Archive for April, 2008

วัฒนธรรมอเมริกัน ภาคสอง

plew April 12th, 2008


มาเล่าเรื่องวัฒนธรรม นิสัยของคนอเมริกันกันต่อ ยังไม่จบ

เรื่องเทศกาล วันสำคัญต่างๆ คนที่นี่ให้ความสำคัญมาก การให้ของขวัญหรือการ์ดในเทศกาลต่างๆถือเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนส่วนใหญ่ สำหรับตัวเองด้วยแล้วปกติไม่ค่อยสนใจเรื่องเทศกาลอะไรกับเขาเท่าไร ยอมรับว่ารู้สึกขัดใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็ต้องทำเพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นคนใจดำ ใจร้าย ไปซะอีก ที่นี่วันหยุดเทศกาลต่างๆมีความหมายไม่ใช่แค่ วันที่ไม่ต้องไปทำงานแบบเรา

อีกอย่างที่เรารู้สึกว่าเขาทำมากกว่าเราคือการชม ไม่รู้ว่าชมจริงๆหรือมารยาท แต่เจอกันทีไรก็จะชมแต่งตัวสวยนะ รองเท้าสวยนะ แต่งหน้าสวยนะ ไปเที่ยวเหรอดีจังนะ ดังนั้นเราต้องหัดชมคนอื่นให้มันมากขึ้น ถามเรื่องราวของเขาให้มากขึ้น ซึ่งจริงๆตรงนี้มันน่ารักดี จะจริงใจไม่จริงใจก็ไม่รู้ละแต่คนฟังก็สบายใจดี ดีกว่าถูกด่า จะว่าไปคนที่นี่เหมือนบางทีสุดโต่งยังไงไม่รู้ คนรู้จักกันสนิทกันก็ชมกันดีชมกันจัง แต่ในขณะเดียวกันก็ขี้บ่น ไม่ชอบก็พูดตรงๆว่ากันตรงๆ แรงๆ มากกว่าคนไทยเราเยอะ จุดนี้แหละที่คนไทยอย่างเราอาจรับไม่ค่อยได้เท่าไร เหมือนบางครั้งเขาไม่ถนอมน้ำใจคนฟังเอาซะเลย ไม่ค่อยมีลักษณะหยวนๆแบบคนไทยเรา บางทีเรารู้สึกว่าฝรั่งใจดีนะ แต่บางทีก็รู้สึกว่าโครตใจร้ายเลย Complain ซะทุกเรื่องที่ไม่ถูกใจถือเป็นเรื่องปกติของเขา จุดนี้เองตัวเองเคยมีปัญหาไม่เข้าใจกับแฟนใหญ่โต มีครั้งหนึ่งเราไปแตะของอะไรของเค้าซักอย่าง เค้าก็ตะโกนโวยวายแบบไม่พอใจอย่ามาแตะของฉันนะ เรางงมากว่าเอ้แค่แตะเนี่ยนะไม่ได้ทำอะไรเสียหายซะหน่อยทำไมต้องโวยวานเสียงดังด้วยหลังจากโกรธกันได้สักสามชั่วโมงก็มานั่งเคลียกัน สรุปคือเขาบอกคนที่นี่เคยชินกับอาการประเภทตะคอกซึ่งสำหรับเขาเขาอาจคิดว่าเขาแค่พูดเสียงดังเท่านั้นแต่สำหรับเรามันคือการตะคอก เขาบอกถือเป็นเรื่องปกติไม่ได้แปลว่าเขาโกรธมากมาย พูดแล้วจบไม่ได้เก็บมาฝังใจ เราบอกแต่คนไทยไม่ใช่เราไม่ชินกับการตะคอกหรือพูดจาแบบขวานผ่าซาก พูดดีๆ พูดกันแบบนุ่มนวลดีกว่า คนไทยรับไม่ค่อยได้กับการพูดแรงๆแบบไม่ถนอมน้ำใจแต่ของเขาคือเรื่องปกติ หลังจากคุยกันเข้าใจแล้วก็ไม่เกิดเหตุการณ์แบบเดิมอีกเพราะเขารู้ว่าเรารับไม่ได้ นิสัยข้อนี้ถือเป็นความแตกต่างอย่างมากระหว่างคนไทยและคนอเมริกัน คนไทยเราค่อนข้างขี้เกรงใจ ไม่ค่อยพูดว่ากันตรงๆแรงๆ ออกแนวอ้อมๆกัดๆซะมาก ถ้าไม่หนักหนาจริงๆบางทีเราก็บอกเออช่างมันเหอะ ขี้เกียจทะเลาะ เดี๋ยวมองหน้ากันไม่ติด แต่คนที่นี่เขาตรง ไม่ชอบก็บอก ไม่พอใจโวย ไม่ค่อยมีมาเกรงใจกัน มีเหตุการณ์หนึ่งที่เจอกับตัวเองและมันตอกย้ำความรู้สึกที่มีต่อคนที่นี่ เรื่องมีอยู่ว่าเพื่อนบ้านที่อยู่ติดๆกันคนหนึ่งพาเพื่อนมาพักด้วยและเพื่อน เพื่อนเขาไม่ได้มาตัวเปล่ามีสุนัขมาด้วยหนึ่งตัว ปรากฏว่าตอนกลางคืนสุนัขก็ประมาณครางๆ เห่านิดๆ ไม่ได้เสียงดังอะไรมากมายเลย ก็เหมือนเสียงแมวเสียงหมาปกติทั่วไป ปรากฏว่ามันกลายเป็นเรื่องใหญ่เพราะเพื่อนบ้านอีกคนที่อยู่ติดกับหลังที่พาสุนัขมาค้าง โกรธเป็นฝืนเป็นไฟทุบประตูเรียกดังปึงปัง หลังจากนั้นก็เปิดฉาก ด่า อย่างหยาบๆเป็นภาษาอังกฤษนั่นแหละเป็นชุด ด่ากันไปด่ากันมาเกือบชั่วโมงได้ เพื่อนบ้านที่ไม่พอใจยืนคำขาดให้เอาสุนัขออกไป เพราะมันรบกวนเขามาก หลังจากนั้นเจ้าของสุนัขก็ปิดประตูไม่คุยด้วย รายที่ไม่พอใจไม่ยอมเลิก ทุบประตูเรียกไม่หยุด นึกออกไหมจริงๆเสียงหมา มันไม่ได้ดังอะไรจนนอนไม่หลับหรอก แต่ไอ้คนนี่แหละรบกวนมากๆ คืนนั้นเลยไม่ต้องหลับนอน เพราะคนทะเลาะกันเรื่องหมาๆ พอรุ่งเช้าก็ยังไม่ยอมจบ เราเป็นงงอะไรกันนักหนากะแค่หมาเห่า หมามันก็ต้องเห่าเป็นธรรมดา ตัวเองพูดอย่างกลางๆสุนัขตัวนั้นไม่ได้ส่งเสียงดังมากมายเลย เหตุการณ์นี้ทำให้เรากลับมานั่งคิดถึงบ้านที่เมืองไทย เราเองมีสุนัขอยู่สองตัวเห่าดังกว่าเจ้าหมาฝรั่งตัวนั้นอีก ไม่เห็นมีเพื่อนบ้านมาด่าซักที ในขณะเดียวกันเพื่อนบ้านใกล้เคียงก็มีแมวมีหมาที่ส่งเสียงดังบ้างในบางครั้ง มันก็ไม่ได้ทำให้เราหรือคนละแวกนั้นมีปัญหาแต่อย่างใด จริงๆคงมีคนรำคาญบ้างแหละ แต่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ต้องมาเสียเวลาทะเลาะกันให้เหนื่อย หมาเห่าน่ารักกว่าคนเห่าเยอะเลย

ไอ้นิสัยแบบนี้แหละเราถึงได้ยินกันมานานแล้วว่าฝรั่งเขาชอบฟ้อง ฟ้อง ในที่นี้คือฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมาย เรื่องเล็กเรื่องน้อยฟ้องมันหมด อาหารสกปรกก็ฟ้อง เดินสะดุดหกล้มบนทางเท้าก็ฟ้อง เพื่อนบ้านทำน้ำหกเดินลื่นหกล้มก็ฟ้อง มีเพื่อนคนอเมริกันเชื้อสายจีนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เขาอยู่คอนโดเขาต้องทำประกันไว้หมด เช่นถ้าเขาเกิดทำน้ำนองออกไปนอกห้องแล้วมีคนเดินผ่านห้องเขาแล้วหกล้มขึ้นมา เขาอาจโดนฟ้องเอาง่ายๆ เพราะคนที่นี่ขี้ฟ้อง ถ้าไม่มีประกันแล้วต้องจ่ายขึ้นมามันเรื่องใหญ่อาจถูกเล่นจนหมดเนื้อหมดตัวเลยก็เป็นได้ อันนี้เรื่องจริงเขาบอกบางคนที่นี่ฟ้องเป็นอาชีพ ฟ้องมันทุกเรื่องฟ้องเพื่อหาเงินใช้ ตลกดี บ้านเรามันค่อยมีพฤติกรรมแบบนี้ถ้าไม่เรื่องใหญ่โตจริงๆส่วนใหญ่ก็คุยกันได้ประนีประนอมกันได้ แต่ที่นี่ขึ้นโรงขึ้นศาลมันธรรมดามากสำหรับเขา

อาจเป็นเพราะว่าการออกไปทานอาหารนอกบ้านสำหรับที่นี่มันค่อนข้างแพง ไม่เหมือนบ้านเราเรากินข้าวนอกบ้านทุกวนเป็นเรื่องปกติ เพราะของกินถูกๆบ้านเรามีให้เลือกมากมาย แต่ที่นี่ไปกินข้าวนอกบ้านทีถ้าไปสองคนอย่างน้อยก็ยี่สิบเหรียญ อันนี้ไม่นับรวมประเภทไปกินแม๊คโดนัลนะค่ะ ยี่สิบเหรียญนี่ถือว่าธรรมดามาก เพราะถ้าไปสองคนส่วนมากมันปาเข้าไปเกือบสี่สิบเหรียญ ขืนไปทานข้าวทาวนอกบ้านบ่อยๆจนตาย บอกได้เลยว่าคนที่มีรายได้น้อยๆ ประเภทพันห้า สองพัน สามพัน เหรียญต่อเดือนเนี่ยคงแทบไปจะทานอาหารในร้านระดับกลางขึ้นไป คือไม่ใช่ประเภทกินด่วน แทบไม่ได้ มันเลยทำให้คนที่นี่คนอเมริกันนิยมทำอาหารทานเองที่บ้านซะเป็นส่วนใหญ่ แขกมาทีบ้านส่วนใหญ่เขาก็ทำอาหารเลี้ยงไม่ค่อยมีซื้อมาจากข้างนอกแล้วมาอุ่นแบบบ้านเรา ทำให้ดูเหมือนว่าคนที่นี่ชอบทำอาหาร ทั้งคาวทั้งหวาน เขาสนใจพวกตำราอาหารมากกว่าคนไทยเรา ก็เพราะอย่างนี้แหละจะทำให้เขาปลื้มในตัวคุณได้ง่ายโดยทำอาหารอร่อยโชว์มันซะเลย คนที่นี่พอรู้ว่าเราเป็นคนไทยเกือบทุกคนจะถามเราเรื่องอาหารไทย โน่นนี่ทำไงสอนหน่อยได้ไม๊ เวลาไปเที่ยวไปพักผ่อนแปลกที่แปลกทางคนที่นี่ก็นิยมทำอาหารทานเองที่ที่พักเช่นกัน รีสอร์ทหลายแห่งจะไม่เหมือนบ้านเรา คือเขาจะมีอุปกรณ์ในการทำครัว จานชาม ทุกอย่างครบครันเหมือนอยู่บ้านเลยละ เขาจะโชว์ทำอาหารเลี้ยงกัน คนกินก็ต้องคอยชมว่าโครตอร่อยเลยทำได้ไงเนี่ย ทั้งทีจริงในใจบอกงั้นๆแหละวะ การทำอาหารอร่อยๆจึงถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของเขาละ ถ้าเป็นบ้านเราโอ้ยออกมาเที่ยวพักผ่อนทั้งทีเราก็อยากกินอาหารร้านแปลก อร่อยๆไม่ต้องมาทำมาล้างให้เหนื่อย

ว่ากันต่อเรื่องอาหาร อย่างที่บอกว่าทานอาหารนอกบ้านที่นี่มันแพง ดังนั้นคนที่นี่จึงมีพฤติกรรมหนึ่งที่ต่างจากคนบ้านเรา คือกินไม่หมดเก็บกลับบ้านมันทุกอย่าง บางคนอ่านตรงนี้อาจบอกว่าคนไทยกินไม่หมดก็ใส่ถุงกลับบ้านเหมือนกัน ใช่ค่ะคนไทยส่วนมากเลยต้องเหลือประมาณครึ่งหนึ่งขึ้นไปถึงจะใส่ถุงกลับบ้าน ถ้าเหลือประเภทสองคำคงไม่ละค่ะ คนไทยเราขี้อายจะตายไป เหลือแค่เนี่ยเอาบ้านอายเด็กเสริฟ น่าเกลียดตายเลย แต่คนที่นี่เขาไม่อายค่ะ บางคนเหลือข้าวกินได้สามคำมั้งยังเอากลับบ้านเลย คือคนที่นี่ถ้าของเหลือเขาจะขอใส่ถุงใส่กล่องกลับบ้านหมด ไม่ว่าข้าวสวย หรือกลับข้าว บางทีแค่น้ำแกงยังเอาเลย จริงๆคนที่ไม่เอาก็มี แต่ส่วนใหญ่จะเอา ตรงนี้รู้เพราะได้จากตอนทำงานร้านอาหารนี่แหละ เพราะฉะนั้น ทำงานร้านอาหารที่นี่ ลูกค้าทานเสร็จ มีของเหลือในจานจะมากจะน้อยเราต้องถามว่าจะเอากลับบ้านไหม บางรายไม่ต้องถามเขาบอกเอง แต่จะว่าเขางกมันก็ไม่ได้ก็อาหารที่นี่มันแพงนี่หว่า ก็ต้องกินให้มันคุ้มค่าที่สุด

จากเรื่องอาหารการกินมาเรื่องขยะกันบ้างดีกว่า มันต่อเนื่องกันยังไง ก็กินเสร็จแล้วมันก็ต้องมีเศษอาหารเหลือเป็นธรรมดา สำหรับอเมริกาโดยเฉพาะแคลิฟอเนียเข้มงวดมากๆในเรื่องการทิ้งขยะ การกำจัดขยะ การแยกขยะเป็นเรื่องต้องทำ เป็นกฎหมาย ไม่ทำทิ้งมั่วโดนปรับเอาได้ง่ายๆ ขยะเศษอาหาร ของเน่าของเสียทิ้งในถังสีหนึ่ง ขยะที่รีไซเคิลได้อีกใบหนึ่ง บางเมืองขยะรีไซเคิลยังมีการแยกสีอีกว่าพลาสติกทิ้งในถังขยะสีหนึ่ง ถ้าเป็นกระดาษก็ทิ้งในอีกใบหนึ่ง มั่งไม่ได้เด็ดขาด อย่างที่บอกโดนปรับเอาได้ง่ายๆ เครื่องใช้อีเล็กทรอนิกส์ที่เก่าเสียอยากทิ้งไม่ใช่ทิ้งกันง่ายๆแบบบ้านเรา บ้านเรามีคนมารับซื้อถึงหน้าบ้านได้เงินกินน้ำกินท่าอีกนิดหน่อย แต่ที่นี่ของประเภทนี้ เช่นคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ จะทิ้งทีต้องนัดบริษัทที่กำจัดขยะพวกนี้ แถมต้องเสียเงินในการให้เขากำจัดขยะให้อีกด้วย จะทิ้งอะไรทีแสนจะยุ่งยากต้องรอ ต้องนัด ต้องขับรถเพื่อไปทิ้งและสุดท้ายต้องเสียเงิน บอกตรงๆว่างง เพราะบ้านเราแค่วางโทรทัศน์เก่าๆไว้หน้าบ้านแป๊ปเดียวเดียวก็มีคนมายกไปแล้ว กระดาษเก่าๆ ขวดน้ำ ขวดพลาสติกเราก็ขายได้ บางครั้งในบ้านเต็มไปด้วยขยะรีไซเคิล เพราะบางชิ้นมันใหญ่เกินกว่าจะทิ้งในถัง ก็สะสมไว้ในบ้านเพราะขี้เกียจต้องขับรถไปที่กำจัดขยะ นี่แหละความลำบากของการอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว สู้เมืองไทยเราก็ไม่ได้รีไซเคิลด้วยแถมได้ตังค์จากขยะมากินขนมด้วย สุดยอด

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
วัฒนธรรมอเมริกันภาคหนึ่ง

I think that to truly understand American culture and the United States one must first realize that there really is no “traditional” American culture. American culture is merely a mixture of many other cultures, values, beliefs, and ideas. However, I do believe that in the last hundred years or so America has established it’s own unique culture that still retains many of its original “borrowed” ideas. For example, American culture is very diverse, because of the many different kinds of people that it represents. Nevertheless, there still are several key concepts that are unique to this culture and this culture alone. I believe that these major elements include: the ideas of democracy, capitalism, and the motivation to attain the American Dream, as well as a strong sense of individualism and nationalism, and the idea of “Americanization” or the manufacturing and dispensing of contemporary pop culture.

Democracy and individualism are very important in American culture because American culture is based around the importance of the individual. In fact, the very concept of Democracy is all about giving a voice to the average person and our individualistic nature tells us that it is our duty to make our voice heard. Likewise, Americans are not shy about going out and getting what they want, in fact we are encouraged to do so by our parents, teachers, and friends. This is a direct result of living in a capitalistic society that encourages its citizens to work their way up the social ladder and promises that any young boy or girl can one day grow up to be President, thus achieving the elusive American Dream. Finally, American culture incorporates the ideas of nationalism and Americanization because Americans are often adamant about their culture and way of life and eager to “share” it with the rest of the world


วัฒนธรรมอเมริกัน American Culture Through Thai Eyes

plew April 10th, 2008



การมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองไม่ใช่มีแต่เรื่องภาษาเท่านั้นที่เราต้องปรับตัว ยังมีเรื่องของความแตกต่างทางวัฒนธรรม ความคิด ความเคยชิน ซึ่งมันรวมรายละเอียดปลีกย่อยไว้มากมายภายใต้คำว่า “วัฒนธรรม” อย่าว่าแต่คนต่างชาติต่างภาษาเลยขนาดคนชาติเดียวกันแท้ๆ ต่างคนต่างมีพฤติกรรม ความคิด ความเคยชินที่ต่างกันไปมากบ้างน้อยบ้าง ถามว่ามาอยู่อเมริกามันปรับตัวยากไหม สำหรับตัวเองบอกตรงๆว่าไม่ยากมากนัก บางครั้งถ้าพูดว่าปรับตัวอาจดูแรงไป เรียกว่าเรียนรู้จะดีกว่า ที่ว่าไม่ยากอาจเพราะคนไทยเรารับเอาวัฒนธรรมอเมริกันมามากพอสมควรทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว ทั้งจากภาพยนตร์ จากดนตรี รายการโทรทัศน์ อาหารการกิน การแต่งกาย มองไปรอบๆตัวยิ่งคนเมืองกรุงด้วยแล้ว แบรนด์อเมริกันรายล้อมรอบตัวเต็มไปหมด

ถึงแม้ภาพรวมเราคุ้นเคยพอสมควรแต่การมาอยู่จริงๆมาอยู่นานๆมันก็มีบางอย่างที่เรารู้สึกขัดๆ ไม่ชิน ไม่อยากทำ ยกตัวอย่างให้ฟังบางเรื่องแล้วกัน เช่น คนที่นี่จะให้ความสำคัญกับการทักทาย การบอกลา เป็นคำพูดมาก รวมทั้งกริยาท่าทางเวลาทักทายกันดูมันช่างตื่นเต้นซะเหลือเกิน คนไทยเราบางทีเจอกันพยักหน้า ยิ้มก็พอ แต่ฝรั่งส่วนใหญ่เขาจะแสดงออกทั้งทางภาษาพูดและภาษากายมากกว่าเรา พูดออกมาเป็นคำ Hi, Hello, How are you อื่นๆอีกมากมาย คนไทยอย่างเราอาจรู้สึกว่ามันเวอร์ๆยังไงไม่รู้ ดีใจอะไรนักหนา เพราะคนที่นี่หน้าตา เวลาเขาพูดเขาจะดูอินมากๆ คือบางครั้งเราชินกับการแค่พยักหน้า เออฉันเห็นแกแล้วทักแกแล้ว พอจบ แต่ถ้ามาทำที่นี่บางทีอาจกลายเป็นเราไม่สนใจ เราไม่ชอบเขาหรือเราไม่สุภาพเอาได้ง่ายๆ บางครั้งเราโดนถามคำถามประเภท ใช่หรือไม่ใช่ บางทีเคยชินกับการแค่พยักหน้าหรือส่ายหน้า ก็เข้าใจแล้วแต่กับคนที่นี่เหมือนมันไม่พอเขาต้องการให้เราพูดชัดๆว่าใช่หรือไม่ใช่ อันนี้โดนมากับตัวเองเราก็พยักหน้ารับว่าใช่ เขาก็ถามคำถามเดิมอีก เราเลยงงก็พยักหน้าแล้วไง เขาถามย้ำอีกเราเลยอ๋อ Yes Yes Yes จ้า

เหตุการณ์แปลกๆอีกเหตุการณ์ ถ้าเป็นบ้านเราเจอคนแปลกหน้าประเภทมาแซว มาทักเราไม่พูดกลับทำเฉยๆมันก็โอเคเดินผ่านกันไป แต่ที่นี่มีหลายครั้งมีผู้ชายแปลกหน้าคือประมาณแซวๆแหละ ก็พูดทักประมาณสวัสดี น่ารักจังเลยประมาณนั้น เราก็ไม่พูดตอบก็เดินเฉยแบบไม่ได้ยินอะไร ปรากฏว่ามันโกรธเราใหญ่ กระโกนด่าประมาณว่าพูดด้วยทำไมไม่พูดประมาณนั้น เจอเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้ง บอกตรงๆทำตัวไม่ถูก เฮ้ยก็ไม่รู้จักนี่หว่า หน้าตาก็น่ากลัว จะพูดตอบก็กลัวเดี๋ยวคิดว่าสนใจมันอีก ไม่พูดตอบมันก็โกรธเราอีก หลังๆถ้ามีคนประเภทนี้คือไม่รู้จักเดินผ่านแล้วมาทักเราก็แค่ตอบมันเร็วๆว่า Hello แล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่หันกลับไปมองมันอีก ที่นี่บอกตรงๆว่าคนดูน่ากลัวกว่าคนไทยเยอะ มีคนประเภทแปลกๆ ไม่เต็มเยอะมาก เดินอยู่ก็กระโกนด่าคนโน้นคนนี้ หรืออยู่ดีๆก็โวยวายขึ้นมาซะดื้อๆ หาเจอได้บ่อยๆตามท้องถนน มาใหม่ก็ตกใจ มันบ้ารึป่าวเนี่ย แต่ตอนนี้ชินซะแล้ว ประเภทไม่รู้จักกันมาก่อนแล้วมาทักมาคุยด้วยนี่ธรรมดามาก เจอทุกวัน บางทีไม่ได้พูดแต่ยิ้มให้ก็เยอะ ถ้าเป็นบ้านเราไม่ค่อยมีหรอกไม่รู้จักกันจะมายิ้มมาทักทาย หรืออาจเพราะเราสวยบาดตาเกินไปก็ไม่รู้ ฮ่าๆๆ

เรื่องมารยาทของคนที่นี่ก็มีหลายอย่างที่ทำเราอึดอัด ถ้าเป็นบ้านเรา ถ้าเพื่อนน้อง เพื่อนแม่ เพื่อนพ่อมาที่บ้านและเราก็ไม่ได้รู้จักเขา เราอยู่อีกห้องหรืออยู่ข้างบน เราไม่ลงไปทักทายเขามันก็ปกติไม่ได้เสียมารยาทอะไร ก็เพื่อนน้อง เพื่อนแม่ เพื่อนพ่อนี่หว่าไม่ใช่เพื่อนเรานี่ น้องก็คุยก็ดูแลเพื่อนเขาไป เราไม่เกี่ยว แต่ที่นี่ไม่ใช่ เพื่อนใครก็แล้วแต่แหละมาที่บ้านที่เราอยู่ เราจะอยู่มุมไหนก็ตามเราต้องมาทักทายแขกที่มา เวลาเขาจะกลับเราก็ต้องมาบอกลา ถ้าเป็นบ้านเรา ส่วนมากไม่ใช่แขกเราเราไม่รู้จักเลยไม่ต้องเจอกันเลยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าที่นี่เราไม่มาทักทายแขกคนอื่น ถือว่าเราไม่มีมารยาท แขกที่มาอาจคิดว่าเราไม่ชอบเขาประมาณนั้นเลย สำหรับตัวเองบอกตรงๆว่าเซ็งมาก เพราะหลายครั้งเพื่อนแฟนมาบ้าน โอเคเราก็ทักแต่นั้นยังไม่พอเราต้องร่วมวงด้วยจนจบ เราเคยถามแฟนว่าเราไม่อยู่ร่วมวงด้วยไม่ได้เหรอ เขาบอกเพื่อนเขาอาจคิดได้ว่าเราไม่ชอบเขา เราก็งงก็คุยกันไปสิแบบผู้ชายผู้ชายอะ เราไม่รู้เรื่องไม่รู้จะคุยอะไร ได้แต่นั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ แถมไม่ใช่แป๊ปเดียวฟาดไปเกือบสามชั่วโมงใครจะไม่เซ็งละ

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
วัฒนธรรมอเมริกันภาคสอง


ภาษาอังกฤษ แบบไทยๆ

plew April 9th, 2008


ภาษาอังกฤษง่ายแค่นิดเดียว
แน่นอนที่สุดสำหรับการเดินทางมาต่างบ้านต่างเมือง ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่คุ้นเคยไม่เคยมีเพื่อนต่างชาติ หรือเดินทางไปที่นี่นั่นเป็นครั้งแรก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรับตัว สำหรับอเมริกาจริงๆแล้วถือว่าเป็นประเทศที่ไม่ยากในการปรับตัวมากนักสำหรับคนไทยเรา เพราะบ้านเราเปิดรับวัฒนธรรมอเมริกันมามากมายพอสมควร เราคุ้นเคยกับภาพยนตร์ฮอลลีวูด สำเนียงการพูดภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน แต่ถึงจะคุ้นๆอยู่บ้างก็เหอะ ถ้ามาอยู่จริงๆแล้วมันก็ยังมีอะไรหลายๆอยางที่มันต้องปรับ เพราะนี่มันชีวิตจริงนี่หว่า มันมีรายละเอียดเล็กๆอีกมากมาย ไอ้ที่ว่าเล็กๆนี่แหละบางทีมันก็ทำให้เรารู้สึกอึดอัดได้เหมือนกัน

สิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการปรับตัวสำหรับตัวเองคงเป็นเรื่องภาษาอังกฤษ แต่สำหรับหลายท่านที่ภาษาอังกฤษเป็นของกล้วยๆ ชิวๆอยู่แล้วก็สบายไป แต่ตัวเองแล้วไม่ใช่เลย เรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่อนุบาลแต่มันก็ยังไม่ได้ดั่งใจ อ่านนะอ่านได้อยู่หรอก ก่อนมาเราก็คิดว่าภาษาอังกฤษของเรามันดีขึ้นเยอะแล้วเพราะคุยกับแฟนซึ่งเป็นเจ้าของภาษาอยู่บ่อยๆ แต่พอมาจริงๆ เจอสถานการณ์จริงๆก็เริ่มใบ้รับประทาน เวลาเราอยู่เมืองไทยพูดภาษาอังกฤษกับเพื่อนเรามันก็ฟังเราเข้าใจดี แต่มาที่นี่พูดคำเดิมนี่แหละ เฮ้ยทำไมมันไม่เข้าใจวะ หา หา What? อะไรนะ พูดอีกทีสิ เราพูดห้ารอบได้มันก็ยังไม่เข้าใจ ตรงนี้คืออะไรเหรอ ก็คือ การออกเสียงแบบผิดๆไง เรามันคุ้นเคยกับการออกเสียงแบบผิดๆมาเป็นสิบปี เราคิดว่าถูกก็ครูสอนมางั้น พูดมาแบบนี้มาโดยตลอด ฝรั่งอเมริกันบอกผิด พูดอะไรไม่รู้เรื่อง บางท่านอาจบอกว่าก็ออกเสียงถูกแล้วนิ แต่ปรากฏว่าออกเสียงแบบชาวอังกฤษคือ British English คนอเมริกันเขาออกเสียงหลายๆคำคนละแบบ มันก็ไม่เข้าใจกัน ตรงนี้หลายประเทศไทยแถบเอเชียเจอปัญหาเดียวกันเพราะส่วนใหญ่ประเทศเอเชียเราเรียนภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ แถมบวกกับสำเนียงแบบไทยๆมันเลยไปกันใหญ่สิคราวนี้ แฟนเราบอกว่าไม่ต้องไปกังวลกับไวยากรณ์หรือแกรมม่ามากนักหรอก ไวยากรณ์ผิด คนที่คุยกับเราเขาเข้าใจ เพียงแต่มันอาจดูไม่มืออาชีพเท่าไรเท่านั้นเอง และคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องไวยากรณ์ด้วยซ้ำเขาพูดตามความเคยชิน แต่ถ้าออกเสียงผิดมันคนละเรื่องกันเลยนะ เพราะฉะนั้นให้ฝึกฝนและเน้นเรื่องการออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน ต้องชัดเช่น Sh กับ Ch th กับ T V กับ B ของเขามันต่างกันมาก แต่บางทีคนไทยออกเสียงมันเหมือนกัน เช่น Cherry กับ Sherry คนละเรื่องกันเลย เราจะพูดคำแรกเขาฟังเป็นคำที่สอง ไม่ใช่แค่นี้สิ มันมีคำอื่นๆอีก มากมายที่มันออกเสียงคล้ายกันมาก หรือบางคำที่มันไม่ได้คล้ายกับใครแต่เราคิดว่าเราพูดถูกแต่เขางงตลอด เช่น error เราอ่าน เออเร่อ เราพูดเขางง อะไรนะ พูดใหม่ เฮ้ยยังงอยู่อีก เลยต้องสะกดให้ ฉันพูดคำนี้โว้ย เขาก็อ๋อ ไม่ใช่ เออเรอร์ ต้อง แอร์เอ่อ โคตรยากคิดในใจ ยิ่งคำที่มีตัว R หรือ L นี่ยิ่งไปกันใหญ่เราอ่านก็พูดแบบที่เราเคยทำมาเป็นสิบปี เขาก็บอกผิด อีกส่วนที่สำคัญคือการออกเสียงท้ายคำต้องชัดลงท้ายด้วย D T Th G Ed และอื่นๆอีกมากมายต้องออกเสียงให้ชัดให้ครบ เพราะบางคำคล้ายกันแต่พยัญชนะตัวสุดท้ายต่างกัน เราออกเสียงผิดปุ๊ปคนเขาก็เข้าใจเป็นอย่างอื่น

นอกจากนั้นการเน้นเสียงหนักเบาในแต่ละพยางค์ก็สำคัญเช่นกัน ถ้าเราเน้นเสียงหนักผิดที่ผิดทางอาจทำให้สื่อสารกันไม่เข้าใจอีกตามเคย เวลาพูดเป็นประโยคก็ต้องให้มันมีจังหวะไม่ใช่ราบเรียบเป็นไม้กระดาน เวลาฝรั่งเขาพูดภาษาอังกฤษมันดูมีชีวิตชีวามีเสียงสูงเสียงต่ำ หนักเบา เราก็ต้องเรียนแบบเขาเพราะสามารถทำให้การสื่อสารเข้าใจกันได้มากขึ้น ฟังมาขนาดนี้หลายคนอาจเริ่มท้อ แหมรู้สึกตัวแปรมันจะเยอะเหลือเกิน จริงๆแล้วภาษาเป็นอะไรที่ต้องฝึกฝน ต้องใช้และบวกกับตัวแปรเรื่องเวลา มันเก่งไม่ได้ในข้ามคืน ไม่รู้นะบางคนอาจพัฒนาได้เร็วกว่าคนอื่น แต่สำหรับตัวเองคิดว่าภาษามันเป็นอะไรที่ธรรมชาติคือใช้บ่อย ฟังบ่อย พูดบ่อย มันจะดีขึ้นเรื่อยๆ ต้องฝึกฝนต้องทั้งพยายามใช้บ่อยๆและแก้ไขที่มันผิดๆให้มันถูก เพราะฉะนั้นใครที่วางแผนจะมาเมืองนอกแล้วภาษายังไม่ดีก็ฝึกไว้ก่อนมา พามาอยู่จริงๆมันจะได้เก่งเร็วขึ้น

ที่เล่ามานี่แค่ปัญหาในการคุยกับฝรั่งแบบตัวต่อตัว แบบเห็นหน้าเห็นตานะ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการคุยโทรศัพท์ซึ่งยากขึ้นไปอีก คุยโทรศัพท์กับฝรั่งแรกๆ Pardon มันไม่รู้กี่ครั้ง แถมมันพูดซ้ำกันห้ารอบเราก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีแหละ มีบางครั้งคือไม่รู้จะยังไง มันพูดกันไม่เข้าใจคือเราฟังเขาไม่เข้าใจ เขาโมโหกระแทกและวางหูไปเลยก็มี ยอมรับว่ายากแต่ต้องอาศัยความเคยชิน คุยมากขึ้นก็จะดีขึ้น แต่ทุกวันนี้ถ้าเจอประเภทพูดเร็วมากก็ยังงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ดี สำหรับตัวเองเวลาคุยโทรศัพท์แล้วฟังไม่ทันก็จะบอกเขาเลยว่าเราเป็นคนต่างชาติภาษาอังกฤษไม่ดี ขอโทษด้วยและขอให้เขาเข้าใจและพูดช้าๆหน่อย ซึ่งก็ได้ผล เขาจะเข้าใจและไม่หยุดหงิดมากนักเวลาเราฟังไม่รู้เรื่อง

ก็เพราะจุดอ่อนของคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองอย่างคนไทยเรานี่แหละ ที่คนไม่ดีที่นี่มันใช้ในการหาผลประโยชน์ เนื่องจากที่นี่จะมีคนที่ย้ายถิ่นมาจากประเทศต่างๆที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นจำนวนมากทั้งจากเอเชียเรา หรือจากประเทศแถบอเมริกากลาง อเมริกาใต้ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ภาษาสเปน พวกคนไม่ดีชอบแสวงหาผลประโยชน์พวกนี้มันรู้ว่า คนย้ายถิ่นเข้ามาใหม่ส่วนใหญ่ภาษาอังกฤษอ่อนแอ โดยเฉพาะการพูดคุยทางโทรศัพท์ บริษัทพวกนี้จะหาเบอร์โทรศัพท์ของคนที่เพิ่งได้รับกรีนการ์ด และโทรมาเสนอขายสินค้า เช่นการรับหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร ซึ่งจริงๆเขาจะพูดเร็วมาก จนเราฟังไม่รู้เรื่องว่าเขาพูดอะไร เขาจะถามเราว่าชื่ออะไร ที่อยู่ที่ไหน ปรากฎเราบอกไป อีกสามวันมีบิลมาเรียกเก็บเงินค่าสมัครสมาชิกหนังสือพิมพ์เฉยเลย อันนี้แฟนเราบอกที่นี่ทำแบบนี้กันเยอะมาก เขาชอบโทรไปหาคนที่ได้ข้อมูลมาว่าเพิ่งได้กรีนการ์ดเพิ่งมาอยู่ใหม่ คนโดนแบบนี้เยอะเพราะบางทีมันโทรพูดเร็ว บางคนฟังไม่เข้าใจคิดว่าเป็นบริษัทที่เคยสมัครงานไว้โทรมาก็ให้ข้อมูลไป กลายเป็นตกลงซื้อของกับมันเฉยเลย ถึงบอกว่าภาษาอังกฤษสำคัญมาก ตัวเองพอรู้เรื่องนี้ต้องระวังมากในการรับโทรศัพท์เบอร์ที่ไม่คุ้นเคย แฟนบอกไม่ต้องรับเลยก็ได้เบอร์ที่ไม่รู้จักเพราะส่วนมากคนที่นี่ถ้าเราไม่รับและมีเรื่องสำคัญเขาจะฝากข้อความไว้เสมอ แต่ที่ไม่ฝากเดาได้เลยว่าขายของชัวร์ และที่สำคัญใครก็แล้วแต่โทรมาถามข้อมูล ชื่ออะไร ที่อยู่ที่ไหน อย่าบอกเด็ดขาด ต้องระวังมากจริงๆเรื่องโทรศัพท์โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือที่นี่

โทรศัพท์ก็ว่าแย่แล้ว บางครั้งไปทานข้าวหรือมีงานปาร์ตี้กับฝรั่งเป็นกลุ่มๆยิ่งไปกันใหญ่ คุยกับฝรั่งคนเดียวยังคุยกันเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง นี่เจอฝรั่งเป็นโขลง เอ๊ยเป็นกลุ่ม ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เขาก็คุยกันไปคนโน่นพูด คนนี้พูด หันมาสบตาเรา เราก็พนักหน้าทำเป็นเข้าใจ เข้าใจๆ แต่จริงๆอะไรวะฟังไม่ทัน ก็เวลาฝรั่งเขาคุยกันแบบธรรมดา มันเร็วมาก แถมมีการรวบคำ ตัดคำ รวมคำ ไหนจะแสลงแปลกๆที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต ใครจะไปเข้าใจ บอกตรงๆแรกๆเบื่อและไม่อยากเลย เวลาแฟนชวนไปทานข้าวกับเพื่อนเขา เพราะเรามันนั่งใบ้ เขาคุยกันเราก็ฟังไม่ทัน บางครั้งก็คุยกันเรื่องรายการโทรทัศน์ที่เราไม่เคยดู ไม่เคยรู้จัก เข้าใจบางทีไม่เข้าใจ สรุปคืองง และรู้สึกตัวเองมีปมด้อยยังไงไม่รู้ ต้องยอมรับว่ามันยาก เวลาเราคุยกับฝรั่งคนเดียว เขาคุยกับเราเขาจะรู้ว่าเขาต้องพูดให้ช้าลง หรือเราบอกเขาได้ว่าเราไม่เข้าใจ แต่พอมาเจอเขาอยู่ด้วยกันเองเหมือนเราท่อนไม้ยังไงยังงั้น แต่ในที่สุดพอเจอบ่อยๆเข้า มันจะค่อยๆดีขึ้น แต่ถึงตอนนี้ก็ยอมรับว่ายังไม่เข้าใจได้ร้อยเปอร์เซ็นอยู่ดี

สำหรับตัวเองสิ่งที่ช่วยได้มากในการฝึกภาษาอังกฤษนอกจากแฟนแล้ว ก็คือการดูโทรทัศน์ รายการโปรดคือ การ์ตูนสำรับเด็ก ที่นี่เขาจะมีสถานีที่เป็นรายการเด็กทั้งวัน ซึงมันเหมาะสำหรับคนอ่อนหัดภาษาอังกฤษอย่างเรามาก เพราะรายการประเภทนี้จะพูดไม่เร็วมาก รวมทั้งออกเสียงชัดเจน และหลายรายการก็มีการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กด้วย มันช่วยได้มากในเรื่องการออกเสียง รวมทั้งประโยคในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมันง่ายกว่ารายการปกติเพราะเราฟังเข้าใจ รายการปกติของผู้ใหญ่จะพูดเร็วจนฟังไม่ทัน รวมทั้งมีแสลงมากมาย แต่ตัวเองก็พยายามฟังทั้งรายการผู้ใหญ่และของเด็ก เพื่อช่วยให้เราชินกับภาษาเร็วขึ้น

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

วัฒนธรรมอเมริกัน

วัฒนธะรมอเมริกัน ภาคสอง


// –>


วีซ่าอเมริกา
หลายคนคงเคยได้ยินคำล่ำลือมาแล้วว่าการขอวีซ่าอเมริกายาก แถมแพงตกอยู่ที่ประมาณสี่พันบาท อันที่จริงก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ เพราะจ่ายสี่พันก็จริงแต่เขาให้วีซ่าสิบปี ถ้าเทียบกับวีซ่าประเทศไทยเราจริงๆของเราแพงกว่าอีกวีซ่าแค่สามเดือนก็พันกว่าบาท แต่มันดูแพงตรงที่ว่าต้องจ่ายก่อนเลยตอนสมัครเข้าไป และถ้าไม่ได้ขึ้นมา เงินตรงนั้นไม่มีคืนสักบาท คือเสียไปเลยฟรีๆ สำหรับเอกสารที่ใช้ในการขอวีซ่าหลายคนถามว่าตกลงมันต้องแสดงหลักฐานอะไร หรือต้องมีเงินสักเท่าไรในบัญชีมันถึงจะได้ ตรงนี้ตอบฟันธงไปเลยยาก เพราะหลายรายที่เคยได้ยินมามีเงินในบัญชีก็โขอยู่ เดินทางมาซะก็หลายประเทศทั้งเอเชีย ยุโรป ออสเตรเลีย แต่ไม่ได้เฉยเลยก็มี เล่นเอางง ทำไม ฉันผิดตรงไหนวะ มีหลายคนที่โดนปฏิเสธแบบนี้ทั้งที่เจ้าตัวคิดว่าเขาก็มีคุณสมบัติ หลักฐานเพียงพอ ครบถ้วน บางคนบอกได้ไม่ได้อยู่ที่ดวงจริงๆ เหมือนมันไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อนบางคนบอกถ้าดันไปโดนสัมภาษณ์ช่องเจ้าหน้าที่คนไทยละก็เตรียมใจไว้ได้เลยว่าอาจแห้ว เพราะประมาณว่าคนไทยนี่แหละชอบกั๊กกันเอง โหดถามเยอะ ประมาณ ฉันรู้ทันแกหรอกว่าไปแล้วจะไม่กลับ แต่ถ้าเจอช่องเจ้าหน้าที่ฝรั่งก็มีลุ้นเพราะฝรั่งใจดี บางคนบอกว่าช่วงเวลาที่ขอก็มีส่วน เช่นถ้าขอวีซ่าช่วงใกล้เทศกาลโดยเฉพาะช่วงคริสมาสต์ ช่วงปีใหม่จะได้ง่ายกว่าปกติ อันนี้จริงไม่จริงไม่แน่ใจเพียงแต่เป็นเรื่องที่เขาเล่ามาอีกที

แต่ถ้าจะบอกว่ามันไม่มีหลักเกณฑ์อะไรที่แน่นอนเลยในการ ให้ หรือ ไม่ให้ มันก็ไม่ใช้ จริงๆมันก็มีหลักของมัน อยู่กว้าง เช่น ประเภทของวีซ่าต้องขอให้ตรงกับวัตถุประสงค์ในการเดินทาง เช่นขอวีซ่าท่องเที่ยว คุณก็ต้องรู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ที่เมืองนั้นเขามีอะไรให้เที่ยวบ้าง จะไปเที่ยวกี่วัน ไปพักที่ไหนกับใคร ไปเองหรือไปกับทัวร์ ไปวันไหนกลับวันไหน เรื่องตั๋วเครื่องบิน ไม่ใช่บอกไปเที่ยวซานฟรานซิสโก แต่ไม่รู้เลยว่าที่นั่นเขามีสถานที่ท่องเที่ยวอะไรบ้าง จะไปพักที่ไหนก็ยังไม่รู้ มันก็แปลก ถ้าขอวีซ่านักเรียน อันนี้ชัดเจนจะไปเรียนจริงๆแล้วต้องได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาจากสถาบันการศึกษานั้นๆมาแล้วก็จะดีกว่า หรือไม่อย่างนั้นต้องชัดเจนหลักสูตรอะไร ที่ไหน ใช้ระยะเวลาการศึกษานานเท่าไร

ประเด็นที่สำคัญประเด็นถัดมาคือ สถานะทางการเงิน ถ้าขอวีซ่านักเรียนต้องมีสถานะทางการเงิน มีรายได้เพียงพอที่จะใช้ในการศึกษาและกินอยู่ตลอดระยะเวลาจนจบการศึกษา ถ้าตัวเองไม่มีก็ต้องมีคนที่เป็นสปอนเซอร์ ซึ่งสปอนเซอร์ก็ต้องมีรายได้ถึงตามเกณฑ์อย่างที่บอก อันนี้มีตัวอย่างมาเล่าให้ฟังเป็นประเภทฉันอยากไปอเมริกา ก็ขอวีซ่าแบบไม่ได้เคยศึกษาข้อมูลว่ามันต้องมีเอกสารอะไร ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร และไม่มีการเตรียมพร้อมเรื่องเอกสารก่อนยื่นใบสมัครเลย รายนี้ขอวีซ่านักเรียน บอกจะไปเรียนห้าปี แต่ตัวเองทำงานรายได้ไม่กี่พันบาท พ่อก็ไม่ได้ทำงาน แม่ทำงานอยู่อเมริกาในร้านอาหารไทย รายได้ไม่มากและต้องดูแลคนทั้งครอบครัว บัญชีเงินฝากต่างๆรวมกันไม่น่าถึงแสน อันนี้ก็ชัดอยู่แล้วว่ามันไม่มีตังค์เรียนแหงๆ เจ้าตัวบอกแต่มีญาติผู้ใหญ่ ซึ่งตัวเองพักอยู่ด้วยเป็นสปอนเซอร์ ญาติผู้ใหญ่ท่านนี้มีธุรกิจส่วนตัว รายได้น่าจะอยู่ประมาณหลักแสนต้นๆ ต่อเดือน เจ้าหน้าที่ก็ถามว่าแล้วญาติท่านนี้เขามีครอบครัวของเขาเองที่ต้องดูแล รับผิดชอบหรือไม่ คำตอบคือมี ญาติผู้ใหญ่มีบุตรสองคน ทั้งคู่กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษา และคู่สมรสก็ไม่ได้มีรายได้จากทางอื่น ทั้งครอบครัวนี้รวมกันสี่คน มีรายได้จากแหล่งเดียว เพราะฉะนั้นรายได้หลักแสนต้นๆ สำหรับทั้งครอบครัวซึ่งมีบุตรอยู่ในวัยกำลังศึกษาถึงสองคนก็ไม่ได้มากมาย เพราะฉะนั้นคงไม่มีความสามารถพอที่จะส่งเสียให้คุณศึกษาได้ตลอดระยะเวลาห้าปีในอเมริกาได้ เพราะญาติท่านนี้คงต้องดูแลครอบครัวของเขาก่อน สรุปคือไม่ได้ แต่รายนี้ไม่จบยังวนเวียนสมัครซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายรอบ แต่ก็คงยังทำแบบเดิมๆ คือ สถานะทางการเงินมันไม่พอเห็นๆ สมัครไปประมาณสี่ครั้ง ถูกปฏิเสธทุกครั้ง ครั้งสุดท้ายเขาก็แสตมในพาสปอร์ตเลยว่ารายนี้คือไม่ต้องมาขออีกแล้วคือแบลคลิส แต่โดนแบลคลิสกี่ปีไม่แน่ใจ เพราะฉะนั้นตรงนี้สำคัญถ้าดูแล้วว่าคุณสมบัติมันไม่ได้จริงๆ รายได้ไม่พอจริงๆก็อย่าเพิ่งใจร้อนไปขอ เพราะการถูกปฏิเสธครั้งก่อนไม่เป็นผลดีต่อการสมัครครั้งต่อไป แถมเสียเงินโดยใช่เหตุอีกด้วย

ถามต่อว่าแล้ววีซ่าท่องเที่ยวควรมีเงินในบัญชีสักเท่าไร อันนี้ก็ควรพอให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาการพำนัก แต่สำหรับประสบการณ์ของตัวเอง เจ้าหน้าที่ไม่ดูสถานะทางการเงินเลยด้วยซ้ำ ไม่ดูเลยจริงๆ เพื่อนอีกสองคนที่ได้วีซ่าท่องเที่ยวก็เช่นกันเจ้าหน้าที่ไม่ดูไม่ถามเรื่องเงินในบัญชีเลย เพราะจริงแล้วสำหรับวีซ่าท่องเที่ยวสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากกว่าคือ อะไรที่ทำให้เขาเชื่อว่าคุณจะแค่ไปเที่ยว ไปเยี่ยมจริงๆ ไปแล้วกลับจริงๆ ไม่ใช่ไปแล้วหาย นั่นก็คือต้องมีเอกสารยืนยันความผูกพันกับประเทศไทย เช่น มีงานประจำทำ มีธุรกิจ กิจการส่วนตัว ตรงนี้เอกสารที่ใช้ได้แก่หนังสือรับรองการเป็นพนักงาน หนังสือจดทะเบียนบริษัท กรณีของตัวเองเจ้าหน้าที่ดูแค่หนังสือรับรองการเป็นพนักงานเพียงอย่างเดียว ตอนสัมภาษณ์ก็ถามแค่ว่าทำงานที่นี่ ตำแหน่งอะไร ไม่ได้ถามเรื่องรายได้เลยแม้แต่น้อย ส่วนเพื่อนอีกคนซึ่งทำธุรกิจส่วนตัวเขาก็ดูแค่หนังสือจดทะเบียนบริษัท สมุดบัญชีเงินฝากอะไรไม่ได้ถามไม่ได้พูดถึง แต่ตรงนั้นเตรียมเอกสารไปให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ดีกว่าเพราะเกิดถามหรือขอดูขึ้นมาก็แสดงได้ทันที เอกสารอะไรอื่นอีกที่ใช้แสดงความผูกพันกับประเทศไทย เช่น พวกโฉนดบ้านที่ดินที่เราเป็นเจ้าของ หรืออสังหาริมทรัพย์ที่กำลังผ่อนอยู่ สรุปคือเอกสารที่ทำให้เขาเชื่อว่าเราไปแล้วต้องกลับบ้านเรา เพราะมีงานที่ดีอยู่แล้ว มีบ้านต้องผ่อน ไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือยอะไร เพราะฉะนั้นบางคนอยากกลับอเมริกาใจจะขาด แต่อยู่เมืองไทยงานก็ไม่มีทำ อายุอานามก็เลยวัยศึกษาเล่าเรียนมาเยอะ กรณีนี้เห็นทีจะยากที่จะขอวีซ่าผ่าน เพราะดูแล้วมันหลักลอย

ประสบการณ์ส่วนตัวตัวเองถือว่าโชคดีมาก ได้สัมภาษณ์กับฝรั่งสาวๆใจดี ถามแค่ว่าทำงานที่ไหน ตำแหน่งอะไร จะไปเที่ยวกับเพื่อนใช่ไม๊ แค่นั้นจบ แล้วก็บอกตกลงเราให้วีซ่าคุณ โดยสรุปแล้วการขอวีซาอเมริกาไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ควรเตรียมเอกสารให้พร้อม เตรียมข้อมูลในการตอบคำถามให้ชัดเจนตรงกับประเภทวีซ่าที่ขอ การแต่งกายในวันสัมภาษณ์ก็เป็นเรื่องสำคัญ ตัวเองโชคดีเนื่องจากได้ศึกษาและถามข้อมูลจากผู้มีประสบการณ์มาก่อน หลายคน แนะนำว่าแต่งกายให้สุภาพ ดูดี ถ้าเราเป็นคนทำงานก็แต่งตัวแบบคนทำงาน ดูเป็นมืออาชีพ ดูมีปัญญาไปเมืองนอก อันนี้เรื่องจริง วันที่ตัวเองไปสัมภาษณ์คนที่แต่งตัวดูดีภูมิฐาน โดนสัมภาษณ์ไม่นานและผ่านด้วย แต่หลานคนที่เห็นแต่งกายไม่สุภาพใส่ยีนส์ เสื้อสายเดี่ยว โดนถามและขอดูเอกสารเยอะมาก แหมก็แต่งกายชวนให้คิด ไปเที่ยวจริงๆหรือจะไปทำไซต์ไลน์กันแน่หว่า

เอ้าก่อนจะจบเรื่องวีซ่า มาสรุปให้ฟังแบบเป็นเรื่องเป็นราวเกี่ยวกับขั้นตอนและเอกสารที่ใช้ในการขอวีซ่าให้ฟังอีกที ต้องบอกก่อนว่าอันนี้มันเฉพาะวีซ่าท่องเที่ยวนะค่ะ และทั้งหมดจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง และต้องย้ำอีกทีว่าไม่ใช้ผู้เชียวชาญด้านวีซ่า ไม่ใช่นักกฏหมาย สำหรับวีซ่าประเภทอื่นสามารถหาข้อมูลได้จากเวปไซต์ด้านล่างค่ะ
ขั้นตอนการขอวีซ่า
• ติดต่อขอเวลาสัมภาษณ์ ซึ่งสามารถทำได้ได้สองวิธีคือ การนัดทางอินเตอร์เนต หรือนัดหมายทางโทรศัพท์ ซึ่งทั้งสองวิธีคุณต้องติดต่อซื้อรหัสผ่านเพื่อการนัดหมาย การซื้อรหัสทำได้สองวิธีคือซื้อทางอินเตอร์เนต โดยบัตรเครดิต หรือซื้อได้ที่ทำการไปรษณีย์ http://bangkok.usembassy.gov
• หลังจากนั้นดาวโหลดแบบฟอร์มทางอินเทอร์เนต ซึ่งคุณสามารถกรอกแบบฟอร์มทางอินเทอร์เนตได้ทันที เมื่อคุณส่งแบบฟอร์ทางอินเทอร์เนต สถานทูตจะมีบาร์โค๊ตมาให้บนแบบฟอร์ม และพรินส์แบบฟอร์มเก็บไว้
• ชำระเงินค่าธรรมเนียมในการขอวีซาผ่านทางสำนักงานไปรษณีย์ และเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้
• เตรียมเอกสารทั้งหมด คือแบบฟอร์มและเอกสารอื่นๆ ไว้ในซองหรือแฟ้มที่สะดวกในการหยิบใช้งาน อย่าแม๊กเย็บเอกสารนะคะ ใช้คลิปดีกว่า
• เดินทางไปสถานทูตในวัน เวลาที่ทำการนัดหมาย
• เมื่อไปถึงสถานทูตจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารเบื้องต้นและจัดเอกสารให้อีกครั้งหนึ่ง
• ซื้อซองจดหมายเพื่อจัดสงวีซา
• ยื่นเอกสารและรับบัตรคิว ซึ่งตรงนี้ เจ้าหน้าที่จะเก็บเอกสารบางส่วนเข้าไปเพื่อรอการสัมภาษณ์ เอกสารอื่นที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้เก็บคุณก็เก็บไว้กับตัวเอง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะถามคุณว่าต้องการสัมภาษณ์เป็นภาษาอะไร ไทย หรือ อังกฤษ
• สัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่จะถามคำถาม เกี่ยวกับเหตุผลที่ต้องการเดินทางและอื่นๆแล้วแต่กรณี ซึ่งหลังจากนั้น คุณจะทราบผลทันทีจากเจ้าหน้าที่ว่าผ่านหรือไม่
• กรณีผ่าน คุณจะได้รับวีซ่าซึ่งจะส่งให้ทางไปรษณีย์ภายในสามวัน หรือติดต่อรับเองที่ ที่ทำการไปรษณีย์รองเมือง
เอกสารที่ต้องใช้ในการสัมภาษณ์
จริงๆแล้วเอกสารที่ใช้ในการสัมภาษณ์แตกต่างกันในแต่ละราย ตามสถานการณ์ของแต่ละคนแต่อาจสรุปได้ทั่วๆไปดังนี้
• แบบฟอ์มซึ่งกรอกข้อมูลและมีบาร์โค๊ตเรียบร้อย
• พาสปอร์ต ถ้าฉบับเดิมที่หมดอายุมีประวัติการท่องเที่ยวก็นำไปด้วย
• รูปถ่ายขนาดพาสปอร์ตไซต์ ซึ่งมีพื้นหลังสีขาว เปิดให้เห็นใบหน้าและใบหูชัดเจนไม่ตกแต่งภาพเด็ดขาด
• หนังสือรับรองการทำงาน ว่าคุณมีงานทำอยู่จริงในปัจจุบัน
• หนังสือรับรองเงินเดือน
• เอกสารทางการเงินต่างแสดงฐานะทางการเงิน
• สมุดบัญชีเงินฝาก
• จดหมาย การ์ดเชิญหรือเอกสารอื่นๆของเพื่อนคุณหรือญาติ ที่ต่างประเทศส่งมาให้ เพื่อให้การสนับสนุนคุณหรือเชิญคุณให้เดินทางไปอเมริกา เช่นร่วมงานแต่งงาน วันเกิด
• เอกสารอื่นๆแสดงความผูกพันว่าคุณจะกลับเมืองไทยหลังจากการท่องเที่ยว

ช่วยกันสนับสนุนเวปไซต์โดยการคลิกเยี่ยมชมโฆษณาด้านบยด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

In 2001 and 2002, the United States passed new laws that affected some aspects of the nonimmigrant visa process and entry-exit procedures. Many things remain the same, however.

What’s the Same in U.S. Visa Processing Procedures?

To obtain a visitor visa (for tourism, medical treatment, and certain kinds of business activities), the process may be relatively simple. To obtain other types of visas, to study or work, for example, more forms and documentation will be required. Individual experience in obtaining a visa can therefore range from relatively fast and simple to relatively complex and time consuming.

Applicants also still need to demonstrate their intent to return home rather than stay permanently in the United States. You will not be granted a visa if, in the judgment of the consular officer, you have not met all of the necessary criteria.

Applicants still must complete all of the various application forms, submit photographs, application fees and other kinds of documentation as they did before.

What’s Different about U.S. Visa Processing Procedures?

The United States is committed to what Secretary Powell has called the policy of “secure borders, open doors,” by facilitating legitimate travel to the United States by international visitors while maintaining the integrity and security of our borders and our nation. Laws passed after September 11, 2001 focused ways to improve border security in the United States. To learn more, select Safety and Security of U.S. Borders

Most visa applicants can expect to be interviewed and must now have two index fingerscans collected as part of the visa application process. These fingerscans are normally collected by the consular officer at the visa interview window, but in some posts they are collected prior to the visa interview.

In addition to being satisfied that the applicant intends to honor the terms of the visa by returning home, the consular officer must evaluate the security risk presented by the applicant. We carefully examine all applications. Visa applications take longer to process. This affects all nonimmigrant visas. Advance planning can smooth the visa application process for you.

What’s the Same in U.S. Visa Application Procedures?

Many aspects of U.S. visa application process continue as before. All applicants’ names are routinely checked against sophisticated government databases for possible criminal or other information that may disqualify them. The consular officer examines the application and supporting documents and data for facts indicating possible ineligibilities, inconsistencies or questions that may require clarification.

In certain situations, the consular officer may ask for additional application review in Washington, DC. Some visa applicants may need to undergo an extra review process if they seek to engage in a commercial exchange or academic pursuit involving certain designated fields of advanced technology.

What’s Different About U.S. Visa Application Procedures?

Some aspects of the nonimmigrant visa process have changed.

Supplemental Application — All male nonimmigrant visa applicants between the ages of 16-45, regardless of nationality or other factors, must now complete a supplemental application form which helps inform the consular officer’s judgment about visa eligibility. Consular officers have the authority to require anyone from any country to complete visa forms if they think it’s warranted.

Student and Exchange Visitor Visas - All student and exchange visitors, regardless of nationality or other factors, must complete a supplemental application form which helps inform the consular officer’s judgment about visa eligibility. Applicants must also get an authorization form from their sponsoring institution in the U.S. Before a visa can be issued, the sponsoring institution must authenticate the applicant by opening and maintaining an electronic file on a Web-based data management system managed by the Department of Homeland Security, called Student and Exchange Visitor Information System (SEVIS).
from http://www.unitedstatesvisas.gov
Usefull Link
http://bangkok.usembassy.gov
http://bangkok.usembassy.gov/services/visa/index.htm
http://www.usvisa4thai.com/visas.html
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
การเตรียมตัวก่อนเดินทางไปอเมริกา

จัดกระเป๋าเดินทางกันเถอะ How I packed (1 )

จัดกระเป๋าเดินทางกันเถอะ How I packed (2 )

จัดกระเป๋าเดินทางกันเถอะ How I packed (3)

เอกสารทั้งหลายที่ควรเตรียมไปอเมริกา Important documents

วันเดินทางไปอเมริกา The day departed Thailand

บนเครื่องบิน On the airplane

สนามบินซานซิสโก San Francisco International Airport

ตรวจคนเข้าเมือง สนามบินซานฟรานซิสโก Port Of Entry-San Francisco International Airport (Immigration

คำถามที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอเมริกา Interview at the port of entry

//–>// –> // –> // –> // –> // –> // –> // –>

  • « Prev