Archive for June, 2008

ESL Classes in San Francisco

plew June 29th, 2008


มาเล่าถึงบรรยากาศในการเรียนภาษาอังกฤษที่ City College of San Francisco กันดีกว่า ในความคิดตัวเองมองว่าเป็นหลักสูตรที่เรียนฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท แถมแจกเอกสารประกอบฟรีอีก ยืมหนังสือที่ห้องสมุดก็ได้ มีคอมพิวเตอร์มีอินเตอร์เนตให้ใช้ มีห้องซาวแลปให้ฝึกการฟัง การพูด ทุกอย่างฟรี ต้องบอกว่าคุณภาพดีมากทีเดียว อาจารย์ที่สอนก็เป็นคนอเมริกันที่จบด้านการ
สอน ESL โดยตรง ถ้าเรียนภาษาอังกฤษกับฝรั่งในเมืองไทยที่เราไม่รู้ว่าจบด้านการสอนมาจริงไม๊ขอแค่เป็นฝรั่ง เราจ่ายชั่วโมงละเท่าไร
คนที่ลงเรียนหลักสูตรแบบเรียนฟรีส่วนใหญ่เป็นคนที่มีกรีนการ์ด แต่อยู่ที่นี่ไม่ถึงหนึ่งปี ทำไมนะเหรอเพราะเรารอให้อยู่ที่นี่เกินหนึ่งปี จะลงเรียนแบบcredit ได้ถูกคือหน่วยละ 20 เหรียญ ก็เรียนแบบฟรีเพื่อพัฒนาและเตรียมความพร้อมไปก่อน นอกจากคนที่มีกรีนการ์ดก็มีกลุ่มที่ถือวีซ่าท่องเที่ยวเข้ามาเรียนเพราะรู้ว่าฟรีและไม่ตรวจเรื่องวีซ่า เพื่อนบางคนที่รู้จักเป็นคนฮ่องกงบินไปบินมาฮ่องกงเอมริกาหลายรอบเพื่อมานั่งเรียนฟรี ไม่ใช่แต่คนเอเชียเพื่อนร่วมชั้นหลายคนมาจากอิตารีหรือฝรั่งเศสก็ถือวีซ่าท่องเที่ยวมานั่งเรียนเช่นกัน อาจารย์ที่สอนก็รู้ไม่ว่าอะไรแถมยังชมว่าขยันมาเที่ยวยังอุตสาห์เจียดเวลามาเรียน…
ข้อเสียของการเรียนฟรีคือมันไม่มีการสอบ เมื่อไม่มีการสอบทำให้หลายคนไม่สนใจที่จะทบทวนหรือทำแบบฝึกหัด ก็ไม่มีเกรดไม่มีตกนี่นา แต่ฟรีหรือไม่มีฟรีถ้าจะเรียนภาษาให้ได้ดี ต้องทำแบบฝึกหัด ต้องใช้ ต้องทบทวน ตัวเองลงเรียนหลายวิชา ทั้งการออกเสียง การพูด แกรมม่า วิชาที่ทำให้ภาษาอังกฤษพัฒนาขึ้นมาก คือช่วยได้มากคือ Writting อาจารย์ที่สอนเก่งและตั้งใจสอน เรากลับไปฝึกเขียน การเขียนทำให้เราต้องทั้งอ่านเพื่อหาข้อมูลที่จะเขียน ทั้งทบทวนเรื่องแกรมม่า ทบทวนเรื่องคำศัพท์ และพัฒนาทักษะการสื่อสารแสดงความคิดเห็นออกมาเป็นภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ บางคนหรือหลายคนลงเรียน writting แต่ไม่เคยส่งการบ้านคือไม่กลับไปเขียนได้แต่นั่งฟัง นั่นไม่ช่วยอะไรเลย แกรมม่ามันเยอะเราจะจำได้ก็ต่อเมื่อเราได้ฝึกใช้มันกับประโยคจริงๆ จาก Eassy แรกๆที่ผิดเพียบและใช้เวลาเป็นวันกว่าจะเขียนสามหน้ากระดาษเสร็จ มาวันนี้ผิดน้อยลงมาก เขียนเร็วขึ้นมาก แม่นแกรมม่ามากขึ้นเยอะ
เวลาเรียนสักพักเราจะเห็นความแตกต่างระหว่างคนที่เรียนด้วยความตั้งใจถึงไม่มีสอบก็ตั้งใจ พวกนี้ภาษาจะพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในขณะหลายคนยัง..เหมือนเดิม
อีกวิชาที่ช่วยด้านภาษาได้มากคือ Pronunciation เรามันคุ้นเคยกับการออกเสียงภาษาอังกฤษแบบผิดหลายๆคำมานาน เวลาพูดภาษาอังกฤษหลายๆคำ เราก็ว่าเราพูดถูก ทำไมเขาไม่เข้าใจละ
ก็จริงๆมันผิดนะสิ บางคำที่เราคิดว่ามันออกเสียคล้ายกันหรือเหมือนกัน ฝรั่งฟังเราอาจเข้าใจไปคนละเรื่อง เพราะสำหรับเขามันต่างกันคนละเรื่อง Sh & Ch การเรียนออกเสียงจึงมีความสำคัญมาก
นอกจากช่วยให้พูดได้ถูกต้องแล้ว ยังช่วยการฟังอีกด้วย ยอมรับว่าครูที่สอนสอนเก่งจริงๆ
สำหรับตัวเองบอกได้เลยว่าการเรียนภาษาที่นี่ช่วยให้ภาษาอังกฤษดีขึ้นมาก จากคนไทยที่ไม่ได้จบโรงเรียนหรือมหาลัยอินเตอร์ ไม่ค่อยหรือแทบไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน ไม่สนใจภาษาอังกฤษหรืออาจพูดได้ว่าไม่ชอบ ไม่ชอบฟังเพลงฝรั่ง ไม่เคยมาเมืองฝรั่ง ไม่มีเพื่อนฝรั่ง คือภาษาอังกฤษอยู่ในระดับธรรมดามาก ไม่ถึงกับแย่หลังจากเรียนภาษาประมาณสี่เดือน บวกกับกลับมาอ่านทบทวนทุกวัน ทำแบบฝึกหัด อ่านข่าวภาษาอังกฤษ ฝึกเขียนอย่างน้อยวันละสองหัวข้อ ภาษาอังกฤษดีขึ้นมากจริง แต่ต้องพยายามมากพอควรต้องบังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่ไม่ชอบ ก็ภาษาอังกฤษนี่แหละ จริงๆแล้วเกลียด..แต่วันนี้ไม่ค่อยเกลียดเท่าไรแล้ว
เพื่อนร่วมชั้นเรียนที่นี่ เรียกว่า International มากๆ วิชาหนึ่งที่เรียนนักเรียนมาจากประเทศที่ต่างๆกันสิบหกประเทศ แต่ในภาพรวมส่วนใหญ่ก็คนจีนกับคน อเมริกาใต้ อเมริกากลางซะเป็นหลัก
คนยุโรป คยเอเชียชาติอื่นๆก็มีแต่เทียบกับคนจีนไม่ได้ เพราะเยอะจริงๆ เราเองก็ต้องเข้าก๊วนเพื่อนคนจีน อีกวิชาก็สนิทกับเพื่อนญี่ปุ่น ส่วนใหญ่คนเอเชียก็มักชอบอยู่กับเอเชียด้วยกัน พวกอเมริกาใต้ อเมริกากลางที่พูดภาษาสเปนเข้าก็ชอบอยู่ด้วยกัน พวกมาจากยุโรป เช่นคนอิตารี กับคนฝรั่งเศสก็ชอบอยู่ด้วยกัน น้อยมากที่จะเห็นนักเรียนฝรั่งกับนักเรียนเอเชียสนิทกันมากๆ เพื่อนๆเอเชียก็คิดเหมือนกันว่าเอเชียด้วยกันถึงจะคนละประเทสแต่มันปรับตัวเข้ากันได้ง่ายกว่าเข้ากับคนฝรั่ง ซึ่งตัวเองยอมรับเลยว่าจริง สำหรับตัวเองมีเพื่อนคนไทยที่รู่จักที่เรียนคนเดียวแต่ไม่สนิทกัน กลับสนิทกับเพื่อนญี่ปุ่นและเพื่อนจีนมากกว่า เราถึงเรื่องของเพื่อนคนจีนที่นี่ ทำให้อยากเล่าให้ฟังถึงคนจีนในซานฟรานซิสโก ซึ่งซานฟรานถือเป็นเมืองที่มี China Town ใหญ่ที่สุดในอเมริกา มีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย อยากเล่าสู่กันฟังในตอนต่อไป

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรียนภาษาอังกฤษที่ซานฟรานซิสโก Study English in San Francico 2

plew June 28th, 2008

อย่างที่บอกไว้ในตอนที่แล้ว ถ้าคนที่คิดจะเรียนต่อปริญญาตรีที่ UC หรือ State University ในแคลิฟอเนีย ถ้าเรียนภาษาที่ City College คือ ESL สามารถโอนหน่วยไปเรียนต่อมหาลัยได้ ซึ่งการสมัครเรียนก็เช่นกันก็ต้องสอบวัดระดับ แต่ข้อสอบจะคนละแบบกันกับแบบเรียนฟรี คือยากกว่านั่นเอง นอกจากนั้นที่นี่ยังมีสาขาวิชาอื่นๆที่เรียนที่นี่สองปีแล้วโอนหน่วยไปเรียนต่อมหาลัยอีกสองปีเช่นกัน คนที่นี่นิยมเรียนวิชาพื้นฐานที่ College ก่อนแล้วโอนหน่วยกิตไปเรียนอีกสองปีในมหาลัยเพราะว่า ค่าเรียนที่ College มันถูกกว่าเยอะ สำหรับคนที่เป็น Citizen หรือ Green Card ค่าเรียนแค่หน่วยกิตละยี่สิบเหรียญ แต่ถ้าถือวีซ่านักเรียนมาเรียนภาษาที่นี่ อยู่หน่วยกิตละประมาณ 180 เหรียญ
City College ือเป็นสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ราคาถูกและมีหลักสูตรระยะสั้นเพื่อให้มีทักษะในการทำงานเฉพาะทาง รวมทั้งมี Financial Aid สำหรับคนมีรายได้น้อยอีก
คนที่รายได้ครอบครัวรวมต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เรียนฟรีแถมมีเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายอื่นๆให้อีกประมาณเดือนละสี่ร้อยเหรียญ มีเพื่อนทั้งคนจีน คนไทยหลายคนที่รู้จักเรียนฟรี และเขาบอกอยู่ได้ก็เพราะได้เงินช่วยเหลือตรงนี้นี่แหละ เราเองอยากได้บ้างแต่หมดสิทธิเพราะรายได้ครอบครัวมันเกินเกณฑ์ขั้นต่ำไปมากแล้ว

สำหรับ State University เช่น San Francisco State University ก็มีหลักสูตรภาษาอังกฤษ ESL หลักสูตรประมาณสามเดือนเช่นกันในหลายหลักสูตรทั้ง TOEFL หรือพวกเขียน อ่าน พูดทั่วๆไป
แต่ราคาแพงคือหลักสูตรละประมาณเกือบสี่พันเหรียญ ตกก็เกินพันเหรียญต่อเดือน ซึ่งมหาลัยอื่นก็ราคาประมาณนี้ ถ้าจะเรียนให้ถูกหน่วยก็ต้องเรียนตามสถาบันสอนภาษาเล็กๆ ทั่วๆไป

มหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งเช่น Academy of Art University San Francisco ถ้าต้องการมาเรียนต่อปริญญาตรี แต่ไม่มีผล TOEFL ก็สามารถสมัครเรียนได้ โดยมหาลัยนั้นๆมีหลักสูตรภาษาอังกฤษรองรับให้คือมาเรียนภาษากับเขาก่อนปีหนึ่งหรือสั้นกว่านั้น แล้วค่อยเรียนวิชาปกติ หรือเรียนควบคู่กันไป มหาลัยก็ชอบเพราะได้ค่าหน่วยกิตจากเราเพิ่มไปอีก ปกติมหาลัยเอกชนก็แพงกว่ามหาลัยรัฐมากอยู่แล้ว จริงๆถ้าจะเทียบราคา State University ถูกที่สุด รองมาคือ UC และเอกชน แต่จะว่าไป UC ก็ไม่ได้ถูกกว่าเอกชนมากนัก

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรียนภาษาอังกฤษที่ซานฟรานซิสโก Study English in San Francico

plew June 24th, 2008


จุดประสงค์หลักของหลายๆคนที่อยากมาอเมริกา คงหนีไม่พ้นอยากมาเรียนภาษาอังกฤษที่นี่ จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ บางคนอาจอยากมาเรียนภาษาและสมัครเรียนต่อในมหาวิทยาลัย
บางคนอาจแค่อยากมาฝึกและพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษ หรือบางคนอยากแค่ได้วีซ่านักเรียนเข้ามาเพื่อหางานทำที่นี่ วันนี้เลยอยากมาเล่าประสบการณ์และข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษในอเมริกา สำหรับตัวเองคงบอกเล่าได้แค่ที่ San Francisco แหมก็อยู่ที่นี่เรียนที่นี่ นี่นา จริงๆแล้วซานฟรานก็เป็นเมืองยอดฮิตเมืองหนึ่งในอเมริกาที่นักเรียนไทยนิยมมาเรียนภาษาอังกฤษกัน

ในทัศนะของตัวเองสำหรับคนไทยนักเรียนไทย ซานฟรานซิสโกถือว่าเป็นเมืองที่น่ามาเรียนเพราะไม่น่าเบื่อเงียบเหงา ในขณะเดียวกันก็ไม่วุ่นวายมากเหมือนนิวยอร์ก นอกจากนั้นการคมนาคมสะดวก
ไม่จำเป็นต้องขับรถ อย่างที่เล่าแล้วเล่าอีกว่า มีไม่กี่เมืองในอเมริกาที่เดินทางได้สะดวกโดยไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ประการสำคัญที่นี่คนเอเชียเยอะมาก ดังนั้นเราจะไม่รู้สึกแปลกแยกมากนัก ของกินแบบเอเชียเราหาง่ายมาก ไม่ต้องกลัวอดอยาก คนไทยก็เยอะ อันนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นข้อเสียด้วยรึป่าว และแน่นอนมีสถาบันสอนภาษาให้เลือกมากมาย

สำหรับหลักสูตรที่คนที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่อย่างเราเรียนกันคือ ESL หรือ English as a second language นั่นเอง ตัวเองก็ลงเรียน ESL ซึ่ง ESL ก็แยกย่อยออกไปอย่างที่รู้ เช่น
พูด ฟัง อ่านเขียน การออกเสียง หรือ General ESL สถาบันสอนภาษาที่นี่มีมากมายอย่างที่บอก แต่ตัวเองเรียนที่ City College of San Francisco ซึ่งเป็นสถาบันของรัฐ ซึ่งสอนในหลักสูตระดับอนุปริญญา และ พวกประกาศนียบัตร รวมทั้งวิชาพื้นฐานเพื่อโอนหน่วยกิตไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และหลักสูตรยอดฮิตของที่นี่คือ ESL นั่นเอง การเรียน ESL ที่นี่มีข้อดีคือสามารถโอนหน่วยสมัครเรียนต่อปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยได้ ถามว่าถ้าจะเรียนต่อปริญญาโทละ ถ้าปริญญาโทยังไงซะก็ต้องผ่าน TOEFL ค่ะ แต่การลงเรียน ESL ช่วยให้การสอบ TOEFL ง่ายขึ้น บางคนที่โฟกัสที่
TOEFL อาจเรียนคอร์สโทเฟิล ซึ่งที่นี่ก็มีหลักสูตรโทเฟิล หรือสถาบันอื่นๆเช่น State University ,Kaplan ก็มีหลักสูตรโทเฟิลนอกจากนั้นก็หาได้ตามสถาบันภาษาทั่วๆไป ค่าเรียนโทเฟิลจะแพงกว่าค่าเรียน ESL ธรรมดา TOEFL ที่นี่ค่าเรียนไมต่ำกว่าประมาณหนึ่งพันเหรียญต่อเดือน ESL ค่าเรียนอยู่ประมาณไม่ต่ำกว่าสามร้อยเหรียญต่อเดือน แต่มีที่นี่เราสามารถเรียน ESL ได้ฟรีโดยไม่เสียเงิน

City College of San Francisco มีหลักสูตร ESL แบบ Noncredit ซึ่งเรียนฟรีไม่ต้องเสียเงิน จริงๆแล้วหลักสูตรแบบ Noncredit ตามที่เขากำหนดต้องเป็นคนที่มีกรีนการ์ดและต้องไม่ชาวต่างชาติที่ถือวีซ่านักเรียนเข้ามา แต่พอเอาเข้าจริงๆในทางปฏิบัติเขาไม่ตรวจไม่ดูอะไรเลย ไม่ขอดูพาสปอร์ต วีซ่าอะไรทั้งนั้น มีหลายคนที่ถือวีซ่านักท่องเที่ยวก็มานั่งเรียนภาษาอังกฤษฟรีๆกันที่นี่ หรือบางคนลงเรียนที่อื่นก็มาเรียนเสริมที่นี่อีก เพราะมันฟรีจะมาไม่มาก็ไม่มีใครว่า เสียก็ค่าหนังสือ ซึ่งบางวิชาไม่ต้องซื้อหนังสือเพราะอาจารย์มีชีทแจกให้ฟรีในห้อง อาจารย์ที่สอนก็อยู่นระดับดี จริงๆแล้วหลักสูตรฟรีนี้จุดประสงค์คือช่วยพัฒนาทักษะด้านภาษาและอื่นๆที่จะช่วยให้ Immigrants หางานทำและอยู่รอดในอเมริกา นอกจากภาษาอังกฤษก็ยังมีวิชาอื่นๆมากมายที่เรียนฟรีจริงๆ เช่นคอมพิวเตอร์ บัญชีเบื้องต้น และอื่นๆอีกมากมายอย่างที่บอก แต่หลักสูตรแบบฟรีนี้เราจะไม่ได้เอกสารหลักฐานใดๆที่แสดงว่าเรามาเรียนไม่มีประกาศนียบัตร ไม่มีทรานส์คริป คือมาเรียนเพื่อความรู้และพัฒนาตัวเองจริงๆ การสมัครเรียนก็ง่ายไปที่ Campus กรอกใบสมัครซึ่งสั้นมากๆ ไม่ถามเรื่องวีซ่าอะไรทั้งนั้น แล้วก็ไปสอบวัดระดับ รับผลก็ลงเรียนได้เลย ตัวเองก็ลงเรียนภาษาอังกฤษฟรีที่นี่ หลังจากลงเรียนภาษาอังกฤษก็ดีขึ้น แถมไม่เสียตังค์ ตัวเองใช้วิธีเรียนที่นี่และอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ TOEFL ด้วยตัวเองไม่ไปลงคอร์ส TOEFL

นักเรียนที่นี่มาจากหลากหลายประเทศ หลายคนอย่างที่บอกเป็นนักท่องเที่ยวคือถือวีซ่าท่องเที่ยวมาเรียนหกเดือนกลับบ้าน อาจารย์ก็รู้ว่าเป็นนักท่องเที่ยวก็ไม่มีใครว่าอะไร คนไทยเราเองที่มาวีซ่าท่องเที่ยวแล้วมาเรียนที่นี่ก็เยอะ แต่อย่างที่บอกถ้าคนที่ต้องการเรียนและมีเอกสารอะไรบางอย่างรับรองว่าเรียนเรียนแบบ Noncredit คงไม่เหมาะ ถามว่าทุกเมืองในอเมริกาไหมที่มีคอร์สเรียนฟรีแบบนี้ ตอบได้เลยว่าไม่ เพราะเพื่อนคนจีนที่เคยเรียนด้วยกันที่นี่เขาย้ายไปอยู่ที่ฟิลาเดลเฟีย ก็บ่นว่าที่โน่นไม่มีเรียนฟรี มีแต่แบบเสียตังค์ ตรงนี้ขึ้นอยูากับนโยบายของแต่ละเมือง สำหรับคนเอมริกันในซานฟรานซิสโก ซึ่งเสียภาษีค่อนข้างสูงคงไม่พอใจแน่ๆที่ภาษีของเขาถูกใช้ไปเพื่อสอนภาษาอังกฤษฟรีๆให้คนต่างชาติ…

City College of San Framcisco นอกจากมีหลักสูตร Noncredit แล้วก็ยังมีหลักสูตรภาษาอังกฤษแบบเสียเงิน เอาไว้เล่าให้ฟังตอนต่อไปค่ะ

สถานที่ท่องเที่ยวในซานฟรานซิสโก San Francisco Attractions : Pier 39 & Fisherman Wharf

plew June 19th, 2008

Embarcadero San Francisco อย่างที่บอกว่าเป็นถนนที่มีสถานที่ท่องเที่ยวดังๆของซานฟรานซิสโกหลายแห่ง แต่ที่จะแนะนำวันนี้คือ Pire 39 และ Fisherman’s Wharf จริงแล้วทั้งสองที่คือPire 39 และ Fisherman’s Wharf อยู่เชื่อมกันเลย ถ้าเดินหรือขึ้นรถจาก Ferry Building ก็จะถึงเพียร์ 39 ก่อน เดินต่อมาเรื่อยๆก็ฟิชเชอร์แมนวาฟ ทั้งสองที่จะมีนักเที่ยวจำนวนมากเกือบทุกวัน เพราะเป็นจุดที่สามารถซื้อซิตี้ทัวร์ มีทัวร์และรถนำเที่ยว เรือข้ามฟากบริการมากมายหลายเจ้าในแหล่งนี้ ที่สำคัญคือเป็นจุดที่จะซื้อทัวร์ นั่งเรือเฟอร์รี่ไปอาลคาทราส Altatraz ซึ่งเป็นสถานที่ที่เป็นที่นิยมมากของนักท่องเที่ยว อยากไปอาลคาทราสก็มานั่งเรือที่เพียร์ 39 นี่แหละ Alcatraz เป็นอดีตเรือนจำที่ตั้งอยู่บนเกาะ ซึ่งอดีตเป็นที่ขุมขังนักโทษที่มีชื่อเสียงหลายคน ว่ากันว่าเป็นเรือนจำ คุกที่สุดโหดยากที่จะแหกคุกหนีออกไป อาลคาทราสอยู่ไม่ห่างจากฝั่งซานฟรานซิสโกมากนักประมาณสองถึงสามกิโลเมตร นั่งเรือเฟอร์รี่ออกไปประมาณสิบห้านาที

ย่านเพียร์ 39 จะมีร้านอาหารมากมาย ชื่อก็บอกแล้วว่าเพียร์ มีเรือจอดอยู่เป็นจำนวนมาก จุดเด่นอีกอย่างคือมีสิงโตทะเล จำนวนมากอาศัยอยู่บริเวณนี้ก็สงเสียงดังตลอดเวลา มาเพียร์ 39 ก็หนีไม่พ้น กิน ซื้อของฝาก ถ่ายรูป ไม่มีอะไรมาก แต่ถ้าใครชอบอควาเรียม ก็มีอวาเรียมอยู่บริเวณนี้ จำไม่ได้แน่ว่าเท่าไร แต่อยู่ในช่วง 15 ถึง 20 เหรียญ อควาเรียมที่นี่ไม่ใหญ่มากนัก คิดแล้วก็แพงอยู่เพราะไม่ได้มีอะไรให้ดูมากมาย

เดินต่อมาหน่อยก็ฟิชเชอร์แมนวาฟ จริงๆก้คล้ายๆกันคือ มีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกจำนวนมาก แต่วิวสวยเพราะติดทะเล แต่ปกติบริเวณริมทะเลจะลมแรง หนาวกว่าบริเวณอื่นๆ
สิ่งที่เราโปรดปรานมากที่สุดเวบามาฟิชเชอร์แมนวาฟ คือ ที่ ghirardell Square ซึ่งเป็นร้านช๊อกโกแล๊ตเก่าแก่ที่ถือกำเนิดที่ซานฟรานซิสโก มาที่นี่ก็สามารถซื้อช๊อกโกแล็ตเป็นของฝาก
แต่ที่ชอบคือ Hot Chocolate ที่นี่อร่อยมากอร่อยกว่าสตาบัคเยอะเลย นอกจากนั้นก็มีไอศครีมบรการด้วย นอกจากช๊อกโกแล็ตอร่อยแล้ว อาคารยังสวยเนื่องเป็นตึกเก่า เวลาพระอาทิตย์ตกถ่ายรูปสวยมาก นอกจากนั้นเคเบิลคาร์ยังมาสุดท้ายบริเวณนี้ด้วย สามารถรอเคเบิลคาร์ตรงจุดนี้และนั่งกลับเข้าเมืองได้

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

สถานที่ท่องเที่ยวในซานฟรานซิสโก : San Francisco Attractions : Embarcadero

plew June 14th, 2008

San Francisco Ferry Buildingนนสายสำคัญและสวยมากที่สุดสายหนึ่งในซานฟรานซิสโกคงหนีไม่พ้น Embarcadero ซึ่งเป็นถนนสายที่วิ่งเรียบ San Francisco Bay พูดง่ายๆเป็นถนนวิ่งเรียบน้ำตลอดสาย
Embarcadero มีสถานที่ท่องเที่ยวดังๆของที่ตั้งอยู่ ไม่ว่าจะ Ferry Building, Fisherman’s Wharf and Pier 39, Coit Tower นอกจากจะมีสถานที่ที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวบนถนนเส้นนี้แล้วทัศนียภาพของถนนเส้นนี้สวยงาม ฝั่งหนึ่งเป็นอ่าว ซึ่งจะเห็น Bay Bridge ซึ่งเป็นอีกสะพานที่ใช้ข้ามจากฝั่ง ซานฟรานซิสโกไปโอ๊คแลนด์ เบย์บริดจ์ในช่วงพระอาทิตย์ตกก็สวยงามไม่แพ้ โกลเดนเกตบริดจ์เช่นกัน จริงๆแล้วเบย์บริดจ์นั้นยาวและกว้างกว่าโกลเดนเกตบริดจ์เสียอีก รวมทั้งสร้างในระยะเวลาไล่เลี่ยกันแต่ไม่โด่งดังเป็นที่รู้จักมากนัก

นอกจากจะขนาบไปด้วยผืนน้ำแล้ว อีกฝั่งของถนนเป็นตึกอถาคารที่มีความสวยงาม วิวอาคารตึกรามจากถนนนี้ถือเป็นวิวของเมืองซานฟรานที่สวยมากมุมหนึ่งจะเห็นตึกปิรามิด ซึ่งก็คือตึก TransAmerica และ Coit Tower รวมทั้งร้านอาหารสวยๆเรียงราย ในจำนวนนั้นมีร้านอาหารไทยร้านหนึ่งซึ่งถือว่าอาจจะเป็นร้านอาหารไทยที่ดังที่สุดของที่นี่คือ “ร้านโอชา” ซึ่งเรียกว่ามีคนแน่นตลอดทุกวัน เดินเล่นบนถนนสายนี้ค่อนข้างมีความลอดภัยไม่มีคนจรจัด ถนนสะอาด เพลินตา ถ้าใครไม่ชอบเดินถนนสายนี้มีรถไฟรางโบราณ รวมทั้งรถไฟรุ่นใหม่ให้บริการหลายสาย เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวดังๆเยอะอย่างที่บอกบนถนนสายนี้

ถ้าเริ่มเดินจากถนน Market แล้วมาชน Embarcadero สถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกที่จะเจอคือ Ferry Building จริงๆแล้วถ้าจะมาที่นี่แนะนำว่าให้มาวันเสาร์ อาทิตย์ เพราะเฉพาะเสาร์อาทิตย์ที่นี่จะมีตลาดนัดที่ที่นี่เขาเรียกว่า Farmer Market คือเจ้าของฟร์ามเอามาขายกันเอง มีทั้งผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารมากมาย ซึ่งตอนนี้เป็นที่นิยมของคนที่นี่ เพราะเขาเชื่อว่ามันสด สะอาด อร่อย เป็นธรรมชาติ ปลอดภัยจากสารเคมี มากกว่าไปซื้อในซุปเปอร์มาเก็ต แต่ราคาเหรอแพงกว่าในซุปเปอร์มาเก็ตอีก แต่สนุกดีเพราะมีของให้เลือกซื้อ เลือกกิน แต่ต้องมาแต่วันเพราะตลาดวายตั้งแต่บ่ายสองครึ่ง ถ้ามาวันธรรมดาหรือมาช่วงเย็น ค่ำก็จะเงียบเหงาไม่มีอะไรมาก นอกจากร้านอาหารซึ่งมีอยู่ไม่กี่ร้าน และตัวตึกเอง ซึ่งเหมาะแค่ถ่ายรูปไว้ดู แต่ไม่มีอะไรอื่นๆให้ทำ เพราะฉนั้นมาเสาร์ อาทิตย์ช่วงเช้าดีที่สุด ร้านค้าผู้คนจะคึกคักมาก


คลิกดูรูปถ่ายที่ Embarcadero
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

สถานที่ท่องเที่ยวในซานฟรานซิสโก : San Francisco Attractions : Market Street & Union Square (2)

plew June 7th, 2008



มาเที่ยวซานฟรานซิสโกกัน ย่าน Market Street & Union Square กันต่อ สิ่งที่แนะนำว่าต้องใช้บริการคือ Cable Car ซึ่งจุดเริ่มต้นอยู่ตรง Market & Powell Street จริงๆแล้วเคเบิลคาร์มีสายอื่นอีกแต่สายที่แนำนำคือ Powell & Hyde ซึ่งจะไปสุดท้ายที่ Fisherman Warf ที่แนำนำเพราะเคเบิลคาร์สายนี้ผ่านสถานที่เด่นๆสวยๆ เยอะมาก เส้นทางไม่ยาว วิ่งขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จะผ่านไชน่าทาวน์
อลาโมดแสควร์ ซึ่งมีอาคารบ้านแบบวิตอเรีย สวยมาก รวมทั้งถนนลอมบาด Lombard ซึ่งเป็นอีกจุดที่นิยมของนักท่องเที่ยว เพราะมีถนนแคบ ชันและคดเคี้ยว ซึ่งเป็นจุดเด่นของซานฟรานซิสโก
คือถนนที่นี่จะขึ้นๆลง ๆเหมือนขับรถขึ้นภูเขา แต่ลอมบาดจะเป็นจุดที่ชันที่สุดและสวยที่สุด ซึ่งถ้าเราชอบจุดไหนก็แวะลงได้ แต่แนะนำว่านั่งไปให้สุดก่อน เพราะจะได้รู้ว่ามีอะไรที่เราชอบ และค่อยมาไหมทีหลัง ที่สำคัญสุดสายเป็นฟิชเชอร์แมนวาฟ ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่จะเล่าเกี่ยวกับ Fisherman Warf ทีหลัง สุดทางขากลับก็นั่งสายเดิมกลับมาที Market Street ง่ายมาก ไม่จำเป็นต้องซื้อทัวร์ หรือมีคนพาไป รับรองไม่หลง ค่ารถเคเบิลคาร์ ณ วันนี้ 5.5 เหรียญ ต่อคนต่อเที่ยว ไปกลับก็ 11 แพงเอาการ แต่ไม่ควรพลาดเด็ดขาด บางวันนักท่องเที่ยวรอขึ้นเคเบิลคาร์ กันแถวยาวถึงยาวมาก เพราะฉนั้นหลีกเลี่ยงวันเสาร์ อาทิตย์จะดีเพราะคนจะเยอะขึ้นมาอีก

นอกจากนั้นตลอดถนนมาร์เกตมีร้านรวงต่างๆมากมาย ทั้งสองฝั่ง แต่แนะนำว่าให้เดินเฉพาะตั้งแต่ Market and Fifth ขึ้นไป สี่ สาม สอง หนึ่ง ออยาเดินลงไป หก เจ็ด แปด… เพราะไม่มีอะไร และอาจรวมทั้งออกจะน่าเกลียดและไม่ปลอดภัยนัก Market ตัดกับ Powell เดินขึ้นไปเรื่อยๆจะไปยูเนี่ยนแสควร์ และตลอดทางจะมีร้านค้าดังๆมากมาย ทั้งไฮแอนด์แบรนด์ และแบรนด์ดังๆของที่นี่ สามารถเดินวนเป็นสี่เหลี่ยม ขึ้นๆลงๆได้ตลอด ร้านค้ามากมาย คงไม่ต้องบรรยายว่ามีร้านอะไรบ้างมันเยอะมาก แต่ถ้าชอบเดินในห้างเดินในตึกก็แนะนำให้เดินใน Westfield San Francisco Center ซึ่งอยู่ริมถนน Market Street & Fifth หาง่าย ในนั้นจะมีร้านแบรนด์ดังๆ เหมือนข้างนอกถนน ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องสำอาง โรงหนัง ร้านอาหาร ฟูดส์คอร์ด ซึ่งอยู่ใต้ดิน รวมทั้งยังมีห้างสรรพสินค้าหรูสองห้างอยู่ในนั้นแต่คนละวิงค์ คือ Bloomingdale และ Nordstrom ซึ่งทั้งสองห้างของจะค่อนข้างไฮแอนด์ หรู แพง จริงๆถ้าไม่อยากเดินตากลม ตากแดด เดินใน Westfield Center ก็เหนื่อยแล้ว ที่สำคัญในส่วนพลาซ่าชั้นบนสุด ชั้นสี่ เป็นจุดที่สวยเพราะจริงๆที่นี่เป็นตึกเก่า ชั้นสี่เป็นโดม และมีที่นั่งพัก สวยมาก

อย่างที่บอกว่าจริงๆแล้วซานฟรานเป็นเมืองไม่ใหญ่ ถ้าเดินจาก Market ขึ้นไปเรื่อย ผ่านถนน สี่ สาม สองหนึ่ง ก็จะไปชนน้ำคือ ริมน้ำ ซึ่งเป็นถนนเอ็มบัคคาเดโรว์ ซึ่งเป็นถนนเลียบซานฟรานซิสโกเบย์นั่นเอง ถนนนี้ก็เป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวมากมายเช่น ฟิชเชอร์แมนวาฟ เฟอร์รี่บิวดิ้ง เพียร์ 39 จริงๆแล้วถ้าไม่ขี้เกียจเดินสามารถเดินถึงกันได้หมด ถ้าเดินไปพักไป สามารถทำได้ ตัวเองทำมาแล้ว หรือจะนั่งรถเมล์ก็สะดวก จริงๆมาที่นี่ไม่จำเป็นต้องซื้อทัวร์ ไปเองได้ แต่จะเล่าเกี่ยวกับเอ็มบัคคาเดโรว์ต่างหากเพราะมีสถานที่เด่นมากมายบนถนนนี้

อย่างที่บอกตอนต้นๆว่าเดินเล่น Market Street แนะนำให้เดินขึ้น สี่ สาม สองหนึ่ง แต่ถ้าอยากไปดู San Francisco City Hall ก็ต้องเดินลงไป หก เจ็ด แปดก็จะเจอ City Hall ซึ่งสวยและสามารถเดินชม ถ่ายรูปภายในได้ แต่ต้องบอกก่อนว่า สวยแต่รอบๆมีคนจรจัดเยอะ อย่างที่บอกว่า เดินลงไปถนนหก เจ็ด ลงไปเรื่อยๆ มันไม่ค่อยโสภา ร้านหรูไม่มี คนจรจัดเตรตามถนน เสียดายมาก เพราะซิตี้ฮฮลที่นี่สวย แต่ตัวเองไม่จำเป็นก็ไม่ค่อยอยากเดินไปย่านนั้น นึกออกไม๊ ถนนเดียวกัน แต่ฝั่งหนึ่งสวยหรู อีกฝั่งคนละเรื่องเลย ห่างกันไม่กี่เมตร แต่ถ้าเดินไปช่วงกลางวันก็ไม่น่าจะอันตรายอะไร

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

สถานที่ท่องเที่ยวในซานฟรานซิสโก San Francisco Attraction : Market Street & Union Square

plew June 4th, 2008

Video Market Street San Francisco

ล่าเรื่องเกี่ยวกับซานฟรานซิสโกมาหลายตอนด้วยกันวันนี้ขอเข้าสู่เรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง..นั่นคือเรื่องเที่ยวนั่นเองเพราะอย่างที่บอกไว้ว่าซานฟรานเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเมืองหนึ่งของอเมริกา เป็นเมืองที่มีทัศนียภาพสวยงาม เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งจากในสหรัฐอเมริกาเอง และจากประเทศต่างๆทั่วโลก ที่นี่นับว่าเป็นเมืองที่มีความเป็น International มากเมืองหนึ่ง
อันเตอร์ยังไเง นักท่องเที่ยวรวมทั้งผู้คนที่อยู่ที่นี่ หลากหลายทั้งเชื้อชาติ วัฒนธรรม ทั้งฝรั่ง อเมริกันเอง ยุโรป รัสเซีย อเมริกากลาง อเมริกาใต้ เอเชีย จีน แขก มีครบ

สำหรับวันนี้เอาใจคนชอบช๊อปปิ้งกันก่อนเลย สถานที่ท่องเที่ยวแรกที่อยากแนะนำคือ Market Street & Union Squaer เพราะย่านนี้ถือเป็นย่านดาวทาวน์ที่นักท่องเที่ยวต้องมารายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า ร้านรวงชื่อดังต่างๆมากมาย รวมทั้งโรงแรม ร้านอาหารมีให้เลือกหลากหลาย นอกจากนั้นยังเป็นจุดศูนย์กลางการคมนาคม ทั้งรถเมล์ รถไฟใต้ดินรถไฟราง และที่สำคัญเป็นจุดเริ่มต้นของ Cable car ที่ถนน Powell ซึ่งเป็นไฮไลท์สำคัญของที่นี่ที่ไม่ควรพลาด

มาเรื่องช๊อปปิ้งกันก่อนเลย ขอเริ่มที่คนที่ชอบ นิยมของถูก ของลดราคา ก่อน ที่แรกแนะนำให้ไปที่ ROSS ซึ่งอยู่บน Market Street ตัดกับ Forth Street อยู่ตรงหัวมุม เห็นเด่นชัด ที่นี่เป็นแหล่งช๊อปสุดโปรดของตัวเอง และของคนที่ชอบซื้อ แต่งบประมาณไม่มาก ที่นี่ของถูกมากถึงมากที่สุด มีทั้งเสื้อผ้าหญิง ชาย รองเท้า กระเป๋า กระเป๋าเดินทาง เครื่องประดับ แว่นกันแดด ถุงเท้า ถุงน่อง อุปกรณ์เครื่องครัว เครื่องใช้ในบ้าน ที่นอน สารพัดบรรยายไม่หมด แต่รับประกันความถูก แต่ของส่วนใหญ่เป็นประเภทตกรุ่นมาแล้ว ไม่ใช่คอลเล็กชั่นใหม่ ซิง แต่ถ้าตาดี โชคดีก็มีสิทธิได้ของที่ขายในห้างราคาเต็มๆ ได้เหมือนกัน เคยเจอมากับตัวเอง เสื้อแซกที่นี่สิบหกเหรียญ ไปเดินอีกห้างเหมือนเปี๊ยบ ขายราคาเต็มสี่สิบกว่าเหรียญ ของส่วนใหญ่ถูกว่าราคาป้ายมากกว่าห้าสิบเปอร์เซ็น และมีให้เลือกหลากหลาย
แบรนด์ส่วนใหญ่ก็แบรนด์อเมริกา Polo Tommy DKNY Guess Puma Adidass Roxy และอื่นๆอีกมากมายจริงๆ ยิ่งคนชอบขุด ชอบคุ้ยแล้ว ขอบอกว่าสนุก เพราะหยิบจับ โยน ลอง ได้ตามอำเภอใจแต่ของอาจหายากซักหน่อย ต้องค่อยๆดู ค่อยๆเลือก ตาดีได้ ตาร้ายอาจได้ของมีตำหนิ เจอของที่ชอบแนะนำว่าให้ซื้อ เพราะมาอีกวันอาจหมด เพราะบางแบบมีของน้อย หมดแล้วหมด คนช๊อปที่นี่เยอะ
ร้านแบบเดียวกับ ROSS เช่น Marshalls อยู่ที่ Market Stree & Fifth Street และที่ Berlington Howard & Fifth Street จริงๆก็มีที่อื่นแต่ออกไปไกลจากย่านนี้ แต่ที่ที่แนะนำมานี่ของเยอะสุดแล้ว อ๋อต้องย้ำว่าร้านปิดเร็วมาก สำหรับคนไทย ปิดทุ่มหนึ่ง ยกเว้นวันเสาร์ปิดสองทุ่ม ร้านและห้างที่นี่ส่วนใหญ่ทุ่มสองทุ่มก็ปิดกันหมดแล้ว

สำหรับคนที่มีกระตังค์มากหน่อย ชอบของอินเทรนด์ ไม่ตกรุ่น แต่ก็ไม่แพงจับใจไฮโซมากนัก ก็แนะนำ Macy Union Square เลย ที่นี่ก็มีของลดราคาทุกวัน แต่ไม่ถูกเท่าพวก ROSS แต่แน่นอน รวมๆของสวยกว่าหาของง่ายกว่า แต่ก็แพงกว่าชัวร์ ช๊อปที่นี่ก็สนุกเพราะพนักงานไม่ตาม ไม่ยุ่ง เลือกดูเลือกลองตามใจ ไม่มีคนมาตามจุกจิกกวนใจ ยกเว้นเครื่องสำอางซึ่งตามไม่แพ้เมืองไทยเหมือนกัน ที่นี่ก็มีแบรนด์ให้เลือกหลากหลายแยกสองตึก ตึกชาย ตึกหญิงอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ที่นี่มีร้านอาหารดังคือ Cheese Cake Factory อยู่บนชั้นบนสุดของตึกแผนกสตรี อาหารอร่อย Cake อร่อย แต่คนแน่น บางทีต้องรอคิวนานมาก ราคาไม่แพงมากแต่ก็ไม่ถูก แต่สำหรับคนไทยกินอะไรที่นี่ก็แพงไปหมดอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากกินถูกชั้นใต้ดินตึกเดียวกันก็มีอาหารอร่อย แนะนำพิซ่า อร่อยและไม่แพง …..วันนี้ค้างไว้แค่นี้ก่อน ยังมีอะไรให้เดินช๊อปอีกมากมายในย่านนี้Union Square, one of San Francisco’s main retail and cultural centers, also refers to the actual park bordered by Geary, Powell, Post and Stockton streets. Set aside as a park in 1850 and named before the start of the Civil War as a tribute to the frequent demonstrations in support of the Union troop, the park got a major renovation and restoration in 2002.

อ่านเรื่องเที่เกี่ยวข้อง

อเมริกาน่าอยู่กว่าเมืองไทยจริงไม๊ Is It True that Staying in America Is Better Than Staying in Thailand

plew June 1st, 2008


สำหรับหลายๆท่านที่ได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับซานฟรานซิสโกตั้งแต่ต้นต้องขอย้ำอีกทีว่า ข้อสรุปทั้งหมดข้างต้นต้องขอย้ำว่าเป็นมุมมองที่ได้จากการสัมผัสของตัวเอง คนอื่นมาที่นี่อาจมีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่สำหรับตัวเองในภาพรวมที่นี่ถือว่าเป็นสถานที่ที่น่าอยู่และไม่ยากในการปรับตัวมากเกินไปนัก แต่ความจริงก็คือมันไม่มีที่ไหนสมบูรณ์แบบทั้งบ้านเราและที่นี่ต่างมีทั้งข้อดีและข้อด้อย อยู่ที่ว่าที่ไหนมันตอบสนองความต้องการของเรามากกว่า สำหรับที่นี่จุดเด่นที่เราคิดว่าดีกว่าเมืองไทยมากๆคือการใช้รถใช้ถนน ที่นี่รถไม่ติด การข้ามถนนที่นี่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง คนใช้รถจะให้ทางกับคนเดินเท้าก่อนเสมอ หยุดเป็นหยุด ไม่มีมากั๊กๆจะหยุดก็ไม่หยุดแบบบ้านเรา คนข้ามต้องรอให้รถว่างแต่ที่นี่ตรงข้าม มีคนเดินข้ามเขาหยุดทันทีไม่มีบีบแตรไล่ และที่นี่ให้ความสำคัญกับคนพิการ ฟุตบาททุกที่จะมีทางสำหรับรถเข็นให้ใช้งานได้สะดวก รถเมล์ก็มีระบบรองรับสำรับคนใช้รถเข็น ห้องน้ำทุกทีก็มีเฉพาะสำหรับคนพิการ รวมทั้งมีที่จอดรถกว้างพิเศษสำหรับคนใช้วีลแชร์ด้วย รถเมล์ของเขาก็มีความปลอดภัยกว่ามาก ไม่มีการขับแข่ง ขับเร็ว จอดก็จอดนาน ไม่ต้องรีบเพราะกลัวรถไม่รอแบบบ้านเรา ถนนหนทางส่วนใหญ่ค่อนข้างสะอาดกว่า อากาศมีมลภาวะน้อยกว่า รัฐบาลและคนเขาค่อนข้างให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมสูงกว่า ถ้ามีการขุดเจาะ ทำถนน หรือทางเท้า เขาจะเน้นเรื่องการส่งสัญญาณเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นมากกว่าบ้านเราเยอะ ภาพรวมดูเหมือนว่าเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้ชีวิตจะดีกว่า

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากให้ประเทศไทยเราเอาอย่างคือเรื่องโอกาสในการทำงาน อันนี้หมายถึงถ้าเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฏหมาย เขาค่อนข้างให้ความเท่าเทียมในโอกาสการทำงานมากกว่า เมืองไทยเราถ้าอายุเกินสามสิบห้าแล้วต้องออกมาหางานใหม่นั้นชักไม่ง่าย หลายบริษัทในหลายตำแหน่งระบุเลยอายุเกินเท่านี้ไม่รับ และบ้านเราเน้นเรื่องคุณวุฒิการศึกษาเอามากๆ รวมทั้งหลายแห่งให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาเป็นอันดับแรก สมัครงานต้องแนบรูปถ่ายก่อนเลย แต่ที่นี่ไม่ใช่สมัครงานไม่ต้องเลยไม่ต้องแนบเอกสารอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องมีรูป ไม่ต้องสำเนาใดๆ ตำแหน่งงานต้นๆคนอายุมากๆก็ทำได้ เขาไม่ปิดกั้น ตัวอย่างง่ายๆถ้าเป็นพวกร้านฟาสฟูดบ้านเรามีแต่คนอายุน้อยๆทำ ถ้าอายุมากหน่อยก็เป็นผู้จัดการ แต่ที่นี่บางคนอายุเกือบหกสิบยังทำแคชเชียร์หรือขายของในห้างสรรพสินค้าสบายๆ ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่มีงานนี้สำหรับเด็กจบใหม่ คนแก่ไม่รับปกครองยาก ถ้าเป็นเมืองไทยหมดสิทธิ์ สาวๆเท่านั้น คนแกก็นอนอยู่บ้านแล้วกัน นั่นเป็นสิ่งที่เราอยากให้เมืองไทยเป็นอย่างงั้นบ้าง ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ วุฒิไม่ได้ อายุมากเกินไป ไม่สวย โหงวเฮ้งไม่ดี

แต่ถ้าถามต่อว่าแล้วถ้าเทียบกับเมืองไทยบ้านเราละ ตรงนี้นานาจิตตังจริงๆ เพราะตัวเองก่อนมา เพื่อนๆรอบตัวที่เคยมาอยู่ที่นี่พูดเหมือนกันว่ามาอเมริกาแล้วไม่อยากกลับเมืองไทย อเมริกาดีกว่าน่าอยู่กว่า และหลายครอบครัวที่รู้จักก็เรียกว่าอพยพยกครอบครัวมาอยู่ที่นี่กันอย่างถาวร ตั้งใจจะเอาเป็นถิ่นตายกันเลยทีเดียว แต่สำหรับตัวเองแล้ว ยังไงก็ไม่มีที่ไหนดีกว่าเมืองไทยแน่นอน ไม่รู้สิ กลับเมืองไทยแล้วกลับมาที่นี่ใหม่ๆ รู้สึกว่าคิดถึงเมืองไทยมาก มีความรู้สึกว่ามันสะดวกสบายมากกว่า สบายใจกว่าสำหรับตัวเอง ถึงมันจะร้อนและรถติดก็ตามที แต่บ้านเราสนุกกว่าเยอะ มีอาหารอร่อยๆให้ทานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ราคาก็แสนจะถูก เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวก็ไปให้เขานวด อยากเสริมสวยก็ไป ราคาสบายๆ แต่ถ้าเป็นที่นี่ต้องคิดให้หนักเพราะมันแพงมาก จะใช้บริการให้คนเอาอกเอาใจอย่างอยู่บ้านเราบ่อยๆคงไม่ได้ อย่าพูดว่าบ่อยเลยแค่ครั้งเดียวยังลำบากใจที่จะควักเงินในกระเป่ามาจ่าย จะดูหนังสักเรื่องก็คนละเกือบสี่ร้อยบาทเก้าอี้ธรรมดา โรงธรรมดา แถมไม่ระบุที่นั่งต้องแย่งกันเอาเองต้องรีบเข้าไปในโรงจองที่นั่งตั้งแต่ไก่โห่เพื่อให้ได้ที่นั่งดีๆ ร้านรวง ห้างสรรสินค้าทุ่มสองทุ่มก็ปิดซะแล้ว ที่นี่ทุ่มสองทุ่มถนนก็เงียบไม่เหมือนบ้านเราคึกคักยันสว่างนั่นแหละ
ดังนั้นการเดินถนนในยามค่ำคืนที่นี่มันน่ากลัวเพราะมันเงียบจริงๆ ไม่มีร้านขายก๋วยเตี๋ยวข้างถนนแบบบ้านเรา ในความคิดตัวเองแล้วการมีร้านขายของข้างถนนในยามค่ำคืนมันช่วยให้คนเดินถนนดึกๆกลับบ้านดึกๆปลอดภัยมากขึ้น เพราะมันสว่างและไม่เปลี่ยว ใครจะเกลียดของแผงลอยข้างถนนเราไม่รู้ แต่เรารักสุดหัวใจเลยแหละ พูดง่ายๆบ้านเรามันหาความสบาย ความบันเทิงมาบำรุงบำเรอตัวเองได้ง่ายกว่า ดีกว่า และที่สำคัญถูกกว่าเยอะ คนที่นี่มาเจอกองทัพร้านอาหารในย่านเกษตร นวมินทร์บ้านเราแล้วจะหนาว นี่แหละ Amazing Thailand ขอสรุปว่า “รักเธอประเทศไทย สุดยอด” .


อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง