ขอวีซ่าอเมริกาไม่ผ่าน..ทำไมWhy US Visa Applications are Declined
plew October 23rd, 2008
วันนี้กลับมาเขียนเรื่องการขอวีซ่าเอมริกา US Visa อีกรอบ เนื่องจากมีเพื่อนหลายคนที่ถูกปฏิเสธทั้งที่น่าจะผ่าน หลายคนก็มีคำถามเดียวกันว่าทำไมไม่ผ่าน เขาตัดสินด้วยเกณฑ์อะไรว่าใครได้ บางทีคุยแค่สองนาทีเอกสารอะไรก็ไม่ดูแล้วก็บอกว่าไม่ได้ บอกตรงๆว่าตัวเองก็ไม่รู่เช่นกัน หรือแม้กระทั่งคุยกับเจ้าหน้าที่สถานรทูตก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนอยู่ดี เพราะเขามักพูดว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาขึ้นอยู่กับคุรสมบัติและสถานการณ์ของผู้สมัครแต่ละคน ตัวเองจริงๆก้ไม่ใช่ทนายหรือมีความรู้มากมาย แต่ก้ได้จากการศึกษาจากคนที่เขามีประสบการณ์และการสังเกตุจากทั้งคนที่ผ่านและไม่ผ่าน
เอากรณีตัวเองเป็นหลักเลยนะ เราขอวีซ่าท่องเที่ยวก็ประมาณเกือบสามปีที่ผ่านมา ช่วงที่ไปสัมภาษณ์เป็นช่วงเดือนธันวาคม และบอกว่าจะไปเที่ยวเดือนมกรา มีเพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่าขอช่วงใกล้คริสมาสต์เขาจะปล่อยวีซ่าเพิ่มขึ้น เพราะฝรั่งเขาให้ความสำคัญกับเรื่องเทศกาล แล้วก็ได้จริงๆ ดังนั้นเรื่องช่วงเวลาที่ขออาจมีผลเช่นกัน ขอย้ำว่า “ก็อาจนะ” เพราะจริงๆก็ไม่มีใครรู้หรอกแน่ๆนอกจากเจ้าหน้าที่
ประเด็นต่อมาตัวเองตอนขอก็อายุสามสิบเข้าไปแล้ว ทำงานมาสิบปี แล้วก็ทำงานในหน่วยงานที่มีชื่อเสียง คือดังว่างั้นเหอะ บริษัทใหญ่ใครๆก็รู้จัก เงินเดือนก็ประมาณ 3xxxx – 5xxxxตอนสัมภาษณ์เขาดูแต่หนังสือรับรองการทำงานอย่างเดียวเลย อย่างอื่นไม่ดู เขาถามว่าทำงานที่นี่ตำแหน่งอะไรเราก็บอกไป แล้วเราก็มีหนังสือรับรองการทำงานอีกฉบับซึ่งเราทำงานเป็นนักวิจัยโครงการ ให้กับมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐแห่งหนึ่ง เขาก็บอกงานน่าสนใจดีนะ แล้วก็บอกให้วีซ่า ประเด็นนี้บอกได้เลยว่าถ้าขอแล้วไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่งก็มีโอกาศไม่ได้มาก หรือทำงานมาได้ไม่นาน จบใหม่อะไรประมาณนั้น เงินเดือนน้อย ก็อาจจะยากเช่นกัน เพราะต้องคิดว่าคนทำงานใหม่ๆอายุงานน้อยๆนายจ้างเขาจะให้ลางานไปเที่ยวได้นานๆหรือ ตรงนี้เขาก็สงสัยได้ ถึงแม้จริงๆเราจะลาได้ก็เหอะ เท่าที่เจอมาส่วนใหญ่คนที่ทำงานในองค์กรดีๆ มีชื่อเสียงและอายุงานได้มักจะได้วีซ่า เพราะเขามองว่าก็งานการที่เมืองไทยมันดีอยู่แล้วคงไม่อยากหนีไปทำงานที่เมกาหรอก ซึ่งจริงๆก็ไม่ใช่เลย
ต่อมาเขาว่ากันว่า ว่ากันว่านะคือพิสูจน์ไม้ได้ คนโสดอายุยังน้อยและเป็นผู้หญิงด้วยแล้ว บวกกับวันสัมภาษณ์แต่งตัวแรงๆ ก็มีสิทธิที่จะไม่ได้ แหมก็ประเทสเรามันมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีด้านนั้นซะแล้ว และยิ่งบอกว่ามีแฟนอยู่ที่โน่นด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่เลย
ต่อมาการที่มีญาติหรือคนรู้จักอยู่ที่โน่น สรุปไม่รู้ดีไม๊หรือช่วยอะไรได้รึป่าว เพราะอันนี้เพื่อนหลายคนก็เจอมาแล้ว กับตัวเองญาติกันนี่แหละ คุณแม่เป็นกรีนการ์ดอยู่ที่โน่นมาเกือบสิบปี ขอวีซ่ายังไงก็ไม่ผ่านทั้งสองคนพี่น้อง ขอแล้วขออีกประมาณสี่ครั้งได้ ก็ไม่ผ่าน ทั้งที่มีแม่แท้ที่มีกรีนการ์ดอยู่ที่โน่น แต่ถ้าให้เดาก็เพราะตอนนั้นญาติก็เพิ่งเรียนจบ งานก้ไม่ดีเงินเดือนน้อย น้องชายก็ยังเรียนไม่จบ ทั้งคู่เรียนสถาบันที่เรียกว่าเกรด C ฐานะทางบ้านก็ไม่ดีนักเพราะคุณพ่อไม่ได้ทำงาน ถึงแม่จะทำงานที่โน่นแต่ก็ไม่ได้มีรายได้มากมาย อันนี้เราตั้งข้อสังเกตุนะ
อันนี้ก็พวกคนไทยที่รู้เรื่องเมกาบอกมาอีกต่อเขาบอกถ้าจบจากมหาลัยดังๆเช่นจุฬา ธรรมศาสตร์อะไรเงี้ยก็มักจะได้ ถ้าจบแบบราชภัฏคือมหาลัยไม่ดัง แล้วหน้าที่การงานไม่ดีด้วยแล้วยาก เพื่อนบอกเมกาเขาชอบคนเก่งๆ อันนี้ก็เขาเล่ามา สำหรับตัวเองก็ไม่รู้นะ เราก็จบจากมหาลัยที่คนเขามองว่าดังเหมือนกัน ทั้งตรีและโท และมันก็ได้จริงๆ ส่วนเพื่อนที่รู้จักซึ่งส่วนใหญ่ก็จบจากสถาบันเกรดเดียวกัน มันก็ไม่มีใครมีปัญหา อันนี้คือคาดเดาเอา แต่ถ้าจบจุฬาไม่มีงานการทำ ตังค์ก็ไม่มีคงไม่ได้หรอก
ต่อมาเขาว่ากันว่าถ้าเคยไปเที่ยวประเทศอื่นๆมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศที่ขอวีซ่ายากๆ พวกทางยุโรปหรือญี่ปุ่นหรือออสเตรเลียจะช่วยให้ได้ง่ายขึ้น เพราะเท่ากับเคยผ่านการสกรีนจากประเทศอื่นๆมาแล้ว ไปแล้วก็กลับมาปกติ แต่อันนี้ก็ไม่เสมอไปเช่นกันเพราะมีเคส ของเพื่อนของเพื่อนอีกที เธอรวย ภาษาอังกฤษเลิศ ไปเที่ยวยุโรปมาเกือบครบทุกประเทศ ปรากฎว่ามาขอวีซ่าเมกาไม่ผ่าน เล่นเอางงเป็นไก่ตาแตกว่า ทำไม?
บางคนถามต่อว่าแล้วเงินในบัญชีหละ สำหรับวีซ่าท่องเที่ยว แล้วเขาให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานของเรามากกว่าเงินในบัญชี เพราะตัวเราเอง และคนอื่นที่รู้จักเขาไม้ได้ขอดูสมุดบัญชีอะไรเลย ดูนหนังสือรับรองการทำงานเป็นหลัก
สรุปแล้วเป็นอะไรที่บอกได้ยากมากว่าทำไมผ่าน ทำไมไม่ผ่าน ไม่ใครตอบได้นอกจากคนสัมภาษณ์ แต่อย่างไรก็ตามการเตรียมความพร้อมคุณสมบัติของตัวเองก่อนจะเสียตังค์ให้เขาสี่ห้าพันก็ถือว่าต้องทำและช่วยได้มาก แต่ตอนนี้อย่างที่ย้ำกับเพื่อนว่า การขอวีซ่าอเมริกามันยากมากขึ้นเพราะเศรษฐกิจเขาไม่ได้ อันนี้ไม่ได้พูดเล่นนะ เพราะเขาก็ต้องเข้มงวดมากขึ้นกับคนที่จะเข้าประเทศโดยเฉพาะประเทศที่จนๆอย่างเรา ก็จริงๆมันก็จริงของ เราเข้าไปบอกไปเที่ยวและแอบทำงานกันตรึม หรือเปลี่ยนสถานะก่อนวีซ่าหมดกันเยอะๆ เขาก็ต้องสงสัยเพราะสถิติมันเห็นๆกันอยู่ ใครจะอยากให้คนนอกเข้าไปแย่งงานคนในประเทศละ เพราะคนในเองตอนนี้ก็ตกงานกันมากขึ้น มันก็น่าเห็นใจเขาอยู่เหมือนกัน ทำไงได้เรามันคนไทยไม่ได้เกิดเป็นคนญี่ปุ่น คนยุโรป คนจากประเทศรวยๆที่เข้าอเมริกาได้โดยไม่ต้องวีซ่าอะไรทั้งนั้น…ทำใจ
สุดท้ายสำหรับเพื่อนๆที่ผิดหวังก็คงได้แต่บอกว่าเสียใจด้วยค่ะ แต่ไม่ได้วันนี้ไม่ได้แปลว่าจะไม่ได้ตลอดไป แต่อย่าใจร้อนท้ิงช่วงเวลาสักหน่อยแล้วลองดูอีกที..เป็นกำลังใจให้ค่ะ