ขอวีซ่าอเมริกาไม่ผ่าน..ทำไมWhy US Visa Applications are Declined
plew October 23rd, 2008
วันนี้กลับมาเขียนเรื่องการขอวีซ่าเอมริกา US Visa อีกรอบ เนื่องจากมีเพื่อนหลายคนที่ถูกปฏิเสธทั้งที่น่าจะผ่าน หลายคนก็มีคำถามเดียวกันว่าทำไมไม่ผ่าน เขาตัดสินด้วยเกณฑ์อะไรว่าใครได้ บางทีคุยแค่สองนาทีเอกสารอะไรก็ไม่ดูแล้วก็บอกว่าไม่ได้ บอกตรงๆว่าตัวเองก็ไม่รู่เช่นกัน หรือแม้กระทั่งคุยกับเจ้าหน้าที่สถานรทูตก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนอยู่ดี เพราะเขามักพูดว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาขึ้นอยู่กับคุรสมบัติและสถานการณ์ของผู้สมัครแต่ละคน ตัวเองจริงๆก้ไม่ใช่ทนายหรือมีความรู้มากมาย แต่ก้ได้จากการศึกษาจากคนที่เขามีประสบการณ์และการสังเกตุจากทั้งคนที่ผ่านและไม่ผ่าน
เอากรณีตัวเองเป็นหลักเลยนะ เราขอวีซ่าท่องเที่ยวก็ประมาณเกือบสามปีที่ผ่านมา ช่วงที่ไปสัมภาษณ์เป็นช่วงเดือนธันวาคม และบอกว่าจะไปเที่ยวเดือนมกรา มีเพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่าขอช่วงใกล้คริสมาสต์เขาจะปล่อยวีซ่าเพิ่มขึ้น เพราะฝรั่งเขาให้ความสำคัญกับเรื่องเทศกาล แล้วก็ได้จริงๆ ดังนั้นเรื่องช่วงเวลาที่ขออาจมีผลเช่นกัน ขอย้ำว่า “ก็อาจนะ” เพราะจริงๆก็ไม่มีใครรู้หรอกแน่ๆนอกจากเจ้าหน้าที่
ประเด็นต่อมาตัวเองตอนขอก็อายุสามสิบเข้าไปแล้ว ทำงานมาสิบปี แล้วก็ทำงานในหน่วยงานที่มีชื่อเสียง คือดังว่างั้นเหอะ บริษัทใหญ่ใครๆก็รู้จัก เงินเดือนก็ประมาณ 3xxxx – 5xxxxตอนสัมภาษณ์เขาดูแต่หนังสือรับรองการทำงานอย่างเดียวเลย อย่างอื่นไม่ดู เขาถามว่าทำงานที่นี่ตำแหน่งอะไรเราก็บอกไป แล้วเราก็มีหนังสือรับรองการทำงานอีกฉบับซึ่งเราทำงานเป็นนักวิจัยโครงการ ให้กับมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐแห่งหนึ่ง เขาก็บอกงานน่าสนใจดีนะ แล้วก็บอกให้วีซ่า ประเด็นนี้บอกได้เลยว่าถ้าขอแล้วไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่งก็มีโอกาศไม่ได้มาก หรือทำงานมาได้ไม่นาน จบใหม่อะไรประมาณนั้น เงินเดือนน้อย ก็อาจจะยากเช่นกัน เพราะต้องคิดว่าคนทำงานใหม่ๆอายุงานน้อยๆนายจ้างเขาจะให้ลางานไปเที่ยวได้นานๆหรือ ตรงนี้เขาก็สงสัยได้ ถึงแม้จริงๆเราจะลาได้ก็เหอะ เท่าที่เจอมาส่วนใหญ่คนที่ทำงานในองค์กรดีๆ มีชื่อเสียงและอายุงานได้มักจะได้วีซ่า เพราะเขามองว่าก็งานการที่เมืองไทยมันดีอยู่แล้วคงไม่อยากหนีไปทำงานที่เมกาหรอก ซึ่งจริงๆก็ไม่ใช่เลย
ต่อมาเขาว่ากันว่า ว่ากันว่านะคือพิสูจน์ไม้ได้ คนโสดอายุยังน้อยและเป็นผู้หญิงด้วยแล้ว บวกกับวันสัมภาษณ์แต่งตัวแรงๆ ก็มีสิทธิที่จะไม่ได้ แหมก็ประเทสเรามันมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีด้านนั้นซะแล้ว และยิ่งบอกว่ามีแฟนอยู่ที่โน่นด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่เลย
ต่อมาการที่มีญาติหรือคนรู้จักอยู่ที่โน่น สรุปไม่รู้ดีไม๊หรือช่วยอะไรได้รึป่าว เพราะอันนี้เพื่อนหลายคนก็เจอมาแล้ว กับตัวเองญาติกันนี่แหละ คุณแม่เป็นกรีนการ์ดอยู่ที่โน่นมาเกือบสิบปี ขอวีซ่ายังไงก็ไม่ผ่านทั้งสองคนพี่น้อง ขอแล้วขออีกประมาณสี่ครั้งได้ ก็ไม่ผ่าน ทั้งที่มีแม่แท้ที่มีกรีนการ์ดอยู่ที่โน่น แต่ถ้าให้เดาก็เพราะตอนนั้นญาติก็เพิ่งเรียนจบ งานก้ไม่ดีเงินเดือนน้อย น้องชายก็ยังเรียนไม่จบ ทั้งคู่เรียนสถาบันที่เรียกว่าเกรด C ฐานะทางบ้านก็ไม่ดีนักเพราะคุณพ่อไม่ได้ทำงาน ถึงแม่จะทำงานที่โน่นแต่ก็ไม่ได้มีรายได้มากมาย อันนี้เราตั้งข้อสังเกตุนะ
อันนี้ก็พวกคนไทยที่รู้เรื่องเมกาบอกมาอีกต่อเขาบอกถ้าจบจากมหาลัยดังๆเช่นจุฬา ธรรมศาสตร์อะไรเงี้ยก็มักจะได้ ถ้าจบแบบราชภัฏคือมหาลัยไม่ดัง แล้วหน้าที่การงานไม่ดีด้วยแล้วยาก เพื่อนบอกเมกาเขาชอบคนเก่งๆ อันนี้ก็เขาเล่ามา สำหรับตัวเองก็ไม่รู้นะ เราก็จบจากมหาลัยที่คนเขามองว่าดังเหมือนกัน ทั้งตรีและโท และมันก็ได้จริงๆ ส่วนเพื่อนที่รู้จักซึ่งส่วนใหญ่ก็จบจากสถาบันเกรดเดียวกัน มันก็ไม่มีใครมีปัญหา อันนี้คือคาดเดาเอา แต่ถ้าจบจุฬาไม่มีงานการทำ ตังค์ก็ไม่มีคงไม่ได้หรอก
ต่อมาเขาว่ากันว่าถ้าเคยไปเที่ยวประเทศอื่นๆมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศที่ขอวีซ่ายากๆ พวกทางยุโรปหรือญี่ปุ่นหรือออสเตรเลียจะช่วยให้ได้ง่ายขึ้น เพราะเท่ากับเคยผ่านการสกรีนจากประเทศอื่นๆมาแล้ว ไปแล้วก็กลับมาปกติ แต่อันนี้ก็ไม่เสมอไปเช่นกันเพราะมีเคส ของเพื่อนของเพื่อนอีกที เธอรวย ภาษาอังกฤษเลิศ ไปเที่ยวยุโรปมาเกือบครบทุกประเทศ ปรากฎว่ามาขอวีซ่าเมกาไม่ผ่าน เล่นเอางงเป็นไก่ตาแตกว่า ทำไม?
บางคนถามต่อว่าแล้วเงินในบัญชีหละ สำหรับวีซ่าท่องเที่ยว แล้วเขาให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานของเรามากกว่าเงินในบัญชี เพราะตัวเราเอง และคนอื่นที่รู้จักเขาไม้ได้ขอดูสมุดบัญชีอะไรเลย ดูนหนังสือรับรองการทำงานเป็นหลัก
สรุปแล้วเป็นอะไรที่บอกได้ยากมากว่าทำไมผ่าน ทำไมไม่ผ่าน ไม่ใครตอบได้นอกจากคนสัมภาษณ์ แต่อย่างไรก็ตามการเตรียมความพร้อมคุณสมบัติของตัวเองก่อนจะเสียตังค์ให้เขาสี่ห้าพันก็ถือว่าต้องทำและช่วยได้มาก แต่ตอนนี้อย่างที่ย้ำกับเพื่อนว่า การขอวีซ่าอเมริกามันยากมากขึ้นเพราะเศรษฐกิจเขาไม่ได้ อันนี้ไม่ได้พูดเล่นนะ เพราะเขาก็ต้องเข้มงวดมากขึ้นกับคนที่จะเข้าประเทศโดยเฉพาะประเทศที่จนๆอย่างเรา ก็จริงๆมันก็จริงของ เราเข้าไปบอกไปเที่ยวและแอบทำงานกันตรึม หรือเปลี่ยนสถานะก่อนวีซ่าหมดกันเยอะๆ เขาก็ต้องสงสัยเพราะสถิติมันเห็นๆกันอยู่ ใครจะอยากให้คนนอกเข้าไปแย่งงานคนในประเทศละ เพราะคนในเองตอนนี้ก็ตกงานกันมากขึ้น มันก็น่าเห็นใจเขาอยู่เหมือนกัน ทำไงได้เรามันคนไทยไม่ได้เกิดเป็นคนญี่ปุ่น คนยุโรป คนจากประเทศรวยๆที่เข้าอเมริกาได้โดยไม่ต้องวีซ่าอะไรทั้งนั้น…ทำใจ
สุดท้ายสำหรับเพื่อนๆที่ผิดหวังก็คงได้แต่บอกว่าเสียใจด้วยค่ะ แต่ไม่ได้วันนี้ไม่ได้แปลว่าจะไม่ได้ตลอดไป แต่อย่าใจร้อนท้ิงช่วงเวลาสักหน่อยแล้วลองดูอีกที..เป็นกำลังใจให้ค่ะ
- ขอวีซ่า ###
คือว่า เพลินมีพ่อได้กรีนการ์ดอยู่ที่อเมริกาค่ะ
แล้วหนูกำลังที่จะไปเรียนที่นู่น ได้รับ I-20 เรียบร้อยแล้ว
รอวันสัมภาษณ์ในวันที่ 13 พย.นี้เท่านั้น รู้สึกตื่นเต้นมาก
ปรึกษากับพี่ที่สถาบันเรียนเค้าแนะนำว่า ไม่ให้หนูบอกว่ามีพ่ออยู่ที่นั่น
(คือไม่มีญาติเลย) ส่วนพ่อหนูให้บอกเค้าไปว่า (ที่สถานฑูต) มีพ่ออยู่ที่นั่น
บอกความจริงไปเลย ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย หนูควรทำยังไงดีคะ
รู้สึกหนักใจมากๆ ใจนึงก้อกลัวว่าจะไม่ได้วีซ่า ส่วน Statement
ใช้ของคุณน้าเพลินนะคะ ไม่ได้ใช้ของพ่อ ยังไงช่วยตอบกลับทางอีเมลล์
ด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
คุณเพลิน ขอตอบทางนี้นะค่ะ เออตอบยากจังจริงๆมีพ่ออยู่ที่โน่นมันไม่น่าจะทำให้เราไม่ได้วีซ่านะ แต่ว่ามันก็มีประเด็นเหมือนกันคือบางทีถ้าเรามีญาติหรืออะไรที่โน่นบางทีเขาก็กลัวว่าเราจะอยู่ยาวคือขอเปลี่ยนสถานะเพื่ออยู่ถาวรอะไรประมาณนั้น แต่มันก็ขึ้นกับคนสัมภาษณ์แต่ละคนตอบยากว่าควรบอกหรือไม่ พี่ว่าถ้าเขาไม่พูดถึงพ่อคือเค้าไม่ได้ถามว่าพ่ออยู่ที่ไหนก็ไม่ต้องพูด คือเราไม่ได้โกหกแต่เราตอบเท่าที่เขาถาม แต่ถ้าเขาถามว่าพ่ออยู่ที่ไหนก็ตอบความจริงดีกว่าค่ะ คือถ้าเขาถามแค่ว่าพ่อทำงานอะไรก็บอกไปแต่ไม่ต้องพูดก็ได้ว่าทำที่ไหน อย่างนี้เราก็ไม่ได้โกหกใช่มะ โชคดีค่ะ
**สวีสดีครับ**
ผมเป็นคนหนึ่งที่ขอวีซ่าb1/b2 ครั้งเดียวครั้งแรกแล้วผ่าน ถ้าถามผมว่าผมทำยังไง ผมก็จะตอบว่าผมทำตามความเป็นจริงและตอบตามความเป็นจริง ทุกอย่างอีกทั้งการดำเนินการจัดเตรียมเอกสารทุกอย่างที่เค้าระบุไว้ทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งสิ้น กรอก ds ซื้อ pin จ่าย fee ทุกอย่างทำเองหมดตามขั้นตอนที่ทางเวปไซด์สถานฑูตเค้าบอกไว้ ดังนี้
1.ผมทำงานที่ห้างหุ้นส่วนแห่งหนึ่ง ในตำแหน่ง admin เกี่ยวกับ logistics มา 4 ปี เข้าปี ที่ 5 ผมก็ขอใบรับรองพร้อมกับใบลางาน 10 วัน ทุกอย่างอนุมัติ มาอยู่ในมือ
2.ผมหาโรงแรม และจัดเตรียม trip ท่องเที่ยว พร้อมทั้งพิจารณาโรงแรมที่มันจะ สามารถ cover trip ทั้งหมดที่ผมจะไป แล้ว จองทางอินเตอร์เนต รอ reservation confirmed ตอบกลับมาแล้วผมก็ print ออกมาเตรียมไว้
3.ผมศึกษาวิธีการกรอก ds จากเวปไซด์ต่างๆ จนเข้าใจ แล้วผมก็กรอกไปตามความเป็นจริงทุกอย่าง แล้วปริ้นออกมาครบ 4 แผ่น พร้อมบาร์โค้ดที่ชัดเจน
4.ผมทำการจองวันนัดซื้อ pin นัด ผ่านทางอินเตอร์เนต พร้อมทำวันนัดเรียบร้อย แล้วปริ้นท์ ออกมาเก็บไว้
5.ผมไปขอ statement ธนาคารย้อนหลัง 6 เดือนมาเก็บไว้ มีเงินเดินบัญชีตลอด มีเงินติดบัญชีอยู่ 2 แสนกว่าบาท
6.ผมไปถ่ายรููปถูกต้องตามที่เค้ากำหนดไว้ 2 x 2 นิ้วมาแปะลงในใบ ds
7.ผมทำ resume แนะนำตัวเองว่าผมเป็นใครเรียนจบอะไร ไปเที่ยวที่ไหน ไปกี่วัน ไปวันไหน กลับวันไหน พักที่ไหน แล้วปริ้นท์มาเก็บไว้
8.ผมเอาเอกสารทุกอย่างที่เครียมไว้ทั้งหมดไปถึงสถานฑูตในวันนัดก่อนเวลา 1 ชั่วโมง
9.ผมเข้าไปที่ประตู ตรวจวันนัด ฝากกระเป๋า ตรวจเอกสารอีกครั้ง ซื้อซองจดหมาย ยื่นเอกสารรอเบอร์คิว บอกว่าจะสัมภาษณ์ภาษาไทย แล้วนั่งรอ ประมาณ 30 นาที
10. เรียกสัมภาษณ์ ช่อง 5 ภาษาไทย กับคำถาม 5 คำถาม
- คุณจะไปทำไมครับ - ไปเที่ยวครับ
- คุณทำงานมากี่ปีครับ - 4 ปี เข้าปีที่ 5 ครับ
- ไปพักที่ไหนครับ - ตอบตามที่กรอกไว้ใน ds
- จะไปกี่วันครับ - 10 วันครับ
- ใครออกค่าใช้จ่ายให้ครับ - จ่ายเองครับ
11……เงียบไปประมาณ 2 นาที…….
12. ส่ง resume กับใบลางานคืน
13. ” ตกลงเราให้คุณไปได้ รอรับเอกสารทางไปรษณีย์ 2 - 3 วันครับ”
14. เช้าวันรุ่งขึ้น ผมได้รับพาสปอร์ตคืนทางไปรษณีย์ พร้อมประทับ ตราวีซ่า 10 ปี.
15. ผมจะไป เดือนธันวานี้ครับ
***กรุณาใช้วิจารณญานในการอ่าน แล้วพิจารณาว่า อะไร เป็นสาเหตุที่ ทำให้หลายๆ ท่านขอวีซ่าไม่ผ่าน***
กลัว..ฟังเค้าว่ามามาก..กรอกเอกสารไม่เป็นไปตามความเป็นจริง..และ อื่นๆ สุดท้ายทุกอย่างเหล่านั้น มันย้อนกลับหาตัวคุณเอง จนเค้าจัลพิรุธได้ว่า คุณไม่จริงใจที่จะไปตามความเป็นจริง
***ทุกอย่างที่ผมกล่าวไว้ เป็นความจริงทุกประการ***
นายโป้ง
สวัสดีดีค่ะ ดิฉันมีปัญหาเรื่องวีซ่าที่หนักหนามากๆ ซึ่งอยากขอความคิดเห็นช่วยให้ทางคุณ กรุณาวิเคราะกรณีนี้หน่อยค่ะ จะขอเล่าแบบละเอียดนะคะจะได้นึกภาพออกแต่มันออกจะน่าเวทนาไปซักหน่อย
ดิฉันได้วีซ่าไปอเมริกา เมื่อเดือนมีนาคมปีที่2007 เป็นโครงการ work and travel เป็นวีซ่า ประเภทJ1 ซึ่งอยู่ได้ประมาณ สี่เดือน ซึ่งหมายความว่าวีซ่านี้จะหมดอายุ ประมาณเดือนกรกฎาคม
เรื่องมีอยู่ว่า ดิฉันก็เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่รัฐนิวแฮมฟ์เชีย ทำงานได้ประมาณสองเดือน เกิดอุบัติเหตุกล้ามเนื้อหลังฉีกขาด ทำให้ไม่สามารถทำงานต่อได้ ดิฉันได้ตัดสินใจขอออกจากที่ทำงาน แล้วแจ้งไปทางบริษัทเอเจนซี่ที่เมืองไทยว่าทำงานไม่ได้แล้ว ทางเอเจนซี่บอกว่าถ้างั้นให้กลับเมืองไทยมาเลย แต่วีซ่ายังไม่หมด และอาการก็ดีขึ้นไม่มาก ดิฉันจึงลงไปหาพี่ที่สนิทกัน ที่รัฐแมรี่แลนด์ก่อน และตั้งใจจะอยู่รักษาตัวและท่องเที่ยวเมื่ออาการดีขึ้นซักเดือน ดิฉันอาศัยอยู่กับบ้านพี่นุช(นามสมมุติ)เป็นบ้านครอบครัวใหญ่ชาวอเมริกาซึ่งพี่นุชเป็น ออร์แพเลี้ยงเด็กอยู่ ครอบครัวนี้รักพี่นุชเหมือนลูก เมื่อดิฉันไปอาศัยอยู่กับทางเค้าก็รักและเอ็นดูดิฉันมาก หนึ่งเดือนต่อมา ดิฉันตัดสินใจว่าอยากจะอยู่ต่ออีกซักพัก จะทำอย่างไรดี เพราะตนเองเรียนจบปีสี่แล้ว และอยู่ในช่วงทำทีสิส เพื่อจะรับปริญญาเดือนธันวาคม จึงมีความคิดอยากจะอยู่ต่อเพื่อทำทีสิสคือถ่ายทำหนังสั้นที่อเมริกา (ดิฉันเรียนด้านภาพยนตร์ค่ะ) ปรึกษาพี่นุชและคนไทยที่อยู่ที่โน้นทุกคนแนะนำว่า ให้ทำเรื่องขอเปลี่ยนวีซ่า ก่อนที่วีซ่าเดิมจะหมดอายุ เค้าแนะนำให้ดิฉันลงเรียนคอร์สภาษาเพื่อเปลี่ยนสถาณภาพที่ง่ายและแน่นอนที่สุด แต่ดิฉันจำเป็นต้องกลับไปส่งทีสิสและรับปริญญาจึงไม่สามารถลงเรียนได้ จึงขอเปลี่ยนเป็น วีซ่าท่องเที่ยว ….
ดิฉันทำเรื่องขอเปลี่ยนวีซ่าตามขั้นตอนถูกต้องทุกประการเพื่อขอยื่ดเวลาอยู่ต่ออีกหกเดือน หลังจากส่งเรื่องไปได้สองอาทิตย์ ได้จดหมายตอบรับจากอิมมิเกรชั่นว่า เรื่องถึงแล้วกำลังดำเนินการซึ่งถึงจุดนี้ เค้าส่งมาช่วงเดือนกรกฎาคมพอดี ก่อนจะถึงวันหมดอายุก่อนวีซ่าเก่า ดิฉันจึงอยู่ในการดูแลของรัฐบาลอย่างถูกกฏหมายเพราะได้ทำเรื่องขอเปลี่ยนอย่างเป็นทางการไม่ได้มีเจตนาหนีแต่อย่างไร ซึ่งการผลของการต่อวีซ่าใหม่นี้ จะตอบกลับมาประมาณสองเดือน
วันเวลาผ่านไปล่วงไปจนเข้าเดือนที่สามของการเปลี่ยนวีซ่า ดิฉันจึงโทรไปถามทางอิมมิเกรชั่นว่าถึงผลดิฉัน คำตอบคือยังดำเนินการอยู่ให้รอไปก่อน
( ขออธิบายเพิ่มเติมตรงนี้ว่า ในกรณีที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการเปลี่ยนหรือต่อวีซ่าระหว่างอยู่ที่อเมริกานั้น ไม่ควรจะ ออกนอกประเทศ หรือกลับประเทศของตน จนกว่าจะได้รับผลตอบรับระบุชัดเจนว่าอนุมัติหรือไม่อนุมัติ หากอุนุมัติจะมีวีซ่าใหม่มาให้ที่ระบุวันหมดอายุครั้งใหม่ด้วย)
จนเข้าเอนที่สี่ เดือนพฤศจิกายน ดิฉันเริ่มจะเอะใจกับความล้าช้าของการดำเนินการ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบกับการกลับไปรับปริญญาไม่ทันของดิฉัน ซึ่งดิฉันจำเป็นต้องกลับเมืองไทยเดือนธันวา
เมื่อเข้าเดือนธันวาคมดิฉันจึงโทรถามอิมมิเกรชั่นอีกครั้ง เพื่อบอกเจตนาว่าจำเป็นต้องกลับเมืองไทย ไม่สามารถรอผลจากอิมมิเกรชั่นได้แล้ว ดิฉันได้ถามเค้าอย่างชัดเจนว่า แล้วถ้ากลับจะสามารถกลับมาอเมริกาได้อีกหรือเปล่า เพราะมีความตั้งใจจะกลับมาเรียนโทปีหน้า2008 ทางอิมมิเกรชั่นตอบชัดเจนว่า ได้ เรื่องที่ขอก็จะแคนเซิ่ลไปโดยอัตโนมัติ และคุณก็ไม่ได้เป็นคนผิดกฎหมายเพราะ ที่ผ่านมาอยู่ในการรับรู้ของทางอิมมิเกรชั่น และในกรณีที่คุณจะกลับมาใหม่ก็ขอวีซ่าขากเมืองไทยเข้ามาใหม่ก็เท่านั้น เค้าพูดฟังดูง่ายมาก ทำให้ดิฉันกลับเมืองไทยอย่างโล่งอก วันสแตมป์ขาออกใน I94ของดิฉันจึงเป็นดังนี้ ” ขาเข้า-12 march /ออก 12 December - แต่ในวีซ่าอเมริกายังเป็นอันเดิมคือ J1 /9march - 5july 2007
นั่นคือเรื่องราวทั้งหมดของขั้นตอนการเปลี่ยนวีซ่าขอดิฉันในอเมริกา มาฟังต่อเรื่องหลังจากที่กลับมาเมืองไทยแล้ว และจะกลับไปอเมริกาต่อ
หลังจากกลับอเมริกาได้สองเดือน ดิฉันยื่นขอวีซ่าเพื่อกลับไปอเมริกาอย่างรวดเร็วโดยทันที(สองเดือนก็ถือว่านานมากแล้วสำหรับคนที่ต้องจากแฟนมา คุณคงเข้าใจ) อีกครั้งที่ดิฉันทำตามคนที่ให้คำปรึษาเรื่องวีซ่า ซึ่งบอกว่าให้ดิฉัน ขอวีซ่าท่องเที่ยวกลับมา ได้แน่นอนเพราะดิฉันเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง (นั่นคืออาชีพของดิฉันนักร้องของอาร์เอส) ที่บอกเพราะ หลักฐานที่ดิฉันเอาไปยื่นขอวีซ่าครั้งนี้คือสัญญา 5ปี ของอาร์เอส ซีดีรูปผลงานต่างๆ ที่บอกว่าจะต้องกลับมาทำเทปกลางปี ขอไปเที่ยวสักสามเดือนเพื่อไปรัฐที่ยังไม่ได้ไป ดิฉันไปขอวีซ่าครั้งนี้ด้วยความหวังแรงกล้าและความมุ่งมั่นบวกกับคนที่อินเลิฟที่กำลังจะได้กลับไปหาแฟนที่กำลังรออยู่ กงสุลสาว ดูข้อมูลของดิฉันที่กรอก ถามอย่างแรกคือ
—”9เดือนเนี๊ยนะ คุณไปอยู่มาได้อย่างไรอมื่อปีที่แล้วตั้งเก้าเดือน คุณทำงานใช่มั๊ย”
ดิฉัน– ” ดิฉันจบจากเวิคแอนด์ทราเวลเกิดอุบัติเหต ต้องพักตั้งสองเดือนแทบไม่มีเวลาเที่ยวก็เลยขอต่อวีซ่า
เพื่อเที่ยวก่อน ไม่ได้ทำงานด้วย อยู่บ้านเพื่อนนิดหน่อย ส่วนมากเช่าทั่วไปมากกว่า”
กงสุล–” คุณจะเอาเงินมาจากไหนถ้าไม่ได้ทำงาน”
ดิฉัน—- ” ดิฉันเป็นนักร้องในเมืองไทยออกเทปมี เงินพอที่จะดูแลค่าใช้จ่ายเองได้ ไม่ต้องทำงาน พร้อมกับ
โชว์ซีดีผลงานทั้งปวงให้ดู” สู้สุดชีวิต แต่ก็ประหม่ามาก
กุงสุล– ” นักร้องออกเทปเนี๊ยนะ (ทำหน้าแหยแก) ไม่ล่ะ ชั้นว่ามันไม่แมคเซ็นต์ เพราะสำเนียงภาษาอังกฤษ
คุณดีเกินไปชั้นไม่เชื่อว่าคุณไม่ได้ไปทำงาน พร้อมกับยื่นใบหนึ่งที่ดิฉันไม่ทราบจิงๆว่าคืออะไร เค้า
ตอบมาว่ามันคือใบที่ไม่อนุมัติให้คุณผ่าน
ดิฉันหน้ามืดตาลาย พร้อมกับจะเป็นลมล้มไปตรงนั้นให้ได้ ยังช็อคอยู่กับสถาณการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ชั้นไม่คาดว่ามันจะเกิด ไม่ได้เตรียมรับมือ เพราะคิดมาตลอดว่า การขอวีซ่าไม่น่าจะเป็นเรื่องยากอะไร ไม่คิดเลยจิงๆ
หลังจากโศกเศร้าเสียใจดั่งคนบ้า ดิฉันได้หารือกับแฟนที่อยู่ที่โน้นได้ข้อสรุปได้ว่า ถ้างั้นขอให้คราวนี้ขอลงเรียนคอร์สภาษา แฟนส่งเรื่องจากทางโน้นมาให้ เอกสารดิฉันครบทั้งหมดจนได้ I20จากสถาบันมา ดิฉันจึงเข้าไปขอวีซ่าใหม่อีกครั้ง คราวนี้ขอเป็นวีซ่านักเรียน F1 ซึ่งระยะห่างจากครั้งแรกคือ เดือนกว่า (ประมาณเดือนปลางเดือนมีนา) ดิฉันกลับไปด้วยความหวังเต็มเปี่ยมเหมือนเดิมเพราะคราวนี้ไม่มีเหตุผลปฎิเสธเพราะดิฉันจะไปเรียนหนังสือ ตามที่ฟังจากคนไทยที่โน้นหรือศึกษาข้อมูลมา น้อยมากที่ขอไปเรียนแล้วจะไม่ผ่าน คราวนี้กงสุลเป็นชาย เค้าดูเอกสาร จิงๆแล้วดูแค่พาสปอร์ตกับDSก็ถามดิฉันอีกแล้ววว่า
กงสุล–” นี่คุณไปเมกามาด้วยวีซ่า j1 ซึ่งเค้าอยู่ได้ไม่เกินสี่เดือนแล้วคุณอยู่ตั้งเก้าเดือนได้ยังไง”
ดิฉัน—” ดิฉํนขอเปลี่ยนและต่ออย่างถูกกฎหมายนี่ใง ใบตอบรับดำเนินการจากอิมมิเกรชั่น (ยื่นให้เค้าดู)กงสุลญี่ปุ่นหน้าปลาแห้ง รับไปดูและลุกไปคุยบางอย่างกับเจ้าหน้าที่ด้านหลัง
กงสุล–” คุณเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนซึ่งคุณไม่ควรที่จะอยู่ต่อ คุณต้องกลับมาใครเค้าก็ทำกันอย่างนี้ทั้งนั้น แค่คุณไปเปลี่ยนวีซ่าที่โน้นก็ผิดแล้ว เพราะคุณมีเจตนาที่จะไม่ออกจากสหรัฐอเมริกานั่นหมายความว่าคุณเป็นบุคคลไม่น่าไว้วางใจ ผมไม่อนุมัติ”
ดิฉัน –” เถียงสุดหัวใจ อยู่ตรงช่องซึ่งไม่ยอมออกจากช่อง”
ถึงตอนนี้เพื่อนๆคุณนึกภาพออกนะคะว่าความเสียใจและผิดหวังมันเพิ่มขึ้นอีกทวีคูณแค่ไหน ……ดิฉันเสียใจมากกก ไม่สามารถทำอะไรได้เลยทีเดียว ที่จะกล่าวต่อจากนี้เพื่อนๆไม่ต้องตกใจ เพราะดิฉันโกรธมากจึงขอนัดสัมภาษณ์ใหม่อีกรอบ ซึ่งห่างกันแค่อาทิตย์เดียว ดิฉันกลับไปครั้งที่3ด้วยเอกสารเดิมทุกอย่าง เป็นวีซ่านักเรียนเหมือนเดิมที่เดิม เพราะยังไม่ถึงเวลาเปิดเรียน ดังนั้นชั้นอ้างที่จะขอได้เพราะโรงเรียนใกล้จะเปิดแล้ว เจอกงสุลคนใหม่อ้วนหน่อย
กงสุล— คุณเพิ่งมาขอเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเองนี่นา แล้วนี่ก็ขอมาเป็นครั้งที่สามแล้วด้วย มันยังไงกันเนี๊ย
ดิฉัน —- จะกลับไปเรียนโรงเรียนจะเปิดแล้ว แล้วคุณก็ไม่ให้ผ่านซะที
กงสุล—-โอเค ประวิตคุณไปเวิคฯมาแล้วไปอยู่กับครอบครัวออร์แพ เป็นชาวอะไร อ่าวนี่คุณไปอยู่มาได้ยังไง
ตั้งเก้าเดือน คุณไม่ควรจะอยู่นานขนาดนั้น
ดิฉัน—– ครอบครัวที่ไปอยู่เป็นชาวอเมริกัน (พูดความจริง) แล้วดิฉันยื่นขอเปลี่ยนวีซ่าอย่างถูกต้อง เอาดู
ซะ ส่งใบดำเนินการอิมมิเกรชั่นให้ดู
กงสุล— (รับอ่าน) นี่มันบอกว่าเรื่องกำลังดำเนินการ ไม่ใช่ใบอนุมัติคุณซะหน่อย คุณใช้ใบนี้ไม่ได้หรอก
เพราะเรื่องคุณอาจจะไม่ผ่านก็ได้ เพราะคุณออกจากประเทศมาก่อนหนิ
ดิฉัน—– อธิบายอย่างสุดกำลัง ความประหม่าและกลัวว่าจะโดนปฎเสิธอีกทำให้ดิฉันพูดจาสั่น และอึกอัก
กงสุล— ไว้กลับมาใหม่เมื่อคุณมีใบอนุมัติจากที่โน้นมาแล้วกัน ….
ดิฉัน—- นี่ชั้นขอมาสามครั้งแล้วนะ โรงเรียนจะเปิดแล้ว และชั้นก็แค่อยากเรียนหนังสือทำไม ทำไมไม่ให้
ครั้งที่สามแห่งความสูญเสีย ทั้งความหวัง กำลังใจ และจิตใจ ความเป็นผู้เป็นคนเริ่มน้อยลง ดิฉันไม่สามารถอธิบายถึงความโศกเศร้าที่พยายามผืนทนผ่านมันไปอย่างทรมาน
แต่ดูเหมือนว่าความเสียใจพวกนั้นคงยังไม่มากพอที่จะให้ชั้นล้มเลิกความคิดได้ การขอวีซ่าครั้งที่4จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้หมอดูทักบอกผ่านแน่ๆ (อันนี้เรื่องจริง) ที่ดิฉันกล้ากลับไปคราวนี้เพราะดิฉันได้รับหลักฐานล่าสุดที่คิดว่ามันคือคำตอบทุกอย่างและคือสิ่งที่สถานทูตต้องการ นั่นคือ ใบอนุมัติการเปลี่ยนวีซ่าอันใหม่ของดิฉันที่ปรากฎว่า ทางอืมมิเกรชั่นส่งมาให้ที่บ้านพี่นุชที่แมรี่แลนด์หลังจากดิฉันกลับมาแล้ว เค้าส่งมาเมื่อเดือนมกรา ซึ่งที่ได้มาเพราะพี่นุชกลับมาเยี่ยมเมืองไทยและถือมาให้ฉัน ระยะห่างจากครั้งที่สามประมาณเดือนกว่าๆ
และครั้งนี้ดิฉันมีจดหมายรับรองจาก ศิลปินชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่เมืองไทยมานานซึ่งเข้าออกสถาทูตอเมริกาตลอดมารับรองให้ เพราะชั้นร้องเพลงกับเค้ามาหลายปี เค้าเห็นใจมากจึงเป็นผู้รับรองให้ ประจวบกับดิฉันได้ถูกเลือกให้ร้องเพลงประจำเทศกาลครบ175ปีความสัมพันธ์ไทยอเมริกันด้วย จึงกล้ากลับไปเพื่อเอาพอร์ตพวกนี้ไปเสนอ
กงสุล—- เมื่อเดือนที่แล้วคุณเพิ่งมานะ แล้วถูกปฎิเสธไปแล้วด้วย ทำไมกลับมาเร็วนัก
ดิฉัน— กงสุลคนที่แล้ว (ชี้ไปที่พี่อ้วนอีกช่อง) เค้าบอกว่าถ้าดิฉันมีใบอนุมัติจากอิมมิเกรชั่นเมื่อไหร่ให้กลับมาใหม่ ซึ่งนี่งัยดิชั้นได้มันมาแล้ว แล้วเค้าก็อนุมัติ ให้เวลาถึงเดือนมกรา ดิฉันกลับเดือนธันวากลับก่อนด้วยซ้ำ
กงสุล—-(พิจราณา) (เรียกเพื่อนมาๆดูและห้อมล้อมคุยกันหัวเราะคิกคัก ต่อหน้าดิฉัน) ” นี่คุณได้ดูรึเปล่า ดูซิเค้ารับเรื่องวันที่16มกรา แล้วเซ้นอนุมัติ อนุญาตให้คุณอยู่ถึงวันที่17 มกรา เค้าให้คุณอยู่แค่วันเดียวเองนะ ”
ดิฉัน—- ถ้าอย่างนั้นคุณไม่ลองพิจราณาทางคุณบ้างหล่ะว่าทำไมทำทำงานแบบนั้นเพราะชั้นยื่นเปลี่ยนตั้งแต่เดือนกรกฎาซึ่งสองเดือนควรจะเสร็จด้วยซ้ำแต่นี่ หกเดือนก็ยังไม่ส่งมา แล้วดิฉันจำเป็นต้องกลับประเทศมาทำงานการ ไม่อยากจะอยู่เพื่อเป็นคนงานประเทศคุณตลอดไปหรอก ดิฉันเป็นนักร้องมีชื่อเสียงคงไม่อยากไปล้างจานที่โน้นแน่ๆ
กงสุล —- คุณเป็นดาราเหรอเนี๊ย รู้มั๊ยว่าคุณเป็นดาราประจำสถาณทูตเราเหมือนกัน มาบ่อยจนทุกคนเค้าจำคุณได้แล้ว( พวกฝรั่งที่มันหัวเราะซุบซิบมันยังไม่ไปไหนยังยืนอยู่ด้สนหลังพร้อมฟังและเฮไปกับการตอบของฉัน) เป็นภาพที่ทุเรศที่สุดที่เคยเจอ
ดิฉัน—- (ระงับโทสะมาก) ดิชั้นขอเหตุผลที่ไม่ให้ดิฉันไป และบอกมาเลยว่าฉันกลับมาขอไม่ได้อีก จะได้ไม่ต้องมาเสียเงินเปล่าๆ
กงสุล— คุณมาขอได้ตลอดแหละ อยู่ที่ว่าเจ้าหน้าที่คนไหนจะให้คุณไป แต่ผมไม่ให้ไป เพราะ คุณ พูดไม่เหมือนกันเลย คราวที่แล้วคุณบอกว่าอยู่กับชาวอเมริกัน แต่คราวนี้มาคุณกลับไม่พูดถึงมัน
ดิฉัน—(หน้าเอ่อได้อีก ก็มึงไม่ถามนี่หว่า เบื๊อกเอ้ย)
กงสุล—กลับไปเถอะคุณ
ความเกลียดคนอเมริกันของดิฉันมันมากกว่าเดิมอีกหลายพันเท่า ช่วยตอบดิฉันหน่อยเถอะค่ะ ขอความคิเห็นกันเยอะๆว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดระหว่างชั้นกับอเมริกา และพวกเจ้าหน้าที่ไร้เหตุผลทั้งหลาย มันถูกต้องสมควรหรือยัง และดิฉันควรทำอย่างไรต่อไป ดิฉันต้องเลิกกับแฟนหลายครั้งเพราะมองไม่เห็นอนาคต แต่เรารักกันมาก เราคุยโทรศัพกันทุกวัน จนทุกวันนี้ ผ่านมาเกือบสี่เดือนแล้วจากที่ขอวีซ่าครั้งที่สี่ ดิฉันยังร้องไห้ทุกวัน และเผ้าแต่ภาวนา ขอทางให้ได้กลับไปพบหน้าคนที่รักอีกครั้งหนึ่ง ดิฉันกับแฟน จากกันมาจะเกือบหนึ่งปีแล้วคุยโทรศัพบอกรักกัน แต่ก็ทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้
หมายเหตุ :แฟนดิฉันเป็นคนไทย ที่กำลังทำเรื่องกรีนการด์ จึงไม่อาจออกนอกประเทศได้ และไม่ได้อยู่ในสภานภาพที่ช่วยดิฉันได้เลยในตอนนี้ ต้องรอจนกว่าเค้าได้กรีนการ์ด ซึ่งก็ไม่รู้อีกกี่ปี และหากได้แล้ว
มาแอพพลาย์ ให้ดิฉันก็เกือบห้าปีกว่าจะได้ …ความรักที่ห่างไกลกันเพื่อนๆคงรู้ว่ามันบอบบางขนาดไหน แค่ปีเดียวก็เก่งจะแย่แล้ว
ช่วยกันหาทางออกหน่อยนะคะ
Zonya
ขอบคุณค่ะ ข้อมูลเป็นประโยชน์มาๆเลยค่ะ เห็นใจค่ะ ถ้าถามความคิดตัวเองนะต้องบอกว่า “ซวยจริงๆ” ไม่รู้จะพูเดยังไงค่ะ เพราะคุณก็ทำถูกต้องตามกติกาทุกอย่างแล้ว แต่อย่างที่เคยย้ำเพื่อนๆหลายๆท่านที่ถามเข้ามาว่า การถูกปฎิเสธวีซ่าแล้วขอวีซ่าว้ำกันหลายๆครั้งในช่วงเวลาติดๆกันไม่เป็นผลดี ต้องใจเย็นๆ ท้ิงช่วงสักพักแล้วขอใหม่ แต่กรณีคุณเราเข้าใจ การคุยกับเจ้าหน้าที่ทางโทรศัพท์แล้วบอกทุกอย่างทำได้แต่เราไม่มีหลักฐานเพราะเป็นการพูดปากเปล่า ตัวเองก็เคยเพราะตอนยื่นเปลี่ยนสถานะจากวีซ่าท่องเที่ยวเป็นกรีนการ์ด เราออกนอกประเทศก่อนได้กรีนการ์ด คือยื่นขอปุ๊ปอีกอาทิตย์หนึ่งเรากลับเมืองไทยเลย แต่เราขอเอกสารตัวหนึ่งคือเอกสารที่อนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศได้ระหว่างที่ case pending อยู่ ทนายที่รู้จักก็บอกว่าอย่ากลับไทยจนกว่าจะได้เอกสารตัวนั้นคือเอกสารอนุมัติให้เดินทางออกนอกประเทศได้ แต่เราก็อยากกลับแฟนซึ่งเป็นคนอเมริกันโทรไปคุยกับ USCIS เขาก็บอกว่าออกนอกประเทศได้ แต่จะเข้าประเทศไม่ได้จนกว่าจะได้ เอกสารนั้นคือ
Advace Parole แต่ตอนนั้นแฟนก็บอกว่าบางทีคุยกับเจ้าหน้าที่ทางโทรศัพท์บางทีก็ตอบมั่วๆอยู่เหมือนกันคือบางทีเจ้าหน้าที่ที่เราคุยด้วยอาจไม่รู้จริง หรือรู้แต่เจอเหตุการณ์จริงๆอาจไม่เป็นอย่างเขาพูด แต่ตอนนั้นก็ยังตัดสินใจกลับเมืองไทยทั้งๆที่ไม่ได้เชื่อเจ้าหน้าที่ร้อยเปอร์เซ็นว่าทำได้ เพราะตอนนั้นคือไม่ได้หรือโโนปฎิเสธกรีนการ์ดเพราะออกจากอเมริการะหว่างดำเนินการ เราก็ไม่แคร์ค่ะ คือไม่แคร์จริงๆ แฟนบอกไม่ได้ก็ขอใหม่ เพราะเราอยากกลับเมืองไทย
แต่สุดท้ายมันได้ค่ะ พอทาง USCIS ส่งเอกสาร Porole มาให้เพื่อนที่นั่นก็ส่งมาให้เราที่เมืองไทยและก็ใช้เดินทางเข้าอเมริกาและไม่นานก็ได้นัดสัมภาษณ์กรีนการ์ดแล้วก็ได้ ตอนเราสัมภาษณ์กรีนการ์ด เจ้าหน้าที่บอกคุณออกนอกประเทศก่อนได้กรีนการ์ดเพราะวีซ่าท่องเที่ยวเดิมจะหมดอายุ คือเราออกก่อนวีซ๋าเดิมหมดอายุ เขาบอกดี เรางง เพราะมีแต่คนบอกอย่าออกจนกว่าจะได้กรีนการ์ด เขาก็พูดต่อแล้วคุณก็กลับมาเมื่อได้เอกสารอนุญาติให้กลับ กลายเป็นว่าเราทำถูกต้องในสายตาเขา งงอีก กลายเป็นดีไปที่ออกนอกประเทศ ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นอ่านตามเวปไซต์และคนรอบข้างบอก ระหว่างขอกรีนการ์ดแล้วรอเรื่องอย่าออกจากอเมริกาเพราะจะทำให้ถูก reject ถ้าถามตัวเองจริงๆเหมือนมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่แต่ละคน บวกกับดวง เพราะบางทีมันไม่รู้จะอธิบายอย่างไร บางคนทำเหมือนกันแต่บางคนได้บางได้ ก็ไม่รู้จะบอกยังไง เลยส่งไปที่ดวงแล้วกัน
คือว่าแฟนผมจะไปสัมภาษณ์วีซ่าวันที่ 12 นี้ครับ เค้าเคยถูกปฏิเสธ 2 ครั้ง โดยที่ตอนนั้นเมื่อ 2 ปีที่แล้วเค้ายังเรียนอยู่ซึ่งตอนนั้นผมกับพ่อแม่ได้วีซ่า 10 ปีแต่แฟนผมไม่ได้ แต่ว่าตอนนี้เราแต่งงานกันแล้ว เป็นเจ้าของบริษัทเล็กแห่งๆหนึ่ง มีทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาท มีเอกสารการทำงานและบัญชีเงินฝากพอประมาณ เราแจ้งใน ds ว่าไป honeymoon และไปเยี่ยมอาที่มีกรีนการ์ด อยากได้รับคำแนะนำครับ
ต่อครับ…..แล้วอีกอย่างคือหลังจากผมได้วีซ่าเมื่อ 2 ปีที่แล้วผมไปที่นั่นมาแล้วครั้งนึงอยูประมาน 15 วัน แล้วพ่อกับแม่ไปมา2ครั้งก้ออยู่ประมานครั้งละ 10 กว่าวัน คราวนี้ผมตั้งใจจริงๆว่าจะพาแฟน(ภรรยา)ไปเที่ยวหลังแต่งงาน
แล้วเรื่องบัญชีเงินฝาก เป็นบัญชีร่วมครับ(นามสกุลเดียวกัน)มีเงินอยู่เกือบ 2 แสน
สวัสดีค่ะคุณต้น
ในความคิดตัวเองคิดว่าคราวนี่น่าจะได้นะค่ะ แต่ก็อย่ามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นไม่ได้เดี๋ยวผิดหวัง
บริษัทเปิดมานานยังค่ะ ถ้าบริษัทเปิดมาไม่น้อยกว่าปีก็น่าจะโอเค แล้วแฟนมีชื่อ มีตำแหน่งอะไรในบริษัทหรือไม่ แต่ถ้าไม่มีชื่อในบริษัทคุณก็เป็นสปอนเซอร์ให้เธอได้ในฐานะสามี บัญชีแสดงรายได้ที่นำไปแสดงควรย้อนหลังไปหกเดือน เอาสมุดบัญชีตัวจริงๆไปด้วย เอกสารอื่นๆของบริษัทคุณคงรู้แล้วเพราะเคยขอวีซ่ามาแล้ว
บอกไปฮันนีมูนเค้าน่าจะให้ แล้วก็เผื่อเรื่องเอกสารเกี่ยวกับการแต่งงานว่าแต่งงานกันจริงๆ แต่งเมื่อไรเค้าจะได้เชื่อว่าไปฮันนีมูน เค้าจะดูหรือไม่ก็ว่าไปแต่เตรียมไปให้พร้อม แล้วก็เรื่องสถานที่ท่องเที่ยวที่จะไปก็ทำการบ้านให้ดีๆ แล้วก็เหตุผลว่าทำไมอยากไปฮันนีมูนที่เมกา คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหานะค่ะ
สวัสดีครับ…….
วันนี้แฟนผมไปสัมภาษณ์มาแล้ว สรุปว่าผ่านครับหลังจากผ่านการขอมาทั้งหมด 3 ครั้งในระยะเวลา 2 ปี ตอนนี้ก้อรอลุ้นอยู่ว่าจะได้กี่ปี
แล้วเอาไว้ผมมีเวลาว่าง ผมจะเขียนขั้นตอนการขอวีซ่าอย่างละเอียดมาให้ผู้ที่จะไปสัมภาษณ์ลองอ่านกันดูนะครับ
เผื่อว่าจะได้เป็นประโยชน์กับผู้อื่นครับ
ขอบคุณ คุณ plew ที่แนะนำ
ขอบคุณครับ
ดีใจด้วยค่ะ
สวัสดีคะคุณแพรว
ตอนนี้จูนกำัลังเรียนป.โท ทำวิจัยอยู่ใกล้จะจบแล้วคะภายในเดือน กันยา ปีหน้า มีเรื่องรบกวนถามคุณแพรวคะ คุณแพรว อย่างเพิ่งรำคาญไปนะคะ
จูนกับแฟน ตกลงกันว่าจะไปทำงานที่เมืองชิคาโก้ ซึ่งแฟน เค้าเป็นคนอเมริกัน เค้ามีสัญญากับโรงเรียนที่นี้ถึงเดือน กรกฎาคม ปีหน้า แล้วเค้าก็จะบินกลับบ้านที่ชิคาโก้ และจะหางานทำที่นั้น2 ปี
เลยมีข้อสงสัยว่า การขอวีซ่าที่จะไปนั้น จูนควรขอวีซ่านักท่องเที่ยวแล้วไปหางาน แล้วค่อยขอwork permit กับที่ทำงานได้ไหมคะ หรือว่า ไปวีซ่าคู่หมั่น แต่เมื่อไปแล้วไม่จดทะเีบียนแต่งงาน อันนี้ได้ไหมคะ
จูนลองหางานในเว็บดูแล้ว เค้ากำหนดให้คนที่สมัครต้องมีwork permit ด้วย ไม่ทราบว่าคุณแพรว พอจะทราบข้อมูลตรงนี้ไหมคะ ว่ามีกระบวนการทำยังไงบ้าง
รบกวนหน่อยนะคะ ขอบคุณมากคะ
จูน
juuday@hotmail.com
Khun Joon
คุณต้องให้คนที่จะจ้างคุณทำเดินเรื่องทำwork Permit ให้ก่อนที่จะไป แล้วปกติมันก็ไม่ใช่งานทุปประเภทที่จะขอ work permit ได้ โปรดดูรายละเอียดที่เวปไซต์ของ USCIS ถ้าเขาไม่ได้อยากได้เราไปทำงานจริงๆเขาไม่ขอให้หรอก เพราะคนที่อยู่ที่โน่นเยอะแยะที่อยากทำงาน ถ้าคุณไปวีซ่าท่องเที่ยวแล้วทำงานก็ทำได้พวกงานที่ทำแบบหลบๆซ่อนๆ พวกงานร้านอาหารไงค่ะ แต่ก็ทำแบบผิดกฎหมาย ถ้าคุณไปวีซ๋าคู่หมั้นคุณก็ต้องแต่งงานภายในสามเดือนนะถ้าจำไม่ผิด
ถ้าครบคุณไม่แต่งคุณก็ต้องกลับเมืองไทย แนะนำว่าถ้าไปคู่หมั้นก็แต่งงานแล้วขอกรีนการ์ดซะก็จะอยู่ได้ถาวรและหางานทำอะไรก็ได้อย่างถูกกฎหมาย หรือขอวีซ่านักเรียนแล้วทำงานก๊อกแก็กไปก่อน วีว๋านักเรียนบางครั้งบางคนได้นานห้าปีเลยคุณก็อยู่ได้นาน แต่ก็ต้องติดต่อสถานที่เรียนที่นั่นให้ออก I20 มาให้แล้วขอวีซ่า
ลองคุยกับแฟนดูค่ะ อิอิถ้าเข้ามาอ่านคำตอบยังไงรบกวนช่วยกันคลิกโฆษณาด้วยนะค่ะ
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะ
ps. คลิกโฆษณาให้แล้วน้าาา
คุณแพรว
มีเรื่องรบกวนขอคำปรึกษาเพิ่มเติมคะ จุนคิดว่าจะขอวีซ่าคู่หมั้น แต่แฟนเค้าทำงานในเมืองไทย จะหมดสัญญาที่ทำงานเดือนกรกฎาคมปีหน้า คือช่วงนี้ที่แฟนยังทำงานอยู่ที่นี้คิดว่าจะเดินเรื่อง แล้วกระบวนการจะต่างกันกับคนที่มีแฟนที่อเมริกาไหมคะ แล้วเรื่องการทำงานและเิงินเดือน เพราะว่า แฟนและจูนจะไปหางานที่นั้น ทางสถานฑูตจะถามเรื่องงานที่จะทำที่อเมริกาไหมคะ แต่ตอนนี้ยังหางานที่ทำที่โน้นยังไม่ได้ทั้งคู่เลย ก็เลยเกรงว่า ทางเจ้าหน้าที่จะไม่ให้วีซ่า คู่หมั้น
ขอขอบคุณมากคะ คุณแพรว
ปล. คลิกโฆษณาให้แล้วนะคะ
คุณJoon ก็มีโอกาศที่เขาจะถามเพราะจริงๆการขอวีซ่าคู่หมั้น วีซ่าคู่สมรสหรือแม้แต่กรีนการ์ด เขาจะดูรายได้ หน้าที่การงาน การเสียภาษีให้รัฐบาลอเมริกันของตัวคนที่เป็นพลเมืองอเมริกันเป็นหลัก คือต้องแสดงรายได้และการเสียภาษีอย่างน้อยหนึ่งปีย้อนหลัง รวมทั้งพวกหนังสือจากที่ทำงาน ประวัติการทำงานย้อน ที่นี้คุณสองคนจะกลับไปโดยที่แฟนยังไม่มีงานที่โน่น อันนี้ไม่แน่ใจค่ะ แต่ดูมันจะแปลกๆรึป่าว เพราะหลักๆเขาต้องการดูว่าแฟนเรามีความสามารถจะดูแลเราได้หรือไม่ประมาณนั้น เพราะถ้าตัวเขายังไม่มั่นคงแล้วจะเอาคนต่างชาติเข้าไปเพิ่มอีกคงจะมีปัญหา แนะนำว่าให้แฟนคุณเช็คข้อมูลจากเวปไซต์ของ USCIS หรือสามารถโทรถามเขาได้ค่ะ ในเวปไซต์จะมีเบอร์โทรอยู่ ตอนตัวเองขอกรีนการ์ด แฟนก็โทรไปคุยกับเจ้าหน้าที่ค่ะ แต่อาจรอสายนานกว่าจะรับ แต่ก็จะได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและถูกต้องกว่าค่ะ
ขอบคุณมากคะคุณ plew สำหรับข้อมูลดีๆ
คุณ plew คะ ถ้า จูนแ่ต่งงานกับแฟนที่เมืองไทยหล่ะคะ จะมีโอกาศได้ไหม และจะใช้เวลาในการดำเนินเรื่องนานไหมคะ
ขอบคุณคะ
ถามว่ามีโอกาศได้ไหมคือตอบยากค่ะ แต่จริงๆถ้าแต่งที่นี่ก็มีสองทางเลือกคือขอกรีนการ์ดหรือขอวีซ่าคู่สมรส ซึ่งมันก็ต้องใช้เอกสารต่างๆเหมือนๆขอวีซ่าคู่หมั้น ถ้าขอกรีนการ์ดเอกสารก็มากขึ้นไปอีก หลายคนที่รู้จักหรือเคยได้ยินมาอีกต่อจากคนรู้จัก ขอกรีนการ์ดที่นี่รอเป็นปีหรือนานกว่านั้นทุกคนเลยค่ะ บางคนขอเป็นรอบที่สองที่สามถึงได้ คือถ้าขอวีซ่าคู่หมั้นแล้วไปแต่งที่โน่นแล้วขอกรีนการ์ดที่โน่นคือเมกาจะเร็วกว่าคือประมาณหกเดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเอกสารต่างๆที่เราส่งไปว่าครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ ที่สำคัญเหมือนกันคือรายได้ การเสียภาษี และการงานของคนที่เป็นอเมริกันต้องไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ ในความคิดตัวเองคิดว่าลองขอวีซ่าคู่หมั้นดู อาจจะได้หรือไม่ต้องลองถึงจะรู้ อีกอย่างอย่าลืมเข้าไปอ่านแล้วดาวโหลดแบบฟอร์มที่ต้องกรอกมาอ่านในแบบฟอร์มจะมีรายละเอียดเอกสารแนบต่างๆที่เขาต้องการ เข้าไปได้ที่เวปไซต์ตรงของ USCIS ค่ะ จะได้ความรู้เยอะเลย
ขอบคุณมากคะ