ขอวีซ่าอเมริกาไม่ผ่าน..ทำไมWhy US Visa Applications are Declined
plew October 23rd, 2008
วันนี้กลับมาเขียนเรื่องการขอวีซ่าเอมริกา US Visa อีกรอบ เนื่องจากมีเพื่อนหลายคนที่ถูกปฏิเสธทั้งที่น่าจะผ่าน หลายคนก็มีคำถามเดียวกันว่าทำไมไม่ผ่าน เขาตัดสินด้วยเกณฑ์อะไรว่าใครได้ บางทีคุยแค่สองนาทีเอกสารอะไรก็ไม่ดูแล้วก็บอกว่าไม่ได้ บอกตรงๆว่าตัวเองก็ไม่รู่เช่นกัน หรือแม้กระทั่งคุยกับเจ้าหน้าที่สถานรทูตก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนอยู่ดี เพราะเขามักพูดว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาขึ้นอยู่กับคุรสมบัติและสถานการณ์ของผู้สมัครแต่ละคน ตัวเองจริงๆก้ไม่ใช่ทนายหรือมีความรู้มากมาย แต่ก้ได้จากการศึกษาจากคนที่เขามีประสบการณ์และการสังเกตุจากทั้งคนที่ผ่านและไม่ผ่าน
เอากรณีตัวเองเป็นหลักเลยนะ เราขอวีซ่าท่องเที่ยวก็ประมาณเกือบสามปีที่ผ่านมา ช่วงที่ไปสัมภาษณ์เป็นช่วงเดือนธันวาคม และบอกว่าจะไปเที่ยวเดือนมกรา มีเพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่าขอช่วงใกล้คริสมาสต์เขาจะปล่อยวีซ่าเพิ่มขึ้น เพราะฝรั่งเขาให้ความสำคัญกับเรื่องเทศกาล แล้วก็ได้จริงๆ ดังนั้นเรื่องช่วงเวลาที่ขออาจมีผลเช่นกัน ขอย้ำว่า “ก็อาจนะ” เพราะจริงๆก็ไม่มีใครรู้หรอกแน่ๆนอกจากเจ้าหน้าที่
ประเด็นต่อมาตัวเองตอนขอก็อายุสามสิบเข้าไปแล้ว ทำงานมาสิบปี แล้วก็ทำงานในหน่วยงานที่มีชื่อเสียง คือดังว่างั้นเหอะ บริษัทใหญ่ใครๆก็รู้จัก เงินเดือนก็ประมาณ 3xxxx – 5xxxxตอนสัมภาษณ์เขาดูแต่หนังสือรับรองการทำงานอย่างเดียวเลย อย่างอื่นไม่ดู เขาถามว่าทำงานที่นี่ตำแหน่งอะไรเราก็บอกไป แล้วเราก็มีหนังสือรับรองการทำงานอีกฉบับซึ่งเราทำงานเป็นนักวิจัยโครงการ ให้กับมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐแห่งหนึ่ง เขาก็บอกงานน่าสนใจดีนะ แล้วก็บอกให้วีซ่า ประเด็นนี้บอกได้เลยว่าถ้าขอแล้วไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่งก็มีโอกาศไม่ได้มาก หรือทำงานมาได้ไม่นาน จบใหม่อะไรประมาณนั้น เงินเดือนน้อย ก็อาจจะยากเช่นกัน เพราะต้องคิดว่าคนทำงานใหม่ๆอายุงานน้อยๆนายจ้างเขาจะให้ลางานไปเที่ยวได้นานๆหรือ ตรงนี้เขาก็สงสัยได้ ถึงแม้จริงๆเราจะลาได้ก็เหอะ เท่าที่เจอมาส่วนใหญ่คนที่ทำงานในองค์กรดีๆ มีชื่อเสียงและอายุงานได้มักจะได้วีซ่า เพราะเขามองว่าก็งานการที่เมืองไทยมันดีอยู่แล้วคงไม่อยากหนีไปทำงานที่เมกาหรอก ซึ่งจริงๆก็ไม่ใช่เลย
ต่อมาเขาว่ากันว่า ว่ากันว่านะคือพิสูจน์ไม้ได้ คนโสดอายุยังน้อยและเป็นผู้หญิงด้วยแล้ว บวกกับวันสัมภาษณ์แต่งตัวแรงๆ ก็มีสิทธิที่จะไม่ได้ แหมก็ประเทสเรามันมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีด้านนั้นซะแล้ว และยิ่งบอกว่ามีแฟนอยู่ที่โน่นด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่เลย
ต่อมาการที่มีญาติหรือคนรู้จักอยู่ที่โน่น สรุปไม่รู้ดีไม๊หรือช่วยอะไรได้รึป่าว เพราะอันนี้เพื่อนหลายคนก็เจอมาแล้ว กับตัวเองญาติกันนี่แหละ คุณแม่เป็นกรีนการ์ดอยู่ที่โน่นมาเกือบสิบปี ขอวีซ่ายังไงก็ไม่ผ่านทั้งสองคนพี่น้อง ขอแล้วขออีกประมาณสี่ครั้งได้ ก็ไม่ผ่าน ทั้งที่มีแม่แท้ที่มีกรีนการ์ดอยู่ที่โน่น แต่ถ้าให้เดาก็เพราะตอนนั้นญาติก็เพิ่งเรียนจบ งานก้ไม่ดีเงินเดือนน้อย น้องชายก็ยังเรียนไม่จบ ทั้งคู่เรียนสถาบันที่เรียกว่าเกรด C ฐานะทางบ้านก็ไม่ดีนักเพราะคุณพ่อไม่ได้ทำงาน ถึงแม่จะทำงานที่โน่นแต่ก็ไม่ได้มีรายได้มากมาย อันนี้เราตั้งข้อสังเกตุนะ
อันนี้ก็พวกคนไทยที่รู้เรื่องเมกาบอกมาอีกต่อเขาบอกถ้าจบจากมหาลัยดังๆเช่นจุฬา ธรรมศาสตร์อะไรเงี้ยก็มักจะได้ ถ้าจบแบบราชภัฏคือมหาลัยไม่ดัง แล้วหน้าที่การงานไม่ดีด้วยแล้วยาก เพื่อนบอกเมกาเขาชอบคนเก่งๆ อันนี้ก็เขาเล่ามา สำหรับตัวเองก็ไม่รู้นะ เราก็จบจากมหาลัยที่คนเขามองว่าดังเหมือนกัน ทั้งตรีและโท และมันก็ได้จริงๆ ส่วนเพื่อนที่รู้จักซึ่งส่วนใหญ่ก็จบจากสถาบันเกรดเดียวกัน มันก็ไม่มีใครมีปัญหา อันนี้คือคาดเดาเอา แต่ถ้าจบจุฬาไม่มีงานการทำ ตังค์ก็ไม่มีคงไม่ได้หรอก
ต่อมาเขาว่ากันว่าถ้าเคยไปเที่ยวประเทศอื่นๆมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศที่ขอวีซ่ายากๆ พวกทางยุโรปหรือญี่ปุ่นหรือออสเตรเลียจะช่วยให้ได้ง่ายขึ้น เพราะเท่ากับเคยผ่านการสกรีนจากประเทศอื่นๆมาแล้ว ไปแล้วก็กลับมาปกติ แต่อันนี้ก็ไม่เสมอไปเช่นกันเพราะมีเคส ของเพื่อนของเพื่อนอีกที เธอรวย ภาษาอังกฤษเลิศ ไปเที่ยวยุโรปมาเกือบครบทุกประเทศ ปรากฎว่ามาขอวีซ่าเมกาไม่ผ่าน เล่นเอางงเป็นไก่ตาแตกว่า ทำไม?
บางคนถามต่อว่าแล้วเงินในบัญชีหละ สำหรับวีซ่าท่องเที่ยว แล้วเขาให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานของเรามากกว่าเงินในบัญชี เพราะตัวเราเอง และคนอื่นที่รู้จักเขาไม้ได้ขอดูสมุดบัญชีอะไรเลย ดูนหนังสือรับรองการทำงานเป็นหลัก
สรุปแล้วเป็นอะไรที่บอกได้ยากมากว่าทำไมผ่าน ทำไมไม่ผ่าน ไม่ใครตอบได้นอกจากคนสัมภาษณ์ แต่อย่างไรก็ตามการเตรียมความพร้อมคุณสมบัติของตัวเองก่อนจะเสียตังค์ให้เขาสี่ห้าพันก็ถือว่าต้องทำและช่วยได้มาก แต่ตอนนี้อย่างที่ย้ำกับเพื่อนว่า การขอวีซ่าอเมริกามันยากมากขึ้นเพราะเศรษฐกิจเขาไม่ได้ อันนี้ไม่ได้พูดเล่นนะ เพราะเขาก็ต้องเข้มงวดมากขึ้นกับคนที่จะเข้าประเทศโดยเฉพาะประเทศที่จนๆอย่างเรา ก็จริงๆมันก็จริงของ เราเข้าไปบอกไปเที่ยวและแอบทำงานกันตรึม หรือเปลี่ยนสถานะก่อนวีซ่าหมดกันเยอะๆ เขาก็ต้องสงสัยเพราะสถิติมันเห็นๆกันอยู่ ใครจะอยากให้คนนอกเข้าไปแย่งงานคนในประเทศละ เพราะคนในเองตอนนี้ก็ตกงานกันมากขึ้น มันก็น่าเห็นใจเขาอยู่เหมือนกัน ทำไงได้เรามันคนไทยไม่ได้เกิดเป็นคนญี่ปุ่น คนยุโรป คนจากประเทศรวยๆที่เข้าอเมริกาได้โดยไม่ต้องวีซ่าอะไรทั้งนั้น…ทำใจ
สุดท้ายสำหรับเพื่อนๆที่ผิดหวังก็คงได้แต่บอกว่าเสียใจด้วยค่ะ แต่ไม่ได้วันนี้ไม่ได้แปลว่าจะไม่ได้ตลอดไป แต่อย่าใจร้อนท้ิงช่วงเวลาสักหน่อยแล้วลองดูอีกที..เป็นกำลังใจให้ค่ะ
- ขอวีซ่า ###
คือว่า เพลินมีพ่อได้กรีนการ์ดอยู่ที่อเมริกาค่ะ
แล้วหนูกำลังที่จะไปเรียนที่นู่น ได้รับ I-20 เรียบร้อยแล้ว
รอวันสัมภาษณ์ในวันที่ 13 พย.นี้เท่านั้น รู้สึกตื่นเต้นมาก
ปรึกษากับพี่ที่สถาบันเรียนเค้าแนะนำว่า ไม่ให้หนูบอกว่ามีพ่ออยู่ที่นั่น
(คือไม่มีญาติเลย) ส่วนพ่อหนูให้บอกเค้าไปว่า (ที่สถานฑูต) มีพ่ออยู่ที่นั่น
บอกความจริงไปเลย ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย หนูควรทำยังไงดีคะ
รู้สึกหนักใจมากๆ ใจนึงก้อกลัวว่าจะไม่ได้วีซ่า ส่วน Statement
ใช้ของคุณน้าเพลินนะคะ ไม่ได้ใช้ของพ่อ ยังไงช่วยตอบกลับทางอีเมลล์
ด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
คุณเพลิน ขอตอบทางนี้นะค่ะ เออตอบยากจังจริงๆมีพ่ออยู่ที่โน่นมันไม่น่าจะทำให้เราไม่ได้วีซ่านะ แต่ว่ามันก็มีประเด็นเหมือนกันคือบางทีถ้าเรามีญาติหรืออะไรที่โน่นบางทีเขาก็กลัวว่าเราจะอยู่ยาวคือขอเปลี่ยนสถานะเพื่ออยู่ถาวรอะไรประมาณนั้น แต่มันก็ขึ้นกับคนสัมภาษณ์แต่ละคนตอบยากว่าควรบอกหรือไม่ พี่ว่าถ้าเขาไม่พูดถึงพ่อคือเค้าไม่ได้ถามว่าพ่ออยู่ที่ไหนก็ไม่ต้องพูด คือเราไม่ได้โกหกแต่เราตอบเท่าที่เขาถาม แต่ถ้าเขาถามว่าพ่ออยู่ที่ไหนก็ตอบความจริงดีกว่าค่ะ คือถ้าเขาถามแค่ว่าพ่อทำงานอะไรก็บอกไปแต่ไม่ต้องพูดก็ได้ว่าทำที่ไหน อย่างนี้เราก็ไม่ได้โกหกใช่มะ โชคดีค่ะ
**สวีสดีครับ**
ผมเป็นคนหนึ่งที่ขอวีซ่าb1/b2 ครั้งเดียวครั้งแรกแล้วผ่าน ถ้าถามผมว่าผมทำยังไง ผมก็จะตอบว่าผมทำตามความเป็นจริงและตอบตามความเป็นจริง ทุกอย่างอีกทั้งการดำเนินการจัดเตรียมเอกสารทุกอย่างที่เค้าระบุไว้ทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งสิ้น กรอก ds ซื้อ pin จ่าย fee ทุกอย่างทำเองหมดตามขั้นตอนที่ทางเวปไซด์สถานฑูตเค้าบอกไว้ ดังนี้
1.ผมทำงานที่ห้างหุ้นส่วนแห่งหนึ่ง ในตำแหน่ง admin เกี่ยวกับ logistics มา 4 ปี เข้าปี ที่ 5 ผมก็ขอใบรับรองพร้อมกับใบลางาน 10 วัน ทุกอย่างอนุมัติ มาอยู่ในมือ
2.ผมหาโรงแรม และจัดเตรียม trip ท่องเที่ยว พร้อมทั้งพิจารณาโรงแรมที่มันจะ สามารถ cover trip ทั้งหมดที่ผมจะไป แล้ว จองทางอินเตอร์เนต รอ reservation confirmed ตอบกลับมาแล้วผมก็ print ออกมาเตรียมไว้
3.ผมศึกษาวิธีการกรอก ds จากเวปไซด์ต่างๆ จนเข้าใจ แล้วผมก็กรอกไปตามความเป็นจริงทุกอย่าง แล้วปริ้นออกมาครบ 4 แผ่น พร้อมบาร์โค้ดที่ชัดเจน
4.ผมทำการจองวันนัดซื้อ pin นัด ผ่านทางอินเตอร์เนต พร้อมทำวันนัดเรียบร้อย แล้วปริ้นท์ ออกมาเก็บไว้
5.ผมไปขอ statement ธนาคารย้อนหลัง 6 เดือนมาเก็บไว้ มีเงินเดินบัญชีตลอด มีเงินติดบัญชีอยู่ 2 แสนกว่าบาท
6.ผมไปถ่ายรููปถูกต้องตามที่เค้ากำหนดไว้ 2 x 2 นิ้วมาแปะลงในใบ ds
7.ผมทำ resume แนะนำตัวเองว่าผมเป็นใครเรียนจบอะไร ไปเที่ยวที่ไหน ไปกี่วัน ไปวันไหน กลับวันไหน พักที่ไหน แล้วปริ้นท์มาเก็บไว้
8.ผมเอาเอกสารทุกอย่างที่เครียมไว้ทั้งหมดไปถึงสถานฑูตในวันนัดก่อนเวลา 1 ชั่วโมง
9.ผมเข้าไปที่ประตู ตรวจวันนัด ฝากกระเป๋า ตรวจเอกสารอีกครั้ง ซื้อซองจดหมาย ยื่นเอกสารรอเบอร์คิว บอกว่าจะสัมภาษณ์ภาษาไทย แล้วนั่งรอ ประมาณ 30 นาที
10. เรียกสัมภาษณ์ ช่อง 5 ภาษาไทย กับคำถาม 5 คำถาม
- คุณจะไปทำไมครับ - ไปเที่ยวครับ
- คุณทำงานมากี่ปีครับ - 4 ปี เข้าปีที่ 5 ครับ
- ไปพักที่ไหนครับ - ตอบตามที่กรอกไว้ใน ds
- จะไปกี่วันครับ - 10 วันครับ
- ใครออกค่าใช้จ่ายให้ครับ - จ่ายเองครับ
11……เงียบไปประมาณ 2 นาที…….
12. ส่ง resume กับใบลางานคืน
13. ” ตกลงเราให้คุณไปได้ รอรับเอกสารทางไปรษณีย์ 2 - 3 วันครับ”
14. เช้าวันรุ่งขึ้น ผมได้รับพาสปอร์ตคืนทางไปรษณีย์ พร้อมประทับ ตราวีซ่า 10 ปี.
15. ผมจะไป เดือนธันวานี้ครับ
***กรุณาใช้วิจารณญานในการอ่าน แล้วพิจารณาว่า อะไร เป็นสาเหตุที่ ทำให้หลายๆ ท่านขอวีซ่าไม่ผ่าน***
กลัว..ฟังเค้าว่ามามาก..กรอกเอกสารไม่เป็นไปตามความเป็นจริง..และ อื่นๆ สุดท้ายทุกอย่างเหล่านั้น มันย้อนกลับหาตัวคุณเอง จนเค้าจัลพิรุธได้ว่า คุณไม่จริงใจที่จะไปตามความเป็นจริง
***ทุกอย่างที่ผมกล่าวไว้ เป็นความจริงทุกประการ***
นายโป้ง
สวัสดีดีค่ะ ดิฉันมีปัญหาเรื่องวีซ่าที่หนักหนามากๆ ซึ่งอยากขอความคิดเห็นช่วยให้ทางคุณ กรุณาวิเคราะกรณีนี้หน่อยค่ะ จะขอเล่าแบบละเอียดนะคะจะได้นึกภาพออกแต่มันออกจะน่าเวทนาไปซักหน่อย
ดิฉันได้วีซ่าไปอเมริกา เมื่อเดือนมีนาคมปีที่2007 เป็นโครงการ work and travel เป็นวีซ่า ประเภทJ1 ซึ่งอยู่ได้ประมาณ สี่เดือน ซึ่งหมายความว่าวีซ่านี้จะหมดอายุ ประมาณเดือนกรกฎาคม
เรื่องมีอยู่ว่า ดิฉันก็เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่รัฐนิวแฮมฟ์เชีย ทำงานได้ประมาณสองเดือน เกิดอุบัติเหตุกล้ามเนื้อหลังฉีกขาด ทำให้ไม่สามารถทำงานต่อได้ ดิฉันได้ตัดสินใจขอออกจากที่ทำงาน แล้วแจ้งไปทางบริษัทเอเจนซี่ที่เมืองไทยว่าทำงานไม่ได้แล้ว ทางเอเจนซี่บอกว่าถ้างั้นให้กลับเมืองไทยมาเลย แต่วีซ่ายังไม่หมด และอาการก็ดีขึ้นไม่มาก ดิฉันจึงลงไปหาพี่ที่สนิทกัน ที่รัฐแมรี่แลนด์ก่อน และตั้งใจจะอยู่รักษาตัวและท่องเที่ยวเมื่ออาการดีขึ้นซักเดือน ดิฉันอาศัยอยู่กับบ้านพี่นุช(นามสมมุติ)เป็นบ้านครอบครัวใหญ่ชาวอเมริกาซึ่งพี่นุชเป็น ออร์แพเลี้ยงเด็กอยู่ ครอบครัวนี้รักพี่นุชเหมือนลูก เมื่อดิฉันไปอาศัยอยู่กับทางเค้าก็รักและเอ็นดูดิฉันมาก หนึ่งเดือนต่อมา ดิฉันตัดสินใจว่าอยากจะอยู่ต่ออีกซักพัก จะทำอย่างไรดี เพราะตนเองเรียนจบปีสี่แล้ว และอยู่ในช่วงทำทีสิส เพื่อจะรับปริญญาเดือนธันวาคม จึงมีความคิดอยากจะอยู่ต่อเพื่อทำทีสิสคือถ่ายทำหนังสั้นที่อเมริกา (ดิฉันเรียนด้านภาพยนตร์ค่ะ) ปรึกษาพี่นุชและคนไทยที่อยู่ที่โน้นทุกคนแนะนำว่า ให้ทำเรื่องขอเปลี่ยนวีซ่า ก่อนที่วีซ่าเดิมจะหมดอายุ เค้าแนะนำให้ดิฉันลงเรียนคอร์สภาษาเพื่อเปลี่ยนสถาณภาพที่ง่ายและแน่นอนที่สุด แต่ดิฉันจำเป็นต้องกลับไปส่งทีสิสและรับปริญญาจึงไม่สามารถลงเรียนได้ จึงขอเปลี่ยนเป็น วีซ่าท่องเที่ยว ….
ดิฉันทำเรื่องขอเปลี่ยนวีซ่าตามขั้นตอนถูกต้องทุกประการเพื่อขอยื่ดเวลาอยู่ต่ออีกหกเดือน หลังจากส่งเรื่องไปได้สองอาทิตย์ ได้จดหมายตอบรับจากอิมมิเกรชั่นว่า เรื่องถึงแล้วกำลังดำเนินการซึ่งถึงจุดนี้ เค้าส่งมาช่วงเดือนกรกฎาคมพอดี ก่อนจะถึงวันหมดอายุก่อนวีซ่าเก่า ดิฉันจึงอยู่ในการดูแลของรัฐบาลอย่างถูกกฏหมายเพราะได้ทำเรื่องขอเปลี่ยนอย่างเป็นทางการไม่ได้มีเจตนาหนีแต่อย่างไร ซึ่งการผลของการต่อวีซ่าใหม่นี้ จะตอบกลับมาประมาณสองเดือน
วันเวลาผ่านไปล่วงไปจนเข้าเดือนที่สามของการเปลี่ยนวีซ่า ดิฉันจึงโทรไปถามทางอิมมิเกรชั่นว่าถึงผลดิฉัน คำตอบคือยังดำเนินการอยู่ให้รอไปก่อน
( ขออธิบายเพิ่มเติมตรงนี้ว่า ในกรณีที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการเปลี่ยนหรือต่อวีซ่าระหว่างอยู่ที่อเมริกานั้น ไม่ควรจะ ออกนอกประเทศ หรือกลับประเทศของตน จนกว่าจะได้รับผลตอบรับระบุชัดเจนว่าอนุมัติหรือไม่อนุมัติ หากอุนุมัติจะมีวีซ่าใหม่มาให้ที่ระบุวันหมดอายุครั้งใหม่ด้วย)
จนเข้าเอนที่สี่ เดือนพฤศจิกายน ดิฉันเริ่มจะเอะใจกับความล้าช้าของการดำเนินการ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบกับการกลับไปรับปริญญาไม่ทันของดิฉัน ซึ่งดิฉันจำเป็นต้องกลับเมืองไทยเดือนธันวา
เมื่อเข้าเดือนธันวาคมดิฉันจึงโทรถามอิมมิเกรชั่นอีกครั้ง เพื่อบอกเจตนาว่าจำเป็นต้องกลับเมืองไทย ไม่สามารถรอผลจากอิมมิเกรชั่นได้แล้ว ดิฉันได้ถามเค้าอย่างชัดเจนว่า แล้วถ้ากลับจะสามารถกลับมาอเมริกาได้อีกหรือเปล่า เพราะมีความตั้งใจจะกลับมาเรียนโทปีหน้า2008 ทางอิมมิเกรชั่นตอบชัดเจนว่า ได้ เรื่องที่ขอก็จะแคนเซิ่ลไปโดยอัตโนมัติ และคุณก็ไม่ได้เป็นคนผิดกฎหมายเพราะ ที่ผ่านมาอยู่ในการรับรู้ของทางอิมมิเกรชั่น และในกรณีที่คุณจะกลับมาใหม่ก็ขอวีซ่าขากเมืองไทยเข้ามาใหม่ก็เท่านั้น เค้าพูดฟังดูง่ายมาก ทำให้ดิฉันกลับเมืองไทยอย่างโล่งอก วันสแตมป์ขาออกใน I94ของดิฉันจึงเป็นดังนี้ ” ขาเข้า-12 march /ออก 12 December - แต่ในวีซ่าอเมริกายังเป็นอันเดิมคือ J1 /9march - 5july 2007
นั่นคือเรื่องราวทั้งหมดของขั้นตอนการเปลี่ยนวีซ่าขอดิฉันในอเมริกา มาฟังต่อเรื่องหลังจากที่กลับมาเมืองไทยแล้ว และจะกลับไปอเมริกาต่อ
หลังจากกลับอเมริกาได้สองเดือน ดิฉันยื่นขอวีซ่าเพื่อกลับไปอเมริกาอย่างรวดเร็วโดยทันที(สองเดือนก็ถือว่านานมากแล้วสำหรับคนที่ต้องจากแฟนมา คุณคงเข้าใจ) อีกครั้งที่ดิฉันทำตามคนที่ให้คำปรึษาเรื่องวีซ่า ซึ่งบอกว่าให้ดิฉัน ขอวีซ่าท่องเที่ยวกลับมา ได้แน่นอนเพราะดิฉันเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง (นั่นคืออาชีพของดิฉันนักร้องของอาร์เอส) ที่บอกเพราะ หลักฐานที่ดิฉันเอาไปยื่นขอวีซ่าครั้งนี้คือสัญญา 5ปี ของอาร์เอส ซีดีรูปผลงานต่างๆ ที่บอกว่าจะต้องกลับมาทำเทปกลางปี ขอไปเที่ยวสักสามเดือนเพื่อไปรัฐที่ยังไม่ได้ไป ดิฉันไปขอวีซ่าครั้งนี้ด้วยความหวังแรงกล้าและความมุ่งมั่นบวกกับคนที่อินเลิฟที่กำลังจะได้กลับไปหาแฟนที่กำลังรออยู่ กงสุลสาว ดูข้อมูลของดิฉันที่กรอก ถามอย่างแรกคือ
—”9เดือนเนี๊ยนะ คุณไปอยู่มาได้อย่างไรอมื่อปีที่แล้วตั้งเก้าเดือน คุณทำงานใช่มั๊ย”
ดิฉัน– ” ดิฉันจบจากเวิคแอนด์ทราเวลเกิดอุบัติเหต ต้องพักตั้งสองเดือนแทบไม่มีเวลาเที่ยวก็เลยขอต่อวีซ่า
เพื่อเที่ยวก่อน ไม่ได้ทำงานด้วย อยู่บ้านเพื่อนนิดหน่อย ส่วนมากเช่าทั่วไปมากกว่า”
กงสุล–” คุณจะเอาเงินมาจากไหนถ้าไม่ได้ทำงาน”
ดิฉัน—- ” ดิฉันเป็นนักร้องในเมืองไทยออกเทปมี เงินพอที่จะดูแลค่าใช้จ่ายเองได้ ไม่ต้องทำงาน พร้อมกับ
โชว์ซีดีผลงานทั้งปวงให้ดู” สู้สุดชีวิต แต่ก็ประหม่ามาก
กุงสุล– ” นักร้องออกเทปเนี๊ยนะ (ทำหน้าแหยแก) ไม่ล่ะ ชั้นว่ามันไม่แมคเซ็นต์ เพราะสำเนียงภาษาอังกฤษ
คุณดีเกินไปชั้นไม่เชื่อว่าคุณไม่ได้ไปทำงาน พร้อมกับยื่นใบหนึ่งที่ดิฉันไม่ทราบจิงๆว่าคืออะไร เค้า
ตอบมาว่ามันคือใบที่ไม่อนุมัติให้คุณผ่าน
ดิฉันหน้ามืดตาลาย พร้อมกับจะเป็นลมล้มไปตรงนั้นให้ได้ ยังช็อคอยู่กับสถาณการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ชั้นไม่คาดว่ามันจะเกิด ไม่ได้เตรียมรับมือ เพราะคิดมาตลอดว่า การขอวีซ่าไม่น่าจะเป็นเรื่องยากอะไร ไม่คิดเลยจิงๆ
หลังจากโศกเศร้าเสียใจดั่งคนบ้า ดิฉันได้หารือกับแฟนที่อยู่ที่โน้นได้ข้อสรุปได้ว่า ถ้างั้นขอให้คราวนี้ขอลงเรียนคอร์สภาษา แฟนส่งเรื่องจากทางโน้นมาให้ เอกสารดิฉันครบทั้งหมดจนได้ I20จากสถาบันมา ดิฉันจึงเข้าไปขอวีซ่าใหม่อีกครั้ง คราวนี้ขอเป็นวีซ่านักเรียน F1 ซึ่งระยะห่างจากครั้งแรกคือ เดือนกว่า (ประมาณเดือนปลางเดือนมีนา) ดิฉันกลับไปด้วยความหวังเต็มเปี่ยมเหมือนเดิมเพราะคราวนี้ไม่มีเหตุผลปฎิเสธเพราะดิฉันจะไปเรียนหนังสือ ตามที่ฟังจากคนไทยที่โน้นหรือศึกษาข้อมูลมา น้อยมากที่ขอไปเรียนแล้วจะไม่ผ่าน คราวนี้กงสุลเป็นชาย เค้าดูเอกสาร จิงๆแล้วดูแค่พาสปอร์ตกับDSก็ถามดิฉันอีกแล้ววว่า
กงสุล–” นี่คุณไปเมกามาด้วยวีซ่า j1 ซึ่งเค้าอยู่ได้ไม่เกินสี่เดือนแล้วคุณอยู่ตั้งเก้าเดือนได้ยังไง”
ดิฉัน—” ดิฉํนขอเปลี่ยนและต่ออย่างถูกกฎหมายนี่ใง ใบตอบรับดำเนินการจากอิมมิเกรชั่น (ยื่นให้เค้าดู)กงสุลญี่ปุ่นหน้าปลาแห้ง รับไปดูและลุกไปคุยบางอย่างกับเจ้าหน้าที่ด้านหลัง
กงสุล–” คุณเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนซึ่งคุณไม่ควรที่จะอยู่ต่อ คุณต้องกลับมาใครเค้าก็ทำกันอย่างนี้ทั้งนั้น แค่คุณไปเปลี่ยนวีซ่าที่โน้นก็ผิดแล้ว เพราะคุณมีเจตนาที่จะไม่ออกจากสหรัฐอเมริกานั่นหมายความว่าคุณเป็นบุคคลไม่น่าไว้วางใจ ผมไม่อนุมัติ”
ดิฉัน –” เถียงสุดหัวใจ อยู่ตรงช่องซึ่งไม่ยอมออกจากช่อง”
ถึงตอนนี้เพื่อนๆคุณนึกภาพออกนะคะว่าความเสียใจและผิดหวังมันเพิ่มขึ้นอีกทวีคูณแค่ไหน ……ดิฉันเสียใจมากกก ไม่สามารถทำอะไรได้เลยทีเดียว ที่จะกล่าวต่อจากนี้เพื่อนๆไม่ต้องตกใจ เพราะดิฉันโกรธมากจึงขอนัดสัมภาษณ์ใหม่อีกรอบ ซึ่งห่างกันแค่อาทิตย์เดียว ดิฉันกลับไปครั้งที่3ด้วยเอกสารเดิมทุกอย่าง เป็นวีซ่านักเรียนเหมือนเดิมที่เดิม เพราะยังไม่ถึงเวลาเปิดเรียน ดังนั้นชั้นอ้างที่จะขอได้เพราะโรงเรียนใกล้จะเปิดแล้ว เจอกงสุลคนใหม่อ้วนหน่อย
กงสุล— คุณเพิ่งมาขอเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเองนี่นา แล้วนี่ก็ขอมาเป็นครั้งที่สามแล้วด้วย มันยังไงกันเนี๊ย
ดิฉัน —- จะกลับไปเรียนโรงเรียนจะเปิดแล้ว แล้วคุณก็ไม่ให้ผ่านซะที
กงสุล—-โอเค ประวิตคุณไปเวิคฯมาแล้วไปอยู่กับครอบครัวออร์แพ เป็นชาวอะไร อ่าวนี่คุณไปอยู่มาได้ยังไง
ตั้งเก้าเดือน คุณไม่ควรจะอยู่นานขนาดนั้น
ดิฉัน—– ครอบครัวที่ไปอยู่เป็นชาวอเมริกัน (พูดความจริง) แล้วดิฉันยื่นขอเปลี่ยนวีซ่าอย่างถูกต้อง เอาดู
ซะ ส่งใบดำเนินการอิมมิเกรชั่นให้ดู
กงสุล— (รับอ่าน) นี่มันบอกว่าเรื่องกำลังดำเนินการ ไม่ใช่ใบอนุมัติคุณซะหน่อย คุณใช้ใบนี้ไม่ได้หรอก
เพราะเรื่องคุณอาจจะไม่ผ่านก็ได้ เพราะคุณออกจากประเทศมาก่อนหนิ
ดิฉัน—– อธิบายอย่างสุดกำลัง ความประหม่าและกลัวว่าจะโดนปฎเสิธอีกทำให้ดิฉันพูดจาสั่น และอึกอัก
กงสุล— ไว้กลับมาใหม่เมื่อคุณมีใบอนุมัติจากที่โน้นมาแล้วกัน ….
ดิฉัน—- นี่ชั้นขอมาสามครั้งแล้วนะ โรงเรียนจะเปิดแล้ว และชั้นก็แค่อยากเรียนหนังสือทำไม ทำไมไม่ให้
ครั้งที่สามแห่งความสูญเสีย ทั้งความหวัง กำลังใจ และจิตใจ ความเป็นผู้เป็นคนเริ่มน้อยลง ดิฉันไม่สามารถอธิบายถึงความโศกเศร้าที่พยายามผืนทนผ่านมันไปอย่างทรมาน
แต่ดูเหมือนว่าความเสียใจพวกนั้นคงยังไม่มากพอที่จะให้ชั้นล้มเลิกความคิดได้ การขอวีซ่าครั้งที่4จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้หมอดูทักบอกผ่านแน่ๆ (อันนี้เรื่องจริง) ที่ดิฉันกล้ากลับไปคราวนี้เพราะดิฉันได้รับหลักฐานล่าสุดที่คิดว่ามันคือคำตอบทุกอย่างและคือสิ่งที่สถานทูตต้องการ นั่นคือ ใบอนุมัติการเปลี่ยนวีซ่าอันใหม่ของดิฉันที่ปรากฎว่า ทางอืมมิเกรชั่นส่งมาให้ที่บ้านพี่นุชที่แมรี่แลนด์หลังจากดิฉันกลับมาแล้ว เค้าส่งมาเมื่อเดือนมกรา ซึ่งที่ได้มาเพราะพี่นุชกลับมาเยี่ยมเมืองไทยและถือมาให้ฉัน ระยะห่างจากครั้งที่สามประมาณเดือนกว่าๆ
และครั้งนี้ดิฉันมีจดหมายรับรองจาก ศิลปินชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่เมืองไทยมานานซึ่งเข้าออกสถาทูตอเมริกาตลอดมารับรองให้ เพราะชั้นร้องเพลงกับเค้ามาหลายปี เค้าเห็นใจมากจึงเป็นผู้รับรองให้ ประจวบกับดิฉันได้ถูกเลือกให้ร้องเพลงประจำเทศกาลครบ175ปีความสัมพันธ์ไทยอเมริกันด้วย จึงกล้ากลับไปเพื่อเอาพอร์ตพวกนี้ไปเสนอ
กงสุล—- เมื่อเดือนที่แล้วคุณเพิ่งมานะ แล้วถูกปฎิเสธไปแล้วด้วย ทำไมกลับมาเร็วนัก
ดิฉัน— กงสุลคนที่แล้ว (ชี้ไปที่พี่อ้วนอีกช่อง) เค้าบอกว่าถ้าดิฉันมีใบอนุมัติจากอิมมิเกรชั่นเมื่อไหร่ให้กลับมาใหม่ ซึ่งนี่งัยดิชั้นได้มันมาแล้ว แล้วเค้าก็อนุมัติ ให้เวลาถึงเดือนมกรา ดิฉันกลับเดือนธันวากลับก่อนด้วยซ้ำ
กงสุล—-(พิจราณา) (เรียกเพื่อนมาๆดูและห้อมล้อมคุยกันหัวเราะคิกคัก ต่อหน้าดิฉัน) ” นี่คุณได้ดูรึเปล่า ดูซิเค้ารับเรื่องวันที่16มกรา แล้วเซ้นอนุมัติ อนุญาตให้คุณอยู่ถึงวันที่17 มกรา เค้าให้คุณอยู่แค่วันเดียวเองนะ ”
ดิฉัน—- ถ้าอย่างนั้นคุณไม่ลองพิจราณาทางคุณบ้างหล่ะว่าทำไมทำทำงานแบบนั้นเพราะชั้นยื่นเปลี่ยนตั้งแต่เดือนกรกฎาซึ่งสองเดือนควรจะเสร็จด้วยซ้ำแต่นี่ หกเดือนก็ยังไม่ส่งมา แล้วดิฉันจำเป็นต้องกลับประเทศมาทำงานการ ไม่อยากจะอยู่เพื่อเป็นคนงานประเทศคุณตลอดไปหรอก ดิฉันเป็นนักร้องมีชื่อเสียงคงไม่อยากไปล้างจานที่โน้นแน่ๆ
กงสุล —- คุณเป็นดาราเหรอเนี๊ย รู้มั๊ยว่าคุณเป็นดาราประจำสถาณทูตเราเหมือนกัน มาบ่อยจนทุกคนเค้าจำคุณได้แล้ว( พวกฝรั่งที่มันหัวเราะซุบซิบมันยังไม่ไปไหนยังยืนอยู่ด้สนหลังพร้อมฟังและเฮไปกับการตอบของฉัน) เป็นภาพที่ทุเรศที่สุดที่เคยเจอ
ดิฉัน—- (ระงับโทสะมาก) ดิชั้นขอเหตุผลที่ไม่ให้ดิฉันไป และบอกมาเลยว่าฉันกลับมาขอไม่ได้อีก จะได้ไม่ต้องมาเสียเงินเปล่าๆ
กงสุล— คุณมาขอได้ตลอดแหละ อยู่ที่ว่าเจ้าหน้าที่คนไหนจะให้คุณไป แต่ผมไม่ให้ไป เพราะ คุณ พูดไม่เหมือนกันเลย คราวที่แล้วคุณบอกว่าอยู่กับชาวอเมริกัน แต่คราวนี้มาคุณกลับไม่พูดถึงมัน
ดิฉัน—(หน้าเอ่อได้อีก ก็มึงไม่ถามนี่หว่า เบื๊อกเอ้ย)
กงสุล—กลับไปเถอะคุณ
ความเกลียดคนอเมริกันของดิฉันมันมากกว่าเดิมอีกหลายพันเท่า ช่วยตอบดิฉันหน่อยเถอะค่ะ ขอความคิเห็นกันเยอะๆว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดระหว่างชั้นกับอเมริกา และพวกเจ้าหน้าที่ไร้เหตุผลทั้งหลาย มันถูกต้องสมควรหรือยัง และดิฉันควรทำอย่างไรต่อไป ดิฉันต้องเลิกกับแฟนหลายครั้งเพราะมองไม่เห็นอนาคต แต่เรารักกันมาก เราคุยโทรศัพกันทุกวัน จนทุกวันนี้ ผ่านมาเกือบสี่เดือนแล้วจากที่ขอวีซ่าครั้งที่สี่ ดิฉันยังร้องไห้ทุกวัน และเผ้าแต่ภาวนา ขอทางให้ได้กลับไปพบหน้าคนที่รักอีกครั้งหนึ่ง ดิฉันกับแฟน จากกันมาจะเกือบหนึ่งปีแล้วคุยโทรศัพบอกรักกัน แต่ก็ทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้
หมายเหตุ :แฟนดิฉันเป็นคนไทย ที่กำลังทำเรื่องกรีนการด์ จึงไม่อาจออกนอกประเทศได้ และไม่ได้อยู่ในสภานภาพที่ช่วยดิฉันได้เลยในตอนนี้ ต้องรอจนกว่าเค้าได้กรีนการ์ด ซึ่งก็ไม่รู้อีกกี่ปี และหากได้แล้ว
มาแอพพลาย์ ให้ดิฉันก็เกือบห้าปีกว่าจะได้ …ความรักที่ห่างไกลกันเพื่อนๆคงรู้ว่ามันบอบบางขนาดไหน แค่ปีเดียวก็เก่งจะแย่แล้ว
ช่วยกันหาทางออกหน่อยนะคะ
Zonya
ขอบคุณค่ะ ข้อมูลเป็นประโยชน์มาๆเลยค่ะ เห็นใจค่ะ ถ้าถามความคิดตัวเองนะต้องบอกว่า “ซวยจริงๆ” ไม่รู้จะพูเดยังไงค่ะ เพราะคุณก็ทำถูกต้องตามกติกาทุกอย่างแล้ว แต่อย่างที่เคยย้ำเพื่อนๆหลายๆท่านที่ถามเข้ามาว่า การถูกปฎิเสธวีซ่าแล้วขอวีซ่าว้ำกันหลายๆครั้งในช่วงเวลาติดๆกันไม่เป็นผลดี ต้องใจเย็นๆ ท้ิงช่วงสักพักแล้วขอใหม่ แต่กรณีคุณเราเข้าใจ การคุยกับเจ้าหน้าที่ทางโทรศัพท์แล้วบอกทุกอย่างทำได้แต่เราไม่มีหลักฐานเพราะเป็นการพูดปากเปล่า ตัวเองก็เคยเพราะตอนยื่นเปลี่ยนสถานะจากวีซ่าท่องเที่ยวเป็นกรีนการ์ด เราออกนอกประเทศก่อนได้กรีนการ์ด คือยื่นขอปุ๊ปอีกอาทิตย์หนึ่งเรากลับเมืองไทยเลย แต่เราขอเอกสารตัวหนึ่งคือเอกสารที่อนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศได้ระหว่างที่ case pending อยู่ ทนายที่รู้จักก็บอกว่าอย่ากลับไทยจนกว่าจะได้เอกสารตัวนั้นคือเอกสารอนุมัติให้เดินทางออกนอกประเทศได้ แต่เราก็อยากกลับแฟนซึ่งเป็นคนอเมริกันโทรไปคุยกับ USCIS เขาก็บอกว่าออกนอกประเทศได้ แต่จะเข้าประเทศไม่ได้จนกว่าจะได้ เอกสารนั้นคือ
Advace Parole แต่ตอนนั้นแฟนก็บอกว่าบางทีคุยกับเจ้าหน้าที่ทางโทรศัพท์บางทีก็ตอบมั่วๆอยู่เหมือนกันคือบางทีเจ้าหน้าที่ที่เราคุยด้วยอาจไม่รู้จริง หรือรู้แต่เจอเหตุการณ์จริงๆอาจไม่เป็นอย่างเขาพูด แต่ตอนนั้นก็ยังตัดสินใจกลับเมืองไทยทั้งๆที่ไม่ได้เชื่อเจ้าหน้าที่ร้อยเปอร์เซ็นว่าทำได้ เพราะตอนนั้นคือไม่ได้หรือโโนปฎิเสธกรีนการ์ดเพราะออกจากอเมริการะหว่างดำเนินการ เราก็ไม่แคร์ค่ะ คือไม่แคร์จริงๆ แฟนบอกไม่ได้ก็ขอใหม่ เพราะเราอยากกลับเมืองไทย
แต่สุดท้ายมันได้ค่ะ พอทาง USCIS ส่งเอกสาร Porole มาให้เพื่อนที่นั่นก็ส่งมาให้เราที่เมืองไทยและก็ใช้เดินทางเข้าอเมริกาและไม่นานก็ได้นัดสัมภาษณ์กรีนการ์ดแล้วก็ได้ ตอนเราสัมภาษณ์กรีนการ์ด เจ้าหน้าที่บอกคุณออกนอกประเทศก่อนได้กรีนการ์ดเพราะวีซ่าท่องเที่ยวเดิมจะหมดอายุ คือเราออกก่อนวีซ๋าเดิมหมดอายุ เขาบอกดี เรางง เพราะมีแต่คนบอกอย่าออกจนกว่าจะได้กรีนการ์ด เขาก็พูดต่อแล้วคุณก็กลับมาเมื่อได้เอกสารอนุญาติให้กลับ กลายเป็นว่าเราทำถูกต้องในสายตาเขา งงอีก กลายเป็นดีไปที่ออกนอกประเทศ ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นอ่านตามเวปไซต์และคนรอบข้างบอก ระหว่างขอกรีนการ์ดแล้วรอเรื่องอย่าออกจากอเมริกาเพราะจะทำให้ถูก reject ถ้าถามตัวเองจริงๆเหมือนมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่แต่ละคน บวกกับดวง เพราะบางทีมันไม่รู้จะอธิบายอย่างไร บางคนทำเหมือนกันแต่บางคนได้บางได้ ก็ไม่รู้จะบอกยังไง เลยส่งไปที่ดวงแล้วกัน
คือว่าแฟนผมจะไปสัมภาษณ์วีซ่าวันที่ 12 นี้ครับ เค้าเคยถูกปฏิเสธ 2 ครั้ง โดยที่ตอนนั้นเมื่อ 2 ปีที่แล้วเค้ายังเรียนอยู่ซึ่งตอนนั้นผมกับพ่อแม่ได้วีซ่า 10 ปีแต่แฟนผมไม่ได้ แต่ว่าตอนนี้เราแต่งงานกันแล้ว เป็นเจ้าของบริษัทเล็กแห่งๆหนึ่ง มีทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาท มีเอกสารการทำงานและบัญชีเงินฝากพอประมาณ เราแจ้งใน ds ว่าไป honeymoon และไปเยี่ยมอาที่มีกรีนการ์ด อยากได้รับคำแนะนำครับ
ต่อครับ…..แล้วอีกอย่างคือหลังจากผมได้วีซ่าเมื่อ 2 ปีที่แล้วผมไปที่นั่นมาแล้วครั้งนึงอยูประมาน 15 วัน แล้วพ่อกับแม่ไปมา2ครั้งก้ออยู่ประมานครั้งละ 10 กว่าวัน คราวนี้ผมตั้งใจจริงๆว่าจะพาแฟน(ภรรยา)ไปเที่ยวหลังแต่งงาน
แล้วเรื่องบัญชีเงินฝาก เป็นบัญชีร่วมครับ(นามสกุลเดียวกัน)มีเงินอยู่เกือบ 2 แสน
สวัสดีค่ะคุณต้น
ในความคิดตัวเองคิดว่าคราวนี่น่าจะได้นะค่ะ แต่ก็อย่ามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นไม่ได้เดี๋ยวผิดหวัง
บริษัทเปิดมานานยังค่ะ ถ้าบริษัทเปิดมาไม่น้อยกว่าปีก็น่าจะโอเค แล้วแฟนมีชื่อ มีตำแหน่งอะไรในบริษัทหรือไม่ แต่ถ้าไม่มีชื่อในบริษัทคุณก็เป็นสปอนเซอร์ให้เธอได้ในฐานะสามี บัญชีแสดงรายได้ที่นำไปแสดงควรย้อนหลังไปหกเดือน เอาสมุดบัญชีตัวจริงๆไปด้วย เอกสารอื่นๆของบริษัทคุณคงรู้แล้วเพราะเคยขอวีซ่ามาแล้ว
บอกไปฮันนีมูนเค้าน่าจะให้ แล้วก็เผื่อเรื่องเอกสารเกี่ยวกับการแต่งงานว่าแต่งงานกันจริงๆ แต่งเมื่อไรเค้าจะได้เชื่อว่าไปฮันนีมูน เค้าจะดูหรือไม่ก็ว่าไปแต่เตรียมไปให้พร้อม แล้วก็เรื่องสถานที่ท่องเที่ยวที่จะไปก็ทำการบ้านให้ดีๆ แล้วก็เหตุผลว่าทำไมอยากไปฮันนีมูนที่เมกา คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหานะค่ะ
สวัสดีครับ…….
วันนี้แฟนผมไปสัมภาษณ์มาแล้ว สรุปว่าผ่านครับหลังจากผ่านการขอมาทั้งหมด 3 ครั้งในระยะเวลา 2 ปี ตอนนี้ก้อรอลุ้นอยู่ว่าจะได้กี่ปี
แล้วเอาไว้ผมมีเวลาว่าง ผมจะเขียนขั้นตอนการขอวีซ่าอย่างละเอียดมาให้ผู้ที่จะไปสัมภาษณ์ลองอ่านกันดูนะครับ
เผื่อว่าจะได้เป็นประโยชน์กับผู้อื่นครับ
ขอบคุณ คุณ plew ที่แนะนำ
ขอบคุณครับ
ดีใจด้วยค่ะ
สวัสดีคะคุณแพรว
ตอนนี้จูนกำัลังเรียนป.โท ทำวิจัยอยู่ใกล้จะจบแล้วคะภายในเดือน กันยา ปีหน้า มีเรื่องรบกวนถามคุณแพรวคะ คุณแพรว อย่างเพิ่งรำคาญไปนะคะ
จูนกับแฟน ตกลงกันว่าจะไปทำงานที่เมืองชิคาโก้ ซึ่งแฟน เค้าเป็นคนอเมริกัน เค้ามีสัญญากับโรงเรียนที่นี้ถึงเดือน กรกฎาคม ปีหน้า แล้วเค้าก็จะบินกลับบ้านที่ชิคาโก้ และจะหางานทำที่นั้น2 ปี
เลยมีข้อสงสัยว่า การขอวีซ่าที่จะไปนั้น จูนควรขอวีซ่านักท่องเที่ยวแล้วไปหางาน แล้วค่อยขอwork permit กับที่ทำงานได้ไหมคะ หรือว่า ไปวีซ่าคู่หมั่น แต่เมื่อไปแล้วไม่จดทะเีบียนแต่งงาน อันนี้ได้ไหมคะ
จูนลองหางานในเว็บดูแล้ว เค้ากำหนดให้คนที่สมัครต้องมีwork permit ด้วย ไม่ทราบว่าคุณแพรว พอจะทราบข้อมูลตรงนี้ไหมคะ ว่ามีกระบวนการทำยังไงบ้าง
รบกวนหน่อยนะคะ ขอบคุณมากคะ
จูน
juuday@hotmail.com
Khun Joon
คุณต้องให้คนที่จะจ้างคุณทำเดินเรื่องทำwork Permit ให้ก่อนที่จะไป แล้วปกติมันก็ไม่ใช่งานทุปประเภทที่จะขอ work permit ได้ โปรดดูรายละเอียดที่เวปไซต์ของ USCIS ถ้าเขาไม่ได้อยากได้เราไปทำงานจริงๆเขาไม่ขอให้หรอก เพราะคนที่อยู่ที่โน่นเยอะแยะที่อยากทำงาน ถ้าคุณไปวีซ่าท่องเที่ยวแล้วทำงานก็ทำได้พวกงานที่ทำแบบหลบๆซ่อนๆ พวกงานร้านอาหารไงค่ะ แต่ก็ทำแบบผิดกฎหมาย ถ้าคุณไปวีซ๋าคู่หมั้นคุณก็ต้องแต่งงานภายในสามเดือนนะถ้าจำไม่ผิด
ถ้าครบคุณไม่แต่งคุณก็ต้องกลับเมืองไทย แนะนำว่าถ้าไปคู่หมั้นก็แต่งงานแล้วขอกรีนการ์ดซะก็จะอยู่ได้ถาวรและหางานทำอะไรก็ได้อย่างถูกกฎหมาย หรือขอวีซ่านักเรียนแล้วทำงานก๊อกแก็กไปก่อน วีว๋านักเรียนบางครั้งบางคนได้นานห้าปีเลยคุณก็อยู่ได้นาน แต่ก็ต้องติดต่อสถานที่เรียนที่นั่นให้ออก I20 มาให้แล้วขอวีซ่า
ลองคุยกับแฟนดูค่ะ อิอิถ้าเข้ามาอ่านคำตอบยังไงรบกวนช่วยกันคลิกโฆษณาด้วยนะค่ะ
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะ
ps. คลิกโฆษณาให้แล้วน้าาา
คุณแพรว
มีเรื่องรบกวนขอคำปรึกษาเพิ่มเติมคะ จุนคิดว่าจะขอวีซ่าคู่หมั้น แต่แฟนเค้าทำงานในเมืองไทย จะหมดสัญญาที่ทำงานเดือนกรกฎาคมปีหน้า คือช่วงนี้ที่แฟนยังทำงานอยู่ที่นี้คิดว่าจะเดินเรื่อง แล้วกระบวนการจะต่างกันกับคนที่มีแฟนที่อเมริกาไหมคะ แล้วเรื่องการทำงานและเิงินเดือน เพราะว่า แฟนและจูนจะไปหางานที่นั้น ทางสถานฑูตจะถามเรื่องงานที่จะทำที่อเมริกาไหมคะ แต่ตอนนี้ยังหางานที่ทำที่โน้นยังไม่ได้ทั้งคู่เลย ก็เลยเกรงว่า ทางเจ้าหน้าที่จะไม่ให้วีซ่า คู่หมั้น
ขอขอบคุณมากคะ คุณแพรว
ปล. คลิกโฆษณาให้แล้วนะคะ
คุณJoon ก็มีโอกาศที่เขาจะถามเพราะจริงๆการขอวีซ่าคู่หมั้น วีซ่าคู่สมรสหรือแม้แต่กรีนการ์ด เขาจะดูรายได้ หน้าที่การงาน การเสียภาษีให้รัฐบาลอเมริกันของตัวคนที่เป็นพลเมืองอเมริกันเป็นหลัก คือต้องแสดงรายได้และการเสียภาษีอย่างน้อยหนึ่งปีย้อนหลัง รวมทั้งพวกหนังสือจากที่ทำงาน ประวัติการทำงานย้อน ที่นี้คุณสองคนจะกลับไปโดยที่แฟนยังไม่มีงานที่โน่น อันนี้ไม่แน่ใจค่ะ แต่ดูมันจะแปลกๆรึป่าว เพราะหลักๆเขาต้องการดูว่าแฟนเรามีความสามารถจะดูแลเราได้หรือไม่ประมาณนั้น เพราะถ้าตัวเขายังไม่มั่นคงแล้วจะเอาคนต่างชาติเข้าไปเพิ่มอีกคงจะมีปัญหา แนะนำว่าให้แฟนคุณเช็คข้อมูลจากเวปไซต์ของ USCIS หรือสามารถโทรถามเขาได้ค่ะ ในเวปไซต์จะมีเบอร์โทรอยู่ ตอนตัวเองขอกรีนการ์ด แฟนก็โทรไปคุยกับเจ้าหน้าที่ค่ะ แต่อาจรอสายนานกว่าจะรับ แต่ก็จะได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและถูกต้องกว่าค่ะ
ขอบคุณมากคะคุณ plew สำหรับข้อมูลดีๆ
คุณ plew คะ ถ้า จูนแ่ต่งงานกับแฟนที่เมืองไทยหล่ะคะ จะมีโอกาศได้ไหม และจะใช้เวลาในการดำเนินเรื่องนานไหมคะ
ขอบคุณคะ
ถามว่ามีโอกาศได้ไหมคือตอบยากค่ะ แต่จริงๆถ้าแต่งที่นี่ก็มีสองทางเลือกคือขอกรีนการ์ดหรือขอวีซ่าคู่สมรส ซึ่งมันก็ต้องใช้เอกสารต่างๆเหมือนๆขอวีซ่าคู่หมั้น ถ้าขอกรีนการ์ดเอกสารก็มากขึ้นไปอีก หลายคนที่รู้จักหรือเคยได้ยินมาอีกต่อจากคนรู้จัก ขอกรีนการ์ดที่นี่รอเป็นปีหรือนานกว่านั้นทุกคนเลยค่ะ บางคนขอเป็นรอบที่สองที่สามถึงได้ คือถ้าขอวีซ่าคู่หมั้นแล้วไปแต่งที่โน่นแล้วขอกรีนการ์ดที่โน่นคือเมกาจะเร็วกว่าคือประมาณหกเดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเอกสารต่างๆที่เราส่งไปว่าครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ ที่สำคัญเหมือนกันคือรายได้ การเสียภาษี และการงานของคนที่เป็นอเมริกันต้องไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ ในความคิดตัวเองคิดว่าลองขอวีซ่าคู่หมั้นดู อาจจะได้หรือไม่ต้องลองถึงจะรู้ อีกอย่างอย่าลืมเข้าไปอ่านแล้วดาวโหลดแบบฟอร์มที่ต้องกรอกมาอ่านในแบบฟอร์มจะมีรายละเอียดเอกสารแนบต่างๆที่เขาต้องการ เข้าไปได้ที่เวปไซต์ตรงของ USCIS ค่ะ จะได้ความรู้เยอะเลย
ขอบคุณมากคะ
คุณ plew ครับ ผมเคยไปกับโครงการ work and travel มาครับเมื่อปี 2007
ตอนนี้ผมอายุุ 25 แล้วครับ ผมอยากทำงานสายการบินมากๆ (cabin crew รับอายุุไม่เกิน28/นักบินรับอายุไม่เกิน30) คือผมภาษาอังกฤษยังไม่เก่งมากเท่าไหร่ คือแกรมม่าพอได้นะครับแต่พูดสื่อสาร การฟัง ยังไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ แต่ก็สื่อสารที่ง่ายได้นะครับ(((ถ้าพูดไม่เก่งก็ยากที่จะสอบสัมภาษณ์ผ่าน เพราะการสัมภาษณ์มันต้องแสดงความคิดเห็น แต่การแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องเป็นราวเป็นภาษาอังกฤษนั้นผมยังไม่สามารถครับ ส่วนการเรียนภาษาในเมืองไทยถ้าไม่ได้ใช้เลยก็ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ครับ เพราะผมท่องศัพท์ทุกวัน ยังจำไม่ได้เลยครับ เพราะไม่รู้จะเอาไปใช้กับใคร เฮ่อๆ))) ดังนั้นผมจึงได้สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับคร์อสเรียนภาษากับบริษัทที่จัดโครงการไปเรียนภาษาที่อเมริกา แต่ก็ต้องล้มเลิกโครงการนี้เนื่องจากต้องใช้statement ตั้ง900,000 ซึ่งเยอะมาก ไม่มีเงินเยอะขนาดนั้นครับ
มาเข้าเรื่องกันเลยนะครับ สืบเนื่งมาจากการไป work and travel มาเมื่อปี 2007 ทำให้ผมรู้จักกับพี่คนนึงที่มีกีนการ์ดที่นู่น พี่เค้ามีบ้านที่นู่นเป็นบ้านแฟนพี่เค้า(อเมริกัน) เค้าบอกว่าถ้าผมมาให้ไปพักกับเค้าได้เลยไม่มีปัญหา ผมกะว่าจะขอวีซ่านักท่องเที่ยว อย่างว่าละครับ “แอบทำงาน ฮ่าๆ” แต่คงเป็นร้านอาหารไทยที่ผมเคยทำตอนปี2007 แต่เค้าจ่ายเป็น pay check คำถามก็คือ
1. ถ้าเค้าจ่ายเงินสดก้อไม่มีปัญหา แต่เกรงว่าเค้าจะจ่ายเป็น pay check ซึ่งถ้าจ่ายเป็น pay check (กรณีแอบทำงาน ไม่มีเวิร์คเพอร์มิท) ระบบฐานข้อมูลของอเมริกาเค้าจะเช็คได้หรือเปล่าครับว่าเราทำงานในวีซ่าท่องเที่ยว
2. กรณีถ้าอยากจะทำงานแบบถูกกฎหมาย แล้วจะขอเวิร์ค เพอร์มิท ที่นู่นเลยได้ไหมครับ(คือถามว่าดำเนินเรื่องขอที่นู่นได้ไหมครับในกรณีมาวีซ่าท่องเที่ยว ไม่ได้ถามว่าขอแล้วจะได้หรือเปล่านะครับ)
3.สามารถขอต่อวีซ่านักท่องเที่ยวต่อไปอีก หรือวีซ่าชนิดอื่นๆที่นู่นได้เลยหรือเปล่าครับ แล้ววีซ่าชนิดไหนที่ขอต่อจากวีซ่าท่องเที่ยวที่เรามีอยู่แล้วง่ายที่สุดครับ(ในความคิดของคุณ plew นะครับ )
คืออาจจะดูเพ้อเจ้อคิดไปเองนะครับที่ว่าไปที่นู่นแล้วจะได้ภาษาที่ดีขึ้น แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมกล้าที่จะพูดมากขึ้น การได้พูดเยอะขึ้น ผมคิดว่าไม่นานก็คงเก่งขึ้นหากไม่มากนัก แต่ก็คงดีกว่าที่เป็นอยู่ เพราะจากการไปเมื่อปี 2007 ผมยอมรับเลยว่าภาษาผมไม่ได้เลย ตอนสัมภาษณ์วีซ่าที่กงสุลที่เชียงใหม่ คือเจอคำถามง่ายๆ คุณเรียนคณะอะไร จบโครงการแล้วทำอะไรต่อ กลับเมื่อไหร่ ใครรับรองรายได้ให้ ง่ายๆเลยตอบได้ ตอนทำงานจริง แรกๆเอ๋อมากฟังไม่รู้เรื่อง แต่ผ่านไปเดือนนึงสองเดือนเริ่มเข้าใจ เพราะกล้าพูดมากขึ้น ฟังเข้าใจมากขึ้น ผมเลยคิดเอาเองว่าถ้าหากไปสักปีคงกล้าพูดมากขึ้น ได้ศัพท์ที่ง่ายต่อการสัมภาษณ์กรณีต้องแสดงความคิดเห็นกับกรรมการงานสายการบิน ผมอยากไปสักปีนึงครับเพราะอายุจะเกินละครับ เดี๋ยวกลับมาสมัครไม่ทันครับ เข้าคำถามทั้งหมดที่เพ้อเจ้อมานานนะครับ ฮ่าๆ
4. ตอนนี้ทำงานธนาคารกสิกร แต่เพิ่งเริ่มทำงาน(ถ้าถึงปลายๆปีก้อคงได้สักห้าเดือนหกเดือนครับ ตอนนี้รอถอดเหล็กดัดฟันออกก่อนทถึงจะขอวีซ่าครับ) ถ้าถึงตอนนั้น ผมใช้statement ประมาณ 100,000-200,000 บาทของผมเอง บวกกับใบรับรองการทำงานจากกสิกรจะมีสิทธิ์ผ่านไหมครับ(คือตอนนี้100,000-200,000ก็พอหามาใสบัญชีได้ครับ แต่ยังไงก้อต้องรอถอดเหล็กก่อนครับจึงยังไม่ขอครับ)
5.จำเป็นมากไหมครับว่าต้องมีเงินในบัญชีมากกว่า500,000ขึ้นไป เพราะถ้าอย่างงั้นผมคงหมดหวังอ่าครับ เพราะที่บ้านไม่ได้รวยอ่าครับ คือผมกะว่าจะขี้จุ๊ไปว่าจะไปแค่1-2อาทิตย์ครับ
ผมขอขอบคุณคุณ plew ไว้ล่วงหน้าเลยนะครับ ช่วยตอบผมด้วยนะครับ… ขอบคุณครับ
หวัดดีค่ะคุณกิต ตอบเลยนะ
1.คิดว่าถ้าเขาจะเช็คจริงๆนะคงเช็คได้แต่ว่าเขาคงไม่มาเสียเวลาเช็คเงินนิดๆหน่อยๆของคุณหรอก
2.ขอใบทำงานที่โน่น ไม่ใช่เรื่องง่ายและคนที่จะขอให้คือนายจ้างของเรา และทาง USCIS ก็มีเกณฑ์ของเขาว่าสายงานไหน วุฒิการศึกษาขนาดไหนถึงจะมีสิทธิขอได้ ยิ่งเป็นงานที่ไม่ใช่สายขาดแคลนหรือคุณเป็นคนที่มี skill เลิศหรูจริงๆนั้นไม่ง่ายเลย คิดดูว่าถ้านายจ้างเขาไม่ได้อยากได้คุณจริงๆเขาจะเสียเวลาเดินเรื่องให้คุณหรือไม่เพราะมันเสียเวลาเขาด้วย
3.วีซ่าท่องเที่ยวเมื่อหมายถึงครบกำหนดที่ ตม.แสตมคุณก็ต้องออกจะขอต่ออีกคงไม่ได้นอกจากมีเหตุจำเป็นร้ายแรงเช่นป่วยหนักหรือมีอุบัติเหตุอะไรประมาณนั้น วีซ่าอื่นๆที่คุณอาจขอไปเปลี่ยนที่โน่นได้คือวีซ่านักเรียนน่าจะง่ายที่สุดแต่ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะคุณก็ต้องมีเอกสารรายได้ Statement เหมือนที่ขอจากเมืองไทยนั่นแหละ และถึงมีรายได้พอก็ไม่ใมช่ว่าเขาจะให้ง่ายๆเขาก็ต้องดูแล้วเรามีเหตุผลที่ฟังขึ้นว่าทำไมไม่มาวีซ่านักเรีบยนตั้งแต่แรก แต่ก็มีหลายคนที่มาเปลี่ยนจากวีซ่าท่องเที่ยวเป็นนักเรียนที่นี่ ทั้งนี้คุณอาจต้องลองคุยกับสถาบันสอนภาษาในย่านที่คุณจะมาอยู่ดู
4.เพิ่งทำงานได้ไม่นาน ถ้าถามเราคุณน่าจะทำงานสักปีแล้วค่อยขอนะ เพราะสถานทูตเขาคงถามแน่ๆละว่าเพิ่งทำงานได้ห้าเดือนหกเดือน ธนาคารเขาจะให้คุณลายาวๆได้หรือ ซึ่งความเป็นจริงคุณก็รู้ว่าปกติถ้าทำงานไม่ครบปีคุณไม่สิทธิลาพักร้อน ได้ก็แค่ป่วย กิจ แล้วเรื่องเงินเดือนก็มีส่วนสำคัญมากๆ ไม่ใช่เงินในบัญชีอย่างเดียว เพราะเขาก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่าไอ้เงินในบัญชีนะคุณไปยืมชาวบ้านเขามาแต่งก็ได้ รายได้ในแต่ละเดือนสำคัญกว่าเงินในบัญชีอีกในกรณีที่คุณก็ทำงานแล้ว ข้อ 5 เลยนะไม่จำเป็นที่ต้องมีเงินในบัญชีมากกว่าห้าแสน อย่างที่บอกรายได้ประจำแต่ละเดือนสำคัญกว่า คือเขาดูว่าคุณมีความสัมพันธ์กับเมืองไทยขนาดไหน ดูแล้วคุณมีงานที่มั่นคงมีรายได้ที่ดีที่นี่ไปแล้วคงไม่ไปลับอะไรประมาณนั้น
จริงๆเห็นด้วยว่าบางครั้งอยู่เมืองไทยแล้วมันไม่ค่อยได้ใช้ภาษาทำให้ทักษะการพูดการฟังมันพัฒนาได้ช้า แต่ระหว่างที่รอลองแชตกับฝรั่งดูซิ จริงๆก่อนเรามาเราก็ใช้วิธีนี้นะ ช่วยได้เลยทีเดียว ถึงแม้จะไม่ได้่พูดได้ฟัง แต่อย่างน้อยทำให้เราคิดเรียบเรียงประโยคเป็นภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น..โชคดี แวะเข้ามาอีกช่วยกันคลิกอ่านโฆษณากันด้วยนะจ๊ะ เราจะได้มีตังค์ทำเวปต่อไป
คุณ Nok ขอโทษค่ะพอดักดผิดเลยดันไปลบคอมเมนท์ของคุณซะนิ..
แต่อย่างที่รู้ๆและหลายคนโดนคือถูกปฎิเสธวีซ่าทั้งๆที่น่าจะได้ คราวนี้ขอใหม่ก็คงทำได้เพียง
เตรียมเอกสารให้ครบถ้วนที่สุดและพูดความจริงๆที่คุณบอก อย่ากังวลมากค่ะ เพราะคุณไปทำงานจริงๆ
นิค่ะ คุณไม่ได้โกหก เอกสารของบริษัทอะไรก็มี อ้อเอกสารภาษาไทยก็แปลเป็นอังกฤษให้สำนักแปลลงนามรับรองด้วยค่ะ ลองเช็คเอกสารประกอบ B1 ที่เว็ปนี้ดูค่ะ http://www.immihelp.com/visas/businessvisa/
สวัสดีคะ คุณแพรว วันนี้ ดิฉันไปสัมภาษณ์ มาแล้ว เตรียมเอกสารไปครบเท่าที่จะมี ทุกอย่าง สัมภาษณ์ประมาณ 10 นาที (บวกลบ) เป็นเวลาที่คิดว่ายาวนานมากในชีวิต แต่ไม่ตื่นเต้นเท่า 4 ครั้งที่ผ่านมา เพราะครั้งนี้ ตั้งสติ แผ่เมตตา และพกมหาคุณไปเต็มที สัมภาษณ์จบแล้ว
เจ้าหน้าที่ช่อง 8 : ก็คือเอกสารทุกอย่างยกเว้น passport ds 156-157 พร้อมซองสีเหลืองที่จ่ายหน้าซองถึงตัวเอง นอกนั้นคืนหมดคะ และบอกว่า ผมให้คุณเดินทางเดือนสิงหาคม นะ okay ไม
ดิฉัน : คะ ได้เดือนสิงหาคม เพราะ กรอกใน ds 156 ว่าจะเดินทางวันที่ 1 สิงหาคม 2552
( ถาม )อย่างนี้แสดงว่า อนุมัติ ใช่ไหมคะ เพราะตื่นเต้นและกังวนอีกแล้ว เพราะโทรหาเพื่อน เพื่อนบอกว่า แม้เขาจะเอาpassort ไปก็ไมผ่านนะแก ก็เลยแย้งเพื่อนว่า ก็ที่ผ่านมาที่ไปขอหากเขาไม่ให้ผ่านเขาก็คืน passort มานะพร้อมกระดาษ A4 1 แผ่นพร้อมเหตุผลที่ไม่ให้ แต่ครั้งนี้เขาเอาpassport ไป แบบนี้ต้องรอกี่วันคะ ถึงจะทราบผลคะ และขอบคุณคุณแพรวที่ส่งlink เช็คเอกสารนั้นไปให้ดิฉันเตรียมตามที่คุณแนะทุกอย่าง ขอบคุณ และเป็นประโยชน์มาก หากได้รับเล่มจะเขียนไปใหม่นะคะ เพื่อคนอื่นที่มีลักษณะปัญหาเหมือนดิฉันจะได้รับทราบและเตรียม
วันนี้ดิฉันไป สัมภาษณ์ที่สถานฑูตสหรัฐฯ มาเลยไม่แน่ใจว่าผ่านหรือเปล่า เพราะเจ้าหน้าที่ช่อง 8 ขอดูเอกสารหมดทุกอย่าง แล้วคืนเอกสารเหล่านั้น เก็บไว้แต่ Passport ,DS 156-157 , ซองจดหมายสีเหลืองที่จ่ายหน้าซองถึงตัวเรา แล้วบอกดิฉันว่าเดือนสิงหาคม okay ไม ดิฉันตอบว่า คะ สรุปแล้วหมายความว่า ผ่านใช่ไหม เพราะเท่าที่ผ่านมา 4 ครั้งที่ไปสัมภาษณ์ มาคืนให้หมดทุกอย่างรวมทั้ง passport ด้วยแถบกระดาษ 1 แผ่น ให้อ่านเป็นกำลังใจให้เจ็บใจเล่น แต่ครั้งนี้ดิฉันงง บวกตื่นเต้นก็เลยไม่ได้ถามว่า ผ่านใช่ไหมคะ กี่ปี ดิฉันรีบยกมือไห้ว ขอบคุณแล้วยิ้มให้แล้ว say goodbye เลยมานั่งกังวน และกลับมารบกวนคุณแพรวอีกครั้ง
คุณ Nok ผ่านค่ะปกติถ้าเขาเก็บพาสปอร์ตไว้และบอกว่าได้วีซ่าช่วงไหนคือได้ค่ะ เพราะถ้าไม่ได้เขาก็จะบอกว่าไม่ได้ ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงนะค่ะ ถ้าไม่โชคร้ายจริงๆ ได้แล้วละค่ะก็รอเขาส่งพาสปอร์ตและวีซ่ากลับทางไปรษณ๊ย์ ดีใจด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะคุณแพรว ดิฉันลดาค่ะ มีเรื่องรบกวนสอบถามเรื่องขอวีซ่าท่องเที่ยวอเมริกาค่ะ คือดิฉันเคยไปยื่นขอแล้วครั้งนึงเมื่อปลายปี 50 แต่โดนปฏิเสธค่ะ และครั้งนี้ตั้งใจจะไปขอใหม่ขอคำแนะนำด้วยค่ะ
โดยส่วนตัวนะคะ
โสด อายุ 35 ปี, ทำงาน ผจก.บุคคล อายุงาน 7 ปี , บริษัทร่วมทุนไทย-ญี่ปุ่น , เงินเดือน 22,000 , มีภาระต้องดูแลพ่อ-แม่ และน้องที่เรียนมหาลัย, มีรถยนต์แต่ผ่อนหมดได้ปีกว่าแล้ว
คุณแพรวคิดว่าคุณสมบัติมีโอกาสได้วีซ่ามั้ยคะ หรืออื่นๆเพิ่มเติมอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยนะคะและขอขอบคุณในความกรุณาค่ะ
สวัสดีค่ะคุณลดา ถามว่าคุณสมบัติน่าจะผ่านไหมแหมถ้าดูจากประสบการณ์ทำงานอายุงานก็น่าจะได้
แต่เงินเดือนก็ไม่ได้สูงนักแสดงพวกโบนัสหรือสวัสดิการอื่นๆไปด้วยก็ดีเนอะจะได้ดูรายได้เยอะๆ
เงินเก็บอะไรพวกนั้นด้วย และจริงๆก็ไม่มีใครรู้จนกว่าวันสัมภาษณ์เนอะ
จะลองสมัครใหม่ห่างจากครั้งก่อนสองปี แล้วครั้งแรกเค้าให้เหตุผลที่ปฏิเสธว่าอย่างไรค่ะ
ถ้าดูเหตุผลครั้งแรกแล้วสถานการณ์อะไรต่างๆของคุณยังเหมือนเดิมๆก็อาจมีแนวโน้นที่จะไม่ได้อีก
แต่ถ้าอะไรๆเปลี่ยนไปก็มีโอกาศลุ้น
ทำได้ดีที่สุดคือเตรียมเอกสารให้ครบที่สุด เตรียมตัวตอบคำถาม เอกสารใบรับรองการทำงาน
เอกสารอนุญาตให้ลางานไปเที่ยวและระบุว่าคุณจะกลับมาทำงานที่เดิม สมุดบัญชีที่มีอยู่
เอกสารการผ่อนบ้าน หรือเอกสารการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ เตรียมข้อมูลว่าจะไปเที่ยว
ที่ไหนอย่างไร ไปเมื่อไรกลับเมื่อไร ไปกี่วัน วางแผนอะไรยังไง ไปกับใคร ก็จะไปเที่ยวเนอะ
ก็ต้องรู้ว่าจะไปทำอะไร อยู่ยังไง เงินมีพอที่ไปใช้สอยในการท่้องเที่ยวไหม เรื่องตั๋วก็ลองเช็คดูคร่าว
ไว้เป็นข้อมูล
สวัดดีค่ะ คุณลัดดา ทำไงดีค่ะถึงจะได้มีเพื่อนเยอะๆ ในเมืองที่เราอยู่
สวัสดีค่ะคุณแพรว…มีเรื่องจะขอคำปรึกษาค่ะ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาดิฉันได้ไปยื่นขอวีซ่านักเรียนที่สถานฑูตอเมริกาและถูกปฏิเสธการให้วีซ่า เนื่องจากความผิดพลาดเกิดจากที่ดิฉันไปกรอกข้อมูลในเอกสาร DS 156 ว่าจะอยู่ที่อเมริกาเป็นระยะเวลา 2-5 ปี ซึ่งหลักสูตรที่ดิฉันจะไปเรียนมันแค่ 2 ปี
เจ้าหน้าที่ที่สัมภาษณ์ถามดิฉันว่าจะไปอยู่ 5 ปีเลยหรอ แล้วใครเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้
ดิฉันตอบว่า น้าดิฉันจะเป็นคนจ่ายค่าใช้จ่ายให้ ซึ่งกลายเป็นความผิดพลาดข้อที่ 1 ไปเพราะเจ้าหน้าที่เขาไม่เชื่อว่าน้าดิฉันจะสามารถเป็นคนจ่ายค่าใช้จ่ายได้ถึง 5 ปี และอีกประเด็นหนึ่งคือดิฉันตอบพลาดไปในเรื่องที่จะดูที่เรียนต่อปริญญาโท เพราะดิฉันไม่มีข้อมูลว่าจะเรียนต่อที่ไหน และเจ้าหน้าที่ก็ถามดิฉันว่าจะเรียนต่อที่สถาบันแห่งเดิมนี้หรือป่าว ดิฉันดันตอบไปว่าใช่ ทั้งๆที่มันเป็นแค่วิทยาลัยสอนภาษาเท่านั้น นี้คือความผิดพลาดข้อที่ 2 ที่ดิฉันดันตอบแบบไม่คิดก่อน
วิทยาลัยที่ดิฉันจะไปเรียนจะเปิดเทอมในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ซึ่งดิฉันต้องทำเรื่องขอวีซ่าอีกรอบ ดิฉันควรจะเตรียมตัวยังไงดีค่ะคุณแพรวเพราะการเข้าไปขอรอบที่ 2 ภายในเวลาไม่กี่อาทิตย์นั้นต้องขอยากกว่าเดิมแน่นอน ตอนนี้ดิฉันกลุ้มใจมากเลยไม่รู้จะขอผ่านมั้ย
ลืมบอกไปว่าตอนที่สัมภาษณ์ขอวีซ่ารอบแรกเจ้าหน้าที่เขายื่นเอกสารมาให้ รายละเอียดในนั้นแจ้งว่า
1.ท่านไม่สามารถทำให้เชื่อว่าท่านจะเดินทางออกนอกสหรัฐอเมริกา
2.รายละเอียดข้อมูลทางด้านที่เรียนไม่เพียงพอต่อการพิจารณาการให้วีซ่า
รบกวนช่วยแนะนำด้วยนะค่ะ
หมูน้อย
คุณหมูน้อย จริงๆแล้วคุณก็รู้สาเหตุทุกอยน่างว่าทำไมถูกปฏิเสธ ถามว่าโอกาศได้ในการขอครั้งที่สองมีแค่ไหนตอบยากมาก เพราะก้อย่างที่คุณรู้ว่ามันห่างกันไม่กี่อาทิตย์ ทำได้ดีที่สุดก็คือตั้งสติตอบไปตามความจริงคือ
ไปเรียนสองปี เอาหลักฐานการตอบรับจากวิทยาลัยและเรื่องวันเวลาเปิดเรียนต่างๆไปให้ครบ ตกลงโรงเรียนตอบรับแล้วใช่ไม๊ค่ะ แล้วเรื่องคนสปอนเซอร์คุณก็ต้องเตรียมเอกสารเกี่ยวกับรายได้หมุนเวียน สมุดบัญชีเงินฝากของคนที่เป็นสปอนเซอร์ให้คุณด้วย คุณต้องแน่ใจว่าคนที่จะสปอนเซอร์มีรายได้พอคือดูแล้วพอ ทั้งนี้คือรายได้ลบค่าใช้จ่ายภาระต่างๆแล้วเขามีกำลังส่งคุณเรียนสองปี สองปีมันก็ไม่ใช่เวลาน้อยๆ รวมค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารที่พักด้วย แล้วทำไมเค้าต้องช่วยส่งเสียคุณ เค้าเป็นน้ามีลูกของตัวเองหรือไม่อย่างไร สำคัญหมดเลย เพราะญาติดิฉันเองก็ทำผิดแบบคุณนี่แหละ บอกว่าอาจะสปอนเซอร์ให้แต่อามีลูกของตัวเองสองคนที่กำลังเรียน สถานทูตก็บอกเหมือนกันว่าอาคุณคงต้องดูแลครอบครัวเขาเองก่อนจะส่งคุณเรียนเมืองนอกมั้งอะไรประมาณนั้น
คุณควรเตรียมคำตอบเรื่องที่พักอะไรต่างๆด้วยว่าได้วางแผนไว้อย่างไร วางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายที่โน่นอย่างไร คือพยายามเตรียมคำตอบที่เค้าอาจจะถาม อย่าไปพูดว่าจะไปหางานทำเพื่อ cover ค่ามใช้จ่ายที่โน่นเด็ดขาด ถ้าเขาถามเรื่องที่เคบยตอบไปครั้งก่อนว่าบอกจะไปห้าปี ก็อาจตอบว่าจริงๆคุณอยากเรียนต่อโทแต่ก็ยังเป็นแผนในอนาคตตอนนี้อยากเรียนเพื่อเตรียมพร้อมด้านภาษาก่อนแล้วตัดสินใจเรื่องเรียนโทอีกครั้ง แต่ถ้าเขาไม่ถามก็พูดแต่เรื่องเรียนปัจจุบันพอ..โชคดีค่ะ
คือพยายามตอบเท่าที่เขาถามไม่ต้องไปให้ข้อมูลอะไรที่เขาไม่ถามเดี๋ยวจะกลายเป็นเราจุดประเด็นไป
ขอบคุณมากนะคะคุณแพรว ดิฉันจะพยายามตั้งสติก่อนตอบ และจะเอาคำแนะนำของคุณแพรวมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดค่ะ
เรื่องที่เรียนนั้นทางโรงเรียนเขามีเอกสารตอบรับมาเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องที่พักนั้นดิฉันจะไปพักกับน้าที่อเมริกค่ะ ซึ่งน้าของดิฉันเขาได้แต่งงานกับคนอเมริกันค่ะ
ขอบคุณอีกครั้งนะคะสำหรับคำแนะนำ
หมูน้อย
อยากทราบว่าวีซ่านักเรียน สามารถเปลี่ยนเป็น Work Permit ได้รึป่าวค่ะ
ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีบริษัทนายจ้างที่มีความต้องการตัวเราและเดินเรื่องขอ work permit ให้เราหรือไม่
ถ้ามีก็ได้ เช่นนักเรียนที่จบปริญญาที่นี่หลังจากจบมหาวิทยาลัยจะออกเอกสารให้สามารถอยู่ทำงานที่นี่ได้กี่ปีจำไม่ได้น่าจะปีหนึ่ง และถ้าได้งานและทำไปนายจ้างพอใจจ้างต่อเขาก็ขอ work permit ให้เรา
แต่ว่าเศรษฐกิจแบบนี้จะมีนายจ้างทีไหนอยากขอ work permit ให้คนต่างชาตินะ
สวัสดีค่ะคุณแพรว ขอคำปรึกษาด้วยคนนะคะ เพราะไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดีค่ะ คือว่านัทอยากจะไปเมกากับแฟนที่เป็นชาวเมกัน แต่นัทเองก็อยากที่จะไปเรียนภาษาที่นั่นด้วย แต่ปัญหาคือว่า นัทมีเงินอยู่ประมาณ 5 แสนบาท ซึ่งไม่ได้อยุ่ในบัญชีเงินฝากนัทควรนำเงินนั้นไปเข้าบัญชีพ่อแม่หรือบัญชีตัวเองดีค่ะ ตอนนี้ทำงานเป็นพนักงานสายการบิน เงินเดือนก็ไม่เยอะมากค่ะ ใช้เดือนชนเดือนเลย ลองคุยกับแฟนเค้าก้บอกจะช่วยแต่นัทก็กลัวว่าจะไม่ผ่าน อ้อ บ้านแฟนเค้ามีธุรกิจโรงงานขนมปัง อยู่ที่เมกาค่ะ
นัทควรเตรียมตัวและทำยังไงบ้างค่ะ ให้ครอบครัวแฟนหรือแฟนรับรองเราได้ไหมค่ะ ช่วยแนะนำด้วยนะคะเพราะมัน 0 จริงๆไม่รู้อะไรเลยค่ะไม่รู้จะเริ่มยังไง
ขอบคุณค่ะ
นัท
คุณนัท คิดว่าจะขอวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียนละค่ะ ตัดสินใจซะก่อน
แต่ถ้าคิดว่าจะไปเรียนจริงๆก็ขอวีซ่านักเรียนค่ะเพราะจะอยู่ได้นานกว่า
ถ้าจะขอวีซ่านักเรียนคุณก้เริ่มจากติดต่อโรงเรียนให้เขาออก I-20 แล้วก็เอาไป
ขอวีซ่า แต่ถ้าคิดว่าขอท่องเที่ยวก่อนคุณก็อยู่ได้มากสุดหกเดือน
เอกสารที่ใช้ในการขอวีซ่าลองอ่านในโพสเก่าเรื่องวีซ่านะค่ะ เรื่องเงินเอาเข้าบัญชีตัวเองเลยก็ได้
ก็รีบเอาเข้าไว้เลยไม่ใช่ใกล้ๆวันขอแล้วเอาเข้าจะดูเหมือนจงใจแต่งบัญชี
ปัญหาคือคุณทำงานอยู่จะลาออกหรือลาช่วงสั้นๆหรือลาเรียนคุณต้องคิดตรงนี้ก่อนค่ะ
เพราะถ้าจะไปเที่ยวแนะนำว่ายังทำงานอยู่จะดีกว่าทำให้ของ่ายขึ้น แต่ถ้าไปเรียนนานๆ
ลาออกก็คงต้องให้พ่อ แม่เป็นสปอนเซอร์ให้ หรือญาติพี่น้องที่ดูแล้วมีกำลังทรัพย์ และไม่มีภาระ
ที่ทำให้เขาเขาเชื่อว่าจะมีเงินให้คุรเรียนจนจบหลักสูตร แต่ถ้าไปเที่ยวจะให้แฟนหรือครอบครัวแฟน
ทำหนังสือเชิญเราไปเที่ยวแล้วระบุว่าเขาจะช่วยเรื่องค่าใช้จ่่ายกินอยู่อะไรให้คุณระหว่างนั้นก็ได้
เอาเป็นว่าคิดดูว่าจะไปแบบไหนก่อนดีกว่าเนอะ อย่าลืมช่วยคลิกโฆษณาด้วยนะค่ะจะได้มีตังค์ทำเว็ปต่อไป
คุนแพรวค่ะ ช่วยตอบหนูที หนูขอวีซ่านักเรียนไปเรียนที่อเมริกา เรียนภาษา 1 ปี วันเปิดเรียนเปงวันที่ 20 ก.คนี้ แร้วหนูก้อได้วันสัมภาษวันที่20 เหมือนกาน มานจาส่งผลต่อการขอวีซ่าของหนูรึป่าวค่ะ
มีผลค่ะเพราะมันดูขัดกัน เขาคงถามว่าแล้วทำไมไมดำเนินการเรื่องวีซ่าแต่เนิ่นทั้งที่รู้วันเปิดเรียน
แต่ถ้ามีเหตุผลอธิบายได้ว่าทำไมถึงเพิ่งขอวีซ่า หรือเพิ่งทราบกำหนดการเปิดเทอมหรือซื้อพินไว้นานแล้ว
แต่เพิ่งได้คิวสัมภาษณ์อะไรประมาณนั้น อะไรๆที่มันดูแล้วเป็นเหตุสุดวิสัยหรือคำตอบอะไรที่ทำให้เราดู
ไม่ผิดไม่เลินเล่อ แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีคำตอบค่ะว่าไปเรียนช้าหลังเค้าเปิดเรียนไปก่อนแล้วมันโอเคหรือไม่
หรือจะเลื่อนรอบหรืออะไรได้หรือไม่ เค้าอาจถามหรือไม่ถามแต่ก็ควรเตรียมคำตอบที่ฟังแล้ว
ดูน่าเชื่อถือค่ะ ถ้าติดต่อผ่านเอเจนท์ลองปรึกษาเค้าดูด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะ
หนูมีเรื่องจะขอรบกวนถามด้วยค่ะ
หนูมาอเมริกาเป็นออแพร์ด้วยวีซ่า J1 เมื่อ may 2006 พออยู่ครบปีก็เปลี่ยนสถานะเป็นนักเรียนเรียนภาษาอยู่ 2 ปี may 2007-2009 จนปัจจุบัน july 2009ได้เรียนต่อโทแล้ว ตอนนี้อยากจะกลับไปขอวีซ่าจะมีสิทธิได้หรือเปล่าค่ะ
เพราะตอนนี้เรียน summer อยู่ค่ะจบเทอมแล้วจะกลับไปเยี่ยมบ้าน 3 อาทิตย์และขอวีซ่าแล้วกลับมาเรียนเทอม fall ต่อค่ะ
วีซ่านักเรียนเดิมหมดอายุรึยังค่ะถ้ายังไม่หมดก็ใช้ตัวเดิม แต่ถ้าตอนนี้เป็นนักเรียนปริญญาโทแล้ว
แต่วีซ่านักเรียนตัวเดิมที่ขอเรียนภาษาหมดอายุ คุณก็ติดต่อมหาวิทยาลัย
ที่คุณเรียนอยู่ให้เขาออกเอกสารในการขอวีซ่าให้ก่อนจะกลับเมืองไทย รวมทั้งเอกสารอื่นๆ
ที่ยืนยันสถานภาพนักเรียนของคุณแล้วก็ขอ เอแต่ทำไมไม่ขอต่ออายุวีซ่าที่นี่เลยละค่ะ
เพราะกลับไปเมืองไทยแค่สามอาทิตย์เองแล้วมันจะขอวีซ่าที่เมืองไทยทันกลับมาเรียนเดือนสิงหาเหรอค่ะ
สวัสดีครับ
อยากถามว่า US VISA สถานทูตเขามีวิธีพิจารณายังไงครับ เห็นบางคน ขอวีซ่าท่องเที่ยว ก็ได้ 10 ปี บ้าง ได้ 1 ปีบ้าง ได้ 6 เดือนบ้าง หรือว่า เขาให้ตามอำเภอใจ หรือ ดูตามความมั่นคงทางการเงินของผู้ขอครับ
ป้อม
เป็นคำถามที่คนสงสัยกันเยอะแต่ก้ไม่มีใครรู้คำตอบจริงๆมีแต่เดาๆกันไป เพราะสถานทูตเอง
ถามเขาไปก็บอกแต่ว่าแล้วแต่กรณีแล้วแต่สถานการณ์ของแต่ละคน
ก็เหมือนกับคำถามว่าทำไมผ่านไม่ผ่านนั่นแหละ แม้แต่เอกสารเคยถามเจ้าหน้าที่ที่สถานทูต
เค้าเองก็ไม่สามารถฟันธงได้ว่าต้องมีอะไรบ้างได้แต่บอกว่าแต่ละเคสก็ต่างกันไป
แต่เท่าที่ลองสังเกตเอาเองนะค่ะเรื่องความมั่นคงในด้านอาชีพการงานที่เมืองไทยเป็นอะไร
ที่สำคัญี่สุด ยิ่งกว่าจำนวนเงินในบัญชีอีก ทำงานหน่วยงานดีๆ ดังๆ ใหญ่ๆ
อายุงานพอสมควร ส่วนใหญ่ได้สิบปี แต่รู้สึกว่าช่วงหลังๆมานี่มีคนได้แบบไม่สิบปีเยอะขึ้นนะ
สวัสดีค่ะ
คุณแพรวค่ะ หนูได้วีซ่านักเรียนมา 5 ปี แต่วีซ่ามานออกมาวันที่ 21 ก.ค หลังวันเปิดเรียนที่โน่น คือ 20 ก.ค ซึ่งหนูจะต้องไปอเมริกาหลังเปิดเรียนแร้ว
แต่ทางโรงเรียนมีจดหมายรับรองว่าหนูยังเป็นนักเรียนของโรงเรียนอยู่สามารถมาเลทได้ถึงวันที่ 5 ส.ค
ขอถามนะค่ะ
1. หนูจะมีปัญหาตอนผ่าน ตม ที่อเมริการึป่าว(หนูกลัวโดนส่งกลับอ่ะค่ะ)
2. หนูต้องแก้ไขข้อมูลการเรียนกับที่สถานฑุตก่อนเดินทางรึป่าวค่ะ
ขอบคุณค่ะ
^
^
อธิบายเพิ่มเติมต่อจากข้างบนค่ะ
คือจดหมายรับรองว่าหนูยังเป็นนักเรียน สามารถมาได้ถึงวันที่ 5 ส.ค อ่ะค่ะ เป็นแบบส่งมาทางอีเมลจะใช้ได้รึป่าวค่ะ
จะต้องใช้ตัวจริงรึป่าวค่ะ หรือว่าส่งมาทางเมลแร้วปริ๊นเอาที่เมืองไทยก้อได้
ขอบคุณค่ะ
ก็ไม่น่าจะมีปัญหาที่ตม.นะค่ะ แต่ก็เตรียมเอกสารให้ครบทั้งอีเมล์ล่าสุดที่บอกว่ายังคง
สถานภาพความเป็นนักเรียนอยู่ รวมทั้งเอกสารตั้งแต่แรกที่ติดต่อโรงเรียน หนังสทือตอบรับ
จากโรงเรียนเตรียมไว้ให้ครบ ที่อยู่ เบอร์โทรของโรงเรียน
และก็เหตุผลที่ทำให้ได้วีซ่าช้าว่าเรายื่นไว้ก่อนแล้วแต่รอคิวสัมภาษณ์นานอะไรก็ว่าไป
กับทางสถานทูตคงไม่ต้องไปแก้ข้อมูลอะไรหรอกค่ะ เอแต่นี่ก็จะปลายเดือนกรกฎาแล้วนะ
ทำไมยังไม่มาอีกละยิ่งช้าเดี๋ยวจะยิ่งดุไม่ดีนะ
สวัสเดีค่ะ คุณแพรว
ดิฉันเคยได้วีซ่านักเรียน ห้าปี ไปเรียนภาษา แล้วก็ไปอยู่มาปีกว่า ระหว่างที่อยู่ก็ได้จดทะเบียนสมรสกับแฟนนักเรียนไทยเพราะตอนนั้นเค้าเรียนจบปริญญาตรี จึงอยากจะให้เค้าเปลี่ยนเป็น f2 ติดตามดิฉัน แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยน ปัญหามีว่า ดิฉันต้องกลับมาดูแลแม่ที่เมืองไทยเป็นเวลาปีกว่า ดังนั้น จะกลับไปจึงต้องขอวีซ่าใหม่ จึงอยากถามว่า สถานกงสุลจะทราบเรื่องการจดทะเบียนหรือไม่ เพราะถ้าบอกว่าจดทะเบียนกลัวจะไม่ผ่าน แต่ดิฉันก็มีความผูกพันกลับประเทศไทยเพราะมีใบรับรองแพทย์ของแม่ที่ว่าทำไมต้องกลับมาดูแล แต่ตอนนี้แม่รักษาครบคอร์สแล้ว จึงอยากกลับไปเรียน แต่ส่วนตัวคิดว่าข้อมูลการจดทะเบียนไม่น่าจะออนไลน์มาที่สถานทูต เพราะจดที่เมืองเล็กในอิลลินอย เว้นแต่กงสุลจะหาข้อมูลคงหาได้ แต่คิดว่าตอนสัมภาษณ์คงไม่มีเวลาหา คุณแพรวพอจะทราบข้อมูลมั้ยคะ แล้วคิดว่าควรจะกรอกข้อมูลตามความจริงหรือป่าว
ขอบคุณมากค่ะ
สวัสดีค่ะคุณแพรว รบกวนด้วยนะคะ
เพิ่งไปขอวีซ่าท่องเที่ยว แต่เหตุผลสำคัญคือจะไปเยี่ยมคุณยายอ่ะค่ะ
และผลคือไม่ผ่าน ….
เจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่เค้าจะเห็นว่าเราจะกลับมาเมืองไทย ทั้ง ๆ ที่มีงานทำอยู่ที่เมืองไทย ทำอาชีพนักข่าวมา 5 ปี ขอลาหยุด 6 เดือน (คิดว่าเป็นเหตุผลหนึ่ง เพราะลานานเกินไปอ่ะค่ะ) แต่เรามีสัญญากับออฟฟิศว่าตลอดเวลาที่อยู่ที่อเมริกา ต้องเขียนคอลัมเกี่ยวกับชีวิตของคนไทยในอเมริกาส่งมาให้ออฟฟิศทุกสัปดาห์เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าเรายังต้องทำงานที่นี่อยู่ เจ้าหน้าที่บอกว่า เราควรจะขอวีซ่าผู้สื่อข่าวไปมากกว่าวีซ่าท่องเที่ยว แต่เพื่อน ๆ บอกว่า วีซ่านักข่าวจะยุ่งยากมากอ่ะค่ะ
อยากขอคำแนะนำค่ะ เพราะตอนนี้อยากหาบริษัททำให้ ไม่อยากทำเองแล้ว คุณแพรวว่า ควรขอใหม่แต่ลดวันลาหยุดลง หรือว่าเปลี่ยนเป็นขอวีซ่าชนิดอื่น ๆ แทน เช่น เปลี่ยนเป็นเรียนเลยจะดีไม๊ค่ะ
รบกวนด้วยนะคะ เครียดมาก เพราะคุณยายอยู่ที่เมืองนอกไม่มีใครเลย คุณตาเพิ่งเสียอ่ะค่ะ
ขอบคุณค่ะ
tamt_a_m@hotmail.com
คุณ Tam อือขอตอบทางนี้เนอะ จริงๆจะจ้างหรือไม่จ้างไม่ได้ช่วยอะไร ได้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเราเอเจนท์ช่วยไม่ได้หรอก เอกสารหลักฐานเราก็ต่้องขอเอง ถ้าจะขอวีซ่าอีกรอบแนะนำว่าเว้นระยะสักหน่อยอย่าขอติดๆกัน
จริงๆเว้นไปสักสามเดือน หกเดือนจะดีกว่า ตอนที่คุณยื่นขอท่องเที่ยวมีจดหมายอะไรยืนยันจากบริษัท
ไหมว่าคุณจะต้องเขียนข่าวอะไรประมาณนั้นหรือมีจดหมายยืนยันไหมว่าคุณจะกลับมาทำงานหลังจากหกเดือน
แต่จริงๆอย่างที่เขาบอกคือลางานหกเดือนมันนานมาก แนะนำว่าถ้าจะขอวีซ่าท่องเที่ยวอีกบอกว่าไปแค่สองอาทิตย์หรือเดือนหนึ่งพอ แถมคุณมีคุณยายอยู่ทางโน้นเขาก็กลัวว่าคุณจะไม่กลับก็ทำให้เขาเชื่ออย่างนั้นได้
ถ้าขอวีซ่านักเรียนถ้าโรงเรียนตอบรับมาและคุณมีรายได้หรือมีคนสปอนเซอร์ที่เขาดูแล้วครอบคลุมค่าใช้จ่าย
เรียนและกินอยู่ที่โน่นได้ ก็ไม่ยากค่ะเช่นถ้าเราตังคืไม่เยอะมากมายก็อาจติดต่อโรงเรียนภาษาสักสามเดือน หกเดือนค่ะ ติดต่อเองหรือผ่านเอเจนท์ก็ได้ คือเอเจนทืติดต่อโรงเรียนให้เราได้ I 20 คุณก็ใช้อันนั้นไปขอวีซ๋า
คือวีซ่ายังไงก็ต้องขอเอง จริงๆวีซ่าท่องเที่ยวหรือ visiter นะถ้าคุณยายป่วยหรืออะไรที่ดูแล้วต้องการคนดูแล
มีเอกสารชัดเจนเช่นจากโรงพยาบาลก็อาจใช้ตัวนั้นในการขอวีซ่า B1 ได้
“ตอนที่คุณยื่นขอท่องเที่ยวมีจดหมายอะไรยืนยันจากบริษัท
ไหมว่าคุณจะต้องเขียนข่าวอะไรประมาณนั้นหรือมีจดหมายยืนยันไหมว่าคุณจะกลับมาทำงานหลังจากหกเดือน”
ในจดหมายลางานระบุว่า จะลางาน 6 เดือน เพื่อไปดูแลคุณตาที่เป็นมะเร็งสมอง และคุณยายซึ่งแก่มากแล้วค่ะ
โดยในช่วงเวลา 6 เดือนที่ขอลาหยุดจะต้องทำงานส่งออฟฟิสไปด้วย โดยการส่งบทความหรือเรื่องสั้นต่าง ๆ ที่น่าสนใจไปให้ออฟฟิศทุก ๆ สัปดาห์ค่ะ
เจ้าหน้าที่สถานฑูตยังบอกเลยว่ากรณีนี้คุณสามารถขอวีซ่า E1 หรือวีซ่านักข่าวก็ได้อ่ะค่ะ
ส่วนถ้าเว้นระยะอีก 3 - 6 เดือนกลัวว่าคุณยายจะไม่ไหวอ่ะค่ะ เพราะอายุมากแล้ว
ถ้าขอเลยแล้วระยะเวลาการหยุดแค่ 1 - 2 อาทิตย์คุณแพรวว่าจะดีกว่าไม๊ค่ะ
ขอบคุณมาก ๆ นะคะคุณแพรว
อือตอบยากจัง คือมันไม่ลองก็ไม่รู้แต่ปกติระยะเวลาหนึ่งถึงสองอาทิตย์มันสั้นจนไม่มีอะไรแตกต่างในตัวคุณ
คือนึกออกใช่ไม๊ค่ะว่า สมมติว่าเราเคยขอเมื่อปีก่อนแล้วไม่ได้เพราะโอเคตอนนั้นรายได้เรายังน้อย เงินเก็บยังน้อย แต่อีกปีผ่านไปรายได้เรามากขึ้น อายุงานเรานานขึ้นอะไรประมาณนั้น สองอาทิตย์สถานการณ์อะไรทุกอย่างยังเหมือนเดิมเลย มีเอกสารอะไรจากคุณหมอหรือโรงพยาบาลทางโน้นไหมค่ะจะได้เป็นตัวยืนยัน
ว่าคนทางโน้นต้องการเราจริงๆ แต่ถ้าจะขอวีซ่านักข่าวก็ต้องคุยกับต้นสังกัดของคุณแล้วละ
แต่ถ้าขอรอบสองแล้วโดนปฏิเสธอีกคราวนี้รอบสามจะยิ่งยากขึ้นนะค่ะ
ขอบคุณค่ะคุณแพรว เศร้าจัง ถ้าคุยกับออฟฟิศคงไม่มีปัญหาหรอกค่ะ
แต่ตอนนี้เริ่มอยากเปลี่ยนแนวขอไปเรียนแทนจะดีกว่าไม๊ค่ะ
เพราะเงินค่าเรียนคงไม่มีปัญหา แต่สถานฑูตจะสงสัยไม๊ค่ะ
ว่าตอนแรกไปเที่ยว ตอนนี้จะไปเรียนแล้ว
จะได้ไม๊ค่ะคุณแพรว
ลืมเล่าค่ะ โทรหาบริษัทรับทำวีซ่า เค้าแนะนำให้ขอวีซ่าท่องเที่ยวเหมือนเดิม แต่ลดระยะเวลาลงเหลือ 1-2 อาทิตย์
และแน่นอนว่า สถานฑูตจะถามเหตุผลว่าทำไมถึงลดวัน ซึ่งถ้าอยากได้คำตอบดี ๆ ต้องจ่าย 29000 บาทค่ะ สำหรับคำตอบค่ะ 555
ขอบคุณค่ะ คุณแพรว
คลิ๊กโฆษณาให้แล้วนะคะ (*v*)
แค่อยากแชร์ให้ใครๆ ได้รับทราบ ดิฉันอายุ 40 สถานภาพโสด ทำงานอยู่ในองค์กรใหญ่ที่มีเครือข่ายหลายๆ ประเทศ เปิดทำการในประเทศไทยมากว่า 100 ปี ตำแหน่งงาน Supervisor ทำงานในองต์กรดังกล่าวมากว่า 15 ปี อัตราเงินเดือน 4x,xxx.- ได้ยื่นขอวีซ่าชั่วคราวเพื่อไปเยี่ยมแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย ซึ่งได้เตรียมเอกสารต่างๆ ตามที่มีผู้รู้แนะนำไว้ในเว๊ปไซท์ แต่ไปถึงสถานทูต เจ้าหน้าที่แยกเอกสารออกคงเหลือแต่ใบรับรองจากบริษัทและใบรับรองจากแพทย์ที่ทำการรักษาแม่ว่าเป็น Terminal Cancer ซึ่งต้องการจะพบหน้าครอบครัว โดยเฉพาะลูกสาว (หมายถึงดิฉัน) ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ซึ่งดิฉันมีเงินในบัญชีแสดงไว้ 150,000.- และต้องการเข้าไปสหรัฐเพื่ออยู่กับแม่แค่ 1 สัปดาห์เท่านั้น ปรากฎว่าวีซ่าไม่ผ่าน ด้วยเหตุผลที่ให้ว่าสถานะภาพไม่มั่นคงพอที่จะออกวีซ่าชั่วคราวให้ ซึ่งที่เล่ามาทั้งหมดไม่ได้ประสงค์ที่จะขอวีซ่าเข้าประเทศสหรัฐอีก เพราะเหนื่อยกับขั้นตอนและค่าใช้จ่ายที่จิปาทะ ต้องไปขอเอกสารย้อนหลังจากธนาคารเสีย 200.- แต่เวลาที่ส่งยื่นกลับตีกลับเอกสารเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสถานภาพเจ้าบ้านก็ตาม เหลือเอกสารไว้แค่ 2 ฉบับเท่านั้น ให้ซื้อ Pin นัดหมายวันเวลา สามารถนัดได้ห่างประมาณ 2 สัปดาห์เพราะคิวไม่ว่าง แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่กำหนด นัดสัมภาษณ์ 8.30 ไปก่อนเวลามากกว่า 45 นาที ได้สัมภาษณ์จริง 10.00 น. กดบัตรคิวก็ไม่ได้เป็นไปตามคิวแล้วแต่จะเรียก ถ้าคิดว่าเงิน 150k ไม่สามารถที่จะเดินทางเข้าสหรัฐดูแลค่าใช้จ่ายตัวเองได้ก็ตลกดี เพราะดิฉันมีเงินเดือนที่จะเข้ามาหมุนเวียนในแต่ละเดือน เวลาที่คนของเขาเข้ามาในไทย มีหน่วยงานไหนที่ไปตั้งกฎเกณฑ์อะไรกับเข้าบ้าง หรือแม้แต่ตรวจสอบสถานภาพการเงินของคนที่จะเข้ามาในประเทศก็หามีไม่ ตัวดิฉันเองไม่ได้เสียใจนักเพราะถือว่าได้ทำอย่างเต็มทีแล้ว แต่คนที่เสียใจก็คือแม่ของดิฉันเองที่คงไม่มีโอกาสได้เห็นตัวเป็นๆ กันอีก ถ้าเจ้าหน้าที่กงสุลได้มีโอกาสได้อ่านบทความนี้ ก็อยากให้คุณได้รับรู้ว่า ภาระบนบ่าฉันปลดหมดเพราะทำอย่างเต็มที คงได้แต่ดูแลแม่อยู่ห่างๆ แต่การที่คุณไม่อนุมัติให้เราแม่ลูกได้เห็นหน้ากันเป็นครั้งสุดท้าย ขอให้มันเกิดรอยบาปที่ล้างไม่หายไปกับคุณไปอีกนานแสนนาน
อยากรบกวนถามนะคะ คือมีปันหาอยู่เรื่องวีซ่าอเมริกา จะไปขอวีซ่าท่องเที่ยว คะจะไปเที่ยวแล้เยื่มเพื่อนที่เรียนที่โน่นในช่วง เทศกาลคริสมาส ตอนนี้อายุ26ปี แต่ไม่มีstatement ส่วนตัว แต่มีชื่อเปนหุ้นส่วนธุรกิจส่วนตัว ซึ่งเปนหุ้น 2ใน3ของบริษัท เลยจะยื่น statement ของบริษัทได้มั้ยคะ ส่วนเรื่อง sponsor ถ้าให้พี่ชาย เปน สปอนเซอรจะได้หรือไม่คะ หรือควรทำยังไง ช่วยตอบทีคะ เครียดมาก
ใช้ของบริษัทก็ได้แต่ก็ต้องมีเอกสารช้ีแจงว่าเราทำอะไรตำแหน่งอะไรในบริษัทนั้น รายได้เฉาพะตัวคุณต่อเดือนประมาณเท่าไร เพราะคุณเป็นหุ้นส่วน รายได้แน่นอนแค่ไหน อะไรประมาณนั้น กรณีนี้คุณก้ต้องบอกว่าคุณทำธุรกิจส่วนตัวซึ่งก็ต้องมีเอกสารเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัทอะไรต่างๆ ประกอยด้วย แต่อีกกรณีถ้าคุณบอกว่าคุณยังไม่ได้ทำงานเป็นเรื่องเป็นราวเป็นนักศึกษาหรืออะไร แต่ก็มีหุ้นมีรายได้จากบริษัท ก็หาสปอนเวอร์ที่คุณบอกอาจเป็นี่ชายที่รายได้ดี มีรายได้เข้าทุกเดือน บวกไม่มีภาระอะไรมากมายที่เมืองไทย สำคัญที่สุดคือต้องแสดงให้เขาเห็นว่าไปแล้วกลับแน่ๆ เช่นมีแผนอะไรที่ต้องทำหลังจากวันที่คุณบอกว่าคุณจะกลับมาเมืองไทย เช่นเรียนต่อ มีโปรเจค
…เรื่องรายได้ไม่ใช้จุดสำคัญที่สุด สำคัญที่สุดก็ตรงที่สามารถแสดงให้เขาเชื่อว่าไปแล้วจะกลับแน่ๆ
ขอบคุณมากคะ จะยื่นเรื่องในอาทิตย์นี้แล้วคะ
สวัสดีครับ ผมเคยถูก ปฏิเศษมาเหมือนกัน ผมเคยไปโครงการณ์ เวิค แอน ทราเวิล เมื่อ 4 ปี ที่แล้ว ที่ นิวเจอร์ซี่ และ ตอนนี้มีแม่อยู่ที่มิชิแกน ได้กรีนการ์ด มา สองปี แต่งงานใหม่ ผททำงานมา 2 ปี และลาออกแล้ว มาทำงานที่บ้านกับพ่อ โดย ผมได้สมัครเรียนภาษากับทางศุนย์ภาษาระดับ กลางๆ แห่งหนึ่ง ในนิวยอร์ก ซึ่งคนไทยเรียนเยอะ ทางสถานทูต คนเอเชียใส่แว่น ให้เหตุผลว่า ผมจะไป ทำงาน และ คุณไม่มีเหตุผลที่จะต้องเรียนต่อมันไม่เมคเซนท์ ซึ่งผมสัมภาษไปเดือน ก.ค เค้าบอกว่า ผม จบ มหาลัยดัง จบภาษาอังกฤษมาโดยตรง (แต่ผมก็ไม่ได้เก่ง เกรดก็ ไม่ได้ดี 2.8) ผมจึงให้เหตุผลว่า ต้องการไปเรียนเพื่อพัฒนาภาษานำมาช่วยกิจการส่วนตัวและ ปรับสภาพภาษาก่อนแล้วจึงสมัครเรียนต่อ หลังจากที่จบภาษาแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเค้า ไม่ยอมรับ มีการบอกว่า เค้ามีเพื่อนอยู่ ที่ๆผมจบมาหลายคน ภาษาดีกันทั้งนั้น (แหม ก็ไม่ได้เก่งทุกคน) แถมยัง เหน็บด้วยการบอกว่า ผมทำงานมาตั้ง สอง ปี งานสายการบินใหญ่ ภาษาก็ต้องยิ่งดีสิ พร้อมกับ หัวเราะคึกคักๆ (แหมแต่ที่ที่ทำก็มีแต่แขกอาหรับ สำเหนียงจะเป็นแขกอยู่แล้ว) แล้ว เค้าก็ยืนยันว่า เค้าไม่เชื่อที่ผมจะไปเรียน ผมก็เลย ยอมรับความพ่ายแพ้ไป แต่ว่า ผมไม่ได้ทำเรื่องเอกสารเอง ให้ญาติที่เป็นอเจนซี่ทำ ข้อมูลบางอย่าง ผม เลยจำไม่ค่อยได้ แน่นอน ก็มีส่วนอย่างแรง
โอเค ผมเลย สมัครสอบ โทเฟลไป ได้คะแนน พอที่จะสมัครเรียนธุรกิจ ระดับ เซอทิฟิเคส 11 เดือน เพราะ คะแนน โทเฟล ผม ไม่ถึงพอจะเรียนโท ครั้งนี้ ผมทำเองทุกอย่าง คุณคิดว่า การที่ผมสมัครเรียน ธุรกิจ น่าจะมีน้ำหนักพอ ที่จะทำให้ผมสามารถผ่านได้ไหม ผมควรจะเตีรยมตัวยังไงดี บอกตรงๆว่า มึน ครับ
เพิ่มเติมนะครับ ว่า สถานทูตไม่ได้ ขอดู ใบรับรองการเงินใดใด ทั้งสิ้น
สวัสดีค่ะ คุณเด็กเชียงใหม่ ตามความเห็นคือโชคร้ายเจอเจ้าหน้าที่โหดๆที่ชอบคิดว่าตัวเองรู้ทันคนไทยไปซะหมด บวกกับคุณลาออกจากงานประจำแล้วมาทำงานกับพ่อ
ซึ่งมันดูแบบคุณยังๆไม่ได้จริงจังหรือลงหลักปักฐานอะไรในเมืองไทย บวกอายุยังน้อย
บวกมีแม่ที่มีกรีนการ์ด อยู่ที่โน่น ยิ่งมีส่วนทำให้เขาคิดได้มันง่ายสำหรับคุณที่จะหาช่องทางอยู่ยาว
ทำยังไงดีสิ่งที่น่าจะช่วยได้คือ สถาบันที่สมัครเรียนบวกตอบรับคุณเข้าเรียน ถ้าเป็นสถาบันดีๆที่คือสถาบันที่คนมาเรียนเรียนจริวๆไม่ใช่สมัครเรียนเพื่อบังหน้าทำงาน
น่าจะช่วยให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าคนไทยเราทำอย่างนี้เยอะคือสมัครเรียนภาษาสถาบันเล็กๆกลางๆแต่จริงๆทำงานวะมากกว่าเรียน ต่อวีซ่าแล้วต่ออีกเรียนภาษากันไม่รู้จักจบ มนก็ส่งผลถึงคนหลังๆที่จะไปเป็นธรรมดา
พยายามหาหลักฐานหรือเหตุผลอะไรที่ทำให้เขาเชื่อว่าจะไปแค่เรียนตามที่แจ้งแล้วกลับมาแน่ๆ มีแผนการอะไรที่สำคัญในอนาคตในมืองไทยไม๊ ต้องลองคิดดู บวกที่คุณบอกเอเจนท์ทำเรื่องให้ คุณต้องรู้ว่าเขากรอกอะไรไปบ้าง ตอบให้ตรงกับที่กรอกไป ลองเว้นระยะเวบาสักหน่อยแล้วค่อยยื่นใหม่ อย่าใจร้อน
อยากทราบว่า ถ้ามีชื่อเป็นกรรมการผู้ถือหุ้น 1ใน3 ถ้าเราออกใบรับรองแจกแจงกับทางสถานฑูตอยากทราบว่า ในใบรับรอง ใครต้องเปนคนเซ็นรับรองคะ ยังสับสนคะว่า และถ้าเราได้ใบชี้แจงว่าเอกสารเราไม่หนักแน่นพอนั้น เรานัดสัมภาษณ์ใหม่ได้โดยใช้ pin เดิม หลังจากวันนัดสัมภาษณ์ครั้งแรก10วันใช่มั้ยคะ และ เงิน4450บาทนั้นมีระยะเวลา1ปี ก็เท่ากับว่า เราสามารถใช้pin เดิมนัดใหม่ได้เลยและไม่ต้องเสียค่าวีซ่าอีกรอบ ใช่มั้ยคะ พอดีอ่านเจอในเวบพันทิปอะคะ
สวัสดีคะ.
คืออยากจะถามว่าดิฉันเป็นออร์แพมาประมาณปีครึ่ง แล้วเพิ่งเดินทางกลับไทยมาต้นเดือนตุลาปีนี้อ่ะคะ แล้วระหว่างอยู่ที่นั่นก็ได้ทำเรื่องขอ I20 จากสถาบันที่เรียนมาก่อนกลับอ่ะคะ ทางสถาบันได้ออกจดหมายเมื่อต้นเดือนกันยา แต่ว่าดิฉันอยากจะไปสัมภาษณ์ประมาณกลางเดือนธันวา คอร์สที่จะเรียนจะเปิดประมาณปลายเดือนมีนา ไม่ทราบว่าดิฉันขอวีซ่าเร็วไปมั๊ย แล้วอายุของ I20 อยู่ได้กี่เดือนคะ ในDSเค้ามีให้ระบุปีว่าจะไปอยู่กี่ปี แต่ทางจดหมายที่ฉันได้รับทางสถาบันเค้าระบุว่าเก้าเดือน ดิฉันควรระบุกี่เดือนดีคะ แล้วจดหมายรับรองการทำงานที่เคยทำงานก่อนไปเป็นออร์แพ สามารถยื่นเป็นภาษาไทยได้มั๊ยคะ แล้วสลากออมสินนั้นสามารถที่จะใช้ยื่นเป็นsponsorเพื่อเค้าประกันเราได้รึป่าวคะ อีกคำถามนึงคะ สถาบันที่ดิฉันจะไปเรียนทางพี่ๆเอเจนบอกว่าเป็นสถาบันที่ไม่ดีเหมือนเคยโดนแบคลิสไป อย่าเสี่ยงที่จะไปกะอันนั้น ดิฉันเลยไม่กล้า แต่ว่าเพื่อนดิฉันเค้าไปประมาณสิงหาปีนี้ เลยเริ่มไม่แน่จัยและลังเลว่าจะเปลี่ยนสถาบันดีมั๊ยคะ ขอบคุณคะ…
สวัสดีค่ะ BB
ถ้าI20 ของโรงเรีียนระบุเก้าเดือนก็ขอเขียนใน ฟอร์มเก้าเดือนค่ะไม่จะได้ตรงกัน
บางคนเเขียนขอปีหนึ่งเขาให้ห้าปีก็มี ไม่แน่นอนขึ้นกับแต่ละรายละรายค่ะ วน้ปิดเรียนมีนา ขอสัมภาษณ์ธันวาก็ดูไม่ได้น่าเกลี่ยดอะไร เพราะเราอยากรู้ว่าได้หรือไม่และก็จะได้เตรียมตัว ใบรับรองการทำงานที่เคยทำก่อนเป็นออแพร์ดิฉันว่าไม่น่าจะช่วยอะไรได้ เพราะมันคืออดีตตอนนี้คุณไม่ได้ทำแล้วคือรายได้ตรงนั้นก็จบไปแล้ว สลากออมสินอันนี้ก็ไม่แน่ใจมันเป็นเงินก้จริงอยู่แต่สภาพคล่องมันต่างจากเงินสดอยู่เหมือนกัน กรณีขอวีซ่าไปเรียนเค้าต้องการดูว่าคุณมีรายได้หรือมีใครที่ซัพพอร์ตส่งให้คุรเรียนได้ตลอดตามเวลาที่คุณระบุ อย่าลืมว่านักเรียนทำงานไม่ได้
นอกจากทำงานในมหาลัยแล้วคุณเรียนภาษาโรงเรียนพวกนี้ไม่มีงานให้นักเรียนแน่ๆ ถ้าตัวคุณเองเงินเก็บดูแล้วไม่ครอบคลุมควรหาใคร พ่อ แม่ ญาติ ที่มีรายได้ดีๆมาเป็นสปอนเวอร์ให้ค่ะ อีกอย่างชื่อเสียงสถาบันเราคิดว่ามีส่วนทีเดียวค่ะเพราะหลายๆที่ที่นักเรียนสมัครเรียนแต่โรงเรียนไม่เข้มงวดเรื่องการเข้าเรียน คือสมัครเรียนเพื่อทำงานแบบนั้นก็อาจมีผลให้เขาคิดในแง่ลบๆกับเราได้ค่ะ
หนูจะขอถามหน่อยอ่ะค่ะ
คือปีนี้หนูไปสมัครโครงการ เวิค แอน ทราเวล
คุณสมบัติทุกอย่างหนูโอเคอะค่ะ แต่ติดเรื่องผลการเรียน
คือได้1ก่าๆๆ ซึ่งน้อยมากๆ คือหนูกลับเมืองไทยแน่ๆอ่ะค่ะ
เพราะหนูจะไปกับพี่ชายค่ะ
หนูจะมีสิทไม่ได้ไปรึป่าวค่ะ ?
แล้วถ้าหนูมีคนรับรองว่าหนูจะกลับมาแน่นอน ได้ไหมค่ะ ??
หรือหนูควรจะทำยังไงดี ????
ถ้าครั้งแรกไม่ผ่าน ขอสอบใหม่เสียเงินไหมค่ะ ?
หนูรบกวนคุน plew ด้วยนะค่ะ
หนูเคียดมากๆเลยอ่ะค่ะ กัวไม่ผ่านอะค่ะ
ปล.หนูเคยไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลีย ตอน ม.4 (ตอนนี้หนูอยู่ปี 1 )
ค่ะปกติถ้าครั้งแรกไม่ผ่านจะขอยื่รนใหม่ก้ต้องเสียเงินอีกค่ะ ถ้าติดต่อผ่านเอเจนท์และมีเอกสารตอบรับจากสถาบันหรือหน่วยงานอะไรในอเมริกาที่จะให้เราเข้าไปทำงานกับเขาก็ไม่น่าจะมีปัญหานะ เรื่องผลการเรียนนี่ไม่แน่ใจจริงๆว่ามีผลหรือป่าวแต่คิดว่าไม่นะมีผลมากมาย ที่สำคัญฐานะการเงินเราดีจริงๆ เราเรียนปีหนึ่งอยู่ ไปนานแค่ไหน ก้แสดงหลักฐานอะไรสิว่าเราเรียนอยู่มหาลัยที่เมืองไทย อยู่แค่ปีหนึ่งเราต้องกลับมาเรียนให้จบ เช่นถ้าไปช่วงที่มหาลัยเราที่นี่ปิดเทอมแล้วเรากลับมาเมืองไทยก่อนเปิดเทอมอะไรประมาณเนี้ย ก็แสดงเอกสารการจ่ายค่าเทอมค่าหน่วยกิตเทอมที่เราจะกลับมาหลังจากไปเที่ยว
แต่ถ้าแบบไประหว่างภาคเรียนจนจชต้องดรอปเรียนเทอมนั้นก็อาจจะมีปัญหาหรือต้องมีเหตุผลที่ฟังดูดี
ไม่ลองก้ไม่รู้เนอะ โชคดีจ๊ะ
ขอถามต่อนะค่ะ
ถ้าหนูมีตั๋วเครื่องบินไป-กลับ
มาแสดงว่าเราจะไปวันนี้กลับวันนี้ มันจะง่ายขึ้นป่ะค่ะ
หนูไปตอนซัมเมอร์อ่ะ ค่ะ
ขอบคุนมากๆๆเลยน่ะค่ะ
เรื่องตั๋วก็เป็นส่วนหนึ่งที่อาจช่วยได้ แต่อย่าลืมว่าปกติไม่มีใครเขาจ่ายเงินค่าตั๋วก่อนได้วีซ่า
ถ้าจะทำเรื่องจองๆไว้กับเอเจนท์แล้วพริ้นใบจองแนบมาด้วยก็ดี แต่ไม่ใช่จุดหลัก เพราะอย่างที่บอกคุณจะ
จ่ายเงินซื้อตั๋วก่อนทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าจะได้วีซ่ารึป่าว ปกติสถานทูตเค้าก็รู้อยู่แล้วว่าแค่จองยังไม่ได้จ่ายเงิน
มันก็ยกเลิกได้ง่ายๆอยู่แล้ว ถ้าไปซัมเมอร์ช่วงปิดเเทอมอยู่แล้วก็แสดงว่าจะกลับมาเรียนเทอมต่อไป
ก็อย่างที่บอกเอกสารการจ่ายค่าเทอมอะไรพวกนั้นก็ต้องมีอยู่แล้ว หรือใบรับรองสถานภาพการเป็นนักศึกษา
รับทำเรื่องและให้คำปรึกษาขอวีซ่าและกรีนการ์ดไปประเทศสหรัฐอเมริกา
USASIA ATTORNEY SERVICE รับทำเรื่องและให้คำปรึกษาขอวีซ่าและกรีนการ์ดไปประเทศอเมริกา เพื่อให้คนไทยสามารถเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาได้อย่างถูกต้องทุกชนิด
โดยนักกฎหมาย ไทย-อเมริกา ผู้มีความรู้และประสบการณ์มากกว่า 25 ปี และประสบความสำเร็จแล้วเป็นจำนวนมากมาย
หากท่านเกรงว่าการยื่นขอวีซ่าไปต่างประเทศแล้วกลัวไม่ผ่าน ซึ่งเกิดจากปัญหาด้านเครดิต ต่างๆ รวมทั้ง เอกสารรับรองการเงินของท่านไม่ดีพอ เราสามารถที่จะช่วยสร้างเครดิตอย่างถูกต้องที่ดีในเรื่องนี้ให้ท่านได้ สนใจ
ติดต่อ คุณ แซม เบอร์โทร 081-639-8456 ,E-mail kusasia @yahoo.com
พอดีจะไปเที่ยวอเมริกาประมาณเดือนเมษาปี 53 ไปคนเดียวคับไม่ค่อยมีความรู้เรื่องการขอวีซ่าเลยได้อ่านคร่าวๆ จากกระทู้ต่างๆแล้วเห็นว่าขอวีซ่าได้ยากมากๆ เลยอยากปรึกษาเรื่องเอกสารต่างๆครับ ตอนนี้ผมทำงานเป็นครูโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อพอสมควรใน กทม ทำงานมาได้ 3 ปี ตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้างานกิจกกรม/ครูผู้สอน และกำลังเรียน ปริญญาโทอยู่ด้วย ช่วงที่ไปนี่เป็นช่วงปิดเทอมของโรงเรียนและของมหาวิทยาลัยพอดี มีเงินอยู่ในบัญชีแสนกว่าบาทนะคับ เงินเดือนก็ประมาณสองหมื่น จะไปอยู่กับพี่สาวที่เป็นญาติกันที่เวอร์จิเนียคัรบเค้าได้แฟนเป็นคนไทยแต่ได้กรีนการ์ดแล้วเพิ่งไปแต่งงานกันที่อเมริกาเมื่อเดือนที่แล้วพี่เค้าจะพาเที่ยวไปหระมาณ 3 สัปดาห์คัรบ อยากทราบว่าควรเตรียมอะไรบ้าง และเปอร์เซ็นที่จะมีมากไหมครับ ขอบคุณล่วงหน้านะคัรบ
คุณ Domoki
เอกสารก็หนังสือรับรองการทำงานระบุเงินเดือน หนังสือนุญาตให้ลางานไปเที่ยวจากเจ้านายกี่วันก็ว่าไป
สมุดบัญชีตัวจริง ขอรายการเดินบัญชีติดไว้ด้วยก็ได้ เอกสารแสดงความผูกพันกับเมืองไทยเช่นกำลังผ่อนบ้านผ่อนรถ หรือโแนดที่ดินบ้านที่เป็นชื่อเรา หรืออื่นๆที่แสดงว่าไปแล้วจะกลับมาตามที่ระบุไว้
เตรียมแผนการท่องเที่ยว สถานที่พักชื่อเบอร์โทรคนที่จะไปอยู่ด้วย หรือถ้าจะบอกไปพักโรงแรมไปเที่ยวเองก็เตรียมข้อมูฃไว้ค่ราวๆ เอกสารแสดงสภาพการเป็นนักศึกษาปริญญาโทอาจช่วยได้แสดงว่าจะกลับมาเรียน หรือเอกสารใบเสร็จที่ได้จ่ายค่าเทอมเทอมถัดไป
ถามความเห็นว่ามีโอกาศได้ไม๊ก็ม่แน่ใจ เงินเดือนก็ยังถือว่าไม่ได้เยอะเงินเก็บแสนกว่าไปจริงๆก็คงใช้ไปอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ การมีที่พักมีคนรู้จักที่โน่นก็มีข้อดีข้อเสียข้อดีอ้างได้ว่าไปอยู่ฟรีไม่เสียค่าโรงแรม ข้อเสียเค้าอาจคิดได้ว่ามีช่องทางจะแอบอยู่ยาวอะไรประมาณนั้น ยังไงก็โชคดีแล้วกันค่ะ
ช่วยคลิกโฆษราเพื่อสนับสนุนเว็ปไซต์ด้วยนะค่ะ
ดีค่ะ
เรามีประสบการณ์ในการขอวีซ่ามาเล่าให้ฟังด้วยนะ ของเราก็โชคโชนมาบ้างเหมือนกันกว่าจะได้วีซ่าท่องเที่ยว 10 ปี มากอดให้หายแค้นกับการขอที่โหดร้าย (กับคำตอบปฎิเสธ) มา 3 ครั้ง มาได้เอาครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมานี่เอง หลังจากที่พี่สาวเราได้ขอวีซ่าไปเรียนที่อเมริกาเมื่อปี 2002 เราก็ได้ขอวีซ่าไปเรียนตามพี่สาวในปี 2003 ด้วยเอกสารครบถ้วนทุกอย่างและมีพี่สาวส่งใบ I-20 มาให้และใช้เอกสารทางด้านการเงินของครอบครัวทุกอย่างแบบที่พี่สาวขอไป ผลปรากฎว่าไม่ผ่าน เราก็รู้สึกแย่นะแต่ก็ไม่ท้อนะเพราะข้องใจกับการตัดสินใจของพ่อฝรั่งหนุ่มหน้าตาใช้ได้คนนี้อยู่ ก็เลยไปขออีกครั้งแบบไปเรียนอีกเมื่อปี 2004 ครั้งนี้ก็โดนตาฝรั่งคนเดิมสัมภาษณ์อีกก็ปรากฎว่าไม่ผ่านอีกเราโมโหมากถึงขั้นถามเค้าเลยนะว่ามีอะไรที่ยังขาดอีกคุณบอกมาเลยทำไมไม่นัดให้มาเพิ่มเติมเอกสารที่จะทำให้คุณพอใจ แค่ไปเรียนนะไม่ได้ไปอยู่เลยทำไมกีดกันทางการศึกษาแบบว่าโมโหไงที่ไม่ผ่านซะที เค้าก็ไม่สนใจแต่บอกเลยนะว่าตาคนนี้นะจะถามกวนมากและจะไม่รอจนเราตอบหมดมันจะตัดบทด้วยการถามคำถามอื่นต่อแต่ก็ฟังไม่หมดเหมือนกับว่าจะยั่วให้เราโกรธหรือว่ามีคำตัดสินอยู่ในใจอยู่แล้วว่าไม่ให้ก็เลยถามแบบลวก ๆ กวน ๆ วันนั้นก็กลับมาแบบเซ็ง ๆ ต่อมาปี 2005 แม่และน้องชายของเราก็ไปขอวีซ่าท่องเทียวผลออกมาปรากฎว่าได้มาคนละ 10 ปี น้องชายอายุ 15 ปี เราก็งงว่าทำไมมันมีปัญหากับเราจัง และปี 2006 พี่ชายเราก็ไปขอบ้างปรากฎว่าได้วีซ่าท่องเที่ยว 10 ปี เหมือนกันแต่ก็เล่าให้ฟังว่าฝรั่งคนเดียวกับที่สัมภาษณ์เรากวนมากถามกวนสุด ๆ และพี่เราก็ตอบกลับแบบกวน ๆ เหมือนกันแบบไม่สนใจแต่ก็ได้มา เราก็เลยตัดสินใจไปขออีกครั้งแบบท่องเที่ยวบ้าง ตอนปี 2007 ตอนนั้นเราทำงานแล้วที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งมีชื่อเสียงมากในวงการก่อสร้าง เราก็ไปขอโดยใช้เอกสารการทำงานใบลาทุกอย่างผลปรากฎว่าไม่ผ่าน (โดนไอ้คนเดิมอีกแล้ว) ซวยมาก ๆ คราวนี้เกลียดฝรั่งมากและอดอิจฉาแม่น้องและพี่ชายที่ไปเที่ยวกันทุกปีไม่ได้เลยลองขอใหม่ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2009 ซึ่งตอนนี้สถานะภาพเราเปลี่ยนแล้วนะเราแต่งงานแล้วและมีลูกชาย 1 คน และออกจากงานมาเปิดร้านเป็นของครอบครัวซึ่งมีการจดทะเบียนการค้าและมีบัญชีร้านด้วยก็ไปทำเรื่องขอแบบไปร่วมงานแต่งงานเพื่อนของแม่ที่สนิทกับครอบครัวเราและถือโอกาสไปเที่ยวด้วย ตื่นเต้นมากเราไปถึงก่อนเวลานัดเยอะมากตั้งแต่ 7.30 น.ต้องพาลูกชายไปด้วย 2 ขวบ เพราะเค้าให้พาตัวเด็กไปด้วยลูกก็ซนแถมปลุกให้ตื่นตั้งแต่เช้ามืดก็โยเยสุด ๆ เราสงสารแท็กซี่มากเพราะลูกเราร้องลั่นตลอดจนถึงสถานฑูต เลยนึกในใจว่ามันต้องอยากโยนเรา 3 คนลงแน่ และเราก็หัวเสียเพราะตื่นเต้นกังวนเรื่องขอวีซ่าด้วย พอไปถึงลูกก็หยุดร้องเรากับแฟนก็ให้กำลังใจซึ่งกันและกันด้วยคำพูดระหว่างรอเข้าสถานฑูต พอเข้าไปก็ตรวจเอกสารเรียบร้อยซื้อซองและไปยื่นที่ช่องกระจกข้างหน้าเพื่อรับบัตรคิวเราเห็นเค้าวงที่ปีเกิดลูกชายเราและเน้นตรงเอกสารของเราว่าเคยถูกปฎิเสธวีซ่า และเค้าก็ให้คิวมาเราก็เข้าไปนั่งรอไม่ถึง 15 นาทีเค้าก็เรียกไปสัมภาษณ์ช่อง 11 เป็นผู้หญิงหน้าตาคล้ายลูกครึ่งอินเดียอายุยังน้อย เค้าก็ถามเลย
กงศุล - คุณจะไปทำอะไรที่อเมริก
แฟนและเรา - ไปร่วมงานแต่งงานเพื่อน และถือโอกาสเที่ยวด้วย
กงศุล - เพื่อนคุณชื่ออะไร
แฟนและเรา - คุณ—————
กงศุล - คุณจะไปกี่วัน
เราและแฟน - 20 วัน
กงศุล - คุณทำงานอะไร
เราและแฟน - เป็นเจ้าของธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้าง และติด
ตั้งเสาโรมัน ฯลฯ
กงศุล - ช่วงที่ไม่อยู่ใครจะดูแลกิจการ
เราและแฟน - มีลูกจ้างประจำ และให้ญาติช่วยดูให้ช่วงไม่อยู่
กงศุล - ขอดูเอกสารร้านต่าง ๆ เอกสารเสียภาษี สมุดบัญชีร้าน
บัญชีส่วนตัว
เราและแฟน - ก็เอาให้ดู และช่วงที่กงศุลกำลังพิมพ์อะไรก็ไม่รู้และพลิกดูเอกสารของเราทั้ง 3 คนไปมา เราก็เลยส่งอัลบัมรูปให้ไปเป็นภาพกิจการที่ร้านและภาพหน้างานของสามีที่กำลังทำ และมีภาพเพื่อนของแม่ที่กำลังจะแต่งงานที่ถ่ายรูปคู่กับแม่เราตอนไปเที่ยวที่อเมริกาให้เค้าดูด้วย อ้อลืมบอกไปว่าเค้าขอจดหมายที่เชิญครอบครัวเราไปร่วมงานแต่งด้วยนะเค้าอ่านใหญ่เลย
กงศุล - เราออกเอกสารให้คุณได้ค่ะ
เท่านั้นแหล่ะเรากับแฟนก็กอดกันกลมเลยดีใจใหญ่ ลูกชายเรางงไม่รู้เรื่องว่าจะได้ไปเที่ยวอเมริกาแล้ว พอกลับมาลุ้นรอว่าได้กี่ปีก็สมใจเพราะได้ 10 ปีทั้งบ้านเลย มีแต่คนที่รู้เรื่องทักว่าไม่น่าเชื่อว่าน้องอายุ 2 ขวบจะขอผ่านเพราะว่าส่วนใหญ่เค้าไม่ค่อยให้เด็กอายุน้อยแบบนี้ผ่านเท่าไหร่เราก็ไม่รู้เหมือนกันอาจจะดวงดีหรือเพราะไม่โดนตาฝรั่งผู้ชายคนนั้น อ้อลืมบอกไปว่าเราเลือกแบบสัมภาษณ์ 2 ภาษาไทยก็ได้ฝรั่งก็ได้นะไม่เอาภาษาไทยอย่างเดียวเพราะเรากลัวเจอฝรั่งผู้ชายคนนั้นเพราะที่เราไม่ผ่านเราเลือกสัมภาษณ์ภาษาไทยก็เจอแต่คนนั้น
ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังจะขอหรือขอแล้วไม่ผ่านมีปัญหา ก็ขอให้ใจเย็น ๆ นิดนึงรอทิ้งช่วงให้ห่างกัน พอสถานะภาพเราเปลี่ยนไปมั่นคงขึ้นหรือไงก็ตามเค้าก็คงต้องให้เราผ่านสักวันนะ
Thank so much ja Knun Bird.
สวัสดีค่ะ เราเพิ่งไปขอวีซ่า นักเรียนมา เมื่อวันที่ 6 ม.ค. แต่ไม่ผ่านอะค่ะ
เค้าบอกว่า ไม่มีหลักฐานแน่นอนว่าจะกลับมาไทย
เราเพิ่งจบมาก็ยังหางานไม่ได้อะค่ะ เลยไปทำงานกับธุรกิจส่วนตัวของแฟนค่ะ
ทีนี้อยากจะกลับไปลองขอใหม่ ไม่รู้จะต้องเตรียมเอกสารไรไปเพิ่ม มึนไปหมดแล้วคะ ตอนแรกค่อนข้างมั่นใจว่าน่าจะได้ เพราะมีแต่คนบอกว่า วีซ่านักเรียนของ่ายอะค่ะ
เอกสารครั้งที่แล้วเตรียมไป เค้าไม่ขอดูเลยค่ะ ทั้งสเตทเม้นพ่อกับแม่
เราจะทำไงดีคะ ไปขออีกครั้งตอนนี้จะเร็วไปไหม แต่ว่าถ้าไม่รีบขอเดี๋ยวจะไม่ทันเปิดเรียนอีกอะ
อีกอย่างกลัวไปเจอคนสัมภาษคนเดิมจังเลยค่ะ ฝรั่ง อายุไม่เยอะมาก ท่าทางใจดี
แต่ไม่ใจดีเลยแหะ ไม่ให้เราผ่านซะงั้น T_T
สวัสดีค่ะคุณแพรว
ก่อนอื่นต้องขอโทษด้วยนะคะที่ข้อความของดิฉันมันอาจจะยาวมากแต่มันเป็นข้อสงสัยที่หากได้รับคำตอบในครั้งเดียวดิฉันจะได้ไม่กลับมารบกวนซ้ำซากให้คนอื่นรำคาญน่ะค่ะุ(^v^)!! ดิฉันมีคำถามเกี่ยวกับการขอกรีนการ์ดนะคะ อันนี้เผื่อมีเพื่อนๆคนไหนที่อยากแชร์ข้อมูอก้อยินดีนะคะ ดิฉันขอเกริ่นเรื่องดังนี้ค่ะ
ดิฉันแต่งงานกับสามีชาวอเมริกันมาหกปีแล้วค่ะ ได้วีซ่าท่องเที่ยวสิบปีตั้งแต่ก่อนแต่งงาน แล้วก่อนท้องดิฉันก้อเดินทางเข้าออกอเมริกาประมาณสิบครั้งได้ อยู่ครั้งละประมาณ 1-2 เดือน หลังจากที่ดิฉันแต่งงานได้เกินสองปีทุกครั้งที่ตรวจลงตราที่ immigration ที่อเมริกาเค้ามักจะสอบถามว่าทำไมดิฉันไม่ขอกรีนการ์ดเพื่อที่จะอยู่ในอเมริกาได้เพราะเห็นเดินทางเข้าออกบ่อย (ลืมบอกไปค่ะว่าพ่อของลูกเค้าเคยเป็นพนักงานสายการบินที่ต้องบินเข้าออกอเมริกาบ่อย เราเลยได้ติดตามไปเที่ยวและพักอยู่กับครอบครัวเค้าที่โน่น) ตอนนี้ดิฉันมีลูกชายหนึ่งคนอายุไกล้สามขวบแล้วค่ะ ลูกชายเกิดที่เมืองไทยแต่ถือสองสัญชาติ สองพาสปอร์ต ไทย-อเมริกัน แต่ดิฉันกับสามีแยกกันอยู่มาประมาณเกือบปีแล้วค่ะ แล้วก้อตัดสินใจที่จะหย่ากันตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของ child custody อยู่ค่ะ เพราะเมื่อก่อนดิฉันไม่เคยนึกอยากย้ายไปอยู่อเมริกาเลย เพราะอยู่ที่นี่ดิฉันมีพร้อมทุกอย่าง งานการก้อดี ดิฉันขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ทรายได้เดือนหนึงเกินแสนค่ะ พ่อแม่พี่น้องก้ออยู่ที่นี่ครบ แล้วดิฉันไม่ชอบอาหารที่โน่นไปทีไรน้ำหนักลดเร็วมากเพราะทานไม่ได้ยกเว้นทำอาหารทานเอง ( เป็นคนเลือกทานน่ะค่ะ ) ตอนนี้ลูกเริ่มโตแล้วไกล้ถึงวัยเข้าโรงเรียนแล้วค่ะ (เค้าเรียนโรงเรียนสองภาษาในชั้นเตรียมอนุบาลอยู่ค่ะ) ดิฉันก้อเลยเริ่มคิดที่จะย้ายไปอยู่อเมริกาเพื่อที่จะเอาลูกไปเข้าโรงเรียนที่โน่นเพราะ โรงเรียนอินเตอร์ที่บ้านเราแพงมาก ในขณะที่ในอเมริกาเด็กเรียนฟรี แล้วหากลูกครบห้าขวบเราคงต้องมาต่อสู้แย่งลูกกันในศาลกับพ่อเค้าอีกเพราะ เค้าจะย้ายกลับอเมริกาเหตุผลคือจะเอาลูกไปเรียน แล้วดิฉันก้อรักลูกมากและคงจะไม่ยอมยกลูกให้พ่อเค้าง่ายๆหรอกค่ะหวังว่าจะเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ใช่มั้ยคะ ดิฉันก้อเลยคิดว่าทางที่ดีดิฉันเอาลูกไปเรียนที่โน่นเลยดีกว่า เลยมีความคิดที่จะขอวีซ่าฐาวร หรือกรีนการ์ด คราวนี้มาถึงปัญหาล่ะค่ะ เพราะดิฉันกับพ่อเค้าแยกกันอยู่มานานแล้ว และทนายความทั้งสองฝ่ายกำลังเดินเรื่องเลี้ยงดูบุตร และเอกสารการหย่า แต่ยังไม่ได้ทำเรื่องผ่านทางสถานทูตนะคะ เอ่อขอโทษค่ะลืมบอกไปว่าดิฉันจดทะเบียนที่รัฐ มินเนโซต้า แล้วก้อขึ้นทะเบียนฐานะครอบครัวที่เมืองไทยค่ะเพื่อขอวีซ่าครอบครัวให้พ่อของลูกค่ะ ดิฉันเพิ่งคุยกับพ่อของลูกเรื่องที่จะขอกรีนการ์ดแล้วให้เค้ารับรองให้ เค้าก้อรับปากจะช่วยเพื่ออนาคตของลูกแล้วเราก้อไม่ต้องฟ้องร้องแย่งลูกกันด้วย แต่ดิฉันกลัวจะมีปัญหาน่ะค่ะก้อเลยอยากจะถามเตรียมตัวเอาไว้เพราะมีหลายคนบอกว่าใช้เวลาพิจารณานานมากบางรายเกือบปี ดิฉันอยากพาลูกย้ายไปอยู่ปีหน้า คือ 2011 ค่ะ ซึ่งดิฉันมีตัวเลือกให้เลือกสี่ข้อค่ะคือ
1. ถ้าให้พ่อของลูกเป็นคนรับรองทุกอย่างแล้วค่อยหย่าจะได้มั้ยคะ และเค้ายังไม่คิดจะกลับไปอยู่อเมริกาแล้วเค้าเพิ่งจดทะเบียนบริษัทที่นี่ขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ทค่ะ แล้วก้อยังไม่รู้ว่าเค้าจะไปหางานอะไรที่อเมริกา แล้วอีกอย่างเค้าเพิ่งมีแฟนใหม่อยู่ที่นี่ แต่เค้ารับปากจะช่วยเรื่องเอกสารทุกอย่าง คิดว่าพอจะมองเห็นทางได้กรีนการ์ดบ้างมั้ยคะ แล้วตอนสัมภาษณ์เราต้องตอบทางสถานทูตว่าอย่างไรบ้าง
2. ดิฉันทำเรื่องขอวีซ่าถาวรพาลูกไปเรียน
3. ดิฉันมีคนรู้จักทำธุรกิจอยู่ที่โน่นใน ซีแอตเทิล เมืองที่ดิฉันจะย้ายไปอยู่น่ะค่ะ เค้าทำเกี่ยวกับเสื้อผ้า มีคอนแท็กกับคอสโก้แล้วต้องเดินทางมาดูโรงงานในเอเชียบ่อยๆ เค้าจะรับรองเรื่องงานให้แล้วก้อจำจัดทำ work permit ให้โดยให้ดิฉันเป็นคนประสานงานกับโรงงานในเอเชีย ( ดิฉันขายเสื้อผ้า และเครื่องเงินทางอินเตอร์เน็ทอยู่ค่ะในปัจจุบัน) ที่พักในอเมริกาเค้าจะเป็นคนจัดหาให้ค่ะ
4. ตอนนี้มีคนอเมริกันมาชอบดิฉันรู้จักกันได้สามเดือนแล้ว เค้าก้อบอกว่าถ้าดิฉันหย่าเรีบยร้อยเค้าก้อจะขอให้ดิฉันแต่งงานกับเค้าเลยแล้วเค้าจะเป็นคนรับรองเอกสารการขอกรีนการ์ดให้ แต่เค้าทำเรื่องหย่ามาจะปีนึงแล้วตั้งแต่ยังไม่รู้จักกับดิฉันก้อยังไม่เรียบร้อยดิฉันเลยไม่แน่ใจว่าเมื่อไรเรื่องของเค้าถึงจะจบ แล้วยังของดิฉันอีกเพราะพ่อของลูกก้อยักท่าไปยักท่ามาไม่ยอมเซ็นต์ใบหย่าให้มาจะปีแล้วค่ะ เอาเป็นว่าถ้าเค้าหย่าเรียบร้อยแล้วดิฉันหย่าเรียบร้อยนะคะ แล้วดิฉันจดทะเบียนกับเค้า
ในกรณีทั้งสี่นี้อันไหนมันมีความเป็นไปได้มากกว่ากันที่จะผ่านการสัมภาษณ์ อันไหนใช้เวลามากน้อยอย่างไร ขอความกรุณาช่วยให้ความรู้ด้วยนะคะ
ขอบพระคุณค่ะ
น้อง
สวัสดีค่ะคุณน้อง
ข้อหนึ่ง ปัญหาคือขอที่เมืองไทยปกติใช้เวลานานกว่าจะได้บางคนปี สองปี บวกแฟนคุณตอนนี้ทำงานในเมืองไทยยังเสียภาษีให้อเมริกาปกติหรือไม่ในช่วงเวลาย้อนหลังหนึ่งถึงสามปีที่ผ่านมา ตอบสถานทูตอย่างไรก็คงต้องตอบว่ายังอยู่ด้วยกันตามปกติที่ที่พึ่งขอเพราะตัวคุณจะพาลูกไปเรียนที่โน่น ก็ต้องเตรียมเรื่องทั่วๆไปเกี่ยวกับการใช้ชีวิตฉันท์สามีภรรยาแต่คุณมีลูกโตขนาดนี้เขาคงไม่ถามอะไรมาหรอก บวกแต่งงานมานานแล้ว อาจมีปัญหาเรื่องที่อยู่ได้ถ้าคุณสองคนมีที่อยู่คนที่ละ อาจต้องพูดว่ายังอยู่บ้านเดียวกันอะไรประมาณนั้น
ข้อสอง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดทางหนึ่งเพราะมันคือความจริงไม่ต้องโกหก ลูกคุณก็เป็นซิติเซ่น แต่บอกตามตรงดิฉันเองไม่ใช่ทนายไม่แน่ใจขั้นตอนในการขอวีซ่าประเภทนี้จริงๆค่ะ คงต้องลองปรึกษากับทางสถานทูตดู
ข้อสาม ก็เป็นทางเลือกที่ดีค่ะ แต่การขอใบทำงานก็ใช้เวลาเช่นกันค่ะ แต่ถ้าคนทางโ้น้นจะช่วยจริงๆดิฉันว่าดีนะ เพราะคุณก็ไม่ต้องไปง้อสามีเก่าให้วุ่นวาย คนที่จะยุ่งก็คือคนทางโน้นที่จะเดินเรื่องขอใบทำงานให้คุณ ตอนนี้ใช้เวลานานแค่ไหนไม่แน่ใจจริงๆค่ะ
ข้อสี่ ไม่น่าจะดีเพราะมันหลายขั้นตอนมากคือคนที่แต่งงานแล้วทั้งสองคนต้องผ่านการหย่ามาเรียบร้อยแล้วทั้งคู่ อย่างน้อยหนึ่งปีแล้วก็อย่างที่คุณบอกการทำเรื่องหย่าในอเมริกาบางรายใช้เวลานานฟ้องกันไปฟ้องกันมา เรื่องเงินทอง หรือหนี้สินว่าใครจะได้ใครต้องรับผิดชอบ แม่สามีดิฉันก็ทำเรื่องหย่ามาจะสองปีแล้วมั้งยังไม่จบเลย เสียค่าทนายไปไม่รู้เท่าไร ไหนจะตัวคุณเอง ไหนจะตัวเค้า พอเรื่องหย่าจบก็ต้องมาแต่ง แต่งเสร็จก็มาขอกรีนการ์ดโอสามปีไม่รู้จะได้เรื่องไหม
นอกเรื่องนิดหนึ่ง พอดีตัวเองก็สนใจอยากทำธุรกิจขายของทางอนเตอร์เนตเหมือนกัน แต่ว่าไม่รู้จะขายอะไร ของคุณน้องขายทางอีเบย์หรือว่ายังไงค่ะ แล้วกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ประเทศอะไรค่ะ ขอความรู้หน่อยนะ
คุณบัดดี้
ตอนไปสัมภาษณ์ครั้งแรกมี I20 และใบตอบรับเข้าเรียนวันเปิดเรียน อะไรต่างๆจากโรงเรียนมาเรียบร้อยแล้วหรือไม่ค่ะ
ถ้าครั้งแรกก็มีเอกสารครบจากสถาบันที่จะไปเรียน แล้วจะไปขออีกดิฉันบอกตรงๆว่าอาจจะยากค่ะเพราะยิ่งติดๆกัน
ถึงจะเจอคนสัมภาษณ์คนละคนก็เหอะเพราะข้อมูลเดิมเค้าเห็นอยู่แล้วว่าเพิ่งขอแล้วไม่ได้ ระยะเวลาติดๆกัน
แสดงว่าคุณสมบัติของคุณยังเหมือนเดิม ไม่แน่ใจว่าคุณไปเรียนภาษาหรืออะไร บางครั้งสถาบันที่คุณสมัครเรียน
ก็มีผลเช่นกัน เพราะหลายๆที่ที่โรงเรียนไม่ค่อยเข้มงวด จะมีนักเรีบนสมัครเรียนแต่ไม่เรียนไปทำงานและก็อยู่ยาว
อะไรประมาณนั้น ยังไงช่วยกันคลิกโฆษณาด้วยนะค่ะ
สวัสดีค่ะคุณแพรว
ขอบคุณมากเลยค่ะ ตอบมาเร็วมากเลยดีใจนะคะที่มีคนให้คำแนะนำ เอาอันแรกเรื่องกรีนการ์ดก่อนนะคะ
1.เค้าไม่ได้จ่ายภาษีในอเมริกาเลยเพราะจ่ายในเมืองไทย อันนี้เพิ่งเริ่งจ่ายค่ะเพราะเพิ่งจดทะเบียนบริษัทหลังแยกกันอยู่ก้อประมาณปีนึง แต่เค้าก้อบอกว่าถ้าเราจะเอาลูกไปเรียนนี่เค้าจะยื่นทำเรื่องจ่ายภาษีย้อนหลังสามปีค่ะ เพราะเค้าลาออกจากงานตั้งแต่ลูกเกิดได้เดือนเดียว
2.วันนี้ตอนกลางวันน้องโทรสอบถามบริษัทที่ให้คำปรึกษาเรื่องกรีนการ์ดกับวีซ่าค่ะ เค้าบอกว่าถ้าให้ลูกที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะการันตีให้นี่มันยากเพราะลูกไม่มีรายได้ แต่ก้อเหมือนที่คุณว่าแหล่ะค่ะว่าคงต้องถามสถานทูตดู แต่สถานทูตอเมริกาที่เมืองไทยบริการเรายังงัยทุกคนคงทราบดีนะคะ พอโทรถามขนาดบอกว่าเป็น US Citizen พอเรื่องไหนที่ใ้ช้คอมตอบได้เค้าโอนเข้าระบบตอบรับอัตโนมัติทันทีโลด!!!!!!!สุดซีเร็งอ่ะค่ะ
3.เพื่อนที่ว่าจะการันตีให้ก้อคนเดียวกะข้อสี่แหล่ะค่ะ ถ้าเค้าอยากให้เราไปเค้าคงยอมทุ่มหมดตัวแหล่ะค่ะ ถ้าไม่อนาคตเราคงไม่ได้เป็นเนื้อคู่กันชัวร์!!!!
4.อันนี้คิดเหมือนกันเลยค่ะ แต่ที่ใส่เข้าไปในคำถามเพื่อให้มันดูดีมีอะไรน่าตอบ เห็นคุณแพรวบอกในอีกคอมเมนท์ว่าเบื่อๆไม่มีงานทำเลยหางานให้ซะงั้น (แบบว่าล้อเล่นนะคะแฮ่ะๆๆๆๆ)
แต่ก้อดีนะคะที่คุณแพรวตอบมามันทำให้เราตัดข้อเลือกที่เป็นไปได้ยากทิ้งไปเลยค่ะ ไม่ต้องเอามาคิดให้รกสมอง วันนี้โทรไปถามบริษัทที่เค้ารับดำเนินการโอ้โห คิดเงินกันมโหฬารบานบุรี ห้าหมื่น เจ็ดหมื่น ฟังแล้วอยากทำจังเลยธุรกิจนี้ (^v*)!!
เลิกพูดเล่นดีกว่าค่ะ เอาเรื่องจริงดีกว่าเนอะ น้องขายในอีเบย์ค่ะ ลูกค้าส่วนใหญ่คืออเมริกัน รองมาก้อยุโรป แล้วก้อ ออสเตรเลียค่ะ ตอนทำใหม่ๆรับกันไม่หวาดไม่ไหว negative feedback นะคะไม่ใช่ตังค์ฮ่าๆๆๆๆ แต่ตอนนี้ทำมาเจ็ดปีแล้วค่ะเชี่ยวแล้ว เลยรู้ลู่ทางหลบหลีกเก่ง แต่ตั้งแต่ป่วยเข้าโรงพยาบาลบ่อยนี่ลูกน้องทำงานพลาดสามสี่อย่างเน็กเริ่มกลับมาเยือน ถ้าคุณแพรวอยากทราบรายละเอียดหรือศึกษาเพิ่มแอดน้องได้ที่ย่าฮู้เลยค่ะตามที่อยู่ที่หลบอยู่นี่แหล่ะค่ะ น้องยังตอบเมลล์ลูกค้าอยูค่ะ หลบทำงานตอนมารน้อยหลับ เพราะอาทิตย์นี้เป็นตาแดงทั้งแม่ทั้งลูกมารน้อยเลยไม่ได้ไปโรงเรียนแม่เลยต้องอดตาหลับขับตานอนยอมน้ำหนักขึ้นเพราะโซ้ยม่าม่ากลางดึก
ติดต่อได้ตลอดค่ะน้องยินดีให้ข้อมูลเพิ่มดีด้วยเผื่อย้ายไปอยู่อเมริกาเมื่อไรจะได้มีคนคุยแฮ่ะๆๆๆๆ
น้อง
คุณแพรว
กลับมาอรกแล้วค่ะ และอาจจะกลับมาบ่อยๆค่ะ
คือถ้าจะรบกวนถามอะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับวีซ่านี่คุณแพรวจะหงุดหงิดมั้ยคะนี่ พอดีตอนนี้กำลังเฟื่องก้อเลยจะพาแม่ไปเที่ยวอเมริกาน่ะค่ะ ว่าจะไปสักปลายกุมภาพันธ์ แต่กลั๊วกลัวตอนสัมภาษณ์เพราะแม่เป็นแม่บ้านแบบว่าเอ่อ…..บ้านนอกสุดๆ พูดภาษากรุงเทพก้อไม่ได้ แบบว่าเมื่อไรที่แกคุยกับคนภาคกลางแกจะพูดภาษากลางผสมกับโคราชตลอดอ่ะค่ะก้อเลยกลัวว่าทางสถานทูตจะไม่ให้วีซ่าเพราะฟังเสียงในฟิล์มของแม่ไม่ออก คือน้องจะบินไปดูสถานที่ที่น้องจะต้องไปอยู่น่ะค่ะ เพราะต้องสร้างบ้านใหม่ น้องต้องไปเลือกทำเลกับแบบบ้าน แล้วทีนี้ทางชายหนุ่มที่เหลือน้อยแล้วเนี่ยเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้หมดค่ะ ทั้งค่าตั๋วเครื่องบินค่าที่พัก pocket money และอีกจิปาถะ โดยน้องจะเอาแม่ ลูกชาย(ไปหาคุณย่าที่มินเนโซต้าค่ะ) กับพี่เลี้ยงของลูกไปด้วย เพราะตอนไปเนี่ยน้องจะไปดูพวกงาน trade show ตามเมืองต่างๆด้วย เพราะมันเป็นเป้าหมายของน้องมานานตั้งแต่เริ่มทำธุระกิจแล้วค่ะ ทีนี้เอาเป็นสาระจริงๆนะคะคือ
1.แม่เป็นแค่แม่บ้านค่ะมีรายได้เล็กน้อยคือขายของในไซท์งานของบริษัทรับเหมาให้คนงานภายใน แต่ไม่มีบัญชีเงินฝากเป็นของตัวเองเพราะพ่อเป็นคนใช้เงินส่วนแม่ใช้เงินไม่เป็น!!! ส่วนพ่อเป็นผู้รับเหมา sub-contractor ในบริษัทรับเหมาของน้องสาว การจ่ายเงินค่างวดงานทุกครั้งสั่งจ่ายเป็นเช็ค หักภาษีนะที่จ่ายเงินเข้าออกช่วงเป็นซับคอนแท็กตกสี่ห้าแสนบางทีก้อล้าน(ต้องเอามาจ่ายคนงานค่ะ) แต่ช่วงสี่ห้าเดือนมานี่พ่อเค้าเหนื่อยเลยเข้าเป็นคนงานประจำในบริษัทเป็นหัวหน้าคนงานเงินเดือนไม่แน่ใจนะคะเพราะไม่เคยถามแต่น่าจะอยู่ที่ห้าหมื่นมั้งคะ อย่างนี้ให้พ่อ เป็นสปอนเซอร์ให้แม่ในการขอวีซ่าคิดว่าจะโอเคมั้ยคะ
2.พี่เลี้ยงของลูกชายนี่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันค่ะ เอามาอยู่ด้วยตั้งแต่จบมอสาม เลยเอามาส่งเรียนต่อจนจบมอหกแต่เป็นการศึกษานอกโรงเรียน แล้วตอนนี้กำลังให้เรียนต้อรามอยู่ค่ะ แต่ระหว่างเรียนนี่เค้าก้อทำงานกับน้องด้วยเป็นพนักงานแพ็คของส่งให้ลูกค้า กับช่วยเลี้ยงน้องมาตั้งแต่คลอดค่ะ น้องให้เงินเดือน พร้อมกินอยู่ด้วยก้อเฉียดหมื่นแต่เค้าไม่มีเงินเก็บเลย แถมอายุแค่สิบเก้า อย่างนี้ถ้ายื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวดูท่าพอจะปั้นดินให้เป็นดาวได้มั้ยคะ? มีความคิดนะคะว่าถ้าน้องต้องย้ายไปอยู่อเมริกาจะเอาเค้าไปอยู่ด้วย เพราะเค้ารักหลานมากแล้วอนาคตน้องต้องเดินทางเรื่องงานตลอดคงจะได้เค้านี่แหล่ะค่ะคอยดูน้องให้ อันนี้แอบหวังมากๆว่าจะพาเค้าไปได้
น้องค่ะ
สวัสดีค่ะคุณน้อง
เรื่องการขอวีซ่าท่องเที่ยวให้คุณแม่และพี่เลี้ยง ตัวคุณแม่เองก็ใช้เอกสารการเงินของคุณพ่อได้ค่ะในกรณีที่จดทะเบียนใช้นามสกุลเดียวกัน อยู่บ้านเดียวกัน รวมทั้งตัวคุณน้องและเพื่อนที่จะเป็นสปอนเวอร์ให้ร่วมด้วยไปเลย มีจดหมายจากเพื่อนระบุว่าจะให้ที่พัก รวมทั้งออกค่าใช้จ่ายอะไรต่างๆสำหรับทั้งคุณแม่และพี่เลี้ยง รวมทังแนบสำเนาพาสปอร์ต บวกสเตทเมนท์ของเขามาด้วยเพื่อแสดงว่าเขามีตังค์ซัพพอร์ตทั้งสองคนได้อะไรประมาณนั้น ตัวคุณแม่น่าจะง่ายกว่าพี่เลี้ยงเพราะคุณพ่อไม่ได้ไปด้วยก็ดูมีความน่าเชื่อถือว่าคุณแม่คงกลับมาแน่นอนเพราะู๕ณพ่อก็ยังอยู่ทางนี้ แต่ตัวพี่เลี้ยงนี่อายุไม่มาก งานการก็ไม่มั่นคง ถึงเพื่อนคุณน้องและตัวคุณน้องจะสปอนเวอร์เรื่องค่าใช้จ่ายแต่ต้องพยายามแสดงให้เขาเชื่อว่าไปแล้วจะกลับคือเขามีอะไรที่ผูกพันกับเมืองไทยนะค่ะ
สำหรับเรื่องกรียการ์ดจริงๆแล้วถ้าคนที่ช่วยขอใบทำงานให้จริงๆก็คือแฟนใหม่นั่นแหละว่าง่ายๆ ในความคิดนะค่ะคุณน้องก็ให้เขาขอใบทำงานให้ก่อน ไปอยู่ที่โน่นก่อนแล้วค่อยๆเคลียร์เรื่องหย่าให้เรียบร้อย แต่งแล้วขอกรีนการ์ดในอเมริกาเลยจะได้เร็วกว่าขอในเมืองไทยเยอะค่ะ
สำหรับเรื่องงานขอบคุณค่ะแล้วไงจะเมล์ไปคุยอีกที เพราะตัวเองก็เรียนอย่างเดียวไม่ได้ทำงานจริงจัง ก็เลยอยากมองหาอะไรที่ทำที่บ้านได้ มีอะไรก็ถามมาได้ค่ะ ตอบเท่าที่รู้ค่ะ แฮะๆแต่ยังไงก็ช่วยคลิกโฆษณากูเกิลในเว็ปเราด้วยแล้วกันจะได้มีตังค์ทำต่อไปนานๆนะ โชคดีค่ะ
คุณ Plew คะ
เรื่องกรีนการ์ดอ่ะค่ะ จริงๆแล้วน้องไม่ได้รีบเลย เพราะถ้าทำที่เมืองไทยใช้เวลา 8-12 เดือนเหมือนกูรูทั้งหลายบอกมา (คนที่ทำแล้วได้มาแล้วค่ะ) น้องยังมีเวลาอีกเยอะค่ะ แต่ทีนี้มันมีปัญหาที่ว่าจะใช้เอกสารของคุณอนาคตอดีตสามีทำดีมั้ยเพราะดูแล้วคงยุ่งยากพอตัวเพราะเค้าไม่ได้จ่ายภาษีมาตั้งสามปี อันนี้ถ้ามีเพื่อนๆคุณคนไหนมีประสบการณ์พอที่จะแชร์กันได้ติดต่อน้องได้โดยตรงนะคะ ส่วนลูกใช้การันตีเราไม่ได้ค่ะเพราะเค้าไม่มีรายได้ วีซ่าของลูกพี่ลูกน้องนี่คิดไม่ออกค่ะว่าจะเอาอะไรมาพิสูจน์ความผูกพันเค้าว่าจะกลับยกเว้นพ่อกับแม่เค้าที่ยังอยู่ที่เมืองไทย นอกนั้นไม่มีอะไรเลย หรืออาจจะต้องบินไปคนเดียวคราวนี้แล้วตอนย้ายไปอยู่ก้อทำเรื่องให้เค้าไปทำงานรับใช้ในบ้านคิดว่าเป็นไปได้มั้ยคะ หรือว่าต้องทำเรื่องไปเรียน? เรื่องขายของออนไลน์น้องเต็มใจให้ความรู้เต็มที่นะคะ ตอนนี้ก้ออยากจะเปิดเวบหาคู่ด้วยค่ะ เพราะน้องจับคู่ให้เพื่อนมาเกือบยี่สิบคู่แล้ว ทุกคนก้ออยู่กันอย่างมีความสุขจนถึงทุกวันนี้ค่ะ หลายๆคนเลยสนับสนุนว่าลองเปิดเวบเป็นของตัวเองน่าจะดี แล้วน้องเป็นไกด์อาชีพด้วย ทำงานมา 7 ปีจนกระทั่งท้องถึงได้หยุดมาปีที่ 4 นี่แหล่ะค่ะ แต่ก้อยังรับงานลูกค้าเก่าๆที่ติดต่อกันอยู่ ทำพวกไพรเวททัวร์ให้กับครอบครัวคนรู้จัก หรือเป็นพี่เลี้ยงเด็กบินไปรับส่งเวลาโรงเรียนเปิดหรือปิดเทอมในประเทศแถวเอเชียค่ะ ก้อสนุกดี ทำได้เพราะงานขายของที่น้องทำมันง่ายมาก มีคอมพิวเตอร์นั่งทำงานที่ไหนก้อได้ที่มีอินเตอร์เน็ท แถมเวลาบินไปอย่างฮ่องกง ญี่ปุ่น หรือ อินเดีย เนปาล ยังไปหาของมาขายได้ด้วยค่ะ
ถ้าไม่มายด์ที่จะมีเพื่อนคุยเพิ่มแอ็ดน้องได้ที่ยะฮูนะคะเพื่อมีความรู้เรื่องการทำมาหากินมาเผื่อแผ่กัน ตอนนี้จะออกไปรับพาสปอร์ตให้แม่กับพี่เลี้ยงน้องก่อนค่ะ
สวัสดีค่ะ
น้อง
สวัสดีค่ะ มี i20 + เอกสารพร้อมค่ะ แต่ครั้งแรกเราไม่รู้อะค่ะ
เลยมีปัญหา ตรงที่ว่าไปขอพร้อมกับพี่อีก 2 คน แล้วไปเรียนภาษาที่เดียวกันเลยค่ะ
แล้วก็ไม่ได้ กันหมดเลยด้วยอะ สัมภาษติดกันเลยอะ ไม่รู้ว่าเค้ามีช่องสัมภาษแค่ช่องเดียว
เราว่าเค้าอาจมองตรงนี้ด้วย อันนี้ยอมรับว่าพลาดจริงๆ
แต่ตอนนี้ พี่เราไม่ไปกันแล้ว เราจะไปขอคนเดียวแล้วอะค่ะ
ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงบ้าง แต่ก็เผื่อใจไว้แล้วหละคะ T_T
สวัสดีค่ะคุณแพรว คือว่าดิฉันอายุ 24 ปี ค่ะ
อยากขอvisa ท่องเที่ยวUSAค่ะ
ไม่ได้ทำงานประจำ แต่ทำธุรกิจส่วนตัว คือประมาณนำเข้าสินค้าแฟชั่นมาขายส่งน่ะค่ะ
เดินทางไปประเทศ จีน ฮ่องกง มาเก๊า ย่านๆนี้บ่อยมากๆ ประมาณว่าทุกเดือน
ไม่มีหน้าร้าน เพราะเคยเปิดแล้วทำไม่ไหว เลยปิดไป
ไม่มีทะเบียนการค้า มีเงินหมุนเวียนต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 1,500,000 บาท
เงินเก็บประมาณ500,000 มี
รถยนตร์1 คัน และ บ้านหนึ่ง หลังที่ซื้อในชื่อตัวเอง และผ่อนอยู่
จบการศึกษาปริญญาตรี จากต่างประเทศค่ะ
ไม่ทราบว่าน่าจะมีโอกาศผ่านมั้ยคะ เพราะอยากไปเที่ยวแต่นั้นเองค่ะ
ไม่มีคนรู้จักอยู่ค่ะ อยากไปประมาน10วันค่ะ
รบกวนช่วยตอบหน่อยนะคะ
ู^
l
l
ไม่ทราบว่าต้องเขียอธิบายงานที่ทำหรืออะไรบ้างมั้ย
คือเข้าใจค่ะว่าแล้วแต่ดวง เป้นสำคัญ
ขอขอบคุณ คุณแพรว ล่วงหน้าค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ Nat
จริงๆแล้วคุณน่าจะได้นะแต่ก้อีกนั้นแหละปัญหาหลักคือคุณไม่ได้มีเอกสารจดทะเบียนกิจการเป็นเรื่องราว แต่เราว่าก็เขียนไปตามจริงแหละคะก้อธิบายอย่างที่คุณเล่าให้เราฟังนั่นแหละ บวกหาเอกสารยืนยันอะไรสักหน่อยเกี่ยวกับการซื้อขาย เอกสารการเสียภาษี invoice อะไรก็ได้แต่ยืนยันได้ว่าสิ่งที่คุณอ้างถึงมันจริง เพราะเรื่องรายได้และงานเป็นสิ่งสำคัญมากในการพิจารณาค่ะ คือสิ่งที่เค้ากลัวคือคนไปแล้วไม่กลับ ถ้าคุณแสดงได้ว่าคุณมีรายได้ที่ดี มีงานที่ดีที่นี่ เขาก็ไม่ต้องกลัวว่าคุณจะไปอบทำงานที่โน่น บวกเอกสารการกู้บ้าน ทะเบียนรถ สมุดบัญชีตัวจริงและขอ statement จากแบงค์ไปด้วย และอื่นๆถ้ามีที่แสดงความผูกพันกับเมืองไทย บวกเตรียมแผนการท่องเที่ยวคร่าวๆ ไปที่ไหนกี่วัน พักที่ไหน ไปเองหรือทัวร์ ไปกับใครอันนี้ชอบถามมากเลย ไปทำไม ก็เตรียมไว้ก่อนไปสัมภาษณ์ค่ะ เตรียมเช็คเรื่องตั๋วเครื่องบินไว้ด้วยก็ได้
โชคดีค่ะ
สวัสดีคับพี่แพรว
คือตอนนี้ผมจบม.6 แล้วคับ อายุ18ปีคับ มีแผนว่าจะไปเรียนต่อมหาลัยที่เมกา เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนไปอยู่kansas นึงปีกับวีซ่า J1เมื่อตอนม.5 แต่ผมกะเรียนภาษากับมหาลัยที่จะเข้าเรียนต่อก่อนหกเดือน แล้วค่อยเข้าต่อมหาลัยที่เรียนอยู่เลยอ่ะคับ(มหาลัย Queens college of the City University of New York) กะจะไปปรับตัวก่อนเข้าเรียนจิงอ่ะคับ
แล้วถ้าผมได้I-20จากมหาลัยมาแล้ว พี่แพรวว่าผมจะทำวีซ่าผ่านหรือป่าวคับ
แม่ไปทำstatement มาแล้วแต่มีเงินเหลืออยู่5แสนกว่า มีเงินหมุนเดือนละกว่าแสนอ่ะคับ(ที่บ้านมีสวนยางพาราอ่ะคับ) ที่นี้น้าเค้าจะช่วยออกค่าใช้จ่ายด้วย น้าอยู่ตัวคนเดียวไม่มีครอบครัวคับ เงินหมุนเดือนละแสนสองแสนเหมือนกันคับ ผมอยากจะถามพี่จิงๆๆคับว่ามีโอกาสมั้ยคับ ผมกลัวมาก
ขอบคุณคับผม
****เงินหมุนเดือนละแสนกว่ากว่าคับ
Boy สวัสดีค่ะ
ถ้าถามพี่พี่คิดว่าน่าจะได้นะ แต่น้องก็รู้วาจริงๆไม่มีใครบอกได้จนวันสัมภาษณ์นั่นแหละ ไปเรียนภาษาก็ควรขอ
อยู่แล้วแต่ถามว่าถ้ายูออกให้แล้วจะได้วีซ่าร้อยเปอร์เซ็นไม๊ก็ไม่ ข้ึนกับฐานะครอบครัวของเรามากๆ ถ้าเรามีสปอนเซอร์ดีๆทั้งแม่และน้าก็ช่วยได้มาก ยิ่งถ้าน้าไม่มีลูกเต้าหรือภาระที่ต้องดูแล หรือเราเป็นลูกคนเดียว หรือว่ามีพี่ที่เรียนจบทำงานหมดแล้ว คือแม่เราไม่มีภาระกับพี่น้องคนอื่นๆมากมายก็น่าจะได้นะ เตรียมเอกสารการเงินของแม่และน้า สมุดบัญชีตัวจริงทั้งหมด ที่มาของรายได้ทำงานอะไร จดทะเบียนบริษัทเป็นเรื่องเป็นราวหรือทำงานให้องคืกรอะไรแบบไหน เราไปแค่หกเดือนไม่น่ายาก แนะนำว่าขอไปหกเดือนก่อน เพราะถ้าขอไปยาวเช่นเรียนภาษาและเรียนต่อโทเลยอาจจะต้องมีเงินมากเข้าไปอีก แต่ก็บอกเขาว่าเราเรียนภาษาก่อนและมีแผนที่จะสมัครเรียนต่อโทในมหาลัยนี้ถ้าภาษาเราผ่านเกณฑ์อะไรประมาณนั้น
รีบติดต่อมหาลัยซะเลยให้เขาตอบรับเรามาแล้วค่อยไปขอวีซ่าค่ะ..โชคีค่ะ
ช่วยคลิกโฆษณาด้วยแล้วกันเนอะ
สวัสดีค่ะคุณแพรว
ตอนนี้หนูเป็นนักศึกษาเอแบคปีสาม จะขอซีซ่าท่องเที่ยว
จะเดินทางไปเที่ยวอเมริกากับเพื่อนประมาณกลางเดือนพ.ค.นี้ ประมาน 15วันค่ะ
ซื้อพิน จองคิวสัมพาษณ์เรียบร้อย ได้คิววันที่ 10 พ.ค.นี้ กระชั้นชิดมากแต่คิวเต็มเหลือเกิน
ลองหาข้อมูลอ่านดู มีคนที่ไม่ผ่านเยอะมากเลยกลัวว่าตัวเองจะไม่ผ่านด้วยค่ะ
Statement ใช้ของคุณแม่รับรอง ที่บ้านมีธุรกินส่วนตัว เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
เคยเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง เวียดนาม เกาหลีอีกประมาณ5ครั้ง ออกนอกประเทศบ่อยๆมีผลต่อการขอวีซ่ามั้ยค่ะ
1.เรื่องตั๋วเครื่องบิน ทำจองไว้กับเอเจนซี่แล้วต้องออกตั๋วภายในเดือนนี้ แต่ทางเอเจนซี่รับรองว่าสายการบินจะทำรีฟันเงินคืนให้ถ้าวีซ่าไม่ผ่าน หนุควรที่จะปริ้นเอกสารเรื่องสายการบินไปให้ครบใช่มั้ยคะ
2.ส่วนเรื่องที่พัก จะไปพักกับพี่สาวเพื่อนที่ซานฟรานคะ พี่สาวเพื่อนไปเรียนต่อปริญญาโทที่นู้น
3.ตอนไปสัมพาษณ์หนูควรเตรียมข้อมูลของพี่สาวเพื่อนแล้วข้อมูลที่พักไปให้พร้อมด้วยใช่มั้ยค่ะ
4.แพลนว่าจะไปเที่ยว แอลเอ กับ เวกัสด้วย หนูควรจะเขียนแพลนท่องเที่ยวของหนูไปด้วยมั้ย
5.ขากลับต้องแวะเครื่องที่ญี่ปุ่น อยากแวะเที่ยวด้วยคิดว่าจะไปขอวีซ่าเผื่อไปด้วย ถ้าหนูได้วีซ่าญี่ปุ่นมาก่อนไปทำวีซ่าอเมริกา ยิ่งส่งผลให้ได้วีซ่าอเมริกาง่ายขึ้นด้วยมั้ยค่ะ
คำถามเยอะมาก รบกวนด้วยนะคะ ตอนนี้เครียดจริงๆ กลัวว่าจะไม่ได้ไป
ปล.ไปกันสามคนคะ มีคนนึงได้วีซ่าท่องเที่ยวแบบ10ตั้งแต่ปีที่แล้ว มีหนูกับเพื่อนหนูอีกคนที่จะไปเยี่ยมพี่สาวที่จะไปทำพร้อมกันค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ
ควรปริ๊นเอกสารการจองตั๋วไปด้วยค่ะ คือเอาง่ายรวมเอกสารไปให้ได้ครบถ้วนที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่จริงๆตอนที่เขาเก็บเอกสารเข้าไป
เขาจะเอาแต่เอกสารหลักพวกคือแบบฟอร์ม พาสปอร์ตและเรื่องรายได้ แต่เอกสารอื่นๆพวกนี้เราถือติดตัวไว้เผื่อตอนสัมภาษณ์ค่ะ
ถ้าขเาถามเราก็มีแสดง ถ้าไม่ก็ไม่เป็นไร เรื่องรายได้ของคุณแม่แนะนำว่าเอาสมุดบัญชีตัวจริงติดไปด้วยค่ะ รวมทั้งขอสเตทเมนท์จากแบงค์ไปด้วยแล้วก็เอกสารพวกการจดทะเบียนบริษัท อะไรปนะมาณนั้น สิ่งที่น่าจะช่วยได้มากคือคุณยังเป็นนักศึกษาต้องพยายามแสดงว่าเราต้องกลับมาเรียนต่อที่นี่ให้จบแน่ๆอะไรปะมาณนั้น
เพราะจริงๆสิ่งที่เขากลัวคือคนไปแล้วไปอยู่ยาว คุณจะแสดงอะไรให้เขาเชื่อว่าคุรไปแค่เที่ยวตามที่บอกแล้วกลับมาจริงๆ อาจเตรียมพวกเอกสารการจ่ายค่าเทอมเทมอหน้าอะไรอย่างนั้น หรือเอกสารสถานภาพการเป็นนักศึกษา รายละเอียดเรื่องที่พัก โปรแกรมการท่อ
เที่ยวควรชัดเจน เพราะไปเที่ยวก็ต้องรู้ว่าจะไปที่ไหน ยังไง ไปเมื่อไรกลับเมื่อไร ส่วนเรื่องประวัติการเคยไปเที่ยวประเทศอื่นๆมาก็คงจะช่วยได้มากแต่ไม่สามารถการันตีได้ เพราะหลายๆคนเคยไปยุโรปมาแล้วยังไม่ได้ก็มีค่ะเรื่องวีซ่าญี่ปุ่นอาจช่วยได้เพราะวีซ่าญี่ปุ่นก็ขอยากพอควรถ้าผ่านก็อาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง วันสัมภาษณ์์แต่งตัวให้ดูสุภาพดูดีมีฐานะก็จะช่วยได้ค่ะ..โชคดีค่ะ ยังไงช่วยคลิกโฆษณากูเกิลด้วยแล้วกันนะค่ะ
ขอบคุณ คุณแพรวมากนะค่ะ
ใจชื้นขึ้นมาหน่อย
สวัสดีค่ะคุณแพรว คือว่าตอนนี้ได้วีซ่าท่องเที่ยวอยู่ 10ปีอ่ะค่ะ แต่อยากจะไปรอบละนานที่สุดคือ 5-6 เดือนอ่ะค่ะ อยากรู้ว่าถ้าเรามีคนรู้จักแต่ไม่ใช่ญาติอยู่ที่โน่นแล้วระบุที่อยู่ของคนที่เรารู้สึก อยู่กะเค้าในวีซ่าท่องเที่ยวประมาณ5เดือน แล้วกลับไทยแล้วครั้งต่อไปเราจะได้ไปใหม่ต้องห่างกันอย่างน้อยกี่เดือนคะ แล้ว ตม. เค้าจะให้เราผ่านเข้าประเทศยากมั้ยคะถ้าเราไปครั้งแรกแล้วระบุที่อยู่ของคนรู้จักและอยู่ตอนนั้นตั้วฃง 5เดือนอ่ะค่ะ รบกวนช่วยตอบด้วยนะคะ ขอบคุณมากๆเลยค่ะ
ไม่แนะนำให้บอกว่าจะมาอยู่ห้าเดือนค่ะ โดนถามยาวแน่ๆค่ะ ปกติเค้าจะบอกว่าเที่ยวกันแค่สองอาทิตย์หรืออะไรประมาณนั้น บวกตั๋วขากลับต้องตรงกับที่คุณพูดค่ะ แล้วพอเข้าไปได้แล้วคุณจะอยู่เกินกว่าที่บอกเค้าไม่มาเช็คค่ะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่ากับว่าเค้าแสตมป์ให้คุณอยู่ได้นานแค่ไหน ปกติเค้าจะให้หกเดือนถึงคุณบอกว่ามาเที่ยวแค่สองอาทิตย์เค้าอาจปั๊มให้คุณหกเดือน แต่บางคนเค้าปั๊มให้แค่สอ
อาทิตย์เดือนหนึ่ง สามเดือนก็มี ไม่มีใครรู้จนกว่าจะถึงวันนั้นละค่ะ เข้ายากไหมถ้าไม่มีอะไรที่เค้าดูแล้วผิดปกติก็ไม่ยาก แต่มาคนเดียวเดินทางครั้งแรกอาจโดนถามเยอะเช่นถ้าคนที่จะมาพักด้วยเป็นผู้ชายอาจดดนถามมากว่าเป็นแฟนหรือไม่ สำคัญคือตั๋วขากลับค่ะไม่มีละก็มีสิทธิไม่ได้เข้าค่ะสำคัญมาก เข้าได้แล้วก็ค่อยมาเลือนตั๋วทีหลังค่ะ เขาทำกันแบบนั้น ถ้าคุณบอกจะมาเที่ยวห้าเดือนเคา้ต้องสงสัยว่าคุณรวยมากหรืออย่างไรงานไม่ต้องทำห้าเดือ เพราะเราคนไทยค่ะประวัติมันไม่ค่อยดีอยู่แล้ว ยังไงช่วยคลิกโฆษณาด้วยนะค่ะ
พี่ค่ะ รบกวนขอคำปรึกษาหน่อยนะค่ะ
ขอเมล์พี่ได้ไหมค่ะ แอดมาหาหนูหน่อยนะค่ะ ตอนนี้กลุ้มใจมากเลย sophida_87@hotmail.com
ตอนนี้ได้วีซ่าท่องเที่ยวแบบ10ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ
เข้ามาขอบคุณคุณแพรวอีกครั้ง
ดีใจด้วยค่ะคุณฟ้า
สวัสดีค่ะ ตอนนี้เป็นออแพอยู่ จะจบโครงการเดือนตุลาคมนี้ กลุ้มใจมากไม่รู้ว่าจะต่อสัญญาปีสองหรือกลับมาเปลี่ยนวีซ่านักเรียนดี แต่เงินยังมีไม่มากค่ะ(แสนกว่า) เลยกลัวว่ากลับมาเปลี่ยนที่ไทยกลัวมีสิทธิ์ไม่ได้วีซ่า จะต่อปีสองก็กลัวว่าพอขอวีซ่านักเรียนหลังจากจบโครงการจะได้ยาก ทำยังไงดีคะ อันนี้มีสิทธิ์มากน้อยกว่ากัน ต้องตัดสินใจเร็ววันนี้ ขอบคุณค่ะ
ของแม่แสนกว่าด้วย
สวัสดีค่ะคุณ pay
อันนี้ไม่แน่ใจจริงๆค่ะว่าอันไหนจะง่ายหรือยากกว่ากัน ส่วนตัวนะคิดว่าถ้ายังอยากอยู่ต่อจริงๆแล้วคิดว่าต่อสัญญาได้แน่ๆก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะตอนนี้ขอวีซ่านักเรียนเริ่มยากขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้าขอวีซ่านักเรียนแบบเรียนเป็นเรื่องเป็นราวไม่ใช่สมัครเรียนกับสถาบันเล็กๆที่ประวัติไม่ค่อยดี บวกรายได้ของของครอบหรือสปอนเซอร์ถึงไม่น่าจะไม่ได้ ที่บอกมีแสนหรือสองแสนพอไม๊ก็ขึ้นกับสมัครเรียนหลักสูตรนานแค่ไหนมากกว่า ถ้าสมัครเรียนปริญญาหรืออะไรยาวๆไม่พอแน่ๆ
hi
ใคร พอรู้ช่วยตอบด้วยค่ะไปยื่นมา 26 เมษาที่ผ่านมาไมผ่านค่ะคือรินเจอแฟนในเน็ต เขาไม่เคยมาเมืองไทย เรารู้จักกัน1ปีเต็ม คุยกันทุกวัน ติดตรงที่ว่าเขามาไม่ได้เพราะเขาติดคดีและยังรอลงญาอยู่ค่ะ รินเลยทำวีซ่าไปเยี่ยมเขา รินมีธุรกิจ ของตัวเอง book bank สวย
และเคยไปเที่ยวหลายประเทศ ตอนสัมภาษณ์ ช่อง หมายเลข9 ฝรั่ง เขาถามคำถามแรก ว่า เคยเจอกันไหม และคำถามเดียวเขา เขาไม่ยอมดูเอกสารเลย และบอกว่า เสียใจคุณไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าประเทศผม
รินอยากถามว่าจะทำอย่างไรถ้ารอให้เขารออาญาเสร็จถ้ามาให้เขาเตรียมเอกสาร แต่งงานมาเลย และจะจดทะเบียน กันที่เมืองไทยเลย
รินจะไปกับเขาเลย จะได้ไหม???หรือจะทำอย่างไร??ถ้าจดทะเบียนสมรสแล้วจะง่ายต่อวีซ่าไหมคะ?ช่วยตอบละเอียดด้วยนะคะใครรู้
จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
ริน
เรียน คุณแพรว
กำลังกลุ้ม ๆ แต่ไม่รู้จะทำอะไรได้มากกว่ารอคะ ดิฉันได้รับทุนพัฒนาข้าราชการและมีมหาวิทยาลัยตอบรับแล้ว เพิ่งส่งเอกสารมาให้เมื่อวันที่ 10 พ.ค. แต่จะต้องเข้าเรียนภาษาวันที่ 7 มิ.ย. นี้ กำหนดเดินทางไว้ 5 มิ.ย. แต่เซ็งจนไม่รู้จะทำไงแล้วคะ เพราะมันเริ่มจาก เมื่อได้รับเอกสารแล้ว รีบเข้าไปจองสัมภาษณ์ ปรากฎว่า ระบบปิดปรับปรุงจากแบบ ds 156-8 เป็น ds 160 ระบบเปิดเมื่อ 12 พ.ค. กว่าจะเข้าได้ปาเข้าไปวันที่ 13
จองนัดสัมภาษณ์ได้วันที่ 25 พ.ค. แต่ได้ขอวีซ่าเร่งรัดเข้าไป แต่ตอนนี้คงไม่เป็นผลแล้ว เพราะสถานทูตปิดถึง 21 พ.ค. 53 รอแค่ว่าจะปิดต่อไปอีกหรือไม่ ได้แต่รออย่างเดียวคะ หวังว่าสถานการณ์ต่าง ๆ จะคลี่คลายนะคะ และสามารถเข้านัดสัมภาษณ์ได้ในวันที่ 25 นี่ยังไม่นับว่าวีซ่า J1 จะผ่านหรือไม่นะคะ
อ้อ ทำได้อีกอย่างคือ ต้องเมล์ไปแจ้งมหาวิทยาลัยสอบถามว่าจะไปเรียนช้าได้หรือไม่
น่าเซ็งไหมคะ
คุณปู อ่านแล้วยิ่งเศร้าใจกับบ้านเมืองเราจริงๆเลยค่ะ นี่ขนาดเราอยู่ไกลนะ อ่านแล้วยังเครียดเลย
กระทบกันไปหมดจริงๆ คุณปูเราว่าเคสคุณน่าจะได้วีซ่าอย่างไม่มีปัญหาอะไรหรอกค่ะ คิดว่าได้แน่ๆ
แต่ปัญหาคือจะไปทันเรียนหรือไม่ แนะนำว่ารีบแจ้งทางคณะไว้เนิ่นว่ามีความเป็นไปได้ที่เราอาจจะไป
ไม่ทันเปิดภาค เพราะหลายยูเรื่องการเข้าเรียนมีผลมากและเค้าให้ความสำคัญค่ะ บวกหลายๆยูถ้าช่วง
แรกๆเปิดเทอมแล้วเราไม่ไปสองสามครั้งต่อกัน แต่ของคุณเริ่มคอร์สภาษาก่อนเค้าไม่น่าจะซีเรียสมากนัก
ถ้าเป็นวิชาลงเรียนปกติจะมีผลพอควรในการขาดเรียน รีบติดต่อเค้าแต่เนิ่นค่ะเพื่อเค้าจะมีทางออกอะไร
แล้วเราก็ไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจนะ ถ้าไปทันก็ถือว่าโชคดีไป..โชคดีนะค่ะ หวังว่าทุกอย่างจะกลับมาปกติในเร็ววันค่ะ
สวัสดีครับ อ่านกะทู้ไปเรื่อยจนได้มาเจอหน้านี้ ได้ความรู้ดีมากๆ ผมเป้นอีกคนหนึ่งที่โดนปฏิเสธสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 may ที่กงสุลเชียงใหม่ F1 ผมอายุ 25 เรียนจบ และทำงานมา 1 ปี หลังจากนั้นก็ลงเรียนภาษาไว้ 1 ปี ที่ Alhambra LA เอกสารที่เรียนน่าจะสมบูรณ์ ไม่รุ้แน่ชัดว่าทำไมถึงปฏิเสธ แต่ถ้าให้เดาก็น่าจะเป้นเรื่องการเงิน sponsor ก็คือป้า ซึ่งวันนั้นเขาก็ดูเอกสารการเงินของป้า 7 แสน และก็ขอดูขอผู้ปกครองด้วย แต่ว่าเราไม่ได้นำไปเลย เพราะนึกว่าใน form ที่กรอกไปบอกว่าป้าเป็น sponser ก็น่าจะใช้ของป้าคนเดียว แต่ถึงอย่างไรถ้านำของพ่อกะแม่ไป statement ก็ไม่สวยเพราะว่านำไปลงทุนทำกิจการมา อยากจะปรึกษาว่าเราควรจะเว้นระยะในการสัมภาษณ์อีกนานไหม ซึ่งตอนนี้ก็ให้ทางบ้านทำยอด statement ให้เพราะว่าครั้งต่อไปก็จะให้ที่บ้าน เป็น sponsor เพราะน่าจะมีโอกาสสูงกว่า ถ้าเกิดจะสัมภาษณ์อีกครั้งอีก 3-4 เดือนค้างหน้า รบกวนแนะนำด้วยครับ แล้วถ้ามีไรจะมาขอคำปรึกษาใหม่
ไปสัมภาษณ์มาเทื่อวันที่ 27 พ.ค. 53 เป็น พยาบาลทหารค่ะ ทำงานมา 11 ปี
มีหนังสือรับรองการทำงาน ใบลา สมุดบัญชี เอกสารทุกอย่างพร้อมๆๆๆๆ มากๆๆๆ แต่รู้ไหมค่ะ เจ้าหน้าที่ ที่เป็นคนกรองเอกสาร ก่อนรับคิวสัมภาษณ์ ที่เป็นน้องๆหน้าตาหน้ารักสามคน เค้าเอาแค่ พาสปอร์ต กับ ds 160 แค่นั้น เอกสารอื่นๆอยู่กับตัว ก็คิดว่าคงยื่นที่หลังก็ถือไว้ตลอด
พอถูกเรียกสัมภาษณ์ โดนสามคำถาม คุณทำงานอะไร บ้านอยู่ที่ไหน เงินเดือนเท่าไร เอกสารที่เตรียมมาไม่ขอดูเลย
ไม่เลย ก็เลยไม่รู้ว่าเค้าไม่เอาเหรอเอกสารที่เตรียมมาเนี่ย
แล้วก็ ขอโทษค่ะเราให้วีซ่าคุณไม่ได้ แล้วก็มีเอกสาร บอกมาว่า
ท่านไม่สามารถแสดงหลักฐานอันแสดงถึงความ ผููููกพันมั่นคงอย่างแน่นแฟ้นทางสังคมและครอบครัว เนี่ย
ก็เล่นไม่ขอเอกสารเลย แล้วไงงะ งง งง งง
เสียตังค์ให้ มาตอบแค่สามคำถามงะ เอกสารไม่ขอดูเลย
ครั้งหน้าต้องทำยังไง ค่ะ
คุณตูน งงจริงๆค่ะ เพราะตอนที่เราขอซึ่งก็สามปีทีี่ผ่านมา ด่านข้างหน้าเขาเอาพาสปอร์ต แบบฟอร์มแล้วก็หนังสือรับรองการทำงาน ใบลาและรับรองเงินเดือนเข้าไปด้วย แต่อย่างอื่นก็ไม่ได้เอาไปเหมือนกัน แต่อย่างที่เราพูดบ่อยๆในเว็ปนะเพราะเอาจริงๆไม่มีใครรู้ว่าจะได้ไม่ได้จรกว่าวันนั้นนะแหละ เพื่อนเราอยู่อังกฤษแฟนเรียนด๊อกเตอร์อยู่ บวกเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐ เดินทางมาก็หลายประเทศ ก็โดนปฎิเสธวีซ่าเหมือนกันก็เล่นเอางงไปตามๆกัน เรื่องการขอวีซ่าบางครั้งมันอยู่ที่ช่วงจังหวะเวลาด้วย สถานการณ์ตอนนั้นๆด้วยค่ะ ช่วงที่ผ่านมาอาจจะยากเพราะสถานการณืบ้านเมืองเราไม่สงบเขาอาจกลัวว่าเราจะไม่อยากอยู่เมืองไทย ดูไร้สาระนะแต่บางทีเขาคิดจริงๆ หรือในช่วงที่เศรษบกิจบ้านเขาเองไม่ดี เขาก็จะให้วีซ่ายากเช่นกันเพราะป้องกันเรื่องเรื่องงานจากภายนอก
อีกปัญหาอาจอยู่ที่คุณยังโสดหรือไม่ทำให้เขามองว่าเราไม่มีความผูกพันกับเมืองไทย บวกคุณเป็นพยาบาลซึ่งเป็นอาชีพที่คนเอเชียนิยมมาทำกันเวลามาอยู่ที่นี่ ทุกอย่างก็คือเดาๆไม่มีใครรู้จริงๆ ครั้งหน้าต้องทำไงตอบยากมาก เว้นระยะไว้ยาวๆหน่อยอย่ารีบขอใหม่ ย่ิงดูมีพิรุธ ถ้าเขาไม่เก็บหลักฐานอื่นๆเข้าไปด้วย พยายามกรอกข้อมูลในฟอร์มให้ดี เรื่องงาน เรื่องแผนการท่องเที่ยว วัน ไปกลับ ให้ชัดเจน
คุณ Jon
ปัญหาคือคุณจะไปเรียนนานแค่ไหนด้วยค่ะ ยิ่งไปนานคนสปอนเวอร์ก็ควรมีรายได้ที่มันไปทางเดียวกัน ไม่ใช่เฉพาะเงินเก็บ
ในบัญชีนะแต่หมายรวมถึงรายได้หมุนเวียนประจำรายเดือนด้วยค่ะ บวกสถาบันภาษาที่คุณสมัคร ชื่อเสียงดีแค่ไหน ใหญ่เล็ก
สำคัญเพราะมันมีประวัติไม่ดีเกี่ยวกับนักเรียนที่ลงเรียนภาษาแต่จริงๆลงเรียนไปงั้น เพราะจริงๆต้องการทำงานก็เรียนภาษามันไปสามปี ห้าปีก็ไม่กลับมีเยอะค่ะ ดังนั้นคนที่ไปหลังๆก็มีผลกระทบไปด้วย ควรเว้นระยะแค่ไหนตอบยาก เว้นจนกว่าเรื่องรายได้หมุนเวียนหรือเงินในบัญชีมันดูโอเคขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน หรือเราว่าสักหกเดือน
สวัสดีค่ะ คุณ plew
ก้อยกำลังจะไปสอบ J1 visa วันศุกร์ที่จะถึงนี้ ตอนนี้ตื่นเต้นมากค่ะ
ก้อยเคยไป work & travel มาตอนปี 2008 และคราวนี้ก็จะกลับไปทำที่เดิม ด้วยโครงการ Training Plan ค่ะ
ขอไปฝึกงานที่นั่น 18 เดือน จะไปฝึกเกี่ยวกับ การจัดการธุรกิจ การจัดการร้าน และระบบบริหารบัญชี.. ตอนนี้ทำงานบริษัทส่งออกจิวเวลรี้ ในตำแหน่ง oversea marketing มาได้ 2 ปีแล้วค่ะ จนถึงปัจจุบัน . ก้อยจบบริหารธุรกิจ เอกภาษาอังกฤษ. มีสปอนเซอร์คือ น้าสาว เงินในบัญชีประมาณ 2 แสนกว่าเกือบ 3 แสน ค่ะ(ของน้าสาว).ถ้าได้ไป ก้อยกะครอบครัวอยากจะเปิดบริษัทส่งออกพวกของที่ระลึก อาไรพวกเนี้ยะค่ะ. พี่คิดว่าจะพอสอบผ่านมั้ยคะ เค้าจะถามอะไรบ้าง คือภาษาก้ออยู่ในระดับสื่อสารได้ .
ลืมบอกไป ..ร้านที่จะไปทำเป็นเหมือน shopping mall เล็ก ๆ อยู่ในเมืองท่องเที่ยวกึ่งตากอากาศ ริมทะเลอ่ะค่ะ
ขอบคุณล่วงหน้านะคะ ^_^
ก้อย
สวัสดีค่ะ คุณก้อย
ที่ถามว่าจะสอบผ่านไหมนี่คือจะได้วีซ่ารึป่าวใช่ไม๊ค่ะ J1 เราว่าไม่น่าจะมีปัญหาถ้าทางบริษัททางโน้นที่คุณจะไปทำกับเขา ตอบตกลงให้คุณมาฝึกงานแล้วก็มีเอกสารยืนยันชัดเจนค่ะ
ครั้งหน้าเนี่ย เวลาเค้าถามอะไรมาก็คงต้องเหมือนว่าเสียมารยาท แทรก ระหว่างสัมภาษณ์ ยื่นเข้าช่องส่งเอกสาร ระหว่างที่เค้าพูดๆอยู่ดีไหมค่ะ หรือว่า คงต้องถามย้อนว่า ต้องการหลักฐานหรือเอกสาร ที่เตรียมมาหรือป่าวค่ะ
แบบนั้น ดี มะค่ะ ????
ใช่ค่ะ ก้อยกังวลเรื่องสอบสัมภาษณ์วีซ่า J1 วันศุกร์ที่จะถึงนี้
คุณ plew ว่าก้อยควรเอาเอกสารทางการเงินของตัวเองไปด้วย เช่น สมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของตัวเองไปด้วย หรือ โฉนดที่ดินของแม่ ด้วยดีมั้ยคะ . พอดีว่า มีคนบอกมาว่า เอาเอกสารของสปอนเซอร์ไปอย่างเดียว คือ เอาเท่าที่ทางกงสุลเค้าต้องการ. สมุดเงินฝากของก้อย จำนวนเงินก็ไม่ค่อยสูงมากนัก (หลักหมื่น) ถ้าเอาไปแล้วเกิดเค้าขอดู กลัวว่าเค้าเห็นตัวเงินแล้ว อาจไม่ปลื้ม ไม่อนุมัติวีซ่าให้ขึ้นมาซะงั้น หรือ ถ้าไม่เอาไป เดี๋ยวจะบอกว่า เอกสารก้อยไม่ครบอีก. อ่านประสบการณ์เพื่อนๆ ข้างบนแล้ว .. เดายากจริงๆค่ะ ว่าควรทำอย่างไร เพราะบางคน ก้อยอ่านแล้วคิดว่าจะต้องได้วีซ่าอย่างแน่นอน แต่กลับไม่ได้..กลุ้มใจจริงๆ. คุณ plewว่า ทางกงสุลจะถามคำถามอะไรบ้างคะ..จะได้เป็นแนวทางเตรียมตัวถูก
มี case นึงค่ะ ..ป้าคนหนึ่ง ทางกงสุลไม่ยอมอนุมัติวีซ่าให้ คืนเอกสารป้าทั้งหมด แต่ป้าแกไม่ยอมแพ้ ยัดเอกสารของเค้า ให้กับเจ้าหน้าที่ ทั้งวิงวอน+ขอร้อง จนเจ้าหน้าที่คนนั้นยอมออกวีซ่าให้กับคุณป้าคนนั้น. คุณ plewว่า ถ้าก้อยเกิดไม่ได้วีซ่า ก้อยควรทำแบบป้าคนนี้ดีมั้ยค่ะ อิอิ ^_^
ขอบคุณมากค่ะ คุณ plew
ตอบยากค่ะว่าเขาจะถามอะไรเพราะเจ้าหน้าที่แต่ละคนแล้วก็คนถูกสัมภาษณ์แต่ละรายก็โดนถามไม่เหมือนกัน
เราว่าเตรียมเอกสารไปให้ครบที่สุดเท่าที่เราจะหาได้ เพราะปกติจริงๆที่เขาจะเก็บเข้าไปมันก็เอกสารหลักๆที่เหลือ
ก็ถือว่ามีดีกว่าไม่มีนะ วีซ่าของคุณเราว่าเขาจะถามเรื่องงานเป็นหลักแหละ ก็เตรียมทำไมอยากฝึกด้านนี้ มันจะได้ประโยชน์อะไรกับเรา
ไปนานแค่ไหน เตรียมที่พักอะไรรึยัง เราว่าเรื่องแผนการใช้ชีวิตทั่วไประหว่างที่เราจะไปอยู่ ฝึกงานได้เงินไหม อ้อที่สำคัญคุรเคยไปมาแล้วรอบนึง ต้องเตรียมคำตอบว่าทำไมต้องไปอีก เน้นหาคำตอบอะไรที่มันดูว่าเราจะเอาประสบการณืมาใช้ที่นี่ไม่ใช่กะไปหางานที่นั่นอะนะ โอ้วเรื่องสุดท้าย..แล้วแต่ความกล้าของคุณก้อยแล้วละ..แต่ถ้าเราเราคงไม่กล้าทำอะ..อายอะ
ขอบคุณอีกครั้งนะคะ คุณ plew
วันศุกร์นี้..ถ้าได้เรื่องยังไง จะเล่าให้เพื่อนๆ อ่านกันนะคะ
ส่วนเรื่องกล้าไม่กล้า..สงสัยเมย์ต้องวัดใจตอนนั้นหน่ะค่ะ อิอิ (ท่าจะไม่กล้ามากกว่าอ่ะ ^_^)
เมื่อกี้ ก้อยเองค่ะ..พอดีกำลังคุยกะเพื่อนไปด้วย เลยมึน..พิมพ์ชื่อเพื่อนซะงั้น 555
คุณ plew คะ
ก้อยคิดว่าน่าจะได้แล้วนะ เพราะเค้าเก็บ passport ของก้อยไปแล้ว
ขอบคุณมากกกกก ค่ะ ที่คุณ plew แนะนำ กับแนวคำถาม มีหมดเลย
ถามเยอะมากค่ะ ..แตก่อนตอนก้อยไป work& travel ประมาณ4-5 เดือน เค้าถามก้อยแค่ 2-3 คำถาม
มาคราวเนี่ยะ เค้าถามก้อยตั้ง 10 กว่าคำถาม..
ปล. ก้อยไมได้ยัดเอกสารแบบป้าคนนั้นนะคะ
ขอบคุณอีกครั้งค่ะ คุณ plew
ถ้าเขาเก็บพาสปอร์ตไว้ก็แปลว่าได้แล้วค่ะ อีกสามสี่วันเขาก็จะส่งเล่มกลับมาให้ ยินดีด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณ Plew
แนทมีเรื่องปรึกษาค่ะ พอดีว่าเป็นมีแฟนเป็นอเมริกัน เราทำงานอยู่บริษัทเดียวกัน แต่เพิ่งจะคบกันได้ปีเดียว ตอนนี้รู้จักกันคือเขาบินมาดูงานที่เมืองไทย หลังจากนั้นก็เคยไปเที่ยวตุรกีด้วยกันอีกครั้งนึง แต่ว่าตอนนี้เรามี plan จะแต่งงานกัน ก็เลยอยากไปทำความรู้จักกับครอบครัวเค้าก่อน กะจะไปซัก 15 วัน (หลังจากแต่งงานมี plan ย้ายมาอยู่เมืองไทยค่ะ) อย่างนี้นอกจากหนังสือเชิญจากแฟนแล้วต้องมีข้อมูลอย่างอื่นไม๊ค่ะ
แล้วโอกาสจะได้วีซ่านี่พอจะมีหรือไม่ค่ะ
รบกวนคุณ plew ด้วยค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ถามเรื่องโอกาศจะมีไม๊ตอบยากอีกแล้วค่ะ ถ้าอ่านจากคำถาม คำตอบข้างบน จะเห็นภาพคร่าวๆ แต่ก็อีกไม่มีอะไรแน่นอน บางคนดูน่าจะได้ก้ไม่ได้ก็มี เอกสารอื่นๆก็ตามปกติค่ะจมหมายรับรองการทำงาน เงินเดือน สเตทเมนท์ เอกสารแสดงความผูกพันกับเมืองไทย
กรอกแบบฟอร์มให้เรียบร้อย ไปที่ไหน อย่างไร นานแค่ไหน สายการบินอะไร ไปทำไม พักกับใครที่ไหน
จดหมายเชิญจากแฟน ก็คงต้องลองคุยกับแฟนว่าจะเขียนไปตามความจริงว่าจะไปดูบ้าน พ่อ แม่เขาทางโน้น
เพราะกำลังจะแต่งงานกันและจะมาอยู่เมืองไทย ไม่ได้ต้องการอยู่ที่โน้น ไม่ได้ต้องการขอกรีนการ์ดอะไรที่โน้น จึงขอแค่วีซ่าท่องเที่ยว ต้องพูดให้ชัด ไม่งั้นเขาอาจสงสัยว่าถ้าจะแต่งกันจริงๆทำไมไม่ขอวีซ่าคู่หมั้นไปเลยแล้วเข้าไปแต่งที่อเมริกา เอแต่คุณวางแผนจะแต่งงานที่ไหนค่ะ เพราะถ้าจะแต่งที่อเมริกาก็ขอวีซ่าคู่หมั้นเป็นเรื่องเป็นราวไปเลยก็ได้ หรือจะไม่พูดจะพูดแค่ว่าคุณเป็นเพื่อนกันแล้วเขาเชิญมาเที่ยวเฉยๆ โดยเขาจะสปอนเซอร์ดูแลเรื่องที่พัก พาเที่ยว อาหารการกินอะไรแค่นั้น จะเขียนแบบไหนก็ลองเตรียมไว้ก่อน
เวลานั้นสัมภาษณ์จะได้ตอบตรงกับเนื้อหาจดหมาย..ช่วยกันคลิกโฆษณากูเกิลข้างบนด้วยนะค่ะ โชคดีค่ะ
แนทวางแผนแต่งที่ไทยค่ะ ถ้าบอกว่าเป็นเพื่อนนี่ จะมีโอกาศมากกว่าหรือป่าวค่ะ แต่เค้าจะคิดหรือป่าวคะว่า เพื่อนที่ไหนเค้าจะมาออกค่าใช้จ่ายให้เราหมดเลย แต่เท่าที่พออ่านๆมา ไม่ค่อยมีใครที่บอกว่าจะไปเยี่ยมแฟนแล้วผ่าน อันนี้จริงไม๊ค่ะ
ขอบคุณมากๆ นะคะคุณ Plew
ตัวเราเองก็บอกว่าแฟนเป็นเพื่อนเหมือนกันตอนเราขอ แต่ว่าตอนนั้นเราไม่มีแผนอะไรที่จะแต่งงานด้วย แต่เราโดนถามที่ด่านที่สนามบิน
ที่เขาไม่บอกกันว่าไปเยี่ยมแฟนเพราะถ้าบอกไปอย่างนั้น เจ้าหน้าที่เขามองว่ามันมีโอกาศสูงที่คุณจะไป
ใช้วีซ่าผิดประเภทคือใช้ท่องเที่ยวเข้าไปแล้วเข้าไปแต่งงานไปขอกรีนการ์ดที่นั่น แต่รายของคุณคุณมีแผนที่จะแต่งงานในเมืองไทย
เราว่าอันนี้เข้าน่าจะเห็นภาพว่าไปเยี่ยมไปดูจริงๆ จะยิ่งดีถ้ามีแผนการแต่งแน่นอน เช่นจองสถานที่อะไรงี้หรือการ์ดที่มันชัดว่าจะแต่งในเมืองไทยแน่ๆ แต่ของคุณคงยังไม่ไปไกลขนาดนั้น ดังนั้นก็ต้องลองตัดสินใจดู เพราะที่คุณคิดก็ถูกต้อง เขาต้องสงสัยและถามแน่ๆว่า
เป็นเพื่อนอะไรแบบไหน ทำไมต้องมาออกค่าใช้จ่ายให้เราด้วย ถ้าเขามองว่าคุณโกหกแน่ๆว่าเป็นแค่เพื่อนก็จบข่าวเช่นกัน
ตอนเราไปเราไม่ได้อ้างถึงแฟนเราที่โน้นเลย เราบอกเราไปเที่ยวกับเพืื่อนผู้หญิงคนไทยด้วยกัน แต่อย่างที่บอกตอนไปจริงไปคนเดียว เพราะทะเลาะกับเพื่อนซะก่อน ตอนแรกกะไปกับเพื่อนจริงๆ พอไปที่ด่านซึ่งเรากรอกแบบฟอร์มว่าเราไปพักกับคนชื่อนี้ เขาก็ดูรู้ทันทีว่าคนนี้ผู้ชาย เขาก็ซักเยอะเลยว่าเป็นอะไรกัน เพื่อนจริงหรือ เราก็ยืนกรานว่าแค่เพื่อนจริงๆ เพราะเราก็รู้จักกับแฟนเขาด้วย โกหกกันสุดๆ ดังนั้น ลองคุยกันอีกทีเราว่าถ้าแฟนคุณเขียนจดหมายดีๆ คือพูดความจริงว่าเขามีแผนที่จะย้ายมาเมืองไทย ไม่ใช่คุณที่ต้องการไปอยู่ถาวรที่นั่นเราว่าเจ้าหน้าที่น่าจะเข้าใจและก็ไม่ต้องโกหก แต่ตัดสินใจดู เพราะไม่ว่าจะพูดแบบไหนมันก็มีโอกาศทั้งได้และไม่ได้เหมือนกันอันนี้ต้องทำใจ
สวัสดีคะ ^^’
ปูจะขอปรึกษาถามเรื่องขอวีซ่าท่องเที่ยวหน่อยคะ คือตอนนี้เรียนอยู่มหาลัยปีสุดท้าย เทอมสุดท้ายแล้ว เหลือแค่ตัวเดียวคือ thesis รอแค่วันไปพรีเซ้นก็จบแล้ว กำลังจะไปขอวีซ่าท่องเที่ยวอยากจะถามคุณplewว่า ให้ขอใบรับรองนักศึกษาไป(ว่าเรายังเป็นนักศึกษาอยู่แต่ก็ะจบแล้ว) หรือว่าให้นำหลักฐานว่าทำงานกับที่บ้านไปยื่นในตอนสัมภาส อันไหนจะดีกว่ากันคะ พอดีว่าที่บ้านมีธุกิจส่วนตัว แต่ปูก็กลัวว่าถ้าเอาใบรับรองนักศึกษาไปมันจะดูเหมือนเราจะมีเจตนาไปหางานทำรึป่าวคะ แต่จิงๆแค่จะไปเที่ยว แต่ก็มีญาติอยู่ที่นั่น เวลาเค๊าถามเราควรบอกไปรึป่าวคะว่ามีญาติอยู่นั่นหรือว่าให้ตอบอย่างอื่นดีคะ? กะจะไปช่วงกันยา-ตุลา แล้วก็ต้องกลับมารับปริญญาตอนธันวาอ่ะคะ ปูทำแบบไหนดีกว่ากันคะ ? แค่เคยไปเมกามาแล้วแต่วีซ่าคนละตัว อันนั้นเปร work n travelอ่ะคะ รบกวน หน่อยนะคะ
ขอบคุณคะ
จริงๆเคยไปมาแล้วและไม่ได้อยู่เกินวีซ่าจะทำให้ง่ายขึ้นนะค่ะ เราว่าจริงๆคือคุณเป็นนักเรียนค่ะ ที่บ้านมีธุรกิจถ้าคุณบอกว่าคุณทำงานกับที่บ้าน ที่บ้านมีการจ่ายเงินเข้าบัญชีของเราเป็นประจำทุกเดือนรึป่าว ถ้าไม่ก็บอกว่าเป็นนักเรียนก็คือยังไม่มีรายได้ของตัวเอง แต่ให้ที่บ้านเป็นสปอนเซอร์ให้ก็หมายถึงพ่อหรือแม่เราอะไรยังงั้นอะค่ะ ดังนั้นก็ต้องแสดงเรื่องรายได้ของธุรกิจที่บ้าน บวกเตรียมพวกเอกสารการจดทะเบียนธุรกิจอะไรพวกนั้น เรื่องเอกสารรับรองการเป็นนักศึกษาจะขอไปก็ไม่ได้เสียหายอะไร หรือจะมีเอกสารอะไรยืนยันเกี่ยวกับกำหนดการรับปริญญาในเดือนธันวาด้วยก็เป็นได้ เขาจะดูหรือไม่เราก็ไม่รู้ แต่ก็เหลือดีกว่าขาด เราว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องรายได้ของคนที่จะสปอนเซอร์เราค่ะ ส่วนเรื่องที่มีญาติอยู่ที่โน่นเป็นเรื่องที่ตอบยากว่าควรบอกหรือไม่ คุณไปคนเดียวรึป่าวค่ะ ปกติเราว่าถ้าบอกว่าไปกับครอบครัว ไปกับพ่อแม่ เดินทางไปด้วยกันสถิติที่เขาพูดๆกันจะมีโอกาศมากกว่า ถ้าบอกไปคนเดียว แล้วเราเป็นผู้หญิง อายุยังน้อย เขาอาจสงสัย ทั้งๆที่เราไปเที่ยวจริงๆ เรื่องญาติจริงๆเราพูดความจริงไปก็ได้ ว่าเราต้องการไปเยี่ยม ญาติเชิญไม่ได้เจอกันมานาน อะไรประมาณนั้น
โอเคคะ^^’get แล้ว ขอบคุณมากนะคะ
ไม่ขอวีซ่า DS-160 แบบท่องเที่ยวไม่ผ่านค่ะ แค้นแค้นยายหัวทอง เลือกสัมภาษณ์เป็นภาษาไทย ขอshare เป็นประสบการณ์และเป็นวิทยาทานนะคะ ขอบอกไม่ต้องตื่นเต้นมากหรอกค่ะ ดิฉันขอครั้งแรกมันเลยคิดมาก ตอนนี้ไม่ผ่านก็ทำใจ แค่จำสิ่งที่คุณกรอกไว้ในแบบฟอร์มให้เป๊ะ เพราะเค้าจะถามสิ่งที่เป็นตัวคุณทั้งหมดในนั้นแหละค่ะ ว่าไปแล้ว ดิฉันก็ไม่ได้ท่องไปด้วย ให้แฟนชาวเมกาเป็น host และออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป 12วัน คำถามมีดังนี้จ๊ะ
1.ทำไม leave without pay เพราะดิฉันระบุในใบรับรองงานว่างั้น **ตอบว่า ใช้ ฮอลิเดย์ แป๋ว ต้องตอบว่าใช้ ฮอลิเดย์หมดแล้ว **
2ทำงานกี่ปีแล้ว **1 ปีกว่า**
3ที่ทำงานชื่ออะไร **ตอบได้**
4ทำกีปีแล้ว **1 ปีกว่าแต่ฉันลืมจริงจริงแล้ว 2ปี**แป๋ว
5รู้จักกับแฟนกี่ปี **ปีกว่า**
6แฟนทำงานที่ไหน**จำไม่ได้ไม่ได้ท่องไว้**แป๋ว
7ไปเที่ยวที่ไหนบ้าง **SG cambodia **
8ไป cambodia กับแฟนไหม **ไม่ค่ะ ไปกับเพื่อน**
9แฟนเป็นอเมริกันไหม **อเมริกัน**
10อนาคตจะทำอะไร**แต่งงาน**
11แล้วจะอยู่ที่ไหน**ไม่แน่ใจ ไทยหรืออเมกา**
ยายหัวทองพิงเก้าอี้มองแบบเหยียดมึงโกหกหรือยื้อถามไปก่อน 2นาที แล้วก้มมาบอกว่า ขอโทษค่ะกฎหมายอเมริกามีปํญหาเรื่องคนเข้าเมือง คุณไม่ผ่านวีซ่า
อ้า..พูดไม่ออก มีนมีนค่ะ
กลับมาคิดดูก็ดวงไม่ดีว่างั้น
จะlist ไม่ดีตลอดชีพแล้วดู
เจ๊**เฮ้อ
ขอบคุณค่ะที่เข้ามาแชร์ข้อมูล เราว่าปัญหาหลักของคุณคือมีแฟนอยู่ที่นั่นค่ะ แล้วบอกว่าจะแต่งงานด้วยยิ่งไปกันใหญ่ เขากลัวมากเรื่องคนที่ใช้วีซ่าท่องเที่ยวแล้วเข้าไปแต่งงานแล้วขอกรีนการ์ดทีหลัง
ดีค่ะ เป็นความรู้มากมาก ไม่รู้มาก่อนนะคะ เพราะเค้าให้พูดความจริง …เฮ้อ เอากับมันซิ
เจ๊
สวัสดีคะ
คือดิชั้นมีปัญหาเข้าไปจองวันนัดสัมภาสไม่ได้เพราะไม่ว่างเลย ไม่ว่างจนถึงปี2012 ดิชั้นได้ลองrefreshทุกๆ10นาทีแล้ว ลองมาหลายวิธีมาก ลองเข้าก่อน10โมงเช้า นี่ปาเข้าไปสามวันแล้วยังจองไม่ได้เลยคะ ดิชั้นต้องทามไงดีคะ !!
คุณมินนี่ อันนี้ตอบยาก อีกวิธีคือใช้แบบโทรค่ะ ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ยังมีระบบโทรคุยกับพนักงานได้ไม๊
ตอนเราจองตอนแรกดูวันว่างในอินเตอร์เนตบอกไม่มีแต่พอโทรไปมีอะไรอย่างนั้น แต่ตอนนี้อาจเต็มจริงๆก็ได้
ลองโทรไปเลยดีกว่าค่ะ
โทไปเบอร์ไหนคะ ก็เค๊าบอกว่าจะไม่รับตอบคำถามทางโทรสัพท์ไม่ช่ายหร๋อคะ?
คุณมินนี่อย่างที่บอกเราเองก็ไม่ได้อัพเดทเรื่องการขอวีซ่าว่าตอนนี้มันเปลี่ยนแปลงวิธีอะไรยังไง แต่ตอนเราขอเราซื้อพินแบบจองทางโทรศัพท์ค่ะ ซึ่งจะแพงกว่าจองทางอินเตอร์เนตนิดหน่อยเราไม่แน่ใจว่ามันยังมีแบบนี้อยู่รึป่าว
ไปสัมภาษณ์มาเหมือนกันค่ะ
รอนานมาก เพราะสัมาภาษณ์ภาษาไทยค่ะ
พอสัมภาษณ์ไกล้เสร็จแล้ว เ็ห็นเจ้าหน้าที่ เอาเอกสารใส่แฟ้มใส
เหมือนจะเก็บ
ส่วนมือก็พิมพ์อะไรไม่แน่ใจ แล้วก็ถามว่าอาที่นั่นทำงานอะไร เป็นแม่บ้านค่ะ
สามีทำงานอะไร “ธุรกิจส่วนตัวค่ะ” เราก็เห็นเค้าเอาเอกสารออกมาจากแฟ้ม
แนบกับใบรับรองการทำงาน แล้วก็คืนค่ะ บอกว่า เราไม่มีคุณสมบัติพอในการ
ให้วีซ่า และให้กระดาษมา 1 แผ่น ที่ติ๊กช่อง “ท่านไม่สามารถแสดงหลักฐานอันแสดงถึงความผูกพันมั่งคงอย่างแน่นแฟ้นทางครอบครัว สังคม หรือเศรษฐกิจภายนอกสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะทำให้ท่านเดินทางออกจากสหรัฐฯ หลังจากได้พำนักอาศัยเป็นการชั่วคราว” เราหยิบมาแล้วก็ถามว่า ต้องมีมายื่นเอกสารเพิ่มหรือเปล่าค่ะ เค้าก็ไม่ตอบบอกว่าให้อ่านในเอกสาร … เศร้าอะ
แล้วต้องยื่นอะไรต่อก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ เพราะเตรียมเอกสารไปหมดแต่เค้าไม่ขอดูอะไรเลย แบบนี้ต้องทำยังไงต่อค่ะ
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
คุณ pune
แบบนี้ค้แงทำยังไงต่อ ก็ถามตัวเองว่ายังอยากไปอยู่รึป่าว ถ้ายังอยากไปก็ต้องดำเนินการขอวีซ่าใหม่อีกรอบค่ะ
ถ้าลองอ่านคอมเมนท์ข้างบนๆดูจะเห็นว่าหลักๆเลยที่จะได้หรือไม่ได้วีซ่าคือคุณสมบัติของตัวคุณเอง ถึงแม้คุณจะมีญาติที่อยู่ที่นั่นสปอนเซอร์ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก ลองดูว่าเราเองเงินเดือนมากพอไหม เงินเก็บแค่ไหน ทำงานมากีี่ปี ทำงานอะไร บริษัทหน่วยงานที่ทำมีชื่อเสียงมั่นคงไหม ตัวเรามีภาระผูกพันอะไรกับประเทศไทยไหม ผ่อนบ้านอยู่รึป่าว มีทรัพย์สินอะไรที่นี่ไหม ถ้าเพิ่งทำงานได้ไม่นาน เงินเดือนไม่มาก ไม่มีภาระผูกพันอะไรที่นี่เลย ไปขออีกโอกาศไม่ได้อีก็มีมากค่ะ
คุณ plew ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
เราทำงานมา 3 ปี เงินเดือนหกหลักค่ะ บริษัทเป็นเครือของบริษัทจากเมืองนอกค่ะ เราเอาเอกสารรับรองสถานการเงินไปและมีเงินในบัญชีอยู่ 3 แสนค่ะ
ไปสัมภาษณ์พร้อมน้องสาวค่ะ เค้าก็ถามรายละเอียด แล้วเราก็ตอบไปตามปรกติด เราสังเกตุเห็นเค้าเอาพาสปอร์ตกับ ds160 ใส่แฟ้มใส แล้วก็พิมพ์อะไรสักอย่าง พร้อมกับถามว่าอาทำงานอะไร ก็บอกว่าเป็นแม่บ้านค่ะ สามีทำงานอะไร
ธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับน้ำมันค่ะ เราก็มองเห็นว่าเค้าเอาพาสปอต์สออกมาจากแฟ้มแล้วก็ เอาเอกสารรับรองเงินเดือนพร้อมพาสปอร์ตคืนมาค่ะ แล้วก็บอกว่าคุไม่มีคุณสมบัติ…. ตามที่แจ้งครั้งที่แล้วค่ะ เศร้า… ตอนนี้กลัวไม่กล้าไปแล้ว เพราะไม่รู้ว่าจะยื่นอะไรอีก แต่อาบอกว่าจะส่งจดหมายเชิญมาให้ เมื่อเราเตรียมเอกสารพร้อมค่ะ ส่วนน้องบอกว่าไม่ไปแล้วดีกว่า อเมริกาดูไ้ร้สาระเกินไปแถมต้องเอาเงินไปให้เค้าและก็ไม่มีอะไรเป็นกฏเกณ์นอกจากตัวคนสัมภาษณ์ เราเตรียมเอกสารอื่นๆ ไปอีก มีพวกเอกสารจ่ายเงินค่าผ่อนบ้าน บัตรเครดิต และสลิปเงินเดือน เค้าก็แยกของเราออกหมดค่ะ เลยค่ะ
สวัสดีอีกรอบค่ะคุณ Pune
เห็นใจค่ะ เพราะดูแล้วคุณก็น่าจะได้ เราไม่แน่ใจว่าเขากลัวอะไร แต่ถ้าให้เดาคือคุณเป็นผู้หญิง ยังสาวทั้งคู่ เพราะที่ผ่านมามันมีเยอะ คือรวมตัวเราด้วยที่แบบว่าได้วีซ่าท่องเที่ยวเข้าไปแล้วตอนหลังก็ไปแต่งงานแล้วก็ไปขอกรีนการ์ดแล้วยาวเลย มีนก็มีผลต่อคนขอรายหลังเช่นกัน ไม่ใช่แต่คนไทยนะ สาวๆประเทศอื่นๆที่มาจากประเทศกำลังพัฒนาก็ยากเหมือนกัน หลายๆคนก็มีจดหมายเชิญจากคนทางโน้นแล้วก็ไม่ได้ก็เยอะมากค่ะ เราเองกับสามีก็เคยทำเชิญเพื่อนแต่เขาก็ไม่ไดเช่นกันทั้งๆที่สามีก็แนบเอกสารรายได้อะไรไปด้วยก็ไม่ได้ ดังนั้นถึงคุณอาจะจะมีหนังสทอเชิญมาก็อาจไม่ช่วยมากนัก จริงเลยค่ะว่าเขาไม่ค่อยมีหลักเกณฑ์อะไรที่แน่นอน บทจะง่ายก็ง่ายบางคนน่าจะได้ก็ไม่ได้ เพื่อนเราเป็นอาจารย์มหาลัยอันดับต้นๆของประเทศ เรียนปริญญาเอกอยู่อังกฤษ ขอวีซ่าจากอังกฤษไปเที่ยวสองอาทิตย์เองก็โดนปฏิเสธเหมือนกัน จะลองดูใหม่ก็ได้นะ แต่เราว่าควรเว้นระยะสักหกเดือนอย่างน้อย เพราะจริงๆคุณก็เอาเอกสารไปหมดแล้ว
อยากสอบถามเรื่อง visa f2 นะคะพอดีว่าจะขอวีซ่าติดตามแฟนที่ไปเรียนต่อระดับปริญญาเอก ซึ่งหลักสูตรประมาณ 6 ปีและตอนนี้เรียนไปได้ 2 ปีแล้ว
เดิมไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันเพราะเป็นแฟนกันเฉยๆ หากว่าเราเพิ่งจดทะเบียนสมรสแล้วไปขอวีซ่าจะเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือและมีโอกาสผ่านไหมค่ะ ผู้สนับสนุนเป็นคนเดียวกับของแฟนนะคะ
ขอบคุณค่ะ
คุณ Oil
ปกติถ้าจดทะเบียนกันถูกก็ไม่น่าจะมีปัญหานะค่ะ
สวัสดีค่ะ มีเรื่องจะรบกวนขอคำแนะนำจากพี่ๆเกี่ยวกับการขอวีซ่าไปอเมริกา
ยุ้ยไปขอวีซ่าประเภทนักเรียน F1 มาแล้ว 2 ครั้ง ในเดือนกรกฎาคมกับสิงหาคมซึ่งผลที่ได้คือปฏิเสธเหตุผลที่แจ้งไว้ในเอกสารบอกว่า ไม่มีหลักฐานที่แสดงถึงความผูกพันกับประเทศไทย ครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ(เศร้ามาก) นิดนึงนะค่ะ คือยุ้ยบอกว่ามีพี่สาวอยู่ที่นั่น แต่ที่ไปเรียนไม่ได้อาศัยบ้านพี่เพราะทางโรงเรียนจะเป็นคนจัดการเรื่องที่อยู่แล้วแชร์ค่าใช้จ่ายกับเพื่อน แล้วเรื่องคนสนับสนุนทางการเงินก็เป็นพี่ชายที่ใช้คนละนามสกุลกันค่ะ ส่วนเอกสารที่ยุ้ยเตรียมไปในวันสัมภาษณ์มีดังนี้นะค่ะ
1. I20
2. DS 160
3. ใบเสร็จทุกอย่างที่จ่ายไป
4. หนังสือรับรองการทำงาน (เป็นพนักงานบริษัท เงินเดือน 15000)
5. จดหมายจากบริษัทที่ยืนยันว่าหลังจากเรียนจบหลักสูตรยุ้ยจะกลับมาทำงานที่นี้ต่อแน่นอน
6. เอกสารที่แสดงว่าพี่สาวอยู่ที่นั่นอย่างถูกกฏหมายมีงานทำ มีที่อยู่ที่แน่นอน ใบรับรองการทำงาน
7. เอกสารทางการเงินของพี่ชายมีประมาณ 5 แสนกว่าบาท
8. ใบรับรองการเรียน
รบกวนพี่ช่วยแนะนำทีได้มั้ยคะว่าควรจะทำยังไงต่อไปดี เพราะว่าตัดสินใจจะไปขออีกครั้งในเดือนตุลานี้ ยุ้ยควรจะเตรียมเอกสารอะไรไปเพิ่มหรือว่าควรจะเตรียมคำตอบเกี่ยวกับการสัมภาษณ์ยังไง
ขอบคุณค่ะ คุณplew
ขอบคุณ คุณ Plew มากค่ะ
คิดว่าคงรอ 6 เดือนแล้วค่อยยื่นอีกทีค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าจะยื่นแบบไหน
มีเพื่อนๆ แนะนำว่าติดต่อบริษัททัวร์ให้ทำเรื่องให้ไปเที่ยวเองดีกว่า
แทนที่จะยื่นจดหมายเชิญของอาหนะค่ะ แต่ก็ยังลังเลอยู่ว่าจะยื่นแบบไหนดี
ถ้าครั้งนี้ไม่ผ่านก็คงไม่ไปแล้วค่ะ คิดว่าเอาเงินค่าสัมภาษณ์ไปเที่ยวที่อื่นดีกว่าค่ะ
เราว่าบอกว่าไปเที่ยวกับบริษัททัวร์ก็ดีนะค่ะ แต่ยังไงซะเรื่องขอวีซ่าเราก็ต้องดำเนินการเองอยู่ดี
คุณยุ้ย
คุณยุ้ยขอไปเรียนอะไรค่ะ เรียนนานแค่ไหน เราว่าเขาเชื่อว่าคุณไปแล้วคงไม่กลับมาเพราะถึงจะมีหนังสือจากบริษัทว่าจะกลับมาทำงาน แต่เงินเดือนก็ยังไม่ได้มาก แล้วสิ่งที่ไปเรียนมันเกี่ยวกับงานรึป่าวอะไรประมาณนั้น ถ้าเทียบกับคุณหนีไปทำงานที่โน่นซึ่งต้องได้มากกว่าเงินเดือนที่ได้เมืองไทยแน่ๆ บวกคุณมีพี่สาวทำงานที่โน่นอีกต่างห่าง พี่ชายคุณยุ้ยที่เป็นสปอนเซอร์มีรายได้ประจำเยอะไหม เขามีภาระอื่นๆส่วนตัวที่ต้องดูแลรึป่าว รายได้ประจำของพี่ชายเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายกินอยู่ที่โน่นที่เขาจะซัพพอร์ตคุณมันสมเหตุสมผลรึป่าว ลองพิจารณาดูดีๆ ถ้าพี่ชายเองรายได้ไม่มาก อาจหาคนอื่นที่ดูมั่นคงกว่าค่ะ
สวัดดีครับอยากถามว่ามีชื่อเป็นหุ้นส่วนเปิดบริษัทกับเพื่อนมาสองปีกว่าแล้ว แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสายงานเลย แค่เป็นนายทุนครับ จะมีปัญหาในการสัมภาษณ์หรือเปล่า ที่เหลือหลักฐานครบถ้วนครับ
ถ้ามีชื่อเราชัดเจนในเอกสารจดทะเบียนก็ไม่น่าจะมีปัญหานะค่ะ เพราะก็ถือว่าเรามีธุรกิจเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็โม้ๆเรื่องงานไปหน่อยก็ได้นี่นา
คุณรบกวนคำแนะนำด้วยคะ เราอายุ33 ทำงานมา 6 ปี (บริษัทปัจจุบัน) เงินเดือนสองหมืนสี่ จบโทม.ศรีปทุมคะ
ปีหน้าตั้งใจจะไปทำงานที่ NY กับเพื่อน ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยของพี่สาวเพื่อน
นี่ก้ออ่านบทความของคุณ plew คอมเม้นต่างๆ แล้วรู้สึกหวั่นๆ เรื่องขอวีซ่าจังคะ
ก้อจะทำวีซ่าท่องเที่ยวอะคะ ตอนสัมภาษจะบอกเค้าอย่างไรดีคะ สถานทีเที่ยวมี
ที่ไหนบ้างยังไม่รู้เลย
คุณTUU
ตอนสัมภาษณ์คุณขอวีซ่าท่องเที่ยวก็ต้องบอกไปเที่ยวซิค่ะหรือจะไปเยี่ยมเพื่อนหรืออะไรก็ว่าไป ข้อมูลเรื่องท่องเที่ยวหาง่ายจะตายไปค่ะ ตามอินเตอร์เนตนี่แหละ ก็ถ้าอ่านข้างบนมาแล้วก็น่าจะรู้แล้วว่าต้องเตรียมอะไร อย่างแรกก็ต้องบอกเขาได้ว่าไปนานแค่ไหน พักที่ไหน ไปทำไม แผนการท่องเทียว เงินในบัญชี มีมากพอไม๊ใหเขาเชื่อว่าคุณมีเงินไปเที่ยว ไปเที่ยวบริษัทอนุญาตให้ลางานหรือไม่ ตัวคุณมีความผูกพันอะไรกับเมืองไทยให้เขาเชื่อว่าไปแล้วจะกลับมาไม๊ ถึงแม้จริงๆคุณตั้งใจจะไม่กลับก็เหอะ ตรงนี้สำคัญที่สุดคือทำยังไงให้เขาเชื่อว่าไปเที่ยวตามที่บอกจริงๆแล้วกลับมาเมืองไทยหลังจากไปเที่ยวจริงๆ
ขอบคุณมากคะ คุณ plew
สวัสดีค่ะ คือดิฉัน อายุ 25 ปี เรียนจบมาแล้ว สองปี ตอนนี้ทำธุรกิจส่วนตัวอ่ะค่ะ คือค้าขายค่ะ มีใบจดทะเบียนเป็นของตัวเอง และตอนนี้ก็กำลังผ่อนรถ มีเงินหมุนเวียนในบัญชี อยากทำวีซ่าไปเที่ยวค่ะ สักสองอาทิตย์ ไม่ทราบว่า ในกรณีนี้มีสิทธิที่จะผ่านไหมค่ะ พอดีมีเพื่อนไปอยู่ที่นู้นแต่เค้ามีร้า่นอาหารไทยค่ะ กรณีไปเที่ยวจะให้แม่เป็นสปอนเซอร์ได้ไหมค่ะ (แม่รับราชการค่ะ) อยากไปเที่ยวเดือน ธันวานี้ค่ะ อ่อ ไม่เคยไปต่างประเทศเลยค่ะ
ผมจะไปเรียนโท(2ปี) ที่อเมริกาเทอม fall ปีหน้าครับ ผมจะขอ F1 แล้วพาแฟนไปด้วยเป็น F2
ผมกับแฟนเคยไป work มา 2 ครั้ง ช่วงปิดเทอม กลับตรงตามกำหนดทุกครั้ง
คบกันมา 5 ปี มีรูปตลอด แต่งงานจดทะเบียนที่ไทยแล้ว ถ้าถึงช่วงที่จะขอวีซ่าก็ประมาณ 1 ปี
มีบัญชีที่เปิดด้วยกันมาถึงตอนที่ไปน่าจะ 700,000-800,000 บาท (ไม่ต้องใช้ทำอะไรเลย)
ค่าเรียน+ค่ากินอยู่ทั้งหมดทางบ้านออกให้ (หลายคนรวมกัน ญาติๆไม่มีภาระเลย)
1.ผมกับแฟนขายของทางอินเทอร์เน็ต ไม่มีหลักฐานการทำงาน ควรเตรียมตัวยังไงดี
2.เงินในบัญชีของญาติทั้งหมด หลังจากจ่ายค่าเรียนหมดแล้ว ควรจะมีเท่าไหร่ ควรจะใช้หลักฐานอะไรบ้าง
3.มีโอกาสที่แฟนจะไม่ได้ไปรึป่าว ทางแฟนให้ป้าซึ่งถือสัญชาติเยอรมัน รับบำนาญจากเยอรมัน ไม่มีภาระเลย มีเงินในบัญชี 7 หลัก รับรองค่าใช้จ่ายให้
4.ที่จะไปเรียน คือ ที่ๆไป work ครั้งล่าสุด พอมีคนรู้จักอยู่ ควรจะตอบว่ายังไงดี ตอบว่าไม่รู้จักใครเลยคงเป็นไปไม่ได้ บอกว่าไม่ได้ติดต่อนานแล้วดีรึป่าว
5.ควรยื่นขอวีซ่าก่อนเปิดเทอมกี่เดื่อน
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
คุณ Jack
คนที่จะสปอนเซอร์เรื่องเรียนให้คุณเป็นญาติๆก็แสดงเอกสารการเงินของคนจะจะสปอนเซอร์เป็นหลัก เอกสารก็แล้วแต่ว่าทำงานประจำหรือมีกิจการ ทำบริษัทก็หนังสือรับรองเงินเดือน เสตทเมนท์ที่มีจะให้ทุกธนาคารหนือเลือกเฉพาะบางที่ก็แล้วแต่ ก็คือให้มันดูแล้วเยอะๆพอ เอกสารรายได้จากทางอื่นๆที่มี ถ้ามีกิจการก็พวกหนังสือจดทะเบียนต่างๆ แล้วก็เสตทเมนท์ วันไปสัมภาษณ์ควรเอาสมุดบัญชีตัวจริงๆไปด้วยค่ะ คร่าวๆดูค่าเรียนต่อเทอมของคุณ บวกค่าใช้จ่ายกินอยู่ก็อย่างน้อยไม่น่าจะน้อยกว่าพันห้าหรือสองพันเหรียญต่อเดือน มันพูดยากว่าต้องมีเหลือเท่าไร แต่เลือกคนไม่มีภาะดีแล้ว ย่ิงเป็นโสดหรือไม่มีลูกเต้าที่ต้องเลี้ยงดูก็จะดีเลย
ส่วนรายได้ของตัวคุณขายของทางเนตก็แสดงร่วมไปด้วยก็ดี ก็แสดงพวกรายรับที่เข้าบัญชีก็ได้ หรือพวก Invoice หรือเอกสารการเสียภาษีอะไรพวกนั้น สิ่งสำคัญคือเอกสารตอบรับเข้าเรียนจากมหาลัย ปกติถ้าไปเรียนต่อโทและมีรายได้โอเคไม่น่าจะมีปัญหา มันต่างจากคนไปเรียนภาษา ซึ่งบางทีเค้ากลัวว่าไปเรียนบังหน้าเพื่อทำงาน เราว่าในส่วนของแฟนคุณถ้าในส่วนตัวคุณโอเคเขาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเท่าที่เห็นปกติถ้าคนที่เป็นตัวหลักคือคนไปเรียนได้ คู่สมรสก็ไม่ค่อยมีปัญหา
เรื่องมีคนรู้จักหรือไม่มีคนรู้จักที่โน่นคงไม่ใช่ประเด็นอะไร เค้าอาจไม่ถามด้วยซ้ำมัน หลักๆเอาที่เรียนตอบรับ มีคนสปอนเซอร์ที่มีกำลังพอ หรือตัวเรามีเงินมากพอก็โอเค
จะขอเมื่อไรได้ I20 มาแล้วก็เริ่มเลยก็ได้เพราะก็ต้องจองคิวสัมภาษณ์อะไรอีก เพราะเคยมีบางเคสไม่ได้คิวสัมภาษณ์เลยแล้วไปเรียนไม่ทันเปิดก็มี หรือช่วงที่มีเรื่องวุ่นวายทางการเมืองที่ผ่านมาสถานทูตปิดบางคนไปไม่ทันเหมือนกัน แต่ก็คงไม่ต้องถึงกับขอล่วงหน้าเป็นปี…ยังไงช่วยกันคลิกโฆษณากูเกิลในเว็ปไซต์ด้วยนะค่ะ
@poodam
เรื่องอย่างที่คุณคงพอทราบว่ามันตอบยากจังเลยค่ะ บางคนเหมือนจะได้ก็ไม่ได้ บางคนก็ได้ง่ายๆเชียว
แต่เท่าที่เราเจอๆ ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงสาวๆอายุยังน้อย ทำงานได้ไม่นาน ไปคนเดียวอะไรประมาณนี้ ก็มีโอกาศที่จะไม่ได้อยู่พอสมควรเลย แต่ไม่ได้แปลว่าคุณจะไม่ได้แน่ๆนะ โอกาศได้มันก็มี เราว่าคุณก็ลองดูว่ารายได้ของคุณมันโอเคเดินสม่ำเสมอไหม เงินในบัญชีดูแล้วน่าจะทำใ้เขาเชื่อว่าคุณมีเงินไปเที่ยวไหม จะให้แม่เป็นสปอนเซอร์ก็ได้ แต่ก็เช่นกันก็ต้องดูรายได้ของคุณแม่ด้วย เรื่องผ่อนรถก็น่าจะช่วยให้เขาเชื่อได้บ้างว่าคุณมีภาระผูกพันกับเมืองไทย แต่ว่านะรถผ่อนอยู่ก็ใช่ว่าจะขายก่อนไปไม่ได้ เรื่องเพื่อนมีร้านอาหารไม่รู้ว่าบอกแล้วจะเป็นผลลบหรือบวกนะ เพราะเขาอาจคิดได้ว่าโอกาศที่คุณจะแอบไปทำงานร้านเพื่อนคุณก็มีอยู่ ..ดังนั้นก็ไม่ลองไม่รู้ค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณแพรว
คือดิฉันถือวีซ่านักเรียน F1 ซึ่งขอได้ 5ปี แต่วีซ่ากำลังจะหมดเดือน May 2011 ตอนนี้ดิฉันลงเรียนปริญญาโทไว้ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ไม่มีชื่อเสียงมาก ซึ่งคาดว่าน่าจะจบประมาณปลายปีหน้า เลยคิดว่าควรจะกลับไปขอต่ออายุวีซ่าดีมั้ย หรือเราสามารถขอต่ออายุวีซ่าที่อเมริกาได้เลย แต่ปัญหาก็คือ ดิฉันใช้ใบ social ทำงานรับเงินเป็น payroll ด้วย โดยทำมา 3ปีแล้ว กลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองไทยมาแล้ว 3 ครั้ง โดยไม่เคยมีปัญหาตอนขาเข้าเลย (ครั้งแรกที่กลับยังไม่ได้ใช้social ทำงาน แต่ 2ครั้งหลัง ใช้ social ทำงานแล้ว) วันสัมภาษณ์เค้าจะเห็นข้อมูลมั้ยค่ะ แล้วปัญหาอีกอย่างก็คือ ตอนปีแรกที่ไปเรียนเคยโดน terminate จากโรงเรียนเก่า ก็เลยต้องออกไปนอกประเทศแล้วกลับเข้ามาที่ด่านตรงเม็กซิโก ซานดิเอโก ก็กลับเข้ามาโดยได้ sevis อันใหม่ แล้วก็ลงเรียนภาษาต่ออีกประมาณปีกว่า แล้วย้ายมาเรียนโรงเรียนคอมพิวเตอร์เป็นคอร์ส certificate อีกหนึ่งปี จึงย้ายไปเรียนต่อปริญญาโท แต่ I-20 ไม่เคยหมดอายุเลยนะค่ะ เลยตัดสินใจไม่ถูกว่าควรกลับไปยื่นเรื่องต่อวีซ่าดีมั้ย เพราะถ้ากลับไปแล้วปรากฎว่าวีซ่าไม่ผ่าน ก็ไม่สามารถกลับมาเรียนต่อได้อ่ะค่ะ
K.sasi
คุณกำลังเรียนต่อโทอยู่จริงก็น่าจะยื่นขอต่อวีซ่าในเอมริกาได้เลยะค่ะ คนถือวีซ่าท่องเที่ยวเค้ายังเปลี่ยนเป็นวีซ่านักเรียนโดยขอในอเมริกาได้เลย ของคุณเรียนอยู่แล้วด้วยแล้วก็ใหล้จบแล้ว แต่เรื่องที่คุณทำงานนี่ไม่แน่ใจค่ะว่ามีผลอะไรไหม แต่คุณมี social ก็ไม่น่าจะผิดนะ ไม่แน่ใจจริงๆค่ะ ลองปรึกษานักกฎหมายดูดีกว่านะ
ขอบคุณค่ะ จะลองศึกษาข้อมูลดูอีกที
สวัสดีคะ
อยากทราบว่า ได้วีซ่าf1 5ปี เมื่อเดือนมีนาปีที่แล้ว
ได้เดินทางไปเรียนtechnical college แต่แค่esl คะ
เรียนไป3เทอม take break 1เทอมแล้วเดินทางกลับเมืองไทย
เมื่อปลายเดือนเมษาที่ผ่านมา ปัจจุบันต้องการกลับไปเรียนต่อ
จำเป็นต้องขอวีซ่าใหม่หรือไม่ สับสนมากค่ะบ้างก็บอกต้องขอใหม่
บ้างก็บอกไม่ต้องเพราะวีซ่ายังไม่หมดอายุ แค่ขอi20ใหม่ก็พอ
ขอบคุณค่ะ
คุณAlice
เราก็ไม่แน่ใจ 100% นะแต่ที่เห็นคนรู้จัก เขาก็แบบเดียวกันคือวีซ่านักเรียนห้าปี ปิดเทอมเขาก็กลับบ้าน
แล้วก็กลับไปใหม่เพราะวีซ่ายังไม่มหดอายุก็ไม่เห็นต้องขอวีซ่าวีซ่าใหม่เลยค่ะ แต่เอาแน่ๆลองโทรถามสถานทูตหรือ
ที่วิทยาลัยที่เราเรียนน่าจะได้คำตอบที่แน่นอนกว่านะ
สวัสดีค่ะ
มีเรื่องอยากรบกวนถามค่ะ
ถ้าจะทำวีซ่านักเรียน
แล้วให้พ่อเลี้ยงซึ่งเป็นคนอเมริกันเป็นสปอนเซอร์ให้
แล้วทำเรื่องส่งมาจากทางอเมริกาเลย
อย่างนี้ ทำได้มั้ยคะ
คุณ pooh_p
จะให้พ่อเลี้ยงเป็นสปอเซอร์ให้ก็ได้พ่อเลี้ยงก็ต้องแสดงเอกสารเรื่องรายได้ การเสียภาษี บัญชีธนาคาร
แต่ยังไงคุณก็ต้องขอวีซ่าจากเมืองไทย พ่อเลี้ยงก็ต้องส่งเอกสารมาให้คุณที่เมืองไทยค่ะ
สวัสดีคับ ขอคำแนะนำคับ ปัจจุบันอายุ 32 ทำงานมาแล้ว 6 ปี เพิ่งจบสวนดุสิต ปี 52 (เงินเดือนหมื่นต้น ๆเอง อยากไปเรียนภาษาต่อสัก 6 เดือน)มีพี่เขยส่งเสีย มีในบัญชี 1 ล้าน จะทำวีซ่าพอจะได้ลุ้น ไหมครับ
สวัสดีค่ะ ต้องขอรบกวนเหมือนท่านอื่นๆ นะคะ
เรืองก็คือ เราเคยไปอยู่เมกามาประมาณสองปีครึ่งค่ะ ปีแรกอยุ่กับโครงการออแพร์และได้ต่อวีซ่ากับโครงการอีกหกเดือนค่ะ สรุปอยู่กับออแพร์ปีครึ่ง ก็ตัดสินใจต่อวีซ่านักเรียน เรียนภาษาเนี่ยแหละค่ะ ได้มาอีกสองปีครึ่ง ขั้นตอนการต่อวีซ่าก็ได้ส่งเอกสารเหมือนคนอื่น ๆ แต่ที่พลาดก็คือ ลืมเซ็นเอกสารไปหนึ่งจุดค่ะ ทำให้เรืองล่าช้า ปกติน่าจะทำเรืองได้ไม่เกินสามเดือน เพื่อนๆส่วนใหญ่ ไม่เกินสองเดือนค่ะ แต่ของเรา ประมาณเกือบสามเดือน ก็ได้รับจดหมายพร้อมเอกสารที่ลืมเซ็นกลับมา ให้เซ็นแล้วส่งกลับ แล้วรอต่อไปอีกเดือน สรุป เสียเวลาไปประมาณสี่เดือน ทำให้พลาดการเรียนเทอมแรกที่ควรจะได้เรียน หลังจากนั้นก็ได้เรียนเทอมต่อไปคือ Spring Jan-May 2010 ทุกอย่างเปนไปตามปกติ พอถึงซัมเมอที่ผ่านมา เห็นว่าทางโรงเรียนไม่บังคับให้เรียน ลงก็ได้ไม่ลงก็ได้ จึงอยากจะกลับมาเยี่ยมแม่ ตอนนั้นสถานะการณ์บ้านเมืองเรากำลังไม่ดี ใจคอไม่ดี แต่พอถึงวันบิน มิถุนายน เหตุการณ์ก็ปกติแล้ว แต่ก็ซื้อตั๋วแล้ว ก็กลับมา วีซ่ายังเหลืออีกปีครึ่งตามใน I20 ค่ะ ก็เหมือนเดิมค่ะ เตรียมเอกสารทุกอย่างพร้อม ขอที่เชียงใหม่ค่ะ แต่ปรากฏว่าไม่ผ่าน เพราะว่าขอครั้งนี้ จะขอกลับไปเรียนภาษาอีกคงยาก จึงได้ตอบไปว่าจะกลับไปเรียนโท คณะไอที ทางสถานฑูตบอกว่าไม่เมกเซนท์ค่ะ เพราะเราจบการท่องเที่ยว แต่ดิฉันก็ได้ตอบไปตามตรงว่า เป็นความชอบส่วนตัวมานานและมีโอกาสได้เห็นเพื่อนที่นู่นเรียนอยู่ และน่าสนใจมาก เค้าก็ตอบเหมือนเดิม ไม่เมกเซนท์ เท่า ๆ ที่ดูแล้ว เค้าถามว่า หลังจากออแพร์แล้วทำอะไร เรียนอย่างเดียวเหรอ ก็โชว์คอสให้เค้าดู รวมทั้งคอสที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษด้วย (พอดีเรียนบาร์เทนเดอร์ด้วยค่ะ) เค้าก็ทำท่าไม่สนใจ เปิด ๆ เอกสารแบบว่า ไม่ใส่ใจ ถามเรืองสปอนเซอร์ ก็บอกว่าแม่ แม่ทำงานอะไร ก็เปิดดูเอกสาร ( อีกละ ) แบบไม่ใส่ใจเลย แล้วก็ถามอีกว่าจะพักอยู่กับใคร เราก็ตอบว่าอยู่กับเพื่อน อพาร์ทเมนท์ ถามว่าคนชาติไหน ก็ตอบว่าไทย อ้อ อีกอย่างหนึ่งคือ วิทยาลัยที่เราเรียนภาษามีแค่อนุปริญญา แต่เราก็บอกนะว่าเราจะย้ายไปเรียนอีกมหาลัย ซึ่งเค้าก็ถามว่าย้ายหรือยัง เราก็ตอบตามตรงว่าเทอมนี้ยังไม่ได้ เรียนภาษาเลเวลยังไม่ผ่าน และเราก็อธิบายไปแล้วว่าไปคุยกับมหาลัยมาแล้ว เค้าบอกว่าเราเรียนได้ ถึงแม้ไม่มีพื้นฐาน แต่ต้องเรียนคลาสบิกินเนอร์ ก่อนหนึ่งเทอม (เกี่ยวกับคอมค่ะ) แล้วเค้าก็ถามอีกว่าสอบโทเฟลรึยัง ก็ยังอ่ะค่ะ เพราะจริง ๆ ถ้าเรียนที่นู่นแล้วไม่ต้องสอบก้ได้ แล้วแต่มหาลัย ตกลงทั้งหมด เค้าทำแค่เปิดพลิก ๆ ดูแบบไม่ใส่ใจ จดเรกคอรดทั้งหมดที่เราพูดไว้ แล้วก็บอกว่ไม่เมกเซนท์ เพราะเรียนที่ไทยก็ได้ เราก็บอกว่าเราเห็นที่นุ่นมา เรียนที่นู่นย่อมดีกว่าสิ เค้าก็ไม่สนไม่ฟังอะไรอีก แต่ก็เถียงกันไฟแล่บอยู่นานอยู่เหมือนกันค่ะ เฮ้อ เศร้ามาก กลับไปเรียนไม่ทัน ไม่รู้จะเอาอะไรไปสู้เค้าอีก จะขอใหม่ก็ไม่รู้ควรเตรียมอะไรไปเพิ่มให้เค้ามั่นใจ ให้เค้าได้ตัดสินใจเพิ่ม แต่ก็ยังอยากจะลองอีกสักครั้งค่ะ เห็นคิวที่ขอก่อนเราได้ทั้งนั้นยิ่งน้อยใจ เพื่อนก็เตือนแล้วว่าอย่ากลับมาเพราะขอกลับยาก เสียใจมากค่ะ ตอนนี้อยู่บ้านมาสามเดือนแล้วยังทำใจไม่ได้เลย ช่วยแนะนำหน่อยนะคะ ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง หรือบกพร่องยังไง ขอบพระคุณมากค่ะ
คุณ tt77
เราว่าจากที่คุณเล่ามาคุณก็คงพอรู้อยู่แล้วละว่าทำไมไม่ได้ เห็นชัดๆว่าคุณไปเป็นออแพร์ก่อนแล้วคุณก็เปลี่ยนวีซ่ามาเป็นวีซ่านักเรียน ซึ่งมันมันก็ทำให้เขาเห็นแล้วว่าคุณได้ไปแล้วไมยอมกลับมาง่ายๆก็คือเปลี่ยนวีซ่าแล้วก็อยู่ต่อ ให้ไปอีกคุณก็คงทำแบบเดิมอีก รอบที่แล้วไปนานเขาคงไม่เชื่อหรอกว่าคุณไปเรียนอย่างเดียว ยูที่คิดว่าจะไปเรียนก็ยังไม่ได้ตอบรับเป็นเรื่องเป็นราว แค่อ้างว่าไปคุยมันไม่มีน้ำหนัก แล้วโทเฟิลคุณก็ยังไม่ได้สอบ คือมันดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจไปเรียนจริงๆ
จะไปสัมภาษณ์วีช่าวันพุทธ 10 Nov ที่จะถึงนี้คะ
อ่านจากข้างบนมาหมดแล้ว ค่อนข้างกังวลใจมากๆ คะ
กลัวจะโดนรีเจ็ค ทั้งๆ ที่เตรียมเอกสารไปแล้วกงศุลไม่ยอมเช็ค
เอาใจช่วยค่ะ แต่ก็ต้องเผื่อๆใจไว้ด้วยเนอะ
สวัสดีคะ ขอรบกวนถามหน่อยคะ
คือดิฉันเป็นออแพร์มาหนึ่งปีแล้วเปลี่ยนวีซ่าเป็นนักเรียนสองปี
เรียนโรงเรียนสอนภาษาแล้วก็ทำงานไปด้วยอยู่นิวยอร์ค แล้วทีนี้เจ้านายก็เลยช่วยเปลี่ยนวีซ่าให้เป็นวีซ่าทำงาน คือทำเรื่องเปลี่ยนที่นี่เรียบร้อยแล้วคะ แล้วเรื่องก็ผ่านได้เอกสารยืนยันมาแล้วคะ ดิฉันสามารถอยู่ที่นี่ได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ถ้าดิฉันอยากออกนอกประเทศต้องเอาเอกสารทั้งหมดไปยื่นขอวีซ่าใหม่ที่สถานทูตเมกาที่ไทยแล้วต้องเข้าสัมภาษณ์ เพื่อที่จะได้เข้าออกอเมริกาได้ คุณคิดว่าดิฉันจะผ่านการสัมภาษณืไหมคะ แล้วจะได้วีซ่าหรือเปล่า กังวลคะคืออยากกลับไปไทยคะ
ขอบคุณคะ
สวัสดีคุณแพรวครับ จะมาแชร์เรื่องการขอวีซ่าครับ
ตัวผมเองอยู่ New York มา5ปี ตอนนี้เปิดบริษัทรับปรึกษาและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการศึกษาต่อยัง East coast of USA ชื่อ New York Educational Consultant หรือ NYEC ร่วมเปิดกับเพื่อนที่ไทยครับ
ที่ผ่านมาพวกเราเจอ Case มาหลาย case ช่วยให้ผ่านมาก็เยอะ แต่ก็ต้องบอกแหละครับว่า เหมือนที่คุณแพรวว่าไว้ ตัวคนไปสัมภาษณ์เองสำคัญที่สุด แล้วยิ่งช่วงที่ผ่านมานี้ หลังจากที่สถานทูตอเมริกาเปลี่ยนคณะทำงานใหม่ เขาปล่อยยากขึ้นกว่าเดิมจริงๆ ครับ คือเขาจะตั้งด้านลบไว้ก่อนเลย ที่ผ่านมาเมื่อวานเด็กไปสัมภาษณ์มาไม่ผ่าน สาเหตุหลักๆมีดังนี้ครับ
1. เป็นผู้หญิง – อย่างที่ว่าไว้ ชื่อเสียงประเทศเราเป็นแบบนี้ไปซะแล้ว โทษใครไม่ได้ครับ
2. มีคนรู้จักอยู่ – ตรงช่องในDS160 ที่ให้ใส่ ยิ่งถ้าใส่ชื่อผู้ชาย จบเลยครับ คำถามมาเลย เป็นแฟนใช่ไหม แม้จะตอบว่าไม่ เค้าก็ไม่ฟังแล้วครับ
3. ความมั่นใจ – ขอบอกนะครับว่า คนที่ไม่ผ่านเนี่ยส่วนใหญ่ไปแบบกล้าๆกลัวๆ ต้องชัดเจนไปเลยครับ เราไม่ได้ไปทำไรผิด จะไปเรียน จะเอาเงินไปให้ประเทศคุณ ช่วยให้เศรษฐกิจคุณดีขึ้น
4. โรงเรียน – มีผลมากนะครับ กรณีน้องคนนี้ผมก็บอกเค้าแล้ว เพราะบริษัทผมมีList โรงเรียนที่คุณภาพทั้งนั้น เช่น Columbia, NYU, Hunter College, Baruch College,…คนไทยอาจไม่เคยได้ยินชื่อ แต่ที่นี่ก็เปรียบได้กับ จุฬา ธรรมศาสตร์ บ้านเรานะครับ บอกน้องเค้าแล้ว แต่เค้าขอให้เราหานอกรอบให้ ถูกๆ ไม่ต้องไปเรียนมาก ทางเราเตือนแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องตามใจคนจ่ายเงินน่ะครับ
5. สถานภาพส่วนบุคคล – เรื่องนี้ไม่มีใครช่วยได้จริงๆครับ หน้าที่การงาน หลักฐานที่จะแสดงว่าเราจะเข้าประเทศเขาแค่ชั่วคราว แล้วตั้งใจกลับมาจริงๆ เกรดเฉลี่ยต้องบอกว่ามีผลนะครับ ยิ่งเด็กจบใหม่
เหล่านี้คือสาเหตุหลักครับ จากประสบการณ์ที่ผมช่วยคนมาเยอะ ผมถึงรู้ แนะนำให้สมัครที่เรียนที่มีคุณภาพก่อนแล้วค่อยย้ายครับ
ถ้าใครมีอะไรที่พวกเราพอจะช่วยได้ติดต่อมานะครับ
info@ny-ec.com
รบกวนถามหน่อยนะครับ
คือ ผม ไป ขอวีซ่า f-1 เพื่อไปเรียนภาษามาเมื่อวันที่ 16 ที่ผ่านมา ผมมีใบ i-20 จะเปิดเทอมวันที่ 3 มกรานี้ และเอกสารต่างๆ ที่จำเปนไป แต่ถูกปฎิเสธ ทั้งๆ ที่ ยังไม่ได้ ขอดูเอกสารทางการเงินหรืออะไรเลย เป็นเพราะอะไรครับ
คำภาม - คำตอบระหว่างสัมภาษณ์
คุณจะไปอมเริกาทำไม - ไปเรียนภาษาครับ พอจบแล้ว อาจจะเรียนต่อปริญญาโท
คุณจะไปนานเท่าไหร่ - 2 ปี ครับ
คุณเรียนจบจากธรรมศาสตร์ มาหลายเดือนแล้ว คุณทำอะไร ทำไมยังไม่ได้ทำงาน - เตรียมตัวเพื่อที่จะไปเรียนภาษาครับ
ใครเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้คุณ - น้า ครับ
แล้วเค้าก็บอกว่าไม่ผ่าน ผมเดินกลับไปถามเค้าว่าทำไม เอกสาร(ด้านการเงิน)ยังไม่ได้ดูเลย ซึ่งเค้าตอบกลับมาว่า คุณสมบัติผมไม่พอ ควรจะเรียนที่เมืองไทยมากกว่า
ผมอยากทราบว่า ผมควรจะไปขอวีซ่าใหม่อีกรอบดีไหม แล้วจะทันไหม แล้วถ้าไปอีกรอบ ผมต้องกรอก ds -160 ใหม่รึป่าว เพราะของเก่าผมมีที่เซฟไว้อยู่ แล้วปรับปรุงข้อมูลบางส่วนเอา
รบกวนขอคำแนะนำหน่อยนะครับ ขอบคุณมากครับ
คุณ joke
ตอบยากค่ะว่าทำไมไม่ผ่าน ถ้าใหเดาคือขอไปเรียนภาษาสองปีเลยนี่ถือว่านานนะค่ะ แล้วยังบอกอีกว่าอาจเรียนโทต่อีก แสดงว่าคุณไปแล้วอาจจะขอต่อวีซ่าที่โน่นอีก ซึ่งปกติเขาไม่ชอบค่ะ ถ้าทำเป็นเรื่องเป็นราวคือถ้าอยากไปต่อโทก็สอบโทเฟิลให้ผ่านแล้วสมัครเรียนยูตอบรับเข้าเรียนแล้วอันนี้ดูแบบไปเรียนเป็นเรื่อเป็นราวจริงๆมากกว่า ต้องเข้าใจว่ามีคนไทยที่แบบขอไปเรียนภาษาเยอะแล้วจริงๆก็อยากไปทำงานมากกว่า ไปแล้วก็ต่อวีซ่าเรียนไปเรื่อยหรือโดดเลยหรือหาช่องทางในการไม่กลับ ตรงนี้มันก็เลยทำให้คนขอหลังๆก็ได้รับผลกระทบต่อมา อรกอย่างคือคุณจบตรีแล้ว ความจำเป็นในการแค่ไปเรียนภาษาสำหรับเขามันอาจดูแปลกว่าก็จบแล้วทำไมไม่หางานทำ ทั้งหมดที่เขียนก็คือความเห็นส่วนตัวนะค่ะ ถามว่าควรขออีกรอบไม๊ใจจริงเราคิดว่ายังยากค่ะ ถึงจะไปแก้ข้อมูลบางส่วนก็เหอะ เพราะเพิ่งโดนปฏิเสธมาไม่นานมานี้เอง แต่ถ้าอยากลองใหม่จริงๆก็แล้วแต่ค่ะ
สวัสดีคุณ plew
ขอบอบคุณมากสำหรับกระทู้ขางบนให้ความรู้ได้มาก แต่ฉันมาเจอทีหลัง หลังจากไปสัมภาษณ์ ฉันได้ให้ บ. ทำเรื่องให้ ติดต่อกับ บ.ตั้วแต่เดือน เม. ษ 53หลังแต่งงานและจดทะเบียนสมสร ,บ.บอกได้วีซ่า sure,ประมาณเดือนก.ค สามีก็ได้ไปซื้อตั๋วรอ ครั้งแรกไปสัมภาษณ์ เจอหนุ่มหล่อสูงไหญ่ คำถาม 1.คุณรู้จักกันอย่างไร > เพื่อนแนะนำให้รู้จักค่ะ 2.เจอกับแฟนจริงเมื่อไหร่> 1วันหลังจากเพื่อนแนะนำ 3.คุณมีลูกไหม>มี ผู้ชาย1คนค่ะ แล้ว4. คุณไปทำอะไรที่อเมริกา< สามีพาไปฉลองงานเท้งกิบวิ่งกับครอบครัวเขาและพาฉันไปแนะนำ เจ้าหน้าที่ก็ขอดูpassport ของสามี เขาพูดขึ้นมา Iam soory, You have not been able to demonstrate sufficiently strong family social Or economic ties to a country outside the Us. that would compel you to leave the united states after a temporary stay,ครั้ง2 หนุ่มหล่อหัวโล้นแต่ไม่สูง ได้โดนreject 2 ครั้ง เมื่อ 30ก.ย -9พ.ย 53 ที่ผ่านมา แต่ครั้งที่2 ฉันได้แนบตั๋ว เข้าไปด้วยเพราะมันไก้ลวันที่ฉันจะเดินทาง 21 พ.ย 53 ที่ฉันต้องเดินทาง แต่ก็ไม่ได้ไป ใช่ อาจจะเป็นเพราะ passportไม่เคยเดินทางไปไหนเลยก็ได้ หรือแล้วแต่ดวง อ้อ ฉันได้รู้กกับสามี3ปีกว่า เพราะมีเพื่อนแนะนำให้เราได้รู้จัก แต่งงาน เม.ษา53 ผ่านมา ก็ไปยื่นทำวีซาทอ่งเที่อง เพราะไม่คิดจะไปอูย่ทื่โน่นเลย ครั้งแรก เขาถามเหมือนกันทั้ง2ครั้ง
คุณ Na
ขอบคุณค่ะที่เข้ามาแชร์ข้อมูล ว้าแย่จังสามีคุณนาเป็นซิติเซ่นใช่ไม๊ค่ะ ขนาดนี้ยังไม่ได้อีก
จริงๆถ้าแต่งงานกับซิติเซ่นขอวีซ่าคู่สมรสเข้าไปก็ได้นะค่ะ แต่ขอวีซ่าคู่สมรสเอกสารจะเยอะ
สามีต้องแสดงเอกสารการเสียภาษีและรายได้ รวมทั้งเอกสารแสดงความเป็นสามีภรรยา ก็ทะเบียนสมรสนั่นแหละค่ะ เราว่าเรื่องที่คุณไม่เคยเดินทางไปไหนเลยไม่น่าจะเป็นผลนะ วันสัมภาษณ์สามีไปด้วยรึป่าวคะ
สวัสดีค่ะ พอดีมีเรื่องรบกวนจะปรึกษาเกี่ยวกับการขอวีซ่านักเรียนค่ะ คือดิฉัน เคยเป็นออแพร์ มาสองปี จากนั้นได้เปลี่ยนสถานะเป็นนักเรียนเพื่อเรียนภาษา ที่นิวยอร์ก ที่สถาบันสอนภาษาค่ะ ได้ i -20 มา 1 ปีค่ะ เรียนภาษามาได้ 8 เดือน พ่อป่วยมาก เกิดจากการผ่าตัดลิ้นหัวใจ แล้วอาการทรุดหลังจากผ่าตัด ถึงขั้นทำใจค่ะดิฉันทิ้งทุกอย่างที่อเมริกาบินด่วนกลับมาบ้าน แต่ก่อนมาได้ไปบอกทางโรงเรียนว่าเราจะกลับบ้าน ทางโรงเรียนก็รับรู้ แต่บอกว่าถ้าจะกลับมาใหม่ก็ต้องขอวีซ่านักเรียนเข้ามาใหม่ ตอนนี้ผ่านมา หกเดือนแล้วค่ะ คุณพ่อดีขึ้นมากค่ะตลอดหกเดือนที่ผ่านมาอยู่บ้านดูแลพ่อตลอดค่ะ ตอนนี้ดิฉันอยากกลับไปเรียนที่อเมริกาอีก คืออยากทำความฝันของตัวเองให้เสร็จ อยากจะไปเรียนภาษาต่อแล้วจะเรียน แล้วต่อโทเลย ดิฉันกังวลมากเลยค่ะกลัววีซ่าจะไม่ผ่านเพราะดิฉันเคยเปลี่ยนสถานะที่นั่น ตอนนี้ดิฉัน สมัครเรียนภาษาที่ community college ไว้ค่ะ ไม่ทราบว่ามีหวังจะได้วีซ่าหรือเปล่าคะ แล้วดิฉันควร เตรียมเอกสารอะไรบ้าง ให้ญาติเป็น
สปอนเซอร์ มีเงิน อยู่ 60000 เหรียญค่ะ เป็นของลุง แต่นามสกุลไม่เหมือนกันค่ะ ดิฉนต้องแปลและรับรอง ใบรับรองแพทย์ของพ่อ ไว้เป็นหลักฐานทางการขอวีซ่าหรือเปล่าคะ ดิฉันเคยมี ใบขับขี่ของ ny แต่ตอนนี้หมดอายุไปแล้ว จะมีผลในการขอวีซ่าหรือเปล่าคะ ดิฉันเปิดบัญชีธนาคารที่ อเมริกาไว้ โดยใช้โซเชี่ยล รู้สึกเงินในบัญชีจะติดลบ แต่ตอนที่ดิฉันกลับไม่ได้ไปปิดบัญชี เพราะต้องรีบกลับ เรื่องธนาคารจะมีปัญหากับการขอวีซ่าหรือเปล่าคะ
ขอบคุณมากค่ะหวังว่าคงช่วยตอบนะคะ เพราะกลุ้มใจมากเลย
คุณ mai
จริงๆอย่างที่คุณก็รู้ว่าไม่มีใครตอบได้ว่าต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างหรือทำอย่างไรถึงจะได้ คุณเองก็เหมือนกันมันก็ห้าสิบๆ แต่อย่างที่คุณก็รู้ว่าคุณเคยไปเปลี่ยนวีซ่าท่ี่โน่นมาแล้วรอบหนึ่ง แล้วก็เรียนภาษามาแล้วก็แปดเดือนไม่ใช่เวลาน้อยๆ เพราะถ้าจริงจังเรียนหกเดือนก็น่าจะสอบโทเฟิลแล้วก็สมัครต่อโทไปได้แล้ว แต่นี่คุณก็ยังกลับไปขอเรียนภาษาอีก ถ้าถามเราเราว่าเขาน่าจะสงสัยแน่ๆว่าไม่ด้ตั้งใจไปเรียนอย่างเดียวแน่ๆ เพราะเคยไปอยู่มาสองปี บวกอีกแปดเดือน เรื่องเคยมีใบขับขี่อะไรที่โน่นคงไม่ได้ช่วยค่ะ เรื่องสปอเซอร์เราไม่แน่ใจ แต่เขาคงถามว่าทำไมลุงต้องมาส่งให้คุณเรียน ลุงมีภาระหรือมีลูกหลานของเขาเองไม๊
เราว่าทำไมไม่สอบโทเฟิลที่นี่ซะเลย แล้วก็สมัครเรียนโทไปเลยให้มันเป็นเรื่องเป็นราว ถ้ายูตอบรับโอกาศน่าจะดีกว่ามากเพราะมันดูคุณมีพัฒนาการไม่ใช่เรียนภาษามันอยู่อย่างเดิม แต่อย่างที่บอกคุณอาจจะได้ก็ได้ไม่มีใครรู้ค่ะ อย่าเครียดไปเลยมีทางเดียวไม่ลองก็ไม่รู้
ขอบคุณค่ะที่ตอบ คือ ที่อยู่มาสองปีตอนเป็นออแพร์ก็ไม่ค่อยได้ใช้ภาษาอังกฤษเท่าไรค่ะ อยู่กับเด็กตลอด มาเรียนอีกแปดเดือนก็อยู่ในระดับกลางๆค่ะ แล้วพอดีต้องกลับบ้านกระทันหัน เลยอยากจะกลับไปเรียนภาษาให้ได้ระดับที่สูงขึ้น แล้วค่อยสอบโทเฟิลค่ะ ส่วนให้ลุงเป็นสปอนเซอร์เพราะว่าลุงไม่มีภาระแล้วค่ะ ลูกๆแกโตและมีการงานที่มั่นคงหมดแล้วค่ะ ส่วนพ่อ ท่านไม่สบายเลยไม่ได้ทำงานมาพักหนึ่งแล้วค่ะ ดิฉันอยากจะรีบไปเรียนให้จบแล้วรีบกลับไทยค่ะ ดิฉันจะลองขออดูค่ะ ได้ไม่ได้ยังไงจะมาอัพเดตให้ทราบค่ะ
สวัสดีคับคุน plew
ปันหาของผมก้อไม่ต่างจากคนอื่นมากนัก ผมกำลังจาไปขอวีซ่านักเรียนคับ ให้เอเจนซี่จัดการเรื่องเอกสารทั้งหมด กังวลอยู่ไม่น้อยหลายๆเรื่องจากที่อ่านมา ผมเพิ่งเรียนจบป.ตรีเอกอังกิดปี 2010 และเคยไป work and travel 2010 มาด้วย ผมได้ลงเรียนภาษาไป 4 เดือนที่ลาสเวกัส ค่าเรียนก้อจัดว่าถูกอยู่ ผมใช้ป้าเ็ป็นสปอนเซอร์ ป้าเป็นผอ.อยู่อ่ะคับ แต่ป้ามีลูกสองคนซึ่งเรียนอยู่ เค้าจาเชคได้ไหมว่าป้าผมมีลูกสองคนที่ยังเรียนอยู่ ประมานว่ายังมีภาระอยู่ แต่ผมยังไม่ได้รับปรินยาเรย ผมจาบอกเค้าได้ป่าวว่าหลังจากจบคอสแร้วผมจะต้องกลับมาแน่นอนเพื่อกลับมารับปรินยา คือตอนนี้ผมกังวลมากกลัวไม่ผ่าน ไม่รู้จุดบกพร่องของตัวเอง แล้วก้อจ่ายเงินบางส่วนไปแร้วซึ่ง non-refund อยากให้พี่ช่วยให้คำแนะนำหน่อยอ่ะคับ
คุณ Eric
ก็อย่างที่ตอบไปหลายครั้งนะค่ะว่าไม่มีใครรู้หรอกว่าจะได้ไม่ได้ ทำได้เพียงเตรียมพร้อมแล้วก็ยอมรับว่ามันห้าสิบๆ
เรื่องคุณป้าปกติคิดว่าเค้าจะถามว่าป้ามีภาระมีลูกของตัวเองอะไรหรือไม่ ถ้าคุณป้ามีลูกตัวเองที่ยังเรียนอยู่มันก็เป็นปัญหาได้ค่ะว่าทำไมต้องมาช่วยคุณ สิ่งที่ทำได้คือต้องเตรียมคำตอบดีๆว่าไปเรียนภาษาทำไม มันช่วยอะไรคุณ แต่ทั้งนี้ถ้าคุณป้ารายได้เยอะมากๆก็อาจจะโอเคก็ได้ เท่าที่ฟังจากหลายๆคนเขาอาจมองว่าทำไมไมหางานทำก่อนอะไรประมาณนั้น ก็อาจตอบว่าอยากต่อโทหรือเราเอกอังกฤษก็อยากฝึกภาษาให้มันดีขึ้น ไม่รู้สิตอบยากจัง โรงเรียนก็มีผลมากๆอยา่งที่คุณก็รู้อยู่แล้ว ทำไมไม่ลองคุยกับเอเจนท์อีกทีละค่ะว่าเค้าคิดว่ามีโอกาศมากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่ได้พอจะตกลงคืนแค่บางส่วนก็ยังดีได้ไม๊ สรุปแล้วไม่ลองก็ไม่รู้ ไม่ได้คงต้องทำใจ
ขอบคุนมากคับสำหรับคำแนะนำ ตอนนี้เรื่องเงินที่จ่ายไปและที่เรียนคงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้วคับ เพราะไอทเวนตี้มาแล้ว แล้ววันสัมพาดก้อใกล้มาถึง ผมก้อถามพี่เอเจนท์เค้าบ่อยๆนะคับเรื่องเปอร์เซนต์ความเสี่ยงว่าจะผ่านหรือไม่ เค้าก้อบอกว่าไม่มีปันหา เพราะพวกพี่เค้าจาเทรนให้และดูว่าเรามีจุดบอดตรงไหนก้อจะแก้ให้คับ ผมก้ออุ่นใจขึ้น แต่ตอนนี้ก้อคงทำได้เพียงเตรียมตัวให้พร้อมอ่ะคับ ไว้ผมสัมพาดเสดแล้วผลเป็นยังไงแล้วจามาเล่าให้ฟังนะคับ
หวัดดีค่ะ น้ำมีเรื่องรบกวนอยากปรึกษาค่ะ เท่าที่ได้อ่านจากข้อมูลข้างบนน้ำก็พอจะเข้าใจหลายๆอย่างแต่ไม่มีใครที่มีปัญหาเหมือนน้ำเลย คือตอนนี้น้ำอยู่ที่อังกฤษค่ะมีแฟนเป็นคนอังกฤษเราจดทะเบียนสมรสกันที่เมืองไทยได้วีซ่าแต่งงานมาสองปีและแฟนกำลังจะพาไปเที่ยวที่อเมริกาก็คือน้ำต้องทำวีซ่าจากที่นี่ คุณพอจะทราบไหมค่ะว่าเอกสารที่ต้องเตรียมเหมือนกับทำจากที่เมืองไทยรึเปล่าและอีกอย่างคือน้ำกับแฟนยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายที่อังกฤษไม่ทราบว่าจะมีผลอะไรรึเปล่าคะ รบกวนช่วยตอบหน่อยนะคะเพราะว่าได้คิวสัมพาษณ์อาทิตย์หน้านี้แล้วเอกสารยังไม่ได้เตรียมเลยค่ะ ขอบคุณล่วงหน้านะคะ
สวัสดีครับ รบกวนถามพี่ Plew คือตอนนี้ผมกำลังไม่แน่ใจว่า ตัวผมควรจะยื่นขอวีซ่าในรูปแบบไหนถึงจะมีโอกาสได้มากกว่ากัน ระหว่างวีซ่า วีซ่าเพื่อไปทำงานพนักงานรับใช้ Domestic Employee Visa (B1) หรือ วีซ่าท่องเที่ยวครับ คือเรื่องมีอยู่ว่า เพื่อนของคุณพ่อผมเปิดร้านอาหารไทยอยู่ที่ฟลอริดา แล้วอยากให้ผมไปช่วยเป็นคนช่วยดูแลร้านครับ ตัวผมเป็นนักศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒประสานมิตรชั้นปีที่ 4 ซึ่งตอนนี้ไม่มีเรียนแล้วครับผม
คำถามคือ ผมมีปัญหาทั้ง 2 กรณีครับ
1. วีซ่าเพื่อไปทำงานพนักงานรับใช้(B1) เรื่องเอกสารที่จะให้ทางร้านส่งมายืนยันคิดว่าไม่มีปัญหาครับเพราะทางโน้นอยากไปให้ผมไป แต่เท่าที่อ่านคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับวีซ่า B1 จำเป็นต้องมีประสบการณ์ทำงานในด้านการเป็นพนักงานรับใช้อย่างน้อย 1 ปีซึ่งผมไม่มีครับ มีแต่เป็นออกาไนเซอร์เป็นจ็อบๆไป แล้วก็เท่าที่อ่านเหมือนการเข้าไปทำงานในอเมริกา ณ ปัจจุบันจะมีโอกาสที่ค่อนข้างยากเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจของเค้า คือถ้าเป็นกรณีนี้ถูกกฎหมายต้องเสียภาษีผมก็เต็มใจครับไม่ชอบทำแบบหลบๆซ้อนๆ แต่ติดว่าไม่มีประสบการณ์ > <
ความตั้งใจจริงคือผมต้องการไปทำงานที่นู้น ประมาณ 2-3 ปีครับ แล้วก็กลับมาทำงานที่ไทยไม่ต้องการที่จะอยู่ยาวครับ
ต่อครับผม
2. วีซ่าท่องเที่ยวผมกังวลในส่วนของ statement ครับคือคุณพ่อผม มีรายได้ประมาณ แปดหมื่นถึงหนึ่งแสนต่อเดือน แต่ถอนออกมาใช้จนหมดทุกเดือนครับ แต่พอจะมีเงินเก็บจากธนาคารอื่น 4 แสนสามารถแต่งบัญชีอย่างไรได้ไหมครับ แล้วถ้าผมแจ้งไปในรูปแบบการท่องเที่ยวหากแจ้งว่าไป 1เดือน แต่กลับจริงเป็นปี มันจะมีปัญหาในการขอครั้งต่อไปหรือไม่ครับ
นอกจากวีซ่า 2 รูปแบบนี้ พี่ Plew มีรูปแบบอื่นแนะนำผมไหมครับเพื่อนคุณพ่อผมต้องการให้ผมไปเร็วที่สุด > <
ขอบคุณมากครับ ^^
คุณ Jaguar
ถ้าเป็นไปได้ขอแบบไปทำงานอย่างถูกต้องดีกว่าเพราะนายจ้างเขาก็ช่วยคุณเต็มที่อยู่แล้ว เรื่องประสบการณ์หนึ่งปี เราว่าน่าจะพอแต่งๆเรื่องไปได้ เช่นรู้จักใครที่นี่ที่ทำงานร้านอาหารก็อาจขอให้เค้าช่วยเขียนรับรองให้เพราะจริงๆประสบการณ์หนึ่งปีเองไม่ได้เยอะมาก หรือตอนนี้ละก็สมัครงานในสาขาที่ใกล้เคียงกับที่จะไปทำ แล้วก็อาจขอให้เค้าเขียนว่าทำมาปีหนึ่ง แต่จริงๆจะดูดีกว่าถ้าบอกว่าทำงานกับคนที่จะพาเราไป ประมาณว่าทำงานกันมาเคา้กันได้ ดังนั้นนายจ้างรายนี้จึงอยากให้คุณติดตามไปทำงานกับเขาที่โน่น แต่ปัญหาคือที่ผ่านมาและปัจจุบันคุณเป็นนักเรียน จะทำงานประจำได้อย่างไร ก็คงต้องบอกว่าเป็นพาร์ทไทม์
วีซ่าท่องเที่ยวจริงๆเค้าให้อยูาได้ไม่เกินหกเดือน ถ้าอยู่เกินก็ผิดกฎหมายแน่นอนผลคือพอกลับมาแล้วในอนาคตอยากจะไปอเมริกาอีกมันจะยากเพราะประวัติมันเสียไปแล้ว ขอวีซ่าท่องเที่ยวก็ไม่ง่ายนักตอนนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาศ คุณพ่อคุณก็รายได้โอเค แนะนำว่าบอกว่าไปเที่ยวแค่อาทิตย์สองอาทิตย์ก็พอ จะได้ดูไม่แพงมากนัก หรืออาจแบบว่าทำเรื่องไปกับทัวร์ เคยได้ยินบางคนบอกว่าถ้าไปกับทัวร์อาจจะของ่ายขึ้นอีกนิด
ทั้งนี้ทั้งสองแบบมันก็มีโอกาศห้าสิบห้าสิบทั้งคู่
สวัสดีครับ คุณ Plew,
ผม คนหนึ่งที่กำลังกลัวการทำ visa เรียนต่อที่เมกา เรื่องมีอยู่ว่า หลังจากจบ ป.ตรี ผมได้ทำงานและมีประสบการณ์ทำงานประมาณ 2 ปี แล้วกะจะไปเรียนต่อโทที่เมกา เลยขอวีซ่า อีกอย่างผมจบธรรมศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับสอง ผลการขอวีซ่า ผ่านฉลุย ได้ Visa F1 5 ปี (ปลายปี 1999) i-20 เป็นของโรงเรียนภาษาธรรมดาแถว LA หลังจากนั้น ก็ต่อ i-20 มาอีก 2 ครั้ง เพราะยังไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัย จนกระทั่ง มีคนที่รู้จักชวนไปเปิดร้านที่ Missouri ก็เลยย้ายไป ทำงานกับเค้าประมาณ 4 ปี โดย ไม่ได้ต่อ I-20 โดยคนที่รู้จักบอกว่าจะทำเรื่องเปลี่ยน status ให้แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้เปลี่ยนจนแฟนผมจบเอก และได้งานเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ ผมก็เลยตัดสินใจ ไม่สนใจแล้วอยากกลับบ้านใจจะขาด เลยกลับมาช่วงปี 2005 (visa ไม่หมดอายุ) แต่ I-20 ขาดไปนานแล้ว ตอนอยู่เมกา มีใบขับขี่ ของรัฐ Missouri ครับ ที่เหลือก็ไม่มี เพราะต้องขับรถไปทำงาน ก็เลยทำ ใบขับขี่ ในเมือง St-louis ได้
หลังจากนั้นผ่านไป 5 ปี ไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสไปเมกาอีกแล้ว เพราะว่าอยู่จนเบื่อ และไม่คิดว่าจะต้องไปเลย ตั้งแต่กลับมา ก็เรียนต่อ MBA ที่เชียงใหม่ จบมาด้วยเกรด 3.92 และมีประวัติการทำงานมาตลอดตั้งแต่ตอนเรียน และย้ายเข้าทำงานที่ กรุงเทพฯ ทำงานบริษัท Fuji ได้ เกือบปี ก็ได้มีโอกาส ไปทำงานในมหาวิทยาลัยหอการค้า เป็นอาจารย์ และสอบชิงทุนเรียนต่อปริญญาเอก ในใจคิดว่าเวลาผ่านไปกว่า 5 ปี ก็เลยคิดว่าลองสมัครไปเรียนต่อเอก ที่เมกา ดูสิ ว่าจะเป็นอย่างไง ด้วยอะไรๆหลายๆๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นผลสอบ หรือว่าการได้ทุนเรียนจากมหาวิทยาลัย เลยเรียกว่ามีโอกาสได้เรียนต่อเอก คณะบริหารธุรกิจ ของ Washington State University ที่ Pullman เอาละสิครับพี่ ชะงักที่เคยทำไว้ ไม่เคยคิดว่าจะต้องไปเรียนต่อเอกที่เมกา หรือกลับไปอีก ถ้าไปขอ Visa คิดว่าจะได้ไหมครับ เนี่ย จริงๆ ก็อยากบอกความจริงหมดแหละ เพราะว่าไม่รู้จะโกหกไปได้อย่างไร แค่ให้กรอก driver licence no เค้าก็รู้ชีวิตผมหมดแล้วที่เมกา พี่ว่าอย่างไงครับ มีโอกาสหรือเปล่าครับ เคยถามเพื่อนที่รู้จักเพื่อนที่ทำงาน fbi ลองค้นชื่อผมดู ปรากฎว่าชื่อขึ้นเลยว่า Over Stay. ตอนนี้แต่งงานแล้ว มีแฟนเป็นอาจารย์อยู่ที่ธรรมศาสตร์ครับ รบกวนให้คำแนะนำด้วยครับ อีกอย่างถ้าขอวีซ่า ควรขอแบบไหนครับ J1 หรือ F1 และจากประสบการณ์คิดว่าจะได้ Visa ไหมครับ เพราะเท่าที่อ่านดูมีแต่บอกว่า สัมภาษณ์อย่างเดียวไม่ดู เอกสารเลย
ขอบคุณครับ
Todd
คุณ Todd
เราว่าถึงที่ผ่านมาคุณจะทำผิดกฎหมายคืออยู่เกินแน่ๆ บวกทำงานอย่างผิดกฎหมายแน่ๆ แต่เราว่าก็ใช่ว่าคราวนี้จะไม่มีโอกาศซะเลย
เพราะคราวนี้ไปเรียนปริญญาเอก ยูตอบรับแล้ว บวกได้ทุนจากมหาลัยที่นี่ซึ่งมันมีสัญญาการใช้ทุนชัดเจนอยูาแล้วยังไงก็ต้องกลับมา
และจริงๆ ตอนส่งเรื่องเอกสารหลักๆเรื่องการได้รับทุนจากหอการค้าและเอกสารที่ยูทางโ้น้นตอบรับเป็นเอกสารหลักเขาเอาเข้าไปอยู่แล้ว
เราว่าก็ลองดูเถอะ ได้ก็โชคดีไป ไม่ได้คุณเองก็คงไม่ได้เสียโอกาศหรือเสียใจมากมายเพราะรู้อยู่แล้วว่าทำไม แต่ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้นะ
โอกาสมาขนาดนี้แล้ว เรืืองขอวีซ่าแบบไหน เราว่าลองดูจากอาจารย์คนอื่นๆที่เขาได้ทุนเขามาแบบไหนกันละค่ะ แต่เราว่ามันก็ต้องเป็นวีซ๋านักเรียน เพราะคุณมาเรียนถึงแม้จะเป็นเรื่องที่นายจ้างปัจจุบันส่งมาก็จริงๆ แต่นายจ้างเราที่เมืองไทยไม่ได้มีสำนักงานสาขาที่อเมริกานี่ค่ะ
อ้อยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนร่วมสถาบันค่ะ ยังไงอย่าลืมช่วยกันคลิกโฆษณาด้วยแล้วกันเนอะ โชคดีค่ะ
ขอบคุณครับ คุณ Plew วีซ่า คิดว่าน่าจะเป็น F1 เพราะว่าเป็นนักเรียน ตอนแรกก็งงๆ อยู่ว่าต้องเป็น J1 หรือเปล่าเพราะได้ทุน แต่คิดว่าไม่น่าจะใช่ พอจะรู้บ้างหรือเปล่าครับเนี่ย อย่างไงเดี๋ยวจะคลิกโฆษณาให้นะครับ สถาบันไหนครับ ที่ร่วมกัน มช. หรือธรรมศาสตร์ครับ
ก็คงต้องลองดู ไม่รู้ว่าจะอย่างไงแล้วครับ แต่เห็นว่า ปกติเค้าจะล้างข้อมูลทุกๆๆ 5 ปีไม่ใช่เหรอครับ ข่าวนี้ถูกต้องหรือเปล่าครับเนี่ย สงสัย
ค่ะ สวัสดีค่ะ
ออนนี่ ค่ะ มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ในอเมริกาค่ะ คือ สมมติว่าไปลง เรียนภาษาที่อเมริกา 1 ปี แล้วเกิดตั้งครรภ์
ไม่ทราบว่าเด็กที่เกิดมาถือสัญชาติไหนค่ะ
แล้วออนนี่เองพอวีซ่าหมดอายุต้องกลับไทยเรยรึป่าว?
แล้วเด็กที่เกิดล่ะค่ะ มีสิทธิ์ในอเมริกาไหมค่ะ
ออนนี่สามารถยื่นเรื่องขอกรีนการ์ดตามลูกได้ไหมค่ะ
ขอบคุณมากเรยค่ะ
อยากถามว่าเคยไปwork &travel มาแร้วปีที่แร้ว แร้วกับมาขอวีซ่าเรียนอีกรอบคิดว่าน่าจะได้แต่พอไปสัมพาดกับไม่ได้เค้าถามนานมาก แระค่ำถามสุดท้ายก่อนที่เค้าจะไม่ไห้ผ่าน เค้าถามว่ากับมาจะทามไร ก่ตอบเค้าไปว่าจะกับมาเรียนปรินยาโทแระอยู่ดีๆเค้าก่ไม่ไห้ผ่านงงมากไม่รู้ว่าทามไม แต่หน้าเค้าดูเซงๆ อยากถามว่าถ้าขอรอบสองจะผ่านไหมค่ะ. กลัวมากเค้าบอกว่าขอรอบแรกไม่ผ่านรอบสองก่จะยากขึ้นส่วนไหย่จะไม่ผ่าน
ของผมนี่อาจจะแปลกกว่าทุกท่านที่กล่าวมาข้างต้นครับ อาจจะฟังดูเวอร์ไป แต่ยืนยันได้ครับว่าเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ คือว่า ผมเป็นคนหนึ่งที่ค่อนข้างแอนตี้ประเทศอเมริกามากกกก ถึงมากที่สุด ในการขึ้นชื่อเรื่องขอวีซ่าเข้าประเทศเค้ายากเหลือเกิน ไม่รู้จะหวงอะไรกันนักหนา ก็เข้าใจนะว่าห่วงเรื่องความปลอดภัย แต่ก็ไม่น่าจะยากเย็นวุ่นวายขนาดนี้ ผมก็เลยตั้งปณิธานกับตัวเองไว้เลยว่า ชีวิตนี้จะไม่ไปเที่ยวหรือไปอเมริการเด็ดขาด (ไม่ได้เกี่ยวกับว่าประเทศเค้าไม่น่าเที่ยวนะครับ) เนื่องจากไม่ชอบวีธีการขอวีซ่า ดังนั้นถ้าเราไม่สามารถยอมรับระเบียบเค้าได้ ก็ไม่ควรไปใช่มั้ยครับ แล้วก็มีอยู่วันหนึ่งแฟนผมก็ชวนไปเที่ยวอเมริกาด้วยกัน แต่ในใจลึก ๆ ก็บอกกับตัวเองไว้แล้วว่าไม่อยากไป แต่ด้วยความที่จะบอกแฟนไปเลยว่าไม่ไป ก็จะดูกะไรอยู่ จึงบอกไปว่าโอเคไปกัน จากวันนั้น ก็ได้ดำเนินการเกี่ยวกับหลักฐานต่าง ๆ ที่ต้องไปยื่น แล้วต่อมาก็ได้นัดสัมภาษณ์ แล้วสิ่งที่อยู่ในใจผมก็คือไม่อยากไป ดังนั้นในการสัมภาษณ์ในวันนั้น ผมจึงตอบคำถามที่คิดว่าจะทำให้ผมไม่น่าจะได้รับการอนุมัติให้ไปประเทศเค้าได้ ซึ่งคำถามคำตอบที่ผมตอบไป ยกตัวอย่างดังนี้ครับ …จะไปอเมริกาทำไมครับ ตอบ “จริงๆ ก็ไม่ได้อยากไปหรอกครับ แต่แฟนชวนไป ก็เลยลองมาขอวีซ่าดู” …ทำงานมากี่ปีแล้ว ตอบ “ประมาณ 10 ปี ได้แล้วครับ แต่ก็ย้ายงานไปเรื่อย เพื่อหาความท้าทายใหม่ๆ ก็กะว่าไปอเมริกคราวนี้ ก็จะไปลองหาโอกาสดูด้วยครับ” ซึ่งคำตอบที่ผมตอบไปนั้น ก็ไม่น่าจะเป็นคำตอบที่น่าฟังเลยใช่มั้ยครับ แต่ปรากฎว่า ผมได้วีซ่าครับ งงมั้ยครับ ผมเองก็งง เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับผมเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จริง ๆ แล้ว ยังมีคำถามมากกว่านี้อีก แต่ผมยกมาเฉพาะข้อที่คิดว่าน่าจะโดนใจสุด ๆ แล้วที่จะทำให้ผมไม่ได้ไป แต่สุดท้ายแล้วยังไงรู้มั้ยครับ ผมก็ไม่ไปอยู่ดี ก็ปล่อยให้แฟนไปกับลูกกับน้องสาวแฟน ส่วนผมก็ยังยึดปณิธานเดิมของผมต่อไป
คุณP
ขอบคุณค่ะที่มาเล่าสู่กันฟัง ปณิธานแน่วแน่มากค่ะ
สวัสดีค่ะ ดิฉันมีปัญหาอยากจะรบกวนปรึกษาผู้รู้ด้วยนะคะ
คือ ดิฉันเคยเรียนภาษาอยู่ที่โรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่งใน แมนฮัตตัน (ขอแทนว่า โรงเรียน A)
เรียนไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีอะไร เพราะช่วงแรกๆที่ไปอยู่คนเดียว ก็อยู่อย่าง งงๆน่ะค่ะ ยังไม่ค่อยรู้เรื่องความสำคัญของการรักษา สถานะนักเรียนของที่นั่น ว่าเป็นเรื่องใหญ่ขนาดไหน จนมีวันนึง ก็เรียนกับโรงเรียนนี้ไปได้สักพัก จนลืมนึกถึงเรื่อง i20 ของตัวเองไป ว่าสถานะตอนนั้นเป็นอย่างไร วันนึงเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนเดินเข้ามาในห้องเรียนที่ดิฉันกำลังเรียนอยู่ ว่าขอให้ออกมาคุยที่ office หน่อย ตัวดิฉันก็งง ว่าเกิดอะไรขึ้น …เจ้าหน้าที่บอกว่าดิฉันว่า คุณกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับ i2o และ เพราะดิฉันไม่ได้ไปทำเรื่องติดต่อกับเขา ก่อนที่มันจะหมดอายุ…ซึ่งที่จริง ทางโรงเรียนได้ทำการ warning มาทางอีเมลของดิฉันแล้ว แต่เพราะเป็นอีเมลที่ดิฉันไม่ค่อยได้ใช้ จึงไม่ได้เข้าไปเช็คบ่อยนัก…ทางโรงเรียนบอกดิฉันว่า ให้ออกนอกประเทศไปซะ แล้วทำเรื่อง re-entry หรือไปสมัครโรงเรียนใหม่ที่เค้ายินดีจะรับคุณเข้าเรียน..ดิฉันจึงได้ไปหาโรงเรียน B..ทางโรงเรียน B ก็ยินดีรับดิฉันเข้าเรียน จ่ายเงิน ทำเรื่องใหม่ (reinstatement) จนได้ i20 ตัวใหม่มา….เรียนไปได้ประมาณ 7-8 เดิอน (เปอร์เซนต์การเข้าเรียนเต็ม 100% ต่างจากโรงเรียน A ซึ่งไม่สูงนัก แต่ก็ไม่ได้น้อยจนน่าเกลียด)…และแล้ววันนึง ก็มีจดหมายมาที่หน้าบ้าน จาก USCIS ว่าดิฉันต้องออกนอกประเทศภายใน 15 วัน…ดิฉันก็ทรุดเลย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ในเนื้อความจดหมายบอกว่า”USCIS บอกว่าดิฉันมี% การเข้าเรียนแค่ 30% ดังนั้นดิฉันจึงต้องไป เพราะดิฉันไม่เข้าเรียนทางโรงเรียน A ซึ่งได้แจ้งไปว่าเปอร์เซนต์การเข้าเรียนของดิฉันมี ต่ำมาก” ในขณะเดียวกัน ดิฉันได้เอาเนื้อความในจดหมายที่ดิฉันเคยได้จากโรงเรียน A มาอ่านอีกทีดีๆ ว่าเปอร์เซนต์การเข้าเรียนของดิฉันกับโรงเรียน A เป็นอย่างไร จึงจับใจความได้ว่า ” จดหมายจากโรงเรียน A แจ้งว่า ดิฉันมี%การขาดเรียนเพียง 30% นั่นแสดงว่า มีการ”เข้าใจผิด” กันในจดหมาย ความหมายที่สองฝ่าย ทั้ง USCIS และ โรงเรียน A เป็นไปในทางตรงกันข้าม และ i-20 ของดิฉันโดน Denied ไปแล้วเรียบร้อย โดยที่ดิฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลย ตั้งแต่ย้ายมาเรียนกับโรงเรียน B..ตอนนี้ดิฉันกลับไทยมาแล้วค่ะตอนนี้ แต่ยังอยากกลับไปเรียนต่อ คืออยากจะเรียนต่อโทถ้าเรียนภาษาจบแล้วน่ะค่ะ..
1.วีซ่า(5ปีค่ะ อายุวีซ่ายังเหลืออีก 3 ปีกว่าๆ)ดิฉันขาดไปหรือยังคะ เพราะ i20 ที่โดน denied น่ะค่ะ
2.ถ้ายังไม่ขาด ดิฉันจะยังสมัครเรียน และขอ i20 ใบใหม่เท่านั้นใช่หรือปล่าวคะ (ถึงสมัครเรียนใหม่ ก็กลัวไปติดตรง ตม.ที่นู่นจังค่ะ เพราะเค้าไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และพวกเขาอาจจะเข้าใจว่า คราวที่แล้วดิฉันไปโดด ไม่ได้ไปเรียนจริงๆ จุดนี้ก็เป็นไปได้ ใช่มั้ยคะ?)
3.ถ้าโดนยกเลิก visa ไปแล้ว จะขอใหม่ได้ไหมคะ แล้วความน่าจะเป็นในการขอวีซ่าครั้งใหม่นี้จะเป็นยังไงคะ
4.หรือถ้าจะปรึกษา ทนาย เพื่อทำเรื่องขอวีซ่าคืน(ในกรณีที่visa ขาดไปแล้ว) กรณีนี้จะพอทำได้มั้ยคะ?
ขออภัยหากเรื่องราวของดิฉันอาจจะยาวเกินไป และ ขอขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
คุณKy
วีซ่าเดิมใช้ไม่ได้แล้วค่ะ และคิดว่าขอใหม่ก็ยากค่ะเพราะประวัติเสียไปแล้ว เนื่องจากถูก USCIS สั่งให้ออกจากประเทศมาแล้ว ถาอยากไปอีกจริงๆน่าจะท้ิงเวลาพอสมควร แล้วขอไปเรียนโทให้เป็นเรื่องเป็นราว สอบโทเฟลจากที่นี่ให้ผ่านแล้วสมัครเรียนไปเลยให้ยูตอบรับ ตรงนั้นน่าจะมีโอกาศมากขึ้น
ขอบคุณ คุณ plew สำหรับคำแนะนำมากค่ะ
ดิฉันคงจะไม่ดิ้นเพื่อให้ได้กลับไปที่นั่นอีกแล้วล่ะค่ะ
คิดว่าคงจะหาที่เรียนต่อที่นี่ก็ได้ หางานทำเป็นเรื่องเป็นราว ใช้ชีวิตกับครอบครัว และเพื่อนๆ(อยู่บ้านเราสุขใจกว่าเยอะค่ะ^^)
อีกทั้งประวัติของดิฉันก็เสียไปแล้ว(แบบงงๆ–”)
ก็ไม่รู้ต้องพยายามกลับไปอีก เพื่ออะไร
อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณคุณ plew อีกครั้งนะคะ ที่กรุณาเข้ามาตอบคำถามดิฉัน
ขอบคุณมากค่ะ
Ky