วีซ่าอเมริกา United States Visa
plew April 8th, 2008
วีซ่าอเมริกา
หลายคนคงเคยได้ยินคำล่ำลือมาแล้วว่าการขอวีซ่าอเมริกายาก แถมแพงตกอยู่ที่ประมาณสี่พันบาท อันที่จริงก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ เพราะจ่ายสี่พันก็จริงแต่เขาให้วีซ่าสิบปี ถ้าเทียบกับวีซ่าประเทศไทยเราจริงๆของเราแพงกว่าอีกวีซ่าแค่สามเดือนก็พันกว่าบาท แต่มันดูแพงตรงที่ว่าต้องจ่ายก่อนเลยตอนสมัครเข้าไป และถ้าไม่ได้ขึ้นมา เงินตรงนั้นไม่มีคืนสักบาท คือเสียไปเลยฟรีๆ สำหรับเอกสารที่ใช้ในการขอวีซ่าหลายคนถามว่าตกลงมันต้องแสดงหลักฐานอะไร หรือต้องมีเงินสักเท่าไรในบัญชีมันถึงจะได้ ตรงนี้ตอบฟันธงไปเลยยาก เพราะหลายรายที่เคยได้ยินมามีเงินในบัญชีก็โขอยู่ เดินทางมาซะก็หลายประเทศทั้งเอเชีย ยุโรป ออสเตรเลีย แต่ไม่ได้เฉยเลยก็มี เล่นเอางง ทำไม ฉันผิดตรงไหนวะ มีหลายคนที่โดนปฏิเสธแบบนี้ทั้งที่เจ้าตัวคิดว่าเขาก็มีคุณสมบัติ หลักฐานเพียงพอ ครบถ้วน บางคนบอกได้ไม่ได้อยู่ที่ดวงจริงๆ เหมือนมันไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อนบางคนบอกถ้าดันไปโดนสัมภาษณ์ช่องเจ้าหน้าที่คนไทยละก็เตรียมใจไว้ได้เลยว่าอาจแห้ว เพราะประมาณว่าคนไทยนี่แหละชอบกั๊กกันเอง โหดถามเยอะ ประมาณ ฉันรู้ทันแกหรอกว่าไปแล้วจะไม่กลับ แต่ถ้าเจอช่องเจ้าหน้าที่ฝรั่งก็มีลุ้นเพราะฝรั่งใจดี บางคนบอกว่าช่วงเวลาที่ขอก็มีส่วน เช่นถ้าขอวีซ่าช่วงใกล้เทศกาลโดยเฉพาะช่วงคริสมาสต์ ช่วงปีใหม่จะได้ง่ายกว่าปกติ อันนี้จริงไม่จริงไม่แน่ใจเพียงแต่เป็นเรื่องที่เขาเล่ามาอีกที
แต่ถ้าจะบอกว่ามันไม่มีหลักเกณฑ์อะไรที่แน่นอนเลยในการ ให้ หรือ ไม่ให้ มันก็ไม่ใช้ จริงๆมันก็มีหลักของมัน อยู่กว้าง เช่น ประเภทของวีซ่าต้องขอให้ตรงกับวัตถุประสงค์ในการเดินทาง เช่นขอวีซ่าท่องเที่ยว คุณก็ต้องรู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ที่เมืองนั้นเขามีอะไรให้เที่ยวบ้าง จะไปเที่ยวกี่วัน ไปพักที่ไหนกับใคร ไปเองหรือไปกับทัวร์ ไปวันไหนกลับวันไหน เรื่องตั๋วเครื่องบิน ไม่ใช่บอกไปเที่ยวซานฟรานซิสโก แต่ไม่รู้เลยว่าที่นั่นเขามีสถานที่ท่องเที่ยวอะไรบ้าง จะไปพักที่ไหนก็ยังไม่รู้ มันก็แปลก ถ้าขอวีซ่านักเรียน อันนี้ชัดเจนจะไปเรียนจริงๆแล้วต้องได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาจากสถาบันการศึกษานั้นๆมาแล้วก็จะดีกว่า หรือไม่อย่างนั้นต้องชัดเจนหลักสูตรอะไร ที่ไหน ใช้ระยะเวลาการศึกษานานเท่าไร
ประเด็นที่สำคัญประเด็นถัดมาคือ สถานะทางการเงิน ถ้าขอวีซ่านักเรียนต้องมีสถานะทางการเงิน มีรายได้เพียงพอที่จะใช้ในการศึกษาและกินอยู่ตลอดระยะเวลาจนจบการศึกษา ถ้าตัวเองไม่มีก็ต้องมีคนที่เป็นสปอนเซอร์ ซึ่งสปอนเซอร์ก็ต้องมีรายได้ถึงตามเกณฑ์อย่างที่บอก อันนี้มีตัวอย่างมาเล่าให้ฟังเป็นประเภทฉันอยากไปอเมริกา ก็ขอวีซ่าแบบไม่ได้เคยศึกษาข้อมูลว่ามันต้องมีเอกสารอะไร ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร และไม่มีการเตรียมพร้อมเรื่องเอกสารก่อนยื่นใบสมัครเลย รายนี้ขอวีซ่านักเรียน บอกจะไปเรียนห้าปี แต่ตัวเองทำงานรายได้ไม่กี่พันบาท พ่อก็ไม่ได้ทำงาน แม่ทำงานอยู่อเมริกาในร้านอาหารไทย รายได้ไม่มากและต้องดูแลคนทั้งครอบครัว บัญชีเงินฝากต่างๆรวมกันไม่น่าถึงแสน อันนี้ก็ชัดอยู่แล้วว่ามันไม่มีตังค์เรียนแหงๆ เจ้าตัวบอกแต่มีญาติผู้ใหญ่ ซึ่งตัวเองพักอยู่ด้วยเป็นสปอนเซอร์ ญาติผู้ใหญ่ท่านนี้มีธุรกิจส่วนตัว รายได้น่าจะอยู่ประมาณหลักแสนต้นๆ ต่อเดือน เจ้าหน้าที่ก็ถามว่าแล้วญาติท่านนี้เขามีครอบครัวของเขาเองที่ต้องดูแล รับผิดชอบหรือไม่ คำตอบคือมี ญาติผู้ใหญ่มีบุตรสองคน ทั้งคู่กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษา และคู่สมรสก็ไม่ได้มีรายได้จากทางอื่น ทั้งครอบครัวนี้รวมกันสี่คน มีรายได้จากแหล่งเดียว เพราะฉะนั้นรายได้หลักแสนต้นๆ สำหรับทั้งครอบครัวซึ่งมีบุตรอยู่ในวัยกำลังศึกษาถึงสองคนก็ไม่ได้มากมาย เพราะฉะนั้นคงไม่มีความสามารถพอที่จะส่งเสียให้คุณศึกษาได้ตลอดระยะเวลาห้าปีในอเมริกาได้ เพราะญาติท่านนี้คงต้องดูแลครอบครัวของเขาก่อน สรุปคือไม่ได้ แต่รายนี้ไม่จบยังวนเวียนสมัครซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายรอบ แต่ก็คงยังทำแบบเดิมๆ คือ สถานะทางการเงินมันไม่พอเห็นๆ สมัครไปประมาณสี่ครั้ง ถูกปฏิเสธทุกครั้ง ครั้งสุดท้ายเขาก็แสตมในพาสปอร์ตเลยว่ารายนี้คือไม่ต้องมาขออีกแล้วคือแบลคลิส แต่โดนแบลคลิสกี่ปีไม่แน่ใจ เพราะฉะนั้นตรงนี้สำคัญถ้าดูแล้วว่าคุณสมบัติมันไม่ได้จริงๆ รายได้ไม่พอจริงๆก็อย่าเพิ่งใจร้อนไปขอ เพราะการถูกปฏิเสธครั้งก่อนไม่เป็นผลดีต่อการสมัครครั้งต่อไป แถมเสียเงินโดยใช่เหตุอีกด้วย
ถามต่อว่าแล้ววีซ่าท่องเที่ยวควรมีเงินในบัญชีสักเท่าไร อันนี้ก็ควรพอให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาการพำนัก แต่สำหรับประสบการณ์ของตัวเอง เจ้าหน้าที่ไม่ดูสถานะทางการเงินเลยด้วยซ้ำ ไม่ดูเลยจริงๆ เพื่อนอีกสองคนที่ได้วีซ่าท่องเที่ยวก็เช่นกันเจ้าหน้าที่ไม่ดูไม่ถามเรื่องเงินในบัญชีเลย เพราะจริงแล้วสำหรับวีซ่าท่องเที่ยวสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากกว่าคือ อะไรที่ทำให้เขาเชื่อว่าคุณจะแค่ไปเที่ยว ไปเยี่ยมจริงๆ ไปแล้วกลับจริงๆ ไม่ใช่ไปแล้วหาย นั่นก็คือต้องมีเอกสารยืนยันความผูกพันกับประเทศไทย เช่น มีงานประจำทำ มีธุรกิจ กิจการส่วนตัว ตรงนี้เอกสารที่ใช้ได้แก่หนังสือรับรองการเป็นพนักงาน หนังสือจดทะเบียนบริษัท กรณีของตัวเองเจ้าหน้าที่ดูแค่หนังสือรับรองการเป็นพนักงานเพียงอย่างเดียว ตอนสัมภาษณ์ก็ถามแค่ว่าทำงานที่นี่ ตำแหน่งอะไร ไม่ได้ถามเรื่องรายได้เลยแม้แต่น้อย ส่วนเพื่อนอีกคนซึ่งทำธุรกิจส่วนตัวเขาก็ดูแค่หนังสือจดทะเบียนบริษัท สมุดบัญชีเงินฝากอะไรไม่ได้ถามไม่ได้พูดถึง แต่ตรงนั้นเตรียมเอกสารไปให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ดีกว่าเพราะเกิดถามหรือขอดูขึ้นมาก็แสดงได้ทันที เอกสารอะไรอื่นอีกที่ใช้แสดงความผูกพันกับประเทศไทย เช่น พวกโฉนดบ้านที่ดินที่เราเป็นเจ้าของ หรืออสังหาริมทรัพย์ที่กำลังผ่อนอยู่ สรุปคือเอกสารที่ทำให้เขาเชื่อว่าเราไปแล้วต้องกลับบ้านเรา เพราะมีงานที่ดีอยู่แล้ว มีบ้านต้องผ่อน ไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือยอะไร เพราะฉะนั้นบางคนอยากกลับอเมริกาใจจะขาด แต่อยู่เมืองไทยงานก็ไม่มีทำ อายุอานามก็เลยวัยศึกษาเล่าเรียนมาเยอะ กรณีนี้เห็นทีจะยากที่จะขอวีซ่าผ่าน เพราะดูแล้วมันหลักลอย
ประสบการณ์ส่วนตัวตัวเองถือว่าโชคดีมาก ได้สัมภาษณ์กับฝรั่งสาวๆใจดี ถามแค่ว่าทำงานที่ไหน ตำแหน่งอะไร จะไปเที่ยวกับเพื่อนใช่ไม๊ แค่นั้นจบ แล้วก็บอกตกลงเราให้วีซ่าคุณ โดยสรุปแล้วการขอวีซาอเมริกาไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ควรเตรียมเอกสารให้พร้อม เตรียมข้อมูลในการตอบคำถามให้ชัดเจนตรงกับประเภทวีซ่าที่ขอ การแต่งกายในวันสัมภาษณ์ก็เป็นเรื่องสำคัญ ตัวเองโชคดีเนื่องจากได้ศึกษาและถามข้อมูลจากผู้มีประสบการณ์มาก่อน หลายคน แนะนำว่าแต่งกายให้สุภาพ ดูดี ถ้าเราเป็นคนทำงานก็แต่งตัวแบบคนทำงาน ดูเป็นมืออาชีพ ดูมีปัญญาไปเมืองนอก อันนี้เรื่องจริง วันที่ตัวเองไปสัมภาษณ์คนที่แต่งตัวดูดีภูมิฐาน โดนสัมภาษณ์ไม่นานและผ่านด้วย แต่หลานคนที่เห็นแต่งกายไม่สุภาพใส่ยีนส์ เสื้อสายเดี่ยว โดนถามและขอดูเอกสารเยอะมาก แหมก็แต่งกายชวนให้คิด ไปเที่ยวจริงๆหรือจะไปทำไซต์ไลน์กันแน่หว่า
เอ้าก่อนจะจบเรื่องวีซ่า มาสรุปให้ฟังแบบเป็นเรื่องเป็นราวเกี่ยวกับขั้นตอนและเอกสารที่ใช้ในการขอวีซ่าให้ฟังอีกที ต้องบอกก่อนว่าอันนี้มันเฉพาะวีซ่าท่องเที่ยวนะค่ะ และทั้งหมดจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง และต้องย้ำอีกทีว่าไม่ใช้ผู้เชียวชาญด้านวีซ่า ไม่ใช่นักกฏหมาย สำหรับวีซ่าประเภทอื่นสามารถหาข้อมูลได้จากเวปไซต์ด้านล่างค่ะ
ขั้นตอนการขอวีซ่า
• ติดต่อขอเวลาสัมภาษณ์ ซึ่งสามารถทำได้ได้สองวิธีคือ การนัดทางอินเตอร์เนต หรือนัดหมายทางโทรศัพท์ ซึ่งทั้งสองวิธีคุณต้องติดต่อซื้อรหัสผ่านเพื่อการนัดหมาย การซื้อรหัสทำได้สองวิธีคือซื้อทางอินเตอร์เนต โดยบัตรเครดิต หรือซื้อได้ที่ทำการไปรษณีย์ http://bangkok.usembassy.gov
• หลังจากนั้นดาวโหลดแบบฟอร์มทางอินเทอร์เนต ซึ่งคุณสามารถกรอกแบบฟอร์มทางอินเทอร์เนตได้ทันที เมื่อคุณส่งแบบฟอร์ทางอินเทอร์เนต สถานทูตจะมีบาร์โค๊ตมาให้บนแบบฟอร์ม และพรินส์แบบฟอร์มเก็บไว้
• ชำระเงินค่าธรรมเนียมในการขอวีซาผ่านทางสำนักงานไปรษณีย์ และเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้
• เตรียมเอกสารทั้งหมด คือแบบฟอร์มและเอกสารอื่นๆ ไว้ในซองหรือแฟ้มที่สะดวกในการหยิบใช้งาน อย่าแม๊กเย็บเอกสารนะคะ ใช้คลิปดีกว่า
• เดินทางไปสถานทูตในวัน เวลาที่ทำการนัดหมาย
• เมื่อไปถึงสถานทูตจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารเบื้องต้นและจัดเอกสารให้อีกครั้งหนึ่ง
• ซื้อซองจดหมายเพื่อจัดสงวีซา
• ยื่นเอกสารและรับบัตรคิว ซึ่งตรงนี้ เจ้าหน้าที่จะเก็บเอกสารบางส่วนเข้าไปเพื่อรอการสัมภาษณ์ เอกสารอื่นที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้เก็บคุณก็เก็บไว้กับตัวเอง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะถามคุณว่าต้องการสัมภาษณ์เป็นภาษาอะไร ไทย หรือ อังกฤษ
• สัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่จะถามคำถาม เกี่ยวกับเหตุผลที่ต้องการเดินทางและอื่นๆแล้วแต่กรณี ซึ่งหลังจากนั้น คุณจะทราบผลทันทีจากเจ้าหน้าที่ว่าผ่านหรือไม่
• กรณีผ่าน คุณจะได้รับวีซ่าซึ่งจะส่งให้ทางไปรษณีย์ภายในสามวัน หรือติดต่อรับเองที่ ที่ทำการไปรษณีย์รองเมือง
เอกสารที่ต้องใช้ในการสัมภาษณ์
จริงๆแล้วเอกสารที่ใช้ในการสัมภาษณ์แตกต่างกันในแต่ละราย ตามสถานการณ์ของแต่ละคนแต่อาจสรุปได้ทั่วๆไปดังนี้
• แบบฟอ์มซึ่งกรอกข้อมูลและมีบาร์โค๊ตเรียบร้อย
• พาสปอร์ต ถ้าฉบับเดิมที่หมดอายุมีประวัติการท่องเที่ยวก็นำไปด้วย
• รูปถ่ายขนาดพาสปอร์ตไซต์ ซึ่งมีพื้นหลังสีขาว เปิดให้เห็นใบหน้าและใบหูชัดเจนไม่ตกแต่งภาพเด็ดขาด
• หนังสือรับรองการทำงาน ว่าคุณมีงานทำอยู่จริงในปัจจุบัน
• หนังสือรับรองเงินเดือน
• เอกสารทางการเงินต่างแสดงฐานะทางการเงิน
• สมุดบัญชีเงินฝาก
• จดหมาย การ์ดเชิญหรือเอกสารอื่นๆของเพื่อนคุณหรือญาติ ที่ต่างประเทศส่งมาให้ เพื่อให้การสนับสนุนคุณหรือเชิญคุณให้เดินทางไปอเมริกา เช่นร่วมงานแต่งงาน วันเกิด
• เอกสารอื่นๆแสดงความผูกพันว่าคุณจะกลับเมืองไทยหลังจากการท่องเที่ยว
ช่วยกันสนับสนุนเวปไซต์โดยการคลิกเยี่ยมชมโฆษณาด้านบยด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
In 2001 and 2002, the United States passed new laws that affected some aspects of the nonimmigrant visa process and entry-exit procedures. Many things remain the same, however.
What’s the Same in U.S. Visa Processing Procedures?
To obtain a visitor visa (for tourism, medical treatment, and certain kinds of business activities), the process may be relatively simple. To obtain other types of visas, to study or work, for example, more forms and documentation will be required. Individual experience in obtaining a visa can therefore range from relatively fast and simple to relatively complex and time consuming.
Applicants also still need to demonstrate their intent to return home rather than stay permanently in the United States. You will not be granted a visa if, in the judgment of the consular officer, you have not met all of the necessary criteria.
Applicants still must complete all of the various application forms, submit photographs, application fees and other kinds of documentation as they did before.
What’s Different about U.S. Visa Processing Procedures?
The United States is committed to what Secretary Powell has called the policy of “secure borders, open doors,” by facilitating legitimate travel to the United States by international visitors while maintaining the integrity and security of our borders and our nation. Laws passed after September 11, 2001 focused ways to improve border security in the United States. To learn more, select Safety and Security of U.S. Borders
Most visa applicants can expect to be interviewed and must now have two index fingerscans collected as part of the visa application process. These fingerscans are normally collected by the consular officer at the visa interview window, but in some posts they are collected prior to the visa interview.
In addition to being satisfied that the applicant intends to honor the terms of the visa by returning home, the consular officer must evaluate the security risk presented by the applicant. We carefully examine all applications. Visa applications take longer to process. This affects all nonimmigrant visas. Advance planning can smooth the visa application process for you.
What’s the Same in U.S. Visa Application Procedures?
Many aspects of U.S. visa application process continue as before. All applicants’ names are routinely checked against sophisticated government databases for possible criminal or other information that may disqualify them. The consular officer examines the application and supporting documents and data for facts indicating possible ineligibilities, inconsistencies or questions that may require clarification.
In certain situations, the consular officer may ask for additional application review in Washington, DC. Some visa applicants may need to undergo an extra review process if they seek to engage in a commercial exchange or academic pursuit involving certain designated fields of advanced technology.
What’s Different About U.S. Visa Application Procedures?
Some aspects of the nonimmigrant visa process have changed.
Supplemental Application — All male nonimmigrant visa applicants between the ages of 16-45, regardless of nationality or other factors, must now complete a supplemental application form which helps inform the consular officer’s judgment about visa eligibility. Consular officers have the authority to require anyone from any country to complete visa forms if they think it’s warranted.
Student and Exchange Visitor Visas - All student and exchange visitors, regardless of nationality or other factors, must complete a supplemental application form which helps inform the consular officer’s judgment about visa eligibility. Applicants must also get an authorization form from their sponsoring institution in the U.S. Before a visa can be issued, the sponsoring institution must authenticate the applicant by opening and maintaining an electronic file on a Web-based data management system managed by the Department of Homeland Security, called Student and Exchange Visitor Information System (SEVIS).
from http://www.unitedstatesvisas.gov
Usefull Link
http://bangkok.usembassy.gov
http://bangkok.usembassy.gov/services/visa/index.htm
http://www.usvisa4thai.com/visas.html
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
การเตรียมตัวก่อนเดินทางไปอเมริกา
จัดกระเป๋าเดินทางกันเถอะ How I packed (1 )
จัดกระเป๋าเดินทางกันเถอะ How I packed (2 )
จัดกระเป๋าเดินทางกันเถอะ How I packed (3)
เอกสารทั้งหลายที่ควรเตรียมไปอเมริกา Important documents
วันเดินทางไปอเมริกา The day departed Thailand
สนามบินซานซิสโก San Francisco International Airport
ตรวจคนเข้าเมือง สนามบินซานฟรานซิสโก Port Of Entry-San Francisco International Airport (Immigration
คำถามที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอเมริกา Interview at the port of entry
//–>// –> // –> // –> // –> // –> // –>
- visa usa ###

ผมต้องการเดินทางไปทำงานที่ร้านอาหารไทยที่อเมริกาผมควรทำเป็นวีซ่าอะไรครับ มีขั้นตอนยังไงบ้างครับ
คุณต้องการเดินทางมาอเมริกาเพื่อทำงานที่ร้านอาหารไทย
คำถามคือมีร้านอาหารที่โน่นรออยู่แล้วหรือไม่ เขาช่วยดำเนินเรื่อง
ขอใบทำงานให้หรือไม่ หรือตอนนี้ไม่รู้จักใครแต่คิดว่าจะไหางานเอาที่โน่น หรือมีงานรออยู่แต่เขาไม่ได้ช่วยเรื่องใบทำงาน
ปกติคนไทยส่วนมากที่นี่มาที่นี่อาจมาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวซึ่งจริงๆ
แล้วไม่สามารถทำงานได้ คือมาทำแบบผิดกฎหมาย บอกว่ามาเที่ยวแต่จริงๆมาหางานทำ
หรือมาด้วยวีซ่านักเรียน ซึ่งต้องติดต่อที่เรียนที่เมกาไว้ก่อนมา
บางคนมาวีซ่านักเรียนแต่ไม่ไปเรียนทำงานอย่างเดียวก็มี แต่ตอนนี้ได้ยินมาว่า เขาจะเข้มงวดมากขึ้นเรื่อง
คนที่มาวีซ่านักเรียนคือต้องมาเรียนต้องเข้าเรียน
เพราะฉนั้นตอบปัญหาของคุณไม่ถูกเพราะไม่ทราบสถานการณ์ของคุณว่าจริงๆเป็นไง
แต่จะขอวีซ่าก็เตรียมเอกสารต่างๆตามที่แนะนำไว้ข้างบนค่ะ
ขอเพิ่มอีกนิดค่ะ ถ้าไม่มีงานรออยู่ ไม่มีคนรู้จัก ไม่ได้คิดจะมาเรียน
คิดจะมาทำงานผิดกฎหมายที่นี่ก็คิดดุให้ดีๆนะค่ะ
มันไม่ได้สบาย ง่ายอย่างที่คิด
คือผมรู้จักกับเจ้าของร้านที่โน่นนะครับ เขาไม่รู้ว่าต้องเดินเรื่องอย่างไรบ้าง เขาให้ผมเดินเรื่องเอง หรือบอกเขาว่าต้องเดินเรื่องอย่างไรบ้างเขาจะช่วยแต่ให้เราแนะนำเขา ส่วนเรื่องงานและที่อยู่มีแน่นอน แต่ผมไม่มีความรู้ด้านนี้ครับว่าต้องทำเป็นวีซ่าอะไรดี ส่วนตัวผมเองต้องการทำเป็นวีซ่าทำงานเลยนะครับมันต้องทำเนินเรื่องยากไหมครับและต้องทำยังไงบ้างครับ ผมต้องทำเรื่องให้เร็วที่สุดเลยครับ ขอบคุณครับ พี่ plew
ปล.ถ้าเป็นไปได้ขอให้พี่ plew add msn ผมด้วยครับ comscience_019@hotmail.com
คุณอาทิตย์ ทางเจ้าของร้านต้องดำเนินการขอให้คุณค่ะ แต่รายละเอียดการขอวีซ่าตัวนี้คือ H-1B มันยาว
รบกวนเข้าไปศึกษาที่เวปไซต์นี้นะค่ะ
http://immigration.lawyers.com/H-1B-Visa-FAQ.html#index
http://www.uscis.gov/portal/site/uscis/menuitem.eb1d4c2a3e5b9ac89243c6a7543f6d1a/?vgnextoid=91919c7755cb9010VgnVCM10000045f3d6a1RCRD&vgnextchannel=91919c7755cb9010VgnVCM10000045f3d6a1RCRD
หรือให้ที่ร้านเขาติดต่อถามโดยตรงที่ USCIS เบอร์
1-800-357-2099
แต่เขาจะทำให้ไม๊นี่ลำบากเพราะมันยุ่งยากพอดู เสียตังค์เยอะด้วย
สวัสดีค่ะ…
มีเรื่องอยากปรึกษาค่ะ คือ มีลุงกับป้าอยู่ที่เมือง Merced, California ค่ะ พอดีลุงชวนมาเที่ยวก็เลยอยากจะพาครอบครัวไปเที่ยวหาลุงค่ะ แต่ก็กลัวเรื่องวีซ่าว่าจะไม่ผ่าน (ครอบครัวมีทั้งหมด 5 คน) จึงอยากรบกวนปรึกษาดูค่ะว่า
รายละเอียดเกี่ยวกับครอบครัวมีดังนี้ค่ะ
1. พี่สาวคนแรกทำงานอยู่บริษัทรับทำเวบไซด์ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บริหารเงินเดือนประมาณ 20,000, ทำงานมาประมาณ 4 ปี, ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ, ผ่อนบัตรเครดิต ….
2. พี่สาวคนที่สองทำงาน NGO เงินเดือนประมาณ 1X,XXX กว่าๆ, ผ่อนบ้าน, ผ่อนบัตรเครดิต, ทำงานมาประมาณ 8 ปี
3. ตัวเองทำงานที่เดียวกันกับพี่สาวคนแรกตำแหน่ง Internet Researcher เงินเดือน+เงินพิเศษประมาณ 1X,XXX, ผ่อนรถ กับบัตรเครดิต, ทำงานมาประมาณ 3 ปี
ส่วนพ่อกับแม่ไม่ได้ทำอะไรอยู่บ้านเฉยๆ ถ้าจะไปเที่ยวด้วยกันทั้งครอบครัว มีความเป็นไปได้ที่จะไม่ผ่านไหมคะ คือแบบว่าลูกๆมีงานทำจริง แต่หนี้เยอะ กลัวว่าถ้าไปเที่ยวแล้วกลัวจะไม่มีเงินพอในการจับจ่ายใช้สอย อะไรทำนองนี้ค่ะ แต่ว่าเรื่องตั๋วเครื่องบินนี่ทางลุงกับป้าเค้่จะออกให้ครึ่งหนึ่งที่เหลือออกกันเอง ถ้าแจ้งอย่างนี้กับทางเจ้าหน้าที่ท่างกงสุลจะได้ไหมคะ หรือว่าถ้าสำหรับ 5 คนเยอะไป ถ้าไป 3 คน (มีตัวเอง พี่สาวคนแรก และแม่) จะง่ายกว่าไหมคะ แต่ว่าเป็นผู้หญิงหมดจะมีปัญหาไหมคะ
เคยอ่านเจอว่าผู้หญิงที่ไม่มีพันธะไปอเมริกายากมากกกกกกก(พอดีเป็นโสดหมดเลยค่ะลูกสาวบ้านนี้)
ยังงัยรบกวนด้วยนะคะ แล้วจะแวะเข้ามาเช็คทุกวันค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ถามว่าจะมีโอกาสถูกปฎิเสธไม๊ ตอบยากอย่างที่รู้ๆกันว่าบางคนดูน่าจะได้แต่ไม่ได้ก็มี
สำหรับกรณีครอบครัวคุณ ในความคิดตัวเองนะ ทั้งสามคนทำงานกันหมด และทำมาหลายปีซะด้วยคิดว่าโอกาสได้มีมากกว่าไม่ได้ค่ะ
ทั้งสามคนพี่น้องให้ที่ทำงานออกหนังสือรับรองการทำงานให้
รวมทั้งมีหนังสือจากบริษัทว่าอนุญาตให้ลาไปเที่ยวได้กี่วันก็ว่าไป
ยิ่งถ้าทำงานบริษัทใหญ่ๆ ดังๆยิ่งดีเลย ส่วนที่บอกมีหนี้ต้องผ่อนยิ่งดีใหญ่ เพราะแสดงให้เห็นว่ามีภาระผูกพันกับเมืองไทย มีบ้านช่องที่นี่ที่ต้องผ่อน แสดงว่าเราต้องกลับแน่ๆ
จริงๆถ้าลุงที่ชวนไปเที่ยวมีจดหมายประมาณว่าจะเป็นสปอนเซอร์ให้
ตอนเราไปเที่ยวยิ่งดีค่ะ หรือไปช่วงที่มีเทสกาลจะยิ่งน่าเชื่อถือ
มีคนบอกว่าช่วงคริสมาสต์ ปีใหม่เขาจะปล่อยวีซ่ามากกว่าปกติ
แต่อันนี้ไม่ยืยยันว่าจริงรึป่าว
อือขอวีซ่าเมกามันก็ต้องเสียงอะค่ะ ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะได้ไม่ได้
โชคดีค่ะ
สวัสดีค่ะ…
ขอบคุณมากนะคะสำหรับคำแนะนำและความคิดเห็น
อยากรบกวนสอบถามเพิ่มเติมค่ะเรื่องเส้นทางการเดินทาง (พอดีตัวเองก็ได้ลองศึกษามาบ้างแล้วแต่ก็ไม่ค่อยแน่ใน เลยจะถามผู้รู้ดีกว่า เพื่อข้อมูลที่หนักแน่นค่ะ) ไม่ทราบว่าเริ่มต้นจากประเทศไทย (เชียงใหม่) ไปถึง merced california จะต้องใช้เส้นทางไหนดีคะ (เอาแบบราคาถูกหน่อยก็ได้ค่ะ) เห็นบอกว่ามีทั้ง Flight
ยินดีช่วยค่ะ Merced ไม่ไกลจากซานฟราน คือขับรถประมาณสามชั่วโมงจากสนามบินซานฟรานซิสโกค่ะ
ก็คือเริ่มต้นคุณต้องเข้ามากรุงเทพก่อนแหละ ก็สุวรรณภูมินั่นแหละค่ะ
สายการบินที่บินมาซานฟรานมีหลายสายเลย แต่ที่ถูกๆก็
EVA, Chaina, Philippine airline ค่ะ
จริงๆก็มีสายอื่นๆนะเช่น เจเปน คาร์เธ นอร์สเวส บินไทย แต่มันแพงค่ะ สายถูกๆที่ว่าก็ตกไปกลับประมาณสามหมื่นกว่าๆค่ะ
แล้วแต่ว่ามาช่วงไหน ราคาต่างกันประมาณสามถึงห้าพัน แต่แนะนำ EVA ค่ะ คนไทยใช้บินกันเยอะเพราะถูกและโอเคค่ะ
อีว่ากับไชน่ามาเปลี่ยนเครื่องที่ไทเปค่ะ ถ้าฟิลิปปินส์ก็เปลี่ยนเครื่องที่ฟิลิปปินส์
บินรวมประมาณเกอืบยี่สิบชั่วโมงค่ะ จากนั้นจริงๆจากสนามบินซานฟรานขับไปเมืองที่คุณจะไปประมาณสามชั่วโมง
จริงๆเมืองนั้นมีสนามบินแต่มันสนามบินเล็กๆ ไม่แน่ใจว่ามีเที่ยวบินไปมากน้อยแค่ไหน และน่าจะแพง ขับรถหรือใช้ Shutter Bus จากที่สนามบินซานฟรานน่าจะดีกว่าค่ะ ปกติจากซานฟรานไปที่เมืองนั้นเขาก็ขัยรถกันค่ะ ไม่มีใครนั่งเครื่องไป และบินตรงจากเมืองไทยไปเมืองนั้นไม่มีค่ะ เมืองมันเล็กๆ
จากไทยก็มีแค่ไปแอลเอ ซานฟราน ซึ่งซานฟรานใกล้เมืองนั้นมากสุดแล้ว อาจลองถามคุณลุงซึ่งอยู่ในเมืองนั้นจริงๆอีกทีเขาอาจรู้ค่ะ แต่อย่างที่บอกปกติเขาขับรถไปกัน เพราะถูกกว่าบินเยอะ
เมืองที่คุณจะไปสวยดี ถ้าไปอย่าลืมแวะไปโยไซมิสตี ด้วยนะค่ะสวยและอยู่ในย่านเดียวกันค่ะ
ไม่แน่ใจว่าตอบครบป่าวถ้าไม่ครบยังไงถามมาอีกทีนะ
อ้อขอบคุณนะค่ะที่ชวยสนับสนุน ถูกแล้วค่ะ ขอบคุณมาก
โชคดีค่ะ
สวัสดีค่ะ..
มีข้อมูลอยากสอบถามเพิ่มเติมค่ะ อยากรบกวนคุณ plew ช่วยแนะนำด้วย
1. คือ อยากรบกวนสอบถามเส้นทางการเดินทางคะ ว่าควรจะเดินทางโดยใช้เส้นทางไหน (ตอนนี้ทางตัวเองก็ได้ศึกษาเส้นทางมาบ้างแล้ว แต่ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่) เริ่มต้นจากประเทศไทย(เชียงใหม่) ไปจนถึง merced california ไม่ทราบว่าจะต้องต่อเครื่องกี่เที่ยวคะ แล้วจะต้องไปลงที่ไหนบ้าง มีเครื่องไปลงที่ merced เลย หรือต้องลงที่ california ก่อนถึงจะต่อเครื่องไป merced คะ หรือว่าจะต้องนั่งรถไปต่อ ไม่แน่ใจ ยังงัยรบกวนด้วยนะคะ คืออยากได้เส้นทางที่ประหยัดค่าใช้จ่ายหน่อยค่ะ (ถูกๆ ค่ะ)
2. จะไปเที่ยวควรจะไปช่วงเดือนไหนดีคะ (อยากไปช่วงที่มีหิมะนะค่ะ)
ขอบคุณค่ะ ขอโทษด้วยนะคะที่รบกวน
ขอบคุณอีกทีนะคะ
สวัสดีอีกรอบค่ะ…
ขอบคุณมากค่ะสำหรับคำแนะนำเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทางที่คุณ plew แนะนำมา ตอนนี้กะลังอยู่ในช่วงเก็บข้อมูลค่ะ เพื่อที่จะนำไปประกอบการขอวีซ่า (เพิ่งขอวีซ่าครั้งแรกเลยอยากจะได้ข้อมูลให้ๆด้มากที่สุด กันเหนียวค่ะ)
มีคำถามเกี่ยวกับการทำวีซ่ามาสอบถามเพิ่มเติมค่ะ (อย่าเพิ่งรำคาญนะคะ ไม่ทราบว่าจะปรึกษาใครจริงๆค่ะ)
1. ถ้าเรากำหนดเวลาไปและเวลากลับที่แน่นอนแล้วและไปยื่นขอวีซ่า เมื่อวีซ่าผ่านแล้ว แต่เมื่อไปซื้อตั๋วกลับหาเที่ยวบินที่ีแจ้งไปในเอกสารขอวีซ่าไม่ได้ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วเราสามารถเลื่อนการเดินทางออกไป หรือเลื่อนเข้ามาได้ไหมคะ แล้วจะมีผลอะไรกับเอกสารที่เรากรอกลงไปเพื่อขอวีซ่าไหม เพราะวันไป-กลับอาจจะไม่ตรงกันกับเอกสารที่แจ้งไป (อันนี้ในกรณีที่ยังไม่ได้ซื้อตั๋วเครื่องบิน เพราะมีบางคนเค้าบอกว่าอย่าพึ่งซื้อตั๋วเครื่องบิน เผื่้อบางทีวีซ่าไม่ผ่าน จะคืนตั๋วก็ไม่ได้)
2. ตอนนี้ครอบครัวมีด้วยกัน 5 คน แต่อยู่บ้านกันคนละหลัง คือ พ่อ แม่ อยู่หลังนึง และ ลูกๆ อยู่กันหลังนึง (ทะเบียนบ้านแยกกัน) เมือไปซื้อ pin code เพื่อมาลงทะเบียนขอวีซ่า ต้องซื้อ pin 2 อันถูกต้องไหมคะ คำถามที่อยากทราบคือ ตอนที่ทางกงสุลนัดสัมภาษณ์ เค้าจะเรียกเข้าสัมภาษณ์เป็นครอบครัวเลยหรือเปล่าคะ (ทั้ง 5 คน เข้าไปพร้อมกันเลย) หรือว่าเรียก 2 ครั้งคะ (เรียกลูกทีนึง พ่อแม่อีกทีนึง) ถ้าเป็นอย่างนี้เราสามารถแยกไปสัมภาษณ์เป็นเพื่อนพ่อกับแม่ได้ไหมคะ คือไม่ใช่อะไรกลัวแกจะตื่นเต้นให้ข้อมูลได้ไม่ครบค่ะ
3. ถ้าในกรณีขอวีซ่าไม่ผ่าน และจะกลับไปขออีกทีต้องทิ้งช่วงนานเท่าไหร่คะ
4. เรื่องไปขับขี่อินเตอร์ เราควรเตรียมไปโชว์ตอนสัมภาษณ์ด้วยไหมคะ ว่าฉันก็มีใบขับขี่อินเตอร์นะ หรือว่าไม่ต้อง มันจะเหมือนกับว่าเราเตรียมพร้อมที่จะไปอยู่เป็นเวลานานๆ ถึงกับทำใบขับขี่อินเตอร์ไว้รอไหมคะ
สอบถามเท่านี้ก่อนนะคะ คิดไม่ออกแล้ว ไม่ทราบว่าที่เขียนมานี้คุณ plew พอจะเข้าใจไหมคะ ก็พยายามอธิบายให้ละเอียดที่สุดแล้วค่ะ ขาดตกบกพร่องตรงไหนแจ้งมาได้นะคะ
ขอบคุณค่ะ
ยินดีช่วยทเ่าที่ตอบได้ค่ะ เพราะเข้าใจเคยเป็นมาก่อนค่ะ
จริงๆถ้านามสกุลเดียวกันน่าจะใช้ pinเดียวกันได้หมดค่ะ..
แต่ยังไงรบกวนเข้าเวปของสถานทูตอีกทีเพื่อความชัวร์
ส่วนเรื่องตั๋วเครื่องบินอย่าไปคิดมาก แต่ตอนสัมภาษณ์บอกไปเลยว่าจะไปช่วงไหนกะว่าจะอยู่กี่วันก็ว่าไป
คือตอบให้ชัดว่าเรามีแผนการเดินทางที่แน่นอน แต่พอได้แล้วจะไปเมื่อรจะกลับเมื่อไรไม่มีผลอะไรทั้งนั้นค่ะ เราจะไปเมื่อไรก็ได้ตราบที่วีซ่าเราไม่หมดอายุ อย่างตัวเองพอได้กว่าจะไปก็อีกสี่เดือนต่อมา ซึ่งตอนสัมภาษณ์ก็บอกไปเดือนมกราแต่ไปจริงเมษาโน่นแนะ
ไม่มีผลอะไรเลยค่ะ
เรื่องใบขับขี่สากลไม่มีผลอะไรต่อการขอวีซ๋าค่ะ เขาไม่สนใจหรอก
จะได้ใช้ก็ตอนไปแล้วจริงๆนั่นแหละ ใบขับขี่อินเตอร์ทำวันนั้นก็ได้วันนั้นเลย อย่าเพิ่งไปสนใจมันเลยค่ะ เอาให้ได้วีซ่าก่อน
ถามว่าถ้าขอไม่ได้ต้องทิ้งช่วงนานแค่ไหนถึงจะขอได้อีก
จริงๆแล้วเขาไม่ได้มีกฎอะไรห้ามไว้เลยจะขออีกเมื่อไรก็ได้ค่ะ
แต่คิดว่าน่าจะขึ้นอยู่กับเหตุผลที่ถูกปฏิเสธมากกว่า ถ้าเขาบอกยังทำงานไม่นานเลยจะมีเงินพอเหรอประมาณนั้น อาจต้องรอจนเงินเดือนเราได้ถึงจุดนึง แต่แนะนำว่าอย่าขอบ่อย น่าจะทิ้งช่วงสักครึ่งปี หรือปีหนึ่ง
ส่วนถ้าอยากมาที่แคลิฟอเนียช่วงที่มีหิมะก็ต้องมาช่วงธันวา มกรา กุกุมภา ค่ะ แต่จริงๆแล้วแคลิฟอเนียพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่มีหิมะตกค่ะ จะมีหิมะเฉพาะบนภูเขาเท่านั้นค่ะ
ขอบคุณอีกทีที่ช่วยนะค่ะ ถูกแล้วค่ะ มีอะไรเพิ่มเติมถามอีกได้
ยินดีช่วยค่ะ แต่ขอย้ำนะว่าไม่ใช่นักกฎหมาย ตอบตามประสบการณ์และข้อมูลที่ฟังจากท่านอื่นๆที่มีประสบการณ์
และข้อมูลที่ได้จากการค้นคว้าค่ะ
สวัสดีค่ะ..(กลับมาอีกแล้ว หลังจากหายไป 1 วันค่ะ)
มาสอบถามอีกค่ะคือ
1. เมื่อวานลองโทรไปสอบถามบริษัทที่เค้่จัดการเรื่องวีซ่าดูค่ะ เห็นเค้าบอกว่า ถ้าญาติเขียนจดหมายมาการันตีให้ไปเที่ยวที่นั่นสามารถการันตีให้ไ้ด้่ 2 คน จริงเหรอคะ แล้วคนที่เหลือหล่ะคะจะให้ทำยังงัย หรือว่าจะให้ญาติช่วยระบุจำนวนคนมาได้ไหมคะ แล้วจดหมายจะต้องเขียนยังงัยบ้างช่วยแนะนำคร่าวๆ ได้ไหมคะ
2. จอหมายที่ญาติต้องส่งมาให้ฉบับนี้ต้องเป็นตัวจริงไหมคะ หรือส่งทางเมล์แล้วเราเอาปริ้นซ์จากคอมพ์ได้ (เห็นว่าต้องมีลายเซ็นของญาติในจดหมายด้วยเลยไม่แน่ใจว่าต้องใช้ตัวจริงเลยหรือเปล่าคะ)
3. ถ้าลางานไปประมาณ 1 เดือนนี่นานไปไหมคะสำหรับพนักงานบริษัท (กลัวเค้าจะคิดว่าลางานทำไมนานจัง แล้วที่บริษัททำไมให้ลางานนานจัง อะไรทำนองนี้ค่ะ เดี๋ยวเผลอๆ วีซ่าไม่ผ่าน —ไม่แน่ใจตัวเองคิดมากไปหรือเปล่าคะ—–) แล้วควรลาประมาณกี่วันดีคะ แต่ก็อยากไปเที่ยวนานๆเหมือนกัน นานๆเที่ยวทีต้องเอาให้คุ้ม (วีซ่ายังไม่ได้เลย คิดไปถึงโน่นละ)
4. กรณีพาแม่ไปเที่ยวด้วย ในส่วนของแม่ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างคะ แม่ไม่ค่อยมีเอกสารค่ะ แล้วก็ไม่ได้ทำงานด้วยอยู่บ้านเฉยๆ เป็นแม่บ้านค่ะ บัญชีเงินฝากก็มีนะคะแต่มีไม่มาก (ง่ายๆค่ะ ลูกเลี้ยงค่ะ คือพ่อแม่แก่แล้วเลยไม่อยากให้ทำอะไร และสุขภาพไม่ค่อยดีค่ะ)
5. รบกวนขอคำแนะนำในการให้ีสัมภาษณ์หน่อยค่ะ คือ เราควรตอบคำถามอย่างไรเมื่อเค้าถามเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดใครจ่าย (ได้เข้าไปศึกษาการตอบคำถามมาบ้างแล้วค่ะ แต่ก็คือจะมีวิธีการตอบไม่เหมือนกันเลย) ถ้าเราจะบอกว่าญาติออกให้ทั้งหมด (มันจะเหมือนกับว่าเราไปที่นั่นโดยเราไม่มีเงินไหมคะ โดยญาติจะเป็นคนรับผิดชอบ) หรือว่าตอบว่าจะไปแค่พักกับญาติทีีนั่น ส่วนค่าตัี๋วเครื่องบินไปกลับกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ออกเอง (ถ้าตอบไปแบบนี้ถ้าเกิดเค้าดูบัญชีเงินเดือนกลัวเอกสารกับคำตอบมันจะไม่สอดคล้องกัน เพราะว่าเงินในบัญชีมีเหลือไม่ค่อยเยอะค่ะ)
เฮ้อ….งงค่ะ สับสนค่ะ อยากจะไปสัมภาษณ์ให้มันเสร็จเร็วๆจัง จะได้ไม่ต้องเครียด แต่ตอนนี้กำลังเตรียมเอกสารอยู่ค่ะ เลยต้องรวบรวมข้อมูลให้มากหน่อย เพราะว่าอยากไปเที่ยวที่นั่นมากกกกกกกกกกกกกกค่ะ (แต่กลัวเรื่องวีซ่า)
ยังงัยบรกวนด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
อือ ถ้าทางจะกังวลเอามากๆเลย แต่อย่างที่บอกนะขอวีซ่าเมกาต้องทำใจเผื่อไว้ โอกาสได้มี โอกาสไม่ได้ก้มีเชนกัน
บอกตรงๆนะเรื่องเอกสารไม่มีใครหรือแม้พวกเอเจนท์จะรู้แน่ๆชัดๆว่าต้องมีอะไรแล้วผ่าน ไม่มีอะไรไม่ผ่าน
มันขึ้นกับเจ้าหน้าที่ที่สัมภาษณ์จริงๆ ตัวเองก่อนจะไปสัมภาษณ์โทรถามกับเจ้าหน้าที่ที่สถาานทูตโดยตรงว่าต้องมีเอกสารอะไรบ้าง เขาก็ตอบกว้างๆ
แต่แนะนำเหมือนกันแหละว่าเกสารที่สำคัญคือ การแสดงความผุกพันของเรากับเมืองไทย ทำไงให้เชื่อว่าไปแล้วกลับ
แน่ๆ ถามเขาว่าอะไรบ้างละไอ้ที่ว่าเขาก็ตอบไม่ได้ ตบเลี่ยงๆว่าแต่ละคนไม่เหมือนกัน
พูดตามความคิดตัวเองนะ เรื่องวีซ่าเราอ่านหนังสืออก มีการศึกษาไม่ต้องไปจ้างเอเจนทืหรอกค่ะ สรุปเขาช่วยอะไรเราไม่ได้หรอก บางทีหลอกลวงอีกต่างหาก เพื่อนโดนมาแล้วแต่รายนั้นขอกรีนการ์ด สรุปเสียเงินฟรี
ถามว่าสัมภษณ์ตอบอย่างไรดี พูดตรงๆนะตอบตามความจริงดีที่สุด กรณีคุณไปเที่ยวจริงๆนี่นา แต่ถ้าบอกไปเที่ยวเดือนนึงนะมันดูนานนะ บอกไปสักสิบห้าวันสิค่ะ มันดูโอเคกว่าเราทำงานบริษัท แล้วเงินเดือนก็ยังไม่ได้เยอะมากมาย จะไปอยู่เมกาเดือนนึงเนี่ยหลายตังค์อยู่ค่ะ
ค่าใช้จ่ายก็บอกไปที่อยู่เราไม่ต้องเสีย อาหารหลักก็ทำกินที่บ้านคุณลุง ไปเที่ยวเดินทางคุณลุงก็มีรถก็ขับไปเที่ยว หลักๆเราก็จ่ายค่าเครื่องบิน ค่าใช้จ่ายเล็กๆน้อยๆ พูดชมๆประเทศเขาว่ามันสวย มันดี ยกย่องเขา เราอยากไปสักครั้งหนึ่งในชีวิตประมาณนั้น เตรียมข้อมูลเรื่องการท่องเที่ยวให้ชัดจะไปเที่ยวที่ไหน ทำไมอยากไป ไปกี่วัน ที่อย฿่ที่ชัดเจนที่เราจะไปพัก ชื่อคนที่เราไปพักด้วย เบอร์โทรศัทพ์เขาที่โน่น
ส่วนคุรแม่เราว่าเตรียมเท่าที่เตรียมได้ เพราะลูกสามคนทำงานอะ จะพาแม่ไปอีกคนสามคนช่วยกันจ่ายให้แม่จะไม่ได้เชียวเหรอ และเราก็มีที่พักที่โน่นพักรวมกัน แต่ไม่แน่ใจนะ
เพราะไปห้าคนเขาอาจถามว่า ตั้งห้าคนแล้วบ้านคุณลุงจะมีที่พักให้พอเหรอ เราก็อาจตอบไปว่าบ้านมีสามห้องนอน สี่ห้องนอน อะไรก็ว่าไป เตรียมข้อมูลเรื่องนี่ไว้ด้วย
จดหมายเป็นฉบับจริงดีกว่าค่ะ มีลายเซ็น มีซองที่มันชัดๆว่าส่งมาจากที่นั่น เนื้อความก็เชิญชวนให้ไปเที่ยว มีที่พักให้อย่างไร ประมารไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะตัดเรื่องที่พัก อาหาร ค่ารถ และก็บรรยายว่าจะไปเที่ยวกันที่ไหน จริงๆถ้ามีวันอะไรพิเศษมาเกี่ยวด้วยก็ยิ่งดี หลายคนบอกว่า ถ้าสปอนเซอร์สามารถแสดงฐานะทางการเงินของเขาด้วย เช่นเรื่องภาษีที่จ่ายอะไรประมาณนั้น จะดี
เตรียมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อ้อถ้ากังวลจริงๆลองสวดมนต์พาหุงทุกวันขอพรก่อนไปสัมภาษณ์อาจช่วยได้นะ
อย่างน้อยก็มีกำลังใจมากขึ้น ฮ่าๆๆ ตัวเองทำมาแล้ว ได้ผลด้วย
ไม่ได้คราวนี้ก็ขใหม่ได้นา แต่ขอให้ได้ค่ะ
ขอบคุณจ้า สำหรับคำแนะนำ ไปเที่ยวอาจจะไม่ไปทั้งหมดก็ได้ อาจจะไปแค่ 3 คนค่ะตอนนี้ เพราะพี่สาวอีกคนไม่แน่ว่าจะลางานได้ไหม ส่วนพ่อคิดว่าจะให้อยู่เฝ้าบ้านเป็นเพื่อนพี่สาวค่ะ ถ้าเป็นแบบนี้มีโอกาสกว่าไหมคะ เพราะยังงัยเราก็กลับมาแน่ เพราะพ่อ กับ พี่สาวก็อยู่ที่นี่เราคงไม่ทิ้งไปหรอก (พูดปลอบใจตัวเองค่ะ)
ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ ตอนนี้เหมือนคนบ้าเลยค่ะ โชคดีีเจอเวปไซด์ของพี่แพรว(เรียกพี่ละกันนะคะ) แล้วส่งให้พี่สาวดูเค้าสนใจมากเ้ลย (แอบอิจฉาเล็กๆ) แล้วจึงให้อาดา keep contact กับพี่แพรวไว้ ให้ศึกษาหาข้อมูลจากพี่แพรวว่าอะไรเป็นอะไร อย่างน้อยเมืองที่พี่อยู่ก็ใกล้ Merced (ไม่แน่ใจพี่แพรวอยู่ซานฟรานหรือเปล่าคะ) คงได้ข้อมูลบ้าง
ยังงัยก็ขอบคุณมากกกกนะคะ เดี๋ยวถ้าสงสัยอะๆไรเพิ่มเติมอาดาจะรบกวนพีอีกนะคะ (คงไม่รำคาญอาดาก่อนนะคะ)
แล้วเจอกันใหม่ค่ะ
อาดา ชื่อเก๋ดีค่ะชอบจัง ใช่ค่ะอยู่ที่ซานฟราน อยู่ในยานดาสทาวน์ค่ะ
คิดว่าถ้าไปแค่สามก็น่าจะง่ายขึ้น เพราะพ่อกับพี่ยังอยู่ ถามได้ค่ะ ไม่รำคาญหรอก
เพราะอยู่ที่นี่ไม่มีเพื่อนคุยค่ะ และไม่ได้ทำงานด้วย เรียนอย่างเดียว เลยว่างงงง
สวัสดีค่ะ….
มาถามอีกแล้วจ้า…คืออาดาเพิ่งไปศึกษาดูเอกสาร DS157 มาค่ะ มีอยูหัวข้อนึงที่เค้าให้กรอกคือ กำหนดการเดินทางโดยละเอียด รวมถึงข้อมูลทางการบิน สถานที่เจาะจงที่จะไปเยี่ยม และจุดนัดพบในแต่ละสถานที่ อันนี้นี่เราต้องกรอกข้อมูลให้ละเอียดเลยหรือเปล่าคะ คือตอนนี้อาดาสามารถกำหนดวันลาไป-กลับเรียบร้อยได้แล้วแต่ข้อมูลการเดินทางเรื่อง flight เวลา ยังไม่มีค่ะ (อันนี้จำเป็นต้องกรอกเลยไหมคะว่าเราจะออกจากไทยวันไหน เวลาไหน ถึงกรุงเทพกี่โมง แล้วต่อเครื่องจากกรุงเทพไปไหนอีก ……)
ขอบคุณจ้า
พี่แพรวรบกวนถามอีกทีจ้า ตอนนี้กะลังงงอยู่ค่ะว่า ไอ้แบบฟอร์มขอวีซ่า DS156/DS 157 สองอันนี้ เราต้องกรอกกันกี่ชุดเหรอคะ (กรณีไปเที่ยวกัน 3 คนครอบครัวเดียวกัน และซื้อ PIN ก็ใช้อันเดียวกันได้) และตอนที่ต้องไปจ่ายเงินที่ไปรษณีย์อีก เค้าจะรู้ได้ยังงัยว่าเราไปกันกี่คน งั้นก็แปลว่าแบบฟอร์ม DS156/DS157 ไปกี่คนกกรอกและ็ต้องปริ้นเอกสารออกมากันคนละชุดเลยเหรอคะ และวันนัดสัมภาษณ์สามารถเข้าไปพร้อมกันทั้ง 3 คนได้เลยหรือเปล่าคะ และเอกสารต่าง ๆ จาก sponsor นี้ ให้ใครคนใดคนนึงถือไว้ได้เลยหรือเปล่าคะ หรือว่าทั้ง 3 คน ต้องถือกันคนละชุด
รบกวนด้วยนะคะ
ต้องกรอกคนละชุดค่ะ เพราะข้อมูลของแต่ละคนต่างกัน แค่ชื่อก็คนละชื่อแล้ว เอกสารก็ต้องเตรียมของแต่ละคน เช่นหนังสือรับรองการทำงานของพี่กับของเรามันก็คนละคนกันเลย แต่เรื่องจดหมายจากคนที่เมกาก็คนหนึ่งถือตัวจริงไว้ คนที่เป็นหัวหน้าทีมค่ะ แต่คนที่เหลืออาจสำเนาติดไว้ด้วยประมาณนั้น เอกสารวันไปสัมภาษณ์แนะนำว่าใ้เอาตัวจริงไป และสำเนาไปหนึ่งชุดค่ะ ค่าธรรมเนียมก็เป็นรายคน เพราะวีซ่าเขาออกให้ทุกคน แยกกัน แต่พินนะซื้อพินเดียวใช้นัดหมายคนครอบครัวเดียวกันนามสกุลเดียวกันได้ ส่วนใหญ่ที่เห็นเขาก็สัมภาษณ์พร้อมกันทั้งครอบครัว
ใชชค่ะเราก็ระบุวันไป กลับ ให้เรียบร้อย แต่พอได้วีซ่าแล้วไม่จำเป็นต้องไปหรือกลับตามที่เราระบุไว้ค่ะ
เค้าไม่มาตามตรวจตรงนั้น ส่วนเรื่องตั๋ว นะแนะว่าอาจโทรไปจองตามเอเจนท์ไว้ก่อน บุ๊คไว้เฉยๆ แต่ยังไม่ต้องจ่ายเงิน พอเราบุ๊คไป เอเจนท์ส่งอีเมล์ยืนยันพวกเที่ยวบินมาให้เรา เราก็พรินท์ใบนั้นไปค่ะ
แต่ยังไม่ต้องจ่ายเงินนะ เพื่อไม่ได้ เพราะตรงนี้เขาก้ไม่อะไรหรอก เราก็บอกได้ว่าได้วีซ่าแล้วเราก็จ่ายเงิน
ประมาณนั้นซึ่งมันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วใครจะไปซื้อตั๋วทั้งที่ยังไม่ได้วีซ่า
สวัสดีค่ะ..มีข้อสงสัยมาถามเพิ่มเติมค่ะ
1.มี plan ที่จะเดินทางไปเที่ยวเดือน ธ.ค. แล้วจะไปสัมภาษณ์วีซ่ากลางเดือนหน้า (มิ.ย.) คิดว่าเร็วไปไหมคะ
2. งงค่ะ..คือว่าถ้ากรณีที่วีซ่าผ่านแล้ว เค้าให้วีซ่า 3 เดือน มันหมายความว่างัยคะ (เห็นในตัวอย่างวีซ่า มันจะมี Issue Date กับ Expiration Date ด้วย ตรง Issue Date นี ้เค้าจะปั๊มวันที่ให้เราในวันไหนคะ วันที่เราสัมภาษณ์วีซ่าผ่านเลยหรือว่าวันที่เราจะเดินทางคะ
ถ้าปั๊มวันที่เราสัมภาษณ์วีซ่าผ่านเราก็ต้องเลื่อนการเดินทางขึ้นมาเหรอคะ เพราะเค้ามีระยะเวลาให้แค่ 3 เดือน แต่เรามีโปรแกรมที่จะเดินทางในเดืนธันวา
ถ้าปั๊มวันที่ตามที่เราแจ้งการเดินทางไป คือวันที่ 15 เราสามารถเลือ่นการเดินทางให้ไวขึ้นได้ไหมคะ อย่างเช่น เราขออนุญาติเดินทางวันที่ 15 ธ.ค. แต่เราจะเลื่อนมาเป็นวันที่ 10 ธ.ค.
รบกวนด้วยนะคะ
คิดว่าเร็วไปนะ เค้าอาจถามว่าไปตั้งธันวาทำไมรีบขอ แต่ก็ไม่น่าใช่ประเด็นสำคัญอะไร ส่วนเรื่องวันที่เราบอกจะไปกับวันไปจริงนะ อย่างที่บอกตอนกรอกแบบฟอร์มก็กรอกไปให้ชัด แต่ตอนได้วีซ่าแล้วจะไปเมื่อไรก็ได้ กลับเมื่อไรก็ได้
ตราบที่วีซ่ายังไม่หมดอายุ
ปกติวีซ่าเมกา เขาให้สิบปี หรืออาจน้อยกว่านั้น
แต่คงไม่ใช้ให้แค่สามเดือนแน่ หลักปีขึ้นไปแหละ
แต่ได้วีซ๋าสิบปีหมายความว่าแต่ละครั้งที่ไปอยู่ได้ไม่เกินหกเดือน
แต่ไม่อีกก็ครั้งก็ได้ภายในระยะเวลาสิบปีที่มีซ่ายังไม่หมดอายุ
แต่แนะนำว่าไม่ควรไปบ่อยเกินกว่าปีละครั้ง สองครั้ง
สวัสดีค่ะ…
ที่ตัดสินใจว่าจะไปขอช่วงเดือนหน้าก็เพราะว่า ถ้าจะไปขอช่วงใกล้ๆกับวันที่เราจะเดินทาง(ช่วงก.ย.) กลัวว่าวันนัดสัมภาษณ์จะเต็มคะ เพราะเห็นว่าเค้าเปิดสัมภาษณ์แค่ 2 วันคือ จันทร์กับพุธ มีความเป็นไปได้ไหมคะที่จะเต็ม เพราะช่วงนั้นต้องมีคนเดินทางเยอะแน่ และถ้าตอนสัมภาษณ์ทางกงลุสเค้าถามว่าทำไมขอก่อนตั้งนานเราจะบอกว่ากลัววันสัมภาษณ์เต็มก็เลยมาก่อน เพาระช่วงนั้นคนมาขอวีซ่าต้องเยอะแน่ๆ ตอบไปอย่างนี้จะได้ไหมคะ
ส่วนอันนี้เรื่องพินค่ะ คือแม่อยู่คนละบ้านกับเรา นามสกุลเดียวกัน คนละทะเบียนบ้าน จะเป็นไปได้ไหมคะถ้าจะซื้อพินเดียว และตอนกรอกรายละเอียดแบบฟอร์ม DS 156 เราก็ต้องกรอกให้แม่อยู่แล้ว เพราะแม่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ เราจะใส่ที่อยู่ให้แม่เป็นทีอยู่เราได้ไหมคะ และมันจะมีผลอะไรกับพาสปอร์ตไหมคะ เพราะตอนไปทำเค้าใช้บัตรประชาชนกับทะเบียนบ้านตัวจริง แต่พอมาทำวีซ่า เป็นอีกที่อยู่นึงเค้าจะเช็คได้ไหมคะ
ถ้าไม่ได้ยังงัยก็ต้องซื้อ 2 พิน แล้วยังงี้ตอนสัมภาณ์เราสามารถเข้าไปกับแม่ได้ไหม (เพราะแม่ต้องโดนสัมภาษณ์เดี่ยวแน่ๆ แม่กลัวค่ะ)
แล้วถ้าเราจะย้ายแม่มาที่ทะเบียนบ้านเราจะเป็นไปได้ไหม ถ้าย้ายกะทันหันอย่างนี้มีผลอะไรไหมคะ แล้วทางกงสุลเค้ามกฏไหมคะว่าต้องอยู่ทะเบียนบ้านเดียวกันอย่างน้อง 3-6 เดือนถึงจะยื่นเรื่องขอวีซ่าได้ อะไรประมารนี้ค่ะ
ขอบคุณนะคะ และขอโ?ษค่ะที่รบกวนบ่อยๆี
สำหรับคุณแม่อยู่คนละทะเบียนบ้านอาจต้องใช้คนละพิน แต่แนะนำว่าลองซื้อพินหนึ่งก่อนแนะนำว่าให้ซื้อพินแบบ
ติดดต่อทางโทรศัพท์ ถึงจะแพงกว่านิดนึงแต่สะดวกกว่า เพราะมีอะไรสงสัยก็สอบถามคุยกับเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง ทั้งเรื่องเอกสารและอื่นๆ รสมทั้งวันนัดหมายถ้าเขาบอกมาวันหนึ่งแต่เราไม่สะดวกก็ลองถามเดือนที่เราอยากไปสัมภาษณ์ให้เขาบุ๊คให้ได้ และพอนัดหมายทางโทรศัพท์เรียยบร้อยแล้ว เขาจะส่งอีเมล์คอนเฟิรมมาให้เราอีกด้วย พอซื้อพินใบแรกทำการนัดก็ถามไปเลยว่าแม่อยู่คนละทะเบีนยบ้าน แต่บอกไปว่าแต่ที่อยู่จริงๆเดียวกัน
จะใช้นัดหมายพร้อมกันได้ไม๊ เพราะตรงนี้ถามข้อมูลโดยตรงจากเจ้าหน้าที่เลยดีกว่า
รีบซื้อพินแล้วโทรสอบถามเลย เพราะพินใช้โทรได้สองครั้ง ถามแล้วก็นัดวันสัมภาษณ์ไปเลย ลองถามไปลยว่าอยากสัมภาษณ์ประมารเดือนนี้ เดือนนั้นว่างไม๊ ดีกว่าติดต่อทางอินเทอร์เนตเยอะค่ะ
อ้อที่สำคัญตัวเองสัมภาษณ์ที่สถานทูตที่กรุงเทพเลยไม่แน่ใจของที่เชียงใหม่ค่ะ เรื่องวันเวลาว่าเปิดปิดวันไหน
ที่กรุงเทพเขาก็เปิดทุกวันเวลาราชการ
ดิฉันต้องการไปทำงานที่อเมริกาได้ที่พักและร้านที่จะทำงานแล้วแต่มีข้อสงสัยว่า
1.ดิฉันกำลังจะขอวีซ่านักท่องเที่ยวจะถูกมั๊ยค่ะ
2.ดิฉันทำงานเป็นพนง.ราชการทำงานมาแล้ว 07 ปี ส่วนแฟนทำงานบริษัทเอกชนอายุงาน1เดือน15วัน เรา2คนจดทะเบียนกันแล้วแต่ไม่มีบุตร
3.ค่าใช้จ่ายในการเดินทางพ่อแม่เป็นคนออกให้ทุกอย่าง
ดิฉันจะขอคำแนะนำด้วยเพราะต้องการที่จะเดินทางไปทำงานในเดือน มิถุนายน2551นี้เลยค่ะ
คุณจะไปทำงานร้านอาหารที่อเมริกา มีร้านมีที่พักแล้ว ถ้าร้านที่คุณจะไปทำเขาไม่ช่วยเรื่องขอใบทำงานให้
ซึ่งปกติเขาก็คงไม่ช่วยอยู่แล้ว เพราะมันยุ่งยากเขา คุณก็มีทางเลือกสองทางที่จะไปเอมริกา
คือขอวีซ่าท่องเที่ยว หรือขอวีซ่านักเรียนเข้าไป ซึ่งก็ไม่ง่ายค่ะ แฟนคุณอายุงานแค่เดือนเดียวดูจะไม่ง่ายค่ะ
เพราะขอวีซ่าท่องเที่ยวไปเขาต้องถามแน่ว่าทำงาานมาแค่เดือนเดียวนายจ้างที่ไหนจะให้ลางานได้ยาวๆได้ค่ะ
เป็นช่วงทดลองงานด้วยซ้ำไป และจริงๆใช้วีซ่าท่องเที่ยวเขาไปทำงานมันก็ผิดกฎหมายแน่ๆอยู่แล้วค่ะ
ถ้าไม่ขอวีซ่าท่องเที่ยวเข้าไป หรือวีซ่านักเรียน ก็มีอีกทางแต่งงานกับซิติเซ่นและขอกรีนการ์ด นั่นยิ่งยุ่งไปกันใหญ่ค่ะ
แต่บางคนที่เขาอยากทำงานที่นั่นอย่างถูกกฎหมายจริงๆเขาก็ใช้วิธีนี้กันแหละ
คิดดูดีๆอีกทีนะค่ะ มันไม่ได้สบายอย่างที่คิดหรอก
สวัสดีค่ะ….
มีเรื่องมารบกวนสอบถามอีกแล้วค่ะ
คือว่าตอนนี้ลุงกำลังเตรียมเอกสารเรื่องการเป็น sponsor ให้ค่ะ เห็นว่ามีแบบฟอร์ม I-134 (Affidavit of Support) ด้วย เอกสารตัวนี้จำเป็นไหมคะ หรือว่าเอาแค่จดหมายรับรองการเป็น sponsor และเอกสารทางการเงินอื่นๆ พอคะ
เพราะเท่าที่หาอ่านในเน็ตเอกสารตัวน (I-134) ี้เค้าเอาไว้รับรองในกรณีที่จะไปเรียนที่นั่น หรือจะเอาไปขอทำกรีนการ์ดใช่ไหมคะ
ถ้าลุงส่งเอกสารตัวนี้มาให้ แล้วเราควรเอาไปยื่นเป็นหลักฐานการขอวีซ่าจะมีปัญหาไหมคะ เพราะอ่านเจอเค้าบอกว่าถ้ามีเอกสารตัวนี้เป็นหลักฐานโอกาสที่วีซ่าจะไม่ผ่านเป็นไปได้ เนื่องจาก sponsor ของเราเป็น UScitizen แล้ว และถ้าเราไปเที่ยว เรามีที่พักพิง มีคนให้ความช่วยเหลือ โอกาสทีเราจะกลับมามีน้อยมาก (มุมองสำหรับเจ้าหน้าที่สถานฑูต)
ตกลงว่าควรที่จะยื่นประกอบการขอวีซ่าด้วยได้ไหมคะ รบกวนด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
อันนี้ตอบยากค่ะ เพราะมันขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ทีสัมภาษณ์ บางคนบอกถ้ามีคนที่โน้นอ้างอิง
และมีเอกสารซัพพอร์ตโดยเฉพาะด้านการเงินจะดีมาก บางคนบอกไม่ดี เลยไม่รู้เหมือนกันว่าตกลงยังไง เพรราะเจ้าหน้าที่แต่ละคนก็ต่างจิตต่างใจ
ไม่กล้าฟันธงค่ะ เพราะปกติเคสที่เคยได้ยินมาเค้ายื่นแค่จดหมาย หรือพวกการ์ดเชิญไปงานแต่ง
วันเกิดอะไรประมาณนั้นค่ะ เพราะปกติคนที่เป็นพลเมืองที่นั่น ไม่จำเป็นจร่ิงเข้าก็ไม่อยากโชว๋เรื่องภาษีอะไรกันอยู่แล้ว
ตกลงซื้อพินรึยังค่ะ ในใจอยากให้โทรถามกับเจ้าหน้าที่โดยตรงว่า
ต้องใช้ I 134 หรือไม่หรือถ้าไม่จำเป็นถ้าแนบไปจะมีผลบวกหรือลบ
ข้อโทษนะค่ะ ที่ให้คำตอยเรื่องนี้ไม่ได้ และคิดว่าคงไม่มีใครให้คำตอบที่แท้จริงได้ จนกว่าวันสัมภาษณ์
นั่นแหละค่ะ ลองเข้าไปอ่านข้อมูลที่นี่นะค่ะhttp://www.immihelp.com/visas/visitor/sponsordocs.html
http://www.rapidimmigration.com/usa/1_eng_kit_tourist.html
หวัดดีจ้า…
เรื่อง pin สอบถามที่กงสุลไปแล้วเค้าให้ซื้อ 2 pinค่ะ แต่ตอนไปสัมภาษณ์เค้าบอกว่้าให้แจ้งเจ้าหน้าที่ได้ว่าขอเข้าสัมภาษณ์พร้อมกันเพราะมาขอวีซ่าเป็นครอบครัวค่ะ แต่ยังไม่ได้ซื้อ pin ค่ะ เพราะตอนนี้กะลังรอเอกสาร passport อยู่ค่ะ พอดีมีคำถามค่ะ อาดาได้ส่งเมล์ไปสอบถามกับทางกงสุลมา เค้าตอบมาให้ดังนี้ค่ะ (ไม่แน่ใจในคำตอบ มันงงค่ะ เลยอยากให้พี่แพรวช่วยแนะนำหน่อยค่ะ)
ถามกงสุลไปว่า: 1) We plan for interviewing for visas by the mid of Jun 08th, but our travelling schedule is around Dec 08. Is it too early to get the visas done?
กงสุลตอบว่า; It may be a bit early but if you have made definite plans then there is no reason why you cannot apply now. The only requirement is that you have firm plans but of course the longer out the more likely something might change. (อาดาเข้าใจว่า เค้าบอกว่ามันเช้าไปนิดส์ แต่ถ้าวางแผนไว้แล้วก็ไม่เป็นไรสามารถ apply ได้ แต่ถึงแม้ว่าจะได้วางแผนไว้แล้ว ก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง…แปลถูกไหมคะ เค้าไม่ตอบตรงๆก็เลยงงๆว่าหมายความว่าอะไร???)
เลยถามเค้าไปอีกว่า: 2) For tourist visa; are you required for I-134 from our sponsor?
เค้าตอบสั้นๆกลับมาว่า: nonimmigrant visa applicants does not require sponsors, that is to say that you cannot have someone sponsor you. It can be useful but the I-134 is typically for an immigrant visa.
อันนี้อาดาเข้าใจว่า i-134 นี่เค้าไม่ต้องการ (เพราะเราไม่ได้ขอ imm visa) แต่เค้าบอกว่าวีซ่าชั่วคราวนี้ เค้าไม่ไดบังคับเรื่องของ sponsor หรือคะ จะมีหรือไม่มีก็ได้ หรือว่าเค้าไม่ให้มี sponsor เลยคะ ตกลงยังงัยแน่ ลุงจะ support เรื่องที่พัก,อาหาร,ตั๋วเครื่องบิน ก็ไม่ได้เหรอคะ….งงๆๆๆ…
*** ตอนนี้ยิ่งศึกษามากๆก็ยิ่งงงค่ะ ไม่ศึกษาก็ไม่ได้ กลัวพลาดค่ะ ***
ยังงัยรบกวนพี่แพรวช่วยแนะนำด้วยนะคะ (พอดีภาษาัอังกฤษไม่ค่อยเก่ง กลัวแปลไปผิด ๆ)
ขอบคุณค่ะ
คำตอบแรกนะค่ะ อย่างที่เข้าใจถูกแล้ว คือมันดูเร็วไปนิด แต่เรามีสิทธิขอได้ เพียงแต่แผนที่วางไว้ยาวๆ
โอกาสที่จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงมันสูงกว่าแผนๆใกล้นะค่ะ ต้องคำนึงด้วยว่าคำว่ามีสิทธิขอได้ไม่ได้แปลว่าจะได้
และคนที่ตอบคำถามเรา กับคนที่สัมภาษณ์เราคนละคนแน่ๆ เพราะฉนั้นคิดว่าเขาติงมานิดหนึ่งอาจแสดงว่ามันอาจดูไม่ดีสักเท่าไรนัก ทำไมไม่พยายามนัดให้มันใกล้วันเดินททางอีกหน่อยละค่ะ จะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลว่ามันดูนานเกินไปรึป่าว เพียงแต่เราจองวันไว้ก่อน แต่อาจสัมภาษณ์สักสิงหา กันยา
อันที่สอง จริงๆอย่างที่เขาบอก วีซ่าท่องเที่ยวเขาให้ไม่ให้ เขาดูที่ตัวเราเป็นหลักไม่ใช่ที่ตัวลุงหรือสปอนเซอร์
แต่การที่เรามีลุงมันอาจช่วยให้ ดูมีน้ำหนักและความเป็นไปได้เรื่องการเงิน การใช้จ่ายที่นั่น เ
มากขึ้น เรามีคนสนับสนุนได้ค่ะ แต่เรียกว่ามันไม่เป็นทางการ คือไม่จำเป็นต้งมี แต่มีก็อาจทำให้ดูมี
ภาษีขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อยแล้วแต่คนสัมภาษณ์ เพราะมีที่พัก มีคนอ้างอิง จริงๆถ้างั้นอาจใช้แค่จดหมายจากคุณลุงแนบไป แต่ถ้าคุณลุงกรอก
I 134 ให้เราเอาไปด้วย แต่ไม่ต้องให้เขา แต่ถ้าตอนสัมภาษณ์เกิดถามเราก็โชว์
ไม่ถามไม่ต้องโชว์ คือตอนเราไปสัมภาษณ์เขาจะเก็บเอกสารสำคัญๆเข้าไปพร้อมแบบฟอร์มและ
พาสปอร์ต อเเอกสารอื่นๆเราถือไว้ ตัวเองตอนขอมีการ์ดเชิญไปงานแต่งงานที่โน่น พร้อมจดหม่ยเชิญและพูดทำนองให้ที่พัก ดูแลประมาณนั้น เตรียมไป
แต่เขาไมม่พูดไม่ถามเรื่องนั้น ก็ให้ก็จบ แต่ถ้าถามเรามีเราแสดงมันก็ดีกว่า
อย่างที่บอกเตรียมไปให้มากที่สุด แต่จะได้ใช้ไม๊ก็อีกเรื่องนึ่ง
แต่สรุปเขาไม่สนใจไม่ขอดู ไม่ถาม เขาดู
ขอบคุณจ้า สำหรับคำแนะนำ อาดาก็ว่าจะเลื่อนสัมภาษณ์ไปเป็นช่วงเดือนกันยา ตุลาเหมือนกันค่ะ เห็นพูดแบบนี้หลายคนก็กลัวเหมือนกันค่ะ แล้วถ้าเราจะซื้อ pin เดือนหน้า (มิ.ย.) แล้วเราจะไปนัดสัมภาษณ์ช่วง กันยา ตุลา จะได้ไหมคะ หรือว่ารอใกล้ๆ ก่อนแล้วค่อยซื้อพร้อมกับนัดเวลาสัมภาษณ์ดีคะ และสงสัยอีกนิดนึงค่ะ เรื่อง pin เค้าบอกว่าซื้อ pin มา pin จะมีอายุการใช้งาน 3 เดือน หมายความว่างัยคะ รบกวนอีกครั้งนะคะ
ขอบคุณมากๆนะคะที่ช่วยเหลือ ไม่ได้พี่ละแย่เลย พี่สาวฝากขอบคุณด้วยนะคะ
ื้พินมีอายุสามเดือนนับถัดจากวันที่ซื้อ และใช้โทรได้สองครั้ง ภายในสามเดือน ถ้้าซื้อพินตอนนี้เราก็โทรไปนัดวันแต่ขอวันเค้าในช่วงเดือนที่เราต้องการ
เพราะบางเดือนคิวสัมภาษณ์เยอะเต็มแล้วก็มี ดีถ้าเราจองวันไว้ก่อนที่มันจะเต็ม
เพราะบางคนซื้อพินมาโทรไปจอง วันสัมภาษณ์ที่ได้คืออีกสองเดือนข้างหน้าก็มีค่ะ
ยินดีช่วยค่ะ ขอให้โชคดี แต่อยากย้ำว่าโอกาสมันมีทั้งได้และไม่ได้ ก็ต้องทำใจค่ะ
เพราะอาจเสียเงินฟรีๆ แต่ไม่ลองไม่รู้เนอะ
รบกวนสอบถามเรื่องการกรอกD156 ค่ะ ลูกชายจะไปเรียนต่อtoronto ที่ canada ถ้าจองตั๋วเครื่องบิน northwest หรือ united airlines จะต้องมีแวะเปลี่ยนเครื่องที่อเมริกา ทางagent ขายตั๋วบอกว่าจะต้องมีวีซ่าเข้าอเมริกา เลยสงสัยว่าจะกรอกในช่องที่เขาถามว่า planจะเข้าอเมริกาเมื่อไหร่ พักที่ไหน แต่เราไม่ได้จะเข้าอเมริกา แต่ต้องทำเพื่อจองตั๋วเครื่องบินเท่านั้น ขอคำแนะนำหน่อยนะค่ะ เพราะเที่ยวบินเข้าtoronto เต็มเกือบตลอด แต่ถ้าnorthwest จะค่อนข้างหาง่าย เลยอยากเผื่อไว้
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
คำถามนี้ไม่แน่ใจจริงๆ ว่าต้องมีวีซ่าจริงหรือป่าว ลองอ่านข้อมูลตามlink นี้นะค่ะ
http://answers.yahoo.com/question/index?qid=20080507110533AAcdWwe
แต่ถ้าเอเจนท์ยืนยันว่าต้องขอ เราก็เขียนไปตามจริงค่ะ ว่าไม่ได้พัก แต่ไปรอเปลี่ยนเครื่อง เครื่องเราไปลงที่สนามบินไหนเมืองไหน วันที่ไปถึงวันที่เท่าไร ก็แนบใบพรินส์เอาท์ที่ทางเอเจนท์
ตั๋วอีเมล์มาให้แนบไปด้วย
สวัสดีค่ะ คือดิฉันเป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องการเดินทางเพื่อไปทำงานหาเงินในอเมริกาเพราะอยากเก็บเงินเพื่อให้ที่บ้านได้ทำธุรกิจจึงต้องเสียสละเพื่อครอบครัว ปัจจุบันทำงานในบริษัทเอกชนในตำแหน่งฝ่ายขาย ทำงานที่นี่ประมาณ 1 ปี แล้วแต่ประสบการณ์ทำงาน5 ปี เงินเดือนก็ประมาณหมื่นต้นๆ แต่มีภาระผ่อนรถและบัตรเครดิต แต่รถเป็นชื่อพี่ชาย ต้องการทำงานในร้านอาหารเพราะมีญาติเค้าแนะนำให้ ถ้าดิฉันขอวีซ่าท่องเที่ยวจะง่ายกว่าวีซ่าขอทำงานใช่ไหมค่ะ แต่ในใจจริงๆดิฉันไม่อยากเป็นโรบินฮูด อยากทราบว่าถ้าเราวีซ่าหมดแล้วยังอยู่เราไม่สามารถทำอะไรได้บ้าง หรือถ้าดิฉันหาชายต่างชาติแต่งงานเพื่อไปอเมริกา แล้วจะสามารถหางานทำได้อย่างถูกต้องไหมค่ะ รบกวนด้วยนะคะ
จริงๆแล้วมีwork permit ดีกว่าแน่ๆ แต่คนที่ดำเนินเรื่องการขอคือคนที่จะจ้างเราที่อยู่เมกา
ซึ่งกติร้านอาหารไทยถ้าไม่ใช่ญาติพี่น้อง หรือต้องการเราจริงๆ เขาก็ไม่ทำให้หรอกค่ะ มันยุ่งยากเขาและคนอยากทำงานมันก็เยอะด้วย เขาไม่จำเป็นต้องง้อ ขอวีซ่าท่องเที่ยวคงง่ายกว่า
แต่ก็อย่างที่รู้ถึงได้วีซ่าและไปทำ ก็ผิดกฎหมายแน่ๆ ปกติวีซ่าท่องเที่ยวอย่ได้หกเดือน พอ