บนเครื่องบิน On the Airplane to America
admin August 19th, 2007
มาถึงระยะเวลาอันแสนจะยาวนานและทรมานบนเครื่องบินกันดีกว่า โหตั้งสิบกว่าชั่วโมง บอกรึป่าวคะว่าบินไปคนเดียว แถมเป็นการบินคนเดียวครั้งแรกเพราะปกติไปเที่ยวก็ไปกันเป็นฝูงและไกลมากอีกต่างหาก ภาษาอังกฤษตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยดีเท่าไรซะด้วย ก่อนหน้านั้นก็เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศบ้างแต่ก็ในแถบเอเชียบ้านเราและไปกันหลายคน แต่คราวนี้ไกลที่สุดและไปคนเดียวก็ตังค์ไม่ค่อยมีก็นั่งชั้นประหยัด มันก็แคบสิค่ะยืดขาหรือจะเอนนอนก็ไม่ได้มาก อยากนอนแต่นอนไม่หลับมันเมื่อยมาก เลยอยากแนะนำว่าบินยาวชั้นประหยัดนั่งริมทางเดินก็ดีเพราะมันลุกเดิน ไปห้องน้ำง่ายดีไม่รบกวนคนอื่นถ้านั่งในโหออกทีคนนั่งริมก็ต้องลุกออกบ่อยๆก็เกรงใจเขานะค่ะ เราเป็นคนเข้าห้องน้ำบ่อยด้วยซิ
เราบินกับอีว่าแอร์ ต้องไปต่อเครื่องที่ไทเป ตอนนั้นซื้อตั๋วไปกลับราคาอยู่ที่ประมาณสามหมื่นบาท พอขึ้นเครื่องอันนี้คือจากไทเปไปซานฟราน คนที่นั่งข้างๆเขาเป็นอเมริกัน นั่งปุ๊ปเขาก็ถามคนไทยใช่ไม๊ครับ เออผมจำคุณได้เห็นคุณตั้งแต่สุวรรณภูมิแล้ว ซักพักเขาก็เริ่มพูดไทยเราก็เออดีอะ พูดไทยได้ด้วย พูดเก่งอีกตางหาก ก็เลยได้เพื่อนคุย ฝรั่งคนนี้เข้ามาทำวิจัยที่เมืองไทยบ่อยๆ เขาบอกทำวิจัยด้านพฤกศาสตร์ รวมทั้งทำวิจัยในประเทศอื่นๆในแถบเอเชีย เขาพูดได้ทั้งไทย เขมร ลาว มาเลย์ เก่งจัง เขาเป็นอาจารย์อยู่ในมหาวิทยาลัยที่ Oregon มีเพื่อนคุยก็ดีแต่บางทีเราก็ขี้เกียจคุยอยากอยู่เงียบๆคนเดียวบ้างเหมือนกัน แต่คุยกับฝรั่งก็ดีจริงๆฝรั่งเขาปลื้มบ้านเราจะตายบอกน่าอยู่ ของถูกอีกต่างหาก แต่คนไทยบางคนบอกเมืองไทยมันแย่ อยากอยู่เมืองนอก คนเรามักอยากได้อะไรที่ตัวเองไม่มีเสมอ
อยู่บนเครื่องก็ไม่อดอยาก เขามีอาหารให้สองมื้อเย็นและเครื่องดื่มก็เสริฟเป็นระยะ อีวาอาหารก็ใช้ได้ แต่ใครอยากติดของคบเคี้ยวแก้เซ็งก็ดี เพราะสายนี้ไม่มีจอทีวีส่วนตัวใช้จอร่วมไม่ค่อยสะดวกเลย แต่ดีที่สุดคือพยายามหลับ บางคนก็กินยานอนหลับเพราะมันนานทรมาน แต่ตัวเองไม่หลับเลยตลอดเวลาสิบห้าชั่วโมงจนถึงสนามบินซานฟรานซิสโก อ๋อพอใกล้ถึง แอร์เขาจะแจกเอกสารที่คุณต้องกรอกในการเข้าประเทศ ซึ่งรวมทั้งเอกสารที่ให้แจกแจงสิ่งที่คุณต้องเสียภาษี มูลค่าสิ่งของที่ขนมา อิอิ พยายามเขียนมูลค่าให้มันน้อยเข้าไว้อย่าไปเกินี้อยเหรียญเราเขียนไปห้าสิบเหรียญ ถ้าไม่มีอะไรต้องเสียภาษีก็บอกไม่มี อย่าไปเขียนว่าในกระเป๋ามีของมีมูลค่าเยอะแยะ แล้วคุยต่อว่าทำไม เพราะมันมีผลตอนคุณผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง Immigration ที่สนามบิน
- อื่นๆ ###
สวัสดีคะคุณแพรว พอดีได้อ่านเรื่องคุณลดาแล้วมีกำลังใจขึ้นมาหน่อย พรเคยถามมาครั้งหนึ่งแล้วละคะ แต่ยังไม่ได้ยื่นเอกสารอะคะ พรกะว่าจะไปท่องเที่ยวอเมกา 10 วันและถือโอกาสไปพักที่บ้านแฟนที่ฟอริด้า แฟนไม่ใช่คนเมกา แต่เป็นคนแคนาดาซึ่งมีธุรกิจที่เมกา พอดีแฟนมาเมื่อ วันที่ 5 ทีผ่านมาแล้วเพื่งกลับไปเมือวันอาทิตย์ที่นี้อะคะ เราก็ได้คุยกัน แฟนพูดว่าคุณเป็นคนโสดเดินทางคนเดียวไม่ได้วีซ่าหรอก หรือถ้าได้แล้วนะคุณต้องสัมภาษณ์กับตรวจคนเข้าเมืองอีก มันไม่ง่ายนะ ดีไม่ดีเอฟบีไอมาหาที่บ้าน โอ้ยแฟนพูดซะน่ากลัว ตอนที่คุยกันเราก็มั่นใจนะว่าเราต้องทำได้ แต่ลึกๆแล้วก็กลัว
แต่วันนี้เข้ามาอ่านของคุณลดาแระรู้สึกคล้ายเรา ถ้าเราบอกว่าแฟนเป็นแค่เพื่อนแล้วแต่วันข้างหน้าเราแต่งงานกันจะมีผลอะไรไหมคะ พรเคยไปเที่ยวฮ่องกง สิงค์โปร แต่พรได้เปลี่ยนนามสกุล แล้วทำพาสปอร์ตใหม่เพราะหมดอายุ ส่วนเล่มเก่าก็ยังเก็บไว้ แล้วสิ้นเดือนนี้ก็จะไปเที่ยวเกาหลี หลังจากนั้นก็จะทำเรื่องขอวีซ๋าท่องเที่ยวอเมริกา พยายามหาข้อมูลนะคะ รบกวนชี้แนะด้วยคะ ………ขอบคุณคะ
ยังไงถ้าได้วีซ่าเข้ามาที่ด่านก็ห้ามบอกว่าแฟนเด็ดขาดค่ะ ไม่ต้องกลัวเค้าไม่ได้บันทึกอะไรตอนสัมภาษณ์ค่ะ ไม่มีผลอะไรกับการแต่งงานในอนาคต แต่ก็ถ่ายรูปกับพิมพ์ลายนิ้วมือ จริงๆมันไม่ได้น่ากลัวขนาดที่แฟนคุณบอกหรอกค่ะ ขอให้เตรียมคำตอบไว้ดีๆ มีตั๋วขากลับยืนยันถ้าเรามีวีซ่ายังไงเขาก็ให้เข้า แต่ถ้าเขาสงสัยก็อาจจะแสตมป์ให้อยู่ได้ระยะสั้นๆแทนที่จะให้หกเดือน วีซ่าที่คยไปประเทศในเอเชียก็ไม่ค่อยช่วยอะไรเท่าไรค่ะ คนที่เคยไปยุโรปมาแล้วบางคนยังไม่ได้เลย สำคัญที่สุดคือเรื่องงาน เรื่องความมั่นคงของตัวคุณที่มีในเมืองไทยค่ะ
ขอบคุณคะคุณแพรว ตัวพรเองนะทำงานกับบริษัทเอกชนก็นานหลายปี แล้วบริษัทให้ไปเที่ยวต่างประเทศ แถบเอเซียคะ แต่สงสัยเรื่องจดหมายรับรองการทำงานนะคะ เช่นพรจะไปปลายปีช่วง 31 ธค -15 มค 54 จดหมายต้องลงวันที่เท่าไหร่คะ ส่วนสเตทเม้นเข้า-ออกดี แตไม่ค่อยเหลือถ้าเรามีเงินเอาเงินเข้ามาก้อนหนึ่งแต่ไม่มากไม่น้อยก่อนเราสัมภาษณ์ไม่กี่วันนี่เราทำได้ไหมคะ เงินเดือนรับผ่านธนาคารคะ………ขอบคุณสำหรับคำตอบและคำปรึกษาให้คะ
พร
จดหมายออกวันที่เท่าไรไม่สำคัญก็คือมันต้องลงวันที่ก่อนวันที่คุณไปสัมภาษณ์และก่อนวันที่คุณจะไปเที่ยวอยู่แล้ว สำคัญที่เนื้อในจดหมายมากกว่า ได้วันสัมภาษณ์แล้วค่อยให้บริษัทออกหนังสือก็ได้มันจะได้ค่ะ จดหมายจะได้ไม่ออกมานานจนเกินไป อเมริกาไม่เหมือนออสเตรเลียที่บังคับให้ต้องมีเงินในบัญชีสองแสนหรืออะไรเนี่ยแหละในบัญชี ไม่จำเป็นต้องทำ เพราะถึงทาำคืออยู่ๆใกล้วันสัมภาษณ์ก็มีเงินโผล่มา เขาดูออกอยู่แล้ว ถ้าจะทำต้องทำสักระยะก่อนจะสัมภาษณ์ รายได้ประจำและหน้าที่การงานสำคัญกว่าสำหรับการขอวีซ่าท่องเที่ยวนะ ถ้าเงินเดือนไม่มากนักก็จะมีผลทีเดียวค่ะ
ขอบคุณคะ
สวัสดีคะคุณแพรว พรได้กรอกแบบ DS-160 เรียบร้อยแล้วคะแต่ยังไม่ได้กดส่งคะ เพราะต้องอัพรูปโหลดแล้วก็รอเช็คข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนอะคะ ประมาณลองกรอกผิดกรอกถูกดูอะคะ พยายามหาข้อมูลแล้วก็แปลดูอะคะ.ทีนี้มีอยู่อย่างหนึ่งที่ห่วงคือว่าเราจะจองโรงแรมก่อน แล้วค่อยไปพักบ้านแฟนหรือว่าจะไปพักบ้านแฟนเรยคะ แฟนเขากลัวเราไม่ผ่านเพราะเราเองก็โสดแล้วเขาก็โสด กลัวอะคะ …….รบกวนคุณแพรวอีกแล้วอคะ
เราว่ามันขึ้นกับข้อมูลอื่นๆที่คุณจะแจ้งค่ะ เช่นจดหมายที่คุณบอกว่าให้แฟนเขียนเขาเขียนอย่างไร เช่นดูแลเรื่องที่พักให้คุณด้วยรึป่าว เพราะปกติเราว่าคนอเมริกันเขาคงไม่มาจ่ายค่าโรงแรมให้คนที่ไม่ได้สนิทจริงๆหรือเป็นเรื่องธุรกิจสำคัญ เพราะโรงแรมค่าโรงแรมมันไม่ใช่ถูกๆ และปกติคนอเมริกันเขาก็จะให้แขกพักที่บ้านอะไรอย่างงั้น แต่ถ้าเขาเขียนแค่ว่าจะพาคุณเทียวดูแลเรื่องอาหาร ค่ารถอะไรประมาณนั้นคุณก็อาจจองโรงแรมก็ได้ถ้ากลัวเขาจะมองว่าแปลก เอาให้เนื้อหามันไปด้วยกันนะค่ะ หรืออีกทีตัดปัญหาก็บอกไปเองเลยไม่ต้องอ้างแฟนคุณให้เป็นประเด็นแต่จ้องหมายความว่ารายได้คุณโอเค เราว่าอย่ากังวลมากเลยเพราะยังไงซะก็ต้องเสี่ยง เพราะไม่มีใครให้คำตอบเราได้แน่ๆว่าทำยังไงมันถึงจะได้แน่ๆ
ขอบคุณคะคุณแพรว พรไม่ได้แจ้งว่าเขาเป็นแฟนคะ บอกว่าเป็นแค่เพื่อนเท่านั้นแล้วจะไปพักบ้านเขา แล้วให้เขาพาเที่ยว….ซึ่งจริงแล้วเขาก็แฟนเรานะแระคะ พรจะไปแค่สิบวันมีตังส์แสนกว่าบาท อ้อคุณแพรวถ้าพรเคยแต่งงานแระมีลูกคนหนึ่ง แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสนะคะ ตอนกรอก DS160 เราต้องลงชื่อพ่อของเด็กไหม แต่เด็กอยู่กะเราคะ….ขอบคุณคุณแพรวจริงนะที่ให้ข้อมูลคะ
สวัสดีค่ะ รบกวนขอสอบถามเอกสารที่ต้องเตรียมขอ VISA เข้าอเมริกาค่ะ
คือว่าไป conference กับรุ่นพี่ป.เอก ที่ Cornell University จัดวันที่ 2-5 มิ.ย. 54
ช่วงวันเดินทาง 31 พ.ค. 54 ถึง 8 มิย. 54
ซึ่งพี่เค้าขอจดมหายเชิญของกุ้งให้ด้วย
และจดหมายเชิญก็ได้ถูกส่งมาที่ไทยเรียบร้อยแล้ว
กุ้งเรียนจบป.โท มาได้ ประมาณ 2 ปีแล้วค่ะ แต่ว่าตอนนี้ไม่ได้ทำงานประจำ และ ตอนเรียนก็ไม่ได้ทำงานค่ะ
รายได้ของตัวเอง มาจากการช่วยงานอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยนะค่ะ ลักษณะเป็นผู้ช่วยนักวิจัยค่ะ รายได้ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับจำนวนงานที่ทำ
และเป็นการรับเงินจากอาจารย์โดยตรง ไม่มีเอกสารกำกับใดๆ
คุณพ่อและคุณแม่ทำธุรกิจส่วนตัวค่ะ
**กุ้งควรขอ VISA ประเภทอะไรค่ะ**
**เป็นการขอ VISA และเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกคะ**
เอกสารที่กุ้งได้ list รายการ ไว้คือ
(1) จดหมายเชิญเข้าร่วม conference จากทาง Cornell
(2) สำเนาทะเบียนบ้านของคุณพ่อ คุณแม่ และของกุ้งเองค่ะ (เพราะเป็นเจ้าบ้านแยกกันในแต่ละที่อะค่ะ)
(3) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของคุณพ่อ คุณแม่ และของกุ้งเองค่ะ
(4) ใบรับรองฐานะทางการเงินของคุณพ่อ คุณแม่ และของกุ้ง –> อันนี้ยังไม่ได้ขอธนาคาร ควรขอย้อนหลัง 6 เดือน หรือ 1 ปี ดีค่ะ
(5) ใบรายการความเคลื่อนไหวทางการเงินของคุณพ่อ คุณแม่ และของกุ้ง –> อันนี้ยังไม่ได้ขอธนาคาร ควรขอย้อนหลัง 6 เดือน หรือ 1 ปี ดีค่ะ
(6) หนังสือรับรองบริษัท
(7) ใบรับรองฐานะทางการเงินของบริษัท และ ใบรายการความเคลื่อนไหวของบริษัท –> อันนี้ยังไม่ได้ขอธนาคาร ควรขอย้อนหลัง 6 เดือน หรือ 1 ปี ดีค่ะ
(8) จดหมายสนับสนุนทางการเงิน –> เงินเดือนคุณพ่อประมาณ 4 หมื่น, คุณแม่ประมาณ 3 หมื่น นะคะ
**หนังสือรับรองบริษัท สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน กุ้งแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วค่ะ ซึ่งเอกสารเหล่านี้ ต้องส่งให้กรมการกงสุลไทย รับรองด้วยใช่หรือป่าวค่ะ**
รบกวนแนะนำเรื่องการเตรียมเอกสาร และ การสัมภาษณ์ด้วยนะค่ะ
ขอบคุณค่ะ
กุ้ง - kusuma.pasa@gmail.com
คุณ Kung
กรณีนี้ก็ขอ B1 Business Visitor Visa ค่ะ ก็ควรจะเตรียมคำตอบเรื่องว่าทำไม
ต้องไป conference งานนี้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวคุณ เอกสารอื่นๆถ้าให้พ่อ แม่สปอนเซอร์ ก็เอกสารตามที่คุณเตรียม บวกเอกสารการจดทะเบียนบริษัท พวกบัญชีเงินฝากหกเดือนย้อนหลังคงพอ วันสัมภาษณ์เอาสมุดบัญชีตัวจริงติดไปด้วย จริงๆไปไม่กี่วันเองไม่น่าจะยาก ยิ่งถ้ามีที่พักอะไรอื่นๆฟรีด้วยก็น่าจะช่วยได้อีก ยูที่จัดงานก็ดัง
แล้วก็ทำเรื่องเชิญมาเป็นเรื่องเป็นราว เราว่าสำคัญสุดคือคำถามที่ว่าทำไมต้องไป ไปเพื่ออะไรนี่ละ ตอนขอระบุให้ชัดตามจดหมายที่เชิญมาคือไปไม่นาน อย่าไปขอนานๆ เช่นหลังจากสัมมนาแล้วเที่ยวต่ออีก เรื่องเอกสารต้องแปลหรือไม่ไม่แน่ใจจริงๆค่ะ เพราะตอนที่ขอสี่ปีที่แล้วไม่แปลอะไรเลยค่ะ นอกจากนังสือรับรองเงินเดือนซึ่งขอให้บริษัทเขียนเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ดีที่สุดคือถามจากสถานทูตโดยตรงค่ะ เพราะไม่แน่ใจว่าเขาเปลี่ยนแปลงกฎอะไรหรือไม่ ตอนนี้ถ้าคุณยังทำงานวิจัยกับอาจารย์อยู่เป็นผู้ช่วยวิจัยหรืออะไรก็ว่าไป ให้อาจารย์ท่านช่วยทำหนังสือรับรองเป็นภาษาอังกฤษว่าการสัมมนาที่จะไปมันมีประโยชน์กับคุณ แล้วก็กับงานวิจัยที่กำลังทำหรือจะทำในอนาคตก็น่าจะช่วยได้ด้วย เราไม่แน่ใจว่าสัมมนาฟรีไม๊ถ้าฟรีด้วยคุณก็ใช้เป็นเหตุผลได้ว่าไม่มีค่าใช้จ่ายมาก พักกับรุ่นพี่ มีก็แค่ค่าตั๋วเครื่องบินอะไรอย่างนั้น