My Experiences in America เล่าเรื่องอเมริกา ชีวิตคนไทยในอเมริกา วีซ่า การทำงาน การท่องเที่ยว ในอเมริกา

Thai in America I first came to America in March of 2007. I am now living here as a permanent resident. I hope this journal of my American experience will be of use to you. Thank you for your comments and suggestions.

แวะเยี่มชม web site ใหม่ Marriage Green Card Information

โทรศัพท์มือถือในอเมริกา Buy a Cell Phone in the US.

plew July 22nd, 2010


วันนี้มานั่งเขียนเกี่ยวกับเรื่องโทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ในอเมริกากันบ้าง สาเหตุที่เขียนเพราะมีเพื่อนๆในเมืองไทย แบบว่าอยากฝากเราซื้อ iPhone คือถามกันมาหลายคนเกี่ยวกับเรื่องการซื้อเครื่อง iPhone or Blackberry จากอเมริกากลับไปเมืองไทย เพราะส่วนมากจะคิดว่าซื้อเครืื่องโทรศัพท์มือถือที่นี่ถูกกกว่าเมืองไทย ซึ่งจะว่าไปมันก็จริง แต่ก็มีหลายๆอย่างที่มันต่างจากเมืองไทยมากๆที่หลายๆคนไม่เข้าใจ เราเองจริงๆสำหรับเพื่อนก็ยินดีที่จะหิ้วเข้าไปให้แต่มันก็ไม่ใช่ง่ายๆอย่างที่เพื่อนคิด เพราะอะไร

อย่างแรกที่นี่เวลาซื้อเครื่องคือซื้อโทรศัพท์มักหรือเป็นปกติจะต้องซื้อกับผู้ให้บริการเครือข่าย จะไปแบบว่าซื้อเครื่องเปล่าแบบเสรีอย่างเมืองไทยไม่มี แล้วปกติพวกผู้ให้บริการมักจะพยายามหรือบังคับเลยละให้เราต้องมีสัญญาผูกพันส่วนมากจะสองปีว่าจะต้องใช้บริการกับเขา ไม่งั้นค่าเครืืื่องโทรศัพท์จะแพงๆมาก ในขณะที่ถ้าเราเซ็นสัญญาคือจะใช้บริการกับเขาสองปีจะได้เครื่องฟรีในหลายๆรุ่น หรือได้เครื่องในราคาถูกกกว่ามากถ้าเทียบกับไม่มีสัญญา และเครื่ืื่องที่นี่ซื้อมาเครื่ืื่องจะล็อคคือล็อกให้ใช้ได้แค่สำหรับเครื่อข่ายนั้นๆ ถ้าจะปลดก็ต้องขอให้บริษัทส่งรหัสปลดมาให้ ซึ่งดูเหมือนง่ายคือก็ขอให้เขาส่งรหัสมาเราก็ปลดล็อกได้ แต่ในความจริงที่โดนกับตัวเอง ตอนกลับเมืองไทย เราก็อยากใช้เครื่องเดิมกับวิมในเมืองไทย ก็โทรไปขอรหัสปลดล็อกกับ TMobile ซึ่งเป็นเครือข่ายที่เราใช้บริการอยู่ ขอก่อนไปสามอาทิตย์ได้ ก็ไม่ส่งมา ก็โทรไปตามส่งมาให้ปรากฎว่าก็ยังล็อกอยู่แจ้งไป ส่งรหัสใหม่มาให้ก็ยังไม่สามารถปลดล็อกได้อยู่ดี จนเราถอดใจกลับเมืองไทยก็ซื้อเครื่องถูกๆมาใช้ไปพลางๆ ตอนนี้กำลังจะกลับบ้านอีกรอบ ก็ให้แฟนไปติดต่ออีกเพราะแฟนก็อยากใชเครื่ืื่องที่เขามีระหว่างที่อยู่เมืองไทย คราวนี้ TMobile บอกว่าไม่สามารถรับปากได้ว่าจะหารหัสให้เราได้ไหมเพราะเขาต้องขอไปที่บริษัทที่ผลิตเครื่อง เราก็เซ็งๆ เราว่าจริงๆเขาไม่อยากให้เราปลดมากกว่าละมั้ง สรุปไปแจ้งขอมาสองอาทิตยืแล้วก็เงียบหายไปตามระเบียบ เราเองก็ไม่ใช่คนมีความรู้เรืื่องโทรศัพท์ไม่งั้นคงหาวามารปลดเองได้ ถ้าเป็นเมืองไทยคงมีร้านที่รับปลดได้อยู่

สรุปก็คือที่นี่มันไม่ได้เสรีเหมือนเมืองไทยที่มีตลาดมือถือมากมายทั้งมือหนึ่งมือสอง หรือซื้อเครื่องกับศูนย์ก็ไม่มีการล็อกเครื่องแต่อย่างใด เครื่องมือสองนะมีแต่ก็คือซื้อตามอินเตอร์เนตพวก ebay มันไม่มีแบบ MBK หรือตลาดมือถือมือสองอื่นๆแบบเมืองไทย หรือร้านขายมือสองเราก็ไม่เคยเห็นจริงๆ เพราะเราเองถ้าจะซื้อบางรุ่นเช่น iPhone ที่ไม่มีสัญญาเราก็ซื้อ ebay เช่นกัน พูดเรืื่อง iPhone แล้วก็ต่อเลยเพราะเป็นอะไรทีี่เพื่อนถามกันเยอะ อยากให้ซื้อมา ประเภทซื้อที่นี่เท่าไร ยังไง ถูกไม๊ iphone เอาจริงๆเลย ถ้าซื้อที่นี่มีผู้ให้บริการรายเดียวที่มี deal กับ apple คือ At&t ซื้อไอโฟนโดนบังคับให้มีสญญาสองปีกับ At&t ราคาเครื่องก็อยู่ประมาณ $199
iPhone 4 ตอนนี้ เครื่อข่ายอื่นๆที่นี่เช่นที่เราใช้ไม่สามารถใช้ไอโฟนได้ อย่างถูกต้อง จริงๆเราเองก็ใช้แต่เราซื้อเครื่องที่ปลดล็อกแล้วจากอีเบย์ 3gs มาก็ประมาณสามร้อยกว่าเหรียญเป็นมือสอง ซึ่งมันแพงกว่ามากถ้าเทียบกับซื้อตรงจากแอปเปิ้ลหรือ At&t แต่ว่าเราไม่ต้องการมีสัญญาสองปีนี่นาทำไงได้ เครื่องมือหนึ่งไม่ล็อกตามอีเบย์ก็อยู่ราวๆ $500-600 สำหรับ 3gs iPhone4 ก็จะแพงไปเป็นแปดร้อยถึงพันเหรียญ ซึ่งถ้าซื้อทางเนตเมืองไทยก็สั่งได้เช่นกัน เพียงแต่ผู้ขายบางรายอาจไม่ส่งของอินเตอร์คือส่งแค่ในประเทศ ดังนั้นก็ลองดูว่าราคาขนาดนี้ถูกกกว่าซื้อในเมืองไทยไม๊ เราเองก็ไม่ทราบว่าคนที่ขายเครื่องใหม่ไม่ล็อกเขาเอาเครื่องไอโฟนมาจากไหน แต่คนธรรมดาอย่างเรา หาไม่ได้ก็คือหาได้ทางเนตแล้วจ่ายแพงสถานเดียว คิดดูซื้อมีสัญยาแค่ร้อยเก้าเก้า แต่ไม่ล็อกปาเข้าไปพันหนึ่ง

บางคนอาจได้ข่าวเช่นกันว่าในอนาคตไม่รู้้แค่ไหน iphone จะสามารถใช้กับเครื่อข่ายอื่นๆมากขึ้นอันนี้หมายถึงในอเมริกา ที่คนพูดกันมากคือ verizon ซึ่งเป็นเครือข่ายที่นิยมมากที่นี่เพราะสัญญาณแรงแต่ว่ามันเป็นแบบ CDMA คือไม่ใช่ซิม ใชจูนอย่างเดียว ก็มีเสียงเรียกร้องมากอยากให้ไอโฟนใช้ได้กับเครือข่ายนี้ แต่เราว่าสุดท้ายมันก็ต้องมีสัญญาอีกอยู่ดีละ เพราะมันเป็นระบบของโทรศัพท์ที่อเมริกา ที่ชอบบังคับผูกมัดผู้บริโภค บางคนถามว่ามาอเมริกาควรเอามือถือจากเมืองไทยมาไม๊หรือมาซื้อที่นี่ จริงๆมันก็แล้วแต่นะ แต่ว่าถ้ามาอยู่แค่ไม่นานไม่กี่เดือนเอาเครื่องมาด้วยก็ดี กลับไปก็ไม่ต้องเสียเวลาเอาเครื่องที่นี่ไปปลดล็อก ก็แค่ซื้อซิมแล้วก็จ่ายเติมเงินเอา เพราะส่วนมากพวกเป็นแพลนๆที่นี่มักจะผูกพันยาว แต่ถ้าคิดมาอยู่ยาวๆก็มาซื้อที่นี่ก็ได้เพราะถ้าทำสัญยาพวกสองปี จะได้เครื่องราคาถูกกว่าเมืองไทย หรือได้เครื่องฟรีๆ ถ้าถามว่าค่าโทรศัพท์ของที่นี่กับเมืองไทยที่ไหนถูกกกว่าอันนี้หมายถึงมือถือ เราว่าพอๆกัน แต่ถ้าแบบเป็นครอบครัวที่นี่มักมีแพลนแบบครอบครัวห้าเบอร์อะไรประมาณนั้น โทรหากันฟรีตลอด หรือได้เครื่องกี่เครื่องฟรีแล้วแต่โปรโชมั่นก็ถูก แต่ตัวเราเองกับแฟนก็ตกเดือนละห้าสิบเหรียญต่อคนก็ประมาณพันห้าโทรได้กี่นาทีจำไม่ได้ เราว่ารวมๆก็ไม่ต่างจากเมืองไทย

ซ่อมนาฬิกาในอเมริกา..ขอครั้งเดียวพอ

plew July 4th, 2010



เรื่องที่จะเล่าวันนี้คงเป็นอีกหนึ่งความประทับใจทีี่ยากจะลืมจากประสบการณ์ที่ได้จากการอยู่ที่นี่ “อเมริกา” เริ่มเรื่องดีกว่าปกติเราเองเป็นคนที่ชอบนาฬิกามากๆแต่ก็ไม่ได้มีมากมาย เรื่องก็คือนาฬิกาเราเรือนหนึ่งถ่านหมด บวกกับเพิ่งถอยนาฬิกาใหม่มาอีกเรือนซื้อทางอินเตอร์เนตมันก็เลยต้องเอาไปตัดสายเพราะเรามันพวกไซส์เล็ก ข้อมือเล็กมากๆ ก็เลยมีนาฬิกาสองเรื่อนที่ต้องทำ เราเองก็ไม่เคยซ่อมนาฬิกาอะไรที่นี่มาก่อน ถ้าเป็นเมืองไทยก็บ่อยเลยพวกเปลี่ยนถ่าน อะไรนิดๆหน่อยๆ แฟนเราเองเป็นคนไม่ใส่นาฬิกาเขาก็เลยไม่รู้เหมือนกันว่าซ่อมที่ไหนดี จริงๆเราอยู่ดาวทาวน์ซานฟรานซิสโก มันก็น่าจะหาร้านซ่อมไม่ยาก แฟนก็เสริชหาในเนตว่ามีที่ไหนใกล้ ก็ปรากฎว่าส่วนมากก็ไปทางด้านยูเนี่ยนแสควร์ จริงๆถ้าเทียบกับกรุงเทพเทียบกันไม่ได้เพราะกรุงเทพเราร้านซ่อมมากมายทั้งริมถนนท้ั้งในร้าน ในห้าง หรือศูนย์ แต่ที่นี่น้อยทั้งๆที่ซานฟรานมันก็เมืองไม่ใช่เงียบๆ เรากับแฟนก็เอร้านอื่นๆก็ไม่รู้ยังไง ก็นึกถึง Macy’s ขึ้นมา สาขายูเนียนแสควร์ซีึ่งเป็นสาขาใหญ่คนตรึม แฟนกับเราบอก Macy น่าจะดีเพราะซ่อมในห้าง และก็ไม่ต้องหาให้วุ่นเพราะคุ้นกับห้างอยู่แล้ว ก็ไป Macy’s

ไปถึงก็มีพนักงานผู้หญิงน่าจะเป็นลาติโน เราก็ถามตัดสายเรือนเท่าไร เปลี่ยนถ่านเท่าไร เขาก็ขอดูนาฬิกา ก็บอกตัดสาย $40 เปลี่ยนถ่านอีก $60 เรากับแฟนมองหน้ากันเลย โหแม่เจ้าแค่เนี้ยแพงมากๆ ตอนนั้นคิดถึงเมืองไทยขึ้นมาอีกแล้ว แม่เจ้าเราเปลี่ยนถ่านบ่อยๆ ถ่านแบบดีของสวิสใช้ได้สองปีเลยมั้งแค่สามร้อยบาทไทย เราก็ว่าแพงแล้วน่า นี่พันห้าพันหกบาท ตัดสายก็เป็นพันบาท บ้าฉิบ แต่แฟนก็บอกร้านอื่นก็คงไม่ถูกกว่ากันเท่าไร แล้วอือข้างนอกก้ไม่รู้ว่าจะทำดีป่าว ขี้เกียจเดินหาด้วย ก็ตกลงทำ เราก็ถามว่านานไหม เธอบอกสิบนาทีก็เสร็จให้เรารอไม่ต้องไปไหนเพราะตัดสายแล้วจะได้ลองดูด้วยว่าพอดีไหม เราก็สิบนาทีรอไม่มีปัญหา เธอก็เอาเข้าไปทำ เราก็งงนิดหน่อยเพราะดูหน้าตาคิดว่าแค่มารับเรื่อง คิดเงิน คิดว่ามีคนอืื่นทำ เพราะดูหน้าตาไม่น่าจะทำเป็น แต่ก็ไม่ได้อะไร ปรากฎว่าสิบนาทีก็แล้ว สิบห้าก็แล้วเราก็เห็นทำอยู่ สรุปประมาณสี่่สิบห้านาทีที่เรารออยู่ตรงนั้น ตอนทำเราก็เห็นเพราะมันเป็นห้องกระจก เราไม่เห็นเธอใส่แว่นขยายหรือไม่รู้เรียกว่าอะไรที่ช่างซ่อมนาฬิกาเขาจะใส่ตอนซ่อม เพราะบางชิ้นส่วนมันเล็กมากๆ

เธอออกมาพร้อมนาฬิกาสองเรือนของเราก็ลองเรือนตัดสาย จริงๆมันใหญ่ไปข้อหนึ่งได้ แต่เราก็เออเผืื่ออ้วนก็โอเค จริงๆเราเองไม่ได้เป็นคนเรื่องมากจู้จี้อะไร ที่นี่เรือนเปลี่ยนถ่านเธอก็วางไว้บอกเสร็จแล้ว แล้วก็เดินไปเครื่องเตรียมจะคิดเงิน เราก็หยิบนาฬิกาเรือนเปลี่ยนถ่านมาดูปรากฎว่ามันไม่ได้ตั้งเวลาเพราะเวลามันผิดไปมากๆ คือคนละเรื่องเลย เราก็ไม่ได้คิดอะไร ก็คิดว่าคงลืมตั้งมั้ง ก็ส่งให้แฟนบอกตั้งเวลาซิ ปรากฎว่าแฟนยังไม่ได้ทำอะไร แค่จับเม็ดมะยมแค่นั้น เม็ดมะยมหยุดลงมากองกับพื้นเลย แฟนกับเราก็งงเลย เพราะปกติถ้านาฬิกาไม่พังเม็ดมะยมมันแข็งมาก ไม่มีทางจะหลุดมาง่ายๆนอกจากอะไรบางอย่างมันหักข้างใน หรือใช้เครื่องมือดึงมันแรงๆออกมา เราก็บอกเฮ้ยอะไรเนี่ย สองคนพนักงานผู้หญิงที่เป็นคนทำกับผู้ชายคงเป็นหัวหน้าออกมาดูแล้วเอานาฬิกาเข้าไปเช็ค มันออกมาบอกนาฬิกาพัง คุณสองคนทำอะไร มันโทษเราว่าเราเป็นคนทำนาฬิกาเราเองพัง ทั้งๆที่เราแตะแค่ไม่ถึงนาทีด้วยมือเปล่า

แฟนบอกก็ดูซินาฬิกาไม่ได้ตั้งเวลาก็เอามาดูแค่จับเม็ดมะยมไม่ได้ดึงอะไรเลยก็หลุด มันก็บอกนาฬิกาตั้งเวลามาแล้ว เราบอกดูซิดูซินี่หรือตั้งเวลามาแล้ว เพราะเวลามันคนละเรื่อง ไอ้คนผู้ชายบอกผมเห็นเขาตั้งนะ หมายถึงผู้หญิง เราบอกแน่ใจเหรอว่าเห็น มันก็เงียบ เพราะมันชัดๆอยู่ว่าไม่ได้ตั้ง มันก็บอกเราไปเปลี่ยนเวลารึป่าว เราบอก ฉันก็ยืนอยู่ตรงนี้ ก็อยู่ด้วยกันกับแม่คนซ่อม แค่เธอหันหลังไปเครื่องคิดเงินไม่ถึงนาทีฉันจะทำมันพังเลยรึ ตอนแรกแฟนเราพูด แต่ด้วยความโกรธที่มันไม่ยอมรับว่ามันทำนาฬิกาเราพัง แล้วยังโทษลูกค้าอีก บวกไม่แสดงความรับผิดชอบหรือขอโทษอะไร เรางี้พรั่งพรูสุด ที่ทำให้เราโกรธมากๆคือ แฟนเราถามแล้วยังไงนี่ใครจะซ่อม มันบอกมันไม่ซ่อม มันไม่รับผิดชอบ ต้องส่งไปซ่อมสำนักงานใหญ่ แล้วแฟนถามใครจ่ายมันบอกมันไม่จ่าย เราปี๊ดแตกมากๆ ค่ราวนี้เราพูดเองเลย เราบอกนาฬิกาเรือนนี้เราซื้อมาไม่ใช่ถูกๆ โอเคมันไม่ใช่ rolex หรือ Cartier หรือสุดยอดไฮเอนด์อะไร แต่มันก็เป็นแบรนด์ดีคนทำนาฬิกาก็ต้องรู้ ซื้อมาเป็นพันเหรียญ ซื้อมามือหนึ่งในห้างมีใบรับประกันครบ ไม่เคยเปลี่ยนถ่านมาก่อน ไม่เคยเปิด ไม่เคยซ่อม เพราะอายุแค่ไม่ถึงสองปี บวกใส่น้อยมากเก็บอย่างดี นี่เป็นการเปิดเปลี่ยนถ่านครั้งแรก เพราะฉนั้นก่อนมานาฬิกาเราสภาพเกินร้อยเปอร์เซ็น แล้วถ้าคุณซ่อมนาฬิกาเป็น คุณเป็นมืออาชีพคุณก็รู้อยู่แล้วว่าไอ้เม็ดมะยมนะมันไม่ใช่จะกระชากหลุดกันด้วยมือเปล่า เพราะการใช้งานจริงๆเวลาตั้งนาฬิกามันก็ต้องดึงแรงพอสมควรเลยละสำหรับนาฬิกาเกรดนี้ ใครเขาจะมาทำหลวมแบบเรือนละหลักสิบเหรียญหรือแม้นาฬิกาถูกๆใช้มือเปล่าดึงมันยังไม่หลุดเลย ซ่อมนาฬิกาเป็นจริงหรือ มันก็อึื้ง แต่ก็ยังไม่ขอโทษ

เถียงกันนานมาก เสียงดังด้วย คนเดินในห้างก็มอง เพราะมันไม่ยอมรับท่าเดียวว่ามันผิด แล้วก็พูดซ้ำๆว่าเราเป็นคนทำพัง สุดท้ายแฟนบอกงั้นจะไปฟ้อง Macy หรือร้องเรียนให้หมด มันบอกจริงๆร้านนี้ไม่ใช่ของ Macy โดยตรงเป็นร้้านมาเช่าที่แต่ก็มีหลายสาขาสำนักงานใหญ่อยู่ Ohio พอขู่มากๆมันก็เริ่มอ่อนลงบอกจะส่งไปซ่อมที่สำนักงานใหญ่แล้วเราไม่ต้องเสียเงิน ใช่้เวลาหกอาทิตย์ ซึ่งมันนานมากๆ ก็เขียนใบรับงานแฟนก็ให้ระบุเลยว่าเป็นการซ่อมฟรีเพราะพนักงานทำพังเอง ตอนนั้นก็ไม่รู้จะทำยังไงก็โอเคหกอาทิตย์ วันนั้นเซ็งมากๆ จริงๆนาฬิกาเรือนนี้ แฟนซื้อให้เซอร์ไพรส์หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน เพราะเขารู้ว่าเราชอบไปเดินห้างด้วยกันเราก็ดูบ่อยๆ แต่ไม่ได้คิดจะซื้อเพราะเสียดายเงิน แต่แฟนก็ซื้อมาให้ จนได้

หลังจากนั้นหกอาทิตย์พอดี ก็คือไม่ได้รับการติดต่อใดๆ เราก็ให้แฟนโทรไปตามว่าไปรับได้รึยัง ปรากฎว่าโทรไปผู้หญิงรับไม่รู้คนที่ทำพังรึป่าว ก็ให้แฟนเรารอสายนานมากๆ สุดท้ายบอกขอค้นเรื่องสิบห้านาทีจะโทรกลับ ปรากฎว่าสิบห้าก็แล้วชั่วโมงก็แล้วก็ไม่โทรกลับ แฟนก็โทรกลับไป เอาอีกให้รอสายนานมาก สุดท้ายบอกนาฬิกาไม่ได่อยู่ที่นี่ หาไม่เจอ ไม่รู้ตอนนี้อยู่ที่ี่ไหน แฟนเราด่า ด่า ด่า เลยแล้วก็บอกจะฟ้องแล้ว ทุกหน่วยงานที่ฟ้องได้ เอาเรื่องให้ถึงที่สุด มันก็ได้แต่บอกมันไม่รู้ว่าจะทำยังไงจริงๆ วางสายมาเราบอกเขาทำงานกันยังไงใบรับ เลขรับงานก็มีเขาไม่มีระบบจะเช็คงานอะไรเลยรึว่าตอนนี้ของมันไปอยู่ที่ไหน พูดได้แต่ไม่รู้ไม่รู้ท่าเดียว โทรไปเช็คที่สำนักงานใหญ่ก็ไม่โทร ไม่ทำอะไรทั้งนั้น คือไม่รู้ว่ามันโง่หรือมันเลว ต้องขอด่าแรงๆหน่อยเพราะสุดยอดจริงๆ ไม่คิดมั้งว่าคนที่เป็นเจ้าของจะรู้สึกยังไง ว่าตอนนี้นาฬิกาอาจจะหายไปแล้วด้วยซ้ำ

แฟนก็เลยเสริชหาชื่อบริษัทแล้วกดเบอร์โทรไปที่สำนักงานใหญ่ โทรไปไม่มีคนรับ ตัดเข้าเครื่องตอบรับตลอด กดประมาณเจ็ดรอบสุดท้ายไปติดที่ฝ่ายบุคคลรับแล้วก็บอกว่าจะโอนไปฝ่ายบริการ โอนไปก็ไปเข้าเครื่องตอบรับอีก น่าโมโหมากๆ โทรไปใหม่ไปเจอฝ่ายบุคคลอีก แฟนบอกถ้าคร่าวนี้โอนไปแล้วไม่มีคนรับหรือไปเข้าเครื่องตอบรับอีกคร่าวนี้เป็นเรื่องนะ ไม่งั้นเรียกคนที่ใหญ่ที่สุดในนั้นมาคุยเดี๋ยวนี้ คร่าวนี้มันก็โอนไปที่ผู้หญิงที่เป็นคนดูแลเรื่องนี้ แม่มทำไมไม่โอนให้แต่แรกไม่เข้าใจ ผู้หญิงที่ดูแลเรื่องรับสายก็ขอเลขรับงานก็ให้ไป เธอบอกนาฬิกายังซ่อมไม่เสร็จ เพราะไอ้โน้นก็พัง ไอ้นี่ก็พัง เรายืนฟังแฟนคุยโทรศัพท์ตลอด งงมากๆ แฟนบอกอะไรกันนี่ ตกลงไอ้สองคนที่ Macy มันทำอะไรกับนาฬิกาเพราะจริงๆเดิมมันไม่ได้เป็นอะไร ต่อมามันทำเม็ดมะยมพัง คร่าวนี้บอก เสียหลายรายการ แล้วก็บอกว่าหกอาทิตย์เสร็จซึ่งมันก็นานมากอยู่แล้ว นี่โทรมาบอกไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไร ไม่รอแล้วให้จ่ายค่าชดใช้เท่ากับราคานาฬิกา เพราะไม่รู้ว่าซ่อมมาแล้วสภาพจะเหมือนเดิมไหม ขอเรียกว่ามันแล้วกัน มันก็บอก กำลังรออะไหล่อยู่ยังไม่ได้ ขอเวลาอีกหนึ่งอาทิตย์ถ้าไม้ได้จะคืนเงิน แล้วอีกอาทิตย์จะโทรมาแจ้งความคืบหน้า

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปเช่นเดิม ไม่มีหมาตัวไหนโทรมาทั้งสิ้น ต้องโทรไปด่าอีกตามเคย ปรากฎว่ามันบอกอะไหล่ยังไม่มา แต่จะมาในอีกสามวันแน่ๆ รับรอง แฟนเราบอกเอาละ ให้เวลาแค่สิ้นเดือนคือประมาณสองอาทิตย์ต้องได้รับน่ฬิกาในสภาพสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็น ไม่งั้นต้องชดใช้ค่าเสียหาย ถ้าไม่ได้นาฬิกาหรือเช็คภายในสิ้นเดือน จะร้้องเรียนไปทุกที่แล้วเขียนประจานในอินเตอร์เนตด้วย มันก็รับปาก

อีกสามวันสิ้นเดือนผู้หญิงคนเดิมที่สำนักงานใหญ่ก็โทรมาฝากข้อความว่านาฬิกาเสร็จแล้ว ส่งไปแล้วจะได้รับภายในวันนั้นวันนี้ แล้วบอกว่าจะให้ผู้จัดการสาขาที่ Macy โทรมาบอกเราถ้านาฬิกามาถึง ครบวันที่บอกว่านาฬิกาควรมาถึง เพราะระบบการส่งพัสดุมันเช็คได้อยู่แล้วว่าของไปถึงไหน ปรากฎก็ไม่มีหมาตัวไหนโทรมาอีกเช่นเคย เราก็รอจนบ่ายของอีกวันก็ไม่มีใครโทร เราเลยให้แแฟนโทรไป แฟนเบื่อมากไม่อยากโทร คร่าวนี้โทรไปผู้หญิงที่แมซี่รับบกว่าให้มารับได้เสร็จแล้ว เราก็เป็นคนไปรับเอง เรางี้ไม่อยากไปเลยเพราะไม่อยากที่ต้องเจอหน้าไอ้สองคนที่ Macy ไปคนเดียวก็เจอผู้หญิงอีกคนคนใหม่ก็เอานาฬิกามาให้ ตรวจดูก็โอเค ไอ้ผู้ชายอยู่ในร้านไม่ยอมมองหน้าเราเลย เออฉันก็เกลียดแกเหมือนกันว้อย ไม่มีคำขอโทษใด ช่างมันได้นาฬิกากลับมาก็ดี
สรุปแค่เอานาฬิกาไปเปลี่ยนถ่านธรรมดา มันทำนาฬิกาพังเลย แล้วใช้เวลาซ่อมสองเดือนกว่าๆ ไม่ขอซ่อมอะไรที่นี่อีกแล้ว วัฒนธรรม พังแล้วท้ิง เพราะจากประสบการณ์ทั้งเครื่องซักผ้า เฟอร์นิเจอร์ มันซ่อมไม่ได้ซักอย่าง บวกแพงมหาโหด ฮ่า ฮ่า Welcome to America เซ็งเป็ด

เรียนปริญญาโทในอเมริกาใช้เงินปีละเท่าไร Tuition and Fees for Graduate School in the U.S.

plew June 16th, 2010



เรียนต่อปริญญาโทในอเมริกาใช้เงินประมาณเท่าไร เป็นคำถามที่มีเพื่อนๆถามเข้ามาบ่อยๆ วันนี้เลยขอลงมือเขียนเรื่องค่าเทอม ค่าหน่วยกิตและก็ค่าธรรมเนียมต่างๆ ของหลักสูตรปริญญาโทในอเมริกา เราเลือกหาข้อมูลมาให้เฉพาะ Universty ใน San francisco San Francisco Bay Area เพราะตัวเองก็เรียนอยู่ที่ San francisco State ก็ขอเลือกเฉพาะที่ที่ใกล้ตัวหน่อย จริงๆแล้วข้อมูลที่เอามาแปะไว้สามารถหาได้จากเว็ปไซตฺของแต่ละมหาวิทยาลัยโดยตรงเลย แต่อย่างที่บอกมีถามกันมาหลายครั้ง ก็เลยเอามาลงไว้เพื่อเป็นไอเดียในการประมาณการค่าใช้จ่ายสำหรับคนที่คิดว่าอยากมาเรียนต่อโทที่นี่ เราเน้นที่ปริญญาโท หรือ Graduate School เพราะคิดว่าน่าจะเป็นอะไรที่คนสนใจเยอะกว่า เดาเอาเอง แต่จริงๆปริญญาโทกับตรีค่าใช้จ่ายต่อปีหรือต่อเทอมก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก เริ่มเลยดีกว่า

San Francisco State University (California State Universities อื่นๆก็ใช้อัตราเดียวกันค่ะ)
0 to 6.0 Units 6.1 or more Units
State University Fee** $1,440.00 $2,481.00
Plus Local Fees:

Student Body Center Fee*** $117.00
Student Body Association Fee $42.00
Student Health Service Fee $111.00
IRA-General Fee $50.00
IRA-Athletics $67.00
Health Facilities Fee $3.00
Campus Service Card Fee $2.00
Total Registration Fees* (part time 1-6 units)$3024.0 (Fulltime morthan 6 unit)$5214.00
สำหรับคนที่ไม่ใช่ California Resident จากค่าใช้จ่ายข้างบนต้องบวกไปอีกหน่วยกิตละ $357 and if applicable nonresident tuition of $372/unit.
*Graduate students in the College of Business will be charged a Graduate Program Fee at a rate of $700 (for 0 to 6.0 units) or $1,200 (for 6.1 or more units) and a MBA/MSBA Professional Fee at a rate of $210 per semester unit in addition to State University fee, local fees and if applicable nonresident tuition.
ข้อมูลจากhttp://www.sfsu.edu/~bursar/student/fees/grad_fees.html

UC Berkeley (University of California)
Nonresidents
If you are not a resident of California, you will need to know the current requirements for establishing legal residency. In most cases, graduate students can qualify for legal residency by their second year of graduate school, thereby significantly reducing their tuition and fees (by approximately $15,000* for academic programs or approximately $12,200* for professional programs).
*Subject to change
International Students
International students in F-1 and J-1 status cannot establish California residency and should expect to pay nonresident tuition every semester of graduate study. Doctoral candidates, however, may be eligible for a nonresident tuition waiver for three calendar years after advancement to doctoral candidacy.
Fees** Resident Nonresident
University Registration Fee $450.00 $450.00
Educational Fee 3,918.00 4,089.00
Berkeley Campus Fee 214.25 214.25
Class Pass Fee - Transit 68.00 68.00
Health Insurance Fee 966.00 966.00
Nonresident Tuition Fee N/A 7,347.00
** California State University(CSU) และ University of Califrnia เป็นสถาบันของรัฐทั้งคู่แต่ภาพรวม UC จะอยู่ใน Rank เหนือกว่าคือจะมีหลักศุตรปริญญาเอกมากกว่า จะเน้นมเป็นวิชาการมากกว่า ในขณะที่ CSU จะมีหลักศุตรปริญญาเอกไม่มาก เน้นผลิตวิชาชีพมากกว่าวิชาการ UC จะค่าใช้จ่ายแพงกว่า และหลายๆที่เช่น UC Berkeley ปริญญาโทจะมีแต่เรียนเต็มเวลาคือเรียนกลางวัน และจะเน้นโท ควบเอก และ Berkeley ถือเป็นยูที่ดีอันดับต้นในแคลิฟอเนีย สูสีกับ Standford

เริ่มที่มหาวิทยาลัยเอกชนบ้างจะได้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบ
Academy of ART University of San Francisco
ที่นี่เป็นที่นิยมของคนไทยมากๆ คนเอเชียเรียนเยอะมากๆ แคมปัสเจอได้ทุกมุมในซานฟรานซิสโก
Tuition Academic Year 2010-2011
Full Time Undergraduate & Graduate
(12-18 credits per semester Undergraduate; 9-18 credits per semester Graduate)

Annual $31,900

Undergraduate
(per credit) Graduate
(per credit)
Part Time & Over 18 cr. $1,329 $1,556
Non-matriculated $930 $1,089
MFA C/P/S
Low-residency Program $995

Annual Technology Fee for all students $300
Anytime/Anywhere Creativity Program
Students should expect to set aside additional funds for mandatory Anytime-Anywhere Creativity Laptop Program. For more information and computer requirements by major, visit this page.

Tuition Rates for Summer 2010 Sessions
Undergraduate Liberal Arts courses (per credit) $483
Undergraduate Foundation classes (per credit) $900
All Graduate classes - except MFA (per credit) $900
MFA C/P/S Low-residency Program (12 credits) $11,940

Summer Housing
MFA C/P/S–2 bedroom unit (per week) $220
MFA C/P/S–1 bedroom unit (per week) $230
Reservation deposit $100
Damage deposit $100

Annual Student Residence - Academic Year 2010-2011
Double Room (within an apartment) $7,800
Single Room (within an apartment)
Single Studio Apartment $8,400
$8,800

Application fee
US Citizen/Permanent Resident $60
International $75
Reapplication Fee
(For students who have applied to UArts within past calendar year) $10

Other fees
Late Payment Fee $60
Bad Check Fee $25
Late Registration Fee $35

University of San Francisco
University of San Francisco เป็นมหาวิทยาลัยคริสเตียนอยู่ในตัวเมืองซานฟรานซิสโกเช่นกัน รวมๆก็เป็นยูระดับกลางๆ
GRADUATE TUITION:
Arts and Sciences: $1,095
Exceptions:
Chemistry, Biology, Theology $965
MSFA (Professional) $12,495
Business
MBA $1,195
MBAE $22,125
MGEM $12,000
Nursing
Masters $1,055
Doctoral $1,055
Professional Studies $930
Education
Masters $995
Institute for Catholic Educational Leadership $485
EARCOS $485
Credential Programs $815
TED Catholic School $485
Doctoral $1,100
Institute for Catholic Educational Leadership $540
Law
Full-time (JD and LLM) $19,360
Part-time (JD per unit) $1,385
Part-time (LLM per unit) $1,548

Fees (Mandatory) Per Unit/Lab
Course/Exam Semester
ASUSF (traditional undergraduates only) $80
Muni Pass (traditional undergraduates only)* $110
Health Insurance (refer to Health Insurance Policy)* $526/fall
$713/spring

GBSA (MBA students only) $100
SBAC (Full-time Law students only) $35
SBAC (Part-time Law students only, per unit) $1.75
ข้อมูลจาก http://www.usfca.edu/tuition2011/
ข้อมูลจากhttp://www.uarts.edu/admission/tuition.html
Stanford University
แสตนฟอร์ด ไม่ได้อยู่ในซานฟรานซิสโก อยู่ทางใต้ของซานฟรานซิสโก ขับรถก็ประมาณ ยี่สิบนาที เป็นยูระดับแนวหน้าของแคลิฟอเนียและอเมริกา
Regular tuition for the academic year, payable Autumn, Winter, and Spring quarters, is as follows:
Tuition Category Tuition
Undergraduate $12,900
Graduate 11-18 units $12,900
Graduate 8,9,10-unit rate $8,390
Each graduate unit above 18 $860
Graduate Division in Engineering $13,740
Graduate Engineering 8,9,10-unit rate $8,930
Each graduate Engineering unit above 18 $916
Graduate School of Business (first year)* $17,706
Graduate School of Business (second year)* $17,107
School of Medicine (M.D. Program—FY 2011 and beyond)* $14,732
School of Medicine (M.D. Program—FY 2010 and earlier)* $15,531
Law School $14,960
Permit to Attend for Services Only $3,900
TGR (Terminal Graduate Registration)** $2,517
TMR (Terminal Medical Registration)** $2,330
*Ph.D. students in the Biomedical Sciences and in Graduate Business are assessed the regular graduate tuition rate.
**TGR and TMR students may carry 1, 2, or 3 units at the assessed rate.
Document fee
A Document Fee of $200 is assessed once upon first admission to Stanford as an undergraduate or graduate student, including Law, GSB, and Medicine students. Non-degree option (NDO) students, such as summer session and non-degree seeking SCPD students, are assessed a $100 Document Fee.
http://studentaffairs.stanford.edu/registrar/students/tuition-fees_10-11

ชีวิตและการทำงานในอเมริกา Immigrants in the US.

plew May 24th, 2010



เมื่อวานเพิ่งได้มีโอกาศเจอเพื่อนคนจีนที่ไม่ได้เจอกันมาปีกว่าๆ เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนคนแรกๆที่เรารู้จักในซานฟรานซิสโก มาเจอกันที่
city college ตอนสมัยที่เพิ่งมาอยู่อเมริกาใหม่ๆนั่งเรียนภาษาอังกฤษ แบบฟรีด้วยกัน มาถึงตอน ในกลุ่มที่สนิทกันก็มีประมาณสามสี่คน เราเป็นคนไทยคนเดียวนอกนั้นจีนหมดเลย แต่สิ่งที่เหมือนกันคือเข้ามาในอเมริกาในเวลาไล่เลี่ยกันมาก คือเข้ามาช่วงปี2007 ในตอนนนั้นทุกคนก็ยังใหม่กับที่นี่ ยังงง ยังไม่ชินกลับสภาพความเป็นอยู่และวัฒนธรรมที่ต่างจากรากเหง้าเดิมๆของตัวเอง ดังนั้นถึงจะต่างชาติต่างภาษาแต่ในวันนั้นเราก็เป็น Immigrants เหมือนกันคือมีกรีนการ์ด ความรู้สึก ความกลัว ความเบื่อๆ ความเหงาที่มีไม่ต่างกันมากนัก

เพื่อนคนนี้จริงๆอายุเด็กกว่าเราเกือบสิบปีได้ แค่ยี่สิบต้นๆ เอง หลังจากแยกย้ายกันจากการเรียนภาษาอังกฤษ เธอก็ไปได้งานบริษัททัวร์ของคนจีนย่านๆชานเมืองซานฟรานซิสโก แล้วก็ทำงานเรื่อยมาจนทุกวันนี้ก็สองปีได้แล้ว วันนี้เพื่อนเรามีรถขับแล้ว ซื้อเองป้ายแดงจากน้ำพักน้ำแรงการทำงาน เธอยังอยู่อพาตเมนท์เดิมกับแม่ เป็นห้องแบ่งเช่าในบ้านคนจีนด้วยกัน เจ้าของอยู่ชั้นบน ชั้นล่างมีสองห้องให้่เช่าเพื่อนเราห้องนึ่งอีกห้องนึงก็คนเช่าอีกราย เธอก็บ่นๆว่าห้องที่เธออยู่ไม่ดีเล็กมากๆ แต่มันถูกเดือนละห้าร้อยเหรียญ ตอนนี้แม่อยู่ด้วย เพื่อนบอกอยากอยู่คนเดียวแต่เธอสองคนกับแม่ก็จะไปเช่าห้องสองห้องก็ไม่ไหว เราก็ฟัง บวกเพลิดเพลินกับติ่มซ่ำ เพืื่อนพามากินติมซ่ำร้านอร่อย เพราะเราเรียกร้องเนื่องจากอยู่ซานฟรานมาก็สองปีกว่าไม่เคยเจอติมซ่ำอร่อยๆซะที วันนี้สมใจ อร่อยและถูกด้วย เข้าเรื่องอพาตเมนท์ต่อ.. เธอบอกงานที่ทำกับบริษัทคนจีนตอนนี้ได้เดือนละพันแปดร้อยเหรียญ โดนหักภาษีก็เหลือห้าได้ ทำงานอาทิตย์ละหกวันบ้าง ห้าวันบ้าง ค่าใช้จ่ายอื่นๆก็พวกประกันรถที่ต้องจ่ายรายเดือน เราถามเออแล้วประกันสุขภาพละ เธอบอกเธอไม่มี เรานี่ร้องเลย เฮ้ยมันเสี่ยงนะ เพราะเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาค่าหมอที่นี่มันแพงถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัวได้เลยถ้าไม่มีประกัน แถมขับรถทุกวันด้วย เพืื่อนบอกเธอก็รู้แต่มันจ่ายไม่ไหว ก็คือทั้งแม่และตัวเองก็ไม่มีประกันสุขภาพทั้งคู่ ก็หวังว่าจะไม่เจ็บไม่ป่วยอะไรแรงๆ ส่วนตัวแม่เธอก็ทำงานร้านขนมปังของคนเวียดนาม เพราะแม่ก็พูดภาษาอังกฤษแทบไม่ค่อยได้ ได้ค่าแรงชัวโมงละห้าเหรียญไม่มีอะไรอื่นๆ รวมๆก็ได้เดือนละแปดร้อยเหรียญ ดังนั้นการจะไปหาเช่าห้องดีจึงลำบากทีเดียว แต่รวมๆเธอก็มีความสุขดีตามอัตภาพ

แต่ที่เราฟังแล้วงงมากๆคือ เธอบอกเธอกับแม่ซื้อบ้านที่ Sacramento เราก็ว้าว เธอบอกซื้อมาหกหมื่นเหรียญ บ้านสามห้องนอน
สองห้องน้ำ มีสนามมีที่จอดรถ เราก็เฮ้ยบ้านอะไรทำไมมันถูกจังสามห้องนอนหกหมื่นเหรียญ แต่ก็อย่างที่รู้ๆว่าราคาบ้านในอเมริกาตกลงมาอย่างมากมายก็เลยทำให้มีโอกาศมาถึงคนหลายๆคนที่เมื่อก่อนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีบ้าน แต่เธอบอกว่าบ้านที่ซื้ออยู่ในย่านที่ไม่ค่อยดีนัก คนที่อยู่ย่านนั้นก็จะดูไม่ค่อยโอเคเท่าไร พูดไปเดี๋ยวบางคนมาอ่านจะหาว่าดูถูกคนอื่นอีก แต่อันนี้เพื่อนบอก เธอกับแม่ซื้อเพื่อแค่ลงทุนแล้วก็จ้างเอเจนท์ปล่อยเช่าไปหักกลบอะไรๆก็มีรายได้ประมาณสามสี่ร้อยเหรียญ และก็หวังว่าอนาคตบ้านจะราราขึ้นแล้วก็ปล่อยขาย ที่ซื้อมาก็จ่ายสดเป็นเงินจากพ่อที่ยังอยู่ในเมืองจีน เราฟังแล้วก็เออเข้าใจละว่าทำไมคนจีนที่มาอยู่ที่นี่ถึงค่อนข้างจะประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดีขึ้นๆกันเร็วจัง น่าชื่นชมขยันทำงาน รู้จักเก็บ รู้จักลงทุน เทาที่เราเห็นที่รู้จักคนเอเชียที่มาอยู่ที่นี่คนจีน คนเวียดนาม แต่คนไทยนี่ไม่รู้นะ ประสบความสำเร็จก้นดีทีเดียวคือชีวิตพัฒนาขึ้นดีขึ้น อาจเพราะคนจีนมีความเป็นนักธุรกิจชอบค้าขายในสายเลือดรึป่าว ครอบครัวเพื่อนเราคนที่หลายๆคนที่รู้จัก ดูเขาแบบจนๆ กินประหยัด ใช้ประหยัด ไม่ติดหรูอะไร แต่มีบ้านที่ซื้อไว้แล้วปล่อยให้ฝรั่งมาเช่าซะด้วยซ้ำ เพื่อนเราที่เรียนโทด้วยกันก็ฝรั่งก็เพิ่งได้ห้องเช่าใหม่ก็บอกเจ้าของเป็นคนจีน เพื่อนอีกคนที่ย้ายไปอยู่ที่ฟิลาเดลเฟียได้ปีหนึ่งก็เพิ่งซื้อบ้านที่โน่นราคาแสนเหรียญ และก็กำลังจะเข้าจะโอนเข้ามาวิทยาลัยเทอมหน้านี้ ชื่นชมเพราะเพื่อนคนนี้เดิมตอนอยู่ซานฟรานใหม่ๆจนมากๆ ทำงานเก็บเงิน แล้วก็เรียน เพราะพ่อ กับแม่ก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ทำงานหั่นปลา ก็ได้ค่าแรงน้อยมากๆ แต่เพียงสองปีกว่าๆ วันนี้เห็นความเปลี่ยนแปลงจริงๆ เรารู้สึกดีนะเพราะพวกเราที่เมื่อสองปีก่อนยังใหม่กับที่นี่ วันนี้ทุกคนมีพัฒนาการ มีงาน มีบ้าน มีรถ เราเองซะอีกงานไม่มี แต่ว่าเอาละก็เรียนใกล้จบแล้ว อีกเทอมเดียวก็จะได้ปริญญาโทที่นี่อีกหนึ่งใบ ภาษาอังกฤษก็ดีขึ้นมากมาย อิอิ เพื่อนบอกอิจฉาเพราะภาษาเราดีขึ้นมากๆ หลังจากไม่ได้คุยกันมาเป็นปี เพราะใช้แต่อีเมล์ แต่เพื่อนเราดูเหมือนภาษาจะแย่ลง คุยกันทำบากพอควร เพราะเขาทำงานกับคนจีน เพื่อนและคนแวดล้อมก็คนจีนหมด และก็ไม่มีเวลาไปเรียนหนังสือ แต่นี่ละเราว่าไม่ว่าพื้นฐานหรือที่มาของเราจะเป็นอย่างไร เพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่ถ้ายังสู้ ขยันทำงาน ไม่รอโชคชะตา ฟ้าละขิต หรือเรียกร้องแต่ความช่วยเหลือจากสังคมและคนรอบข้าง รู้จักเก็บ รู้จักใช้ รู้จักพอ ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ปล.สำหรับเพื่อนที่เข้ามาอ่านเรื่องนี้ย้ำว่านี่เป็นเรื่องราวของคนที่เข้ามาอยู่อย่างถูกกฎหมายค่ะ คือมีกรีนการ์ด ดังนั้นโอกาศในการหางานทำ หรือจ่ายค่าเทอมในอัตราถูก จะต่างกับคนที่เข้ามาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวซึ่งจริงๆไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย

เที่ยวบินกรุงเทพ-ซานฟรานซิสโก: Flights From San Francisco to Bangkok

plew May 17th, 2010



ห่างหายจากการอัพเดทบล็อกไปนานเลย เพราะยุ่งๆกับเรื่องเรียนบวกกับไม่มีมุขจะเขียนด้วยแหละ แต่พอดีสองเดือนก่อนเสริชหาข้อมูล เปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินจากซานฟรานซิสโกไปกรุงเทพ แล้วก็กรุงเทพกลับไปซานฟราน จริงๆแล้วสำหรับตัวเองก็ไม่ใช่ว่าเพิ่งเดินทาง เดินทางไปๆมาๆมาแล้วก็หลายรอบ แต่ว่าที่ผ่านมาไม่เคยได้ลองเปรียบเทียบหลายๆสายการบินแบบจริงๆจังๆ เพิ่งมาได้ทำก็รอบบนี้นี้ละ (หมายเหตุหน่อยตอนนี้เรื่องนี้อยู่เมืองไทยวุ่นวายสุดๆ แต่ก็นั่นแหละนะ บ้านเรายังไงก็ต้องกลับไปอยู่ดีละ) หลายรอบที่ผ่านมาเราใช้บริการ EVA, China Air, Cathay Pacific ทั้งสามสายการบินเราก็ว่ารับได้ ราคาก็ไม่ต่างกันมากนักขึ้นอยู่กับช่วงเวลา และโปรโมชั่นด้วย แต่รวมๆ Cathay ค่อนข้างจะดีกว่าอีวาแอร์และไชน่าอยู่พอควร ราคาก็แทบไม่ต่างอย่างที่บอก แถมบางจังหวะคาร์เธย์จะถูกกกว่าด้วยบางครั้ง บอกก่อนว่าเราใช้บริการชั้นประหยัดนี่แหละ ยังไม่วาสนานั่งคลาสแพงซะที เสียดายตังค์

Cathay เบาะจะนั่งสบายกว่าอีว่าและไชน่า และระยะห่างระหว่างแถวจะมากกว่าคือยืดแข้งยืดขาได้มากกว่า ทุกที่นั่งมีจอทีวีส่วนตัว มีหนังเยอะ เกมส์ เพลงโอเคเลยทีเดียว อาหารก็ใช้ได้แต่เราว่าอาหารทั้งสามสายก็ไม่ต่างกันเท่าไร บริการบนเครื่องอื่นๆไม่ต่างกันมากเช่นกัน ทั้งสามสายต้องต่อเครื่อง Cathay ต่อที่ฮ่องกง เวลาต่อเครื่องเดินไกลทีเดียว ไชน่ากับอีว่าต่อเครื่องที่ไทเป เราว่าอีว่าดีตรงที่ต่อเครื่องเดินไปอีกเกตไม่ไกลนัก แต่เราเบื่อทั้งสองสายตอนไฟลท์ยาวไม่มีจอส่วนตัว ต้องดูจอรวม ไม่รู้ตอนนี้ปรับปรุงรึยัง ราคารวมๆทั้งสามสายยู่ที่ประมาณหนึ่งพันเหรียญอันนี้ืคือไปกลับ ถ้าจังหวะดีๆอาจได้แปดหรือเก้าร้อย เวลาจองให้เช็คราคาหลายๆวัน เพราะบางทีเืล่อนขึ้นหรือลงแค่วันเดียวราคาต่างกันเป็นร้อยเหรียญก็มี อีกข้อดีของทั้งสามสายนี้คือมีเวลาตารางบินให้เลือกมากหน่อย ทั้งสามสายจะบินเกือบตรงข้ามแปซิฟิกตรงไปฮ่องกง หรือไทเป ที่เขียนตรงนี้ไม่ใช่อะไรเดิมทีเราคิดทุกสายก็คงบินรูทเดียวกันจริงๆแล้วไม่ใช่ ซึ่งตรงนี้มีผลต่อชั่วโมงบินโดยรวมด้วย รวมๆก็อยู่ช่วงสิบเก้าชั่วโมง

ก่อนจองตั๋วรอบนี้เราก็คิดถึงการบินไทยขึ้นมา แต่เรารู้อยู่แล้วว่าการบินไทยไม่มีบินมาซานฟรานซิสโกมีแต่บินไปแอลเอ แต่ก็ลอง แป็บ หาๆดูปรากฎว่าจากซานฟรานเราบินการบินไทยกลับกรุงเทพได้ แต่ต้องนั่งเครื่องยูไนเต็ดหรือเดลต้าไปลงที่แอลเอซึ่งเค้าร่วมกับการบินไทยแล้วนั่งการบินไทยตรงไปกรุงเทพเลย เราเองก็เกือบจองแล้ว เพราะตอนแรกก็ดูว่าเออนั่งจากซานฟรานไปแอลเอก็แป็ปเดียวเอง จากนั้นก็บินยาว ตอนแรกโทรไปถามการบินไทยที่แอลเอ ราคาแพงมากพันแปดพันเก้า พนักงานบอกจองกับเอเจนท์จะถูกกกว่ามาก เขาก็ให้เบอร์เอเจนท์สองเจ้าที่เป็นคนไทยอยู่ในแอลเอ ก็โทรไปถามเจ้าแรกแพงกว่าและบอกว่าต้องนอนค้างแอลเอเพราะต่อเครื่องไม่ทัน เราก็งงเพราะจริงๆเราหาในเว็ปไซต์ขายตั๋วอื่นๆก็ต่อเครื่องทันทั้งนั้น ก็ลองโทรไปอีกที่ชื่อสตาร์ทัวร์ ใส่ขื่อบริษัทให้เพราะเค้าพูดจาดีบริการดี เค้าบอกมีไฟลท์ต่อเครื่องทันเลยรอต่อเครื่องแค่สองชั่วโมงราคาอยู่ที่พันสองเกือบพันสามร้อยเหรียญ เราก็เอยังไงดี เพราะราคาก็แพงกว่าคาร์เธย์ซึ่งจองได้แค่พันหนึ่งกว่าๆ แต่เค้าก็ว่าการบินไทยบริการดีกว่า ก็เกือบจองแล้ว ปรากฎว่ามาเช็คกับแฟนเครื่องที่การบินไทยใช้ในไฟลท์ที่เราจะไปเป็นเครื่องเก่าไม่มีทีวีส่วนตัว บวกรวมชั่วโมงบินนานกว่าสายอื่นๆ เพราะบินขากแอลเอจะตัดลงไปทางใต้ของแปซิฟิกแล้วเข้ากรุงเทพซึ่งระยะทางยาวกว่า บวกการบินไทยเครื่องออกค่ำ ไปถึงกรุงเทพอีกวัน ขณะที่สายอื่นๆถงกรุงเทพประมาณห้าทุ่ม บวกเอเจนท์บอกต้องรีบจ่ายเพราะการบินไทยจะขึ้นราคาเดือนหน้า ตอนนี้เขาก็ขึ้นราคาแล้วจริงๆ

ตอนนั้นก็ยงไม่ปลงใจเลือกที่ไหน ก็หาตามเว็ปขายตั๋วใหญ่ๆหลายที่เช่น Expedia, vayama ก็มาเจออีกสายการบินที่ไม่ได้เคยคิดมาก่อนก็คือ Korean Air วันที่เรากำหนดโคเรียนแอร์จะราคาถูกที่สุดคืออยู่ที่ เก้าร้อยหกสิบเหรียญไปกลับ แล้วเราก็บินสองคนมันก็แบบว่าประหยัดไปเยอะทีเดียว แต่เราก็ไม่เคยใช้บริการมาก่่อนไม่รู้ดีป่าว และข้อเสียของการบินไปกลับกรุงเทพ ซานฟรานกับ Korean Air คือขาบินกลับจากกรุงเทพมาซานฟราน รอเปลี่ยนเครื่องนานมากๆ คือประมาณเก้า ถึงสิบชั่วโมง ทีเดียว บวกถ้าเปลี่ยนตั๋วหรือเลื่อนวันเดินทางต้องเสียคนละหนึ่งร้อยเหรียญ ในขณะที่สายการบินอื่นๆเช่น อีว่า ไชนา หรือการบินไทยจะไม่ชาร์ตตรงนี้ สำหรับ Korean Air สายการบินนี้ก็ชัดเจนจากซานฟรานไปต่อเครื่องที่โซล แล้วก็ไปกรุงเทพ ที่แฟนชอบคือชั่วโมงบินน้อยกว่าพวกที่บินไปฮ่องกง หรือไทเป เพราะสายนี้จะบินขึ้นไปทางใกล้ขั้วเหนือแล้วลงมาที่เกาหลี เพราะเกาหลีเค้าก็เป็นประเทศโซนบนๆอยู่แล้ว สายการบินอื่นๆเช่นเจแปน หรืออื่นๆที่บินจากซานฟรานไปต่อเครื่องที่โตเกียว ญี่ปุ่นจะใช้เส้นทางเดียวกัน คือบินขึ้นทางเหนือแล้วลงมานิดนึงจอดที่โซลหรือโตเกียว สองประเทศนี้มันใกล้กันจะตาย พวกสายพวกนี้จะใช้เวลาสั้นกว่าประมาณชั่วโมงกว่าๆ แต่เจแปน แอร์ไลน์ก็ราคาแพง แฟนเคยใช้บริการบอกดี แต่ประหยัดเงินไว้ดีกว่า

นอกจาก Korean Air หรือ Japan ก็มี United air กับ Delta ที่มีเที่ยวบินจากซานฟราน กรุงเทพ ทั้งสามสายต่อเครื่องที่นาริตะ โตเกียว ราคาของยูไนเต็ดกับเดลต้า จริงๆไม่แพงด้วยใกล้เคียงกับอีว่า ไชน่าเลย คือพันหนึ่ง พันสอง แต่เรากับแฟนบอกตรงๆเข็ดบริการของสายการบินอเมริกัน ไม่รู้สิสายอินเตอร์อาจจะดี แต่ในประเทศนี่ห่วยมาก เลยไม่อยากใช้ นอกจากนี้ก็มีฟิลิปปินส์ แต่มีแต่คนบอกว่าห่วยที่สุดแล้ว ก็ควรจะตัดอกไป ที่เหลือก็มีสายการบินอื่นๆที่ต้องต่อเครื่องสองต่อ เช่นสิงคโปร์ แอร์ไลน์ เดิมทีเราสนใจเพราะอย่างที่รู้ๆว่าเป็นหนึ่งในสุดยอสายการบิน แต่ว่าจากซานฟรานไปกรุงเทพ ต้องเปลี่ยนเครื่องที่สิงคโปร์หนึ่งรอบ แล้วก็มาเปลี่ยนที่อีกเมืองเราไม่รู้ว่าเป็นสนามบินในจีนหรือที่ไหน ดูแล้วก็ไม่ไหวต้องมาเปลี่ยนเยอะ แถมค่าตั๋วก็แพงด้วย ของอิมิเรตก็เช่นกันเปลี่ยนสอง สามรอบบวกค่าตั๋วแพงมัก มัก เมื่อไรจะรวยนะเราจะได้นั่งชั้นหรูๆ สบายๆซะที ก็บินกลับเมืองไทยทีนะนานเกือบยี่สิบชั่วโมง อีกอย่างที่ควรเช็คคือหลายๆสายการบอนก็จะโฆษณาว่าหรูเลิศ แต่จองแล้วบางทีเครื่องรุ่นที่เราบินอาจไม่มีอะไรเลย หรือเก่าตกรุ่น ดูโฆษณาบอกมีจอส่วนตัวเก้าอี้นั่งสบายเอาจริงได้เครื่องรุ่นเก่า ก็ต้องแอบเซ็งเพราะผิดหวัง

ยังไงใครกำลังดูๆเรื่องตั๋วอยู่แนะนำให้ดูไว้เนิ่น เปรียบเทียบหลายเว็ป หลายสาย แล้วก็หลายๆวันถ้ามีทางเลือก ก็จะประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้พอสมควร ยิ่งโลกเรามันยุ่งวุ่นวายเข้าไปทุกวันเงินทองก็หายากเข้าไปทุกที เอหรือโลกมันจะใกล้จะแตกแล้วก็ไม่รู้นิ

นักเรียนไทยในอเมริกาโดนจับฐานไม่เข้าเรียน แอบทำงาน

plew April 5th, 2010


Save up to 90% with Rebtel for International Calls

จริงรู้เรื่องนี้มาพักหนึ่งแต่พึ่งได้อ่านด้วยตัวเองเลยขออนุญาตมาแปะไว้เผื่อเพื่อนๆบางคนยังไม่ได้อ่าน
เผยนาทีระทึก “นศ.ไทยในฟลอริด้า” ถูกปืนเรเซอร์จ่อหัว! ฐานไม่เข้าเรียนให้ครบตามเกณฑ์วีซ่า

รายงานโดย อรสา ศรีสุขเสริม ผู้สื่อข่าวพิเศษมติชน จากฟลอริดา สหรัฐฯ

จากกรณีที่สำนักงานสอบสวน ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ไอซีอี.) ประจำสำนักงานเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา (Immigration and Customs Enforcement: ICE) เข้าจับนักเรียนไทยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ จำนวน 52 คน เป็นชาย 24 คน หญิง 28 คน ทั้งหมดถูกตั้งข้อหา กระทำผิดสถานะของวีซ่านักเรียนเอฟ วัน ( F-1) ซึ่งเรียกว่า วีซ่า ไวโอเลชั่น (Visa violation) ใน 3 กรณีแตกต่างกันไปแต่ละคน

กรณีที่ 1 นักเรียนไม่เข้าเรียนให้ครบ 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตามเงื่อนไขผู้ที่ถือวีซ่าเอฟ วัน ต้องเข้าเรียนเต็มเวลาสม่ำเสมอ กรณีที่ 2 ไม่อนุญาตให้นักเรียนทำงาน และกรณีที่ 3 นักเรียนอยู่ในประเทศเกินกว่าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้การอนุญาตไว้ เรียกว่า โอเวอร์สเตย์ (overstayed ) โดยทางการสหรัฐเรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่าเป็น “การทลายการฉ้อฉลของโรงเรียนและนักเรียนครั้งใหญ่ที่สุด”

การจับกุมครั้งนี้ นอกจากมีนักเรียนไทยแล้ว ยังมีนักเรียนต่างชาติอื่นๆ เช่น ญึ่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย ตุรกี โคลัมเบีย สาธารณรัฐโดมินิกัน เตอร์กมินิสถาน คาร์กีซสถาน ฮอนดูรัส ซีเรีย เวเนซูเอลา และบราซิล อีกกว่า 50 คน ถูกจับกุมเช่นกัน ล้วนเป็นนักเรียนที่มีรายชื่อลงทะเบียนเรียนที่สถาบันสอนภาษาอังกฤษ ชื่อ “ฟลอริด้า แลงเควจ อินสทิทิวท์” (Florida Language Institute) คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ “โรงเรียนสีชมพู” เนื่องจากตัวอาคารทาสีชมพู และเก็บค่าเล่าเรียนถูกกว่าที่อื่น คิดราคา คอร์สละ 3 เดือน 1,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 32,000 บาท) ขณะนี้โรงเรียนดังกล่าวได้ถูกสั่งปิดกิจการและเจ้าของโรงเรียนถูกทางการสหรัฐดำเนินคดี ตั้งข้อหาไม่ปฏิบัติตามระเบียบของสถาบันการศึกษา ฉ้อโกงรัฐ เป็นจำนวนเงินกว่า 2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยให้นักเรียนลงทะเบียนเพื่อรักษาสถานภาพ และยินยอมให้นักเรียนเซ็นชื่อเข้าเรียนโดยไม่ต้องเข้าเรียนจริงได้

ความคืบหน้าล่าสุด นักเรียนไทยทั้งหมดที่ถูกจับกุมได้ถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่สถานกักกัน ชื่อ บราเวิร์ด ทรานซิชั่นแนล เซ็นเตอร์ (Broward Transitional Center) เมืองปอมปาโน่ บีช รัฐฟลอริดา ถึงปัจจุบันทั้งหมดยังไม่ได้รับการประกันตัวแต่อย่างใด และมีนักเรียนบางส่วนที่มีรายชื่อลงทะเบียนเรียนอยู่ในโรงเรียนดังกล่าว แต่ยังอยู่ในระหว่างติดตามเพื่อจับกุมตัวได้เดินทางกลับประเทศแล้วกว่า 15 คน ซึ่งนักเรียนกลุ่มนี้ไม่ได้ถูกตั้งข้อหาและได้แจ้งความจำนงผ่านสถานทูต ด้วยเกรงว่าหากถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐตรวจพบอาจถูกจับไปควบคุมตัวเช่นเดียวกับนักเรียนที่โดนจับกุมก่อนหน้า และขณะนี้ยังมีผู้แจ้งความจำนงขอกลับประเทศไทยและขอคำแนะนำมายังสถานทูต เพื่อให้ข้อมูลในกรณีนี้โดยเฉพาะอยู่เป็นจำนวนมาก

นางภัทราวรรณ เวชศาสตร์ อัครราชทูตที่ปรึกษา ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ให้สัมภาษณ์ว่า สถานทูตไทยได้รับข้อมูลเรื่องการบุกจับนักเรียนจาก นางกัญญา มูลศิริ นายกสมาคมไทย-อเมริกันแห่งฟลอริด้าภาคใต้ จึงมายังเมืองไมอามี พร้อมคณะเจ้าหน้าสถานทูตไทย เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือแก่นักเรียนไทย เนื่องจากการจับกุมครั้งนี้เป็นการจับกุมโดยความร่วมมือระหว่างกองตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐและกระทรวงความมั่นคงภายใน (Department of Homeland Security) ซึ่งได้ติดตามสืบสวนสอบสวนตามรายชื่อนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนในโรงเรียนดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว

อัครราชทูตที่ปรึกษา กล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือนักเรียนไทยที่ถูกจับกุมตัวว่า ขณะนี้ถูกตั้งข้อหาคนละ 2-3 ข้อหาแตกต่างกันไป และหลายคนได้ติดต่อทนายความเพื่อเป็นตัวแทนในการดำเนินการทางศาลแล้ว โดยสถานทูตได้เข้ามาให้ข้อมูลด้านการติดต่อและพิจารณาคัดเลือกทนายความ ซึ่งสถานทูตได้นำรายชื่อทนายความที่ว่าความให้ฟรีหรือคิดค่าบริการในราคาไม่แพงมาให้กับนักเรียน ขณะเดียวกันญาติและผู้เกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียนบางคนก็ได้ดำเนินการว่าจ้างทนายความไว้ให้กับนักเรียนแล้ว ซึ่งขณะนี้รอเพียงการขอประกันตัวและเข้าพบผู้พิพากษาเพื่อรับการพิจารณาคดีเป็นรายบุคคล คาดว่าคงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง

ขั้นแรกนี้นางภัทราวรรณ กล่าวว่า สถานทูตได้ให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินการทางศาลกับนักเรียนไทยว่า มีสองทางเลือกที่นักเรียนจะพิจารณาตัดสินใจด้วยตัวเองว่า ทางเลือกหนึ่ง จะเซ็นเอกสารยอมรับผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งถ้ายินยอมเซ็นรับผิด ทนายความก็จะส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาอนุมัติและส่งตัวกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุดโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับ แต่จะไม่สามารถกลับเข้ามาสหรัฐอีกเป็นเวลาสิบปี

อีกทางเลือก จะต่อสู้คดีหรือไม่ แบ่งเป็น 3 กรณี หนึ่ง หากนักเรียนมีเอกสารหลักฐานการเข้าเรียนตามเกณฑ์ที่วีซ่าเอฟ วันกำหนด ประกอบกับเป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้กับชุมชน เป็นผู้มีความประพฤติดี มีเอกสารรับรองจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียนมานำเสนอต่อศาล ก็จะได้รับการยกเลิกข้อกล่าวหา สอง หากต่อสู้คดีและมีความผิด สามารถแจ้งความจำนงขอกลับประเทศไทยโดยสมัครใจ ซึ่งนักเรียนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางเอง กรณีนี้นักเรียนอาจไม่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้ามาสหรัฐเป็นเวลา 3-10 ปี ขึ้นอยู่กับข้อกล่าวหาที่ได้รับ และสาม หากต่อสู้คดีและศาลตัดสินว่ามีความผิด จะถูกบังคับกลับ (Orderly Deportation) ซึ่งศาลจะออกค่าใช้จ่ายให้ แต่จะไม่ได้รับอนุมัติวีซ่าให้กลับเข้ามาสหรัฐ เป็นเวลา 10 ปีเช่นกัน ทั้งนี้นักเรียนไทยยื่นความจำนงขอต่อสู้คดีเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเห็นว่า ยังพอมีหลักฐานนำเสนอเพื่อแก้กล่าวหา

นางภัทราวรรณ กล่าวต่อไปว่า ก่อนหน้านี้สถานทูตได้เดินทางมาเยี่ยมเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักเรียน และช่วยเหลือดูแลขอความร่วมมือกับทางการสหรัฐในเรื่องสถานที่กักกันให้อยู่ในสภาพดี พบว่า สถานกักกันมีสภาพสะอาดเรียบร้อย จัดแบ่งสถานที่พักแยกระหว่างหญิง-ชาย ที่พักหญิงแบ่งเป็นห้องละ 5 คน ชายห้องละ 6-8 คน แต่ละห้องมีโทรทัศน์ เครื่องเล่นซีดี ภายในบริเวณสถานกักกันมีสนามกีฬาเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ อาทิ บาสเก็ตบอล ฟุตบอล วอลเลย์บอล ฯลฯ มีห้องสวดมนต์สำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลาม มีอาหารให้บริการ 3 มื้อ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรจะได้รับ

“นอกจากนี้ ทางสถานฑูตยังได้เจรจาขอให้สถานกักกันจัดหาอาหารไทยเพื่อให้บริการแก่นักเรียนไทยในบางมื้อด้วย โดยมีนักเรียนไทยบางคนขออาสาสมัครเข้าไปเป็นพ่อครัว ปรุงอาหารไทยให้เพื่อนๆในสถานกักกันได้รับประทาน เพื่อเป็นการ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ไม่ฟุ้งซ่าน” นางภัทราวรรณ กล่าว

อัครราชทูตที่ปรึกษา กล่าวด้วยว่า ในการประสานขอความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สหรัฐครั้งนี้ ทางการไทยไม่สามารถแทรกแซงทางการเมืองได้ ตามสนธิสัญญาเวียนนา ว่าด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากมีญาติและผู้เกี่ยวข้องกับนักเรียนขอร้องให้สถานทูตเจรจาขอลดหย่อนผ่อนโทษให้กับนักเรียน ผู้กระทำความผิด แต่เนื่องจากข้อกล่าวหาที่นักเรียนไทยได้รับนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายอย่างชัดเจน สถานฑูตจึงทำได้เพียงขอความร่วมมือให้เจ้าหน้าที่สหรัฐ ตรวจสอบเอกสารของนักเรียนแต่ละคนอย่างเร่งด่วนเพื่อให้การดำเนินการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด ด้วยไม่ต้องการให้นักเรียนไทยต้องถูกกักตัวอยู่เป็นเวลานาน

สำหรับกฎระเบียบการเข้าเยี่ยมนักเรียนในสถานกักกันนั้น จากการสอบถามนางกัญญา มูลศิริ นายกสมาคมไทย-อเมริกันแห่งฟลอริด้าภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้จะเข้าเยี่ยมนักเรียนต้องโทรศัพท์ นัดหมายเวลาจากนักเรียน โดยโทรศัพท์ฝากข้อความ ชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ไว้ที่เบอร์ของสถานกักกัน เมื่อนักเรียนได้รับข้อความขอนัดพบแล้วจะโทรกลับเพี่อยืนยันการเข้าพบอีกครั้ง ระเบียบการเข้าพบทำได้กลุ่มๆละ 2-3 คน ครั้งละ 45 นาที โดย วันเสาร์เปิดให้เข้าเยี่ยมนักเรียนหญิง ส่วนวันอาทิตย์ให้เข้าเยี่ยมนักเรียนชาย ห้ามนำสิ่งของเครื่องใช้เข้าไปให้ผู้ถูกกักกัน ทุกคนจะต้องสวมชุดสีเทาเหมือนกัน

นางกัญญา กล่าวต่อว่า สมาคมไทย-อเมริกันแห่งฟลอริด้าภาคใต้ ได้รวบรวมเงินเพื่อให้ผู้ถูกกักกันไว้ใช้ในเบื้องต้น จำนวนคนละ 20 ดอลล่าร์สหรัฐ โดยใส่เงินไว้ในบัตรมันนี่ ออร์เดอร์ (Money Order) ซึ่งผู้ถูกกักกันสามารถกดเงินใช้ได้เฉพาะในวันพุธ ครั้งละ 50 ดอลล่าร์ต่อสัปดาห์เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานอื่นร่วมให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นด้วย อาทิ นางมาเรีย ดี.ซาลิโอล (Maria D.Sariol) กงสุลกิตติมศักดิ์ ,ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในฟลอริด้าภาคใต้ ฯลฯ รวมถึงความช่วยเหลือจากสมาคม Asian – American Federation of Florida ซึ่งมีสมาชิกกว่า 60 สมาคมย่อยๆ อาทิ สมาคมจากเวียดนาม จีน เกาหลี พม่า อินโดนีเซีย ได้พิจารณาเสนอให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย โดยเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านคำแนะนำปรึกษาแบบเป็นหมู่คณะ

ด้านสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำประเทศสหรัฐอเมริกา และสถานกงสุลไทย ได้มีหนังสือแจ้งเตือนใปยังกลุ่มนักเรียน นักศึกษาไทย เรื่อง ขอให้ระมัดระวังตรวจสอบสถานะการพำนักในสหรัฐฯ ระบุว่า ตามที่นักเรียนไทย 52 คนที่เคยลงทะเบียนเรียน หรือกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนสอนภาษา Florida Language Institute มลรัฐฟลอริด้า ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ควบคุมตัวในข้อหาเกี่ยวกับการเข้าเมือง คือ ไม่เข้าเรียนเต็มเวลาตามประเภทวีซ่านักเรียน เอฟ1 (F1) หรือทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือพำนักอยู่ในสหรัฐฯเกินกำหนดเวลาที่อนุญาต และโรงเรียนดังกล่าวถูกปิดไปแล้วนั้น สถานกลสุลใหญ่ฯ ขอให้นักเรียนไทยระมัดระวังหมั่นตรวจสอบสถานะการพำนักในสหรัฐฯของตนเอง และปฏิบัติตามเงื่อนไขของสถานะวีซ่าอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องต่างๆ ตามคำเตือนและเงื่อนไขของทางการสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น ถูกจับกุมคุมขัง หรือส่งตัวออกนอกประเทศ

นายรวมพล ไตรสารศีร อายุ 35 ปี อาชีพเชฟอาหารญี่ปุ่น ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่ภรรยาถูกจับกุมตัวไปต่อหน้าต่อตาลูกชายวัยขวบเศษว่า ตนเตรียมตัวจะเดินทางไปแอตแลนต้า โดยขับรถไปที่ออแรนโดแล้วจะขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวนิวยอร์คต่อ ซึ่งมีแผนจะไปรับแม่ของภรรยาที่จะเดินทางมาจากประเทศไทยที่นั่น ในระหว่างเส้นทางตนได้จอดพัก ณ จุดพักรถเพื่อเข้าห้องน้ำ ขณะกำลังเดินมาที่รถมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายเดินมาประกบ เมื่อมองไปที่รถก็เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสองนายยืนประกบอยู่ข้างรถที่มีภรรยาและลูกชายนั่งอยู่ แล้วเจ้าหน้าที่ก็ถามตนว่าเป็นใคร ชื่ออะไร มีบัตรอะไรมาแสดงตัวบ้าง พร้อมทั้งแจ้งว่ามาตามหาคนชื่อนี้ เอ่ยชื่อภรรยาแล้วถามตนว่า รู้จักหรือไม่ หลังจากนั้นภรรยาก็ถูกควบคุมตัวไปในรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อพาตัวไปค้นหลักฐานการลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียนดังกล่าว ตนขับรถพาลูกตามรถตำรวจไปจนถึงบ้าน เจ้าหน้าที่ก็ให้ตนรอข้างนอกและให้ภรรยาพาเข้าไปรื้อเอกสารโดยไม่ยอมปลดกุญแจมือ แล้วในที่สุดภรรยาตนก็ถูกนำตัวไปยังสถานกักกันของ จนขณะนี้ก็ยังไม่ได้ปล่อยตัวออกมา และยังไม่ให้ประกันตัวใดๆทั้งสิ้น ทั้งๆที่จับตัวภรรยาผมไปเป็นรายแรกตั้งแต่วันที่26 กุมภาพันธ์แล้ว ตอนนี้ลูกผมก็ร้องหาแม่ทุกวันเลย

นายกฤษณ์พล ชัยสวัสดิ์ เพื่อนของผู้ที่ถูกจับกุมตัวไปโดยเจ้าหน้าที่ ไอซ์ กล่าวว่า เพื่อนของตนถูกจับกุมตัวไปจากบ้านพร้อมกัน 4 คน โดยเจ้าหน้าที่บุกมาที่บ้านกว่าสิบคน เข้าดำเนินการจับกุมด้วยวิธีค่อนข้างรุนแรงคือเอาปืนที่มีเรเซอร์จ่อหัว จับใส่กุญแจมือ เมื่อตรวจหลักฐานแล้วพบว่าเป็นนักเรียนที่ลงทะเบียนในโรงเรียนนี้ก็จับตัวขึ้นรถไป โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาจะพาไปที่ไหน แต่เนื่องจากเพื่อนๆผมโดนจับเป็นกลุ่มก็ไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไหร่ เพราะเมื่อผมไปเยี่ยมหลังจากที่รู้ว่าเขาเอาตัวไปไว้ที่ปอมปาโน บีช ก็เห็นว่าพวกเพื่อนๆกำลังใจดีมาก ที่น่าสงสารก็เห็นจะเป็นคนที่ไม่มีเพื่อนหรือญาติเลย อาจจะเพิ่งมาจากเมืองไทยและเลือกเรียนที่โรงเรียนนี้ ยังไม่รู้จักใครเท่าไหร่ เมื่อเข้าไปอยู่ในสถานกักกันเลยต้องโดนไปนอนห้องเดียวกับคนชาติอื่นๆ

นางสาวรัชฎาภรณ์ สมัครกิจ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเพื่อนซึ่งถูกจับกุม ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในสถานกักกันว่า เพื่อนของตนเลือกเรียนที่นี่เพราะปัจจัยหลักคือราคาถูก ซึ่งเพื่อนก็เข้าเรียนตลอด ขณะนี้ได้รับจดหมายตอบรับให้เข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยหลายแห่งแล้ว เพราะสามารถสอบโทเฟล (TOEFL)ผ่านแล้ว แต่ก็ต้องมาถูกจับกุมตามรายชื่อที่เจ้าหน้าที่ได้มาจากโรงเรียน ตนไม่เข้าใจว่า ทำไมเด็กนักเรียนกลายเป็นคนผิด เพราะความจริงแล้วโรงเรียนสามารถออกใบ ไอ ทเวนตี้(I-20)ให้เด็กนักเรียนได้ ซึ่งเท่ากับทางการได้ตรวจสอบมาตรฐานของโรงเรียนแล้ว

“ขณะนี้เพื่อนกำลังติดต่อทนาย ซึ่งทนายก็บอกว่ามีเปอร์เซ็นต์ที่จะพ้นข้อกล่าวหา เพราะเพื่อนมีความตั้งใจที่จะเรียนจริง มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ว่าพยายามเรียนและสอบเพื่อสมัครเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโทในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ไม่ใช่เรียนแต่ภาษาอยู่ 2-3 ปีแล้วยังไม่พัฒนาไปถึงไหน มัวทำอะไรอยู่ ตอนนี้เพื่อนรู้จากทนายแล้วว่ามีโอกาสรอด กำลังใจเขาก็ดีขึ้น แต่เขาก็ถามว่าเมื่อไหร่เขาจะได้ออกจากสถานกักกัน เพราะทนายบอกว่า เจ้าหน้าที่มีสิทธิกักตัวไว้ได้ถึง 180 วัน”นางสาวรัชฏาภรณ์ กล่าว

นายเอ (นามสมมุติ) นักเรียนไทยผู้หนึ่งซึ่งลงทะเบียนเรียนในโรงเรียนที่ถูกสั่งปิดดังกล่าว เป็นคนหนึ่งที่ทางการสหรัฐติดตามจับกุมอยู่ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนจบปริญญาตรีมาจากมหาวิทยาลัยเอกชนมีชื่อแห่งหนึ่ง ลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียนนี้มาแล้วสองรอบ รอบแรกเมื่อปี 2007 แล้วจึงเดินทางกลับประเทศไทย หลังจากนั้นเดินทางกลับมาสหรัฐอีกครั้งเมื่อต้นปี 2010 จึงลงเรียนเป็นรอบที่สอง ซึ่งโรงเรียนก็ออกใบ ไอ- ทเวนตี้ (I-20)ให้ ตนก็ไม่เคยไปเรียน ไม่เคยไปเช็คชื่อ ได้แต่ไปสอบตอนกลางภาค และปลายภาค ข้อสอบก็ง่ายๆ ทั้งโรงเรียนตนเคยเห็นครูอยู่ 2-3 คน ที่ว่าโรงเรียนนี้มีนักเรียน 500-600 คน ตนคิดว่าไม่น่าจะถึงหรอก แต่ตนก็ไม่ทราบเพราะในหนึ่งเทอมตนไปโรงเรียนแค่สองครั้งเท่านั้น

“ผมคิดว่าเด็กนักเรียนไทยที่มาลงทะเบียนเรียนที่นี่ ก็เพื่อจะได้ทำงาน ไม่ได้ตั้งใจจะเรียนอะไรจริงจัง เพราะส่วนใหญ่ก็ย้ายมาจากโรงเรียนอื่น พอรู้ว่าที่นี่ราคาไม่แพงและไม่เช็คชื่อก็แนะนำกันมาลงเรียนที่นี่จะได้มีเวลาทำงานหาเงินได้อย่างเต็มที่ เด็กที่ลงเรียนอย่างพวกผมก็พยายามจะทำให้ถูกกฎหมาย โดยแจ้งความประสงค์ในการเข้าประเทศว่าจะมาเรียน และโรงเรียนนี้ก็ทำให้พวกผมอยู่ได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งผมว่าไม่ยุติธรรมเพราะพวกผมพยายามจะทำให้ถูกต้องตามกฎหมายกลับถูกไล่จับ แต่พวกที่โดดเรือมากลับไม่ถูกจับ” นายเอกล่าว

เมื่อถามถึงการใช้ชีวิตหลังจากเกิดกรณีกวาดจับนักเรียนที่กระทำผิดสถานะของวีซ่า เอฟ-วัน นายเอ กล่าวว่า ตนก็คงไม่หนีไปไหน เพราะตอนนี้ย้ายบ้านจากที่เคยแจ้งไว้กับโรงเรียนแล้ว ตอนนี้มีเพื่อนร่วมชะตากรรมหลายสิบคน แต่ละคนก็พยายามหาทางออกเพื่อจะได้อยู่ต่อ ซึ่งก็ติดต่อทนายเพื่อขอคำปรึกษาไว้บ้างแล้วแต่ถ้าจะถูกจับกุมและส่งกลับประเทศก็ยินยอม แล้วคงจะค่อยๆ หาทางกลับเข้ามาใหม่

ข้อมูลจากมติชน http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1269941655&grpid=&catid=02

Save up to 90% with Rebtel for International Calls

โทรกลับเมืองไทยถูกและสะดวกมากๆ: Cheap Calls to Thailand

plew April 3rd, 2010


Save up to 90% with Rebtel for International Calls

วันนี้มาเขียนเรื่องโทรศัพท์จากต่างประเทศกลับเมืองไทย ที่มาเขียนเรื่องนี้เพราะสองอาทิตย์ก่อนเพื่อนที่อยู่อังกฤษซึ่งก็คุยกันประจำอยู่แล้วแนะนำบริการโทรศัพท์ทางไกลต่างประเทศแบบถูกและสะดวกมากๆมาให้ คือ Rebtel.com Cheap International Calls with Rebtel - Save up to 90%Use Rebtel instantly to save money on long distance calling!

เราก็เออฟังดูน่าสนใจเพราะปกติเราเองใช้ Skype เวลาโทรกลับบ้านซึ่งต้องต่อคุยทางคอมพิวเตอร์แล้วก็เสียนาทีละเกือบ $0.25 โทรคุยกับเพื่อนบางทีหมดไปเลยสิบเหรียญ ก็เลยคิดว่าเออลองตัวนี้ดูสิเพราะยังไงเขาก็ให้ทดลองใ้ฟรีก่อนอยู่แล้ว เราก็เลยเข้าไปทดลองตามลิงค์ที่เพื่อนส่งมา เพราะถ้าเราคลิกจากลิงค์ที่เพื่อนส่งมาให้เพื่อนจะได้ค่าแนะนำโทรฟรีสิบเหรียญถ้าเราแอดเงินกับบริษัท เราลองโทรฟรีก่อนใช้งานก็ไม่ยากเริ่มแรกก็ลงทะเบียน user password อะไรปกติแล้วเขาจะให้เรากรอกว่าเบอร์อะไรที่เราจะในการโทรออกเพราะเขาจะได้แปลงเบอร์ที่เราจะโทรไปให้เป็นรหัสพื้นที่เดียวกัน
เราก็ใส่เบอร์มือถือเราไป เสร็จแล้วเราก็กรอกเบอร์ที่เมืองไทยที่เราจะโทรไปก็ใส่รหัสให้ครบ เขาจะมีช่องให้ใส่ชื่อหรือรายละเอียดของคนที่เราจะโทรไปหาเหมือน address book พอใส่เบอร์เมืองไทยแป๊ปเดียวเว็ปก็แปลงเบอร์เมืองไทยให้เป็นเบอร์ซานฟรานเลย แล้วก็บอกว่าต่อไปนี้ถ้าต้องการโทรหาคนนี้ที่เมืองไทยก็กดเบอร์นี้ได้เลยเป็นเบอร์ประจำ เออดีแฮะเราก็กดเมมไว้ในมือเราเลยเหมือนบันทึกเบอร์ปกติเลย แล้วก็กดโทรออกจากมือถือ แรกเลยจะมีเสียงที่ต่างจากการโทรในท้องที่ปกติคือขอกว่าเรากำลังโอนสายให้คุณหลังจากนั้นคือเร็วมากวินาทีได้ก็เหมือนรอสายทั่วไปคือแม่เราก็รับสายคุยกันแม่บอกเสียงชัดดี เราก็เลยเออดีแฮะเพราะแปลว่ายังงี้เราจะอยู่ข้างนอกอะไรที่ไหนเราก็โทรหาแม่ได้ไม่ต้องกลับบ้านมาโทรจากคอมเหมือนเคย จริงแล้วSkypeก็ดีและโทรคอมกับคอมฟรีด้วยซ้ำแต่ว่าแม่เรานั้นใช้คอมไม่เป็นปกติถ้าน้องชายอยู่ก็จะต่อให้แม่ แต่ตอนนี้น้องไม่ค่อยอยู่บ้านเราก็ต้องโทรเข้าโทรศัพท์บ้านซึ่งมันไม่ฟรีเหมือนคอมกับคอม

ดูแล้วว่าโอเคเราเลยตัดสินใจเติมเงินเลยเติมไปสิบเหรียญเพราะเป็นขั้นต่ำก็เลือกได้สิบหรือยี่สิบห้า เติมเงินก็ง่ายใช้บัตรเครดิต หรือ paypal ก็ได้เติมเสร็จเขาก็จะส่งใบเสร็จยืนยันมาให้ทางอีเมล์ และในบัญชีของเราก็จะมีรายละเอียดเงินคงเหลือ และรายละเอียดการโทรว่าโทรไปไหนก็นาที นาทีละเท่าไร รวมเป็นเงินเท่าไร โทรกลับเมืองไทยอยู่ที่แค่$0.08 ซึ่งถูกมากๆเลย แต่ที่เราชอบคือความสะดวกมากกว่าบัตรโทรอื่นๆอาจราคาใกล้เคียงแต่เราว่ามันไม่สะดวกเพราะต้องกดรหัสและก็ต้องซื้อบัตร เคยมีบัตรโทรศัพท์ไทยเจ้าหนึ่งมาลองให้เราโทรฟรี แบบว่าสัญญาณห่วยมากๆขาดๆหายๆตลอด ยุ่งยากต้องโทรเข้าศูนย์ก่อนแล้วก็กดรหัสตาม บางทีโทรเข้าศูนย์ก็ไม่ได้เลย Skypeดีกว่าอีก แต่ว่าเสียที่ต้องโทรจากคอม พอเติมเงินเราก็แอดเบอร์เพื่อน เบอร์ญาติเพิ่มไปอีกแล้วก็แมมไว้ในมือถือเลย เพราะมันแปลงเป็นเบอร์ซานรานหมดแล้ว ตอนนี้จะโทรหาใครก็กดโทรง่ายๆ แถมทางเว็ปจะส่งไฟล์เบอร์ใหม่ที่เราแอดมาให้ทางเมล์พอกดดาวโหลดไฟล์ที่แนบมามันจะตรงเข้าไปใน address bookในคอมเราเลยพร้อมกรอกรายละเอรียดชื่อ เบอร์ตามที่เราให้ไว้กับทางเว็ปไซต์ เราแค่กดเซฟก็เสร็จเลย ดังนั้นเลยอยากแนะนำเพื่อนที่ต้องใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้ลองดู เพราะไม่ใช้แค่อเมริกา ไทย แต่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลก

Save up to 90% with Rebtel for International Calls

เรียนปริญญาโทในอเมริกายากง่ายแค่ไหน

plew January 31st, 2010



เรียนต่อในอเมริกายาหรือง่ายขนาดไหน เคยเล่าเรื่องนี้ไปคร่าวๆตอนที่ตัวเองเปิดเทอมใหม่ตอนนี้ผ่านมาหนึ่งเทอมขึ้นเทอมที่สองแล้วสำหรับการเรียนต่อปริญญาโทในเอมริกา ท้าวความนิดแล้วกันสำหรับคนที่อาจเพิ่งเข้ามาอ่านเราเองเรียนปริญยาโทอยู่ที่ San Francisco State University ในด้าน Instructional Technology ซึ่งคดว่าจะจบในสามเทมอเพราะอัดไปเทอมละสี่ตัว จบเร็วๆจะได้มาห่งานทำเป็นเรื่องเป็นราวซะที

มาว่ากันเรื่องความยากง่ายในการเรียนดีกว่า เทอมที่ผ่านมาเราได้ A ทุกวิชาเกรดเฉลี่ย 4.00 เต็ม โอแม่เจ้าเกิดมาเรียนมาก็เยอะคือจนแก่ขนาดนี้ไม่เคยที่ได้เต็มขนาดนี้ แบบเอทุกวิชาเนี่ยไม่เคยจริงๆ ทั้งๆที่เราก็เป็นเด็กที่ค่อนข้างตั้งใจเรียน เรียนโอเคในระดับหนึ่ง แต่ในเมืองไทยเอทุกวิชาหรือ แทบจะเป็นไปไม่ได้ ก็หรูจะแย่ เนี่ยอะไรเนี่ย งงมากๆ แต่ตอนนี้หายงงแล้ว เพราะจริงๆจะบอกว่าไม่ได้เก่งอะไรเลย ธรรมดามากๆ เพียงแต่หลักเกณฑ์ การให้เกรดของที่นี่อาจจะเฉพาะแค่ยูที่เราเรียน ยูอื่นเราไม่แน่ใจมันไม่ได้เหมือนกับบ้านเรา ที่นี่สาขาที่เราเรียนคนได้เอในแต่ละวิชาเยอะคือจริงๆแล้ว ถ้าเข้าเรียนครบ ส่งงานครบตามกำหนดเวลา ได้มาตรฐานที่เขากำหนด ให้ความร่วมมือคือเดินตามเส้นทางไม่นอกลู่นอกทางแล้วละก็ส่วนมากจะเอกันทั้งนั้น เขาไม่ได้มาเน้นมากว่าใครทำดีกว่าใครมากมาย ใครไอเดียกระฉูดหรือมาตรฐานดูแล้วสูงกว่าไม่ใช่ คือที่ผ่านมายกตัวอย่างเช่นเราเรียนการผลิตและตัดต่อวิดิโอ คืองานออกมาจะเห็นเลยว่าบางคนดีกว่าบางคนอย่างชัดเจน แต่สุดท้ายได้เกรดเท่ากันเพราะส่งงานครบเหมือนกัน มาเรียนครบเหมือนกัน บางคนงานโปรเจคออกมาดีมากกว่าคนอื่นแต่ไม่ค่อยมาเรียนส่งงานสาย ไม่ค่อยร่วมมือก็ไม่ได้เอ ทั้งๆที่จริงๆทักษะดีกว่า ตอนแรกที่เราเริ่มเรียนเราตั้งใจทำงานหนักมาก เพราะอยากให้งานออกมาดีดีกว่ามาตรฐาน แต่สุดท้ายตอนนี้ก็เเริ่มเนื่อยๆเพราะทำดีกว่าเขาก็ได้เอเท่ากันอยู่ดีแหละ จริงๆทำดีดีแล้วมันได้กับตัวเราเองเกรดไม่ใช่จุดหลักใหญ่ ตอนแรกเราก็ทำใจไม่ค่อยได้นิดนึงที่คนที่ทำงานออกมาดูชัดเจนว่าด้อยกว่าเราแต่ได้เกรดเท่ากัน แต่ตอนนี้ชินซะแล้ว

เพราะที่นี่เขามองเรื่องความตั้งใจที่จะเรียนมากกว่าความเก่งที่มีติดตัวมาก่อนหรือพวกพรสวรรค์ คือไม่เก่งแต่พยายาม ตั้งใจก็ได้เกรดดี เราเองเทอมที่ผ่านมาส่งงานตรงตามเวลาส่งก่อนด้วยซ้ำ มาเรียนทุกครั้งไม่เคยขาด ไม่เคยสาย ทำงานมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดด้วย ยอมรับว่างานเยอะมาก เหมือนจะได้เกรดง่ายๆแต่การที่ลงเรียนสี่ตัวและทำงาน บวกอ่านหนังสือตามเวลาที่กำหนด หนักเอาการคือมันไม่ถึงกับไม่มีเวลากิน นอน เพียงแต่อาจไม่มีเวลาเที่ยวหรือทำอะไรไร้สาระมากนัก จริงๆเทอมละสามตัวจะกำลังดีสบายๆ ตรงนี้จะต่างกับการเรียนการสอนในบ้านเรา ตัวเรางเองจบโทมาก่อนแล้วจากมหาวิทลัยปิดของรัฐแห่งหนึ่ง การได้เอยากคือคนได้เอน้อยมาก คืออาจารย์จะมองที่ตัวงานที่ส่งจริงๆถึงจะตั้งใจทุ่มเทแต่งานออกมาไม่ดีก็ไม่มีสิทธิได้เอ คือขยันแต่ไม่ค่อยฉลาดจะไม่ค่อยเข้าตากรรมการคืออาจารย์ในเมืองไทย บวกอาจารย์ในเมืองไทย เอาเป็นว่ามหาวิทย่ลัยที่เราเรียน ซึ่งถือว่าเป็นระดับต้นๆของประเทศ อาจารย์แบบไม่ค่อยจะแคร์หรือให้กำลังใจนักศึกษาเท่าไร เน้นโหดซะมากกว่า เวลาให้นักศึกษาก็ไม่ค่อยมีเพราะทำงานนอกซะมากมมาย เรื่องความเป็นกันเองหายาก บางคนก็ดีแต่ส่วนมากไม่ค่อย คือระยะห่างของความเป็นนักเรียน กับอาจารย?ในเมืองไทยมันสูง ตอนเราเรียนโทเมืองไทยกว่าจะได้เอคือยากจริงๆบางวิชาว่าทำดีแล้วตอบดีแล้วยังไม่ได้เลย

แต่ที่นี่ตรงข้าม อาจารย?จะเป็นกันเองมาก ทุ่มเท เตรียมการสอนดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่มองว่าการสอนเป็นงานพาร์ตไทม์เพราะเงินเดือนน้อย รู้สักว่าเขารักในอาชีพดี ให้กำลังใจนักศึกษา ไม่เก่งไม่เป็นไรแต่ขอให้สู้เป็นใช้ได้ คือพยายามและมีวินัยในการเรียน ดังนั้นจะถามว่าเรียนโทที่นี่ยากไหมจริงๆแล้วไม่ได้ยากมาก แต่เมื่อเทียบกันเอาเป็นว่าไม่รวมเรื่องอุปสรรคของการใช้ภาษาอังกฤษ ก็คิดว่าถ้าไม่เดินออกนอกลู่นอกทางจบแน่นอน แต่งานจะเยอะกว่าเรียนเมืองไทยอันนี้เทียบเท่าที่เราเคยผ่านมาที่นี่จะมีงานทุกอาทิตย์ ไม่รวมหนังสือที่ต้องอ่าน เพราะต้องเตรียมตัวเพื่อจะได้มีอะไรในหัวมาคุยมาพูดในห้อง เพราอเมริกาเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมการแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียนมากๆ ดังนั้นถ้าไม่อ่านมาก็แย่ คือคนไทยภาษาก็สู้เขาไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งไม่มีอะไรในหัวยิ่งจบ เฉพาะนั้นตลอดภาคเรียนแทบไม่มีเวลาว่างเลย ผิดกับเมืองไทบที่อาจมีงานไม่กี่ชิ้นเป็นชิ้นใหญ่ๆตอนใกล้ปิเทอมอะไรประมาณนั้น แต่ที่นี่มีชิ้นล็กทุกครั้งบวกชิ้นใหญ่อีกต่างห่าง

มาเข้าเรื่องที่หลายๆคนกลัวในการมาเรียนเมืองนอกคือเรื่องภาษาอังกฤษบ้าง เท่าที่ผ่านมาเราว่าไม่ได้ถึกับยากมากอย่างที่เรากลัว แรกๆอาจเกร็งๆบ้างแต่นานๆไปจะดีขึ้นตามลำดับทั้งการฟังและพูด อ่านและเขียนก็เช่นกัน อ่านตำราภาษาอังกฤษเล่มใหญ่แรกๆจะอ่านช้ามาก อ่นซ้ำๆแล้วซ้ำอีก แต่ตอนนี้แค่เทอมเดียวเองชินแล้วอ่านเร็วแล้ว ไม่รู้สึกว่าต่างกับการอ่านหนังสือภาษาไทยเท่าไรเลย เริ่มเหมือนกับอ่านภาษาไทยแล้วละ การเขีบนก็เช่นกันอ่านบ่อยๆฟังบ่อยๆจะช่วยเรื่องสำนวนการเขียนได้มาก จริงๆแล้วการมาเรียนปริญญาโทหรือเรียนอะไรที่มันเป็นเรื่องเป็นราวจะช่วยให้ทักษะทางภาษาพัฒนาเร็วกว่าการไปเรียนครอ์สภาษาอังกฤษธรรมดาด้วยซ้ำเพราะเราจะมีจุดมหายชัดเจนว่าต้องการเขียนอะไร อ่านอะไร เนื้อหาที่อ่านก็มากกว่าและหลากหลายมากกว่า บวกเป็นการใช้ภาษาในการสื่อสารแบบที่เขาจะไม่มามองว่าเราเป็นนักเรียนมาเรียนภาษาอังกฤษหรือมองว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง เค้าจะพูดเร็วปกติมันจะทำให้เราต้องบังคับตัวเองให้ฟังและสื่อสารกับเขาให้ได้ เราเองเห็นพัฒนาการด้านภาษาของตัวเองชัดเจนจากที่เคยเรียนภาษาแบบเรียนภาษจริงๆที่ครูก็มองว่าเราเป็นคนต่างชาติ ความเร็วหรือสำนวนต่างๆจะต่างกันบ้างกับเวลาที่ฝรั่งเค้าคุยกันจริงๆ บวกการเรียนปริญญาโทการเขียนเป็นเรื่องสำคัญเพราะงานเขียนส่วนใหญ่เป็นงานวิชาการทำให้เราต้องระวังในการใช้ภาษา รวมทั้งแกรมม่า การสะกด เครื่องหมายวรรคตอนอะไรต่างๆมากมายขึ้น ศัพท์แสงจะใช้แบบพื้นๆบ้่นๆตลอดไปก็ไม่ดีไม่เหมาะกับคนที่เรียนปริญญาโท มันบังคับให้เราต้องใช้ความพยายามมากขึ้นซึ่งทำให้ภาษาอังกฤษเราดีขึ้นมากในเวลาแค่ไม่กี่เดือน สรุปคือภาษาอังกฤษไม่ได้ใช่อุปสรรรคแต่ก็แนะนำว่าเตรียมตัวคือพยายามให้ภาษาอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ก่นมาเรียนจะได้ไม่เครียดมากเกินไป แนะนำให้มี Longman Dic ไว้ในคอมพิวเตอร์ เป็น dictionary ที่ดีมาก ช่วยเรื่องการเขียนได้มากทีเดียว

รวมๆเรียนต่อปริญญาโท หรือตรี หรือเอกในอเมริกาก็ไม่ได้ยากไปกว่าการเรียนในเมืองไทยมากนัก อาจต้องปรับตัวในตอนแรกๆบ้างถ้าขยันเอาใจใส่ไม่เกินความสามารถ ขอย้ำว่าคนไทยเราเก่งไม่แพ้ฝรั่ง ไม่แพ้จริง ๆฝรั่งไม่ใช่จะเก่งจะฉลาดทุกคน โอเคเรื่องภาษาเราอาจสู้เขาไม่ได้แน่ๆ แต่เรื่องความคิดอะไรอื่นๆเราสู้ได้สบายๆ เราพิสูจน์มาแล้ว หลายๆวิชาเราทำได้กว่ากว่าเพื่อนฝรั่งอีก สาขาที่เราเรียนเคยมีคนไทยเราไม่รู้จักมาเรียนแล้วก็หายไป คือเรียนไม่จบไม่รู้ว่าเหตุผลอะไร เราต้องทำให้เขาเห็นว่าคนไทยไม่เหมือนกันทุกคน ที่เก่งและมีความรับผิดชอบมีอยู่มากมาย สุดท้ายเรียนที่ไหนก้แล้วแต่อย่าลืมช่วยกันเอาความรู้กลับไปพัฒนาประเทศเรา ประเทศเขามันไปไกลแล้ว (เริ่มถดถอย) เอ้าคนไทยสู้ๆ

ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อในอเมริกา

Times Square Countdown to 2010

plew January 23rd, 2010



เรื่องนิวยอร์กยังไม่จบมาเล่าต่อ ตอนนี้ถือเป็นช็อตเด็ดสุดสำหรับการไปทัวร์นิวยอร์กครั้งนี้ (ครั้งแรกและอาจเป็นครั้งสุดท้าย) คือการไปนับถอยหลังสู่่ปี 2010 หรือ Times Square Countdown to 2010 นั่นเอง จริงๆแล้วถือว่าเป็นสิ่งที่ตอนแรกที่จะไปนิวยอร์กตั้งใจว่าจะทำและอยากจะมีประสบการณ์ แหมทุกปีตั้งแต่อยู่เมืองไทยสิ้นปี ปีใหมทีไรทีวีทุกช่องจะต้องมีข่าว มีภาพการ countdown ที่ไทม์แสควร์ทุกปี ดูทุกปีไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้ไปอยู่ตรงนั้น วินาทีนั้นกับเขาด้วย แต่ก่อนจะเล่ารายละเอียดต้องบอกเลยว่าให้ไปอีกไม่เอาแล้ว ครั้งเดียวก็เกินพอจริงๆ

จริงๆก่อนไปบอกเพื่อนที่เคยอยู่นิวยอร์กมาก่อนและเคยไปเาท์ดาวน์มาก่อนบอกว่าเออปีนี้จะไปนะ เพื่อนบอกคิดดีแล้วเหรอ เพื่อนบอกมันทำมาแล้วครั้งหนึ่งและไม่คิดจะไปอีกในชีวิตนี้ เราก็โหมันจะขนาดนั้นเชียวหรือ ก็ฟังๆแต่ในใจฉันเอานแน่ละ เราไปถึงนิวยอร์กวันที่ 30 ก็วันหนึ่งก่อนเคาท์ดาวน์ เพื่อนแฟนที่ทำงานอยู่ NBC New York ก็เตือนอีกแล้วว่าจะไปจริงหรือ ถ้าจะไปต้องไปแต่วันคือบ่ายสามโมงก็ต้องไปได้แล้ว จริงๆก็เหมือนที่เพื่อนเราบอกว่าต้องไปตั้งแต่วันๆเลย บางคนไปแต่เช้าด้วยซ้ำไปจองที่ แต่เรากับแฟนก็แบบว่าฟังๆก็ไม่ได้อะไร ประมาณไมค่อยเชื่อเท่าไร วันที่ 31 เพื่อนแฟนที่อยู่ NBC ก็โทรมาตอนสามโมงเย็นถามว่าเราอยู่ไหน เรายังอยู่โรงแรมอยู่เลย เขาบอกถ้าจะเคาท์ดาวน์ต้องออกไปได้แล้วเพราะตำรวจจะปิดถนนบริเวณงานช่วงบ่ายๆสี่ ห้าโมงนี่แหละแล้วจะเข้าไม่ได้ เรากับแฟนก็ฟังแต่ก็ยังโอ้เอ้ ออกไปก็ห้าโมงกว่าๆ ประกอบกับเป็นช่วงหน้าหนาวห้าโมงเย็นก็มึดเหมือนสามทุ่มแล้ว จริงๆแล้วบริเวณที่จัดงานคือเวทีหลักนั้นอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเราเลย แต่มองไม่เห็นเพราะตึกเยอะบังหมด เวทีจะอยู่ช่วงถนน 7ave. ตัดกับ 42 -43 ave. เราพักอยู่ 6 ave and 46ave.ก็เดินไปปรากฎว่าตำรวจกั้นไปไม่เข้าไม่ให้เข้าจริงๆ เราก็ต้องเดินไปบล็อกต่อไปก็ปิดอีก คนก็โวยวาย ส่วนใหญ่ก็นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งนั้นที่ตั้งใจมาเคาท์ดาวน์ แต่พูดยังไงตำรวจก็ไม่ให้เข้า ทำได้คือเดินลงไปเรื่อย ตำรวจบอกต้องลองเดินไปเรื่อยๆคือไกลจากเวทีออกไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอบล็อกที่ยังเปิดอยู่ เพราะเขาจะไล่ปิดเป็นบล็อกๆไตั้งแต่ตรงที่ใกล้เวทีลงมา คือเพื่อไม่ให้แต่และบล็อกถนนมีคนแน่นจนเกินไปที่รักษาความปลอดภัย

เราเดินตามฝูงชนจนมาบล็อกที่ 53 ave. ซึ่งก็เหมือนจะกั้นแต่คนก็เดินเข้ามาได้ตำรวจไม่ได้ว่าอะไร ก็เป็นอันว่าผ่านเข้าได้ พอถึงเส้นที่เป็นเส้นที่จัดงาน ทั้งที่ก็ห่างจากเวทีมาประมาณสิบบล็อกได้ ก็มีด่านตำรวจอีกคือเส้นนั้นคือเส้นกลางทั้งเส้นจะมีเหล็กกั้นตลอดแนวเลย แต่ละบล็อกก็จะมีตำรวจตรวจ ถ้ามีกระเป๋าเป๋นี่ไม่ให้เข้าเลย พอเข้าไปได้คือตรงกลางถนนเลยเขาปิดถนนนั้นตลอดสาย คนแน่นมากขนาดไกลจากเวทีมากพอควร ตอนนั้นหนาวและฝนตกพรำ่ตลอด เราก็ยืนสักพักดูนาฬิกา โหต้องยืนคนแน่นๆอย่าวนี้อีกเกือบแปดชั่วโมงไม่ไหวะมั้ง เพราะมันหนาวและคือยืนจริงๆของกิน น้ำอะไรไม่ได้เอาติดมาเลย ยืนประมาณครึ่งชั่วโมงเริ่มมีคนที่ถอดใจเบียดแทรกๆออกมา หลายกลุ่ม เพราะมันไม่มีอะไรจะทำยืนจริงๆไม่ได้ยินอะไรจากเวทีเลย เห็นไกลๆ ไม่มีทีวีจอใหญ่อะไรให้ดู คือคนก็พยายามสรา้งบรรยากาศกันเอง เรากับฟนก็เออแปดชั่ว​โมงมันไม่ไหวแน่ๆนานเกินไปยืนกันตายเลย เลยตัดสินใจเบียดออกมาพร้อมกับอีกกลุ่มเราก็ตามน้ำมาด้วย

ตัดสินใจถูกที่เดินออกมาเพราะมันอีกชั่วโมงกว่าจะถึงเวลา เลยมานั่งกินข้าวร้านแถวนั้น จริงๆตำรวจกั้นทุกจุดแต่ถ้าบอกโอเคไปกินข้าวร้านนั้นตรงหรือมีข้ออ้างอื่นๆเขาก็จะให้เข้า ร้านอาหารแน่นมากๆถึงมากที่สุดเพราะหลายคนเหมือนกันคือมานั่งฆ่าเวลารอเวลา อาหารก็แพงมากๆ อีกร้ายแค่ช๊อกกาแลตร้อนไม่อร่อยเลยห้าเหรียญคิดว่าบวกราคาเฉพาะวันนี้ไปด้วย กินฏฆ่าเวลาก็แล้วก็ยังเหลืออีกหกชั่วโมงนั่งต่อก็น่าเกลียดเพราะอาหารก็หมดแล้ว เดินออกมาแต่มาเดินตรงฟุตบาทไม่ใช่ตรงกลางถนนที่ปิดนน ดีกว่ามากที่ยืนรอตรงฟุตบาทเเพราะหลบฝนตามชายคาตึกหน้าโรงแรมได้ เพราะฝนก็ยังตกตลอดเวลาจริงๆ ดูคนที่อยู่ตรงกลางถนนที่มีเหล็กกั้นก็สงสารเพราะยืนกางร่มหรือไม่ก็ตากฝนรอกันนานหลายชั่วโมง คนก็แน่นอะไรให้ดูก็ไม่มีเพราะมันห่างเวทีเกินไป เราเองถึงยืนตรงฟุตบาทหลบฝนหน้าโรงแรมแต่ยืนรวมๆหกชั่วโมงทั้งหนาวทั้งเมื่อย แต่สิ่งที่สังเกตได้คือคนรอบๆตัวพูดภาษาอื่นๆมากกว่าภาษาอังกฤษ คือนักท่องเที่ยวทั้งนั้น คนในท้องที่ไม่มีใครเขามาหรอก คนรัสเซียเยอะมากๆ สรุปคือรอกับรอแล้วก็รอจนนั่นแหละ เริ่มนับถอยหลังนาทีสุดท้าย คราวนี้ทุกคนก็ไม่กลัวฝนแล้วออกมาจากชายคามาร่วมนับถอยหลัง พอนับถึงหนึ่ง หลังจากนั้นลูกบอลก็ดรอปลงมาที่ตัวเลข ธรรมเนียมคือเขาก็จะจูบกันอะไรประมาณนั้น เสียงกรี๊ดดังสนั่น แล้วก็แค่นั้นจริงๆรอมาหกชั่วโมงเพื่อรอดูแค่เสี้ยวนาที ถึงบอกว่าไม่เอาอีกแล้ว ดูทีวีอยู่บ้านเห็นเยอะกว่าอีกแต่ก็นั่นแหละนะ เราว่าตอนเสร็จแล้วเดินกลับโรงแรมน่าจะเป็นจุดที่สนุกที่สุดเพราะทุกคนดูมีความสุขทักทายกันสวัสดีปีใหม่ทั้งที่ไม่รู้จัก ตำรวจก็ยิ้มทั้งๆที่ทำงานมาหนักทั้งคืน คนเดินควักไขว่ตลอดเส้นทาง ร้านขายอาหารริมถนนก็ขายดิบขายดี เอ้าจบแล้ว จบดื้อๆอย่างนี้แหละ

ทัวร์เทพีเสรีภาพ: Inside The Statue of Liberty,NY

plew January 18th, 2010



พาเที่ยวนิวยอร์กต่อค่ะ วันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างที่ต้องไปเยี่ยมชมใน New York จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ต้องไปชมเทพีเสรีภาพ Statue of Liberty และถ้าจะให้สุดยอดก็คือต้องเข้าไปดูข้างในตัวเทพีและปีนไปชมวิวที่มงกุฎเทพีเสรีภาพ Climb to the Liberty’s crown ซึ่งปกติในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนจำกัดมากๆที่สามารถปีนให้ขึ้นถึงมงกุฎได้ และก็ไม่ใช่จะเปิดให้ปีนหรือไต่บันได้เข้าไปดูตับไตไส้ผุงของเทพีเสรีภาพได้ทุกวัน บางช่วงที่ปิดก็มีบ่อยๆทีเดียว ว่าแล้วเราก็เป็นผู้โชคดี รึป่าวนะ ที่ได้มีโอกาสปีนไปสู่สุดที่เกือบสูงสุดในเทพีเสรีภาพ Statue of Liberty

เราสองคนจองตั๋วเพื่อเข้าชมภายในและปีนขึ้นไปตรงมงกูฎของเทพีล่วงหน้าสองเดือน ได้คิวมาวันที่ 6 มกราคม ค่าตั๋วคนละประมาณ $25 โทษทีจำไม่ได้แน่แต่อยู่ในช่วงยี่สิบต้นๆนี่แหละ ก็จองทางอินเตอร์เนต ค่าตั๋วรวมผ่านขึ้นไปถึงมงกุฎและรวมค่าเรือเฟอร์รี่ไปกลับจากแมนฮัตตันไปเกาะเสรีภาพ Liberty Island คือเกาะนั้นก็มีเธออยู่คนเดียวนี่แหละ คือมีเทพีและศูนย์บริการนักท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์ ร้านขายของ ก็แค่เกาะเล็กๆ ใช้เวลาเดินทางข้ามเรือรวมๆประมาณสิบถึงสิบห้านาทีได้ สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วๆไปที่ต้องการแค่ข้ามเรือมาถ่ายรูปมาพิพิธภัณฑ์นั้นมาได้ตามปกติไม่ต้องจอง แต่ถ้าจะเข้ามาดูภายในตัวเทพีและปีนไปตรงมงกุฎตรงนี้ต้องจองอย่างที่บอกเป็นเดือนๆ

เราพักโรงแรมในย่านไทม์แสควร์การเดินทางไปขึ้นเรือเฟอรี่ข้ามไปเกาะเสรีภาพ Liberty Island ก็นั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานี South Ferry ออกจากสถานีก็จะเห็นเลยว่ามันประมาณริมน้ำก็จะเห็นเรือจอดชัดเจน เดินทางไม่ยาก แต่จุดที่ต้องบอกคือตอนนี้มาเที่ยวนิวยอร์กไปที่ไหนที่ไหนก็ต้องผ่านจุดตรวจ เครื่องแสกน x-ray ทุกที่ ดังนั้นแนะนำว่าเดินทางไปพวกสถานที่สำคัญต่างๆไม่มีเป๋หรือกระเป๋าอะไรจะดีที่สุด จะผ่านเร็วกว่า ตอนไปดูเทพีนี่ขอบอกว่ารำคาญมากๆ เพราะตอนแค่จะไปขึ้นเรือก็ผ่่านด่านตรวจ ด่านเอ็กซเรย์กระเป๋าหนึ่งจุด พอไปถึงที่เกาะจะเข้าไปเอาแค่คนที่จะไปดูแค่ฐานในส่วนพิพิธภัณฑ์นี่ก็ต้องผ่านเครืองแสกนอีกจุด ที่สำคัญคือเขาห้ามไม่ให้มีกระเป๋าใดๆเด็ดขาดถึงจะเป็นกระเป๋าสะพายใบเล็กๆก็ไม่ได้ ต้องใส่ล็อกเกอร์ซึ่งก็เสียเงินด้วยหนึ่งเหรียญ สำหรับคนที่มีตั๋วปีนขึ้นไปถึงมงกุฎยิ่งเข้มงวดหนักห้ามแม้กระทั่งะเอากระเป๋าสตางค์อะไรติดตัวมาเลย ห้ามมีเหรียญมีอะไรในกระเป๋าเสื้อหรือกางเกง และก็ต้องใส่ริสแบนด์ด้วย บอกตรงๆว่าเที่ยวนิวยอร์กครั้งนี้แอบหงุดหงิดบ้างเพราะมันตรวจทุกที่จริงๆต้องถอดแจ๊คเกตเปิดกระเป๋าให้ดูตลอด ซึ่งทำให้ใช้เวลานานเข้าไปอีกในการเที่ยวชมแต่ละที่ เพราะคนก็เยอะอยู่แล้ว

วันที่เราไปหนาวมากลมแรง แต่วิวสวยแค่รอบๆเกาะก็สวยแล้ว เพราะมองข้ามฝั่งไปแมนฮัตตันจะได้ซิตี้วิว พาโนรามิคของแมนฮัตตันสวยเหมาะกับการถ่ายรูปมากๆ อย่างที่บอกว่ามันหนาวมากๆเราก็ใส่แจ๊คเกตอย่างหนา แล้วก็ใส่เข้าไปปีนเทพีด้วย ทั้งหมดจนถึงมงกุฎต้องเดินเท้าคือเดินบันไดรวมทั้งสิ้น 354 ขั้น ไม่มีลิฟให้ใช้คือเขามีลิฟละแต่เขาไม่ให้เราใช้้เฉพาะมีเหตุฉุกเฉินเท่านั้น ข้างในตัวเทพีก็คือมืดๆ เริ่มแรกบันไดก็ยังปกติดีไม่แคบมาก แต่ขอบอกว่าแค่ฐานก็เริ่มเหนื่อยแล้ว แต่พอผ่านฐานขึ้นมาแทบลมจับเพราะว่าคราวนี้เป็นบันไดวนและแคบมากๆคือพอแค่คนเดียวคือเรียงหนึ่งเท่านั้น คนอ้วนๆนี่ลำบากเลยแถมวนอีก เราบอกตรงๆเราเป็นคนที่เกลียดบันไดวนมาก กลัวด้วยยิ่งสูงๆแคบๆนี่ยิ่งกลัว แต่ก็ทำไงได้มาถึงขนาดนี้แล้วใจจริงอยากถอยมากเพราะกลัวบันไดวนเป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งใกล้จุดสูงสุดบันไดก็ยิ่งแคบลงมาอีก ทรมานมาก เราเข้าใจเลยว่าทำไมเค้าไม่อนุญาตให้มีกระเป๋าติดตัวมาหรือเหรียญอะไรพวกนี้เพราะเรื่องความปลอดภัยและความสะดวกในการปีนบันไดที่แคบมากๆนี่เอง ขนาดเราใส่แจ๊คเก็ตมาด้วยเราว่ามันยังทำให้ลำบากเลยเพราะทำให้ตัวเราใหญ่ขึ้น แต่เค้าก็ไม่ได้เร่งรัดอะไรเดินไปพักๆหยุดๆก็ได้แต่ว่ามันก็แคบนะจะหยุดก็ยังไงเนี่ย

พอถึงจุดตรงมงกุฎก็จะเป็นจุดชมวิวที่เป็นเหมือนหน้าต่างมองออกไปเห็นวิวสวยมาก แต่ว่ามันแค่นั้นแหละ เดินแทบแย่กลัวก็กลัวตอนลงก็บันได้แคบๆเหมือนเดิมอีกแล้ววนด้วย แต่นะนี่สัญลักษณ์ของอเมริกาเชี่ยวนะถือว่าเรามาถึงนิวยอร์กแน่ๆแล้วเอาไปโม้ได้ หลายคนอาจสงสัยว่าตรงมงกุฎนี่มันยังไม่สูงสุดนี่ต้องคบเพลิงสิถึงจะเป็นจุดสูงสุด ใช่แล้วแต่ตรงแขนที่ถือคบเพลิงเค้าไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้น และยิ่งแคบเข้าไปอีกคราวนี้เป็นบันไดลิงเลยละ ให้ขึ้นเราก็คงไม่ขึ้นละแค่นี้ก็ลมแทบจับแล้ว เอาเป็นว่าดูวิดีโอจะได้พอเห็นภาพ ใช้ความพยายามในการถ่ายมากเพราะแค่เดินก็จะแย่แล้ว สุดท้ายขอเตือนใครไปนิวยอร์กถ้ากลัวความสูง ไม่ชอบที่แคบ สุขภาพไม่ดีเท่าไร ก็อย่าไปปีนมันเลย เพราะจริงๆวิวข้างนอกก็สวยอยู่แล้วค่ะ

Next »