Archive for April, 2008

ถือวีซ่าท่องเที่ยวแต่งงานในอเมริกาได้หรือไม่ Marriage in America

plew April 30th, 2008


marriage in america
หลายคนอาจสงสัยว่าถ้าจะเข้าไปแต่งงานในอเมริกา ต้องถือเฉพาะวีซ่าคู่หมั้นเท่านั้นหรือไม่
คำตอบคือไม่จำเป็น ตัวเองกก่อนแต่งงานไปอเมริกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว แต่ต้องบอกก่อนว่าตอนไปตอนแรกไม่ได้มีเจตนา
ว่าจะมาแต่งงานไม่ได้วางแผนไว้ก่อนแต่อย่างใด แต่ก็ขอย้ำว่าวีซ่าท่องเที่ยวก็แต่งได้ไม่มีปัญหา
แต่ต้องน้ำอีกทีว่าแต่งงานก็แต่งงาน ขอกรีนการ์ดก็ขอกรีนการ์ดมันคนละส่วน แต่งงาน จดทะเบียนสมรส
กับคนอเมริกันไม่ได้แปลว่าจะได้กรีนการ์ดเสมอไป เพียงแต่ทะเบียนสมรสเป็นเอกสารสำคัญในการยื่นขอ
กรีนการ์ดเท่านั้น แล้วจะเล่าให้ฟังเรื่องการขอกรีนการ์ดในโอกาสต่อไป

การแต่งงานจดทะเบียนสมรสในอเมริกาถือวีซ่าท่องเที่ยว วีซ่านักเรียน อะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละค่ะ
นักท่องเที่ยวประเทศอื่น ที่เข้ามาบางทีเขาประทับใจที่นี่ เขาชอบเขาอยากแต่งงานที่นี่ ก็ได้เลย
ทั้งคู่เป็นนักท่องเที่ยวก็แต่งได้ เพราะบางคนเขาอยากแต่งงานที่นี่ ไม่ได้แปลว่าเขาอยากอยู่ที่นี่
เพียงแต่มีพาสปอร์ตมาแสดงก็เพียงพอแล้ว ง่ายมากค่ะ เพราะประเทศเขาไม่ได้เสียอะไร ได้ค่าธรรมเนียม
อีกต่างหาก

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
แต่งงานในอเมริกา Marriage in America

จดทะเบียนสมรสที่อเมริกา

Divorce is on the decline in the USA, but a report to be released today suggests that may be due more to an increase in people living together than to more lasting marriages.

ouples who once might have wed and then divorced now are not marrying at all, according to The State of our Unions 2005. The annual report, which analyzes Census and other data, is issued by the National Marriage Project at New Jersey’s Rutgers University.

The U.S. divorce rate is 17.7 per 1,000 married women, down from 22.6 in 1980. The marriage rate is also on a steady decline: a 50% drop since 1970 from 76.5 per 1,000 unmarried women to 39.9, says the report, whose calculations are based on an internationally used measurement.

จดทะเบียนสมสรที่อเมริกา American Marriage Certificate

plew April 27th, 2008


คนไทยหลายคนมีข้อสงสัยว่าถ้าจะแต่งงานในอเมริกาต้องมีผลเลือดหรือไม่ สำหรับที่แคลิฟอเนีย ไม่ต้องมี ใครก็สามารถแต่งงานที่นี่ได้แค่มีพาสปอร์ต และมีเงินเสียค่าธรรมเนียมก็พอ อีกที่ที่คนนิยมไปแต่งงานคือ ที่ลาสเวกัส เนวาดา ซึ่งไม่ต้องมีผลเลือดเช่นกัน และที่คนนิยมไปแต่งงานที่นั่นเยอะ เพราะเหตุว่าเวลาจะหย่าก็ง่ายกว่ารัฐอื่นเช่นกัน แถมมีบริการเรื่องการแต่งงานครบวงจรและราคาไม่แพง ให้เลือกมากมาย ส่วนรัฐอื่นอันนี้ไม่แน่ใจจริงๆว่าจะต้องมีผลตรวจเลือดหรือไม่ ต้องตรวจสอบที่เมืองและรัฐนั้น

เล่ามาถึงตรงนี้ คงเห็นแล้วว่าการแต่งงานที่นี่ไม่ยากอะไรเลย แต่ต้องชัดเจนว่า แต่งงานกับขอกรีนการ์ดมันคนละเรื่อง ไม่ใช่แต่งงานแล้วแปลว่าได้กรีนการ์ดเลย แต่เอกสารในการแต่งงานเป็นเอกสารสำคัญในการยื่นขอกรีนการ์ด คนละขั้นตอนกันแต่มันก็ต่อเนื่องกันอยู่ เพราะฉะนั้นที่นี่แต่งงานต้องมีการทำพิธีไม่ใช่เมืองไทยไปจดทะเบียนสมรสกันเฉยๆก็ได้ แต่มีความรู้ใหม่เขาบอกว่าแต่งงานที่นี่ถ้าเราแต่งงานบนเรือ กัปตันเรือสามารถทำพิธีแต่งงานให้เราได้ หรือถ้าแต่งในรถแท็กซี่ คนขับก็ทำพิธีให้เราได้ พิธิที่ว่าจริงๆแล้วถ้าดูหนังฝรั่งคงพอนึกออก คือใครคนหนึ่งส่วนมากเป็นบาทหลวงถามว่าแต่ละฝ่ายจะยินดีรับอีกฝ่ายเป็นสามี ภรรยา และประกาศว่าโอเคนะต่อไปนี้สองคนนี้เป็นสามีภรรยากันแล้ว และมีพยานอีกสองคนรู้เห็น แค่นี้ก็คือพิธีแล้ว ส่วนจะมีงานเลี้ยงอีกหรือไม่ตรงนั้นไม่สำคัญแล้ว

วิธีแต่งงานง่ายๆอีกวิธีหนึ่งที่ประหยัดสะดวกและได้ใบทะเบียนสมรสเร็วมากไม่ต้องรอเป็นอาทิตย์คือ แต่งงานกันที่ซิตี้ฮอลมันซะเลยซึ่งเป็นที่นิยมมากเช่นกันซิตี้ฮอลที่ซานฟรานซิสโกมีคนมาแต่งงาน

เกือบทุกวันวันละหลายคู่ เนื่องจากถูกค่าใช้จ่ายประมาณแปดสิบเหรียญ แค่ทำการจองเวลา หาพยานมา ไม่มีจริงๆเขาก็จัดให้ ไม่ต้องหาคนทำพิธีให้ เพราะบางทีหาคนทำพิธีแต่งงานไม่ใช่ง่าย เพราะต้องเป็นคนที่มีใบอนุญาต แต่แต่งที่ซิตี้ฮอล เขาจัดการให้เราเสร็จ เสร็จปุ๊ปเซ็นเอกสารให้เลย รอรับใบทะเบียนสมรสได้ทันที เรียกว่า One Stop serviceเลยละสามารถขอLicenseและแต่งงานเสร็จในวันเดียวเลยทุกอย่างจบ

เรียบร้อยลืมบอกไปถ้าไม่ได้แต่งงานในวันเดียวกับวันที่ขอใบอนุญาตก็ต้องดำเนินการแต่งงานให้เรียบร้อยภายในหนึ่งเดือนนับจากวันที่ออกใบอนุญาตแต่งงาน ไม่งั้นก็ต้องมาเสียตังค์ขอใบใหม่อีก
ยกตัวอย่างให้ฟังสำหรับตัวเองเราขอ License ที่ซานฟรานซิสโก แต่เราแต่งงานที่ซานตาครูส ซึ่งเป็นอีกเมืองหนึ่งแต่อยู่แคลิฟอเนียเหมือนกัน ก็เมืองใกล้ๆกันนั่นแหละ คนที่ทำพิธีแต่งงานให้เราก็เป็นญาติซึ่งเดิมเขาไม่มีใบอนุญาตประกอบพิธีแต่งงานมาก่อน ก่อนวันแต่งงานตัวเขาเองก็ต้องไปที่ซิตี้ฮอลของซานตาครูสเพื่อขอใบอนุญาตทำการแต่งงานให้คนอื่น หลังพิธีเรียบร้อย เรามอบเอกสารที่ได้จากซิตี้ฮอลซานฟรานซิสโกให้เขาเป็นคนกรอกรายละเอียด ซึ่งเป็นข้อมูลทั่วไป ชื่อผู้ทำพิธีแต่งงาน ชื่อบ่าว สาว สถานที่ วันเวลาแต่งงาน เสร็จแล้วเขาก็ลงนาม และพยานสองคนลงนามแล้วส่งเมล์กลับไปที่ซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นเมืองที่ออกใบอนุญาต หลังจากนั้นประมาณสองอาทิตย์ทางซิตี้ฮอลก็จะส่งทะเบีนยสมรสมาให้ทางไปรษณีย์หรือจะไปรับด้วยตนเองก็ได้ และสามารถไปขอทำใบทะเบียนสมรสเพิ่มอีกกี่ใบก็ได้ตามต้องการ ใบละประมาณยี่สิบเหรียญ

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

แต่งงานในอเมริกา

MORE REQUIREMENTS FOR OBTAINING A MARRIAGE LICENSE IN THE CITY AND COUNTY OF SAN FRANCISCO:

  1. Only an unmarried man and an unmarried woman over the age of 18 years of age may apply for a marriage license in California. Anyone under 18 must obtain a court order through the Juvenile Court system.
  2. If either applicant was previously married, he/she will need to know the exact date of the dissolution of the last marriage by divorce/annulment/or death. If the last marriage ended less than 90 days from the date of the appointment, you must bring a CERTIFIED copy of the divorce decree issued by the court or death record issued by the Department of Public Health. Non-certified copies, i.e. filed copies or endorsed copies, usually given to you by your attorney, are not accepted.
  3. Marriage license appointments are available Monday thru Friday at 10:00 a.m., 10:30 a.m., and from 12:00 noon through 3:00 p.m. every half hour (additional 11:00 a.m. and 11:30 a.m., ceremonies on Thursdays and Fridays only). There are three appointments available during each available time period.
  4. Appointments require a payment of $89.00 at the time of booking. Absolutely no refunds will be given.
  5. A convenience fee of $5.00 is applied on all credit card payments. Visa and MasterCard accepted. Couples may choose to come in person to schedule an appointment. Payment for in-person requests may only be made by CASH or a preprinted check.
  6. The couple along with a maximum of 2 witnesses/guests must arrive at the INFORMATION DESK at: San Francisco County Clerk, City Hall, 1 Dr.Carlton B. Goodlett Place (Van Ness & Grove), Room 168, San Francisco, CA 94102-4678 to CHECK-IN at the scheduled time. You do NOT need any witnesses at the time you are coming to obtain the marriage license. Couples arriving more than 10 minutes after their scheduled time will not be served and will be required to schedule a new appointment and pay the marriage license fee again.
  7. If you are planning on having your ceremony through City Hall, it is highly advisable that you make your ceremony appointment first by visiting our online ceremony reservation site and then make a marriage license appointment no later than 30 minutes prior to your ceremony appointment. In other words, if your appointment is for 10:30 a.m. on a Tuesday, you can schedule a marriage license appointment for anytime on the previous Monday or no later than 10:00 a.m. on the Tuesday of your appointment. You may request to have a ceremony at City Hall when you come in, but one may not be available at the time of your visit. We would then provide you with information on our availability. Ceremony fee is $67.00.
  8. 3 DAYS RE-SCHEDULING POLICY - If you cannot make your appointment, you may reschedule within 90 days of the date of the original appointment. However, you must provide us with at least 3 days notice prior to the scheduled date. You may reschedule your appointment by visiting our website at http://www.sfgov.org/countyclerk (confirmation number would be required) or contacting us via e-mail at county.clerk@sfgov.org. Failure to meet this criteria will require a new marriage license appointment and fee to be paid.

แต่งงานในอเมริกา Marriage in America

plew April 25th, 2008


แต่งงานที่อเมริกา วันนี้จะมาเล่าให้ฟังว่าถ้าเกิดคุณมีแฟนเป็นคนอเมริกันและอยากจะแต่งงานกัน หมายถึงแต่งและจดทะเบียนสมรสที่นั่นต้องทำอะไรบ้าง จริงๆแล้วหลายคนอาจคิดข้ามช็อตไปถึงเรื่องการขอกรีนการ์ด ซึ่งจะขอกรีนการ์ดได้ก็ต้องแต่งงานจดทะเบียนสมรสให้เรียบร้อยซะก่อน ซึ่งเท่าที่ฟังจากประสบการณ์ของหลายๆคน ถ้าแต่งงานในอเมริกาการขอกรีนการ์ดจะได้เร็วกว่า แต่งที่เมืองไทยเยอะเลย

มาเข้าเรื่องการแต่งงานจดทะเบียนที่อเมริกากันดีกว่า สำหรับตัวเองแต่งงานและจดทะเบียนที่ซานฟรานซิสโก แคลิฟอเนีย จริงๆแล้วจะบอกว่ามันค่อนข้างง่าย ง่ายเอามากๆเลยด้วย เอกสารสำหรับคนต่างชาติซึ่งอาจเป็นนักท่องเที่ยวหรือนักเรียนก็แล้วแต่ ใช้แค่พาสปอร์ตเท่านั้นเอง ขั้นตอนแรกเลยก็ต้องไปที่ซิตี้ฮอล City Hall ของเมืองนั้นๆที่เราอยู่หรือเมืองที่ไหนก็ได้ที่เราจะไปแต่งงาน เพื่อขอใบอนุญาตทำพิธีแต่งงาน Married License ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณเจ็ดสิบเหรียญ ทั้งนี้แล้วแต่รัฐราคาไม่เท่ากัน ซึ่งแนะนำว่าควรทำการนัดหมายให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งสามารถทำการนัดหมายทางอินเทอร์เนตได้ เพื่อรับประกันว่าไปแล้วจะไม่ต้องรอนานหรือได้รับบริการแน่นอน หลังจากทำการนัดหมายทางอินเตอร์เนตหรือโดยการโทรแล้วก็ไปตามเวลาที่เราจองไว้ โดยนำพาสปอร์ตตัวจริงพร้อมสำเนาหนึ่งฉบับไปด้วย สำหรับคู่ของเราที่เป็นคนอเมริกันก็แค่บัตรประจำตัวของเขาเท่านั้นเอง ง่ายมาก พอไปถึงเจ้าหน้าที่จะให้กรอกแบบฟอร์ม ซึ่งก็เป็นข้อมูลทั่วไปของสองฝ่าย เช่นชื่อ ที่อยู่ ชื่อบิดา มารดา พอกรอกเรียบร้อย เจ้าหน้าที่พิมพ์ใบ Married License ให้เรา ซึ่งเป็นแบบฟอร์มที่เราต้องนำไปให้กับผู้ที่จะทำพิธีแต่งงานให้ลงนาม พร้อมพยานสองคนที่ร่วมในพิธีแต่งงาน ผู้ที่ทำพิธีแต่งงานอาจเป็นบาทหลวงหรือใครก็ตามแต่บุคคลคนนั้นต้องมีใบอนุญาตจาก City ให้ทำพิธีแต่งงานได้ ไม่ใช่จะให้ใครที่ไหนก็ได้มาเซ็นให้ หลังจากทำพิธีแต่งงานเรียบร้อยแล้ว ผู้ทำพิธีแต่งงานให้จะลงนามและเป็นคนกรอกรายละเอียดอื่นๆในแบบฟอร์ม และส่งกลับมาที่ City Hall เดียวกันที่ออก License ให้ หลังจากทุกอย่างเรียบร้อย ใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองอาทิตย์เราก็จะได้รับตัวทะเบียนสมรสฉบับสมบูรณ์ ซึ่งตัวนี้เราสามารถขอเพิ่มก็ชุดก็ได้ตามต้องการ ตกอยู่ใบละประมาณยี่สิบเหรียญ แนะนำว่าขอไว้เผื่อสักสองสามชุด เพราะเวลาขอกรีนการ์ดต้องใช้ตัวจริง เราจะได้มีเก็บไว้ด้วย

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
จดทะเบียนสมรสในอเมริกา
REQUIREMENTS FOR OBTAINING A MARRIAGE LICENSE IN THE CITY AND COUNTY OF SAN FRANCISCO:

  1. Each applicant must present a valid government agency issued picture ID containing first and last name and date of birth. If the name on the ID is different from the name on the application, then a certified copy of your birth certificate, social security card or passport showing your first and last name must be additionally presented.
  2. Once the license is issued, you will be asked if you have a ceremony appointment scheduled through our office. If so, instructions will be provided to you as to how to proceed with the ceremony. Otherwise, you would present the license to the person you have chosen to solemnize your marriage, i.e. priest, minister, rabbi, who may solemnize your marriage within 90 days of the issuance of the license. The ceremony MUST be performed in San Francisco for couples opting to obtain a confidential marriage license through our office.
  3. Ceremonies are performed at designated locations as determined by building management and/or the commissioner. Couples CANNOT specify location.
  4. No form of litter is permitted to be thrown anywhere in the building (includes outside steps). Helium balloons, alcohol, and/or knives are not allowed into the building.
  5. Camcorders and cameras are permitted.

ไปเที่ยวฮาวายกันต่อ Honeymoon in Hawaii Continued

plew April 23rd, 2008



maui hawaii
ดูภาพถ่ายที่ฮาวาย


ฮาวายยังไม่จบค่ะ มาเล่าให้ฟังต่อ ฮาวายไม่ได้มีแค่ไวกิกิ ฮอนโนลูลู วันนี้จะพาไปเที่ยวที่เกาะเมาวี Muai ซึ่งเป็นเกาะที่มีชื่อเสียงเกาะหนึ่งของฮาวาย มีหาดทรายที่สวยงาม โลกใต้ทะเลหลากสีสัน รวมทั้งน้ำตก ภูเขา เรียกว่ามาที่นี่เที่ยวได้ครบทุกรสชาติเลยทีเดียว

จากซานฟรานซิสโกสามารถบินตรงมาที่เมาวีได้เลย แต่ถ้าจากบ้านเราคงต้องไปลงที่ฮอนโนลูลู แล้วต่อเครื่องมาที่นี่อีกต่อ เมาวีต่างจาก โอฮาอุ หรือไวกิกิมากพอสมควร เพราะที่นี่ค่อนข้างเงียบสงบกว่ามาก มีความเป็นธรรมชาติ ไม่พลุกพล่าน แต่ก็ไม่ได้เงียบเหงาจนวังเวง สำหรับตัวเองแล้วคิดว่าเป็นที่ที่ลงตัวสำหรับการพักผ่อนเลยทีเดียว เพราะไม่วุ่นวายในขณะเดียวกันก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

มาที่นี่มีกิจกรรมให้ทำมากมายทั้งเล่นน้ำ ว่ายน้ำทะเล ทะเลที่นี่สะอาด หาดทรายสวยงาม สำหรับคนที่ชื่นชอบในโลกใต้ทะเลแล้วที่นี่ถือว่าเหมาะมาก ทั้งการดำน้ำตื้นและน้ำลึก มีทั้งประการัง ปลาหลากสี เต่าทะเล ที่นี่มีจุดที่สามารถดำน้ำตื้นหลายจุดทีเดียว แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจให้ฟังดีกว่า

หาดคานาปาลี Kanapali Beach ที่นี่ถือเป็นที่ที่ตัวเองประทับใจที่สุดก็ว่าได้ เพราะที่นี่มีหาดทรายสวย น้ำทะเลสะอาด มีโรงแรมระดับห้าดาวเกือบทั้งหมดเรียงรายตลอดหาด แต่ที่ชอบคือเขาจะมีทางเดินเลียบตลอดหาด สามารถเดินเล่นได้สบาย ผ่านโรงแรมต่างๆ และไปจบที่แหล่งช๊อปปิ้ง และร้านอาหารมากมาย นอกจากมีหาดที่สวยแล้ว ที่นี่ยังเป็นจุดที่สามารถดำน้ำตื่นได้อีกด้วย เพียงว่ายน้ำออกจากหาดบริเวณโรงแรมเชอราตัน ซึ่งบริเวณนั้นเรียกกันว่า Black Rock ก็จะพบกับฝูงปลาหลากสี เต่าทะเล ทั้งที่ไม่ได้ไกลจากฝั่งมากเลย เชอราตันจึงถือเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดบนหาดนี้ เพราะทำเลที่ดีนั่นเอง

อีกที่หนึ่งที่ชอบมากๆคือบิ๊กบีช Big Beach ที่นี่ใหญ่สมชื่อจริงๆ ที่นี่เป็นหาดธรรมชาติไม่มีโรงแรมต้องขับรถมาแล้วขับกลับ แต่คุ้มที่จะมา เพราะหาดทรายยาว กว้าง สะอาด เบื้องหลังเป็นภูเขาสวยมาก น้ำทะเลหลากสี สะอาด เล่นน้ำทะเลที่นี่ขอบอกว่ามันส์มาก เพราะคลื่นแรงเอามากๆ ไม่ค่อยเหมาะกับเด็กเล็ก ตัวเองโดนซัดจนตีลังกาหลายตลบ ก้นกระแทกพื้นเขียวเป็นจ้ำ แต่ก็สนุกดี ไม่เคยเจอคลื่นแรงแบบนี้มาก่อนในชีวิต ที่นี่เหมาะกับการเล่นเสริฟ เล่นบอร์ด

คราวนี้ไปเที่ยวถูเขา ไปเที่ยวน้ำตกกันบ้าง ไปที่ฮานา Hana จุดเด่นของฮานา จริงๆไม่ได้อยู่ที่ปลายทางแต่มันสนุกระหว่างการเดินทาง ระหว่างการขับรถไปนั่นเอง เพราะจากถนนหลักขับไปฮานา ซึ่งอยู่บนภูเขา ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง ถนนแคบและขดเคี้ยว บางจุดดูหวาดเสียวอยู่เหมือนกัน แต่สามชั่วโมงในการขับรถมันไม่น่าเบื่อ เพราะตลอดทางมีธรรมชาติสวยๆให้ดูตลอดทาง ทั้งต้นไม้ ดอกไม้ป่าแปลก น้ำตก ลำธาร ทะเล หน้าผา ฟังดูอาจธรรมดา แต่ขอบอกว่ามันสวยจริงๆ มันธรรมชาติมากๆ ร่มตลอดทาง จุดหมายปลายทางคือน้ำตกเจ็ดชั้น ซึ่งเชื่อมต่อกับทะเล ขอบอกว่าสวยจริงๆ

อีกที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาดคือการขับรถขึ้นไปบนยอดเขา เฮเลคาลา Haleakala ซึ่งเคยเป็นภูเขาไฟแต่ตอนนี้สงบแล้ว จากถนนหลักขับขึ้นไปใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง ไกลเอาการ เพราะขับขึ้นยอดเขา สำหรับที่นี่เล่นเอาใจหายใจคว่ำเพราะน้ำมันในถังริบหรี่เหลือเกิน และข้างบนไม่มีปั๊มน้ำมันซักทีเดียว แต่สุดท้ายก็ไปถึง ระหว่างทางอาจน่าเบื้อเพราะไม่มีอะไรให้ดูมากนัก แต่พอไปถึงบนยอดก็ถือว่าคุ้มเพราะสวย สูงเทียมเมฆเลยทีเดียว

นอกจากสถานที่ที่เล่ามาเมาวียังมีหาดสวยๆอีกมากมาย รวมทั้งแหล่งช๊อปแหล่งกินน่ารักๆ เช่นที่ ลาไฮนา Lahina หรือการนั่งเรือออกไปดำน้ำที่โมโลกีนี ซึ่งเป็นจุดดำน้ำซึ่งถือว่าดังที่สุดเพราะน้ำใสมากๆ และมีปลา ประการังมากมาย รวมทั้งเต่าทะเล แต่ต้องซื้อทัวร์เพิ่ม คนละประมาณร้อยเหรียญ แพงเอาการ

สำหรับตัวเองแล้วต้องบอกว่าโชคดีจริงๆที่ได้มาฮันนีมูนที่นี่ โรงแรมดี ทะเลสวย ปลาก็น่ารัก อากาศดีไม่ร้อนไม่หนาว แต่ถ้าถามอีกทีว่าถ้าเทียบกับทะเลบ้านเราละ อือ ยังไงก็ยงคิดว่าไปเที่ยวเมืองไทยเราดีกว่า สวยพอๆกัน แต่ที่สำคัญบ้านเราถูกกว่าหลายเท่าตัว ใช้ที่นี่สามอาทิตย์อาจอยู่เมืองไทยได้เกือบปี
ที่สำคัญไม่มีที่ไหนอาหารอร่อยเท่าเมืองไทยเราอีกแล้ว ขอให้ช่วยกันรักษาความสะอาด ความเป็นธรรมชาติ เราสู้เขาได้สบาย

อ่านเรืื่องที่เกี่ยวข้อง
ฮันนีมูนที่ฮาวาย Honey moon Trip in Hawaii

หาดไวกิกิ ฮาวาย Waikiki Beach Hawaii

There are so many reasons why Hawaii turns up as No. 1 on the list of top destinations for honeymooners year after year. For one thing, once you get outside crowded, touristy Waikiki, it’s absolutely beautiful. Serene.

The air is filled with the fragrance of exotic tropical flowers, such as plumeria. Thick banyan trees gracefully drop their branches to the ground, and grow upwards from there. The water is a pristine turquoise blue. The beaches are immaculate, and uncrowded.

And you can try out just about any water sport you ever imagined. After all, surfing began here.

หาดไวกิกิ ฮาวาย Waikiki Beach Hawaii

plew April 22nd, 2008


Hawaii Flag
ดูรูปถ่ายที่ฮาวายคลิก

Waikiki ถือว่าเป็นหาดที่สวยมากหาดหนึ่งเท่าที่เคยไปมา ก็จริงที่เคยไปก็เมืองไทยเรานี่แหละ ถ้าถามว่ามันสวยกว่าทะเลบ้านเราไม๊ จริงแล้วก็ต้องบอกก็สูสีกันนะ ทะเลเมืองไทยเราก็ไม่ด้อยกว่าใคร แว็ปแรกที่ไวกิกินึกว่ามันคล้ายๆพัทยาบ้านเราเหมือนกันเพราะที่นี่คนเยอะ พลุกพล่าน ร้านรวง มากมาก คือเป็นหาดที่คนเยอะ ไม่ได้สงบเป็นธรรมชาติ มีความเป็นเมืองสูง ตึกใหญ่ โรงแรมขึ้นเต็มตลอดถนนเลียบหาด แต่ที่ทำให้ที่นี่มันดีกว่าพัทยาบ้านเราก็น่าจะเพราะมันไม่มีคลับมีบาร์ เยอะแยะแบบบ้านเรา ส่วนใหญ่ก็ร้านขายของเสียผ้า ร้านอาหาร มันไม่ดูโลกีย์แบบพัทยา คือดูมีคลาสกว่างั้นเหอะ
การเดินทาง การคมนาคมในตัวเมืองฮอนโนลูลู ถือว่าใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องขับรถหรือเช่ารถ จากสนามบินสามารถใช้บริการชัตเตอร์บัส ตรงมาที่โรงแรมหรือที่พักได้เลย ราคาก็อยู่คนละสิบเหรียญ ถูกกกว่านั่งแท็กซี่แน่ๆ จะเดินทางจากหาดไปตัวเมืองก็สมารถใช้บริการรถเมล์ หรือรถรถคล้ายๆสองแถวบ้านเราได้ แต่สองแถวที่ว่าบางคันรับส่งเฉพาะคนที่มีบัตรเครดิต JBC แแต่ถ้ารอรถเมล์อาจต้องใจเย็นนิดนึงเพราะรอนานพอสมควร จริงๆแล้วถ้าไปเที่ยวที่ไวกิกิก็ไม่จำเป็นต้องนั่งรถเข้าไปในเมือง เพราะในเมืองก็ไม่มีอะไรก็ตึกอาคารปกติ ไม่ต่างจากกรุงเทพ ถ้าเทียบกันกรุงเทพก็ใหญ่กว่าเยอะ ที่ไวกิกิมีเกือบทุกอย่างทั้งร้านอาหารหรูๆ ฟาสฟู้ด สวนอหารแบบไม่แพงนัก ร้านแบรนด์เนมดังๆ แพงๆ ห้างสรรสินค้า ตลาดนัดกลางแจ้งคล้ายๆจตุจักร แต่เล็กกว่าจตุจักรเยอะ คือมีครบว่างั้นเหอะ โดยเฉพาะของแบรนเนมเนี่ยเยอะมาก หลุยส์วิตองเนี่ย มีแทบจะทุกๆสองบล็อก อาจเป็นเพราะว่าคนที่มาเที่ยวที่นี่ได้ต้องมีเงินพอสมควร คนจนไม่มีสิทธิว่างั้นเหอะ เลยทำให้มีของหรูๆ แพงๆขายกันเยอะเหลือเกิน

อย่างที่บอกว่าฮาวายมันใกล้ญี่ปุ่นมาก ที่ไวกิกิ จึงมีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเยอะมาก เยอะกว่าฝรั่งอีก ซญี่ปุ่นอย่างที่รู้กันว่าเป็นชาติที่รวย มีเงิน ถ้าเทียบกับคนอเมริกันแล้วคนญี่ปุ่นรวยกว่า สำหรับคนอเมริกันมาฮาวายถือว่าแพงเอาการ แต่คนญี่ปุ่นแล้วถือว่าเด็กๆ ถูกๆ เพราะฉะนั้นมาที่นี่ ร้านรวง โรงแรม รถโดยสาย จะมีป้ายสองภาษาคืออังกฤษและญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นเยอะจริงๆ ซื้อของแบรนเนมกันอย่างกับซื้อของเล่น ไปไหนมาไหน ป้ายภาษาญี่ปุ่นหลา แถมมีชัตเตอร์บัสบริการเฉพาะคนถือบัตรเครดิตญี่ปุ่นอีกต่างหาก

อาหารการกินที่นี่ก็แพงเอาการ อาหารแบบถูกๆก็ไม่ต่ำกว่าเจ็ดเหรียญ ถ้าไม่นับรวมแมคโดนัล ถ้าจะ
ช๊อปปิ้งไม่ต้องพูดถึง แพงกว่าบ้านเราเยอะ สไตล์เสื้อผ้าแบบบ้านเราเลย แต่แพงกว่าเยอะ บ้านเราสวยๆถูกๆกว่าจม มีวันนึงอยากกินน้ำมะพร้าวแฟนก็สั่งให้ลูกหนึ่ง มะพร้าวที่นี่ราคาเจ็ดเหรียญ แถมไม่หวานเอาวะเลย แก่เนื้องี้แข็งโป๊ก บ้านเรามะพร้าวแบบนี้เอาไว้แกงเท่านั้นแหละ น้ำเปรี้ยว ซื้อเมืองไทยสิบบาท แถมอร่อยกว่าจม อาหารด้วยแล้วเทียบเมืองไทยไม่ติดฝุ่น ทั้งแพงและไม่ได้เรื่อง

อ้าวแล้วตกลงฮาวาย ไวกิกิมันดียังไงละ อืออย่างที่บอกไวกิกิ มันคนเยอะ มันเจริญมาก จริงๆฮาวายมีหาดสวยๆกว่าไวกิกิเยอะแต่คนไม่รู้จัก ไวกิกิ ไม่สะอาดนัก มีขยะลอยให้เห็น แต่ถ้าเปรียบเทียบกับทะเลบ้านเรา อาจดีกว่าตรงที่อากาศที่นี่มันไม่ร้อนเท่าบ้านเรา อากาศเขาดีกว่า ไม่ร้อนเกิน สบายๆ ทะเลที่นี่คลื่นแรงมากถึงมากที่สุด บ้านเราเทียบไม่ได้ ที่นี่จึงเหมาะสำหรับเสริฟบอร์ด คลื่นแรงจริงๆ มาที่นี่ใครสนใจอยากฝึกเสริฟเขาก็มีสอนกันพร้อมอุปกรณ์ อีกอย่างที่ทำให้ที่นี่มันสวยคงเป็นเพราะสีของน้ำทะเล สวย ดูมีหลากสี เขียว เหลือง ฟ้า ผสมกัน ดูมีมิติกว่าสีทะเลบ้านเรา เวลาถ่ายรูปออกมาสะสวยมาก อาจเพราะมันเป็นเกาะที่อยู่กลางมหาสมุทรรึป่าวก็ไม่รู้

อีกจุดที่ถือเป็นจุดเด่นของไวกิกิคือทัศนียภาพในยามค่ำคือ จะมีจุดหนึ่งเรียกว่า Diamond Head ถ้าถ่ายภาพจากจุดนั้นในตอนกลางคืนที่อาคารต่างๆเปิดไฟ จะไดวิวที่สวยเอามากของไวกิกิเพราะหาดโค้งเสี้ยวพระจันทร์และได้ภาพตึกที่มีแสงไฟระยิบระยับทอดตัวเป็นแนวโค้งขนานกับหาด

สรุปแล้วไวกิกิถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสวยงาม และสะดวกสบาย แต่ไม่เหมาะกับการพักผ่อนที่ต้องการความสงบ เป็นส่วนตัว ถ้าเทียบกับทะเลบ้านเรา แนะนำว่าเที่ยวทะเลบ้านเราดีกว่าสวยพอๆกัน แต่โครตถูกกว่าเยอะเลยค่ะ แต่ถ้ามีตังค์และอยกเปิดหูเปิดตาก็ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจที่เดียวและไม่ไกลจากเมืองไทยมากนักค่ะ


Waikiki (Hawaiian Waikīkī pronounced [ʋaikiːkiː]) is a neighborhood of Honolulu, in the City & County of Honolulu, on the south shore of the island of Oahu, Hawaii. Waikiki Beach is the shoreline fronting Waikiki and one of the best known beaches in the world.

The neighborhood extends from the Ala Wai Canal (a channel dug to drain former wetlands) on the west and north, to Diamond Head (Lēʻahi) on the east. The name means spouting fresh water in Hawaiian for springs and streams that fed wetlands that once separated Waikiki from the interior. Waikiki has long been a place of relaxation. In particular, the area was a retreat for Hawaiian royalty in the 1800s.

ฮันนีมูนที่ฮาวาย Honeymoon in Hawaii

plew April 21st, 2008



waikiki beach

ดูภาพที่ฮาวายคลิก


ฮาวาย ฮาวาย สวรรค์บนดิน พุดชื่อนี้ต้องคิดไปถึง หาดทราย สายลม สองเรา อย่างที่เขากล่าวขวัญกันว่าสวรรค์บนดินชัดๆ หลายคนฝันที่จะไปเที่ยวฮาวายกับเขาสักครั้ง ตัวเองก็เช่นกันเมื่อก่อนก็ได้แต่ฟังๆเขาพูด ดูจากรายการท่องเที่ยวตามโทรทัศน์ แต่ไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าไอ้คนจนๆอย่างเรามันจะมีโอกาสไปฮาวงฮาวายอะไรกับเขา

แต่แล้ววันหนึ่งสิ่งที่ไม่เคยฝันมาก่อนมันดันเกิดขึ้นซะงั้นแหละ ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งตัวเองจะมีโอกาสไปฮันนีมูนที่ฮาวาย หลังจากกำหนดเรื่องการแต่งงานเรียบร้อยคุณแม่สามีที่สุดน่ารักก็บอกเราสองคนว่า เราจะได้ไปฮันนีมูนที่ฮาวายสามอาทิตย์ โดยคุณแม่จะออกค่าตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรมให้ทั้งหมด จำได้แม่นว่าเราเดินทางไปฮาวายในวันที่ 10 กรกฎาคม ปี 2007 และอยู่ที่นั่นสามอาทิตย์

เราเดินทางจากซานฟรานซิสโกไปฮาวาย โดยสายการบิน United Airline ใช้เวลาเดินทางประมาณหกชั่วโมงจากซานฟรานซิสโกถึงฮาวาย เรียกว่าไกลพอสมควรทีเดียว นานกว่าบินจากเมืองไทยไปเมืองจีนซะอีก แถมบนเครื่องไม่มีเสริฟอาหารฟรี ถ้าอยากกินต้องซื้อต้องเสียเงินเพิ่ม เขามีให้แต่เครื่องดื่ม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรางงเพราะที่นี่เขาแปลกไฟท์ในประเทศถึงจะใช้เวลาเดินทางหกชั่วโมงเขาก็ไม่เสริฟอาหาร ต้องซื้อเพิ่มเอาบนเครื่องดูมันงกๆไงก้ไม่รู้ ปกติเราบินไปฮ่องกง แค่สามชัวโมงเขายังเสริฟเลย แต่สายการบินในประเทศที่อเมริกาอย่าหวังว่าจะมีอาหารให้ คาตั๋วจากซานฟรานซิสโกไปฮาวายอยู่ที่ประมาณห้าร้อยเหรียญได้ อันนี้คือไปกลับ

ฮาวาย Hawaii เป็นรัฐหนึ่งของอเมริกา เป็นเกาะประกอบด้วยเกาะหลัก 4 เกาะ คือโอฮาอุ เมาวี บิ๊กไอแลนด์ และ คาไว จริงๆแล้วยังมีเกาะอื่นๆอีกแต่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก พื้นดินเกิดจากลาวาที่เกิดจากภูเขาไฟที่ยังไม่สงบจนทุกวันนี้ จริงๆแล้วฮาวายน่าจะใกล้ญี่ปุ่นมากกว่าอเมริกาวะด้วยซ้ำ สำหรับคนไทยเรา และคนทั่วโลกส่วนใหญ่ก็มกจะรู้จักแค่เมืองหลักคือ ฮอนโนลูลู Honolulu ซึ่งอยู่ในเกาะโอฮาอุ Ohau ซึ่งมีหาดที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกคือ ไวกิกิ waikiki แต่จริงๆแล้วฮาวายยังมีเกาะอื่นๆที่มีความสวยงาม มีหาดทรายที่สวยงามไม้แพ้ไวกิกิ หรือสวยกว่าไวกิกิอีกด้วยซ้ำ

สำหรับตัวเองสามอาทิตย์ในฮาวายได้ท่องเที่ยวในสองเกาะหลักคือ โอฮาอุและมาวี Maui แต่คงขอเริ่มต้นที่เกาะโอฮาอุ ฮอนโนลูลู ที่หาดไวกิกิเป็นอันดับแรกเพราะคนส่วนใหญ่คิดถึงฮาวายก็จะนึกถึงไวกิกิ Waikiki เป็นอันดับแรก..ติดตามตอนต่อไป

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
หาดไวกิกิ ฮาวาย Waikiki Beach Hawaii

ไปเที่ยวฮาวายกันต่อ


ทำงานนวดในอเมริกา ภาคสี่

plew April 18th, 2008


// –>
// –>
// –> ลูกค้าประจำอีกราย คนนี้เป็นลูกค้าที่น่ารักมากที่สุด เธอเป็นคนอเมริกันเชื้อสายปากีสถาน ตอนคุยกันทางโทรศัพท์ เราก็บอกไม่ได้เช่นกันว่าเธอเป็นคนปากีสถาน เพราะสำเนียงก็อเมริกันแท้ๆอีกแล้ว เธอมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุห้าขวบ เจอกันครั้งแรกเราก็เฮ้ยแขกวะ จะดีไม๊เนี่ย จะสกปรกไม๊ คืออันนี้บอกตรงๆว่าคนไทยเราส่วนใหญ่อาจมีทัศนคติที่ไม่ดีนักต่อคน “แขก” อันนี้คือเรื่องจริงที่เรารู้ๆกันอยู่ อาจไม่ใช่คนไทยทุกคนแต่เท่าที่จำความได้ โตมาขนาดนี้ส่วนใหญ่มีทัศนคติไม่ดีทั้งนั้น คิดถึงแขกก็นึกถึงความเหม็นก่อนเลย เราเองเกิดมาก็ไม่เคยมีเพื่อนแขกอินเดีย แขกปากีมาก่อน แต่ลูกค้าคนที่เธอเป็นคนนิสัยดีมากๆ มานวดอาทิตย์ละครั้ง แรกๆเธอก็มานวดที่อพาร์ตเมนท์เรา หลังๆเราไปนวดให้เธอที่บ้านเพราะบ้านเธอไม่ไกลจากเรามากนัก เวลาเรานวดให้จะถามตลอดว่าเหนื่อยไหม ไปนวดที่บ้านเธอก็หาน้ำหาท่าให้ดื่ม ชวนกินข้าวเย็นอีกต่างหาก นวดกันบ่อยจนเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง เธออายุมากกว่าเราสามปี เธอทำงานดีถือว่าเป็นคนมีฐานะดีที่เดียว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีน้ำใจกับคนทำงานกระจอกๆอย่างเรา ทุกครั้งที่นวดเสร็จเธอจะขับรถมาส่งที่บ้าน แถมยังถามว่าจะไปซื้อของอะไรไหม จะไปส่งแล้วกลับด้วยกันจะได้ไม่ต้องเดินแบกกลับบ้าน เธอบอกบ้านเธอต้อนรับเราเสมออยากมานั่งมานอนเล่นก็มาได้ตลอด แถมยังชวนเราไปนั่งกินข้าวตามร้านอาหารด้วยกันอีก เธอบอกเธออยากเลี้ยงข้าวเรา

มีเหตุการณ์ณ์หนึ่งที่ประทับใจมากๆ ตอนนั้นเราบอกเธอว่าจะแต่งงานแล้วกับคนอเมริกัน เธอก็ถามเราใหญ่ประมาณว่าแน่ใจนะว่าเขาเป็นคนดี “ยูไว้ใจใครมากๆไม่ได้ ยูใหม่ที่นี่ เขาทำงานอะไร รู้จักกันนานแค่ไหน” เพราะเธอได้ยินข่าวผู้หญิงต่างชาติที่ถูกหลอกมาเยอะ พอวันแต่งงานเธอก็โทรมาเช็คว่าเราโอเคไหม ทุกอย่างราบรื่นไหม หลังจากนั้นเราบอกเธอว่าเราจะไปฮันนีมูนที่ฮาวายสามอาทิตย์ พอเราไปถึงฮาวายได้วันหนึ่งเธอก็โทรมาถามว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีไม๊ เธอโทรมาเพื่อให้แน่ใจว่าเราโอเคไม่โดนหลอก บอกตรงๆว่าซึ้งมากเลย เธอบอกเราบ่อยๆว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้บอกไม่ต้องเกรงใจเธอยินดีช่วย โทรหาเธอได้เสมอ ตั้งแต่เรามาอยู่ที่นี่เราเจอคนไทยที่นี่ เจอคนที่ทำงานร่วมกัน แต่ไม่เคยเจอใครที่มีน้ำใจกับเราอย่างนี้มาก่อน ถ้าไม่นับแฟนของเรา คนมาไกลพลัดถิ่นอย่างเรา ไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติ แต่กลับมาได้รับน้ำใจกับคนแปลกหน้า คนต่างชาติ และเป็นคนที่เราเคยมีทัศนคติที่ไม่ดีมาก่อน ที่เริ่มต้นจากการเป็นลูกค้า รู้กันกันแค่หลักเดือน แต่กลับมีน้ำใจห่วงใยเรายิ่งกว่าบางคนที่รู้จักกันมาเป็นปีซะอีก

น้ำใจที่เราได้รับมันทำให้รู้สึกว่าโลกใบนี้มันยังมีมุมดีๆ ยังมีคนดีๆอยู่อีกมากมาย ดีใจที่ตัดสินใจทำงานนี้ ถึงมันจะดูเป็นงานที่ไม่ได้มีหน้าตา เป็นงานใช้แรง ไม่ได้ใช้สมอง ดูเป็นคนกระจอกๆคนหนึ่ง แต่เราได้รับอะไรมากมาย นอกจากการมีรายได้เล็กๆน้อยๆเข้ามาซึ่งมันทำให้ชีวิตเรามีคุณค่ามากขึ้น สิ่งที่สำคัญไปกว่าเงินคือประสบการณ์ การรู้จักคน การได้คุย ได้ฟัง ได้แลกเปลี่ยน ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ สองชั่วโมงที่มือเราทำงาน แต่ในขณะเดียวกันเราได้ความรู้มากมายจากคนที่เป็นลูกค้า รับรู้ถึงทัศนคติของคนต่างชาติต่างภาษา แต่สิ่งที่สำคัญมากที่สุด คือ มิตรภาพนั่นเอง

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกา Thai Massage Therapist in America

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกา ภาคสอง

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกาภาคสาม

Currently there are no state requirements and regulations in effect in the state you have selected. However, this does NOT necessarily imply that there are no laws in effect at all.

In some states such as CA and GA for example a variety of license requirements within the different municipalities exist. California licensing is regulated by city or county.

To learn about the rules and regulations regarding massage/bodywork contact the local authority in your area, the court house, police station, town hall, etc. Also, most teaching institutions such as massage schools are aware of the regulations in effect. Other sources of information would be the AMTA www.amtamassage.org and ABMP www.abmp.com.

ทำงานนวดในอเมริกา ภาคสาม

plew April 16th, 2008



// –>
// –>
// –>

ลูกค้ารายที่สองที่อยู่ในความทรงจำ คนนี้เป็นพี่สาวคนไทยค่ะ แรกเลยพี่เค้าโทรมาฝากข้อความไว้เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษเขาดีมากสำเนียงดี เราก็โทรกลับก็พูดภาษาอังกฤษกลับไป พี่เขาบอกคนไทยค่ะ ก็เฮ้ยคนไทยโทรมา ดีเหมือนกันได้ลูกค้าคนไทยจะได้คุยกันง่ายหน่อย และมันก็มีข้อดีอื่นๆตามมาเพราะพี่เขาเป็นคนไทยที่ไม่เหมือนคนไทยคนอื่นๆที่เราเจอที่นี่ จากการที่ได้คุยกับพี่เขามันทำให้เรารู้สึกว่าคนไทยที่เก่งๆ ก็มีนะ แล้วจริงๆมันก็มีทางเลือกอื่นๆนอกจากการทำงานร้านอาหาร พี่สาวคนนี้อายุประมาณสี่สิบ เธออยู่ที่นี่มาเกือบยี่สิบปี เราไปนวดให้ที่อพาตเมนท์เธอ เธออยู่อพาร์ตเมนท์ หรูและแพงแห่งหนึ่งในซานฟรานซิสโก เริ่มแรกคือมาเรียนต่อปริญญาโท ด้วยความที่มีพื้นฐานทางภาษาดีมาก่อนแล้ว เนื่องจากที่บ้านให้ความสำคัญส่งเสริมให้พูดภาษาอังกฤษ พี่เขาจบมัธยมจากโรงเรียนคอนแวนต์ชื่อดังในกรุงเทพ หลังจากนั้นก็จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐแห่งหนึ่ง พอจบก็มาเรียนต่อปริญญาโทด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ซาคราเมนโต ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐแคลิฟอเนียนั่นเอง ไม่ไกลจากซานฟรานซิสโกมากนัก เรานวดไปก็ถามไป พี่เขาก็เล่าไป เธอเล่าต่อ ช่วงที่เธอเรียนจบนั้น เป็นช่วงที่บริษัทต่างๆต่างต้องการเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เธอจึงได้งานทำที่ซานฟรานซิสโกทันทีหลังเรียนจบ และทำจนทุกวันนี้รวมแล้วกว่าสิบปี เราถามต่อว่าแล้วพี่อยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีมีเพื่อนคนไทยมั่งไม๊ พี่เขาบอก “ไม่มีเลย พี่ไม่ค่อยเจอคนไทยเลยนะ ที่ทำงานก็ไม่มีคนไทยซักคน” เราบอกต่อ ไม่มีอะไรพี่คนไทยในซานฟรานเยอะจะตาย แกบอกเหรอพี่อยู่มาไม่เจอนอกจากเวลาไปกินข้าวที่ร้านอาหารไทย อันนั้นเจอแน่ๆ เราก็คุยต่อ “รู้ไม๊หนูคุยกับคนไทยที่นี่ ถามเขาว่าคนไทยที่มาอยู่ที่นี่เขาทำงานอะไรกันบ้างนอกจากงานร้านอาหาร เขาบอกไม่มีหรอกส่วนใหญ่ก็ทำงานร้านอาหารกันทั้งนั้นแหละ ดีที่สุดแล้ว” พี่เขาก็ขำ “จริงเหรอเขาว่างั้นเหรอ ไม่จริงหรอกดูพี่ดิพี่ยังทำงานอย่างอื่นเลย พี่เคยทำงานร้านอาหารเหมือนกันสมัยเรียนแต่ทำแค่แป๊ปเดียวเพราะอยากลอง แล้วก็ไม่ได้กลับไปทำอีกเลย คนไทยทำงานดีๆก็มี ลุงพี่ก็ทำงานด้านบัญชีอยู่ที่นิวยอร์ก” เราถามต่อแต่ถ้าคนไทยอย่างเราจะหางานทำดีๆที่นี่ ต้องจบมีดีกรีจากที่นี่ใช่ไม๊ พี่เขาก็บอกใช่ เพราะถ้าเราเรียนที่นี่เราจะคุ้นเคยกับระบบการคิดการทำงานแบบอเมริกัน เราก็คุยต่อแต่บางคนเขาก็จบที่นี่นะแต่เขาก็ยังอยากทำงานร้านอาหารอยู่ดีแหละ พี่แกก็ขำๆ เราก็เล่าต่อบางคนจบปริญญาโทจากเมืองไทยก็ไม่อยากทำงานดีๆในเมืองไทย อยากมาทำงานเสริฟที่นี่ เขาบอกอยู่อเมริกาดีกว่าอยู่เมืองไทยเยอะ พี่แกบอกว่า “สำหรับพี่จริงๆพี่อยู่ที่ไหนก็ได้ พี่อยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีก็จริง แต่พี่ไม่เคยคิดว่าที่นี่ดีกว่า พี่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนมันขึ้นกับว่าเราทำอะไรมากกว่า พี่อยู่ที่นี่เพราะพี่ชอบงานที่พี่ทำ ชอบบริษัทที่ทำ พี่จึงอยู่ที่นี่ แต่ถ้าให้พี่อยู่ที่นี่แล้วทำงานเสริฟพี่คงไม่ ไม่แน่ถ้าพี่กลับเมืองไทยแล้วพี่ได้ทำงานสนุกๆแบบนี้พี่ก็อยู่เมืองไทยได้ ทุกที่มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียแหละ” หลังจากนวดเสร็จเรียบร้อยพี่เขาบอกว่า “เมมเบอร์พี่ไว้แล้วใช่ไม๊ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็โทรมานะไม่ต้องเกรงใจ” ฮ้า ดีใจจังไดรู้จักคนดีๆเพิ่มอีกหนึ่งคน

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกา Thai Massage Therapist in America

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกา ภาคสอง
ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกาภาคสี่

California’s “Massage” Definition from Bill 1388:

(a) “Massage” means the application of a system of structured touch, pressure, movement, and holding to the soft tissues of the human body with the intent to enhance or restore the health and well-being of the client. The practice includes the external application of water, heat, cold, lubricants, salt scrubs, or other topical preparations; use of devices that mimic or enhance the actions of the hands; and determination of whether massage therapy is appropriate or contraindicated, or whether referral to another health care practitioner is appropriate. For purposes of this chapter, massage and bodywork are interchangeable.

(b) “Massage Therapist,” “Bodyworker,” “Bodywork Therapist,” or “Massage and Bodywork Therapist” means a person who is licensed by the Board of Massage Therapy under subdivision (c) of Section 4604 and administers massage for compensation.

(c) “Massage Practitioner,” “Bodywork Practitioner,” or “Massage and Bodywork Practitioner” means a person who is licensed by the Board of Massage Therapy under subdivision (b) of Section 4604 and administers massage for compensation.


ทำงานนวดในอเมริกา ภาคสอง

plew April 14th, 2008



วันแรกในการทำงานนวดแผนไทย ลูกค้าคนแรกในชีวิตเขาเป็นชายอเมริกันเชื้อสายจีน รูปร่างเล็กและดูสะอาดสะอ้าน ตอนที่เขาโทรมานัดครั้งแรกเราบอกไม่ได้ว่าเขาเป็นคนจีนเพราะสำเนียงอเมริกันแท้ๆ เขาเกิดที่นี่ พอเจอตัวจริงเราก็บอกแหมดีใจที่ได้ลูกค้าเอเชียเหมือนกัน และก็ดีใจอย่างที่พูดจริงๆ เพราะเขาตัวเล็กจะได้นวดง่ายๆหน่อยไม่ต้องใช้แรงมาก ลูกค้าคนแรกคนนี้ได้กลายเป็นลูกค้าประจำที่มานวดอย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง รวมทั้งถือเป็นเพื่อนใหม่ที่เรารู้จักที่นี่ เขาเป็นคนอัธยาศัยดี คุยเก่ง ที่สำคัญชอบการนวดเป็นชีวิตจิตใจลองนวดมาแล้วทุกแบบ ทั้งไทย จีน สวีดิช มีนวดแบบไหนแกเอาหมด เขาเคยซื้อสปาทัวร์มาเมืองไทยเพื่อมานวดที่บ้านเราอีกต่างหาก ลูกค้ารายนี้เป็นลูกค้าประจำก็จริงแต่ก็เหมือนทั้งรักทั้งเกลียด บางทีโทรมานัดเราไม่อยากรับ เพราะมีบางอย่างที่เราไม่ชอบเอามากๆ แต่ถามว่าไม่ชอบแล้วทำไมรับละ เพราะต่อมาแฟนเริ่มไม่ชอบให้เราทำนวด เพราะลูกค้ามาที่บ้านเขากลัวอันตราย ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ไว้ใจได้ไหม ทำให้ต่อมาเราต้องรับเฉพาะลูกค้าประจำ ลูกค้าเก่าที่เคยมาแล้วเท่านั้น

ลูกค้าประจำรายนี้ดีหมดอัธยาศัยดี น่ารักเป็นกันเอง เสียอย่างเดียวเหมือนแอบโรคจิตเล็กๆ วันแรกมาเขาก็ถามเราว่าต้องใส่เสื้อผ้าหรือไม่ เราก็บอกต้องใส่ มีให้เปลี่ยน เขาบอกเขาไม่ชอบไม่สบายขอนุ่งผ้าเช็ดตัวได้ไม๊ ที่อื่นที่เขาเคยไปก็ไม่ใส่อะไรเลยก็ได้ มันสบายดี ตอนเขามานวดไทยที่เมืองไทยก็ไม่ใส่อะไรเลย เราก็ชักยังไงดีวะ ลูกค้าคนแรกในชีวิต อยากได้เงินด้วยก็เลยบอก โอเคได้ เราก็ให้เขาเปลี่ยนเสื้อผ้า สักพักเขาบอกพร้อมแล้ว โผล่เข้าไปตกใจ แต่ทำเป็นเฉยๆ ก็แกนอนแก้ผ้าอยู่อะ แต่นอนคว่ำนะ แต่แค่ข้างหลังก็แปลกๆแล้ว เฮ้ยมีผู้ชายแปลกหน้ามานอนแก้ผ้าอยู่ตรงหน้าแถมต้องนวดมันอีก เราก็เอาวะเพื่อเงิน ก็นวดๆไปตามขั้นตอนที่เตรียมมา พอจบข้างหลังต้องพลิกมาด้านหน้านี่ดิ เต็มๆครับ แกไม่สนใจนอนเฉย ผ้าเช็ดตัวก็ไม่อยากจะเอามาปิด ดูเขามองเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไอ้เรามันตกกระไดพลอยโจนมาขนาดนั้นก็นวดๆมันไป ทำไม่สนใจมันซะ คือไม่สนใจอยู่แล้วละ แต่มันแปลกๆอะอยู่ตรงหน้า แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี เขาแก้ผ้าก็จริงแต่ไม่ได้พยายามลวนลามอะไรทั้งสิ้น ไม่มีการพยายามถูกเนื้อต้องตัวอะไร สรุปคือปลอดภัย นวดไปนวดมาคือเขามาทุกอาทิตย์ เราก็ชักรู้ อ้อหมอนี่มันไม่แมน ประมาณเกย์ สำอางมาก พอเริ่มชินก็เออแก้ก็แก้ไป มันไม่ได้ทำอะไรเรา ทุกอย่างปลอดภัยดีเพียงแต่ต้องทนดูอะไรที่ไม่อยากดูเท่านั้น

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกา Thai Massage Therapist in America

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกาภาคสาม

ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกาภาคสี่ี่

Professional, educated, therapeutic massage therapists prefer that laws be enacted that will regulate massage therapy. They want these laws for three reasons:

1. To remove the stigma massage has of being merely a sensual / sexual activity.
2. To create barriers to entry. These barriers to entry profit three groups:
* Massage therapists: keeping casual individuals out of the massage business helps maintain therapists billing rates. Nothing wrong with that.
* Massage schools: requiring all therapist be formally trained certainly helps the schools get more paying students.
* Massage associations: Many of the organizations spearheading the need for laws regulating massage are the national massage associations, who, by no coincidence, would like those laws to stipulate that in order to practice therapeutic massage you must belong to a national association. Go figure, eh?
3. And finally, on the less cynical side, massage laws will ensure that people who use massage for health and wellness will get the most competent, professional, ethical, and effective treatment possible.

Of particular note, the ruling passed in British Columbia as covered here at the Healing and Law site. Basically, the college in B.C. wanted to regulate massage, but the province turned them down because massage is inherently benign. That is, massage causes no harm so what’s to regulate?

It’s all so very complex and confusing and frustrating…and it won’t be getting any clearer or easier any time soon.

ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกา Thai Massage Therapist in America

plew April 13th, 2008



จากงานร้านอาหารมาทำงานนวดไทย หลังจากทำงานในร้านอาหารไทยได้ซักพักก็ต้องหยุด เนื่องจากเหตุผลหลายประการ หลักๆคือเดินทางท่องเที่ยวตามที่ตั้งใจและตกลงกับแฟนไว้ ไปทีก็เกือบเดือนไม่ออกเองเขาก็คงเชิญให้ออกอยู่แล้ว นอกจากนั้นเงินที่ได้มันค่อนข้างจะน้อยเอามากๆ เพราะแกเล่นให้ฝึกงานต่อไปทั้งๆที่ทำงานได้หมดแล้ว ในเมื่อยังฝึกงานเงินที่ได้ก็แค่ครึ่งของที่คนอื่นเขาได้ คิดแล้วมันไม่คุ้มกับการต้องกลับบ้านดึกๆเที่ยงคืน ตีหนึ่ง จะเจอเหตุร้ายเมื่อไรก็ไม่รู้ และหลังจากเราฝึกงานได้สองอาทิตย์ เขาก็รับเด็กเข้ามาฝึกงานอีกสามสี่คน เราดูแล้วมันก็แปลกๆ ไหนบอกคนเต็มไง กลายเป็นหาคนมาใช้งานค่าแรงถูกๆอีกเพียบ ทนไม่ได้ก็ออกไป ว่าแล้วตัดสินใจว่าคงไม่ทำต่อแล้วที่นี่ หลังจากนั้นก็เดินทางท่องเที่ยวตามแผน

หลังจากกลับมาจากการเดินทาง ก็คิดถึงการหางานใหม่ทำ แต่บอกตัวเองว่าคงไม่สมัครอีกแล้วร้านอาหารไทย เบื่อง้อแล้ว พอที มั่นใจว่ามันต้องมีอะไรอย่างอื่นสิที่เราจะหาเงินได้ ก่อนหน้านี้เคยถามเพื่อนร่วมงาน ซึ่งบางคนอยู่ที่นี่มาเป็นสิบปี ว่าคนไทยที่อยู่ที่นี่เขาทำงานอะไรกันอีกนอกจากงานร้านอาหาร ทุกคนบอกเหมือนกัน โอ๊ยคนไทยเขาก็ทำงานร้านอาหารกันแหละ ดีสุดแล้ว งานอื่นไม่รู้คนไทยที่เขารู้จักทุกคนก็ทำงานร้านอาหาร หรือเปิดร้านอาหารมันซะเอง เราก็กลับมานั่งคิด ไม่จริงมั้งมันน่าจะมีอย่างอื่นน่า หลังจากนั้นเริ่มเปิดหางานทางอินเตอร์เนตดู แต่ดูแล้วคงทำไม่ได้เพราะเรามันไม่มีใบทำงาน ไม่มีกรีนการ์ดอะไร คือจริงๆมาเที่ยวมันทำงานไม่ได้อยู่แล้ว สมัครงานร้านค้าอื่นๆก็ไม่กล้ากลัวโดนจับ เปิดไปเปิดมาเจอเวปไซต์หนึ่งเป็นเวปที่คนในพื้นที่จะเข้ามาโพสเพื่อประกาศให้บริการในด้านต่างๆ หรือประกาศซื้อขาย สำหรับคนที่อยู่ในโซนย่าน San Francisco Bay เปิดๆดูว่าเขาทำอะไร เขาขายอะไรกันบ้าง สำหรับตัวเองเรื่องขายของคงไม่เพราะไม่มีอะไรจะขาย คิดไปคิดมาทำงานนวดดีกว่า นวดไทยนี่แหละ ไม่ต้องลงทุนอะไร ใช้แรงและทักษะอย่างเดียว ให้ลูกค้ามาที่อพาตเมนท์เลย เราไม่ต้องเสียค่ารถเดินทาง ไม่ต้องเสียค่าเช่าร้านอะไร ว่าแล้วเราก็เริ่มลงมือโพสโฆษณารับนวดแผนไทย ซึ่งเวปไซต์ที่ว่าให้บริการลงประกาศต่างๆฟรีอยู่แล้ว

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า เรียนนวดมาเหรอ ฮ้าๆๆ ป่าวเลยครับ ไม่เคยเรียนอะไรทั้งนั้น แต่อาศัยเคยไปนวดแล้วก็ชอบ เวลาไปนวดเราก็จะพยายามจำว่าเขาทำอะไรยังไง แล้วก็เอากลับมานวดให้คนใกล้ตัว ซึ่งก็ชมกันเปาะว่านวดเก่ง (จริงๆไม่รู้ว่าโกหกหรือป่าว) สรุปก็ใช้ครูพักลักจำ บวกใช้ความรู้สึกของตัวเองคือนวดให้คนอื่นในแบบที่เราชอบ ตรงไหนเราเมื่อย เราปวดบ่อยๆ ก็คิดว่าคนทั่วๆก้คงไม่ต่างกัน ร้านหลายที่เคยไปนวดมาก่อนแต่ละร้านก็มีวิธีที่ต่างกันบ้าง เราก็จำเอาแบบที่เราชอบมาประยุกต์รวมกัน เป็นแบบของเราเอง ที่พูดมาถึงตรงนี้ขอบอกว่ามันไม่ใช่ความคิดที่ดีนักที่จะหาเงินด้วยการนวด โดยที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาเป็นเรื่องเป็นราว เพราะจริงๆการนวดก็มีความเสียงอยู่มากโดยเฉพาะที่อเมริกา ถ้าเราเกิดทำลูกค้าบาดเจ็บขึ้นมา อาจโดนฟ้องหมดตัวก็เป็นได้ เพราะคนที่นี่ไม่เหมือนคนไทย เขาฟ้องกันทุกเรื่อง ฟ้องกันเป็นเรื่องปกติ

ปกติแล้วสำหรับคนที่จะทำงานนวด คือนวดจริงๆ ไม่ใช่นวดแอบแฝง และโดยเฉพาะทำงานในร้านใหญ่ๆดี หรือในโรงแรม สำหรับที่นี่แคลิฟอเนียต้องมีใบอนุญาตจากรัฐ คือต้องผ่านการอบรมและผ่านการทดสอบ ถ้าเป็นเจ้าของกิจการหรือทำอิสระที่สำคัญต้องทำประกัน อย่างที่บอกคนที่นี่ชอบฟ้อง เกิดทำเขาเจ็บหรือไม่เจ็บแต่แกล้งเจ็บแล้วฟ้องขึ้นมา ไม่มีประกันละก้ออาจหมดตัวได้เลย ประกันจึงจำเป็นมากสำหรับคนที่ยึดอาชีพนี้ เท่าที่ฟังมาเขาบอกคนไทยไม่ค่อยอยากเปิดร้านนวดที่นี่ สักเท่าไร เพราะเบื่อปัญหาการโดนฟ้อง แต่สำหรับตัวเองบอกตรงๆว่าที่ทำตอนนั้นเพราะอยากหาอะไรทำ และก็อยากพิสูจน์ว่ามนมีอะไรอย่างอื่นให้ทำนอกจากงานร้านอาหาร ดังนั้นจึงรับลูกค้าเพียงวันละไม่เกินสองคน

หลังจากลงโฆษณาในอินเตอร์เนตได้สองวันปรากฏว่ามีคนสนใจโทรมาเพื่อจองเวลานวดจำนวนมาก มากกว่าสิบคนต่อวัน ตอนนั้นบอกตรงๆว่าไม่คิดว่าจะมีคนสนใจเยอะขนาดนั้น เพราะจริงๆมีคนโพสรับนวดในเวปไซต์นี้เยอะมากๆ เรียกว่าเป็นหลักร้อยทั้งที่เป็นร้านเป็นเรื่องเป็นราว และคนทำอิสระแบบเดียวกัน ตอนนั้นถ้าจะทำจริงจังคงรวยไปแล้วนวดแค่สักสามคนก็ได้เกือบหมื่นบาทไทยแล้ว แต่เรามันไม่ใช่มืออาชีพจึงทำแค่คนสองคน เรียกว่าได้รับการตอบรับเกินความคาดหมายมากๆ หลังจากนั้นก็มีคนโทรเข้ามาเพื่อนัดหมายอย่างต่อเนื่องทุกวัน สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีคนสนใจเยอะน่าจะเนื่องจากราคา เพราะเราเล่นตัดราคาคนอื่นเขากระจุย คือคิดเป็นรายชั่วโมงก็ถูกว่าเขาเกือบครึ่ง ถ้าเทียบกับร้านใหญ่ๆที่มีนวดไทยถูกกว่ามากกว่าครึ่งเสียอีก แต่สำหรับเราถึงจะถูกกว่าชาวบ้านเขากว่าครึ่งแต่เงินที่ได้ถือว่าเยอะมากทีเดียวกับการทำงานวันละแค่สองชั่วโมง ไม่เสียค่ารถ ไม่ต้องแต่งหน้าทำผม ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าสวยๆ ลูกค้ามาหาเราถึงที่ สองชั่วโมงจบได้เงินเยอะกว่าทำงานร้านอาหารแปดชั่วโมงอีก ตอนนั้นบอกตัวเอง เออคิดถูกที่เลิกทำงานร้านอาหาร เป็นนายตัวเอง ไม่ต้องง้องานใคร ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนจับผิด อยากทำก็ทำไม่อยากทำก็ไม่รับ แถมได้พูดภาษาอังกฤษมากกว่าอีก รวมทั้งได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆและเพื่อนใหม่ๆ อีกด้วย

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกา ภาคสอง

ทำงานวดแผนไทยในอเมริกาภาคสาม

ทำงานนวดแผนไทยในอเมริกาภาคสี่

Massage and the Law:

First and foremost, anyone can do massage without training or a license.

HOWEVER, if you charge a fee for massage services, you may be required to obtain a business license and, in addition, you may be required to take formal training ranging from a few hundred to several thousand hours.
Designations for Massage Therapists:

Here are some of the designations given to massage therapists…

* Licensed Massage Therapist
* Registered Massage Therapist
* Certified Massage Therapist
* Massage Practitioner
* Massage Apprentice


Next »