลธรรมดา อย่างบ้านเราหรือแม้แต่ฮาวาย มองลงมาเห็นเกาะเล็ก เกาะน้อยที่ดูเหมือนวงแหวนซะมากกว่าเกาะ เรียงรายอยู่ในทะเลไกลสุดลูกหูลูกตา สีน้ำที่หลากสีต่างกันไปตามระดับความลึก เป็นอะไรที่ Unique มากๆ เที่ยวบินนี้แวะจอดสามโรงแรม คือ Nika Velidhu และ W Retreat
พอเครื่องมาจอดที่รีสอร์ทที่เราพักลงปุ๊ปก็เจอเจ้าหน้าที่ที่มารอรับอยู่แล้ว รวมทั้งเขารู้ข้อมูลทุกๆอย่างของเราสองคนเช่นบินมาด้วยสายการบินอะไร จากประเทศอะไร แล้วก็ให้คนยกกระเป๋าไปไว้ที่ห้อง เราก็ไปที่ล๊อบบี้เขาก็อธิบายอะไรๆเกี่ยวกับการให้บริการของรีสอร์ท ถือว่าให้การต้อนรับที่อบอุ่นและเป็นมืออาชีพดี แถมให้เราเข้าห้องพักได้เลยทั้งๆที่เรามาถึงรีสอร์ทเช้ามากคือเจ็ดโมงครึ่ง จริงๆเช็คอินบ่ายสอง

ห้องที่เราพักเป็นแบบ water bungalow ต้องบอกก่อนว่ารีสอร์ทนี้เป็นระดับกลางๆคือไม่ได้หรูหราไฮโซมากมาย แต่เราก็ประทับกับห้องที่กว้าง เพดานสูง โปร่ง มีเล่นระดับตรงเตียงนอน เตียงก็ใหญ่นุ่มกำลังดี ตรงส่วนรับแขกพื้นเจาะกระจกมองเห็นทะเลใต้ห้องเลย ระเบียงใหญ่กว้าง ห้องน้ำก็กว้างได้ใจมากๆสรุปคือชอบค่ะ ถึงจะไม่ได้ดูเลิศอลังการแต่เราว่ามันดูธรรมมชาติ เรียบๆและสบายๆดี วันแรกที่เรามาถึงอะไรดูหม่นๆนิดนึ่งเพราะฝนตกอากาศไม่สู้ดีนัก แต่ที่สัมผัสได้ทันทีคือน้ำใส ใสมากๆ เหมือนคริสตอลจริงๆคือใสและสะอาดมากๆ คือเห็นน้ำทะลุปรุโปร่งว่ามีปลามีอะไร ใสอย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนใสขนาดนี้ เห็นปลาว่ายเต็มไปหมดจากที่ห้องเลย ทั้งปลาฉลามเล็ก ปลากระเบน และปลาอะไรไม่รู้สีน้ำเงิน ตลกมากตอนแรกที่เราเห็นปลาสีน้ำเงินเราคิดว่าเป็นท่อน้ำเพราะสีเหมือนท่องพีวีซีเลย แต่มันคือปลาค่ะ

หลังจากตื่นนอนตอนเช้าในคืนรุ่งขึ้น รู้ไหมค่ะ เปิดประตูห้องออกมาตอนประมาณเก้าโมงเช้า ตื่นสายเพราะคืนแรกมันอดนอนจากมาเลย์ เปิดประตูมาเราร้องว้าวเลย ว้าวอะไร บอกแฟนสวยจังเลยอะ เพราะอากศวันนั้นดีมากฟ้าโปร่ง คือทุกอย่างมันลงตัวเหมือนโปสเตอร์ที่เราดูก่อนมาไงงั้นเลย ไม่ผิดเผี้ยน มัลดีฟส์มันสวยอย่างนี้นี่เองเขาถึงอยากมากัน รูปที่ถ่ายมาบอกได้เลยว่าแค่ครึ่งของของจริงสีสันจริงๆมันสวยกว่าในรูปเยอะ เราบ่นแฟนเลยทำไมมันได้แค่นี้ อยากให้รูปมันสะท้อนทุกอย่างที่ตาเราเห็น น้ำทะเลมันสวยสีไล่เรียงกันจากอ่อนไปแก่ ฟ้าซะจนไม่รู้ว่าอะไรมันจะฟ้าสวยขนาดนั้น ไม่ได้เวอร์นะสวยจริงๆ
ทรายที่รีสอร์ทนี้ขาวมากและนุ่มด้วย บางเกาะคนบอกทรายจะหยาบๆ คือมันลงตัวมากทะเลใส่หลากสี ทรายขาวนุ่ม อากาศก็บริสุทธ์สะอาด นี่ขนาดยังไม่ได้เห็นโลกใต้ทะเลนะยังหลงขนาดนี้ เกาะนี้เป็นเกาะขนาดเล็กเดินแป๊บเดียวก็รอบแล้วค่ะ เจ้าหน้าที่โรงแรมส่วนใหญ่เป็นคนศรีลังกา บริการดีเลยดีเดียว เนื่องจากเราซื้อแบบรวมอาหารเครื่องดื่มทุกอย่างค่ะ ขอบอกว่าน้ำสำคัญมากเพราะอากาศที่นี่ร้อนอย่างบ้านเราแหละ ยิ่งตอนไม่มีลมร้อน ทำให้เรากระหายน้ำมาก เราก็ทานบุฟเฟต์ที่ห้องอาหารทุกมื้อและก็ได้น้ำดื่มขวดใหญ่ไปดื่มทุกวันไม่ต้องกังวลเรื่องค่าน้ำที่ค่อนข้างแพงถ้าซื้อต่างหาก ถึงจะทานบุฟเฟต์ทุกวันแต่ก็ไม่เบื่อเพราะเขาก็มีเมนูอะไรใหม่ๆทุกวัน บางวันมี theme ด้วย เจอ theme ไทยด้วยวันหนึ่ง อาหารที่นี่คือว่าใช้ได้เลยค่ะ ขนม ของหวานเพียบ เค้กหลากหลายชนิด อร่อยด้วย บริการดี ที่บาร์ก็โอเคสั่งแซนวิชอะไรมานั่งกินก็ได้ เครื่องดื่มก็โอเคใช้ได้เลย เราว่าเราคิดถูกค่ะที่เอาแบบ all include เพราะยังไงมันก็ไปกินที่อื่นไม่ได้อยู่แล้ว มันไม่ใช้แบบไปเที่ยวทะเลบ้านเราที่ไปกินข้างนอกได้ นี่มันเกาะกลางทะเลอะ ถ้าไม่เอาแบบรวมหมดค่าอาหารค่าน้ำอะไรอีกเยอะเลย และแบบนี้มันทำให้เราไม่ต้องมานั่งกังวลว่ากินดีไม๊ดื่มดีไม๊ เพราะจริงๆน้ำ เครื่องดื่มแพงค่ะ ราคาเหมือนที่อเมริกาเลยถือว่าตัดสินใจได้ถูกต้องนอกจากนั้นอุปกรณ์ในการดำน้ำตื้นทางรีสอร์ทมีให้ครบไม่ต้องเอามาก็ได้ วันเช็คเอาท์ค่อยเอามาคืนที่ Velidhu นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่พักที่นี่มาจากยุโรปโดยเฉพาะเยอรมันกับรัสเซียเยอะมากๆ วันแรกที่มาไม่มีคนเอเชียเลย เราเป็นหัวดำคนเดียวถ้าไม่รวมพนักงาน ต่อมามีญี่ปุ่นเพิ่มมาอีกสามคู่ ค่อยยังชั่วหน่อยมีเพื่อนแล้ว จะว่าไปแฟนเราก็ไม่มีเพื่อนเพราะไม่ได้ยินใครพูดภาษาอังกฤษที่นี่ค่ะ แขกส่วนใหญ่พูดภาษาอะไรไม่รู้อะ คาดว่าคงเยอรมันหรือรัสเซียนี่แหละ ก็ฟังไม่รู้นี่หว่า สรุปไม่มีอเมริกันสักคนเลยค่ะ พวกฝรั่งที่มาพักที่นี่เขาก็แปลกนะคือเขาเดินเท้าเปล่าตลอดแม้กระทั่งตอนมาทานที่ห้องอาหาร มาดินเนอร์ก็ไม่ใส่รองเท้า แฟนเรายังงงเลยว่าคนยุโรปเขาเป็นแบบนี้กันเหรอ

มาว่ากันที่โลกใต้ทะเลกันบ้างดีกว่า เราเองไม่ได้ดำน้ำลึกค่ะ เพราะแค่น้ำตื้นๆก็สุดยอดดดด..เลย รีสอร์ทนี้ปะการังรอบเกาะเยอะมาก คือไปตรงไหนก็มีประการัง ไปตรงไหนก็มีปลา คือเบื่อปลาไปเลยเพราะมันเยอะเต็มไปหมดทุกที ลงน้ำไปจากหาดก็เจอแล้ว คือมันรอบเกาะจริงๆ แถมน้ำตื้นเหยียบถึงด้วย บางจุดตื้นมากแค่เข่า แต่ปลาสวยมากๆ หลากสีจะเอาสีอะไรละมีหมด ตอนไปฮาวายก็ว่าเยอะแล้ว มาที่นี่ฮาวายชิดซ้ายไปเลย ดังนั้นการดำน้ำตื้นที่นี่ค่อนข้างปลอดภัยเพราะน้ำตื้นจริงๆ ปลอดภัยกับคนแต่ไม่ปลอดภัยกับปะการัง เพราะโอกาศที่จะโดนเหยียบสูง ก็มันตื้นอะ ดังนั้นจุดที่นักท่องเที่ยวพึงระวังและใส่ใจมากๆคือ ต้องดูให้ดีก่อนที่จะเหยียบลงไปว่าไม่ได้แตะหรือเหยียบประการังหรือสิ่งมีชีวิตใดๆใต้ทะเล ปะการังที่นี่ถือว่าสวยและสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก็จริงๆเกาะต่างๆของมัลดีฟส์นั้นมันเป็นเกาะปะการังนี่นา จากการสัมผัสด้วยตาตัวเองต้องบอกว่าปะการังที่นี่สวยมากๆ เป็นชั้นเป็นดอกซ้อนกันหลายๆชั้น อุดมสมบูรณ์มากๆ ถ้าดูในรูปอาจบอกธรรมดา ขอบอกว่าของจริงมันสุดๆจริงๆ แฟนเราบอกประการังที่นี่ดูสมบูรณ์ และดูเปาะบางจนกลัวกลัวว่าจะเผลอไปเตาะเข้า เราไม่อยากไปทำลายมัน!

เรื่องปลาไม่ต้องพูด ฉลามตัวเล็กๆ เยอะมาก ชอบว่ายใกล้ๆฝั่งน้ำตื้นๆ ไม่ต้องดำแค่เดินผ่านก็เห็นจนเบื่อ เช่นเดียวกับกระเบน ก็เยอะเช่นกัน แต่เจ้าปลาหลากสีนี่ซิ พอดำน้ำตื้น โอโห เยอะ บางจุดเยอะเป็นร้อยๆพันๆ จริงๆ ตัวเล็กตัวน้อย สีเหลือง สีน้ำเงิน สีเงิน สีรุ้ง ทุกสี มองตรงไหนเจอตรงนั้น ไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ ไม่ต้องค้นหาเพราะมันว่ายรอบๆตัวเรา บางตัวมันว่ายมาหาเราอีก จนเราต้องว่ายหนี กลัวมันกัด คือมาที่นี่เจ็ดวันเบื่อปลาไปเลย เหมือนว่ายน้ำในตู้ปลา สรุปคือถ้าใครชอบดำน้ำตื้นมาโรงแรมนี้ไม่ผิดหวัง เพราะเท่าที่ศึกษาที่อ่าน ไม่ใช่ทุกโรงแรมจะเหมาะในการดำน้ำตื้น เพราะมีแนวปะการังรอบเกาะมากน้อยไม่เท่ากัน บางโรงแรมไม่มีเลย ต้องเสียเงินซื้อทริปนั่งเรือไปจุดอื่นๆเพื่อดำน้ำ แต่โรงแรมนี้ไม่ต้องไปไหน แค่รอบๆเกาะอย่างเดียวก็ดูยังไม่หมดเลย เยอะมาก แต่ผิดหวังนิดหน่อยเพราะไม่เจอเต่า แต่จริงๆเพราะเราว่ายไม่ครบทุกจุดด้วย เหนื่อยและกลัวดำด้วยแหละ ปัญหาหลักเลย

ทริปนี้เราเสียเงินนั่งเรือออกไปดูปลาโลมาด้วยคนละ 35 เหรียญ เค้าบอกถ้าไม่เห็นโลมาคืนเงิน 50 % แต่ปรากฎว่าเห็นค่ะ ฝูงใหญ่เลยเป็นสิบตัว แต่มันดูเบื่อๆคน ว่ายหนีตลอด และไม่เล่น ไม่โดดโชว์เลย แต่ก็คุ้มเพราะระหว่างทางกลางทะเลวิวสวยมาก ยิ่งตอนกลับมาที่รีสอร์ท วิวจากกลางทะเลมองมาที่รีสอร์ทสวยสุดๆ ธรรมชาติช่างวาดช่างสร้างสรรค์จริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงว่ากันว่า มัลดีฟส์เป็นสวรรค์บนดิน

นอกจากปลาและทะเลที่สวยแล้ว เกาะยังมีความเป็นธรรมชาติมาก ที่พิเศษเกาะนี้มีนกแก้วเยอะมาก บินเต็มไปหมด แถมไม่กลัวคนด้วย
ค้างคาวก็บินเล่นซะงั้นทั้งที่เป็นกลางวันแสก มีแมวน่ารักด้วย สรุปแล้วถือว่ารีสอร์ทนี้โอเคเลยทีเดียวเพราะทะเลสวย ประการังและปลาเยอะ บริการดี ห้องพักโอเค อาหารอร่อย ที่สำคัญราคาไม่เวอร์เหมือนหลายๆรีสอร์ท มัลดีฟส์จริงๆถือว่าค่อนข้างแพงทีเดียวราคาสากลเลยละ แต่ถ้าถามว่าคุ้มไหมเราว่าคุ้มนะ อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต เป็นอาหารตาที่ดีและเป็นสถานที่ทื่เหมาะกับการพักผ่อนจริงๆ กับสิ่งที่ได่ถือว่าคุ้มค่าค่ะ

คลิกที่นี่เพื่อดูภาพถ่ายที่มัลดีฟส์

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

มัลดีฟที่สุดของคนรักทะเล Maldives Trip

plew December 24th, 2008



มัลดีฟส์หรือจะมัลดีฟ บอกได้เลยว่าเป็นทะเลที่สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ตอนนี้ก็ปาไปสามสิบต้นๆแล้วเห็นทะเลมาก็เยอะ แต่ ณ วันนี้มัลดีฟเป็นที่หนึ่งในใจจริงๆ ก็เพราะสวยจนตกใจ ยอมรับว่าเป็นสวรรค์บนดินอย่างที่เขากล่าวขาน โดยเฉพาะสำหรับคนที่รักทะเล ชื่นชมกับโลกใต้ทะเล ปลาหลากสี ปะการังที่อุดมสมบูรณ์ น้ำใสๆ อากาศบริสุทธ์ ต้องหลงรักที่นี่แน่ๆ…

จริงบล็อกเราจะเล่าเรื่องอเมริกาแต่วันนี้ขอนอกเรื่องสักนิด ขอนอกสิ้นทางมาที่มัลดีฟส์สักหน่อย เพราะมันอดไม่ได้จริงๆที่จะเล่าสู่กันฟังพร้อมอวดรูปถ่ายสวยๆ แหมก็ของเขาดีจริงๆนี่นา เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ ตัวเองและสามีได้เดินทางไปพักผ่อนที่มีฟเมื่อ วันที่ 13 ถึง 20 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมานี้เอง รวมก็แปดวันเจ็ดคืน เอาเป็นว่าจะเล่าตั้งแต่ตอนจองทัวร์เลือกที่พักเลยแล้วกัน เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับบางท่านที่คิดอยากไปเที่ยวมัลดีฟ แรกเริ่มเราตัดสินใจกันว่าจะพักโรงแรมไหนดีก็ดูข้อมูลเยอะมากทั้งจากเวปไทยและเวปต์นอก โดยเฉพาะเวปต์ประเภท Hotel review นี่ช่วยได้มาก เราเลือกโรงแรมที่มีคนด่าน้อยและชมเยอะ ตอนแรกมองไว้ที่ Bandos เพราะเท่าที่หาข้อมูลเป็นเกาะที่มีปะการังเยอะ คือเราชอบดำน้ำตื้น ชอบดูปลา แต่ปรากฎว่าคนบ่นเยอะว่าไม่ประทับใจเท่าไร คือคนด่าเยอะกว่าคนชม ก็เลยไม่เอา อีกทีก็คิดว่าจะไปที่คลับเมด ClubMed ก็ลองให้ที่มัลดีฟแพ๊คเกจเสนอราคามาเอาแบบ water บังกาโลว์ปรากฎว่าแพงค่ะ คือเราอยากได้แบบ all include แล้วก็อยากพัก water บังกาโลว์ และเห็นคนไทยหลายคนเขานิยมไปที่คลับเมด ก็เลยลองถามเจ้าหน้าที่ว่ามีโรงแรมอื่นที่แบบ All include แนะนำไหมที่ราคากลางๆที่โอเค เขาก็แนะมาสองที่คือ Chaaya กับ Velidhu เราก็เลยถามต่อว่าเราต้องการที่ที่เหมาะกับการดำน้ำตื้น เขาก็บอกโอเคงั้น Velidhu Island Resort เหมาะเลยเพราะมีปะการังรอบเกาะเยอะเหมาะมากดำน้ำรอบเกาะได้เลย เราลองให้เสนอราคามา water บังกาโลว์ 7 คืน และ รวมอาหารเครื่องดื่มทั้งหมดรวมแอลกอฮอลด้วย ปรากฎว่าราคาถูกกว่าของคลับเมดที่พักแค่สามวันอีก เราก็ยังไม่ได้อะไร ลองเช็คข้อมูลตามเวปไซต์อีกที่ว่าคนว่าไงกันบ้างเกี่ยวกับโรงแรมนี้ ผลคือเท่าที่ได้ข้อมูล คนส่วนใหญ่ชอบ พอใจ เราก็ตัดสินใจว่าจะจองกับทัวร์หรือจะจองเอง คือได้ราคาจากทัวร์มาแล้ว เราก็ลองโทรจองโรงแรมเองโดยตรงก็ตกคืนละ 450 เหรียญและเช็คราคาตั๋วเครื่องบินของบางกอกแอร์เวย์ ปรากฎว่าพอรวมทุกอย่าง จองกับทัวร์ถูกกว่าก็เลยจองกับทัวร์ค่ะ

วันเดินทางก็บินออกจากสุวรรณภูมิประมาณห้าโมงครึ่ง ถึงมัลดีฟส์ประมาณทุ่มครึ่งใช้เวลาปรมาณสี่ชั่วโมงครึ่ง เวลาที่มัลดีฟช้ากว่าบ้านเราสองชั่วโมง พอถึงสนามบินมาเลย์ Male ก็เฉยๆเพราะสนามบินเล็กไม่สวย ไม่มีอะไรน่าสนใจ เจอเจ้าหน้าที่ของทัวร์ที่มารับก็พาเราข้ามเรือข้ามฝากจากสนามบินไปเมืองหลวงคือมาเลย์ เพราะโรงแรมที่เราพักมันต้องนั่ง Seaplane ซึ่งไม่บินตอนดึก เราก็ต้องพักในมาเลย์หนึ่งคืน แล้วมาที่สนามบินอีกทีเพื่อนั่งเครื่องไปตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เข้าที่พัก ไกด์บอกพรุ่งนี้ต้องออกจากโรงแรมตีห้าเพราะ seaplane ออกตีห้าครึ่ง เขาบอกเขาจะมารับที่โรงแรมตอนตีห้า เราก็โอเคขึ้นห้องพัก โรงแรมที่เราพักคืนแรกในมาเลย์ Male ชื่อ Mookai
ขอย้ำชื่อนี้นะค่ะ เพราะแนะนำว่าถ้าเลี่ยงได้อย่าพักเด็ดขาด เพราะแย่มากถึงมากที่สุด โรงแรมเล็ก ล็อบบี้เล็ก พนักงานก็ไม่ค่อยโอเค ที่แย่สุดคือห้องค่ะเล็กคือเตียงติดฝา จะออกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำต้องข้ามเตียง แอร์ไม่เย็นหรือแทบไม่ทำงานเลยก็ว่าได้ สกปรก ที่เลวร้ายกว่านั้น เสียงดังมาก เสียงมอเตอร์ไซต์ เสียงคนคุยกัน ทะเลาะกันทั้งคืน ดังมาจากถนน คือไม่ได้นอนเลย อาหารเช้าก็คือห่วยสุดๆ เป็นโรงแรมที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยพักมา แถมตั้งร้อยเหรียญ ก็สามพันกว่าบาทต่อคืน อุบาวท์สุดๆ โชคดีที่ตีห้าเราก็ออกแล้ว ปรากฎว่าเราก็ลงมารอไกด์ที่ล็อบบี้ตามที่นัดกันไว้ รอๆๆจนตีห้าสิบห้าเราเอาะยังไง บอกเครื่องออกตีห้าครึ่ง ติดต่อก็ไม่ได้ เราเลยไม่รอแล้วค่ะ ก็ข้ามเรือไปเอง ทำเองก็ได้ เซ็งมาก คือมันไม่ได้ยากค่ะเราไม่จำเป็นต้องมีไกด์ แต่มาบอกว่าจะมาแล้วไม่มาเกือบทำให้เราต้องพลาดเที่ยวบิน ยอมรับว่าวันแรกในมัลดีฟส์ไม่ประทับใจคะ คือมันเริ่มต้นไม่ดีอะ แต่หลังจากที่เรามารอขึ้น seaplane เพื่อไปรีสอร์ทโลกเริ่มสดใสค่ะ แววแห่งความสวยงาม ที่เรารอคอยมันค่อยๆปรากฎให้เห็นแล้ว ติดตามตอนต่อไปนะค่ะ..สวยมากๆ

คลิกดูรูปถ่ายสวยๆที่มัลดีฟส์

เตรียมตัวสอบ TOEFL IBT

plew December 8th, 2008


โทเฟิล TOEFL IBT เราสอบผ่านแล้ว ที่ว่าผ่านก็คือได้คะแนนในระดับที่เราจะสมัครมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้ จริงๆมหาวิทยาลัยที่เราจะสมัครก็เป็นมหาวิทยาลัยธรรมดาๆที่ไม่ได้เป็นประมาณยูดังๆอะไรกับเขา อย่างเรามันแก่ขนาดนี้ไม่มีปัญญาที่จะสอบโทเฟลได้หลักร้อยแน่ๆ ดังนั้นก็เลือกยูที่เอาแค่ขั้นต่ำคือ 80 จริงๆแค่ 80 ตอนแรกก็ไม่ได้มั่นใจเลยว่าจะได้ แต่พอผลออกมาได้ 90 โล่งเลย ก็ดีเกินคาด แต่จริงๆก็ไม่ได้สูงอะไรแต่มันถือว่าโอเคมากๆสำหรับป้าๆแก่ๆอย่างเรา ที่ดีใจที่สุดคือเป็นการสอบครั้งแรกและครั้งเดียว ไม่เอาแล้วละโล่งมากเพราะไม่อยากสอบใหม่ ดีใจเหมือนได้คะแนนเกินร้อยเลย
มาโม้ให้ฟังเรื่องการเตรียมตัวสอบของเราดีกว่า เอาจริงๆเลยเตรียมตัวอ่านหนังสืออย่างจริงจังประมาณ 4 เดือนก่อนสอบ คือตอนนั้นอยู่อเมริกา เราอเงไม่ได้ลงคอร์สโทเฟิลอะไรที่นั่น คิดจะลงแต่มันแพง TOEFL Class ตกเดือนละตั้ง 1000 เหรียญ จริงๆอยาก เพราะมีเพื่อนที่เป็นคนโคลัมเบียเขาสอบก่อน เขาบอกควรจะเรียนเพื่อสอบจะได้คุ้นกับข้อสอบ แต่เราก็เสียดายเงิน เลยซื้อหนังสือมาอ่านเองรวมทั้งยืมจากห้องสมุดมาอ่าน หนังสือที่เราอ่านเพื่อเตรียมตัวมีสามเล่มหลักๆคือ

1.Cracking the TOEFL IBT 2009 edition by Princeton Review ราคาก็อยู่ประมาณ 33 เหรียญ ซึ่งจะมากลับ CD สำหรับฝึกฟังและพูดอีกหนึ่งแผ่น เล่มนี้ขอบอกว่าเป็นเล่มที่ชอบมากที่สุดและคิดว่าช่วยได้มากๆ เพราะเทคนิคที่เข้าให้มันเอาไปประยุกต์ใช้กับการทำข้อสอบได้ดี จะเน้นเทคนิคในการทำข้อสอบจริงๆ ไม่ได้เน้นเรื่องการปูพื้นฐานอะไร คือตรงเข้าเรื่องการทำข้อสอบกันตรงๆ โดยเฉพาะ reading เทคนิคจากเล่มนี้ช่วยได้มาก Templates สำหรับ Speaking และ writing ก็ช่วยได้มากเช่นกัน ตรงเฉลยก็ชัดเจนทำความเข้าใจง่ายดี แนะนำอย่างแรง

2. Barron’s TOEFL iBT Internet-Based Test, 12th Edition ราคาประมาณ 35 เหรียญ มาพร้อมกับ CD เสียง 10 แผ่น สำหรับ parts listening, speaking และ writing เล่มนี้หนามาก ข้อดีของเล่มนี้คือมีข้อสอบให้ทำเยอะมากๆ เหมาะใช้ในการฝึกเพื่อทำความคุ้นเคย เฉลยก็ละเอีอดดี แต่เราไม่ชอบเท่าไร เพราะเทคนิคมันไม่ตรงๆแบบเล่มแรง จะเยิ่นเย้อกว่า แต่ก็ควรมีเพื่อจะได้ฝึกทำข้อสอบเยอะ ข้อดีอีกอย่างคือมีตัวอย่างเสียงการตอบ part speaking ให้ด้วยใน CD

3. The Official Guide to the New TOEFL iBT with CD-ROM by ETS
ราคาก็ประมาณ 35 เหรียญ เป็นเล่มที่บางที่สุด แต่ก็ต้องอ่านเพราะมันทำจากคนที่ออกข้อสอบก็ต้องอ่านเพราะจะได้ข้อมูลตรงๆว่าหลักเกณฑ์การตอบแบบไหนถึงจะได้คะแนนดี แต่เราว่าเล่มนี้เนื่องจากเป็นของคนทำข้อสอบมันเลยไม่ค่อยมีเทคนิคอะไรที่เป็นเทคนิคจริงๆ คือเขาจะให้เทคนิคที่กว้างๆมากกว่า แต่คิดว่าดีเพราะเขามีตัวอย่างคำตอบที่ได้คะแนนในระดับต่างๆทั้ง พูดและเขียน เราจะได้รู้ชัดๆว่าต้องเขียนต้องพูดประมาณไหนเขาถึงจะชอบ ในส่วนของ speaking มีตัวอย่างคำตอบของคนที่เข้าสอบจริงๆ ซึ่งจะทำให้เรามีกำลังใจขึ้นเพราะบางคนที่เขาบอกว่าได้คะแนนสูงก็ไม่ได้พูดดีอะไรมากมาย แต่ถ้าฟังคำตอบของ Barron จะทำให้เราตกใจเล็กน้อยเพราะตัวอย่างการพูดของเขาจะใช้คนที่เป็นnative speaker ซึ่งตอบได้สมบูรณืแบบจนเกินไป ในความเป็นจริง คนที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรกอย่างเราตอบอย่างนั้นไม่ได้หรอก ก็ควรอ่านเล่มนี้เช่นกัน

หลังที่อ่านจบสามเล่มบอกได้เลยว่าข้อแนะนำและเทคนิคของทั้งสามเล่มบางส่วนคล้าย บางส่วนต่าง ยิ่งตรง writing ทั้งสามเล่มให้แนวที่ไม่ค่อยเหมือนกันเอาเลย ตอนแรกเราก็ลังเลว่าจะใช้ของเล่มไหนดี สุดท้ายก็เลือกของ Princeton เพราะ มันช่วยให้เราเขียนได้เร็วขึ้น แต่จริงๆแล้วการเขียนขอให้เขียนให้แคบเข้าไว้คือมีตัวอย่างที่ชัดเจนจะได้คะแนนดีกว่าเขียนกว้าง ยิ่งยกตัวอย่างได้ชัดเท่าไรยิ่งดี แต่ถ้าอ่านได้ทั้งสามเล่ม และทำแบบฝึกหัดและข้อสอบทั้งสามเล่มจะช่วยได้มากทำให้เราคุ้นเคยกับข้อสอบ

อีกส่วนที่คิดว่าช่วยได้มากคือการฝึกเขียนทุกวัน ถึงแม้ IBT จะไม่สามารถรู้หัวข้อที่จะต้องเขียนได้เหมือนแบบ CBT แต่จริงๆหัวข้อที่ต้องเขียนใน IBT ในส่วนของ independent นั้นใกล้เคียงกับ CBT มาก เอาหัวข้อของ CBT เดิมที่มีประมาณสามร้อยหัวข้อนั่นแหละมาลองเขียนทุกวัน วันละกี่หัวข้อก็แล้วแต่เวลาของแต่ละคน เราเองบางวันก็สอง บางวันก็สาม บางวันแค่เรื่องเดียวแต่พยายามเขียนทุกวัน แล้วก็หาตัวอย่างคนที่เขียนดีๆมาเทียบ ในหลายๆหัวข้อหาได้ง่ายๆทางเนตแล้วก็ลองมาเทียบกับของเรา แต่ถ้าใครมีคนที่อ่านและแก้ให้ก็จะดีมากๆ

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง