My Experiences in America เล่าเรื่องอเมริกา ชีวิตคนไทยในอเมริกา วีซ่า การทำงาน การท่องเที่ยว ในอเมริกา

Thai in America I first came to America in March of 2007. I am now living here as a permanent resident. I hope this journal of my American experience will be of use to you. Thank you for your comments and suggestions.

แวะเยี่มชม web site ใหม่ http://www.marriagegreencard.info

แต่งงานกับฝรั่ง Got Married to the Westerns

plew June 26th, 2009


แต่งงานกับฝรั่ง เอาอีกแล้วมาเล่าเรื่องในมุ้งกันอีกแล้ว เฮอะๆๆ ไม่ใช่จริงๆแล้วอยากคุยกันเรื่องการใช้ชีวิตและการปรับตัวในการใช้ชีวิตคู่กับคนต่างชาติค่ะ มานั่งเขียนเรื่องๆผัวๆเมียๆอีกแล้วก็เพราะว่างนี่แหละวันๆก็อยู่กับคอมนั่งอ่านโน่นอ่านนี่ไปเรื่อย ก็เลยไปอ่านเจอเรื่องของสาวไทยที่แต่งงานกับฝรั่งแล้วฝรั่งก็แบบว่าทนไม่ได้กับพฤติกรรมหรือวัฒนธรรมอะไรบางอย่างของคนไทยแล้วก็เอามาพูดถึงความไม่ดีหรือความซวยของตัวเองที่ดันมาแต่งงานกับผู้หญิงไทย ที่ไปอ่านเจอมาเป็นผู้ชายอังกฤษนะ เขาสรุปพฤติกรรมหลายๆอย่างของผู้หญิงไทยที่ทำให้เขาทนไม่ได้ดังนี้ ขี้เกียจทำงานบ้าน,ทำอาหารไทยประจำจนบ้านเหม็นตลบไปหมด,เอาแต่ดูละครน้ำเน่า,ชอบเมาท์กับเพื่อนแถมบางคนติดไพ่งอมแงม,ไม่สนใจจะพัฒนาตัวเอง ภาษาไม่กระดิก,ใช้เงินเก่ง,ต้องส่งเงินไปให้ที่บ้าน จุนเจือครอยครัวทุกเดือน และอื่นๆ..

อ่านเสร็จก็มานั่งคุยกับแฟน เผอิญเราสองคนชอบอ่านโน่นนี่และมาถกมาเล่าสู่กันฟังประจำ แฟนเราก็บอกเออเมื่อก่อนเขาก็ได้ยินผู้ชายอเมริกันที่เขารู้จักก็บ่นๆเรื่องผู้หญิงไทยให้เขาฟังคล้ายกันเรื่องขี้เกียจและติดการพนัน ใช้เงินฟุ่มเฟือย และเรื่องขอเงินส่งทางบ้านและอื่นๆอีกมากมาย ที่ฟังมามีแต่ลบๆ เฮ้อ! เขาก็บอกเขาโชคดีเพราะเราสองคนไม่มีปัญหาอะไรเลย (ทะเลาะกันนิดๆหน่อยๆนะมีแน่ๆ) โม้เรื่องชีวิตตัวเองให้ฟังดีกว่า เรากับสามีแต่งงานกันที่อเมริกาโดยที่เราไม่มีญาติหรือเพื่อนจากเมืองไทยมาเลยซักคน แต่งกันแบบเรียบและถูกที่สุดมีแค่ครอบคัรวแฟนรวมแล้วสิบสองคน แต่งริมทะเล ไม่เสียค่าสถานที่ใดๆ แต่งหน้าเองทำผมเอง เพราะจริงๆทั้งเขาทั้งเราไม่แคร์เลยเรื่องงานแต่งและไม่ชอบด้วยแต่ก็ทำไปพอเป็นพิธีเพราะต้องทำแล้วก็เรื่องกรีนการ์ดด้วยที่เราต้องมีเรื่องรูปแต่งงาน และแม่เขาก็อยากให้จัดจริงๆแม่เขาอยากให้จัดใหญ่ๆกว่านี้แต่เราสองคนไม่เอา ถ้าเลือกได้เลือกไม่จัดอะไรเลย เผอิญเป็นพวกแปลกๆนิดๆไม่ชอบพิธีการไม่ชอบมาปั้นหน้ายิ้มรับแขก ขึ้นไปพูดบนเวทีหรือฉายวิดีโอประวัติชีวิตอะไรทั้งนั้น และเราว่ามันไม่มีผลอะไรกับชีวิตคู่ของเราเลยแม้แต่น้อย ก่อนแต่งโทรบอกแม่ บอกอาที่บ้านทุกคนก็เออโอเคจบไม่มีใครว่าอะไร อาถามว่ามาเมืองไทยจะจัดงานอีกไหมเราบอกไม่ละ กินข้าวกันพอ ก็ไม่มีใครว่าอะไร สบายๆ เพราะครอบครัวเราก็ไม่ใช่คนมีหน้ามีตาใหญ่โตที่จะต้องแคร์ว่าใครจะคิดอย่างไร ทุกคนก็รู้ว่าเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว (แก่แล้ว) และเขาก็รู้ว่าแฟนเป็นดีจบ

จริงๆก่อนแต่งแฟนเราถามด้วยซ้ำเรื่องสินสอด เพราะเค้ารู้ธรรมเนียมไทย เค้าค่อนข้างคุ้นเคยกับเมืองไทยเพราะไปเที่ยวเมืองไทยทุกปีมาเป็นสิบปี แต่เราเองบอกว่าไม่ต้องหรอก จริงๆคนอื่นๆอาจหาว่าเราไม่รักษาธรรมเนียมประเพณีหรืออะไร แต่ส่วนตัวไม่สนใจจริงๆแล้วคิดว่ามันไร้สาระ แม่ก็ไม่ว่าอะไร ดีใจซะอีกที่เราแต่งกับคนนี้เพราะแม่ชอบมากตั้งแต่เจอกันที่เมืองไทยครั้งแรก แต่งงานมาเราก็ไม่เคยขอส่งเงินให้ทางบ้าน ไม่ใช่ว่าอกตัญญูหรืออะไร แต่เราเป็นแม่บ้านไม่ได้ทำงาน เราว่ามันไม่แฟร์เลยที่เค้าเลี้ยงเราแล้วยังต้องมาเลี้ยงดูครอบครัวเราด้วย เพราะขนาดพ่อ แม่ ญาติพี่น้องเขาเองแท้ๆเขายังไม่ได้ส่งเงินให้เลยก็ฝรั่งเขาเป็นอย่างนั้น ทุกคนดูแลตัวเอง และจริงๆเฮอะที่บ้านเราไม่ได้ลำบากด้วย มีงานทำกันหมด แม่ก็ไม่อยากได้เงินแฟนเราด้วย ไม่เคยมีใครพูดเรื่องเงิน ทั้งๆที่แฟนเราซะอีกถามเราเองว่าเออส่งเงินให้แม่ไม๊เราบอกไม่ต้องแม่มี แต่เวลาเรากลับบ้านก็ให้แม่ก็เป็นเงินเก็บของเรา ซื้อของไปให้พาไปเที่ยว ถือว่าโชคดีมากของเราทั้งคู่เพราะครอบครัวทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเลย ครอบครัวทางแฟนก็ดีมากไม่มีดูถูกหรืออะไร มีแต่ช่วยเหลือ ดังนั้นคู่เราก็ตัดปัญหาเรื่องครอบครัวญาติพี่น้องออกไปได้

เรื่องการใช้จ่ายเรื่องเงินๆทองๆเราสองคนก็ไม่มีปัญหาเพราะแฟนเป็นคนค่อนข้างสปอตและชอบใช้เงิน จริงๆแล้วเขาใช้เงินเก่งกว่าเราและเราเองโดยพื้นฐานเป็นคนค่อนข้างจะประหยัดค่อนไปทางขี้เหนียวซะด้วยซ้ำ เราจะเป็นคนเตือนเขาห้ามเขาเรื่องการซื้อของซะมากกว่าเพราะเขาเป็นคนซื้อง่ายจ่ายเร็ว เขาบอกเงินมีไว้ใช้ แต่เรามีความสุขที่มีเงินเก็บเยอะๆ เขาบอกดีที่มีเรามาอยู่ด้วยช่วยเบรค เราเป็นคนชอบออกไปเดินดูของดูบ่อยเลยแต่ไม่ซื้อชอบไปรื้อไปลองหยิบๆจับแล้วไม่เอา ไปด้วยกันเขาจะบอกซื้อๆไปเหอะ เราบอกไม่แค่นี้สนุกแล้ว เราสองคนก็เลยไม่มีเรื่องทะเลาะกันเรื่องการใช้เงิน แต่ก็มีบางอย่างที่เขาขอคือไม่ให้เรายุ่งเรื่องงานของเราไม่ได้มีความลับอะไร คือเขาไม่ชอบให้ถามจุกจิกหรือกังวลเกี่ยวกับธุรกิจของเขาถ้ามีปัญหาอะไรเขาก็จะบอกเอง

เรื่องอาหารการกินก็โชคดีเหลือหลายเพราะแฟนชอบกินอาหารไทย แถมชอบเมนูเหมือนเราเลย ก็ไม่ต้องมาปรับตัวเรื่องอาหาร อาหารฝรั่งเราก็ทานได้ไม่มีปัญหาแต่ปกติทำอาหารไทยกันมากกว่า เราเองเคยบอกกับแฟนว่าจริงๆถ้าเขาไม่ใช่ฝรั่งที่รู้จักเมืองไทย ชอบเมืองไทย ชอบอาหารไทย เข้าใจวัฒนธรรมไทย เราไม่แต่งด้วยหรอก นี่พูดจริงๆเพราะไม่เคยชอบฝรั่งมาก่อนในชีวิตไม่เคยคิด และรวมๆถ้านิสัยฝรั่งจัดๆอย่างที่เจอที่นี่เราไม่ชอบด้วย แต่เผอิญเข้าไม่เหมือนฝรั่งทั่วไป เขาไม่แรง ไม่โวยวายค่อนข้างเรียบร้อย ขี้เกรงใจ มารยาทก็คล้ายๆคนไทย เราเลยปรับตัวกันไม่ยาก มีเพื่อนบางคนมีแฟนอเมริกันที่แบบอาหารไทยนี่ไม่แตะเลยไม่อยากลองด้วย ภาษาไทยไม่คิดไม่สนใจอยากพูดแม้แต่ฝึกคำว่าสวัสดี คือมาเจอกันที่นี่ อันนี้ก็ต้องปรับกันเยอะหน่อยเพราะฝรั่งบางคนหรือจริงๆส่วนใหญ่ไม่รู้จักวัฒนธรรมไทยเลยแม้แต่น้อยและไม่คิดจะรู้ด้วย มีคนรู้จักอีกคนมีแฟนฝรั่งที่เจอที่นี่ก็บอกไม่รู้ทำไงให้เขาเข้าใจวาถ้าแต่งงานกับคนไทยต้องมีสินสอด สุดท้ายไม่รู้ว่าจบยังไงเพราะถ้าจะจบได้คงต้องมีฝ่ายหนึ่งยอมรับฝ่ายชายยอมให้หรือครอบครัวฝ่ายหญิงยอมที่จะไม่มีสินสอด

เรื่องเขาเล่ามาอีกต่อสาวไทยแต่งงานกับคนอังกฤษ แต่งงานแล้วก็มีลูกสองผู้หญิงเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกทำงานบ้าน อยู่อย่างนั้นซักพักผู้หญิงก็แบบเบื่อบอกว่าอยู่กับลูกอ่อนสองคนทั้งวันก็เครียดก็เลยออกไปช๊อปปิ้ง ซื้อของค่อนข้างแพง เพราะจริงๆผู้หญิงก็ยังติดเที่ยวยังอยากสนุกเพราะอายุยังน้อยตอนมีลูก ผู้ชายก็บ่นว่าทำไมใช่เงินเยอะ เขาทำงานเหนื่อยนะ ผู้หญิงก็บอกโอเคงั้นยูก็มาเลี้ยงลูกซิฉันไปทำงานเองก็ได้ ฉันอยู่บ้านเลี้ยงลูกมันก้เหนื่อยนะแล้วก็น่าเบื่อด้วย เพราะผู้หญิงก็มีการศึกษา ผู้ชายก็บอกไม่เอาเขาจะทำงาน โอเคเขาจะทำงานหนักขึ้นก็ได้ ก็คือผู้ชายก็ไม่อยากอยู่บ้านเลี้ยงลูก จะจ้างพี่เลี้ยงที่นั่นก็แพงมาก ไปทำงานแล้วเอาเงินมาจ้างพี่เลี้ยงก็เกือบหมดไม่คุ้ม และก็อย่างที่รู้ว่าค่าครองชีพต่างๆก็แพงจะทำตัวอย่างเมืองไทยไม่ได้ อยู่กันไปก็มีเรื่องกันเดิมๆ สุดท้ายผู้หญิงได้งานต่างเมืองเป็นงานที่ดีด้วยและอยากทำงานเพราะเบื่อการเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ก็ถึงทางตันคือหย่าเพราะฝ่ายหญิงเลือกงาน ลูกก็อยู่กับแม่สามี

อีกรายมาอเมริกาเพราะตั้งใจจะหาสามีโดยตรง พอมีผู้ชายมาชอบมาคบก็คิดแต่ว่าอยากให้เขาจริงจังด้วย อยากให้เขาซัพพอร์ต อยากได้ผู้ชายมีฐานะหน่อย อยากให้เขาแต่งงานด้วย ขอกรีนการ์ดให้ ย้ายไปอยู่กับแฟนฝรั่งได้ปีหนึ่งก็มีอันต้องเลิกผู้ชายขอให้ย้ายออกไป สาเหตุเพราะยังไปมีอะไรกับผู้ชายคนก่อน แฟนจับได้เลยโกรธไปกินเหล้า กับบ้านดึกๆ ผู้หญิงก็เลยกลายเป็นฝ่ายสติแตกบ้าง ตามและโทรจิก พูดจาไม่ดี โวยวายใส่เขา แถมโทรไปฟ้องแม่ผู้ชายอีก หนักเข้าผู้ชายทนไม่ได้ ฝ่ายหญิงบอกที่แอบไปมีอะไรกับคนอื่นเพราะผู้ชายไม่ค่อยได้เรื่องเรื่องบนเตียง เธอบอกเธอก็สวยเซ็กซี่นะ ไปไหนมาไหนเธอก็แต่งตัวสวยไม่เคยให้อายใคร เราฟังๆก็เออไอ้คนมันจะอยู่กันมีความสุข เขาจะอยากอยู่กับเรารึป่าวเรื่องสวยเซ็กซี่มันไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก เรื่องนั้นมันแค่ดึงให้คนสองคนเข้ามาหากัน สวยนะดีแต่ถ้าสวยแล้วงี่เง่าก็ไม่มีใครทนหรอก ผู้หญิงบางคนก็ตั้งความหวัง อยากได้โน่นได้นี่ไปซะทุกอย่าง แต่ลืมไปว่าแล้วตัวเองมีอะไรให้เขาบ้าง รักเขาจริงหรืออยากแต่งงานแล้วขอกรีนการ์ดบางทีฟังแล้วก็งง

สรุปแล้วการแต่งงานสร้างชีวิตคู่ไม่ใช่เรื่องง่าย คนชาติเดียวกันภาษาเดียวกันแท้ๆยังมีปัญหาร้อยแปดจะนับประสาอะไรกับการแต่งงานกับคนต่างชาติต่างวัฒนธรรมซึ่งทำให้ต้องมีอะไรที่ต้องเรียนรู้และปรับต้องเปลี่ยนกันมากขึ้นไปอีก ยิ่งต้องแต่งงานแล้วย้ายถิ่นฐานด้วยแล้วยิ่งต้องปรับมากขึ้น ใช้ทั้งหัวใจและเหตุผลไปพร้อมๆกันก่อนจะตัดสินใจ ตัดสินใจไปแล้วแต่งไปแล้วก็ไม่มีใครรู้อนาคตว่าจะลงเอยอย่างไร สุขมากหรือเศร้ามากกว่ากัน ได้ดังใจหรือไม่ได้ดังใจ อนาคตไม่มีใครรู้ แต่สิ่งที่ทำได้คือทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด รับผิดชอบ เอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่าเห็นแก่ตัว อยากให้เขาดีเราก็ดีกับเขา อย่าหลอกตัวเอง ทำผิดยอมรับและแก้ไข ไม่ใช่อะไรก็ฉันไม่ผิด เขาผิด อย่าคาดหวังจนเกินไป เฮ้อๆที่เขียนมานี่คือเตือนตัวข้าพเจ้าเองด้วยแหละ..

โรงแรมถูกๆในซานฟรานซิสโก Cheap Hotels in San francisco

plew June 17th, 2009


โรงแรม ที่พักในซานฟรานซิสโก เนื่องจากมีเพื่อนๆหลายๆท่านมักจะเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับการหาที่พัก โรงแรมราคาประหยัดๆ
พูดง่ายๆก็คือถูกๆในซานฟรานซิสโก บอกตรงๆว่าเนื่องจากตัวเองนับแต่วันแรกที่มาที่ซานฟรานก็ไม่เคยพักโรงแรมเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เพราะมีที่พักอยู่แล้ว เคยพักครั้งเดียวแต่เป็นโรงแรมใกล้ๆสนามบินซานฟรานซิสโก พักที่ Holiday Inn Express และถึงแม้จะอยู่ที่นี่เราก็คือบอกได้แค่ว่าโรงแรมไหนทำเลดี เดินทางสะดวก ใกล้แหล่งท่องเที่ยว แต่ถ้าถามว่าข้างในโอเคไหมเนี่ยบอกไม่ได้เพราะไม่เคยพัก ไม่รู้ว่าห้องเป็นไง บริการเป็นไง แหมก็เราไม่ใช่นักท่องเที่ยวนี่นา

วันนี้เลยมานั่งรวบรวมข้อมูลโรมแรมราคาถูกคือต่ำกว่า $100/คืน จริงๆแล้วข้อมูลมันก็อยู่ในอินเทอร์เนตนั่นแหละ แต่คัดๆออกมา
เฉพาะโรงแรมที่อยู่ในย่านดาวทาวน์ union square,market st.,civic center ที่เลือกย่านนี้ออกมาเพราะมันค่อนข้างจะสะดวก
เนื่องจากเป็นศูนย์กลาง เป็นแหล่งช๊อปปิ้ง ร้านอาหาร ของกินของใช้ รถเมล์ รถไฟ ที่ใช้เดินทางไปในจุดอื่นๆได้สะดวก คัดออกมาเพราะบางคนที่ไม่คุ้นที่นี่อาจไม่แน่ใจว่าทำเลอันไหนมันใกล้ไกล จริงๆแล้วนอกจากทำเลดาวทาวน์ ยูเนียนแสควร์ ทำเลย่าน
Fisherman Warft ก็เป็นบริเวณที่มีโรงแรมเยอะ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมอีกแห่ง ซึ่งก็สวยเพราะติดทะเล ของกินก็เยอะ
แต่ของช็อปจะไม่เยอะเท่าดาวทาวน์ หรือถ้าอยากหาถูกลงก็ต้องพักนอกเมืองเช่นโรงแรมย่านแอร์พอร์ต แต่มันก็ต้องเดินทางเข้าๆออก
บวกค่ารถเข้าไปอีกก็ไม่รู้ว่าจะช่วยประหยัดได้จริงไม๊

โรงแรมที่เลือกๆมานี้ อยู่ในระดับสามดาวลงมา ก็ต้องยอมรับสภาพว่าไม่ดีนักอย่างที่รู้ๆว่าของดีราคาถูกนั้นหายากยิ่ง ราคาที่ใส่ไว้นั้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา ช่วงที่ราคาห้องจะแพงจะเป็นช่วงซัมเมอร์ของที่นี่คือประมาณมิถุนายนถึงสิงหาคม หรือบางช่วงที่มีสัมมนาใหญ่คนเยอะๆ ก็ทำให้ราคาแพงขึ้นมาหรือหาห้องยากมากทีเดียว นอกจากนั้นเวลาเข้าพักโรงแรมราคาที่พนักงานแจ้งต้องบวกกับภาษีโรงแรมเข้าไปอีก 14% ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่ภาษีแพงมากทีเดียว นิวยอร์กแค่ 5%
และบวกกับทิปเข้าไปอีก แฟนเราฝรั่งเวลาเราไปเที่ยวเมืองอื่นๆไปพักโรงแรมก็จะวางเงินไว้ $1 ให้maid ทุกวันจนเช็คเอาท์ เขาบอกเมดจะได้ทำความสะอาดดีๆและไม่ขโมยของ โอเคลองดูรายชื่อโรงแรมด้านล้างไว้เป็นข้อมูล

The Mosser Hotel San Francisco $79 ***
54 Fourth Street San Francisco CA 94103

Grant Plaza Hotel San Francisco $69**
465 Grant Avenues San Francisco CA 94108

Renoir Hotel San Francisco &66***
45 Mc Allister Street San Francisco CA 94102

Vertigo Hotel San Francisco $95***
940 Sutter Street San Francisco CA 94109

Cathedral Hill Hotel San Francisco $78**
1101 Van Ness Avenue San Francisco CA 94109

Holiday Inn Civic Center San Francisco $82***
50 Eighth Street San Francisco CA 94103

Good Hotel San Francisco $76**
112 7th Street San Francisco CA 94130

Best Western Americania Hotel San Francisco$93***
121 7th Street San Francisco CA 94103

Hotel Majestic San Francisco $79*
1500 Sutter Street San Francisco CA 94109

Beresford Hotel San Francisco $84**
635 Sutter Street San Francisco CA 94102

The Opal San Francisco Hotel $65**
1050 Van Ness Avenue San Francisco CA 94109

Civic Center Inn San Francisco $86*
790 Ellis Street San Francisco CA 94109

Rodeway Inn Civic Center San Francisco $90*
860 Eddy Street San Francisco CA 94109

Travelodge San Francisco Central $74*
1707 Market Street & Valencia San Francisco CA 94103

Hotel Bijou San Francisco $99***
111 Mason San Francisco CA 94102

AAE San Francisco Mithila Hotel $73**
972 Sutter Street At Hyde San Francisco CA 94109

Beresford Arms Hotel San Francisco $99***
701 Post Street San Francisco CA 94109

Super 8 Motel San Francisco Union Square Area $80**
415 OFarrell Street San Francisco CA 94102

Hotel Whitcomb $99 ***
1231 Market Street San Francisco, CA 94103

The Powell Hotel $90***
28 Cyril Magnin StreetSan Francisco, CA 94102

Hotel Fusion $69***
140 Ellis Street San Francisco, CA 94102

Hotel Rex $89***
562 Sutter StreetSan Francisco, CA 94102

Hotel Carlton $97***
1075 Sutter Street San Francisco, CA 94109

Adante Hotel $58**
610 Geary Street San Francisco, CA 94102

The Pickwick Hotel $99***
85 Fifth Street San Francisco, CA 94103

ทำไมผู้หญิงไทยอยากมีสามีฝรั่ง Why Thai Girls Want to Marry Western Guys

plew June 5th, 2009


มีแฟนหรือมีสามีเป็นชาวต่างประเทศ รู้สึกว่านับวันสาวๆไทยเราจะนิยมมีแฟนหรือแต่งงานกับชาวต่างชาติโดยเฉพาะคนขาวหรือฝรั่งกันมากขึ้น อันนี้รวมตัวเองด้วย และไหนจะคนรอบตัวเพื่อนๆเราเอง เพื่อนของเพื่อนอีกมากมาย แต่ก็ไม่วายบางทีอ่านกระทู้ตามอินเทอร์เนตทีไรก็ยังมีคนประเภทที่ชอบมองว่าผู้หญิงไทยที่มีแฟนฝรั่งหรือแต่งงานกับฝรั่งจะต้องเป็นประเภทผู้หญิงไม่ค่อยดี หรือการศึกษาน้อย พื้นฐานไม่ดี เห็นแก่เงิน ไม่สวยมั่งละ ตัวดำบ้างละ หาแฟนคนไทยด้วยกันไม่ได้บ้างละ บางทีอ่านแล้วแสลงใจยังไงชอบกล หรือเจอกับตัวก็มีบางทีกลับบ้านที่เมืองไทย ไปซื้อของด้วยกันกับแฟน คนขายก็จะประมาณแบบอุ๊ยมากับฝรั่งซื้อแพงๆไปเลย ซื้อไปเลยเยอะๆ แหมฝรั่งเงินเยอะอย่างโน้นอย่างนี้ แฟนเราเองบอกเอาเลยซื้อเลย เราซิเป็นคนบอกไม่ละมันแพง แหมพวกแม่ค้าก็ทำเป็นกระซิบกระซาบซื้อๆไปเหอะฝรั่งเขาซื้อให้เอาของมันไปเหอะ โง่ไปได้ ..

จริงๆแล้วผู้หญิงที่เขามีแฟนฝรั่งหรือแต่งงานกับฝรั่งที่เป็นคนดีๆ มีการมีงานทำ มีการศึกษา เยอะแยะ ไม่ได้ชมตัวเองนะ เราเองอยู่เมืองไทยก็มีแฟนคนไทย หน้าที่การงาน การศึกษาเราก็ดี บ้านช่องเราก็มีของเราเอง ไม่แต่งงานก็หากินเลี้ยงตัวเองได้ เพื่อนๆสมัยเรียนมัธยมปลายด้วยกัน เรามารู้ข่าวเมื่อที่หลังก็แต่งงานกับฝรั่งไปหลายคน ทุกคนมีการศึกษาดี จบจากมหาวิทยาลัยที่เขาว่าดีที่สุดในเมืองไทยกันทั้งนั้น บ้านก็ฐานะดี ดูดีมีชาติตระกูลทุกคน แต่เขาแต่งงานด้วยความรัก แต่งงานกับคนที่เขารักไม่ใช่เพราะเป็นฝรั่งหรืออะไร และไม่ใช่เพราะเงิน

และถึงแม้จะมีสาวๆหลายคนอยากมีแฟนฝรั่งหรือแต่งงานกับฝรั่งเพราะอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราก็ว่าอันนี้มันก็ไม่ได้ผิดปกติอะไร ใครๆก็อยากสบายอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยกันทั้งนั้น จริงไม๊ แต่ถ้าประเภทไปลวงไปปอกลอกเอาแต่เงิน ทำตัวไม่ดี ขี้เกียจตัวเป็นขน อันนี้ก็ขอประนามเช่นกันเพราะมันทำให้เสื่อมเสียชื่อผู้หญิงไทย คนดีๆเขาก็พลอยหมองไปด้วย

จริงๆก็ไม่ใช่แต่เฉพาะผู้หญิงไทยที่ปันใจให้กับหนุ่มฝรั่ง สาวๆในเอเชียหลายๆประเทศเขาก็เป็นเหมือนกัน เพื่อนของสามีเราเองเป็นคนญี่ปุ่น บ้านช่องเงินทองที่ญี่ปุ่นก็มี แฟนเราเคยถามเธอนานแล้วว่ามาอเมริกาทำไม ก็ญี่ปุ่นนะรวยกว่าอเมริกันซะอีก เธอบอกอยากแต่งงาน เพราะตัวเธออายุค่อนข้างมากคือเฉียด 40 แล้ว ก็ยังหาแฟนไม่ได้ ผู้ชายญี่ปุ่นก็ไม่ต่างจากผู้ชายไทยที่ชอบเด็กๆเอ๊าะๆสาวๆ สาวแกนั้นถ้าไม่สวย ไม่รวย ไม่มีอะไรเด่นๆเป็นพิเศษหรือโชคดีจริงๆโอกาสน้อย และคนรุ่นเดียวกันที่มันดีๆก็โดนงาบไปหมดแล้ว เธอเลยมาอเมริกา สุดท้ายก็สมใจได้แต่งงานกับพ่อหม้ายอายุรุ่นราวคราวเดียวกันมีความสุขกันดี เพื่อนของแฟนอีกคนคนนี้ก็มีแฟนเป็นผู้ญิงญี่ปุ่น ลูกสอง เค้าก็ไม่ได้รังเกียจอะไรที่ผู้หญิงมีลูกมาแล้ว ทั้งๆที่ผู้ชายนะโสดหน้าตาดีอีกต่างหาก เฮอะๆถ้าเป็นหนุ่มๆหล่อๆหน้าตาดีๆ คนไทยถามหน่อยเถอะมันจะเอาไม๊คนมีลูกมาแล้วนะ ถ้าไม่ใช่สวยเลิศอย่างสิเรียมหรือมาช่า หรือไม่มีตังค์เป็นถุงเป็นถัง แม้แต่พี่สาวแท้ๆของสามีเราก็มีลูกมาแล้วสองหลังหย่ากับแฟนคนแรก ก็แต่งงานใหม่กับหนุ่มโสด แถมรวยและหน้าที่การงานดีอีกต่างหาก แต่งกันมาสิบห้าปีแล้วเค้าก็มีความสุขกันดีมีลูกเพิ่มอีกสอง ลูกเก่าลูกใหม่รักกันดีหมด แม่สามีเราเองก็มีลูกมาแล้วสี่คนยังแต่งงานใหม่กับหนุ่มโสดเช่นกัน และผู้ชายก็ดีกับลูกๆทุกคนไม่มีเรื่องน้ำเน่าแบบละครไทย ไม่ใช่แค่คนใกล้ตัวหรอกเพราะเยอะมากที่ทั้งผู้หญิงและชายอเมริกันที่แต่งงานแล้วหย่าบวกมีลูกติดแต่งงานใหม่กับคนดีๆ และครอบครัวทั้งลูกเค้าลูกเราก็ดูเค้าเข้ากันได้ดีไม่มีปัญหาแบบบ้านเรา

ตัวอย่างข้างบนหรือค่านิยมของสังคมเอเชียหรือสังคมไทยก็รู้ๆกันอยู่ว่าปัจจุบันหรือแม้กระทั่งอดีตผู้ชายไทยมีโอกาสเลือกหรือเป็นฝ่ายเลือกซะมากกว่า จะด้วยความที่ผู้หญิงมันมากกว่าอย่างที่เขาว่ากัน และผู้ชายหลายๆเปอร์เซ็นก็เป็นเกย์เป็นแต๋วกันไปหมด ผู้หญิงที่ไม่ได้สวยไม่เลิศแต่ก็อยากมีครอบครัวนี่นา แม้กระทั่งคนที่ผ่านชีวิตคู่มาแล้วเขาก็อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ๆกับใครซักคน แล้วผู้ชายไทยส่วนใหญ่ก็ชอบแต่ขาว สวย หมวย เซ็กส์ หรือที่มันเอาก็หาดีไม่ได้ เช่นไม่รับผิดชอบ เมาทั้งปีทั้งชาติ เจ้าชู้ไปเรื่อย เขาก็หาฝรั่งสิค่ะ ตัวเราเองมาอยู่ที่นี่ก็ระยะหนึ่ง เราเห็นความแตกต่างหลายๆอย่างของผู้ชายตะวันตกกับผู้ชายไทย เอาเป็นว่ารวมๆเท่าที่สังเกตุนะ บางคนไม่ใช่อย่างนี้ก็มี คนฝรั่งเขาไม่ค่อยอะไรกับอดีตสักเท่าไร และไม่ค่อยมานั่งแคร์ว่าสังคมจะคิดยังไง เช่นอายเพื่อนที่จะแต่งงานกับแม่หม้ายลูกติดหรือกลัวคนจะคิดว่าไม่มีปัญญาหาสาวโสดหรือโง่หรืออะไรประมาณนั้น แฟนเราบอกว่าฝรั่งเค้ามองว่าทุกคนมีสิทธิที่จะทำผิดพลาดและเราควรให้โอกาศเขาไม่ใช่เอาอดีตมาตัดสิน แต่แฟนเราบอกถ้าเขาเลือกได้เขาก็เลือกคนโสดไม่มีลูกจะดีกว่า อ้าวซะงั้น… แต่ว่านี่ไม่ได้มาเชียร์ให้มาหาแฟนฝรั่งกันนะ เพราะจริงๆแล้วฝรั่งไม่ดีก็เยอะ ผู้ชายไทยดีๆก็มี (แต่ไม่เจอเอง) มองเป็นคนๆไปดีกว่า

แรคคูนกับสกังค์ Raccoon and Skunk

plew May 31st, 2009


มีสัตว์อะไรบ้างในอเมริกาที่เมืองไทยบ้านเราไม่มี เอาประเภทที่หาได้ง่ายๆเหมือนหนูสกปรกที่เดินป๋วยเปื้อนในบ้านเราก็คงต้องเจ้าแรคคูน Raccoon นี่แหละ เอาเป็นว่าวันนี้มาเรื่องเบาๆน่ารักๆ กันอย่างเรื่องของเจ้าสัตว์ที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูแต่จริงๆแล้วไม่ใช่
อย่างแรคคูนกับสกังค์กันบ้างดีกว่า

ตัวเราเองอยู่อเมริกามาก็ปีกว่าแต่เนื่องจากอยู่ในเมืองคือซานฟรานซิสโก แถมอยู่ในย่านใกล้ดาวทาวน์ซึ่งตึกรามบ้านช่องหนาแน่น เลยทำให้ไม่ค่อยได้เห็นแรคคูนหรือสกังค์จะจะซะที เคยเห็นแรคคูนก็แว็ปๆตอนกลางคืน จนได้มีโอกาศมาพักที่บ้านพี่สาวแฟนใน Santa Cruz ซึ่งเป็นเมืองทางใต้ของซานฟรานขับรถประมาณชั่วโมงครึ่ง เรามาอยู่เฝ้าบ้านให้เค้าสามเดือน ซานตาครูสเป็นเมืองขนาดกลางๆออกแนวบ้านนอกนิดๆตึกสูงๆไม่มี บ้านก็เป็นบ้านมีบริเวณ คือพูดง่ายๆก็ยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก บ้านที่เรามาพักต้นไม้เยอะบวกกับมีพื้นที่หลังบ้านกว้างเอามากๆเป็นไร่เลยละ นี่เองทำให้เป็นเราได้มีโอกาศเห็นเจ้าแรคคูนกับสกังค์อย่างจะจะเป็นครั้งแรก

เดิมทีก่อนมาที่นี่เราเคยได้ยินชื่อแรคคูนกับสกังค์บ่อยๆ นึกถึงแรคคูนส่วนมากเป็นภาพในกาตูนร์ซึ่งเราก็คิดว่ามันน่ารักน่ากอดดี หางเป็นพวงสีดำขาว ตาเหมือนแพนด้า สกังค์คนไทยเราก็เคยได้ยินว่ากลิ่นมันเหม็นแต่เหม็นยังไงก็ไม่รู้เพราะไม่เคยได้กลิ่นมันจริงๆนี่นาดูแค่ในกาตูนร์อะ

เนื่องจากที่บ้านนี้เลี่ยงแมว ทำให้มีจานอาหารเม็ดของแมววางอยู่ในสวนหลังบ้าน วันหนึ่งประมาณสี่ทุ่ม ซึ่งเป็นวันแรกที่เราได้เห็นสกังค์ของจริงเป็นครั้งแรก มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นหางพวงๆสองตัวรุมกินอาหารแมวอย่างเมามัน เราบอกแฟนมาแอบดูมัน สกังค์เองจริงๆก็เป็นสัตว์ที่ดูน่ารักดี ตัวดูจะใหญ่กว่าแมวนิดหน่อยแต่หางเป็นช่อใหญ่สีดำขาวสวยมาก ตัวสีดำแต่มีขีดขาวตรงกลางดูเทห์เหมือนพังค์ประมาณนั้น แต่หน้าตามันยาวๆดูไม่ค่อยน่ารักเท่าไร แถมไม่กลัวคนด้วยมันเห็นเรามองมันก็เฉยๆกินต่อปาดินสอใส่ก็ไม่สนกินต่อ สำหรับกลิ่นนั้นก็เหม็นอย่างที่เคยได้ยินมา แต่มันเหม็นแบบก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนซากศพหรืออะไร กลิ่นคล้ายๆถั่ว หรือคล้ายๆคนกินถั่วเยอะและผายลมออก หรือค้ลายๆกลิ่นตดพูดง่ายๆ เอแต่เหมือนคนสักสามสิบคนตดพร้อมๆกัน เพราะบางวันเปิดประตูออกมากลิ่นงี้ฉุนเชี่ยว แฟนเราเล่าให้ฟังว่าอย่าทำให้มันโกรธมันจะสเปรย์กลิ่นเหม็นใส่ หมาของเพื่อนเขาเคยโดนมันสเปรย์ใส่ อาบน้ำล้าง โกนขนออกก็ไม่หายติดกลิ่นเหม็นอย่างนั้นสองปีถึงจะหาย น่ากลัวมาก

มาที่แรคคูนบ้างเจ้านี้เห็นจะจะใกล้ๆเลย มันมากินข้าวแมวที่วางไว้หน้าประตู แรคคูนตัวใหญ่กว่าแมวพอควร ตัวอ้วนกลมน่ารัก หางเป็นพวงขาวดำ แต่หน้ามันจะยาวๆคล้ายๆหมาจิ้งจอง แต่มีสีดำครอบตาแบบแพนด้า เราได้ดูมันกินข้าวใกล้ เจ้าตัวนี้มันจะใช้สองขาหน้าคือใช้มือหยิบอาหารเข้าปาก คล้ายๆลิงไงไม่รู้ แล้วกินเสร็จมันก็ทำความสะอาดมือ บางคนบอกว่ามันชอบล้างมือด้วยหลังมันกินอาหารเสร็จ เราเคยถามแฟนว่าเอแรคคูนนี่น่ารักดีทำไมไม่มีใครอมันมาเลี้ยง เขาก็หัวเราะบอกก็จริงๆแต่มันอันตรายเล็บมันคมและมันก็ไม่เชื่อง

เวลาแรคคูนหรือสกังค์มา แมวนี่คือหลบหรือไม่ก็ยืนตัวแข็งไม่สู้กัน แมวคงรู้ว่าสองตัวนี้แข็งแรงกว่าก็ต้องปล่อยให้มากินอาหารของตัวเอง สองพวกนี้จะออกหากินตอนกลางคืนกลางวันไม่เคยเห็นมันเลยไม่รุ้ไปแอบที่ไหน หลังๆอยู่บ้านนี้ระยะหนึ่งชักเบื่อเพราะเห็นบ่อย บางทีก็แอบนึกว่าเหมือนอยู่ในสวนสัตว์ไงไม่รู้เพราะสัตว์เยอะเหลือเกิน

เรื่องน่าเศร้าของที่นี่ก็ต่างจากบ้านเรา ปกติบ้านเราตัวที่นอนตายตามข้างถนนจะเป็นน้องหมา น้องแมว หรือหนูเป็นหลักแต่ที่นี่ก็เจ้าแรคคูนกับสกังค์นี่แหละ นอนตายตามข้างถนนทั่วไป แต่มีวันหนึ่งเห็นแล้วตกใจคือกวางนอนแข็งตายขาชี้อยู่กึ่งกลางถนน งงบวกสงสารไปพร้อมกัน แหมอเมริกานี่ช่างคงความเป็นธรรมชาติไว้ได้ดีเหลือเกิน..

ทำอาหารไทยให้ฝรั่งทาน Thai Food for the Western

plew May 23rd, 2009


อาหารไทยเราอย่างที่ทราบๆกันดีว่าโดงดังและเป็นที่ชื่นชอบของพวกฝรั่งรวมทั้งชาติเอเชียเราด้วยกันก็ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อาหารไทยนี่อร่อยแถมดีต่อสุขภาพอีกอีกด้วยเพราะเครื่องเคราที่มาจากสมุนไพรมากมาย แต่จากการมาสัมผัสด้วยตนเองในอเมริกา ทั้งจากการเป็นคนที่ต้องทำอาหารไทยให้ฝรั่งทาน หลักๆก็คือสามีเราเองนี่แหละ รวมทั้งเพื่อนๆฝรั่งบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง อีกประสบการณ์ก็คือการทานอาหารไทยในร้านอาหารไทยในอเมริกานี่แหละ ทำให้เราสังเกตว่าเอจริงๆไม่ต้องสังเกตหรอกค่ะมันเห็นๆกันอยู่ ว่าอาหารไทยที่จะทำหรือจะเสริฟให้ฝรั่งหรือคนต่างชาติ โดยเฉพาะคนที่ไม่คุ้นเคยกับอาหารรสจัดด้วยแล้ว ค่อนข้างแตกต่างจากอาหารไทยต้นตำหรับแท้ๆในบ้านเราอยู่พอสมควร

ประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเองเลย แฟนชอบกินต้มข่าไก่มาก แต่ว่าเวลาเสริฟเขาอยากให้เราแยกพวกเครื่องสมุนไพรพวกข่า ตะไคร้ โดยเฉพาะพริกออกให้ด้วย โดยเฉพาะพริกถ้าไม่ได้ปั่นยังเป็นชิ้นๆ ฝรั่งบางครั้งเขาไม่ค่อยดูก่อนจะตักเข้าปากหรือเพราะบางทีไม่รู้ว่ามันเผ็ดหรือแยกไม่ออกระหว่างสีเขียวที่เป็นพริกกับผักชีโรยก็ตักเข้าปากเคี้ยว โดนเข้าไปร้องจ๊ากเลยทีเดียว หลังจากนั้นเราระวังมากคือเอาพริกออกก่อนเสริฟเลย แล้วคำว่าเผ็ดน้อยของฝรั่งนี่คือเผ็ดน้อยจริงๆแถบจะไม่เผ็ด ตามร้านไทยพวกต้มยำต่างๆรสจะค่อนข้างอ่อนคืออ่อนมากๆสำหรับคนไทย เรียกว่ารสเด็กเลยละ บวกกับค้าชอบให้หวานด้วย คือจะชอบต้มยำที่ออกหวานนิดๆไม่เปรี้ยวจัดหรือเค็มแรงๆ แบบที่คนไทยชอบ

สำหรับต้มข่าหรือ Coconut Soup ที่บอกไปแล้วว่าฝรั่งชอบมาก ต้มข่าที่ขายกันในร้านไทยหรือเราเองทำให้ฝรั่งจะข้นๆมากกว่า คือของเราคนไทยจะใสกว่าเพราะข้นมากมันเลี่ยนแต่ฝรั่งชอบข้นๆ เราทำแทบไม่ผสมน้ำเลยกะทิล้วนแต่ฝรั่งบอกนี่แหละชอบเลย เมนูอื่นๆพวกแกงต่างๆก้ไม่ต่างคือรสจะอ่อนลงมากเมื่อเทียบกับไทยแท้ๆ

สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดถึงความแตกต่างของร้านอาหารไทยในอเมริกากับร้านอาหารไทยในบ้านเราคือวิธีเสริฟ ร้านไทยในอเมริกาเขาจะพยายามปรับเอารูปแบบการทานอาหารการเสริฟแบบฝรั่งมาใช้กับการเสริฟอาหารไทย ฝรั่งจะต้องมี appetizer เสริฟก่อน แล้วตามด้วย soup แล้วก็ Entrée ซึ่งอันนี้บอกตรงๆว่าขัดหูขัดตาและขัดใจเรามากๆ เพราะอะไรยกตัวอย่าง เราไปกับฝรั่งหรือตอนเราทำร้านอาหารไทย ฝรั่งสั่งป่อเปี๊ยทอด ต้มยำไก่ ผัดเปรี้ยวหวานแล้วก็ข้าวป่าว วิธีที่นี่เขาจะเสริฟป่อเปี๊ยก่อน โอเคอันนี้ไม่ว่ากัน แล้วเขาก็จะรอจนป่อเปี๊บเกือบหมดหรือหมดเขาก็จะเสริฟต้มยำ ซึ่งเขาถือว่ามันเป็นซุป โดยยังไม่เสริฟข้าว ก้ให้นั่งซดต้มยำไปป่าวๆจนหมด แล้วก้เก็บต้มยำออกไป สุดท้ายเหลือเปรี้ยวหวานเขาก็ถือว่าอันนี้ละ Entrée เขาก็เอามาพร้อมข้าวป่าว สุดท้ายคือเหลือกับอย่างเดียวที่กินกับข้าว มีบางเคสที่เจอหนักกว่านี้ สั่งไล่เลี่ยงไปมีของทอด มีต้มยำ มีผัดไทย มีข้าว เสริฟไปสุดท้ายเอาผัดไทยเสริฟมาพร้อมข้าว แต่ต้มยำนะหมดไปแล้ว นึกได้ไงว่าผัดไทยนี่ Entrée เซ็งเป็ดเลย คือถ้าเราไปกับแฟนซึ่งเขาคุ้นกับอาหารไทยและการเสริฟแบบไทย เราจะบอกเลยเอามาพร้อมกันเลย เพราะร้านส่วนใหญ่เลยเขาจะทำอาหารไล่ออกมาอย่างที่บอก
เรื่องอาหารจานเดียวของบ้านเราเช่นผัดไทย ข้าวผัด ผัดซีอิ้วพวกนี้เช่นกัน ร้านส่วนใหญ่ทำมันแบบเป็นกับข้าวอย่างหนึ่ง ทั้งๆที่มันเป็นอาหารจานเดียวที่ไม่ต้องกินกับข้าว แล้วเขาทำกันจานใหญ่มากแบบกินได้สองคนสบายๆแถมอาจเหลือด้วย สั่งผัดไทยทีไรลมเสียเพราะจานใหญ่มากๆ แถมรสจืดเค็มเป็นหลัก รสพริกป่น รสมะนาวไม่ต้องพูดเลย ฝรั่งหลายคนก็กินผัดไทยกับข้าวเปล่ากันเลย แถมสั่งผัดไทหรือผัดซีอิ้วที่นี่ไม่เคยให้ช้อนมาด้วยให้แต่ส้อมทั้งๆที่ช้อนเขาก็มี ก็คือต้องขอเขาอีกที มะนาวไม่ต้องพูดต้องขอ ขอแล้วก้ได้มะนาวเหลืองหรือ Lemon แต่เราต้องการ Lime หรือมะนาวเขียว ซึ่งไม่ใช่ที่นี่จะไม่มีขายแต่จริงๆมีขายทั่วไปเลยละ

อีกเมนูที่ฮิตเหลือเกินที่นี่คือสะเต๊ะค่ะ ของบ้านเราส่วนมากจะเป็นหมู ถ้าร้านอิสลามก็เนื้อ แล้วก็ไม้เล็กๆจิ๊ดเดียว แต่พอมาขายฝรั่งตัวโต สะเต๊ะที่นี่ก็ขยายขนาดตามคนกินคือที่นี้ทำไม้ใหญ่เลย น้ำจิ้มส่วนใหญ่จะให้แค่น้ำจิ้มถั่วหรือ peanut sauce ที่ฝรั่งชอบกันเหลือเกิน น้ำจิ้มอาจาดไม่เคยเจอร้านไหนเสริฟเลยนะเท่าที่ทานมา

เราเองก็เข้าใจว่าเขาอยากให้มันแบบเข้ากับวัฒนธรรมฝรั่งไง แต่บางทีเขาลืมไปว่าไอ้ซุปแบบไทยเรานะ มันรสจัดกว่าซุปแบบฝรั่งมากมาย ถึงแม้จะทำให้มันอ่อนแล้วมันก็ยังไม่อ่อนเหมือนกับซุปแบบฝรั่งที่ส่วนประกอบหลักๆคือนม เนย แล้วซุปไทยเราคือพวกต้มยำ ต้มข่าที่ฝรั่งชอบสั่งนะ มันอร่อยกว่าเมื่อกินกับข้าวสวยร้อนๆ แล้วสุดท้ายคุณให้เขานั่งกินข้าวจานควายๆกับกับข้าวที่เหลืออย่างเดียว แฟนเรายังบอกเลยร้านไทยน่าจะเสริฟอาหารคือเสริฟสไตล์ไทย ฝรั่งเขารับได้ แถมเขายังชอบเพราะมันเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมไปด้วยไม่ใช่แค่การกินอาหาร แฟนเราก็ยกตัวอย่างร้านพวกอาหาร Middle East เขาก็จะเสริฟในแบบของเขาไม่มีการจัดลำดับการเสริฟอะไรแบบฝรั่งเลย เขาเสริฟแบบเดียวกับที่เขาเสริฟในบ้านเขาแต่โอเค รสชาติของอาหารก็ต้องปรับบ้างให้เข้ากับรสนิยมอเมริกัน แฟนเราก็คิดอย่างเราเขาบอกร้านอาหารไทยน่าจะ Educate ลูกค้าได้บอกได้เลยอือซุปไทยนะรสจัดคนไทยนิยมทานพร้อมข้าว คนไทยเราทานกลับข้าวหลายๆอย่างพร้อมกันโดยทานกับข้าว เขาบอกบางทีฝรั่งไปทานอาหารต่างชาติเขาก็ชอบที่ได้บรรยากาศหรืออะไรที่มันเป็นของแท้ๆอะ ได้ทั้งอาหารอร่อยและเรียนรู้วัฒนธรรมไปพร้อมกันเลย แต่ทั้งนี้ก็ย้ำอีกทีว่าอันนี้ความเห็นส่วนตัวนะจ๊ะ
แหมบ่นมาซะยาวจริงๆแล้วคงเพราะคิดถึงอาหารไทยแบบรสชาติดั้งเดิม ไอ้ทำกินเองนะได้อยู่หรอกแต่บางทีทำเองกินเองทุกวันมันก็เบื่อ ก็อยากหาอาหารไทยรสแบบไทยแท้นอกบ้านกินบ้าง แต่ว่ายังหาร้านที่โดนไม่เจอเลยค่ะเศร้า..

เมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดในอเมริกา :America’s 5 Most Expensive Cities

plew May 16th, 2009


เมืองอะไรในอเมริกาที่ค่าครองชีพแพงที่สุด นั่งทำงานอยู่เพลินๆไม่รู้อยู่ดีๆก็แอบมานั่งคิดว่าอเมริกานี่มีตั้งห้าสิบรัฐ แต่ละรัฐก็ประกอบด้วยอีกกี่เมืองก็ไม่รู้รู้แต่ว่าเยอะมากๆ ก็อยากรู้ขึ้นมาว่าประมาณท็อปห้า ท็อปสิบอันดันเมืองที่แพงที่สุดในอเมริกา ในที่นี่คือเรื่องค่าครองชีพและราคาอสังหาริมทรัพย์ เพราะสองตัวนี้ถือเป็นปัจจัยหลักอยู่แล้วในการวัดว่าที่ไหนมันมีค่าครองชีพสูงกว่ากัน อยากรู้เพราะเราเองก็อยู่ San Francisco ซึ่งใครๆก็บอกว่าเมืองนี้โครตจะแพงติดอันดับต้นๆ เลยอยากรู้ว่ามันลำดับที่เท่าไร และเมืองไหนอีกที่โฮโซแสนแพง อันดับหนึ่งนั้นใครๆก็คงเดาออกว่านิวยอร์กแน่นอน แต่ลำดับรองๆลงมานี่ไม่แน่ใจ เลยลองหาจาก Google เพื่อนที่แสนดีอีกตามเคย ไปเจอเวปนี้ http://wirednewyork.com อ่านแล้วน่าสนใจดีเลยขอ อนุญาติคัดลอกมาให้อ่านกันดูเล่นๆ และเผื่อเป็นข้อมูลสำหรับบางคนที่คิดว่าเออยากมาอเมริกามาเมืองไหนดี เพราะเมืองที่มันแพงส่วนมากคือมันสะดวกสบายกว่า สิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่า สวยกว่า ตื่นตาตื่นใจกว่า เลยทำให้ค่าตัวมันสูงตามไปด้วย ของดีใครๆก็อยากไปอยู่ ว่าแล้วลองอ่านกันดูเองเลยค่ะ

America’s 5 Most and Least Expensive Cities

No surprise—the more a city has to offer, the more it costs to live there

Catch-22 rears its ironic face once again: The more a city has to offer, the more it costs to live there. That’s just the way it is. New York City, San Francisco and Honolulu are all beautiful, fun, vibrant cities that each cost an arm and a leg—and that’s just counting your security deposit.

To find out what cities give you the least bang for your buck, we’ve used the most recent Cost of Living Index compiled by the ACCRA, a non-profit organization that researches community and economic development. The Arlington, Va.-based company compiles the index from a survey of 314 metropolitan areas of all sizes in North America, taking into account six primary expenses: groceries; housing; utilities; transportation; healthcare; and miscellaneous goods and services. (Note that it does not consider taxes.)

How to Read the Numbers

The number that follows each city is its composite index score, with the average being 100. For example, with a composite index of 217.1, the cost of living in New York City is about 117 percent more than the cost of living in the average U.S. city. To extrapolate further, if you earned $100,000 per year in “Average City, U.S.A,” you’d need to make $217,000 annually in Manhattan.

No. 1: New York, New York—217.1

It’s the Big Apple, baby, and an expensive apple it is! The town so nice they named it twice also costs more than twice as much to live in as your average U.S. city. So while it may be great for the well-to-do, young people unconcerned with amenities like privacy or those who just have to live there, it’s a real struggle for the average family. Housing costs, utilities and groceries are all higher here than any other U.S. city, with housing costing five time the national average. Of course, as with all places, you’re paying for location and Manhattan has it all: the best restaurants, world-class museums and a bustling, vibrant, cosmopolitan scene replicated nowhere else.

No. 2: Jersey City, New Jersey—182.8

Well, if you think that location is everything, you must consider why Jersey City, N.J. is ranked just under New York City… New Jersey’s second largest city is one mile across the Hudson River from Manhattan, the most expensive city in the country. It is also just five miles from Newark, New Jersey’s largest city, which is also in the hub of one of the country’s most expensive places to live. From Jersey City, you’ll get one of the best views of the Statue of Liberty.

No. 3: San Francisco, California—169.8

It’s easy to give your heart up to The City by the Bay. The hilly, ethnically diverse metropolis is packed with hip neighborhoods, gorgeous vistas and enjoys a temperate year-round climate. The hang up is the cost of living. Real estate has bounded to stratospheric heights over the last decade, due mostly to the once-thriving tech industries in the area. So not only is purchasing a home extremely costly but even renting a one-bedroom apartment can cost you upward of $1,500 per month. And the market is very competitive, with buyers outbidding competitors and apartments snatched up as quickly as they become available. Some landlords even require a “renter’s resume” of your past living accommodations. If you can afford it, it’s the best. If not, at least spend a vacation there.

No. 4: Stamford, Connecticut—163.2

Stamford, a city of approximately 117,000 residents, is a coastal community along Connecticut’s shoreline, consisting of 37.3 square miles. Just 25 miles northeast of New York City and 40 southwest of New Haven, Stamford is the country’s third largest corporate headquarters community. The city offers both urban and suburban elements ranging from the multi-acre homes in wooded North Stamford, to a corporate downtown center, to the shoreline areas that envelop parks and beaches. Besides scenic beauty, Stamford also boasts a low crime rate.

No. 5: Honolulu, Hawaii—155.64

A little slice of tropical paradise will cost you big if you decide to live in Hawaii’s largest city, a metropolitan area of 372,279 residents. According to Enterprise Honolulu, in 2000, Honolulu’s per capita personal income was $29,960 in comparison to Hawaii’s average of $27,851 and the U.S. average of $29,649. Honolulu’s per capita personal income has consistently remained above the state and U.S. average. Still, housing and groceries don’t come cheap. And what do you get in return for that high cost of living? How about beautiful beaches, cool tradewinds and a killer view of Diamond Head.

Four of the five least expensive metropolitan areas are in Texas. They include:

McAllen, Texas—84.3
Seguin, Texas—84.6
Laredo, Texas—85.0
Jonesboro, Arkansas—85.9
Lubbock, Texas—86.6

And besides metropolitan areas, the ACCRA also ranks 314 urban areas. Those with the highest cost of living are:

New York-Wayne-White Plains, NY-NJ—171.0
Los Angeles-Long Beach-Glendale, CA —148.8
Oakland-Fremont-Hayward, CA—143.8
San Diego-Carlsbad-San Marcos, CA—139.8
Washington-Arlington-Alexandra, DC-VA-MD-WV—138.8
Newark-Union, NJ-PA—132.9
Edison, NJ—131.4
Seattle, WA—122.9
Philadelphia, PA—120.8
Chicago-Naperville-Joliet, IL—118.0

Copyright 2004 Homestore, Inc.

ทำงานนวดในซานฟรานซิสโก:Massage License Requirements in San Francisco

plew May 9th, 2009


การทำงานนวดในอเมริกา หลังจากที่เคยเล่าประสบการณ์ของตัวเองในการรับนวดไทยในซานรฟรานซิสโกไปแล้ว พบว่ามีเพื่อนๆหลายคนสนใจทำงานนวด โดยเฉพาะคำถามเกี่ยวกับการขอใบอนุญาตหรือ license ในการทำงานนวด ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าแต่ละรัฐแต่ละเมืองก็จะมีข้อกำหนดแตกต่างกันไป บางที่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตด้วยซ้ำไป หรือเอาเข้าจริงๆไม่มีใบอนุญาตก็ทำได้ไม่มีใครห้ามโดยเฉพาะในกรณีที่รับนวดเองอิสระไม่ได้เปิดกิจการเป็นเรื่องเป็นราวอะไร อย่างไรก็ตามได้นำข้อมูลตัวอย่างหลักเกณฑ์และขั้นตอนของการขอ Massage License ของ San Francisco มาให้ลองอ่านกันดู

คัดลอกจาก San Francisco Department of Public Health
General and Advanced Massage License Requirements

Step 1. Application Process
Bring the following to the Department of Public Health, Environmental Health Section at 1390 Market Street, Suite 210, San Francisco (Monday - Friday, 8:30am - 4:30pm)
1. Completed Massage Practitioner Application. Available in an Acrobat (pdf - print, then fill out) or Microsoft Word: (can fill application on a computer, then print it)
2. Photo ID: driver’s license, identification card, passport or INS card. Applicant must be at least 18 years of age.
3. Original diploma(s)
From a California massage school, approved by the Department of Consumer Affairs.
General ≥ 100, Advanced ≥ 200 hours. Proof of hours must be on the diploma or appropriate official school issued transcript.
Out of State Applicants must submit an original diploma and official transcripts from a recognized massage school.
Foreign graduates of massage must have their diplomas authenticated by the Consulate or Embassy of the Country of Origin, or have their diploma and transcripts evaluated by a foreign credential evaluation service.
4. Application fee payable to SFDPH (San Francisco Department of Public Health) (See Fee Schedule of Licenses, Permits, Fines & Service Charges). Non-refundable, check or money order ONLY. Bounced check fees are $50.00.
5. Request for verification of massage license must be completed if you practiced massage in another state.
Step 2. Complete Background Check (Live scan)
Submit an official referral form for background check (pdf) to San Francisco Police Department (SFPD).
1. See Fee Schedule of Licenses, Permits, Fines & Service Charges for fee (non-refundable, check or money order ONLY) payable to SFPD (San Francisco Police Department)
2. There are no appointments. Expect a waiting time of 1 or more hours at SFPD. Arrive early.
3. SFPD sends completed background check results to us in approximately 2 weeks from the time you submit your request.
4. Background check expires after three (3) months.
Step 3. Massage Practitioner Exam/Photo ID/License Fee
Note: Effective February 2007, you will be notified and scheduled to take the massage practitioner exam only when your file is complete i.e. our office has all necessary documents including diploma, transcripts and background check result.
The Exam Day Process takes approximately 1-2 hours to complete.
You must show up to take the massage exam on the date/time specified on your confirmation letter. If you are unable to make your specified exam date, you must notify us immediately at 415-252-3882.
1. Bring a photo ID (driver’s license, passport, or ID card)
2. No drop-ins. No waiting list for exam. Arrive early. If you are more than 10 minutes late, you will be required to reschedule for the next available examination.
3. You are allotted 1 hour to complete the exam.
4. You will receive the result of your exam on the same day.
If you pass your exam (minimum score of 70%) you will proceed to:
1. Take photo ID downstairs, Room 212.
2. After taking your photo ID, you will be given the tax authorization form. Go to City Hall, Room 110 to pay for your license fee. The license fee will be prorated from the issue date on your permit to December 31st of the current year. The yearly fee is $86.00. You will receive a renewal bill between November - January of each year.
3. Return to 1390 Market Street, Room 210 with proof of payment from the Tax Collector. Your practitioner license and photo ID will be provided to you.
If you fail your exam: You will need to schedule for the next available exam.

Exemptions:
Licensed or certificated health care practitioner practicing massage as part of his or her health care practice, any barber, cosmetologist, esthetician or manicurist licensed under Division 3, Chapter 10, of the California Business and Professions Code practicing massage within the scope of any relevant state restrictions on the practice of massage by members of those professions

สมัครเรียนต่อปริญญาโทในอเมริกา

plew May 3rd, 2009


สมัครเรียนต่อปริญญาโทในอเมริกา หลังจากสัมภาษณ์กับหัวหน้าภาควิชาเรียบร้อย อีกสองวันลองเข้าไปเช็คสถานะในเว็ปไซต์ทุกอย่างก็เรียบร้อยคือตอบรับให้เข้าเรียน ต่อมาก็ได้รับจดหมายตอบรับเข้าศึกษาต่ออย่างเป็นทางการจากทางมหาวิทยาลัย ตอนนั้นก็คิดว่าโอเคเรียบร้อยทุกอย่างไม่ต้องมีเอกสารอะไรอีก ปรากฎว่ายังคือทางมหาวิทยาลัยต้องการเอกสารยืนยันเกี่ยวกับการได้รับวัคซีนป้องกันโรคคางทูม โรคหัดเยอรมัน ซึ่งจริงๆคนส่วนใหญ่ก็เคยได้กันมาแล้วตั้งแต่เด็กๆ แต่เราเองไอ้เจ้าเอกสารที่ว่ามันก็คงไม่เหลืออยู่แล้วไม่รู้หายไปไหนแล้วเพราะนานมากๆ และถ้ามีก็อยู่เมืองไทยอีกอย่างมันก็เป็นภาษาไทยยังไงก็ต้องแปลอีก

ดังนั้นเมือเราไม่มีเอกสารมาแสดงได้ว่าเรามีภูมิคุ้มกันหรือเคยไดด้รับวัคซีนมาก่อน ก็มีอยู่สองทางเลือกคือฉีดวัคซีนซ้ำไปอีกเข็มหรือเจาะเลือดเพื่อตรวจดูว่ามีภูมิคุ้มกันหรือไม่ สุดท้ายเราเลือกฉีดวัคซีนใหม่ จริงๆแล้วมหาวิทยาลัยเองก็มี Health Center ซึ่งให้บริการตัวนี้ด้วย สาม วัคซีนรวมกันในเข็มเดียวมหาวิทยาลัยคิดราคา $75 เราก็ไม่แน่ใจว่าถูกหรือแพงกว่าคลีนิคปกติ แต่แฟนก็บอกว่าน่าจะถูก แต่บังเอิญตอนนั้นขี้เกียจเข้าไปมหาวิทยาลัย แฟนเลยพาไปที่ศูนย์การแพทย์ของรัฐบาลคล้ายๆพวกอนามัยอะไรประมาณนั้น ปรากฎว่าแค่เข็มละ $15 โชคดีที่ไม่ไปฉีดที่มหาวิทยาลัย ไม่งั้นคงเจ็บใจน่าดู ฉีดเสร็จเขาก็ให้เอกสารมาเราก็ตัวนั้นไปยื่นกับทางมหาวิทยาลัยก็เป็นอันจบเรื่องนี้ไป
ดังนั้นถ้าใครจะมาเรียนที่นี่ก่อนจะมาถ้ามีเอกสารตัวนี้ก็เตรียมไว้ได้เลยหรือฉีดทำอะไรมาจากบ้านเรา ถูกกว่าแน่ๆจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายที่นี่

หลังจากเคลียเอกสารครบ ก็จ่ายเงินค่าของเราเนื่องจากเป็น Resident จึงจ่ายแต่ค่าธรรมทเนียมไม่ต้องจ่ายค่าหน่วยกิต ปกติขจั้นตอนเกือบทุกอย่างของมหาวิทยาลัยนี้ทำผ่านทางอินเตอร์เนตได้ทั้งหมดเลย การจ่ายเงินก็เช่นกัน จ่ายผ่านบัตรเครดิตทางอินเตอร์เนตได้เลยแต่ว่าดันต้องเสียค่าธรรมเนียม $55 คือแปลกๆนิดนึงถ้าจ่ายด้วยบัตรเครดิตจ่ายได้เฉพาะออนไลน์ ถ้าจะจ่ายที่มหาวิทยาลัยรับเฉพาะเงินสด อือเราก็แบบว่าไม่อยากจ่ายเงินสด เลยยอมเสียค่าธรรมเนียมไป $55 ก็จะได้ไม่ต้องเดินทางไปมหาลัยด้วย หลังจากจ่ายเงินเขาก็จะขึ้นใน Profile ของเราว่าชำระเงินแล้ว รอลงทะเบียนซึ่งเขาจะกำหนดวันที่เราจะสามารถลงทะเบียนไว้อย่างชัดเจน คือต้องเช็คออนไลน์ใน Profile ของเรา จะลงก่อนไม่ได้ ถ้าลงหลังจากวันที่กำหนด ก็ต้องรอจนถึงเวลาที่เขาเปิดอีกที ก็ดีเพราะคงไม่อยากให้นักเรียนแห่มาลงวันเดียวกันแน่น ระบบคงล่มแน่ๆ ก็จัดไปเลยว่าคนนี้วันนี้ แต่ก่อนจะลงทะเบียนก็ต้องเข้าไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาเสียก่อนเพื่อวางแผนการเรียนซึ่งอันนี้ก็ปกติไม่ต่างจากบ้านเรา ส่วนตารางเรียนทุกอย่างก็ออนไลน์ ซึ่งก็มีรายละเอียดให้ครบทั้ง วิชา วันเวลา อาจารย์ผู้สอน สถานที่ ตำราหลักที่ใช้ จนกระทั่งความจุคือรับได้กี่คน ก็ชัดเจนและสะดวกดี สรุปแล้วอะไรๆก็ต้องทำผ่านทางอินเตอร์เนตเกือบทุกขั้นตอนเลย ลงทะเบียนแล้วก็รอเปิดเทมอ..ตื่นเต้นจัง

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องก่อนหน้า

เรียนต่อปริญญาโทในอเมริกา Study Further in The USA.

plew April 29th, 2009


สมัครเรียนต่อปริญญาโทในอเมริกา หลังจากตัดสินใจแล้วว่าเรียนต่อโทอีกสักใบหนึ่งเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ก็ใช้เวลาในการหาว่าจะเรียนคณะอะไร ที่มหาวิทยาลัยไหนอยู่พักหนึ่ง แต่ข้อจำกัดของเราคือเรามีครอบครัวดังนั้นจะเที่ยวร่อนเรไปเรียนไกลๆก็ไม่ด้ ตัวเลือกที่มีอยู่คือ Cal State ที่อยู่ในละแวก Bay Area หรือ UC ก็มีที่เดียวที่ใกล้ในย่านซานฟรานก็คือ UC Berkley แต่ก็ต้องตัดไปทั้งที่ใจอยากเพราะ Requirement ที่ค่อนข้างจะสูงเพราะถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยเกรดเอ รวมทั้งราคาที่แพงกว่า Cal State เอกชนนั้นเราตัดทิ้งแต่แรกเพราะแพงๆเสียดายตังค์ ดังนั้นก็เหลือแต่ CSU นี่แหละที่ใกล้และสะดวกที่สุดและเราต้องการที่สุดคือ SFSU อีกที่ก็ East Bay แต่จริงๆก็ไม่ได้อยากเพราะค่อนข้างเล็กและชื่อเสียงสู้ SFSU ไม่ได้ นอกนั้นก็ไกล ตัวเลือกเราคือต้องเดินทางโดยรถสาธารณะได้เท่านั้น ดังนั้นก็เหลือตัวเลือกเดียวคือ San Francisco State

ค่าใช้จ่ายสำหรับ CSU หรือ California State University ค่อนข้างถูกถ้าเป็น Resident เพราะไม่ต้องเสีนค่าหน่วยกิตเสียแต่ค่าธรรมเนียม ถ้าลงทะเบียนแบบ Fulltime คือมากกว่า 6 หน่วยขึ้นไปอยู่ที่ $2200 กว่าๆ ต่ำกว่า 6 หน่วยก็ ประมาณ $1800 แต่ถ้าไม่ใช่ Resident ก็เสียค่าธรรมเนียมตรงนี้บวกค่าหน่วยกิตหน่วยละประมาณ $300 ต้นๆ คือเป็นResident จะจ่ายถูกลงไปมากโขอยู่ นี่เป็นอีกเหตุนึงที่เราคิดว่าควรจะเรียนโทมันอีกสักใบ เพราะเผลอๆจะถูกกกว่าเรียนโทอินเตอร์ในเมืองไทยซะอีก
หลังจากผ่านโทเฟลคือได้คะแนนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่เขากำหนด เราก็สมัครซึ่ง CSU ทั้งหมดจะสมัครผ่านทางเว็ปรวมเวปเดียวกันคือสมัครผ่านอินเตอร์เนตเท่านั้น ค่าสมัคร $55 จ่ายผ่านเครดิตการ์ดเลย เราสมัครที่เดียวใบสมัครก็ไม่ได้ยุ่งยากมาก แล้วก็ save ไว้ได้กรอกต่อวันหลังได้ กรอกใบสมัครส่งเรียบร้อย วันสองวันจำไม่ได้ก็มีอีเมล์ส่งยืนยันว่าได้รับใบสมัครแล้ว รวมทั้งหมายเลขอ้างอิงต่างๆเรียบร้อย

สำหรับสาขาที่เราสมัครเรียนคือ Instructional Technologies (เรียนพวก Web Design, Multimedia Design,
E-learning) โชคดีเพราะไม่จำเป็นต้องมีคะแนน GRE แต่ต้องมี portfolio เพื่อแสดงเกี่ยวกับระดับความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่เดิม นอกจากนั้นก็ทั่วไปคือ Recommendation Letters, Statement of purpose รวมทั้งต้องเข้ามาสัมภาษณ์กับ Department Chair ด้วย

สิ่งที่ต้องทำหลังจากกรอกใบสมัครทางเนตคือ กลับไปขอ Transcript กับทางมหาวิทยาลัยให้เขาใส่ซองและเซ็นซองปิดผนึกให้เรียบร้อย แล้วก็ส่งซองนี้กลับไปที่ Graduate Department อีกซองคือพวก Recommendation และ Statement และอื่นๆตามที่แต่ละสาขาวิชากำหนดส่งไปที่ Department ที่เราสมัครเรียน ต้องแยกซองกัน เราก็ส่ง FedEx ไปเลย ตกซองละ 800 บาท จริงๆแล้วที่อยู่ที่เดียวกันเลยละแต่คนละตึกแต่ FedEx เขาก็คิดแยกเพราะถือว่าคนละตึก

หลังจากส่งไปได้ไม่กี่วันทางมหาวิทยาลัยคือ Graduate Department ก็อีเมล์กลับมาว่าเอกสารและคุณสมบัติครบถ้วนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ขั้นต่อไปคือจะรับหรือไม่รับก็ขึ้นกับการพิจารณาของ department ซึ่งในอีเมล์ฉบับนี้ทางมหาวิทยาลัยจะให้รหัสนักศึกษาเรามาด้วย โดยให้ใช้รหัสตัวนี้ login ในการเช็คความคืบหน้า สถานะต่างๆของเราได้ทางเว็ปไซต์ ซึ่งหลังจากที่มหาวิทยาลัยตอบรับเราเข้าเรียนแล้วเราก็ใช้รหัสนักศึกษาและรหัสผ่านที่เรากำหนดนี้ตลอดไปจนเรียนจบ คือข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของเราทั้งหมด ทั้งการลงทะเบียน การจ่ายค่าหน่วยกิต กำหนดการ ตารางเวลาเรียน เวลาสอบ เกรด อะไรทุกอย่างใช้รหัสตัวนี้เหมือนกัน เหมือนเป็นหน้า Profile ของนักศึกษาแต่ละคนเลย

ย้อนกลับมาหลังจากที่มหาวิทยาลัยส่งอีเมล์ยืนยันคุณสมบัติของเราว่าผ่านเกณฑ์แล้ว อีกสองอาทิตย์ได้ทาง Department ที่เราสมัครก็อีเมล์มาว่าได้รับซองเอกสารของเราแล้วและขอให้เรานัดเพื่อเข้ามาสัมภาษณ์กับหัวหน้าภาควิชา เราก็นัดวันไป โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่ต้องเตรียมเอกสารอะไรมาเพราะเอกสารเราครบถ้วนดีแล้ว

วันที่ต้องเข้าไปสัมภาษณ์ก็ไม่แน่ใจว่าควรแต่งตัวยังไง คือเราก็ไม่แน่ใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมของที่นี่ดีนักว่าควรดูสุภาพขนาดไหน แต่เราก็แต่งกลางๆคือใส่เชิ้ตกางเกงขายาวไม่ใช่ยีนส์ แต่พอไปถึงจริงก็แบบว่าเขาดูสบายๆกันมากกว่าที่เราคิด เจ้าหน้าที่ประสานงานพอเราโผล่หน้าเข้าไปเขาก็ทักเลย “โอเคเรารู้ว่าคุณชื่ออะไร” แล้วก็เจออาจารย์อีกท่านก็แบบว่าใจดีเป็นกันเอง ก็ประมาณยินดีต้อนรับอย่างโน้นอย่างนี้ คือระหว่างที่รอหัวหน้าภาคอยู่ คือทุกคนเป็นกันเองและอบอุ่นดี เราก็ถามว่ามีนักเรียนประมาณแบบอินเตอร์คือพวกที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักสักกี่เปอร์เซ็น เขาก็บอกไม่ต้องกลัวนักเรียนต่างชาติเยอะ แต่ปีนี้ลดลงไปเยอะพอควร อาจเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก คือปีที่เราจะเข้าเรียน ในภาควิชามีนักเรียนต่างชาติแค่ประมาณห้าเปอร์เซ็นได้ จากที่เคยมียี่สิบเปอร์เซ็น

รอสักพักหัวหน้าภาควิชาก็เปิดประตูเข้ามาเรียกเราเข้าไปคุย เธอเป็นคนเกาหลี แต่จบโทและเอกที่อเมริกาและแต่งงานกับคนอเมริกัน เวลาคุยกันทำให้เรารู้สึกดีเพราะอย่างน้อยหัวหน้าภาคก็พูดภาษาอังกฤษสำเนียงเกาหลีเชี่ยว คือรู้ว่าไม่ใช่เจ้าของภาษา รู้สึกเหมือนมีเพื่อนยังไงไม่รู้ ปรากฎว่าจริงๆก็ไม่ใช่การสัมภาษณ์อะไร คือเขารับเราแล้ว เพียงแต่มาคุยว่าสนใจจะเน้นด้านไหนเป็๋นพิเศษ๋ และความรู้พื้นฐานทางคอมพิวเตอร์ว่าอยู่ในระดับไหน ใช้โปรแกรมอะไรได้บ้าง คือถ้าไม่มีพื้นฐานพออาจต้องลงวิชาปูพื้น ซึ่งเราเองก็ผ่านไม่ต้องลงพื้นฐานเพิ่ม และที่โชคดีชั้นที่สองคือ ปกตินักศึกษาปริญญาโทที่ไม่ได้จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักจะต้องผ่านการทดสอบ Graduate Essay Test ภายในปีแรกถ้าไม่ผ่านก็ต้องลงเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม แต่โชคดีเพราะเราจบปริญญาโทมาก่อนแล้ว นี่เป็นการเรียนใบที่สอง เลยได้รับยกเว้นไม่ต้องสอบตัวนี้ เพราะมีเกณฑ์ว่าคนที่จบโทมาแล้วไม่ว่าจากที่ไหนได้รับการยกเว้น เธอบอก “You are so lucky” เราก็บอกใช่ๆ หัวหน้าภาคก็พลิกดูเอกสารต่างๆของเราแล้วก็บอกเอกสารเราครบถ้วนสมบูรณ์ดีมาก Recommendation ก็ดีมาก ผลการเรียนที่ผ่านมาก็ดี เอแต่ไม่ได้พูดถึง Statement เลย แหมกว่าจะเขียนตัวนั้นเสร็จแทบแย่ หลังจากนั้นก็เป็นการแนะว่าแต่ละเทอมเราควรลงวิชาอะไรก่อนหลังประมาณนั้น ใช้เวลาสั่้นๆสรุปแล้วเราก้ได้กลับมาเป็นนักศึกษาอีกครั้ง เย้ๆ…ยาวแล้วแต่ว่ายังไม่จบโปรดติดตามตอนต่อไป

Link ต่างๆที่เกี่ยวกับบทความนี้
San francisco State University
California State University
UC Berkeley

เรียนต่อในอเมริกา Study in America

plew April 18th, 2009


เรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกา..หลังจากได้กรีนการ์ดและเรียนภาษาอังกฤษมาระยะหนึ่งและภาษาก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ รวมทั้งได้กรีนการ์ดเกือบครบหนึ่งปี (ถ้าถือกรีนการ์ดมาเกินหนึ่งปีหนึ่งวันจะทำให้เสียค่าเรียนในอัตราของ Resident ซึ่งถูกกว่ามาก) เราก็ตั้งใจว่าจะสมัครเรียนต่อปริญญาโทที่นี่คือที่อเมริกาอีกสักใบ เดิมทีตอนอยู่เมืองไทยอยากเรียนต่อปริญญาเอก ซึ่งจริงๆก็เกือบจะเรียนแล้วเพราะสอบผ่านเรียบร้อยกับมหาวิทยาลัยที่เราจบตรีและโทมาแต่ติดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายเลยต้องสละสิทธิไปพอมาที่นี่อายุอานามก็มากขึ้นแถมมีครอบครัวแล้ว รวมทั้งสถานการณ์อะไรต่างๆก็เปลี่ยนแปลงไปจากตอนที่ยังทำงานในเมืองไทย

ปกติการเรียนต่อปริญญาเอกใช้เวลาประมาณสามถึงห้าปี ส่วนมากจะประมาณห้าปี เราเลยคิดว่าไม่ดีกว่า รวมทั้งบอกตรงๆพอมาที่นี่จริงๆเริ่มรู้สึกว่าภาษาเรายังไม่ดีพอหรอกที่จะเรียนปริญญาเอกและค่าใช้จ่ายมันก็ค่อนข้างแพงด้วย เกรงใจแฟนเพราะเขาเป็นคนจ่าย อยากเลือกอะไรที่มันไม่แพงจนเกินไป ถูกๆยิ่งดี เริ่มแรกก็ลังเลว่าจะเรียนอะไรแบบไหน แค่ประกาศนียบัตรแล้วหางานทำดีไหม หรืออนุปริญญาดี หรือโทอีกสักใบดี หรือเรียนทำอาหารดี คือมันมีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจและมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ถ้าเรียนประกาศนียบัตรอะไรสักปีมันก็ค่าใช่จ่ายถูกกว่า จบเร็ว เรียนง่ายกว่า เพราะCollege ของรัฐก็มีหลักสูตรให้เลือกมากมายที่จบแล้วมีวิชาชีพติดตัวหางานทำได้ แต่งานก็ค่อนข้างระดับล่างค่าแรงต่ำ จะเอาไม๊จริงๆมันดีเพราะจบเร็วและออกมาหางานได้เลยคือเรียนอะไรที่เป็นวิชาชีพ ตอนแรกก็สนใจอะไรที่มันเกี่ยวกับด้านการ